หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2569

คาร์ล ซากัน – ทำไมไม่แม้แต่ความคิดเดียวในหัวของคุณ ที่เป็นของคุณ

คาร์ล ซากัน – ทำไมไม่แม้แต่ความคิดเดียวในหัวของคุณ ที่เป็นของคุณ

Carl Sagan Explains Why Not A Single Thought In Your Head Belongs To You

          https://youtu.be/hfq8cbCghSM?si=2NyGH91zdnMkBJKu

          คุณคิดว่าคุณกำลังคิดอยู่ในตอนนี้. นั่นเป็นเสียงในหัวของคุณกำลังอ่านคำพูดทั้งหลายเหล่านี้, พิจารณาตัดสินพวกมัน, กำลังเห็นรด้วยและการผลักดันกลับ, คุณเชื่อนั่นว่าเป็นคุณ. กึ๋นของคุณพูดว่า, แน่นอนสิเหล่านั้นคือความคิดทั้งหลายของฉัน. ใครอื่นที่พวกนั้นจะเป็นได้ล่ะ? กึ๋นของคุณนั้นผิด.   (You think you’re thinking right now. That voice in your head reading these words, judging them, agreeing or pushing back, you believe that’s you. Your gut says, of course those are my thoughts. Who else’s would they be? Your gut is wrong.)

          มีห้ากำแพงพิเศษจำเพาะระหว่างคุณและความคิดจิตของคุณเอง. ห้าคำวินิจฉัย/ฎีกาสูงสุดที่วิทยาศาสตร์, ปรัชญา, และจักรวาลในตัวมันเองได้ยื่นลงมาให้. และเมื่อถึงเวลาที่อันที่ห้า, คำถามจะไม่เป็นว่าควสามคิดของใครที่เป็นเหล่านี้, คำถามจะเป็นว่า คุณเคยเป็นคนที่ถามคำถามนี้บ้างหรือไม่.  (There are five specific walls between you and the idea of your own mind. Five absolute verdicts that science, philosophy, and the universe itself have handed down. And by the time we reach the fifth one, the question won’t be whose thought are these, the question will be whether you were ever the one asking.)

          คำถามนั้นไม่ได้เป็นของใหม่. มันเก่าแก่กว่าการเขียน. ชนกรีกโบราณได้มีคำ ๆ หนึ่งว่า logos ที่หมายถึง เหตุผล, ภาษา, และระเบียบของจักรวาลทั้งหมดรวมอยู่ด้วยกันทีเดียว. พวกเขาไม่ได้สามารถตัดสินใจได้ ถ้าการคิดเป็นอะไรบางอย่างที่มนุษย์ได้ทำ หรือบางอย่างที่จักรวาลได้มีและมนุษย์ได้ยืมมาใช้. พลาโตได้เชื่อว่าความคิดสูงสุดทั้งหลายของเราคือความทรงจำทั้งหลายของโลกอันสมบูรณ์ที่เราได้เคยอาศัยอยู่ก่อนการเกิดนี้. เราไม่ได้กำลังประดิษฐ์แนวคิด, เรากำลังนึกย้อนรำลึกถึงสิ่งเหล่านั้น.  (The question is not new. It is older than writing. The ancient Greek had a word ‘logos1’ that means reason, language, and the order of the cosmos all at once. They couldn’t decide if thinking was something humans did or something the universe had and humans merely borrowed. Plato believed our highest thoughts were memories of a perfect world we had lived in before birth. We weren’t inventing ideas; we were recalling them.)

          1 โลโกส (Logos) คือกลวิธีการโน้มน้าวใจด้วยตรรกะ เหตุผล ข้อมูล สถิติ และหลักฐานที่น่าเชื่อถือ ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของวาทศิลป์อริสโตเติล (ควบคู่กับ Ethos และ Pathos) เพื่อสร้างความสมเหตุสมผลให้ข้อโต้แย้ง ในทางปรัชญา หมายถึงสติปัญญาหรือระเบียบของจักรวาล และในเชิงภาษาหมายถึงคำพูดหรือเหตุผล 

ความหมายและองค์ประกอบของ Logos

  • ตรรกะและเหตุผล (Logic & Reason): การใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Logical arguments) เพื่อสนับสนุนแนวคิด
  • หลักฐานที่เป็นรูปธรรม (Evidence): การใช้ข้อมูล ข้อมูลทางสถิติ แผนภูมิ กราฟ และข้อเท็จจริง เพื่อสนับสนุนการโต้แย้ง
  • โครงสร้างที่ชัดเจน: การจัดระเบียบข้อมูลให้เข้าใจง่ายและสมเหตุสมผล 

ตัวอย่างการใช้ Logos

  • การโฆษณา: การระบุสเปกเครื่อง, ราคา, ความเร็ว หรือสถิติการใช้งานจริง เพื่อโน้มน้าวให้ซื้อ
  • การอภิปราย: การอ้างอิงงานวิจัยหรืองานวิจัยที่รองรับ เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้ออ้าง 

ความแตกต่างระหว่าง Logos, Ethos, Pathos

  • Logos (ตรรกะ): โน้มน้าวด้วยเหตุผล ข้อมูล
  • Ethos (ความน่าเชื่อถือ): โน้มน้าวด้วยภาพลักษณ์ คุณธรรม หรือความเชี่ยวชาญของผู้พูด
  • Pathos (อารมณ์): โน้มน้าวด้วยการกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้ฟัง 

โลโกสเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังในการสื่อสารเพื่อโน้มน้าวใจให้เชื่อถือได้จริง ไม่ใช่เพียงแค่การใช้คำพูดที่หรูหราแต่ขาดเหตุผลรองรับ

          ในตะวันออก, นักปรัชญาพุทธทั้งหลายได้ใช้เวลาหลายศตวรรษในการทำลายแนวคิดอย่างยิ่งที่ว่ามี”ตัวตน”เป็นผู้คิด. พวกเขาได้เฝ้าดูความคิดผุดขึ้นมาในจิตในหนทางเหมือนเมฆผุดขึ้นมาบนท้องฟ้า, ไม่ได้มาจากอะไรบางอย่างที่แค่ปรากฏให้เห็นขึ้นมาเอง. ใครคือผู้คิดรึ? มองหาพวกเขา. คุณจะไม่คันพบพวกเขา.   (In the East, Buddhist philosophers spent centuries dismantling the very idea of a self who think. They watched thought arise in the mind the way a cloud arises in the sky, not from something just appearing. Who is the thinker? Look for them. You won’t find them.)

          เนเน่ เดส์การ์ตสิ์ในศตวรรษที่ 17 ได้พยายามที่จะเริ่มต้นจากขึ้นใหม่โดยไม่ยึดจากความคิดเดิม. เขาคาดเดาไปในทุกสิ่งจนกระทั่งเขาได้ค้นพบอันหนึ่งที่เขาไม่สามารถคาดเดาได้. “ฉันคิด, ดังนั้นฉันจึงมีอยู่.” การคิดได้พิสูจน์ถึงผู้คิด. มันได้เป็นประโยคเชิงปรัชญาอันมั่นใจมากที่สุดในประวัติศาสตร์. มันยังเป็น, ดังที่เราจะได้เห็นกัน, สิ่งที่สร้างขึ้นบนหาดทราย/พื้นฐานไม่มั่นคงด้วยเช่นกัน. (Rene Descartes2 in the 17th century tried to start from scratch. He doubted everything until he found the one thing he couldn’t doubt. ‘I think, therefore I am.’ The thinking proved the thinker. It was the most confident philosophical statement in history. It was also, as we will see, built on sand.)

          2 เรเน่ เดส์การ์ตส์ (René Descartes) (ค.ศ. 1596-1650) คือนักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่" และผู้บุกเบิกเรขาคณิตวิเคราะห์ เจ้าของวาทะอมตะ "ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่" (Cogito, ergo sum) ซึ่งเน้นการใช้เหตุผลและความสงสัยอย่างมีระบบเพื่อแสวงหาความจริง 

ผลงานและแนวคิดสำคัญ:

  • ปรัชญา: เป็นผู้นำลัทธิเหตุผลนิยม (Rationalism) เชื่อว่าเหตุผลเป็นบ่อเกิดของความรู้ โดยใช้วิธี "ความสงสัยแบบเดส์การ์ตส์" (Cartesian doubt) เพื่อหาความจริงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ ซึ่งนำไปสู่บทสรุปว่าการคิดยืนยันถึงการดำรงอยู่ของตัวตน
  • คณิตศาสตร์: สร้าง เรขาคณิตวิเคราะห์ (Analytic Geometry) โดยเชื่อมโยงพีชคณิตเข้ากับเรขาคณิต และพัฒนา ระบบพิกัดคาร์ทีเซียน (Cartesian coordinate system) (แกน x, y) ที่ใช้ในกราฟปัจจุบัน
  • วิทยาศาสตร์: ผลงานของเขามีอิทธิพลต่อการปฏิวัติวิทยาศาสตร์และเป็นรากฐานให้กับแนวคิดของไอแซก นิวตัน 

เดส์การ์ตส์เชื่อว่าตรรกะและคณิตศาสตร์เป็นกุญแจสำคัญในการไขความลึกลับของธรรมชาติ

          ในหลายศตวรรษตั้งแต่เดส์การ์ตสิ์เป็นต้นมา, วิทยาศาสตร์ด้านประสาทวิทยา, ชีววิทยาด้านวิวัฒนาการ, จิตวิทยาด้านสังคม, และฟิสิกส์ แต่ละด้านได้ใช้ฆ้อนใหญ่ถล่มใส่กำแพงของความคิดของฉัน, ไม่ได้ร่วมกันทำ, ไม่ได้สมคบกันกระทำ, แต่ละสาขา/ด้านทำงานกันไปตามลำหกัง, ตามติดในหลักฐานของตนเอง, และแต่ละอันได้มาถึงที่อยู่อันเดือดร้อนยุ่งยากเดียวกัน. ความคิดที่คุณกำลังมีอยู่ในตอนนี้ ไม่เริ่มต้นที่คุณ. มันได้เริ่มต้นมาก่อนอันไกลแสนไกล. (In the centuries since uh Descartes, neuroscience, evolutionary biology, social psychology, and physics have each taken a sledgehammer to the wall of my thoughts, not together, not as a conspiracy, each field working alone, following its own evidence, and each one arriving at the same troubling address. The thought you’re having right now did not begin with you. It began far, far earlier.)

          มีอยู่ห้ากำแพง, ห้าคำวินิจฉัยตัดสิน. เรามาเดินผ่านพวกเขาไปทีละกำแพงกัน. กำแพงแรกคือ ด้านฟิสิกส์. มันมีชีวิตอาศัยอยู่กะโหลกของคุณ. ในปี 1983, นักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยานาม เบนจามิน ลิเบ็ท ได้ติดแท่งวอิเลคโทรดสิ์ เข้ากับหัวของผู้คน และขอให้พวกเขาทำบางอย่างง่ายๆ, คือสะบัดข้อมือของพวกเขาเมื่อใดก็ตามที่ได้รู้สึกถึงมัน. ขณะที่พวกเขาได้ทำ, เขาก็วัดในสองสิ่ง, กิจกรรมเชิงไฟฟ้าในสมองของพวกเขา, และในชั่วขณะทันทีที่พวกเขาตัดสินใจอย่างรู้สึกตัวที่จะเคลื่อนไหว. นี่คืออะไรที่เขาได้ค้นพบ. และนี้เป็นที่ไหนซึ่งสิ่งทั้งหลายได้แปลกไป. (There are five walls, five verdicts. Let’s walk through them one by one. The first wall is physical. It lives inside you skull. In 1983, a neuroscientist named Benjamin Libet3 attached electrodes to people’s heads and asked them to do something simple, flick their wrist whenever they felt like it. While they did, he measure two things, the electrical activity in their brain, and the moment they consciously decided to move. Here is what he found. And this is where things get strange.)

          3 เบนจามิน ไลเบต์ (Benjamin Libet) (1916–2007) เป็นนักประสาทวิทยาชาวอเมริกันผู้บุกเบิกการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ จิตสำนึก (Consciousness) และ เจตจำนงเสรี (Free Will) เขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางจาก "การทดลองของไลเบต์" ในช่วงทศวรรษ 1980 ที่ท้าทายความเชื่อดั้งเดิมเกี่ยวกับกระบวนการตัดสินใจของมนุษย์ 

การทดลองที่มีชื่อเสียง (Libet Experiment)

ในการทดลองหนึ่ง ไลเบต์ให้ผู้เข้าร่วมทดลองขยับข้อมือเมื่อใดก็ได้ที่ต้องการ โดยใช้เครื่อง EEG วัดกิจกรรมในสมอง และให้ผู้เข้าร่วมระบุเวลาที่พวกเขา "รู้สึกตัวว่าตัดสินใจจะขยับ" 

  • สิ่งที่ค้นพบ: สมองเริ่มมีกิจกรรมทางไฟฟ้าที่เรียกว่า Readiness Potential (RP) ก่อนที่ผู้ทดลองจะรู้ตัวว่าตัดสินใจขยับประมาณ 300-500 มิลลิวินาที
  • การตีความที่ถกเถียง: ผลลัพธ์นี้ทำให้หลายคนสรุปว่าสมอง "ตัดสินใจ" ไปก่อนแล้ว ก่อนที่จิตสำนึกของเราจะรับรู้ ทำให้เกิดคำถามว่าเจตจำนงเสรีเป็นเพียงภาพลวงตาหรือไม่

สมองได้เริ่มต้นตระเตรียมที่จะเคลื่อนไหวประมาณครึ่งวินาที ก่อนที่บุคคลนั้นจะรู้สึกถึงการอยากที่จะขยับตัว. คิดถึงอะไรที่นั่นหมายความถึงสิ. สมองของคุณได้จุดไฟเดินเครื่องขึ้นแล้ว. มันได้เริ่มต้นก่อสร้างการกระทำนั้นขึ้นมา. และแล้ว, ชั่วขณะถัดมาภายหลัง, มันได้ส่งสัญญาณไปยังจิตสำนึกของคุณที่ได้พูดว่า, “เฮ้, คุณเพิ่งตัดสินใจที่จะทำสิ่งนี้.” คุณได้รู้สึกว่าคุณได้ทำการตัดสินใจ. คุณไม่ได้ทำ. คุณได้รับเอาความจำเกี่ยวกับการตัดสินใจหนึ่งที่ได้ทำไปเรียบร้อยมา. แต่นั่นแค่พลิกข้อมือ, คุณอาจจะพูดเช่นนั้น. นั่นไม่ใช่ความคิดที่แท้จริง. อะไรถ้าเป็นแนวคิดที่ซับซ้อนล่ะ? คำตอบนั้นเลวร้ายลงไปกว่าอีก.    (The brain began preparing to move approximately half a second before the person felt the urge to move. Think about what that means. You brain fired up the machinery. It started building the action. And then, a moment later, it sent a signal to your conscious mind that said, “Hey, you just decided to do this.” You felt like you made a decision. You didn’t. You received a memo about a decision that had already been made. But that’s just a wrist flick, you might say. That’s not a real thought. What about complex ideas? The answer gets worse.)

ในการศึกษาทั้งหลายในภายหลังต่อมา การใช้เครื่องสแกนเนอร์สมองทั้งหลายได้ค้นพบว่าสำหรับการตัดสินใจทั้งหลายที่สลับซับซ้อน, ปุ่มที่ต้องกดคืออันไหน, ทางเลือกไหนที่จะเลือกนักค้นคว้าวิจัยทั้งหลายสามารถที่จะคาดการณ์ทำนายว่า บุคคลหนึ่งจะตัดสินใจขึ้นมา 10 วินาที ก่อนที่บุคคลนั้นจะได้มีสติสัมปชัญญะ/การสำนึกรู้ของการตัดสินใจ. 10 วินาที, เวลาที่เพียงพอที่จะชงกาแฟได้เลย. การตัดสินใจได้ถูกเขียนไปแล้วในเซลล์ประสาททั้งหลายของคุณ   (Later studies using brain scanners found that for complex decisions, which button to press, which option to choose researchers could predict what a person would decide up to 10 seconds before the person had any conscious awareness of deciding. 10 seconds, enough time to make coffee. The decision was already written in your neurons before your you had a say. Think of it this way. Imagine a theater. You believe you are the playwright writing the script as the play goes on.)

แต่ไลเบ็ทได้แสดงต่อเราบางอย่างอื่นด้วย. คุณคือผู้ฟัง. คุณนั่งอยู่ในความมืดเฝ้าดู. และโดยบังเอิญ, บทบรรทัดหนึ่งช่างก้องกำทอนสะท้อนเอากับคุณเหลือเกินจนคุณต้องเอนกายเข้าไปหาเพื่อนของคุณและพูดว่า, “ฉันเขียนบทนั่นเอง.” คุณมาได้เขียนมัน. แต่เดี๋ยวก่อน, คุณคิด. อะไรถ้าเราแค่จำเป็นต้องเข้าใจสมองให้ดีขึ้นกว่านี้? อะไรถ้าเราคาดคิดออกมาได้อย่างแน่นอนว่าเซลล์ประสาททั้งหลายอันไหนได้ปะทุขึ้นและทำไม, แล้วเราได้มีการควบคุมมาตลอด, ถูกไหม? นั่นจะใช้หการไม่ได้. นี่ค่อว่าทำไม. เซลล์ประสาททั้งหลายเหล่านั้นได้ถูกก่อรูปร่างขึ้นโดยแรงกำลังทั้งหลายที่ได้บังเกิดขึ้นมาหลายทศวรรษก่อนที่คุณจะมีความคิดเป็นครั้งแรก. เมื่อถึงตอนที่คุณได้คิดอย่างสำนึกตนต่อสิ่งใดเลย, คุณคือบทมุดท้ายของเรื่องราวอันยืดยาวมาก. บทแรกนั้นได้ถูกเขียนโดยอะไรบางอบ่างที่เก่าแก่มากกว่าคุณ.   (But Libet showed us something else. You are the audience. You sit in the dark watching. And occasionally, a line so resonates with you that you lean over to your friend and say, “I wrote that.” You didn’t write it. But wait, you think. What if we just need to understand the brain better? What if we figure out exactly which neurons fire and why, then we’d have control, right? That won’t work. Here’s why. Those neurons were shaped by forces that happened decades before your first thought. By the time you are consciously thinking anything at all, you are the last chapter of a very long story. The first chapter was written by something much older than you.)

นั่นคืออะไรบางอย่างที่เป็นกำแพงที่สอง. สมองของคุณไม่ได้เป็นหนึ่งสมอง, มันเป็นสามสมองที่กองอัดซ้อนทับกันและกัน, แต่ละอันได้ถูกก่อสร้างขึ้นในยุคสมัยทางธรณีวิทยาที่แตกต่างกันไป. ชั้นเยื่อที่ลึกที่สุด, ก้านสมอง, อยู่เก่าแก่ในราว 500 ล้านปี. มันจัดการในเรื่องการหายยใจ, การเต้นของหัวใจ, และพื้นฐานทั้งหลายของความอยู่รอดชีวิต. ปลามีสมองนี้. คุณได้รับมรดกสืบทอดของมัน ชั้นเยื่อตอนกลาง, ระบบลิมบิค, ขัดการอารมณ์รู้สึก. ความกลัว, ความปรารถนา, อุปาทาน/ ความยึดมั่นถือมั่น. มันเป็นบางแห่งเก่าแก่อยู่ระหว่าง 200 และ 300 ล้านปี. สัตว์เลื้อยคลานและยุคแรกเริ่มของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งหลายมีชุดแบบของสมองนี้.คุณก็รับมรดก/สืบทอดมันมา, ด้วยเช่นกัน   (That something is second wall. Your brain is not one brain, it’s three brains stacked on top of each other, each one built in a different geological era. The deepest layer, the brainstem, is around 500 million years old. It handles breathing, heartbeat, the basics of survival. Fish have this brain. You inherited it. The middle layer, the limbic system4, handles emotion, fear, desire, attachment. It is somewhere between 200 and 300 million years old. Reptiles and early mammals have a version of this brain. You inherited it, too.)

4  ระบบลิมบิก (Limbic System) คือ กลุ่มโครงสร้างสมองส่วนกลางที่ทำหน้าที่ประมวลผลและควบคุมอารมณ์ ความรู้สึก ความทรงจำ แรงจูงใจ และพฤติกรรมพื้นฐานเพื่อการอยู่รอด (เช่น ความกลัว ความสุข การกิน การสืบพันธุ์) ประกอบด้วยส่วนสำคัญหลักๆ คือ อะมิกดาลา (Amygdala) และฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) 

ข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับระบบลิมบิก (Limbic System)

  • ตำแหน่ง: อยู่บริเวณชั้นในของสมอง ใต้เปลือกสมอง (Cerebral Cortex) และเหนือส่วนก้านสมอง
  • ฉายา: บางครั้งถูกเรียกว่า "สมองแบบสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม" (Mammalian Brain) เพราะพัฒนาขึ้นเพื่อควบคุมอารมณ์และความผูกพัน
  • ส่วนประกอบหลัก:
    • อะมิกดาลา (Amygdala): ควบคุมอารมณ์ ความกลัว ความโกรธ และการตอบสนองแบบสู้หรือหนี (Fight-or-flight)
    • ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus): สร้างและจัดเก็บความทรงจำระยะยาว
    • ไฮโปทาลามัส (Hypothalamus): ควบคุมสมดุลร่างกาย อุณหภูมิ ความหิว และการหลั่งฮอร์โมน
    • ซิงกูเลตคอร์เทกซ์ (Cingulate Cortex): เชื่อมโยงอารมณ์เข้ากับพฤติกรรม
  • หน้าที่หลัก:
    • จัดการอารมณ์และความรู้สึกต่างๆ
    • ประมวลผลความทรงจำระยะยาว
    • สร้างแรงจูงใจในการตอบสนองสิ่งเร้า เช่น หาอาหารหรือหลีกเลี่ยงอันตราย 

ระบบลิมบิกมีความสำคัญมากต่อการเรียนรู้และการแสดงออกทางอารมณ์ในชีวิตประจำวัน 

และชั้นเยื่อด้านนอกสุด, คอร์เท็กซ์, ส่วนที่เป็นรอยยับย่นสีเทาถ้าคุณจะนึกภาพออกเมื่อใครบางคนพูดถึงว่าสมอง ถือว่าเป็นส่วนใหม่ที่สุด, บางทีอาจจะเก่าแก่เป็นแค่ สองถึงสามล้านปีที่มันเต็มรูปเต็มร่างแล้ว. ส่วนนี้ทำงานในเรื่องภาษา, ตรรกะ, การวางแผน. นี้เป็นส่วนที่คุณเรียกว่า ตัวคุณ. ตรงนี้เองที่คือปัญหา. สมองทั้งสามเหล่านี้ไม่ได้มักที่จะเห็นด้วยกันเสมอ.  และอันที่เก่าแก่กว่าก็เกือบจะมักชนะเสมอ.   (And the outer layer, the cortex3, the wrinkled gray part you picture when someone says the brain is the newest, maybe two to three million years old its fully form. This is the part doing language, logic, planning. This is the part you call you. Here’s the problem. These three brains don’t always agree. And the older ones almost always win.)

3 Cortex (คอร์เทกซ์) มีความหมายหลักคือ "ส่วนนอก" หรือ "เปลือก" ของอวัยวะหรือโครงสร้างต่าง ๆ ซึ่งขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ ดังนี้ครับ:

1. ทางกายวิภาคศาสตร์ (Anatomy)

ในร่างกายมนุษย์และสัตว์ Cortex หมายถึงชั้นนอกของอวัยวะที่มีลักษณะเป็นเนื้อเยื่อหุ้มส่วนในเอาไว้:

  • Cerebral Cortex (เปลือกสมอง): เป็นชั้นนอกของสมองใหญ่ (Cerebrum) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อสีเทา (Grey matter) ทำหน้าที่สำคัญเกี่ยวกับความคิด ความจำ ภาษา และการรับรู้
  • Renal Cortex (คอร์เทกซ์ของไต): เนื้อเยื่อส่วนนอกของไตที่เป็นที่อยู่ของหน่วยไต (Nephrons) ทำหน้าที่กรองเลือด
  • Adrenal Cortex (เปลือกต่อมหมวกไต): ส่วนนอกของต่อมหมวกไตที่ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนสำคัญ เช่น คอร์ติซอล และอัลโดสเตอโรน

เมื่อคุณเห็นแมงมุมตัวหนึ่งและอัตราการเต้นหัวใจของพุ่งขึ้นก่อนที่กระทั่งคุณจะได้ลงทะเบียนรู้สึกตัวในอะไรที่คุณได้เห็น, นั่นคือสมองของสัตว์เลื้อยคลาน. เมื่อคุณตกหลุมรักกับใครบางคนผู้ที่ไม่เหมาะอย่างสมบูรณ์ต่อคุณและสมองเชิงตรรกะของคุณก็รู้ถึงมันแต่ไม่สามารถหยุดมันได้, นั่นเป็นสมองของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, เก่าแก่และเสียงดังกว่า. เมื่อดนตรีชิ้นหนึ่งทำให้คุณร้องไห้และคุณก็ไม่มีแนวคิดใดว่าทำไม, นั่นคือบางอย่างที่เก่าแก่กว่าภาษาที่กำลังพูดในตัวคุณ.  (When you see a spider and your heart rate spikes before you’ve even consciously registered what you saw, that’s the reptile brain. When you fall in love with someone who is completely wrong for you and your logical brain knows it but can’t stop it, that’s the mammal brain, older and louder. When a piece of music makes you cry and you have no idea why, that’s something older than language speaking in you.)

คอร์เท็กซ์ของคุณ, ตัวตรรกะ, การใช้-ภาษาของคุณ, คือนายจ้างคนใหม่สุดในบริษัทที่เก่าแก่มากนี้. มันต้องเขียนรายงานทั้งหลาย. มันต้องอธิบายสิ่งทั้งหลายภายหลังที่พวกนั้นบังเกิดขึ้น. แต่แผนกดั้งเดิมเก่าแก่ได้เป็นผู้ดำเนินงานอาคารหลังนี้มานานแสนนาน. พวกเขามีลำดับความสำคัฯทั้งหลายของตัวพวกเขาเอง. บางอันก็หลงมัวเมาจะยึดครองไปกับทั้งหมด.ความกลัวที่คุณรู้สึกเมื่อคุณได้เขินอายต่อหน้ากลุ่มคนหนึ่ง, นั่นเป็นความหวาดกลัวโบราณ. บรรพบุรุษทั้งหลายของคุณผู้ที่ถูกไล่ออกจากเผ่าได้ตาย. การถูกปฏิเสธโดยกลุ่มได้เป็นการประหารชีวิตตายอย่างแน่ชัดมาหลายล้านปีแล้ว.   (Your cortex, the logical, language-using you, is the newest employee in a very old company. It gets to write the reports. It gets to explain things after they happen. But the older departments have been running this building for very long time. They have their own priorities. Some would lust for all. The fear you feel when you’re embarrassed in front of a group, that fear is ancient. Your ancestors who were cast out from the tribe died. Being rejected by the group was literally a death sentence for millions of years.)

ดังนั้น, ระบบประสาทของคุณปฏิบัติต่อการถูกปฏิเสธทางสังคมในหนทางเดียวกับที่ปฏิบัติต่อสิงโต. เคมีเดียวกัน, ความตื่นกลัวเดียวกัน, แรงกระตุ้นอย่างสิ้นหวังเดียวกันที่จะทำบางอย่าง. คุณไม่ได้เลือกที่จะรู้สึกในหนทางเช่นนั้น. 300 ล้านปีของวิวัฒนาการเป็นผู้เลือกมันให้กับคุณและได้ห่อมันไว้ในนิทาน, ความคิด, ความเชื่อ, ความเชื่อมั่นที่รู้สึกได้อย่างสมบูรณ์สิ้น, เป็นชองคุณอย่างชัดเจนไม่มีผิดพลาด. แต่ฉันสามารถเอาชนะสัญชาตญาณของฉันได้,  คุณบอก. ฉันสามารถให้เหตุผลหนทางของแก้ปัญหาพวกมันได้, ใช่, แต่นี่คือข้อแม้ที่แฝงอยู่. กระทั่งการมีเหตุผลของคุณ ก็ได้ถูกก่อรูปแต่งร่างมาจากวิวัฒนาการ.   (So, your nervous system treats social rejection the same way it treats a lion. The same chemical, the same panic, the same desperate urge to do something. You didn’t choose to feel that way. 300 million years of evolution choose it for you and wrapped it in a story, a thought, a belief, a conviction that feels completely, utterly, unmistakably yours. But I can overcome my instincts, you say. I can reason my way past them. Sometimes, yes, but here’s the catch. Even your reasoning was shaped by evolution.)

การจำแนกแยกแยะอย่างยิ่งที่จิตของคุณใช้ที่จะคิด, เหตุและผล, รูปแบบทั้งหลาย, การคาดการณ์ทั้งหลาย, ความสนใจเชิงสังคมทั้งหลาย, เหล่านี้คือเครื่องมือกระบวนการคิดทั้งหลายที่ถูกคัดเลือกมาเพื่อการอยู่รอดชีวิต, ไม่ใช่เพื่อความสัจจริง. สมองของคุณไม่ใช่เครื่องจักรในการค้นหาความจริง. มันเป็นเครื่องจักรของการอยู่รอดชีวิตที่เก่งอย่างน่าทึ่งกับการรู้สึกเหมือนกับว่ามันกำลังค้นหาความสัจจริง. จักรวาลได้ยื่นจิตหนึ่งมาให้คุณที่ได้ปรับแต่งต่อความถี่ทั้งหลายอันแน่นอนก่อนที่คุณจะเกิด, ก่อนที่คุณจะรับรู้, ก่อนที่พ่อแม่ของคุณจะเกิด. แต่เรามาพูดกันว่าคุณพูดว่า, “ไม่เป็นไร, สมองของฉันเก่าแก่และได้ถูกก่อรูปปรับแต่งมาโดยวิวัฒนาการ, แต่ฉัน, ตรงนี้, ในตอนนี้, ในชั่วขณะนี้, ป้อนสิ่งทั้งหลายเข้าไปและทำให้บางอย่างเป็นของฉันออกมาจากพวกมัน.” เอ่อ, เรามาพูดกันว่าคุณคลี่คลายแก้ไขปัญหาทางวิวัฒนาการ. แล้วคุณก็เผชิญหน้ากับกำแพงที่สาม.   (The very categories your mind uses to think, cause and effect, patterns, predictions, social attention, these are cognitive tools that were selected for survival, not for truth. Your brain is not a truth-finding machine. It is a survival machine that is remarkably good at feeling like it’s finding truth. The universe handed you a mind that was already tuned to certain frequencies before you were born, before you were conceived, before your parents were born. But let’s say you accept that. Let’s say you say, “Fine, my brain is old and shaped by evolution, but I, here, now, in this moment, take the inputs and make something mine out of them.” Uh, let’s say you solve the evolutionary problem. Then you face the third wall.)

นี่คือการทดลองหนึ่งที่คุณสามารถลองทำได้เลยในตอนนี้. ลองคิดถึงสีระหว่างสีแดงกับสีส้ม, อยู่ในจุดตรงกลางพอดี. คุณมี”คำ”เรียกสำหรับมันไหม? ในภาษาอังกฤษ, ไม่มีเลย. ในภาษารัสเซียน, มีคำสองคำที่แยกจากกันอย่างสมบูรณ์สำหรับ สีฟ้าอ่อน, กูลูบอย, และสีฟ้าแก่, ซินลี. พวกเขาแตกต่างกันสำหรับผู้พูดในภาษารัสเซียน เท่าๆกับสีแดงและสีส้มมีต่อคุณ. และนี่คือส่วนที่สำคัญ.  (Here is an experiment you can try right now. Think of the color between red and orange, the exact midpoint. Do you have a word for it? In English, not really. In Russian, there are two completely separate words for light blue, goluboy, and dark blue, siniy. They are as different to a Russian speaker as red and orange are to you. And here is the important part.)

รัสเซียนสามารถแยกแยะความคล้ำทั้งหลายของสีฟ้าได้เร็วกว่าและอย่างตรงชัดมากกว่าผู้พูดภาษาอังกฤษ. ไม่ใช่เพราะดวงตาของพวกเขานั้นแตกต่างออกไป, แต่เพราะว่าภาษาของพวกเขาให้ขอบเขตชัดเจนแก่พวกเขาได้. ผู้คนปิรันย่าแห่งอะเมซอนไม่มี “คำ” พูดทั้งหลายตรงๆกับตัวเลขทั้งหลาย. พวกเขามีแต่”คำ”ทั้งหลายอย่างคร่าวๆสองสามอย่างและอีกมากมาย. และการทดสอบทั้งหลายได้แสดงให้เห็นว่า พวกเขาได้ดิ้นรนอย่างจริงแท้ที่จะระบุปริมาณทั้งหลายที่แน่นอน ในภารกิจที่จะให้เด็กคนหนึ่งจัดการกับตัวเลขทั้งหลายอย่างง่ายๆ. “คำ”สร้างสรรค์ความคิด. ไม่มี “คำ”ทั้งหลาย, ก็ไม่มีความคิด, หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นฉบับชุดที่คลุมเครือมากยิ่งขึ้นของมัน.  (Russian can distinguish shades of blue faster and more accurately than English speakers. Not because their eyes are different, because their language gave them a border. The Piranha people of the Amazon have no words for exact numbers. They have words for roughly a few and many. And tests show that they genuinely struggle to track exact quantities in tasks that a child with number words handles easily. The word creates the thought. No words, no thought, or at least a much foggier version of it.)

คุณคิดเป็น “ภาษา”, และคุณไม่ได้เป็นผู้ประดิษฐ์ภาษานั้นๆ. ทุก “คำ” ที่คุณใช้คิดได้ถูกยื่นส่งมาให้คุณโดยพ่อแม่ทั้งหลาย, โดยครูทั้งหลาย, ฏโดยโทรทัศน์และโดยหนังสือทั้งหลายและถนนที่คุณได้เติบโตขึ้นมากับมัน, โดยวัฒนธรรมที่ได้มีอยู่มาหลายศตวรรษก่อนหน้าคุณ, ที่ได้ตัดสินใจไปแล้วว่าสิ่งทั้งหลายไหนได้มีคุณค่าที่จะตั้งชื่อให้, ความแตกต่างใดที่เป็นสำคัญ, หมวดหมู่จำแนกประเภทใดที่เป็นจริง.   (You think in language, and you do not invent that language. Every word you use to think was handed to you by parents, by teachers, by television and books and the street you grew up on, by a culture that existed centuries before you, that had already decided which things were worth naming, which distinctions mattered, which categories were real.)

อืม, คิดกับมันในวิธนี้สิ. จิตของคุณเหมือนครัวห้องหนึ่ง. คุณเชื่อว่าคุณกำลังปรุงอาหาร. คุณกำลังตัดสินใจว่าจะทำอะไร, ผสมส่วนประกอบทั้งหลาย, สร้างสรรค์อะไรบางอย่างที่เป็นต้นฉบับ. แต่คุณไม่ได้สร้างหก้องครัวนั้นเมื่อตอนที่ได้มาถึง. คุณไม่ได้ตัดสินใจว่าส่วนประกอบอาหารอันไหนที่ถูกนำมาเก็บเอาไว้. ใครบางคนอื่นได้สร้างห้องครัว, และรวลรวมมันเก็บไว้, และแล้วได้ยานส่งมาให้แก่คุณและบอกว่า, “ปรุงอาหาร.”  (Um, think of it this way. Your mind is like a kitchen. You believe you are cooking. You’re deciding what to make, combining ingredients, creating something original. But you didn’t build the kitchen. You didn’t choose the tools that were there when you arrived. You didn’t decide which ingredients were stocked. Someone else built the kitchen, stocked it, and then handed it to you and said, ‘Cook.”)

นักปรัชญาลุดวิก วิตต์เก็นสไตนิ์วางมันไว้อย่างง่ายๆ. ข้อจำกัดทั้งหลายของภาษาของคุณ, เชาได้พูดไว้, คือข้อจำกัดทั้งหลายของโลกของคุณ. คุณไม่สามารถคิด ความคิดหนึ่งที่คุณไม่มี “คำ-พูด”หรือแนวคิดทั้งหลาย. คุณไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างไกด้ถ้าภาษาของคุณไม่ได้วาดไว้ให้. คุณไม่สามารถยึดถือความเชื่อใดได้ถ้าคำศัพท์ของวัฒนธรรมประเพณีไม่มีถังบรรจุเอาไว้ใช้.  (The philosopher Ludwig Wittgenstein4 put it plainly. The limits of your language, he said, are the limits of your world. You cannot think a thought for which you have no words or concepts. You cannot see a distinction your language doesn’t draw. You cannot hold a belief that your culture’s vocabulary has no container for.)

4 https://en.wikipedia.org/wiki/Ludwig_Wittgenstein

“แต่ฉันบางครั้งรู้สึกถึงสิ่งทั้งหลายที่ฉันไม่สามารถบอกเป็นคำพูดได้.” คุณอาจจะพูดว่า, “อารมณ์รู้สึกทั้งหลายนั้นไปไกลเลยจากภาษา. ญาณทัศน์/ความเข้าใจที่เกิดขึ้นก่อน “คำพูด” ทำ.” และสังเกตว่าอะไรที่บังเกิดต่อญาณทัศน์/ความเข้าใจทั้งหลายนั้น. คุณพยายามอย่างทันทีที่จะแปลความพวกมันเข้าไปสู่ “ภาษา”, เข้าไปสู่นิทานทั้งหลาย, เข้าไปสู่การจำแนกแยกจัดหมวดหมู่ทั้งหลาย. ชั่วขณะไร้ “คำ”ยาวนานได้แค่หนึ่งวินาที, และแล้วสถาปัตยกรรมของภาษาโฉบเข้ามาและจัดเก็บมันไว้ที่ใดที่หนึ่ง, ให้ชื่อแก่มัน, ทำให้มันเหมาะเจาะเข้าไปในอะไรที่คุณได้รู้ไปแล้ว.   (“But I sometimes feel things I can’t put into words.” You might say, “Emotions beyond language, insights that come before the word do.” Yes. And notice what happens to those insights. You immediately try to translate them into language, into stories, into categories. The wordless moment last for a second, and then the architecture of language swoops in and files it somewhere, give it the name, makes it fit into what you already know.)

ภาษาไม่ใช่เครื่องมือที่ความคิดของคุณใช้. ภาษาคือรูปร่างของความคิดของคุณที่ได้ถูกยินยอมให้รับเอา. “แต่บางทีนั่นโอเค.” คุณคิด. “บางทีเนื้อหาทั้งหลายของความคิดทั้งหลาย,ตวามหมายอย่างแท้จริง, แนวคิดทั้งหลายที่แท้จริงยังคงเป็นของของคุณ ถึงแม้ว่ารูปแบบนั้นจะไม่ใช่.” ลางที. แต่เมื่อคุณเผชิญกับอะไรที่ไม่มีใครอื่นกำลังพูดออกมาดังๆ.   (Language is not the tool your thoughts use. Language is the shape your thoughts are allowed to take. “But perhaps that’s okay.” You think. “Perhaps the contents of the thoughts, the actual meaning, the actual ideas still belong to you even if the form doesn’t.” Perhaps. But then you face what no one else is saying out loud.)

ทีนี้เรามาพูดคุยกันเกี่ยวกับบางอย่างที่ไม่มีใครอื่นกำลังพูดออกมาดังๆ. ในยุคปี 1990, นักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาชาวอิตาเลียนชื่อเกียโคโม ริซโซแลตติได้ศึกษาลิงทั้งหลาย. เขาได้เอาแท่งอิเลกโทรดสิ์ติดเข้ากับเซลล์ประสาทสั่งการทั้งหลายของสมองของลิงวอก, เซลล์ประสาททั้งหลายที่ปะทุประจุขึ้นเมื่อลิงวอกเอื้อมไปหาอาหาร. เอ่อ, บ่ายวันหนึ่ง, นักค้นคว้าวิจัยผู้หนึ่งได้เดินเข้ามาในห้องปฏิบัติการและได้หยิบเอากล้วยขึ้นมา, เซลล์ประสาททั้งหลายของลิงนั้นก็ได้ปะทุขึ้น. ไม่ใช่เพราะว่าลิงนั้นเคลื่อนไหว, แต่เพราะว่ามันได้เฝ้าดูใครบางคนอื่นเคลื่อนไหว. ริซโซแลตติได้ค้นพบเซลล์ประสาทกระจกเงา, เซลล์ทั้งหลายในสมองที่ปะทุประจุขึ้นทั้งคู่ เมื่อคุณแสดงการกระทำหนึ่ง และเมื่อคุณเฝ้าดูใครบางคนอื่นแสดงมัน.  (Now let’s talk about something no one else is saying out loud. In the 1990s, an Italian neuroscientist named Giacomo Rizzolatti5 was studying monkeys. He had electrodes attached to the motor neurons in a macaque’s brain, the neurons that fire when the monkey reaches for food. Uh, one afternoon, a researcher walked into the lab and picked up banana, and the monkey’s neurons fired. Not because the monkey moved, but because it watched someone else move. Rizzolatti had discovered mirror neurons, cells in the brain that fire both when you perform an action and when you watch someone else perform it.)

5 Giacomo Rizzolatti (จาโคโม ริซโซลัตติ) คือนักประสาทสรีรวิทยาชาวอิตาลีที่มีชื่อเสียงระดับโลก จากมหาวิทยาลัยปาร์มา ผู้เป็นหัวหน้าทีมวิจัยที่ค้นพบ "เซลล์ประสาทกระจกเงา" (Mirror Neurons) ในลิงแสม ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการทำความเข้าใจกลไกสมองเกี่ยวกับการเรียนรู้ การทำความเข้าใจความรู้สึกผู้อื่น และการกระทำทางสังคม 

ข้อมูลสำคัญของ Giacomo Rizzolatti:

  • ผลงานหลัก: ค้นพบเซลล์ประสาทกระจกเงาในช่วงต้นทศวรรษ 1990 ซึ่งเป็นเซลล์สมองที่ทำงานทั้งเมื่อเราทำท่าทางเองและเมื่อเห็นผู้อื่นทำท่าทางนั้น
  • แนวคิดสำคัญ: เสนอทฤษฎีการทำงานของสมองที่เชื่อมโยงระบบสั่งการ (Motor system) เข้ากับฟังก์ชันการรับรู้ (Cognitive functions) และความเข้าใจในพฤติกรรม
  • รางวัลเกียรติยศ: ได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัล Grawemeyer Award for Psychology ปี 2007 และรางวัล Brain Prize สาขาวิทยาศาสตร์ประสาท
  • บทบาททางวิชาการ: เคยเป็นประธานสมาคมสมองและพฤติกรรมแห่งยุโรป และดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยปาร์มา 

งานวิจัยของเขาเป็นรากฐานสำคัญของวิทยาศาสตร์ประสาทสมัยใหม่ โดยเฉพาะในด้านความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) และการเลียนแบบพฤติกรรม

ผลที่ตามมาทั้งหลายไม่ธรรมดาเลย. เมื่อคุณมองเห็นใครบางคนเอานิ้วเท้าของพวกเขาไปเตะขอบโต๊ะแล้วสะดุ้งกระตุกเท้าขึ้นมาด้วย, เซลล์ประสาทปะทุขึ้นมาในภาคส่วนความเจ็บปวดของคุณ. เมื่อคุณเฝ้าดูใครบางคนหัวเราะ, ก็หัวเราะในกลไกทำงานกับสมองที่เปิดทำงานนั้นของคุณ. เมื่อใครบางคนใกล้ๆคุณกระวนกระวาย, ระบบประสาทของคุณหยิบมันขึ้นมาเหมือนสัญญาณวิทยุ, เริ่มต้นที่จะปรับเข้าหาคลื่นความถี่ของพวกเขา, และเริ่มต้นสภาวะทางเคมีความเป็นจริงของความกระวนกระวายในร่างกายของคุณเอง ก่อนที่กระทั่งจิตสำนึกของคุณจะลงทะเบียนว่าบุคคลอื่นต่างหากที่เครียดอยู่. คุณไม่ได้ปิดผนึกถังบรรจุความคิดทั้งหลาย.    (The implications are extraordinary. When you watch someone stub their toe and winch, neurons fire in your pain regions. When you watch someone laugh, laughing in machinery on your brain activates. When someone near you is anxious, your nervous system picks it up like a radio signal, begins to tune to their frequency, and starts generating the chemical reality of anxiety in your own body before your conscious mind has even registered that the other person is stressed. You are not a sealed container of thoughts.)

คุณคือชั้นเยื่อที่สามารถให้สารบางอย่างผ่านได้. อารมณ์ทั้งหลายที่คุณรู้สึกในฝูงชน, ได้ยืมมา.  ความเชื่อมั่นที่ค่อยๆ ก่อตัวขึ้นในตัวคุณหลังจากได้ยินความคิดเดียวกันซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากคนที่คุณเคารพนับถือมานานหลายปี, ซึมซับมา. ความหวาดกลัวนั้นมาจากการที่คุณได้เฝ้าดูพ่อแม่ทั้งหลายของพวกคุณมีปฏิกิริยาต่อสิ่งทั้งหลายอย่างชัดเจนเมื่อตอนที่พวกคุณอายุ 3 ขวบ, ได้ติดตั้งนั่นไปแล้ว. การมองโลกในแง่ดีหรือการมองโลกในแง่ร้าย คุณได้แบกถือเอามาในฐานะเป็นเช่นบุคลิกภาพ/ลักษณะสันดาน, เหมือนติดไข้หวัดจากบรรยากาศทางอารมณ์ของบ้านในวัยเริ่มแรกสุดของคุณ. เซลล์ประสาทกระจกเงาทั้งหลายหมายความว่าชีวิตข้างในของคุณเป็น, ในระดับตื่นตกใจ, คือภาพสะท้อของชีวิตภายในทั้งหลายของผู้คนอื่น.  (You are a permeable membrane. The emotions you feel in a crowd, borrowed. The conviction that grew in you after years if hearing the same idea repeated by people you respected, absorbed. The fear that came from watching your parents react to certain things when you were 3 years old, installed. The optimism or pessimism you carry as a personality trait, likely caught like a cold from emotional atmosphere of your earliest home. Mirror neurons mean that your inner life is, to startling degree, a reflection of other people’s inner lives.)

คุณไม่ได้กำลังคิด. และคุณกำลังกำทอนกังวาน/สะท้อน(ความรู้สึกบางอย่าง). และที่นี้เป็นส่วนที่ไม่มีใครนั่งอยู่กับมันนานพอ. ถ้าความคิดทั้งหลายของคุณส่วนหนึ่งได้ถูกก่อสร้างจากเสียงก้องสะท้อนของเซลล์ประสาทของทุกบุคคลผู้ซึ่งได้เป็นความสำคัญต่อคุณตลอดมา, ทุกครู,พ่อแม่, เพื่อน, คนแผลกหน้าบนจอภาพ, แล้วใครคือผู้ที่กำลังคิดอยู่ล่ะ? คุณเปรียบเสมือนแผ่นจารึกที่มีชีวิต, หน้าแผ่นหนึ่งที่ได้ถูกเขียนจารึกลงไป, ขูดลบออกจนสะอาดแล้วก็เขียนทับลงไปใหม่อีกครั้งเป็นพัน ๆ ครั้ง.  (You are not thinking. You are resonating. And here is the part no one sits with long enough. If your thoughts are partly constructed from the neural echoes of every person who has ever mattered to you, every teacher, parent, friend, stranger on a screen, then who is the you doing the thinking? You are a kind of living palimpsest, a page that has been written on, scraped clean, and written on again a thousand times.)

และบางไหนภายใต้ทั้งหมดของชั้นเยื่อทั้งหลายของภาษาที่ถูกยืมมา และได้สืบทอดมรดกความกลัวมา และแรมณ์รู้สึกที่ได้ดูดซึมผ่านเข้ามาและสัญชาตญาณที่ได้วิวัฒนาการผ่านมา, มีอะไรที่เป็นตีนกำเนิดแรกขแองตนเองไหม? บางที. บางทีไม่. บางทีนั่นเป็นคำถามที่ผิด? เพราะว่ากำแพงที่สี่ไม่ได้เกี่ยวกับว่าความคิดของคุณเป็นต้นฉบับดั้งเดิมเองหรือไม่. มันเกี่ยวกับว่าจักรวาลได้กำลังคิดมาก่อนคุณให้แล้วหรือไม่. ฟิสิกส์ทั้งหลามีคำสารภาพที่ต้องทำ. เราไม่ได้รู้เลยว่าจิตสำนึกคืออะไร.   (And somewhere underneath all those layers of borrowed language and inherited fear and absorbed emotion and evolutionary instinct, is there anything original? Perhaps. Perhaps not. Perhaps that’s the wrong question. Because the fourth wall is not about whether your thoughts are original. It’s about whether the universe was thinking before you were. Physics has a confession to make. We do not know what consciousness is.)

ไม่ใช่โดยประมาณ, ไม้ใช่โดยส่วนใหญ่. เราอย่างแท้จริงไม่รู้ว่าทำไมวัตถุเชิงกายภาพ, เซลล์ประสาททั้งหลาย, เคมีวิทยา,ไฟฟ้า ถึงผลิตสร้างประสบการณ์ของการเป็นคุณ. นักปรัชา เดวิด ชาล๋เมอร์ส เรียกมันว่า ปรัชญาหนักหนาสาหัส. และมันยังคงไม่ถูกคลี่คลายได้. บางนักฟิสิกส์ทั้งหลายได้ชี้แนะเสนอว่า จิตสำนึกนั้นไม่ใช่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาโดยสมอง, มันเป็นแอะไรบางอย่างที่สมองปรับแต่มันเข้ามาขึ้น. สัมปชัญญะ/ความรู้สึกตัวเป็นคุณสมบัติขั้นมูลฐานของจักรวาลในตัวมันเอง, เหมือนเช่นแรงโน้มถ่วง, เหมือนประจุไฟฟ้า, ที่จักรวาลนั้นได้กำลังคิดไปแล้ว, และเราคือสถานที่ทั้งหลายที่ซึ่งการคิดนั้นตื่นขึ้นมาและมองไปรอบๆ. (Not approximately, not mostly. We genuinely do not know why physical matter, neurons, chemistry, electricity produces the experience of being you. The um philosopher David Chalmers6 calls it the hard problem. And uh it remains unsolved. Some physicists have suggested that consciousness isn’t something brains create, it’s something brains tune into. That awareness is a fundamental property of the universe itself, like gravity, like charge, that the universe is already thinking, and we are the places where that thinking wakes up and looks around.)

6 เดวิด ชาลเมอร์ส (David Chalmers) เป็นนักปรัชญาและนักวิทยาศาสตร์พุทธิปัญญา (Cognitive Scientist) ชาวออสเตรเลียที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะในด้านปรัชญาแห่งจิต (Philosophy of Mind) ปัจจุบันเขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านปรัชญาและประสาทวิทยาศาสตร์ที่ มหาวิทยาลัยนิวยอร์ก (NYU) และเป็นผู้อำนวยการร่วมของ Center for Mind, Brain, and Consciousness 

แนวคิดที่สำคัญ

  • The Hard Problem of Consciousness: ชาลเมอร์สเป็นผู้บัญญัติคำว่า "ปัญหาที่ยากของจิตสำนึก" เพื่ออธิบายความลึกลับว่า "ทำไม" และ "อย่างไร" กระบวนการทางกายภาพในสมองจึงก่อให้เกิดประสบการณ์ส่วนบุคคล (Subjective Experience) หรือความรู้สึก "ข้างใน" ได้
  • Philosophical Zombie: การทดลองทางความคิดเกี่ยวกับ "ซอมบี้ทางปรัชญา" ซึ่งเป็นสิ่งที่มีลักษณะและการทำงานทางกายภาพเหมือนมนุษย์ทุกประการ แต่ไม่มีจิตสำนึกหรือความรู้สึกนึกคิดภายใน เพื่อชี้ให้เห็นว่าลัทธิวัตถุนิยม (Materialism) อาจไม่สามารถอธิบายจิตสำนึกได้อย่างครบถ้วน
  • The Extended Mind: แนวคิดที่เสนอร่วมกับ Andy Clark ว่าขอบเขตของ "จิต" ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในกะโหลกศีรษะ แต่สามารถขยายออกไปรวมถึงเครื่องมือภายนอก เช่น สมาร์ทโฟน หรือสมุดบันทึก หากสิ่งเหล่านั้นมีบทบาทสำคัญในการประมวลผลข้อมูล
  • Reality+: ในหนังสือเล่มล่าสุดของเขา เขาเสนอว่าโลกเสมือน (Virtual Reality) คือโลกที่เป็นจริง และชีวิตในโลกเสมือนนั้นสามารถมีความหมายได้ไม่ต่างจากโลกทางกายภาพ 

ผลงานและกิจกรรมที่น่าสนใจ

  • หนังสือ: ผลงานที่สร้างชื่อเสียงที่สุดคือ The Conscious Mind (1996) และเล่มล่าสุดคือ Reality+: Virtual Worlds and the Problems of Philosophy (2022)
  • การเดิมพันกับ Christof Koch: ในปี 1998 ชาลเมอร์สได้เดิมพันด้วยไวน์หนึ่งลังกับนักประสาทวิทยา Christof Koch ว่าวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถค้นหา "ร่องรอยทางประสาทของจิตสำนึก" (Neural Correlates of Consciousness) ได้สำเร็จภายใน 25 ปี และในปี 2023 เขาก็เป็นผู้ชนะการเดิมพันนี้
  • PhilPapers: เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง PhilPapers

คาร์ล ซากันได้พูดมันอย่างเรียบง่ายว่า, “เราเป็นหนทางหนึ่งสำหรับจักรวาลที่จะรู้ตัวมันเอง.” ความคิดที่คุณมีอยู่ในตอนนี้ได้เดินทาง 13.8 พันล้านปีที่มาถึงคุณผ่านการระเบิดทั้งหลายของหมู่ดวงดาว, ดาวเคราะห์ที่หนาวเย็น, วิวัฒนาการอย่างเชื่องช้า, และสายธารอันยาวนานของวัฒนธรรมมนุษย์ที่เดินทางมาถึงช่วงเวลานี้ ในรูปลักษณ์ที่เป็นตัวคุณ. คุณไม่ได้ประดิษฐ์มันขึ้นมา, คุณได้รับมันมา. และนั่นควรที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าตัวเล็ก. คุณคือสิ่งมีชีวิตบนจุดสีฟ้าซีดหนึ่งของ 200 พันล้านกาแล๊กซี่. ในคณิตศาสตร์ของจักรวาล, คุณคือเศษเสี้ยวเพียงเล็กน้อยที่ไม่มีผลอะไรใดเลย.    (Carl Sagan said it plainly, “We are a way for the cosmos to know itself.” The thought you have right now traveled 13.8 billion years to reach you through stellar explosions, cooling planets, slow evolution, and the long river of human culture arriving here in this moment wearing your name. You didn’t invent it, you received it. And that should make you feel small. You are a creature on a pale blue dot in one of 200 billion galaxies. In the arithmetic of the cosmos, you are a rounding error.)

แต่นี่คือจุดเปลี่ยนหัน. ทุกจิตเป็นสี่แยก/จุดตัดพิเศษไม่เหมือนใคร. ส่วนผสมที่แน่ชัดของภาษา, ความทรงจำ, ความกลัว, และความรักได้กรองออกมาผ่านคุณ, การตั้งค่าแบบนี้ไม่เคยมีอยู่มาก่อนเลย. จักรวาลได้ทำการคิดมา 13.8 พันล้านปี. แต่ความคิดอันพิเศษนี้ในรูปของคุณในตอนนี้เป็นเรื่องใหม่สำหรับคุณแล้ว. คุณไม่ใช่ผู้ประพันธ์ของจิตคุณ, แต่คุณเป็นเพียงที่แห่วงดียวเท่านั้นในจักรวาล ที่ซึ่งรูปแบบฉบับอันนี้ของการคิดของมันกำลังบังเกิดขึ้นทางช้างเผือกไม่ได้รู้ว่ามันงดงาม, แต่คุณรู้. จงคอยเงยขึ้นมองไว้.  (But here is the turn. Every mind is a unique intersection. The exact mix of language, memory, fear, and love filtering through you, that configuration has never existed before. The universe has been thinking for 13.8 billion years. But this particular thought in the shape of you right now is new you. You are not the author of your mind, but you are the only place in the universe where this version of its thinking is happening. The Milky Way does not know it is beautiful, but you do. Keep looking up.)

 https://youtu.be/hfq8cbCghSM?si=RqH_FUdTIou1Ak2c