กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 1 การจุติอุบัติของเทพเจ้า
The Kalki Purana1: Part 1 The Descent of Lord
Kalki #hindu #kalki #revelations
https://youtu.be/ULgVgHcp-98?si=3GUHp9FyiFkDGCxK
1 ปุราณะ (Purāṇa)
คือวรรณกรรมภาษาสันสกฤตกลุ่มใหญ่ที่บันทึกตำนาน
ประวัติศาสตร์โบราณ เทพปกรณัม และประเพณีของศาสนาฮินดู นิยมแต่งเป็นโศลกคู่เพื่อเล่าเรื่องเทพเจ้าสำคัญ
(เช่น วิษณุ ศิวะ เทวี) กำเนิดจักรวาล และวงศ์กษัตริย์
จัดเป็นคัมภีร์รองที่เข้าถึงมวลชนได้ง่ายกว่าพระเวท เชื่อกันว่ารวบรวมโดยฤาษีวยาส
สาระสำคัญของปุราณะ:
- ประเภทหลัก (Mahapuranas): มี 18 เล่มหลัก
เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าองค์ต่างๆ
- ประเภทรอง (Upapuranas): มี 18 เล่มรอง
ขยายความเรื่องราวท้องถิ่นหรือหัวข้อเฉพาะทาง
- เนื้อหา 5 ประการ (Pancha Lakshana): การสร้างโลก
(Sarga), การสร้างโลกใหม่ (Pratisarga), ลำดับวงศ์เทวดาและฤาษี (Vamśa), ยุคสมัยของมนู (Manvañtara) และประวัติวงศ์กษัตริย์
(Vamśānucaritam)
- ช่วงเวลา: แต่งขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึง 10
- ความสำคัญ: เป็นหัวใจของศาสนาฮินดูร่วมสมัยที่เน้นการบูชาเทพเจ้า (Bhakti)
และสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและธรรมะ
สาวนทั้งหลายของวรรณกรรมโบราณกาลกีของอินเดียได้แสดงปรากฏตนเองอยู่ในหลากหลายจารีตทั้งหลาย.
ทฤษฎีทั้งหลาย,และแม้กระทั่งในสื่อสมัยใหม่. กระนั้น, การตีความตามลายลักษณ์อักษรถึงความยาวนานของวัฏจักรกาลเวลาที่ประกอบกันเป็น
4 มหายุค หมายความว่า พระกาลกี ได้ถูกคาดหมายว่าจะมาได้ก็ในอีก
427,000ปีรวมกัน. (Parts of India’s Kalki Purana have manifested themselves in
various traditions, Theories, and even in modern media. Yet, a literal approach
to the length of time cycles including the four yugas2 (ages)
means that Lord Kalki is not supposed to come for another 427,000 years. Kali
yuga last for 432,000 years altogether.)
2 The Four Yugas
คือวัฏจักรยุคสมัยทั้ง 4 ในจักรวาลวิทยาศาสนาฮินดู ซึ่งแสดงถึงการเสื่อมถอยของศีลธรรมและความเป็นธรรมลงตามลำดับ แบ่งเป็น
สัตยยุค (ยุคทอง), เตรตายุค (ยุคเงิน), ทวาปรยุค (ยุคสำริด), และกาลียุค (ยุคมืด/ยุคเหล็ก
ปัจจุบัน) เชื่อว่าเวลาหมุนเวียนเป็นรอบๆ (มหายุค)
โดยเริ่มจากยุคที่บริสุทธิ์ที่สุดไปสู่ยุคที่เสื่อมโทรมที่สุด
รายละเอียดของ The
Four Yugas (ยุคทั้ง 4)
แต่ละยุคมีความยาวและลักษณะที่แตกต่างกันไป
โดยจะมีอายุขัยสั้นลงเรื่อยๆ ตามอัตราส่วน 4:3:2:1:
1.
สัตยยุค (Satya Yuga / Krita Yuga): ยุคทองแห่งความจริงและความบริสุทธิ์ มนุษย์มีศีลธรรมสมบูรณ์
2.
เตรตายุค (Treta Yuga): ยุคเงิน ศีลธรรมเริ่มลดลงเล็กน้อย เริ่มมีพิธีกรรม
3.
ทวาปรยุค (Dvapara Yuga): ยุคสำริด ความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้น ศีลธรรมลดลงไปครึ่งหนึ่ง
4.
กาลียุค (Kali Yuga): ยุคเหล็กหรือยุคมืด ยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเขลา ความขัดแย้ง
และความเสื่อมทางจิตวิญญาณ
Synonyms
(ชื่อเรียก) ของทั้ง 4 ยุค
- สัตยยุค: กฤตยุค (Krita Yuga), ยุคแห่งความจริง
- เตรตายุค: ไตรดายุค (Treta Yuga)
- ทวาปรยุค: ทวาบรยุค (Dvapara Yuga)
- กาลียุค: กลียุค (Kali Yuga), ยุคมืด
* https://www.rudraksha-ratna.com/articles/the-four-yugas
ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับระยะเวลายาวนานของวัฏจักรกาลเวลาของคัมภีร์พระเวท
บางทีได้ถูกคลี่คลายโดยการเปิดกว้างต่อแนวความคิดของวงรอบวัฏจักรทั้งหลายภายในวงรอบของวัฏจักรที่ใหญ่กว่าทั้งหลาย.
แต่อย่างกหระจ้างชัดในกาลกี ปุราณะไม่ได้ตั้งต้นในอนาคตอันใกล้นี้,
หรือในอดีตที่เพิ่งผ่านมา. มันได้เริ่มต้นที่จัดสิ้นสุดของวัฏจักนมหายุคนี้,
ที่รวมด้วยกันแล้วยาวนานไปถึง 4.32 ล้านปี.
(Disputes about the length of Vedic time cycles maybe resolved
by being open to the concept of cycles within larger cycles. But clearly the
Kalki Purana is not set in the near future, or recent past. It is set at the
end of this Maha yuga cycle, which altogether lasts for 4.32 million years.)
สูตะ
โกสวามีได้เล่าเรื่องราวในกาลอดีตของพระกาลกีต่อบรรดาฤาษีทั้งหลายแห่งป่าไนมิชรัญญะ.
ถึงแม้ว่าเขาอธิบายถึงเหตุการณ์ทั้งหลายของอนาคต, มันได้ถูกพูดในรูปอดีตกาล. (Suta Goswami3
narrated the pastimes of Kalki to the sages of Naimishranya forest. Although he
described future events, it was spoken in the past tense. He explained that as
the Kali yuga proceeds, human society will be in terminal decline morally,
spiritually, and culturally. And that will, of course, affect the planet as a
whole.
3 "สทูต โคสวามี (Suta Goswami) ได้เล่าเรื่องราวพระจริยาวัตร
(ปางต่างๆ) ขององค์กัลกิ (Kalki Avatar)"
คำอธิบายเพิ่มเติม:
- Suta Goswami: เป็นปราชญ์ผู้เล่าเรื่องราวในคัมภีร์ปุราณะ (เช่น ภาควัตปุราณะ)
- Kalki: ปางที่ 10 และปางสุดท้ายของพระวิษณุ
ซึ่งทำนายว่าจะปรากฏตัวในช่วงปลายยุคกาลี (ยุคแห่งความเสื่อมโทรม)
เพื่อปราบยุคเข็ญและสถาปนาธรรม
- Pastimes (Leela): พระจริยาวัตร หรือการกระทำต่างๆ ขององค์เทพ
ข้อความนี้หมายถึงการที่ท่านสทูต
โคสวามี ได้บรรยายถึงการปรากฏตัวและพระภารกิจขององค์กัลกิอวตารให้แก่เหล่าฤๅษีฟัง
ในตอนครึ่งที่สองของกลียุคนี้, ความจลาจลวุ่นวายจะ อำนาจนั้นจะครอบงำทุกหนทุกแห่ง และจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและไม่มีวัฒนธรรมใดๆ ที่สามารถจดจำได้เลย. ในตอนสิ้นสุดของกลี ยุค, มนุษย์ทั้งหลายจะเป็นที่สามารถจดจำได้เลยดังเช่นนั้น, และปีศาจทั้งหลายจะทำให้ดาวเคราะห์โลกเป็นบ้านของพวกเขา. ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายจะเป็นที่เพิ่มขึ้นได้ยาก, และอะไรที่เรียกว่ามนุษย์ทั้งหลายจะต้องกินซึ่งกันและกัน. แม้กระทั่งเด็กทารกทั้งหลาย. (By the second half of this Kali yuga, chaos will reign everywhere and there will be no knowledge of God and no recognizable culture of any kind. By the end of Kali yuga, humans will be hardly recognizable as such, and demons will make the earth planet their home. Natural resources will be increasing scarce, and the so-called humans will have to eat each other. Even babies.)
แล้วอวตารกาลกีก็จะปรากฏขึ้น,
เพื่อที่จะฟื้นฟูโลก. เขากำเนิดขึ้นที่ในสัมภาลา, อาณาจักรซ่อนตัวแห่งปัญญา,
งดงามและเทคโนโนยีลี้ลับ. เมื่อถึงตอนนั้นมันจะเสื่อมถอยลงด้วยเช่นกัน, แต่ได้รับการปกป้องจากผลกระทบเชิงลบของกลี
ยุค. สุมาติและวิษณุ ยสะได้เป็นผู้ที่ศรัทธามากที่สุดอาศัยอยู่ที่นั้น,
และได้รับพรจากเทพเจ้าทั้งหลาย. (The Kalki Avatar will then
appear, to replenish the earth. He will take birth in Shambhala, a hidden realm
of wisdom, beauty and mystic technology. By then it too will have decline, but
largely protected from the full negative effects of the Kali yuga. Sumati and
Vishnu Yasha were the most pious residents there, blessed by the gods.)
เมื่อสุมาติให้กำเนิดแก่กาลกี,
บุตรชายที่สามของพวกเขา, พวกเขาได้ประสบรับรู้อย่างยิ่งใหญ่ในปีติสุขและสัญญาณมงคลทั้งหลายที่อยู่รายรอบทั้งหมด.
เหล่าพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงลงมาจากภูเขาทั้งหลายเพื่อแสดงความเคารพและนำสิ่งของทั้งหลายมาถวาย.
อีกทั้ง, ปรสุราม, อัชวัตธามะ, เวฑะวิยาส และผู้อื่นๆ
มาเพื่อจะเก็นเด็กจากสรวงสวรรค์และมีส่วนร่วมในลีลา – การละเล่นอันศักดิ์สิทธิ์นี้.
(When
Sumati gave birth to Kalki, their third male child, they experienced great joy
and auspicious signs were all around. Effulgent brahmanas came down from the
mountains to offer respects and bring gifts! Also, Parasuram, Ashwatthama, Vedavyas and others
came to see the divine child and partake in this Lila4.)
4
https://en.wikipedia.org/wiki/Lila_(Hinduism)
แขนทั้งสี่ของกาลกีเริ่มแรกสามารถมองเห็นได้, แต่นี้ได้ถูกเพิกถอนออกไปเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความถูกสนใจก่อนวัยอันควร.
ในขณะเดียวกันกึ่งเทพทั้งหลายและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นเริ่มต้น, ได้เริ่มลงมาจุติยังโลก,
โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะแห่งสิมหาลา. กาลกีหนุ่มน้อยได้ถูกส่งไปยัง พระฤาษี
ปรสุราม, เพื่อการฝึกฝนและการศึกษาของเขา. ที่นั้น, ปรสุรามได้อธิบายถึงภารกิจขอวงเขาว่าคือการที่จะทำลายกองกำลังชั่วร้ายทั้งหลายที่ได้ยึดครองเหนือโลกอยู่. (Kalki’s four-armed form was
initially visible, but this was withdrawn to avoid premature attention.
Meanwhile demigods and other celestial begins, began to descend to earth,
especially on the island of Simhala. Young Kalki was sent to Lord Parasuram’s
hermitage, for his training and education. There, Parasuram explained that his
mission was to destroy the evil forces which had over-run the planet.)
ภายหลังจากที่ได้รับพรประเสริฐจากปรสุรัม,
องค์กาลกีก็ได้แสดงสิ่งมงคลทั้งหลายเพื่อดึงดูดความสนใจต่อองค์ศิวะเทพ.
ด้วยการรู้ในทุกสิ่ง, องค์ศิวะได้มอบม้าขาวศักดิ์สิทธิ์ให้กับองค์กาลกี,
เฑพสหรี, ผู้ได้รับอธิษฐานจากครุฑา. เขาก็ได้มอบดาบศักดิ์สิทธิ์ธรรมาจากสวรรค์,
และนกแก้วศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่ง. นกแก้วศักดิ์สิทธิ์พิเศษมากนั้น ก็ได้ดำเนินงานเป็นแม่สื่อให้ระหว่างองค์กาลกีกับเทวีอันงดงามเป็นที่สุดปัทมาวตี,
ผู้อาศัยอยู่ที่สิมหาลา. เธอคือพระแม่ลักษมีกลับชาติมาเกิด,
และได้ถูกกำหนดชะตาให้สมรสกับองค์กาลกี. (After
he had received blessings from Parasuram, Kalki then performed austerities to
attract the attention of Lord Shiva. Knowing everything, Lord Shiva presented
Kalki with a celestial white horse, Devshree, manifested from Garuda. He also
presented a divine sword represent Dharna, and a celestial parrot. That very
special parrot proceeded to liaise between Kalki and the extremely beautiful
Padmavati, who lived on Simhala. She was the incarnation of Laxmidevi, and was
destined to marry the Lord.)
ดังนั้น, องค์กาลกีได้ทำการเคลื่อนไหวของเขา. เขาได้ขึ้นหลังม้าของเขา,
ที่มีพลังอำนาจที่บินได้. ชณะที่องค์กาลกีได้บินอยู่เหนือสิมหาลา,
เขาได้มองเห็นว่ามันได้กลายเป็นสวรรค์แห่งหนึ่งที่กี่งเทพทั้งหลายมากมายได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว.
เต็มไปด้วยยานอากาศทั้งหลายมากมายชนิดและได้ตกแต่งด้วยอัญมณี, ความงดงามของเกาะนั้นได้ถูกเสริมแต่งด้วยอาคารมหึมาทั้งหลาย,
ที่ตดแต่งอย่างหรูหรา. (So,
Kalki made his move. He climbed upon his horse, which had the power to fly. As
Kalki flew over Simhala, he saw that it had become a paradise where many
demigods had already settled in. Full of various types of aircrafts and
decorated with jewelry, the beauty of the island was enhanced by huge
buildings, lavishly decorated.)
บิดาขององค์ปัทมาวตี, ราชาวริหัฑรัธ, ก่อนหน้านี้ได้ทำพิธีสวายัมวาร
– พิธีเลือกคู่ครองไว้แล้วสำหรับเธอในนครแห่งคารุโมตี, เป็นไปตามการจัดแจงขององค์ศิวะ,
ชายทั้งหมดผู้ได้มาสาของนางจะถูกเปลี่ยนร่างกลายเป็นผู้หญิงไปชั่วคราว. สิ่งนี้กลับเป็นเรื่องดีที่รับประกันว่าองค์ปัทมาวตีจะสมรสกับองค์กาลกีแน่ๆ.
(Padmavati’s
father, king Vrihadrath, previously held a Swayamvar for her in their city of
Karumoti. However, due to an arrangement by Lord Shiva, all men who sought her
hand there had been temporarily turned into women. This was actually a boon to
guarantee that Padmavati would marry Lord Kalki.)
พระราชาวริหัฑรัธเบิกบานยิ่งในการยื่งส่งธิดาของตนให้แก่องค์กาลกีในการสมรส.
การได้การต้อนรับอย่างดีโดยทุกคนในสิมหาลา, องค์กาลกีได้อาศัยอยู่ที่นั้นชั่วระยะหนึ่ง.
เหล่าพราหมณ์ทั้งหลายนั้นก็ใช้เวลาของพวกเขาอย่างมากในการสวดภาวนาสรรเสริญเกียรติคุณให้แก่องค์กาลกี. ในที่สุดองค์กาลกีได้กลับมายังสัมภาลาพร้อมด้วยภรรยาและสินสมรสอันมหาศาลของเขา,
ประกอบด้วยหลายพันของช้างทั้งหลายและม้าทั้งหลาย.
(Vrihadrath joyfully
handed over his daughter to Kalki in marriage. Having been well received by everyone
in Simhala, Kalki stayed there for a while. The brahmanas spent much of their
time chanting the Lord’s glories. Eventually Kalki returned to Shambala with
his wife and huge dowry, which included thousands of elephants and horses.)
ในขณะเดียวกัน, องค์วิศวกรรมา,สถาปนิกของเหล่ากึ่งเทพทั้งหลายก็ได้ฟื้นฟูปรับปรุงสัมภาลาขึ้นใหม่,
ทำให้มันเป็นสถานที่เต็มไปด้วยความงดงามและความอุดมสมบูรณ์, คู่ควรกับสัตยา ยุค
– ยุคแห่งความจริงและความพิสุทธิ์. เหล่ากึ่งเทพและฤาษีทั้งหลายได้ลงมาจากอาณาจักรเบื้องบนทั้งหลายเพื่ออาศัยในสถานที่อันน่าหลงใหลมหัศจรรย์,
รวมทั้งมารุและเฑวปี, ทายาทขององค์รามา. และที่นั้นเอง,
องค์ปัทมาวตีก็ให้กำเนิดสองบุตรชายอันเจิดจรัส: ชยะและวิชยะ.
(Meanwhile, Vishvakarma,
architect of the demigods had reconstructed Shambala, making it a place full of
beauty and opulence, befitting of the Satya yuga. Many demigods and sages
descended from the higher realms to live in the mystic place, including Maru
and Devapi, descendants of Lord Rama. There, Padmavati gave birth to two
glorious sons: Jaya and Vijaya.)
ในช่วงเวลานี้, องค์กาลกีเบิกบานในความสุขแห่งสัมภาลา,
ไปตามด้วยกับครอบครัวที่เพิ่มขยายของพระองค์. แต่วันหนึ่ง, ฤาษีลี้ลับร่างเล็กผู้หนึ่งไร้ผู้รู้จักได้เข้ามายังราชวังขององค์กาลกี.
เขาได้เตือนจำพระองค์ถึงสถานการณ์อันเลวร้ายที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ที่ยังตกอยู่ในการนั้น. (During this time, Kalki happily
enjoyed Shambala, along with his extended family. But one day, a very small and
disheveled mystic sage entered Kalki’s palace. He reminded the Lord of the dire
situation most of the planet was still in.)
ดังนั้น: ถึงเวลาสำหรับองค์กาลกีที่จะเติมเต็มภารกิจปฏิบัติการของพระองค์: ที่จะนำโลกให้พ้นไปจากแรงกำลังชั่วร้ายทั้งหลาย. (So: It was time for Kalki to
fulfill his mission: To rid the earth of all evil forces.)
ทั้งจารีตฮินดูและพุทธศาสนาได้อธิบายไว้ถึงอาณาจักรแห่งโลกอันยิ่งใหญ่
ที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องรับผลกรรมของตน. ผู้อาศัยอยู่ทั้งหลายมีรูปกายมนุษย์,
แต่อาณาจักรนั้นไม่ได้สามารถเข้าถึงได้โดยมนุษย์ธรรมดาบนโลกนี้ได้. แต่กาลียังคงได้อำนาควบคุมเต็มกับมหานครแห่งคีคาตที่นั้น.
ตอนนี้ก็ไปต่อที่ กาลกี ปุราณ, ภาคที่ 2 : การศึกขององค์กาลกี. มันจะถูกอัพโหลดขึ้นทางออนไลน์ในอีกสัปดาห์ภายหลังอันนี้. (Both Hindu and Buddhist
traditions describe a greater earthly realm where sentient beings undergo
karmic retribution. Inhabitants have human forms, but the realm is not accessible
to normal terrestrial humans. But Kali still had full control of city of Keekat
there. Now go to The Kalki Purana, part 2: The Military Campaign of Lord Kalki.
It will be uploaded online a week after this one.)