ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “จีน และ สหรัฐอเมริกา: ความสมดุลอันละเอียดบาง”
Wolff Responds:
"China and The U.S.: A Delicate Balance" Dated June 10, 2026
https://youtu.be/pSy1Ohsx3Ts?si=mef3FQluSqwnVKWm
ขอต้อนรับสู่อีกอันของรายการ
“วูลฟ์ฟ ตอบสนอง.” อันนี้ผมกำลังจะเรียกว่า “จีนและสหรัฐอเมริกา
ความสมดุลอันละเอียดบาง.” อะไรมีผมหมายถึงในวลีนั้น, ความสมดุลอันละเอียดบาง,
ก็คือว่าทั้งสองฝ่ายนั้นอยู่บนมือหนึ่งของความจำเป็นซึ่งกันและกันและเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกัน,
ดึงดูดต่อกันและกันและได้ผลักไสความเป็นเพื่อนทั้งหลาย, ประชันขันแข่งต่อกัน. (Welcome
friends to another ‘Wolff Responds.’ This one I’m going to call ‘China and the
US a delicate balance.’ What I mean by that phrase, a delicate balance, is that
the two sides are on the one hand necessary for each other and antagonistic
towards each other, attracted to one another and repelled friends, competitors.)
มันเป็นสัมพันธภาพที่ละเอียดอ่อนบอบบางอย่างมาก
และมันอธิบายได้อย่างมากในอะไรซึ่ง ถ้าเป็นในสถานการณ์อื่นก็อาจจะยังคงเป็นปริศนา
หรือที่แย่กว่านั้นคือถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะสิ่งอื่นที่ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง.
อะไรคือที่แท้จริงของมัน?ความจริงอันสลับซับซ้อนที่สหรัฐอเมริกา-จีน
กระทั่งแม้ว่ามันเป็นท่าทีที่ มันเป็นปฏิปักษ์ต่อจีน
และจีนก็เริ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ ก็ยังมีความจำเป็นต้องการซึ่งสหรัฐและจีน,
ดีที่สุดที่ผมจะบอกได้, ได้เข้าใจในอะไรที่ผมเพิ่งได้พูด. พวกเขารู้ว่านั่นเป็นเหตุกรณี.
คนอเมริกันทั้งหลาย, โดยมีข้อยกเว้นบางประการ, ไม่เลย. (It’s a very delicate
relationship and it explains much of what might otherwise be mystery or even
worse be attributed to something other than what it is. What is it? The
complicated reality that the United States China even though it is hostile towards
China and China as it becomes hostile toward the US also needs the US. The
Chinese, as best I can tell, understand what I just said. They know that that’s
the case. Americans, with some exceptions, don’t.)
ดังนั้น,
ผมกำลังพยายามที่จะอธิบายมันต่อทุกคนในที่นี้. และตอนนี้, ผมกำลังจะเริ่มต้นด้วยการที่ว่า
อย่างไรที่จีนได้รับประโยชน์และมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา
โดยเน้นหนักในความเติบโตเศรษฐกิจเป็นพิเศษ กว่า 35 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา. จนขึ้นนำแซงหน้าทุกประเทศ,
การนำเอาประชากรที่เคยยากจนข้นแค้นอย่างยิ่ง
ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, มีเทคโนโลยีระดกับสูง,
แลพะแรงกดดันทั้งหมดที่มีมา. (So, I’m
going to try to explain it to everyone here. And now, I’m going to begin. I’m
going to begin with how China benefits from and needs the United States with
particular emphasis on economics. So, here we go. Number one, China’s
spectacular economic growth over the last 35 years. Outstripping every other
country, taking a population that was remarkably poor and bringing them into
the modern age of standards of living, high technology, and all the press.)
การแสดงของจีนกำลังโดดเด่นและมันกำลังเปลี่ยนแปลงโลก.
ไม่มีการพูดคุยอีกต่อไปแล้วจากพวกเขานอกเสียจากว่าคุณเสแสร้ง, ดังที่โชคร้ายซึ่งผู้คนมากมายเกินไปทำเช่นนั้น,
ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น. มันได้บังเกิดขึ้น. และเสแสร้งว่าไม่มีทางใดจะลอกเลียนได้.
แต่นี่คือหนึ่งในบทเรียนทั้งหลายที่คนจีนได้เรียนรู้. 35
ปีสุดท้ายที่ผ่านมานั้นคือปีของความโดดเด่นของอะไรที่มันกลายมาเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่าจักรวรรดิอเมริกัน.
มันได้เป็นระบบเศรษฐกิจลานุวัฒน์/ทั่วโลกที่วิ่งไปอย่างราบลื่น
เพราะมันเป็นที่โดดเด่นทรงอิทธิพลในทุกภาคส่วนโดยสหรัฐอเมริกัน.
เราทั้งหมดมีเงินตราทั้งหลายของเราเอง, แต่ดอลลาร์สหรัฐคือหมายเลขหนึ่ง. (China’s performance is
outstanding and it’s changing the world. There’s no taking that away from them
unless you pretend, as unfortunately too many people do, that it didn’t happen.
But it did. And pretending is no way of coping. But here’s one of the lessons the
Chinese learned. The last 35 years were years of the dominance of what it came
to be called the American Empire. It was a global economic system that ran
really smoothly because it was dominated in part by the United States. We all
have our currencies, but the US dollar is number one.)
คุณสามารถซื้อและขายสิ่งใดอย่างเสมือนจริง/ทางออนไลน์ๆได้
ทุกอย่างและทุกแห่งในโลก, ด้วยเงินดอลลาร์. มีระบบระดับโลกที่คอยบันทึกติดตามการชำระเงินต่างๆ
มีระบบสากลที่ใช้ติดตามการชำระเงินอยู่. ระบบ Swift ที่เป็นการดำเนินงานของอเมริกา ซึ่งถูกขับเคลื่อน
หรือถ้าคุณจะพูดอีกอย่างก็คือ ถูกแสดงบทบาทโดยใช้เงินดอลลาร์. กองทัพดเรือสหรัฐอเมริกาทำให้แน่ใจว่าการขนส่งทางเรือสามารถเกือบจะไปได้ทุกที่ในโลก.
เอาละ, นั่นกำลังมาถึงตอนจบแล้วในขณะนี้. นั่นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สงครามอิหร่านเกี่ยวข้อง.
แต่จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้, สหรัฐอเมริกาเป็นอะไรแบบว่าได้ทำใหคุณแน่ใจว่า
คุณไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเรือของตัวคุณเองเพื่อที่จะคอยรักษามหาสมุทรทั้งหลายให้ดำเนินต่อไปเป็นเช่นถนนหนทางเพื่อการค้า.
(You can buy and sell
virtually anything anywhere with dollars. There’s a global system that keeps
track of payments. The Swift system1 that’s
an American operation carried out carried out or acted out if you like with dollars.
The United States Navy made sure shipping could go almost everywhere. Well,
that’s coming to an end now. That’s part of what the war in Iran is about. But
until recently, the United States kind of made sure you didn’t have to have
your own navy to keep the oceans going as an alleyway for trade.)
1
ระบบ SWIFT คือ เครือข่ายส่งข้อความทางการเงินที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้เพื่อรับ-ส่งข้อมูลและคำสั่งในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ
โดยคำว่า SWIFT
ย่อมาจาก Society
for Worldwide Interbank Financial Telecommunication (สมาคมเพื่อการโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก
ข้อเท็จจริงที่สำคัญ: SWIFT ไม่ได้โอนเงินจริง
- เป็นเพียงผู้ส่งสาร: ระบบ SWIFT
ทำหน้าที่คล้ายกับ
"แอปพลิเคชันส่งข้อความที่ปลอดภัย" สำหรับธนาคาร
- ไม่ได้ถือครองหรือเคลื่อนย้ายเงิน: SWIFT ไม่ได้ทำหน้าที่เคลียริ่งยอดเงิน
ไม่ได้ตัดยอดบัญชี และไม่มีเงินวิ่งผ่านระบบของ SWIFT เลย
- เงินวิ่งผ่านธนาคารตัวแทน: การย้ายเงินจริง ๆ
จะกระทำผ่านระบบบัญชีธนาคารตัวแทน (Correspondent Banking) ของแต่ละประเทศที่เป็นคู่ค้ากัน
วิธีการทำงานของระบบ SWIFT
เมื่อคุณเดินไปที่ธนาคารเพื่อโอนเงินไปต่างประเทศ
กระบวนการจะเกิดขึ้นใน 4 ขั้นตอนหลักดังนี้: [1]
1.
สร้างข้อความ:
ธนาคารต้นทางของคุณจะสร้างข้อความมาตรฐาน ระบุจำนวนเงิน สกุลเงิน
บัญชีผู้รับ และรหัสระบุตัวตนธนาคารปลายทาง หรือที่เรียกว่า SWIFT Code
(BIC)
2.
ส่งเครือข่าย:
ระบบ SWIFT จะทำหน้าที่เข้ารหัสและส่งข้อความคำสั่งนี้ไปยังธนาคารปลายทางอย่างปลอดภัย
3.
ตัดยอดเงินผ่านตัวกลาง:
หากสองธนาคารไม่มีบัญชีเชื่อมกันโดยตรง ข้อความจะถูกส่งต่อเป็นทอด ๆ
ผ่านธนาคารตัวกลาง เพื่อให้ตัดและปรับยอดบัญชีระหว่างกัน
4.
เงินเข้าบัญชี:
เมื่อธนาคารปลายทางได้รับคำสั่งและยืนยันข้อมูลแล้ว
ก็จะนำเงินเข้าบัญชีของผู้รับปลายทาง (ใช้เวลาปกติประมาณ 1-5 วันทำการ) [1]
ทำไมระบบ SWIFT ถึงสำคัญต่อโลก?
- เป็นมาตรฐานสากล: รองรับสถาบันการเงินมากกว่า
11,000 แห่ง ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก
ทำให้การคุยภาษาการเงินตรงกันหมด
- มีความปลอดภัยสูงสุด: มีระบบการยืนยันตัวตนและการเข้ารหัสที่หนาแน่น
ป้องกันการปลอมแปลงคำสั่งโอนเงิน
- ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง: เนื่องจากธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาระบบนี้
การถูก "ตัดออกจากระบบ SWIFT" (เช่น
กรณีคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ) จะส่งผลให้ประเทศนั้นแทบไม่สามารถส่งออก นำเข้า
หรือทำธุรกิจกับต่างประเทศได้เลย
สหรัฐอเมริกาจะทำนั่น.
และกองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการอยู่แล้ว. มันให้ผลประโยชน์เอื้อต่อสหรัฐอเมริกา.
ไม่มีคำถาม. มันได้ช่วยสหรัฐอเมริกาในหนทางที่มะนไม่ได้ช่วยผู้อื่นทั้งหลายใดๆ.
นั่นไม่ยุติธรรมเลย. ถ้านั่นคืออะไรที่คุณกำลังถามหาถึง, แต่มันได้มีผลประโยชน์มากมายสำหรับประเทศทั้งหลายที่ก้าวขึ้นมา.
และไม่มีประเทศไหนที่เติบโต/ก้าวขึ้นมาได้เหมือนอย่างจีนเลย. จีนรู้ดีว่าตนเองได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ครอบครองระบบเศรษฐกิจโลก.
(The
US would do that. And the US military kind of operated. It favored the US. No
question. It helped the US in ways it didn’t help others. Wasn’t fair. If that’s
what you’re asking about, but it had lots of benefits for countries coming up.
And no country was coming up like China. China knows that it benefited from the
domination a world economy by the United States.)
ในเวลาเดียวกัน,
จีนได้เข้าใจว่าสหรัฐอเมริกาได้ตั้งตนเป็นศัตรู, โกรธ, ขมขื่น. คำถามอันยิ่งใหญ่ที่สื่ออเมริกัน
ในปี 1949 เมื่อภายหลังสงครามกลางเมือง-สี่ปี และมากมายหลายปีของสงครามกับญี่ปุ่นในส่วนของสงครามโลก
ครั้งที่ 2 ในปี 1949, พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะและเดข้ายึดครองรัฐบาลประเทศจีน.
สื่อสาธารณะทั้งหลายในประเทศนี้และทั่วโลกตะวันตกได้พาดหัวตัวใหญ่ว่า, ใครสูญเสียจีนไปแล้ว?
(At
the same time, China understood that the United States was hostile, angry,
bitter. The great question in the American media in 1949 when after a four-year
civil war and many more years of war with Japan in part of World War II in 1949
the communist Party of China won the civil war and took over the government of
China. The public relations in this country and all over the west was the
headline, who lost China?)
จีนไม่ได้สูญเสียไป.
จีนก็อยู่ในที่ซี่งก่อนนั้นเป็นต่อมา. ไม่มีใครสูญเสียจีน. แต่นั่นคือผู้คนทั้งหมดฝ่ายตะวันตกได้เป็นห่วงเป็นใยถึง.
คิดว่าสิ่งเลวร้ายน่ากลัว, ก็คือการที่พวกคอมมิวนิสต์ทั้งหลายได้เข้าไปยึดครองประเทศจีน.
ดังนั้น, พวกเขาได้มองไปรอบๆว่า ใครคือผู้ที่จะถูกกล่าวโทษราวนั้นถือได้ว่าเป็น คำถามที่น่าสนใจยิ่งและก็ได้มีผู้สมัครแข่งขันทั้งหลายมากมาย. (China didn’t get lost. China was
just where it was before after. Nobody lost China. But that’s all people in the
West cared about. This terrible thing, the communists had taken over China. So,
they look around who to blame as if that were the interesting question and
there were many candidates.)
สหรัฐอเมริกาได้เป็นปรปักษ์ในตอน
30 ปีแรกทั้งหลายของกามีขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีน. พวกเขาไม่ได้จดจำถึงว่าสหรัฐอเมริกาว่าไม่ได้จดจำได้ถึงจีน.
พวกเขาไม่ได้แลกเปลี่ยนทูตทั้งหลายกัน. พวกเขาไม่ได้จัดตั้งทางการทูตทั้งหลายกัน. ไม่มีการได้แลกเปลี่ยนใดๆทั้งหมดเลย.
ถ้าคนอเมริกันทั้งหลายได้ไปที่เอเชีย, ที่มากมายได้ทำ, เพื่อที่จะมองหาธุรกิจ,
ที่เป็นนักท่องเที่ยวทั้งหลาย, พวกเขาได้มอง, พวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหลาย,
แต่ไม่ใช่ในจีน. พวกเขาไม่ได้ไปที่จีน. มันได้รับการพิจารณาว่าปลอดภัย. (The United States was hostile for
the first 30 years of the existence of China. They didn’t recognize the United States didn’t recognize China. They didn’t exchange ambassadors.
They didn’t set up embassies. There was no exchange at all. If Americans went
to Asia, which many did, to look for business, to be tourists, they looked,
they were tourists, but not in China. They didn’t go to China. It wasn’t
considered safe.)
แล้วประธานาธิบดีนิกสันและรัฐมนตรีต่างประเทศ
เฮนรี คิสซิงเจอร์ ได้ตระหนักว่าพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้ที่จะหนีไปไหน.
พวกเขาได้สถาปนารัฐบาลที่ทรงพลังอำนาจเต็มเปี่ยม. พวกเขาไม่ได้สร้างอันตรายให้กับผู้ใด.
ดังนั้น, พวกเราควรไปทำข้อตกลงกับพวกเขากันดีกว่า. พวกเขาได้สังเกตว่าญี่ปุ่น
และคนญี่ปุ่นและคนยูโรเปียนทั้งหลายได้กำลังทำมันอยู่แล้วและกำลังทำเงิน.
พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนทำการละทิ้งไปอะไรออกมากัน. ดังนั้น, ชาวอเมริกันได้เข้าไปกันและเราได้จดจำจีน.
ขอบคุณเป็นอย่างมาก, ได้พูดว่าเหมา เจ๋อตุงและโจว เอินไหล
และผู้นำอื่นๆทั้งหลาย. (Then President Nixon and his Secretary
of State Henry Kissinger realized that the Chinese Communists weren’t going to
go away. They had established a powerful government. They were not endangered
by anyone. So, they better make a deal with them. They noticed that the
Japanese and the Japanese and the Europeans were doing it and making money.
They didn’t like being left out. So, the Americans went in and we recognize
China. Thanks a lot, said Ma Zong and Joan Lie and their other leaders.)
และในตอนเวลานั้นพวกเขา พวกเขายังเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประเทศจีน โดยอนุญาตให้บริษัทอเมริกันเข้าไปดำเนินการในสิ่งที่บริษัทในยุโรปและญี่ปุ่นได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้วในอะไรที่เขาได้กำลังทำ. การทำเงินจากประเทศจีนที่กำลังเติบโตอย่างรุ่งเรือง แม้ว่าจีนจะยังยากจนอยู่ก็ตาม. และประเทศจีนก็ได้ประโยชน์จากการไหลเวียนของเงินทุน. บริษัทอเมริกันปิดกิจการในสหรัฐอเมริกา ปล่อยให้โรงงานต่างๆ ว่างเปล่า ส่วนร้านค้าต่างๆ ก็มีสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในอเมริกามาวางจำหน่าย, แต่ดังที่คุณทั้งหมดได้รู้เมื่อคุณไปเยือนที่ Target หรือ Walmart หรือร้านใดอื่นๆ, มีสินค้าเหล่านั้นกี่ชนิดที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐอเมริกาอีกต่อไปแล้ว และพวกมันก็ไม่ได้ถูกผลิตมานานแล้ว. และพวกเขาก็ไม่ได้ทำ. (And right about that time they also as part of it opened up China allowing American companies to come in and do what European and Japanese companies had already what he’d been doing. Making money off a prosperously growing, if still poor, China. And China benefited from the flow of capital. American companies closing their businesses in the United States, leaving the factories empty, the stores equipped not with American-made goods, but as you all know when you visit Target or Walmart or any of the others, how many of those goods are not made in the United States anymore, and they haven’t been.)
มากมายของพวกนั้นได้ถูกทำขึ้นในจีน.
จีนจำเป็นต้องการตลาด. มันเป็นหนึ่งสิ่งที่จะผลิตทำสินค้าและบริการทั้งหลาย,
โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทั้งหลาย, นั่นราคาถูกกว่าอะไรที่คุณต้องจ่ายในฝั่งตะวันตก.
แต่ถ้าคุณสามารถด้วยเช่นกันทำให้(สินค้า)ทีคุณภาพสามารถเปรียบเทียบได้ หรือบางที่กระทั่งดีกว่า,
เอาละ, แล้วคุณก็จะชนะ. ถ้าคุณสามารถทำในสิ่งเหมือนกันด้วยเช่นกัน หรือดีกว่า
หรือราคาถูกกว่า, คุณก็ชนะในตลาด. นั่นคืออะไรที่เรียกว่า การแข่งขันกัน. (Many of them are made in China. Many
more of them have parts of themselves made in China. China needed a market.
It’s one thing to produce goods and services, particularly goods, that are
cheaper than what you have to pay for in the west. But if
you can also make the quality comparable or maybe even better, well, then you
win. If you can make the same thing as well or better and cheaper, you win the
market. That’s what competition is about.)
จีนอยู่พ้นเหนือการแข่งขันไม่ว่าเรื่องใดกับสหรัฐอเมริกาไปแล้ว.
แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสามารถขายมันได้. พวกเขาต้องมีเครือข่ายการกระจาย/ขายสินค้าทั้งหลายนั้น.
เอาละ, จากนั้นบริษัทวอลมาร์ท คอร์ปอเรชั่นอันโด่งดังก็เข้ามาช่วยเหลือ,
ครอบครัววอลตัน. พวกเขาเข้าไปเกี่ยวเอาจีนเข้ามาตั้งแต่ตอนแรกเริ่ม,
และตัดตอนทำข้อตกลงทำธุรกิจกับจีน. คุณผลิตมัน, สินค้าพวกนั้นที่ดีที่สุด,
ราคาถูกที่สุด. เราต้องการที่จะเป็นผู้ขายมัน. เราสามารถเอาผู้คนอเมริกันผู้ซึ่งมายังร้านสรรพสินค้าทั้งหลายของเราเพื่อหาซื้อสินค้าราคาถูกลงได้,
และพวกเขาก็จะซื้อสินค้าจีน. คุณจะไม่มีวันกระจายสินค้าได้เองเลย. (China out-competed the United
States in one thing after another. But that didn’t mean they could sell it.
They had to have a distribution network. Well, up stepped the famous Walmart
Corporation, the Walton family. They hooked into China early on, and they cut a
deal with China. You produce it, the best, cheapest stuff. We want to be the
seller of it. We can get the American people who come to our stores for a bargain,
and they will buy Chinese. You’ll never be able to distribute.)
เรามีร้านค้าทั้งหลายอยู่ทั่วประเทศ,
ในทุกเมืองใหญ่, ในทุกเขตนอกเมือง, ในทุกพื้นที่ชนบท, ที่ไหนที่มีรตลาด,
เราก็ได้วางห้างวอลมาร์ทไว้หนึ่ง. คุณทั้งหมดกด็รู้นั่นดีอ่ะนะ. เอาละ, จีนได้จำเป็นต้องการตัวแทนจำหน่ายกระจายสินค้า.
มันน่าจะพต้องใช้เวลาถึง 30 ปีซึ่งพวกเขาจะทำเช่นนั้นขึ้นมาได้ด้วยตนเอง.
พวกเขากำลังทำเช่นนั้นกันแล้วในตอนนี้. แต่แล้ว, พวกเขาได้ต้องพึ่งพาอยู่กับสหรัฐอเมริกา,
ที่ซึ่งได้ก้าวออกมาข้างหน้าและมอบวอลมาร์ทให้กับพวกเขา. และแล้ว,
ร้านค้าอื่นๆก็ต้องปฏิบัติอย่างเดียวกันตามมาเป็นชุด. (We have stores across the
country, in every city, in every suburb, in every rural area, where there’s a
market, we’ve plunked a Walmart. You all know that. Well, China needed a
distribution agent. It would have taken them 30 years to set that up on their own.
They’re doing that now. But then, they had to rely on the United States, which
came forward and gave them Walmart. And then, the other stored that had to
follow suit.)
ดังนั้น,
การอุตสาหกรรมทั้งหลายของจีน, การแสดงปรากฏอย่างพิเศษของจีน, เป็นหนี้บุญคุณต่อสหรัฐอเมริกาไม่มากก็ไม่น้อยเลย.
และพวกเขาก็รู้ทั้งหมดนั่นดี. ทุกอย่างที่ผมเพิ่งได้พูดไป, มันเป็นคนอเมริกันทั้งหลายเองผู้ที่เดือดร้อนไปกับความคิดนี้.
พวกเขาชอบตรงส่วนที่เกี่ยวกับจีนที่ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทอเมริกัน
เพราะมันทำให้พวกเขาสามารถจินตนาการได้, และพวกเขาก็รื่นรมย์ชมชแอบไปกับมัน, ว่าการเจริญเติบโตเป็นพิเศษของจีนนั้น,
ที่ตอนนี้พวกเขาต้องยอมรับมันอย่างฝืนอกฝืนใจ, ซึ่งท้ายที่สุดก็เกิดจากฝีมือพวกคนอเมริกันช่วยทำให้เอง.
เราคือตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้พวกเขา. (So, China’s industrialization, China’s
spectacular performance, owes more than a little to the United States. And they
know that. Everything I’ve just said, I’ve discussed with my Chinese
counterparts. They know. It’s Americans who have trouble with this idea. They
like the part about China benefiting from American corporations, because it
allows them to imagine, and they sure enjoy it, that China’s spectacular
growth, which they now kind of grudgingly admit, is after all due to us
Americans. We were the distribution agent.)
เราได้นำเอาโรงงานทั้งหลายของเราข้ามไปอยู่ที่โน่นเพื่อที่จะสอนพวกเขาว่าจะทำ(การผลิต)มันอย่างไร.
มันไม่ค่อยสวยงามที่จะมองเช่นนั้น, แต่คุณเข้าใจได้ถึงการโอ้อวดของชาวอเมริกันที่กำลังเป็นไปกันอยู่ที่นี่.
และอีกเรื่องหนึ่ง, มันก็มีส่วนเป็นความจริงอยู่บ้าง.
ไม่มีใครเอาปืนไปจ่อที่หัวของผู้บริหารในอเมริกาผู้ปิดโรงงานของเขาที่ในซีราคิวส์
หรือวิลมิงตัน หรือดีทรอยต์ และย้ายไปที่จีน.
พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นภายใต้แรงกดดันอะไรใด. พวกเขาทำนั่นเพื่อที่จะทำเงินให้มากขึ้น,
ที่ซึ่งมันก็ได้ประสบสำเร็จให้กับพวกเขา. นั่นเป็นสิ่งที่สร้างกำไรได้ที่จะทำ. จีนจ่ายให้อย่างมากในค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า,
ดังนั้นคุณก็ได้งานอ อกมาในต้นทุนที่น้อยกว่า. และจีนก็กลายเป็นตลาดที่ระเบิดออกตูมตามข้ามคืน. (We
brought our factories over there to teach them how to do it. It’s not very nice
to see, but you understand the American boasting going on here. And by the way,
there’s a grain of truth to it. Nobody held a gun to the head of the executive in
America who closes his factory in Syracuse or Wilmington or Detroit and moves
to China. They didn’t do that under pressure. They did that to make more money,
which it achieved for them. That was a profitable thing to do. China pays much
lower wages, so you get the work done for less. And China’s an exploding
market.)
เพราะว่าผู้คนทั้งหมดเหล่านั้นในตอนนี้ได้มีงานอาชีพทำกัน.
ดังนั้น, จีน คือที่ซึ่งค่าจ้างแรงงานต่ำและตลาดกำลังเติบโต.
ทุกโรงเรียนธุรกิจสอนผู้คนหนุ่มสาวว่า จงไปที่นั่น, ถ้าคุณต้องการที่จะทำเงิน, คุณต้องการประสบสำเร็จในทางธุรกิจ,
คุณก็ไปที่ซึ่งมีค่าแรงต่ำและตลาดกำลังเติบโต. ในสหรัฐอเมริกา,
เรามีในสิ่งตรงกันช้าม, ค่าจ้างสูง, การเติบโตต่ำ. นั่นคือเหตุผล. แต่จีนเข้าใจว่ามันเป็นผลประโยชน์ได้อย่างไร.
ทีนี้, ให้ผมพลิกมาดูกันอีกด้านอย่างรวดเร็วและแสดงให้คุณเห็นว่า อย่างไรที่เราในอเมริกาได้ผลประโยชน์/กำไรจากจีน.
และคุณจะมองเห็นได้ว่าทำมันมันถึงเป็นเรื่องสำคัญ. (Because all those people now
have jobs. So, China is the place where the wages are low and the market is
growing. Every business school teaches the young people that go there, you want
to make money, you want to be successful in business, you go where the wages
are low and the market is growing. In the United States, we have the opposite,
high wages, low growth. That’s the reason. But China understands how it
benefited. Now, let me turn it around quickly and show you how we in America
benefited from China. And you’ll see why it’s important.)
อย่างแรก.
กว่า 40 ถึง 50 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา, โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคปี 1970,
ชนชั้นทำงาน/ชนชั้นกลางอเมริกันไม่ได้มองเห็นสิ่งใดเลยนอกจากการขึ้นค่าแรง/ค่าจ้างที่พวกเขาได้มองเห็นจากการสิ้นสุดของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ,
ตอนปลายของปี 1960, ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ตอนต้นของปี 40 อุบัติสูงขึ้นจนกระทั่งมาถึงปี
1970. ในช่วงเวลานั้น, ค่าจ้าง/ค่าแรงในอเมริกาได้สูงขึ้น, และพวกมันได้สูงขึ้นอย่างมาก.
ผมไม่ได้กำลังพูดถึงแค่เงิน. ผมกำลังพูถึงสัมพันธภาพระหว่างเงินที่คุณได้รับจากเช็คค่าจ้างและราคา(สินค้า)ที่คุณต้องจ่ายที่ร้านค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต. (First, over the last 40 to 50
years, especially since the 1970s, American working-class people have not seen anything
like the increase in wages that they saw from the end of the depression, the
late 1960s, early 40s, right up until the 1970s. In that period, wages in
America rose, and they rose a lot. I’m not talking just about the money. I’m
talking about the relationship between the money you got in your paycheck and
the prices you had to pay at the supermarket store.)
แต่ภายหลังปี
1970, ทั้งหมดนั้นได้หยุดลง. ในตอนนี้ส่วนหนึ่งของการนั้นก็คืองานอาชีพทั้งหลายที่ออกไปอยู่โพ้นทะเลทั้งหลายนั้น.
และกับพวกนั้น, ความสามารถของแรงงาน/คนทำงานที่จะต่อรองค่าจ้าง/ค่าแรงที่สูงขึ้นได้อีก,
เพราะว่าพวกเขากำลังสูญเสียงานอาชีพทั้งหลายของพวกเขาไป.
พวกเขาได้ตื่นตระหนกกับการสูญเสียงานอาชีพของพวกเขา. พวกเขาไม่สามารถผลักดันดเพื่อค่าแรง/ค่าจ้างที่สูงขึ้นได้.
พวกเขาหยุดกการชุมนุมประท้วงหยุดงาน. พวกเขาทิ้งสหภาพแรงงานทั้งหลาย. พวกเขาไม่มีอาวุธทั้งหลายที่จะต่อสู้กับสิ่งที่ต้องต่อสู้.
แต่มีอะไรบางอย่างอื่น, และนี่คือจีนได้เข้ามา. แรงงานอดเมริกันทั้งหลายบไม่ได้กบฏต่อต้านเมื่อค่าแรง/ค่าจ้างของพวกหยุดเพิ่มขึ้นจากเดิม.
พวกเขาควรจะทำ. แต่พวกเขาไม่ได้ทำ. (But
after the 1970s, all of that stopped. Now part of that was the jobs went
overseas. And with them, the ability of workers to bargain for higher wages,
because they were losing their jobs. They were terrified about losing their
job. They didn’t push for higher wages. They stopped striking. They left
unions. They had no weapons with which to fight. But there was something else,
and here comes China. American workers didn’t rebel when their wages stopped
rising. They could have. They didn’t.)
และหนึ่งในเหตุผลทั้งหลายว่าทำไมนั้น, สำคัญอย่างยิ่งยวดวิกฤติ/ชี้เป็นชี้ตาย,
ก็คือค่าใช้จ่ายพื้นฐานทั้งหลายเหล่านั้น, เหนืออื่นใดทั้งหมด ตั้งแต่เสื้อผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดไปจนถึงรถยนต์,
สินค้าจำเป็นพื้นฐานทั้งหลายที่ผู้คนได้ใช้จ่ายค่าจ้าง/ค่าแรงของพวกเขากำลังลงมา. คนอเมริกันทั้งหลายได้เรียนรู้ว่าคุณไม่ต้องไปที่ร้านสะดวกซื้อ,
คุณสามารถไปที่วอลมาร์ทและได้มันทั้งหมดมาในราคาที่ถูกกว่า. ทำไม? ทำไม? (And one of the reasons why, very
crucial, was those basic costs, above all of clothing and appliance, right up
to your car, basic items that people spent their wages on were coming down. So,
that there was less of a bite from your wages not going up because you had the
pleasure of seeing prices come down. Americans learned that you didn’t have to
go to the conventional store, you could go to a Walmart and get it all cheaper.
Why? Why?)
คำตอบ,
จีน. นั่นคือทำไม. เหตุใดจีนจึงมอบของขวัญอันล้ำค่าให้แก่กลุ่มนายทุนอเมริกันในลักษณะนั้น.
เราจะช่วยคุณหยุดการจ่ายค่าจ้าง/ค่าแรงงานทั้งหลายที่สูงขึ้นให้กับแรงงาน/คนทำงานทั้งหลาย,
ที่ได้หยุดขึ้นมาภายหลังปี 1970. เส้นกราฟนิ่งราบเป็นเส้นตรง.
เพราะว่าแรงงานทั้งหลายจะยังคงสามารถที่จะไปและซื้อข้าวของทั้งหลายจากวอลมาร์ท ที่จะเอาไปทิ้งรกกองไว้ในโรงรถที่มันตายและขึ้นสนิมไปอย่างช้าๆ.
โอเคมั้ย? (Answer, China. That’s why. China
in that way gave the American capitalist class a tremendous gift. We’ll help
you stop paying higher wages to workers, which stopped after the 1970s. Flatlines
up. Because the workers will still be able to go and buy more stuff at Walmart
to stick in the garage where it dies and rusts slowly. Okay.)
นั่นคืออย่างไรที่จีนช่วยเหลืออเมริกา.
นี่คือหนทางที่สอง. นักลงทุนทั้งหลายทั้งหมดเหล่านั้นได้เคลื่อนย้ายการผลิตขแองพวกเขาไปที่อเมริกา
ได้สามารถที่จะหนีไปจากการจ่ายมากมายด้วยค่าแรง/ค่าจ้างที่ต่ำกว่า.เมื่อพวกเขาได้เริ่มต้นในยุคปี
80 และ 90, ค่าจ้างแรงงานทั้งหลายในจีนเป็น 1/10
ของอะไรที่แรงงานทั้งหลายได้รับกันในที่นี่. และจีนก็หั่นภาษีให้กับพวกเขาด้วย,
แลพะจีนก็สร้างถนนนและทางรถไฟทั้งหลายในที่ซึ่งพวกเขาลงทุนทั้งหลายจำเป็นต้องการด้วย.
พวกเขาได้ข้อตกลงธุรกิจอันน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง. และแล้วพวกเขาก็สามารถที่ขายสินค้าเหล่านั้นไปยังตลาดที่กำลังพุ่งขึ้นในจีน,
ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถทำกำไรในที่นั้นในหนทางนี้, ด้วยเช่นกัน. (That is how China helped
America. Here’s the second way. All those capitalists who moved their
production to China were able to get away with much lower wages. When they
first began in the ‘80s and ‘90s, the wages in China were 1/10 of what they are
here. And China gave them tax breaks, and China built roads and railroads where
they needed them. They got a fantastic deal. And then they could sell stuff to
the rising market in China, which made them profitable there in that way, too.)
ระหว่างค่าแรงต่ำกับตลาดใหญ่โต,
บริษัทอเดมริกันทั้งหลายได้ทำเงินก้อนโตกันอ ย่างอุตลุด และใครคือผู้ที่ได้ดีไปกับเรื่องนี้รึ?
คนอเมริกันทั้งหมดผิ้ที่มีหุ้นและพันธบัตรทั้งหลาย. เพราะว่ามันเป็นบริษัททั้งหลายที่ทำกำไรทั้งหลายคือผู้ซึ่งเอากำไรทั้งหลายเหล่านั้นมาและกระจายพวกมันเป็นเช่นการแบ่งสรรปันส่วนไปยังผู้ถือหุ้นทั้งหลาย.
และใครคือผู้ถือหุ้นทั้งหลายรึ? ข้อเท็จจริงเล็กๆที่ผมอยากจะเตือนจำพวกคุณทั้งหมด.
คือผู้ร่ำรวย 10% ของคนอเมริกันเป็นเจ้าของประมาณ 87% ของหุ้นและกองทุนรวมทั้งหลายในวอลล์ สตรีท. ดังนั้น,
มันก็กำลังที่จะมีการฆ่าโดยทำผ่านจีน. มันกำลังที่จะแสดงออกมาให้เห็นเป็นเช่นเสียงคำรามสนั่นของตลาดหุ้น,
ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาได้ทำ. (Between
the low wages and the big market, American corporations made wild amounts of
money. And who that good for? All American who have stocks and bonds. Because
it was the companies making profits who then took those profits and distributed
them as dividends to their shareholders. And who are the shareholders? This
little fact I like to remind you all. The riches 10% of Americans own
approximately 87% of the stocks and mutual funds2
In
Wall Street. So, it there’s going to be a killing made through China, it’s
going to show up as a roaring stock market, which the last 30 years have been.)
2 Mutual funds หรือ กองทุนรวม
คือ การรวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายๆ คนมารวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่
แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุนนั้น
โดยมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพคอยบริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงให้
เรียนรู้หลักการทำงาน จุดเด่น และประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ครับ
💡 หลักการทำงานของกองทุนรวม
1.
ระดมเงิน: นักลงทุนซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม
2.
บริหารจัดการ: ผู้จัดการกองทุนนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ
เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์
3.
รับผลตอบแทน: กำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นจะถูกสะท้อนกลับมาเป็นมูลค่าหน่วยลงทุน
(NAV) ให้นักลงทุนตามสัดส่วน
จุดเด่นของการลงทุน
- มีมืออาชีพดูแล: เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาเฝ้าตลาดหรือวิเคราะห์หุ้นเอง
- กระจายความเสี่ยง: เงินก้อนเดียวสามารถนำไปกระจายลงทุนในหลักทรัพย์หลายสิบตัว
ช่วยลดความเสี่ยงหากสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งขาดทุน
- ใช้เงินน้อย: เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาทก็สามารถเป็นเจ้าของหุ้นหรือสินทรัพย์ใหญ่ๆ
ได้
- สิทธิประโยชน์ทางภาษี: มีกองทุนบางประเภทที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้
(เช่น กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน, กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
ได้มีการคั่นจังหวะปะทะกันทั้งหลายด้วยเหตุการณ์เป็นระยะ,
แต่ตูมใหญ่สำหรับคนร่ำรวย. ดังนั้น, ดูสิ. จีนเป็นเหตุผลที่คนร่ำรวยในประเทศนี้ได้ร่ำรวยเท่าๆกับที่พวกเขาเป็น.
ถ้าคุณพูดถึงเจฟฟรีย์ เบโซส หรือ อีลอน มัสก์ หรือ มร. หวง
ที่ Nvidia,
พวกเขาจะบอกกับคุณอย่างนั้น. พวกเขารู้ว่ามากอย่างไรที่พวกเขาได้พึ่งพาอยู่กับจีน.
แต่ผู้คนอเมริกันไม่ได้ถูกบอก. ดังนั้น, ผู้คนอเมริกันมองรัฐบาลเห็นอย่างสม่ำเสมอว่ากำลังพยายามที่จะหาทางปิดกล้อม/ปิดกั้น
หรือควบคุมอิทธิพลของจีนอยู่ตลอดเวลา, ที่จะชะลอมันลงไป, ที่จะหยุดมัน,
ที่จะกีดกันมันออกไป. (Punctuated
by crashes, but a big boom for the rich. So, look. Wow, China is the reason the
rich people in this country are as rich as they are. If you talk to Jeffrey
Bezos or Elon musk or Mr. Huang at Nvidia, they’ll tell you that. They know how
much they’ve depended on China. But the American people aren’t told. So, the
American people see a government constantly trying to hem China in, to slow it
down, to stop it, to exclude it.)
ผมกำลังจะปิดด้วยตัวอย่างหนึ่งของ
ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้สามารถทำให้ผู้กำหนดนโยบายของอเมริกาดูโง่เขลาได้มากแค่ไหน.
อย่างเอิกเกริก, เพนตากอน, กองทัพของเรา, ได้คอยเก็บดูแลบัญชีรายการ. ขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่ของจีน
150
แห่งกำลังถูกออกแบบ/กำหนดไว้ว่า เป็นองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ. ทำไม?
มันกลับกลายพลิกหันออกมาปรากฏว่าบริษัทใหญ่โตทั้งหลายเหล่านี้, มีสัญญาอยู่กับฺรัฐบาลจีน.
เย้, บางทีไม่ใช่กับกองทัพจีน
แต่โดยอ้อมที่พวกเขากำลังทำงานด้วยบริษัทโทรศัพท์และบริษัทไฮ-เทค. และเราไม่ควรจะทำงานกับกองทัพพวกเขา.
(I’m going to close
with an example of just how stupid this can make American policy makers. With
great fanfare, the Pentagon, our military, has been Keeping a list. It’s now 150
big Chinese corporations are being designated as unreliable. Why? It turns out
they have contracts, these big companies, with their Chinese government. Yeah,
maybe not the military in China but indirectly they’re working with the
telephone company and high-tech company. And we shouldn’t be working with their
military.)
คุณต้องเป็น,
นี่ผมกำลังพยายามสุภาพที่สุดแล้วนะในที่นี้. คุณต้องเป็นที่ได้รับการศึกษามาอย่างต่ำแย่ยิ่งในการที่พูดเช่นนั้น.
และเรามีร่างกฎหมายหลายฉบับไปแล้วอยู่ที่สภาคองเกรส, ทั้งในสภาผู้แทนและวุฒิสภา,
ในการพยายามและทำให้มันยากขึ้นสำหรับบริษัททั้งหลายของจีน. เรื่องนี้ปัญญาอ่อนอย่างยิ่ง.
ให้ผมอธิบายว่าทำไม. มันเป็นวาระประเด็นของการร่ายรำละเอียดอ่อน. จีนยังไม่ได้ทำมันเสร็จ,
แต่พวกเขาก็เกือบแล้ว. พวกเขากำลังจะตัดลอกสำเนาสหรัฐอเมริกา. พวกเขากำลังชี้ออกมายังบางอย่างที่โลกทั้งปวงได้รู้กันดีอยู่แล้ว.
(You
got to be, I’m trying to be polite here. You got to be poorly educated to talk
like that. And we have several pieces of legislation now before the Congress,
both the House and the Senate, to try and make it even harder for Chinese
companies. This is stupid. Let me explain why. It’s the issue of the delicate
dance. The Chinese haven’t done it yet, but they about to. They’re going to
copy the United States. They’re going to point out something which the whole
world already knows.)
ใช่,
บริษัทจีนทั้งหลายมีสัญญาอยู่กับรัฐบาลของพวกเขา, มากมายของพวกเขา.
แต่นี่ควรจะเป็นบางอย่างไม่ตรงชัดนักกับข่าว, ข่าวที่แว่บสำหรับคุณ. บริษัทอดเดมริกันขนาดใหญ่ทั้งหลายส่วนใหญ่มีสัญญาอยู่กับรัฐบาลอเมริกัน,
ด้วยเช่นกัน. และพวกเขาก็มีสัญญาทั้งหลายอยู่กับกองทัพอเมริกัน,
ด้วยเช่นกัน และอะไรจะบังเกิดต่อบริษัททั้งหลายของเราและงานอาชีพของคุณที่กำลังทำให้กับพวกเขา
ถ้าพวกเขาไม่สามารถขายของออกไปนอกประเทศเพราะว่าปรพะเทศทั้งหลายอื่นไม่ได้ต้องการที่จะทำอะไรอย่างที่รัฐบาลอเมริกันกำลังบอกผู้คนของตนว่าอย่าได้ทำอะไรที่บริษัทจีนทั้งหลายประโยชน์. (Yes, Chinese companies have
contracts with their government, lots of them. But here should be something not
exactly a news, news flash for you. Most American large companies have
contracts with the American government, too. And they have contracts with the American
military, too. And what will happen to our companies and your job working for
them if they can’t sell abroad because other countries don’t want to do what
Americans are telling people not to do In regard to Chinese companies.)
สองฝ่ายสามารถเล่นเกมนั้น.ถ้าหนึ่งในพวกเขาทำ,
อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่อยู่ตามหลังอย่างห่างๆ. นี้เป็นคือสถานการณ์ที่มีแต่เสียกับเสีย.
จีนในตอนนี้เป้แข่งขันแท้จริงของสหรัฐอเมริกา. และจีนและเราทั้งคู่จะดีกว่านี้ถ้านั่งลงและหาทางออกร่วมกันในการปรับตัวและแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโลก
โดยเคารพซึ่งกันและกัน, มากไปกว่าการกระทำข่มคู่คุกคามเป็นปฏิปักษ์จุกจิก, ที่เป็นแต่เพียงบูมเมอแรงที่เหวี่ยงกลับคืนมาใส่และทำร้ายประเทศที่ทำมันเอง.
จีนยังลังเล, ไม่ได้ทำมันมากเกินไปกันนัก. พวกเขาได้หวาดกลัวปฏิอกิริยาขแองคนอเมริกัน. (Two
can play that game. If one of them does, the other one will not be far behind. This
is a losing proposition. China is now a real competitor of the United States.
And both the Chinese and we would be much better off sitting down and working
out a live and let live sharing of the world economy, rather than a tit-for-tat
hostile act, which only boomerangs back and hurts the country that does it. The
Chinese hesitate, don’t do much of it. They’re afraid of the American reaction.)
แต่นี่คือตลกร้ายย้อนแย้งของคุณ. วิถีที่โลกกำลังพัฒนา,
มันก็แค่เป็นเรื่องอยู่ที่ว่ากี่เดือนหรือสองสามปีก่อนที่รองเท้าจะไปอยู่กับเท้าอื่น.
มันจะเป็นเราที่ในอเมริกาที่เจ็บปวดเพราะจีน. ถ้าเราไม่ระมัดรภวังค์,
จะถูกบอกแก่เพื่อนทั้งหลายและพันธมิตรทั้งหลายทั้งหมด ว่าอย่าไปอยู่ใกล้กับบริษัทอเมริกันทั้งหลาย
เพราะว่าพวกเขาสมคบคิด/ทำงานอย่างลับๆให้กับรัฐบาลอเมริกาหรือกองทัพของพวกเขา.
คุณเข้าใจถึงการร่ายรำลีลาอันละเอียดบาง, คุณจะไม่ไปทำงุ่มง่ามผิดพลาดอันหนึ่งตามไปกับอีกอันหนึ่ง. (But
here’s your irony. The way the world economy is developing, it’s only a matter
of months or very few years before the shoe will be on the other foot. It will
be we in America suffering because the Chinese, if we’re not careful, will be
telling all of their friends and allies not to go near American com- companies
because they’re in cahoots with their government or their military. If you
understood the delicate dance, you wouldn’t be making one clumsy mistake after
another.)
และในกรณีที่คุณกังขาสงสัยว่าใครที่อันนี้หมายชี้ไปถึง,
ขอใหเผมทำมันให้กระจ่างชัด. มันเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเฮกเซ็ธ ผู้ที่ได้เป็นผู้นำในเรื่องนี้,
ที่ผมถือว่า มีแนวทางในการกำหนดนโยบายอันบกพร่องทางฃสติปัญญา – นี้. (And in
case you’re wondering who this is addressed to, let me make it real clear. It’s
Secretary of War Hegseth who takes the lead in this, how shall I put it
mentally challenged approach to policy.)
ถ้าการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและเสนอความคิดเห็นนี้เหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใจคุณว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง,
ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นๆ, เพื่อนทั้งหลาย, ญาติทั้งหลาย,
เพื่อนร่วมงานทั้งหลาย. นั่นคือทำไมที่เราทำพวกมัน. และแน่นอน,
ถ้าคุณสามารถช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่เรามีขึ้นที่จะทำมัน,
นั่นจะเป็นที่ชื่นชมนิยมอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน. แค่ไปที่เว็บไซท์ของเรา, democracyatwork.info, และมันจะเป็นที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเห็นว่าทำได้อย่างไรนั้น.
ขอบคุณ. (If interventions and
comments like this strike you as useful, please share this video with others,
friends, relatives, co-workers. That’s why we make them. And of course, if you
can help defray the costs that we incur to do it, that would be enormously
appreciated as well. Just go to our website, democracyatwork.info, and it’ll be
easy for you to see how to do that. Thank you.)