หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “จีน และ สหรัฐอเมริกา: ความสมดุลอันละเอียดบาง”

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “จีน และ สหรัฐอเมริกา: ความสมดุลอันละเอียดบาง”

Wolff Responds: "China and The U.S.: A Delicate Balance" Dated June 10, 2026

          https://youtu.be/pSy1Ohsx3Ts?si=mef3FQluSqwnVKWm

          ขอต้อนรับสู่อีกอันของรายการ “วูลฟ์ฟ ตอบสนอง.” อันนี้ผมกำลังจะเรียกว่า “จีนและสหรัฐอเมริกา ความสมดุลอันละเอียดบาง.” อะไรมีผมหมายถึงในวลีนั้น, ความสมดุลอันละเอียดบาง, ก็คือว่าทั้งสองฝ่ายนั้นอยู่บนมือหนึ่งของความจำเป็นซึ่งกันและกันและเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกัน, ดึงดูดต่อกันและกันและได้ผลักไสความเป็นเพื่อนทั้งหลาย, ประชันขันแข่งต่อกัน.     (Welcome friends to another ‘Wolff Responds.’ This one I’m going to call ‘China and the US a delicate balance.’ What I mean by that phrase, a delicate balance, is that the two sides are on the one hand necessary for each other and antagonistic towards each other, attracted to one another and repelled friends, competitors.)

          มันเป็นสัมพันธภาพที่ละเอียดอ่อนบอบบางอย่างมาก และมันอธิบายได้อย่างมากในอะไรซึ่ง ถ้าเป็นในสถานการณ์อื่นก็อาจจะยังคงเป็นปริศนา หรือที่แย่กว่านั้นคือถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะสิ่งอื่นที่ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง. อะไรคือที่แท้จริงของมัน?ความจริงอันสลับซับซ้อนที่สหรัฐอเมริกา-จีน กระทั่งแม้ว่ามันเป็นท่าทีที่ มันเป็นปฏิปักษ์ต่อจีน และจีนก็เริ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ ก็ยังมีความจำเป็นต้องการซึ่งสหรัฐและจีน, ดีที่สุดที่ผมจะบอกได้, ได้เข้าใจในอะไรที่ผมเพิ่งได้พูด. พวกเขารู้ว่านั่นเป็นเหตุกรณี. คนอเมริกันทั้งหลาย, โดยมีข้อยกเว้นบางประการ, ไม่เลย.  (It’s a very delicate relationship and it explains much of what might otherwise be mystery or even worse be attributed to something other than what it is. What is it? The complicated reality that the United States China even though it is hostile towards China and China as it becomes hostile toward the US also needs the US. The Chinese, as best I can tell, understand what I just said. They know that that’s the case. Americans, with some exceptions, don’t.)

          ดังนั้น, ผมกำลังพยายามที่จะอธิบายมันต่อทุกคนในที่นี้. และตอนนี้, ผมกำลังจะเริ่มต้นด้วยการที่ว่า อย่างไรที่จีนได้รับประโยชน์และมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา โดยเน้นหนักในความเติบโตเศรษฐกิจเป็นพิเศษ กว่า 35 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา. จนขึ้นนำแซงหน้าทุกประเทศ, การนำเอาประชากรที่เคยยากจนข้นแค้นอย่างยิ่ง ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, มีเทคโนโลยีระดกับสูง, แลพะแรงกดดันทั้งหมดที่มีมา.   (So, I’m going to try to explain it to everyone here. And now, I’m going to begin. I’m going to begin with how China benefits from and needs the United States with particular emphasis on economics. So, here we go. Number one, China’s spectacular economic growth over the last 35 years. Outstripping every other country, taking a population that was remarkably poor and bringing them into the modern age of standards of living, high technology, and all the press.)

          การแสดงของจีนกำลังโดดเด่นและมันกำลังเปลี่ยนแปลงโลก. ไม่มีการพูดคุยอีกต่อไปแล้วจากพวกเขานอกเสียจากว่าคุณเสแสร้ง, ดังที่โชคร้ายซึ่งผู้คนมากมายเกินไปทำเช่นนั้น, ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น. มันได้บังเกิดขึ้น. และเสแสร้งว่าไม่มีทางใดจะลอกเลียนได้. แต่นี่คือหนึ่งในบทเรียนทั้งหลายที่คนจีนได้เรียนรู้. 35 ปีสุดท้ายที่ผ่านมานั้นคือปีของความโดดเด่นของอะไรที่มันกลายมาเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่าจักรวรรดิอเมริกัน. มันได้เป็นระบบเศรษฐกิจลานุวัฒน์/ทั่วโลกที่วิ่งไปอย่างราบลื่น เพราะมันเป็นที่โดดเด่นทรงอิทธิพลในทุกภาคส่วนโดยสหรัฐอเมริกัน. เราทั้งหมดมีเงินตราทั้งหลายของเราเอง, แต่ดอลลาร์สหรัฐคือหมายเลขหนึ่ง.   (China’s performance is outstanding and it’s changing the world. There’s no taking that away from them unless you pretend, as unfortunately too many people do, that it didn’t happen. But it did. And pretending is no way of coping. But here’s one of the lessons the Chinese learned. The last 35 years were years of the dominance of what it came to be called the American Empire. It was a global economic system that ran really smoothly because it was dominated in part by the United States. We all have our currencies, but the US dollar is number one.)

          คุณสามารถซื้อและขายสิ่งใดอย่างเสมือนจริง/ทางออนไลน์ๆได้ ทุกอย่างและทุกแห่งในโลก, ด้วยเงินดอลลาร์. มีระบบระดับโลกที่คอยบันทึกติดตามการชำระเงินต่างๆ มีระบบสากลที่ใช้ติดตามการชำระเงินอยู่. ระบบ Swift ที่เป็นการดำเนินงานของอเมริกา ซึ่งถูกขับเคลื่อน หรือถ้าคุณจะพูดอีกอย่างก็คือ ถูกแสดงบทบาทโดยใช้เงินดอลลาร์. กองทัพดเรือสหรัฐอเมริกาทำให้แน่ใจว่าการขนส่งทางเรือสามารถเกือบจะไปได้ทุกที่ในโลก. เอาละ, นั่นกำลังมาถึงตอนจบแล้วในขณะนี้. นั่นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สงครามอิหร่านเกี่ยวข้อง. แต่จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้, สหรัฐอเมริกาเป็นอะไรแบบว่าได้ทำใหคุณแน่ใจว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเรือของตัวคุณเองเพื่อที่จะคอยรักษามหาสมุทรทั้งหลายให้ดำเนินต่อไปเป็นเช่นถนนหนทางเพื่อการค้า.     (You can buy and sell virtually anything anywhere with dollars. There’s a global system that keeps track of payments. The Swift system1 that’s an American operation carried out carried out or acted out if you like with dollars. The United States Navy made sure shipping could go almost everywhere. Well, that’s coming to an end now. That’s part of what the war in Iran is about. But until recently, the United States kind of made sure you didn’t have to have your own navy to keep the oceans going as an alleyway for trade.)

          1  ระบบ SWIFT คือ เครือข่ายส่งข้อความทางการเงินที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้เพื่อรับ-ส่งข้อมูลและคำสั่งในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ โดยคำว่า SWIFT ย่อมาจาก Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication (สมาคมเพื่อการโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก

            ข้อเท็จจริงที่สำคัญ: SWIFT ไม่ได้โอนเงินจริง

  • เป็นเพียงผู้ส่งสาร: ระบบ SWIFT ทำหน้าที่คล้ายกับ "แอปพลิเคชันส่งข้อความที่ปลอดภัย" สำหรับธนาคาร
  • ไม่ได้ถือครองหรือเคลื่อนย้ายเงิน: SWIFT ไม่ได้ทำหน้าที่เคลียริ่งยอดเงิน ไม่ได้ตัดยอดบัญชี และไม่มีเงินวิ่งผ่านระบบของ SWIFT เลย
  • เงินวิ่งผ่านธนาคารตัวแทน: การย้ายเงินจริง ๆ จะกระทำผ่านระบบบัญชีธนาคารตัวแทน (Correspondent Banking) ของแต่ละประเทศที่เป็นคู่ค้ากัน

วิธีการทำงานของระบบ SWIFT

เมื่อคุณเดินไปที่ธนาคารเพื่อโอนเงินไปต่างประเทศ กระบวนการจะเกิดขึ้นใน 4 ขั้นตอนหลักดังนี้: [1]

1.       สร้างข้อความ: ธนาคารต้นทางของคุณจะสร้างข้อความมาตรฐาน ระบุจำนวนเงิน สกุลเงิน บัญชีผู้รับ และรหัสระบุตัวตนธนาคารปลายทาง หรือที่เรียกว่า SWIFT Code (BIC)

2.       ส่งเครือข่าย: ระบบ SWIFT จะทำหน้าที่เข้ารหัสและส่งข้อความคำสั่งนี้ไปยังธนาคารปลายทางอย่างปลอดภัย

3.       ตัดยอดเงินผ่านตัวกลาง: หากสองธนาคารไม่มีบัญชีเชื่อมกันโดยตรง ข้อความจะถูกส่งต่อเป็นทอด ๆ ผ่านธนาคารตัวกลาง เพื่อให้ตัดและปรับยอดบัญชีระหว่างกัน

4.       เงินเข้าบัญชี: เมื่อธนาคารปลายทางได้รับคำสั่งและยืนยันข้อมูลแล้ว ก็จะนำเงินเข้าบัญชีของผู้รับปลายทาง (ใช้เวลาปกติประมาณ 1-5 วันทำการ) [1]

ทำไมระบบ SWIFT ถึงสำคัญต่อโลก?

  • เป็นมาตรฐานสากล: รองรับสถาบันการเงินมากกว่า 11,000 แห่ง ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ทำให้การคุยภาษาการเงินตรงกันหมด
  • มีความปลอดภัยสูงสุด: มีระบบการยืนยันตัวตนและการเข้ารหัสที่หนาแน่น ป้องกันการปลอมแปลงคำสั่งโอนเงิน
  • ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง: เนื่องจากธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาระบบนี้ การถูก "ตัดออกจากระบบ SWIFT" (เช่น กรณีคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ) จะส่งผลให้ประเทศนั้นแทบไม่สามารถส่งออก นำเข้า หรือทำธุรกิจกับต่างประเทศได้เลย

          สหรัฐอเมริกาจะทำนั่น. และกองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการอยู่แล้ว. มันให้ผลประโยชน์เอื้อต่อสหรัฐอเมริกา. ไม่มีคำถาม. มันได้ช่วยสหรัฐอเมริกาในหนทางที่มะนไม่ได้ช่วยผู้อื่นทั้งหลายใดๆ. นั่นไม่ยุติธรรมเลย. ถ้านั่นคืออะไรที่คุณกำลังถามหาถึง, แต่มันได้มีผลประโยชน์มากมายสำหรับประเทศทั้งหลายที่ก้าวขึ้นมา. และไม่มีประเทศไหนที่เติบโต/ก้าวขึ้นมาได้เหมือนอย่างจีนเลย. จีนรู้ดีว่าตนเองได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ครอบครองระบบเศรษฐกิจโลก. (The US would do that. And the US military kind of operated. It favored the US. No question. It helped the US in ways it didn’t help others. Wasn’t fair. If that’s what you’re asking about, but it had lots of benefits for countries coming up. And no country was coming up like China. China knows that it benefited from the domination a world economy by the United States.)

          ในเวลาเดียวกัน, จีนได้เข้าใจว่าสหรัฐอเมริกาได้ตั้งตนเป็นศัตรู, โกรธ, ขมขื่น. คำถามอันยิ่งใหญ่ที่สื่ออเมริกัน ในปี 1949 เมื่อภายหลังสงครามกลางเมือง-สี่ปี และมากมายหลายปีของสงครามกับญี่ปุ่นในส่วนของสงครามโลก ครั้งที่ 2 ในปี 1949, พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะและเดข้ายึดครองรัฐบาลประเทศจีน. สื่อสาธารณะทั้งหลายในประเทศนี้และทั่วโลกตะวันตกได้พาดหัวตัวใหญ่ว่า, ใครสูญเสียจีนไปแล้ว? (At the same time, China understood that the United States was hostile, angry, bitter. The great question in the American media in 1949 when after a four-year civil war and many more years of war with Japan in part of World War II in 1949 the communist Party of China won the civil war and took over the government of China. The public relations in this country and all over the west was the headline, who lost China?)

          จีนไม่ได้สูญเสียไป. จีนก็อยู่ในที่ซี่งก่อนนั้นเป็นต่อมา. ไม่มีใครสูญเสียจีน. แต่นั่นคือผู้คนทั้งหมดฝ่ายตะวันตกได้เป็นห่วงเป็นใยถึง. คิดว่าสิ่งเลวร้ายน่ากลัว, ก็คือการที่พวกคอมมิวนิสต์ทั้งหลายได้เข้าไปยึดครองประเทศจีน. ดังนั้น, พวกเขาได้มองไปรอบๆว่า ใครคือผู้ที่จะถูกกล่าวโทษราวนั้นถือได้ว่าเป็น คำถามที่น่าสนใจยิ่งและก็ได้มีผู้สมัครแข่งขันทั้งหลายมากมาย.   (China didn’t get lost. China was just where it was before after. Nobody lost China. But that’s all people in the West cared about. This terrible thing, the communists had taken over China. So, they look around who to blame as if that were the interesting question and there were many candidates.)

          สหรัฐอเมริกาได้เป็นปรปักษ์ในตอน 30 ปีแรกทั้งหลายของกามีขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีน. พวกเขาไม่ได้จดจำถึงว่าสหรัฐอเมริกาว่าไม่ได้จดจำได้ถึงจีน. พวกเขาไม่ได้แลกเปลี่ยนทูตทั้งหลายกัน. พวกเขาไม่ได้จัดตั้งทางการทูตทั้งหลายกัน. ไม่มีการได้แลกเปลี่ยนใดๆทั้งหมดเลย. ถ้าคนอเมริกันทั้งหลายได้ไปที่เอเชีย, ที่มากมายได้ทำ, เพื่อที่จะมองหาธุรกิจ, ที่เป็นนักท่องเที่ยวทั้งหลาย, พวกเขาได้มอง, พวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหลาย, แต่ไม่ใช่ในจีน. พวกเขาไม่ได้ไปที่จีน. มันได้รับการพิจารณาว่าปลอดภัย.  (The United States was hostile for the first 30 years of the existence of China. They didn’t recognize the United States didn’t recognize China. They didn’t exchange ambassadors. They didn’t set up embassies. There was no exchange at all. If Americans went to Asia, which many did, to look for business, to be tourists, they looked, they were tourists, but not in China. They didn’t go to China. It wasn’t considered safe.)

          แล้วประธานาธิบดีนิกสันและรัฐมนตรีต่างประเทศ เฮนรี คิสซิงเจอร์ ได้ตระหนักว่าพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้ที่จะหนีไปไหน. พวกเขาได้สถาปนารัฐบาลที่ทรงพลังอำนาจเต็มเปี่ยม. พวกเขาไม่ได้สร้างอันตรายให้กับผู้ใด. ดังนั้น, พวกเราควรไปทำข้อตกลงกับพวกเขากันดีกว่า. พวกเขาได้สังเกตว่าญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นและคนยูโรเปียนทั้งหลายได้กำลังทำมันอยู่แล้วและกำลังทำเงิน. พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนทำการละทิ้งไปอะไรออกมากัน. ดังนั้น, ชาวอเมริกันได้เข้าไปกันและเราได้จดจำจีน. ขอบคุณเป็นอย่างมาก, ได้พูดว่าเหมา เจ๋อตุงและโจว เอินไหล และผู้นำอื่นๆทั้งหลาย. (Then President Nixon and his Secretary of State Henry Kissinger realized that the Chinese Communists weren’t going to go away. They had established a powerful government. They were not endangered by anyone. So, they better make a deal with them. They noticed that the Japanese and the Japanese and the Europeans were doing it and making money. They didn’t like being left out. So, the Americans went in and we recognize China. Thanks a lot, said Ma Zong and Joan Lie and their other leaders.)

       และในตอนเวลานั้นพวกเขา พวกเขายังเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประเทศจีน โดยอนุญาตให้บริษัทอเมริกันเข้าไปดำเนินการในสิ่งที่บริษัทในยุโรปและญี่ปุ่นได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้วในอะไรที่เขาได้กำลังทำ. การทำเงินจากประเทศจีนที่กำลังเติบโตอย่างรุ่งเรือง แม้ว่าจีนจะยังยากจนอยู่ก็ตาม. และประเทศจีนก็ได้ประโยชน์จากการไหลเวียนของเงินทุน. บริษัทอเมริกันปิดกิจการในสหรัฐอเมริกา ปล่อยให้โรงงานต่างๆ ว่างเปล่า ส่วนร้านค้าต่างๆ ก็มีสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในอเมริกามาวางจำหน่าย, แต่ดังที่คุณทั้งหมดได้รู้เมื่อคุณไปเยือนที่ Target หรือ Walmart หรือร้านใดอื่นๆ, มีสินค้าเหล่านั้นกี่ชนิดที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐอเมริกาอีกต่อไปแล้ว และพวกมันก็ไม่ได้ถูกผลิตมานานแล้ว. และพวกเขาก็ไม่ได้ทำ.
    (And right about that time they also as part of it opened up China allowing American companies to come in and do what European and Japanese companies had already what he’d been doing. Making money off a prosperously growing, if still poor, China. And China benefited from the flow of capital. American companies closing their businesses in the United States, leaving the factories empty, the stores equipped not with American-made goods, but as you all know when you visit Target or Walmart or any of the others, how many of those goods are not made in the United States anymore, and they haven’t been.)

          มากมายของพวกนั้นได้ถูกทำขึ้นในจีน. จีนจำเป็นต้องการตลาด. มันเป็นหนึ่งสิ่งที่จะผลิตทำสินค้าและบริการทั้งหลาย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทั้งหลาย, นั่นราคาถูกกว่าอะไรที่คุณต้องจ่ายในฝั่งตะวันตก. แต่ถ้าคุณสามารถด้วยเช่นกันทำให้(สินค้า)ทีคุณภาพสามารถเปรียบเทียบได้ หรือบางที่กระทั่งดีกว่า, เอาละ, แล้วคุณก็จะชนะ. ถ้าคุณสามารถทำในสิ่งเหมือนกันด้วยเช่นกัน หรือดีกว่า หรือราคาถูกกว่า, คุณก็ชนะในตลาด. นั่นคืออะไรที่เรียกว่า การแข่งขันกัน.    (Many of them are made in China. Many more of them have parts of themselves made in China. China needed a market. It’s one thing to produce goods and services, particularly goods, that are cheaper than what you have to pay for in the west. But if you can also make the quality comparable or maybe even better, well, then you win. If you can make the same thing as well or better and cheaper, you win the market. That’s what competition is about.)

          จีนอยู่พ้นเหนือการแข่งขันไม่ว่าเรื่องใดกับสหรัฐอเมริกาไปแล้ว. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสามารถขายมันได้. พวกเขาต้องมีเครือข่ายการกระจาย/ขายสินค้าทั้งหลายนั้น. เอาละ, จากนั้นบริษัทวอลมาร์ท คอร์ปอเรชั่นอันโด่งดังก็เข้ามาช่วยเหลือ, ครอบครัววอลตัน. พวกเขาเข้าไปเกี่ยวเอาจีนเข้ามาตั้งแต่ตอนแรกเริ่ม, และตัดตอนทำข้อตกลงทำธุรกิจกับจีน. คุณผลิตมัน, สินค้าพวกนั้นที่ดีที่สุด, ราคาถูกที่สุด. เราต้องการที่จะเป็นผู้ขายมัน. เราสามารถเอาผู้คนอเมริกันผู้ซึ่งมายังร้านสรรพสินค้าทั้งหลายของเราเพื่อหาซื้อสินค้าราคาถูกลงได้, และพวกเขาก็จะซื้อสินค้าจีน. คุณจะไม่มีวันกระจายสินค้าได้เองเลย.  (China out-competed the United States in one thing after another. But that didn’t mean they could sell it. They had to have a distribution network. Well, up stepped the famous Walmart Corporation, the Walton family. They hooked into China early on, and they cut a deal with China. You produce it, the best, cheapest stuff. We want to be the seller of it. We can get the American people who come to our stores for a bargain, and they will buy Chinese. You’ll never be able to distribute.)

          เรามีร้านค้าทั้งหลายอยู่ทั่วประเทศ, ในทุกเมืองใหญ่, ในทุกเขตนอกเมือง, ในทุกพื้นที่ชนบท, ที่ไหนที่มีรตลาด, เราก็ได้วางห้างวอลมาร์ทไว้หนึ่ง. คุณทั้งหมดกด็รู้นั่นดีอ่ะนะ. เอาละ, จีนได้จำเป็นต้องการตัวแทนจำหน่ายกระจายสินค้า. มันน่าจะพต้องใช้เวลาถึง 30 ปีซึ่งพวกเขาจะทำเช่นนั้นขึ้นมาได้ด้วยตนเอง. พวกเขากำลังทำเช่นนั้นกันแล้วในตอนนี้. แต่แล้ว, พวกเขาได้ต้องพึ่งพาอยู่กับสหรัฐอเมริกา, ที่ซึ่งได้ก้าวออกมาข้างหน้าและมอบวอลมาร์ทให้กับพวกเขา. และแล้ว, ร้านค้าอื่นๆก็ต้องปฏิบัติอย่างเดียวกันตามมาเป็นชุด.   (We have stores across the country, in every city, in every suburb, in every rural area, where there’s a market, we’ve plunked a Walmart. You all know that. Well, China needed a distribution agent. It would have taken them 30 years to set that up on their own. They’re doing that now. But then, they had to rely on the United States, which came forward and gave them Walmart. And then, the other stored that had to follow suit.)

          ดังนั้น, การอุตสาหกรรมทั้งหลายของจีน, การแสดงปรากฏอย่างพิเศษของจีน, เป็นหนี้บุญคุณต่อสหรัฐอเมริกาไม่มากก็ไม่น้อยเลย. และพวกเขาก็รู้ทั้งหมดนั่นดี. ทุกอย่างที่ผมเพิ่งได้พูดไป, มันเป็นคนอเมริกันทั้งหลายเองผู้ที่เดือดร้อนไปกับความคิดนี้. พวกเขาชอบตรงส่วนที่เกี่ยวกับจีนที่ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทอเมริกัน เพราะมันทำให้พวกเขาสามารถจินตนาการได้, และพวกเขาก็รื่นรมย์ชมชแอบไปกับมัน, ว่าการเจริญเติบโตเป็นพิเศษของจีนนั้น, ที่ตอนนี้พวกเขาต้องยอมรับมันอย่างฝืนอกฝืนใจ, ซึ่งท้ายที่สุดก็เกิดจากฝีมือพวกคนอเมริกันช่วยทำให้เอง. เราคือตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้พวกเขา.    (So, China’s industrialization, China’s spectacular performance, owes more than a little to the United States. And they know that. Everything I’ve just said, I’ve discussed with my Chinese counterparts. They know. It’s Americans who have trouble with this idea. They like the part about China benefiting from American corporations, because it allows them to imagine, and they sure enjoy it, that China’s spectacular growth, which they now kind of grudgingly admit, is after all due to us Americans. We were the distribution agent.)

          เราได้นำเอาโรงงานทั้งหลายของเราข้ามไปอยู่ที่โน่นเพื่อที่จะสอนพวกเขาว่าจะทำ(การผลิต)มันอย่างไร. มันไม่ค่อยสวยงามที่จะมองเช่นนั้น, แต่คุณเข้าใจได้ถึงการโอ้อวดของชาวอเมริกันที่กำลังเป็นไปกันอยู่ที่นี่. และอีกเรื่องหนึ่ง, มันก็มีส่วนเป็นความจริงอยู่บ้าง. ไม่มีใครเอาปืนไปจ่อที่หัวของผู้บริหารในอเมริกาผู้ปิดโรงงานของเขาที่ในซีราคิวส์ หรือวิลมิงตัน หรือดีทรอยต์ และย้ายไปที่จีน. พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นภายใต้แรงกดดันอะไรใด. พวกเขาทำนั่นเพื่อที่จะทำเงินให้มากขึ้น, ที่ซึ่งมันก็ได้ประสบสำเร็จให้กับพวกเขา. นั่นเป็นสิ่งที่สร้างกำไรได้ที่จะทำ. จีนจ่ายให้อย่างมากในค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า, ดังนั้นคุณก็ได้งานอ อกมาในต้นทุนที่น้อยกว่า. และจีนก็กลายเป็นตลาดที่ระเบิดออกตูมตามข้ามคืน.   (We brought our factories over there to teach them how to do it. It’s not very nice to see, but you understand the American boasting going on here. And by the way, there’s a grain of truth to it. Nobody held a gun to the head of the executive in America who closes his factory in Syracuse or Wilmington or Detroit and moves to China. They didn’t do that under pressure. They did that to make more money, which it achieved for them. That was a profitable thing to do. China pays much lower wages, so you get the work done for less. And China’s an exploding market.)

          เพราะว่าผู้คนทั้งหมดเหล่านั้นในตอนนี้ได้มีงานอาชีพทำกัน. ดังนั้น, จีน คือที่ซึ่งค่าจ้างแรงงานต่ำและตลาดกำลังเติบโต. ทุกโรงเรียนธุรกิจสอนผู้คนหนุ่มสาวว่า จงไปที่นั่น, ถ้าคุณต้องการที่จะทำเงิน, คุณต้องการประสบสำเร็จในทางธุรกิจ, คุณก็ไปที่ซึ่งมีค่าแรงต่ำและตลาดกำลังเติบโต. ในสหรัฐอเมริกา, เรามีในสิ่งตรงกันช้าม, ค่าจ้างสูง, การเติบโตต่ำ. นั่นคือเหตุผล. แต่จีนเข้าใจว่ามันเป็นผลประโยชน์ได้อย่างไร. ทีนี้, ให้ผมพลิกมาดูกันอีกด้านอย่างรวดเร็วและแสดงให้คุณเห็นว่า อย่างไรที่เราในอเมริกาได้ผลประโยชน์/กำไรจากจีน. และคุณจะมองเห็นได้ว่าทำมันมันถึงเป็นเรื่องสำคัญ.  (Because all those people now have jobs. So, China is the place where the wages are low and the market is growing. Every business school teaches the young people that go there, you want to make money, you want to be successful in business, you go where the wages are low and the market is growing. In the United States, we have the opposite, high wages, low growth. That’s the reason. But China understands how it benefited. Now, let me turn it around quickly and show you how we in America benefited from China. And you’ll see why it’s important.)

          อย่างแรก. กว่า 40 ถึง 50 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา, โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคปี 1970, ชนชั้นทำงาน/ชนชั้นกลางอเมริกันไม่ได้มองเห็นสิ่งใดเลยนอกจากการขึ้นค่าแรง/ค่าจ้างที่พวกเขาได้มองเห็นจากการสิ้นสุดของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ, ตอนปลายของปี 1960, ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ตอนต้นของปี 40 อุบัติสูงขึ้นจนกระทั่งมาถึงปี 1970. ในช่วงเวลานั้น, ค่าจ้าง/ค่าแรงในอเมริกาได้สูงขึ้น, และพวกมันได้สูงขึ้นอย่างมาก. ผมไม่ได้กำลังพูดถึงแค่เงิน. ผมกำลังพูถึงสัมพันธภาพระหว่างเงินที่คุณได้รับจากเช็คค่าจ้างและราคา(สินค้า)ที่คุณต้องจ่ายที่ร้านค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต.  (First, over the last 40 to 50 years, especially since the 1970s, American working-class people have not seen anything like the increase in wages that they saw from the end of the depression, the late 1960s, early 40s, right up until the 1970s. In that period, wages in America rose, and they rose a lot. I’m not talking just about the money. I’m talking about the relationship between the money you got in your paycheck and the prices you had to pay at the supermarket store.)

          แต่ภายหลังปี 1970, ทั้งหมดนั้นได้หยุดลง. ในตอนนี้ส่วนหนึ่งของการนั้นก็คืองานอาชีพทั้งหลายที่ออกไปอยู่โพ้นทะเลทั้งหลายนั้น. และกับพวกนั้น, ความสามารถของแรงงาน/คนทำงานที่จะต่อรองค่าจ้าง/ค่าแรงที่สูงขึ้นได้อีก, เพราะว่าพวกเขากำลังสูญเสียงานอาชีพทั้งหลายของพวกเขาไป. พวกเขาได้ตื่นตระหนกกับการสูญเสียงานอาชีพของพวกเขา. พวกเขาไม่สามารถผลักดันดเพื่อค่าแรง/ค่าจ้างที่สูงขึ้นได้. พวกเขาหยุดกการชุมนุมประท้วงหยุดงาน. พวกเขาทิ้งสหภาพแรงงานทั้งหลาย. พวกเขาไม่มีอาวุธทั้งหลายที่จะต่อสู้กับสิ่งที่ต้องต่อสู้. แต่มีอะไรบางอย่างอื่น, และนี่คือจีนได้เข้ามา. แรงงานอดเมริกันทั้งหลายบไม่ได้กบฏต่อต้านเมื่อค่าแรง/ค่าจ้างของพวกหยุดเพิ่มขึ้นจากเดิม. พวกเขาควรจะทำ. แต่พวกเขาไม่ได้ทำ.  (But after the 1970s, all of that stopped. Now part of that was the jobs went overseas. And with them, the ability of workers to bargain for higher wages, because they were losing their jobs. They were terrified about losing their job. They didn’t push for higher wages. They stopped striking. They left unions. They had no weapons with which to fight. But there was something else, and here comes China. American workers didn’t rebel when their wages stopped rising. They could have. They didn’t.)

และหนึ่งในเหตุผลทั้งหลายว่าทำไมนั้น, สำคัญอย่างยิ่งยวดวิกฤติ/ชี้เป็นชี้ตาย, ก็คือค่าใช้จ่ายพื้นฐานทั้งหลายเหล่านั้น, เหนืออื่นใดทั้งหมด ตั้งแต่เสื้อผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดไปจนถึงรถยนต์, สินค้าจำเป็นพื้นฐานทั้งหลายที่ผู้คนได้ใช้จ่ายค่าจ้าง/ค่าแรงของพวกเขากำลังลงมา. คนอเมริกันทั้งหลายได้เรียนรู้ว่าคุณไม่ต้องไปที่ร้านสะดวกซื้อ, คุณสามารถไปที่วอลมาร์ทและได้มันทั้งหมดมาในราคาที่ถูกกว่า. ทำไม? ทำไม?   (And one of the reasons why, very crucial, was those basic costs, above all of clothing and appliance, right up to your car, basic items that people spent their wages on were coming down. So, that there was less of a bite from your wages not going up because you had the pleasure of seeing prices come down. Americans learned that you didn’t have to go to the conventional store, you could go to a Walmart and get it all cheaper. Why? Why?)

          คำตอบ, จีน. นั่นคือทำไม. เหตุใดจีนจึงมอบของขวัญอันล้ำค่าให้แก่กลุ่มนายทุนอเมริกันในลักษณะนั้น. เราจะช่วยคุณหยุดการจ่ายค่าจ้าง/ค่าแรงงานทั้งหลายที่สูงขึ้นให้กับแรงงาน/คนทำงานทั้งหลาย, ที่ได้หยุดขึ้นมาภายหลังปี 1970. เส้นกราฟนิ่งราบเป็นเส้นตรง. เพราะว่าแรงงานทั้งหลายจะยังคงสามารถที่จะไปและซื้อข้าวของทั้งหลายจากวอลมาร์ท ที่จะเอาไปทิ้งรกกองไว้ในโรงรถที่มันตายและขึ้นสนิมไปอย่างช้าๆ. โอเคมั้ย?    (Answer, China. That’s why. China in that way gave the American capitalist class a tremendous gift. We’ll help you stop paying higher wages to workers, which stopped after the 1970s. Flatlines up. Because the workers will still be able to go and buy more stuff at Walmart to stick in the garage where it dies and rusts slowly. Okay.)

          นั่นคืออย่างไรที่จีนช่วยเหลืออเมริกา. นี่คือหนทางที่สอง. นักลงทุนทั้งหลายทั้งหมดเหล่านั้นได้เคลื่อนย้ายการผลิตขแองพวกเขาไปที่อเมริกา ได้สามารถที่จะหนีไปจากการจ่ายมากมายด้วยค่าแรง/ค่าจ้างที่ต่ำกว่า.เมื่อพวกเขาได้เริ่มต้นในยุคปี 80 และ 90, ค่าจ้างแรงงานทั้งหลายในจีนเป็น 1/10 ของอะไรที่แรงงานทั้งหลายได้รับกันในที่นี่. และจีนก็หั่นภาษีให้กับพวกเขาด้วย, แลพะจีนก็สร้างถนนนและทางรถไฟทั้งหลายในที่ซึ่งพวกเขาลงทุนทั้งหลายจำเป็นต้องการด้วย. พวกเขาได้ข้อตกลงธุรกิจอันน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง. และแล้วพวกเขาก็สามารถที่ขายสินค้าเหล่านั้นไปยังตลาดที่กำลังพุ่งขึ้นในจีน, ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถทำกำไรในที่นั้นในหนทางนี้, ด้วยเช่นกัน.  (That is how China helped America. Here’s the second way. All those capitalists who moved their production to China were able to get away with much lower wages. When they first began in the ‘80s and ‘90s, the wages in China were 1/10 of what they are here. And China gave them tax breaks, and China built roads and railroads where they needed them. They got a fantastic deal. And then they could sell stuff to the rising market in China, which made them profitable there in that way, too.)

          ระหว่างค่าแรงต่ำกับตลาดใหญ่โต, บริษัทอเดมริกันทั้งหลายได้ทำเงินก้อนโตกันอ ย่างอุตลุด และใครคือผู้ที่ได้ดีไปกับเรื่องนี้รึ? คนอเมริกันทั้งหมดผิ้ที่มีหุ้นและพันธบัตรทั้งหลาย. เพราะว่ามันเป็นบริษัททั้งหลายที่ทำกำไรทั้งหลายคือผู้ซึ่งเอากำไรทั้งหลายเหล่านั้นมาและกระจายพวกมันเป็นเช่นการแบ่งสรรปันส่วนไปยังผู้ถือหุ้นทั้งหลาย. และใครคือผู้ถือหุ้นทั้งหลายรึ? ข้อเท็จจริงเล็กๆที่ผมอยากจะเตือนจำพวกคุณทั้งหมด. คือผู้ร่ำรวย 10% ของคนอเมริกันเป็นเจ้าของประมาณ 87% ของหุ้นและกองทุนรวมทั้งหลายในวอลล์ สตรีท. ดังนั้น, มันก็กำลังที่จะมีการฆ่าโดยทำผ่านจีน. มันกำลังที่จะแสดงออกมาให้เห็นเป็นเช่นเสียงคำรามสนั่นของตลาดหุ้น, ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาได้ทำ.  (Between the low wages and the big market, American corporations made wild amounts of money. And who that good for? All American who have stocks and bonds. Because it was the companies making profits who then took those profits and distributed them as dividends to their shareholders. And who are the shareholders? This little fact I like to remind you all. The riches 10% of Americans own approximately 87% of the stocks and mutual funds2 In Wall Street. So, it there’s going to be a killing made through China, it’s going to show up as a roaring stock market, which the last 30 years have been.)

          2 Mutual funds หรือ กองทุนรวม คือ การรวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายๆ คนมารวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุนนั้น โดยมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพคอยบริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงให้

เรียนรู้หลักการทำงาน จุดเด่น และประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ครับ

💡 หลักการทำงานของกองทุนรวม

1.       ระดมเงิน: นักลงทุนซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม

2.       บริหารจัดการ: ผู้จัดการกองทุนนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์

3.       รับผลตอบแทน: กำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นจะถูกสะท้อนกลับมาเป็นมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ให้นักลงทุนตามสัดส่วน

จุดเด่นของการลงทุน

  • มีมืออาชีพดูแล: เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาเฝ้าตลาดหรือวิเคราะห์หุ้นเอง
  • กระจายความเสี่ยง: เงินก้อนเดียวสามารถนำไปกระจายลงทุนในหลักทรัพย์หลายสิบตัว ช่วยลดความเสี่ยงหากสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งขาดทุน
  • ใช้เงินน้อย: เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาทก็สามารถเป็นเจ้าของหุ้นหรือสินทรัพย์ใหญ่ๆ ได้
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี: มีกองทุนบางประเภทที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ (เช่น กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน, กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

          ได้มีการคั่นจังหวะปะทะกันทั้งหลายด้วยเหตุการณ์เป็นระยะ, แต่ตูมใหญ่สำหรับคนร่ำรวย. ดังนั้น, ดูสิ. จีนเป็นเหตุผลที่คนร่ำรวยในประเทศนี้ได้ร่ำรวยเท่าๆกับที่พวกเขาเป็น. ถ้าคุณพูดถึงเจฟฟรีย์ เบโซส หรือ อีลอน มัสก์ หรือ มร. หวง ที่ Nvidia, พวกเขาจะบอกกับคุณอย่างนั้น. พวกเขารู้ว่ามากอย่างไรที่พวกเขาได้พึ่งพาอยู่กับจีน. แต่ผู้คนอเมริกันไม่ได้ถูกบอก. ดังนั้น, ผู้คนอเมริกันมองรัฐบาลเห็นอย่างสม่ำเสมอว่ากำลังพยายามที่จะหาทางปิดกล้อม/ปิดกั้น หรือควบคุมอิทธิพลของจีนอยู่ตลอดเวลา, ที่จะชะลอมันลงไป, ที่จะหยุดมัน, ที่จะกีดกันมันออกไป.  (Punctuated by crashes, but a big boom for the rich. So, look. Wow, China is the reason the rich people in this country are as rich as they are. If you talk to Jeffrey Bezos or Elon musk or Mr. Huang at Nvidia, they’ll tell you that. They know how much they’ve depended on China. But the American people aren’t told. So, the American people see a government constantly trying to hem China in, to slow it down, to stop it, to exclude it.)

          ผมกำลังจะปิดด้วยตัวอย่างหนึ่งของ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้สามารถทำให้ผู้กำหนดนโยบายของอเมริกาดูโง่เขลาได้มากแค่ไหน. อย่างเอิกเกริก, เพนตากอน, กองทัพของเรา, ได้คอยเก็บดูแลบัญชีรายการ. ขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่ของจีน 150 แห่งกำลังถูกออกแบบ/กำหนดไว้ว่า เป็นองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ. ทำไม? มันกลับกลายพลิกหันออกมาปรากฏว่าบริษัทใหญ่โตทั้งหลายเหล่านี้, มีสัญญาอยู่กับฺรัฐบาลจีน. เย้, บางทีไม่ใช่กับกองทัพจีน แต่โดยอ้อมที่พวกเขากำลังทำงานด้วยบริษัทโทรศัพท์และบริษัทไฮ-เทค. และเราไม่ควรจะทำงานกับกองทัพพวกเขา.  (I’m going to close with an example of just how stupid this can make American policy makers. With great fanfare, the Pentagon, our military, has been Keeping a list. It’s now 150 big Chinese corporations are being designated as unreliable. Why? It turns out they have contracts, these big companies, with their Chinese government. Yeah, maybe not the military in China but indirectly they’re working with the telephone company and high-tech company. And we shouldn’t be working with their military.)

          คุณต้องเป็น, นี่ผมกำลังพยายามสุภาพที่สุดแล้วนะในที่นี้. คุณต้องเป็นที่ได้รับการศึกษามาอย่างต่ำแย่ยิ่งในการที่พูดเช่นนั้น. และเรามีร่างกฎหมายหลายฉบับไปแล้วอยู่ที่สภาคองเกรส, ทั้งในสภาผู้แทนและวุฒิสภา, ในการพยายามและทำให้มันยากขึ้นสำหรับบริษัททั้งหลายของจีน. เรื่องนี้ปัญญาอ่อนอย่างยิ่ง. ให้ผมอธิบายว่าทำไม. มันเป็นวาระประเด็นของการร่ายรำละเอียดอ่อน. จีนยังไม่ได้ทำมันเสร็จ, แต่พวกเขาก็เกือบแล้ว. พวกเขากำลังจะตัดลอกสำเนาสหรัฐอเมริกา. พวกเขากำลังชี้ออกมายังบางอย่างที่โลกทั้งปวงได้รู้กันดีอยู่แล้ว.   (You got to be, I’m trying to be polite here. You got to be poorly educated to talk like that. And we have several pieces of legislation now before the Congress, both the House and the Senate, to try and make it even harder for Chinese companies. This is stupid. Let me explain why. It’s the issue of the delicate dance. The Chinese haven’t done it yet, but they about to. They’re going to copy the United States. They’re going to point out something which the whole world already knows.)

          ใช่, บริษัทจีนทั้งหลายมีสัญญาอยู่กับรัฐบาลของพวกเขา, มากมายของพวกเขา. แต่นี่ควรจะเป็นบางอย่างไม่ตรงชัดนักกับข่าว, ข่าวที่แว่บสำหรับคุณ. บริษัทอดเดมริกันขนาดใหญ่ทั้งหลายส่วนใหญ่มีสัญญาอยู่กับรัฐบาลอเมริกัน, ด้วยเช่นกัน. และพวกเขาก็มีสัญญาทั้งหลายอยู่กับกองทัพอเมริกัน, ด้วยเช่นกัน และอะไรจะบังเกิดต่อบริษัททั้งหลายของเราและงานอาชีพของคุณที่กำลังทำให้กับพวกเขา ถ้าพวกเขาไม่สามารถขายของออกไปนอกประเทศเพราะว่าปรพะเทศทั้งหลายอื่นไม่ได้ต้องการที่จะทำอะไรอย่างที่รัฐบาลอเมริกันกำลังบอกผู้คนของตนว่าอย่าได้ทำอะไรที่บริษัทจีนทั้งหลายประโยชน์.   (Yes, Chinese companies have contracts with their government, lots of them. But here should be something not exactly a news, news flash for you. Most American large companies have contracts with the American government, too. And they have contracts with the American military, too. And what will happen to our companies and your job working for them if they can’t sell abroad because other countries don’t want to do what Americans are telling people not to do In regard to Chinese companies.)

          สองฝ่ายสามารถเล่นเกมนั้น.ถ้าหนึ่งในพวกเขาทำ, อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่อยู่ตามหลังอย่างห่างๆ. นี้เป็นคือสถานการณ์ที่มีแต่เสียกับเสีย. จีนในตอนนี้เป้แข่งขันแท้จริงของสหรัฐอเมริกา. และจีนและเราทั้งคู่จะดีกว่านี้ถ้านั่งลงและหาทางออกร่วมกันในการปรับตัวและแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโลก โดยเคารพซึ่งกันและกัน, มากไปกว่าการกระทำข่มคู่คุกคามเป็นปฏิปักษ์จุกจิก, ที่เป็นแต่เพียงบูมเมอแรงที่เหวี่ยงกลับคืนมาใส่และทำร้ายประเทศที่ทำมันเอง. จีนยังลังเล, ไม่ได้ทำมันมากเกินไปกันนัก.ปู พวกเขาได้หวาดกลัวปฏิอกิริยาขแองคนอเมริกัน. (Two can play that game. If one of them does, the other one will not be far behind. This is a losing proposition. China is now a real competitor of the United States. And both the Chinese and we would be much better off sitting down and working out a live and let live sharing of the world economy, rather than a tit-for-tat hostile act, which only boomerangs back and hurts the country that does it. The Chinese hesitate, don’t do much of it. They’re afraid of the American reaction.)

แต่นี่คือตลกร้ายย้อนแย้งของคุณ. วิถีที่โลกกำลังพัฒนา, มันก็แค่เป็นเรื่องอยู่ที่ว่ากี่เดือนหรือสองสามปีก่อนที่รองเท้าจะไปอยู่กับเท้าอื่น. มันจะเป็นเราที่ในอเมริกาที่เจ็บปวดเพราะจีน. ถ้าเราไม่ระมัดรภวังค์, จะถูกบอกแก่เพื่อนทั้งหลายและพันธมิตรทั้งหลายทั้งหมด ว่าอย่าไปอยู่ใกล้กับบริษัทอเมริกันทั้งหลาย เพราะว่าพวกเขาสมคบคิด/ทำงานอย่างลับๆให้กับรัฐบาลอเมริกาหรือกองทัพของพวกเขา. คุณเข้าใจถึงการร่ายรำลีลาอันละเอียดบาง, คุณจะไม่ไปทำงุ่มง่ามผิดพลาดอันหนึ่งตามไปกับอีกอันหนึ่ง.   (But here’s your irony. The way the world economy is developing, it’s only a matter of months or very few years before the shoe will be on the other foot. It will be we in America suffering because the Chinese, if we’re not careful, will be telling all of their friends and allies not to go near American com- companies because they’re in cahoots with their government or their military. If you understood the delicate dance, you wouldn’t be making one clumsy mistake after another.)

และในกรณีที่คุณกังขาสงสัยว่าใครที่อันนี้หมายชี้ไปถึง, ขอใหเผมทำมันให้กระจ่างชัด. มันเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเฮกเซ็ธ ผู้ที่ได้เป็นผู้นำในเรื่องนี้, ที่ผมถือว่า มีแนวทางในการกำหนดนโยบายอันบกพร่องทางฃสติปัญญา – นี้. (And in case you’re wondering who this is addressed to, let me make it real clear. It’s Secretary of War Hegseth who takes the lead in this, how shall I put it mentally challenged approach to policy.)

ถ้าการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและเสนอความคิดเห็นนี้เหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใจคุณว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง, ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นๆ, เพื่อนทั้งหลาย, ญาติทั้งหลาย, เพื่อนร่วมงานทั้งหลาย. นั่นคือทำไมที่เราทำพวกมัน. และแน่นอน, ถ้าคุณสามารถช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่เรามีขึ้นที่จะทำมัน, นั่นจะเป็นที่ชื่นชมนิยมอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน. แค่ไปที่เว็บไซท์ของเรา, democracyatwork.info, และมันจะเป็นที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเห็นว่าทำได้อย่างไรนั้น. ขอบคุณ.  (If interventions and comments like this strike you as useful, please share this video with others, friends, relatives, co-workers. That’s why we make them. And of course, if you can help defray the costs that we incur to do it, that would be enormously appreciated as well. Just go to our website, democracyatwork.info, and it’ll be easy for you to see how to do that. Thank you.)

    https://youtu.be/pSy1Ohsx3Ts?si=s1EZP-l7u06nvLGz

วันอาทิตย์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - บทเรียนทั้งหลายในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - บทเรียนทั้งหลายในการพัฒนาเศรษฐกิจของจีน

Economic Update: Lessons from China's Economic Development

          https://youtu.be/ebz5xfXT1Ew?si=3sIgFNYo9Rs5-_Qs

          ขอต้อนรับเพื่อนๆทั้งหลายสู่อีกตอนหนึ่งของรายการ “เศรษฐกิจ ทันโลก,” รายการรายสัปดาห์ที่ได้อุทิศให้แก่มิติทั้งหลายทางเศรษฐกิจของชีวิเราทั้งหลายและเหล่าผู้ที่เป็นลูกหลานของเรา. ผมเป็นเจ้าภาพ, ริชาร์ด วูลฟ์ฟ.  (Welcome friends to another edition of ‘Economic Update,’ a weekly program devoted to the economic dimensions of our lives and those of our children. I’m your host, Richard Wolff.)

          ก่อนที่เราจะได้เริ่มต้น, ผมต้องการที่จะเตือนจำพวกคุณว่าเพื่อนของผม, ศาสตราจารย์ชาฮัม อะซาร์แห่งมหาวิทยาลัย บัคเนลล์, ที่เขาและผมจะเปิดการสอนอีกหลักสูตรหนึ่งเป็นเช่นส่วนหนึ่งของโครงการด้านการศึกษาฝ่ายซ้าย เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ร่วมสมัยของทุนนิยม. นี้เป็นหลักสูตรเข้มข้นสองสัปดาห์. มันเริ่มต้นในวันที่ 8 กรกฎาคม และจะถูกสำรองไว้สำหรับกับช่วงถาม/ตอบ ที่ตอนท้ายเกี่ยวกับเนื้อหาที่ครอบคลุมหลักสูตร. กรกฎาคม ที่ 22, เราจะ มาสำรวจและนิยามว่า 'ทุน' ในมุมมองของมาร์กซิสต์ (Marxist capital) สามารถอธิบายสิ่งใดได้บ้างที่เศรษฐศาสตร์กระแสหลัก (Mainstream economics) ไม่สามารถอธิบายได้เกี่ยวกับวิกฤตการณ์ของทุนนิยม.  (Before we started, I wanted to remind you that my friend, Professor Shaham Azar of Bucknell University, that he and I will be teaching another course as part of the left education project1 about the crisis of contemporary capitalism. This is a two-week intensive course. It begins on July 8th and there will be a reserved uh Q&A session at the end on the material covered in the course. July 22nd, we will be exploring and defining what Marxist capital can explain that mainstream economics cannot about capitalism’s crisis.)

          1 โครงการ The Left Education Project เกี่ยวกับ The Crisis of Contemporary Capitalism คือโครงการส่งเสริมการศึกษาเชิงวิพากษ์ที่มีจุดมุ่งหมายเพื่ออธิบายและทำความเข้าใจวิกฤตของระบบทุนนิยมในปัจจุบันผ่านมุมมองฝ่ายซ้าย โครงการนี้เน้นวิเคราะห์ความล้มเหลว โครงสร้างการกดขี่ และความเปราะบางของระบบทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ (Neoliberalism) [1, 2, 3]

นี่คือสรุปประเด็นหลักพร้อมคำแปลเปรียบเทียบในบริบทของแนวคิดนี้:

1. วิกฤตการณ์ของระบบทุนนิยมในปัจจุบัน (The Crises of Contemporary Capitalism)

นักวิชาการฝ่ายซ้ายระบุว่าทุนนิยมในศตวรรษที่ 21 กำลังเผชิญวิกฤตซ้อนทับหลายประการ:

  • วิกฤตความเหลื่อมล้ำทางชนชั้น (Class Inequality): ทุนนิยมยุคโลกาภิวัตน์สร้างอภิมหาเศรษฐีเพียงหยิบมือ แต่ทิ้งให้ชนชั้นแรงงานเผชิญความไม่มั่นคงในการทำงาน (Precariat)
  • วิกฤตทางการเงิน (Financialization): ระบบเศรษฐกิจถูกครอบงำโดยภาคการเงินและการหากำไรระยะสั้น แทนที่จะเป็นการผลิตสินค้าและบริการที่แท้จริง
  • วิกฤตเชิงโครงสร้างและการกดขี่ (Structural Crisis): ระบบทุนนิยมขับเคลื่อนด้วยการแสวงหากำไรสูงสุด (Profit Maximization) ทำให้เกิดการผูกขาดและการเอารัดเอาเปรียบ ซึ่งถือเป็น "ข้อบกพร่องที่ฝังรากลึก" (Systemic contradictions) ของระบบ

2. บทบาทของ "การศึกษา" ในระบบทุนนิยม

  • การผลิตแรงงานให้เป็นสินค้า (Commodification): ระบบการศึกษามักถูกออกแบบมาเพื่อรับใช้ระบบทุนนิยม โดยเน้นผลิตแรงงานที่ยอมจำนนต่อระบบ
  • การแปรรูปการศึกษา (Privatization): การเปลี่ยนมหาวิทยาลัยหรือโรงเรียนให้เป็นธุรกิจหรือตลาดซื้อขาย โดยเน้นผลกำไรและการสร้างทักษะเพื่อป้อนนายทุน มากกว่าการสร้างความตื่นรู้ทางสังคม

3. เป้าหมายของโครงการ (Project's Objective)

โครงการด้านการศึกษาฝ่ายซ้าย (เช่น โครงการอย่าง Marxist Education Project หรือ Left Forum) มีจุดมุ่งหมายเพื่อ:

  • เปิดโปงโครงสร้างทุนนิยม: ให้ผู้คนเข้าใจถึงรากเหง้าของความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการกดขี่ที่แท้จริง
  • สร้างจิตสำนึกใหม่: เพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่ระบบเศรษฐกิจที่เท่าเทียมและเป็นธรรมมากขึ้น

          ที่จะค้นหาเพิ่มเติมมากกว่านี้, ที่จะลงทะเบียนเข้าร่วมและอะไรอื่นทั้งหลาย, ได้โปรดไปที่เว็บไซต์ของเรา, democracyatwork.info/classesง ผมด้วยเช่นกันยังต้องการเตือนจำพวกคุณว่าเวลากำลังวิ่งหมดลงไปที่คุณจะได้หนังสือล่าสุดพร้อมลายเซ็นของเรา, “ความเข้าใจในทุนนิยม,” อะไรประเภทสหายร่วมเคียงกับโครงการเหล่านี้. เอ่อ. มันบรรจุไว้ด้วยข่าวสารส่วนตัวแลพะลายดเซ็นจากผม. มันเป็นการพยายามเพิ่มทุนของเรา. มันจะสิ้นสุดลงหลังฤดูร้อนนี้และมันจะสร้างหนทางสำหรับหนังสือเล่มใหม่ เอ่อ ดังที่เรากำลังจะตีพิมพ์เกี่ยวกับชีวิตของผมและการพัฒนาลัทธิมาร์กซ์แบบอเมริกัน. (To find out more, to register and so on, please go to our website, democracyatwork.info/classes. I also want to remind you that time is running out to get your signed copy of our latest book, ‘Understanding Capitalism,’ a kind of companion to these programs. Uh, it contains a personalized message and signature from me. It is a fundraising effort. It will end later this summer and it will make way for a new book uh as we are publishing about my life and the development of American Marxism.)

          โปรดกรุณาจำไว้ว่าด้วยการกด like, กด ติดตาม-subscribe และกดshare วิดีโอนี้ให้กับคนอื่นๆ, คุณกำลังเป็นหุ้นส่วนกับเราในการเติมเพิ่มและสร้างความอุดมของบทสนทนาในอเมริกาเกี่ยวกับอนาคตของมันและในโลก เพราะว่าโลกเองด้วยเช่นกันก็กำลังทำงานอยู่กับอนาคตของมันดังเช่นที่เราพูดคุยกันนี้. (Please remember that by liking, sub subscribing and sharing this video with others, you are partnering with us in adding to and enriching the conversation in America about its future and in the world because the world too is working on its future as we talk.)

รายการวันนี้เป็นหัวข้อเดี่ยวอันหนึ่ง. ผมเรียกมันมันว่าเป็นบทเรียนทั้งหลายจากการพัฒนาของจีน จากความยากจนสุดลึกสู่ความทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจโลก. มันเกี่ยวกับจีนและผมกำลังเริ่มต้นกด้วยข้อเท็จจริงเล็กๆที่ไม่ได้รู้จักกันดีถึงแม้ว่ามันควรที่จะเป็น เพราะว่าในหนทางของมัน ในแง่หนึ่ง มันเป็นการสรุปสิ่งที่เรากำลังจะคุย/ทำความเข้าใจกันในรายละเอียดกับพวกคุณเพื่อที่เราทั้งหมดจะได้เข้าใจดียิ่งขึ้น ความท้าทายที่สำคัญและลึกซึ้งที่สุดเพียงหนึ่งเดียวต่อจักรวรรดิอเมริกาที่มีอยู่ในปัจจุบัน นั่นก็คือ สาธารณรัฐประชาชนจีน.   (Today’s program is on a single topic. I call it the lessons from China’s development from the depths of poverty to global superpower economy. It’s about China and I’m going to begin with a little fact that is not well known although it should be because in a way it summarizes what I’m going to go through in some detail with you so we all understand better the single most profound challenge to the American empire that now exists and that is the people’s republic.)

สาธารณรัฐของจีน.ดังนั้น, นี่คือข้อเท็จจริงเล็กๆเกี่ยวกับในวันนี้. พวกคุณทั้งหมดก็รู้, ผมแน่ใจ, เกี่ยวกับบริษัทรถยนต์หรูเยอรมันที่มีชื่อเสียงรู้จักกันดีในนาม เมอร์ซิเดส เบนซ์. ทั่วโลก, รถยนต์ของบริษัทนี้คือป้ายเครื่องหมายของความหรูหราและความีหน้ามีตาทางสังคมและความมั่งคั่ง. กว่าหลายปีที่ผ่านมา, มันได้เป็นผู้เล่นตัวสำคัญที่ขาดไม่ได้ของเศรษฐกิจเยอรมัน จนกระทั่งไม่นานมานี้. กว่าหลายปีที่ผ่านมา, มันกลายเปฌ็นรถยนต์อันสำคัญที่นี่ในสหรัฐอเมริกา.   (Public of China. So, here’s a little fact about today. All of you know, I’m sure about the famous German luxury automobile company known as Mercedes Benz. Around the world, its cars are signs of luxury and prestige and wealth. Over the years, it has been a crucial player in the German economy as it carried the European economy until recently. Over the years, it became an important automobile here in the United States.)

ย้อนกลับไปปี 1997, บริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์ได้ตัดสินใจที่จะสร้างโรงงานผลิตที่นี่ในสหรัฐอเมริกา. และมันได้ทำเช่นนั้นที่มลรัฐอลาบามา, ใช้เงินไป 7 พันล้านดอลลาร์, เป็นเงินก้อนโต, กระทั่งมหึมายิ่งกว่าที่มันจะเป็นจำนวนในตอนนี้. แล้วในปี 2006 มันได้สร้างสถานประกอบกิจการแห่งที่สอง. รายนี้ที่ในเซาท์ แคโรไลนา. โอเค. ดังนั้น, มันเป็นบริษัทระดับโลกที่มีฐานอยู่ที่เยอรมนี และโตในแง่ของบทบาทด้านนี้ในสหรัฐอเมริกา. ใครคือผู้ถือหุ้นส่วนแบ่งใหญ่ที่สุดของบริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์รึ?  (Back in 1997, the Mercedes Benz company decided to build a factory here in the United States. And it did so in the state of Alabama, spending $7 billion, an enormous amount of money, even more enormous then than that would number would be now. Then in 2006 it built a second manufacturing facility. This one in South Carolina. Okay. So, it is a global company based in Germany and big in terms of its footprint here in the United States. Who is the largest shareholder of the Mercedes Benz company?)

คำตอบ. คือ BAIC Corporation, เป็นเจ้าของโดยรัฐ, รัฐวิสาหกิจดำเนินการโดยสาธารณรัฐ ประขาขนจีน. ร่วมกันกับบริษัทที่สอง, Gili, เป็นบริษัทจีนด้วยเช่นกัน. จีนเป็นเจ้าของ โดยตอนนี้เจ้าของที่ใหญ่ที่สุดของดเมอร์ซิเดส เบนซ์ และด้วยกันทิ้งสองเหล่านี้มีอยู่ราว 20% ของการเป็นเจ้าของหุ้นทั้งหลาย. ทำไมนี้ถึงเป็นเรื่องสำคัญ? มันเป็นเรื่องสำคัญเพราะว่ามัน มาตรวัดที่แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจีนเติบโตและพัฒนาไปไกลขนาดไหน ซึ่งลึกซึ้งกว่าแค่ตัวเลขทางสถิติ (เช่น GDP) ทั่วไปที่เรามักได้ยินกัน.  (Answer. The BAIC Corporation2, a state owned an operated company in the People’s Republic of China. Together with a second company, Gili, also a Chinese company. Chinese ownership is by far the largest owner of Mercedes Benz and together these two have about 20% of the stocks the ownership. Why is this important? It’s important because it’s a measure of how far the Chinese economy has come far beyond the kinds of the statistics you hear.)

2 BAIC Corporation (หรือชื่อเต็มคือ Beijing Automotive Group) คือหนึ่งในกลุ่มบริษัทผลิตรถยนต์รัฐวิสาหกิจที่ใหญ่ที่สุดของจีน ก่อตั้งขึ้นในปี 1958 และมีสำนักงานใหญ่ในกรุงปักกิ่ง โดยเป็นผู้ผลิตรถยนต์ และยังเป็นพาร์ทเนอร์คนสำคัญที่ผลิตรถยนต์ให้แบรนด์ระดับโลกอย่าง Mercedes-Benz อีกด้วย

กลุ่มธุรกิจหลักของ BAIC แบ่งออกเป็นหลายด้าน ได้แก่:

  • รถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์ไฟฟ้า: มีแบรนด์ในเครือ เช่น BAIC Motor, BAIC BJEV (เน้นรถยนต์ไฟฟ้า) และ Arcfox (รถสปอร์ตไฟฟ้าระดับพรีเมียม)
  • รถยนต์อเนกประสงค์ (SUV): ผลิตรถยนต์ตระกูล Beijing เช่น Beijing BJ90 ซึ่งนำเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มมาจาก Mercedes-Benz มาปรับใช้
  • ความร่วมมือกับแบรนด์ต่างชาติ: เป็นเจ้าของกิจการร่วมค้า (Joint Ventures) ที่สำคัญอย่าง Beijing Benz และ Beijing Hyundai

นอกจากฐานการผลิตหลักในประเทศจีน บริษัทยังมีการทำตลาดและขยายการลงทุนไปในหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงการจดทะเบียนตั้งบริษัทตัวแทนจำหน่ายในประเทศไทยในชื่อ BAIC (Thai) Group เพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์นำเข้า

ขอผมถามคุณให้คิดเกี่ยวกับว่าอะไรที่ผมเพิ่งได้บอกกับคุณไป. เมื่อเร็วๆนี้กฎหมายหนึ่งได้ถูกนำเสนอใน สภาคองเกรส และนั่นคือที่จะปฏิเสธการเข้าถึงเศรษฐกิจอเมริกันของบริษัทรถยนต์ใดๆ ตามที่อ้างกันหรือไม่อ้างถึงคือการที่มีถือหุ้นส่วนใหญ่ในบริษัทนั้น. นี้เป็นการพยายามของสหรัฐอเมริกาที่จะปกป้องอุตสาหกรรมทั้งหลายของมัน เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถแข่งขันกับจีนได้. นั่นคือความสัจจริง.   (Let me ask you to think about what I just told you. Recently legislation was introduced in the Congress and that to deny access to the American economy of any automobile company that has quote, unquote significant Chinese ownerships. This is the effort of the United States to protect its industries because they cannot compete with the Chinese. That’s the truth.)

15 ปีก่อน, การแข่งขันในหมู่บริษัทยานยนต์ทั้งหลายได้เริ่มต้นขึ้น. ทุกคนสามารถมองเห็นอนาคตของรถยนต์และรถบรรทุกที่ใช้ไฟฟ้าได้. ทุกบริษัทรถยนต์รู้ว่าสักวันหนึ่งเครื่องยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงนี้ก็จะจบสิ้น หรือมีจำนวนลดน้อยลงไปในที่สุด. การแข่งขันได้เริ่มต้น. GM, Ford, Toyota, คุณเอ่ยชื่อมาได้เลยในตอนนี้การแข่งขันได้จบแล้ว. มีความกระจ่างชัดถึงผู้ชนะและมีผู้แพ้ตัวโตๆทั้งหลาย. ใครเป็นผู้ชนะรึ? ใครที่ได้คิดออกมาได้ว่าว่าจะผลิตรถยนต์และรถบรรทุกไฟฟ้าที่คุณภาพสูงที่สุด, ราคาถูกที่สุดได้อย่างไร?    (15 years ago, a competition among automobile companies began. Everyone could see that the future is electric cars and trucks. Every car company knew that the days of the gas combustion engine were over or numbered at least. The competition began. GM. Ford, Toyota, you name it. Now the competition is over. There’s a clear winner and there are big losers. Who’s the winner? Who has figured out how to produce the highest quality, lowest price electric cars and trucks?)

คำตอบ: บริษัทยานยนต์ทั้งหลายของจีน. อย่างจำเพาะเจาะจง, ก็คือบริษัท BYD. อักษรย่อ 3 ตัว ที่ยืนเป็นความหมายในภาษาอังกฤษ. Build Your Dream - สร้างความฝันของคุณ. นั่นคือความหมายอะไรของมัน. BYD Corporation.ก็มีกำแพงภาษีสินค้านำเข้าเอากับพวกเขาในประเทศนี้. มันเป็นในช่วงที่การเป็นประธานาธิบดีวาระแรกของ มร.ทรัมป์ ในราว 27%. มร.ไบเด็นได้ขึ้นมันมาเป็น 100%. และคุณก็รู้อีกครั้งว่าอะไรที่มันหมายถึง. ถ้ารถยนต์ราคา 30,000 ได้ขนมาโดยเรือจากจีน, ดังนั้น, คุณต้องการที่จพะซื้อมัน, คุณก็จ่าย 30,000 ไปที่จีน, รถยนต์ก็มาถึงท่าเรือที่นี่ในแคลิฟอร์เนียหรือนิวยอร์ค. แต่ถ้าคุณต้องการจะพหยิบเอารถยนต์ขึ้นมาเพราะว่าคุณได้จ่ายดเงอินไปแล้ว 3 หมื่นดอลลาร์เพื่อซื้อมัน, คุณจำเป็นต้องให้ลุงแซมอีก 100% ก็คืออีก 3 หมื่นเพื่อได้รถยนต์นั้นมาเป็นเจ้าของ. มันก็ทำให้คุณต้องจ่ายเงินไป 60,000 ดอลลาร์.  (Answer: Chinese automobile companies. In particular, the BYD company. Three initials, all standing for English words. Build your dream. That’s what it means. The BYD Corporation. There’s a tariff against them in this country. It was during Mr. Trump’s first presidency about 27%. Mr. Biden raised it to 100%. And you know again what that means. If the car costs 30,000 shipped from China, so, you want to buy it, you pay 30,000, go to China, car comes to the docks here in California or New York. But if you want to pick the car up because you paid the 30 grand to get it, you’ve got to give Uncle Sam 100% another 30 grand to get that car into your own hands. It would cost you $60,000.)

คุณไม่ทำเช่นนั้น. มันพำงเกินไป. คุณก็ไปและซื้อรถยนต์และยานยนต์ไฟฟ้าที่ดีน้อยลงไปกว่า เพราะว่าคุณสามารถซื้อมันได้ในราคาราว 4 หรือ 5 หมื่นดอลลาร์ ที่ผลิตโดยใครบางรายอื่น. ในขณะเดียวกัน, ทั่วโลก, ผู้แข่งขันทั้งหลายทั้งหมดต่อสหรัฐอเมริกาต่างสามารถที่จะซื้อBYDได้โดยปราศจากกำแพงภาษี 100%, บางทีสำหรับ 3 หมื่น, บางทีกับกำแพงภาษีนำเข้าอีกเล็กน้อย. แคนาดา เพิ่งลดกำแพงภาษีสินค้านำเข้านี้ลง. เดิมพวกเขามีกำแพงภาษีที่ 100% เหมือนสหรัฐอเมริกา, แต่เพราะว่าแคนาดาไม่ได้เล่นเกมกับสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป, แคนาดาจึงลดกำแพงภาษีนำเข้านี้ลงไปเหลือแค่ 6%. (You don’t do that. It’s too expensive. You go and get a less good electric car and vehicle because you can get it for 40 or $50,000 made by somebody else. Not as good, but you’re saving money. Meanwhile, around the world, all the competitors of the United States are able to get BYD without a 100% tariff, maybe for 30 grand, maybe a small tariff. Canada just lowered the tariff. They had it at 100% like the United States, but because Canada isn’t playing games with the United States anymore, it lowered the tariff from 100% to 6%.)

นั่นถูกเรียกได้ว่าค่อนข้างต่ำ. รถยนต์BYDกำลังมายังแคนาดาดังที่ผมพูด. การปกป้องคืออะไรที่คุณทำเมื่อคุณไม่สามารถสู้การแข่งขันได้. เมื่อคุณไม่สามารถคาดคิดออกมาได้ว่าจะเอาชนะพวกเขาได้อย่างไร, คุณคัดแยกพวกเขาออกไป. นั่นไม่ได้เป็นการก้าวหน้าสำหรับสหรัฐอเมริกา. ทุกคนในโลกกำลังใช้รถยนต์และรถบรรทุกไฟฟ้าทั้งหลายจากจีน. และพวกเขาก็กำลังที่จพะออกไปจากการแข่งขันกับประเทศนี้เพราะรถบรรทุกทั้งหลายนั่นที่พวกเขาซื้อมาใช้, รถภยนต์เหล่านั้นที่พวกเขาซื้อมาใช้มีคุณภาพที่ดีกว่าอะไรที่ผู้ประกอบการอเมริกันทั้งหลายผลิตมาขายและ และคนอเมริกันก็สามารถได้มันในราคาที่ต่ำกว่าที่บริษัทอเมริกันทั้งหลายต้องจ่าย. คุณรู้ไหมว่านั่นแปลความหมายว่าอย่างไร?   (That’s called quite a lowering. BYD cars are arriving in Canada as I speak. Protection is what you do when you can’t compete. When you can’t figure out how to beat them, you exclude them. That’ not an advance for the United States. Everyone in the world is using electric cars and trucks from China. And they’re going to out compete this country because those trucks they buy, those cars they buy are better quality than what Americans manufacturers and American can get at a lower price than American companies have to pay. You know what that translates into?)

การสูญเสียในตลาด, ที่เป็นอะไรซึ่งเรากำลังทำอยู่. และเรากำลังทำมันเพราะว่าเรากำลังสูญเสียอย่างช้าๆด้วยกำแพงภาษีสินค้านำเข้านั้นๆ? เพราะว่าเราหวาดกลัวอย่างเลวร้ายว่าเราจะแพ้ไปอย่างรวดเร็ว ถ้าเราไม่มีกำแพงภาษีสินค้านำเข้า,คุณรู้อะไรมั้ย? นั่นเป็นเครื่องหมายของระบบที่เสื่อมสลาย, เศรษฐกิจที่กำลังฝล่มสลสย. นั่นคือทำไมที่ผมกำลังพูดคุยกับคุณถึงเรื่องจีน.    (Losing in the market, which is what we are doing. And we’re doing it because we’re losing slowly with a tariff? Because we’re terribly afraid of losing quickly. If we don’t have a tariff, you know what? That’s a sign of a declining system, declining economy. That’s why I’m talking to you about China.)

เรามาเริ่มต้นกัน. จีนในคำพูดทั้งหลายของผู้นำปัจจุบันของตน กำลังอุบัติขึ้นหลุดพ้นจาก 100 ปีของความอัปยศถูกดูหมิ่น. พวกเขาหมายความถึงอะไร? โดยพื้นฐานแล้ว, พวกเขาหมายถึงร้อยปีจาก 1850 ถึง 1950. ในร้อยปีทั้งหลายเหล่านั้น, จีนได้ถูกรุกรานคุกคามเพิ่มขึ้นจากความพยายามทั้งหลายในแบบเชิงล่าอาณานิคมของชนยุโรป. ในช่วงเวลานั้นเองที่ดินแดนส่วนแยกถูกแย่งชิงไปโดยประเทศต่างๆ ในยุโรป. หลายส่วนของจีนได้ถูกยึดเอาไปโดยพวกเขา. พวกเขา, ได้สร้างบ้านทั้งหลายที่นั่น. พวกเขาได้สร้างบริษัททั้งหลายที่นั้น. มันได้อยู่ในจีน. พวกดเขาไม่ได้ยึดครองไปทั่วประเทศจีนใหเหนทางที่, ตัวอย่างเช่น, ที่พวกเขาได้ทำกับอินเดีย. แต่พวกเขาก็ได้ถูกการคุกคามรุกล้ำ.   (Let’s begin. China in the words of its current leader is emerging from 100 years of humiliation. What do they mean? Basically, they mean the hundred years from 1850 to 1950. In those hundred years, China was increasingly encroached upon by European coronial efforts. It was in that period of time that enclaves were snatched by a by uh European countries. Parts of China were taken by them. They, they built houses there. They built companies there. It was in China. They didn’t take over all of China the way, for example, they did for India. But they were encroaching.)

จีนได้แพ้สงคราม, ที่เรียกกันว่ากบฏนักมวย กลายเป็นถูกท่วมท้นเต็มไปด้วยความยากจน, ด้วยวิกฤตการณ์ฝิ่น อะไรที่เหมือนกับว่าไม่เคยได้เห็นอะไรเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศอื่นๆของโลกมาก่อน. ความยากจนบนมาตรส่วนที่เพื่อจะเข้าใจได้, คุณควรจะต้องไปเอาหนังสือนิยายอันน่าจดจำกันไว้ของมิชันนารีเพิร์ล เอส. บั้คได้เขียนเอาไว้ชื่อ “ทรัพย์ ในดิน,”ที่ซึ่งคุณจเรียนรู้ถึงความยากจนอย่างลึกของจีน ที่คุณจริงแล้วแทบจะไม่สามารถจินตนการไปถึงได้เลย.  (China lost the war, the so-called boxer rebellion3. China became overrun with poverty, with opium crisis the likes of which no other world country has ever seen. Poverty on a scale that in order to understand, you’d have to go get the American missionary Pearl S. Buck’s remarkable book, ‘The Good Earth,’ in which you will learn about the depth of Chinese poverty that you really can hardly imagine.)

3 กบฏนักมวย (Boxer Rebellion) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ขบวนการอี้เหอถวน คือ การลุกฮือครั้งใหญ่ในจีนช่วงปลายศตวรรษที่ 19 (ค.ศ. 1899–1901) โดยชาวบ้านและกลุ่มสมาคมลับที่ต่อต้านชาวต่างชาติ คริสต์ศาสนา และการล่าอาณานิคมของชาติตะวันตก [1, 2, 3]

เหตุการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในประวัติศาสตร์จีน มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • ที่มาของชื่อ "นักมวย": ชาวตะวันตกเรียกกลุ่มนี้ว่า "Boxers" เนื่องจากสมาชิกสมาคมนิยมฝึกศิลปะการต่อสู้แบบจีน (คล้ายมวย) โดยมีความเชื่อเรื่องคาถาอาคมและอยู่ยงคงกระพัน
  • สาเหตุการกบฏ: ความไม่พอใจที่ชาติตะวันตกเข้ามาแทรกแซงกิจการภายใน ขยายอิทธิพลทางเศรษฐกิจ และเผยแผ่ศาสนาคริสต์จนกระทบกระเทือนวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีน
  • จุดเปลี่ยนสู่สงคราม: เดิมทีราชวงศ์ชิงพยายามปราบปราม แต่ต่อมาพระนางซูสีไทเฮาเห็นเป็นโอกาสในการขับไล่ชาติตะวันตก จึงหันมาสนับสนุนกลุ่มนักมวยให้โจมตีชาวต่างชาติและสถานทูตในกรุงปักกิ่ง
  • ศึกพันธมิตรแปดชาติ: ชาติตะวันตกและญี่ปุ่น (อังกฤษ, รัสเซีย, เยอรมนี, ฝรั่งเศส, สหรัฐอเมริกา, ญี่ปุ่น, อิตาลี และออสเตรีย-ฮังการี) ได้ร่วมมือกันส่งกองทัพเข้ายึดกรุงปักกิ่งและปราบปรามกลุ่มกบฏจนราบคาบ

ศักดินานิยม, ระบบจีนเก่าแก่ได้เลือนหายไปกจากร้อยปีทั้งหลายเหล่านั้น. ทุนนิยมได้เข้ามาแทน. แต่ปรากฏว่าสิ่งที่น่าสนใจมากที่สุดก็คือทุนนิยมและต้องพัฒนาในสภาพแวดล้อมที่สิ่งทั้งหลายไม่ได้ไปอย่างรวดเร็ว หรือเอาละ,อย่างมีพลังอำนาจเต็มเปี่ยม, ตัวอย่างก็คือบริเทนที่ได้ครอบครองมีอิทธิพลเหนือเศรษฐกิจจีนเหมือนอินเดีย, ตัวอย่างคือ, พวกเขาได้บังคับทำสัญญาเช่า ระยะเวลา 99 ปี เหนือมหานครฮ่องกงที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง(ทางการค้า), ที่บริเทนได้ยึดครองมาตลอดทศวรรษที่ 20 ทั้งหมด. 99 ปีของศตวรรษนั้น, มีเพียงกลายเป็นส่วนหนึ่งของจีนอีกครั้งเท่านั้น เมื่อการเช่านั้นหมดอายุสัญญาลงที่ตแอนปลายของทศวรรษที่ 20. (Feudalism, the old Chinese system faded over those hundred years. Capitalism got going. But apparently the most interesting was that the capitalism was crude and weak and had to develop in an environment where things didn’t go quickly or well so powerful for example were Britain and dominating this Chinese economy like India but, for example, they imposed a lease a 99 year-lease on the immensely Important city of Hong Kong, which Britain took over for the entirely of the 20th century, the 99 years of that century, only became part of China again when that lease expired at the end of the 20th century.)

จีนได้ตัดสินใจมุ่งมั่นแล้ว. แต่ที่น่าสนก็คือเพื่อที่จะพังทะลายออกมาจากความยากจนของตน, จากร้อยปีของการยอมจำนวนที่น่าอับอาย, มันได้จำเป็นต้อแงการการดเคลื่อนไหวมหาศาลของประชาชนส่วนใหญ่, ชาวนาทั้งหลาย, แต่จากชนชั้นใหม่ที่กำลังเติบโตและมากอิทธิพล, นั่นคือชนชั้นแรงงาน/ชนชั้นกลาง. ในความอ่อนแรงช่วงเริ่มต้นของทุนนิยมที่มีเพียงของสองสามเมืองใหญ่เหมือนเช่นเซี่ยงไฮ้. และมันและมันก็ได้สิ่งนั้นมา แต่มันกลับได้มาด้วยวิธีที่น่าทึ่งและไม่ธรรมดา. (China was determined. But the interesting was in order to break out of its poverty, of its hundred years of humiliating subordination, it needed a mass movement of the majority of people, farmers, but of a growing and powerful new class, the working class. In the weak early capitalism of a few cities like Shanghai. And it got that but it got it in a remarkable and unusual way.)

พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน, มีกลุ่มนักคิดปัญญาชนเพียงหยิบมือเดียวในตอนแรก, ได้เข้าใจภายใต้ความเป็นผู้นำของเหมา เจ๋อตุง, ว่ามันต้องนำมาร่วมด้วยกันของชนชั้นทำงานใหม่ในเขตเมืองทั้งหลาย, เล็กๆ, กับทะเลกว้างใหญ่ของชนชั้นชาวนาทั้งหลาย. พรรคคอมมิวนิสต์ทั้งหลายไม่ได้ทำการจัดรวมองค์กรประเภทนั้น. พวกเขาได้เพ่งเน้นยิ่งขึ้นกับอุตสาหกรรมและเขตเมืองยิ่งกว่าเกษตรกรรมและชนบท. และเช่นนั้นเอง, คอมมูนอิสต์จีนได้พังทลายออกไปและได้จัดรวมองค์กรจากทั้งสอง. มีเวลาหนึ่งที่จะช่วยกันกำจัดศักดินาเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ของจีน และที่จะต่อสู้ดับพวกทุนนิยมใหม่ทั้งหลาย. พวกเขาทำงานร่วมกัน. ผู้ทุนนิยม, ผู้คอมมิวนิสต์, และชาวนาทั้งหลายและแรงงานทั้งหลาย พวกเขาได้จัดรวมองค์กรเข้าด้วยกัน ต่อต้านญี่ปุ่นผู้ที่ได้บุกรุกจีนในปี 31 และอยู่มาจนกระทั่ง 1945. และแล้วพวกเขาก็มาแตกแยกออกจากกัน, ได้มีสงครามกลางเมือง, และในปี 1950, พรรคคอมมิวนิสต์ก็ได้ชัยชนะและเข้าครองเหนือประเทศจีน. เราได้มาถึงจุดจบของครึ่งแรกนี้.  (The Communist Party of China, a handful of intellectuals at first, understood under the leadership of Mao, that it had to bring together a new working class in the urban areas, small, with a vast sea of peasants. Communist parties hadn’t done that kind of organizing. They had focused more on industry and urban than on agriculture and rural. And so, the Chinese Communist Party broke away and organized the two. It had one time to help overthrow the old feudal leftover of China and to fight with the new capitalists. They work together. The capitalist, the communists, and the peasants and workers they organized against the Japanese who invaded China in 31 and stayed until 1945. And then they broke apart, had a civil war, and in 1950, the Communist Party won and took over China. We’ve come to the end of the first half.)

ในครึ่งที่สอง, เรากำลังจะไปยัง อะไรที่จีนได้ทำและย่างไรที่ได้มาถึงจุดที่มันเป็นในตอนนี้ พลังมหาอำนาจการประกวดประชันขันแข่ง. (In the second half, we’re going to go through what China did and how to get to the point that it is now the great contesting superpower.)

          ก่อนที่เราจะกระโจนเข้าไปสู่ครึ่งที่สองของการแสดงในวันนี้, ผมต้องการที่จะขอบคุณความใจกว้างของพวกคุณต่อความพยายามระดมทุนของเรา เอ่อ ในปีนี้ และพิเศษจำเพาพะในสองสามเดือนสุดท้ายที่ผ่านมา. และในส่วนของการตอบสนองต่อการนั้น เรากำลังยืดขยายการวางจำหน่ายหนังสือ “ความเข้าใจในทุนนิยม”ในรุ่นปกแข็งหุ้มด้วยผ้าลินินที่พิมพ์จำนวนจำกัด ซึ่งผมได้เขียนและนั่นที่เราได้ให้สวามารถหาไว้ครอบครองกันได้ในตอนนี้ไปอีกชั่วขณะหนึ่ง. ถ้าคุณสนใจ, ผมจะเซ็นชื่อให้ในรุ่นปกแข็งนี้และพวกมันก็จะสามารถถูกหาซื้อได้สำหรับคุณอย่างที่พวกมันได้วางจำหน่ายให้มากว่าสองสามสัปดาห์ที่ผ่านมานี้.  (Before we jump into the second half of today’s show, I wanted to thank you for your very generous to our fundraising efforts uh this year and in particular in the last couple of months. And in part responding to that we are extending the availability of our limited-edition linen covered hard covered version of ‘Understanding Capitalism,’ the book I wrote and that we have been making available now for quite a while. If you are interested, I will be signing copies of that hard cover and they will be available to you as they have been uh over the last few weeks.)

เพียงง่ายๆแค่ส่ง -mail มายังเราที่‘info@democracxyatwork.info’และใส่ในช่องบรรทัดหัวข้อไว้ว่า limited edition. เราก็จะส่งข้อมูลข่าวสารทั้งหมดไปให้คุณ ที่คุณจำเป็นต้องรู้ในการสั่งและได้รับหนังสือ, ที่มีลายเซ็นที่ปก “ความเข้าใจในทุนนิยม”ที่ด้านปกหลังของมัน.และขอบคุณอีกครั้งสำหรับความมีน้ำใจให้ความสนใจในมิติการระดมทุนของอะไรที่เราทำ.   (Just simply send an email to us at ‘info@democracxyatwork.info’ and put in the subject line limited edition. We will send you all the information you need to order and receive your copy, signed copy of ’Understanding Capitalism’ in its hardbacks. And thank you again for your kind attention to fundraising dimension of what we do.)

          ขอต้อนรับเพื่อนทั้งหลายกลับมาอีกครั้งสู่ครึ่งที่สองของรายการ เศรษฐกิจ ทันโลกของวันนี้ งานแสดงที่เรียกว่า “บทเรียนจากการพัฒนาของจีน.” ผมต้องการที่จะหยิบยกเอาเรื่องราวปี 1949 และ 50 มาคุยกัน. พรรคคอมมิวนิสต์ได้ขับเคลื่อนทั้งแรงงานในเขตเมืองและชาวนาในชนบททั้งหลาย ต่อสู้กับรัฐบาลทุนนิยมใหม่ของจีน และเอาชนะรัฐบาลนั้นและเข้ายึดครองประเทศได้.   (Welcome back friends to the second half of today’s ‘Economic Update’ a show called ‘Lessons from Chinese development.’ I want to pick up the story 1949 and 50. The Communist Party mobilizing both urban workers and rural peasants fights against the new capitalist government of China and defeats that government and takes over.)

          รพะหว่างปี 1950 และในยุค 1970, จีนได้อุทิศไปในการฟื้นคืนสร้างใหม่จากความวินาศหายนะของหลายปีแห่งสงครามกับญี่ปุ่นมาตั้งแต่ปี 1931. การที่เป็นประเทศยากจนแล้ว,เป็นประเทศขนาดใหญ่โตมาก, ซึ่งได้เสียหายพังพินาศไปด้วยสงครามกับญี่ปุ่น. มันพยายามที่จะฟื้นคืนสร้างขึ้นมาใหม่อีกจากสงคราม. นั่นเป็นภารกิจหมายเลขหนึ่งของพรรคคอมมิวนิสต์. ในระหว่างช่วงเวลานี้, หนึ่งชั่วรุ่นอายุ, ราว 20 ปี, ไม่ได้ถูกยอมรับจากสหรัฐอเมริกาที่ปฏิเสธที่จะรับรองประเทศนี้, ไม่มีการแลกเปลี่ยนทูตทั้งหลาย, ไม่มีการทำความเข้าใจ, มีแต่ความเป็นปฏิปักษ์ทุกรูปแบบ. หนึ่งในเหตุการณ์ที่น่าตรึงตาตรึงใจก็คือ, สงครามเกาหลี. (Between 1950 and 1970s, China is devoted to rebuilding from devastation of the many years of war with Japan since 1931. Already poor country, very large country, devastated by a war with Japan. It tries to rebuild from the war. That’s the number one task of the Communist Party. During this period, a generation, 20 some years, no recognition from the United States refused to recognize the country, no change of the ambassadors, no understanding, hostility of all kinds. One of the most dramatics, the Korean War.)

ใช่, มันได้สู้รบกันในเกาหลี, แต่เป็นระหว่างศัตรูใหญ่อันฉกาจฉกรรจ์, สหรัฐอเมริกากับจีน, มันได้บุกโจมตีจีนและได้สร้างประสบการณ์ในหนทางนั้นกับพวกเขา. ได้มีพันธมิตรกับกับเกาะเล็กๆนอกชายฝั่งของจีน ที่ซึ่งรัฐบาลพวกทุนนิยมได้ล่าถอยมาเมื่อมันพ่ายแพ้ในสงครามกลางเมืองกับพวกคอมมูนิสต์. ชื่อของเกาะนั้นคือ, ไต้หวัน. และมันได้เป็นสถานที่ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้รับรองสนับสนุน. ถูกควบคุมโดยคนจีนจากแผ่นดินใหญ่ผู้ที่ได้พ่ายแพ้ในสงครามกลางเมือง.  (Yes, it was fought in Korea, but the big adversaries, US and China, it was an attack on China and experienced that way by them. There was the alliance with the little island off the coast of China to which the capitalist government retreated when it lost the civil war with the communists. The name of the island, Taiwan. And it has been a place the United States has supported. Controlled by the Chinese from the mainland who had been defeated in the Civil War.)

เพื่อนของจีนเพียงรายเดียเท่านั้นใน 20 ปีเหล่านี้, ก็คือรัสเซีย, และไม่ได้ตลอดมาของปีทั้งหลายเหล่านั้นไม่ว่าเพราะมีรากฐานการขัดแย้งปะทะกันของรัฐบริวารของตน, เช่นเดียวกับสหายรัฐบาลพรรคคอมมิวนิสต์ในจีน.  (China’s only friend in these 20 years, Russia, and not for most of those years either because there was a fundamental clash between the Soviet Union at that time and its protégé, its fellow Communist Party government in China.)

และนี่ได้เป็นวาระประเด็น. จีนมีความคิดของตัวมันเองของการที่จะพัฒนาอย่างไร. ในได้กำลังจะเป็นเรื่องราวการพัฒนาอันยิ่งใหญ่จากการหลุดพ้นความยากจนตามเป้าหมายนั้นไปสู่พลังอุตสาหกรรมยุคใหม่. มันคืออะไรที่ทุกโลกที่สามดังที่เราได้ใช้เรียกมันกับประเทศที่ต้องการในเอเชีย, อาฟริกา, ละติน อเมริกา หลุดพ้นออกมาจากความยากจนบ่อยครั้งคือความยากจนแห่งศตวรรษทั้งหลาย เข้าไปสู่โลกยุคใหม่ที่ได้นิยามกำหนดไว้กับอะไร? อเมริกาเหนือ, ยุโรปตะวันตก แลพะญี่ปุ่น.   (And here was the issue. China had its own idea of how to develop. It was going to be the great development story out of abject poverty into modern industrial power. It was what every third world as we used to call it country wanted Asia, Africa, Latin America out of the poverty often the poverty of centuries identified with what? North America, Western Europe and Japan.)

และดังนั้นเอง, ในจีน, พวกเขาได้ตัดสินใจที่จะใช้ระบบพรรคคอมมิวนิสต์, อะไรที่พรรคคอมมิวนิสต์สามารถควบคุมและกำกับดูแลที่จะทำความพยายามที่จะหลบหนีจากความยากจน. ในขณะเดียวกัน, อะไรที่ได้บังเกิดขึ้นในส่วนที่เหลือของโลกล่ะ?  บางอย่างที่แตกต่างไปมากๆ. ส่วนใหญ่ที่สุดที่เหลือของโลกๆไม่ได้มีพรรคคอมมูนิสต์ที่ได้ต่อสู้สงครามกลางเมืองและได้ชัยชนะ และได้จัดปรับแต่งรูปร่างการพัฒนา. เกาหลีเล็กน้อย, เวียตนามเล็กน้อย. แต่ตัวอย่างอันยิ่งใหญ่, จีน, อะไรได้บังเกิดขึ้นในเอเชีย, อาฟริกา, และอเมริกา?   (And so, in China, they decided to use a Communist Party system, what the Communist Party could control and regulate to make the effort to escape poverty. Meanwhile, what happened in the rest of the world? Something very, very different. Most of the rest of the world had no communist party that fought a civil war and won and shaped development. Korea a little bit, Vietnam a little bit. But the great example, China, what happened in Asia, Africa, and America?)

เอาละ,  ผู้ดเชี่ยวชาญแปลพะนักลงทุนทั้งหลายจากอเมริกาเหนือ, ยุโรปตะวันตก, และญี่ปุ่นวิ่งเข้ามาในนั้นภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2, ได้เข้ามาแทนที่ระบบจักรวรรดินิยมเก่า ด้วยอันใหม่, ที่อยู่ภายใต้อิทธิพลโดยสหรัฐอเมริกา, ที่ซึ่งแต่ละประเทศได้มีกลุ่มชนชั้นยอดที่ดำเนินงานประเทศ และถูกเกี่ยวติดตะขอไว้อยู่กับโลกเศรษฐกิจทุนนิยม, ผลิตสร้างความอภิมหามั่งคั่ง. ความมั่งคั่งในอเมริกาเหนือ, ยุโรปตะวันตก และญี่ปุ่น, โดยคอยทำให้พวกเขายังคงมีความสำคัญเป็นรองอย่างมากในโลกที่สามนั้น เหมือนที่เป็นอยู่จนถึงทุกวันนี้. แต่สองสามผูเคนกำลังนั่งอยู่บนยอดของแต่ละพวกเขานั้นค่อนข้างมั่งคั่งร่ำรวย. แต่ไม่ใช่จีน.  (Well, specialists and investors from North America, Western Europe, and Japan ran in there after World War II, replaced the old colonial system with a new one, dominated by the United States, in which each country had a small elite that ran the country and hooked it in to the world capitalist economy, producing great wealth. Wealth in North America, Western Europe and Japan, keeping them very much secondary in that third world as they are to this day. But a few people sitting at the top of each of them quite rich. Not China.)

การเริ่มต้นในยุคปี 1970, จีนได้เริ่มต้นออกตัวในทิศทางที่แตกต่างไป. ผมต้องการที่จะเน้นมุ่งกับตรงนั้นดเพราะว่ามันเป็นความสำเร็จที่พิเศษจำเพาะยิ่ง. นี่คืออะไรที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ทำมัน. และบอกว่า, “เราไม่ได้กำลังผลิตซ้ำขึ้นใหม่ในอะไรที่รัสเซีย, โซเวียต รัสเซียได้ทำ.” จำได้นะ, ส่วนใหญ่ของเวลาช่วงนี้เป็นก่อนที่โซเวียต รัสเซียจะแตกแยกประเทศกัน. นั่นเป็นที่ปี 1989. ดังนั้น, ผมกำลังพูดคุยถึงยุคปี 70 และปี 80 ที่ผมกำลังจะบอกกับคุณลงไปในเบื้องลึก. และมันดำเนินต่อไปภายหลังที่คอมมูนิสม์รัสเซียได้หายไปจากที่นั้น.   (Starting in the 1970s, China took off in a different direction. I want to focus on that because it extraordinary success. Here’s what the Chinese Communist Party did. It said, “We are not going to reproduce what Russia Soviet Russia did.” Remember, most of this time is before Soviet Russia implodes. That’s at 1989. So, I’m talking about the 70s and the 80s where what I’m about to tell you gets underway. And it continues after Russia communism disappears there.)

โอเค, เราไม่ได้กำลังจะทำอะไรที่คนรัสเซียนได้ทำ, หมายถึงการทำตาม. ในรัสเซีย, รัฐบาลได้ รัฐบาลเข้าควบคุมอุตสาหกรรมเกือบทั้งหมดและภาคเกษตรกรรมส่วนใหญ่. เราไม่ได้กำลังจะทำเช่นนั้นที่ในจีน. เรากำลังจะทำอย่างแท้จริงมีระบบไฮบริด/ลูกผสม. เรากำลังจะมีครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจของเราจะเป็นกิจการทุนนิยมเอกชนทั้งหลาย. เราจะปล่อยให้มีลักทธิทุนนิยมในครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจของเรา. นายจ้างเอกชนจ้างแรงงานทั้งหลาย, ทำเงิน, เก็บเงินทั้งหลายพวกนั้น ฯลฯ.   (Okay, we’re not going to do what the Russians did meant the following. In Russia, the government took over pretty much all of industry and a good chunk of agriculture. We’re not going to do that in China. We’re going to actually have a Hybrid System. We’re going to have half of our economy will be private capitalist enterprises. We will let capitalism exist in half of our economy. Private employer hires workers, makes money, keeps that money, etc.)

ในอีกครึ่งหนึ่งของเศรษฐกิจเราจะถูกเป็นเจ้าของและปฏิบัติการโดยรัฐบาล. ที่จริงแล้ว, รัฐบาลจะควบคุมดูแลและจัดเก็บภาษีทั้งสองส่วนของระบบไฮบริด (ระบบผสม) ทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ. และนั่งอยู่ยอดบนของรัฐบาลนั้นทำให้แน่ใจได้ว่าการตัดสินใจที่ถูกต้องทั้งหลายได้ทำโดยพรรคคอมมูนิสต์จีน. และนี่คือเป้าหมายของมัน. พ้นออกไปจากความยากจน.ฅ กลายเป็นความเข้มแข็งเพียงพอที่จะเอาชนะการข่มขู่คุกคามของตะวันตกที่ได้นำโดยสหรัฐอเมริกา.   (The other half of our economy will be owned and operated by the government. Indeed, the government will regulate and tax both parts of the hybrid, the private and the public. And sitting on top the government making sure the right decisions get made is the Communist Party of China. And here’s its goal. Get out of poverty. Become strong enough to overcome the hostility of the West led by the United State.)

หการปกป้องตนเองจากอะไรที่นั่นอาจได้หมายถึง. ไม่ร้อยปีของความถูกหมิ่นแคลนอีกแล้ว และกลายเป็นมั่งคั่งยั่งยืนแลพะทรงพลังอำนาจเพียงพอที่จะกลายเป็นผู้เล่นหนึ่งในเศรษฐกิจโลก. นั่นคืออะไรที่พวกเขาได้จัดตั้งเป้าประสงค์ไว้ตั้งแต่แรกที่จะทำ. พวกเขาได้บอกว่า, “เราจงมาใช้นายทุนเอกชนในที่และในเวลาซึ่งพวกเขาสามารถทำงานให้ดีได้ในเรื่องราวนี้.” แต่ที่ไหนที่พวกมันไม่สามารถทำได้, ที่ซึ่งบางอย่างซึ่งจะช่วยเราพัฒนา คือสิ่งสำคัญแต่ไม่ใช่ความสามารถในแสวงกำไรเป็นการส่วนตัวได้. ดังนั้น, ไม่มีนายทุนจะทำมัน, เราก็จะทำมันเอง.   (Protect yourself from what that might mean. No more hundred years of humiliation and become rich and powerful enough to become a player in the world economy. That’s what they set out to do. They said, “Let’s use private capitalism where and when they can do a good job in this story.” But where they can’t, where something that will help us develop is important but not privately profitable. So, no capitalist will do it, we will do it.)

นายทุนทั้งหลายไม่ได้สร้างบ้านทั้งหลายจนกระทั่งมีผู้คนที่นั้นผู้จะซื้ออพาร์ตเมนท์หรือเช่าอพาร์ตเมนท์. เราไม่ได้กำลังจะทำนั่น. นั่นทำให้เกิดการขาดแคลนที่อยู่อาศัยทั้งหลาย. เรากำลังจะสร้างบ้านทั้งหลายก่อนที่จะมีผู้คนมีเงินที่จะซื้อพวกมัน หรือที่จะอาศัยในพวกมันที่จะทำสังคมเติบโตเร็วมากขึ้นและใหญ่โตมากขึ้นเมื่อมันไม่ไกด้เป็นการแสวงกำไรได้.   (Capitalists don’t build houses until there are people there who will buy the apartment or rent the apartment. We’re not going to do that. That creates housing shortages. We’re going to build houses before there are people with the money to buy them or to live in them to make the society grow faster and bigger when it isn’t profitable.)

ผมเน้นย้ำประเด็นนี้เพื่อเห็นผลบางประการ. แนวทาง(การเข้าถึงปัญหา)นี้ ไม่ใช่แนวทางแบบโซเวียต, แต่ก็ไม่ใช่แนวทางแบบตะวันตกเช่นกัน, ไม่ใช่แนวทางของบริติชหรือของญี่ปุ่นหรือของอเมริกันทั้งหลาย. ที่ซึ่งทุกสิ่งเป็นของเอกชนและมีเพียงน้อยมากที่เป็นของรัฐบาล. รัสเซีย, น้อยมากที่เป็นของเอกชน. ทุกอย่างเป็นของรัฐบาล. ที่ในฝ่ายตพะวันตกมีแบบนั้นน้อยมาก. คุณเห็นประเด็นไหม? จีนอยู่ตรงกลาง. จีนเป็นการดำเนินงานแบบผสม โดยนักคอมมิวนิสต์ทั้งหลายผู้ที่มีเป้าหมายหนึ่งและ, ในเป้าหมายนั่น, ทุนนิยมเอกชนเล่นบทบาทรองที่สำคัญ.  (I’m deriving that point home for a reason. This approach, not the Soviet approach, but not the Western approach either, not the approach of the British or the Japanese or the Americans, where everything is private and very little is government. Russia, very little is private. Everything is government. In the West very little. You see the point? China is a middle. China is a hybrid run by communists who have a goal and, in that goal, private capitalism plays a subordinate role important.)

สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศหมายเลขหนึ่งในฏโลกด้วยเศรษฐีพันล้านทั้งหลาย. ประเทศหมายเลขสอง, คือสาธารณรัฐประชาชนจีน, และไม่มีใครอื่นที่อยู่ใกล้เคียงนี้อีกเลย. ดังนั้น, ทุนนิยมของพวกเขาได้กลายเป็นความสำเร็จอย่างมาก, โดยได้รับการกำกับดูแล ควบคุมและจัดการโดยพรรคคอมมูนิสต์และภาคส่วนของรับของพวกเขาด้วยเช่นกัน. การร่วมกะนขแองทั้งสองภาคส่วนได้เติบโตพัฒนาจนขึ้นมาเหรือฝ่ายตะวันตกแล้ว. ไม่มีการประกวดประชันแข่งขันแล้ว. สำหรับ 35 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา, การเติบโตรายปีค่าเฉลี่ยในผลผลิตสินค้าและบริการที่ออกมา, อังที่เราเรียกันว่า GDP, ในประเทศจีนอยู่ระหว่าง 5 ถึง 9%. และในประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ระหว่าง 2 ถึง 3%.    (The United States is the number one country in the world with billionaires. The number two country, the People’s Republic of China, and nobody else is close. So, their capitalism has been very successful, supervised, regulated and controlled by a communist party and their state sector likewise. Together those two have outgrown the West. No contest. For the last 35 years, the average annual growth in output of goods and services, so-called GDP, has grown in China between 5 and 9%. And in the United States, between 2 and 3%.)

มันเป็นเช่นนั้นเอง, เพื่อนๆ. เรื่องราวความเจริญเติบโตได้เสร็จสิเนยแล้ว. การแข่งขัน, ก็จบแล้ว. คุณรู้มั้ยว่ามีอะไรอื่นอีกที่จบลงไปด้วย? ความเป็นผู้นำทรงอิทธิพลต่อโลกของจักรวรรดิอเมริกันก็ได้จบลงไปแล้ว. คุณเห็นมันได้ในกรณีที่อิหร่านในตอนนี้. คุณกำลังมองเห็นมันที่ในยูเครน. อย่างช้าๆ, แต่อยู่ในขบวนการเดียวกัน/เหมือนกัน. จีนไดเค้นพบสูตรการปรุงอาหาร. ส่วนผสมพิเศษของจีนในการต่อสู้ทางชนชั้นที่จะสถาปนาอิทธิพลอำนาจในการทำของพรรคคอมมูนิสต์ได้ให้หนทางของการจัดทำรูปแบบเศรษฐกิจที่ไม่ว่า สหภาพโซเวียต หรือ ประเทศยุโรปตะวันดอกใดหรือว่าตะวันตกใดก็ไม่ได้สามารถจะเป็นคู่แข่งขันได้.   (There it is, friends. The growth story finished. The competition, it’s over. You know what else is over? The dominance of the American Empire. You see it in Iran right now. You’re seeing it in the Ukraine. Slower, but the same process. China found a recipe. China’s specular mixture of class struggle to establish the dominance of the Chinese Communist gave it a way of setting up the economy that neither the Soviet Union nor any Eastern European country nor the West has been able to match.)

ซึ่งคือทำไมไม่มีออกมาเช่นนี้ได้ในที่ใดอื่น, ชาวจีนในตอนนี้คือผูเถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัทเมอร์ซิเดส เบนซ์, ผู้ผลิตบานพาหนะไฟฟ้าที่ดีที่สุดของราคาที่ต่ำที่สุด, ผู้เล่นบทบาทนำอันทรงอิทธิพลในแผงโซลาร์เซลล์สำหรับการผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย, และอะไรอื่นๆทั้งหลายด้วยอะไรที่ตามมาอีกมากยิ่งขึ้นในทุกวันนี้.    (Which is why coming out of nowhere, the Chinese are now the largest shareholder of the Mercedes Benz company, the producer of the best electric vehicle of the lowest price, the dominant player in solar panels for modern electric generation, and on and on and on with more coming every day.)

มีสองบทเรียนใหญ่ที่ผมต้องการจะทิ้งไว้ให้กับพวกคุณ. หมายเลยหนึ่ง, ใช่, หนึ่งในความพยายามทั้งหลายของลัทธิสังคมนิยม, ความพยายามที่โซเวียต ภายหลัง 70 ปีในการระเบิดออกแตกแยกล่มสลาย. ระบบได้พังพาบลงไป. ไม่มีคำถามใดได้. ไม่มีใครสามารถปฏิเสธเรื่องนั้นได้. แต่ความคิดที่ว่าผู้ชนะคือระบบทุนนิยมนั้นถือเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่.เราไม่สามารถรู้ได้ว่าบางทีในปี 1995, แต่ราได้รู้มันกันแล้วในตอนนี้. เราเรากล้าที่จะหลีกเลี่ยงการปฏิเสธไม่ยอมรับว่าอะไร, ข้อเท็จจริงทั้งหลายก็จะบอกกับคุณ, เรื่องราวความสำเร็จของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคของเรา คือเรื่องของสาธารณรัฐประชาชนจีน.   (There are two big lessons I want to leave you with. Number one, yes, one of the efforts of Socialism, the Soviet effort ended after 70 years in an implosion. The system collapsed. No question. No one’s denying that. But the notion that the winner was capitalism is a big fat mistake. We couldn’t know it maybe in 1995, but we know it now. If we dare to avoid denying what the facts will tell you, the most successful economic growth story of our time is that of the people’s Republic of China.)

และนี้ก็ไม่ได้, ดังเช่นที่ผม, ผมเดาเอาว่า, ผมต้องมักจะทวนซ้ำเสมอ, ผมไม่ได้สนับสนุนหรือไม่เห็นด้วยอะไรที่ดำเนินอยู่ที่จีนนะ. พวกเขาก็มีปัญหาของพวกเขาเหมือนทุกๆสังคมทั้งหลาย. พวกเขาก็มีวาระประเด็นของพวกเขาเอง. พวกเขามีความขัดแย้งทั้งหลายที่ต้องไปผ่านเหมือนเช่นทุกประเทศ. แต่ถ้าคุณเป็นกังวล., ถ้าลำดับความสำคัญของคุณคือการที่จพะหนีให้พ้นจากความยากจนแห่งศตวรรษทั้งหลาย, โลกที่แตกแยกออกเป็นสองส่วนระหว่างศูนย์กลางที่ร่ำรวยและพื้นที่รอบนอกที่ยากจน, โลกที่คนกลุ่มน้อยส่วนหนึ่งใช้ชีวิตอย่างมั่งคั่งเหลือล้น ท่ามกลางคนยากจนที่รายล้อม ซึ่งทำหน้าที่เป็นคนตัดไม้และคนตักน้ำ, พวกคนยากจน.   (And this is not, as I, I guess, I have to always repeat, I’m not endorsing what goes on in China. They have their problems like every society. They have their issues. They have contradictions to work through like every country. But if you are concerned, if your priority Is to escape the poverty of centuries, the split world between a rich center and a poor periphery, a world in which a small minority live an extraordinarily wealthy life surrounded by the heers of wood and the carriers of water, the poor.)

แล้วเช่นนั้น จีนคือได้รู้กันแล้วว่าได้ค้นพบหนทางเร็วที่สุดที่ประสบสำเร็จในเป้าหมายนั้น. การปล่อยทุกอย่างให้อยู่ในมือของภาคเอกชนแสวงกำไรไม่อาจทำมันได้. นั่นคือบทเรียนนั้น. นี่คือบทเรียนที่ย้อนแย้งชั้นเลิศ.  มันเป็นชนชั้นแรงงานที่จัดตั้งโดยคอมมิวนิสต์ต่างหาก ที่ผลักดันให้พรรคการเมืองอยู่ในสถานะที่จะลองทำสิ่งต่างๆ และในตอนนี้ประสบสำเร็จในอะไรที่มันได้จัดตั้งออกตัวมาเพื่อสิ่งนั้น. และมันจะเป็นชนชั้นแรงงาน/ชนชั้นกลางของจีนในทุกวันนี้, ที่ได้ถูกพัฒนาขึเนอย่างสูง, ที่จะไปต่อและสู้รับอีกครั้ง. อะไรสำหรับในคราวนีเที่จะได้ก้าวขั้นได้ไปรึ?  (Then the Chinese is the fastest found known way to achieve that goal. Leaving it all to private profit doesn’t do it. That’s the lesson. Here’s the ironic lesson. It was the working class organized by communists that put the party in the position to try and now to achieve what it set out to do. And it will be the working class of China today, highly developed, that will go on and fight again. What for this time to take the next step?)

ประวัติศาสตร์ไม่ได้หยุดแลพะอะไรที่จะเป็นไปในก้าวขั้นภายหน้าที่จะเคลื่อนระบบความสำดเร็จจีน อยู่กับพื้นฐานของความสำเร็จพิเศษจำเพาะของมัน ที่จะนำเอาชนชั้นทำงานมานะบหนเที่ในโรงงาน, ในสำนักงาน, ในร้านค้าโดยตรง. ความฝันของนักคอมมิวนิสต์ย้อนกลับไปในปี 1927 ได้มีรูปแบบใหม่ของมันที่จีนของปี 2026. นั่นเป็นบางทีอาจจะเป็นบทเรียนสำคัญอย่างยิ่งที่สุดของการพัฒนาจีนทั้งหมด.   (History doesn’t stop and what would be the next step to move the Chinese success system on the basis of its extraordinary success to put the workers in charge in the factory in the office in the store directly. The dream of the communists way back in 1927 has its new form in the China of 2026. That is perhaps the most important lesson of Chinese development of all.)

ขอบคุณสำหรับพวกคุณทั้งหมกดสำหรับความสนใจนี้ของคุณ. หัวข้อนี้ไม่สามารถเป็นที่เร่งด่วนยิ่งไปกว่านี้อีกแล้ว และผมหวังในภายหน้าที่จะได้พูดกับคุณอีกครั้งในสัปดาห์หน้า.  (Thank you all for your attention. The topic could not be more urgent and I look forward to speaking with you again next week.)

https://youtu.be/ebz5xfXT1Ew?si=vrFbnJ7iTvIMv616