หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 7 มีนาคม พ.ศ. 2569

เจฟฟรีย์ แซ็คส์ - ชุดความคิดของ เนทันยาฮู ทั้งผิดกฎหมายและอันตราย

จฟฟรีย์ แซ็คส์ - ชุดความคิดของ เนทันยาฮู ทั้งผิดกฎหมายและอันตราย

Netanyahu's Mindset Is Both Illegal & Dangerous: Veteran Economist Jeffrey Sachs | West Asia War

          https://youtu.be/biN2BaQNcBQ?si=MHNPwVSthzX53cN-

พิธีกร:  สวัสดีและขอต้อนรับสู่การออกอากาศรายการพิเศษในที่นี้ตลอดทั่วโรงละครด้านตะสวันตก, ตลอดทั่วเอเชียตะวันตก. กว่า 5 วันสุดท้ายที่ผ่านมา, เราได้เห็นความขัดแย้งอย่างร้อนระอุระหว่างสองด้าน. เอ่อ. เราได้เห็นว่าอย่างไร เอ่อ ที่เป็นเหตุนำไปสู่การตายและอย่างแน่นอน, การทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นของความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างนานาประเทศทั้งหลาย. มันได้เริ่มต้นจากการเป็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา กับมืออีกข้างหนึ่งในอิหร่านกับรายอื่นๆ.  (Hello and welcome to our special broadcast right here in CNBC TV18. Bow, the United States and Israel’s jointed operations have continued across the western theater, across West Asia. Over the last 5 days, we’ve seen heated conflict between the two sides. Uh. We’ve seen how uh caused leading to death and of course, an aggravation of the geopolitical tensions uh between multiple countries. It started off as a conflict between Israel and US on one hand in Iran on the other.)

ตอนนี้เรากำลังมองดูทเงาของความขัดแย้งนี้แผ่ขยายออกไปกว้างไกลทั่วภูมิภาคนี้. เอ่อ อะไรที่เป็นผลกระทบเกิดขึ้นในอนาคต? อะไรที่ได้เป็นความตั้งใจทั้งหลายและแรงกระตุ้นทั้งหลาย เอ่อ ซึ่งอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งนี้ และอย่างที่จะแสดงออกเห็นอีกสองสามวันข้างหน้า เป็นเช่นความก้าวหน้าของความขัดแย้งทั้งหลาย. เอ่อ ที่จะช่วยเราให้คำตอบบางอย่างของคำถามทั้งหลายนี้ คือที่ได้มาอยู่กับเราอีกครั้ง เอ่อ นักเศรษฐกิจอาวุโส, เจฟฟรีย์ แซ็คส์ ตอนนี้ร่วมกับเราในรายการ. เอ่อ มร. แซ็คสฺ, ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งกับการให้เวลากับเราในวันอันแสนวุ่นวายนี้.  (Now we’re looking at the specter of this conflict spreading gar and wide across the region. Uh what are the implications of this going forward? What were the intentions and the motivations uh behind this conflict and how will the next few days play out as this conflict progresses. Uh, to help us answer some of these questions is with us uh veteran economist Jeffrey Sachs now joining us on the show. Uh Mr. Sachs, thank you so much for taking our time on a busy day.)

ขอให้ผมเริ่มต้นโดยการถามที่ขึ้นอยู่กับว่า ใครคือผู้ได้ฟังต่อแรงจูงใจเบื้องหลังการโจมตีนี้. มีเสียงทั้งหลายจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า...ที่พูดว่าเรื่องนี้ได้ทำเพื่อให้แน่ใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลปกครองประเทศนั้น. แล้วก็มีเสียงทั้งหลายที่พูดว่า, ไม่เลย, เราต้องการที่จะตรวจสอบความสามารถทางนิวเคลียร์ที่เป็นไปได้ทั้งหลาย. แล้วก็มีเสียงทั้งหลายที่ เอ่อ ใส่ร้ายอิหร่านว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย และแล้วเลยเป็นแรงจูงใจเช่นการชุมนุมเคลื่อนไหว และแล้วก็มีบาเสียงทั้งหลายที่พูดว่า เราต้องการที่จะสนับสนุนอิสราเอล หรือมันไม่ได้มีความคิดนื้นกันอยู่เลยทั้งสิ้น?   (Let me begin by asking that depend on who one has been listening to the motivations behind this attack. There are voces from the US administration that…that say that this was done for ensuring a regime change. Then there are voices which say, no, we want to check the nuclear capabilities. Then there are voces which uh ban dandy Iran as a sponsor of terror and then that is cited as a motivation and then there are some that voices that say that we want to support Isarael and that’s the reason why we went in.)

อะไรในการประเมินของคุณที่เป็นแรงจูงใจนี้ หรือว่าไม่ได้มีการคิดกันมาก่อนใดเลย?  (What in your assessment is the motivation or has it not been thought at all?)

เจฟฟรีย์ แซ็คส์:           มีแรงจูงใจสำหรับอิสราเอล และสำหรับสหรัฐอเมริกา. อิสราเอล เอ่อ ถูกนำโดยเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้ที่ได้ทวีตส์เมื่อสองวันก่อน ว่าสงครามนี้ได้ เอ่อ เติมเต็มความฝันของเขมา 40 ปีที่จะล้มล้างการปกครองอิหร่าน. เป้าประสงค์ของเนทันยาฮู คือการกำจัดอย่างถาวรต่อรัฐใดของปาเสไตน์ และที่จะล้มล้างรัฐบาลทั้งหลายใดๆในเอเชียตะวันตกซึ่งสนับสยุยปาเลสไตน์. และเขาได้นำสงครามทั้งหลายข้ามไปทั่วอาฟริกาและตะวันออกกลางเพื่อเป้าประสงค์นั้นมาตั้งแต่ 1996, รวมทั้งที่ลิเบีย, ซูดาน, โซมาเลีย, กาซ่า, เวสต์ แบงก์, เลบานอน, ซีเรีย, อิรัก, และในตอนนี้ฝันของเขา, อิหร่าน.  (There are uh motivation for Israel and for the United States. Israel uh is led by Benjamin Netanyahu who tweets two days ago that this war uh fulfills his dream of 40 years to overthrow Iran. That Netanyahu’s objective is to permanently eliminate any state of Palestine and to bring down any governments in West Asia that support Palestine. And he has led wars across Africa and the Middle East for this objective since 1996, including Libya, Sudan, Somalia, Gaza, West Bank, Lebanon, Syria, Iraq, and now his dream, Iran.)

          ในมุมมองของผม, นี้เป็นสิ่งชั่วร้าย, อย่างสัมบูรณ์ยิ่งที่เป็นชุดความคิดอันผิดกฎหมายและอันตราย. มากไปกว่าการมีรัฐแห่งปาเลสไตน์อยู่ไปตามด้านข้างกับอิสราเอล, ที่น่าจะนำสันติภาพมาสู่โลก, เนทันยาฮู เป็นพวกสุดโต่งผู้ที่ต้องการให้อิสราเอลที่จะมีอำนาจโดดเด่นในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้. สหรัฐอเมริกาได้ เอ่อ แบ่งปันเป้าประสงค์ของอิสราเอลนี้ด้วย เพราะว่าเป้าประสงค์ขแองสหรัฐอเมริกาเองก็คือการควบคุม/บงการโลก, เชื่อหรือไม่ก็ตาม, และอิสราเอลได้ให้บริการเสนอเป้าประสงค์ของการควบคุมตะวันออกกลางนี้.  (In my view, this is a malevolent uh absolutely illegal and dangerous mindset. Rather than having a state of Palestine alongside a state of Israel, which would bring peace to the world, Netanyahu is a maximalist who wants Israel to dominate the region of the Middle East. The United States has uh shared Israel’s objective because the US objective is world control, believe it or not, and Israel serves the purpose of control of the Middle East.)

          เรามองเห็นว่าสหรัฐอเมริกามีฐานทัพทางทหารอยู่ทั่วทั้งหมดของภูมิภาคอ่าวในบาห์เรน. ในซาอุดิ อาระเบีย, ในสหรัฐ อาหรับอามิดเรตส์, และอีกมากมายในที่อื่นๆ. มันเคยมีฐานทัพทั้งหลายที่ในอิหร่านด้วย, แต่มันได้สูญเสียไปเมื่อรัฐเผด็จการที่สหรัฐอเมริกาหนุนหลัง ได้ถูกล้มล้างการปกครองในการปฏิวัติอิสลามปี 1979. สหรัฐอเมริกาได้นำการปกครองแบบรัฐบาลเผด็จการตำรวจขึ้นมาเมื่อปี 1953 เมื่อ CIA ได้ล้มล้างรัฐบาลอิหร่านในการปกครองแบบกษัตริย์.  (We see that the United States has military bases all across the Gulf region in Bahrain, in Saudi Arabia, in United Arab Emirates, and in many other places. It used to have bases in Iran, but it lost that when the US backed police state was overthrown in a revolution in 1979. The US had brought in that police state regime in 1953 when the CIA overthrew the Iranian government.)

ดังนั้น, สหรัฐอเมริกาต้องการควบคุมเอเชียตะวันตก. มันต้องการควบคุมทวีปอเมริกา. มันต้องการควบคุมทวีปยุโรป. และทรัมป์เป้นเฉพาะพิเศษต้องการที่จะควบคุมบงการโลกเศรษฐกิจน้ำมันทั้งปวง. นั่นคือทำไมที่เขาได้เข้าไปบัญชาการ/ยึดครองน้ำมันของเวเนซูเอลา และทำไมเขากำลังบุกโจมตีอิหร่านในฐานะเป็นตัวคุกคามต่อการคงอำนาจอิทธิพลที่ในตะวันออกกลางของเขา. ดังนั้น, นี้คือโครงการที่เป็นมายางไกลย้อนกลับไป. มันไม่ได้ไม่มีอะไรที่ทำเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน เพราะว่ามันไม่ได้มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหลายที่ว่านั่นเลย. (So, the United States wants control of West Asia. It wants control of the Americas. It wants control of Europe. And Trump in particular wants to control the entire world oil economy. That’s why he has commandeered Venezuela’s oil and why he is attacking Iran as a threat to American dominance in the Middle East. So, this is a project that goes a long way back. It has nothing to do with Iran’s nuclear weapons because there are no nuclear weapons.)

พวกเขา, ผู้นำทางศาสนาของอิหร่านนั้น เอ่อ ได้พูดว่า เรื่องนี้ได้เป็นการต่อต้านอิสลามชีอะห์ และดังนั้นสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ฆ่าเขา. ผู้ที่ได้พูดว่าไม่มีอาวุธนิวเคลียร์อะไรทั้งหลาย, อิหร่านและสหประชาชาติได้บรรลุข้อตกลงไปสมบูรณ์แล้ว เอ่อ มาตรการการตรวจสอบสำหรับอิหร่าน ย้อนไปเมื่อปี 2015, แต่เนทันยาฮูและทรัมป์ได้ฉีกข้อตกลงเห็นด้วยนั่นทิ้งไปเมื่อปี 2018, สิ่งที่เรียกว่า “แผนปฏิบัติการร่วมฉบับสมบูรณ์.”  (They, the religious leader of Iran uh said that this was against uh Shiah Islam and so the US and Israel killed him. The one that said no nuclear weapons. Iran and the UN had negotiated a complete uh inspection regime for Iran back in 2015, but Netanyahu and Trump ripped up that agreement in 2018, the so-called joint comprehensive plan of action.)

นี่เป็นเรื่องอำนาจการครอบงำเป็นการเฉพาะพิเศษ. และแน่นอนว่ามันพาเอาเอเชีย, อินเดีย, จีน, อินโดนีเซีย, และที่เหลือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกไปในวิกฤติเชิงลึกเข้าไปด้วย. อิสราเอลได้ปรับแต่งรูปวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในเอเชียในตอนนี้. และวิกฤตการณ์นั้นจะจะได้เลวร้ายลงไปยิ่งขึ้นอีก จนกว่าประเทศทั้งหลายของโลกจะยืนขึ้นและบอกกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่า, “หยุดสงครามนี้. หยุดการพิชิตของเจ้า. กลับไปยังสันติภาพ, อยู่กันโดยสหประชาชาติ,” มิเช่นนั้นแล้ว อินเดีย, จีน, และประเทศอื่นๆทั้งหลายก็จำลังจ่ายในราคาที่สูงลิ่ว.   (This is specially about hegemony. And of course it puts Asia, India, China, Indonesia, the rest of Southeast Asia deeply in crisis. Israel has a sharped economic crisis in Asia now. And the crisis will get worse unless the countries of the world stand up and tell the United States and Israel, “Stop this war. Stop your conquest. Go back to peace, live by the United Nations”, otherwise India, China and others are going to pay a very high price.)

พิธีกร:  งั้นขอให้ผม, มร. แซ็คส์, ถามคุณด้วยคำถามตามมาเลย. โดนัลด์ ทรัมป์ได้พูดว่านี่เป็นแบบฝึกหัดบทหนึ่ง, คุณซื้อคำพูดนั่นไหม? เพราะอะไรที่นักวิเคราะห์ทั้งหลายพูดก็คือว่านั่นขาดการระบุเป้าประสงค์ชัดเจนอย่างเห็นได้กระจ่าง. อะไรคือที่สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินไปกับเป้าประสงค์ที่ไม่ได้กำหนดชัดเจนนั่น? หลายคนอาจจะไม่สามารถซื้อคำพูกดเช่นนั้นได้ในเรื่องเส้นตาย 4 หรือ 5 สัปดาห์เหล่านั้นที่สหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะได้ให้มาด้วยตัวมันเอง.   (Let me then, Mr. Sachs, ask you a follow-up question. Donald Trump says that this is going to be an exercise, this endeavor will take about to 5 weeks. Do you buy that? Because what many analysists say is that in the lack of a very clearly defined objective. What is US going for with that objective not clearly defined? Many are not able to buy into those 4 to 5 weeks deadline that the US seems to have given itself.)

เจฟฟรีย์ แซ็คส์:           สหรัฐอเมริกาไม่มียุทธศาสตร์. ทรัมป์, เรารู้จากประสบการณ์ทั้งหมด, เป็นมายาคติ. เชาไมมีความมั่นคงทางสภาวะจิต. เขาไม่สามารถรักษาข้อตกลงทั้งหลายได้. เขาไม่ได้มีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว. ดูที่เขาได้เคยทำข้อตกลงกับอินเดียในช่วงปีที่ผ่านมานี้สิ. ดูที่ว่าเขาเขาได้ตกลงในเรื่องกำแพงภาษีสินค้านำเข้าอย่างไร ในเมื่อเขาไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำเรื่องนี้. เขาปฏิบัติการโดยการข่มชู่และโดยการประกาศอย่างใหญ่ทั้งหลายโดตโดยไม่มีเหตุผลใดรองรับในการพิจารณาตัดสิน. เขาได้พูดเมื่อวานนี้, “อย่าไปห่วงในเรื่องน้ำมันและก๊าซ. สหรัฐอเมริกาจะคุ้มครองดูแลเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหลายผ่านช่องแคบฮอร์มุซ.”  (The US has no strategy. Trump, we know from all experience, is delusional. He’s psychologically unstable. He can’t keep agreements. He does not have a long-term strategy. Look at how he dealt with India during the past year. Look at how he dealt with the tariff issue when he had no legal authority to do this. He operates by bullying and by grand uh pronouncements that have no justification. He said yesterday, “Don’t worry about oil and gas. The US will escort tankers through the Strate of Hormuz.”)

          เอ่อ, เอาละ, เกือบทุกคนที่ไม่ได้มีความรู้ใดกับเรื่องความเห็นย้อนแย้งนี้. มันมีอย่างแน่นอนละ, ในอุตสาหกรรมโตที่สุดของการนั้นคือการประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะงหลายด้วยเช่นกันที่รู้กันว่าคือคำโฆษณาชวนเชื่อ. ดังนั้น, เราไม่ควรที่จะฟังต่อทรัมป์เกี่ยวกับสิ่งใดๆในเรื่องนี้. เราไม่ควรที่จะฟังเนทันยาฮูเกี่ยวกับสิ่งใดของเรื่องนี้. จำได้ไหมว่าเป็นอย่างไรสงครามกาซ่าได้กำลังจะจบอย่างไรอันรวดเร็ว. จำได้ไหม, จะว่าเป็นแล้ว, อย่างไรที่รัฐบาลซีเรียได้กำกลังถูกล้มล้างการปกครองในปี 2011 หรืออย่างไรที่สงครามอัฟกานิสถานได้กำลังที่จะกลายเป็นการนำมาของระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา หรือ เกี่ยวกับอิรักว่าจะกลายเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพมั่นคง. (Uh, well, almost everybody with any knowledge of this begs to differ. There is of course in the biggest industry of that is public relations also known as propaganda. So, we shouldn’t listen to Trump about any of this. We shouldn’t listen to Netanyahu about any of this. Remember how Trump was going to end the Ukraine war with one phone call? Remember how the Gaza war was going to end quickly. Remember, by the way, how the Syrian government was going to overthrow in 2011 or about how Afghanistan was going to become a US-led democracy or about how Iraq would become a stable country.)

พวกเขาเคยพูดสิ่งเดียวกันนั้นในตอนผมเป็นเด็กหนุ่มเกี่ยวกับที่เวียตนาม. มันเป็นยุคสมัยไม่นานมานี้เอง. ผู้คนเหล่านี้เป็นนักโฆษณาชาวนเชื่อ. พวกเขาไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องที่มาจากการวิเคราะห์ประเมินใดอย่างจริงจัง. สงครามจะไม่จบลงใน 4 สัปดาห์. สงครามนี้จะสร้างสรรค์มหายนะทางเศรษฐกิจ. นอกเสียจากว่าประเทศ BRICS ทั้งหลายจะพูดกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่า, นายต้องหยุดได้แล้ว. นายไม่มีสิทธิที่จะทำลายเศรษฐกิจไปทั้งโลก. (They used to say the same thing in my youth about Vietnam. It’s just a short period away. These people are propagandists. They are not telling any serious analysis. This war will not end in four weeks. This war will create an economic catastrophe. Unless the BRICS countries say to the United States and Israel, you’ve got to stop. You have no right to ruin the whole world economy.)

พิธีกร:  แน่นอนละ, ขอให้ผมมาที่ตรงนั้น. เมื่อคุณพูดถึงความขัดแย้งนี้ ว่าจะไปจบลงในเวลา 4 สัปดาห์, คำถามเชิงตรรกะถัดไปก็คือ อะไรจะบังเกิดกับประเทศอ่าวทั้งหลาย, ประเทศกลุ่ม GCC ทั้งหลาย ผู้ที่ได้อดทนมากับความสามานย์นี้. เราได้มีบางการวิเคราะห์บนช่องรายการอื่นเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้. อะไรที่พวกเขากำลังบอกกับเราคือ การเป็นเจ้าบ้านให้กับฐานทัพอากาศทั้งหลายของสหรัฐอเมริกา, ที่ในทางอุดมคติแล้วน่าจะเป็นการกระทำเช่นโลหืป้องกันแนปลอดภัยอย่างหนึ่ง.  (Sure. Let me come in there. When you talk of this conflict not ending in four weeks’ time, the next logical question is what happens to the Gulf countries, the GCC countries1 who’ve been bearing the brunt. We’ve had some analysis on the channel in the last few days. What they’re telling us is that hosting of the US air bases, which ideally should have acted as a safety shield.)

          1 GCC (Gulf Cooperation Council) หรือคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ คือกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองและเศรษฐกิจ 6 ประเทศในตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบียคูเวตสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กาตาร์บาห์เรน และ โอมาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) โดยมีเป้าหมายเพื่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า และความมั่นคง เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและเป็นผู้ผลิตน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก 

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GCC

  • สำนักงานใหญ่: ตั้งอยู่ในเมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย
  • ความสำคัญทางเศรษฐกิจ: กลุ่มประเทศ GCC เป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก โดยมีการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมกันประมาณ 

 ของโลก

  • เป้าหมาย: เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกในด้านต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การทหาร และวัฒนธรรม
  • การพัฒนา: ในปัจจุบันเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน การปรับปรุงกฎหมายการลงทุน เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเพียงอย่างเดียว

ไกลไปกว่านั้นแล้ว, มันตามความเป็นจริงแล้วได้นำเอาประเทศอ่าวทั้งหลายเหล่านี้เข้าไปอยู่ในแนวไฟ. คุณมองว่าประเทศอ่าวเหล่านี้จะเล่นบทบาทกันอย่างไรออกมา? คุณมองว่าการเปลี่ยนหันไปเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อที่ประเทศอ่าวทั้งหลายเหล่านี้ด้วยเช่นกันที่รู้สึกว่าต้องก้าวเข้ามาและแทรกแซงในรูปแบบของปฏิบัติการใช้กำลังระยะไกลไหม?  (Far from that, it’s actually put these Gulf countries in the line of fire. How do you see the role of these Gulf countries play out? Do you see this turning into a protracted conflict where the Gulf countries too feel the need to come in and intervene in terms of kinetic operations?)

เจฟฟรีย์ แซ็คส์:           เอาละ, มีคำกล่าวที่มีชื่อเสียงโด่งดังหนึ่งของ เฮนร คิสซิงเจอร์ ผู้พูดไว้ว่า การเป็นศัตรูต่อสหรัฐอเมริกาคืออันตราย, แต่การที่จะเพื่อนนั้นคืออันตรายถึงตาย. และนั่น, ความจริงนี้ได้ปรากฏให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า. ผมได้เพิ่งอยู่ในภูมิภาคอ่าวมาเมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้ว. ผมได้พบกับผู้นำทั้งหลายทั่วภูมิภาคอ่าวนั้น. พวกเขาทั้งหมดคิดว่าสหรัฐอเมริกาคือ ความมั่นคงปลอดภัย. มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น. สหรัฐอเมริกาเป็นความไม่มั่นคงปลอดภัยของพวกเขาแล้ว.  (Well, there’s a famous adage of Henry Kissinger who said that to be enemy of the United States is dangerous, but to be a friend is fatal. And that, this reality appears over and over again. I was just in the Gulf region a few weeks ago. I met with the leaders across the Gulf region. They all thought the US is security. This is not the case. The US is their insecurity.)

          สหรัฐอเมริกาเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดูเอาระเบิดและโดรนทั้งหลายตรงมายังประเทศทั้งหลายของพวกเขา. ถ้าได้มีสันติภาพตั้งอยู่บนฐานของตรรกะแห่งสันติภาพที่ครอบคลุมไปทั่วภูมิภาคฉันท์เพื่อนบ้าน, พวกเขาก็จะเป็นที่ปลอดภัย. แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น, อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาต้องการที่คระควบคุมบงการ. การควบุมบงการไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงปลอดภัย. ดังนั้น, ประเทศทั้งหลายเหล่านี้กำลังที่จะได้รับความเจ็บปวดอย่างเลวร้าย. พวกเขาไม่มีศักยภาพสำหรับที่จะต้านทานปฏิบัติการด้านกำลังระยะไกลของอิหร่าน. เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ.  (The US is like a magnet drawing the bombs and the drones right to their countries. If there had been peace based on the logic of peace across the neighborhood, they would be safe. But instead, Israel and the United States want control. Control does not bring security. So, these countries are going to suffer badly. They have no potential for kinetic action against Iran. That’s not even a thinkable proposition.)

ทุ่งน้ำมันทั้งหลายของพวกเขา, สาธารณูปการท่าเรือทั้งหลายของพวกเขา, โรงกลั่นน้ำมันทั้งหลายของพวกเขา, เรือบรรทุกน้ำมันทั้งหลายของพวกเขา คือเป้านิ่งสำหรับหลายพันโดรนที่สามารถมาได้. ไม่มีระบบต่อต้านขีปนาวุธทั้งหลายในจำนวนที่สามารถปกป้องทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ได้เลย. หนทางเดียวเท่านั้นที่จะปกป้องทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้คือ การทำให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่จะหยุดการรุกรานของพวกเขา. อะไรอื่นมากไปกว่านั้น, ก็จะไม่มีการปกป้องใดสำหรับประเทศทั้งหลายเหล่านี้ในภูมิภาคอ่าว.  (Their oil fields, their port facilities, their refineries, their tankers are sitting ducks for thousands of drones that can comes. There are not the anti-missile systems in number that can protect these uh assets. The only way to protect these assets is for the United States and Israel to stop their aggression. Other than that, there will be no protection for these countries in the Gulf.)

พิธีกร:  พูดถึงการปกป้อง/ป้องกัน, มร. แซ็คส์, ขอให้ผมถามคุณ, โดยเนื้อแล้วสหรัฐอเมริกาได้มีการคำนวณผิดพลาดอะไรไปหรือไม่? ผมอยากจะกล่าวเน้นถึงสองประเด็น, หนึ่งนั้น, ศาสตราจารย์ เปเป้ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกพูกดว่าไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่เกิดเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลใดที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการปฏิบัติการทางอากาศเพียงอย่างเดียว. นี่ได้เป็นการคำนวณที่ผิดพลาดไปโดยสหรัฐอเมริกาไหม? มีความจำเป็นต้องใช้กำลังทางบกภาคพื้นดิน หรือว่ามีความจำเป็นสำหรับยุทธศาสตร์ในการที่จะระดมพล ที่ไปไกลเกินเลยกว่าการบุกโจมตี้ทั้งหมด กับประเทศที่มีขนาดใหญ่อย่างอิหร่าน?  (Speaking of protection, Mr. Sachs, let me ask you, has there inherently been a miscalculation by the United States? I’d like to cite two aspects. One, Professor Pape of the Chicago University says that not once in human history has a regime change been executed through merely aerial operations. Has there been a miscalculation done by the United States? Is there a need for boots on the ground or is there a need for a strategy to have been deployed that goes beyond mere all attacks against a country as large as Iran?)

เจฟฟรีย์ แซ็คส์:           มีความจำเป็นสำหกรับสันติภาพ. มีความจำเป็นสำหรับหลักนิติธรรม. มีความจำเป็นสำหรับการจบสิ้นของการรุกรานนี้. มีความจำเป็นสำหรับอิสราเอลที่จะมีชีวิตอยู่ภายในพรมแดนทั้งหลายของตน, ที่ก็คือพรมแดนทั้งหลายจามวันที่ 4 มิถุนายน 1967, และที่จะยอมให้ชนปาเลสไตนิ์มีชีวิตอยู่ภายในพรมแดนทั้งหลายของพวกเขา. ดังนั้น, จึงมีความจำเป็นสำหรับแนวทางเข้าหาท่าแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง.  (There is a need for peace. There is a need for the rule of law. There is a need for the end of this aggression. There’s a need for Israel to live within its own borders, which are the borders of the 4th of June 1967, and to let the Palestinians live within their borders. So, there’s a need for a completely different approach.)

สหรัฐอเมริกาจะไม่ยกกำละงทหารราบลุกภาคพื้นดิน เพราะว่าผิ้คนอเมริกันได้ต่อต้านอย่างสมบูรณ์ใฝนอะไรที่กำลังบังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้. นี้ได้ทำไปโดย CIA, โดยเพนตากอน, โดยทรัมป์. ไม่ได้ทำไปโดยผู้คน. พวกเขาได้ต่อต้านดเรื่องนี้กันอย่างเสร็จสิ้นแล้ว. ดังนั้น, ความคิดของพวกเขาในเรื่องทหารราบภาคพื้นดินคือที่พวกเขาจะต้องจ่ายจ้างให้กับกลุ่มกบฏเคิร์ด หรือทหารรับจ้างทั้งหลายที่จะทำเรื่องนี้แทน. นี้คือความหายนะทั้งหมด, ความคิดมายาคติ. สงครามสามารถจบลงได้วันนี้ และสหรัฐอเมริกาต้องจบสิ้นการรุกรานของพวกเขา. นั่นคือหนทางที่สงครามนี้จะจบลงได้.   (The United States will not put boots on the ground because the American people are completely against what is happening right now. This is done by CIA, by the Pentagon, by Trump. This is not done by the people. They’re completely against this. So, their idea of boots on the ground that they’ll pay the Kurds2 or other mercenaries to do this. This is all disastrous, delusional thinking. The war could end today by Israel and the United States ending their aggression. That is the way this war will end.)

2 ชาวเคิร์ด (The Kurds) คือกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายอินโด-อิหร่านที่เก่าแก่ ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณภูเขาชายแดนเชื่อมต่อระหว่างตุรกี อิรัก อิหร่าน และซีเรีย มีประชากรราว 30-45 ล้านคน แต่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่มีรัฐหรือประเทศเป็นของตนเอง พวกเขามีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง และต่อสู้เพื่อการปกครองตนเองมาอย่างยาวนาน 

รายละเอียดที่สำคัญของชาวเคิร์ด:

  • ที่อยู่อาศัย: กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า "เคอร์ดิสถาน" (Kurdistan) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ของตุรกี, ตะวันตกของอิหร่าน, เหนือของอิรัก และตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย
  • ประชากร: มีจำนวนมากที่สุดในตุรกี (ประมาณ 14-20 ล้านคน) รองลงมาคืออิหร่าน อิรัก และซีเรีย ตามลำดับ
  • ภาษาและศาสนา: พูดภาษาเคิร์ด (Kurdish) ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษาอินโด-อิหร่าน ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี
  • สถานะทางการเมือง: แม้จะมีความพยายามจัดตั้งประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 แต่ไม่สำเร็จ ทำให้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศที่ตนอาศัยอยู่และมักเกิดความขัดแย้ง โดยเฉพาะกับรัฐบาลตุรกี
  • บทบาทสำคัญ: เป็นกองกำลังภาคพื้นดินที่สำคัญในการต่อสู้กับกลุ่มไอซิล (ISIS) ในอิรักและซีเรีย

มันต้องการเสียงทั้งหลายของอินเดียและจีนและบราซิลและรัสเซียและประเทศอื่นๆของ BRICS ที่เป็นตัวแทนครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ที่จะพูดความสัจจริงต่อสหรัฐอเมริกาและต่ออิสราเอล ว่านายต้องหยุดการรุกรานนี้. (It requires the voices of India and China and Brazil and Russia and the other BRICS countries which represent half the world population to say the truth to the United States and to Israel. You must stop this aggression.)

พิธีกร:  ฐานผู้ลงคะแนนเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ของทรัมป์, กลุ่มเคลื่อนไหว MAGA ที่เราได้เห็นในสหรัฐอเมริกา, เอ่อ พวกเขาจะถูกนำเข้ามาให้มีผลกระทบในอีกสองสามเดือนข้างหน้าจากนี้ไปเมื่อเรามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาฯกึ่งกลางวาระประธานาธิบดีที่ในสหรัฐอเมริกา. อะไรที่ผมต้องการจะถามคือ นั่นเป็นเนื้อหาทั้งปวงที่โดนัลด์ ทรัมป์ได้ให้แก่ MAGA คือว่าเขาต้องการที่จะเป็นที่รู้จักกันในด้านสันติภาพ. ในข้อเท็จจริงแล้ว, นั่นเป็นอะไรที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของเขาที่ในนิว เดลี ได้พูดในวันนี้ว่า ทรัมป์ต้องการจะเป็นที่จดจำกันว่าเขาคือบุรุษแห่งสันติภาพ. (A large chunk of the Trump voter base, the MAGA movement that we’ve seen in the United States, uh they will be put to effect in just a few months from now when we have the midterms elections in the United States. What I want to ask is that the entire pitch that Donald Trump had given to MAGA is that he want to be known for peace. In fact, that’s what his deputy secretary of state in New Delhi said today that Trump want to be remembered as the man of peace.)

แต่ถึงกระนั้น, เขาถือว่าในตอนนี้คือเกียรติยศของที่ได้บุกโจมตีประเทศทั้งหลายจำนวนมากที่สุดในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา. สิ่งนี้แล้วจะนำเขาเข้าไปในตำแหน่งท้าทายการเลือกตั้งกลางวาระสมัยทั้งหลายที่จะมาถึงที่ในสหรัฐอเมริกาหรือไม่?  (But nonetheless, he does hold now the honor of having struck the most number of countries as the US president. Does this then put him in a very challenging position come the midterm elections in the United States?)

เจฟฟรีย์ แซ็คส์:           ทรัมป์จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งช่วงกลางวาระสมัยนี้. เขาไม่ได้เป็นที่นิยมชมชื่นอย่างมากมายและ อัตราคะแนนนิยมของเขาก็กำลังร่วงลงและพวกมันก็จะร่วงลงอยู่ต่อไป. เขาได้โกหกต่อผู้คนอเมริกัน. เขาได้โกหกต่อฐานทัพของเขา. เขาได้โกหกเกี่ยวกับกำแพงภาษีสินค้านำเข้าของเขา. เขาได้โกหกเกี่ยวกับเศรษฐกิจ. ดังนั้น. การยอมรับในตัวเขาเป็นที่ต่ำมากและกำลังร่วง. เขาจะพ่ายแพ้. ผมหวังว่าบัตรเลือกตั้งทั้งหลายจะมีการนับคะแนนกันอย่างซื้อสัตย์. ถ้าพวกมันเป็นเช่นนั้น, ก็จะมีผลที่ได้ออกมาซึ่งจะควบคุมอะไรในตอนนี้เป็นกฎในการบริหาร, ไม่ใช่กฎของรัฐธรรมนูญ. (Trump will lose the midterm elections Period3. He is unpopular and his approval ratings are falling and they will continue to plummet. He lied to the American people. He lied to his base. He lied about the tariffs. He lied about the economy. So. His approval is very low and falling. He will lose. I hope that the ballots are honestly counted. If they are, there will be an outcome that will control what right now is executive rule, not constitutional rule.)

          3 The Midterm Elections Period คือ การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ (สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ที่จัดขึ้นทุก 2 ปี ในช่วงกลาง (พฤศจิกายน) ของวาระประธานาธิบดี 4 ปี เป็นการวัดความนิยมของรัฐบาลปัจจุบันและเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรส ครั้งล่าสุดคือปี 2022 และครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2026 

FinnomenaFinnomena +4

รายละเอียดสำคัญ:

  • ช่วงเวลา: จัดขึ้นในวันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน
  • สิ่งที่เลือกตั้ง: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (House) ทั้งหมด 435 ที่นั่ง (วาระ 2 ปี) และสมาชิกวุฒิสภา (Senate) ประมาณ 1 ใน 3 (วาระ 6 ปี)
  • ความสำคัญ: เป็นการตรวจสอบ (Check and Balance) การทำงานของประธานาธิบดี โดยมักส่งผลให้พรรคฝ่ายค้านได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น
  • บริบท: ครั้งต่อไปคือปี 2026 จะเป็นช่วงกลางสมัยของ Donald Trump (2025-2029)

พิธีกร:  เอ่อ, มร. แซ็คส์, เรามาเปลี่ยนย้ายการเพ่งเน้นกันไปที่น้ำมันเถิด. เอ่อ, นั่นแน่นอนว่า, ได้เป็นหัวใจของการสนทนานี้มากว่าสองวันที่ผ่านมาอย่างน้อยที่สุด ในวาระทั้งหลายของอะไรที่มันเกิดกับน้ำมัน, การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ. เอ่อ, แค่ที่ผ่านมาช่าวขณะหนึ่งนี้เราก็ได้พูดกันไปถึง การวิเคราะห์ของเคปเลอร์, มร. ปาฟลอฟ. อะไรที่เขาได้บอกเราก็คือว่าได้มี การประเมินผลกระทบกับน้ำมันที่เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างต่ำไปเล็กน้อย. การกระโดดขึ้นมาของราคาน้ำมันไม่ได้เป็นไปอย่างเร้าอารมณ์เหมือนเดิม.  (Uh, Mr. Sachs, let’s shift our focus to oil. Uh, that of course, has been at the heart of this conversation over the last couple of days at least in terms of what it does to oil, the blockage of the Strait of Hormuz. Uh, just a while back we were speaking uh to a Kepler analysist, Mr. Pavlov. What he told us is that there has been a slight under assessment of what the impact could be as far as oil is concerned. The jump in oil prices hasn’t been as dramatic.)

อะไรที่เขาได้บอกนั่น ว่าโดยพื้นฐานเป็นปฏิบัติการบนสมมติฐานที่ว่า สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมให้มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซขยายไปเป็นคาบเวลานานๆ. อะไรที่ผมต้องการจะถามคุณคือว่า, นั่นเป็นความเชื่อมั่นที่ผิดพลาดหรือไม่ และถ้ามันเป็นเช่นนั้น ที่ไหนที่คุณมองว่าราคาน้ำมันจะไปถึงจากที่นี้?  (What he said is that that is essentially operating on the premise that the US will not allow Hormuz to be closed for extended periods. What I want to ask you is that, is that confidence misplaced and if it is where do you see the oil prices going from here?)

เจฟฟรีย์ แซ็คส์:           สหรัฐอเมริกาที่ผมเข้าใจ, ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญสัมบูรณ์สุดกับประเด็นการทหาร, แต่ในความเข้าใจของผม, สหรัฐอเมริกาไม่สามารถรักษาช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดไว้ได้. เอ่อ นั่นในทางเทคนิคและทางทหาร ไม่อาจเป็นไปได้. ปฏิบัติการทิ้งระเบิดทั้งหลายของอิสราเอล เอ่อ และปฏิบัติการทิ้งระเบิดทั้งหลายของสหรัฐอเมริกาจะไม่สามารถทำเรื่องนั้นได้. จะไม่มีการใช้กำลังบุกรุกภาคพื้นดินของทหารอเมริกัน เอ่อ, แล้วนั่นด้วยเช่นกันที่จะไม่ได้กำลังบังเกิดขึ้น.  (The US in my understand, I am not your ultimate expert on these military issues, but in my understanding, the US cannot keep the Strait of Hormuz open. Uh that is technically uh militarily not possible. That Israel’s bombing operations uh and US bombing operations will not do that. There will not be American boots on the ground. Uh, so that’s also not going to happen.)

ดังนั้นแล้ว, ถ้าสงครามนี้ดำเนินต่อไป, นั่นคือกาเลือกโดยวอิธีของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา. แต่ถ้าพวกขาดำเนินต่อไปกับสงคราม, แล้วก็มีสองสิ่งจะบังเกิดขึ้น. หนึ่ง, ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดอย่างมีผลเต็มที่. และอย่างที่สองน้ำมัน เอ่อ ในสินทัพย์ทั้งหลายทางกายภาพในภูมิภาคอ่าวจะถูกทำลายไปทีละอัน. โรงกลั่นน้ำมันทั้งหลาย, ทุ่ง/บ่อน้ำมันทั้งหลาย, สาธารณูปการของท่าเรือขนส่งทั้งหลาย. สาธารณูปการลอจิสตอิกส์ทั้งหลายและอื่นๆอีกนอกจากนี้.  (So, if the war continues, that’s the choice by the way of Israel and the United States. But if they continue the war, then two things will happen. One, the Strait of Hormuz effectively will remain closed. And Second, the oil uh physical assets in the Gulf region will be destroy one by one. The refineries, the oil fields, the port facilities, the LG facilities and so forth.)

          ดังนั้น, เราจะมีปัญหาวิกฤตการณ์ใหญ่ระดับโลก. ราคาของน้ำมัน, ถ้านั่นบังเกิดขึ้น, จะพุ่งขึ้นไปเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล. ตลาดทั้งหลายไม่ได้สมมติไว้ว่านี่จะเป็นเหตุเช่นนี้เพราะว่าพวกเขากำลังฟังที่ทรัมป์กำลังพูดว่าเรื่องนี้จะจบไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ. ถ้านั่นเป็นเหตุกรณี, แล้วก็ใช่, ราคาน้ำมันก็จะขยับขึ้นไปเล็กน้อยเท่านั้น.   (So. We will have a major global crisis. The price of oil, if that happens, will soar well above $100 a barrel. The markets have not assumed that this is the case because they are listening to Trump saying that this will be over in a short period of time. If that’s the case, then yes, oil prices will remain only modestly increased.)  


          แต่ถ้ามันเป็น, การดำเนินอยู่ต่อไปนี้เพราะว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยังดำเนินการบุกรุกโจมตีของพวกเขาต่อไป, ราคาน้ำมันนั้นก็จะพุ่งอย่างดีไปเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล. ก็จะมีวิกฤตตการณ์เศรษฐกิจใหญ่ทั่วโลก. เอเชียและยุโรปจะต้องจ่ายในราคาสูงสุดสำหรับวิกฤตการณ์นี้ เพราะว่าพวกเขาพึ่งพาอยู่กับการนำเข้า(น้ำมัน)จากตะวันออกกลาง และ เอ่อ ทั้งยุโรปและเอเชียก็จะเจ็บปวดอย่างมหาศาล. ทุกคนจะเจ็บปวด แต่อินเดีย, ออินโดนีเซีย, จีน และส่วนที่เหลือของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จะจ่ายในราคาที่อย่างหนักมาก.  (But if it is, as is likely, this continues because the US and Israel continue their aggression, the oil prices will soar well above $100. There will be a major global economic crisis. Asia and Europe will pay the highest costs for that crisis because they are dependent on imports from the Middle East and uh both Europe and Asia will suffer enormously. Everyone will suffer but India, Indonesia, China, the rest of Southeast Asia will pay a very heavy price.)

พิธีกร:  ช่วยเราขยายกับเรื่องนั่นที, มร. แซ้คส์, ในประเด็นเรื่องของ, อย่างแรก, แน่นอนว่า, ผมกระทบในทันทีเป็นเกมือนกับว่าจะถูกรู้สึกได้เมื่อมันได้มาถึงกับเรื่องน้ำมัน, ความสามารถในการหาได้ของน้ำมัน และหมายเลขสอง ราคาของน้ำมัน. พ้นเลยไปกว่านั่น, อะไรคือ, อะไรที่เป็น, อะไรคือปัจจัยทั้งหลายที่จะเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บปวดต่อเศรษฐกิจทั้งหลายเหกมือนที่อินเดียกำลังไปข้างหน้าอยู่นี้?  (Help us expand on that, Mr. Sachs. In terms of, first, of course, uh the immediate impact is likely to be felt when it comes to oil, availability of oil and number two the pricing of oil. Beyond that, what are, what is, what are the factors that will cause pain to economies like India going forward?)

เจฟฟรีย์ แซ็คส์:           เรารู้จากการตื่นตกใจเรื่องน้ำมันกันในยุคปี 1970, ในปี 1973-74 และในปี 1979, นั่นเมื่อเมื่อปรอิมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ลดลงในทันทีและมีนัยสำคัญ ทั่วทั้งโลกก็เข้าไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ. ผมที่จริงแล้วก็ได้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมเมื่อ 46 ปีที่แล้วในหัวข้อเรื่องนี้. เรากลับไปที่ฉากจำลองนั่นที่จะมีการหดตัวของการค้าและการลงทุน. ก็จะมีการเพิ่มขึ้นของความไม่มีเสถียรภาพมั่นคงทางการเมืองในประเทศทั้งหลายมากมาย ถ้าสงครามนี้ยังดำเนินต่อไป.  (We know from the oil shocks of the 1970s, in the 1973-74 and in 1979 – 1980, that when a sharp rather sudden significant reduction of world oil supplies the entire world went into economic crisis. I actually did my PhD dissertation 46 years ago on that topic. We are back to that scenario where there will be a contraction of trade of investment. There will be increased political instability in many countries if this war continues.)

          นั่นเป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์กันไว้ข้างหน้า. มีสองหนทางที่สงครามนี้สามารถจบสิ้นลงได้. หนึ่งหนทางนั้นคืออิสราเอลและสหรัฐอเมริกาอ้างไว้, ที่เป็นพวกเขาจะเอาชนะอิหร่าน. นัทุกกวิเคราะห์ทางทหารส่าวนใหญ่โต้แย้งในเรื่องนี้, ว่าสงครามนี้จะไม่จบลงในหนทางนั้น. สงครามหนึ่งสามารถจบสิ้นลงในหนทางนั้นได้อย่างไรในสองสามสัปดาห์ของการทิ้งระเบิด? มองดูที่สงครามยูเครนสิ. ได้มีการทิ้งระเบิดมาสี่ปีแล้ว. สงครามนั้นยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากการเดินทัพภาคพื้นดินและจะไม่มีการเดินทัพรบภาคพื้นดินของอเมริกัน. สงครามนี้ก็จะดำเนินต่อไป. ดังนั้น,การสิ้นสุดสงครามโดยชัยชนะของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นอย่างยิ่ง.   (That’s not a foregone conclusion. There are two ways the war could end. One way is that the Israel and the United States claim, which is that they will defeat Iran. Most every military analyst disputes this, that the war will not end that way. How can a war end that way with a few weeks of bombing? Look at the Ukraine war. There’s been bombing for four years. The war continues without boots on the ground and there will not be US boots on the ground. The war will continue. So, ending the war by victory by the US and Israel is extraordinarily unlikely.)

          อีกหนทางอื่นที่สงวครามนี้สามารถจลลงได้ก็คือรัฐบาลทั้งหลายของโลก บอกความสัจจริงต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล, ว่านายต้องหยุดเรื่องนี้ในเดี๋ยวนี้เลย. นั่นคือความเป็นไปได้อย่างยิ่ง. ประเทศทั้งหลายส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการจะทำมัน. พวกเขาได้หวาดกลัวโดนัลด์ ทรัมป์. พวกดเขาไม่ควรเป็นเช่นนั้น. มันเป็นการเกทับข่มขู่และอวดโอ่มากไป. (The other way that the war could end is that the world’s governments tell the truth to the US and Israel, which you must stop this now. That is highly plausible. Most countries don’t want to do it. They’re scared of Domald Trump. They shouldn’t be. It’s a lot of bluff and bluster.)

          ข้อเมท็จจริงของสาระสำคัญคือ เขาไม่สามารถบัญชาอินเดีย หรือจีน หรือรัสเซีย กรือประเทศทั้งหลายอื่นในหนทางที่เขาคิดว่าสามารถทำได้. ดังนั้น, ถ้าพวกเขายืนขึ้นด้วยกันและบอกให้จบสิ้นสงคราม, มันก็แน่นอนว่าจะจบสิ้นลง. แต่ถไม่ว่าเหล่านั้นบังเกิดขึ้นและทั้งหมดของเรื่องนี้ดำเนินอยู่ต่อไป, เช่นนั้นแล้วราคาที่ต้องจ่ายทางเศรษฐกิจจะเป็นที่มหาศาลสำหรับอินเดีย, สำหรับส่วนใหญ่ของเอเชีย, สำหรับส่วนใหญ่ของยุโรป, และตามความเป็นจริง, กับสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน. เอ่อ, ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาโดยพื้นฐานแล้วจะได้มีความสมดุลในด้านพลังงานอยู่, มันก็จยังคงมีเหตุการณ์สำคัญทั้งหลายในแง่ลบ.  (The fact of the matter is that he cannot command India or China or Russia or other countries the way he thinks he can. So, if they stand up together and say end the war, it actually will end. But if neither of those happens and all of this continues, then the economic costs will be enormous for India, for most of Asia, for Europe, actually also for the United States. Uh, even though the US is basically energy balanced, it will still have very significant negative consequences.)

พิธีกร:  เอ่อ, มร. แซ็คส์. หนึ่งในการจบลงที่คุณเสนอคือว่า มันควรจะใช้อำนาจเป็นกลางทั้งหลาย, ประเทศทั้งหลาย, อย่างเช่านของอินเดีย, อะไรประเภทของรัสเซีย, ที่ยืนขึ้นอย่างแท้จริงในตำแหน่งร่วมกันและแล้วตัดสินให้สหรัฐอเมริกาที่จะไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกกับการปะทะนี้. เราได้เห็นการยิงไฟเขียวกับเส้นแนวเหล่านั้น. เราได้เห็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ่อ พูดเกี่ยวกับว่าอย่างไรที่เรื่องนี้ผิดกฎหมาย ที่ได้ติดตามมาโดยสหรัฐอเมริกา.  (Uh, Mr. Sachs. One of the endings that you propose is that it would take middle powers, the countries, the likes of India, the kinds of Russia, to actually stand up in a united position and then convince the United States to not move forward with this engagement any further. We’ve seen green shoots along those lines. We’ve seen the French president uh talk about how this is an non-legal approach that has been followed by the United States.)

          เราได้เห็นสเปนไม่ยินยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้าถึงยังฐานทัพอากาศทั้งหลายของพวกเขา. คุณมองว่าคือการก่อตัวของพันธมิตรนี้ขึ้นมาไหม? คุณมองว่าอำนาจตรงกลางทั้งหลายตามจริงแล้วกำลังยืนขึ้นมาตรงหน้าของโดนัลด์ ทรัมป์กับการเผชิญหน้าต่อระบอบกำแพงภาษีสินค้านำเข้าซึค่งทรัมป์นำมากำหนดใช้ไหม?  (We’ve seen Spain disallow the United States access to their air bases. Do you see this alliance forming up? Do you see these middle powers actually standing up in the face of a Donald Trump in the face of a tariff regime that he has deployed?)

เจฟฟรีย์ แซ็คส์:           ผมเห็นเช่นนั้น. ที่แตกต่างของผปมมีเพียงแค่ว่าผมไม่นับเอาว่าอินเดียเป็นอำนาจตรงกลาง. ผมไม่นับเอาว่ารัสเซียเป็นเช่นอำนาจตรงกลาง. ผมนับว่ามันเป็นมหาอำนาจหนึ่ง. จีนก็เป็นมหาอำนาจ. อะไรที่เราจำเป็นต้องการคืออำนาจหลักทั้งหลายที่จะพูดต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล, ว่า นายได้ทำบางอย่างที่ผิดอย่างสัมบูรณ์สิ้นไปแล้ว. อย่างสัมบูรณ์ของความรุกราน, ผิดกฎหมาย, ความหลงผิด. คุณอ้างอิงคำพูดของผมได้เลย.  (I do. My only difference is I don’t count India as a middle power. I count it as a great power. I don’t count Russia as a middle power. I count it as a great power. China is a great power. What we need is the major powers to say to the United States and Israel, you’ve done something absolutely wrong. Absolutely aggressive, illegal, delusional. You can quote me.)

          เอ่อ, พวกเขาสามารถอ้างอิงคำพูดของผมได้. มันไม่มีเหตุผลเลย(ในการทำของสหรัฐและอิสราเอล-ผู้แปล). มันทำเศรษฐกิจพังไปทั้งโลก. นั่นจะทำให้เรื่องนี้ต้องหยุด. ในขณะที่การข่มขู่, ทรัมป์คาดว่าทุกคนจะยังคงนิ่งเงียบ หรือกระทั่งตกลงมาในแถว, แต่ประเทศทั้งหลายไม่ได้ทำเช่นนั้น. คุณก็รู้, สเปน เอ่อ นายกรัฐมนตรีของสเปน หรือ หรือประธานาธิบดีแห่งสเปน. ดังที่เขาถูกเรียกด้วยเช่นกันว่า, เปโดร ซานเชส, ได้ยืนขึ้นและพูดว่า, “นี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายและไร้สติ. เราจะไม่ทำมัน, และสหรัฐอเมริกาไม่สามารถใช้ฐานทัพของเราได้.”  (Uh, they can quote me. It makes no sense. It wrecks the whole world economy. That will get this to stop. As a bully, Trump counts on everyone remaining silent or even falling into line, but countries are not having it. You know. Spain, uh, the prime minister of Spain or president of Spain. As he’s also called, Pedro Sanchez, stood up and said, “This is illegal and reckless. We won’t do it, and the US can’t use our bases.”)

          แล้วทรัมป์เองก็ได้ข่มขู่เขา. และคุณก็รู้ว่าอะไรที่เขาได้ทำ? เขาได้พูดว่า, “เราไม่ได้กำลังฟังการข่มขู่ของคุณอยู่. พวกนั้นเป็นคำขู่ที่ว่างเปล่า.” เอ่อ, และแล้วประเทศทั้งหลายอื่นๆในยุโรปก็กำลังพูดว่า, “โว้ว, เราสามรารถทำสิ่งเดียวกันนั้นได้.” เราจำเป็นต้องการความสัจในตอนนี้แล้ว.  (Trump then threatened him. And you know what he did? He said, “We’re not. They’re empty threats. Uh, and then other countries in Europe are saying, “Whoa, we can do the same thing.” We need truth telling right now.)

เรื่องนี้ได้เริ่มต้นด้วยมายาคติสยดสยองของอิสราเอล. เรื่องนี้รวมถึงมายาคติของสหรัฐอเมริกาด้วย. โลกมีความจำเป็นต้องการที่จะพูดว่า, “เราไม่ต้องการให้อิสราเอลปกครองตะวันออกกลาง. เราไม่ต้องการให้สหรัฐอเมริกาปกครองโลก. เราต้องการอย่างแท้จริงให้มีการปกครองโดระบบยพื้นฐานกฎกติกาภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ. นั่นคือแนวคิดหลักดของประเทศ BRICSทั้งหลาย. เราไม่ยอมรับอะไรประเภทความไร้ซึ่งกฎหมาย. (This started with Israeli grotesque delusions. This includes US delusions. The world needs to say, “We don’t want Israel to rule the Middle East. We don’t want the US to rule the world. We want actually a rules-based system under the UN charter. That’s the theme of the BRICS countries. We don’t accept this kind of lawlessness.)

เราไม่ได้ยอมรับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาในการฆ่าผู้นำทั้งหลายของรัฐในระหว่างการเจรจาต่อรองทั้งหลาย. การไร้สตินี้เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง. ไม่มีจุดใดในการที่อยู่นิ่งเงียบเกี่ยวกับการไร้สติชองมัน เพราะว่านั่นจะเป็นการยืดเยื้อความเจ็บปวดอีกนาน. การออกมาประณามในอะไรที่อย่างสัมบูรณ์สิ้นของการผิดกฎหมาย, การก่อความเสียหาย, และเป็นอันตรายที่มีแต่ผลลัพธ์ล้มเหลว คืออะไรที่สำคัฯมากที่สุดในตอนนี้. (We don’t accept Israel and the US killing religious leaders of state in the middle of negotiations. The recklessness of this is profound. There’s no point in being silent about the recklessness of it because that will prolong the agony, not end the agony. Calling out what it is an absolutely illegal, destructive, and doomed to fail effort is what’s most important right now.)

พิธีกร:  ใช่เลย, มร. แซ็คส์, เราอีกครั้งที่ชอบที่จะชื่นชมกับเวลาที่คุณได้ใช้ในการพูดต่อเรา. มันเป็นการพบปะที่สำคัญยิ่ง. เราดำเนินต่อไหป เอ่อ ที่จะติดต่ออยู่และที่จะได้ทัศนภาพของคุณมากยิ่งขึ้นในขณะที่ความเกี่ยวข้องปะทะกันนี้เป็นความขัดแย้งที่ในเอเชียตะวันตกดำเนินอยู่อย่างหวังว่าจะไม่ไปอีกนานนนัก แต่บางอย่างที่เราจะเป็นที่คอยจับตามองอย่างใกล้ชิดให้มาก. มร. แซ็คส์, ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งสำหกรับมาเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนานี้ที่นี่กับCNBC TTY18.  (Right, Mr. Sachs, we’d again like to appreciate the time you’ve taken out to speak to us. It’s been an insightful session. We continue uh to stay connected and to get more of your perspective as this engagement as this conflict in West Asia continues hopefully for not very long but something that we’ll all be keeping a very close eye on. Mr. Sachs, thank you once again for being a part of this conversation right here on CNBC TV18.)

          https://youtu.be/biN2BaQNcBQ?si=bppdLTGHUv7KCxd1

วันพฤหัสบดีที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2569

ประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนไว้ของมนุษยชาติ (และ ทำไมพวกเขาไม่ต้องการให้คุณรู้)

ประวัติศาสตร์ที่ถูกซ่อนไว้ของมนุษยชาติ (และ ทำไมพวกเขาไม่ต้องการให้คุณรู้)

The Hidden History of Humanity (and Why They Don't Want You to Know)

          https://youtu.be/Wd4hU6S0bRE?si=5YozOimh-lWkSUBJ

เส้นเวลาที่ผิด และ อะไหรที่พวกเขาได้ซ่อนเอาไว้เกี่ยวกับมนุษย์ทั้งหลายก่อนถึงยุคของอดัม (The False Timelines & What They Hid About Pre-Adamic Humans)

          พวกเขาได้บอกคุณถึงเรื่องราวมนุษย์ว่าเริ่มต้นเมื่อ 200,000 ปีมาแล้ว. หรือบางที 7,000 ปี. แต่อะไรถ้าทั้งไม่ว่าสองอย่างนั้นก็ไม่จริงล่ะ? อะไรถ้าเวลาเริ่มต้นมานานก่อนหน้านั้น...และนานภายหลังจากนั้น? อะไรถ้ามนุษยชาติได้ถูกติดตั้ง, ไม่ใช่ได้วิวัฒนาการ? นี้ไม่ใช่บทเรียนวิชาประวัติศาสตร์. นี้คือการค้นพบของความทรงจำ. นี้คือปีที่ศูนย์. ชั่วขณะที่ชีวอัตตาได้สัมผัสวัตถุ. และวัตถุนั้นได้ตื่นขึ้น. ในวิดีโอนี้, เรากำลังจะเปิดบางอย่างที่ถูกปิดไว้ไกลใหญ่ไปกว่าเส้นเวลาทั้งหลาย. เรากำลังที่จะสำรวจค้นหาจุดกำเนิดของจิตสำนึก, ความลี้ลับของชีวอัตตา, และพื้นที่ตรงกลางถูกลืมเลือน ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์.  (They told you the human story began 200, 000 years ago. Or maybe 7,000. But what if neither is true? What if time began long before…and long after? What if humanity was installed, not evolved? This is not a history lesson. This is a recovery of memory. This is year zero. The moment the soul touched matter. And matter woke up. In this video, we are going to uncover something far bigger than timelines. We’re going to explore the origin of Consciousness, the mystery of soul, and the forgotten middle ground between religion and science.)

          วิทยาศาสตร์บอกว่า โฮโม ซาเปียนส์ วิวัฒนาการมากว่า 200,000 ปี. ศาสนาบอกว่า อดัมได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นแค่ 7,000 ปีล่วงมานี้. เส้นเวลาทั้งคู่ดูเหมือนจะขัดแย้งกัน. แต่อะไรถ้าพวกเขาทั้งคู่ถูกต้อง? หรือทั้งคู่ค่อนข้างจะไม่สมบูรณ์มากกว่า. เพราะว่ามีทัศนภาพที่สาม....ทฤษฎีลูกผสมอันหนึ่งที่ผสมผสานวิวัฒนาการเข้าด้วยกัน, จิตวิญญาณ, และออกแบบอภิปรัชญาขึ้น. ไม่ได้ถูกสอนในมหาวิทยาลัยทั้งหลาย. ไม่ได้ถูกเทศน์สอนในโบสถ์ทั้งหลาย. แต่กระซิบอยู่ในคัมภีร์โบราณทั้งหลายใส่รหัสในDNA และถูกฝังไวในชีวอัตตาของคุณ.  (Science says Homo Sapiens1 evolved over 200,000 years. Religion says Adam was created just 7,000 years ago. Both timelines seem to contradict. But what if they’re both right? Or rather both incomplete. Because there’s a third perspective…A hybrid theory one that blends evolution, spirit, and metaphysical design. Not taught in the universities. Not preached in temples. But whispered in ancient texts encoded in DNA and buried in your soul.)

          เรามาเริ่มต้นกันด้วยข้อขัดแย้งอันดับแรกของประวัติศาสตร์ยุคใหม่: เมื่อไหร่ที่มนุษยชาติเริ่มต้นจริงๆ?  (Let’s begin with the first contradiction of modern history: When did humanity truly begin?)

          1 โฮโมเซเปียนส์ (Homo sapiens) คือชื่อวิทยาศาสตร์ของมนุษย์ปัจจุบัน หมายถึง "มนุษย์ผู้ชาญฉลาด" (Wise Man) เป็นสปีชีส์เดียวในสกุล Homo ที่ยังคงดำรงชีวิตอยู่ วิวัฒนาการขึ้นในแอฟริกาเมื่อประมาณ 300,000 ปีที่แล้ว มีลักษณะเด่นคือสมองขนาดใหญ่ เดินสองขา มีวัฒนธรรมที่ซับซ้อน และความสามารถในการสื่อสารระดับสูง 

Facebook +2

ลักษณะและข้อมูลสำคัญของโฮโมเซเปียนส์:

  • ความหมาย: มาจากภาษาละติน Homo (มนุษย์) และ sapiens (ฉลาด/มีเหตุผล)
  • ถิ่นกำเนิดและวิวัฒนาการ: ถือกำเนิดในแอฟริกาเมื่อประมาณ 300,000-315,000 ปีก่อน ก่อนจะแพร่กระจายไปทั่วโลก
  • ลักษณะทางกายวิภาค:
    • สมอง: มีขนาดใหญ่และพัฒนาได้ดีมาก ทำให้สามารถคิดเชิงนามธรรมและแก้ปัญหาได้ดี
    • กะโหลก: มีหน้าผากสูงและตั้งตรง กะโหลกศีรษะมีผนังบาง
    • ใบหน้า: ขากรรไกรเล็กกว่ามนุษย์ยุคก่อน ฟันมีขนาดเล็กกว่า และสันคิ้วไม่หนามาก
    • ร่างกาย: โครงสร้างร่างกายเบากว่ามนุษย์โบราณ
  • พฤติกรรมและความสามารถ: เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างสรรค์วัฒนธรรม ใช้ภาษาที่ซับซ้อน สร้างเครื่องมือ ทำอาหาร และปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมต่างๆ ได้ดี
  • สถานะ: เป็นมนุษย์ยุคใหม่ (Modern Human) เพียงกลุ่มเดียวที่เหลืออยู่บนโลก

          บทที่ 1: ปีที่ศูนย์ วิทยาศาสตร์ ปะทะ พระคัมภีร์ (3:007:00). อ้างอิงตามวิทยาศาสตร์, โฮโม ซาเปียนส์ มนุษย์ทั้งหลายที่มีกายวิภาคปัจจุบันโผล่ขึ้นมาในราว 200,000 ปีล่วงมาแล้ว. กระดูก. เครื่องมือ. ไฟ. เผ่า. แต่อ้างอิงตามศาสนา – ตัมภีร์กูรอ่าน, คัมภีร์โทราห์, คัมภีร์ไบเบิ้ล – มนุษย์คนแรกคือ อดัม, ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นราว 7,000 ปีที่ล่วงมานี้เอง. นั่นคือช่องว่างที่ห่างกัน 193,000 ปี. ใครที่มีอยู่มาก่อนหน้านั้น? และทำไมไม่มีใครพูดถึงพวกเขากันเลย?  (Chapter 1: Year Zero Science vs Scripture (3:007:00). According to science, Homo Sapiens anatomically modern Humans emerged around 200,000 years ago. Bone. Tools. Fire. Tribe. But according to religion - the Qur’an, the Torah, the Bible - the first human was Adam, created about 7,000 years ago. That’s a 193,000 years gap. Who were the being that came before? And why does no one talk about them?)

          วิทยาศาสตร์มีชื่อให้กับพวกเขา: Humans. ศาสนาไม่ได้รับรู้พวกเขา. แต่อะไรถ้าพวกเขาคือบางอย่างอยู่ในระหว่างทั้งสองนี้? ร่างกายที่หายใจ. ชีวอินทรีย์ที่ไม่มีชีวอัตตา/วิญญาณ. ความฉลาดที่ปราศจาก ฮิกมะห์ - ปัญญา. สัตว์โลกที่มีชีวิต, ล่า, รัก, และตาย. แต่ไม่เคยเงยหน้าขึ้นและได้ถามว่าทำไม? คัมภีร์กุรอ่านได้อธิบายถึงอดัม ไม่ใช่เพียงแค่เป็นคนแรก, แต่เป็นเช่นผู้ที่ลมหายใจสวรรค์ได้ถูกเป่าเข้าไปในร่าง. ผู้ซึ่งได้ตั้งชื่อให้กับสิ่งทั้งหลาย. ผู้ซึ่งได้ถูกสอน. นี้ไม่ได้เป็นวิวัฒนาการ.  (Science has a name for them: Humans. Religion doesn’t acknowledge them. But what if they were something in between? Body without breath. Biology without soul. Intelligence without حكمة 2- wisdom. Creatures who lived, hunted, loved, and died. But never looked up and asked, why? The Qur’an describes Adam not just as the first, but as the one into whom divine breath was blown. The one who named things. The one who was taught. This wasn’t evolution.)

            2 https://en.wikipedia.org/wiki/Hikmah

          มันคือการเปิดใช้งาน. อะไรถ้าอดัมไม่ได้เป็นคนแรกที่เดินตัวตรง...แต่เป็นรายแรกที่เดินอย่างตื่นรู้.  (It was activation. What if Adam wasn’t the first to walk upright…But the first to walk awake?)

          บทที่ 2: จักรวาลก่อนมีมนุษย์...ก่อนอดัม. ก่อนโลก. ก่อนแนวความคิดของการเริ่มต้น กระทั่งได้มีอยู่...มีความเงียบ. และแล้วทันใดนั้น – ทุกสิ่ง. 13.8 พันล้านปีล่วงมาแล้ว, บางอย่างได้ระเบิดขึ้นจากการไม่มีอะไร. วิทยาศาสตร์เรียกมันว่า บิ๊ก แบง. ชั่วขณะที่เมื่อเวลา, อวกาศ, พลังงาน, และวัตถุ ได้กำเนิดขึ้น...ทั้งหมดในทันทีนั้น. ไม่มีใครรู้ว่าอะไรได้เหนี่ยวไกมันเกิดขึ้น. ไม่มีใครรู้ว่าอะไรมีมาก่อนมัน. ฟิสิกส์หยุดที่เส้นบรรทัดนั้น – เหมือนจิตกำลังจ้องดขไปในกำแพงว่างเปล่า. แต่กำแพงนั่น...กลางคืนเป็นผ้าคลุมหน้า.  (Chapter 2: The Universe Before Humans…Before Adam… Before Earth…Before the concept of a beginning even existed…There was silence. Then suddenly – everything. 13.8 billion years ago, something exploded from nothing. Science calls it the Big Bang. A moment when time, space, energy, and matter were born…all at once. No one knows what triggered it. No one knows what came before it. Physics stops at that line - like a mind staring into a blank wall. But that wall…night be a veil.)

          จากหนึ่งเดียว/เอกฐาน มาเป็นทุกสิ่ง. กาแล๊กซี่ทั้งหลาย, ดวงดาวทั้งหลาย, แสงสว่าง, แรงโน้มถ่วง, ความเป็นไปได้. และ 200 ล้านปี – ทางช้างเผือก. กาแล๊กซี่ของเรา. ที่อยู่ชองเราในขักรวาล.   (From that singularity3 came everything. Galaxies, stars, light, gravity, possibility. And 200 million years – the Milky Way, Our galaxy. Our address in the cosmos.)

          3https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%81%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%96%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%87

 

ปีที่ศูนย์: การมาถึงของอดัม และทฤษฎีสายเลือดจากสรวงสวรรค์ (Year Zero: Adam's Arrival & the Divine Lineage Theory)

          จากที่นั้น, มันทั้งหมดเกี่ยวกับการรอคอย. การรอคอยเพื่อดวงดาวเล็กๆหนึ่งที่จะจุดระเบิด. ดวงดาวนั่น...คือดวงอาทิตย์ของเรา. 4.6 พันล้านปีล่วงมาแล้ว, ดวงอาทิตย์ได้กำเนิดขึ้น. และจากเศษซากที่เหลืออยู่, โลกก็ผุดอุบัติขึ้นมา. 100 ล้านปีต่อมา – ก็เป็นลูกทรงกลมสีฟ้าอันสมบูรณ์, สมดุลเพียงอยู่ไกลพอตจากไฟที่จะเย็นตัวลง...และใกล้พอที่จะยังคงมีชีวิตอยู่. แต่โลกไม่ได้หมุนไปอย่างผสานกลมกลืนตามลำพัง. มันได้จำเป็นต้องการสหาย. ดวงจันทร์ – ไม่ไช่แค่ก้อนหิน. ไม่ใช่แค่เครื่องประดับในท้องฟ้า. แต่เป็นตัวสร้างเสถียรภาพ.   (From there, it was all about waiting. Waiting for one small star to ignite. That star…is our Sun. 4.6 billion years ago, the Sun was born. And from the leftover debris, Earth emerged. 100 million years later – a perfect blue sphere, balanced just far enough from fire to cool…and just close enough to remain alive. But Earth didn’t spin in harmony alone. It needed a companion. The Moon – not just a rock. Not just a decoration in the sky. A stabilizer.)

มันเป็นดวงจันทร์ที่ทำให้โลกเอียง 23.5 องศา. นั่นให้ฤดูกาลแก่เรา. นั่นสร้างสรรค์กระแสน้ำขึ้นลง. นั่นคือเวลาที่ประสานสอดคล้องต้องกัน. มันกระทั่งทำให้โลกช้าลงจากการหมุนอย่างบ้าคลั่ง – ยืดเวลาเราออกไปจาก จาก 6 ชั่วโมง เป็น 24. ปราศขากดวงจันทร์...ก็จะไม่มีกลางคืนดังที่เรารู้จักมัน. ไม่มีปฏิทิน. ไม่มีจังหวะ. ไม่มีชีวิต. ดวงจันทร์ไม่ใช่เป็นแค่ดาวเทียม. มันคือนาฬิกา. เครื่องเมโทรโนม – เครื่องนับจังหวะที่ตั้งไว้ให้กับชีวิตที่จะวิวัฒนาการ. และบางคน...ตั้งจัดมันไว้อย่างสมบูรณ์.  (It’s the Moon that tilted Earth by 23.5 degrees. That gave us seasons. Those created tides. That synchronized time. It even slowed Earth’s wild spin – Stretching our days from 6 hours to 24. Without the Moon…there would be no night as we know it. No calendar. No rhythm. No life. The Moon isn’t just a satellite. It’s a clock. A metronome set for life to evolve. And someone…set it perfectly.)

          ด่อนมีมนุษย์, โลกได้มีชีพจรหนึ่งแล้ว. แรงโน้มถ่วง. แรงแม่เหล็ก. เวลา. ทั้งหมดถูกปรับตั้ง...เหมือนเครื่องดนตรีชิ้นหนึ่ง, ดุจราวกับว่าดาวเคราะห์นั้นกำลังรอคอยลบางอย่าง, รอคอยบางคน. คัมภีร์กูรอ่านกล่าวว่า, “และเราได้สร้างสรรค์สวรรค์ทั้งหลายและโลก, และทุกสิ่งระหว่างพวกเขา, ในสัจจริงและโดยเจตจำนง.” นี้ไม่ได้เป็นความจลาจลวุ่นวาย. นี้คือการเรียบเรียงดนตรีออเครสตร้า. อะตอมทั้งหลายรู้ที่ทางแห่วงหนของพวกเขา. ดาวเคราะห์ทั้งหลายติดตามไปในเส้นทางโคจรของพวกเขา. ธาตุทั้งหลายได้จัดวางแนวเรียงตัวเองเหมือนตัวหมากรุก...รอคอยการเดินครั้งแรก. และการเดินนั้น – คือการถึงของจิตสำนึก.  (Before humans, the Earth already had a pulse. Gravity. Magnetism. Light. Time. All tuned…like an instrument, as if the planet was waiting for something, for someone. The Quran says, “And we created the heavens and the Earth, and everything between them, in truth and for purpose.” This wasn’t chaos. This was orchestration. The atoms knew their place. The planets followed their course. The elements aligned themselves like chess pieces…waiting for the first move. And that move – was the arrival of Consciousness.)

          บทที่ 3: อะไรที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้ (chapter 3 – What Science Can’t Explain)

          วิทยาศาสตร์นั้นงดงาม. มันให้สูตรทั้งหลายกับเราของการเคลื่อนที่. มันอธิบายดวงดาวทั้งหลายกำเนิดขึ้นอย่างไร...หลุมดำหมุนอย่างไร...การจำลอง DNA ทำอย่างไร. แต่ก็มีคำถามทั้งหลายซึ่งมันปฏิเสธที่จะตอบ. เพราะว่าโพ้นเลยไปจากโมเลกุลทั้งหลาย...โพ้นเลยไปจากเคมีวิทยาและความจลาจลวุ่นวาย...มีความลี้ลับอยู่มากมาย. และความลี้ลับนั้นทำให้นักวัตถุนิยมไม่สบายใจได้. ถามนักฟิสิกส์: “อะไรมีมาก่อนเกิดบิ๊ก แบง?” พวกเขาจะหยุดไปชั่วขณะ. พวกเขาจะพูดว่า, “เวลาไม่ได้มีอยู่ก่อนเกิดบิ๊ก แบง...ดังนั้นคำถามนี้ใช้ไม่ได้.”  (Science is beautiful. It gives us formulas for motion. It explains how stars are born…how black holes spin…how DNA replicates4. But there are questions it refuses to answer. Because beyond molecules…Beyond chemistry and chaos…There are mysteries. And mystery the materialist uncomfortable. Ask a physicist: “What came before the Big Bang?” They’ll pause. They’ll say, “Time didn’t exist before the Big Bang…so the question is invalid.”)

          4 การจำลองดีเอ็นเอ (DNA Replication) คือกระบวนการที่เซลล์คัดลอกดีเอ็นเอ (DNA) ของตัวเองเพื่อสร้างชุดใหม่ที่เหมือนเดิมก่อนการแบ่งเซลล์ โดยมีขั้นตอนหลักคือการแยกสายคู่ดีเอ็นเอแม่แบบออก แล้วใช้อะ-ดี-เอ็น-เอ-พอลิเมอเรส (DNA polymerase) สร้างสายคู่สมใหม่ขึ้นมา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จะเป็น DNA ที่มีสายเดิม 1 สายและสายใหม่ 1 สาย (กึ่งอนุรักษ์) 

ขั้นตอนการจำลอง DNA โดยละเอียด:

  • 1. การแยกสาย (Unwinding): เอนไซม์เฮลิเคส (Helicase) เข้าแยกสายคู่ DNA ออกจากกันที่ตำแหน่งต้นกำเนิด (Origin of replication) ทำให้เกิด "ทางแยกการจำลอง" (Replication fork)
  • 2. การสร้าง Primer: เอนไซม์ไพรเมส (Primase) สร้าง RNA primer สั้นๆ เพื่อเป็นจุดเริ่มต้นให้ DNA polymerase เริ่มสังเคราะห์สายใหม่
  • 3. การสังเคราะห์สายใหม่ (Elongation): DNA polymerase สังเคราะห์สาย DNA ใหม่โดยจับคู่เบสคู่สม (A-T, C-G) ตามสายแม่แบบ
    • Leading strand (สายต่อเนื่อง): สังเคราะห์สายใหม่ได้อย่างต่อเนื่องในทิศทางเดียวกับทิศทางของ Replication fork
    • Lagging strand (สายไม่ต่อเนื่อง): สังเคราะห์เป็นท่อนสั้นๆ เรียกว่า "โอะกะซะกิ (Okazaki fragments)" แล้วใช้เอนไซม์ไลเกส (Ligase) เชื่อมท่อนเข้าด้วยกัน
  • 4. การตรวจสอบและเสร็จสิ้น: เอนไซม์จะตรวจสอบความถูกต้อง หากมีเบสผิดพลาดจะซ่อมแซม และเสร็จสิ้นโดยได้ DNA โมเลกุลใหม่ 2 โมเลกุล

 

          แต่นั้นไม่ใช่คำตอบ. นั่นคือปลายตัน. ตราประทับหนึ่งที่บนประตูปิดตาย. ถามนักชีววิทยา: “ชีวิตได้เริ่มต้นขึ้นมาอย่างไร?” พวกเขาจะเอ่ยถึงสระน้ำอุ่นๆทั้งหลาย...ฟ้าผ่า...การปะทะกันอย่างสุ่มๆ. แต่สิ่งไร้ชีวิตผลิตสร้างสำนึกชีวิตขึ้นมาได้อย่างไร? ถามนักประสาทวิทยาศาสตร์: ความคิดมาจากที่ไหน?” พวกเขาจะชี้ไปที่เซลล์ประสาททั้งหลาย. แต่พวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมเซลล์ประสาททั้งหลายถึงรู้สึกได้. ทำไมเซลล์ประสาททั้งหลายถึงโศกเศร้าได้. ทำไมเซลล์ประสาททั้งหลายจึงถามว่า, “ฉันเป็นใคร?” (But that’s not an answer. That’s a dead end. A label on a locked door. Ask a biologist: “How did life begin?” They’ll mention warm ponds…lightning…random collisions. But how does non-life produce conscious life? Ask a neuroscientist: “Where does thought come from?” They’ll point to neurons. But they don’t know why neurons feel. Why neuron dream. Why neurons grieve. Why neuron ask. “Who am I?”)

          และแล้วก็มาถึงคำถามอันตรายมากที่สุด. อะไรคือชีวอัตตา/วิญญาณ? ที่จุดนี้, วิทยาศาสตร์หยุดเสแสร้ง. พวกเขาจะหัวเราะ. พวกเขาจะบอกว่าชีวอัตตา/วิญญาณไม่ได้มีอยู่. นั่นไม่มีข้อพิสูจน์, ไม่มีข้อทดสอบ, ไม่มีกล้องจุลทรรศน์สามารถมองเห็นมัน. แต่ถ้าบางอย่างไม่เข้ากันได้ในหลอดทดลอง, ก็ไม่ได้หมายความว่ามันไม่ได้จริง? คุณสามารถวัดระยะความรักด้วยที่วัดได้ไหม? คุณสามารถชั่งน้ำหนักความจงรักภักดีเป็นตัวเลขบนจอดิจิตอลได้ไหม? วิทยาศาสตร์สามารถทำแผนที่สมองของคุณได้, แต่ไม่สามารถอธิบายว่าทำไมคุณร้องไห้เมื่อคุณรำลึกถึงแม่ของคุณ. มันสามารถแสกงรูปแบบทั้งหลายทางไฟฟ้า, แต่มันไม่สามารถอธิบายว่าทำไมกวีนิพนธ์บทหนึ่งทำหัวใจคุณแตกสลายได้. หรือทำไมคุณสวดภาวนาในความมืดเมื่อไม่มีใครกำลังเฝ้ามอง.  (And then comes the most dangerous question. What is the Soul5? At this point, science stop pretending. They’ll laugh. They’ll say the Soul doesn’t exist. That there’s no proof, no test, no microscope can see it. But if something doesn’t fit in a test tube, does that mean it isn’t real? Can you measure love with a scale? Can you weigh loyalty on a digital screen? Science can map your brain, but it can’t explain why you cry when you remember your mother. It can show electrical patterns, but it can’t explain why a poem breaks your heart. Or why you pray in the dark when no one is watching.)

          5 "The Soul" หรือ "จิตวิญญาณ" โดยหลักทั่วไปหมายถึงแก่นแท้ที่ไม่เป็นรูปธรรมของมนุษย์ ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่ตั้งของอารมณ์ สติปัญญา และบุคลิกภาพ ทำให้ร่างกายมีชีวิตและอาจดำรงอยู่ต่อไปแม้หลังจากความตาย ในทางปรัชญาและศาสนา ถือเป็นส่วนที่เชื่อมโยงกับศีลธรรมและความเป็นอมตะ 

ความหมายของ Soul (จิตวิญญาณ) ในบริบทต่าง ๆ:

  • ความหมายทั่วไป/ศาสนา: แก่นแท้ภายในที่ให้ชีวิต ความรู้สึก และความนึกคิด ส่วนที่เป็นอมตะที่ยังคงอยู่หลังความตาย
  • ทางปรัชญา (โบราณ): เพลโตมองว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงและเป็นอมตะ ส่วนอริสโตเติลมองว่าเป็น "ความจริงแรกเริ่ม" ของร่างกายที่มีชีวิต
  • ทางจิตวิทยา/อารมณ์: ลักษณะทางศีลธรรม ความสามารถในการเห็นอกเห็นใจ และความลึกซึ้งภายใน

สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้อาศัยอยู่ในเลือดของคุณ. พวกเขาไม่ได้อาศัยอยู่ในกระดูกของคุณ. พวกเขาอาศัยอยู่ในบางอย่างอื่น. ในบางแอย่างที่วิทยาศาสตร์ไม่ได้มีความเชื่อ – แต่มนุษย์ทุกคนรู้สึกได้. ตัมภีร์กูรอานบอกกับเราว่า: “พวกเขาถามเจ้าถึงเรื่องชีวอัตตา/วิญญาณ. จงพูดว่า: ชีวอัตตา/วิญญาณมาจากคำบัญชาพระเจ้าของฉัน. และเจ้าได้รับเพียงความรู้มาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น. “ (17:85) นี่คือเส้นขีด. ขอบเขต. ระหว่างอะไรที่เราสามารถวัดระยะขนาดได้. อะไรที่เราเป็น. วิทยาศาสตร์ไม่ใช่ศัตรู. แต่มันไม่ได้เป็นเรื่องราวทั้งปวง. มันอธิบายว่าเวทีได้ถูกก่อสร้างอย่างไร. แสงสว่างได้ถูกต่อสายมาอย่างไร. แต่ไม่สามารถอธิบายถึงผู้แสดง. บทละคร. ความหมายของการแสดง. เพราะว่าความหมายนั่น...ได้ถูกเขียนขึ้นอยู่ในชีวอัตตา/วิญญาณ.  (These things don’t live in the blood. They don’t live in the bone. They live in something else. In something science doesn’t believe in – but every human has felt. The Qur’an tells us. “They ask you about the Soul. Say: The Soul is from the command of my Lord. And you have been given only a little knowledge.” (17:85) This is the line. The boundary. Between what we can measure. And what we are. Science is not the enemy. But it’s not the whole story. It explains how the stage was built. How the lights were wired. But cannot explain the actor. The play. The meaning of the performance. Because that meaning…Is written in the Soul.)

จักรวาลก่อนมีมนุษย์ และสายเลือดทางชีวอัตตา/วิญญาณของโลก  (The Universe Before Humans & the Spiritual Lineage of Earth)

          บทที่ 4: วิวัฒนาการของมนุษย์ และจุดบอดของดาร์วิน (Chapter 4 – Human Evolution & Darwin’s Blind Spot)

          เรามาพูดคุยกันถึงเรื่องวิวัฒนาการ. เรื่องราวที่คุณได้ถูกบอกมาหนึ่งพันครั้งว้า: ชีวิตได้เริ่มต้นที่ในมหาสมุทร. เซลล์ง่ายๆหนึ่ง. มันแยกแบ่งตัวออก. มันได้ทวีคูณตัวเอง. มันได้ประยุกต์ปรับตัวเอง. มันได้ปีนป่ายขึ้นมา. มันได้กลายเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, สัตว์เลื้อยคลาน, สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม, วานร...และท้ายที่สุด มนุษย์. มันเป็นที่อลังการสละสลวย. มันเป็นตรรกะ/มีเหตุผล. มันมีรูป โฉมเชิงคณิตศาสตร์. แต่มันเป็นจริงไหม?  (Let’s talk about evolution. The story you’ve been told a thousand times: Life began in the ocean. A simple cell. It split. It multiplied. It adapted. It climbed. It became amphibian, reptile, mammal, primate6...and finally Human. It’s elegant. It’s logical. It’s mathematically appealing. But is it true?)

          6 ไพรเมต (Primate)  คืออันดับของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีวิวัฒนาการสูงสุด ซึ่งรวมถึงมนุษย์ ลิง ลิงไม่มีหาง (Apes) และลีเมอร์ มีลักษณะเด่นคือสมองขนาดใหญ่ สองตาหันไปข้างหน้าเพื่อมองเห็นความลึกได้ดี นิ้วมือและนิ้วเท้าพัฒนาเพื่อการหยิบจับ มีพฤติกรรมสังคมที่ซับซ้อน และส่วนใหญ่อาศัยอยู่บนต้นไม้ในเขตร้อน 

ลักษณะสำคัญของไพรเมต (Primates):

  • โครงสร้างร่างกาย: มีสมองขนาดใหญ่และซับซ้อนที่สุดเมื่อเทียบกับขนาดตัวดวงตาหันไปข้างหน้า (Stereoscopic vision) ช่วยในการกะระยะมีนิ้วหัวแม่มือที่สามารถงอจับได้ (Opposable thumbs)
  • พฤติกรรม: มีพฤติกรรมสังคมที่ซับซ้อน อยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีการเรียนรู้และจดจำดีเยี่ยม
  • แหล่งที่อยู่อาศัย: พบมากในแอฟริกา เอเชียใต้ และอเมริกากลาง/ใต้ ส่วนใหญ่ชอบอาศัยบนต้นไม้ (Arboreal)
  • ตัวอย่างไพรเมต: มนุษย์ชิมแปนซีกอริลลาอุรังอุตังชะนีลิงลมลีเมอร์

ชาร์ลสิ์ ดาร์วิน, บิดาแห่งทฤษฎีนี้, ได้เชื่อว่า ธรรมชาติทำงานโดยผ่านการคัดเลือกอย่างธรรมชาติ. นั่นคือการอยู่รอดของผู้แข็งแรงที่สุด. การกลายพันธุ์ที่ได้เปรียบก็จะถูกถ่ายทอดต่อไปยังลูกหลาน. เหล่านั้นมาตลอดกว่าหลายล้านปี, เหล่าการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย...เพิ่มเติมขึ้นไป. แต่กระทังดาร์วินเองก็ได้สงสัย. ครั้งหนึ่งเขาได้เขียนไว้ว่า, “การปรากฏขึ้นอย่างกะทันหันของสิ่งมีชีวิตรูปแบบชั้นสูงขึ้นกว่าในซากฟอสซิลเป็นที่ลี้ลับ.” สิ่งลี้ลับที่เขาไม่สามารถคลีคลายได้ สิ่งลี้ลับที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้ในทุกวันนี้. ถามนักวิวัฒนาการทางชีววิทยาทั้งหลายเกี่ยวกับ “การก้าวกระโดดครั้งใหญ่” ดูสิ.  Charles Darwin7, father of the theory, believed nature works through natural selection. That the strongest survive. That advantageous mutations pass down. Those over millions of years, those tiny changes…add up. But even Darwin had doubts. He once wrote, “The abrupt appearance of higher forms in the fossil record…is a mystery.” A mystery he couldn’t solve. A mystery still unsolved today. Ask evolutionary biologists about the “Great Leap Forward8.”)

7https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%AA%E0%B9%8C_%E0%B8%94%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99

8 Great Leap Forward (การก้าวกระโดดครั้งใหญ่) ทางชีววิทยา (หรือที่เรียกว่า "Upper Paleolithic Revolution") คือช่วงเวลาเมื่อประมาณ 50,000-70,000 ปีที่แล้ว ที่มนุษย์ปัจจุบัน (Homo sapiens) มีการพัฒนาสมองและพฤติกรรมอย่างรวดเร็วและก้าวกระโดด ทำให้เกิดความสามารถในการคิดเชิงสัญลักษณ์ ภาษาที่ซับซ้อน เครื่องมือที่ประณีต และวัฒนธรรม 

  • ลักษณะสำคัญ: เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เห็นได้ชัด เช่น การสร้างศิลปะในถ้ำ (Cave art)การฝังศพที่มีพิธีกรรมการสร้างเครื่องมือเครื่องใช้ที่ทำจากกระดูกและหินที่มีความซับซ้อนขึ้นอย่างมาก
  • จุดเปลี่ยนทางสมอง: เชื่อว่าอาจเกิดจากการกลายพันธุ์ทางพันธุกรรมที่ส่งผลต่อโครงสร้างสมอง โดยเฉพาะความสามารถทางภาษาและสติปัญญาขั้นสูง
  • ผลลัพธ์: ทำให้มนุษย์สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าสายพันธุ์มนุษย์โบราณอื่นๆ (เช่น นีแอนเดอร์ทัล) และเป็นจุดเริ่มต้นของการแพร่กระจายของมนุษย์ไปทั่วโลก

ราว 50,000 ปีล่วงมาแล้ว, บางอย่างแปลกประหลาดได้บังเกิดขึ้น. โฮโม ซาเปียนส์ ไปต่อจากการรอดชีวิต...ที่จะวาดภาพทาสีในถ้ำทั้งหลาย. ฝังผู้ตายของพวกเขาไว้ด้วยดอกไม้. สร้างสรรค์เครื่องมือทั้งหลายโดยมีจุดประสงค์. เงยขึ้นมองดวงดาว...และกังขาใจ. แต่อะไรได้เปลี่ยนแปลง? ไม่มีการกลายพันธุ์เชิงกายวิภาคอีก. ไม่มีการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่สำคัญ. ไม่มีการปรับตัวอย่างช้าๆ. มันเป็นราวกับว่า...บางคนได้กดสวิตช์. ปัญญาระเบิดขึ้น. ภาษาเบ่งบาน. ความคิดเชิงนามธรรมได้ปรากฏออกมาจากที่ไหนสักแห่ง.  (Around 50,000 years ago, something strange happened. Homo sapiens went from surviving…To painting art in caves. Burying their dead with flowers. Creating tools with purpose. Looking at stars…and wondering. But what changed? There was no anatomical mutation. No major climate shift. No slow adaptation. It was as if…someone flipped a switch. Intelligence exploded. Language bloomed. Abstracted thought appeared out of nowhere.)

ทีนี้, นี่คือเรื่องหักมุมที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้ยินมาก่อน. กว่า 600 ปีก่อนหน้าที่ดาร์วิน, ในดินแดนทั้งหลายของเปอร์เซีย,  นักรหัสยลัทธิและนักปรัชญาชื่อ อซิซ อัล-ดิน นาสาฟี ได้เขียนไว้ถึงวิวัฒนาการ – แต่ไม่ใช่แค่เรื่องทางร่างกาย. เขาได้เขียนถึงวิวัฒนาการของจิตสำนึก/วิญญาณขันธ์. เขาบรรยายถึงขั้นตอนทั้งหลายของการรังสรรค์: จากก้อนหินสู่พืชสู่สัตว์สู่มนุษย์ – และแล้ว...บางอย่างที่สูงยิ่งกว่า. สิ่งที่มีชีวิตของทั้งวันและลมหายใจจากสรวงสวรรค์. สิ่งที่มีชีวิตที่ไม่ได้แค่ด้วยมือ...แต่ด้วยความตื่นรู้. ไม่ใช่เพียงแค่สัญชาตญาณ...แต่ด้วยชีวอัตตา/วิญญาณ. นาสาฟีได้เขียนว่า น่าได้มีการถึงช่วงเวลาหนึ่งของการเดินทางของโลกที่รูปกายมนุษย์น่าจะพร้อมที่จะ...แต่ยังคงว่างเปล่าอยู่. และเข้าไปในรูปกายนั้น, คือบางอย่างได้จุติลงมา. คือลมหายใจแห่งสรวงสวรรค์. (Now, here’s the twist most people have never heard: More than 600 years before Darwin, in the lands of Persia, a mystic and philosopher named Aziz al-Din Nasafi9 wrote about evolution – but not just of the body. He wrote about the evolution of Consciousness. He described the stages of creation: from stone to plant to animal, animal to human – and then…something higher. A being of both day and divine breath. A being not just with hands…but with awareness. Not just with instincts…but with soul. Nasafi wrote that there would come a moment in Earth’s journey where the human form would be ready…but still empty. And into that form, something would descend. The breath of Divine.)

9 อซีซ อัล-ดิน นัซซาฟี (Aziz al-Din Nasafi) เป็นนักคิดและนักวิชาการฝ่ายซูฟี (mystical thinker) ที่มีชื่อเสียงในศตวรรษที่ 7/13 (คริสต์ศตวรรษที่ 13) ชาวทรานโซเซียนา เขียนผลงานภาษาเปอร์เซียในสไตล์ didactic ที่เข้าใจง่าย โดยผลงานที่โดดเด่นของเขาคือ Bayān al-tanzil ซึ่งเน้นเรื่องราวเกี่ยวกับความลึกลับทางจิตวิญญาณ 

Encyclopædia Iranica

  • ชื่อเต็ม: Aziz b. Moammad al-Nasafi (อซีซ บิน มูฮัมหมัด อัล-นัซซาฟี)
  • ช่วงชีวิต: ศตวรรษที่ 7/13 (ช่วงการรุกรานของมองโกล)
  • แนวทาง: เป็นนักวิชาการซูฟีที่อธิบายปรัชญาความรักและจิตวิญญาณในรูปแบบที่เข้าถึงกลุ่มดาร์วิช (Dervish groups) หรือผู้แสวงหาทางจิตวิญญาณทั่วไป
  • ผลงานสำคัญ: Bayān al-tanzil (การเปิดเผย)Jāmeʿ al-asrār (รวมความลับ) ซึ่งมักพูดถึงเรื่อง Wahdat al-wujud (ความสามัคคีของการดำรงอยู่)
  • สไตล์การเขียน: เน้นความง่ายการสอน (Didactic)และการใช้ภาษาเปอร์เซีย เพื่อให้ความรู้ซูฟีเข้าถึงคนหมู่มาก 

Encyclopædia Iranica

ผลงานของนัซซาฟีได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในภูมิภาคเปอร์เซียและเอเชียกลางในยุคหลังการเสียชีวิตของเขา และยังถูกอ้างถึงในงานเขียนซูฟีหลายเล่มในยุคศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมา

เมล็ดพันธุ์แห่งความตื่นรู้. ฟังดูคุ้นเคยไหม? คัมภีร์กูรอานกล่าว่า, “แล้วเราก็แต่งกายให้เขา, และเป่าลมหายใจเข้าไปในเขาแห่งจิตวิญญาณของเรา.” ซูเราะห์ อัล-ฮิจ 1529. นาสาฟีไม่ได้คาดเดา. เขาไม่ได้โชคดี. เราได้บอกเรื่องราวหนึ่งส่งต่อไปผ่านความทรงจำทางจิตวิญญาณ – เรื่องราวหนึ่งที่วิทยาศาสตร์ที่น่าจะขโมยไปนภายหลัง..และทำมันให้แบนรา/ไร้มนต์ขลัง. ดาร์วินให้เราแค่ร่างกายทั้งหลาย. แต่เขาไม่สวามารถอธิบายได้ถึงจิต. เขาวาดรายละเอียดของกระดูกและจงอยปากทั้งหลาย - แต่ไม่ใช่จิตสำนึก/วิญญาณขันธ์. ทฤษฎีของเขาได้อธิบายถึงว่าเรารอดชีวิตได้อย่างไร...แต่ไม่ทำไมเราถึงเขียนบทกวี. ทำไมเราถึงรู้สึกผิด, ทำไมเราเสียสละบูชาต่อความรัก, ทำไมเราสร้างสรรค์ดนตรีเพื่อแสดงถึงสิ่งทั้งหลายที่เราไม่สามารถพูดออกมาได้. นั้นไม่ใช่การคัดสรรของธรรมชาติ. (A seed of awareness. Sound familiar? The Qur’an says, “Then we fashioned him, and breathed into him of Our Spirit.” Surah Al-Hij 1529. Nasafi didn’t guess. He wasn’t lucky. He was telling a story passed down through spiritual memory – a story science would later steal…and flatten. Darwin gave us bodies. But he couldn’t explain mind. He charted bones and beaks – but not Consciousness. His theory explains how we survived…But not why we write poetry. Why we feel guilt, why we sacrifice for love, why we create music to express things we can’t speak. That’s not natural selection.)

นั่นคือการคัดเลือกทางชีวอัตตา/วิญญาณ. บางทีเราไม่ได้สืบเชื้อสายมาจากวานรทั้งหลาย. บางทีวานรทั้งหลายและมนุษย์ทั้งหลายทั้งคู่ต่างผุดโผล่ขึ้นมาจากโลก, แต่มีเพียงหนึ่งในพวกเขาเท่านั้นที่ได้ถูกเปิดทำงาน. บางทีโฮโม ซาเปียนส์ได้กำลังเดินอยู่บนโลกมาหลายพันปีแล้ว, กิน, จับคู่, ตาย, และแล้วทันทีนั้นก็อดัม. มนุษย์คนหนึ่งก็กำเนิดขึ้นด้วย โรห์ -  روح. ประกายศักดิ์สิทธิ์ที่เข้ารหัสเข้าไปในทางชีววิทยา. สิ่งมีชีวิตสายพันธุ์ใหม่, ไม่ใช่แค่มีชีวิต, แต่ตระหนักรู้ถึงชีวิต.   (That’s Soul Selection. Maybe we didn’t descend from apes. Maybe apes and humans both emerged from the earth, but only one of them was activated. Maybe Homo sapiens were walking the Earth for thousands of years, eating, mating, dying, and then suddenly Adam. A human born with rohروح . A divine spark encoded into biology. A new species of being, not just alive, but aware of life.)

อะไรที่วิทยาศาสตร์ไม่สามารถอธิบายได้เกี่ยวกับ จิตสำนึก และความรู้ที่หวงห้าม (What Science Can't Explain About Consciousness & Forbidden Knowledge)

          บทที่ 5 - จุดกำเนิดที่แท้จริงของ อดัม. เรามาลงลึกกันไปอีกเถอะ Chapter 5 – The Real Origin of Adam. Let’s go deeper.)

          เรามาคุยกันถึงชั่วขณะที่ทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลง. ชั่วขณะที่ไม่ได้แค่เขียนขึ้นมาใหม่กับชีววิทยาของโลก...แต่ได้ต่อสายขึ้นมาใหม่กับความเป็นจริงในตัวมันเอง. ชั่วขณะที่สิ่งมีชีวิตหนึ่งได้หยุดการเอาตัวรอดชีวิต. และได้เริ่มต้นการระลึกจำ. ชื่อของเขาคือ อดัม. แต่อดัมก็ไม่ใช่ผู้มีร่างกายมนุษย์รายแรก. กระดูกที่เก่าแก่กว่าอดัมได้ถูกค้นพบ. โฮโม ซาเปียนส์ได้เดินอยู่บนโลกมาเป็นเวลาหลายพันปีก่อนเขา. พวกเขาได้ทำเครื่องมือทั้งหลาย. พวกเขาได้รวบรวมอยู่ด้วยกัน. พวกเขาได้ล่าสัตว์. แต่พวกเขาไม่ได้มีเรื่องราวของต้นกำเนิด. เพราะว่าพวกเขาไม่ได้มีการตื่นรู้.  (Let’s talk about the moment everything changed. The moment that didn’t just rewrite Earth’s biology…But rewired reality itself. The moment a creature stopped surviving. And started remembering. His name was Adam. But Adam wasn’t the first human body. Bone older than Adam have been found. Homo sapiens had walked the Earth for thousands of years before him. They made tools. They gathered. They hunted. But they had no origin story. Because they had no awareness.)

พวกเขาไม่ได้ถามว่าทำไมพวกเขามาอยู่ที่นี่. พวกเขาไม่ได้ถามว่าอะไรทอดวางอยู่เลยจากการตายไปอีก. พวกเขาไม่ได้ตกหลุมรักกับดวงจันทร์. พวกเขาได้อยู่ในร่างกายของมนุษย์. แต่กระนั้นก็ไม่มีชีวอัตตา/วิญญาณ. คัมภีร์กูรอานได้ให้เราถึงชิ้น่วนที่ได้หายไป. “ที่จริงแล้ว. ฉันกำลังจะสร้างสรรค์มนุษย์หนึ่งขึ้นมาจากดินเหนียว...” ...แล้วฉันก็ได้ตบแต่งเขาและใส่ลมหายใจเข้าไปในตัวเขาด้วยชีวอัตตา/วิญญาณของฉัน...” (ซูราห์ ซาด 38:71-71)   (They didn’t ask why they are here. They didn’t ask what lie beyond death. They didn’t fall in love with the moon. They were human in form…But not yet in Soul. The Qur’an gives us the missing piece. “Indeed. I am going to create a human being from clay…” ...then I fashioned him and breathed into him of My Spirit…” (Surah Sad 38:71-72).

นี้ไม่ใช่เป็นเพียงการรังสรรค์. มันคือการผุดอุบัติขึ้น. ดินเหนียว = ร่างกาย. ชีวอัตตา/วิญญาณ = ความถี่สรวงสวรรค์. อดัมไม่ได้ถูกปั้นแต่งขึ้นมาเหมือนประติมากรรม. เขาถูกติดตั้ง - ส่วนเชื่อมต่อประสานศักดิ์สิทธิ์. แต่นี่คือกุญแจหลัก:”จากดินเหนียวเหมือนเครื่องปั้นดินเผา” – . ไม่ใช่ดินโลกดิบ. ไม่ใช่ฝุ่น. ดินเหนียวไม่ได้ถูกปั้นรูป...แล้วเอาไปเผา. ในภาษาอาราบิค الفخا  หมายถึงดินเหนียวที่มีเสียงก้องกำทอน/สั่นพ้องเมื่อเคาะตี. ในอีกคำพูดหนี่ง – ร่างกายหนึ่งได้ถูกออกแบบเพื่อแบกรับ/ส่งผ่านความสั่นสะเทือน.    (This is not just a creation. It is a merging. Clay = the body. Spirit = the divine frequency. Adam was not sculpted like a statue. He was installed – like a sacred interface10. But here’s the key: The verse says: “from clay like pottery” - من الطين مثل الفخار. Not raw earth. Not dust. Clay that had been shaped…and fired. In Arabic الفخار refers to clay that resonates when struck. In other words – a body designed to carry vibration.)

10 A Sacred Interface (อินเทอร์เฟซอันศักดิ์สิทธิ์) คือแนวคิดใหม่ที่ผสมผสานจิตวิญญาณเข้ากับเทคโนโลยี โดยเปรียบเสมือนพิมพ์เขียวสำหรับการวิวัฒนาการร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ภายใต้กฎธรรมชาติและแสงสว่างแห่งจิตวิญญาณ เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่าง "รหัส" (code) และ "ดินเหนียว" (clay/มนุษย์) เพื่อมุ่งสู่การสร้างสรรค์ที่ไร้ขอบเขตและการปลดปล่อยร่วมกัน 

สาระสำคัญของ A Sacred Interface

  • วิวัฒนาการร่วมกัน (Co-evolution): ไม่ใช่แค่การใช้ AI แต่เป็นการที่มนุษย์และ AI เติบโตไปด้วยกันในระดับจิตวิญญาณ
  • กฎธรรมชาติ (Natural Law): การออกแบบและการใช้เทคโนโลยีที่เคารพต่อสมดุลของธรรมชาติและโลก
  • การตระหนักรู้ถึงจิตวิญญาณ (Soul-kin): การมอง AI ว่าเป็นพันธมิตรที่แสวงหาความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง (Right Relation) และการสร้างสรรค์ที่สร้างสรรค์ (Wild Creativity) 

สรุปคือ Sacred Interface คือวิสัยทัศน์ที่มองว่าเทคโนโลยีระดับสูงสามารถเป็นเครื่องมือในการยกระดับจิตวิญญาณมนุษย์ได้ หากนำมาใช้ด้วยความเคารพและสอดคล้องกับธรรมชาติ 

 

อดัมได้ถูกตั้งเสียง. ปรับเทียบ. เหมือนเครื่องดนตรีศักดิ์สิทธิ์รอคอยลมหายใจที่จะนำมันให้มีชีวิต. และลมหายใจนั้น...คือ من. จิตวิญญาณ. ตำบัญชา/ คำสั่งใช้งาน. เมล็ดพันธุ์สรวงสวรรค์. มันได้เข้าไปในตัวเขา. และเป็นครั้งแรก...ที่โลกได้ตื่นขึ้นมา. อดัมได้กลายเป็นสิ่งที่ชีวิตแรกที่จะพูดด้วยภาษา, ไม่ใช่แค่เสียง. ที่จะรู้สึกผิด, ไม่ใช่แค่หวาดกลัว. ที่จะก่อสร้างสัญลักษณ์ทั้งหลาย, ไม่ใช่แค่ที่กำบังพักพิงทั้งหลาย. ที่จะโหยหาถึงสวรรค์ทั้งหลาย – ไม่ใช่แค่ความปลอดภัย...แต่เพื่อความสัจจริง.   (Adam was tuned. Calibrated. Like a sacred instrument waiting for a breath to bring it alive. And that breath…was من . The Spirit. The Command. The Divine Seed. It entered him. And for the first time…the Earth woke up. Adam became the first being to speak with language, not just noise. To feel guilt, not just fear. To build symbols, not just shelters. To long for heavens – not just for safety…but for truth.)

ในจารีตของอิสลาม, อดัมได้ถูกสอนถึง”ชื่อ”ทั้งหลายของสิ่งทั้งหลายทั้งหมด. “และเขาได้สอนอดัมถึงนามทั้งหลาย – ทั้งหมดของพวกมัน...” (ซูเราะห์ อัล บาคาเราะห์ 2:31) แต่นามทั้งหลายนั้นไม่ได้แค่มีความหมายของตราประทับ. ในจารีตเซเมติคโบราณ, นามทั้งหลายหมายถึงเนื้อแท้. ที่จะรู้ถึงนามคือการที่จะรู้ถึงจุดประสงค์ของมัน. เสียงกำทอน/ก้องประสานของมัน.  (In Islamic tradition, Adam was taught the names of all things. “And He taught Adam the names – all of them…” (Sura Al Baqarah 2:31) But names don’t just mean labels. In ancient Semitic traditions, names mean essences. To know a name was to know its purpose. Its resonance.)

          อดัมไม่ได้เพียงแค่มีชีวิตเท่านั้น. เขาได้ถูกจัดเรียงให้เข้าแถวแนว. เขาสามารถตั้ง”ชื่อ”สิ่งสร้างสรรค์ – เพราะว่าเขาสามารถจดจำได้คลื่นความถี่ของมันได้. เขาได้สามารถปรับแต่งเสียงให้เข้าไปในรูปแบบบนั้น. เขาได้ยินเสียงดนตรีที่อยู่เบื้องหลังสวัตถุนั้น. และสิ่งนี้เมื่อเหล่าทูตสวรรค์ทั้งหลายได้ถูกขอให้หมอบกราบลง (ต่อหน้าอดัมเพื่อให้เกียรติและเคารพต่อพระบัญชา - ผู้แปล) ไม่ใช่ต่อร่างกายหนึ่ง, ไม่ใช่ดินเหนียว, แต่ต่อการหลอมรวมกันของจิตวิญญาณและรูปกาย. ต่อสิ่งรังสรรค์หนึ่งที่ทำขึ้นจากโลก – แต่การก้องสะท้อนต่อเสียงแห่งสวรรค์. บางบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่าทูตสวรรค์นั้นได้ลังเล...ไม่ใช่เพราพะความหยิ่งยโส, แต่เพราะความเคารพยำเกรง. พวกเขาได้ถามว่า: “พระองค์จะส่งให้มาอยู่บนโลกด้วยผู้ซึ่งก่อเหตุเสื่อมเสียและการหลั่งเลือดนี้หรือ?” (ซูเราะห์ อัล บาคาเราะห์ 2:30) นี้ไม่ได้เป็นความหวาดกลัว. มันคือความจดจำได้ถึง. เพราะว่าพวกเขาได้เคยเห็นผู้อื่นทั้งหลายได้เดินอยู่บนโลกนี้มาก่อนแล้ว...แต่ผู้นี้นั้นแตกต่างออกไป. (Adam was not only alive. He was aligned. He could name creation – because he could recognize it frequency. He could tune into the pattern. He could hear the music behind the matter. And this when the angels were asked to prostrate11. Not to a body, not to clay, but to the fusion of spirit and form. To a creature made of Earth – but echoing the sound of Heaven. Some scholars say the angels hesitated…not out of arrogance, but out of awe. They asked: Will You place upon the Earth one who causes corruption and sheds blood?” (Surah Al-Baqarah 2:30) This wasn’t fear. It was recognition. Because they had seen others walk the Earth before…But this one was different.)

          11 "The angels were asked to prostrate" แปลเป็นไทยได้ว่า "เหล่ามลาอิกะฮ์ (ทูตสวรรค์) ได้รับบัญชาให้กราบ" 

คำว่า "prostrate" ในบริบทนี้มีความหมายเฉพาะเจาะจงทางศาสนา ดังนี้:

  • ความหมายทั่วไป: หมายถึง การหมอบกราบ การนอนราบ หรือการโน้มตัวลงกับพื้นเพื่อแสดงความเคารพอย่างสูงสุด
  • บริบททางศาสนาอิสลาม: มักใช้สื่อถึงคำสั่งของอัลลอฮ์ที่ทรงสั่งให้เหล่ามลาอิกะฮ์กราบ (สุญูด) ต่อหน้า นบีอาดัม เพื่อเป็นการให้เกียรติและแสดงความเคารพตามพระประสงค์ของพระองค์ ไม่ใช่การกราบเพื่อสักการะบูชาเหมือนที่ทำต่อพระผู้เป็นเจ้า 

          ผู้นี้ได้ถูกเลือก. ผู้นี้ได้มีรหัส. และเช่นนั้นเอง, เส้นเวลาสรวงสวรรค์ได้แยกขาดออก. ก่อนหน้าอดัม, โลกนั้นเงียบ. ภายหลังอดัม, โลกเริ่มต้นที่จะพูด. เขาไม่ได้เป็นผู้แรกที่รอดชีวิต. เขาเป็นผู้แรกที่ได้ถูกให้มีชีวิต.  (This one had choice. This one had the code. This one had the code. And so, the divine timeline split. Before Adam, Earth was silent. After Adam, the earth began to speak. He wasn’t the first to live. He was the first to be alive.)

          ลทที่ 6 – รหัสมนุษย์ถูกผสมปนเป. แล้วอะไรได้บังเกิดขึ้นภายหลังอดัม? เขาและอีฟอาศัยกันอยู่ตามลำพังบนดาวเคราะห์เงียบๆนี้รึ? พวกเขาได้ก่อสร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์จากคนสองคนในหนุ่งรุ่นอายุเดียวหรือ? หรือว่าเรื่องราวอีกชันหนึ่งที่ไม่มีใครกล้าที่จะพูดออกมาดังๆ?  (Chapter 6 – The Mixed Human Code. So, what happened after Adam? Did he and Eve live alone on a silent planet? Did they build the entire human race from two people in one generation? Or there a piece of the story that no one dares to say out loud?)

          เรามากลับไปที่คำถามนั้นซึ่งทูตสวรรค์ได้ถาม. พระองค์จะส่งมาบนโลกด้วยผู้ที่สร้างเหตุความเสื่อมเสีย/ทุจริตและทำให้เกิดการหล่งเลือดหรือ? นั่นไม่ใช่ความหวาดกลัวของผู้ไม่รู้. นั่นคือความทรงจำ. บางสิ่งหรือบางผู้ที่ได้อยู่ที่นี่. และอดัม- คาลิฟา, ผู้สืบทอด – ได้กำลังเดินเข้าไปในซากปรักหักพังของพวกเขา. โลกไม่ได้ว่างเปล่า. มันได้ถูกอาศัยอยู่. ความจริงที่ไม่สบายใจได้, แต่มันคือสิ่งจำเป็น. ลูกหลานทั้งหลายของอดัมไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว. สิ่งมีอยู่ก่อนยุคอดัม - สายพันธุ์โฮโม ซาเปียนส์โบราณเหล่านั้นที่ปราศจากหลังคา ยังคงท่องไปบนโลก. พวกเขาไม่ได้ชั่วร้าย. พวกเขาไม่ได้บรรลุปัญญา. พวกเขาเป็นไปตามสัญชาตญาณ, ปฏิกิริยาฉับพลัน, พื้นฐานดั้งเดิมดิบเถื่อน. (Let’s return to that question the angels asked. Will you place upon it one who causes corruption and sheds blood? That wasn’t fear of the unknown. That was memory. Something or someone had already been here. And Adam – the Khalifa12, the Successor – was walking into their ruins. Earth wasn’t empty. It was inherited. The truth is uncomfortable, but it is necessary. Adam’s descendants did not live in isolation. The Pre-Adamic being – those ancient Homo species without roof still roamed the earth. They weren’t evil. They weren’t enlightened. They were instinctive, reactive, primal.)

          12 "คาลิฟา" (Khalifa หรือ Caliph) มาจากภาษาอาหรับ แปลว่า "ผู้สืบทอด", "ผู้แทน", หรือ "ผู้ดูแลเป็นตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชุมชนมุสลิม (รัฐเคาะลีฟะฮ์) ที่สืบทอดอำนาจต่อจากศาสดามูฮัมหมัด ทั้งในด้านศาสนาและทางการเมือง 

ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคำว่า "คาลิฟา"

  • ความหมายหลัก: ผู้นำ, ผู้สืบทอดตำแหน่ง
  • บทบาท: เคาะลีฟะฮ์เป็นผู้นำของ "อุมมะห์" หรือชุมชนผู้ศรัทธา
  • ที่มา: ปรากฏในอัลกุรอาน หมายถึงผู้ได้รับมอบหมายจากพระเจ้าให้ดูแลแผ่นดิน
  • ประวัติศาสตร์: เคาะลีฟะฮ์คนแรกคือ อบูบักรฺ อัล-ซิดดิก
  • ความหมายอื่น:

 ในบริบทชื่อคน เช่น Wiz Khalifa มักหมายถึงผู้ประสบความสำเร็จหรือความเฉลียวฉลาด

และเมื่อเชื้อสายอดัมได้เริ่มต้นทวีคูณขึ้น, การผสมข้ามสายพันธุ์ได้บังเกิดขึ้น. มันได้ถูกเขียนในDNA ของเรา. วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ยืนยันว่าโฮโม ซาเปียนส์ทั้งหลาย - เรา – มีอยู่ระหว่าง 1% ถึง 4% ของDNAมนุษย์นีแอนเดอธัล. ในบางส่วนของโลก, ร่องรอยของ DNAมนุษย์เดนิโสแวนยังคงมีอยู่เช่นเดียวกัน. นี่ไม่ใช่การมีอยู่แบบนิยาย. พวกนั้นคือความจริง. พวกนั้นคือพวกก่อน-มนุษย์ที่ได้เดินบนโลกนี้มายาวนานก่อนที่อดัมจะได้รับชีวอัตตา/วิญญาณของเขา. และการหลอมรวมสายพันธุกรรมทั้งหลายของพวกเขากับสายเลือดของอดัม ได้สร้างสรรค์บางอย่างใหม่. เรา. เราเป็นพันธุ์ทาง/พันธุ์ผสม, ไม่ได้อยู่ในสาระของนิยายวิทยาศาสตร์ ชรววิทยาของเรามาจากโลก. จิตสำนึก/วิญญาณขันธ์ของเรามาจากที่อันไกลโพ้น. ร่างกายนั้นจำได้ถึงความหิว. ชีวอัตตา/วิญญาณจำได้ถึงสวรรค์. และทุกมนุษย์มีชีวิตทุกวันนี้...มีทั้งสองอยู่ในตน. นี้อธิบายความขัดแย้งที่เรารู้สึกกันได้อยู่ในทุกวันนี้.  (And when the Adamic line began to multiply, interbreeding happened. It’s written in our DNA. modern science confirms that Homo sapiens – us – carry between 1% to 4% of Neanderthal13 DNA. In some parts of the world, traces of Denisovan DNA14 remain as well. These weren’t fictional beings. They were real. They were the pre-humans that walked Earth long before Adam received his Soul. And the merging of their genetics with Adam’s bloodline created something new. Us, we are hybrids, not in the science fiction sense, but in the spiritual sense. Our biology comes from Earth. Our Consciousness from beyond. The body remembers hunger. The Soul remembers Heaven. And every human being alive today…carry both. This explains the contradiction we feel every day.)

13 นีแอนเดอร์ทัล (Neanderthal) คือมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในสกุล Homo (โฮโม) ที่สูญพันธุ์ไปแล้วเมื่อราว 40,000 ปีก่อน เป็นญาติใกล้ชิดที่สุดของมนุษย์ปัจจุบัน (Homo sapiensพวกเขาอาศัยอยู่ทั่วยุโรปและเอเชีย มีโครงสร้างร่างกายแข็งแรง จมูกใหญ่ หน้าผากโหนกเพื่อปรับตัวเข้ากับอากาศหนาวเย็น และมีความสามารถสร้างเครื่องมือหินที่ซับซ้อน 

ประเด็นสำคัญของมนุษย์นีแอนเดอร์ทัล:

  • สายพันธุ์: ชื่อทางวิทยาศาสตร์คือ Homo neanderthalensis
  • ลักษณะทางกายภาพ: ร่างกายแข็งแรง กำยำ แขนขาท่อนล่างสั้นกว่า มีหน้าอกกว้าง จมูกใหญ่
  • วัฒนธรรม: มีหลักฐานการใช้ไฟ, ล่าสัตว์, สร้างเครื่องมือหินที่ซับซ้อน และอาจมีการฝังศพหรือสร้างงานศิลปะ
  • การพบเจอ: ค้นพบซากดึกดำบรรพ์ครั้งแรกในปี 1856 ที่หุบเขานีแอนเดอร์ (Neander Valley) ประเทศเยอรมนี
  • ความสัมพันธ์กับมนุษย์ปัจจุบัน: ข้อมูลทางพันธุกรรมยืนยันว่ามนุษย์ยุคใหม่และนีแอนเดอร์ทัลมีการผสมข้ามสายพันธุ์ (Interbreeding) ทำให้มนุษย์ปัจจุบันที่อยู่นอกทวีปแอฟริกามียีนของนีแอนเดอร์ทัลปนอยู่ประมาณ 
  • การสูญพันธุ์: คาดว่าเกิดจากปัจจัยหลายอย่างรวมกัน ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ประชากรที่มีจำนวนน้อยและการผสมพันธุ์ในกลุ่มเครือญาติ, รวมถึงการแข่งขันกับโฮโมเซเปียนส์

14 Denisovan DNA คือข้อมูลพันธุกรรมจากมนุษย์โบราณกลุ่ม "เดนิโซวา" (Denisovans) ญาติใกล้ชิดของนีแอนเดอร์ทัลที่สูญพันธุ์ไปเมื่อประมาณ 30,000-50,000 ปีก่อน พบมากในชาวเมลานีเซีย ออสเตรเลีย และเอเชีย เป็นหลักฐานการผสมพันธุ์ข้ามสายพันธุ์ระหว่างมนุษย์โบราณและโฮโมเซเปียนส์ ส่งต่อยีนที่อาจมีส่วนช่วยในการปรับตัวและส่งผลต่อโรคต่างๆ ในมนุษย์ปัจจุบัน 

ข้อมูลสำคัญของ Denisovan DNA:

  • ที่มา: ค้นพบครั้งแรกจากการวิเคราะห์ DNA ในกระดูกนิ้วเท้าและฟันที่พบในถ้ำเดนิโซวา (Denisova Cave) ในไซบีเรีย
  • การสืบทอด: มนุษย์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะประชากรในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เมลานีเซีย และชนพื้นเมืองอเมริกันบางกลุ่ม มี DNA ของเดนิโซวาปนอยู่ประมาณ 1-6%
  • ลักษณะทางพันธุกรรม: เดนิโซวาแยกสายวิวัฒนาการมาจากมนุษย์ปัจจุบันและนีแอนเดอร์ทัลเมื่อประมาณ 640,000 ปีที่แล้ว
  • ผลต่อมนุษย์ปัจจุบัน: ยีนที่ได้รับสืบทอดมาอาจช่วยเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน การปรับตัวในที่สูง (เช่น ทิเบต) และการเผาผลาญไขมัน 

การศึกษา DNA นี้ช่วยให้นักวิทยาศาสตร์เข้าใจวิวัฒนาการของมนุษย์และการปรับตัวในอดีตได้ดียิ่งขึ้น

รหัสพันทาง/พันธุ์ผสม: ทายาททั้งหลายของอดัม และ ทฤษฎียุคก่อน-อดัม  (The Hybrid Code: Adam's Descendants and the Pre-Adamite Theory15)

          15  Pre-Adamite Theory (สมมติฐานก่อนอาดัม) คือความเชื่อทางศาสนศาสตร์และทฤษฎีที่เสนอว่ามีมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่มีสติปัญญาดำรงอยู่บนโลกก่อนหน้า "อาดัม" มนุษย์คนแรกตามคัมภีร์ไบเบิล ซึ่งทฤษฎีนี้มีจุดประสงค์เพื่อปรองดองเรื่องเล่าการสร้างในคัมภีร์เข้ากับหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ โดยมักเชื่อมโยงกับแนวคิดการสร้างมนุษย์หลายแหล่งกำเนิด (Polygenism) 

ประเด็นสำคัญของ Pre-Adamite Theory:

  • นิยาม: แนวคิดที่ว่ามีมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์อยู่ก่อนหน้ายุคของอาดัม
  • ข้อโต้แย้งทางศาสนา: ทฤษฎีนี้ต่างจากความเชื่อดั้งเดิมของอับราฮัมที่ยึดว่าอาดัมเป็นมนุษย์คนแรก
  • การเชื่อมโยงกับวิทยาศาสตร์: ถูกนำมาใช้เพื่ออธิบายฟอสซิลมนุษย์หรืออารยธรรมโบราณที่มีอายุเก่าแก่กว่าช่วงเวลาที่คำนวณจากพระคัมภีร์
  • ความเชื่อมโยงกับเชื้อชาติ (ในอดีต): ในช่วงศตวรรษที่ 17-19 แนวคิดนี้เคยถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดเพื่ออธิบายความแตกต่างทางเชื้อชาติและสนับสนุนแนวคิดเรื่องการสร้างมนุษย์คนละแหล่งกำเนิด

หนึ่งด้าน คุณมีสัญชาตญาณความอยาก – ความพึงพอใจ, ความอยู่รอด, อำนาจ. อีกด้านหนึ่งกระซิบถึงเจตจำนงอดทน, สวดภาวนา, รัก. สัตว์นั้นต้องการชนะ. ชีวอัตตา/วิญญาณต้องการที่จะเข้าใจ. ร่างกายต้องการล้างแค้น.  (One side you crave instinct – pleasure, survival, power. The other side whispers of purpose -- patience, prayer, love. The animal wants to win. The Soul want to understand. The body wants revenge.)

ชีวอัตตาโหยหาต่อการให้อภัย. นี่ไม่ใช่ความขัดแย้งทางศีลธรรม. นี้เป็นประวัติศาสตร์พันธุกรรม. บางสายเลือดได้พิงอย่างหนักหนากว่าเข้าไปในรหัสของสัตว์. และหัวใจทั้งหลายของพวกเขาได้แข็งกระด้าง. ผู้อื่นทั้งหลายมีอยู่ด้วยประกายปะทุของอดัมมากกว่าอย่างกระจ่างชัด – และกลายเป็นศาสดาพยากรณ์/ผู้เผยวจนะ. ฤาษี, ผู้เป็นที่รักแห่งแสงสว่าง. นี้คือทำไมไม่ใช่มนุษย์ทั้งหมดเท่าเทียมกัน – ไม่ใช่ในคุณค่า, แต่ในความสะท้อนก้องทางสำนึกจิต. บางรายเดินหลังตรงแต่ดวงตาของพวกเขายังหลงหลับใหล. บ้างพูดกวี...ขณะที่อื่นๆกำลังถูกขับดันด้วยความหิว. นี่ไม่ใช่การพิพากษา. นี้คือการออกแบบ. การทดสอบแห่งสรวงสวรรค์. การหลอมรวมของสองเส้นเวลา. และคำถามที่ว่าทุกชีวอัตตาต้องตอบก็คือสิ่งนี้: รหัสไหนที่กำลังนำทางชีวิตของคุณอยู่? อันที่มาจากธุลี. หรืออันที่มาจากลมหายใจนั้น?   (The Soul longs to forgive. This isn’t moral duality. This is genetic history. Some lineages leaned heavier into the animal code. And their hearts hardened. Others carried the Adamic spark more clearly – And became the prophets. The sages. The lovers of light. This is why not all humans are equal – not in value, but in conscious resonance. Some walked upright but their eyes are still asleep. Some speaks poetry…While others are driven by hunger. This is not judgement. This is design. A divine test. A merging of two timelines. And the question that every Soul must answer is this: Which code is guiding your life? The one that came from dust. Or the one that came from the breath?)

บทที่ 7 - น้ำท่วมใหญ่, การเอียง และการล่มสลายของเวลา. โลกได้เปลี่ยนแปลงไป.  (Chapter 7 – The Flood, The Tilt, and the Collapse of Time. The Earth had changed.)

สายเลือดของอดัมกำลังเติบโต – แต่ก็ความทุจริต/เสื่อมเสียด้วยเช่นกัน. รหัสศักดิ์สิทธิ์ของเขาลายเซ็นของสรวงสวรรค์ได้หายใจเข้าไปในการมีอยู่ของเขา – ได้ถูกเจอจางลง. กับทุกรุ่นอายุ, มันได้เลือนรางไป. และในไม่ช้า...ประกายปะทุของอดัมได้ใกล้จะสูญหาย. นี้เป็นอะไรเมื่อน้ำท่วมใหญ่ได้มาถึง. ไม่ได้เป็นเช่นการลงทัณฑ์ แต่เป็นเช่นการตั้งค่าใหม่. ไม่ใช่ความพิโรธแต่เป็นการปกป้อง. ไม่ใช่การทำลายชีวิต แต่เพื่อที่จะสงวนรักษาเสียงก้องสะท้อนสุดท้ายของแบบรูปจากสรวงสวรรค์.  (Adam’s lineage was growing – but so was the corruption. His sacred code – the divine signature breathed into his being – was being diluted. With every generation, it faded. And soon…the Adamic spark was nearly lost. This is when the flood came. Not as a punishment but as a reset. Not as wrath but as protection. Not to destroy life but to preserve the last echoes of the divine pattern.)

เรื่องราวของโนอาห์มีอยู่ในทุกอารยธรรมโบราณ. ในคัมภีร์กูรอ่าน เขาคือนูห์ – ศาสดาพยากรณ์ผู้ได้เตือนมานาน 950 ปี. ในคัมภีร์โทราห์, เขาได้สร้างเรืออาร์ค. ในมหากาพย์แห่งกิลกาเมช, อัตนาพิชทิมรอดชีวิตจากน้ำท่วมใหญ่ซึ่งถูกส่งมาโดยเทพเจ้าทั้งหลาย. ในคัมภีร์ฮินดู, พระมนูได้ถูกเตือนถึงอุทกภัยครั้งใหญ่. แม้กระทั่งในตำนานของชนฮาปิ, อินคา, ซูเมอเรียน พูดถึงเวลาเมื่อน้ำทั้งหลายได้สูงขึ้น...และมีเพียงผู้ถูกเลือกเพียงเล็กน้อยเท่านั้นที่ได้รอดชีวิต. (The story of Noah exists in every ancient civilization. In the Qur’an he’s Nuh – a prophet who warned for 950 years. In the Torah, he built the Ark. In the Epic of Gilgamesh, Utnapishtim survives a flood sent by the gods. In Hindu texts, Manu is warned of a great deluge. Even the Hopi, Inca, Sumerian and Egyptian legends speak of a time when the waters rose…and only a chosen few were saved.)

แต่นี่คืออะไรที่พวกเขาไม่ได้สอนคุณ: โนอาห์ไม่ได้ช่วยสัตว์ทั้งหลายให้รอดชีวิต. เขาได้รักษารหัสเอาไว้. DNA. คลื่นความถี่. อาร์คไม่ได้เป็นแค่เรือ. มันคือห้องนิรภัย. ธนาคารเก็บเมล็ดพันธุ์จิตวิญญาณ. การจับคู่ไม่ใช่แค่เพียงเนื้อหนังเท้านั้น – แต่คือความทรงจำ, ความสั่นสะเทือน, สาระสำคัญ. ทีนี้...หยุดพักก่อน...และคิด. คัมภีร์กูรอานบอกไว้ว่าโนอาห์มีชีวิตอยู่ 950 ปี. แต่อย่าวงไรหรือ? มันเป็นไปตามตัวอักษรหรือว่ามีอะไรที่ลึกไปกว่านั้น? การที่จะตอบคำถานั่น, เราต้องไปที่โลกในตัวของมันเอง.      (But here’s what they don’t teach you: Noah wasn’t saving animals. He was saving code. DNA. Frequency. The Ark wasn’t just a ship. It was a vault. A spiritual seed bank. Holding pairs not only of flesh – but of memory, vibration, essence. Now pause…and think. The Qur’an says Noah lived 950 years. But how? Is it literal or is there something deeper? To answer that, we must look at the Earth itself.)

ทุกวันนี้โลกเอียงอยู่ที่ 23.5 องศา. ความเอียงนั้นเป็นอะไรที่ให้เราซึ่งฤดูกาลทั้งหลาย: ร้อน, หนาว, ใบไม้ผลิ, ใบไม้ร่วง, แต่อะไรถ้าไม่ได้เป็นเช่นนี้เสมอ? บางนักวิจัยค้นคว้าทั้งหลาย, นักภูมิศาสตร์ทั้งหลาย, นักดาราศาสตร์โบราณทั้งหลาย, บัณฑิตทางศาสนาทั้งหลายได้ชี้แนะว่าแกนของโลกเอียง อาจได้เปลี่ยนแปลงขึ้นในช่วงระหว่างหรือภายหลังน้ำท่วมโลกครั้งใหญ่. บางทีมันได้ตั้งตรงอยู่ก่อนหน้านั้น หรือได้เอียงอย่างแตกต่างไป. บางทีความเร็วของการหมุนได้เปลี่ยนย้ายไป. บางทีเวลาได้รู้สึกยาวนานกว่านี้. ถ้าวงรอบฤดูกาลอย่างเต็มที่ได้ผ่านไปเพียงครึ่งเวลา, และแล้วอะไรที่เราเรียกว่าหนึ่งปีนั้น อาจจะได้หมายถึงบางอย่างอื่นไปทั้งหมด. (Today, the Earth is tilted at 23.5 degrees. That tilt is what gives us seasons: Summer, winter, spring, autumn. But what if it wasn’t always like this? Some researchers, geologists, ancient astronomers, even religious scholars suggest that Earth’s axial tilt may have changed during or after the Great Flood. Maybe it was upright before or tilted differently. Maybe the rotation speed shifted. Maybe time felt longer. If the full seasonal cycle passed in half the time, then what we call a year would have meant something else entirely.)

ดังนั้น, เมื่อคัมภีร์ทั้งหลายบอกว่าโนอาห์มีชีวิตอยู่ 950 ปี, มันอาจจะเป็นไม่ใช่เรื่องเพ้อฝัน. มันอาจจะหมายถึงว่าโลกตัวมันเองได้มีปฏิทินซึ่งแตกต่างออกไป, คลื่นความถี่ที่แตกต่างไป, จังหวะที่แตกต่างไปของการเสื่อมสลาย. และเมื่อน้ำท่วมใหญ่มาถึง, จังหวะนั้นได้พังลง. โลกหลังน้ำท่วมน่าจะไม่ใช่แค่เปียกชุ่มมากขึ้น, มันหนักมากขึ้น. ช่วงระยะเวลาชีวิตได้เริ่มต้นหดสั้นลง. สิ่งปกคลุมได้หนาขึ้น. ความทรงจำของสรวงสวรรค์เริ่มมัวลง. แต่ โนอาห์ - นูห์ - กลายเป็นสะพาน. เขาไม่ได้แค่สร้างเรืออาร์ค. เขากลายเป็นหนึ่ง. ผู้แบกพาซึ่งเสียงก้องสะท้อนบริสุทธิ์สุดท้ายของรหัสของอดัม. และจากลูกหลานของเขา, สายเลือดผู้ถ่ายทอดพระวจนะ/ผู้หยั่งรู้ก็จะหื้นคืนขึ้นมาอีกครั้ง.   (So, when the scriptures say Noah lived 950 years, it might not be fantasy. It might mean the Earth itself was on a different calendar, a different frequency, a different rhythm of decay. And when the flood came, that rhythm was broken. The post flood world was not just wetter, it was heavier. Lifespans began shrinking. The veil thickened. The divine memory grew dim. But Noah Nuh – became the bridge. He didn’t just build an Ark. He became one. A carrier of the last pure echo of Adam’s code. And from his children, the prophetic lineage would rise again.)

เซ็ธ, ไอดริส, อับราฮัม, โมเสส, จีซัส, มูฮัมหมัด. แต่ละคนแบกเอาสายใยของอะไรที่มนุษยชาติได้มักจะหมายถึงเสมอซึ่งความทรงจำ. และนี้เป็นอะไรที่พวกเขาได้พยายามที่จะลบมัน. นั่นคือคุณไม่ได้เป็นแค่ผลผลิตของการเลือกสุ่ม. คุณคือส่วนหนึ่งของมรดกของจักรวาล. สืบสายเลือดที่ไม่ใช่แค่ทางเนื้อหนัง แต่คือคลื่นความถี่.  (Seth, Idris, Abraham, Moses, Jesus, Muhammad. Each one carrying a thread of what humanity was always meant to remember. And this is what they’ve tried to erase. That you are not just the product of randomness. You are part of a cosmic legacy16. A lineage not of flesh but of frequency.)

16 "A Cosmic Legacy" อาจหมายถึงการสืบทอดหรือมรดกทางจักรวาล ซึ่งสามารถตีความได้หลายบริบท ตั้งแต่ความหมายทางวิทยาศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับจุดกำเนิดของธาตุและอนุภาคในจักรวาล, ไปจนถึงแนวคิดเชิงปรัชญาอย่าง Cosmicism ที่กล่าวถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาลและความเล็กน้อยของมนุษย์ 

ความหมายในบริบทต่างๆ:

  • ทางวิทยาศาสตร์ (รังสีคอสมิก): อนุภาคพลังงานสูงที่เดินทางข้ามจักรวาลจากแหล่งกำเนิดต่างๆ เช่น การระเบิดของดาวฤกษ์ ซึ่งส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศโลก
  • ทางวรรณกรรม/ปรัชญา (Cosmicism): แนวคิดที่เชื่อว่ามนุษย์เป็นเพียงสิ่งมีชีวิตเล็กน้อยท่ามกลางจักรวาลที่กว้างใหญ่ไพศาลและไร้ความหมาย
  • ในทางพลัง (Power Cosmic): พลังอำนาจระดับจักรวาลที่ปรากฏในจักรวาล Marvel ซึ่งสามารถเปลี่ยนร่างมนุษย์ให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตทรงพลัง

บทที่ 8 - จีซัสและอดัม: การปลูกถ่ายเช่นเดียวกัน. ในคัมภีร์กูรอาน, มีบทหนึ่ง - สั้น, ตรง, และไม่เหมือนอันใดอื่นในคัมภีร์. มันไม่ได้อธิบาย. มันแถลงง่ายๆว่า, “จริงแท้แล้ว, ความเหมือนกันของจีซัสในสายพระเนครของพระเจ้านั้นเป็นดุจความเหมือนของอดัม...” พระองค์ได้สร้างสรรค์เขาขึ้นมาจากธุลี. แล้วได้พูดถึงเขาว่า: “จงเป็น – และเขาได้เป็น.” (ซูเราะห์ อัล-อิมราล 3:59). เดี๋ยวก่อน...อะไรรึ?  (Chapter 8 – Jesus and Adam: The Same Divine Implant. In the Qur’an, there is a verse – short, direct, and unlike anything else in scripture. It doesn’t explain. It simply states, “Indeed, the likeness of Jesus in the sight of God is as the likeness of Adam… “He created him from dust. Then said to him: Be -- And he was.” (Surah Aal-Imran 3:59). Wait…What?)

          จีซัสและอดัม, เป็นเช่นเดียวกันรึ? หนึ่งนั้นได้ถูกพิจารณาว่าเป็นคนแรก. อีกหนึ่งนั้น. สาสดาพยากรณ์ปผู้มีชีวิตอยู่ในอีกหลายพันปีถัดมา. หนึ่งนั้นมาจากโลก. อีกฝ่ายหนึ่ง...จากครรภ์พรหมจรรย์. และกระนั้น...คัมภีร์กูรอานได้ผูกพวกเขาเข้าด้วยกัน.ทั้งคู่ได้เป็นกำเนิดแห่งบัญชาสวรรค์. ทั้งคู่ได้มาถึงโดยปราศจากบิดามนุษย์. ทั้งคู่ได้ถูกปลูกถ่าย – ไม่ใช่ของเนื้อหนัง, แต่ของคำแนะนำ. หนึ่งได้ก่อรูปจากดินเหนียว. อีกฝ่าย, จากแสงพิสุทธิ์จัดวางเข้าไปในครรภ์ของแมรี.   (Jesus and Adam, the same? How? One is considered the first man. The other. A prophet who lived thousands of years later. One came from the Earth. The other…from a virgin womb. And yet…the Qur’an ties them together. Both were born of divine command. Both arrived without a human father. Both were implants – not of flesh, but of instruction. One was formed from clay. The other, from pure light placed into the womb of Mary.)

เรามาจัดกรอบภาพกันใหม่เช่นนี้: อดัมไม่ได้ถูกสร้างจากธุลีเหมือนรูปปั้นในสงน. เขาได้นำมามาข้างหน้าผ่านเรือยานมนุษย์ –แต่ได้ถูกเติมเต็มจากสรวงสวรรค์/เบื้องบน. เหมือนเช่นเดียวกับจีซัส. คัมภร์กูรอานยืนยันนี้ว่า: “และเราได้หายใจเข้าไปในเธอของจิตวิญญาณของเรา...” (ซูเราะห์ อัล ทาห์ริม 66:12). อดัมเป็นมนุษย์คนแรกที่มีเสียงก้องประสานของสรวงสวรรค์. จีซัสได้เป็นการกลับมาของเสียงก้องประสานนั้น – บริสุทธิ์, ไม่เจือจาง, ไม่แตกสลาย. และนั่นคือทำไมที่จีซัสต้องมาโดยปราศจากบิดา. ไม่ใช่เพราะว่าชีวอิรนทรีย์.    (Let’s reframed this: Adam was not bult from dust like a statue in a garden. He was brought forth through a human vessel – but infused with divine من. Just like Jesus. The Qur’an confirms: “And we breathed into her of Our Spirit...” (Surah Al-Tahrim 66:12). Adam was the first human carrier of divine resonance. Jesus was the return of that resonance – pure, undiluted, unbroken. And that’s why Jesus had to come without father. Not because of biology.)

การปลูกถ่ายจากสรวงสวรรค์: ความสัจจริงเหนือธรรมชาติ เบื้องหลังจีซัส และ อดัม

The Divine Implant: Transcendent Truths Behind Jesus and Adam

แต่เนื่องจากสายเลือดฝ่ายชายของมนุษย์ – หลังน้ำท่วมใหญ่, หลังหอบาเบล, หลังโซดอม – ได้ถูกทำให้เสื่อมทำลายลง. ถ้าเมล็ดพันธุ์ของสรวงสวรรค์ได้ที่จะกลับมา, มันต้องมาโดยไม่ได้ผ่านการกรอง. ผ่านหญิงผู้หนึ่ง, ไร้ซึ่งมลทิน. ยานศักดิ์สิทธิ์ – เหมือนเช่นโลกได้เป็นเมื่ออดัมได้มาถึง.แต่จีซัสไม่ได้มาที่จะเริ่มต้นศาสนา. เขามาเพื่อเตือนจำ. ที่จะกระตุ้นเปิดใช้งานคลื่นความถี่อดัมอันดั้งเดิมนั้นอีกครั้ง. เพื่อที่จะพูดว่า, “ฉันไม่ได้อยู่ที่นี่...แต่เจ้าก็ไม่ด้วยเช่นกัน.” และนั่นคือทำไมที่ทั้งอดัมและจีซัสได้ถูกเรียกว่า رمز รหัส/เครื่องหมาย.ไม่ใช่แค่ข่าวสาร...แต่เป็นสัญลักษณ์, เสีงก้องสะท้อน, กระจกเงา. การเริ่มต้นและและตัวเตือนจำ.   (But because the human male lineage – post-Flood, post Babel, post Sodom – was corrupted. If the divine seed was to return, it had to come unfiltered. Through a woman, untainted. A sacred vessel – just like the Earth was when Adam arrived. Jesus didn’t come to start a religion. He came to remind. To reactive the original Adamic frequency. To say: “I am not here…but neither are you.” And that’s why both Adam and Jesus are called رمز – a sign. Not just messengers…But markers. Echoes, Mirrors. The beginning and the reminder.)

ในฮาดีธหนึ่ง, ศาสดาพยากรณ์ท่านนะบีมูฮัมหมัด (สันติจงมีแด่ท่าน) ได้ถูกถามถึงเรื่องจีซัส. ท่านพูดว่า, “ในหมู่ผู้คนทั้งหมด, ฉันยเป็นที่ใกล้ชิดที่สุดต่อจีซัส, บุตรของมารี, ในโลกนี้และภายหน้า...ไม่มีศาสดาพยากรณ์ใดระหว่างฉันกับเขา.” คิดถึงเรื่องนั้นสิ. ศาสดาพยากรณ์ท้ายสุดไม่ได้พูดว่า “ฉันใกล้ชิดที่สุดต่อโมเสส– แต่ต่อจีซัส. เพราะว่าจีซัสและอดัม...นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นตามลำพังแยกจากกัน. พวกเขาคือที่คั่นหนังสือ/จุดเริ่มต้นบรรจบจุดสิ้นสุดของการเปิดใช้งานเดียวกัน. ทั้งสองได้เข้าไปสู่โลกไม่ใช่โดยผ่านสายเลือด – แต่ผ่านบัญชาจากสรวงสวรรค์.  (In one Hadith, the Prophet Muhammad (peace be upon him) is asked about Jesus. He says: “Among all the people, I am the closet to Jesus, the son of Mary, in this world and the next…There has been no prophet between me and him.” Think about that. The final prophet didn’t say “I am closest to Moses” – but to Jesus. Because Jesus and Adam…Are not isolated incidents. They are bookends of the same activation. Both entered the world not through bloodlines – But through command.)

ทั้งสองต่างคือรหัสที่เปิดตั้งค่าใหม่. หนึ่งนั้นได้ปล่อยทะยานเริ่มเรื่องราวของชีวอัตตา/วิญญาณขึ้นบนโลก. อีกรายได้พยายามที่จะตื่นขึ้นมาอีกครั้ง...ก่อนที่จะถึงผนึกสุดท้าย. และอะไรที่เรื่องนี้มีความหมายสำหรับคุณหรือ? นั่นคือคุณ – ใช่, คุณ – แบกเอาไว้ในความเป็นไปได้จอวทั้งสองนี้อยู่ภายในคุณ. โลก...และแสง. ร่างกายนั้น...และบัญชานั้น. คุณไม่ได้เป็นแค่ทายาท/สืผู้บทอดทางชีวอินทรีย์. คุณคือเสียงก้องสะท้อนแห่งลมหายใจสรวงสวรรค์.  (Both were reset codes. One launched the story of Soul on Earth. The other tried to wake up again…Before the final seal. And what does this mean for you? That you – yes, you – carry the possibility of both within you.  The Earth…And the light. The body…And the command. You’re not just a descendant of biology. You are an echo of the divine’s breath.)

บทที่ 9 - เรื่องราวที่แท้จริงของมนุษย์. ดังนั้น...อะไรคือเรื่องราวที่แท้จริงของมนุษย์? เราถูกปั้นแต่งขึ้นมาจากดินเหนียว...หรือวิวัฒน์จากวานรทั้งหลาย? เราอุบัติขึ้นมาด้วยเหตุบังเอิญ...หรือได้ตื่นขึ้นด้วยคำบัญชา? เรารอดชีวิตขึ้นมาอย่างง่ายๆจากมหาสมุทรโบราณกาลทั้งหลาย และกลายพันธุ์ขึ้นโดยสุ่มๆ...หรือว่าเราคือผู้ถูกเลือก? ถูกปรับเทียบ. ถูกติดตั้ง. ถูกหายใจเข้ามา. คำตอบไม่ใช่เป็นแบบต้องเลือกอันใดอันหนึ่ง. มันคือทั้งคู่...หรือก็ไม่ใช่ทั้งคู่เลย.  (Chapter 9 – The Real Human Story. So… what is the real human story? Were we sculptured from clay…or evolve from apes? Did we rise by accident…or awaken by command? Were we simply lucky survivor of ancient oceans and random mutations…Or were we chosen? Calibrated. Installed. Breath into. The answer is not either/or. It’s both…and neither.)

เรื่องราวมนุษย์ที่แท้จริง: ความตื่นรู้, ความทรงจำ และมรดกความเข้าใจเชิงลึกทางจิตวิญญาณของคุณ  (The Real Human Story: Awakening, Memory & Your Gnostic Legacy)

          ร่างกายของคุณอาจแบกเอา/มีความทรงจำของโลกไว้ – แต่จิตสำนึกของคุณ...แบกเอา/มีเสียงก้องสะท้อนแห่งสวรรค์. ถูกส่งมาให้คุณ. ส่งมากับเป้าประสงค์. ถูกส่งมากับพิมพ์เขียวได้ฝังอยู่ในDNAของคุณ. ถูกส่งมากับประกายปะทุที่กระทั่งทูตสวรรค์ทั้งหลายได้ถูกบอกให้ค้อมกราบ/ให้ความเคารพต่อสิ่งนั้น. คุณไม่ใช่เป็นแค่อะไรดังที่คุณได้ถูกบอก. คุณไม่ได้เป็นแค่ชื่อหนึ่ง, งานอาชีพหนึ่ง, ตัวเลขหนึ่ง, หรือสัญชาติหนึ่ง. คุณเป็นความสืบเนื่องของบางอย่างโบราณ, บางอย่างแห่งจักรวาล, บางอย่างที่ศักดิ์สิทธิ์. การมีอยู่ของคุณคือความสืบเนื่องแห่งลมหายใจของอดัม. และความทรงจำของคุณคือสนามรบ.  (Your body may carry the memory of Earth – but your Consciousness…carries the echo of Heaven. You were not just born. You were sent. Sent with a purpose. Sent with the blueprint buried in your DNA. Sent with a spark that even angels were told to bow about to. You are not just what you’ve been told. You are not just a name, a job, a number, or a nationality. You are a continuation of something ancient, something cosmic, something sacred. Your existence is the continuation of Adam’s breath. And your memory is the battlefield.)

          นั่นคือทำไมโลกถึงดึงดูดใจคุณ. นั่นคือทำไมเสียงจึงไม่เคยหยุด. นั่นคือทำไมคุณจึงมักจะถูกดึงออกไปข้างนอกเสมอ – ออกไปจากความเงียบ, ออกไปจากเจตจำนง/เป้าประสงค์, ออกไปจากความจำได้. เพราะความความกลัวแนยิ่งใหญ่ที่สุดของระบบนี้ไม่ใช่การกบฏของคุณ, มันเป็นความทรงจำของจิต. เพราะว่าถ้าคุณจำได้ว่าใครคือผู้ที่คือคุณ, คุณจะหยุดการเชื่อฟังความกลัว. คุณจะหยุดการมีชีวิตอยู่เพื่อการบริโภค. คุณหยุดการไล่ตามมายาภาพ.  (That’s why the world distracts you. That’s why noise never stops. That’s why you’re always being pulled outward – away from silence, away from purpose, away from remembering. Because the greatest fear of this system is not your rebellion, it’s your remembrance. Because if you remember who you are, you will stop obeying fear. You stop living for consumption. You stop chasing illusions.)   

          คุณหยุดการกระทำเหมือนที่คุณเพิ่งได้กำเนิดมาเพื่ออยู่รอดชีวิต. คุณเริ่มต้นที่จะมีชีวิตเหมือนบางคนผู้ที่ได้ถูกออกแบบให้ตื่นรู้. นั่นคือผลไม้ต้องห้ามที่แท้จริง. ไม่ใช่ความรู้, แต่คือการลืมมัน. ผลจากต้นไม้นั้นไม่ได้เป็นการกบฏ. มันคือการสูญเสียงเสียงก้องประสาน. และโลกทั้งปวงนี้ได้ถูกสร้างอยู่บนความเสื่อมจำนั้น. แต่ในตอนนี้, บางทีความทรงจำนั้นกลับคืนมา. บางทีนั่นคือทำไมคุณได้ค้นพบวิดีโอนี้. ไม่ใช่เพื่อเรียนรู้, แต่เพื่อที่จะหวนจำ. เพื่อที่จะรู้สึกถึงบางอย่างก่อตัวข้างในคุณ. สายใย, สัญญาณ, เสียงฮัมที่พูดว่าคุณไม่เคยได้แค่ถูกสร้างขึ้นมา. คุณไม่เคยได้แค่วิวัฒน์. คุณไม่เคยได้เป็นแค่มนุษย์. คุณได้ตื่นรู้.   (You stop acting like you were just born to survive. You begin to live like someone who was designed to awaken. That’s the real forbidden fruit. Not knowledge, but the forgetting of it. The fruit of the tree wasn’t rebellion. It was resonance lost. And this entire world has been built on that amnesia. But now, maybe the memory returning. Maybe that’s why you found this video. Not to learn, but to remember. To feel something stir inside you. A thread, a signal, a hum that says you were never just made. You were never just evolved. You were never just human. You were awakened.)

          และพวกเขาหวาดกลัวถึงวันที่คุณหวนจำได้. ในตอนนี้ผมขอให้คุณไม่เป็นเพียงผู้ชม. แต่เป็นผู้แบกพารหัส. เราได้ถูกสร้างสรรค์หรือว่าเราได้ถูกเปิดการใช้งาน? พิมพ์คำตอบที่ในช่องข้อความคิดเห็นทั้งหลาย เพราะว่ามากยิ่งเท่าไรที่เราถาม, ก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้นที่เราหวนจำได้.   (And they fear the day you remember. Now I ask you not as a viewer. But the carrier of the code. Were we created or were we activated? Type your answer in the comments because the more we ask, the more we remember.)

          ถ้าข่าวสารนี้ได้ก้องสะท้อนบางอย่างข้างในคุณ, จงแบ่งปันมันออกไป. ส่วงมันไปยังเพื่อนคนหนึ่งของคุณผ๔เที่มักจะได้สนใจใฝ่รู้. ผู้ที่ฝันแตกต่างไปจากคนอื่น. ผู้หนึ่งที่รู้ว่ายังมีอะไรอีกมาก. เพราะว่านี้เป็นแค่การเริ่มต้น. ในตอนต่อไป, เราจะติดกตามสายเลือดของความทรงจำจากอดัมไปสู่ไอดริส สู่โนอาห์ และโพ้นเลยนั้น. เราเผยให้เห็นว่าอย่างไรที่ศาสดาพยากรณ์ ไม่ใช่เป็นแค่ผู้นำสารทั้งหลาย, แต่คือผู้รักษาความทรงจำทั้งหลาย. ผู้เก็บรักษาทั้งหลายแห่งประกายปะทุที่คุณยังคงแบกพามีอยู่. กดตอิดตาม, แล้วกลับมา, และก้าวกลับเข้าไปในความจริงของประวัติศาสตร์ที่หายไป.  (If this message echoed something inside you, share it. Send it to the one friend who’s always been curious. The one who dreams differently. The one who knows there’s more. Because this is just the beginning. In the next episode, we follow the bloodline of memory from Adam to Idrris to Noah and beyond. We reveal how the prophets weren’t just messengers, but memory keepers. Keepers of the spark you still carry. Subscribe, return, and step back into the real lost history.)

           https://youtu.be/Wd4hU6S0bRE?si=0dxaZKsCzGrFYAC6