หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ริชาร์ด เฟย์นมาน - คุณไม่ได้มีอยู่ก่อนการเกิด...ดังนั้นแล้ว “คุณ” มาจากที่ไหน

ริชาร์ด เฟย์นมาน - คุณไม่ได้มีอยู่ก่อนการเกิด...ดังนั้นแล้ว “คุณ” มาจากที่ไหน

You Didn’t Exist Before Birth… So Where Did “You” Come From

          https://youtu.be/CDcVqj5rceA?si=v10sCfnem8aLS955

ความลี้ลับ แห่ง การมีชีวิต (The mystery of existence)

          มีคำถามหนึ่งที่ทำให้ผมตื่นอยู่ทั้งคืน. ผมไม่ได้กำลังพูดถึงหลุมดำ หรือกลศาสตร์ควอนตัม. พวกนั้นต่างก็พิลึกเพียงพออยู่แล้ว. ผมกำลังพูดคุยถึงอะไรบางอย่างที่ไปไกลกว่าความเป็นบุคคล/ส่วนตัว, ชวนให้รู้สึกเป็นกังวลไปไกลยิ่งกว่า. ในตอนนี้, ผมอยากให้คุณที่จะชี้ไปที่ตนเอง. เอาเลย. คุณบางทีอาจจะชี้ไปที่หน้าออกของคุณ หรือที่หน้าผากของคุณ. ทุกคนทำเช่นนั้น. คุณมองดูการจัดเรียงตัวของอะตอมแบบเฉพาะเจาะจงนี้, ร่างกายนี้, สมองนี้. และคุณก็พูดว่า, “นื้คือฉัน.”  (There’s a question that keeps me awake at night. I’m not talking about black holes or quantum mechanics. They’re already weird enough. I’m talking about something far more personal, far more unsettling. Now. I want you to point to yourself. Go ahead. You probably pointed to your chest or your forehead. Everyone does. You look at this particular arrangement at atoms, this body, this brain. And you say, “This is me.”)

          นั่นชัดเจนอย่างสมบูรณ์สิ้น. แต่เรื่องที่รบกวนใจส่วนหนึ่งของเรื่องนี้. ลองคิดย้อนไปยังหนึ่งปีก่อนที่คุณจะได้กำเนิดขึ้นมาดูสิ. คุณไม่ได้มีอยู่ในตอนนั้น. คุณไม่ได้กำลังนอนหลับอยู่ที่ไหนสักแห่ง. คุณไม่ได้รออยู่ในแถวเรียง. คุณไม่ได้ไปนั่งรออยู่ในห้องรอตรวจครรภ์พร้อมกับบัตรคิวหรืออะไรทำนองนั้น. ไม่มีอะไรเช่นนั้นที่เป็นคุณ. ไม่มีความตระหนักรู้, ไม่มีประสบการณ์รับรู้, ไม่มีเสียงจากข้างใน, ไม่มีร่องรอยของการมีอยู่ของความรู้สึกนึกคิดอยู่เลยแม้แต่น้อย. และกระนั้น, นั่นคือที่ซึ่งสิ่งทั้งหลายที่ได้พิลึกพิลั่น. อะตอมที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของคุณเคยอยู่ที่นั่นมาแล้ว.  (That’s completely obvious. But the unsettling part is this. Think back to a year before you were born. You didn’t exist then. You weren’t sleeping somewhere. You weren’t waiting in line. You weren’t in a prenatal waiting room with a ticket or anything like that. There was nothing that was you. There was no awareness, no experience, no inner voice, not even the slightest glimmer of subjective existence. And yet, that’s where things get weird. The atoms that make up your body were there.)

       ทั้งหมดไม่มียกเว้นแม้แต่รายเดียว. ธาตุคาร์บอนในกระดูกทั้งหลายของคุณได้ถูกหลอมข้างในดวงดาวที่ได้ตายไปแล้วมากยิ่งกว่า 4 พันล้านปีก่อน. ธาตุเหล็กที่แบกพาออกซิเจนในเลือดของคุณในวันนี้ ถือกำเนิดขึ้นจากซูเปอร์โนวาที่รุนแรงเหล่านั้น ซึ่งสว่างกว่ากาแล็กซีทั้งกาแล็กซี. โมเลกุลทั้งหลายของน้ำที่ไหลผ่านไปทั่วเซลล์ของคุณในวันนี้ โดยทางสถิติศาสตร์แล้ว, ได้ผ่านไปทั่วร่างกายทั้งหลายมาอย่างน้อยที่สุดของ สามยุคมนุษย์โบราณกาลได้จากไปสู่ธุลีมายาวนานแล้ว. พวกเขาทั้งหมดได้มาอยู่ในที่นี้, แต่ไม่มีพวกเขาสักรายที่คือคุณ.  (Every single one. The carbon in your bones was forged inside a star that died more than 4 billion years ago. The iron carrying oxygen in your blood right now was born in those violent supernovae that were brighter than an entire galaxy. The water molecules passing through your cells today have statistically passed through the bodies of at least three ancient humans who have long since turned to dust. They were all here, but none of them were you.)

          ดังนั้นแล้ว,อย่างแน่ชัดแล้ว, คุณมาจากที่ไหนหรือ? นี้ไม่ใช่รคำถามเชิงลัทธิศาสน์. ถึงแม้ว่าลัทธิศาสน์ทั้งหลายได้พยายามที่จะตอบคำถามมัน, มันก็เป็นคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์และปรัชญา. มันเป็นคำถามที่วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา, ฟิสิกส์ควอนตัม, และการวิจัยค้นคว้าด้านจิตสำนึก ได้จมปลักอยู่กับมันมาอย่างเงียบๆตลอด 40 ปีที่ผ่านมา.  และคำตอบที่พวกเขาค้นพบนั้น น่าทึ่งยิ่งกว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณใด ๆ จะจินตนาการได้. และเมื่อสิ้นสุดการบรรยายนี้, คุณจะเข้าใจว่าจิตสำนึกเกิดขึ้นมาจากไหน และการอุบัติขึ้นมาจากความว่างเปล่ามีความหมายว่าอย่างไร. (So, where exactly did you come from? This isn’t a religious question. Although religions try to answer it, It’s a scientific and philosophical question. It’s a question that neuroscience, quantum physics, and consciousness research have been quietly grappling with for the last 40 years. And answer they found are far more astonishing than any ancient text could have imagined. By the end of this talk, you will understand where consciousness comes from and what it means to emerge from nothingness.)

          คุณจะได้รู้ว่า ขอบเขตระหว่างตัวตนของคุณกับจักรวาลนั้น พร่าเลือนกว่าที่คุณเคยคิดไว้เยอะมาก. และบางที คุณอาจจะเดินออกไปจากที่นี่พร้อมกับความสงสัยว่า คำว่า 'จิตวิญญาณ' นั้น ต่อให้มันจะเป็นคำที่ใช้ผิดยุคผิดสมัย แต่มันก็อาจจะเป็นคำที่ถูกต้องมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วก็เป็นได้.  (You will see that the boundary between you and the universe is much thinner than you thought. And perhaps you will leave here wondering whether the word soul, even if mis clod was actually the right word from the beginning.)

ปัญหายากหนักหนา (The hard problem1)

          1 The Hard Problem (หรือมักเต็ม ๆ ว่า The Hard Problem of Consciousness หรือ "ปัญหาที่ยากของจิตสำนึก") ในทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์ หมายถึง ปัญหาในการอธิบายว่ากระบวนการทางกายภาพในสมอง (เช่น การทำงานของเซลล์ประสาทหรือกระแสไฟฟ้า) ก่อให้เกิด "ประสบการณ์เชิงอัตวิสัย" (Subjective experience หรือ Qualia) ขึ้นมาได้อย่างไร

แนวคิดนี้ถูกเสนอครั้งแรกโดยนักปรัชญา เดวิด ชาลเมอร์ส (David Chalmers) ในปี ค.ศ. 1995

รายละเอียดสำคัญของ "The Hard Problem"

  • ประสบการณ์เชิงอัตวิสัย (Qualia): คือความรู้สึกส่วนตัวที่เราสัมผัสได้จริง เช่น ทำไมการเห็นสีแดงจึงรู้สึกเป็นแบบนั้น ทำไมการชิมน้ำตาลถึงรู้สึกหวาน หรือทำไมการโดนเข็มทิ่มจึงเจ็บ ปัญหาคือวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายกลไกทางสมองที่ตอบสนองต่อแสงสีแดงได้ แต่ยังอธิบายไม่ได้ว่า "ความรู้สึก" ของการเห็นสีแดงนั้นเกิดขึ้นมาได้จากสสารได้อย่างไร
  • ต่างจาก "ปัญหารอง" (Easy Problems): ชาลเมอร์สเปรียบเทียบว่า ปัญหาที่ "ง่ายกว่า" (Easy problems เช่น การอธิบายว่าสมองประมวลผลข้อมูลอย่างไร แยกแยะสิ่งเร้า หรือควบคุมร่างกายอย่างไร) เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์และระบบประสาทวิทยาพอจะหาคำตอบได้ แม้จะซับซ้อนแต่ก็มีทิศทางพิสูจน์ได้
  • ช่องว่างระหว่างกายกับใจ: ปัญหาที่ยากคือการตอบคำถามว่า ทำไมสภาวะทางกายภาพในสมองจึงต้องมี "สติสัมปชัญญะ" หรือความรู้สึกตัวกำกับอยู่ด้วย แทนที่จะทำงานเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไรเลย

          ขอให้ผมเริ่มต้นด้วยสมมติฐานของผู้คนมากที่สุด. ถ้าคุณถามผู้คน, ส่วนใหญ่จะพูดว่าคือร่างกาย, คุณจะมองเห็นได้ว่าเมื่อมันเริ่มต้น, คุณก็จะเริ่มต้นด้วยเช่นกัน. เซลล์ทั้งหลายถูกแบ่ง. ระบบประสาทก่อรูปร่าง. สมองหนึ่งได้สร้างตัวมันเอง. แลพะนที่ไหนสักแห่งในกระบวนการนั้น, แสงสว่างดำเนินไปตจ่อ. จอิตสำนึกได้เปิดดวงตาของมันออกต่อสิ่งที่มีชีวิต/สิ่งที่ดำรงอยู่เหมือนเช่นเทียนไขที่ถูกจุดให้สว่างขึ้น. และเมื่อร่างกายขแองคุณตายลงไป, เทียนไขนั้นก็ดับลง. นิทานเรื่องราวเรียบง่าย, สะอาดหมดจด, และเป็นในเชิงวัตถุนิยม. แต่จุดประเด็นนั้นก็คือว่า นั่นไม่ใช่จุดจบของนิทานเรื่องราว. มันไม่ได้กระทั่งเป็นแม้กระทั่งการเริ่มต้น. เพราะว่าเมื่อคุณเริ่มต้นการถามอย่างแน่ชัดว่า เมื่อแสงสว่างทั้งหลายได้ดำเนินต่อไป, สิ่งทั้งหลายได้สลับซับซ้อนละเอียดลึกซึ้งและอย่างน่าอัศจรรย์. เราไม่ได้เข้าใจตามความจริงว่าอะไรคือจิตสำนึกเป็น. ผมไม่ได้กำลังพูดในเชิงเปรียบเปรย. ผมกำลังพูดผมกำลังพูดคำนี้ในความหมายที่แท้จริงและเป็นเชิงวิชาการที่สุด.  (Let me start with the assumption of most people. If you ask people, most will say that the body, you’ll see that when it starts, you’ll start too. Cells divide. The nervous system forms. A brain builds itself. And somewhere in that process, lights go on. Consciousness opens its eyes to existence like a lit candle. And when your body dies, that candle goes out. A simple, clean, and materialistic story. But the point is that’s not the end of the story. It’s not even the beginning. Because when you start asking exactly when the lights went on, things get profoundly and wonderfully complex. Science doesn’t have a clear answer to that. It hasn’t even come close. What shocked me when I first it was this. We don’t actually understand what consciousness is. I’m not saying this figuratively. I’m saying it in the truest and most academic sense.)

ในปี 1955, นักปรัชญา เดวิด ชาร์เมอร์ส ได้ให้ปาฐกถาอันหนึ่งที่มีชื่อเสียง ที่เขาไกด้แบ่งปัญหาของจิตสำนึกไปเป็นสองกลุ่มประเภท. ปัญหาทั้งหลายอย่างง่าย และอย่างยากหนักหนา. ผมใชคำว่าง่ายเท่านั้นเพื่อเปรียบเทียบ. เหล่านี้คือปัญหาทั้งหลายทางวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาเหมือนเช่นว่า สมองมีกระบวนการประมวลผลข้อมูลทางประสาทอย่างไร, มันดึงดูความสนใตรงๆอย่างไร. เราสามารถจินตนาการได้ว่าด้วยการวิจัยค้นคว้าและพลังอำนาจทำกระบวนการอย่างเพียงพอ, พวกเขาจะในวันหนึ่งได้ถูกคลี่คลายให้คำตอบ. (In 1955, the philosopher David Charmers gave his famous lecture where he divided the problem of consciousness into two categories. Easy problems and hard problems. I use the word easy only for comparison. These are neuroscience problems like how the brain processes sensory information, how it directs attention. We can imagine that with enough research and processing power, they will one day be solved.)

แต่ประเด็นที่ยากมันคืออะไรเรื่องอื่นทั้งสิ้น. ปัญหาที่ยากหนักหนาคือเรื่องนี้. ทำไมกระบวนการทั้งหมดนี้ถึงรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่าง? ทำไมความรู้สึกในการมองเห็นสีแดงถึงเกิดขึ้น เมื่อแสงตกกระทบเรตินา - จอตา และส่งสัญญาณไปถึงเปลือกสมองส่วนการมองเห็น? ทำไมเราถึงไม่เป็นแค่เครื่องจักรที่ทำงานอยู่ในความมืด โดยไม่มีประสบการณ์ภายใน, และไม่มีความรู้สึกรับรู้ใดๆ? คุณอาจคิดว่าการอธิบายวงจรการทำงานของสมองจะสามารถอธิบายเรื่องจิตสำนึกได้โดยอัตโนมัติ.   (But the hard problem is something else entirely. The hard problem is this. Why do all these processes feel like something? Why does the sensation of seeing red occur when light hits the retina and signals reach the visual cortex? Why aren’t we just a machine that works in the dart without internal experience, without sensation? You might think that explaining the brain circuits would automatically explain consciousness.)

แต่การอธิบายกลไกแทบไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นเลย. ช่องว่างระหว่างกลไกกับประสบการณ์นั้นคือปัญหาที่ยากหนักหนา. และแม้ว่าจะมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังมานานถึง 30 ปี, แต่พวกเราก็ยังไม่สามารถลดช่องว่างนั้นลงได้เลยแม้แต่เซนติเมตรเดียว. ถ้าเรายังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมจิตสำนึก ถึงมีอยู่ตอนนี้, เราก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันไปอยู่ที่ไหนก่อนที่มันจะมีอยู่.   (But explaining the mechanism says almost nothing about the experience itself. That gap between mechanism and experience is the hard problem. And despite 30 years of serious scientific research, we haven’t been able to close that gap even by 1 centimeter. This has real physical consequences. If we can’t explain why consciousness exists now, we can’t explain where it was before it existed.)

เพื่อให้คุณเห็นภาพถึงขนาดของปัญหานี้, ขออนุญาตเปรียบเทียบให้ฟัง. ลองจินตนาการถึงประวัติศาสตร์ทั้งหมดของเอกภพเป็นเส้นเวลาที่ทอดยาวตลอดแนวสนามฟุตบอล. ตั้งแต่เหตุการณ์บิ๊กแบง จนถึงยุคปัจจุบัน, สนามนั่นยาว 100 เมตร. สายพันธุ์ของคุณ, โฮโม ซาเปียนส์, เป็นเพียงเซนติเมตรสุดท้ายของสนามนั้น. บันทึกประวัติศาสตร์ลายลักษณ์อักษรทั้งหมดของมนุษยชาตินั้น, เปรียบเหมือนเพียงเส้นดินสอบาง ๆ ที่ขีดไว้ตอนท้ายสุดเท่านั้น. อายุขัยส่วนบุคคลของคุณนั้นมองไม่เห็นบนมาตราส่วนนั้น. มันเล็กกว่าความกว้างของโมเลกุลเดี่ยวเสียอีก.  (To give you an idea of the scale of this problem, let me use an analogy. Imagine the entire history of the universe as a timeline spread across a football field. From the Big Bang to the present, that field is 100 meters long. Your species, Homo sapiens, is only the last centimeter of that field. It covers the entire written record of human history is a thin line of pencil at the very end. Your individual lifespan is invisible on that scale. It’s less than the width of a single molecule.) 
และถึงอย่างนั้น, คุณก็ยังอุตส่าห์มารวมตัวกันและลอยตัวขึ้นมาจากวัสดุพื้นหลังของสนามขนาดใหญ่ 100 เมตรเหล่านั้น. คุณคือวิสัยทัศน์ของจักรวาลอย่างแท้จริง คือจิตสำนึกอันเป็นเอกลักษณ์ของจักรวาล คือมุมมองที่จักรวาลมีต่อตนเอง.  (And yet, you somehow manage to come together and float from the background material of those vast 100 meters field. You are literally the universe’s own vision, its own unique consciousness, its self-view.)

ทฤษฎี ของ จิตสำนึก (Theories of consciousness)

ดังนั้น, จิตสำนึกอยู่ที่ไหนก่อน(จะมี)คุณ? วิทยาศาสตร์และปรัชญาเสนอสามคำตอบหลักๆให้. อย่างแรก, ดังที่นักวิยาศาสตร์ประสาทวิทยาส่วนใหญ่คาดกันเอาไว้, ก็คือว่าจิตสำนึกนั้นผุดอุบัติขึ้นมาจากโครงข่ายประสาทในสมอง(อันสลับซับซ้อน).   (So, where was that consciousness before you? Science and philosophy offer three main answers. The first, as most neuroscientists assume, is that consciousness arises from complexity.)

อย่างที่สอง, และรุนแรงมากกว่า, ก็คือว่า จิตสำนึกไม่ได้ถูกผลิตสร้างขึ้นมาจากสมอง. มันเป็นคุณลักษณะรากฐานของความเป็นจริงตัวมันเอง. (The second, and far more radical, is that consciousness is not produced by the brain. It is a fundamental characteristic of reality itself.)

อย่างที่สาม, และอันที่น่าหลอกหลอนกันมามากที่สุด, ก็คือ ความรู้สึกของการมีตัวตนที่ต่อเนื่องกัน เป็นเพียงเรื่องราวที่สมองสร้างขึ้นมาบอกคุณหลังจากที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไปแล้ว. โอ้, มายาภาพ. ขอให้ผมอธิบายมันราวกับว่าผมกำลังได้พูดอยู่กับเด็กอายุ 12 ขวบเถิดนะ. (The third, and the most unsettling, is that the feeling of being a continuous self is a story your brain tells you after the event. G, an illusion. Let me explain it as if I were talking to a 12-year-+old child.)

คุณรู้ไหมว่าอะไรคือการจราจรติดขัด? รถยนต์ส่วนบุคคลทั้งหลาย, แต่ละคันขับตามกันไปตามกฎจราจรง่ายๆทั้งหลาย. แต่เมื่อมองดูลงไปจากเฮลิคอปเตอร์, คุณมองเห็นอะไรบางอย่างพิเศษปรากฏอยู่. คลื่นหนึ่ง, รูปทรงหนึ่ง, โครงสร้างหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปด้วยตรรกะและชีวิตของตนเอง. คลื่นนั้นเป็นของจริง. คุณสามารถตรวจวัดมันได้, แต่ถ้าคุณลงไปที่ระดับเดียวกันกับถนนและตรวจแอบรถคันหนึ่ง, คุณจะไม่พบคลื่นนั่น. คลื่นนั้นผุดอุบัติขึ้นมาจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบที่ง่ายกว่าทั้งหลาย. ทฤษฎีของจิตสำนึกก็เป็นเหมือนกัน.   (You know what a traffic jam is? Individual cars, each following simple rules. But when you look down from a helicopter, you see something extraordinary. A wave, a shape, a moving structure with its own logic and life. That wave is real. You can measure it, but if you go down to street level and examine a single car, you won’t find that wave. The wave arises from the interaction of simpler components. The theory of consciousness is similar.)

แต่ละ 86 พันล้านเซลล์ประสาททั้งหลายในสมองของคุณไม่ได้มีสำนึกของจิตบนตัวมันเอง. หนึ่งเซลล์ประสาทเป็นสวิทช์ทางชีวอินทรีย์อย่างง่ายๆที่ไม่ว่าจะยิงปะจุหรือไม่ได้ทำ. แต่นำ 86 พันล้านเหล่านั้นด้วยกันในสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่. เชื่อมต่อพวกมันด้วย 100 ล้านล้านจุดประสานเซลล์ประสาททั้งหลายนั้น. ยินยอมให้พวกมันที่จะจุดปะทุในรูปแบบทั้งหลายที่ประสานกัน และแล้วอะไรบางอย่างที่พิเศษก็ผุดอุบัติขึ้นมา. โลกข้างใน, อัตตา/ตัวตนที่เป็นคุณ. มุมมองนี้เรียกว่า ทฤษฎีประจักษ์นิยมและเป็นทฤษฎีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยายุคใหม่.  (Each of the 86 billion neurons in your brain is not conscious on its own. A neuron is a simple biological switch that either fires or it doesn’t. But bring those 86 billion together in that immense architecture. Connect them with 100 trillion synaptic connections2. Allow them to fire in coordinated patterns and then something extraordinary emerges. An inner world, a self that is you. This view is called manifestism3 and it is the dominant theory in modern neuroscience.)

2 Synaptic connections (การเชื่อมต่อไซแนปส์ หรือจุดประสานประสาท) คือ บริเวณรอยต่อหรือจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท (Neuron) สองเซลล์ หรือระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์เป้าหมาย (เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหรือต่อมไร้ท่อ) ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางส่งต่อข้อมูลหรือสัญญาณประสาทถึงกัน

ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Simply Psychology และ Dana Foundation อธิบายกลไกและประเภทสำคัญไว้ดังนี้ครับ:

โครงสร้างและการทำงานของไซแนปส์

  • ส่วนประกอบหลัก:
    • เซลล์ประสาทก่อนไซแนปส์ (Presynaptic neuron): มีส่วนปลายของแอกซอน (Axon) ที่ขยายใหญ่ขึ้นเรียกว่า Synaptic knob ภายในบรรจุถุงเก็บสารสื่อประสาท (Synaptic vesicle)
    • ช่องว่างไซแนปส์ (Synaptic cleft): ช่องว่างขนาดเล็กมากระหว่างเซลล์ประสาททั้งสอง
    • เซลล์ประสาทหลังไซแนปส์ (Postsynaptic neuron): มีตัวรับ (Receptors) คอยรับสารสื่อประสาท
  • กระบวนการส่งสัญญาณ: เมื่อกระแสไฟฟ้าเดินทางมาถึงปลายแอกซอน จะไปกระตุ้นให้ไอออนแคลเซียมไหลเข้าเซลล์ ทำให้ถุงเก็บสารสื่อประสาทหลั่งสารเคมี (Neurotransmitter) ออกมาที่ช่องว่างไซแนปส์ เพื่อไปจับกับตัวรับของเซลล์ถัดไปและแปลงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าอีกครั้ง

ประเภทของไซแนปส์

1.       ไซแนปส์เคมี (Chemical Synapse): พบได้บ่อยที่สุดในร่างกาย ใช้สารสื่อประสาทเป็นตัวกลางส่งสัญญาณข้ามช่องว่าง

2.       ไซแนปส์ไฟฟ้า (Electrical Synapse): กระแสไฟฟ้าสามารถส่งผ่านถึงกันได้โดยตรงผ่านช่องทางเชื่อมพิเศษ (Gap junctions) ทำให้ส่งสัญญาณได้รวดเร็วมาก

ความสำคัญต่อการเรียนรู้และความจำ

  • Synaptic Plasticity (ความยืดหยุ่นของไซแนปส์): คือความสามารถของจุดประสานประสาทในการปรับความแข็งแรง (เพิ่มขึ้นหรือลดลง) ตามการใช้งาน หากเราฝึกฝนหรือเรียนรู้เรื่องเดิมซ้ำๆ การเชื่อมต่อตรงนี้จะยิ่งแข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานของความจำและการเรียนรู้
  • Synaptic Pruning (การตัดแต่งไซแนปส์): กระบวนการที่สมองตัดการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งานออก เพื่อให้วงจรสำคัญทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

3 "Manifests" ในบริบทของฟิสิกส์ (หรือ Quantum Manifestation) ไม่ใช่ทฤษฎีทางฟิสิกส์กระแสหลัก (Mainstream Physics) แต่เป็นการนำ กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ไปตีความและเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง "การดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ด้วยพลังความคิดหรือจิตสำนึก" (Manifestation / Law of Attraction)

ต้นตอของแนวคิด "Manifest" ในมุมมองควอนตัม

กลุ่มคนที่เชื่อเรื่อง Manifest มักหยิบยกหลักการทางฟิสิกส์ควอนตัมมาอธิบายว่า ความคิดหรือความตั้งใจสามารถเปลี่ยนแปลงความจริงได้ ผ่าน 3 แนวคิดหลัก:

  • การยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น (Wave Function Collapse / The Observer Effect): ในการทดลองควอนตัม เช่น Double-slit experiment อนุภาคจะอยู่ในรูปของคลื่นความน่าจะเป็น จนกระทั่งมีการ "วัด" (Measurement) คลื่นนั้นจึงยุบตัวกลายเป็นอนุภาค กลุ่มผู้สอนเรื่อง Manifest จึงอ้างว่า "การสังเกตหรือจิตสำนึกของมนุษย์ คือตัวแปรที่ทำให้ความจริงปรากฏขึ้น"
  • การพัวพันเชิงควอนตัม (Quantum Entanglement): ปรากฏการณ์ที่อนุภาคสองตัวเชื่อมโยงถึงกันไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหน ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบว่าจิตใจของเราพัวพันและสื่อสารกับ "จักรวาล" ได้
  • สนามพลังงานและความถี่ (Energy and Frequency): ความพยายามอธิบายว่าความคิดของมนุษย์แผ่คลื่นพลังงาน (Frequency) ออกไปดึงดูดเหตุการณ์ที่มีความถี่ตรงกัน

ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ (สิ่งที่ฟิสิกส์จริงๆ บอก)

วงการฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์กระแสหลักชี้ชัดว่า การนำฟิสิกส์ควอนตัมมาอธิบายการ Manifest เป็น การตีความที่คลาดเคลื่อน (Misapplication) หรือจัดอยู่ในกลุ่ม วิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience / Quantum Mysticism) ด้วยเหตุผลดังนี้

  • คำว่า "Observer" (ผู้สังเกต) ในฟิสิกส์: ไม่ได้แปลว่า "มนุษย์ที่นั่งคิดหรือจ้องมองด้วยจิตใจ" แต่หมายถึง เครื่องมือวัดทางกายภาพ (เช่น ตัวตรวจจับ หรืออนุภาคอื่นที่มากระทบ) ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสิ่งมีชีวิตหรือจิตสำนึกมาเกี่ยวข้องเลย
  • ขอบเขตของควอนตัม: กฎเกณฑ์ควอนตัมเกิดขึ้นในระดับอนุภาค, อะตอม หรือซับอะตอม (Subatomic scale) เท่านั้น ไม่ได้มีผลควบคุมโลกในระดับมหภาค (Macroscopic world) เช่น การดึงดูดเงิน งาน หรือความรักในชีวิตประจำวัน
  • จิตวิทยา ไม่ใช่ควอนตัม: การที่คนเราตั้งเป้าหมายแล้วสำเร็จ เกิดจากกลไกทาง ประสาทวิทยา (Neuroscience) และจิตวิทยาเชิงบวก เช่น การโฟกัสเป้าหมายชัดเจน (Reticular Activating System ของสมอง) และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่การส่งคลื่นไปสั่งสนามควอนตัม

 

ถ้าจิตสำนึกผุดอุบัติขึ้นมาจากสถาปัตยกรรมทางเซลล์ประสาท, แล้วคุณก็ไม่ได้มีอยู่มาก่อนที่สมองของคุณได้ถูกประกอบสร้างขึ้นมา เพราะว่าไม่มีพื้นภูมิสำหรับคุณให้ดำรงอยู่บนนั้นได้. เหมือนเช่นกับดนตรีซิมโฟนีที่ยังไม่ไกด้ประพันธ์ขึ้น. แต่นิทานเรื่องราวนี้เพียงแค่อธิบายถึงความสัมพันธ์นั้นย. มันไม่ได้อธิบายว่าทำไมมันเป็นประสบการณ์รับรู้, ทำไมแสงสว่างนั้นเปิดขึ้นมา. นี้คือที่ซึ่งสิ่งทั้งหลายได้ยิ่งน่าสนใจมากยิ่งขึ้น.  (If consciousness arises from neural architecture, then you didn’t exist before your brain was assembled because there was no ground for you to exist on. Just like an uncomposed symphony. But this story only explains the correlation. It doesn’t explain why it’s an experience, why that light is on. This is where things get even more interesting.)

ในปี 1989 จากมหาวิทยาลัย ออกฟอร์ด, โรเจอร์ เพนโรสได้โต้ค้านที่ว่าจิตสำนึกไม่สามารถถูกอธิบายได้โดยการคำนวณดั้งเดิมทั้งหลายที่อะไรบางอย่างได้บังเกิดขึ้นที่ระดับของควอนตัม. โดยร่วมกันกับสจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์, พวกเขาได้เสนอว่า จิตสำนึกนั้นผุดอุบัติขึ้นจากโครงสร้างโปรตีนทั้งหลายที่เรียกว่าไมโครทูบูลข้างในเซลล์ประสาท. พวกเขาได้เรียกเช่นนี้ หรือทฤษฎี. อ้างอิงจากทฤษฎีนี้, จิตสำนึกไม่ได้เป็นอะไรบางอย่างที่สมองผลิตสร้างขึ้น แต่อะไรบางอย่างที่สมองได้ถูกปรับแต่งให้หมุนรับสัญญาณมา.  (In 1989 from Oxford University, Roger Penrose argued that consciousness could not be explained by classical calculations that something was happening at the quantum level. Together with Stuart Hameroff, they proposed that consciousness arose from quantum calculations4 occurring within protein structures called microtubules inside neuron. They called this or theory. According to this theory, consciousness is not something the brain produces but something the brain is tuned to.)

4 การคำนวณควอนตัม (Quantum Computing / Quantum Calculation) คือ กระบวนการประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการของกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ซึ่งแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่มนุษย์ใช้กันอยู่ทุกวัน

หลักการทำงานพื้นฐาน

  • บิตทั่วไป (Classical Bit): คอมพิวเตอร์ทั่วไปใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า "บิต" ซึ่งเก็บค่าได้เพียง 0 หรือ 1 อย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละเวลา
  • คิวบิต (Qubit): การคำนวณควอนตัมใช้หน่วยที่เรียกว่า "ควอนตัมบิต" หรือ Qubit ซึ่งสามารถอยู่ในสถานะ 0, 1 หรือทั้ง 0 และ 1 พร้อมกันได้ ผ่านปรากฏการณ์สำคัญ เช่น:
    • Superposition (การซ้อนทับของควอนตัม): อนุภาคสามารถอยู่ในหลายสถานะพร้อมกันจนกว่าจะมีการวัดผล ทำให้ประมวลผลความเป็นไปได้จำนวนมากไปพร้อมกันได้รวดเร็ว
    • Entanglement (การพัวพันเชิงควอนตัม): คิวบิตสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้ แม้จะอยู่ห่างกัน ทำให้การรับส่งและประมวลผลข้อมูลมีความสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว
    • Interference (การแทรกสอด): ใช้ควบคุมความน่าเชื่อถือของคำตอบ โดยเสริมคำตอบที่ถูกต้องและหักล้างคำตอบที่ผิดออกไป

นี่ก็คล้ายกับการถามว่าสัญญาณวิทยุอยู่ที่ไหนก่อนที่จะเปิดวิทยุ. สัญญาณทั้งหลายนั้นได้มักจะมีอยู่ที่นั่นเสมอ. เพียงแค่เครื่องรับวิทยุยังไม่ได้อยู่ตรงนั้นกระนั้น. เรื่องนี้นำเรามาสู่แนวคิดที่บ้าคลั่งมากที่สุดในงานวิจัยร่วมสมัยด้านจิตสำนึก. อย่างทฤษฎีจิตครอบคลุม. แนวคิดนี้ระบุว่า จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่มีการเติมเข้ามาในสสารวัตถุในภายหลัง แต่เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ในระดับที่พื้นฐานที่สุดของสสารวัตถุ.  (This is similar to asking where the radio signal was before turning on the radio. The signal was always there. Only the receiver wasn’t there yet. This leads us to the most radical idea in contemporary consciousness research. Panpsychism5. This idea states that consciousness is not something added to matter later but a property that has existed since the most fundamental level of matter.)

5 Panpsychism (หรือเรียกว่า ลัทธิปัญจจิตนิยม / ทฤษฎีจิตครอบคลุม) คือ แนวคิดทางปรัชญาที่เชื่อว่า "จิตใจ" หรือ "คุณลักษณะที่คล้ายจิตใจ" เป็นคุณสมบัติพื้นฐานและแพร่หลายของสรรพสิ่งในจักรวาล ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสมองของมนุษย์หรือสัตว์ที่มีชีวิตเท่านั้น

แนวคิดสำคัญ

  • รากศัพท์: มาจากภาษากรีก pan (ทั้งหมด, ทุกสิ่ง) และ psyche (จิตวิญญาณ, จิตใจ) [1]
  • ไม่ใช่ผีหรือวิญญาณเหนือธรรมชาติ: นักแพนไซคิสม์ร่วมสมัยไม่ได้มองว่าก้อนหินหรืออิฐมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์ แต่เสนอว่าสสารในระดับพื้นฐาน (เช่น อิเล็กตรอน หรืออนุภาคย่อย) อาจมี "รูปแบบพื้นฐานที่สุดของประสบการณ์หรือความรู้สึก" ในระดับที่เรียบง่ายมากๆ [1]
  • ทางออกของ "ปัญหาที่ยากของจิตสำนึก" (The Hard Problem of Consciousness): แนวคิดนี้พยายามตอบคำถามว่า "สสารที่ไม่มีชีวิตกลายมามีจิตสำนึกและความรู้สึกตัวได้อย่างไร?" โดยเสนอว่าจิตสำนึกไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ (Emergence) จากสสารที่ไร้จิต แต่มีอยู่เป็นทุนเดิมในระดับรากฐานของจักรวาลแล้ว

บุลลิโอ ทาโนนี กับทฤษฎีบูรณาการของข้อมูลข่าวสารได้จัดวางเรื่องนี้บนพื้นฐานคณิตศาสตร์. ถ้าทาโนนีถูกต้อง, อะตอมทั้งหลายของจักรวาลมักจะกำทอนสะท้อนของประสบการณ์รับรู้. มันไม่ใช่ความคิด. มันไม่ได้เป็นความตระหนักรู้, แต่คือบางอย่าง. และอะตอมทั้งหลายเหล่านั้นได้ให้การอุบัติขึ้นต่อดวงดาวทั้งหลาย, และแล้วงก็ดาวเคราะห์ทั้งหลาย, แล้วก็เคมีชีวอินทรีย์. และในท้ายที่สุด, เมื่อมันได้เปลี่ยนรูปร่างเข้าไปสู่สถาปัตยกรรมพิเศษเฉ)พาะนั้นของสมองของคุณ, ประสบการณ์รับรู้ไม่ได้แค่แสดงปรากฏออกมาจากไม่มีที่ไหน. มันได้ลึกล้ำ, ได้สะสมตัว, และได้จัดรวมตัวมันเองเข้าด้วยกันมากว่า 4.6 พันล้านปี. คุณไม่ได้แค่มาจากฝุ่นละอองดวงดาว. คุณคือดวงดาวทั้งหลายที่ได้เปลี่ยนรูปร่างมาสู่โครงสร้างอันน่าฉงนทึ่งใจได้. จิตสำนึกของคุณไม่ได้แยกออกจากธรรมชาติของจักรวาล, แต่มันคือธรรมชาติของจักรวาลในรูปแบบที่ถูกบีบอัดลงมา.   (Bullio Tanoni with his integrated theory of information placed this on a mathematical basis. If Tanoni is right, the atoms of the universe always had an echo of experience. It wasn’t thought. It wasn’t awareness, but something. And those atoms gave rise to stars, then planets, then organic chemistry. And finally, when it transformed into that particular architecture of your brain, the experience didn’t just appear out of nowhere. It deepened, accumulated, and organized itself over 4.6 years. You didn’t just come from stardust. You are stars that have transformed into a structure capable of astonishment. Your consciousness is not separate from the nature of the universe. It is a condensed form of the nature of the universe.)

ตัวตนในฐานะสิ่งสร้างใหม่ (Self as a reconstruction)

ในตอนนี้, เรามาเข้าไปที่เปลือกชั้นที่ก่อกวนใจมากที่สุดกัน. ข้อมูลจากวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาและวิทยาศาสตร์การรู้คิด ได้ชี้แนะว่า การรู้สึกถึงอัตตา-ตัวตนของเราที่ไม่ถูกขัดแทรกนี้ คือนิทานเรื่องราวของสมองของคุณได้เชื่อมติดต่อในภายหลังเหตุการณ์. การทดลองของเบนจามิน ลิบเบิร์ตฺในยุคปี 1980ได้แสดงให้เห็นว่า เป็นในราวหนึ่งวิยาที ก่อนที่คุณจะรู้สึกว่าคุณได้ตัดสินใจที่จะแสดงการกระทำออกมา, สมองของคุณได้เริ่มต้นไปแล้วในการตระเตรียมการกระทำนั้น. ดังนั้น, เมื่อคุณมีความคิดว่าคุณได้ตัดสินใจ, สมองของคุณได้เริ่มต้นไปแล้ว. จิตสำนึกของคุณไม่ได้เป็นแหล่งกำเนิดของอะไรที่ได้บังเกิดขึ้น. มันสามารถเป็นได้แต่เพียงผู้แปลความหมาย. (Now. Let’s get to the most disturbing layer. Data from neuroscience and cognitive science suggests that this uninterrupted sense of self is a story your brain concocts after the event. Benjamin Libbert’s experiments in the 1980s showed that about half a second before you felt you had decided to perform an action, your brain had already begun preparing that action. So, when you thought you had decided, your brain had already started. Your consciousness is not the source of what happened. It can only be an interpreter.)

ระบบหนึ่งใฝนสมองซีกซ้ายของเราที่ถูกเรียกว่า หน่วยแปลความ ได้รับสัญญาณอันสลับซับซ้อนหนึ่งมาจากข้างล่าง และปะติดปะต่อเรื่องราวของตัวเองให้ปลาบปลื้มสมเหตุสมผลขึ้นมาจากสิ่งเหล่านั้น. คุณไม่ได้ค้นพบนิทานเรื่องราวนั้น. คุณประดิษฐ์มันขึ้นใหม่ในทุกชั่วขณะ. สถานการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการอนัตตา (ความไม่มีตัวตน) ที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้เมื่อเกือบ 2,500 ปีก่อนอย่างน่าประหลาดใจ. มันเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ทว่ายังคงรักษาไว้ซึ่งรูปแบบเดิม.    (A system in our left brain called the interpreter module6 receives complex a signal from below and concocts a coherent self-narrative from them. You don’t discover that story. You reinvent it every moment. This situation surprisingly aligns with the concept of selflessness that Buddha described nearly 2,500 years ago. The self is not a rock but a river. It is constantly changing process yet one that maintains a pattern.)

6 The interpreter module ของสมอง (มักเรียกในทางประสาทวิทยาว่า Left-brain interpreter หรือ "นักตีความแห่งสมองซีกซ้าย") คือ กลไกหรือระบบการทำงานของสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่สร้างเรื่องราว คำอธิบาย หรือเหตุผลขึ้นมา เพื่อเชื่อมโยงพฤติกรรม ความรู้สึก ปฏิกิริยา หรือเหตุการณ์ต่างๆ ให้ดูมีเหตุผลและสอดคล้องกันอยู่เสมอ

แนวคิดและที่มา

  • ผู้พัฒนา: เสนอโดยนักจิตวิทยา Michael S. Gazzaniga และนักประสาทวิทยา Joseph E. LeDoux ผ่านการทดลองในผู้ป่วยผ่าตัดสมองแยกส่วน (Split-brain patients)
  • การทำงานหลัก: เมื่อสมองรับรู้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หรือเกิดการกระทำบางอย่างขึ้นมาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง สมองซีกซ้ายจะรีบ "แต่งเรื่อง" หรือหาเหตุผลขึ้นมาอธิบายทันที เพื่อทำให้โลกรอบตัวและพฤติกรรมนั้นดูสมเหตุสมผล

ตัวอย่างการทำงาน

  • ในการทดลองผู้ป่วยสมองแยกส่วน เมื่อสั่งให้สมองซีกขวาทำตามคำสั่งบางอย่าง (เช่น ลุกขึ้นเดินไปหยิบของ) โดยที่สมองซีกซ้าย (ซึ่งมีหน้าที่พูดและคิดเชิงเหตุผล) ไม่รู้คำสั่งนั้น เมื่อถามเจ้าตัวว่าทำไมถึงลุกไป สมองซีกซ้ายจะไม่บอกว่า "ไม่รู้" แต่จะแต่งเหตุผลขึ้นมาทันที เช่น "อ๋อ อยากไปหยิบน้ำดื่มมาให้"
  • ในชีวิตประจำวัน กลไกนี้คือเสียงในหัวที่คอยพยายามอธิบายว่าทำไมเราถึงโกรธ ทำไมเราถึงเลือกซื้อสิ่งนี้ หรือพยายามหาความหมายให้กับเหตุการณ์บังเอิญต่างๆ

ดังนั้น, อะไรที่เรื่องนี้มีความหมายต่อคุณ? ถ้าอัตตา/ตัวตนเป็นกระบวนการมากไปกว่าเป็นสิ่งตายตัว, แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรบางอย่างที่ได้ถูกให้ต่อคุณ. มันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทุกชั่วขณะ. ทุกเช้าเมื่อคุณได้ตื่นขึ้นมา, ชั่วขณะสั้นๆเมื่อจิตสำนึกของคุณได้ปรับโครงสร้างของนิทานเรื่องราวนั้นขึ้นใหม่. คุณได้เกิดขึ้นในชั่วขณะนั่น.  และรูปแบบนี้สามารถถูกเปลี่ยนแปลงไปได้. เรื่องนี้ไม่ใช่จิตวิทยาอันโด่งดังมีชื่อ. มันเป็นอะไรที่เราเรียกว่า ความยืดหยุ่นทางเซลล์ประสาท.  ความสามารถของสมองในการจัดโครงสร้างใหม่ คุณมีสิทธิ์กำหนดเรื่องราวของตัวเองมากกว่าที่คุณคิด. (So, what does this mean for you? If the self is a process rather than a fixed thing, then it is not something given to you. It is recreated every moment. Every morning when you wake up, there is a brief moment when your consciousness reconstructs that story. You are born in that moment. And this pattern can be changed. This isn’t popular psychology. It’s what we call neuroplasticity7. The brain’s ability to restructure itself. You have more say over your own story than you think.)

7 Neuroplasticity (นิวโรพลาสติซิตี้) คือ ความสามารถของสมองและระบบประสาทในการปรับเปลี่ยน โครงสร้าง และการทำงานของตัวเองตลอดช่วงชีวิต เพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้ ประสบการณ์ สิ่งแวดล้อม หรือการบาดเจ็บ

ในอดีตเคยมีความเชื่อว่าโครงสร้างสมองในวัยผู้ใหญ่จะหยุดพัฒนาและตายตัว แต่ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่าสมองยังคง “ปั้นและจัดระเบียบใหม่” ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม

กลไกการเปลี่ยนแปลงของสมอง

  • การเสริมความแข็งแรงของจุดเชื่อมต่อ (Synaptic Plasticity): เมื่อเราฝึกทำสิ่งใดซ้ำ ๆ เส้นทางประสาท (Neural Pathway) ส่วนนั้นจะแข็งแรงและทำงานได้เร็วขึ้น ส่วนเส้นทางที่ไม่ค่อยได้ใช้จะค่อย ๆ อ่อนแอและถูกตัดทอนลง
  • การจัดระเบียบพื้นที่สมองใหม่ (Cortical Remapping): เมื่อสมองส่วนหนึ่งเสียหาย พื้นที่ข้างเคียงอาจเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนได้บางส่วน
  • การสร้างเซลล์ประสาทใหม่ (Neurogenesis): สมองบางส่วน เช่น บริเวณที่เกี่ยวข้องกับความจำ ยังสามารถสร้างเซลล์ประสาทใหม่ได้ในวัยผู้ใหญ่

วิธีช่วยกระตุ้น Neuroplasticity ในชีวิตประจำวัน

ตามข้อมูลจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) คุณสามารถบริหารสมองเพื่อเสริมความยืดหยุ่นได้ผ่านวิธีเหล่านี้:

  • ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ: เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เช่น ภาษา ดนตรี หรือกีฬา โดยเน้นความต่อเนื่อง
  • ออกกำลังกายแบบแอโรบิก: ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่
  • ท้าทายสมองด้วยสิ่งใหม่: ทำกิจกรรมที่ซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน เพื่อบังคับให้สมองสร้างเครือข่ายเชื่อมต่อใหม่
  • นอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียด: การนอนหลับมีความสำคัญต่อการรวบรวมและเสริมความแข็งแรงของความทรงจำ

ในท้ายที่สุด, ลองพิจารณาสิ่งนี้.  ทุกอะตอมของแคลเซี่ยมในร่างกายของคุณได้ถูกสร้างขึ้นข้างในดวงดาวหนึ่ง. นี่ไม่ใช่คำอุปมาเปรียบเปรย. มันคือความเป็นจริงในทางนฟิสิกส์. อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นได้ปลิวผ่านห้วงอวกาศมาหลายพันล้านปี, ได้จอดลงมาบนดาวเคราะห์หนึ่ง, ได้ผ่านเข้าไปในพืชต้นหนึ่ง, และในท้ายที่สุดแล้วก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายคุณ. นั่นคือทำไมเมื่อคุณมองขึ้นไปยังท้องฟ้าในยามค่ำคืน, คุณก็คิดว่า, “ฉันรู้จักเจ้า. เจ้าคือดวงดาวทั้งหลาย, ได้เรียนรู้เที่จะทึ่งใจมาแล้ว.” สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดไม่ใช่สิ่งที่คุณทำสำเร็จ, แต่คือการที่คุณยังอยู่ตรงนี้ในตอนนี้ ทั้งที่โอกาสมันริบหรี่เหลือเกิน. (Finally, consider this. Every single atom of calcium in your body was made inside a star. This isn’t a metaphor. It’s a physical reality. Those atoms flew through space for billions of years, landed on a planet, passed into a plant, and eventually became part of your body. That’s why when you look at the night sky, you think, “I know you. You are the stars, having learned to marvel.” The most remarkable thing isn’t what you accomplished, but the fact that you’re here tight now despite such low odds.)

จิตสำนึกคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาล, และคุณคือตัวอย่างที่มีชีวิตของสิ่งนั้น. ก่อนที่คุณจะหายใจครั้งแรก, จิตวิญญาณของคุณอยู่ที่ไหน? ท่ามกลางหมู่ดาว, ในกลุ่มผงธุลี, และในอาณาเขตควอนตัมที่อยู่ลึกลงไปใต้ความจริงทางกายภาพทั้งมวล, ความซับซ้อนที่ถักทอผ่านกาลเวลาอันยาวนานถึง 1.38 หมื่นล้านปี, กำลังตามหาใครสักคน ผู้ที่สามารถเอ่ยถามคำถามนี้ขึ้นมา. เอ่อ, และมันก็ท้ายที่สุดได้มาพบคุณ.  (Consciousness is the universe’s most extraordinary achievement, and you are a living example of it. Where was your soul before your first breath? In the stars, in the dust, and in the quantum field beneath all physical reality, a complexity spanning 13.8 billion tears was searching for someone who could ask this question. Uh, and it finally found you.)

 https://youtu.be/CDcVqj5rceA?si=XV2KTxigcuz5AZlB

วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2569

แม็กซ์ แพลงค์ - สสารวัตถุ มาจาก จิตสำนึก

แม็กซ์ แพลงค์ - สสารวัตถุ มาจาก จิตสำนึก

Max Planck — Matter Comes From Consciousness

          https://youtu.be/hc4sdVTCOhg?si=dohoncyFVt0aTaIU

ข้อเสนอที่แหวกแนวของ มักซ์ พลังค์ (Max Plank’s radical claim)

          มีคำกล่าวของหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีชีวิตอยู่ ซึ่งแวดวงวิทยาศาสตร์กระแสหลักได้ใช้เวลาเป็นศตวรรษในการพยายามเพิกเฉยต่อคำกล่าวนี้อย่างเงียบๆ. ไม่ใช่เพราะชายผู้สร้างมันขึ้นมานั้นไร้เดียงสา สับสน หรือพูดจาเลื่อนลอยนอกเหนือขอบเขตความเชี่ยวชาญของตนเอง. เพราะเขาคือผู้ที่ริเริ่มฟิสิกส์ยุคใหม่, ผู้ก่อตั้งทฤษฎีควอนตัม, และเจ้าของรางวัลโนเบลผู้ซึ่งมีสมการที่ช่วยเปิดโครงสร้างของจักรวาลให้เราได้เข้าใจ.   (There is a statement made by one of the greatest scientists who ever lived that the scientific establishment has spent a century trying to quietly ignore. Not because the man who made it was naïve or confused or speaking loosely outside his area of expertise. Because he was the man who launched modern physics, the founder of quantum theory, the Nobel laureate whose equation cracked open the structure of the universe.)

          และสิ่งที่เขาพูดออกมาอย่างชัดเจนและถี่ถ้วนก็คือ, จิตสำนึกมีความเป็นรากฐานมากกว่าสสารวัตถุ. ว่าสสารวัตถุได้ถูกแยกย่อยมีต้นกำเนิดมาจากจิตสำนึก. เบื้องหลังพลังที่ขับเคลื่อนจักรวาลทางกายภาพนั้น, จำเป็นต้องมี, สำนึกของจิตและจิตอันชาญฉลาดอยู่.  (And what he said, plainly and deliberately, is that consciousness is more fundamental than matter. That matter is derived from consciousness. That behind the force animating the physical universe, there is, necessarily, a conscious and intelligent mind. The man was Max Planck. The statement is not a rumor or a misquotation.)

          มันเป็นถ้อยคำจากปากของเขาเอง, จากบันทึกงานเขียนของเขาเอง, ซึ่งเป็นบันทึกของชายผู้ใช้ทั้งชีวิตอยู่กับการวางรากฐานของวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย และได้บรรลุถึงข้อสรุปนั้น, หลังจากที่ได้สืบเสาะตามรอยหลักฐานไปจนสุดทางเท่าที่จะสามารถทำได้, โดยสรุปว่าฟิสิกส์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถไขข้อสงสัยที่ลึกซึ้งที่สุดได้. การที่จักรวาลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากสสารวัตถุในความหมายทั่วไป. สสารวัตถุคือสิ่งที่เรามองเห็นว่าจิตสำนึกมีหน้าตาเป็นอย่างไร เมื่อเราสังเกตมันจากภายนอก.   (It is in his own words, from his own writings, in the record of a man who spent his life at the foundation of modern science and arrived, after following the evidence as far as it could be followed, at the conclusion that physics alone does not close the deepest question available to it. That the universe is not made of matter in the ordinary sense. That matter is what consciousness looks like when you observe if from the outside.)

การปฏิวัติควอนตัม (The quantum revolution)

          แพลงค์ ได้เกิดที่ในคีล, ในปี 1858, บุตรชายของศาสตราจารย์ทางกฎหมาย, และได้แสดงพรสวรรค์ทางคณิตศาสตร์ทั้งหลายในวัยเด็กเพียงพอทำครูทั้งหลายของเขาได้พยายามหันทิศทางของเขา. การบอกเขา—ตามเรื่องราวอันโด่งดัง—ว่าวิชาฟิสิกส์นั้นจบสิ้นลงโดยสมบูรณ์แล้ว, และไม่มีสิ่งใดเหลือให้ค้นพบอีกต่อไป. เขาได้กลายเป็นนักฟิสิกส์ในเวลาต่อมาอยู่ดี. ในปี 1900, การพยายามที่จะคลี่ตลายปัญหาเชิงเทคนิคหนึ่งเกี่ยวกับการแผ่รังสีที่แผ่ออกมาโดยวัตุที่มีความร้อน, เขาได้แนะนำแนวความคิดหนึ่ง ที่มันแปลกใหม่สุดโต่งมาก เสียจนกระทั่งตัวเขาเองยังเอ่ยถึงมันในตอนแรกว่าเป็นเพียง ‘การกระทำที่เกิดจากความสิ้นหวัง’ เท่านั้น. คือเรื่อง ควอนตัม.   (Planck was born in Keil, in 1858, the son of a law professor, and showed mathematical gifts early enough that his teachers tried to redirect him. Telling him, famously, that physics was essentially finished and there was nothing left to discover. He became a physicist anyway. In 1900, trying to solve a technical problem about the radiation emitted by a heated object, he introduced a concept so radical that he himself initially described it as an act of desperation. The quantum.)

แนวคิดที่ว่าพลังงานไม่ได้มีความต่อเนื่อง. แต่มาในแบบบรรจุภัณฑ์แยกชิ้นทั้งหลาย. การปรับเปลี่ยนทางคณิตศาสตร์เพียงครั้งเดียวนี้, ซึ่งทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจากการทดลองที่สมการเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถอธิบายได้ ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติควอนตัม. กรอบแนวคิดที่เป็นรากฐานของสารกึ่งตัวนำทุกชิ้น, เลเซอร์ทุกเครื่อง, และเทคโนโลยีดิจิทัลทุกอย่างบนโลกในปัจจุบัน, และยังคงเป็นทฤษฎีที่ผ่านการทดสอบอย่างแม่นยำที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์, แม้เวลาจะผ่านไปนานนับศตวรรษแล้วก็ตาม. เขาไม่ได้ทำเช่นนี้ในฐานะผู้ทำลายขนบธรรมเนียมรุ่นใหม่ที่หวังจะลบล้างระบบระเบียบแบบเก่า. เขาเป็นคนอนุรักษนิยม, ที่มีความรอบคอบ, และจริงจังอย่างลึกซึ้ง ผู้ซึ่งใช้ทั้งชีวิตในการติดตามหลักฐานไปในทุกที่ที่มันนำไป, แม้ว่ามันจะนำไปสู่จุดที่เขาไม่ได้คาดคิดก็ตาม.   (The idea that energy is not continuous. But comes in discrete packets. This single mathematical move, made to fit experimental data that the existing equations could not explain, launched the quantum revolution. The framework that now underlies every semiconductor, every laser, every piece of digital technology on Earth, and remains, a century later, the most precisely tested theory in the history of science. He did not do this as a young iconoclast looking to overturn the old order. He was a conservative, careful, deeply serious man who spent his life following the evidence wherever it went, even when it went somewhere he had not expected.)

 จิตสำนึก คือ เมทริกซ์ - โครงสร้างรากฐานของความจริง (Consciousness as the matrix)

          ปและที่ใดซึ่งมันได้ไปในท้ายที่สุดแล้ว, ภายหลังหลายทศวรรษของการทำงานที่รากฐานทั้งหลายของฟิสิกส์, ภายหลังการเฝ้าดูกลไกควอนตัมเปิดเผยจักรวาลอันแปลกหน้ายิ่งกว่าที่ฟิสิกส์ดั้งเดิมได้เคยจินตนาการมา, ได้พุ่งตรงเข้าสู่คำถามที่แวดวงฟิสิกส์เคยถูกฝึกมาให้หลีกเลี่ยง, ซึ่งก็คือคำถามเกี่ยวกับผู้สังเกต. คำถามที่ว่า ทำไมจักรวาลก็เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ด้วยเช่นกัน; คำถามที่ว่า จิตสำนึกคืออะไร และมันยืนอยู่ตรงจุดไหนเมื่อเทียบกับความจริงทางกายภาพที่ตัวมันเองกำลังศึกษาอยู่.   (And where it eventually went, after decades of working at the foundations of physics, after watching quantum mechanics reveal a universe stranger than classical physics had ever imagined, was directly into the question that physics had been trained to avoid, the question of the observe. The question of why the universe is knowable at all; the question of what consciousness is and where it stands in relation to the physical reality it studies.)

          คำตอบของเขาไม่ได้เป็นแบบแบ่งรับแบ่งสู้หรือลังเลเลย. เขาเขียนไว้ว่า, “ข้าพเจ้ามองว่าจิตสำนึกเป็นรากฐาน. ข้าพเจ้ามองว่าสสารวัตถุเป็นเช่นสิ่งแตกสาขาย่อยออกมาจากจิตสำนึก. เราไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่เป็นรากฐานยิ่งกว่าจิตสำนึกได้. ทุกสิ่งที่เราพูดถึง, ทุกสิ่งที่เราคิดว่ามีอยู่จริง, ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตสำนึก.” และในสุนทรพจน์ของปี 1944 ใกล้ถึงตอนจบของชีวิตของเขา, เขาได้กล่าวถึงข้อสรุปที่เขาได้มาอย่างตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้น. “ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่อุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับวิทยาศาสตร์ที่กระจ่างชัดที่สุด, และให้กับการศึกษาสสารวัตถุ, ข้าพเจ้าสามารถบอกคุณได้จากการวิจัยเรื่องอะตอมของผมได้มากขนาดนี้. ไม่มีสิ่งที่เป็น 'สสาร' เช่นนั้น.”    (His answer was not hedged or tentative. He wrote, “I regard consciousness as fundamental. I regard matter as derivative from consciousness. We cannot get behind consciousness. Everything we talk about, everything we regard as existing, postulates consciousness.” And in a 1944 speech near the end of his life, he stated the conclusion he had reached even more directly. “As a man who has devoted his whole life to the most clear-headed science, to the study of matter, I can tell you as a result of my research about atoms this much. There is no matter as such.)

          สสารวัตถุทั้งหมดมีกำเนิดและดำรงอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยแรงกำลังเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำใหุ้อนุภาคของอะตอมเกิดการสั่นสะเทือน และยึดเหนี่ยวระบบสุริยะที่จิ๋วที่สุดของอะตอมนี้ไว้ด้วยกัน. เราจำต้องอนุมานว่าเบื้องหลังพลังนี้ มีการดำรงอยู่ของจิตที่มีสำนึกและมีความฉลาด. จิตนี้คือต้นกำเนิดโครงสร้างพื้นฐานของสสารวัตถุทั้งปวง. อ่านนั่นอย่างช้าๆ. ชายผู้คิดค้นทฤษฎีควอนตัม ผู้ซึ่งอุทิศทั้งชีวิตให้กับการศึกษารากฐานของสสาร ได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีสสารวัตถุอยู่จริงเช่นนั้น. สสารวัตถุคืออะไรที่แรงกำลังดูเป็นเหมือน และแรงกำลังนั้นต้องการซึ่งจิตที่มีสำนึกและสติปัญญาอยู่ข้างหลัง. นี่ไม่ใช่คำกล่าวที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ว่าสสารวัตถุคืออะไร.   (All matter originates and exists only by virtue of a force which brings the particle of an atom to vibration and holds this most minute solar system of the atom together. We must assume behind this force the existence of a conscious and intelligent mind. This mind is the matrix of all matter. Read that slowly. The man who invented the quantum who spent his life studying the foundations of matter is saying there is no matter as such. That matter is what a force looks like and that force requires a conscious and intelligent mind behind it. This is not a statement made in ignorance of what matter is.)

          มันคือคำกล่าวของบุคคลผู้ซึ่งเข้าใจในเรื่องของ 'สสารวัตถุ' ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าใครๆ เกือบทั้งหมดที่เคยมีมาก่อนหน้าเขา. และสิ่งที่ความเข้าใจนั้นบ่งชี้เมื่อถึงขีดจำกัดสูงสุด ไม่ใช่สสารวัตถุที่เพิ่มมากขึ้น แต่กลับเป็นจิตใจ.  (It is a statement made by the person who understood what matter is more deeply than almost anyone who had come before him. And what that understanding pointed to at its limit was not more matter.  It was mind.)

ความเห็นพ้องต้องกันในหมู่นักฟิสิกส์ (Consensus among physicists)

          ทีนี้, ลองนำสิ่งนี้เข้ามาพูดคุยในแคตตาล็อกที่กำลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง. ชโรดิงเจอร์, สหายร่วมงานของแพลงค์, ชายผู้มอบสมการรากฐานให้แก่กลศาสตร์ควอนตัม ได้บรรลุข้อสรุปเดียวกันนี้จากอีกทิศทางหนึ่ง. จิตสำนึกเป็นสิ่งที่เป็นเอกภาวะ-หนึ่งเดียว. ความหลากหลายที่ดูเหมือนจะแยกจากกันของจิตแต่ละดวง แท้จริงแล้วเป็นเพียงรูปโฉมภายนอกของความตระหนักรู้หนึ่งเดียวที่อยู่เบื้องหลัง.  (Now bring this into the conversation this catalog has been building. Schrödinger1, Planck’s colleague, the man who gave quantum mechanics its foundation equation reached the same conclusion from a different direction. Consciousness is singular. The apparent multiplicity of individual minds a surface feature of one underlying awareness.)

          1 Schrödinger (อ่านว่า ชโรดิงเกอร์ หรือ ชเรอดิงเงอร์) เป็นนามสกุลของ เออร์วิน ชโรดิงเกอร์ (Erwin Schrödinger) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวออสเตรีย

ความหมายและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน

คำนี้มักถูกนำมาใช้เป็นคำเปรียบเทียบในเชิงทฤษฎีและวัฒนธรรมสมัยใหม่ เช่น:

  • สมการชโรดิงเกอร์ (Schrödinger's Equation): สมการทางคณิตศาสตร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของกลศาสตร์ควอนตัม ใช้คำนวณและอธิบายพฤติกรรมของคลื่นสสารในระดับอะตอม
  • แมวของชโรดิงเกอร์ (Schrödinger's Cat): การทดลองทางความคิดที่อธิบายสถานะกึ่งกลางหรือการซ้อนทับกัน (Superposition) ของวัตถุ เปรียบเทียบกับแมวในกล่องปิดที่ "อาจจะยังมีชีวิตอยู่ หรืออาจจะตายไปแล้ว" จนกว่าจะมีผู้เปิดกล่องดู
  • สไตล์ "แบบชโรดิงเกอร์" (เช่น มิตรภาพแบบชโรดิงเกอร์ หรือ สถานะแบบชโรดิงเกอร์): ภาษาปากที่ใช้เปรียบเทียบสิ่งของ ความสัมพันธ์ หรือสถานการณ์ที่ยังคลุมเครือ ไม่มีความชัดเจน จนกว่าจะพิสูจน์หรือเปิดเผยความจริงในตอนท้าย (เหมือนแมวที่อยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย)

 

          วีลเลอร์, ผู้ที่ได้ทำงานอยู่เคียงข้างไอน์สไตน์ และเป็นผู้ฝึกงานให้กับเฟย์นมานได้โต้ค้านว่า ไม่มีปรากฏการณ์เป็นจริงจนกว่ามันได้เป็นปรากฏการณ์ที่ถูกสังเกต. การที่จักรวาลจำเป็นต้องมีผู้สังเกตการณ์ที่มีส่วนร่วม เพื่อที่จะมีตัวตนอยู่จริงขึ้นมาได้. โบห์มได้สร้างฟิสิกส์ของความเป็นหนึ่งเดียวไม่อาจแบ่งแยกได้ ที่ซึ่งสสารวัตถุและจิตสำนึกคือสองรูปลักษณ์ของกระบวนหนึ่งเดียวอันไร้รอยต่อ.   (Wheeler2, who worked alongside Einstein and trained Feynman argued that no phenomenon is real until it is an observed phenomenon. That the universe requires participatory observes to become real at all. Bohm built a physics of undivided wholeness in which matter and consciousness are two aspects of a single seamless process.)

          2 จอห์น อาร์ชิบัลด์ วีลเลอร์ (John Archibald Wheeler; ค.ศ. 1911–2008) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาฟิสิกส์ยุคใหม่ โดยเฉพาะทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป กลศาสตร์ควอนตัม และฟิสิกส์หลุมดำ

ผลงานและแนวคิดสำคัญ

  • บัญญัติศัพท์ทางวิทยาศาสตร์: เป็นผู้ริเริ่มและทำให้คำศัพท์เฉพาะทางเหล่านี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
    • หลุมดำ (Black hole): ใช้เรียกวัตถุที่ยุบตัวลงอย่างสมบูรณ์จากแรงโน้มถ่วงซึ่งแสงไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้
    • รูหนอน (Wormhole): เส้นทางลัดในกาลอวกาศ
    • โฟมควอนตัม (Quantum foam): ลักษณะความปั่นป่วนของกาลอวกาศในระดับควอนตัม
    • มันจากบิต (It from bit): แนวคิดที่ว่าสสารและกฎทางฟิสิกส์ล้วนมีรากฐานมาจากข้อมูล (Information)
  • งานด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์และอนุภาค: ทำงานร่วมกับ นีลส์ โบห์ร (Niels Bohr) เพื่ออธิบายหลักการแตกตัวของนิวเคลียส (Nuclear fission) และร่วมมือกับ เกรกอรี ไบรต์ (Gregory Breit) ในการศึกษาการเกิดคู่โพซิตรอน-อิเล็กตรอน (กระบวนการไบรต์-วีลเลอร์)
  • การฟื้นฟูทฤษฎีสัมพัทธภาพ: มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ กลับมาเป็นที่สนใจและศึกษากันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงเคยร่วมงานกับไอน์สไตน์ในการค้นหาทฤษฎีเอกภาพที่ยิ่งใหญ่
  • อาจารย์และผู้สร้างนักวิทยาศาสตร์: เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและผลักดันให้นักฟิสิกส์ชื่อดังระดับโลกเติบโต เช่น ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feynman), คิป ธอร์น (Kip Thorne) และเจคอบ เบเคนสไตน์ (Jacob Bekenstein)

          กอฟฟ์โต้แย้งโดยอาศัยปรัชญาการวิเคราะห์ร่วมสมัยที่ว่า จิตสำนึก คือคุณลักษณะรากฐานของความเป็นจริง. ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทางกายภาพ. และแพลงค์, ผู้ก่อตั้งโครงการทั้งหมดกล่าวไว้ว่า “จิตสำนึกคือรากฐานกำเนิดของสสารทั้งปวง”.  บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่บุคคลโดดเดี่ยวที่มีมุมมองแปลกประหลาด. พวกเขาคือกลุ่มคนที่สร้างกรอบการทำงานทางวิทยาศาสตร์อันเป็นรากฐานของโลกยุคใหม่, เป็นผู้ลงมือทำรากฐานที่สำคัญ, เค้นสมการต่าง ๆ ไปจนสุดขีดจำกัด, และรายงานสิ่งที่ค้นพบ ณ จุดที่ลึกที่สุด.  (Goff3 argued from contemporary analytic philosophy that consciousness is a fundamental feature of reality. Not something generated by the physical. And Planck, the founder of the whole project, said, “Consciousness is the matrix of all matter.” These are not isolated individuals with eccentric views. They are the people who built the scientific framework that underlies the modern world, who did the foundational work, pressed the equations to their limit, and reported what was at the bottom.)

          3 ฟิลิป กอฟฟ์ (Philip Goff) — นักปรัชญาที่ท้าทายวงการฟิสิกส์ร่วมสมัย

ในอีกบริบทหนึ่งที่คนมักค้นหาคำว่า "Goff" ควบคู่กับประเด็นทางฟิสิกส์ เขาคือ ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาแห่ง Durham University ซึ่งโด่งดังมากจากการดีเบตกับนักฟิสิกส์ชื่อดัง (เช่น Sean Carroll) ในเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมและจิตสำนึกของจักรวาล

  • จุดเด่น: เขาเป็นผู้นำแนวคิด "ปัญจจิตนิยม" (Panpsychism) ซึ่งเสนอสมมติฐานว่า จิตสำนึกเป็นสิ่งพื้นฐานของจักรวาลที่มีอยู่รอบตัว แม้แต่ในอนุภาคฟิสิกส์ขั้นพื้นฐานอย่างอิเล็กตรอนหรือควาร์กก็อาจมีจิตสำนึกในระดับที่ย่อยที่สุด
  • ประเด็นในทางฟิสิกส์: งานของเขามักวิพากษ์วิจารณ์ข้อจำกัดของฟิสิกส์กระแสหลัก (Materialism) โดยเขามองว่าฟิสิกส์บอกเราได้แค่พฤติกรรมและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของสสาร แต่ไม่สามารถอธิบาย "เนื้อแท้" (Intrinsic Nature) ของสสารและจิตสำนึกได้ หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ Galileo's Error และ Why? The Purpose of the Universe

 

โพ้นเลยคำอธิบายเชิงกายภาพ (Beyond physical explanations)

          สิ่งที่อยู่ด้านล่างนั้นไม่ใช่สสารวัตถุอีกต่อไปแล้ว. มันได้เป็นจิต. คำให้การที่สอดคล้องกันของเหล่านักฟิสิกส์ผู้เข้าใจเรื่องสสารวัตถุอย่างลึกซึ้งที่สุดก็คือ สสารวัตถุนั้น หากทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งเพียงพอแล้ว จะบ่งชี้ข้ามพ้นตัวมันเองไปสู่บางสิ่งที่ไม่ใช่วัสดุ. สิ่งนี้ไม่ควรสับสนกับข้ออ้างที่เรียบง่ายกว่าที่ว่า วิทยาศาสตร์เปิดช่องให้มีพระเจ้า, ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ว่า เนื่องจากฟิสิกส์ไม่ได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง, ว่าอาจมีพระเจ้าอยู่ในช่องว่าง (ที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้).   (What was at the bottom was not more matter. It was mind. The consistent testimony of the physicists who understood matter most deeply is that matter, understood deeply enough, points beyond itself to something that is not material. This should not be confused with the simpler claim that science leaves room for God, the claim that because physics does not explain everything, there might be a God in the gaps.)

          นั่นไม่ใช่อะไรที่แพลงค์ได้กำลังพูด. เขาไม่ได้ชี้ไปที่ช่องว่างนั้น. เขาได้กำลังชี้ไปที่รากฐานนั่น. ข้อกล่าวอ้างของเขาไม่ใช่ว่าจิตสำนึก คืออะไรที่อธิบายที่ฟิสิกส์ยังไม่สามารถอธิบายได้. ข้อกล่าวอ้างของเขาก็คือจิตสำนึกเป็นอะไรที่ฟิสิกส์คืออะไรที่พูดถึงกัน, ว่าโครงสร้างของความเป็นจริง ถูกเปิดเผยโดยกลศาสตร์ควอนตัม ไม่ใช่โครงสร้างของอนุภาคที่ไร้ความคิดในความว่างเปล่า, แต่เป็นโครงสร่างหนึ่งที่ต้องการ, ที่พื้นภูมิของมัน, บางอย่างที่เป็นหน้าที่ประโยชน์เป็นเช่นจิต.  (That is not what Planck was saying. He was not pointing at a gap. He was pointing at the foundation. His claim is not that consciousness explains what physics cannot yet explain. His claim is that consciousness is what physics is about, that the structure of reality disclosed by the quantum mechanics is not a structure of mindless particles in a void, but a structure that requires, at its ground, something that functions as mind.)

          โครงสร้างต้นกำเนิดของสสารทั้งปวง ไม่ใช่แรงกำลังที่มีลักษณะคล้ายกับจิตจากระยะไกล. มันคือ, ในโลกของแพลงค์เอง, สำนึกของจิตและความฉลาด. จักรวาลไม่ได้บังเอิญเป็นสิ่งที่จิตสามารถรับรู้และเข้าใจได้. แต่จักรวาลถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งเดียวกับที่สร้างจิตขึ้น เพราะจิตนั้นเกิดขึ้นมาก่อน.   (The matrix of all matters is not a force that resembles mind from a distance. It is, in Planck’s own world, conscious and intelligent. The universe does not happen to be knowable to minds. It is made of the same stuff that minds are made of because mind came first.)

ปัญญาโบราณ และ วิทยาศาสตร์ (Ancient wisdom and science)

          ในจารีตทั้งหลายของฝ่ายตะวันออก ได้มาถึงที่ข้อถกเถียงนี้โดยปราศจากประโยชน์มใดของกลศาสตร์ควอนตัม. คัมภีร์อุปนิษัทสอนถึงว่า พรหมัน,จิตสำนึกบริสุทธิ์, คือพื้นภูมิของความเป็นจริงทั้งหมด, ที่สสารวัตถุ คืออะไรที่จิตสำนึกดูเหมือนอยู่ในแบบการทำงานพิเศษของการแสดงตัวตนปรากฏ.  (The Eastern traditions had arrived at this conclusion without the benefit of quantum mechanics. The Upanishads teach that Brahman, pure consciousness, is the ground of all reality, that matter is what consciousness look like in a particular mode of self-expression.)

          สังกราจารย์ ได้จัดระบบแนวคิดนี้ให้เป็นปรัชญาอฑไวตะ(ความไม่เป็นคู่) ที่เข้มงวดและรัดกุมที่สุดในประวัติศาสตร์ทางความคิดของอินเดีย. นิสารกะฑัตตา มหาราช ได้ชี้ไปที่ ฉันที่เปลือยเปล่า, ความตระหนักรู้บริสุทธิ์ ก่อนที่วัตถุใดจะถูกเติมเข้ามา, เป็นเช่นตัวมันเองอันสัมบูรณ์สุด, พื้นภูมินั้นจากที่ซึ่งการอธิษฐานประกาศแห่งความเป็นจริงอุบัติขึ้น. ออโรบินโด ได้บรรยายว่าสสารวัตถุคือจิตสำนึกในสภาวะขีดสุดของการปิดซ่อน-ตัวตน, ที่ตอนนี้วิวัฒนาการถอยหลังกลับไปยังแหล่งกำเนิดของมัน.   (Shankara systematized this into the most rigorous non-dual philosophy4 in the history of Indian thought. Nisargadatta pointed at the bare I am, pure awareness before any object is added, as the absolute itself, the ground from which the whole of manifest reality arises. Aurobindo described matter is consciousness in its maximum state of self-concealment, now evolving back toward its source.)

          4 Non-dual philosophy หรือ อทวิภาวะนิยม (มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า Advaita แปลว่า "ไม่ใช่สอง" หรือ "หนึ่งเดียวที่ไม่มีสอง") คือ แนวคิดทางปรัชญาและจิตวิญญาณที่มองว่าสรรพสิ่งในจักรวาลไม่ได้แบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด

สาระสำคัญของ Non-dual philosophy

  • ปฏิเสธการแบ่งแยกแบบคู่ (Duality): มนุษย์มักมองโลกเป็นคู่ตรงข้ามเสมอ เช่น ดี-ชั่ว, สุข-ทุกข์, ฉัน-คนอื่น หรือ ผู้สังเกต-สิ่งที่ถูกสังเกต แต่ปรัชญาไม่แบ่งแยกชี้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงมุมมอง ไม่ใช่ความจริงแท้
  • ความเป็นหนึ่งเดียว: ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงและเป็นเนื้อเดียวกัน เป็นความจริงอันหนึ่งอันเดียวกันที่อยู่เบื้องหลังความหลากหลายของสรรพสิ่ง
  • ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล: การเข้าถึงสภาวะนี้ไม่ใช่การคิดวิเคราะห์ด้วยตรรกะทางสมอง แต่เป็นการรับรู้หรือประจักษ์แจ้งโดยตรง

รากฐานและความประยุกต์ใช้

  • รากฐานดั้งเดิม: พบได้ในปรัชญาอินเดีย เช่น อัธไวตะเวทันตะ (Advaita Vedanta) ในศาสนาฮินดู รวมถึงแนวคิดเรื่องอนัตตาและความว่างในศาสนาพุทธ หรือลัทธิเต๋าในจีน
  • การนำไปประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน: มีการนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในทางจิตวิทยาและการบำบัด เช่น Non-dual therapy (การบำบัดแบบไม่แบ่งแยก) เพื่อช่วยให้ผู้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากการยึดติดในตัวตนและการแบ่งแยก หรือใช้ร่วมกับกระบวนการสำรวจจิตใจอย่าง Voice Dialogue

          แหล่งกำเนิดทั้งหมดของมัน. ทั้งหมดของพวกมันได้ถูกพูดกันในอะไรที่แพลงค์ได้พูดออกมาในภาษาที่แตกต่างไปของ ของการไต่สวนโดยตรงมากกว่าทางฟิสิกส์เชิงคณิตศาสตร์.  จิตสำนึกเป็นปฐมภูมิ, สสารวัตถุเป็นทุติยภูมิ และจักรวาลคือการแสดงออกของจิต มากกว่าที่จะเป็นผลพลอยได้โดยบังเอิญจากกระบวนการที่ไร้จิตทั้งหลาย. (All its source. All of them were saying what Planck said in the different language of direct inquiry rather than mathematical physics. Consciousness is primary, matter is secondary, and the universe is the expression of mind rather than the accidental byproduct of mindless processes.)

นัยสำคัญที่คงอยู่ยาวนาน (The enduring implication)

          แพลงค์ไม่ได้อ่านคัมภีร์อุปนิษัททั้งหลาย. เขาได้มาถึงที่ซึ่งเขาได้มาถึงโดยการตามไปกับนัยสำคัญของสมการของตนเองไกลพอ. และเขามีความซื่อสัตย์ทางวิชาการมากพอที่จะแถลงสิ่งที่เขาค้นพบ, แม้จะรู้ดีว่าแวดวงวิทยาศาสตร์กระแสหลักอยากให้เขาไม่พบมันก็ตาม, เขาไม่ได้พยายามที่จะทำให้ลัทธิลึกลับ/รหัสยลัทธิดูมีความน่าเชื่อถือขึ้นมา. เขาไม่ได้พยายามที่จะยืนยันความเชื่อเรื่องลึกลับ. เขาได้กำลังทำเรื่องฟิสิกส์. แต่ฟิสิกส์ที่ระดับลึกที่สุดคอยผลิตสร้าง คำตอบที่จารีตรหัสยลัทธิทั้งหลายได้มักจะให้มาเสมอ. (Planck did not read the Upanishads. He arrived where he arrived by following the implications of his own equations far enough. And he had the intellectual honesty to state what he found, even knowing that the scientific mainstream would prefer has hadn’t. He was not trying to validate mysticism. He was doing physics. But physics at its deepest level kept producing the same answer that the mystical traditions had always given.)

          ในก้นบึ้งของทุกสิ่ง, ก่อนที่อนุภาคทั้งหลายและแรงกำกลังทั้งหลายและสนามทั้งหลาย, มีการรู้. มีความตระหนักรู้. มีอะไรที่แพลงค์ได้เรียกว่า จิตที่มีสำนึกและความฉลาด, ไม่ใช่หนึ่งจิตในหมู่จิตทั้งหลายที่อาศัยอยู่ข้างในจักรวาล, แต่คือพื้นภูมิที่ซึ่งจักรวาลและจิตทั้งหมดในจักรวาลอุบัติขึ้นอย่างต่อเนื่อง. เขามีชีวิตอยู่ยาวนานพอที่จะได้เห็นสิ่งที่การปฏิวัติควอนตัมของเขาได้สร้างสรรค์ขึ้น. เขาต้องสูญเสียลูกชายไปจากการถูกพวกนาซีประหารชีวิต. เขาได้เฝ้าดูประเทศของเขาทำลายตัวของมันเอง. เขายังคอยทำงานอยู่ต่อไป. เขาได้อพยพออกจากเบอร์ลิน เมื่อระเบิดเริ่มทิ้งลงมา. (At the bottom of everything, before the particles and the forces and the fields, there is a knowing. There is an awareness. There is what Planck called a conscious and intelligent mind, not one mind among the minds that live inside the universe, but the ground from which the universe and all its minds continuously emerge. He lived long enough to see what his quantum revolution had wrought. He lost his son to execution by the Nazis. He watched his country destroy itself. He kept working. He was evacuated from Berlin as bombs fell.)

          เขาได้ตายในปี 1947 ที่ 89, ได้ค้นพบโลกฟิสิกส์สมัยใหม่, และได้พูดที่รากฐานของมันถึงสิ่งที่โลกสมัยใหม่ได้เป็นอย่างน้อยที่สุดที่จะได้ยิน. ไม่ใช่ว่าพระเจ้าอาจมีอยู่จริง. ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ได้ทิ้งห้องว่างสำหรับความเป็นไปได้ที่จิตสำนึกคือพื้นภูมิของความเป็นจริง. ว่าสสารวัตถุมาจากจิต. ว่าโครงสร้างพื้นฐานต้นกำเนิดของสสารวัตถุทั้งปวง, ในภาษาที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่มีอยู่, การมีอยู่ความมีสำนึกจิตและความฉลาด ที่ผลลัพธ์ฟิสิกส์สามารถตรวจวัดทั้งหลายแต่ไม่เคยได้บรรจุเต็ม. สมการทั้งหลายชี้ไปที่มัน. พวกมันไม่ได้ปิดล้อมมัน. มันได้อยู่ที่นี่มาก่อนสมการทั้งหลาย. มันจะอยู่ที่นี่เมื่อสมการทั้งหลายจากไป.   (He died in 1947 at 89, having founded the physics of the modern world, and having said at its foundation the thing the modern world was least prepared to hear. Not that God might exist. Not that science leaves room for the possibility that consciousness is the ground of reality. That matter comes from mind. That the matrix of all matter is, in the only honest language available, a conscious and intelligent presence that physics can measure the effects of but never fully contain. The equations point toward it. They do not enclose it. It was here before the equations. It will be here when the equations are gone.)

หากสิ่งนี้ทำให้ความหมายของคำว่า จิตสำนึก เปลี่ยนไปเมื่อคุณนำมาใช้กับตัวเอง, ให้ระบุไว้ในความคิดเห็นทั้งหลายด้วย. และถ้าคุณต้องการที่จะติดตามผลลัพธ์ที่ตามมา จากสิ่งที่ผู้ก่อตั้งฟิสิกส์ยุคใหม่ได้กล่าวไว้จริง ๆ ไม่ใช่จากสิ่งที่ตำราเรียนรายงาน แต่เป็นสิ่งที่ตัวนักฟิสิกส์เหล่านั้นได้สรุปเอาไว้เอง, ก็กดติดตาม. ระบบโครงสร้างดั้งเดิมนั้นยังคงอยู่ที่นั้น. มันไม่เคยเป็นสิ่งอื่นใด.  (If this changes what the word consciousness means when you apply it to yourself, say so in the comments. And if you want to keep following the implications of what the founders of modern physics actually said, not what the textbooks report, but what the physicists themselves concluded, subscribe. The matrix is still there. It was never anything else.)

          https://youtu.be/hc4sdVTCOhg?si=SQCC7XHtZyD3L5uA