หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

วรรณฑนา ศิวะ - ประชาธิปไตยโลก และ อารยธรรมเชิงนิเวศ

วรรณฑนา ศิวะ - ประชาธิปไตยโลก และ อารยธรรมเชิงนิเวศ

Vandana Shiva on Earth Democracy & Ecological Civilization

          https://youtu.be/hsoRKBhVz-c?si=j_dETrNzUg9bM1O8

+

          อารยธรรมเขิงนิเวศคือประชาธิปไตยโลก. อารยธรรมเชิงนิเวศคือการตระหนักรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของข่ายใยแห่งชีวิต. เรามาได้อยู่ข้างนอกของข่ายใยนั้น. เราไม่ได้เป็นเจ้านายทั้งหลายของโลก. เราไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งหลายชองโลก และที่แน่นอนที่สุดว่าควรจะหยุดทำสงครามต่อโลกได้แล้ว.เพราะว่าเราเป็นสมาชิกทั้งหลายของครอบครัวโลก ทำการสันติสุขไปด้วยกันกับโลก ไม่ใช่แค่เพียงให้ความเคารพต่อสิทธิทั้งหลายของโลก.  (Ecological Civilization is Earth Democracy. Ecological Civilization is the recognition that we are part of the web of life. We are not outsider the web. We are not masters of the Earth. We are not owners of the Earth and definitely should stop the war against the Earth. Because as members of the Earth family making peace with the Earth is not just respecting the rights of the Earth.)

มันเป็นความมั่นใจได้ว่าอนาคตของเรานั้นจะได้ยั่งยืนเพราะว่าเราพึ่งพาอยู่ที่โลก. และอารยธรรมเชิงนิเวศหมายความว่า เราได้เชิดชูคุณค่าที่คือหลักการทั้งหลายซึ่งจัดรวมเข้าเป็นองค์ร่วมแห่งอารยธรรมของเรา. ดิฉันอยากจะอ้างอิงสองอย่างที่กล่าวถึงกันไว้. เมื่อมหาตมะ คานธีได้ถูกถามว่า เขาได้คิดอย่างไรกับอารยธรรมตะวันตก ที่มในตอนนั้นคืออารยธรรมเชิงอุตสาหกรรม. เมื่อพวกเขาได้ถามว่าเขาได้คิดเช่นไรกับอารยธรรมตะวันตก, เขาแค่ยิ้มและพูดว่า, “มันก็น่าจะเป็นความคิดที่ดีนะ.”  (It is ensuring that our future is sustained because we depend on the Earth. And Ecological Civilization means that we elevate the values that are organizing principles of our civilization. Um want to just quote two little quotes. When Gandhi was asked what he thought of Western Civilization which at that time was an industrial civilization. When they asked what do you think of Western Civilization, he just smiled and said, ‘It would be a good idea.’)

ความหมายของนั่นคือมันไม่ได้เป็นอารยธรรม เพราะว่าการที่จะเป็นอารยะได้คือการที่ได้ถูกจัดร่วมเข้าเป็นองค์รวมที่สูงขึ้นกว่าในท้ายที่สุด.ท้ายที่สุดที่สูงกว่าในการดำรงชีวิตของโลกอย่างงดงามยิ่งกว่า. ท้ายที่สุดที่สูงกว่าซึ่งไม่ใช่การเป็นมลพิษของโลก. ท้ายที่สุดที่สูงกว่าของการดำรงชีวิตเป็นเช่นชุมชนที่เคารพนับถือต่อมนุษย์ผู้อื่น. ในตอนนี้ก็เป็นระบบที่ได้ตั้งอยู่กับผลกำไรและกำไรและกำไรทั้งหลายเพียงอย่างเดียว และจะกระทำความรุนแรงใดๆก็ได้เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไร.  (Meaning that it’s not a civilization because to be civilized is to be organized for higher ends. The higher ends of living the Earth more beautiful. Higer ends of not polluting the Earth. Higher ends of living as a community respecting other human being. Now a system that is based on profits and profits and profits alone and will commit any violence.)

เพื่อที่จะทำเงิน ไม่ใช่อารยธรรมที่ถูกต้องนักมในแง่ของคานธี. แต่แล้ว, คุณรู้มั้ย, ที่ทิเบต, นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบต, เขาได้เคยมักจะมาและสอนที่นี่มหาวิทยาลับโลกนี้เสมอๆ, เหมือนอย่างที่คุณมีมหาวิยาลัยโลกในคอสตา ริกา, นาฟฑานิยะเล็กๆของเรามีมหาวิทยาลัยโลก ที่ซึ่งเราเรียนบทเรียนทั้งหลายจากโลก. และเขาก็ได้แยกแยะระหว่างสองคำนี้ในภาษาฮินดี, คุณรู้มั้ย, เขาได้พูดคำว่า”สันสกฤติ” ก็คือที่ยึดกุมสิ่งทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกัน นั่นคืออารยธรรม. อารยธรรมผูกไว้ด้วยกัน. มันได้สร้างแรงยึดเหนี่ยวทั้งหลายและสัมพันธภาพทั้งหลาย. และคำว่า “วิกฤติ” ที่เป็นสิ่งตรงกันข้ามที่คือ การทำลาย, นั่นคือที่ทำให้แตกเป็นชั้นเล็กชิ้นน้อย.(In order to make money is not a civilization Gandhi was so right. But then, you know, the Tibetan, Pime Minister of the Tibetan government in exile, he used to always come and teach at our Earth University, like you have Earth University in Costa Rica, our little Navdanya has a little Earth University where we learn lessons from the Earth. And he differentiated between two in words in Hindi, you know, he said Sanskriti1 is that which holds things together that’s civilization. Civilization binds. It creates bonds and relationships. And Vikriti is the opposite that which destroys, that which fragments.)

1 Sanskrit (หรือ Sanskriti) สามารถแปลและให้ความหมายได้ 2 รูปแบบหลักๆ ตามบริบทของภาษาฮินดีและสันสกฤต ดังนี้ครับ

1.       ภาษาสันสกฤต (Sanskrit): เป็นภาษาอินโด-อารยันโบราณ รากศัพท์มาจากคำว่า saskta (สัง-สฺกฤต) แปลว่า "ประดับประดา", "บ่มเพาะ", "บริสุทธิ์" หรือ "ทำให้อย่างสมบูรณ์แบบ"

2.       วัฒนธรรม (Sanskritik / Sanskriti): ในภาษาฮินดีและอินเดีย คำว่า Sanskriti (संस्कृति) แปลตรงตัวว่า "วัฒนธรรม" หรือ "อารยธรรม" ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งถึงการขัดเกลาจิตใจให้สูงขึ้นและการปฏิบัติสืบทอดกันมา

ดังนั้น, อะไรที่ถูกเรียก, การถูกเรียกว่าอารยธรรมตะวันตกในทุกวันนี้ก็คือ สิ่งถูกทำลายแตกแยกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของโลก ดังเช่นการแบ่งแยกมนุษย์จากธรรมชาติ. การแย่งแยกของมนุษย์จากธรรมชาติ. การแย่งแยกทั้งหลายของโลกจากแค่ละภาคส่วนของอดีต. และอะไรที่เป็นวิศวกรรมทางพันธุกรรม/การตัดต่อพันธุกรรม แต่ได้ลดชีวอินทรีย์/จุลินทรีย์ชีวิตทั้งหลายจากหลายพันล้านของพันธุกรรมซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอันสลับซับซ้อน. การลดทอนมันลงเป็นแค่หนึ่งพันธุกรรมเพื่อที่จะถูกเคลื่อนย้ายไปทั่วโลกและถูกเป็นเจ้าของโดยผู้ถือลิขสิทธิ์เดียวเป็นทรัพย์สินของตน. ดังนั้น, มันคือการแตกแยกเป็นชิ้นเล็กชอิ้นน้อยอย่างสัมบูรณ์สิ้น และอารยธรรมเชิงนิเวศแล้ว, นั้นก็คือที่ได้ยึดเราไว้ด้วยกันเป็นดุจหนึ่งครอบครัวโลกเดียวกันย และเป็นหนึ่งมนุษยชาติเดียวกัน.   (So, what is called, being called Western Civilization today is a fragmenting of the world as a separation of humans from nature. Separation of humans from humans. Separation of the Earth from each part of the past. And what is genetic engineering but reducing a living organism but billions of genes with complex interaction. Reducing it to one gene to be moved around and owned as intellectual property. So, it is the ultimate fragmentation and Ecological Civilization then, is that which holds us together as one Earth family and one humanity.)

ดังนั้น, มันนำออกมาซึ่งคุณค่าที่ดีที่สุดของมนุษย์. แต่คุณค่าของมนุษย์เหล่านั้นเราต้องนำเอาออกมาซึ่งสัมพันธภาพที่ดีที่สุดของเราที่มีต่อโลก. นั่นสำหรับดิฉันแล้วก็เป็นอารยธรรมเชิงนิเวศ.  (So. It brings out the best of human values. But in those human values we have to bring out the best of our relationship with an in the Earth. That to me is an Ecological Civilization.)

(Thank you for watching.)

 https://youtu.be/hsoRKBhVz-c?si=c_RNlFXl_qQikDkb

วันพฤหัสบดีที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

วรรณฑนา ศิวะ - อาหารคือยารักษาอย่างแรก

วรรณฑนา ศิวะ - อาหารคือยารักษาอย่างแรก

Vandana Shiva: Food is the First Medicine

          https://youtu.be/0Cp7NQJUHxk?si=SUy_xKQxxKbqvTFH

          * วานดานา ชิวา (Vandana Shiva) คือนักฟิสิกส์ นักวิชาการ และนักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อมชาวอินเดียที่ได้รับการยกย่องระดับโลก เธอเป็นแกนนำคนสำคัญในการต่อต้านโลกาภิวัตน์ โดยมุ่งเน้นการปกป้อง อธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) และคัดค้านพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) รวมถึงอิทธิพลของบรรษัทข้ามชาติ [1, 2, 3]

ประเด็นผลงานและบทบาทสำคัญของเธอ ได้แก่:

  • ฉายา "คานธีแห่งธัญพืช": ได้รับการขนานนามเช่นนี้เนื่องจากการอุทิศตนปกป้องเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน การส่งเสริมเกษตรกรรมยั่งยืน และการต่อสู้เพื่อสิทธิเกษตรกร
  • ผู้ก่อตั้ง Navdanya: เธอได้ก่อตั้ง มูลนิธิวิจัยนาฟดานยา เครือข่ายที่อนุรักษ์พันธุ์พืชพื้นเมืองและส่งเสริมการทำเกษตรอินทรีย์ เพื่อไม่ให้เกษตรกรตกเป็นทาสของเมล็ดพันธุ์ผูกขาดและสารเคมี
  • นักสตรีนิยมเชิงนิเวศ (Ecofeminism): เชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างการทำลายธรรมชาติกับการกดขี่สตรี โดยชี้ให้เห็นว่าผู้หญิงมักเป็นผู้พิทักษ์ความอุดมสมบูรณ์และระบบนิเวศ

เธอได้รับรางวัลเกียรติยศระดับนานาชาติมากมาย เช่น รางวัล Right Livelihood Award (หรือที่รู้จักกันในชื่อ "รางวัลโนเบลทางเลือก") ในปี ค.ศ. 1993 และได้รับการยกย่องจากนิตยสาร Time ให้เป็นวีรบุรุษด้านสิ่งแวดล้อมในปี ค.ศ. 2003

          ยินดีต้อนรับค่ะ, จากนาฟฑาเดีย ที่ในดูน วอลเลย์ในเทือกเขาหิมาลัยที่ในอินเดีย. ดิฉันวรรณฑนา ศิวะ. ดิฉันพูดจากสวนมะม่วงที่งดงาม ที่ซึ่งเราปลูกมะม่วงเลิศรส 9 พันธุ์ที่หลากหลายกัน. ดิฉันเติบโตขึ้นมาในประเทศอินเดียแห่งความหลากหลายและความอุดมสมบูรณ์ และในทุกวันนี้เราเป็นประจักษ์พยานวิกฤตการณ์ทวีคูณทีแต่ละอันของพวกมันได้ชเอมต่อถึงกันและกัน. พวกมันไม่ได้แยกขาดออกจากกัน. ความหลากหลายทางชีวภาพได้หายไป, การล่มสลายของดินของเราแลพะน้ำของเรา, ความล่มสลายของเสถียรภาพของภูมิอากาศ. ดิฉันเรียกมันว่าภูมิอากาศจลาจลและภูมิอากาศหายนะ. (Greetings from Navdania in Dune Valley in the Himalaya in India. I am Vandana Saiva. And I speak from our beautiful mango orchard where we grow nine varieties of delicious manga indica. I have grown up in India of diversity of abundance and today we witness multiple crisis each of them connected to each other. They are not separate. The biodiversity disappearance, the destruction of our soil and our water, the destruction of climate stability. I call it climate chaos and climate havoc.)

          การล่มสลายของสุขภาพของเราและความเป็นอยู่ของเรา. พวกนั้นทั้งหมดเป็นปฏิสัมพันธ์กัน. และในขณะที่วิกฤติเป็นปฏิสัมพันธ์กัน. พวกเขาทั้งหมดได้ฝังรากลงในการแบ่งแยกมนุษย์ออกจากธรรมชาติ. มายาภาพนั้นไม่ได้เพียงแค่ว่าเราอยู่ข้างนอกธรรมชาติเท่านั้น, ยังว่าเรามีอำนาจเหนือธรรมชาติ, เราคือเจ้านายทั้งหลายของเธอ. นี้ได้เป็น, อย่างแน่นอนว่า, อะไรที่เรียกอ้างกันว่าคือภารกิจของการสร้างอารยธรรมของอาณานิคม. เหล่านั้นคือผู้ที่ได้มีชีวิตอาศัยอยู่เป็นเช่นส่วนหนึ่งของธรรมชาติกับพระแม่ธรณี, กับวาสุธาร เป็นเช่นครอบครัวโลกหนึ่งเดียวกัน ได้ถูกถือเอาว่าป่าเถื่อนล้าหลังเป็นผู้ยังไม่มีอารยะ และได้ฉีกขาดพวกเขาเหล่านั้นออกจากบ้านของพวกเขา จากความคิดที่ว่าโลกเป็นเช่นบ้านทั่วไปของเรา ได้พลิกหันเข้าไปสู่การเป็นผู้ลี้ภัยในทุกแห่งหน. (The destruction of our health and our livelihoods. They’re all interconnected. And while the crisis is interconnected, they’re all rooted in a separation of humans from nature. The illusion that not only are we outside nature, we are superior to nature, we are her masters. This was of course the so-called civilization mission of colonization. Those who lived as part of nature with patcha mama with vasundhra as was there on one earth family were treated as primitive who had to be civilized and torn apart from their homes from the idea of the earth as our common home turned into refugees everywhere.)

          ในกระบวนการนั้น, เราได้สร้างสรรค์วิกฤตการณ์ซ้อนทับทวีคูณที่แล้วก็ได้ถูกเติมเชื้อและเร่งความเร็วด้วยน้ำมัน. เมื่อจักรวรรดิทั้งหลายของน้ำมันได้ถูกสร้างขึ้น, พวกเขาได้ค้นบหนทางของเขามีอยู่ในทุกหนทุกแห่ง. พวกเขาพบหนทางของพวกเขาในอาหารที่เรากิน, น้ำมราเราดื่ม, ไมโครพลาสติกในทุกซอกทุกมุม, ในมหาสมุทรทั้งหลาย, ในดิน. และกระบวนการทางเคมี-ไพโรเคมิคอล, ที่น้ำมันได้ถูกเปลี่ยนรูป, ไม่ได้แค่เพียงเข้ามาในระบบอาหารของเราเท่านั้น, มันได้เปลี่ยนรูประบบอาหารของเราด้วย.  (In the process, we created the multiple crisis which was then fueled and accelerated with oil. Once empires of oil were built, they found their way everywhere. They found their way in the food we eat, the water we drink, microplastics in every nook and corner, in the oceans, in the soil. And pyrochemical1, which are oil transformed, didn’t just enter our food system, it transformed the food system.)

          1 Pyrochemical หมายถึง กระบวนการทางเคมีที่เกิดขึ้นหรือใช้ความร้อนสูงมาก (มาจากคำว่า Pyro ที่แปลว่าไฟ) โดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับปฏิกิริยาหรือการแปรรูปวัสดุที่อุณหภูมิระดับ 800 องศาเซลเซียสขึ้นไป [1, 2]

ในทางปฏิบัติ มักพบบ่อยใน 2 บริบทหลัก ได้แก่:

  • การนำเชื้อเพลิงนิวเคลียร์กลับมาใช้ใหม่ (Pyrochemical Processing): เป็นเทคนิคการสกัดแร่ธาตุหรือสารกัมมันตรังสีจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใช้แล้ว โดยใช้เกลือหลอมเหลวที่อุณหภูมิสูง แทนการใช้สารละลายเคมีในน้ำแบบดั้งเดิม
  • ปิโตรเคมี (Petrochemical): ในบางบริบทอาจหมายถึงกระบวนการดัดแปลงสารไฮโดรคาร์บอนให้เป็นสารเคมีและพลาสติก ซึ่งต้องอาศัยปัจจัยหลักคือ ความร้อนและความดันสูง

          และการเปลี่ยนรูประบบอาหารนี้ก็เป็นตัวขับเคลื่อนของวิกฤตการณ์ที่ทับซ้อนทวีคูณมากที่สุดที่เราเผชิญหน้า เพราะว่าเคมีการเกษตรทั้งหลายที่มาตจากปิโตรเคมีทั้งหลาย ซึ่งก็คือทำจากน้ำมัน, พวกมันไม่ทำงานกับระบบทั้งหลายของโลก. พวกมันไม่ทำงานกับการไหลเนื่องจากดินไปสู่พืชทั้งหลายไปสู่ลำไส้ของเรา. งานของพวกเขาเหล่านั้นกับสัมพันธภาพอันงดงามระหว่างชีวภาคและชั้นบรรยากาศ.  (And this transformed food system is then the driver of most of the multiple crisis we face because the agrochemicals which are petrochemicals which are made of oil, they don’t work with earth systems. They don’t work with the flows from the soil to the plants to our gut. Their own work with the beautiful relationship between biosphere and the atmosphere.2)

          2 "the beautiful relationship between the biosphere and the atmosphere" แปลว่า "ความสัมพันธ์อันงดงามระหว่างชีวภาคและชั้นบรรยากาศ" ครับ

วลีนี้สื่อถึงการพึ่งพาอาศัยกันอย่างสมดุลของสิ่งมีชีวิตและสภาพอากาศบนโลก ดังนี้:

  • ชีวภาค (Biosphere): คือระบบของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดบนโลก (พืช สัตว์ จุลินทรีย์ และมนุษย์)
  • ชั้นบรรยากาศ (Atmosphere): คือห่อหุ้มก๊าซรอบโลก (เช่น ออกซิเจน คาร์บอนไดออกไซด์) [1, 2]

รูปแบบความสัมพันธ์:

  • การแลกเปลี่ยนก๊าซ: ต้นไม้และพืชดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ และปล่อยก๊าซออกซิเจนออกมาให้สิ่งมีชีวิตอื่นๆ หายใจ
  • การสร้างสมดุล: สิ่งมีชีวิตมีการคายน้ำและความร้อน ซึ่งช่วยควบคุมความชื้นและอุณหภูมิในชั้นบรรยากาศ

          และความผันผวน/ผิดปกติ-ไร้เสถียรภาพนี้คือรากเหง้าของวิกฤตการณ์ภูมิอากาศ, รากเหง้าของการหายไปของความหลากหลายทางชีวภาพ. เราได้สร้างเครื่องมือทั้งหลายที่จะฆ่าแมลงทั้งหลาย. เราเรียกพวกมันว่ายาฆ่าแมลง. เครื่องมือทั้งหลายที่จะฆ่าชีวิตพืช. เราเรียกพวกมันว่ายาฆ่าสมุนไพร. สารกำจัดเชื้อราที่ทำลายพื้นฐานอย่างยิ่งของชีวิตของดิน. (And this destabilization is at root of the climate crisis, the root of the disappearance of the biodiversity. We have created instruments of warfare, instruments to kill the insects. We call them insecticides. Instrument to kill plant life.  We call them herbicides. Fungicides to kill the very basis of life of the soil.)

          และเป็นความคิดประดิษฐ์อย่างยิ่งของการแบ่งแยก(มนุษย์)จากโลก. ด้วยการร่วมมือกันในการกำหนดนิยามความหมายใหม่ของ “เทอรามารดี”, มารดาโลก – พระแม่ธรณี, ที่เป็นเช่นระบบมีชีวิต. และในตอนนี้การธิบายว่าเป็นเช่น เทอรานาลิอัส, โลกที่ว่างเปล่า, โลกที่ตายแล้ว, ดินตาย, ดินที่เป็นเช่นที่บรรจุอะไรซึ่งว่างเปล่าสำหรับการเทลงไปด้วยไนโตรเจน, ฟอสฟอรัศ, โปแตสเซี่ยม.   (And the very artificial idea of separation from the earth. Goes hand in hand with redefining Terramadri, mother earth, as a living system. And now describing as Terranalius3, the empty earth, the dead earth, the dead soil, soil as an empty container for pouring nitrogen, phosphorus, potassium into.)

          3 Terrarium (เทอร์ราเรียม) คือ การจำลองระบบนิเวศขนาดเล็กไว้ในภาชนะโปร่งใส เช่น โหลแก้ว หรือขวดแก้ว ภายในประกอบด้วยพืช ดิน และวัสดุตกแต่ง โดยอาศัยหลักการทางวิทยาศาสตร์เพื่อให้พืชสามารถเจริญเติบโตและดูแลตัวเองได้

สามารถแบ่งประเภทของ Terrarium ออกเป็น 2 รูปแบบหลักๆ ได้แก่:

  • ระบบปิด (Closed Terrarium): ภาชนะถูกปิดสนิท พืชจะคายความชื้นออกมา กลั่นตัวเป็นหยดน้ำเกาะตามผนังแก้ว แล้วไหลกลับลงสู่ดินเพื่อใช้หล่อเลี้ยงต้นไม้ต่อไป เป็นวัฏจักรหมุนเวียน เหมาะกับพืชที่ชอบความชื้นสูง เช่น มอส เฟิร์น
  • ระบบเปิด (Open Terrarium): ภาชนะเปิดโล่ง ให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เหมาะกับพืชที่ต้องการแสงแดดและสภาพแวดล้อมที่แห้งกว่า เช่น แคคตัส หรือไม้อวบน้ำ

ข้อดีของการจัดสวนในขวดแก้วคือ ใช้พื้นที่น้อย ดูแลง่าย ไม่ต้องรดน้ำบ่อยๆ และเหมาะสำหรับนำมาตกแต่งบ้านหรือโต๊ะทำงาน

          และเราพลิกหันความลี้ลับนี้ไปเป็นวิทยาศาสตร์และได้สร้างความมั่นใจผ่านการบังคับใช้โดยรัฐบาลให้ยอมรับอุ้มชูในการปฏิวัติเขียว. ดิฉันได้ถูกบีบบังคับให้หันไปหาการปฏิวัติเขียว, ที่จะต้องเข้าใจว่าทำไมแคว้นปันจาบที่ดิฉันทำ MSB (ปริญญาโทด้านธุรกิจ)เกียรตินิยมด้านฟิสิกส์ และซึ่งรุ่งเรืองในยุคปี 70 กลายเป็นเขตสงครามในยุคปี 80, 1.500ผู้คนได้ถูกฆ่า. ทำไมที่ผู้คนเหล่านั้นต้องตายในนครแห่งโภปาลเมื่อโรรงานยาฆ่าแมลงได้รั่วไหลออกมา. ดิฉันได้ถามตัวเองว่าอะไรคือการปฏิวัติเขียว, ยาฆ่าแมลง นั้นมาจากที่ไหน?  (And we turned these myths into science and ensured that through coercion and force, every farmer was forced to adopt the Green Revolution4. I was forced to turn to the Green Revolution, to understand why did Punjabi I did my MSE honors in physics and which prosperous in the 70s became a war zone in the 80s, 15,000 people were killed. Why did people have to die in the city of Bhopal when a pesticide plant leaked. I asked myself what is the Green Revolution, where did the pesticides come from?)

          4  Green Revolution หรือ การปฏิวัติเขียว คือ การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำการเกษตรขนานใหญ่ในช่วงกลางศตวรรษที่ 20 (ค.ศ. 1950 - 1960) โดยนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาใช้พัฒนาผลผลิตทางการเกษตรอย่างก้าวกระโดดเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหาร [1, 2, 3, 4]

สามารถสรุปหัวใจสำคัญและรายละเอียดได้ดังนี้ครับ

💡 หัวใจหลักของการปฏิวัติเขียว

การปฏิวัติเขียวเน้นการผลิตพืชเชิงเดี่ยวให้ได้ปริมาณมากที่สุด ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก:

  • การใช้พันธุ์พืชดัดแปลง/คัดเลือกสายพันธุ์: นำเมล็ดพันธุ์ข้าวและข้าวสาลีสายพันธุ์ใหม่ที่ให้ผลผลิตสูง ต้านทานโรค และเก็บเกี่ยวได้เร็ว
  • การใช้ปุ๋ยเคมีและสารเคมีกำจัดศัตรูพืช: เพื่อเร่งการเจริญเติบโตและป้องกันผลผลิตเสียหาย
  • การพัฒนาระบบชลประทาน: เพื่อควบคุมปริมาณน้ำ ทำให้สามารถเพาะปลูกได้ต่อเนื่องตลอดปีโดยไม่ต้องพึ่งพาน้ำฝนตามธรรมชาติ [1, 2, 3, 4]

🌍 ผลกระทบของการปฏิวัติเขียว

  • ข้อดี: ช่วยป้องกันวิกฤตความอดอยากระดับโลก โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาในทวีปเอเชีย (เช่น อินเดีย และ เม็กซิโก) ผลผลิตข้าวและข้าวสาลีเพิ่มขึ้นมหาศาลจนเพียงพอต่อประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • ข้อเสีย: ทำให้ดินเสื่อมโทรมจากการใช้สารเคมีต่อเนื่อง เกิดมลพิษทางน้ำ และเกษตรกรต้องพึ่งพาบริษัทเมล็ดพันธุ์และปุ๋ยเคมี ทำให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและละทิ้งภูมิปัญญาดั้งเดิม

          และในการค้นหาคำตอบ, ดิฉันได้ตระหนักว่าพวกเขามาจากการสงคราม. พวกเขามาจากจิตใจของการมีชีวิตอยู่ในสงครามต่อโลกฺและความหลากหลายทางชีวภาพ. แต่พวกเขาก็ยังมาจากเครื่องมืออุปกรณ์ทั้งหลายของสงคราม. เคมีทางการเกษตรทั้งหลายเป็นเครื่องมือของสงคราม, และพวกมันกำลังฆ่าชีวิตบนโลก.  (And in finding the answer, I realized they come from warfare. They come from a mentality of being at war with earth and our biodiversity. But they also come from instruments of war. Agrochemicals are instruments of war, and they’re killing life on Earth.)

          ดังที่หนังสือของดิฉัน “การวิเคราะห์ทั้งหลายเรื่อง ดิน - น้ำมัน” การเคลื่อนเปลี่ยนย้ายจากทัศนคติโลกได้เป็นศูนย์กลางจากดินไปสู่ทัศคติโลกในน้ำมัน ได้ให้เรามากยิ่งกว่า 50% ของก๊าซเรือนกระจก. 14% ผลิตภัณฑ์อย่างยิ่งด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลทั้งหลายและปุ๋ยเคมีทั้งหลายจากฟอสซิลนี้. อีก 20% โดยการทำลายป่าอะเมซอนเพื่อถั่วเหลือง. ป่าฝนของอินโดนีเซียเพื่อปาล์มน้ำมัน. เพราะว่าทุกสิ่งในเกษตรกรรมได้ถูกลดความสำคัญลงไปเป็นแค่ส่วนหนึ่งของสินค้าโภคภัณฑ์ ที่เป็นส่วนหนึ่งเพื่อเชื้อเพลิงชีวภาพ ส่วนหนึ่งของมันซึ่งลงไปถึงอาหารสัตว์. วงจรอาหารได้ถูกลืม; สิทธิในอาหารทั้งหลายได้ถูกลืม. อาหารเป็นดุจเงินตราของชีวิตได้ถูกลืม.   (As my book soil – oil analyzes, the shift from a worldview centered soil to a world view centered on oil has given us more than 50% of the greenhouse gases. 14% in the very production with fossil fuels and fossil chemical fertilizers. Another 20% by destroying the amazing Amazon for soya bean. The Indonesian rainforest for palm oil. Because everything in agriculture has been reduced to a commodity part of which goes for biofuel part of it which goes for animal feed. The food cycle is forgotten; food rights are forgotten. Food as a currency of life is forgotten.)

          และมีอื่นอีก 20% ที่มาจากอาหารที่ขนส่งทางเรือสินค้าไปทั่วโลก เมื่อเราควรที่จะเพาะปลูกอาหารของตนเองทุกแห่ง เพราะว่าโลกสามารถให้อาหารแก่เราได้ทุกแห่งในประเภทชนิดที่แตกต่างกันไปเพราะว่าภูมิอากาศของโลกนั้นช่างหลากหลายแปรไปได้มาก คุณไม่สามารถปลูกมะม่วงอันงดงามได้, ที่ในยุโรป. แต่ความหลากหลายของภูมิอากาศทั้งหลายนั้นให้เราซึ่งพืชผลทั้งหลายและอาหารทั้งหลายซี่งหลากหลาย และความหลากหลายของวัฒนธรรมทั้งหลาย และนั่นคือเราที่เราเฉลิมฉลองกัน.  (And there’s another 20% that comes from shipping food around the world when we should be growing food everywhere because the earth can give us food everywhere different kinds of food because the earth’s climates are so varied you can’t grow our beautiful mango, in Europe. But the diversity of climates gives us diversity of crops and foods and diversity of cultures. And that is what we celebrate.)

          ในหมู่ 20% ของล่มสลายพินาศคือ ระยะทางที่อาหารเดินทางจากแหล่งกำเนิดและพลังงาน/ต้นทุนที่ถูกใช้ในกระบวนการแปรรูป, การบรรจุหีบห่อ. ดังนั้น, คุณก็มีพลาสติกและอลูมิเนียมอยู่ในทุกแห่ง. แต่มันไม่ได้แค่การสูญเปล่าที่เป็นขยะอยู่บนดาวเคราะห์นี้เท่านั้น. มันเป็นการสูญเสียเปล่าภายในเราด้วย. วงจรอาหารเป็นวงรที่ละเอียดประณีตซึ่งถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยชีวอินทรีย์ทั้งหลายของดิน, ป้อนเป็นอาหารให้แก่พืชทั้งหลาย. และเมื่อเรากินความหลากหลายทางชีวภาพนั้นๆและเรากินอาหารที่เต็มไปด้วยโภชนาการทั้งหลายอันหลากหลาย และสารพฤกษาเคมีทั้งหลาย, จุลินทรีย์ในลำไส้ของเรา, ซึ่งมีอยู่ 100 ล้านล้านตัว, สุขภาพดี.   (Among the 20% of destruction is food miles and resources and energy used for ultra-processing, used for packaging. So, you have plastic and aluminum everywhere. But it is not just waste that is littering this planet. It is waste within us. The food cycle is very subtle cycle created by soil organisms, feeding the plants. And when we eat biodiversity and we eat food that’s rich in diversity of nutrients and phytochemicals5, our gut microbiome6, which is 100 trillion microbes, is healthy.)

          5 Phytochemicals (สารพฤกษเคมี หรือ ไฟโตนิวเทรียนท์) คือ สารประกอบทางเคมีที่พบตามธรรมชาติในพืช ผัก ผลไม้ ธัญพืช และสมุนไพร สารเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นระบบภูมิคุ้มกันของพืช ช่วยปกป้องพืชจากแสงแดด แมลง และโรคต่างๆ เมื่อมนุษย์รับประทานเข้าไป สารเหล่านี้จะมีฤทธิ์ทางชีวภาพที่ช่วยส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค

🌟 ประโยชน์ต่อร่างกาย

  • ต้านอนุมูลอิสระ: ช่วยปกป้องเซลล์ในร่างกายไม่ให้ถูกทำลาย ชะลอความเสื่อมของเซลล์
  • เสริมภูมิคุ้มกัน: กระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในร่างกาย
  • ลดความเสี่ยงโรคเรื้อรัง: อาจช่วยลดความเสี่ยงของโรคมะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคเบาหวาน
  • ต้านการอักเสบ: ช่วยลดอาการอักเสบภายในร่างกาย

แม้ว่าสารพฤกษเคมีจะมีประโยชน์มากมาย แต่ร่างกายไม่จำเป็นต้องได้รับเพื่อความอยู่รอดเหมือนวิตามินหรือแร่ธาตุ การขาดสารกลุ่มนี้ไม่ได้ทำให้เกิดโรคร้ายแรงโดยตรง แต่การรับประทานในปริมาณที่เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและลดโอกาสเกิดโรคในระยะยาว [1, 2]

🌈 ประเภทของสารพฤกษเคมี (อิงตามสีของพืช)

สารพฤกษเคมีเป็นตัวการที่ทำให้ผักและผลไม้มีสี กลิ่น และรสชาติเฉพาะตัว โดยสามารถแบ่งกลุ่มได้ตามสีหลักๆ ดังนี้ [1, 2, 3]

  • 🔴 สีแดง: เช่น ไลโคปีน (Lycopene) และ แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) พบในมะเขือเทศ แตงโม สตรอว์เบอร์รี ช่วยต้านอนุมูลอิสระ บำรุงผิวพรรณ และลดความเสี่ยงมะเร็งต่อมลูกหมาก
  • 🟠 สีส้ม-เหลือง: เช่น เบต้าแคโรทีน (Beta-carotene) และ ลูทีน (Lutein) พบในแครอท ฟักทอง ส้ม ช่วยบำรุงสายตาและเสริมภูมิคุ้มกัน
  • 🟢 สีเขียว: เช่น คลอโรฟิลล์ (Chlorophyll) และ สารกลุ่มไอโซไทโอไซยาเนต (Isothiocyanates) พบในบรอกโคลี ผักโขม ชาเขียว ช่วยต้านสารก่อมะเร็งและดีท็อกซ์ร่างกาย
  • 🟣 สีม่วง-น้ำเงิน: เช่น แอนโทไซยานิน (Anthocyanin) พบในบลูเบอร์รี่ กะหล่ำปลีม่วง มะเขือม่วง ช่วยบำรุงระบบประสาทและชะลอความเสื่อมของเซลล์
  • สีขาว-น้ำตาล: เช่น อัลลิซิน (Allicin) พบในกระเทียม หัวหอม ขิง ช่วยลดไขมันในเลือดและต้านการอักเสบ

6 Gut Microbiome (จุลินทรีย์ในลำไส้) คือ ระบบนิเวศของกลุ่มจุลินทรีย์ขนาดเล็กจำนวนมหาศาล (แบคทีเรีย ไวรัส และเชื้อรา) นับล้านล้านตัวที่อาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของมนุษย์ โดยเฉพาะบริเวณลำไส้ใหญ่

หน้าที่หลักๆ ของพวกมันมีดังนี้ครับ:

  • ช่วยย่อยและดูดซึมอาหาร: ย่อยสลายสารอาหารที่ร่างกายไม่สามารถย่อยเองได้ และสร้างสารสำคัญ เช่น วิตามินเค วิตามินบี และกรดไขมันสายสั้น (Short-chain fatty acids)
  • เสริมสร้างภูมิคุ้มกัน: จุลินทรีย์ชนิดดีจะช่วยป้องกันไม่ให้เชื้อโรคหรือแบคทีเรียก่อโรคเติบโต และรักษาสมดุลภูมิคุ้มกันของร่างกาย
  • เชื่อมต่อกับสมอง (Gut-Brain Axis): ลำไส้สื่อสารกับสมองโดยตรง มีผลต่ออารมณ์ ระดับความเครียด และการนอนหลับ [

อาการเมื่อ Gut Microbiome ขาดสมดุล (Gut Dysbiosis):
เมื่อจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีมีมากกว่าชนิดดี อาจทำให้เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ท้องอืด ท้องเฟ้อ อ่อนเพลียเรื้อรัง เป็นสิว ผื่นคันง่าย หรือภูมิคุ้มกันตก

วิธีการดูแล Gut Microbiome:
สามารถดูแลได้โดยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อลำไส้ ดังนี้:

  • พรีไบโอติกส์ (Prebiotics): อาหารที่เป็นกากใยและไฟเบอร์ ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ชนิดดี เช่น หัวหอม กระเทียม กล้วย และถั่วต่างๆ
  • โพรไบโอติกส์ (Probiotics): อาหารที่มีจุลินทรีย์ชนิดดีมีชีวิต เช่น โยเกิร์ต กิมจิ และคอมบูชา

นาฟฑาเนียคือการชุมนุมเคลื่อนไหวที่จะปกป้องความหลายทางชีวภาพ. เราสนับสนุนส่งเสริมการทำการเกษตรเชิงฟื้นฟูระบบนิเวศ. และการค้นคว้าวิจัยของเรากว่าสองสามทศวรรษที่ผ่านมา, ได้แสดงให้เห็นว่าเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองที่ถูกเรียกว่าป่าเถื่อนล้าหลัง, เหมือนเช่นที่ผู้คนของอาณานิคมได้ถูกเรียกว่าพวกป่าเถื่อนล้าหลัง, ต่างก็มีความเป็นโภชนาการที่ดียิ่งกว่า. เราเพิ่งจบการศึกษาการเปรียบเทียบกับอะไรที่เรียกว่าความหลากหลายยุคใหม่ของข้าวด้วยความหลากหลายของพันธุ์ข้าวพื้นเมือง. และขึ้นอยู่กับว่าเราใช้อะไรเป็นเกณฑ์การวัด, ธาตุแคลเซี่ยม, ธาตุเหล็ก, และสังกะสี, 180% - 190% คุณค่าทางโภชนาการที่มากกว่าของความหลากหลายในพันธุ์พื้นเมืองของเรา. (Navdania is a movement that protects biodiversity. We promote ecological regenerative farming and our research over the last few decades, 35 years now, has shown that native seeds which were called primitive, just like we as colonized people were called primitive, are actually more nutritious. We just finished a study comparing the so-called modern varieties of rice with the diversity of indigenous rice’s. And depending on what we measure, the calcium, the iron, and the zinc, 180%, 190% more nutrition in our indigenous varieties.)

          ผลผลิตเป็นตัวชี้วัดที่ทำให้เข้าใจอะไรผิดๆได้ง่าย เพราะว่ามันวัดแต่เพียงน้ำหนักของสินค้าโภคภัณฑ์ ที่ปล่อยทิ้งฟาร์มนั้นไป. มันไม่ได้วัดถึงสถานะของดิน, สถานะของชาวไร่ชาวนา. มันไม่มีความสามารถในการวัดคุณภาพของอาหารและประโยชน์ต่อสุขภาพที่ร่างกายของเราจะได้รับอย่างแน่นอน.    (Yield is such a misleading measure because it only measures the weight of a commodity that leaves the farm. It does not measure the state of soil, the state of the farmer. It definitely has no capacity to measure the quality of the food and how much health it brings us.)

          ดังนั้น. อย่างแรก, เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า. ความหลากหลายของเมล็ดพันธุ์ทั้งหลายมีคุณค่าทางโภชนาการมากกว่า. ยิ่งเรายิ่งเราส่งเสริมให้พืชพันธุ์ต่างๆ เติบโตร่วมกันและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีกว่าการใช้สารเคมีเข้มข้นเท่านั้น, จริงๆ    แล้วเรามีมาตรฐาน/ตัวชี้วัดด้านโภชนาการและสุขภาพมากกว่านี้. ดังนั้น, ในนานา เราไม่ได้วัดที่ผลผลิตต่อเอเคอร์ ที่ไม่ได้มีความหมายอะไร. เราวัดที่คุณค่าโภชนาการและสุขภาพต่อเอเคอร์.    (So. First, indigenous seeds have more nutrition. Diversity of seeds have more nutrition. The more we intensify plants together and biodiversity rather than intensifying chemicals, we actually have more nutrition and health perka. So, in Nana we do not measure yield per acre which is meaningless. We measure nutrition and health per acre.)

และโดยการดูแลห่วงใยต่อดินและเพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพมากขึ้น, งานของเรากับชาวไร่ชาวนากำลังแสดงให้เห็นถึงว่าเราสามารถป้อนอาหารเลี้ยงดูประชากรอินเดียได้เป็นสองเท่า. ด้วยการฟื้นฟูดินและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพ, โลกและมนุษย์ไม่ได้ขัดแย้งกัน. เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก.. ทุกอย่างที่เราทำซึ่งถูกต้องสำหรับโลกก็เป็นสิ่งที่ดีต่อชีวิตของมนุษย์.   (And by taking care of the soil and intensify biodiversity, our work with farmers is showing we could feed two times India’s population. By regenerating the soil and regenerating biodiversity, the earth and humans are not conflict. We are part of the earth. Everything we do that is right for the earth is good for human beings.)

สุขภาพของดาวเคราะห์และสุขภาพของเราคือหนึ่งสุขภาพเดียวเท่านั้น เพราะว่าเราได้มีปฏิสัมพันธ์อย่างลึกล้ำต่อกัน และทุกวิกฤติที่ได้สอดแทรกพังทำลายการเชื่อมต่อนี้ก็เป็นการพังทำลายสุขภาพของดาวเคราะห์ผ่านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ, ผ่านความพังทลายทางความหลากหลายทางชีวภาพ, ผ่านสารพิษในทุกแห่ง. และมันกำลังสร้างการแพร่ระบาดและวิกฤตการณ์ระดับโลกของโรคเรื้อรังร้ายแรง.   (The health of the planet and our health is one health because we are deeply interconnected and every crisis that disrupt this connection is both disrupting the health of the planet through climate change, through biodiversity erosion, through toxic everywhere. And it is creating the epidemic and pandemic o chronic diseases.)

ดิฉันเรียกการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศว่า เป็นความไร้ระเบียบของระบบเมตาโบลิคของโลก, เพราะว่าโลกนั้นก็มีชีวิต. เธอธำรงรักษาสุขภาพของเธอและเมื่อเราป้อนเธอด้วยพลังงานขยะ, ระบบของเธอในการธำรงรักษากระบวนการเมตาโบลิซึ่มก็พังพินาศลง. กระบวนการเดียวกันกับที่ได้กกำลังทำลายเมตาโบลิซามของโลก ก็กำลังทำลายเมตาโบลิซึ่มของเรา. ทั้งหมดของความป่วยไข้ที่ดั้สมพันธ์เชื่อมโยงอยู่กับระบบอาหารที่เลว, ความไร้ระเบียบของเมตาโบลิค(การเปลี่ยนอาหารไปเป็นพลังงาน), นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายกำลังค้นพบสิ่งเหล่านี้ออกมา.   (I call climate change the metabolic disorder of the earth, because the earth is living. She maintains her health and when we feed her junk energy, her systems of maintaining the metabolism7 are disrupted. The same process that is destroy the metabolism of the earth is destroying our metabolism. All the sicknesses that are related to a bad food system, a metabolic disorder, scientists are finding this out.)

7 Metabolism (เมแทบอลิซึม) คือกระบวนการทางชีวเคมีทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเซลล์สิ่งมีชีวิตเพื่อเปลี่ยนอาหารและเครื่องดื่มให้เป็นพลังงาน พลังงานนี้เป็นสิ่งจำเป็นในการขับเคลื่อนทุกกิจกรรมของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการหายใจ การสูบฉีดเลือด การซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ ไปจนถึงการเคลื่อนไหว

กระบวนการนี้แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบหลักที่ทำงานควบคู่กัน ดังนี้: [1]

  • Catabolism (กระบวนการสลาย): การย่อยสลายสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้กลายเป็นโมเลกุลที่เล็กลง เพื่อปลดปล่อยพลังงานออกมาใช้ในกิจกรรมต่าง ๆ ของร่างกาย
  • Anabolism (กระบวนการสร้าง): การนำพลังงานที่ได้จากการย่อยสลาย มาใช้สร้างและสังเคราะห์สารอาหารโมเลกุลใหญ่ขึ้น เช่น การสร้างกล้ามเนื้อ การซ่อมแซมเซลล์ และการเจริญเติบโตของร่างกาย

อัตราการเผาผลาญ (Metabolic Rate):
คือความเร็วที่ร่างกายใช้พลังงาน โดยปกติร่างกายจะมีอัตราการเผาผลาญพื้นฐานขณะพัก (BMR - Basal Metabolic Rate) ซึ่งขึ้นอยู่กับปัจจัยเฉพาะบุคคล เช่น อายุ เพศ มวลกล้ามเนื้อ และระดับกิจกรรมทางกาย

ดังนั้น, ไม่เพียงแต่โรคภัยทั้งหลายจะมีปฏิสัมพันธ์กันเท่านั้น, รูปลักษณ์ทั้งหลายทั้งหมดของวิกฤตการณ์ทางนิเวศวิทยานั้นปฏิสัมพันธ์กัน. แต่กระทั่งอย่างสำคัญมากยิ่งขึ้น, หนทางแก้ไขวิกฤตการณ์ทั้งหมดนั้นคืออันเดียวกัน. หนทางแก้ไขทั้งหลายทอดวางอยู่ที่การตระหนักรู้ว่า เราคือส่วนหนึ่งของโลก. การกลับคืนสู่โลกดังที่เราตั้งชื่อหลักสูตรระยะเวลา 1 เดือนที่เราเรียนรู้เกี่ยวกับเมล็ดพันธุ์ที่มีชีวิต, ดินที่มีชีวิต, อาหารที่มีชีวิต, เศรษฐกิจทั้งหลายที่มีชีวิต. และเมื่อเราได้ดูแลห่วงใยดิน, ดินก็ให้อาหารแก่เรามากขึ้นและเป็นอาหารที่มีคุณค่าโภชนาการมากยิ่งขึ้น.   (So, not only are the diseases interconnected, all aspects of the ecological crisis is interconnected. But even more importantly, the solutions to all the crisis are the same. The solutions lie in realizing we are part of the earth. Returning to the earth as we name our annual course of one month where we learn about living seed, living soil, living food, living economies. And when we take care of the soil, the soils give us more food and more nutritious food.)

จุลินทรีย์ชีวะในลำไส้เสาะหาแยกแยะคุณค่าทางโภชนาการไม่ว่ามันจะเป็นอะไรก็ตาม. และก็มีและก็มีคุณค่าทางโภชนาการมากยิ่งขึ้นในดินเมื่อเราให้อาหารแก่ดิน. ดินทั้งหลายของเราได้เพิ่มไนโตรเจน 100%. ดินถูกให้อาหารด้วยปุ๋ยเคมีได้สูญเสียไนโตรเจนของพกเขาไป 22%

 และสังกะสีและแมกนีเซียมและแคลเซียมทั้งหมดได้เพิ่มขึ้นผ่านการดูแลดินและการทำฟาร์มแบบอินทรีย์ ทั้งหมดจะหายไปเมื่อเป็นเกษตรแบบสารเคมี. 70 ถึง 80% ของอาหารได้หายไป. เรากำลังกินโภคภัณฑ์ทั้งหลายที่ว่างเปล่าทางคุณค่าโภชนาการ และยิ่งไปกว่านั้นเรากำลังกินสารพิษในระบบอาหารนั่น เพราะว่าปุ๋ยเคมีต้องการการปลูกพืชเชิงเดี่ยวทั้งหลายนั้น.  (The microbial fungi seek out the nutrition wherever it is. And there is more nutrition in the soil when we feed the soil. Our soils have increased nitrogen 100%. Soils being fed on chemical fertilizers have lost their nitrogen 22%. And zinc and magnesium and calcium all increased through care for the soil and organic farming all disappearing with chemical agriculture. 70 to 80% of food has disappeared. We are eating nutritionally empty commodities and in addition we are e8ating toxics in that food system because chemical fertilizers require monocultures.)

การหายไปของความหลากหลายทางชีวภาพนำไปสู่การหายไปของคุณค่าทางโภชนาการ. ดังที่ฮิปโปเครติสได้พูดไว้, “ให้อาหารเป็นยารักษาอย่างแรกของสูเจ้าเถิด.”และดีงที่คัมภีร์อายุรเวท ได้กล่าวไว้, “...อาหารเป็นยาอย่างแรก.” และอาหารเป็นยารักษาอย่างแรกเมื่อมันได้เติบโตในหนทางที่ดูแลโดยโลก, ที่เพิ่มขึ้นความหลากหลายของเรา และเพราะเช่นนั้นเองก็เพิ่มความหลากหลายในการกินอาหารของเรา. เรากิน 10,000สายพันธุ์ของธัญพืชทั้งหลาย. ในตอนนี้เรากินในรูปที่แตกต่างไปของกระบวนการโภคภัณฑ์, บางทีแค่ 10 จากพวกมันทั้งหลายนั้น, ที่ทั้งหมดของคุณค้าโภชนาการได้ถูกดึงออกไป. และขายเป็นผลิตภัณฑ์อาหารเสริมอีกทางหนึ่ง.  (The disappearance of diversity leads to disappearance of nutrition. As Hippocrates8 said, “Let food be thy first medicine.” And as Ayurveda9 says, “Annum……….food is the first medicine.” And food is the first medicine when it is grown in ways that take care of the earth, that increase our diversity and therefore our diet. We eat 10,000 species of crops. Now we eat different forms of processed commodities, maybe 10 of them, where all the nutrition is pulled out. And sold as another supplement.)

8 ฮิปโปเครติส (Hippocrates) คือแพทย์ชาวกรีกโบราณ ผู้ได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งการแพทย์ตะวันตก" ท่านเป็นผู้พลิกโฉมการรักษาโรคด้วยการแยกวิชาแพทย์ออกจากไสยศาสตร์และความเชื่อเรื่องสิ่งเหนือธรรมชาติ

ข้อมูลสำคัญและผลงานของท่าน มีดังนี้ครับ:

  • กำเนิดจรรยาบรรณแพทย์: เป็นผู้ริเริ่ม "คำปฏิญาณฮิปโปเครติส" (Hippocratic Oath) ซึ่งเป็นหลักจริยธรรมพื้นฐานที่แพทย์ทั่วโลกยังคงยึดถือปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบัน เช่น การรักษาความลับของผู้ป่วย และการอุทิศตนเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มที่
  • แนวคิดการรักษาแบบวิทยาศาสตร์: เชื่อว่าโรคภัยไข้เจ็บเกิดจากความผิดปกติของร่างกายตามธรรมชาติ เช่น สิ่งแวดล้อม อาหาร และพฤติกรรม

9 อายุรเวท (Ayurveda) คือ ระบบการแพทย์แผนโบราณของอินเดียที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 ปี โดยคำว่า "อายุรเวท" ในภาษาสันสกฤตหมายถึง "ศาสตร์แห่งชีวิต" มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม (Holistic) เพื่อสร้างสมดุลระหว่างร่างกาย จิตใจ และจิตวิญญาณ

หลักการสำคัญของอายุรเวท ประกอบด้วย:

  • ตรีโทษ (Doshas): เชื่อว่าร่างกายมนุษย์ประกอบด้วยพลังงานหลัก 3 รูปแบบ ได้แก่ วาตะ (ธาตุลมและอากาศ), ปิตตะ (ธาตุไฟ) และ กัปผะ (ธาตุน้ำและดิน) ซึ่งแต่ละคนจะมีสัดส่วนที่แตกต่างกันไป
  • การปรับสมดุล: หากพลังงานทั้ง 3 อย่างเสียสมดุล จะทำให้เกิดการเจ็บป่วย การรักษาจะเน้นการปรับสมดุลกลับคืนมาผ่านวิธีธรรมชาติ
  • แนวทางการรักษา: ประกอบด้วยการใช้ยาสมุนไพร การควบคุมอาหาร การทำสมาธิ โยคะ รวมถึงการนวดกดจุดด้วยน้ำมันอุ่นเพื่อขับสารพิษ
  • คัมภีร์ทางการแพทย์: เป็นเจ้าของผลงานชุด Hippocratic Corpus ซึ่งเป็นคัมภีร์รวบรวมตำราการแพทย์โบราณที่ใช้วิธีการสังเกตอาการ บันทึกประวัติผู้ป่วย และวางรากฐานการรักษาทางคลินิก

และเราก็ได้อาหารที่ว่างเปล่า, อาหารที่ว่างเปล่าทางโภชนาการ ที่ถูกบรรจุใส่เอาไว้ด้วยสารพิษทั้งหลาย ที่กำลังให้เราด้วยมะเร็ง, โรคเบาหวาน, โรคอ้วน, และโรคความเสื่อมของระบบประสาท. ทั้งหมดของพวกนั้นได้ถูกเชื่อมต่อเข้ากับการไม่เคารพต่อสุขภาพของโลก และสุขภาพของเรา และความตระหกนักรู้ว่าพวกมันเป็นหนึ่งสิ่งเดียวกัน. งานของเราก็ยังแสดงให้เห็นว่าในดินนั้นทอดวางไว้ด้วยคำตอบต่อปัญหาทั้งหมดที่น้ำมันได้สร้างขึ้น. ดังทที่ดิฉันพูดไป, บนโลกที่กำลังเดือดพลุ่งอยู่นี้, มันถึงเวลาแล้วที่จะพลิกหันไปสู่ดินและยกเลิกการเพิ่มขึ้นของการใช้น้ำมันของเรา. (And we get empty food, nutritionally empty food loaded with toxics that are giving us the cancers, the diabetes, the obesity, the neurodegenerative diseases. All of them are connected to not respecting the health of the earth and our health and realizing that they are one. Our work is also showing that in the soil lies the answers of all the problems that oil has created. As I say, on a boiling planet, it’s time to turn to soil and give up our addiction to oil.)

นักวิจัยค้นคว้าผู้ที่ทำงานอยู่สัมพันธภาพนี้ด้วยกับชีวมณฑล, ดิน, และภูมิอากาศที่เราสามารถเอื้อมไปถึงข้อจำกัด 1.50 เซนติเกรด, และแก้ปัญหาช่องว่างเป้าหมายของลดคาร์บอนลง 32 เมกะตัน, 34 เมกะตันโดยการทำงานกับพืชทั้งหลายและการสังเคราะหก์แสงของพวกเขา. และผ่านการสังเคราะห์แสงนั้นและปลดปล่อยพลังงานอิสระของแสงอาทิตย์, พวกเขาก็รับเอาคาร์บอนไดออกไซด์, เปลี่ยนมันไปสู่มวลชีวภาพ, เปลี่ยนมันไปสู่คาร์โบไฮเดรตที่ป้อนอาหารให้กับเรา.   (Researchers who work on this relationship with the biosphere, the soil, and the climate showing that we can reach the 1.5 o centigrade limit, and pull out the gap of 32 megatons, 34 megatons by working with the plants and their photosynthesis. And through the photosynthesis and the free energy of the sunlight, they take the carbon dioxide, turn it into the biomass, turn it into the carbohydrates that feed us.)

ถึงแม้ว่าจะเป็นอย่างสำคัญยิ่ง, พวกเขาก็เปลี่ยนมันเข้าไปสู่ลมหายใจของเรา, ออกซิเจนของเราที่เรากายใจ. นี่คือการแก้ปัญหาที่แท้จริงในการจับเอาคาร์บอน. และขณะที่มันทำเช่นนี้,ฐ มันก็ให้ชีวิตแก่เรา. มันกำลังให้หนทางแก้ไขปัญหาทั้งหลายแก่เราในเรื่องความวิบัติหายนะของภูมิอากาศ. และเมื่อคาร์โบไฮเดรตป้อนอาหารให้แก่ชีวอินทรีย์ของดินและชีวอินทรีย์ของดินป้อนอาหารให้แก่พืชทั้งหลายอีกครั้ง, เราก็มีอาหารมากยิ่งขึ้น. เราก็มีคุณค่าโภชนาการมากยิ่งขึ้น. ดินอุดมที่บดละเอียดทั้งหลายและดินทั้งหลายของเราที่มี 3,600% ละเอียดย่อยมากยิ่งขึ้นตั้งแต่ที่เราได้เริ่มต้นฟาร์มนาฟฑาเนียนี้.  (Even more importantly, they turn it, turn it into our breath, our oxygen that we breath. This is the true carbon capture solution. And while it does this, it’s giving us life. It is giving us solutions to the climate havoc. And as the carbohydrates feed the soil organisms and soil organisms feed the plants again, we have more food. We have more nutrition. Micronizes rich soils and our soils have 3,600% more micronizes since when we started this Navdania farm.)

การย่อยละเอียดของดินกำลังเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการของค่าทั้งหมดทางโภชนาการที่สำคัญ. สังกะสีและแมกนีเซียม, แคลเซียม, เหล็ก โดยการให้มันต่อพืช. ภาวะการพึ่งพาอาศัยกันระหว่างพืชกับเชื้อราขนาดจิ๋วนั้นเป็นสิ่งสำคัญมากต่อสุขภาพของเรา. หนึ่งในสามของการขับถ่ายที่ได้ถูกเก็ยสะสมไว้ในรูปของเชื้อราขนาดจิ๋ว. พวกมันป้อนเราด้วยสุขภาพ. พวกมันคลี่คลายปัญหาวิกฤติภูมิอากาศนั้น. (The micronize is increasing nutrition of all the important nutrients. The zincs and the magnesium, the calcium, the irons by giving it to the plant. The symbiosis between the plant and the micronizes fungi is so vital to our health. The one-third of the emissions are being stored in the micronizes fungi. They feed us with health. They solve the climate crisis.)

ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกความคิดเยี่ยงเครื่องจักรกลถึงโลกว่าเป็นเช่นวัตถุตายแล้ว. ถึงเวลาแล้วที่จะเลิกการแบ่งแยกของเราจากโลก. ถึงเวลาแล้วที่จะเลิกความมืดบอดของเราต่อระบบทั้งหลายของการมีชีวิต. เราจำเป็นต้องเปลี่ยนย้ายจากศาสตร์สาขาทั้งหลายที่ได้เติบโตมาจากน้ำมันเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่วิทยาศาสตร์ของระบบทั้งหลายของชีวิต ที่คือความรู้ดั้งเดิมของชนท้องถิ่นที่ได้ยึดถือกันสืบมาและวิทยาศาสตร์ใหม่ทั้งหกลายที่กำลังบอกเราว่าทุกสิ่งนั้นต่างก็มีชีวิตทั้งนั้น.  (It is time to give up the mechanistic idea of the earth as a dead matter. It is time to give up our separation from the earth. It is time to give up our blindness to living systems. We need to shift from disciplines that grew from oil and fossil fuels to the sciences of living systems that indigenous people held and new sciences are telling us that everything is alive.)

ต้นไม้นี้ก็มีชีวิต. ดินที่ดิฉันยืนอยู่นี้ก็มีชีวิต. จุลชีวอินทรีย์ดิบเดิมทั้งหลายในดินและในลำไส้ของดิฉันก็มีชีวิต. เราจงมาดูแลชีวิตบนโลก. เราจงมาเลิกจิตฟอสซิลและใจฟอสซิล และภาวการณ์ยึดติดเยี่ยงฟอสซิลทางความคิดของเราที่ยุคสมัยของน้ำมันได้ให้เรามา. ยุคสมัยของดินเชื้อเชิญเราที่จะเพาะปลูกชีวิตขึ้นมาอีกครั้ง.   (This tree is alive. The soil at which I stand is alive. The micro raw organisms in the soil and in my gut are alive. Let us take care of life on earth. Let us give up the fossilized mind and the fossilized heart and the fossilization of our thinking that the age of oil has given us. The age of soil invites us to grow life again.)

ยุคสมัยของดินเชื้อเชิญเราที่จะทำงานเป็นหุ้นส่วนร่วมกันกับสานพันธุ์ชีวิตทั้งหลายทั้งหมด และก้าวข้ามเอาชนะความสิ้นหวังที่แผ่กระจายไปทุกแห่ง. และในขณะที่เราทำนั่น, เราเพาะปลูกอาหารให้กับทุกคน เพื่อที่จะไม่มีใครต้องหิวโหย. ความมั่นคงปลอดภัยในอาหารเป็นการฟื้นคืนขึ้นใหม่ทุกหนแห่ง. เราเติบโตให้ดิน. เราเติบโตให้น้ำ. น้ำของเราเพิ่มระดับสูงขึ้นในฟาร์มของเราราว 70 ฟุต. เราเติบโตให้แมลงและสัตว์ช่วยผสมเกสรทั้งหลาย ผู้ซึ่งให้อาหารแก่เราหนึ่งในสามที่เรากิน.  (The age of soil invites us to work in partnership with all species and overcome the despair that is spreading everywhere. And while we do that, we grow food for everyone so no one is hungry. Food security is regenerated everywhere. We grow soil. We grow water. Our water levels on this farm have risen by 70 ft. We grow the insects and pollinators who give us one-third the food we eat.)

เราเติบโตวัมพันธภาพกลับคืนมาระหว่างโลกชีวภาพ และชั้นบรรยากาศ และได้การเปลี่ยนแปลงของกานำความสมดุลของภูมิอากาศและความมีเสถียรภาพของภูมิอากาศกลับมา.  เราสามารถกลายเป็นมนุษย์อีกครั้ง โดยการกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกอีกครั้ง. ดิฉันปรารถนาอย่างยิ่งให้พวกคุณไกด้รับสิ่งดีที่สุด.  (We grew back the relationship between the biosphere and the atmosphere and have a change of bringing back climate equilibrium and climate stability. We can become human again by becoming part of the earth again. I wish you the best.)

https://youtu.be/0Cp7NQJUHxk?si=xTrwtBBxZytSUyu9