หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พุทธทาสภิกขุ - รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา

พุทธทาสภิกขุ - รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา

          https://youtu.be/lacRNdHLvgk?si=wUboyc0RkQEfIkPj

          ...ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้ อาตมาก็ยังพูดเรื่อง ธรรมะคือเรื่องของธรรมชาติ ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อบรรยายเฉพาะในครั้งนี้ว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา

          ขอทำความเข้าใจกันเป็นพิเศษ ในวันนี้ว่า มีคนมาใหม่เป็นจำนวนมาก ถ้าจะบรรยายที่ต่อไปจากการบรรยายครั้งที่แล้วๆมาตามลำดับ  ก็ดูว่าจะเป็นการยากที่จะเข้าใจ ดังนั้นก็ต้องมีการบรรยาย สิ่ที่มีการบรรยายกันมาแล้วแต่ก่อนบ้าง เพื่อให้เรื่องมันพอจะติดต่อกัน ฟังได้พอเข้าใจได้ เราพูดกันเรื่องธรรมชาติมาทุกครั้ง ในฐานะที่ถือว่าเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญ สำหรับพุทธบริษัท เพราะว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการตรัสรู้เรื่องของธรรมชาติ โดยทุกแง่ทุกมุม ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ นี่เป็นหลักสำคัญที่ท่านจะต้องทำไว้ในใจเป็นข้อแรก ว่าไม่มีเรื่องอะไรที่มิใช่เรื่องธรรมชาติ ความทุกข์ก็ธรรมชาติ การดับทุกข์ก็ธรรมชาติ ธรรมะสำหรับดับทุกข์ก็ธรรมชาติ

          ไอ้ตัวบุคคลที่จะมีทุกข์ หรือจะดับทุกข์นั้น มิได้มี มีแต่ธรรมชาติ คือบุคคลที่เราเรียกันว่าคน ที่จะเป็นผู้มีความทุกข์ และพยายามดับความทุกข์นั้น มันก็มิได้เป็นบุคคล เรียกว่ามิใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา  มันเป็นไปตามธรรมชาติ มีร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยธรรมชาติ ฝ่ายกายหรือฝ่ายรูปธรรม แล้วก็มีจิตใจซึ่งเป็นธาตุตามธรรมชาติด้วยเหมือนกัน เมื่อมันได้อาศัยร่างกายอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ไอ้ธาตุจิตใจในตามธรรมชาตินั้น มันก็ทำงานของมันได้ ทำหน้าที่ของมันได้ คือรู้สึกได้ คิดนึกได้ เป็นทุกข์ได้ เป็นสุขได้ทุกอย่าง ความที่ทุกข์ดับลงไป ก็เหลือแต่ธรรมชาติที่ไม่เป็นทุกข์ ความที่ไม่เป็นทุกข์นั้น มันก็เป็นธรรมชาติ จนกระทั่งถึงพระนิพพาน อ่า เป็นที่สุด แม้พระนิพพานนั้นก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน

          ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่ยอมเห็นด้วย ก็ขอให้ฟังไว้ก่อน อาตมาก็พูดเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ปรากฏว่ามีผู้ไม่เข้าใจเลย อาตมาก็นึกเสียว่า อ่า เป่าปี่ให้ตัวเองฟัง ไม่ได้เป่าปี่ให้แรดที่ไหนมันฟัง นี่ เป่าปี่ให้ตัวเองฟัง ไม่รู้จักเบื่อ ถ้าท่านผู้ฟังไม่เข้าใจ อาตมาก็ถือเสียว่าอย่างนี้ มันก็ยังคงบรรยายในรูปแบบนี้กันต่อไป ว่าไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ ผู้ที่อ้างตัวเองเรียกตัวเองเป็นคน มันก็เป็นธรรมชาติ แล้วมันก็ไปจับฉวยเข้ากับอารมณ์ต่างๆ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ซึ่งก็เป็นธรรมชาติ เกิดผลขึ้นมาเป็นธรรมชาติ เป็นสุขก็มีเป็นทุกข์ก็มี โดยสมมติ แล้วก็โดยที่แท้แล้ว มันก็เป็นความทุกข์ เพราะมันปรุงแต่ง ใหก้เกิดความรู้สึกให้เป็นทุกข์ โดยอำนาจของอวิชชา ซึ่งคนธรรมดามีอยู่เป็นเจ้าเรือน

          ทำไมถึงถือว่าเป็นทุกข์ เพราะว่าคนธรรมดามีแต่อวิชชา สำหรับจะเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาได้รับอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ อะไรก็ตาม ก็เอามาสำหรับจะเป็นทุกข์ เพราะมันมีแต่อวิชชา สำหระบจะปรุงแต่งสิ่งทั้งหลายคืออารมณ์ที่เข้ามานั้นเพื่อความเป็นทุกข์ มันจึงมีธรรมชาติเป็นทุกข์ธรรมชาติ โดยธรรมชาติแก่ธรรมชาติ แล้วก็ได้ธรรมชาติที่เป็นทุกข์

          พุทธศาสนาบอกเรื่องนี้ว่า มันเป็นธรรมชาติ เป็นธาตุตามธรรมชาติ แล้วแต่จะเป็นธาตุอะไร มีอยู่หลายสิบธาตุ แต่ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ พระเณรเข้ามาบวชใหม่ก็สอนเรื่องนี้เป็นข้อแรก เป็นหัวใจของพุทธศาสนา เช่นสอนว่า จีวรอันนี้ก็ดี ห่มจีวรนี้ก็ดี เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ได้รับผล ความรู้สึกสุขสบายเพราะห่มจีวร หรือไม่สุขสบายเพราะห่มจีวร มันก็ยังคงเป็นธรรมชาติ ให้เห็นว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ ความสุขก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ ความทุกข์ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ  ไม่ถือว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็ยังคงเป็นธาตุตามธรรมชาติ นี่ช่วยสังเกตดูให้ดีแต่เนิ่น ๆ ว่าอะไร อาตมาได้กล่าวอะไรบ้าง ว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ แล้วทีหลังท่านก็จะทราบได้เองว่า เราใช้ภาษาต่างกันอย่างไร

ภาษาของครูบาอาจารย์นักเรียนนักศึกษาในโรงเรียนนั้นน่ะ ก็มีความหมายให้กับคำว่าธรรมชาติอย่างไร แต่ในวัดของพระพุทธเจ้านี้ ให้ความหมายแก่คำว่าธรรมชาติอย่างไร ไอ้ความที่มันไม่เหมือนกันในข้อนี้แหละ ทำให้เข้าใจธรรมะได้โดยยาก เมื่อฝ่ายที่บอกว่าไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ ทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ พวกที่บ้านก้ไม่เข้าใจ เพราะว่าเขาให้ความหมายแก่คำว่าธรรมชาติ เป็นอย่างอื่น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ไว้ล่วงหน้าว่า มันเข้าใจกันไม่ได้อย่างนี้ เพราะถือความหมายของถ้อยคำ ต่างกันอย่างนี้ แต่แล้วเราก็ยังต้องพูดกันต่อไป ทั้งที่จะพูดกันไม่รู้เรื่อง ฟังไม่รู้เรื่อง ก็ขอให้พยายามทำความเข้าใจ เพื่อจะรู้เรื่องว่าในฝ่ายวัดฝ่ายศาสนาฝ่ายธรรมะนี้ เขาพูดกันอย่างไร ในคำคำเดียวกันนั้น มีความหมายต่างกันอย่างไร

ขอให้ยุติกันไว้ เอ่อ ข้อหนึ่งก่อนว่า เรามีคำพูดคำเดียวกัน ที่มีความหมายไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำว่า ธรรมชาติ ความหมายอย่างสากลที่มีกันอยู่ในโลก ในภาษาต่างประเทศ คำว่าธรรมชาติก็มันมีความหมาย ตามที่เขาถือกันอยู่ หรือว่าคนไทยที่ไปเรียนอย่างฝรั่งมา ไปเรียกมาจากฝรั่งก็ได้คำว่าธรรมชาติ ที่มีความหมายอย่างแบบฝรั่งมา พอมาศึกษาพุทธศาสนาก็ตีกันยุ่ง อย่างน้อยมันก็ ขัด ขัดขวางกันอยู่ ขอให้เข้าใจไว้ทีก่อน ว่าไอ้คำว่าธรรมชาตินี้ เราถือความหมายต่างกันเป็น ๒ พวก อย่างนี้ ความหมายอย่างสากลของฝรั่งนั้นอย่างหนึ่ง ในความหมายอย่างพุทธบริษัทในพุทธศาสนานี้ ก็อีกอย่างหนึ่งโดยทั่วไปก็ถือว่า ถ้าไม่ ไม่ได้เป็นอยู่ตามธรรมชาติ เพราะว่ามนุษย์เข้าไปดัดแปลงเสียแล้ว อย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าธรรมชาติแล้ว นี่ทำไมไม่ ไม่มองดูตัวเอง ว่าตัวเองคือเป็นคนนั่นน่ะ คนแท้ๆน่ะธรรมชาติ หรือว่าไม่ใช่ธรรมชาติ ถ้าตัวคนหนึ่งๆ ก็เป็นธรรมชาติ แล้วก็ไปเก็บเอาไม้เอาเหล็กเอาหินเอาอะไรมาทำเป็นบ้านเป็นเรือน เป็นตึกเป็นรามขึ้นมา แล้วของนั้นจะพ้นจากความเป็นธรรมชาติ ไปได้อย่างไร

นี่พุทธบริษัทมีสายตามองมันอย่างนี้ เอาและของตามธรรมชาติก็เรียกว่าตามธรรมชาติ นี่กระทั่งคนสัตว์ ที่เรียกกันว่าคนว่าสัตว์นี้ เราก็เรียกว่า ธรรมชาติหรือตามธรรมชาติ ทีนี้คนไปเอาของตามธรรมชาติ กลางดินในป่ามาทำเป็นนั่นเป็นนี่ กระทั่งเป็นของน่าอัศจรรย์เป็นเรือบิน เป็นยานอวกาศ แล้วก็ไม่เรียกว่าธรรมชาติ แต่ทางธรรมะยังคงถือว่ามันเป็นธรรมชาติ ที่นั่นแหละ เพราะคนเป็นธรรมชาติ ไปเก็บเอาวัตถุตามธรรมชาติมาปรุงอะไรขึ้นใหม่ ก็เรียกว่ามันยังคงเป็นธรรมชาติ หากแต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เอง มันต้องมีธรรมชาติหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้อง ปรุงแต่งธรรมชาติหนึ่ง ให้เป็นอย่างอื่นหรือเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา นี้ก็เรียกว่ายังคงเป็นธรรมชาติ แต่พวกหนึ่งถือว่าไม่เรียกธรรมชาติเสียแล้ว นี่ถ้าเข้าใจกันได้อย่างนี้ก่อนแล้ว คงจะพูดกันได้ต่อไป ถ้ายังไม่ยอม ยังเถียงกันอยู่ในข้อนี้แล้ว ก็คงจะเข้าใจต่อไปได้ยาก ในเรื่องที่จะต้องพูดกัน

ฉะนั้น จะขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับตำว่าธรรมชาตินี้ให้มากเป็นพิเศษ แล้วต้องพูดซ้ำถึงเรื่องแม้จะเคยพูดมามากแล้ว แต่บางคนยังไม่เคยได้ฟัง ก็ต้องพูดอยู่ดี ก็คือคำว่าธรรมชาติ ในทางวัดในทางศาสนาในทางธรรมะนี่ เห็นอะไรเป็นธรรมชาติไปหมด ของไร้ค่า ขี้ฝุ่นอันละเอียด ๑ อณูก็ธรรมชาติ แล้วมันจะมาเป็นของที่มีค่า เป็นเพชรเป็นพลอยเป็นอะไรก็ยังคงเป็นธรรมชาติ แล้วมีการปฏิบัติทางจิตใจได้รับมรรคผลนิพพาน ไอ้นิพพานนั้นก็ยังเป็นธรรมชาติ ก็เป็นอันว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ

ทีนี้เราจะแยกให้เห็นเป็น เอ่อ เป็นพวกๆเพื่อเข้าใจได้ง่าย โดยแบ่งธรรมชาตินี้ ออกเป็น ๔ พวก ๔ ประเภท ๔ อย่าง แล้วแต่จะเรียกให้มันเป็น ๔ ธรรมชาติ ก็แล้วกัน ข้อที่ ๑ คือธรรมชาติ ตัวธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่จะมีปรากฏการณ์หรือไม่มีปรากฏการณ์ก็ตาม ที่มันเป็นอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้ก็เรียกว่าธรรมชาติ คือตัวธรรมชาติ มีปรากฏการณ์คือเราสัมผัสได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจ ด้วยก็ได้ ไม่มีปรากฏการณ์คือว่า ไม่มีทางจะสัมผัสได้ด้วย ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ด้วยก็ได้ แต่สัมผัสได้ด้วยสติปัญญา ฉะนั้นสิ่งที่มีปรากฏการณ์นี่ จึงเข้าใจได้ง่ายเห็นได้ง่าย รู้ทั่วไปได้ง่าย และสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์เช่นพระนิพพาน เป็นต้น เราไม่สัมผัสได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจธรรมดา แต่ต้องสัมผัสได้ด้วยปัญญาจักษุ ญาณทัศนะเฉพาะด้วย เป็นพิเศษ ดังนั้นจึงใช้คำรวมกันว่า มันจะมีปรากฏการณ์หรือจะไม่มีปรากฏการณ์ก็ตาม นี่เราจะเรียกว่าธรรมชาติทั้งนั้น

ถ้าพูดอย่างนี้มันก็กินหมดล่ะ ไม่ยกเว้นอะไร ถ้าจะพูดว่า เป็นวัตถุหรือเป็นจิตใจ อย่างนี้ก็ยังไม่พอ มันยังมีเหลือสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุและจิตใจ จะพูดว่าสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล อย่างนี้ก็ยังไม่พอเพราะมันยังมีสิ่งที่อยู่เหนือบุญเหนือกุศลไปอีก ก็เลยต้องใช้คำพูดที่ติดหู เราจะพูดให้ชัดเจน เป็นที่เข้าใจหรือกำหนดได้ง่ายว่า มันมีอยู่ ๒ พวกแอย่างนี้ มันมี่ความปรากฏทางอายตนะ ตามธรรมดา นี่เรียกว่า มีปรากฏการณ์ มันไม่มีความปรากฏทางอายตนะ ตามธรรมดา นี่เราเรียกว่า มันไม่มีปรากฏการณ์ ถ้าจะเทียบกันก็ต้องได้แก่ พวกที่เรียกว่า สังขารกับวิสังขาร สังขารทั้งหลายมีปรากฏการณ์ ปรากฏแก่ใจก็ได้ เรียกว่ามีปรากฏการณ์ อีกพวกหนึ่งเรียกวิสังขาร ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะปรากฏแก่อายตนะ ตามธรรมดาสามัญทั่วไป จะปรากฏแก่ญาณทัศนำพิเศษ ที่อบรมถึงที่สุดแล้ว นี้เราเรียกว่าธรรมชาติทั้งนั้น ก็เป็นอันว่า ไม่ได้ยกเว้นอะไร ธรรมชาติในตัวธรรมชาติ

ในข้อที่ ๒ เรียกว่า กฎของธรรมชาติ ท่านถือความหมายคำว่ากฎให้ดีๆ แล้วก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่ตัวธรรมชาติ ที่เป็นตัวธรรมชาติ แต่มันเป็นธรรมชาติ ที่เป็นกฎ สำหรับบังคับธรรมชาติ เอ่อ ทั่วไป ให้เป็นไปตามกฎ บางพวกอาจจะเห็นว่าไอ้กฎของธรรมชาตินั้น ไม่ใช่ธรรมชาติ ก็ตามใจ แต่ในทางธรรมในทางภาษาบาลีนี้ ก็เรียกว่าเป็นธรรมชาติ ด้วยเหมือนกัน คือยังเรียกว่าธรรม หรือธรรมะ คำเดียวกัน แล้วก็แปลว่า ธรรมชาติ ในธรรมชาติทั้งหลายมีกฎของธรรมชาติ สิงอยู่ ธรรมชาติในตัวเรา ก็มีกฎของธรรมชาติสำหรับสิงอยู่ ในตัวเราตัวคน ธรรมชาตินอกตัวเดราก็มีกฎของธรรมชาติสิงอยู่ ในธรรมชาตินั้นๆ และสิ่งทั้งหลายก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับกันไป โดยกฎของธรรมชาตินั่นเอง ตัวกฏของธรรมชาตินี้เป็นธรรมชาติในความหมายที่ ๒

ความหมายที่ ๓ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ สิ่งใดมีชีวิต โดยเฉพาะสิ่งที่มีชีวิต มันต้องการจะมีชีวิต มันก็มีหน้าที่ที่จะดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นมันต้องทำหน้าที่อยู่ตามธรรมชาติโดยธรรมชาติ เช่นต้นไม้เหล่านี้อยากจะมีชีวิต มันต้องทำหน้าที่ ดูดน้ำดูดอาหารรับแสงแดด อ่า ปรุงแต่งเป็นต้นไม้ มีชีวิตอยู่ได้ น่ะหน้าที่ สำหรับรอดชีวิตอยู่ได้ แล้วก็จะต้องสืบพันธุ์หรือทำอะไรต่อไป อย่าให้สูญพันธุ์ นี้เป็นหน้าที่ ฉะนั้นต้นไม้จึงออกลูกเพื่อสืบพันธุ์ ต้นไม้ก็ยังรู้จักหลบหลีกอันตราย เพื่อมีชีวิตรอดอยู่ ก็เรียกว่าหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ ถ้าเป็นถึงสัตว์ถึงคนแล้วก็ยิ่งมีหน้าที่ปรากฏชัด ต้องไปเที่ยวหาอาหาร หาอาหารต้องกินอาหาร ต้องถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ เป็นหน้าที่เฉียบขาดตามกฎธรรมชาติ ไม่ทำไม่ได้ นี่เพื่อรอดชีวิตอยู่ครั้นรอดชีวิตอยู่แล้วยังมีหน้าที่พิเศษ ที่ต้องทำให้มันไปจนถึงที่สุด ให้ไปจนถึงจุดสูงสุดดีที่สุด ที่มันควรจะได้ ฉะนั้นเราจึงไม่ได้ขวนขวายเพียงให้รอดชีวิตอยู่ เราขวนขวายในธรรมะที่สูงขึ้นไป ให้เป็นชีวิตที่สูงสุด บรรลุนิพพาน นี่เป็นต้น

หน้าที่ที่มันต้องกระทำอยู่ สำหรับสิ่งที่มีชีวิตตั้งแต่ต้นไม้ถึงสัตวง์เดรัจฉานถึงมนุษย์ มันก็เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติส่วนที่เป็นหน้าที่ อืม คนอื่นหรือคนที่ใช้ภาษาอย่างอื่นอาจจะไม่ยอมรับว่าหน้าที่นี้คือธรรมชาติก็ได้ ก็ตามใจ แต่พวกเราที่ใช้ภาษาบาลีเป็นหลัก มันก็ยังเป็นธรรมชาติ ธรรมทั้งหลายที่เป็นหน้าที่  หน้าที่ทั้งหลายที่เป็นธรรมเนี่ยะ ก็เรียกว่าธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ  มันก็ยังเป็นธรรมชาติ ทีนี้ผลที่เกิดขึ้นจากหน้าที่ ได้อย่างต้องการ ไม่ได้อย่างต้องการ เป็นสุขเป็นทุกข์กระทั่งถึงนิพพาน มันก็ยังเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติส่วนที่เป็นผล มาจากเหตุคือการทำหน้าที่ นี้ลองคิดดู นักเรียนนักศึกษาครูบาอาจารย์ มารู้กันเสียทีว่า คำว่าธรรมชาติในภาษาธรรมะฝ่ายพุทธศาสนานี้ มันมีความหมายอย่างไร คำว่าธรรมชาติในหนังสือตำรับตำราเรียนของท่าน มีความหมายอย่างไร

เดี๋ยวนี้ถ้าจะมาเรียนศึกษาพุทธศาสนา ก็ต้องใช้คำความหมายในทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำว่าธรรมชาติ ถ้าท่านไม่พยายามทำความเข้าใจอย่างนี้แล้ว อาตมาก็ยังต้องเป่าปี่ให้ตัวเองฟังคนเดียวสืบต่อไป ไม่มีใครฟังเข้าใจ จะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าธรรมชาติคือทั้งหมด สิ่งทั้งหมดอย่างนี้แล้ว เรารู้จักมันให้ถึงที่สุด ปัญหาก็จะหมดไป เพราะไม่มีเหลืออะไรไว้ที่ไม่รู้จักและทำ ประพฤติกระทำไม่ถูกต้อง เราจะรู้จักหมดสิ้น แล้วเราก็จะรู้จักถูกต้องจนกระทำได้ สำเร็จประพโยชน์ มันก็ไม่มีปัญหาที่เกิด ที่ว่าเกิดมาแล้วจะต้องปฏิบัติธรรมะบรรลุมรรคผลนิพพาน มันเป็นไปได้อย่างนี้ ทีนี้จะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เป็นปัญหาธรรมดาก็ไม่มีเหลือ เราจะค่อยพูดกันเรื่องตัวปัญหา

อาตมาจะพูดเรื่องคำว่าความรู้ นั่นเสียก่อน เพราะหัวข้อของเรื่องมีว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา คำว่ารู้หรือความรู้ ธรรมชาติเนี่ยะมันคืออย่างไร อะไรเรียกว่าความรู้ นี้ก็เหมือนกันอีก ภาษาชาวบ้านธรรมดา กระทั่งภาษาต่างประเทศ คำว่าความรู้ ก็หมายถึง ความรู้ที่เรียนจากโรงเรียน เรียนจากหนังสือหนังหา เรียนจากครูบาอาจารย์ นี่ก็เรียกว่าความรู้ แต่ถ้าในทางธรรมะยังไม่พอ ไอ้ความรู้ชนิดนั้นยังไม่พอที่จะมารู้ธรรมะ ต้องมีคตวามรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ดังนั้นเราจึงมีความรู้ เอ่อ แบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเสียก่อน คือความรู้ด้านนอก เป็นเรื่องทางวัตถุ อ่า ความรู้ด้านในเป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ คำนี้ก็ลำบากเหมือนกันที่ต้องใช้คำว่าทางวิญญาณ นี่มันเป็นละเอียดลึกซึ้งถึงที่สุด ไอ้ความรู้ทางวัตถุทางกายทางภายนอกนั้น มันไม่ลึกซึ้ง แม้จะรู้ด้วยจิตใจ ก็ยังเป็นภายนอก ต้องรู้ด้วยญาณทัศนะ ปัญญาสูงสุด จึงจะเป็นความรู้ชั้นที่เป็นภายใน

เราแบ่งความรู้ให้เป็น ๓ ชั้นเป็นอย่างน้อย คอยกำหนดดู ให้เห็นความแตกต่างของมัน ข้อที่ ๑ หรือชั้นนอกสุด รู้เพราะเรียนรู้อย่างเข้าโรงเรียน มีหลักที่ใช้กันทั่วไปว่า รู้จักฟังรู้จักคิดรู้จักถามรู้จักจำ สุจิปุรินั่น รู้จักฟังรู้จักคิดรู้จักถามรู้จักจำ แล้วเราก็ได้ความรู้อย่างที่เรียนในโรงเรียน ทีนี้ความรู้ชั้นที่เลยไปสูงกว่านั้น คือทำความเข้าใจ เอ่อ ทบทวนวิจัยค้นคว้า จนเข้าใจ นี่เป็นความรู้ที่มากไปกว่าสูงไปกว่าละเอียดกว่า เรียกว่า ความรู้ที่มาจากการใช้เหตุผลของฃตนเอง เรียกว่าความเข้าใจ ฟังง่าย ทีนี้ชั้นที่ ๓ ลึกไปกว่านั้นจะได้ซึมซาสบโดยผ่านตลอดไปในสิ่งนั้นๆ ด้วยจิตใจประจักษ์แก่ใจ ประจักษ์แก่ความรู้สึก นี่ความรู้สูงสุดมันอยู่ที่การผ่านไปด้วยจิตใจในสิ่งนั้น ดังเช่นว่าเหกลือ เขาบอกกันว่าเค็ม เราก็มีความรู้ว่ามันเค็ม หรือเกลือที่คนกินให้ดูแสดงอาการว่ามันเค็ม เราก็รู้ว่ามันเค็ม แต่ว่าเกลือนั้นเรามากินดูเอง ชิมดูเอง แล้วเราก็รู้ว่ามันเค็ม ไอ้การรู้ว่ามันเค็มนั้น มันต่างกันได้อย่างนี้

เรื่องธรรมะเกี่ยวกับสุขหรือทุกข์ หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ตาม เราเรียบนรู้กันได้ เป็น ๓ ชั้นน่ะ เราได้ยินได้ฟังว่ามันเป็นทุกข์ ก็อย่างหนึ่ง เรามองแล้วสันนิษฐานใคร่ครวญคำนวณแล้ว มันต้องเป็นทุกข์แน่ นี้อย่างหนึ่ง แล้วเราเป็นทุกข์จริงๆ รู้สึกความทุกข์ที่ปรากฏอยู่ในใจจริงๆ โดยไม่ต้องคำนวณนี้มันก็อย่างหนึ่ง ฉะนั้นการเรียนอะไรก็ตาม มันจะเป็นความรู้ ๓ ชั้นอยู่เสมอ ถ้าจะไปรู้ธรรมชาติ ก็ต้องผ่านธรรมชาติน่ะ โดยธรรมชาติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ อย่างชีวิตเป็นธรรมชาติ เราก็ควรเรียนมันโดยธรรมชาติ คือจิตใจที่เป็นธรรมชาติ สติปัญญาที่เป็นธรรมชาติ จนรู้ธรรมชาติ นี่เป็นความรู้ธรรมชาติที่พอ ที่เพียงพอสำหรับจะฟหมดปัญหา

ขอสรุปความแต่เพียงว่า ไอ้เรื่องว่า รู้ๆๆๆๆนี่มันมีอยู่ หลายชั้น อย่างน้อยก็เป็น ๓ ชั้นอย่างนี้ คือรู้เพราะเรียนรู้ เพราะคิดค้น รู้เพราะซึมซาบโดยการผ่านมันไปเลย ฉะนั้นที่ว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์หมดปัญหา เนี่ยะ หมายถึงรู้อย่างที่ ๓ รู้ด้วยปัญญา รู้ด้วยญาณทัศนะ เช่นรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพียงธรรมชาติแ จะเอามายึดถือว่าตัวเราของเราไม่ได้ อย่างนี้ต้องรู้ด้วยปัญญาเฉพาะตน เป็นสันทิฐิโกเฉพาะตน เป็นปัจจัตตังเววิตัพโพ วิญญูหิก็เฉพาะตน ได้ยินได้ฟังมาว่า ไม่ใช่ตน เป็นธรรมชาติ อย่างนี้มันจำได้เดี๋ยวมันก็ลืม หรือว่าเขาให้เหตุผล ถ้าเราเอาไปคิดไปคิดไปคิดไปคิดเข้า พอเข้ารู้เข้าใจ ว่าไม่ใช่ตน อย่างนี้มันก็ยังไม่ละความยึดถือว่าตัวตน  เพราะมันอยู่ด้วยความคิดความใช้เหตุผล มันยังไม่ใช่ความจริง

ฉะนั้นต้องทำจิตให้เป็นปัญญา ขนาดที่ว่าเป็นสมาธิเฉียบแหลม แล้วก็ทำให้เป็นปัญญา ให้เป็นญาณทัศนะ ดูสิ่งนั้นด้วยความรู้สึกซึมซาบ แล้วก็รู้ว่าไม่ใช่ตน เป็นความสุขเกิดขึ้นมาสัมผัสดูแล้วก็ไม่ใช่ตน ความสุขเกิดขึ้นมา ความทุกข์เกิดขึ้นมา ความรู้สึกใดๆที่เป็นที่ตั้งแห่งความรักความพอใจเกิดขึ้นมา ดูโวยปัญญาชนิดนี้แล้วก็เห็นความไม่ใช่ตน ต้องดูลงไปตามเป็นจริง ไม่ใช่ว่าคิดด้วยเหตุผลแวดล้อม ขอให้รู้จักธรรมชาติว่ามันเป็นสักว่าธรรมชาติ ไม่มีส่วนใดที่จะมาหลงรักหลงพอใจ ถ้าว่าไม่เข้าใจธรรมชาติ มันก็เกิดปัญหา คือทำให้หลงรักหลงพอใจหลงเกลียด หลงโกรธหลงอิจฉาริษยา หลงอะไรต่างๆเพราะไม่รู้จักไอ้ธรรมชาติเหล่านั้นตามที่เป็นจริง ทีนี้ปัญหามันก็เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากการที่ไม่รู้จักธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ฉะนั้น ปัญหาพื้นฐานก็คือหลงรักและหลงเกลียด หลงรักก็แสวงหาไม่ได้อย่างเอ่อ อย่างสุจริตก็คดโกง หลงเกลียดมันก็ทำร้ายกันทำอันตราย เบียดเบียนกัน เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา

ลองคิดดูให้ดีว่าเดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกมีปัญหา รบราฆ่าฟันระหว่างครึ่งโลก ต่อครึ่งโลก มันมีมูลมาจากความโง่ของอะไร ไม่รู้จักความโง่เพราะไม่รู้ธรรมชาติ เพราะไม่รู้กฎของธรรมชาติ เพราะหลงใหลเหยื่อของกิเลส ต้องการจะครองโลกเพื่อจะได้เหยื่อของกิเลสมาก ไม่รู้ว่านั่นเป็นธรรมชาติ เหยื่อของกิเลสก็เป็นธรรมชาติ ไม่รู้จักพระเป็นเจ้า  ที่ไม่ต้องการให้คนทำสงครามกัน ไม่รู้จักมันไม่เชื่อฟัง มันก็ยังทำสงครามกัน พยายามที่จะทำสงครามกัน เพราะมันไม่รู้กฎของธรรมชาตินั่น คือพระเจ้าน่ะ พระเจ้าที่จะมา ที่จะเอามานับถือแล้วปฏิบัติตามน่ะ มันคือกฎของธรรมชาติ ศาสนาอื่นก็มีคำว่าพระเจ้า พุทธศาสนาเรามีคำว่ากฎของธรรมชาติ เป็นพระเจ้า ถ้าเรารู้จักกฎของธรรมชาติ ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วจะไม่เกิดอะไรกระทบกระทั่งนั่น เราจะมีพระเจ้าที่แท้จริงคือกฎของธรรมชาติ มาปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว ก้ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน

ปัญหามันเกิดขึ้นทั้งทางส่วนตัว และทางสังคม สังคมคือรบราฆ่าฟันกันเบียดเบียนกัน เป็นปัญหาฝ่ายสังคม ปัญหาส่วนตัวก็เช่นที่ว่า มันเป็นทุกข์ ส่วนบุคคลมันนอนไม่หลับ มันเป็นโรคประสาท มันเป็นโรคจิต อย่างนี้เรียกว่าปัญหาส่วนตัว ทางวัตถุก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ทางร่างกายก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ทางจิตก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ทางวิญญาณก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง มันก็มีความทุกข์ เนี่ยะ แก้ปัญหานี้ไม่ได้ ถ้ารู้จักธรรมชาติ ไม่หลงธรรมชาติ ไม่หลงที่จะสำหรับรัก ไม่หลงสำหกรับที่จะโกรธ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ปกติอยู่ได้ มันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาในส่วนตัว คือนอนหลับสนิทไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไม่ต้องเป็นโรคจิต ส่วนสังคมก็ไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน เดี๋ยวนี้ เอ่อ ในสิ่งที่จะเป็นเหยื่อของกิเลส ฉลาดที่สุดในการพัฒนาวัตถุให้เป็นเหยื่อของกิเลส แล้วก็มาแย่งชิงกัน อิจฉาริษยากัน หก็ได้รบราฆ่าฟันกันจนมีวิกฤตการณ์อันถาวร แทนที่จะมีสันติภาพอันถาวร กลับมีวิกฤตการณ์อันถาวร โลกเรากำลังมีวิกฤตการณ์ถาวร มีความเลวร้ายสืบต่อกันไม่ขาดสาย เรียกว่ามันมีวิกฤตการณ์อันถาวร ไปดูเองเถอะ

เวลาไม่พอ ฝนจะตกแล้ว ที่เราไม่มีสันติภาพ อันถาวร เพราะไม่รู้จักบังคับจิตใจตัวเอง ไม่รู้จักดำเนินจิตใจของตัวเอง ให้มันเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นทางออกของมันก็คือ มามาทำความเข้าใจในธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง นับแต่ต้นตออันลึกที่สุด ที่เป็นต้นเหตุแห่งความยึดถือ ว่าตัวตนว่าของตน ว่าอาหารที่เราจะกินนี่ก็ ธรรมชาติ คนที่จะกินนี่ก็ธรรมชาติ เสื้อผ้าที่นุ่งห่มก็ธรรมชาติ คนที่นุ่งห่มเสื้อผ้าก็ธรรมชาติ เรื่องที่อยู่ที่อาศั้ย ใช้สอยหรือบำบัดโรคภัยไข้เจ็บก็เหมือนกัน มันเป็นธรรมชาติทั้ง ๒ ฝ่าย นี่ก็จะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน แล้วจะไม่เห็นแก่ตน เมื่อไม่เห็นแก่ตน มันก็ทำอันตรายใครไม่ได้ แล้วไม่ทำอันตรายตัวเองด้วย

ความสำคัญว่าตัวตนทำให้เกิดกิเลส แล้วทำลายตัวเองร้อนไปด้วยโลภะโทสะโมหะ นี่เรียกว่าทำลายตน แล้วก็ทำลายผู้อื่น เบียนดเบียนผู้อื่นแย่งชิงผู้อื่น การอิจฉาริษยาผู้อื่นนี่ก็ทำลายผู้อื่น เพราะว่าเขาไม่รู้จักธรรมชาติ ในทุกแง่ทุกมุมอย่างถูกต้อง เราก็ออกมาเสียจากปัญหาเหล้านั้น คือวิกฤตการณ์ทั้งหลายในโลก โดยมารู้จักไอ้ธรรมชาติ ว่าเป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ โดยความเป็นตัวตนไม่ต้องยึดถือ โดยความเป็นตัวตน มีความรู้ทางธรรมชาติที่เรียกว่าธรรมะ มีธรรมะคือความรู้ ของธรรมชาติอย่างเพียงพอ อยู่เหนืออิทธิพลของธรรมชาติ ธรรมชาติจะบังคับให้เราทุกข์เราก็ไม่เป็นทุกข์ เช่นเราจะต้องเกิดต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายตามธรรมชาติ เราก็หัวเราะเยาะ พระอริยเจ้า หัวเราะเยาะความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย เหมือนกับไม่มีไม่รู้ธรรมชาติถึงขนาดนี้ ไอ้ทุกข์ตามธรรมชาติแท้ๆ มันก็ไม่มีที่จะไปหลงเอามาสร้างเป็นของรักของพอใจ ยึดถือหวงแหน มันก็ไม่มี ถ้ามีก็เอามาใช้อย่างธรรมดาๆ เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก ความสะดวกตามธรรมดาๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นถึงกับจะต้องเป็นทุกข์ จะเป็นบุตรภรรยาสามี สิ่งใดๆก็ตาม กลายเป็นเครื่องอุปกรณ์แก่กันและกันสำหรับอยู่เป็นยผาสุก หรือเพื่อศึกษาธรรมชาติให้ยิ่งๆขึ้นไป นี่ใครเป็นอย่างนี้บ้างก็ลองคิดดู

ใครมีลูกมีเมียมีภรรยามีสามีมีอะไรๆ ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย เพื่อการศึกษาให้รู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร นี่ใครมีอย่างนี้ หรือว่าใครมีอย่างนี้เพื่อความเอร็ดอร่อยพอใจทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ  อะไรของตน เนี่ยะ ใครเป็นอย่างนี้ ใครมีอย่างนี้ มันต่างกันมาก ฉะนั้นอย่าลืมว่ามันเป็นธรรมชาติ อะไรที่รอบตัวเราแล้วจะมาถือว่าเป็นของเรา นี่มันเป็นสักแต่ว่าธณรมชาติ เราว่าเอาเองว่าของเรา เรายึดถือเอาเองว่าของเรา ตามธรรมดามันเป็นไม่ได้ อ่า ต่อให้เป็นบุตรภรรยาสามีทรัพย์สมบัติเงินทองอะไรก็ตาม ที่มีอยู่ว่าว่าของเรานั่นแหละ มันเป็นไม่ได้ ว่าเอาเองทั้งนั้น หยุดว่าเอาเองเสียทีสิ หยุดหลงว่าอย่างนั้นเสียทีจะนอนหลับ จะไม่เป็นโรคประสาท จะไม่เป็นโรคจิต เหมือนที่กำลังเป็นกันมากขึ้นทุกที ยานอนหลับนี่คงจะเป็นตันๆละมั้ง ที่ต้องซื้อมาขายให้พอแก่คนทั้งประเทศ ยาแก้ปวดหัวขอเหมือนกันแหละ ต้องมีเป็นตันๆนี่ถึงจะพอแก่คนทั้งประเทศปวดหัว ถ้าทั้งโลกแล้วก็คงจะหลายร้อยหลายพันตัน เพียงแต่ยาแก้ปวดหัวยาแก้นอนไม่หลับอย่างเดียว

ทีนี้มันมีโรคจิตในประเทศไทยนี้ ว่าตั้งเป็นหมื่นๆคน มีโรคประสาทเป็นแสนๆคน ได้ยินหมอเค้าว่าอย่างนั้น นี่เพราะมันไม่รู้จักธรรมชาติ มันไปยึดถือเอามาวิตกกังวล จนนอนไม่หลับ จนปวดหัวจนเป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต ทรมานตัวด้วยอำนาจของกิเลส แล้วทีนี้ไปเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อนเป็นทุกข์อีก เพราะว่ามันหลงใหลในสิ่งที่จะบำรุงบำเรอตัว ไม่มองเป็นของธรรมชาติ มารู้จักธรรมชาติกันซะอย่างนี้ แล้วมนุษย์ก็จะหมดปัญหา อ่า คือจะไม่ทำตัวให้เป็นทุกข์เดือดร้อน เหมือนกับจมอยู่ในนรก แล้วก็ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้พลอดเดือดร้อนไปด้วย ปัญหาทางสังคมก็ไม่มี ปัญหาส่วนตัวก็ไม่มี ปัญหาจากธรรมชาติแท้ๆก็ไม่มี เช่นว่าฝนมันจะไม่ตกเลย เราก็ไม่เป็นทุกข์ ฝนมันตกมากเกินไปเราก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะรู้จักปรับจิตใจให้เข้ากับธรรมชาติ ว่ามันเป็นอย่างนี้เอง กระทั่งว่าเราไม่มีข้าวจะกินจริงๆ จะต้องตายก็ไม่เป็นทุกข์ นี่เรียกว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับเป็นปัญหา

ธรรมะอย่างนี้เข้ามาแล้ว หรือความรู้เรื่องธรรมชาติอย่างนี้เข้ามาแล้ว คนมันหมดปัญหา ไม่มีความทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ไม่ได้ ฟังดูแล้วก็แปลกว่า มันทุกข์ไม่ได้ มันทุกข์ไม่เป็น มันทุกข์กับเขาไม่เป็น คนอื่นเขาจะทุกข์กันอย่างไร คนนี้มันทุกข์ไม่เป็น เพราะมันรู้จักธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งก็ไม่  เรื่องต่างๆทั้งหลายจนกระทั่งเรื่องพระนิพพานเป็นที่สุด มันรู้ดีมันเข้าใจดี ไม่ยึดมั่นสิ่งใดเป็นตัวตนของตน ไม่เกิดกิเลสสำหรับตัวเองเป็นทุกข์ ไม่เกิดกิเลสสำหรับเบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์ แล้วก็มีความรู้อยู่เหนือปัญหา เหนืออิทธิพลของธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ธรรมชาติให้เกิดให้แก่ให้เจ็บให้ตาย เราก็มีความรู้อยู่เหนือการบีบคั้นของธรรมชาตินั้นๆ นี่เรียกว่าหมดปัญหา รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา

ถ้าใครยังมีความทุกข์เหลืออยู่ โดยประการใดที่เหลืออยู่ เข้าโรงเรียนเข้ามหาวิทยาลัย บรมมหาวิทยาลัยถ้ามันมี มันก็ยังดับทุกข์ไม่ได้ มันก็ยังไม่หมดปัญหา มาลองคิดกันเสียใหม่ เอ่อ มาเรียนกับธรรมชาติ มาเข้ามหาวิทยาลัยของธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในตัวเรา รู้จักธรรมชาติทั้งหลายถูกต้องตามที่เป็นจริง และจิตมันก็ปล่อยวางจากความยึดถือ จิตมันก็ว่างจากความยึดถือ มันก็ไม่มีปัญหา เพราะมันวางหมดมันว่างหมด มันจะมีปัญหาอะไรอ่ะ มันไม่มีปัญหา เดี๋ยวนี้จะมีปัญหาอีก ก็เป็นก็มีไปสิ ก็จะได้ทุกข์ทรมานไป อยากมีปัญหาก็มีไปสิ อ้าวบ้านเรือนไม่สะอาด นั่นนี่ไม่มี ไม่มีอะไรจะกิน อยากมีปัญหาก็มีไป แต่ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเอง แล้วค่อยทำไปค่อยแก้ไขไปโดยไม่ต้องให้มันเป็นทุกข์ มันก็ไม่มีปัญหา

อาตมามองดูไก่แล้วก็ละอาย ไก่ไม่มีปัญหา ใครๆก็เคยมีไก่เคยเห็นไก่ก็ดูไก่กันซะบ้าง ว่าไก่ไม่มีปัญหาว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร แต่มนุษย์มีปัญหาว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร แล้วมะรืนนี้จะกินอะไร  หรือว่ามีปัญหาเรื่อยไปทั้งเดือนทั้งปี ไอ้ไก่นี้ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้จะกินอะไรไม่มีปัญหาด้วย หรือว่าตอนเช้าตอนเย็นจะกินอะไรก็ไม่มีปัญหา ปัญหา หิวก็หากินอิ่มแล้วก็นอน เมื่อหาเมื่อหากินก็ไม่มีความงุ่นง่านเหมือนกับคนหากิน ไอ้คนหากินความรู้สึกงุ่นง่าน โกรธเคืองเป็นทุกข์คับแค้น ถ้าเผอิญได้กำไรดีได้สะดวกดี หากินสะดวกดี ก็เป็นบ้าเป็นหลังไปด้วยเรื่องได้ สัตว์ไม่เป็น ไม่มีปัญหา จึงไม่เห็นไก่เนี่ยะ ไม่เคยปวดหัวไม่เคยนอนไม่หลับ ไก่ตัวไหนเป็นโรคประสาทเป็นโรคจิต ก็ไม่มีไม่เคยเห็นเลย มันไม่มียาปวดหัวยานอนหลับสำหรับสัตว์เหล่านี้ไม่มีสักเม็ดนึง ส่วนมนุษย์ต้องมียาเหล่านี้เป็นตันๆ หลายร้อยตันกินกันทั้งโลก ตลอดเวลา เพราะว่ามันปวดหัวมันนอนไม่หลับ เพราะมันทำผิดเกี่ยวกับธรรมชาติ

เอาละ ฝนก็คือธรรมชาติ มันจะมาแล้ว มันมาขัดคอธรรมชาติ ที่เราจะพูดกันมันต้องยุติกันที แม้เคยพูดมากกว่านี้ วันนี้มันพูดไปไม่ได้แล้ว มันต้องรู้จักธรรมชาติ มันต้องคล้อยกับธรรมชาติ ต้องสมคล้อยกันกับธรรมชาติแล้ว เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ ใครเป็นทุกข์มันก็โง่เอง จะโทษใครอ่ะ มันไปเป็นทุกข์ มันก็โง่เอง ฝนจะตกลงมาก็ตกมาสิ ฉันไม่รู้ไม่ชี้ ยังพูดอยู่ได้ก็พูดไป ยังอยู่ไม่ได้ก็ต้องไป ไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่ถ้าว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด มนุษย์ก็หมดปัญหา

การบรรยายในวันนี้เฉพาะวันนี้ เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ไม่ควรจะพูดให้มากไปกว่านี้แล้ว จึงขอยุตอิการบรรยายไว้ ให้พระคุณเจ้าท่านสวดบทพระธรรมคณะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจให้ท่านทั้งหลาย มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรม และมีกำลังใจที่จะปฏิบัติพระธรรม เอาชนะธรรมชาติให้ได้สืบต่อไปในกาลบัดนี้.   

  https://youtu.be/lacRNdHLvgk?si=2vOdDUIYf_QsBIVe

              

                                    

 

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พุทธทาสภิกขุ -สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต (ฉบับย่อ)

 พุทธทาสภิกขุ -สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต (ฉบับย่อ)

          https://youtu.be/MZeQG-svwsw?si=1xy00XEK-yKkmnIp

          ...รู้จักไอ้ตัวโครงร่างทั้งหมด ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือชีวิตในร่างกายนี้

          ในชั้นแรกนี้จะต้องนึกถึงพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า บุรุษนี้ ประกอบไปด้วยธาตุ ๖ นี้เป็นหลักอันแรก ที่จะต้องกำหนดไว้ ตราไว้ก่อนเป็นต้น เข้าใจว่าทุกคนหรือหลายคนคงจะเคยได้ยิน คำนี้มาแล้ว ว่าบุรุษนี้ ประกอบไปด้วยธาตุ ๖ ทีนี้ ธาตุ ๖ อะไรบ้าง? บางคนก็รู้ บางคนก็ยังไม่รู้ ที่ยังไม่รู้ก็รู้เสีย ธาตุ ๖ นั่นคือ ดินน้ำลมไฟ แล้วก็อากาศ แล้วก็วิญญาณ

ธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟนี่ก็เรียกว่าเป็น ธาตุฝ่ายวัตถุ ฝ่ายรูปธาตุ ทีนี้วิญญาณนั้นเป็นฝ่ายนามธรรม คือไม่ใช่รูป ส่วนอากาศธาตุหมายถึงที่ว่าง เนี่ย มันก็ไม่ควรจะเรียกว่ารูป หรือมิใช่รูป เรียกมันว่าอากาศก็แล้วกัน ดูให้เห็นว่าในร่างกายยาววาหนึ่งนี้ มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟ อยู่อย่างไร และมีธาตุอากาศอย่างไร ธาตุวิญญาณอย่างไร ร่างกายของเราประกอบไปด้วยธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม นี้มันเป็นส่วนที่เป็นเนื้อหนังร่างกาย เลือด อ่า ที่เป็นส่วนร่างกาย ประกหอบอยู่ด้วยร่างกาย ด้วยเนื้อด้วยเลือด

ทีนี้ วิญญาณ นั้นนเนื้อหนังรงกย มันก็เป็นเรื่องของ ธาตุ อีก ธาตุหนึ่งที่รู้สึกอะไรได้ นี้เป็นธาตุที่ค่อนข้างจะลึกซึ้ง เดี๋ยวก็ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ ทีนี้ธาตุอากาศนั้นเป็นที่ว่าง หมายถึงที่ว่างสำหรับสิ่งอื่นตั้งอยู่ หมายความว่าธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม มันต้องตั้งอยู่บนที่ว่าง หรือในที่ว่าง ถ้าไม่มีที่ว่าง มันก็ไม่รู้จะไปตั้งอยู่ที่ไหน ดังนั้นต้องมีที่ว่างให้ตั้ง จึงตั้งอยู่ได้ ทีนี้มันตั้งอยู่ได้เป็นดินน้ำลมไฟ มันประชุมกุมกันเข้า ทำให้เกิดสิ่งที่จะเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิญญาณ วิญญาณจึงทำหน้าที่ในร่างกายนี้ได้ เราจะต้องดูไปตามลำดับ

ธาตุดิน หมายถึงสิ่งที่มีคุณสมบัติกินเนื้อที่ คือมันแข็ง เนี่ย คุณสมบัติที่มันมี การกินเนื้อที่ หรือทำให้เกิกดความรู้สึกว่าแข็งเป็นก้อนขึ้นมา นี่เรียกว่าธาตุดิน เห็นได้ง่ายที่ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นต้น นี่เป็นธาตุดิน

ทีนี้ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติที่มันเหลวไหลได้ แต่เกาะกุม คือจับกุมอยู่เสมอ การที่อะไรไม่กระจัดกระจายออกไปนี่ก็เพราะ มีธาตุธาตุหนึ่ง อ่า มีหน้าที่ทำการเกาะกุม น้ำนี้มันเกาะกุมตัวเองกันเป็นน้ำ คุณสมบัติที่เกาะกุมตัวเองนั่นแหละ เป็น เอ่อ ความหมายของคำว่าธาตุน้ำ มันไหลได้ มันเปลี่ยนรูปได้ มันไม่ยอมสลัดจากกัน มันก็ไหลไปด้วยกัน เพราะการเกาะกุม เพ่งดูเฉพาะคุณสมบัติที่เป็นการเกาะกุมนี้ เรียกว่าธาตุน้ำ ในร่างกายเรานี้ เห็นได้ว่าเลือด อ่า น้ำเหลือง น้ำตาน้ำหนองอะไรก็ตามที่มันเป็นของเหลว แต่ให้เพ่งดูเฉพาะ ที่มันมีลักษณะเกาะกุมหรือเหลว ไหลได้

ทีนี้ธาตุลม ก็สิ่งที่มีคุณสมบัติระเหยหรือขยายตัว คือพวกแก๊สทั้งหลาย อืม ลมนั้นไม่ใช่ที่ว่าง ลมมันเข้ามาอยู่ในในที่ว่าง มีสิ่งที่เรียกว่าลม เป็นธาตุลมอยู่ มันขยายตัว อ่า มันก็เลยพัดไปได้ เดี๋ยวนี้เราเรียกสับสนกันกับคำว่าอากาศ เรามักจะเรียกไอ้สิ่งนี้ ว่า อากาศ เสีย อย่าเอาไปปนกันให้ยุ่ง ธาตุลมนั่นไม่ใช่อากาศ ธาตุลมก็เป็นธาตุหนึ่งที่มีคุณสมบัติ ระเหยขยายตัว

ทีนี้มาถึงธาตุไฟ ก็คือธาตุที่มีคุณสมบัติ เผาไหม้ คือมันมีอุณหภูมิ มีความร้อน แล้วมันก็มีการเผาไหม้ สิ่งใดมีการเผาไหม้ก็มีคุณสมบัติของ ธาตุไฟ อ่า ทีนี้เราก็ดูสิว่าในร่างกายเราเนี่ยะ มันมีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม อย่างไร

เนื้อของเราสดๆปาดเอามาสักก้อนหนึ่ง เราก็จะพบว่า ส่วนที่มันเป็น เส้นใยแข็งน่ะ มันเป็นธาตุดิน ที่ในเนื้อในก้อนเนื้อนั้นก็มีส่วนที่เป็นน้ำ นั่นก็เป็นธาตุน้ำ ในก้อนเนื้อชิ้นนี้ก็มีส่วนที่ระเหยได้ ขยายตัวได้เนี่ยะ เป็นแก๊สเนี่ยะ คือเป็นธาตุลม แล้วในเนื้อที่ยังเป็นๆอยู่เนี่ย มันมีอุณหภูมิมีความร้อนจึงเรียกว่าเป็นธาตุไฟ

นี่ต้องเอากะนที่คุณสมบัติ อย่าเอาง่ายๆเพียงไอ้ปรากฏการณ์ หยาบ ว่าเนื้อแล้วก็เป็นธาตุดิน เลือดแล้วก็เป็นธาตุน้ำ อย่างนี้มันไม่ถูก ถ้าจะพูดให้ถูก อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องที่คุณสมบัติของมัน คุณสมบัติแข็งกินเนื้อที่ก็เป็นธาตุดิน คุณสมบัติเหลว ไหลได้ เกาะตัวกันเกาะกุมกันอยู่เสมอ ก็เรียกว่าธาตุน้ำ ระเหยได้ขยายตัวได้ก็เป็นธาตุลม เผาไหม้ได้ก็เป็นธาตุไฟ

เมื่อเราจะเอาเลือดมา สักชามหนึ่ง แล้วมาพิจารณาดู ก็จะพบว่าในเลือดนั้นน่ะก็มีธาตุดิน คือส่วนที่จะจับตัวกันแข็งเป็นของแข็ง นั่นน่ะ ส่วนนั้นมันเป็นธาตุดิน ส่วนหนึ่งก็เป็นธาตุน้ำ ที่รองรับธาตุดินนั้นอยู่ ในเลือดนั้นมันมีส่วนที่เป็นน้ำ ใส แล้วก็มีเยื่อเนื้อ เป็นตัวเลือด แล้วก็มันมีการระเหย อ่า ขยายตัวซึ่งเป็นธาตุลม แล้วในเลือดชามนั้นมันก็มีอุณหภูมิคือความร้อน ซึ่งเป็นธาตุไฟ

บางทีเราจะดูว่า แม้แต่กระดูกชิ้นหนึ่ง ไอ้ส่วนที่เป็นน้ำมันก็มีอยู่ในกระดูกนั้นน่ะ แต่มันน้อย ส่วนที่เป็นเนื้อแข็งมันมีมาก ส่วนทมี่เป็นแก๊สระเหยได้ในกระดูก ซึ่งเป็นธาตุลมนั้นมันก็มี แล้วกระดูกที่มันของคนเป็นๆ อุณหภูมิเพราะมันมีธาตุไฟ อยู่ในกระดูก อ่า ถ้าพูดกันอย่างละเอียดแล้ว ในก็มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมแทรกไปอยู่ในที่ ในทุกๆส่วน ถ้าจะพูดกันง่ายๆ อย่างภาษาง่ายๆก็ชี้ไปที่ว่าเนื้อ เป็นธาตุเนื้อ กระดูกเป็นธาตุดิน เลือดหนองนี่เป็นธาตุน้ำ หรือว่าลมหายใจเป็นธาตุลม หรือว่า อ่า ความร้อน อ่า ไฟ ย่อยอาหารเป็นต้น นี้เป็นธาตุไฟ แล้วก็ถูกเหมือนกันเมื่อพูดกันหยาบๆ

แต่ถ้าพูดกันให้ละเอียดแล้ว มันก็มีเล็งถึงคุณสมบัติ นี่เรารู้กันเสียทีว่าในกายที่ยาวสักวาหนึ่งนี่ มีดินน้ำลมไฟ  ๔ ธาตุ เรื่องร่างกาย ผสมกันรูปนั้นเป็นเนื้อเป็นผมขนเล็บฟันหนัง ผสมกันในรูปนี้ เป็นเลือดเป็นน้ำมูกน้ำลายหนอง ผสมกันรูปนู้น ก็กลายเป็น อ่า ...อากาศ เป็นการ เป็นลมหายใจ ผสมกันอย่างนั้นอย่างนี้ กลายเป็นธาตุไฟ ที่มีความอบอุ่นอยู่ในร่างกาย ดินน้ำลมไฟผสมกันได้ทุกรูปแบบไปอยู่ในรูปแบบที่ต่างๆกัน มองดูให้ดีให้เข้าใจ ดเรื่องดินน้ำลมไฟที่มีอยู่ในร่างกาย ในนี้ก่อน

แล้วทีนี้ก็เลยออกไปถึงอีก ๒ ธาตุ คืออากาศธาตุ กับวิญญาณธาตุ อยากจะพูดถึงวิญญาณธาตุก่อน นี้มันแปลกมันตรงกันข้ามกับ เอ่อ รูปธาตุ มันไม่เหมือนกับดินน้ำลมไฟ มันเป็นธาตุอะไร ก็ยากที่จะเรียก ท่านจึงเรียกว่าวิญญาณธาตุ แปลว่า ธาตุสำหรับจะรู้สึกรู้แจ้ง วิญญาณธาตุแปลว่า ธาตุสำหรับจะทำความรู้สึก เนี่ย อันนี้มันจะเป็นจิตใจ นี้มันเป็น ๕ ธาตุขึ้นมาแล้ว

ทีนี้ทั้ง ๕ ธาตุเนี่ยะ มันอาศัยอยู่ในที่ว่าง ธาตุว่างนั้นน่ะคืออากาศธาตุ ฉะนั้นดูให้เห็น ธาตุทั้ง ๖ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าดูหยาบๆจะๆไม่เห็นไอ้ธาตุว่าง ไอ้ดินน้ำลมไฟที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายนี่ ให้ร่างกายนี้เป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณเนี่ยะ อ่า ทั้งร่างกายและวิญญาณ วิญญาณธาตุน่ะ มันอยู่บนที่ว่าง ไอ้เรื่องที่ว่างนี้ ทำให้เกิดปัญหาเถียงกันยุ่งยาก ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเอาสิ่งที่มีอยู่นั่นออกเสีย มันก็เหลือที่ว่าง เอาธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมออกไปเสีย มันจะเหลือที่ว่าง อันนั้นก็เป็นธาตุอันหนึ่ง พวกฝรั่งเค้าชอบเรียกไอ้ธาตุว่างนี้ว่า อีเธอร์(ether) จะถูกหรือๆไม่ถูกก็ไม่ทราบ แต่พวกฝรั่งเค้าแปลกันอย่างนั้น เค้แต่เค้าเล็งถึงข้อที่ว่า ไอ้อีเธอร์นั้นน่ะ าเรียกกันอย่างนั้น ถ้าอีเธอร์เป็นตัวเป็นตน อะไรอีก ก็ไม่ใช่ธาตุว่าง  แต่เค้าเล็งถึงข้อที่ว่าไอ้อีเธอร์นั้นน่ะ เป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง ถ้าถามว่าโลกทั้งหมดนี้ตั้งอยู่อยู่บนอะไร เค้าบอกว่าตั้งอยู่บนอีเธอร์ ถ้าถามพวกเราว่าโลกทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนอะไรเราก็ตอบว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง สากลโลกทุกโลกนี่ ตั้งอยู่บนอะไร? เราตอบเขาว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง หรืออวกาศ แต่พวกฝรั่งเค้าแปลคำนี้ว่าอีเธอร์ จึงมักจะพูดว่า ไอ้โลกนี้มันตั้งอยู่บนสิ่งทมี่เรียกว่าอีเธอร์

เราจะไม่มาทะเลาะกัน ในส่วนนี้ เราจะพูดให้มันไปกันได้ว่า ไอ้โลกนี้หรือว่าธาตุทั้งหลายที่เป็นวัตถุนี่ มันต้องตั้งอยู่บนอะไรสักอย่างหนึ่งแหละ เราสมัครจะพูดว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง หรือบนความว่าง ทุกอย่างมันตั้งอยู่บนที่ว่าง แม้วัตถุสิ่งของชิ้นหนึ่งๆเนี่ยะ มันต้องมีที่ว่างให้มันตั้ง ไม่มีที่ว่างให้มันตั้ง ก็ตั้งไม่ได้ ไอ้ที่ว่างเนี่ยะมีความหมายมาก ไปทางภาษาคนภาษาธรรม มีความหมายเข้าใจยาก ค่อยๆศึกษากันต่อไป เดี๋ยวนี้พูดเป็นเรื่อง วัตถุ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุ มันต้องเป็นที่ว่างมันจึงจะมีอะไรวางลงไปได้ ถ้ามันมีอะไรอยู่ก่อนแล้ว มันก็วางลงไม่ได้

หรือว่าเราจะไปอยู่ในบ้านในเรือนน่ะ ห้องนั้นมันก็ต้องว่าง เราจึงจะเขไปอยู่ได้ ก็จะเอาน้ำใส่ลงไปในขวด ขวดนั้นมันต้องว่าง น้ำมันจึงจะลงไปได้ ที่นี้ดเราทำไมทำไมจึงไม่มอง ว่า ทุกสิ่งมันต้องตั้งอยู่บนที่ว่างหรือบนความว่าง ในที่นี้ก็ให้มองไปในทางที่ว่า ดินน้ำลมไฟ ๔ ธาตุที่ประกอบเป็นร่างกายเรามันต้องตั้งอยู่บนที่ว่างหรือความว่าง ที่เรียกในที่นี้ว่าอากาศธาตุ

เมื่อมีที่ว่างให้ตั้ง ดินน้ำลมไฟมันก็ตั้ง เมื อดินน้ำลมไฟมันก็ตั้งแล้ว มันก็ปรุงกันเข้าประชุมกุมกันเข้า ปรุงกันเข้า อ่า เพื่อให้เป็นรูปกายนี่ เพื่อให้มันเป็นรูปกาย เมื่อมันเป็นรูปกาย สูงขึ้นถึงเป็นระบบประสาท ...

https://youtu.be/MZeQG-svwsw?si=YZBmEp74832kCMQw

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) - วัฒนธรรมดี คนมีคุณธรรม (๒)

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) - วัฒนธรรมดี คนมีคุณธรรม (๒)

          https://youtu.be/BpHc_aUBC48?si=nmtgO52QXSkZsDNS

(ต่อ ๒)

ทีนี้ถ้ากินตามความต้องการของบุคคลนี่ไปอีกเรื่องนึงเลย บุคคลนี้ต้องการฐานะความโก้เก๋ อยากจะไปกินเหลานั้นภัตตาคารนี้น่ะ จะได้โก้ กินมื้อล่ะหมื่นมื้อละแสน เสร็จแล้วกินแล้ว ไอ้เจ้าความต้องการของชีวิตกับความต้องการของบุคคลมันขัดกัน บางคนกินตั้งหมื่นนั้น มันสนองความต้องการของบุคคลได้ แต่กลายเป็นไปทำลายขัดขวางความต้องการของชีวิต กินหมื่นบาทปรากฏว่าทำลายสุขภาพซะ แล้วไอ้ตัวไหน เป็นตัวความต้องการที่แท้? เราก็ตอบได้เลย ความต้องการของชีวิตสิ อ้าว แล้วทำไมคนโง่หรือฉลาดที่ไปกินสนองความต้องการของบุคคล มันก็ชัดๆอยู่แล้ว อันเนี้ยะ แค่นี้คนก็ไม่คิด ก็เป็นเรื่องง่ายๆ การศึกษาก็ต้องให้รู้ก่อน

เพราะฉะนั้นพุทธศาสนาก็สอนเริ่มต้นที่การกินอยู่ พอเกิดมาเราชีวิตต้องหาทางเป็นอยู่ให้ได้ ท่านเรียกว่าต้องสิกขาทันที  พอสิกขาก็ต้องขวนขวายในพฤติกรรมในการรับรู้ด้วยผัสสะ เพื่อหาความรู้มา เพื่อจะให้รู้อะไรเป็นอะไร แล้วจะได้มาอย่างไร  แล้วก็จิตใจมีความต้องการไปตามที่ปัญญามันบอก ถ้าปัญญามันบอกว่าเรากินเพื่อสนองความต้องการของชีวิตน่ะ ไอ้จิตใจมันก็จะเกิดสนองความต้องการนั้น เกิดความต้องการอาหารที่มีคุณภาพ พอจิตใจต้องการอาหารที่มีคุณภาพ พอกินสนองความต้องการของชีวิตให้มีสุขภาพดี ไอ้จิตใจเป็นสุข เพราะมันได้รับการสนองความต้องการ แต่ถ้าเจ้าคนนั้นต้องการกินเพื่อสนองความต้องการของบุคคล ต้องการกินเพื่ออร่อยต้องการแสดงฐานะโก้หรูหรา ไอ้เจ้าความกินอาหารที่มีคุณภาพมันไม่เป็นสุขมันเป็นทุกข์ มันเกิดเป็นทุกข์เพราะอาหารมันไม่โก้ ทั้ง ๆที่อาหารให้คุณภาพแสนดี ใช่มั้ย? เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา แล้วก็ไปกินอาหารที่สนองความต้องการของบุคคลโก้หรู แต่เป็นโทษกับร่างกายต่อชีวิต เนี่ยะ แค่นี้คนก็ไม่รู้ แยกไม่ได้ระหว่างชีวิตกับบุคคล ฉะนั้น ต้องแยกใหได้ก่อน นี้คือตัวเรา การที่จะเสริมสร้างคุณธรรมในตัวคน มันก็ต้องรู้จักคนรู้จักชีวิตก่อน

อันนี้คุณธรรมที่มันจะเจริญก้าวหน้าพัฒนา มันต้องไปด้วยกันทั้ง ๓ ด้าน นี่พุทธศาสนาไม่เคยสอนนั้น ให้พัฒนาสร้างเสริมคุณธรรมต่างหาก เป็นเรื่องต่างหาก ไม่มี พุทธศาสนาสอนสร้างเสริมคุณธรรม โดยรวมอยู่ในกระบวนการของเจ้า ๓ ตัวเนี๊ยะ ๓ ด้านของชีวิต เราเรียกว่า ถ้าเราจะใช้คำว่า เสริมสร้างคุณธรรม เราต้องบอกว่าขบวนการสร้างเสริมคุณธรรม ที่ประสานกับการดำเนินชีวิตทั้ง ๓ ด้านอ่ะนะ คือมันต้องไปด้วยกัน ระบบการดำเนินชีวิตของเรามี ๓ ด้านเนี่ยะ ด้านติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอก ด้านจิตใจที่ออกมาทางเจตจำนง ที่มาต่อกับพฤติกรรมเป็นต้นนี้ แล้วก็ด้านปัญญา รู้เข้าใจ มันจะเป็นตัวที่คุมแล้วก็ปรับแก้อะไรต่ออะไรเป็นต้น ให้เจ้า ๒ ตัวแรกนี่ ก้าวหน้าไปด้วยดี อันนี้ แล้วมันก็อาศัยเจ้า ๒ ตัวแรกกด้วยในการที่พัฒนาตัวมัน ฉะนั้นพอได้แอย่างนี้แล้วมันจะไปด้วยกัน ไอ้เจ้าปัญญามันก็ไปถูกที่ด้วย ปัญญาแบบนี้มันบอก ถูกต้องเลย เช่นเรากินเพื่ออะไร? เรากินเพื่อสนองความต้องการชีวิต เพราะฉะนั้นจะกินให้ชีวิตดีให้ร่างกายแข็งแรงทำไง? อ่า ก็ต้องดูว่าร่างกายต้องการอะไรบ้าง การกินอาหารประเภทไหน อ่า เราต้องการกินเท่าไร? กินให้พอดี ใชบ่มั้ย? อย่างนี้ท่านเรียกว่า รู้จักประมาณในการบริโภค คือการบริโภคด้วยปัญญา

แค่นี้แหละ เพราะฉะนั้นเราจะซื้อรถยนต์เราจะซื้ออะไรๆไว้ ของใช้ ก็ต้องถามก่อนว่าเอ๊ะ ไอ้คุณค่าความหมายที่แท้ ประโยชน์ของมัน คืออยู่ที่ไหน? วัตถุประสงค์ที่แท้จริงในการซื้อคืออะไร? ให้ได้อันนี้ก่อนส่วนนอกนั้นเป็นยคุณค่าทางสังคม เค้าเรียกว่าคุณค่าเทียม คือมนุษย์ไปปั้นแต่งเสริมเข้าไป เป็นโก้เป็นเก๋อะไรต่ออะไรเป็นต้น ซึ่งไม่มีจริง อันนี้แล้วแต่ค่านิยม แล้วก็ เราเลยรู้ทัน เราก็ให้ได้สนองความต้องการของชีวิต ที่เป็นคุณค่าแท้ก่อนคุณค่าทางสังคม ที่เทียมเสริมก็เป็นส่วนรองลงไป ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เป็นไร พอให้อยู่อย่างรู้เท่าทัน อยู่กับเขาได้ในโลกนี้ แล้วอยู่อย่างปัญญา มีปัญญารู้เท่าทัน มันก็มั่นใจในตัวเอง ใช่มั้ย? ไม่อยู่อย่างโง่ๆ ถ้าอยู่อย่างโมหะ มันก็ไปเที่ยวหลงไม่เข้าเรื่อง ภูมิใจโก้ในสิ่งที่มันไม่มีสาระ เพราะฉะนั้นถ้าเรามีปัญญาซะถูกต้อง มันก็แก้ปัญหาไปได้

เพราะฉะนั้น เด็กสมัยนี้มันก็เป็นปัญหาตั้งแต่แรกเนี่ยะ ตั้งแต่ในบ้านก็ไม่เคยพิจารณาว่า กินเพื่ออะไรเป็นต้น ไม่ได้กินด้วยความรู้ ไม่ได้กินด้วยปัญญา มันก็กินด้วยตัณหา กินเพื่อเสพรสอาหารกินเพื่อเอร็ดอร่อย กินอาหารที่เสริมแต่งกลิ่นสีรส ทำให้เป็นพิษเป็นภัยต่อสุขภาพ กินแล้วกลับได้ผลตรงกันข้าม  แทนที่สนองความต้องการของชีวิต กลายเป็นทำลายชีวิตไป อะไรยังงี้เป็นต้น แล้วสังคมเกิดปัญหา เพราะเรื่องไม่เป็นเรื่องอย่างนี้ ใช่หรือเปล่า? มากมาย ใช่มั้ย? ก็แค่แก้ปัญหาในการศึกษาพื้นฐาน แค่นี้มันก็แก้ปัญหาสังคมนี้ไปได้มากมายแล้ว ทางพระท่านถือว่านี้คือการศึกษาเบื้องต้น เริ่มตั้งแต่อะไร?

เอ้า เราก็มาดูแจกแจง ๑ ด้านชีวิตมนุษย์เนี่ยะ ไปด้วยกัน แล้วจะพัฒนาแยกจากกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น มนุษย์เค้าต้องการความสุข นี้ถ้ายกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าความสุขของเขาเช่นของเด็กเนี่ยะ อยู่ที่การได้สพบริโภค ของเอร็ดอร่อย เอาละ ความต้องการของจิตใจมันมุ่งไปที่นั่น ปัญญาเค้าก็ไม่มีที่จะรู้ทางที่จะมีความสุขเหนือไปจากนี้ เขาก็มุ่งไปหาความสุขจากการเสพบริโภค จะหาวัตถุให้มาก ลุ่มหลงมัวเมาแย่งชิงกัน เบียดเบียนกัน ทำร้ายกัน ก็เกิดปัญหาขึ้นมานี่ อันนี้ก็คือความต้องการทางจิตใจที่ออกมาทางเจตนา มันได้แค่นั้น ทีนี้ถ้าเคเมีสภาพจิตใจเปลี่ยนไป เช่นเค้ารัก เขารักพี่รักน้อง คนรักนี่ก็หมายความว่ายังไง? รักแปลว่าอยากให้เค้าเป็นสุข  

เนี่ยะ ภาษาง่ายๆ ที่ว่ารัก ง่ายๆก็คือพ่อแม่รักลูก พ่อแม่รักลูกคืออะไร? ก็คืออยากให้ลูกเป็นสุข ถ้าเราจะขยายความ ก็อยากให้ลูกเจริญงออกงาม มีความดีความงามความเจริญและความสุข แต่พูด ง่ายๆก็ อยากให้ลูกเป็นสุข ความอยากให้เค้าเป็นสุขเนี่ยะ คือความรักในภาษาที่เรียกว่าเมตตา ถ้ารักในภาษาราคะก็หมายความว่า รักคือชอบใจ อยากจะได้ดเขามาบำเรอความสุขของตัว อันนี้คือความรักที่เรียกว่าราคะ รักเพราะชอบใจ ถ้าได้เขามาฉันจึงจะเป็นสุข แต่ถ้ารักแบบพ่อแม่รักลูก คือรักอยากให้เขาเป็นสุข เห็นลูกเป็นสุขแล้วพ่อแม่จะเป็นสุข ทั้ง ๆที่พ่อแม่เสียก็ยังสุข ใช่มั้ย? เอ่อ ต้องให้กับลูก ไอ้ชองที่เราจะกินสักหน่อย อด ลูกกิน ให้ลูกกิน ยอมอดได้ ลูหหินแล้วเห็นลูกเป็นสุข ตัวเองเองก็เป็นสุขได้ เพราะอะไร? เพราะความรัก ถ้าไอ้ตัวความรักมันเกิดขึ้นในใจนี่คือสภาพจิตมันเปลี่ยนไป ความรักนี่เป็นคุณธรรม น่ะ นี่ตัวอย่างคุณธรรม  พอคุณธรรมอันนี้เกิดขึ้น ความสุขก็เปลี่ยน ความสุขของฉันก็จะเกิดขึ้นต่อเมื่อลูกเป็นสุข หรือเห็นเขาเป็นสุข เพราะไอ้ตัวความสุขนี้มันเกิดจากการได้สนองความต้องการ นี้คนเรามันเปลี่ยนความต้องการได้

ทางพุทธศาสนานี้เรื่องสำคัญก็คือการพัฒนาความต้องการ ทำไงจะพัฒนาความต้องการของมนุษย์ให้เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่ ความต้องการที่สูงขึ้น แล้วความต้องการตัวนี้จะเป็นตัวกำหนดคุณธรรม จริยธรรม พอเขาต้องการเสพบริโภคความสุขของเขาอยู่ที่สิ่งเสพบริโภค เขาก็ต้องไปหาวัตถุเสพ อยู่ที่การบำรุงบำเรอตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นต้น ก็แย่งชิง ก็ต้องแย่งจากคนอื่น ถ้าเห็นคนอื่นได้ เราเสียเราเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้นความสุขแบบนี้ต้องแย่งกัน เขาได้เราอด เราได้เขาอด เราสุขเขาทุกข์ เขาสุขเราทุกข์ อะไรเนี่ยะ แต่ทีนี้พอว่าเกิดไอ้ความรักขึ้นมาเป็นคุณธรรม เป็นเมตตา มันอยากให้เขาเป็นสุข อยากเห็นเขาเป็นสุข เกิดความต้องการใหม่ พอต้องการให้เขาเป็นสุข เช่นพ่อแม่ต้องการให้ลูกเป็นสุข ตอนนี้มันไม่มาดูที่ตัวเองจะได้กินแล้ว มาดูที่ลูกได้กินหรือเปล่า เอ่แอ ถ้าลูกได้กิน ลูกสบาย มีความสุข ฉันสุขด้วย เห็นลูกสุขจึงจะสุข ทีนี้ถ้าพ่อ พี่กะน้องเค้ารักกันยังงี้นะ พี่ก็รักน้องอยากให้น้องเป็นสุข ต้องเห็นน้องเป็นสุข แล้วตัวจึงจะเป็นสุข ใช่มั้ย? ก็ต้องหาทางทำให้น้องเป็นสุข ตัวเองก็ไม่เป็นไร ไอ้เรื่องเบียดเบียนแย่งชิงก็ละดลงไป ก็เกิดน้องก็รักพี่ อยากให้พี่เป็นสุขบ้าง ที่นี้สบายละ ต่อไปก็รักเพื่อน อยากให้เพื่อนเป็นสุข ต่อไปก็รักหมดเลน เพื่อนมนุษย์ อยากให้เพื่อนมนุษย์เป็นสุข อยากเห็นเพื่อนมนุษย์เป็นสุข คราวนี้สบายเลย ไอ้ความสุขก็พัฒนา ทีนี้ความสุขไม่ใช่มีเฉพาะได้กินเสพบริโภคความสุขเกิดจากการ ได้อยู่ร่วมด้วยไมตรีจิตมิตรภาพ มีเมตตาจากการที่ได้ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน จากการที่ได้เห็นคนอื่นเป็นสุข ใช่มั้ย?

ฉะนั้นคุณธรรมนี้มันมาปุ๊บ มันเปลี่ยนจิตทันทีมันเปลี่ยนความต้องการ มันเปลี่ยนพัฒนาความสุขนั้น ทางพุทธศาสนานี่ ท่านจัดระดับความสุขไว้ ๑๐ ขั้นด้วยกันนะ เพราะความสุขเช่นเราพูดง่ายๆ ความสุขอิงอามิส ต้องอาศัยวัตถุภายนอก ต้องขึ้นต่อมัน บางคนนี่บอกว่าฉันเก่งฉันหาวัตถุได้มากมาย โอ้โห คนในโลกก็สรรเสริญกัน นี่เก่งนี่ มีเงินมีทองมาก หาของมาเสพบริโภคได้มากมาย พวกนี้เรียกว่าเก่ง แต่ไม่ได้ดูตัวเอง อยู่ไปอยู่ไปหมดอิสรภาพ ปรากฏว่าเอาความสุขไปฝากกับวัตถุภายนอกหมด อยู่ด้วยตัวเองไม่สามารถมีความสุขได้ ความสุขไปขึ้นต่อวัตถุเสพบริโภคหมดเลย ปรากฏว่าอยู่ไปอยู่ไปในโลก เป็นคนที่สุขได้ยากขึ้นและทุกข์ได้ง่ายขึ้น คนในโลกปัจจุบันนี้เป็นอย่างนี้มาก ใช่หรือเปล่า ขอให้ดูนะ ถ้าเก่งจริง มนุษย์ที่พัฒนา อยู่ไปอยู่ไปต้องเป็นคนที่สุขง่ายขึ้นทุกข์ได้ยากขึ้น

แต่นี่มันกลับกัน มนุษย์ยุคปัจจุบันนี้ มีการศึกษาหรือพัฒนาที่ถูกหรือผิด ก็ขอให้พิจารณาเอานะ อยู่ในโลกไปอยู่ในโลกไป ยิ่งทุกข์ง่าย เจออะไรนิดต้องทำอะไรหน่อยก็ ทุกข์ เจออะไรไม่ได้อย่างใจหน่อยก็ทุกข์ มาไม่ทันใจหน่อยก็ทุกข์  อ่า สุขก็ยาก แต่ก่อนมีเท่านี้ก็สุข ต่อมาต้องเพิ่มเท่าโน้น จึงจะสุขต้อมาเท่านั้นก็ชินชา ไม่สุขซะแล้ว เจริญพร ก็เลยกลายเป็นสุขได้ยาก ฉะนั้น มนุษย์อย่างนี้แย่ หมดอิสรภาพ ก็เอาความสุขของตัวเนี่ยะ ไปฝากกับวัตถุภายนอก ถ้าขาดวัตถุสิ่งเสพบริโภค เทคโนโลยี ที่จะบำรุงบำเรอ ก็นำทุกข์มาทันทีเลย

ทีนี้คนที่เก่งจริงเนี่ยะ เขาพัฒนา ๒ ด้านให้สมดุล คือคนทั่วไปเค้าทำเพราะจำเป็นต้องหาวัตถุมาเสพบริโภค ถ้าเขาไม่เสียอิสรภาพนะ เขารักษาอิสรภาพเขาไว้ได้ เขาก็จะมีวัตถุในระดับหนึ่งเขาจะพออยู่ได้เป็นสุขแหละ ทีนี้เดขาก็พัฒนาความสามารถในการหาวัตถุเสพมาบำรุงความสุข อันนี้ด้านหนึ่ง คนจำนวนมากจะพัฒนาด้านนี้ พัฒนาความสามารถที่จะหาวัตถุมาเสพบำเรอความสุข แต่มักจะมองข้ามว่ามนุษย์ มีอีกอันหนึ่งคือศักยภาพที่มีความสุข เขาไม่พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข เพราะฉะนั้นจะต้องระลึกไว้เสมอว่า จะต้องพัฒนาอย่างน้อยให้สมดุล คือพัฒนาความสามารถที่จะหาวัตถุมาบำรุงความสุข กับพัฒนาความสามารถที่จะมีความสุข ทีนี้คนที่พัฒนาความสามารถที่จะมีความสุขปรากฏว่า ไอ้แดนมิติแห่งการมีความสุข นี่มันขยายมันกว้างมากขึ้นเรื่อย ๆ โอ้ มันเลยสุขง่ายขึ้น แล้วมันมีทางมีความสุขเยอะแยะไปหมด และความสุขที่แย่งกันแบบทีแรกน่ะ มันค่อยๆหมดไป มีความสุขที่เกิดจากการรักผู้อื่น อยากให้เขาเป็นสุข แบบพ่อแม่อยากให้ลูกเป็นสุขทำให้เค้าเป็นสุขตัวเองเป็นสุขเนี่ยะ  แค่นี้มันก็ลดการเบียดเบียนในโลกแล้ว มันก็อยู่น่วมกันได้ดี แล้วสังคมมันก็ดีแหละ ใช่มั้ย?

ฉะนั้น พัฒนาความสามารถแค่เนี้ยะ ไม่ต้องเอาสูงล่ะ ความต้องการในทางความสุข มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นจากความสุขที่อาศัยวัตถุภายนอกท่านเรียกว่าสาวิสุข ความสุขอิงอามิสหรือขึ้นต่ออามิส ต่อมามนุษย์ก็จะมีความสุข เช่น จากไมตรีจิตมิตรภาพจากการอยู่ร่วมเพื่อนมนุษย์ อยากเห็นเขาเป็นสุข ก็อยากเห็นเขาเป็นสุขกัน เขาก็ตั้งพ่อแม่ไว้เป็นหลักเป็นตัวอย่าง แล้วก็จะพัฒนามนุษย์ให้ได้อย่างพ่อแม่ เสร็จแล้วก็พัฒนาออกจากความเป็นพ่อเป็นแม่สุขซะนี่ เลยยิ่งแย่ใหญ่ สังคมมันน่าเจริญขึ้นตามตัวอย่างพ่อแม่ นี้ต่อไปก็ความสุขจากการอยู่กับธรรมชาติ นะ คนเราเนี่ยะนะ เห็นท้องฟ้าสายลมแสงแดดอะไรต่างๆเหล่านี้ น้ำไหลใสเย็นอะไรต่างๆเหล่านี้ ทำให้มีความสุขสบายไปก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ถ้าจิตใจของเราไม่มัวไปข้องติดกับการเสพวัตถุจนคับแคบ การซึมซับความงามของธรรมชาติก็เกิดได้ง่าย ถ้าคนเราจิตใจไปขึ้นต่อวัตถุเสพบริโภคมาก มันครุ่นหมกหมุ่นหาทาง หวาดกลัวว่าจะสูญเสียหวาดระแวงว่าจะไม่ทันเขาอะไรต่างๆเหล่านี้ จิตใจไม่มีความสุข แม้จะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ มันก็ไม่สามารถ เข้าถึงความงามและความสุขจากธรรมชาติได้ ฉะนั้นเขาจะต้องแก้ปัญหานี้ด้วย

เมื่อเขาแก้ปัญหารู้จักประมาณในวัตถุเสพบริโภค เป็นอิสระด้านนี้ เขาจะมีโอกาสในการที่จะพัฒนาความสุขในทางการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ ในการอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้  แล้วกิจกรรมต่างๆของเขา ก็จะเป็นกิจกรรมที่เป็นไปผเพื่อความสุข จะทำอะไรค่ออะไรมันหาความสุขได้ ฉะนั้นความสุขพื้นฐานของมนุษย์น่ะ มีอยู่ ๓ อย่าง ประจำชีวิตเลย ไม่ว่ามนุษย์จะมีอารยธรรมหรือไม่ มันอยู่กับชีวิตของเรา รู้ไว้ตระหนักไว้รักษาไว้ให้ดี สบายเลยได้ ๓ อย่างเนี่ยะ

๑ ชีวิตของเราเป็นธรรมชาติ แล้วมันก็มีความสุขที่อยู่กับธรรมชาติที่เกื้อกูล ใช่มั้ย? ในธรรมชาติที่เกื้อกูล ดูสิ ทุ่งนาป่าเขา โอ๊ะ เขียวสวยสดงดงามรื่นรมย์ สายลมแสงแดดอะไรต่างๆเหล่าเนี๊ยะ เราสุขสบาย ชีวิตของเราใช่มั้ย? มันของที่มันดีเกื้อกูลแก่ชีวิต เราก็สบาย แต่ถ้ามันขุ่นมัว เข้าไปในกรุงเทพฯ มองไปไหนก็หายใจอึดอัด เห็นแต่ฟ้ามัวไปหมดเนี่ยะ ชักไม่สบายแล้ว ใช่มั้ย? ไอ้ชีวิตของเราความสุขพื้นฐานเนี่ยะ ๑ ล่ะนะ

๒ มนุษย์เราเป็นสัตว์สังฃคม อยู่ในสังคม ฉะนั้นความสุขของเรานี่ก็เกิดจากการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ ตั้งแต่ในยครอบครัวเกิดมา ลูกอยู่กับพ่อแม่พี่น้อง พ่อแม่มีเมตตามีความรัก ก็มีความสุข ลูกได้รับความสุขจากพ่อแม่ มีจิตใจดีงามก็ เจริญพัฒนาเมตตีความรักขึ้นมาในจิตใจ ก็รักเพื่อนมนุษย์ รักพี่รักน้อง ต่อไปก็อยู่ในด้วยไมตรีจิต มตรภาพ ก็มีความสุข ในการอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ อันนี้เป็นธรรมดา

ทีนี้ต่อไป ๓ ก็ มนุษย์นี้ก็ไม่ได้อยู่เฉยๆ ชีวิตนั้นเป็นการเคลื่อนไหว มีกิจกรรมตลอดเวลา มนุษย์เขาต้องการทำนู่นทำนี้ เคลื่อนไหว เค้าก็มีความประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง เรียกว่ามีความต้องการ นี่เค้าได้สนองความต้องการในการกระทำนั้น สิ่งนั้นเขาก็มีความสุข ทีนี้กิจกรรมที่ถ้าพอมันประสานกันใช่มั้ย? เขามีความสุขกับธรรมชาติ มีความสุขอยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์ กิจกรรมที่เขาทำก็ไม่อยากจะรบกวนเบียดเบียน เพื่อนมนุษย์ใช่มั้ย? เขาก็ทำเพื่อการช่วยเหลือเกื้อกูล สร้างสรรค์กัน เขาทำเพื่อทำอะไรต่ออะไร ที่เขาอยากจะทำอยากจะจักอยากจะสาน อยากจะขุดดินอยากจะไปรดน้ำต้นไม้ ทำอะไรต่ออะไรมันก็สุขไปหมดอ่ะ เพราะทำด้วยความต้องการ เป็นกิจกรรมของชีวิต

นี่แหละ ความสุขพื้นฐานประจำชีวิต มันมี ๓ อย่างอย่างเนี๊ยะ ทีนี้เมื่อมนุษย์เจริญด้วยอารยธรรมขึ้นมานี่ ปรากฏว่าเขาหาความสุขจากวัตถุเสพบริโภค บางทีกลายเป็นว่าเขามาริดรอนความสุข ๓ อย่างนี้ให้เสื่อมโทรมสูญเสีย หรือสิ้นไปเลย บางคนนี่ มัวแต่แสวงหาความสุขจากวัตถุเสพบริโภคจนเจ้า ๓ ตัวนี้แทบไม่เหลือเลย เชื่อมั้ย? เพราะพว่ามัวแต่แก่งแย่งแข่งขัน แย่งชิง คิดแต่ทำไงจะได้จะเอา ใจมันวุ่นวายเนี่ยะ หวาดระแวงคนอื่นน่ะไม่มีไมตรีจิตมิตรภาพมองเห็นกันก็ไม่มีไมตรีจิต ไม่มีความจริงใจไม่สบายหวาดระแวง ไอ้ความสุขในทางสังคมมันไม่มี มีแต่ความทุกข์ ทีนี้ไปเห็นธรรมชาติ ไปอยู่กับธรรมชาติ ไอ้ใจมันข้องอยู่ เอ๊ ตอนเรามานี่ ไอ้คนนั้นมันเอานี่ไปรึยัง? อะไรต่างๆ ใจหวาดระแวงมันก็ทุกข์อีก อยู่ท่ามกลางธรรมาติมันก็ไม่สามารถเข้าถึงความสุขจากธรรมชาติ ใช่มั้ย? ทีนี้จะทำกิจกรรมอะไรมันไม่ได้ทำด้วยกิจกรรมที่เป็นไปตามความต้องการโดยบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ  มันเป็นกิจกรรมตามเงื่อนไข

คือมนุษย์ปัจจุบันเนี่ยะ มันเป็นโลกที่มีอารยธรรมจริง แต่ว่าปรากฏว่ามันอยู่ด้วยเงื่อนไข เงื่อนไขยังไง? ก็คือว่า ดเอแอ เราต้องหการสิ่งเสพบริโภค เราต้องมีเงิน ถ้าจะมีเงินก็ต้องทำนู่นทำนี่ สิ่งที่เราทำไม่ได้ทำเพราะใจชอบใจรัก อยากทำ แต่เพราะมันเป็นเงื่อนไขให้เราได้เงินมา ได้วัตถุเสพบริโภค ทีนี้ไอ้สิ่งที่เราไม่ไกด้ทำด้วยใจ มันก็ทำด้วยความทุกข์ มีความฝืนใจ เพราะฉะนั้นไอ้การกระทำในโลกมนุษย์ปัจจุบันที่เจริญด้วยอารยธรรม เป็นการกระทำแบบเงื่อนไขซะเป็นเป็นส่วนมาก เมื่อเป็นการกระทำแบบเงื่อนไข มันก็จำใจทำ มันก็ทุกข์ เลยก็ไม่สบาย เพราะฉะนั้นไอ้กิจกรรมที่เป็นไอ้ตัว สิ่งประจำชีวิตของเขา เนี่ยะ มันก็เลยไม่เป็นที่มาของความสุข

เพราะฉะนั้น มนุษย์จะพัฒนาไปอย่างไรก็ตาม อย่าลืมความสุขพื้นฐาน ๓ อย่างนี้ รักษาไว้ให้ได้ แล้วถ้าเขาทำเป็นนะ เขาจะเพิ่มทวีไอ้สุขพื้นฐาน ๓ อย่างนี้ เขาจะยิ่งมีความซาบซึ้ง ความงาม ความสุขตามธรรมชาติ มากขึ้น ความสุขในการมีไมตรีจิตมิตรภาพ อยู่ร่วมกับเพื่อนมนุษย์มากขึ้น มีการช่วยเหลือเกื้อกูล ไปทำให้คนโน้นเป็นสุขเป็นสุขอะไรเนี๊ยะ แล้วก็เป็นสุขในการทำกิจกรรมต่างๆที่เขารักเขาพอใจ ท่านเรียกว่า มีฉันทะ ทีนี้ตอนนี้มันเสียหมดเลย เพราะหาสิ่งเสพบริโภคกันจนกระทั่งหมดเลย เจ้าสุขพื้นฐาน ๓ อย่างนี้ ไปแทบไม่เหลือเลย เพราะฉะนั้นนี่อารยธรรม ของเรานี่มันเจริญหรือเสื่อมกันแน่ น่ะ พามนุษย์ไปความสุขหรือความทุกข์?

ฉะนั้นท่านจึงให้รักษาสุขพื้นฐาน ๓ ประการนี้ไว้ แล้วคุณแล้วคุณจะสร้างเท่าไหร่ก็สร้างไป ทีนี้ไอ้การพัฒนามนุษย์ มันจะมาช่วยเอง ให้เราเนี่ยะ ไม่ไปทุ่มเทกับการหาวัตถุ หาสิ่งเสพบำเรอสุข แต่เราจะใช้วัตถุในการสร้างสรรค์ ในการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แล้วคุณธรรมต่างๆนี้มันมาเอง ในกระบวนยการพัฒนามนุษย์ที่อยู่ในระลบบการดำเนินชีวิต ๓ ด้านเนี่ยะ ทำให้ถูกต้อง สังคมไทยเราเนี่ยะแต่ก่อนมันก็เป็นการศึกษาพัฒนาชีวิต ในระบบที่ค่อนข้าง เป็นระบบการดำเนินชีวิตตามธรรมชาติอย่างนี้ แล้วเราก็มาเริ่มจัดการศึกษาสมัยใหม่ ใช่มั้ย? การศึกษาแบบตะวันตกเรามีชั้นเรียน พอมีชั้นเรียนเราก็แยกวิชา ศีลธรรมวิชาจริยธรรม แต่ก่อนวิชาศีลธรรมก็ไม่มี ทีนี้ครูก็มาสอนวิชาซีลธรรมในชั้นเรียน ก็เหมือนกับละครกึ่งๆ ใช่มั้ย?

ก็เป็นการให้การศึกษาเป็นละครกึ่งๆ มันไม่ใช่ชีวิตจริง แต่ก่อนนี้มันอยู่กันในชีวิตจริง การสั่งสอนการจะพูดจามันก็มีเหตุการณ์เกิดขึ้นน่ะ ไปพบสิ่งโน้น หลวงพ่อมั่ง พ่อแม่มั่งก็สอนลูก เอ่อ เนี่ยะ ต้นไม้นยี่มันสวยอย่างน่ะ เราต้องช่วยทะนุถนอมมัน ก็เป็นเรื่องของชีวิตจริง เรื่องการสั่งสอนการแนะนำอะไรต่างๆ มันก็เป็นไปในความเป็นจริงของชีวิตนั้น แต่เวลาเรามีการศึกษาสมัยใหม่ปั๊บ มันเกิดชั้นเรียน มันอยู่ที่ว่าแยกวิชากระจัดกระจายออกไป เป็นการแบบแยกส่วน พอแยกส่วนเป็นชำนาญพิเศษ ก็มีวิชาอย่างที่ว่า แม้แต่วาศีลธรรม ก็สอนกันเป็นครูอาจารย์ ขออภัย ครึ่งละคร  ก็สอนกันไปอย่างนี้ แต่ว่าทีนี้เราจะเอายังไง ในเมื่อโลกมันเปลี่ยนไป แล้วเราก็ต้องมาจัดให้มันดี ในเมื่อเราต้องเป็นละครแล้ว เราก็ต้องทำเป็นละครที่มันได้ผลดีหน่อยนะ

ก็เอาเป็นว่านี่ก็คือเรื่องของชีวิตที่แท้จริงน่ะ การสร้างเสริมคุณธรรมน่ะ มันอยู่ในระบบการดำเนินชีวิต เพราะฉะนั้น พูดย้ำอีกทีว่า กระบวนการพัฒนาหรือเสริมสร้างคุณธรรมนั้น ต้องประสวานไปด้วยกันกับระบบการดำเนินชีวิตของมนุษย์  แล้วก็เติมว่า ซึ่งมี ๓ ด้าน ไปด้วยกันให้ครบ สังคมไทยนี้เป้นสังคม ในน้ำมีปลาในนามีข้าว ก็คือว่า อยู่ที่นี่ดีแล้ว พรั่งพร้อมแล้วไม่ต้องรีบร้อน อะไรว่างั้นนะ เราก้ก้าวไปเอื่อยๆไม่ใช่สังคมแบบอเมริกัน สังคมอเมริกันเป็นสังคมการเป็นสังคมfrontier สังคมfrontier ก็คือสังคม ที่รุก ขับ ศึก รุกขับศึก ขับรบสงคราม สังคมอเมริกันเป็นสังคมfrontier ความหวังแอยู่ข้างหน้าบุกฝ่าเรื่อยไป สังคมไทยบอก ในน้ำมีปลาในนามีข้าว อยู่ที่สุขสบายดีแล้ว อย่าไปไหน ว่างั้น ฉะนั้นคนไทยก็เรื่อย ๆเฉื่อย ๆด้วย เราก้าวไปในพุทธศาสนาเราก็ก้าวไปช้าๆ เวลานี้เราก้าวมาโดยรวมแล้ว ก้าวไปแค่ในด้านจิตใจดีมาก เป็นสังคมที่หาได้ยาก มีวัฒนธรรมแห่งเมตตา น้ำใจไมตรี ก็รักษาไว้

แต่วัฒนธรรมด้านปัญญา การแสวงปัญญาการใฝ่รู้นี่ เราอ่อน เรายังพร่อง ซึ่งเป็นตัวพุทธศาสนา เราต้องก้าวต่อไปให้ได้ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ถึงพุทธศาสนาจะต้องก้าวไปให้เกิดวัฒนธรรมทางปัญญา อย่างน้อยวัฒนธรรมแห่งการแสวงปัญญา แต่ว่าพร้อมกันนั้นอย่าทิ้งวัฒนธรรมแห่งเมตตาด้วย วัฒนธรรมแห่งจิตใจด้าน เมตตาที่ได้แล้ว อย่าทิ้ง เวลานี้เรากำลังจะเสียทั้ง ๒ คือวัฒนธรรมแห่งเมตตาด้านจิตใจ เราก้กำลังจะทิ้ง คนไทยโหดร้ายกันมากขึ้น ลูกฆ่าพ่อ พ่อฆ่าลูก ฆ่าแม่ ฆ่าน้อง อะไรฆ่าครูฆ่าอะไร ว่ากันย่อยยับหมด วัฒนธรรมแห่งเมตตาก็จะรักษาไว้ไม่ได้ แล้วก็วัฒนธรรมแห่งปัญญา ก็ไม่เอาอย่างนี้ก็เสียทั้ง ๒ ด้าน เพราะฉะนั้นจะต้องเอาให้ได้ทั้งคู่ ก็คือ ต้องรักษาวัฒนธรรมแห่งเมตตาและจิตใจ ก็เอาไว้ ของดีมีแล้ว

๒ ก้าวต่อไปในวัฒนธรรมแห่งการแสวงปัญญา ถ้าได้อย่างนี้ สังคมไทยจะพรั่งพร้อมบริบูรณ์ ดเพราะสังคมของเขานั้น บางสังคมเขาดีด้านปัญญาบางอย่าง เช่นปัญญาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านวัตถุ แต่ด้านจิตใจเขาขาด บกพร่อง ถ้าคนไทยพัฒนาด้านปัญญาด้วย เราจะสมบูรณ์กว่าเขา เอาละ ก็เป็นอันว่าพุทธศาสนาเป็นศาสนาแห่งปัญญา เป็นศาสนาแห่งการศึกษา เมื่อให้เสรีภาพในทางความคิด คนจะเข้าถึงหลักพุทธศาสนาต้องศึกษา ถ้าไม่ศึกษา หลักพุทธศาสนาที่ถือกันสืบมาเล่าสืบกันมาก็เพี้ยน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่าพุทธศาสนา แม้แต่เมตตากรุณาในภาษาไทยเนี่ยะ เวลานี้รู้ความหมายกันแบบเพี้ยนๆ ได้เค้าจริงบ้างถูกบ้าง แต่ว่าผิดเยอะ เพราะพุทธศาสนาจะอยู่ได้ด้วยการศึกษา อะไรหลักการที่แท้เป็นยังไง การเพี้ยนเกิดขึ้นได้ง่าย เพราะไม่มีตัวข้อบังคับในทางศรัทธา และข้อบังคับในทางปฏิบัติ ให้เสรีภาพะทางความคิด ก็ต้องอยู่ด้วยการศึกษา

เอาละทีนี้ต่อไป เมื่อพุทธสาสนาก้าวมา เอ๊ย สังคมไทยก้าวไปในพุทธศาสนาได้แค่จิตใจ เราต้องก้าวต่อไปมในปัญญา ทีนี้ก็มาอีกข้อคิดหนึ่ง ข้อคิดหนึ่งก็คือว่า การที่เราอยู่ในโลกยุคสมัยที่เป็นโลกาภิวัตน์นี้ เมื่อกี้ได้พูดมาทีหนึ่งแล้ว ตอนนี้จะต้องย้ำว่า ในเมื่อเราอยู่กับเขา แล้วมีสังคมมีวัฒนธรรมที่เจริญ ที่เป็นผู้นำอะไรต่างๆเหล่านี้ เราก็อย่าอยู่แค่ไปสุดโต่ง หรือแค่มีปฏิกิริยา สุดโต่งปฏิกิริยาก็คือว่า เราจะรักษาของเราไว้ เราก็ปกป้องตัวเองแล้วก็ต้านทานเขา ไอ้การต้านทานเขานี่เป็นปฏิกิริยาด้วย แล้วเป็นสุดโต่งอย่างหนึ่ง

อีกสุดโต่งหนึ่งก็คือตามเรื่อยเปื่อยไป ตามก็ตาม ตามก็ดี ต้านก็ดีเนี่ยะ เป็นสุดโต่งฃ เราไม่เอาทั้งตามทั้งต้าน เราจะทำยังไง? เราก็ต้องรู้ รู้จักตัวเรา แล้วก็รู้เท่าทันเขา เลือกเอาดีมาปรับปรุงตัวขึ้นไป อันนี้สำคัญ รู้จักตัวเรารู้เท้าทันเขา เลือกเอาดีมาปรับปรุงตัวให้ดียิ่งขึ้นไป ฉะนั้นเนี่ยะ อันนี้ เอาทั้งของตัวเองของคนอื่นไม่ทิ้งเลย เอามาให้หมด แล้วรู้ทันนะ แกมีมายังไง แกมานั้นส่วนดีอยู่ไหนส่วนร้ายอยู่ไหน อ่า ของอเมริกันหรือของใครก็ตาม ฉันรู้ทันหมด ก็เลือกเอาแต่ที่ดีมาปรับปรุงตัว แต่แค่นี้ไม่พอ ต้องอีกขั้นหนึ่ง อีกขั้นหนึ่งก็คือ บอกแล้วว่าวัฒนธรรมทางสังคมทั้งหมดน่ะ อยู่ร่วมในโลกที่มีสังคมมากมาย แล้วทุกสังคมแม้กระทั่งบุคคลมนุษย์แต่ละคน มีหน้าที่รับผิดชอบต่อโลก ต่อสังคมมนุษย์โดยรวม หรือต่อมนุษยชาติ

ฉะนั้น มนุษย์ สังคม วัฒนธรรม ที่ดีจะต้องก้าวเข้าไปมีส่วนร่วม ในการแก้ปัญหาและสร้างสรรค์อารยธรรมของโลก ถ้าอารยธรรมมันผิด จะต้องแก้ไขให้เป็นอารยธรรมที่ถูก ให้นำมนุษย์ไปสู่สันติสุขให้ได้ ทีนี้ส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ถ้าให้เก่งจริง เป็นผู้นำเลย ถ้าหากว่าชาติต่างๆในโลกนี้เวลานี้ มันไปผิดทาง เอ่อเดี่ยวนี้มันไปผิดทาง จริงๆนะ เวลานี้ไม่มีชาติไหนเลย อารยธรรมไหนไปถูก

ฉะนั้นมันจะต้องมีมนุษย์พวกหนึ่งกลุ่มหนึ่งสังคมหนึ่ง ที่เดินทางให้ถูก แล้วไปนำมนุษยชาติ ในการที่จะแก้ปัญหาอารยธรรมของโลกที่เดินทางผิดนี้ ให้ไปทางถูกไปสู่สันติสุขที่แท้จริอง นี่แค่สันติภาพก็ยังทำไม่ได้เลย สันติสุขจะเอามาแต่ไหน ใช่มั้ย? สันติภาพนี่เดี๋ยวนี้ เขาเจริญแค่ไหนเขายิ่งทำลบายสันติภาพกันใหญ่ ยังไม่เห็นความหวังเพราะฉะนั้น วัฒนธรรมขแองเรานี่ ในยุคโลกาภิวัตน์ จะต้องเน้นจุดนี้ ก็คือ ๒ ข้อท้าย ว่า ต้องทำให้ถึงขั้นนี้ คือ ๑ รู้จักตัวเรา รู้เท่าทันเขา เลือกเอาดีมาปรับปรุงตัวขึ้นไป และ ๒ ต้องมีส่วนร่วมหรือยิ่งกว่านั้น เป็นผู้นำในการแก้ปัญหา และสร้างสรรค์อารยธรรมของมนุษยชาติ วัฒนธรรมไทยต้องไปใหได้ถึงขั้นนี้ ท่านจะสู้มั้ย? อ้าวถ้าเราจะทำให้วัฒนธรรมไทยดีจริง ต้องไปให้ถึงขั้นนี้

แล้วอาตมภาพก็จะขอจบที่ตรงนี้ ก็ขอใหทุกท่านซึ่งมีเจตนาดี เป็นกุศลมุ่งหมายเพื่อความเจริญงอกงามของสังคมประเทศชาติโดยเฉพาะด้านวัฒนธรรม ที่เป็นส่วนสำคัญในการรังสรรค์สังคมประเทศชาติ เมื่อท่านมีเจตนาดีเป็นบุญเป็นกุศลก็ขอให้บุญกุศลนี่แหละ ประกอบเข้ากับคุณพระรัตนตรัยอภิบาลรักษาให้ทุกท่าน พร้อมทั้งครอบครัวญาติมิตร เพื่อนร่วมสังคมประเทศชาติและเพื่อนร่วมโลกทั้งหมด เจริญงอกงามยิ่งขึ้นไปด้วยกำลังกายกำลังใจกำลังปัญญา และกำลังความสามัคคี ที่จะดำเนินชีวิตและกิจการงานทั้งหลาย ให้บรรลุผลตามเป้าหมายทำประโยชน์สุขให้เกิดขึ้น สมตามความมุ่งหมายมีความร่มเย็นงอกงามในธรรม โดยทั่วกันทุกท่าน ทุกเมื่อ เทอญ.

https://youtu.be/BpHc_aUBC48?si=WIpWK4FvF0t80LM-

วันศุกร์ที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) - วัฒนธรรมดี คนมีคุณธรรม (๑)

 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป. อ. ปยุตฺโต) - วัฒนธรรมดี คนมีคุณธรรม (๑)

          https://youtu.be/BpHc_aUBC48?si=nmtgO52QXSkZsDNS

...คือตามปกติเวลาเราพูดถึงคุณธรรมเนี่ยะ เราจะพูดถึงคุณธรรมของคนน่ะ แต่ในทีนี้บอกคุณธรรมในสังคม บางท่านก็อาจจะสงสัยว่า เอ๊ะ ทำไมเป็นคุณธรรมในสังคม เราก็อาจจะเติมคือว่า หัวข้อเรื่องนี้เป็นการตัดลัดให้สั้น ถ้าพูดเต็มก็เป็น การสร้างเสริมคุณธรรมของคนในสังคม เพราะว่าตัวสังคมเองนี้ ไม่ใช่เจ้าของคุณธรรม คุณธรรมมันอยู่ในตัวคน แต่การที่ใช้คำว่าในนี่ก็ บ่งชี้ว่ามีคำอะไรซ่อนอยู่ คือเค้าไม่ได้พูดว่า การสร้างเสริมคุณธรรมของสังคม แต่ถึงจะพูดยังงั้นก็พอได้ คือต้องมองความหมายอีกชั้นหนึ่ง

อันนี้ก็คือการที่เราต้องมาพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับสังคม และก็ระหว่างคุณธรรมกับวัฒนธรรม คนกับสังคมนั้นรู้กันดีว่า เป็นปัจจัยแก่กันและกัน บุคคลที่เราเรียกันว่าคนน่ะ โดยทั่วไปก็หมายถึงบุคคล บุคคลมารวมกันเราเรียกว่าสังคม แล้วบุคคลมีคุณสมบัติเป็นต้นอย่างไร? ก็ทำให้เกิดสังคมที่มีคุณภาพเป็นต้นอย่างนั้น ในทางกลับกัน สังคมเป็นอย่างไร ก็จะเป็นปัจจัยหล่อหลอมบุคคลที่อยู่ในสังคมนั้นด้วย

ทีนี้เรื่องคุณธรรมนี้ก็เช่นเดียวกัน คุณธรรมนั้นเป็นคุณสมบัติอยู่ในสตัวคน นี้เมื่อมองรวมๆทั้งสังคมในยุคสมัยใดคนจำนวนมากในสังคมมีคุณธรรมดี ภาพรวมออกมาก็คือสังคมนั้นเป็นสังคมที่เจริญด้วยคุณธรรม และภาพรวมที่เป็นคุณธรรมออกมาในระดับสังคมนั้นก็คือวัฒนธรรม ก็จะออกมาในรูปที่ว่าสังคมนั้น มีวัฒนธรรมของคนที่มีคุณธรรม เพราะฉะนั้นคุณธรรมมันก็แสดงผลออกมาที่วัฒนธรรม อันนี้หมายถึงว่าคุณธรรมของคนจำนวนมาก ถ้าหากว่าคนทั่วไปในสังคมนั้น เสื่อมจากคุณธรรมมีความชั่วเกิดขึ้นมาก ภาพรวมออกมาก็กลายเป็นวัฒนธรรมของสังคมนั้นที่ด้อยทางคุณธรรม

ฉะนั้นในตัวบุคคลก็ออกมาปรากฏผลในวัฒนธรรมของสังคมนั้นเอง อันนี้ก็เป็นแง่ที่ วันนี้แม้เราจะพูดในหัวเรื่องชื่อสั้นๆ ว่าการสร้างเสริมคุณธรรมในสังคม แต่ว่าตรงนี้เป็นการบ่งชี้ถึงความสัมพันธ์ว่า เราจะต้องพูดลงไปถึงตัวคน หมายความที่จะออกมาเป็นคุณธรรมในสังคม หรือเป็นวัฒนธรรมได้ก็ต้องเริ่มกันที่ตัวคนไปเลย นี่ก็เป็นแง่ที่ ๑ ก็เป็นการพูดถึงเรื่องความสัมพันธ์ เป็นปัจจัยแก่กัน ระหว่างบุคคลกับสังคม และก็ระหว่างคุณธรรมของบุคคลกับวัฒนธรรมของสังคม

ทีนี้เมื่อคนมีคุณธรรมกันทั่วไปมาก ปรากฏออกมาเป็นวัฒนธรรมของสังคม ที่ดีเด่นในทางคุณธรรม ก็อย่างที่บอกแล้วว่าในทางกลับกัน ในทางสังคม ด้านวัฒนธรรมก็ส่งผลกลับไปสู่คุณธรรมในบุคคล ถ้าวัฒนธรรมของสังคมนั้นดี ก็หวังได้ว่าบุคคลที่อยู่ที่เกิดมาในสังคมนั้น  ก็มีโอกาสมากที่จะมีคุณธรรมดีด้วย  หมายความว่าวัฒนธรรมนี้จะช่วยหล่อหลอมให้คนมีคุณธรรม สภาพทั้ง ๒ อย่างนี้ฟ้องซึ่งกันและกัน เอาละนี่เป็นแง่ที่ ๑

ทีนี้ต่อไป มองต่อไป เราก็จะเห็นว่า สิ่งที่จะมาเป็นปัจจัยแก่คุณพะรรมในตัวคนนั้น ไม่ใช่มีแต่วัฒนธรรมอย่างเดียว ยังมีอื่นอีกหลายอย่าง เดี๋ยวจะมองดูแค่วัฒนธรรม หรือแม้แต่ว่าสังคมทั้งหมด การที่คุณธรรมในตัวคนจะเป็นอย่างไรนั้น มิได้ขึ้นต่อวัฒนธรรมอย่างเดียวเท่านั้น อันนี้เป็นเรื่องที่ต้องแจกแจงมาก แต่ถ้าเราพูดสั้นๆ เราก็พูดรวบรัดได้ว่า ในตัวคนนั้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดคุณธรรม มีทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายใน วัฒนธรรมนั้นจัดเข้าในฝ่ายปัจจัยภายนอก ฉะนั้นคนไม่จำเป็นต้องขึ้นต่อวัฒนธรรมอย่างเดียว แต่วัฒนธรรมมีส่วนอย่างมาก ในการที่จะทำให้คุณธรรมในตัวบุคคลเป็นอย่างไร อันนี้มอง นี้กว้างเข้าไปเป็นอันว่า ไม่ใช่วัฒนธรรมอย่างเดียวที่จะเป็นปัจจัยกับคุณธรรมในคน

แล้วในเวลาเดียวกันวัฒนธรรมก็มิได้มีแต่เรื่องคุณธรรมเท่านั้น วัฒนธรรมนั้นยังมีด้านอื่นอีกมากมาย เช่น วิทยาการ ความรู้ ศาสตร์ต่างๆ แม้แต่วิทยาศาสตร์ก็ยังถือว่าอยู่ในวัฒนธรรม แต่หมายถึงตัวความรู้ความเจริญทางทางวิทยาการ เรื่องของวัตถุ เครื่องใช้สอยอุปกรณ์เทคโนโลยี ก็เป็นเรื่องวัฒนธรรม เรื่องของดนตรีกีฬาบันเทิงอะไรต่างๆ ก็อยู่ในเรื่องของวัฒนธรรม เพราะฉะนั้น วัฒนธรรมก็มียังมีด้านอื่นๆ ที่นอกจากคุณธรรมอีก แต่ทั้งหมดนั้น ทุกด้านของวัฒนธรรมที่กล่าวมาน่ะ มีผลต่อคุณธรรมของบุคคลได้ทั้งสิ้น มิใช่วัฒนธรรมเฉพาะด้านคุณธรรมอย่างเดียว วัฒนธรรมด้านอื่น เช่น ความรู้วิทยาการต่างๆ ดนตรีกีฬาบันเทิงต่างๆ มันมีผลตีกลับไปยังคุณธรรมในคน ได้ทั้งหมด อันนี้เป็นเรื่องที่มองกว้างออกไป เอาละนี่เป็นขั้นที่ ๒      

ต่อไปขั้นที่ ๓ มองกว้างออกไปอีกเวลาเราพูดถึงวัฒนธรรมนี่ เราจะพูดถุงวัฒนธรรมของสังคมนั้น วัฒนธรรมของสังคมนี้ สังคมในโลกนี้มีหลากหลาย มีภูมิหลังของตัวเอง มีประวัติศาสตร์เป็นมาต่างๆกัน แล้วก็มีสิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมที่ปรากฏอยู่ไม่เหมือนกัน แต่ละสังคมก็มีวัฒนธรรมของตนเอง เพราะฉะนั้นวัฒนธรรมก็หลากหลายแตกต่างกันไปตามความแตกต่างของสังคม ทีนี้ ยิ่งในโลกปัจจุบันนี้ที่เขาเรียกว่าเป็นยุคโลกาภิวัตน์ ความแตกต่างหลากหลายเหล่านี้ก็ปรากฏชัดขึ้นมาให้เห็นทั่วกัน แต่โลกาภิวัตน์ตอนนี้ก็ยังต้องถือว่า เป็นโลกาภิวัตน์เทียม  คือยังไม่เป็นโลกภิวัตน์แท้  เพราะในความเป็นโลกาภิวัตน์นี้ มีความขัดแย้งลักลั่นกันมากมาย ความหลากหลายไม่เป็นไร ไม่ถือเป็นความขัดแย้ง ความหลากหลายนี่เป็นของดีได้ เพราะว่าแม้แต่คนในสังคมเดียวกัน ในที่อยู่บ้านเดียวกันก็แตกต่างกันได้ แต่ความแตกต่างกลายเป็นส่วนเสริมเติมเต็มแก่กันแล้วก็ดี แต่ถ้าความแตกต่างใช้ไม่เป็น ก็กลายเป็นความขัดแย้ง เวลานี้ปัญหาในโลกยุคโลกาภิวัตน์ก็คือ ความขัดแย้งมากมาย

พอเป็นโลกาภิวัตน์ โลกเจริญถึงกันเหมือนโลกเป็นหมู่บ้านเดียวอย่างที่ใครเคยพูด เป็นหมู่บ้านโลก เป็นglobal village แต่ว่ามันไม่มีความเป็นอันเดียวกัน มันไม่ประสานกลมกลืนกัน มันเต็มไปด้วยความขัดแย้ง และบางครั้งดูเหมือนว่าความขัดแย้งนี้ จะมีลุกลามมาก แล้วก็นอกจากความขัดแย้ง ในการอยู่ร่วมกันก็มีความลักลั่น เช่นความแตกต่าง ความด้อย ความเด่น ความเจริญ ความล้าหลัง ในทางเศรษฐกิจ ในทางวิชาการสังคมวัฒนธรรมอะไรต่างๆเนี่ยะ อันนี้เป็นโลกาภิวัตน์ที่ถือว่าเทียมถ้าเป็นโลกาภิวัตน์แท้มันจะต้องมีความเป็นอันเดียวกัน ที่ทั่วถึงกัน เพราะนั้น คำว่าโลกาภิวัตน์นี่ เป็นได้ทั้งความครอบคลุมและความครอบงำ ครอบคลุมอาจจะดีก็ได้ คืออะไรค่ออะไรมีก็ไปถึงทั่วกันหมด อย่างข่าวสารข้อมูลก็ครอบคลุมไปทั่ว แผ่ไปทั่วถึงกัน แต่ว่าทีมันกลายเป็นครอบงำกันไป ฉะนั้น โลกาภิวัตน์ก็แปลได้ทั้ง ๒ อย่าง เพราะศัพท์ภาษาไทยให้ซะด้วย

ในภาษาอังกฤษนั้น ความหมายยังไม่เท่าภาษาไทย ภาษาอังกฤษ globalization ก็แค่แผ่ไปทั่วโลก แต่ภาษาไทย คำว่า โลกาภิวัตน์ นี่แปลว่า ครอบงำโลก โลกะ-อภิวัตน์ อภิวัตนะ นีแปลว่า ครอบงำ ไม่ใช่ อภิวัฒนะ ถ้า อภิวัฒนะก็แปลว่าเจริญยิ่ง แต่นี้ อภิ-วัตนะ อภิวัตนะก็แปลว่าเป็นไป แล้วก็อภิตัวนั้น แสดงถึงอำนาจ ก็ครอบงำเลย นี่เดวลานี้ก็จะกลายเป็นว่า ถ้าถือตามนัยยะของศัพท์นี้ ต้องดูว่า ใครครอบงำใคร

ในสภาพโลกาภิวัตน์แบบนี้ ที่โลกมีสังคมหลากหลาย มีวัฒนธรรมแตกต่างกันมากมายสังคมและวัฒนธรรมต่างๆย่อมมีอิทธิพลต่อกัน ส่งผลต่อกัน ในความมีอิทธิพลต่อกันนี้ ก็จะมีวัฒนธรรมที่แข็งและวัฒนธรรมที่อ่อน มีวัฒนธรรมที่เด่น มีวัฒนธรรมที่ด้อยวัฒนธรรมที่เจริญพัฒนาแล้ว วัฒนธรรมที่ล้าหลัง มีวัฒนธรรมที่รุกแล้วก็มีวัฒนธรรมฝ่ายรับ มีวัฒนธรรมที่เป็นฝ่ายนำและมีวัฒนธรรมที่เป็นฝ่ายตาม เราก็ได้เลยว่าเวลานี้เป็นอย่างไร

อันนี้สภาพที่บ่งชี้ถึงการนำการตาม ก็นอกจากอิทธิพลต่างๆ อาจจะมองได้หลายอย่าง เช่นการเมืองเศรษฐกิจเป็นต้นแล้วก็มองดูที่ท่าทีของวัฒนธรรมและของสังคมนั้น เพราะวัฒนธรรมนี้เป็นวิถีชีวิตขแองคนในสังคมนั้นๆ และก็ถือกันว่าเป็นเอกลักษณ์ของสังคม เมื่อเป็นเอกลักษณ์ สังคมที่รักตัวเอง เช่นเป็นประเทศชาติ ก็อยากจะรักษาความเป็นเอกภาพ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ลักษณะของตนเองที่เรียกว่าเอกลักษณ์ไว้เมื่อจะรักษาเอกลักษณ์ไว้ก็เลยมีการเน้นในการที่จะรักษาวัฒนธรรม ในการรักษาวัฒนธรรมนี้ ก็มีลักษณะท่าทีที่ปรากฏออกมา เราจะเห็นว่า บางสังคมนั้นมีลักษณะท่าทีแบบ เป็นวัฒนธรรมแบบปกป้องตัวเองถ้าวัฒนธรรมใดมีท่าทีแบบปกป้องตัวเอง ก็เป็นเครื่องบ่งชี้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายรับ และเป็นฝ่ายที่กลัว หวาดว่าจะสูญเสีย พูดง่ายๆเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ เพราะฉะนั้นต้องระวัง วัฒนธรรมที่มีลักษณะปกป้องตัว ทำอะไรก็พยายามปกป้องตัว ไม่สามารถเป็นฝ่ายรุก เป็นฝ่ายแผ่ขยายไปให้ดเค้ายอมรับตน

อีกอย่างหนึ่ง นอกจากจะเป็นการปกป้องตัวเอง ก็จะมีอีกแบบหนึ่งคือเป็นวัฒนธรรมแบบตามเรื่อยเปื่อย วัฒนธรรมที่ตามเรื่อยเปื่อยก็หมายความว่า แทบจะไม่มีความเป็นตัวของตัวเอง ไม่มีความภูมิใจหรือความรู้สึก ว่า ตัวเองมีอะไรดีที่จะรักษาเป็นต้น ก็ยอมรับหรือมองตัวเองด้อย แล้วก็คอยมองคอยตามว่าเค้ามีอะไรออกมาใหม่ ในกระแสก็คอยตามกรพะแสไป  ทีนี้ตามเรื่อยเปื่อยก็ตามเพียงด้วยความรู้สึก ไม่ได้ตามด้วยความรู้ จนกระทั่งว่าไปๆมาๆความไม่รู้อยู่แต่ความรู้สึกนั้น ก็เลยไม่รู้จักกระแสที่ตัวนี่ เข้าไปถูกพัดพาอยู่ตัวเข้าไปอยู่ ในกระแสอะไรก็ไปรู้จักกระแสนั้นมันเป็นยังไงมาจากไหน ต้นทางเป็นยังไงไม่รู้จักทั้งนั้นนะ ก็มีแต่อะไรมันเด่นมันปรากฏขึ้นมาในกระแส ก็รับกันไปก็ชื่นชมไปตามนะ คนในสังคมแบบนี้ไปๆมาๆจะถึงขั้นที่ว่า ไม่มีเรื่องอะไรไม่มีอะไรจะทำนะ ใครๆมองไม่เห็นอะไรที่เป็นการสร้างสรรค์ที่ตัวเองจะต้องทำ มองไม่รู้จักภาระของตัวเพราะมนุษย์จพะเป็นบุคคลหรือเป็นสังคมก็ตาม ย่อมมีภาระในการสร้างสรรค์รับผิดชอบทั้งสิ้น  แต่สังคมที่ไปตามเรื่อยเปื่อย ก็เหมือนกับว่าได้ของสำเร็จมา ตัวเองก็มองไม่เห็นว่า ตัวเองจะต้องทำงานทำการสร้างสรรค์ มีภาระอะไร ก็มองคอยรอตามไป บางทีก็เป็นเศษของ ของเค้าทิ้งบ้างไอ้ต้นทางนั้นมาก็ตื่นไป ไม่ได้รู้เรื่องของเขาแท้จริง และอย่างที่ว่าก็คือว่า ไม่มีอะไรจะทำ

ปรากฏการณ์ในสังคมไทยปัจจุบันนี้ จะเป็นอย่างนั้นหรือเปล่า ก็เป็นเรื่องที่น่าพิจารณา แม้แต่เรื่องที่เห็นกันอยู่เป็นข่าวปัจจุบันเนี่ยะ เรื่องเด็กวัยรุ่นเป็นยังงั้นยังงี้อะไรกันเนี่ยะ ในแง่หนึ่งเราอาจจะมองได้ว่าแกไม่มีเรื่องอะไร ที่จะทำให้ตัวแกสนใจ แกไม่มีเรื่องอะไรที่น่าทำ ที่จะสนใจน่ะ แล้วก็ไม่มีอะไรอื่นที่จะทำให้คนอื่นสนใจแก นอกจากมาดูหมกหมุ่นกับเรื่องตัวเอง เรื่องคับแคบภายใน เรื่องที่มันไม่กว้างไม่ไกล มันมองได้แค่นี้ คือคนเรามันก็ต้องมีอะไรทำ ทมีนี้มันไม่มีอะไรมองไม่เห็นอะไรที่น่าสนใจจะทำ มันมองไม่เห็นอะไรอื่นที่น่าสนใจ ที่ตัวเองสนใจจะทำ แล้วก็มองไม่เห็นอะไรอื่น ที่จะทำให้คนอนน่ะ มาสนใตตัวเอง เพราะว่าคนนี้ก็ เค้าก็พยายามทำให้สนใจตัวเขา ทั้ง ๒ ประการนี่มันก็ทำให้อะไรต่างๆ ไอ้ที่เท่าที่มันมองเห็นแคบ ๆ

เพราะนะเน สังคมในการแก้ปัญหา จะต้องมีอะไรให้คนทำ แล้วสังคมที่มองกว้างมองไกล มีคสวามรู้ความเห็นความเข้าใจ ทันต่อสถาสนการณ์ มันจะเห็นภารกิจของตัวเองของชีวิตของสังคม ที่เราจะต้องทำ แล่วมันจะสนใจ ฉะนั้นการแก้ปัญหาอย่างหนึ่งก็คือการแก้ปัญหาโดยไม่ต้องแก้ เคยพูดบ่อยๆ การแก้ปัญหาที่มัวแก้กันอยู่เนี่ยะ โดยมากมันจะจมลงไปจมลงไป คือปัญหามันก็หนักเข้า ตัวเองมันก็แก้ไป แก้เก่งไปบางครั้งแต่เดี๋ยวก็ปัญหามันก็มาอีก การแก้ปัญหาที่แท้นั้น มันเป็นการแก้ปัญหา โดยไม่ต้องแก้ ไอ้แก้ปัญหาโดยแก้มันก็ต้องทำไปด้วย แต่การแก้ปัญหาโดยไม่ต้องแก้ ก็คือมีอะไรที่เป็นการสร้างสรรค์ให้คนทำ ให้คนทำบางคนมีเรื่องต้องทำที่เป็นการสร้างสรรค์ มันน่าสนใจมันน่าภูมิใจเป็นต้น เขาเกิดความรักความพแอใจภูมิใจเป็นต้น แล้วอยากจะทำตอนนี้ ไม่ทำอันนั้นแหละ เค้าลืมเอง ไอ้ปัญหามันก็หายไปนะ

เหมือนอย่างเด็กในโรงเรียนเนี่ยะ ถ้ามันไม่มีอะไรจะทำ มองหน้ากันไปกันมา มันก็เหมือน...เคยบ่อย เปรียบเทียบบ่อยๆ ว่าเหมือนไก่ในเข่ง ทมันไม่ที่จะไปมแองกันไปมองกันมา มันก็ขัดตาขัดใจ มันก็ตีกันจิกกันอยู่ในเข่งน่ะ แต่ทีนี้ถ้ามันอยู่ในที่กว้างๆ มันมองออกไป มีเรื่องอะไรจะทำ มันก็หันไปสนใจสิ่งที่จะทำ เพราะสิ่งที่จะทำมันต้องการเรี่ยวแรงเยอะ มันก็มาร่วมมือกันมันกลายเป็นว่ามันมีเป้าหมายร่วมกัน จะเป็นงานที่ต้องการทำร่วมกันหรือปูจุดหมายกว้างไหล มองออกไปข้างนอก อย่างคนเราเนี่ยะ เราอยู่กัน ๕๐ คนนี่ เรามีจุดหมายไกลๆ เรามองไปข้างหน้าตาเรานี่ไปรวมที่จุดหมายเดียวกัน เราเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ถ้าตา ๕๐ นั้น มามองตากันและกันเมื่อไหร่ เกิดเรื่องทันทีนะ

ทีนี้เด็กคนไทยเราเวลานี้ มันเป็นปัญหา มันไม่มีอะไรเป็นจุดหมายที่จะมองไกล ที่จะให้สายตามารวมกัน มันก็หันมามองกัน แล้วมันก็ขัดใจกันขัดตากันตีกัน อะไรต่ออะไรไป มันไม่มีอะไรจะสนใจ นี่แหละเป็นปัญหา สังคมเป็นอย่างนี้หรือเปล่า ก็ขอให้ดู แล้วถ้าจะแก้ปัญหากันจริงๆ ต้องหาอะไรที่เป็นเรื่องสร้างสรรค์ ให้ทำ เมื่อเขาสร้างสรรค์กันอยู่ เขาจะใจหมกหมุ่น เขาจะเอาใจจดจ่อ อยู่กับเรื่องที่ทำเนี่ยะ จนกระทั่งเขาลืมไอ้เรื่องที่จะเป็นปัญหา มันหายไปเอง การแก้ปัญหาอย่างนี้ที่เป็นการแก้ปัญหาที่แท้จริง ส่วนการแก้ปัญหาโดยแก้ปัญหานั้น เป็นการแก้ปัญหาแบบปลีกย่อย คือเป็นเรื่องที่ต้องทำไปด้วย แต่การแก้ปัญหาที่แท้ต้องทำด้วยการสร้างสรรค์

อันนี้ก็เป็นเรื่องของสังคมที่อยู่ในโลก เอาละ แล้วก็มองกว้างออกไป ทีนี้ก็ขอย้อนกลับมาดูที่การสร้างเสริมคุณธรรมในสังคมที่ว่าเมื่อกี้ พอเราพูดถึงการสร้างสรรค์คุณธรรมในสังคม เมื่อกี้ก็บอกแล้ว บอกว่าก็ต้องมาสร้างคุรธรรมกันที่ตัวคน ไปสร้างที่สังคมมันก็มองไม่ออก มันเป็นภาพเฉยๆอ่ะนะ มันไม่มีตัวมีตนหรอกฉะนั้นก็ต้องมาสร้างคุณธรรมขึ้นที่ตัวคน ทีนี้จะสร้างคุณธรรมที่ตัวคนเนี่ยะ มันก็ต้องสร้างโดยสัมพันธ์กับองค์ประกอบปัจจัยที่กล่าวมาทุกระดับทั้ง ๓ ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดเลย ไม่ใช่ว่าจะสร้างคุณธรรมในตัวคนไปโดดเดี่ยวเพราะว่าที่กล่าวมาทั้ง ๓ ขั้นนั้นน่ะ มันเป็นปัจจัยแวดล้อมที่ส่งผลมาที่ตัวคนและต่อคุณธรรมของคน ทั้งสิ้น

อ้าว ทีนี้เราทำความเข้าใจกันอย่างนี้ก็หันมาดูที่ตัวคน ทีนี้พอมาดูที่ตัวคนก็อีกแหละ เราก็บอกว่า คุณธรรมนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของชีวิตคน คุณธรรมไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตคน ทีนี้ด้านอื่นๆของชีวิตมันยังมีอีกหลายอย่างนี่ แล้วด้านยอื่นๆของชีวิตนั้นมันก็สัมพันธ์กับคุณธรรมนี้ เป็นปฏิสัมพันธ์ สัมพันธ์ต่อกันก็หมายความว่าส่งผลต่อกัน คือคุณธรรมก็ส่งผลต่อชีวิตด้านอื่นของบุคคล แล้วด้านอื่นฟส่วนอานๆของชีวิตของบุคคลนั้นก็ส่งผลต่อคุณธรรมของเขา จะททำให้เสื่อมหรือให้เจริญด้วย เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องสร้างเสริมคุณธรรมนี้ โดยตระหนักรู้และทำร่วมกันไปกับด้านอื่นๆของชีวิต ไม่ใช่แยกทำเฉพาะคุณธรรมอย่างเดียว เราก็ต้องดูต่อไปอีก อ้าว ถ้าอย่างนั้นชีวิตคนนี่มันมีกี่ด้าน? อะไรบ้าง?

ถ้าดูออกไปก็ไม่ยาก เอาหลักง่ายๆ หลักนี่มีหลายหลัก ง่ายที่สุดนี่เป็นหลักที่เห็นกันชัดๆเลย ชีวิตคนนี่ท่านให้แบ่งเป็น ๓ ด้าน ด้านที่ ๑ นี้เราก็เอาตัวคนเป็นหลัก ด้านที่ ๑ คือ ความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ภาษาพระเรียกว่า ความสัมพันธ์กับโลก โลก ทีนี้สิ่งแวดล้อมและโลกนี่ก็แบ่ง เป็น ๒ ฝ่าย สิ่งแวดล้อมหรือโลกฝ่ายหนึ่งก็คือ โลกมนุษย์ ก็คือสังคมนี่แหละ โลกมนุษย์นี่ทุกคนต้องสัมพันธ์เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ เรียกตามฝรั่งเราบอกว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม แหละอย่างนี้ก็ชัดเลย เราก็ต้องเกี่ยวข้องกับสังคม อีกด้านหนึ่งก็คือ โลกของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมด้านธรรมชาติเราก็ต้องเกี่ยวข้อง นี่อันที่ ๑ ด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมหรือความสัมพันธ์กับโลก ซึ่งต้องแบ่งเป็น ๒ ด้าน อันนี้ต้องสำคัญมากต้องแบ่งได้ คือสิ่งแวดล้อมในโลกนี้ต้องแบ่งเป็น ๒ ฝ่าย ฝ่ายสังคมกับฝ่ายธรรมชาติ หรือฝ่ายกายภาพก็ได้ กับฝ่ายสังคม ต่อไปลึกลงไปกับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ในการที่จะมาสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมนั้น เขาสัมพันธ์อย่างไร? การสัมพันธ์นี่ ก่อนที่จะไปถึงแดนที่ ๒ จะพูดถึงความสัมพันธ์อีกทีหนึ่ง

ที่ว่าสัมพันธ์กับโลก ๒ ด้าน ด้านสังคมกับด้านกายภาพเนี่ยะ ไอ้ตัวที่ไปสัมพันธ์ วิธีสัมพันธ์ เครื่องติดต่อในการสัมพันธ์ของมนุษย์เนี่ยะ มันมี ๒ ประเภทด้วย จะต้องทำความเข้าใจตรงนี้ก่อน เป็นแดนรับรู้ เป็นด้านรับรู้ เรารับรู้ด้วยตาเห็นหูฟังเป็นต้นเนี่ยะ ทางภาษาพระเรียกว่าผัสสะ การรับรู้น่ะ การรับรู้นี้ถ้าใช้เค้าก็เรียกว่าอินทรีย์ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ นี่เป็นทางรับรู้ของมนุษย์ เราติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกเนี่ยะ เราใช่ตาดูหูฟังเป็นต้นอันนี้ ๑ นี่ด้านรับรู้  

อีกด้านหนึ่งคือเป็นด้านแสดงออกหรือกระทำเรากระทำต่อโลกภายนอกด้วย เราใช้สอยเสพบริโภค เราไปสร้างสรรค์ไปทำลายอะไรต่างๆเนี่ยะ อย่างน้อยเราก็มีการเคลื่อนไหว เราพูดจาเป็นต้น อันนี้ทางพระเรียกว่ากรรม เราสัมพันธ์กับโลกภายนอก ทางที่ เรียกผัสสะ ด้านรับรู้ ก็กรรม คือการกระทำ การกระทำนี้ออกทางกายวาจาใจ เราคิดพูดแล้วทำ คิดพูดทำนี้เป็นการสื่อสารสัมพันธ์กับโลกภายนอก อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก ด้านที่มนุษย์ติดต่อสัมพันธ์กับโลกภายนอกเนี่ยะ แบ่งโลกเป็น ๒ ด้าน ๒ ฝ่ายแล้วยังวิธีการสัมพันธ์ของมนุษย์ ยังมี ๒ แบบคือแบบรับรู้กับปแบบที่แสดงออก หรือกระทำต่อสิ่งเหล่านั้น อันนี้เป็นเรื่องใหญ่

ทีนี้ต่อไปถ้าจะเข้าสู่ด้านที่ ๒ ของชีวิต ด้านที่ ๒ ของชีวิต ที่เรามีความสัมพันธ์กับโลกภายนอก จะโดยการรับรู้ก็ดี เราจะดูจะฟังอะไร เราจะดูจะรับอย่างไร น่ะ จะได้ผลอย่างไรแก่การสัมผัส แก่ชีวิตของเราเนี่ยะ เช่นได้ความรู้หรือไม่ หรือความลุ่มหลงเพลิดเพลิน ตื่นเต้นอะไรยังงี้เป็นต้น มันอยู่ที่อะไร ตอนนี้แหละ แดนที่ ๒ ก็มา ตัวสำคัญที่มันจะมาแสดงต่อกับไอ้การสัมพันธ์กับโลกภายนอก จะโดยทางผัสสะรับรู้ก็ดีโดยการกระทำก็ดีเนี่ยะ ก็คือเจตนาเจตจำนง มนุษย์มีเจตจำนงมิฉะนั้นการเคลื่อนไหวของเขาก็จะเหมือนกับใบไม้ กิ่งไม้แห้งหักล่วงลงมาอะไรต่ออะไรไม่มีเจตนา แต่การกระทำของมนุษย์แม้แต่ดูฟัง มีเจตนามีเจตจำนง จะดูอะไรดูย่างไร ฉะนั้นนี้เป็นสิ่งสำคัญ ไอ้ตัวนี้มันมาจากไหนมาจากใจ นี่แหละเป็นตัวเชื่อมสำคัญเลย เจตนาหรือเจตจำนง เป็นตัวต่อออกมาสู่ความสัมพันธ์กับโลก ภายนอก จะทำอะไรจะพูดจายังไง ก็มาจากเจตนาดเจตจำนง เจตนานี้ ก็เป็นตัวส่อแสดงถึงแดนใหญ่ที่อยู่ข้างในคือแดนของจิตใจ

แดนของจิตใจนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก แดนจิตใจก็มีที่เรากำลังพูดกันเรื่องคุณธรรม ก็อยู่ในใจนี้ด้วย ซึ่งตรงข้ามกับความชั่ว บางทีเราเรียกว่าพวกกิเลสพวกบาปพวกอกุศล ทางดีก็เรียกบุญเรื่องกุศล พวกคุณธรรมความดีอะไรต่างๆเหล่านี้ ก็เป็นเรื่องของคุณภาพคุณสมบัติที่อยู่ในจิตใจ แต่นอกเหนือจากนั้นมันยังมีความสุขความทุกข์ ก็เป็นเรื่องใหญ่ขุ่นมัวควงามเศร้าหมองความเครียด ความกระวนกระวายความชื่นบานผ่องใสร่าเริงอะไรต่างๆเหล่านี้ อันนี้เป็นคุณสมบัติทางด้านจิตใจ ซึ่งจะมาแสดงออกทางด้านเจตจำนง มาสู่การสัมพันธ์กับโลก เช่นว่าเขาทุกข์ ถ้าคนในใจมีความทุกข์ เขาจะมีเจตนาออกมาเพื่อ ๑. หนีจากความทุกข์นั้น หาทางหนีจากความทุกข์ ๒. ระบายทุกข์ เป็นต้น หรือว่าหาความสุข ไอ้เจตนาที่จะหาความสุข หนีความทุกข์ระบายทุกข์ เป็นต้นนี่ ถ้ามีสุขมันสามารถมีเจตนาอันหนึ่งด้วยคือ เจตนาที่จะระบายสุข หรือเผื่อแผ่สุข

เพราะฉะนั้นตรงนี้เป็นจุดสำคัญว่าเจตนามันจะออกในรูปไหน มันจะไปนำเจ้าพฤติกรรม ไอ้คำว่ากรรมนี่บางทีเราก็เรียกว่าพฤติกรรม แต่พฤติกรรมนี่บางทีมันไม่ครบ เพราะว่ากรรมในที่นี้ท่านหมายถึง ความคิดคำพูดการพูดการกระทำ อันนี้เจตนานี้ มันจะมาออกทางตาดูหูฟัง เด็กจะไปดูอะไร อยากจะไปฟังอะไร เด็กจะไปทำอะไรเคลื่อนไหว จะเอาปืนไปยิงหรืออะไรนี่ มันมาจากไอ้ตัวสภาพจิตของเขาเช่นความสุขความทุกข์ แล้วก็คุณธรรมเป็นกิเลสหรือเป็นความโกรธความโลภความหลงคงามเครียดแค้นชิงชัง หรือเป็นเมตตากรุณา ความปรารถนาดีใจกว้างเป็นต้น อันนี้ก็อยู่ที่ว่าเป็นด้านไหน คุณสมบัตินใจเหล่านี้เป็นตัวปรุงแต่งเจตนาหรือเจตจำนงนั้น

เพราะฉะนั้นเราก็จะต้องเข้าไปสู่แดนของจิตใจตรงนี้แหละ แดนจิตใจก็มีเรื่องใหญ่ก็ ๑ ที่บอกไว้แล้ว คือ ๑. คุณธรรม ซึ่งตรงข้ามกับด้านของบาปธรรม ความชั่วร้าย ก็ฝ่ายดีมีเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา มีความกตัญญูกตเวที มีความเคารพ มีความเผื่อแผ่ เสียสละอะไรก็ว่าไป นี่ด้านหนึ่งแล้วก็เรื่องของสมรรถภาพจิตใจ ความเข้มแข็งความเพียรความอดทน ความรับผิดชอบความมีวินัยบังคับตนเองได้ ความมีสติความมีสมาธิจิตใจแน่วแน่ อยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามปรารถนา สงบมั่นคง ไม่วอกแวกหวั่นไหวง่าย ไม่มีอะไรมากระทบกระเทือนง่าย ไม่มีความเครียดเป็นต้น เพราะว่ามีความสามามรถเข้มแข็ง สงบพอที่จะรับมือกับสิ่งที่เข้ามารบกวนได้แล้วก็ความสุขความทุกข์ที่ว่า ทั้งหมดนี้อยู่ในแดนจิตใจ ซึ่งเป็นตัวสำคัญมาก โดยเฉพาะเรื่องสุขทุกข์นี้จะต้องให้ความสำคัญมาก เพราะสุขทุกข์นี้เป็นเมื่อเราเป็นแดนแบ่งเป็นแดนย่อย ไอ้เจ้าสุขที่เป็นแดนใหญ่แดนหนึ่งในจิตใจ แล้วมันจะออกมาสู่ เจตนาท่าบอกเมื่อกี้ว่า เจตนาหนีทุกข์ เจตนาระบายทุกข์ เจตนาหาความสุข แล้วมันก็จะออกมาสู่พฤติกรรม ออกมาสู่การหาผัสสะ การรับรู้ต่างๆเนี่ยะ ที่เด็กเป็นอย่างนี้เราดูว่าเพราะอันนี้หรือเปล่า  อ้าว นี่คือแดนจิตใจ

ต่อไปมีอีกแดนหนึ่งแดนที่ ๓ มนุษย์จะทำอะไรก็ตาม จะเคลื่อนไหวนิดหน่อยเนี่ยะ มันต้องรู้ ถ้ามันไม่รู้มันทำไม่ได้ ถ้าไม่รู้เขาก็เคลื่อนไหวไม่ได้เรื่องได้ราว ไม่มีความมุ่งหมาย เลื่อนลอย ไร้ประโยชน์ ไม่สำเร็จผล ถ้าดเขาจะเคลื่อนไหวกระทำการต่างๆ แม้แต่จะดูจะฟังให้ได้ผลดีเนยี่ยะ เขาต้องมีความรู้เค้าจะต้องการดูอะไร เขาอาจจะคาดหมายรู้ได้ด้วยซ้ำว่า เค้าดูแล้วจะได้อะไร เค้าจะไปฟังอะไร เค้าจะไปทำอะไร เขาจะไปพูดกับใคร เขาก็ต้องมีความรู้ในระดับใดระดับหนึ่ง ยิ่งเขารู้มากมายกว้างขวาง พฤติกรรมของเขาก็ยิ่งซับซ้อนและทำได้ผลยิ่งขึ้น จิตใจของเขาก็จะแคบหรือกว้าง จะอึดอัดติดขัดคับข้อง หรือจะเปิดโล่งเป็นอิสระก็ด้วยตัวความรู้ที่เรียกว่าปัญญา เราไปไหนนี่เราไม่รู้จะทำยังไงนี่ ใจอึดอัดติดขัดคับข้องทันที พอรู้ว่าอะไรเป็นอะไรจะทำมันยังไง ก็โล่งใช่มั้ย? หายทันที

ฉะนั้นพอไม่รู้ก็เกิดปัญหา ติดขัดคับข้องบีบคั้น คับเครียด นี่เรียกว่าปัญหา เรียกว่าทุกข์นั่นเองภาษาพระ ที่เรียกว่าทุกข์ก็คือความติดขัดบีบคั้นคับข้อง ใจเรามันขาดปัญญาซะอย่าง มันไม่รู้จะทำยังไงนี่ มันหมดช่องทาง มันอึดอัดติดขัดคับข้อง ทุกข์ทันที แต่พอมันรู้ว่าอะไรคืออะไรเป็นยังไง อะไรเป็นคุณกับตนเป็นโทษกับตน ทำยังไงจึงจะแก้ปัญหาได้ รู้ช่องทางไป ท งออกจากที่นี่คืออะไรโล่งเลยทีนี้ เป็นอิสระ เพราะฉะนั้น ปัญญานี่เป็นตัวสำคัญ เป็นตัวliberator เป็นตัวปลดปล่อย เป็นตัวทำให้เป็นอิสระ เกิดอิสรภาพฉะนั้นแดนที่ ๓ นี่ เป็นแดนที่ยิ่งใหญ่มาก คือแดนความรู้

คนเราจะพัฒนาไปเนี่ยะ ตัวรู้จะต้องพัฒนาไปเสมอ และการที่เรามีอินทรีย์มาก็เพื่อจะมาช่วยในการพัฒนาปัญญาความรู้ นี่แหละ เราจะได้รู้เข้าใจโลกภายนอก อะไรเป็นอะไรเป็นอย่างไร  แล้วถ้าเรารู้จักใช้อินทรีย์ เราก็จะสามารถหยั่งเข้าไปในสิ่งต่างๆได้ สามารถแก้ปัญหาได้ สามารถเอาสิ่งต่างๆมาทำประโยชน์สนองความต้องการของเราได้ ฉะนั้นตรงนี้ที่เป็นตัวสำคัญ เพราะฉะนั้นตัวรู้คือปัญญานี้เป็นแดนยิ่งใหญ่มาก แดนที่ ๓ เป็นตัวที่ส่องสว่าง บอกทางให้ ขยายช่องทาง มันแคบอยู่ก็เปิดช่องทางใหก้กว้าง คนรู้เท่าไรทางก็ยิ่งกว้างขึ้นเท่านั้น แล้วปลดปล่อยให้เป็นอิสระแล้วเป็นตัวปรับแก้ พฤติกรรมนี้ทำไม่สำเร็จ ทำไปยังงี้ไม่ได้ผล ปัญญามาก็มาปรับแก้พฤติกรรมนั้น จิตใจมันไม่ดี พอมีปัญญารู้เมื่อรู้หลายขั้นนี่ปัญญามันก็มีไปถึงทุกขั้น ไม่ใช่รู้วิชาทำมาหาเลี้ยงชีพ ไม่ใช่รู้เหตุรู้ผล รู้ถึงความจริงของโลกชีวิตของธรรมชาติ เข้าถึงชีวิตความจริงของโลก และชีวิตตามธรรมชาตจิอะไร เค้าเรียกว่ารู้เท่าทันสังขาร มันเปลี่ยนท่าทีของจิตใจใหม่เลย มันปลดปล่อยจิตใจเป็นอิสระได้ หมดความทุกข์ได้เลย วางท่าทีต่อสิ่งต่างได้ถูกต้อง เพราะฉะนั้นไอ้ปัญญานี้เป็นตัวสำคัญที่สุดเลย เป็นตัวที่มาคุมยอด

ก็ ๓ แดนนี่ หรือ ๓ ด้านน่ะ ของชีวิตมนุษย์เนี่นยะ มันไปด้วยกันตลอดเวลา ด้านที่ ๑ สัมพันธ์กับโลกภายนอก เราทั้งหามาสนองความต้องการแก่ตัวเราและทางด้านที่สนองความต้องการในการที่เราจะเสพบริโภคเป็นต้น อันนี้เราจะหาความสุขเราก็สนองความต้องการของเราด้วยการทำพฤติกรรม เพราะฉะนั้นพฤติกรรมนี่ก็เป็นตัวสนองความต้องการของจิตใจ อยากจะหายทุกข์อยากจะมีความสุข ก็ใช้พฤติกรรมนั้นเป็นทางของการสนอง ปัญญาต้องการหาความรู้ ก็ใช้พฤติกรรมไปหาความรู้ เอ่อ รู้จักพูดจักจาฝึกพูดจาให้เก่งก็หาความรู้ได้ดี รู้จักเคลื่อนไหวรู้จักใช้แยกแยะใช้มือเป็น อะไรต่างๆเหล่านี้ก็สามารถที่จะค้นคว้าวิเคราะห์สิ่งต่างๆหาความรู้ฝึกปรือในการเกิดทักษะความเชี่ยวชาญชำนาญงาน ปัญญาก็เกิดจากการใช้พฤติกรรมเป็น แล้วจิตใจก็ใช้พฤติกรรมเป็นทางสนอง แล้วพฤติกรรมก็ต้องอาศัยว่าตัวเจตนาจากจิตใจเป็นตัวบังคับมัน แล้วปัญญาก็เป็นตัวที่เปิดทางให้มัน ว่ามันจะทำได้แค่ไหน เพียงไร ก็ปรับแก้ให้มันได้ผลดียิ่งขึ้น

คือตกลงแล้วไอ้ปัญญามันจะได้ความรู้ขึ้นมามันก็ต้องอาศัยจิตใจมีความต้องการ เช่นอยากรู้ อยากได้ความดีงาม อยากจะไปสู่สิ่งที่ดีงามสูงขึ้นไป อยากจะประสบความสำเร็จ มันก็ต้องหาทางทำให้เจ้าปัญญา เมื่อจิตใจมันมีความต้องการนี้ มีความเพียรพยายามมีความเพียรมีความอดทน มีความเข้มแข็ง ไอ้ปัญญานี่ก็เดินหน้า มันก็พัฒนาได้ ถ้าไอ้จิตใจมันเกียจคร้าน ไม่มีความต้องการ มันก็หมดมันก็ห่อเหี่ยวมันก็เฉยไม่เอาเรื่องเอาราว ปัญญาก็พัฒนาไม่ได้ เพราะฉะนั้นไอ้เจ้าปัญญาก็ต้องอาศัยจิตใจมีสมาธิมีจิตใจสงบมั่น คงแน่วแน่ อะไรรบกวนก็ไม่ได้ มีความไม่ว่อกแว่กไม่ ฟุ้งซ่านเลย จะนั่งอ่านหนังสือว่าฉันจะอ่านหนังสือของฉัน ใครจะเดินมา ใครจะส่งเสียงร้องเพลงอะไร ฉันก็ไม่ได้ยินทั้งนั้น ฉันอ่านหนังสือฉันได้หมด แล้วมีสมาธิยังงี้ปัญญามันก็เจริญดี ไอ้เจ้าปัญญาก็ต้องอาศัยจิตเนี่ยะ เป็นตัวทำงานในการที่จะพัฒนาตัวมัน

ดังนั้น ๓ ด้านของชีวิตเนี่ยะ อาศัยซึ่งกันและกัน คือ ด้านความัสมพันธ์กับโลกภายนอก ผัสสะการรับรู้ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วก็ทางพฤติกรรม หรือกรรม การกระทำทางการคิดการพูดการทำ แล้วก็สัมพันธ์ทั้งกับ โลก สังคมมนุษย์ แล้วก็โลกธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมทางกายภาพทั้งหมด แล้วก็แดนจิตใจ เป็นตัวคุมเป็นตั้วที่จะออกมาปรากฏโดยเจตนา เจตนาเป็นตัวออกมาสู่อินทรีย์และพฤติกรรม แล้วก็มีปัญญาเป็นตัวคุมตัวส่องท่างชี้อะไรต่ออะไรต่างๆกันไปตลอดเวลา เจ้า ๓ อันนี้ เป็นปัจจัยแก่กันและกัน นี้คือการดำเนินชีวิตของมนุษย์ที่เป็นอยู่ทุกขณะ ถ้าเข้าใจ ๓ แดนนี้ก็จะเข้าใจชีวิตของตน และถ้าวิเคราะห์ออกไปอีกทีหนึ่ง เราก็จะเห็นว่า ในการสัมพันธ์กับโลกหรือสิ่งแวดล้อมน่พะ มนุษย์เราเนี่ยะ ที่เป็นคนหนึ่งคนหนึ่ง เราก็แยกได้เป็น ๒ อย่างเหมือนกัน

ที่บอกเมื่อกี้ว่าเราสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมด้านสังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อมด้านธรรมชาติ เพราะว่าตัวเราเองน่ะ มี ๒ ด้านอยู่ในตัว คนเราน่ะด้านหนึ่งมันเป็นชีวิต ชีวิตของเรานี้เป็นธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งในธรรมชาติ เป็นไปตามกฎธรรมชาติ เกิดแก่เจ็บตายไปตามธรรมชาติมีระบการไหลเวียนของโลหิต มีระบบการหายใจมีระบบการย่อยอาหารเป็นต้นเนี่ยะ ทั้งหมดเนี่ยะ เป็นไปตามธรรมชาติและกฎธรรมชาติ นี้เป็นชีวิต นื้คือด้านหนึ่งของเราซึ่งสัมพันธ์โดยตรงกับธรรมชาติ และหนีธรรมชาติไม่พ้น ถ้าธรรมชาติมันเสื่อมโทรมแล้ว เราแย่ เช่นว่าดินน้ำไม่ดี น้ำไม่มีคุณภาพ อากาศมีมลภาวะสูง อย่างนี้ล่ะชีวิตเราแย่แน่ อันนี้เป็นด้านหนึ่งของเรา คือมนุษย์ในแง่ที่เป็นชีวิต

และอีกด้านหนึ่ง มนุษย์นั้นพร้อมกับที่เป็นชีวิต เค้าเป็นบุคคล ที่อยู่ในสังคม ๒ อันนี้คนไม่ค่อยจะแยกถ้าเค้าเป็นชีวิตก็คือเค้าเป็นธรรมชาติ ถ้าเค้าเป็นบุคคล ก็คือส่วนหนึ่งของสังคม พร้อมกับที่เค้าเป็นชีวิตนั้นก็เป็นบุคคลที่อยู่ในสังคม เค้าก็เคลื่อนไหวมีความสัมพันธ์กับผู้อื่น พูดจาปราศรัย จะมีฐานะมีความเจริญ ก้าวหน้าในสังคม ได้รับการายกย่องมีลาภมีเกียรติมียศ ได้รับการนินทาสรรเสริญอะไรต่างๆ ในการสัมพันธ์ทางสังคม ซึ่งเราเรียกว่าโลกแหก่งการสมมติ ซึ่งในแง่ธรรมชาติแล้ว ไม่มีจริงเลย ใช่มั้ย? ไอ้ชีวิตมันก็เป็นชีวิตอยู่นั่นแหละ มันจะเป็นคนไหนเป็นอะไรมียศมีศักดิ์เท่าไร ธรรมชาติไม่รับรู้ มันก็บอกว่าแก แกจะเป็นใครก็กินอาหาร แกจะเป็นใครแกต้องย่อยอาหาร ย่อยไม่ดีแกป่วย ไม่รับรู้ทั้งนั้น ทำให้ถูกต้องตามกฎธรรมชาติ จามหลักเหตุปัจจัยก็แล้วกัน นี่เป็นชีวิต

ทีนี้มนุษย์จะต้องเข้าให้ถึงทั้งหมดเนี่ยะ แล้วเขาจะต่อกับธรรมชาติด้วยชีวิตของเขา แล้วเขาต่อกับสังคมด้วยความเป็นบุคคล แม้แต่กินอาหารเนี่ยะ คนเดี๋ยวนี้ก็ไม่รู้ละ เริ่มแตกแยกจากธรรมชาติ พอเราแยกคนเป็นชีวิตกับการเป็นบุคคลเนี่ยะ เราก็เห็นเลยว่า ชีวิตก็มีความต้องการในการกินอาหาร บุคคลก็มีความต้องการในการกินอาหาร ปรากฏว่าไอจ้าความต้องการของไอ้ชีวิตกับของบุคคล มันไม่ค่อยตรงกัน ความต้องการของชีวิตที่เป็นธรรมชาตินั้นแน่นอน ไม่มีใครปฏิเสธได้ ชีวิตต้องการอาหารเพื่ออะไร เพื่อซ่อมแซมส่วนสึกหรอ เพื่อจะได้บำรุงหล่อเลี้ยงแข็งแรงเจริญเติบโตงอกงาม อันนี้ไม่มีใครปฏิเสธได้ แล้วก็ถ้าเราสนองความต้องการของชีวิต เราก็กินอาหารโดยที่ต้องรู้ปริมาณให้พอดี แล้วก็ต้องกินอาหารให้ถูกประเภท ร่างกายต้องการอะไร ศึกษาให้ใช้ปัญญาให้รู้ อันนี้ต้องมีปัญญา ถ้าไม่มีปัญญา ไม่รู้ ไม่รู้ว่ากินเพื่ออะไร ถ้ารู้เที่แท้ อ๋อ ที่จริงการกินอาหารนี่เพื่อสนองความต้องการของชีวิต อ้าว ก็เพื่อสุขภาพของร่างกาย  อ๋อ ถ้ายังงี้เราจะมีชีวิตที่ดีต้องมีสุขภาพร่างกายดี การกินอาหารเพื่อสนองความต้องการของชีวิต เพราะอย่างนี้เราจะกินยังไงล่ะ? เราก็กินให้พอดีความต้องการของร่างกาย อย่าให้มากไปน้อยไป ถ้ามากไปเกิดโทษ น้อยไปก็เกิดปัญหาอีก แล้วต้องกินอาหารให้ถูกประเภทด้วยนะ อ่า ประเภทอะไรที่อาหาร เอ่อ ที่ร่างกายต้องการ ต้องกินให้ครบให้ถูกส่วน จะไปกินแค่ตามอร่อยไม่ได้แล้ว.

ทีนี้ถ้ากินตามความต้องการของบุคคลนี่ไปอีกเรื่องนึงเลย บุคคลนี้ต้องการฐานะความโก้เก๋ อยากจะไปกินเหลานั้นภัตตาคารนี้น่ะ จะได้โก้ กินมื้อล่ะหมื่นมื้อละแสน เสร็จแล้วกินแล้ว ไอ้เจ้าความต้องการของชีวิตกับความต้องการของบุคคลมันขัดกัน บางคนกินตั้งหมื่นนั้น มันสนองความต้องการของบุคคลได้ แต่กลายเป็นไปทำลายขัดขวางความต้องการของชีวิต กินหมื่นบาทปรากฏว่าทำลายสุขภาพซะ แล้วไอ้ตัวไหน เป็นตัวความต้องการที่แท้? เราก็ตอบได้เลย ความต้องการของชีวิตสิ อ้าว แล้วทำไมคนโง่หรือฉลาดที่ไปกินสนองความต้องการของบุคคล มันก็ชัดๆอยู่แล้ว อันเนี้ยะ แค่นี้คนก็ไม่คิด ก็เป็นเรื่องง่ายๆ การศึกษาก็ต้องให้รู้ก่อน 

(มีต่อ ๒)