หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ปิแอรริ์ ทีลฮาร์ด เดอ คาร์แด็ง – จิตสำนึกจักรวาล และจุดโอเมก้า

ปิแอรริ์ ทีลฮาร์ด เดอ คาร์แด็ง – จิตสำนึกจักรวาล และจุดโอเมก้า

Pierre Teilhard de Chardin - Cosmic Consciousness and The Omega Point

          https://youtu.be/iDGIfeZP7Yo?si=j1XXtB_Cp46xHDu1

            * Pierre Teilhard de Chardin, S.J. เป็นบาทหลวงนิกายเยซูอิต ชาวฝรั่งเศส นักวิทยาศาสตร์ นักบรรพชีวินวิทยา นักปรัชญา นักลึกลับ และครู Teilhard de Chardin ได้ศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีวิวัฒนาการจากมุมมองที่ได้รับอิทธิพลจาก Henri Bergson และลัทธิลึกลับของคริสเตียน โดยเขียนงานทางวิทยาศาสตร์และศาสนาเกี่ยวกับเรื่องนี้หลายชิ้น ...

บทนำ - จัดเวที (INTRO - SETTING THE STAGE)

          จินตนาการว่าวิวัฒนาการอย่างมากที่สุดก็คือเพียงแค่กระบวนการทางชีวภาพ, ไม่ใช่แค่การคลี่เผยตัวออกมาช้าๆของสายพันธุ์และระบบนิเวศน์ทั้งหลาย, แต่คือความเคลื่อนไหวอย่างยิ่งของจักรวาลสู่ความซับซ้อน, ความตระหนักรู้, และเอกภาพอันยิ่งใหญ่กว่า. ในตอนนี้จินตนาการว่าความเคลื่อนไหวนี้มีทิศทาง, เป้าหมายที่สิ่งสร้างสรรค์ทั้งมวลกำลังรวมตัวกัน, จุดสิ้นสุดแห่งจิตสำนึกของจักรวาล ที่ซึ่งจักรวาลได้ตื่นขึ้นอย่างเต็มที่ในอ้อมกอดแห่งสรวงสวรรค์.  (Imagine that evolution is most just a biological process, not just the slow unfolding of species and ecosystems, but the very movement of the cosmos toward greater complexity, awareness, and unity. Now imagine that this movement has a direction, a goal toward which all creation is converging, a final point of cosmic consciousness where the universe awakens fully to itself in the embrace of the divine.)

นี้คือวิสัยทัศน์ของปิแอริ์ ทีลฮาร์ด เดอ คาร์แด็ง, พระเยซูอิตชาวฝรั่งเศส, นักวิยาศาสตร์ซากดึกดำบรรพ์ และนักญาณจิต ผู้ซึ่งหาญกลทำการสังเคราะห์วิทยาศาสตร์ลและจิตวิญาณศาสตร์เข้าด้วยกัน ในยุคศตวรรษที่ 20 ที่ได้ให้กำเนิดแก่หนึ่งในแนวคิดทั้งหลายที่กระแทกใส่เทววิทยายุคใหม่มากที่สุด, นั่นคือ จุดโอเมก้า. (This was the vision of Pierre Teilhard De Chardin, a French Jesuit priest, paleontologist, and mystic whose daring synthesis of science and spirituality in the 20th century gave birth to one of the most striking ideas in modern theology, the Omega point.)

ทีลฮาร์ด ได้เชื่อว่า วิวัฒนาการนั้นไม่ใช่การสุ่มเลือก/บังเอิญ, แต่ในด้านเทววิทยาแล้ว, ได้ถู฿กชี้นำโดยสรวงสวรรค์ที่จะดึงมาจากอนาคต, ลากดึงทุกสรรพสิ่งเข้าไปสู่เอกภาพอันสัมบูรณ์สุดกับพระเจ้า. ในวิดีโอนี้, เราจะเดินทางเข้าไปในความคิดของทีลฮาร์ด, สำรวจค้นว่า อย่างไรที่เขาได้เข้าใจถึงจิตสำนึกว่าเป็นดุจแกนของการสร้างสรรค์, ทำไมเขาได้มองว่าพระไครสต์เป็นจุดโอเมก้ากลับชาติมาเกิด, และอย่างไรที่แนวคิดทั้งหลายของเขากำทอนสะท้อนก้องในทุกวันนี้ในวิทยาศาสตร์, จิตวิญาณวิทยา, และดารวิจัยค้นคว้าหาความหมาย.   (Teilhard believed that evolution was not random, but theological, guided by a divine pull from the future, drawing all beings into an ultimate unity with God. In this video, we will journey into Teilhard’s thought, exploring how his scientific training and mystical insight fused into a cosmic vision of evolution, how we understood consciousness as the axis of creation, why he saw Christ as the Omega point incarnate, and how his ideas resonate today in science, spirituality, and the search for meaning.)

ชีวิตและจิตของ ปิแอริ์ ทีลฮาร์ด เดอ คาร์แด็ง (THE LIFE AND MIND OF PIERRE TEILHARD DE CHARDIN)

          ปิแอร์ ทีลฮาร์ด เดอ คาร์แด็ง เกิดในปี 1881, ในภูมิภาคฝรั่งเศสแห่งออแวริ์จ, ในครอบครัวที่ทั้งศรัทธาความเชื่อและวิทยาศาสตร์เป็นที่รักยิ่ง. เขาได้เข้าไปสู่คณะ เยซูอิต ตั้งแต่ในวัยเยาว์ ศึกษาในเรื่องเทววิทยาและปรัชญา, แต่เขาได้ถูกลากเข้าไปในธรณีวิทยาและดึกดำบรรพ์วิทยาอย่างเท่า ๆกัน, ในท้ายที่สุดก็เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญนำหน้าระดับโลกด้านวิวัฒนาการฟอสซิล. (Pierre Teilhaerd De Chardin was born in 1881, in the French region of Auvergne, into a family where both faith and science were cherished. He entered the Jesuit order1 at a young age studying theology and philosophy, but he equally drawn to geology and paleontology, eventually becoming one of the world’s leading experts on fossil evolution.)

          1 คณะเยสุอิต (Jesuit Order) หรือ สมาคมแห่งพระเยซู (Society of Jesus) คือ คณะนักบวชชายในศาสนาคริสต์นิกายโรมันคาทอลิก

ข้อมูลสำคัญ

  • การก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1540 (พ.ศ. 2083) โดย นักบุญอิกนาเชียสแห่งโลโยลา (St. Ignatius of Loyola) อดีตทหารชาวสเปน พร้อมด้วยสหายอีก 6 คน และได้รับการอนุมัติจากสมเด็จพระสันตะปาปาปอลที่ 3
  • การปฏิญาณตน: สมาชิกต้องปฏิญาณตนตามหลักทั่วไป คือ ความยากจน ความบริสุทธิ์ (พรหมจรรย์) และการเชื่อฟัง พร้อมทั้งมี "ปฏิญาณข้อที่สี่" คือ การเชื่อฟังสมเด็จพระสันตะปาปาเป็นพิเศษในเรื่องพันธกิจและการเผยแผ่ศาสนาไปทั่วโลก
  • พันธกิจและบทบาท:
    • ด้านการศึกษา: มีชื่อเสียงอย่างมากในการก่อตั้งและบริหารโรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก (เช่น มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ และ มหาวิทยาลัยเกรกโกรี)
    • ด้านการเผยแผ่ศาสนาและงานมิชชันนารี: เดินทางไปประกาศคำสอนและช่วยเหลือผู้คนในดินแดนต่างๆ ทั่วโลก
    • ด้านสังคมและการกุศล: ทำงานช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้ลี้ภัย และงานด้านวิทยาศาสตร์/ดาราศาสตร์
  • ขนาด: เป็นหนึ่งในคณะนักบวชชายที่ใหญ่ที่สุดในคริสตจักรคาทอลิกปัจจุบัน มีสมาชิกเป็นบาทหลวงและภราดารวมกันกว่า 16,000 คนทั่วโลก (รวมถึงสมเด็จพระสันตะปาปาฟรานซิส ซึ่งทรงเป็นพระสันตะปาปาพระองค์แรกที่มาจากคณะเยสุอิต)

          เขาได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการสำรวจขุดค้นในจีน. การมีส่วนร่วมในการค้นพบมนุษย์ปักกิ่งอันโด่งดัง, และงานชีพด้านวิทยาศาสตร์ของเขาได้ให้เขาซึ่งทำให้เขาเกิดความซาบซึ้งและตระหนักอย่างลึกซึ้งถึงช่วงเวลาอันยาวนานมหาศาลในประวัติศาสตร์ของโลก รวมถึงการก่อตัวและวิวัฒนาการอันสลับซับซ้อนของสิ่งมีชีวิต . กระนั้น, ทีลฮาร์ดไม่ได้พึงพอใจกับการแยกวิทยาศาสตร์ออกมาจากศรัทธาความเชื่อเลย. สำหรับเขาแล้ว, ทั้งสองสิ่งนี้ต้องพูดต่อกันและกัน เพราะว่านความเป็นจริงแล้ว ตัวมันเองคือหนึ่งเดียว. (He took part in expeditions in China. Contributing to the discovery of the famous Peking Man, and his scientific career gave him a deep appreciation for the vast time scales if Earth’s history and the intricate unfolding of life. Yet, Teilhard was not content with separating science from faith. For him. The two had to speak to each other because reality itself was one.)

          เขาเชื่อว่าว่าวิวัฒนาการเป็นแค่เพียงเรื่องของชีวภาพ แต่จิตวิญญาณคือกระบวนการที่เคลื่อนที่ไปสู่จิตสำนึกอันสูงยิ่งขึ้น. งานเขียนของเขาบ่อยครั้งถูกห้ามตีพิมพ์ในช่วงชีวิตของเขาตามอำนาจคำสั่งของโบสถ์ เนื่องจากความกล้าหาญ อันเป็นที่เลื่องลือเป็นวงกว้างหลังจากที่เขาเสียชีวิต [ผลงานเหล่านั้น] ได้สร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้อ่านจำนวนนับไม่ถ้วน ด้วยส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความเข้าใจอย่างลึกซึ้งทางวิทยาศาสตร์และความหลงใหลในสิ่งลี้ลับ. ทีลฮาร์ดเป็นมนุษย์สองโลก. นักวิทยาศาสตร์และนักบวช. และจักรวาลวิทยาของเขาก็สะท้อนถึงบทบาทหน้าที่อันเป็นคู่ขนานนี้, เข้มงวด,  เป็นไปตามหลักวิวัฒนาการ,  แต่ในขณะเดียวกันก็เปี่ยมไปด้วยความลึกซึ้งทางจิตวิญญาณ.  (He believed that evolution was just a matter of biology but a spiritual process moving toward a higher consciousness. His writing often suppressed during his lifetime church authorities for their boldness circulated widely after his death inspiring countless readers with their blend of scientific insight and mystical passion. Teilhard was a man of two worlds. Scientist and priest. And his cosmology reflects this dual vocation, rigorous, evolutionary, yet profoundly spiritual.)

วิวัฒนาการในฐานะการเพิ่มขึ้นของความซับซ้อนและจิตสำนึก  (EVOLUTION AS THE RISE OF COMPLEXITY AND CONSCIOUSNESS)  

          ทีลฮาร์ดได้สังเกตว่าทั่วทั้งประวัติศาสตร์จักรวาลนั้น, สสารได้วิวัฒนาการจากความเรียบง่ายไปสู่ระดับที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น. จากอนุภาคย่อยของอะตอมไปสู่อะตอม, จากอะตอมไปสู่โมเลกุล, จากโมเลกุลไปสู่เซลล์และจากเซลล์ไปสู่ชีวอินทรีย์, ในแต่ละขั้นตอนล้วนก่อให้เกิดโครงสร้างที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น.   (Teilhard observed that over the course of cosmic history, matter has evolved from simplicity toward increasing levels of complexity. From subatomic particles to atoms, from atoms to molecules, from molecules to cells and from cells to organisms, each stage gave rise to structures of greater intricacy.)

          แต่ทีลฮาร์ด ได้มองเห็นมากยิ่งกว่าแต่การเปลี่ยนแปลงด้านกายภาพ. เขาได้มองเห็นว่าจิตสำนึกอุบัติขึ้นพร้อมกันไปกับความสลับซับซ้อน. สำหรับเขาแล้ว, ทั้งสองจับมือไปด้วยกัน. ความสลับซับซ้อนทางสสารวัตถุอันยิ่งใหญ่กว่าได้นำไปสู่ระดับความตระหนักรู้ที่สูงยิ่งขึ้น.  สิ่งนี้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดบนโลก ด้วยการถือกำเนิดขึ้นของความตระหนักรู้ของมนุษย์,  จักรวาลกลายเป็นผู้มีความตระหนักรู้ในตัวเองผ่านพวกเรา. เขาเรียกจิตสำนึกหลักอันสลับซับซ้อน, ว่ากฎของการปฏิวัติโดยสสารวัตถุซึ่งโดยธรรมชาติโน้มเอียงไปสู่ระดับของความตื่นรู้ซึ่งสูงขึ้น. วิวัฒนาการจากนั้นแล้วก็ไม่ได้ไร้ซึ่งทิศทาง. มะนได้มีปลายลูกศรชี้ไปยังการเพิ่มขึ้นของจิตสำนึก, บูราณาการ, และเอกภาพ.   (But Teilhard saw more than just physical change. He saw consciousness emerging alongside complexity. For him, the two went hand in hand. Greater complexity of matter led to higher levels of awareness. This culminated on Earth in the emergence of human consciousness, the universe becoming self-awareness through us. He called this principal complexity consciousness, a law of revolution by which matter naturally tends toward deeper levels of awareness. Evolution then was not directionless. It had an arrow pointing toward increasing consciousness, integration, and unity.)

          มนุษย์ไม่ใช่เหตุบังเอิญของผลผลิตแห่งกระบวนการมืดบอด, แต่คือกุญแจหนึ่งในจุดพลิกหันในจักรวาลที่ซึ่งจักรวาลได้ตื่นรู้ขึ้นต่อตัวมันเองในความคิดอันสะท้อนกลับมา.  (Human beings are not an accidental by product of blind processes, but a key turning point in the cosmos where the universe awakens to itself in reflective thought.)

จิตมณฑล – อาณาจักรแห่งจิต (THE NOOSPHERE - THE SPHERE OF MIND)

          ถ้าชีวมณฑลคืออาณาจักรแห่งชีวิตห้อมล้อมโลกเรา, ทีลฮาร์ดได้เสนอว่า มีอีกเปลือกชั้นหนึ่ง, noosphere - จิตมณฑล, อาณาจักรทรงกลมของจิตและความคิดที่ผุดอุบัติขึ้นเมื่อจิตสำนึกมนุษย์ กลายมาเป็นสิ่งส่วนรวม. เช่นเดียวกับที่ธรณีภาคได้ให้กำเนิดชีวมณฑล ชีวมณฑลเองก็ได้ให้กำเนิดทรงกลม/มณฑลใหม่ ผ่านวิวัฒนาการของสติปัญญา วัฒนธรรม ภาษา และเทคโนโลยี. (If the biosphere2 is the realm of life encircling the earth, Teilhard proposed that there is another layer, the Noosphere, the sphere of mind and thought that emerges when human consciousness becomes collective. Just as the geosphere gave rise to the biosphere, so too the biosphere has given rise to the new sphere through the evolution of intelligence, culture, language, and technology.)

          2 Biosphere หรือ ชีวมณฑล คือ ส่วนประกอบของโลกที่รวมทุกชีวิตและระบบนิเวศทั้งหมดไว้ด้วยกัน ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ชั้นบรรยากาศระดับต่ำ พื้นผิวดิน มหาสมุทร ไปจนถึงใต้ดินลึกที่ยังมีสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

องค์ประกอบหลักของชีวมณฑล

  • องค์ประกอบที่มีชีวิต (Biotic components): ได้แก่ พืช สัตว์ เชื้อรา และจุลินทรีย์ต่าง ๆ
  • องค์ประกอบที่ไม่มีชีวิต (Abiotic components): ได้แก่ อากาศ น้ำ แร่ธาตุ และพลังงานจากดวงอาทิตย์ซึ่งเป็นปัจจัยค้ำจุนชีวิต

ขอบเขตของชีวมณฑล

ชีวมณฑลไม่ได้เป็นชั้นหนาแน่นชั้นเดียว แต่กระจายอยู่ตามส่วนต่าง ๆ ของโลก:

  • ชั้นบรรยากาศ (Atmosphere): ขึ้นไปจากพื้นดินไม่กี่กิโลเมตร ซึ่งมีนกแมลง หรือจุลินทรีย์ลอยอยู่
  • ชั้นน้ำ (Hydrosphere): ครอบคลุมตั้งแต่ผิวน้ำ ทะเล ไปจนถึงร่องลึกก้นสมุทร
  • ชั้นธรณีภาค / ดิน (Lithosphere): ลงไปในดินหรือเปลือกโลกที่มีสิ่งมีชีวิตและรากพืชชอนไชถึง

          จิตมณฑลไม่ใช่เป็นแค่เชิงอุปมาอุปมัย. มันเป็นใยตาข่ายที่มีชีวิตของความตระหนักรู้ที่ถูกแบ่งปัน ซึ่งผูกมนุษยชาติเอาไว้ด้วยกัน, แผ่ขยายออกเมื่อเราติดต่อสื่อสารกัน, ร่วมมือกัน, และสร้างสรรค์กัน. ทีลฮาร์ดเชื่อว่ามณฑลใหม่นี้ดดำเนินต่อไปที่จะเติบโต จนกระทั่งครอบคลุมไปทั่วดาวเคราะห์นี้, หลอมรวมมนุษยชาติเข้าไปในโครงข่ายของจิตสำนึก. (The Noosphere is not just metaphorical. It is the living web of shared awareness that binds humanity together, expanding as we communicate, cooperate, and create. Teilhard believed that this new sphere continues to grow until it encompassed the whole planet, uniting humanity in a network of consciousness.)

          ทุกวันนี้, หลายคนมองเห็นในวิสัยทัศน์นี้ ในรูปการณ์ของอินเตอร์เน็ต, การติดต่อสื่อสารโลกานุวัฒน์, และแนวคิดของจิตสำนึกระดับโลกานุวัฒน์. แต่สำหรับทีลฮาร์ด, จุดโอเมก้า, จิตมณฑลได้เป็นมากยิ่งกว่าปรากฏการณ์ทางสังคม. มันเป็นก้าวขั้นในความเคลื่อนไหวจักรวาลไปสู่จุดโอเมก้า, การบรรจบพบกันสุดท้ายของจิตทั้งหมดในเอภาพแห่งสรวงสวรรค์. (Today, many see in this vision an anticipation of the internet, global communication, and the idea of a planetary mind. But for Teilhard, the Noosphere was more than a social phenomenon. It was a step in the cosmic movement toward the Omega point, the final convergence of all minds in divine unity.)

จุดโอเมก้า - จุดหมายแห่งวิวัฒนาการ (THE OMEGA POINT - THE GOAL OF EVOLUTION)

          ที่หัวใจวิสัยทัศน์ของทีลฮาร์ดก็คือ จุดโอเมก้า, ท้ายสุดของวิวัฒนาการ ที่ซึ่งจิตสำนึกมาบรรจบร่วมกันเข้าไปสู่เอกภาพสมบูรณ์กับสรวงสวรรค์. ไม่เหมือนจุดจบสุดท้ายอย่างง่ายๆ, โอเมก้าเป็นทั้งจุดหมายของกระบวนการลิแรงกำลังที่ลากมันไปข้างหน้า,  สิ่งดึงดูดอันอยู่เหนือธรรมชาติที่กำลังดึงดูดจักรวาลเข้าหาตัวเอง.    (At the heart of Teilhard’s vision is the Omega point, the final of evolution where consciousness converges into perfect unity with the divine. Unlike a simple end point, Omega is both the goal of the process and the force drawing it forward, a transcendent attractor pulling the cosmos toward it self.)

          ทีลฮาร์ดระบุแยกแยะว่า จุดโอเมก้าไม่ได้เป็นเพียงพระไครสต์ในฐานะบุคคลทางประวัติศาสตร์เท่านั้น แต่ทรงเป็นเช่นพระไครสต์แห่งจักรวาล,  พระวจนะผู้ซึ่งสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นในพระองค์ และสรรพสิ่งทั้งปวงถูกดึงดูดเข้าหาพระองค์. ในวิสัยทัศน์นี้, พระไครสต์, คือศูนย์รวมความเป็นหนึ่งเดียวของจักรวาล, เป็นการสถิตอยู่ส่วนบุคคลของพระเจ้าที่ทรงนำสรรพสิ่งในการสร้างเข้าสู่การมีส่วนร่วมสนิทขั้นสูงสุด.  (Teilhard identified the Omega point with Christ not merely as a historical figure but as the cosmic Christ, the logos in whom all things are created and toward whom all things are drawn. In this vision, Christ is the unify center of the universe, the personal presence of God drawing creation into final communion.)

          จุดโอเมก้า ไม่ใช่การทำลายล้างสิ้น, แต่คือความสมบูรณ์พูนสุข ซึ่งเป็นจุดที่ความหลากหลายและความเป็นปัจเจกบุคคลยังคงถูกรักษาไว้ ทว่าสอดประสานเป็นหนึ่งเดียวกันในระดับที่สูงขึ้นด้วยความรักและจิตสำนึก. สำหรับทีลฮาร์ด, วิวัฒนาการไม่ได้เคลื่อนที่ไปสู่การปฏิวัติไม่ได้กำลังดำเนินไปสู่ความโกลาหลและการล่มสลาย แต่ดำเนินไปสู่ความเบ่งบานของจิตวิญญาณ อันเป็นความสมบูรณ์แบบของการสรรสร้างในพระเจ้า.  (The Omega point is not annihilation but fulfillment, the point where multiplicity and individuality are preserved yet harmonized in a higher unity of love and consciousness. For Teilhard, evolution is not moving toward entropy and dissolution, but toward the flowering of spirit, the completion of creation in God.)

          ทฤษฎีของทีลฮาร์ดเรื่องจุดโอเมก้า ได้ไม่สามารถแยกกันกับคริสตวจนะวิทยาของเขา. เขาได้มองเห็นถึงการนกลับชาติมาจุติ, พระเจ้าได้กลายมาเป็นมนุษย์ในพระไครสต์, คือจุดเปลี่ยนสำคัญของวิวัฒนาการแห่งจักรวาล ซึ่งเป็นจุดที่พระเจ้าเสด็จเข้าสู่ประวัติศาสตร์ เพื่อรวมพระองค์เข้ากับสสารวัตถุ. การฟื้นคืนพระชนม์และการเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ของพระไครสต์ตามการตีความของทีลฮาร์ด ไม่ใช่เหตุการณ์ที่จำกัดอยู่แค่ในอดีต แต่เป็นความจริงที่กำลังดำเนินอยู่ และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงจุดหมายปลายทางสัมบูรณ์สุดของจักรวาล.   (Teilhard’s theology of the Omega point was inseparable from his Christo logology3. He saw in the incarnation, God becoming human in Christ, the pivot point of cosmic evolution where the divine entered history to unite itself with matter. The resurrection and ascension of Christ in Teilhard’s interpretation were not events limited to the past, but on-going realities, signs of the ultimate destiny of the universe.)

          3 "Christo logology" (หรือที่สะกดอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการว่า Christology / คริส-ตอล-โล-จี) หมายถึง "คริสตวิทยา" ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของเทววิทยาคริสเตียนที่มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติ สถานะบุคคล พระราชกิจ และคำสอนของพระเยซูคริสต์

คำนี้มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำรวมกัน คือ Christos (พระคริสต์/ผู้รับการเจิม) และ Logia หรือ Logos (คำอธิบาย/การศึกษา) โดยหัวข้อหลักที่คริสตวิทยาใช้ศึกษาและหาคำตอบตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ประกอบด้วย:

  • ความเป็นพระเจ้าและความเป็นมนุษย์: ศึกษาว่าพระเยซูทรงเป็นทั้งพระเจ้าแท้และมนุษย์แท้ในบุคคลเดียวกันได้อย่างไร (Hypostatic Union)
  • บทบาทในการไถ่บาป: เจาะลึกถึงภารกิจของพระองค์ในการเป็นพระผู้ช่วยให้รอด (Messiah) การสิ้นพระชนม์บนกางเขน และการฟื้นคืนพระชนม์เพื่อช่วยมนุษย์ให้พ้นจากความบาป
  • ความสัมพันธ์ในตรีเอกภาพ: ศึกษาฐานะของพระเยซูในฐานะ "พระบุตร" (God the Son) หรือ "พระวจนะ" (Logos) ที่มีความสัมพันธ์กับพระบิดาและพระวิญญาณบริสุทธิ์

          ในพระไครสต์, การบรรจบกันของสิ่งศักดิ์สิทธิ์และมนุษย์ ชี้ให้เห็นถึงการรวมเป็นหนึ่งขั้นสูงสุดของสรรพสิ่งกับพระเจ้า. งานเขียนเชิงรหัสยนัยของทีลฮาร์ด จะอธิบายบ่อยครั้งถึงการรับรู้และสัมผัสได้อย่างลึกซึ้งถึงการดำรงอยู่ของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่มีอยู่ในสสารวัตถุในผืนแผ่นดิน และในพลังงานของชีวิตของตัวมันเอง. สำหรับเขาแล้ว ศีลมหาสนิทไม่ได้เป็นเพียงแค่ศีลศักดิ์สิทธิ์ของศาสนจักรเท่านั้น แต่ยังเป็นพิธีกรรมระดับจักรวาลที่ชำระให้ทั้งโลกศักดิ์สิทธิ์ และดึงดูดโลกไปสู่จุดโอเมก้า.  ด้วยวิธีนี้, ทีลฮาร์ดได้ผสมผสานมุมมองทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับวิวัฒนาการ เข้ากับความตระหนักรู้ทางจิตวิญญาณอันลึกซึ้งที่มีพระไครสต์เป็นศูนย์กลาง, โดยนำเสนอภาพของจักรวาลในฐานะนาฏกรรมอันศักดิ์สิทธิ์ของการก่อกำเนิดแห่งเทวภาพ.   (In Christ, the coincidence of divine and human points toward the ultimate union of all creation with God. Teilhard’s mystical writings often describe a profound sense of the divine presence in matter in the earth in the energy of life itself. For him the eucharist was not only a sacrament of the church but a cosmic act consecrating the whole world and drawing it toward Omega. In this way, Teilhard combined a scientific vision of evolution with a deeply mystical sense of Christ at its center, offering a vision of the universe as a sacred drama of divine becoming.)

ความสอดคล้อง (หรือความสะท้อน) กับวิทยาศาสตร์และปรัชญาร่วมสมัย  (RESONANCES WITH MODERN SCIENCE AND PHILOSOPHY)

แม้ว่าทีลฮาร์ดจะเขียนผลงานขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 20,  แนวคิดของเขาสะท้อนและตอบรับอย่างรุนแรงกับความคิดร่วมสมัย. แนวความคิดของเขาในเรื่อง จิตมณฑลค้นพบเสียงก้องสะท้อนในโครงข่ายโลกานุวัฒน์, ทฤษฎีระบบทั้งหลาย, และการถกเถียงเกี่ยวกับ ระบบปัญญาที่เน้นการตรวจสอบและแก้ไขข้อผิดพลาด.  กฎแห่งความซับซ้อน-จิตสำนึกของเขา มีความสอดคล้องกับแนวคิดในสาขาประสาทวิทยาศาสตร์และชีววิทยาเชิงวิวัฒนาการ ที่เชื่อมโยงความซับซ้อนเข้ากับคุณสมบัติอุบัติขึ้นของจิต. (Though Teilhard wrote in the early 20th century, his ideas resonate strongly with contemporary thought. His concept of the Noosphere finds echoes in global networks, systems theory, and discussions of corrective intelligence. His law of complexity consciousness parallels ideas in neuroscience and evolutionary biology that link complexity to emergent properties of mind.)

          จุดโอเมกายังมีความคล้ายคลึงกับข้อสันนิษฐานทางจักรวาลวิทยาบางประการที่ว่า เอกภพกำลังมุ่งหน้าไปสู่สภาวะที่มีข้อมูลหรือมีความสอดคล้องเชื่อมโยงกันอย่างสูงสุด. นักปรัชญาด้านจิตผู้ที่ได้สำรวจค้นแบบลัทธิจิตสากล หรือทฤษฎีบูรณาการข้อมูล พบว่าทีลฮาร์ดคือนักบุกเบิกผู้ที่ได้มองเห็นถึงจิตสำนึก ว่าเป็นเช่นรากฐานต่อจักรวาล. (The Omega point even resembles certain cosmological speculations about the universe tending toward maximum information or coherence. Philosophers of mind who explore panpsychism or integrated information theory find in Teilhard a precursor who saw consciousness as fundamental to the cosmos.)

          บรรดานักวิจารณ์ได้ออกมาโต้แย้งความมองโลกในแง่ดีของเขา โดยตั้งข้อสังเกตว่าวิวัฒนาการนั้นรวมถึงการสูญพันธุ์และความทุกข์ด้วย. แต่ทีลฮาร์ดจะตอบกลับว่า สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของกระบวนการแห่งการหลอมรวม ที่ซึ่งความขัดแย้งและความรักถูกถักทอเข้าด้วยกันในการถือกำเนิดของบางสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า. วิสัยทัศน์ของเขาช่วยโต้แย้งแนวคิดเชิงสสารวัตถุนิยมที่มองว่าเอกภพนั้นไร้ความหมาย, โดยนำเสนอมุมมองแทนที่ด้วย เทววิทยา, และจักรวาลวิทยาอันศักดิ์สิทธิ์ ที่เชื่อว่าจิตสำนึกและจิตวิญญาณคือความเป็นน็นจริงที่ลึกซึ้งที่สุด  (Critics have challenged his optimism noting that evolution involves extinction and suffering. But Teilhard would reply that these are part of the process of convergence, strife and love woven together in the birth of something greater. His vision provides a counterpoint to materialist narratives of a meaningless universe, offering instead a teleological, sacred cosmology where consciousness and spirit are the deepest realities.)

นัยยะสำคัญเชิงจิตวิญญาณ - การดำรงชีวิตไปสู่โอเมก้า (THE SPIRITUAL IMPLICATIONS - LIVING TOWARD OMEGA)

          จุดโอเมก้าของทีลฮาร์ด ไม่ได้เป็นแค่ความหวังในอนาคต แต่เป็นการวางแนวทิศทางของปัจจุบัน. ที่จะดำรงชีวิตไปสู่จุดโอเมก้า คือการที่จะจัดเรียงแนวแถภวกับชีวิตของคนผู้หนึ่งด้วยความเคลื่อนที่ของวิวัฒนาการที่จะมีส่วนร่วมกับการเติบโตของเอกภาพ, รัก, และจิตสำนึกในโลกนี้. สิ่งนี้หมายถึงการส่งเสริมความผูกพันแทนที่จะเป็นความแตกแยก และการร่วมมือกันแทนที่จะเป็นความขัดแย้ง. การมองเห็นว่าทุกๆ การกระทำแห่งการสร้างสรรค์,  ความเมตตากรุณา,  หรือการค้นพบ คือก้าวหนึ่งที่มุ่งไปสู่การหลอมรวมในท้ายที่สุด. งานเชิงจิตวิญญาณของทีลฮาร์ดเป็นความผูกพันอย่างลึกซี้งต่อเชิงนิเวศน์และชุมชน. จักรวาลไม่ได้เป็นเพียงฉากด้านหลัง แต่คือผู้มีส่วนร่วมในการเดินทางของเรา.   (Teilhard’s Omega Point is not just a future hope but a present orientation. To live toward Omega is to align one’s life with the movement of evolution to contribute to the growth of unity, love, and consciousness in the world. This means fostering connection rather than division, cooperation rather than conflict. Seeing in every act of creativity, compassion or discovery a step toward the final convergence. Teilhard’s spirituality is deeply ecological and communal. The universe is not a backdrop but a participant in our journey.)

          มนุษยชาติไม่ใช่กลุ่มก้อนของปัจเจกบุคคลที่แยกจากกัน แต่เป็นหนึ่งเดียวกันของร่างกายแห่งจิตสำนึก. การตระหนักรู้ในสิ่งนี้ คือการใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกรับผิดชอบอันศักดิ์สิทธิ์. ด้วยตระหนักว่า ความคิด, การเลือก,  และการกระทำของเรา ล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการคลี่คลายตัวครั้งยิ่งใหญ่ของจักรวาลไปสู่จุดโอเมกา. สำหรับทีลฮาร์ดแล้ว, ศรัทธาไม่ใช่การหลบหนีจากวิวัฒนาการ, แต่เป็นพันธะสัญญาที่จะช่วยนำมันมาสู่การบรรลุผลสำเร็จ.   (Humanity is not a collection of isolated individuals but a single body of consciousness. To recognize this is to live a sense of sacred responsibility. Knowing that our thoughts, choices, and actions are part of the great cosmic unfolding toward Omega. For Teilhard, faith is not an escape from evolution, but a commitment to help bring it to fulfillment.)

บทสรุป – จักรวาลที่กำลังตื่นรู้ในตัวมันเอง (CONCLUSION - THE UNIVERSE AWAKENING TO ITSELF)

          วิสัยทัศน์ของปิแอริ์ ทีลฮาร์ด เดอ คาร์แด็ง ในเรื่องจุดโอเมก้า ได้เสนอการสังเคราะห์อันน่าตื่นใจของวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณวิทยา. ผู้ที่มองเห็นว่าจักรวาลไม่ได้เป็นเช่นสิ่งมืดบอดและไร้ความหมาย แต่เป็นเช่นการเดินทางอันศักดิ์สิทธิ์ไปยังการตื่นรู้แห่งสรวงสวรรค์. วิวัฒนาการในการบอกของเขาก็คือเรื่องราวของสาสารวัตถุที่กลายมาเป็นชีวิต, ชีวิตกาลยเป็นจิต และจิตก็บรรจบร่วมกันไปเป็นจิตวิญญาณ.   (Pierre Teilhard De Chardin’s vision of the Omega Point offers a breathtaking synthesis of science and spirituality. One that sees the universe not as blind and meaningless but as a sacred journey toward divine awakening. Evolution in his telling is the story of matter becoming life, life becoming mind and mind converging into spirit.)

          นูสเฟียร์ – จิตมณฑลได้แผ่ขยายไปทั่วโลกนี้ ในฐานะมนุษยชาติ กลายไปเป็นความเชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่นมากขึ้นเรื่อย ๆ และสิ่งที่อยู่เหนือไปจากนั้น คือการหลอมรวมเข้าด้วยกันในท้ายที่สุด, จุดโอเมก้าที่ซึ่งจิตสำนึกทั้งหมดรวมเข้าด้วยกันไปในพระเจ้า. ไม่ว่าเราจะแปลความหมายเรื่องนี้เช่นเชิงวรรณกรรมหรือเชิงสัญลักษณ์, วิสัยทัศน์ของทีลฮาร์ดได้สร้างแรงดาลใจต่อเราที่จะมองเห็นชีวิตทั้งหลายของเรา แบะโลกของเราแห่งกระบวนการของจักรวาลอันใหญ่หลวง ตั้งครรภ์ขึ้นด้วยความหมายแลพะการมีทิศทางตรงไปยังอุตรภาพ - ความหลุดพ้น.   (The Noosphere spreads across the earth as humanity becomes increasingly interconnected and beyond it lies the final convergence, the Omega Point where all consciousness unites in God. Whether we interpret this literally or symbolically, Teilhard’s vision inspires us to see our lives and our world of a grand cosmic process pregnant with meaning and directed toward transcendence4.)

          4 Transcendence แปลว่า การก้าวพ้น การอยู่เหนือสิ่งเดิม หรือในทางปรัชญาไทยนิยมบัญญัติศัพท์ว่า "อุตรภาพ" โดยรากศัพท์มาจากคำว่า transcend ที่หมายถึงการปีนข้ามหรือก้าวข้ามขีดจำกัดเดิมที่มีอยู่

ความหมายของคำนี้สามารถจำแนกออกตามบริบทหลักๆ ได้ดังนี้ครับ:

1. ในทางปรัชญา (Philosophy)

หมายถึง สภาวะที่อยู่เหนือโลกทางกายภาพ หรืออยู่เหนือกรอบความเข้าใจและความรู้ปกติของมนุษย์ เช่น ในแนวคิดของอิมมานูเอล คานท์ (Immanuel Kant) หรือการพูดถึงสิ่งทางศาสนา อภิปรัชญา และความตาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยประสบการณ์หรือหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ทั่วไป

2. ในทางจิตวิทยา (Psychology)

มักใช้ในคำว่า Self-Transcendence (การก้าวข้ามตัวตน) ซึ่ง อับราฮัม มาสโลว์ (Abraham Maslow) ได้ระบุไว้ว่าเป็น ขั้นสูงสุดของความต้องการของมนุษย์ (อยู่เหนือขั้นการเข้าใจตนเอง หรือ Self-Actualization) มันคือภาวะที่มนุษย์ลดละความกังวลหรือความเห็นแก่ตัว แล้วหันไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่มีคุณค่าหรือเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่กว่าตัวเอง เช่น การทำประโยชน์เพื่อสังคม การเข้าถึงความจริงแท้ หรือการช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์โดยไม่หวังผลตอบแทน

3. ในทางจิตวิญญาณและศาสนา (Spirituality & Religion)

หมายถึง การบรรลุธรรมหรือการหลุดพ้นจากพันธนาการทางโลก สภาวะที่จิตใจยกตัวสูงขึ้นเหนือความทุกข์ กิเลส ตัณหา หรือขีดจำกัดทางร่างกาย เพื่อเข้าถึงสัจธรรมหรือสิ่งสูงสุดในแต่ละความเชื่อ

          ในท้ายที่สุดแล้ว, ข่าวสารของเขาคือหนึ่งในความหวัง. นั่นคือว่าจักรวาลไม่ได้หมุนช้าหยุดลงไปสู่ความเงียบสงัด, แต่กำลังเจริญเติบโตขึ้นไปสู่บทเพลง. เพลงแห่งจักรงาลของการตื่นรู้ต่อตัวมันเองในอ้อมกอดของจิตสำนึกสรวงสวรรค์.   (In the end, his message is one of hope. That the universe is not winding down into silence, but rising up into song. The song of a cosmos awakening to itself in the embrace of divine consciousness.)

          https://youtu.be/iDGIfeZP7Yo?si=DTM_5C-upcqc9aaw

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2569

โรเจอร์ เพนโรส - อะไรคือ จิตสำนึก?

โรเจอร์ เพนโรส - อะไรคือ จิตสำนึก?

Roger Penrose - What is Consciousness?

          https://youtu.be/CdjHRA7fV10?si=guDkfGSdvHQvW2Xf

บทนำ: ทำไมนักฟิสิกส์คนหนึ่งศึกษาเรื่อง จิต* โรเจอร์ เพนโรสแบ่งปันความหลงใหลเริ่มแรกด้วย จิตสำนึก และความทะเยอทะยานลับๆของเขาของการกลายเป็นศัลแพทย์สมอง.  (Introduction: Why a Physicist Studies the Mind* Roger Penrose shares his early fascination with consciousness and his secret ambition of becoming a brain surgeon.)

พิธีกร: โรเจอร์, อะไรคือมันเกี่ยวกับจิตสำนึกที่กระแทกจคุณ เป็นเช่นฟิสิกส์คณิตศาสตร์ ที่ไปเข้าสู่พื้นที่ซึ่งคุณไม่เคยได้อยู่ในนั้นมาก่อน?  (Roger, what is it about Consciousness that attracted you as a mathematical physicist to go into area that you hadn’t been in before?)

โรเจอร์ เพนโรส:   เออาละ, ผมคิดว่าความสนใจของผมในพื้นที่ด้านนี้ได้มาทางนี้ก่อนที่ผมและบิดาของผมจะมีความสนใจขนาดโตในประเด็นทั้งหลายเหล่านี้ และ เอ่อ เขากลายเป็น เอ่อ สนใจอย่างมืออาชีพ, เขาได้สนใจในเรื่องการถ่ายทอดของโรคทางจิต เอ่อ แต่ เราได้เคยถกเถียงกันเกี่ยวกับว่า จิตสำนึกสามารถกระทำการเชิงประมวลผลได้หรือไม่, เรา, มันเป็นอะไรประเภทของสิงที่ผคนได้กำลังสนใจกัน. ที่จริงแล้ว, อย่างลับๆ ที่เวทีหนึ่งของชีวิตของผม, ผมได้อย่างลับๆต้องการจะเป็นศัลยแพทย์สมอง, ดังนั้น ผมก็จะพเปิดสมองออกมา และดูว่ามันได้ทำงานยังไง, ที่ซึ่งไม่ได้เคยใช้การได้. (Well, I think my interest in this area came way before that I my father had a big interest in these issues and uh he became uh interested professionally he was interested in the inheritance of mental disease uh but we used to have discussions about whether Consciousness could be computational activity, we, it was the kind of thing that people were getting interested in in fact secretly at one stage of my life I was secretly wanting to be a brain surgeon, so I open the brains up and see what how it worked, which never quite worked out.)

แรงกระทบทฤษฎีของเกอเดิล* เพนโรส อธิบายถึงอย่างไรที่ครั้งแรกซึ่งตรรกะคณิตศาสตร์ได้ทำให้เดขาปักใจว่า ความเข้าใจของมนุษย์นั้นเหนือกว่าการประมวลผลทั้งหลาย. (The Impact of Gurdel’s Theorem* Penrose explains how mathematical logic first convinced him that human understanding transcends mere computation.)

          แต่ เอ่อ มันได้เป็นจริงๆในภายหลัง เมื่อ, ยังคงการคิดว่าบางทีเราทั้งหมดเป็นคอมพิวเตอร์ หรืออะไรบางอย่าง เอ้อ ผมได้สนใจใน, ทฤษฎีของเกอเดิล, นี้เมื่อตอนที่ผมเป็นนักศึกษาปริญญาตรีสาขาคณิตศาสตร์อยู่ที่ ลอนดอน, มหาวิทยาลัยลอนดอน. และผมก็ไปที่แคมบริดจ์ แล้วก็ในฐานะนักศึกษาปริญญาโท และที่นั่นผมได้ไปเข้าเรียนในหลายๆด้านแตกต่างกันไปที่ผมพบว่าน่าสนใจ อย่างเช่นหลักสูตรด้านจักรวาลวิทยาของบอนดิ, และหลักสูตรของดี-เร็กซ์ในเรื่องกลไกควอนตัม. และอีกหลักสูตรหนึ่งที่ได้ถูกให้โดยนักบรรยายสอนในชื่อของสตีน, ผู้ซึ่งพูดคุยถึงทฤษฎีของเกอเดิล และเครื่องจักรกลควบคุมคัดท้ายอะไรทั้งหมดในเรื่องนี้. และผมคิดว่ามันเป็นขั้นระดับนั้นที่ผมได้ก่อรูปร่างมุมมองของผมนั่น ที่ว่าจะต้องเป็นอะไรบางอย่างดำเนินอยู่เมื่อเราเข้าใจสิ่งทั้งหลายโดยเฉพาะคณิตศาสตร์ซึ่งเป็นอะไรที่มันได้เกี่ยวกับ.    (But uh it was really later when, uh still thinking that maybe we were all computers or something uh I had interest in, in Gurdel’s theorem1, this is when I was an undergraduate in mathematics in London, London University. And I went to Cambridge then as a graduate student and there I went to courses on various things which found interesting like Bondi’s course on cosmology, and D-rex course on quantum mechanics. And another course which was given by a lecture by the name of Steen, who talked about Gurdel’s theorem and teering machines and all this. And I think it was at that stage that I formed my view that there has to be something going on when we understand things particularly mathematics which is the what it was about.)

          1 ทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์ของเกอเดิล (Gödel’s incompleteness theorems) คือชุดของทฤษฎีบท 2 ข้อในทางคณิตตรรกศาสตร์ ซึ่งคิดค้นโดย เคิร์ท เกอเดิล (Kurt Gödel) ในปี ค.ศ. 1931 ที่แสดงให้เห็นข้อจำกัดโดยธรรมชาติของระบบสัจพจน์ทางคณิตศาสตร์

ใจความสำคัญของทฤษฎีทั้ง 2 ข้อ

  • ทฤษฎีบทข้อที่ 1 (First Incompleteness Theorem):
    ในระบบทางคณิตศาสตร์หรือระบบสัจพจน์ที่สอดคล้อง (ไม่ขัดแย้งกันเอง) และมีความซับซ้อนพอที่จะอธิบายเลขคณิตพื้นฐานได้ จะมี "ประโยคที่เป็นจริง แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริง" ภายในระบบนั้น (แปลว่าระบบนั้นไม่สมบูรณ์) [1, 2]
  • ทฤษฎีบทข้อที่ 2 (Second Incompleteness Theorem):
    ระบบสัจพจน์ที่มีความซับซ้อนพอจะไม่สามารถพิสูจน์ "ความสอดคล้อง" (ความไม่ขัดแย้งกันเอง) ของตัวมันเองได้จากภายในระบบนั้น

          เอ่อ,ที่ไม่สามารถถูกทำได้โดยคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย, ความเข้าใจของอะไรที่คุณกำลังทำอยู่ คืออะไรบางอย่างที่แตกต่างไปจากการประมวลผล. เอ่อ, ผมไม่ได้มีแนวคิดอะไรว่ามันอาจจะเป็นได้ แต่จากการบรรยายของดี-เร็กซ์นั้น, ผมแบบว่าได้แยกแยะความย้อนแย้งในตัวมันเองนี้ออกมาได้ระหว่างกระพบวนการตรวจวัดและกลไกควอนตัม.   (Uh, which cannot be done by computers the understanding of what you’re doing is something different from computation. Uh, I had no idea what it might be but from D-rex’s lectures, I sort of picked up this Paradox between the measurement process and the rules of quantum mechanics.)

พิธีกร:  อะไรคือองค์ประกอบหลักของจิตสำนึก (Consciousness) ที่ทำให้คุณปฏิเสธทฤษฎีการประมวลของจิต (Computational Theory of Mind)?  (What the core element of Consciousness that make you reject the computational theory?)

โรเจอร์ เพนโรส:    ผมคิดว่ามันได้เป็นการโต้ค้านของเกอเดิล และจากการบรรยายของสตีน ที่มันกระจ่างชัดอย่างสมบูรณ์. และสิ่งทั้งหลายที่เขาวางมันในหนทางที่ซึ่งไม่ได้เป็นหนทางบ่อยครั้งที่ผู้คนทำมันกันตามปกติ อย่างน้อยที่สุดก็ในบรรดาผู้มีชื่อเสียงโด่งดังพูดกัน. ทฤษฎีของเกอเดิลแสดงให้เห็นว่ามีสิ่งทั้งหลายเชิงคณิตศาสตร์ที่คุณไม่สามารถพิสูจน์ได้ให้เห็นถึงข้อความที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้.   (I think it was the Gurdel’s argument and from Steen’s lectures it made it completely clear. And things he put it in a way which is not the way often people do it people usually at least in popular account say of well Gurdel’s theorem shows there are things in mathematics you can’t prove see unprovable statements.)

และผมไม่ได้ชอบในแนวคิดกับเรื่องนั้น แต่สตีนได้ทำมันการะจ่างชัดอย่างสมบูรณ์ว่า สามารถพิสูจน์ได้เป็นอย่างดีโดยวิถีทางอะไรที่คุณได้เห็นมันกันในตอนนี้ ที่คุณไว้วางใจในวิถีทางของการพิสูจน์, ถ้าคุณไวเวางใจกับวิถีทางของการพิสูจน์แล้ว คุณก็สามารถก้าวข้าม/อยู่เหนือสิ่งพวกนั้นไปได้. ในตอนนี้, อะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่ที่นั่นคุณมองเห็นมัน หมายความว่าการยืนอยู่ของเราทำใหราสามารถที่จะไปโพ้นเลยกฎทั้งหลายใดๆของการพิสูจน์ที่คุณไว้วางใจ เช่นนั้นเอง เอ่อ ที่ผมคิด, นตอนนั้น ผมได้สร้างแนวคิดขึ้นมาว่า กระบวนการที่เกิดขึ้นเมื่อเรามีความเข้าใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างมีจิตสำนึกนั้น ไม่ใช่กระบวนการประมวลผลเชิงอัลกอริธึม, หากแต่เป็นผลลัพธ์ที่ตกผลึกมาจากการเข้าฟังการบรรยายและวิชาตรรกะเชิงคณิตศาสตร์โดยแท้จริง. (And I didn’t like the idea of that but Steen made it completely clear that well provable by what means you see now do you trust the means of proof if you trust the means of proof then you can transcend them. Now, what’s going on there you see it means our standing enables us to go beyond the any rules of proof that you trust so uh I think, I formulated my idea then that what we do when we consciously understand something is not computational but that was really a result of the lectures and mathematical logic I went to.)

ช่องว่างที่หายไปในฟิสิกส์สมัยใหม่* การระบุความไม่สอดคล้องกันในกลศาสตร์ควอนตัม: สมการชโรดิงเจอร์ ปะทะ การลดรูปของสถานะ (The Missing Gap in Modern Physics* Identifying the inconsistency in quantum mechanics: The Schrodinger equation vs state reduction)

พิธีกร:  ดังนั้นนั่นคือจุดรากฐานว่า, ว่าจิตสำนึกไม่ได้เป็นเชิงการประมวลผล. ดังนั้น, แล้วคุณก็ต้องให้คตำอธิบายอีกอันหนึ่งหรือ?  (So that’s the fundamental point that, that Consciousness is not computational. So, then you have to give another explain?)

โรเจอร์ เพนโรส:    ผมคิดว่านั่นคือที่ซึ่งการบรรยายของดี-เร็กซ์ แค่เข้ามาที่ผมได้รู้สึกว่าจำเป็นต้องการที่ไหนสักแห่งมีช่องว่างในความเข้าใจของเรา. ในตอนนี้ผมไม่รู้ว่านานเท่าไหร่ที่มันทำให้ผมรวบรวมก่อรูปความเชื่อนี้. ผมคิดว่ามันค่อยๆเป็นมากว่าหลายปีและผมก็ไม่ได้คิดถึงมันมากนัก. ผมแค่ก่อรูปร่างทัศนะนั่นที่ว่า เอ่อ อะไร, อะไรที่ได้เกี่ยวข้องด้วยในการคิดอย่างมีสำนึกจิตที่ไม่สามารถอธิบายได้ทั้งหมดโดยทางฟิสิกส์ ที่เรารู้กันดี และที่ซึ่งช่องว่างใหญ่ในฟิสิกส์ซึ่งเรารู้กันดี, มันอยู่ในกลไกทางควอนตัม เอ่อ ลักษณะประการหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างวิวัฒนาการอันต่อเนื่อง.  (I think there’s where D-rex’s lectures just came in that I felt you needed somewhere where there was a gap in our understanding. Now I don’t know how long it took me to formulate this belief. I think it gradually came over many years and I don’t think much of it. I just formed a view that uh what, what’s involved in conscious thinking can’t be entirely described by the physics that we know and where is the big main Gap in the physics we know well, it’s in the quantum mechanical uh the sort of contradiction between the continuous Evolution.)

          มันถูกให้มาโดยสมการของชโรดิงเจอร์ และปรากฏการณ์ความน่าจะเป็นแบบไม่ต่อเนื่องซึ่งบังเกิดขึ้นเมื่อคุณทำการตรวจวัด. สิ่งของสองสิ่งนี้ประกอบเข้ากันได้อย่างพอดี แต่พวกมันกลับขัดแย้งกัน.   (It’s given by the Schrodinger equation and the discreet uh probabilistic thing which happens when you make a measurement. The two things fit nicely together but they’re in consistent with each other.)

วิทยาศาสตร์สามารถอธิบายสองความลี้ลับได้ด้วยหนึ่งทางออกหรือ?* การรับมือกับข้อวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการนำความลึกลับของจิตใจไปเชื่อมโยงกับความลึกลับของฟิสิกส์ควอนตัม (Can Science Explain Two Mysteries with One Solution? * Addressing the criticism of linking the mystery of the mind to the mystery of quantum physics.)

พิธีกร:  เย้, และ เอ่อคำโต้ค้านนั้นต่อนั่น ที่คุณมีสองความลี้ลับ และคุณพยายามที่จะคลี่คลายสิงความลี้ลับนี้ว่าเป็นเหมือนเช่น ความลึกลับที่ซับซ้อนราวกับระบบสมการ และราวกับเวทมนตร์... ที่ทุกอย่างคลี่คลายได้อย่างเหลือเชื่อ .(Yeah, and the uh argument against that is that you have two Mysteries and you try to solve two Mysteries like a simultaneous equation and Magic it works.)

โรเจอร์ เพนโรส:    เอาละ, ผทรู้จักผู้คนสาปแช่งอย่างดีหนึ่งเวทย์มนตร์. หนึ่งความลี้ลับว่าทำไมเราไม่ทำพวกมัน มันไม่ได้เป็นอย่างที่คุณเห็น, ไม่, มันกระจ่างชัดในเชิงตรรกะ เอ่อ ไม่ว่ามันจะ, คุณก็รู้, การใช้ตรรกะมากไกลเกินไป ผมไม่รู้ว่ามัน, มันคือว่านั่นต้องมีอะไรบางอย่างภายนอกฟิสิกส์ และมันต้องมีอะไรบางอย่างที่ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญต่อบางสิ่งของปฏิบัติการเป็นได้กับหลายๆสิ่ง.  (Well, I know people accuse me well one Mystery. One mystery why we don’t they it’s not that you see, no, it’s clearly logical uh whether it’s you know taking the logic too far I don’t know it’s, it’s that there has to be something outside the physic and it has to be something which is important to something of the operation Avail lots of things.)

เราไม่รู้ว่าเราไม่รู้กระทั่งในตอนนี้ ไม่ว่าจักรวาลได้เปิดออกบางส่วนหรือไม่ก็ได้ปิดอะไรที่ต้องทำด้วยกับมัน เราไม่รู้ถึงกฎทั้งหลาย เราไม่รู้ว่ากฎที่กำหนดมวลของอนุภาคแต่ละตัวคืออะไร มีปริศนามากมายอยู่ตรงนั้น ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่บางทีสิ่งเดียวที่น่าจะเกี่ยวข้องโดยตรงก็คือ ช่องว่างขนาดใหญ่ในความเข้าใจของเรา ซึ่งเกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งสองแบบของกลศาสตร์ควอนตัมที่ขัดแย้งกันเอง.  (We don’t know we don’t know even now whether the universe is spatially open or closed what’s that got to do with it we don’t know rules are that Define the masses of particles individually there’s lots of mysteries there that’s not directly relevant right but something the only thing which could be directly relevant is this big gap in our understanding which has to do with the two procedures of quantum mechanics which are inconsistent with each other.)

ดังนั้น, มันจำเป็นต้องมีทฤษฎีอื่นเข้ามาเติมเต็มช่องว่างตรงนั้น และนั่นคือจุดเดียวที่ฉันคิดออก และตอนนี้ก็ยังคงเป็นจุดเดียว จุดเดียวจริงๆ ที่ฉันสามารถคิดได้ ที่ซึ่งพวกเขาได้มีช่องโหว่ขนาดใหญ่ที่สามารถถูกเติมเต็มโดยบางทฤษฎีใหม่ ที่ในการประมวลผลไม่ได้ปกครอง.  (So, it needs some other Theory to fill that Gap and that is the one place that I could think of and I still the only, only place I can think of where they’ve got a big enough gap which could be filled by some new theory in which computation doesn’t rule.)

ทำไมการประมวลผลจึงไม่สามารถจำลองความเป็นจริงได้* ดเพนโรส ได้โต้ค้านว่า ในขณะโลกกายภาพส่วนใหญ่สามารถถูกจำลองได้, “การลดรูปสถานะ” ยังคงเป็นแนวรบสุดท้าย.  (Why Computation Can’t Simulate Reality* Penrose argues that while most of the physical world can be simulated, “state reduction2” remains the final frontier.)

          2https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A5%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%AA%E0%B8%96%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%B0

 

คุณมองเห็นทุกสิ่งอื่นที่เรารู้คุณสามารถอย่างน้อยที่สุดก็ใกล้เคียงเท่าๆกับที่คุณจำลองในการประมวลผล, ใช่, อะไรที่โลกเชิงกายภาพกำลังทำโลกกำลังดำเนินไปตามทฤษฎีทางฟิสิกส์เหล่านั้นถูกต้อง แต่หนึ่งที่ซึ่งเราไม่รู้ว่าในวถสนะการลดรูปลงอันโต, สิ่งที่หายไปอันโตในกลไกควอนตัม.   (You see everything else we know you can at least as closely as you simulate in a computation yes, what the physical world is doing according to those that physical Theory right but the one place we don’t know that is in this state reduction the big, the big missing thing in quantum mechanics.)

พิธีกร:  และอย่างไรแล้วที่เชื่อมโยงต่อปรากฏการณ์วิทยาคืออะไรที่เรารู้สึกเหมือนเมื่อเรามีสำนึกจิต.  (And how does then that relate to the phenomenology what we feel like when we’re conscious.

โรเจอร์ เพนโรส:   เอาละ, มันไม่ได้เป็น, ไม่จริง, ผมหมายถึงว่ามันเป็นในแง่ที่ว่าคุณมองเห็นว่ามีรูปลักษณ์ทั้งหลายมากมายที่จะมองเห็นความสุข เอ่อ คุณก็รู้, ความเจ็บปวด เอ่อ นิยมชมชื่นของความสวยงาม. เอาละ, มันก็ช่วยได้ประมาณหนึ่งนะ แต่ของพวกนี้ไม่มีอันไหนสวยเลย, การเข้าใจถึงคุณภาพของการทำความเข้าใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง.   ( Well, it doesn’t, not really, I mean it does in the sense that you see there are many aspects to see happiness uh you know, pain uh appreciation of beauty. Well, it does to some degree but you none of these things are pretty, are very direct but the one thing that it does touch, is the understanding the quality of understanding something.)

ความเข้าใจ ปะทะ ความตื่นรู้* การนิยาม 'คุณภาพของความเข้าใจ' ว่าเป็นกระบวนการที่ไม่สามารถคำนวณได้ด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยความตระหนักรู้ที่แท้จริงของจิตสำนึก (Understanding vs. Awareness* Defining the “quality of understanding” as a non-computational process that requires true conscious awareness.)  

ในตอนนี้ที่คุณภาพสำหรับผมแล้วอ้างตามคำโต้แย้งของเกอเดิล และอื่นอีกมากมาย. คุณภาพนั่นไม่ได้เป็นกระบวนการเชิงประมวลผลที่คุณเข้าใจ. คณยืนถอยออกมา, คุณเข้าใจว่าอะไรกำลังดำเนินไปและอะไรที่นั่นหมายความถึง, ผมไม่รู้ว่าแต่อะไรที่มันเคยได้หมายถึง, มันเป็นอะไรบางอย่างที่ต้องการความตื่นรู้ของคุณ. มันดูไม่สมเหตุสมผลเลยที่จะบอกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเข้าใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทั้ง ๆที่สิ่งนั้นไม่ได้มีความรับรู้หรือตระหนักถึงสิ่งนั้นด้วยซ้ำ.  (Now that quality seems to me according to the Gurdel argument and so on. That quality isn’t a computational process you understand. You stand back you, you understand what’s going on and what does that mean, I don’t know but what ever it means, it is something which requires your awareness. It just doesn’t make sense to me to say of an entity that it understands something if it’s not even aware of it.)

แค่การใช้คำคำนี้ ก็มีความหมายโดยนัยแล้วว่า สิ่งนั้นเกี่ยวข้องกับความตื่นรู้. แต่นั่นเป็นเพียงส่วนผสมเล็กๆ ส่วนหนึ่งเท่านั้นของสิ่งที่เราเรียกว่า ความตื่นรู้ ถึง ความเป็นฉัน, ดังนั้นกับอะไรที่จิตสำนึกเป็น. ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม, มันเพียงพอในมุมมองของผมที่จะทำการเริ่มต้น. มันไม่ได้ตอบคำถามอื่น ๆ ทั้งหมดหรอกนะ อย่างเช่นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อคุณรับรู้ถึงสีแดงหรืออะไรทำนองนั้น สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ถูกพูดถึงในเรื่องนี้เลยอย่างแน่นอน. แต่อย่างน้อยที่สุด, ถ้าคุณสามารถค้นพบหนึ่งสิ่ง และนั่นคือนี้คือสิ่งหนึ่งที่กำลังเข้าใจ.   (Just the use of use of words implies that, that involves awareness. Now that’s one tiny little ingredient of what awareness I, so of what Consciousness is. Nevertheless, it’s enough in my view to make a start. It doesn’t answer all the other questions, you know, what’s involved when you perceive the color red or something like that uh certainly those things are not addressed by this. But at least if you can find one thing and that’s this one thing which is understanding.)

ข้อจำกัดทั้งหลายของข้อโต้ค้านอย่างเข้มงวด* ความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ช่วยเปิดมุมมองที่เฉียบคมและมีหลักการอันเป็นเอกลักษณ์ ในการทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตสำนึกได้อย่างไร (The Limits of Rigorous Arguments* How mathematical understanding provides a unique, rigorous window into the nature of consciousness.)

          และในข้อจำกัดอย่างยิ่งพื้นที่สาขานี้ของความเข้าใจคณิตศาสตร์เท่านั้น เพราะนั่นคือตอนที่คุณสามารถโต้แย้งได้ว่า มีสิ่งต่าง ๆ มากมายที่ความเข้าใจสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ และคุณไม่สามารถทำข้อโต้แย้งทั้งหลายอย่างเข้มงวดเกี่ยวกับมัน.   (And in this very limited area of understanding mathematics only because that’s when you can make arguments there are lots of things understanding applies and you can’t make uh rigorous arguments about it.)

          แต่ที่นี่คือหนึ่งในที่ซึ่งคุณสามารถทำข้อโต้แย้งทั้งหลายอย่างเข้มงวด มันดูสำหรับผมแล้ว ค่อนข้างกระจ่างชัดอย่างสวยงาม เอ่อ บอกเราว่าความเข้าใจของเรา ไม่ได้เป็นการประมวลผล.   (But here is one where you can make rigorous arguments and those rigorous arguments it seems to me pretty clearly uh tell us that our understanding is not a computational process.)

           https://youtu.be/CdjHRA7fV10?si=eeCLW0zM6jd5Nosa

วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2569

เอ็ดมันด์ ฮุสเสิร์ล - จิตสำนึก ไม่ได้อยู่ที่ข้างในหัวของคุณ

เอ็ดมันด์ ฮุสเสิร์ล - จิตสำนึก ไม่ได้อยู่ที่ข้างในหัวของคุณ

Consciousness Is Not Inside Your Head (Edmund Husserl)

          https://youtu.be/4kqbT-p2FSM?si=pLwqWYiywZX-OEPO

          ** เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl, ค.ศ. 1859–1938) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันเชื้อสายออสเตรีย และได้รับการยกย่องว่าเป็น "บิดาแห่งสำนักปรากฏการณ์วิทยา" (Phenomenology)

แนวคิดและหลักการสำคัญของฮุสเซิร์ล

  • ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology): คือการศึกษาประสบการณ์ที่มนุษย์รับรู้ด้วยจิตสำนึก (Consciousness) ในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง โดยมุ่งกลับไปหา "สิ่งนั้นๆ เองตามที่มันปรากฏ" (To the things themselves) โดยไม่ดึงอคติ ทฤษฎี หรือความเชื่อเดิมมาตัดสิน
  • การแขวนหรือละวางความเชื่อ (Bracketing / Epoché): วิธีการทางปรัชญาที่ให้เรา "พัก" หรือ "ระงับ" การตัดสินใจว่าโลกภายนอกมีอยู่จริงหรือไม่ เพื่อจะเพ่งพินิจไปที่โครงสร้างของการรับรู้ภายในจิตสำนึกล้วนๆ
  • เจตจำนงหรือความมุ่งหมาย (Intentionality): แนวคิดที่รับมาจาก ฟรานซ์ เบรนตาโน (Franz Brentano) ซึ่งอธิบายว่า จิตสำนึกของมนุษย์ไม่เคยอยู่โดดเดี่ยว แต่มัน "พุ่งไปหา" หรือ "เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างเสมอ" (เช่น จิตสำนึกต้องคิดถึงบางสิ่ง กลัวบางสิ่ง หรือต้องการบางสิ่ง)
  • โลกแห่งชีวิต (Life-world / Lebenswelt): โลกสามัญธรรมดาที่มนุษย์สัมผัสและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก่อนที่มันจะถูกจัดระเบียบหรืออธิบายด้วยวิทยาศาสตร์

ผลงานและอิทธิพลต่อวงการปรัชญา

  • ผลงานสำคัญ: เช่น Logical Investigations (1900–1901) และ Cartesian Meditations (1931)
  • ลูกศิษย์และผู้สืบทอดแนวคิด: แนวคิดของเขาได้ต่อยอดและทรงอิทธิพลอย่างมากต่อนักปรัชญารุ่นหลัง เช่น มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger), มอริซ เมอร์โล-ปองตี (Maurice Merleau-Ponty), ฌอน-โปล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) รวมถึงในทางสังคมวิทยาอย่าง อัลเฟรด ชุตส์ (Alfred Schütz

 

สมมติฐานของนักวัตถุนิยม (The materialist assumption)

          มีสมมติฐานอย่างหนึ่งที่ฝังลึกอยู่ในวิธีคิดของวัฒนธรรมยุคปัจจุบันเกี่ยวกับจิต ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่าตนเองกำลังเชื่อแบบนั้นอยู่. สมมติฐานนั่นก็อันนี้: จิตสำนึกคืออะไรบางอย่างที่บังเกิดขึ้นข้างในคุณ. โรงละครส่วนตัวในหัวกะโหลกของคุณ ที่ซึ่งสมองของคุณผลิตสร้างภาพตัวแทนของโลกภายนอก ที่คุณไม่เคยได้สัมผัสมันโดยตรงเลย.   (There is an assumption so embedded in how in how modern culture thinks about mind that most people have never noticed they are making it. The assumption is this: consciousness is something that happens inside you. Private theater in your skull where your brain produces representations of an external you never directly touch.)

          คุณมองเห็นลูกแอปเปิลเพราะว่าดวงตาของคุณได้ส่งสัญญาณทั้งหลายไปยัง เปลือกสมองส่วนรับภาพของคุณ, ที่ซึ่งผลิตสร้างประสบการณ์รับรู้ของ ความเป็น-แอปเปิลข้างในหัวของคุณ. แอปเปิลที่คุณเห็นนั้นไม่ใช่เป็นแอปเปิล. มันเป็นแบบจำลองที่สมองนั้นก่อสร้างขึ้น. โลกความจริงอยู่ที่ข้างนอกนั่น. คุณอยู่ในที่นี่. และช่องห่างระหว่างทั้งสองนั้นก็คือ ที่ซึ่งทั้งหมดของปัญหาหนักยากนักหนาเชอิงปรัชญาทั้งหลายมีชีวิตอยู่. (You see the apple because your eyes send signals to your visual cortex, which generates an experience of apple-ness inside your head. The apple you see is not the apple. It is a model the brain constructed. The real world is out there. You are in here. And the gap between the two is where all the hard philosophical problems live.)

คำนำสู่ ปรากฏการณ์วิทยา (Introduction to phenomenology1)

          เอ็ดมันด์ ฮุสเสิร์ล ได้มองดูที่ภาพนี้และโต้ค้านว่า มันได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสับสนระดับรากฐาน. อันหนึ่งที่ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ถูกนำไปผิดฟมาตั้งแต่ เดส์การิ์ตส์. และนั่นคือ  และมีเพียงการหันมาใส่ใจอย่างจริงจังกับโครงสร้างของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น จึงจะช่วยแก้ไขให้ถูกต้องได้. (Edmund Husserl looked at this picture and argued that it based on a fundamental confusion. One that had misled philosophy and science since Descartes2. And that only rigorous attention to the actual structure experience could correct.)

          1 Phenomenology หรือ ปรากฏการณ์วิทยา คือ กระแสความคิดและวิธีการทางปรัชญาที่มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจ "ประสบการณ์ทางจิตสำนึก" ของมนุษย์ตามที่ปรากฏขึ้นจริง โดยละทิ้งอคติ ข้อสมมติฐาน หรือคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์แบบเดิม แล้วมองสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรง

แนวคิดและหลักการสำคัญ

  • กลับสู่สิ่งต่างๆ ด้วยตัวมันเอง (Zu den Sachen selbst): คำขวัญหลักที่ต้องการให้ศึกษาปรากฏการณ์ตรงหน้าอย่างซื่อสัตย์ที่สุด ปราศจากการครอบงำด้วยทฤษฎีภายนอก
  • เจตจำนงหรือการมุ่งไปสู่เป้าหมาย (Intentionality): แนวคิดที่ว่าจิตสำนึกของมนุษย์จะไม่ว่างเปล่า แต่มันจะ "พุ่งไปสู่วัตถุหรือเรื่องราวใดเรื่องหนึ่งเสมอ" เช่น การคิดต้องคิดถึงบางสิ่ง หรือการกลัวต้องกลัวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
  • การระงับความเชื่อ (Epochē): การพักหรือแขวนข้อสมมติฐานเกี่ยวกับความจริงภายนอกไว้ชั่วคราว เพื่อสำรวจว่าประสบการณ์และความหมายนั้นก่อตัวขึ้นในจิตใจอย่างไร

2 Descartes – เดส์การ์ตส์ เป็นชื่อเฉพาะ หมายถึง เรอเน เดส์การ์ตส์ (René Descartes) นักปรัชญา, นักคณิตศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส

ประวัติและผลงานสำคัญ

  • บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่: ได้รับการยกย่องเพราะเปลี่ยนแนวคิดการหาความจริงโดยเน้นเหตุผล (Rationalism)
  • เจ้าของวลี "ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่": หรือในภาษาละตินว่า "Cogito, ergo sum" หมายถึงการใช้ความคิดพิสูจน์การมีอยู่ของตัวตน
  • ผู้ให้กำเนิดเรขาคณิตวิเคราะห์: เชื่อมโยงพีชคณิตและเรขาคณิตเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นระบบพิกัดคาร์ทีเซียน (Cartesian coordinate system) ที่ใช้แกน X และแกน Y ในปัจจุบัน

          ฮุสเสิร์ลเกิดที่ โมราเวีย ปี 1859, ได้รับการฝึกฝนมาด้านคณิตศาสตร์, หันมายังด้านปรัชญาในตอนวัย 30 ของเขา, และใช้เวลาที่เหลือของอาชีพอันยาวนานของเขาไปในการพัฒนาวิธีการที่เขาเรียกว่าปรากฏการณ์วิทยา, การวิเคราะห์อย่างเป็นระเบียบขั้นตอนในเรื่องจิตสำนึกจากด้านใน. การตรวจสอบอย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นประสบการณ์รับรู้ มากกว่าที่จะเป็นอะไรซึ่งด้านฟิสิกส์ได้บอกว่ามันต้องเป็น. เขาเป็นผู้ก่อตั้งแนวคิดที่ได้ผลิตสร้างนักคิดอย่างไฮเด็กเกอร์, แมร์โล-ปองตี, ซาตริ์ และลาวินาส. และอิทธิพลของเขาในยุค ศตวรรษที่ 20  แทบไม่มีใครคิดแบบนี้ได้เลย นอกเสียจากว่าพวกเขาจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ เท่านั้น.  (He was born in Moravia in 1859, trained in mathematics, turned to philosophy in his 30s, and spent the rest of his long career developing the method he called phenomenology. A disciplined analysis of consciousness from the inside. Examining exactly what experience rather than what physics says it must be. He founded the tradition that produced Heidegger, Merleau-Ponty, Satre, and Levinas3. And his influence on 20th century thought is matched by almost nobody who is not a household name.)

          3 Merleau-Ponty, Sartre และ Levinas คือ 3 นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในศตวรรษที่ 20 โดยทั้งสามคนจัดอยู่ในกลุ่มแนวคิด ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) และ อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์การรับรู้ของมนุษย์ การมีอยู่ และความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งรอบตัว

แม้จะมีพื้นฐานความสนใจที่ใกล้เคียงกันและอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน แต่แต่ละคนมีจุดเน้นและแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนี้ครับ

1. ฌ็อง-ปอล ซาทร์ (Jean-Paul Sartre)

  • จุดเน้นสำคัญ: เสรีภาพอย่างสมบูรณ์แบบและความรับผิดชอบของมนุษย์
  • แนวคิดหลัก: ซาทร์เป็นผู้นำของลัทธิอัตถิภาวนิยม (Existentialism) เขามองว่า "การมีอยู่มาก่อนแก่นสาร" (Existence precedes essence) หมายความว่ามนุษย์เกิดมาโดยไม่มีเป้าหมายหรือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เรามีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการเลือกที่จะเป็น และต้องรับผิดชอบต่อผลจากการเลือกของตัวเอง 100%

2. โมริส แมร์โล-ปงตี (Maurice Merleau-Ponty)

  • จุดเน้นสำคัญ: ร่างกายและการรับรู้ทางประสาทสัมผัส
  • แนวคิดหลัก: เขาพัฒนาแนวคิดปรากฏการณ์วิทยาโดยเน้นเรื่อง "ร่างกายเชิงประสบการณ์" (The Lived Body) แมร์โล-ปงตีมองว่ามนุษย์ไม่ได้รับรู้โลกผ่านแค่ความคิดหรือสมอง (แบบที่ซาทร์หรือเดส์การ์ตส์คิด) แต่เราเข้าใจโลกผ่านประสบการณ์ทางร่างกายและการเคลื่อนไหว ร่างกายไม่ใช่แค่สิ่งวัตถุ แต่เป็นสื่อกลางหลักที่ทำให้เราเชื่อมต่อกับโลก

3. แอมานุแอล เลวีนัส (Emmanuel Levinas)

  • จุดเน้นสำคัญ: จริยธรรมและความสัมพันธ์กับ "ผู้อื่น"
  • แนวคิดหลัก: เลวีนัสฉีกแนวออกจากนักปรัชญาคนอื่นๆ โดยยกให้ จริยธรรม (Ethics) เป็นปรัชญาขั้นสูงสุด (First Philosophy) เขามุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง "ตัวเรา" กับ "ผู้อื่น" (The Other) โดยมองว่าเมื่อเราเผชิญหน้ากับความทุกข์หรือ "ใบหน้า" (The Face) ของผู้อื่น เราจะเกิดความรับผิดชอบอย่างไม่มีเงื่อนไขที่จะต้องดูแลและไม่ทำร้ายพวกเขา

 

แนวความคิด เรื่อง ความตั้งใจอย่างมีเป้าหมาย (The concept of intentionality)

          จุดเริ่มต้นของเขาก็คือแนวความคิดที่เขาเรียกว่า ความตั้งใจอย่างมีเป้าหมาย. ไม่ใช่ความตั้งใจในแง่ธรรมดาปกติของความหมายถึงการจะทำอะไรบางอย่าง. แต่เป็นรูปลักษณ์โครงสร้างของจิตสำนึก ที่จิอตสำนึกทั้งหมดคือจิตสำนึกของอะไรบางอย่าง. คุณไม่สามารถมีสำนึกของจิตได้โดยปราศจากการมีสำนึกจแองจิตต่ออะไรบางอย่าง. จิตสำนึกจึงเป็นที่มักจะเอื้อมออกไปเสมอ, เป็นอย่างทางตรงเสมอ, มักจะโพ้นเลยตัวมันเองไปยังวัตถุเป้าหมายนั้น.  (His starting point is a concept he called intentionality. Not intention in the ordinary sense of meaning to do something. But the structural feature of consciousness that all consciousness is consciousness of something. You cannot be conscious without being conscious of something. Consciousness is always reaching, always directed, always beyond itself toward an object.)

          ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าประสบการณ์ที่ไม่มีเนื้อหา, หรือประสบการณ์ที่เป็นเพียงแค่ประสบการณ์เปล่า ๆ โดยไม่มีสิ่งอื่นใดเลย. ประสบการณ์รับรู้มักจะเป็นประสบการณ์ของอะไรบางอย่าง, สีแดงของผลแอปเปิล, เสียงของดนตรี, ความหมายของประโยคหนึ่ง, ใบหน้าของบุคคลผู้อื่นอีก. สิ่งนี้ดูเหมือนแน่ชัดจนกระทั่งคุณมองเห็นอะไรที่มันบอกถึงอะไร. ภาพ-ข้างใน-สมองหนึ่งสมมติจิตสำนึกว่าเป็นสิ่งหนึ่ง, กระบวนการหนึ่ง หรือสภาวะที่บังเกิดข้างหัวกะโหลกหนึ่ง และแล้วได้แสดงเสนออกมาเป็นโลกภายนอก  (There is no such thing as experience that has no content, experience that is simply experience and nothing else. Experience is always experience of something, the red of the apple, the sound of music, the meaning of a sentence, the face of another person. This seems obvious until you see what it implies. The inside-a-brain picture assumes consciousness is a thing, a process or state that happens inside a skull and then represents the external world.)

จิตสำนึก เป็นเช่น ความสัมพันธ์ (Consciousness as relation)

          การวิเคราะห์ของฮุสเสิร์ลเผยให้เห็นว่าจิตสำนึกนั้นไม่ได้เป็นสิ่งใดเลย, เป็นความสัมพันธ์, ความสัมพันธ์ของตัวตนต่อโลก. คุณไม่สามารถแยกจิตสำนึกออกไปจากวัตถุของมัน และยังคงมีจิตสำนึกอยู่. คุณไม่สามารถมีประสบการณ์รับรู้ของสีแดงได้โดยปราศจากความเป็นสีแดง. คุณไม่สามารถมีการตระหนักรับรู้ได้โดยปราศจากสิ่งที่ถูกรับรู้.    (Husserl’s analysis reveals that consciousness is not a thing at all. Is a relation, the relation of a subject to a world. You cannot separate consciousness from its object and still have consciousness. You cannot have experience of red without the redness. You cannot have perception without the perceived.)

          จิตสำนึกไม่ได้ผลิตสร้างภาพแทนเสนอทั้งหลายของโลก. มันคือการเปิดออกของตัวตนหนึ่งไปสู่โลก, ความสัมพันธ์รากฐานที่อยู่ก่อนการแบ่งแยกออกเป็นภายในกับภายนอก. ตัวตนกับวัตถุ.แอปเปิลไม่ได้เป็นแบบจำลองหนึ่งข้างในหัวของคุณ. ประสบการณ์รับรู้คือแอปเปิลนั้นกำลังแสดงปรากฏตัวมันเองต่อคุณ. โลกไม่ได้อยู่เบื้องหลังผ้าคลุมของภาแทนเสนอทั้งหลายนั้น. ในอยู่ที่ตรงนี้ในโครงสร้างของประสบการณ์รับรู้ของคุณ เป็นเช่นสิ่งที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องอยู่ด้วยไปกับจิตสำนึกของคุณ.  (Consciousness does not produce representations of the world. It is the opening of a subject toward the world, a fundamental relatedness that precedes any division into inner and outer, subject and object. The apple is not a model inside your head. Your experience is the apple presenting itself to you. The world is not behind a veil of representations. It is right here in the structure of your experience as the correlate of your consciousness.)

          สิ่งนี้ทำลายภาพแบบสสารนิยมจากภายใน โดยไม่ได้ปฏิเสธต่อวิทยาศาสตร์. มันแสดงว่าภาพของนักวัตถุนิยมนั้นได้ถูกสร้างขึ้นอยู่กับการหลงผิดในเชิงแยกแยะพิจารณาแบ่งประเภท, การปฏิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างจิตสำนึกกับโลก ราวกับว่ามันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในสิ่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อกันนั้น. (This dismantles the materialist picture from within and not by denying science. It shows that the materialist picture is built on a category error, treating the relation of consciousness to world as if it were a process inside one of the relata.)

โลก-ชีวิต และวิกฤตการณ์ (The life world and crisis)

          สมองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่จิตสำนึก เปิดออกออกไปสู่. มันไม่ใช่ภาชนะที่จิตสำนึกได้ถูกผลิตสร้างขึ้นในนั้น. การที่จะอธิบายถึงจิตสำนึกโดยชี้ไปที่สมอง ก็คือการที่จะอธิบายถึงดวงตาโดยชี้ไปที่อะไรที่มันมอง. สมองคือหนึ่งในสิ่งทั้งหลายที่จิตสำนึกมีสำนึกรับรู้ถึง. มันไม่ใช่สิ่งที่จิตสำนึกเป็น. (The brain is part of the world that consciousness opens onto. It is not the container in which consciousness is generated. To explain consciousness by pointing at the brain is to explain the eye by pointing at what it sees. The brain is one of the things consciousness is conscious of. It is not the thing consciousness is.)

          งานในยุคหลังของฮุสเสิร์ลได้ลงไปลึกในเรื่องนี้ยิ่งขึ้น ในทางที่ไม่เคยถูกดูดซับรับได้อย่างเต็มที่โดยปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์กระแสหลัก. ในวิกฤตการณ์ของวิทยาศาสตร์ทั้งหลายของยุโรป, ถูกเขียนขึ้นในปี 1930, เมื่อฮุสเสิร์ลอยู่ในตอนปลายอายุ 70 ของเขา, ได้ถูกห้ามนำเข้าจากห้องสมุดโดยพวกนาซีทั้งหลาย, เขาได้พัฒนาแนวความคิดของโลกด-ชีวิตขึ้นมา, Lebenswelt - โลกแห่งชีวิต. (Husserl’s later work deepened this in a direction that has never been fully absorbed by mainstream philosophy or science. In the crisis of European sciences, written in the 1930s, when Husserl was in his late 70s, and banned from the library by the Nazis, he developed the concept of the life-world, the Lebenswelt4.)

          4 Lebenswelt (อ่านว่า เลเบนส์เวลต์) เป็นภาษาเยอรมัน แปลตรงตัวว่า "โลกแห่งชีวิต" (Lifeworld) เป็นมโนทัศน์ (Concept) สำคัญในทางปรัชญาสายปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology) ที่เสนอโดย เอ็ดมุนด์ ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl) นักปรัชญาชาวเยอรมัน

สรุปใจความสำคัญของ Lebenswelt ได้ดังนี้ครับ:

  • โลกแห่งประสบการณ์ตรง: หมายถึง โลกที่เราทุกคนรับรู้ สัมผัส และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในชีวิตประจำวันก่อนที่จะถูกจัดระเบียบ ดัดแปลง หรือตีความด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ กฎหมาย หรือคณิตศาสตร์
  • ความเป็นสากลที่ถูกมองข้าม: มันคือสิ่งแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติรอบตัวที่เราทึกทักเอาเองว่ามันมีอยู่แล้ว (Taken for granted) โดยที่เราแทบไม่ได้หยุดคิดหรือตั้งคำถามกับมัน เช่น การที่เราเข้าใจตรงกันว่า "เก้าอี้" มีไว้ต่อนั่ง หรือ "เงิน" มีไว้ใช้ซื้อของ โดยไม่ต้องมานั่งเปิดตำรานิยามในทุกๆ วัน
  • ฐานรากของวิทยาศาสตร์: ฮุสเซิร์ลมองว่า วิทยาศาสตร์สมัยใหม่พยายามสร้างระบบโครงสร้างและสูตรคำนวณที่เป็นนามธรรมขึ้นมาครอบโลกความจริง จนบางครั้งเราหลงลืมไปว่า วิทยาศาสตร์เองก็มีรากฐานมาจากประสบการณ์และกิจกรรมในโลกแห่งชีวิต (Lebenswelt) ของมนุษย์เรานี่เอง

การนำไปใช้ต่อ:
แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาต่ออย่างกว้างขวางโดยนักปรัชญาและนักสังคมวิทยาคนอื่นๆ เช่น

  • มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) นำไปพัฒนาต่อเป็นแนวคิดเรื่อง "การอยู่ในโลก" (Being-in-the-world)
  • อัลเฟรด ชุทซ์ (Alfred Schütz) และ เยือร์เกิน ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) นำไปประยุกต์ใช้ในทางสังคมวิทยา เพื่ออธิบายว่ามนุษย์สื่อสาร สร้างความเข้าใจร่วมกัน และสร้างระบบสังคมขึ้นมาจากฐานของ "โลกแห่งชีวิต" ที่มีร่วมกันได้อย่างไร

 

          โลก-ชีวิตคือพื้นภูมิดั้งเดิมของประสบการณ์รับรู้ทั้งหมด, โลกก่อนยุคทฤษฎีแห่งการเผชิญหน้าโดยตรง ซึ่งเกิดขึ้นก่อนและเป็นรากฐานของการสร้างแนวคิดเชิงนามธรรมทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด. วิทยาศาสตร์รับเอาโลก-ชีวิตเป็นเช่นจุดเริ่มต้น. มันคืออะไรที่วิทยาศาสตร์กำลังพยายามที่จะอธิบาย. แต่วิทยาศาสตร์ต่อมาก็ได้ผลิตสร้างแบบจำลองคณิตศาสตร์เชิงอุดมคติ เป็นเช่นว่านั่นคือก้าวขั้นอันหนึ่งที่ถูกย้ายออกจากการเผชิญหน้าอย่างมีชีวิตดั้งเดิม. โลก-ชีวิตเป็นอะไรที่อยู่ที่นั้นตามความจริง.   (The life-world is the original ground of all experience, the pre-theoretical world of direct encounter that precedes and underlies all scientific abstraction. Science takes the life-world as its starting point. It is what science is trying to explain. But science then produces idealized mathematical model as that are one step removed from the original living encounter. The life-world is what is actually there.)

          ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์คือการแสดงแทนที่ได้รับการขัดเกลามาเป็นอย่างดีของสิ่งนั้น.  และข้อผิดพลาดของโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่—สิ่งที่ฮุสเสิร์ล เรียกว่า "วิกฤตการณ์"—คือการหลงทึกทักเอา "สิ่งที่เป็นตัวแทน" (representation) มาเป็น "สิ่งที่เป็นต้นฉบับ", การมองว่าแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของฟิสิกส์นั้นมีความเป็นจริง ยิ่งกว่าประสบการณ์ในชีวิตจริงที่เป็นต้นตอของการสรุปเป็นหลักการทางคณิตศาสตร์เหล่านั้น.  (Scientific theory us a highly refines representation of it. And the mistake of the modern scientific worldview, what Husserl called the crisis, is to take the representation for the original, to threat the mathematical models of physics as more real than the lived encounter which they were abstracted.)

พื้นภูมิอันเหนือประสบการณ์วิสัย (Transcendental grounding)

สิ่งนี้ส่งผลต่อประเด็นในเรื่องพระเจ้า ที่ฮุสเสิร์ลไม่ได้แสวงหาโดยตรงต่อไป. เขาเป็นนักระเบียบวิธีที่ทำงานอย่างเคร่งครัด ผู้ที่พักประเด็นคำถามทั้งหลายทางเทววิทยาเอาไว้ก่อน, แต่โครงสร้างของคำโต้ค้านของเขาทำให้สามารถมีขึ้นได้. โลก-ชีวิตเป็นเช่นพื้นภูมิของทุกประสบการณ์ทั้งหมดและความสมเหตุผล.  ขอบฟ้าที่ทุก ๆ ประสบการณ์เกิดขึ้นภายในนั้น และไม่มีโครงสร้างทางทฤษฎีใดที่จะสามารถจับใจความได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ มีความคล้ายคลึงกันในเชิงโครงสร้างกับสิ่งที่ประเพณีทางเทววิทยาเรียกว่า พื้นภูมิแห่งการมีอยู่.   (This has a consequence for the question of God that Husserl did not pursue directly. He was a rigorous methodologist who bracketed theological questions, but the structure of his argument makes available. The life-world as the original ground of all experience and validity, the horizon that every experience occurs within and that no theoretical construction can fully capture is structurally similar to what the theological traditions call the ground of being.)

มันไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ภายในโลก แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้มีโลกดำรงอยู่ตั้งแต่แรก. ความเปิดเผยดั้งเดิม ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกเผชิญหน้า จะถูกเผชิญหน้าในนั้น. ฮุสเสิร์ลได้อธิบายถึงจิตสำนึกเหนือประสบการณ์วิสัยดังเช่นต้นกำเนิดดั้งเดิมที่แท้จริง, Urquelle – ต้นน้ำ, น้ำพุดึกดำบรรพ์ซึ่งเป็นที่มาแห่งความถูกต้องสมเหตุผลทั้งปวง. เขาดึงดันว่านี่ไม่ใช่พระเจ้าในแง่มุมทุกของลัทธิศาสนาใด, แต่เป็นหน้าที่ประโยชน์ซึ่งจิตสำนึกเหนือประสบการณ์วิสัย ได้แสดงให้เห็นเป็นดุจพื้นภูมิจากที่ซึ่งโลกได้ถูกกำหนดบัญญัติขึ้น, แหล่งกำเนิดในตัวมันเองที่ไม่สามารถถูกลดลงไปเป็นสิ่งใดได้ภายในโลกซึ่งมันตั้งอยู่, คือหน้าที่ประโยชน์ที่นักดเทววิทยาเชิงปรัชญาจาก อะควินาสไปถึง แพลนติงจาไปถึงบัลธาซาร์, ได้ลงทะเบียนไว้ว่าคือพระเจ้า.  (It is not a thing inside the world. It is the condition of there being a world at all. The original openness in which everything that is encountered is encountered. Husserl described transcendental consciousness as the absolute source, the Urquelle, the primal spring from which all validity flows. He insisted this was not God in any religious sense, but the function his transcendental consciousness performs as the ground from which the world is constituted, the source that cannot itself be reduced to anything within the world it grounds, is the function that every philosophical theology from Aquinas to Plantinga to Balthasar, has assigned to God.)

การให้คำนิยามใหม่กับ ปัญหาที่ยากหนักหนานั้น (Redefining the hard problem)

          อะไรที่ฮุสเสิร์ลได้สถาปนาขึ้นด้วยความจริงจังเคร่งครัดของการทำงาน ที่ปรัชญาจิตวิทยาในยุคต่อมายังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้, ก็คือแนวคิดที่ว่า จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่สมองผลิตสร้างขึ้น. มันคือโครงสร้างที่แท้จริงของความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับโลก มันคือความเปิดรับอันไม่อาจลดทอนได้ ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพียงสิ่งของสิ่งหนึ่งท่ามกลางสิ่งของทั้งหลาย. ปัญหาที่ยากหนักหนาของจิตสำนึก (The hard problem of consciousness) นั้นยาก เป็นเพราะว่าภาพจำแบบวัตถุนิยมเริ่มต้นช้าเกินไป มันทึกทักเอาว่าจิตสำนึกอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งภายในระบบทางกายภาพ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร.  (What Husserl established with a rigor that subsequent philosophy of mind has not surpassed is that consciousness is not something the brain produces. It is the very structure of the relation between a subject and a world, the irreducible openness that cannot be explained as a thing among things. The hard problem of consciousness is hard because the materialist picture starts too late. It assumes consciousness is somewhere inside the physical system and then cannot explain how it got there.)

          ปรากฏการณ์วิทยาของฮุสเสิร์ลเริ่มต้นที่การเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงของประสบการณ์รับรู้อ เป็นดุจแกนอ้างอิงหลัก.  ไม่สามารถลดทอนได้ และอยู่ก่อนการสร้างใหม่ทางทฤษฎีใดๆ. ถ้าจิตสำนึกเป็นพื้นภูมิดังเดิม, การเปิดออกของปฐมกาล, แหล่งที่มาซึ่งเป็นจุดกำเนิดของประสบการณ์และความไหลของความชอบธรรมทั้งปวง, แล้ว คำถามที่ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นรากฐานของสิ่งที่เป็นเหตุผลรองรับของเหตุผลรองรับ, ไม่ใช่คำถามที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติจะสามารถตอบได้. มันคือคำถามที่เก่าแก่ที่สุดที่มีอยู่, และมันมีชื่อที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้.  (Husserl’s phenomenology begins at the beginning with the fact of experience as the primary datum. Irreducible and prior to any theoretical reconstruction. If consciousness is the original ground, the primal opening, the source from which all experience and all validity flow, then the question of what grounds the ground is not a question that natural science can answer. It is the oldest question available, and it has the oldest possible name.)

          หากสิ่งนี้ทำให้คุณรู้สึกหรือมองโครงสร้างประสบการณ์ของตัวเองเปลี่ยนไป, จงบอกว่าในช่อง”ความคิดเห็น”ทั้งหลาย.และถ้าคุณต้องการที่จะคอยติดตามปรากฏการณ์วิทยา ไปสู่คำถามที่มันเปิดโดยปราศจากการปิดในทีเดียว, ก็กดปุ่ม”ติดตาม”. โลก-ชีวิตยังคงอยู่ที่นั้น. เรามักจะอยู่ข้างในในที่นั้นเสมอ.  (If this changes how the structure of your own experience sits with you, say so in the comments. And if you want to keep following phenomenology toward the question it opens without quite closing, subscribe. The life-world is still there. We have always been inside it.)

           https://youtu.be/4kqbT-p2FSM?si=u-CLh_HDUAbub03a