หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2569

โรเจอร์ เพนโรส และสจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์ - จิตสำนึกของคุณถูกสร้างขึ้นจาก ผืนพรมถักทอของ อวกาศเวลา

โรเจอร์ เพนโรส และสจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์ - จิตสำนึกของคุณถูกสร้างขึ้นจาก ผืนพรมถักทอของ อวกาศเวลา

Your Consciousness Is Built From the Fabric of Spacetime (Stuart Hameroff and Roger Penrose)

          https://youtu.be/wOBd8pG5_BY?si=gH5wQCw5Q3aAhLCD

* Consciousness คือ ความมีสติ การรู้ตัว หรือจิตสำนึก ซึ่งหมายถึงสภาวะที่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตมีความตระหนักรู้ต่อตนเอง รับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเอง และสามารถรับรู้ สัมผัส หรือตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ในขณะที่ตื่นอยู่

ในทางวิชาการและการศึกษา ความหมายของ Consciousness ถูกแบ่งออกเป็นหลายมุมมองหลัก ๆ ดังนี้ครับ:

1. มุมมองทางวิทยาศาสตร์และแพทย์ (Medical & Neuroscience)

ในทางการแพทย์ Consciousness หรือ ระดับความรู้สึกตัว (Level of Consciousness: LOC) จะเน้นไปที่การทำงานของสมอง โดยแบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบหลัก:

  • Arousal (การตื่นตัว): สภาวะทางกายภาพที่ตาเปิดและตื่นอยู่ ควบคุมโดยระบบประสาทในก้านสมอง
  • Awareness (ความตระหนักรู้): ความสามารถของสมองในการประมวลผลข้อมูล คิด เข้าใจความหมาย และรับรู้สิ่งรอบตัว

2. มุมมองทางจิตวิทยา (Psychology)

Sigmund Freud นักจิตวิเคราะห์ชื่อดัง ได้แบ่งระดับจิตใจของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับความตระหนักรู้ไว้เป็น 3 ระดับ:

  • Conscious (จิตสำนึก): สิ่งที่เรากำลังคิด รู้ตัว และเผชิญอยู่ในปัจจุบันทันด่วน
  • Subconscious / Preconscious (จิตกึ่งสำนึก): ข้อมูลหรือความทรงจำที่ไม่ได้นึกถึงในตอนนี้ แต่สามารถดึงกลับมาใช้ได้อย่างง่ายดายเมื่อต้องการ
  • Unconscious (จิตไร้สำนึก): แรงขับ ความปรารถนา หรือความทรงจำที่ถูกฝังลึกอยู่ในใจโดยที่เราไม่รู้ตัว แต่อิทธิพลต่อพฤติกรรม

3. มุมมองทางปรัชญา (Philosophy)

นักปรัชญามักตั้งคำถามว่า "ทำไมการประมวลผลของสมองถึงทำให้เกิดประสบการณ์ความรู้สึกภายในได้?" (เช่น ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บ หรือรู้สึกถึงสีแดงในใจ ไม่ใช่แค่สมองประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเหมือนคอมพิวเตอร์) ซึ่งปัญหานี้เรียกว่า Hard Problem of Consciousness และยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ

            ** ในทางพุทธศาสนา Consciousness นี้คือ วิญญาณขันธ์ ในขันธ์ ๕ ที่ อันได้แก่

            ขันธ์ 5 คือ องค์ประกอบ 5 อย่างที่รวมกันเป็นชีวิต หรือ "กายกับใจ" ตามหลักพระพุทธศาสนา

คำว่า "ขันธ์" หมายถึง กอง หมวด หรือพวก เมื่อรวมกับ 5 จึงแบ่งชีวิตออกเป็น 5 ส่วน ดังนี้:

  • รูปขันธ์(form/matter): ส่วนที่เป็นร่างกายและวัตถุทั้งหมด รวมถึงธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) และประสาทสัมผัส
  • เวทนาขันธ์(feeling): ความรู้สึกว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ (ไม่สุขไม่ทุกข์) ที่เกิดขึ้นทางกายและใจ
  • สัญญาขันธ์(perception, recognition): ความจำได้หมายรู้ จำลักษณะหรือสิ่งต่างๆ ที่มากระทบผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
  • สังขารขันธ์(mental formation): สภาพที่ปรุงแต่งจิตใจ ทำให้เกิดความคิด ความดี ความชั่ว หรือเจตนาต่างๆ ในจิต
  • วิญญาณขันธ์(consciousness): ความรู้สึกตัว รับรู้อารมณ์หรือสิ่งเร้าผ่านทางทวารทั้ง 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)

โรเจอร์ เพนโรส ได้สร้างรากฐานกรอบการทำงานคณิตศาสตร์ไว้. สจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์ ได้ค้นพบโครงสร้างในสมอง. พวกเขาได้ร่วมกันเสนอ พวกเขาได้เสนอทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับจิตสำนึก ที่มีความละเอียดและสมบูรณ์ที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย.   (Roger Penrose1 built the mathematical framework. Stuart Hameroff2 found the structure in the brain. Together they proposed the most detailed quantum theory of consciousness in contemporary science.).

1 เซอร์ โรเจอร์ เพนโรส (Sir Roger Penrose) คือนักคณิตศาสตร์, นักฟิสิกส์ทฤษฎี และศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 2020

ผลงานและเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเขา

  • รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ (2020): ได้รับรางวัลจากการใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์พิสูจน์ว่า การเกิดหลุมดำเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
  • ร่วมงานกับสตีเฟน ฮอว์กิง: ร่วมกันพัฒนาทฤษฎีบทภาวะเอกฐาน (Penrose–Hawking singularity theorems) เพื่ออธิบายจุดกำเนิดของเอกภพและใจกลางหลุมดำ
  • เรขาคณิตและรูปทรง: เป็นผู้คิดค้นลวดลายเรขาคณิตที่ไม่เป็นระเบียบแบบมีคาบ (Penrose tiling) และออกแบบรูปทรงที่เป็นไปไม่ได้ (Impossible objects) ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินชื่อดังอย่าง เอ็ม. ซี. เอสเชอร์ (M. C. Escher)
  • ทฤษฎีจิตสำนึก: ร่วมมือกับสจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์ (Stuart Hameroff) เสนอแนวคิดว่าจิตสำนึกของมนุษย์อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการควอนตัมภายในเซลล์สมอง (Orchestrated Objective Reduction - Orch-OR)

2 Stuart Hameroff (สจวร์ต ฮาเมอร์อฟฟ์) คือแพทย์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา และการศึกษาเรื่องจิตสำนึก (Consciousness) จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) [1, 2]

ข้อมูลสำคัญและผลงานเด่น

  • ผู้ร่วมพัฒนาทฤษฎี Quantum Consciousness: เขาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางจากการร่วมมือกับ Sir Roger Penrose นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล ในการพัฒนาทฤษฎี Orch-OR (Orchestrated Objective Reduction) ซึ่งเสนอว่าจิตสำนึกของมนุษย์เกิดจากการประมวลผลแบบควอนตัม ภายในโครงสร้างเซลล์ที่เรียกว่า ไมโครทูบูล (Microtubules)
  • ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาจิตสำนึก: ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Center for Consciousness Studies ที่ The University of Arizona
  • บทบาททางวิชาการ: เป็นผู้ร่วมก่อตั้งการประชุมระดับนานาชาติ The Science of Consciousness ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนงานวิจัยเกี่ยวกับกลไกของจิตสำนึกและสมอง

และฮาเมอรอฟฟ์ได้ต่อยอดทฤษฎีนั่นไปสู่ข้อสรุปที่เพื่อมร่วมสาขาไม่ได้เตรียมตัวที่จะตามติดเขาไปด้วย, ที่ว่า ความตายในกรอบแนวคิดของทฤษฎี Orch-OR ไม่ได้ทำให้จิตสำนึกสิ้นสุดลง. มันแค่ปล่อยมันไป. ฮาเมอรอฟ เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณสาขาวิสัญญีวิทยาและจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอะริโซนา, และเป็นผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเรื่องจิตสำนึก, หนึ่งในผู้นำหน่วยวิจัยทั้งหลายในด้านการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ของจิต. (Center for Consciousness Studies  (And Hameroff followed that theory to a conclusion that most of his colleagues were not prepared to follow him to, that death in the framework of Orc-OR does not end consciousness. It releases it. Hameroff is professor emeritus of anesthesiology and psychology at the University of Arizona and director of the Center for Consciousness Studies, one of the world leading research units on the scientific study of Mind.)

เขาใช้เวลาตอนเริ่มแรกของงานอาชีพในการศึกษาถึงบทบยาทของไมโครทูบูลทั้งหลายในการทำงานหน้าที่ของเซลล์ และค่อยๆเชื่อว่า โปรตีนจิ๋วเหล่านี้เป็นโครงสร้างที่มีอยู่ในเซลล์ประสาททั้งหลาย, ไม่ใช่จุดต่อประสานระหว่างเซลล์ประสาททั้งหลาย, เป็นที่ซึ่งคือพื้นฐานสำคัญสุดทั้งหลายของประสบการณ์การรับรูสำนึกจิตได้บังเกิดขึ้นอย่างแท้จริง.   (He spent his early career studying the role of microtubules3 in cellular function and gradually to believe that these tiny protein structures inside neurons, not the synaptic connections between neurons, were where the most fundamental aspects of conscious experience actually occurred.)

3 ไมโครทิวบูล(Microtubule) คือโครงสร้างรูปทรงกระบอกกลวงขนาดเล็ก ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่ใหญ่ที่สุดในระบบโครงร่างเซลล์ (Cytoskeleton) ของเซลล์ยูคาริโอต

โครงสร้างของไมโครทิวบูล

  • ประกอบขึ้นจากโปรตีนทรงกลมที่ชื่อว่า ทูบูลิน (Tubulin) ชนิดแอลฟา (Alpha-tubulin) และเบตา (Beta-tubulin) มารวมกันเป็นหน่วยย่อย
  • มีลักษณะเป็นแท่งกลวงแข็ง มีเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกประมาณ 23–27 นาโนเมตร
  • มีความสามารถในการประกอบและสลายตัว (Dynamic instability) ได้อย่างรวดเร็วเพื่อปรับเปลี่ยนตามความต้องการของเซลล์

หน้าที่สำคัญ

  • คงรูปร่างเซลล์: ช่วยค้ำจุนโครงสร้างและให้รูปร่างแก่เซลล์
  • การลำเลียงสาร: ทำหน้าที่เป็นเสมือนรางขนส่งออร์แกเนลล์และเวสิเคิลภายในเซลล์
  • การแบ่งเซลล์: เป็นองค์ประกอบของเส้นใยสปินเดิล (Spindle fiber) ที่ช่วยดึงแยกโครโมโซมในขณะเกิดการแบ่งเซลล์
  • การเคลื่อนที่: เป็นโครงสร้างแกนกลางของ ซิเลีย (Cilia) และ แฟลเจลลา (Flagella) รวมถึงเซนทริโอล (Centriole)

เมื่อเขาได้พบกับข้อโต้ค้าน(ต่อแนวความคิดดั้งเดิม)ของเพนโรส ที่ว่า จิตสำนึกไม่สามารถประมวลผลได้ และที่ว่า กระบวนการควอนตัมทั้งหลายในสมองอาจจะถูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย, เขาก็ได้ติดต่อไปหาเพนโรสทันที. ผลลัพธ์นั้นก็คือ Orchestrated Objective Reduction Theory, Orch-OR, ได้พัฒนาผ่านปี 1990 มา และได้ถูกขัดเกลาปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อมาหลายทศวรรษ.    (When he encountered Penrose’s argument that consciousness cannot be computational and that quantum processes in the brain might be involved, he contacted him. The result was the Orchestrated Objective Reduction Theory4, Orch-OR, developed through the 1990s and refined in subsequent decades.)

4 Orchestrated Objective Reduction (Orch-OR) คือ ทฤษฎีที่เสนอว่าจิตสำนึกของมนุษย์เกิดจากการประมวลผลระดับควอนตัมภายในเซลล์ประสาทสมอง

ทฤษฎีนี้พัฒนาโดย เซอร์ โรเจอร์ เพนโรส (Roger Penrose) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล และ สจ๊วต ฮาเมอร์อฟฟ์ (Stuart Hameroff) วิสัญญีแพทย์และนักวิจัยด้านสมอง โดยผสมผสานระหว่างกลศาสตร์ควอนตัมและประสาทวิทยาศาสตร์

หลักการสำคัญของทฤษฎี Orch-OR

  • ไมโครทูบูล (Microtubules): ทฤษฎีระบุว่าโครงสร้างโปรตีนขนาดเล็กในเซลล์ประสาทที่เรียกว่าไมโครทูบูล เป็นจุดเกิดการทำงานแบบควอนตัม (Quantum Processing) แทนที่จะมองสมองเป็นแค่คอมพิวเตอร์ชีวภาพทั่วไป
  • การยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น (Objective Reduction - OR): เป็นกระบวนการทางฟิสิกส์ที่สถานะควอนตัมหลายๆ สถานะมารวมกันแล้วยุบตัวลงเหลือสถานะเดียวตามธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงควอนตัม
  • การจัดระเบียบ (Orchestrated - Orch): การทำงานร่วมกันและการจัดเรียงตัวของกระบวนการควอนตัมภายในเซลล์ประสาทสมองหลายเซลล์ จนกลายมาเป็นประสบการณ์หรือ "จิตสำนึก" (Consciousness) ที่เรารับรู้

ทฤษฎีนั้นเราแกะรอยตามลายมือของเพนโรสได้เสนอว่า จิตสำนึกผุดขึ้นมาจากกระบวนการควอนตัมที่ในไมโครทูบูลทั้งหลายในที่ซึ่งการซ้อนทับเชิงควอนตัมได้คงอยู่ในที่นั้นได้ยาวนานเพียงพอที่จะเกิดกระบวนการที่เพนโรส เรียกว่าการลดทอนเชิงอัตตวิสัย/การยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่น, การยุบตัวที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยการกระตุ้นด้านสิ่งแวดล้อม, แต่โดยความโค้งยุบตัวของ อวกาศ-เวลาในตัวมันเอง . แต่ละชั่วขณะของการยุบตัวก็จะสอดคล้องกับชั่วขณะของความตื่นรู้สำนึกของจิต หรือโอกาสนั้น. (The theory we trace in the Penrose script proposed that consciousness arise from quantum processes in microtubules in which quantum superpositions5 are maintained long enough to undergo what Penrose called objective reduction, a collapse triggered not by environmental disturbance, but by the curvature of Space-Time itself. Each moment of collapse corresponds to a moment of conscious awareness or choice.)

5 Quantum Superposition (การซ้อนทับเชิงควอนตัม) คือ หลักการพื้นฐานในกลศาสตร์ควอนตัม ที่ระบุว่าระบบทางควอนตัม (เช่น อนุภาค หรืออะตอม) สามารถดำรงอยู่ในหลายสถานะพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน จนกว่าจะมีการตรวจวัดหรือสังเกตการณ์

คุณสามารถศึกษาคำอธิบายเพิ่มเติมจากบทความ การซ้อนทับควอนตัม ได้เช่นกัน

หลักการสำคัญ

  • หลายสถานะพร้อมกัน: ต่างจากโลกปรกติที่เรามองเห็น ที่สิ่งของต้องอยู่สถานะใดสถานะหนึ่ง เช่น เหรียญที่ออกหัวหรือก้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในระดับควอนตัม อนุภาคจะรวมความน่าจะเป็นของทุกสถานะที่เป็นไปได้เข้าด้วยกัน
  • การยุบตัวของคลื่น (Wavefunction Collapse): ทันทีที่มีการวัดผล สังเกตการณ์ หรือเกิดการปะทะกับสิ่งแวดล้อม สถานะซ้อนทับทั้งหมดจะ "ยุบตัว" เหลือเพียงสถานะเดียวที่เกิดขึ้นจริง
  • ตัวอย่างแมวของชเรอดิงเงอร์ (Schrödinger's Cat): การทดลองทางความคิดที่เปรียบเทียบว่า แมวในกล่องปิดทึบอาจอยู่ในสถานะ "ทั้งเป็นและตาย" พร้อมกัน จนกว่าเราจะเปิดกล่องดู

การนำไปใช้งาน

  • คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computer): ใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า คิวบิต (Qubit) ซึ่งสามารถอยู่ในสถานะผสมระหว่าง 0 และ 1 ได้พร้อมกัน ทำให้ประมวลผลข้อมูลแบบคู่ขนานได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาล

จิตสำนึกในกรอบงานนี้ ไม่ได้ถูกผลิตสร้างขึ้นโดยสมองในหนทางแบบเดียวกับที่โรงงานได้ผลิตสร้างสินค้า. มันเป็นกระบวนการทางควอนตัมที่ ปฏิสัมพันธ์กับโครงสร้างเรขาคณิตพื้นฐานของมิติอวกาศและเวลา, สเกลพลังค์, จุดบรรจบกันของกลศาสตร์ควอนตัมและแรงโน้มถ่วง ซึ่งเป็นระดับทางฟิสิกส์ที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เคยมีการอธิบายไว้ในทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ปัจจุบัน. สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ, มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าแค่การส่งกระแสประสาท. มันคือเรขาคณิตแห่งอวกาศ-เวลาที่ตระหนักรู้ขึ้นมาชั่วขณะสั้นๆหนึ่ง. นี่ก็เป็นข้ออ้างที่ฟังดูเกินจริงมากแล้ว.   (Consciousness in this framework is not produced by brain the way a factory produces a product. It is a quantum process that interfaces with the fundamental geometry of space-time, the Planck scale7, where quantum mechanics and gravity meet, the deepest physical level currently described by any scientific theory. Your experience is not simply neurons firing, it is space-time geometry briefly becoming aware. This is already an extraordinary claim.)

7 The Planck scale (สเกลพลังค์) คือ ขอบเขตขนาดที่เล็กที่สุดในจักรวาล ทั้งในด้านระยะทาง เวลา และพลังงาน ซึ่งกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ปัจจุบันอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป

หน่วยพื้นฐานของ Planck scale

  • ความยาวพลังค์ (Planck length): ประมาณ 1.6 × 10⁻³⁵ เมตร เป็นระยะทางที่เล็กที่สุดที่มีความหมายในทางฟิสิกส์ และสั้นที่สุดเท่าที่มนุษย์จะสามารถวัดได้ทางกายภาพ
  • เวลาพลังค์ (Planck time): ประมาณ 5.4 × 10⁻⁴⁴ วินาที เป็นช่วงเวลาที่สั้นที่สุดที่แสงใช้ในการเดินทางผ่านระยะทางความยาวพลังค์
  • มวล/พลังงานพลังค์ (Planck mass/energy): ขอบเขตพลังงานที่สูงและหนาแน่นมากๆ ซึ่งแรงโน้มถ่วงจะมีอิทธิพลเทียบเท่ากับแรงควอนตัม

ทำไมสเกลนี้จึงสำคัญ?

  • ขีดจำกัดของธรรมชาติ: สเกลพลังค์เปรียบเสมือนพิกัดต่ำสุดหรือ "พิกเซล" ของเอกภพ ที่เราไม่สามารถย่อส่วนลงไปเล็กกว่านี้ได้อีกแล้ว
  • จุดบรรจบของฟิสิกส์: เป็นจุดที่ทฤษฎีควอนตัม (เรื่องของสิ่งเล็กๆ) ต้องมารวมเข้ากับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (เรื่องของแรงโน้มถ่วงและอวกาศ) เช่นใน ทฤษฎีสตริง
  • กฎฟิสิกส์พังทลาย: ณ สเกลนี้ ความโน้มถ่วงจะรุนแรงมากจนทำให้โครงสร้างของกาลอวกาศ (Spacetime) บิดเบี้ยวและปั่นป่วนอย่างหนัก จนสมการฟิสิกส์เดิมใช้งานไม่ได้

อะไรที่ฮาเมอรอฟฟ์ได้ทำกับมันในการให้สัมภาษณ์และได้ประกาศแถลงทั้งหลายต่อสาธารณะมากว่าหลายปีแล้วก็คือ ตามไปกับตรรกะของทฤษฎีนี้ไปถึง นัยของมันในเรื่องความตาย. เขาอธิบายเรื่องนี้ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์ ด้วยความตรงไปตรงมาตามแบบฉบับของนักวิทยาศาสตร์ ผู้ซึ่งปล่อยให้ข้อโต้แย้งของตัวเองดำเนินไปไกลเกินกว่าจุดที่รู้สึกสบายใจ. เรามาพูดกันถึงหัวใจที่หยุดเต้นกัน, เลือดที่หยุดไหล, ไมโครทูบูลทั้งหลายสูญเสียสถานะทางควอนตัม. ข้อมูลควอนตัมภายในไมโครทูบูลจะไม่ถูกทำลาย.   (What Hameroff has done with it in interviews and public statements over the years is follow the logic of the theory to its implications for death. He describes it in a television interview with the directness of a scientist who has followed his own argument further than is comfortable. Let’s say the heart stops beating, the blood stops flowing, the microtubules lose their quantum state. The quantum information within the microtubules is not destroyed.)

มันไม่สามารถถูกทำลายได้, และมันเพียงแค่กระจายและสลายหายไปสู่อิทธิพลหรือพื้นที่อันกว้างใหญ่ของจักรวาล. ถ้าผู้ป่วยได้รับการช่วยชีวิตจนฟื้นคืนชีพขึ้นมา, ข้อมูลควอนตัมนี้ก็สามารถกลับคืนมาเข้าไปสู่ไมโครทูบูลทั้งหลายอีก, และผู้ป่วยก็จะพูดได้ว่าพวกเขาได้มีประสบการณ์เฉียด-ตายมา. ถ้าพวกเขาไม่ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกและผูเป่วยตายไป, มันก็สามารถเป็นไปได้ว่าข้อมูลควอนตัมนี้สามารถดำรงอยู่ได้อีกในภายนอกร่างกายของเขา, บางทีอย่างแน่นอนว่าเป็นเช่น ชีวอัตตา – a Soul. (It can’t be destroyed, and it just distributes and dissipates to the universe at large. If the patient is resuscitated and revived, this quantum information can go back into the microtubules, and the patient says they had a near-death experience. If they are not revived and the patient dies, it is possible that this quantum information can exist outside the body, perhaps indefinitely as a soul8.)

8 A soul (โซล) แปลว่า วิญญาณ หรือ จิตวิญญาณ ซึ่งหมายถึงแก่นแท้ด้านในของมนุษย์ที่เชื่อว่าเป็นส่วนที่มีชีวิต รู้สึกนึกคิด และมีตัวตนอยู่ภายในร่างกาย

ความหมายและการใช้งาน

  • ในทางศาสนาและปรัชญา: หมายถึงส่วนที่เป็นอมตะหรือแก่นแท้ของบุคคล ซึ่งแยกออกจากร่างกายทางกายภาพ

 

ประโยคนั่น, ได้พูดโดยศาสตราจารย์ด้านวิสัญญีวิทยาที่มหาวิทยาลัยการวิจัยหลัก, ก่อสร้างอยู่บนทฤษฎีที่เขาได้พัฒนาขึ้นกับผู้ได้รับรางวัลโนเบล, เป็นหนึ่งใน หนึ่งในประโยคที่สำคัญที่สุดในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ต่อคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเสียชีวิต. นี่ไม่ใช่คำกล่าวอ้างเชิงลึกลับหรือวิทยานิพนธ์ทางศาสนา. มันคือข้ออ้างทางกายภาพที่มีพื้นฐานมาจากการที่ทฤษฎี Orch-OR ระบุว่าจิตสำนึกเป็นกระบวนการทางควอนตัมในเรขาคณิตของอวกาศ-เวลา.  (That sentence, spoken by a professor of anesthesiology at a major research university, building on a theory he developed with a Nobel laureate, is one of the most significant sentences in the contemporary scientific engagement with the question of what happens at death. It is not a mystical claim or a religious assertation. It is a physical claim grounded in Orch-Or’s identification of consciousness with quantum processes in the geometry of space-time.)

ข้อมูลนั้นที่ได้บัญญัติจิตสำนึกของคุณขึ้นมานั้น, ในกรอบงานนี้, คือรูปแบบในผืนพรมถักทอรากฐานของความเป็นจริงเชิงกายภาพ. ข้อมูลควอนตัม, เมื่อกายภาพทั้งหลายนั้นได้ถูกสถาปนาขึ้นแล้ว, ก็ไม่สามารถถูกสร้างสรรค์หรือถูกทำลายได้. ที่ความตาย,โครงสร้างทางชีวภาพที่ได้เพ่งเน้นและจัดรวมข้อมูลนั้นก็ได้ยุบตัวลง. ข้อมูลนั้นในตัวมันเอง, รูปแบบลวดลายนั้น, โครงสร้างนั้น, โครงสร้างควอนตัมพิเศษจำเพาะที่เป็นประสบการณ์สำนึกของจิตของคุณนั้น, ก็สลายตัวกระจายกลับเข้าไปสู่สนามอวกาศ-เวลา ที่ซึ่งมันมักจะอุบัติขึ้นอยู่เสมอแต่เดิมของมัน. ข้อปฏิเสธค้านทั้งหลายในเรื่องการสูญเสียความพัวพันทางควอนตัมที่ถูกประยุกต์ใช้เข้ากับทฤษฎี Orch-OR โดยทั่วไปก็ประยุกต์ใช้กับตรงนี้, ด้วยเช่นกัน.   (The information that constitutes your consciousness is, in this framework, a pattern in the fundamental fabric of physical reality. Quantum information, as the physics has established, cannot be created or destroyed. At death, the biological substrate that was focusing and organizing that information collapses. The information itself, the pattern, the structure, the specific quantum organization that was your conscious experience, disperses into the space-time field in which it was always occurring. The decoherence objections that apply to Orch-OR generally apply here, too.)

สมองนั้นอุ่น, เปียก, และเสียงดังวุ่นวายเกินไปสำหรับความพัวพันทางควอนตัม ที่จะดื้อดึงอยู่ในไมโครทูบูลทั้งหลายนานพอที่จะทำกระบวนการทั้งหลาย, นั่นคือที่ฮาเมอรอฟฟ์ได้อธิบายไว้. งานทดลองในเวลาต่อมาเกี่ยวกับผลกระทบทางควอนตัมในระบบชีวภาพ ได้ช่วยแก้ปัญหานี้ไปแล้วบางส่วน, การค้นพบหลักฐานของความพัวพันทางควอนตัมในการสังเคราะห์แสง และการนำร่องหาทิศทางของนกทั้งหลายที่อุณหภูมิทางชีวภาพ เหล่านี้ก็เพียงพอที่จะรักษาการโต้วาทีให้มีชีวิตอยู่ได้อีกโดยปราศจากการคลี่คลายปัญหาของมัน.   (The brain is too warm, wet, and noisy for quantum coherence to persist in the microtubules long enough for the processes Hameroff describes. Subsequent experimental work on quantum effects in biological systems has partially addressed this, finding evidence of quantum coherence in photosynthesis and bird navigation at biological temperatures, enough to keep the debate alive without resolving it.)

ทฤษฎี Orch-OR ยังคงเป็นทฤษฎีทางควอนตัมของจิตสำนึก ที่ได้รับการถกเถียงและประกวดประชันกันมากที่สุดในสนามสาขาด้านนี้, อย่างชัดเจนเพราะว่ามันเป็นที่พิเศษจำเพาะเพียงพอที่จะเป็น(แนวคิด)ที่ผิดได้. ข้อโต้แย้งเรื่องการสูญเสียความพัวพันทางควอนตัมนั้นเป็นเรื่องจริง. เช่นเดียวกับหลักฐานจากการทดลองที่ได้เริ่มต้นท่าจะทำให้มันสลับซับซ้อนขึ้น. ทฤษฎีรนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์. แต่มันก็ไม่ได้ถูกปฏิเสธ.   (Orch-OR remains the most discussed and most contested quantum theory of consciousness in the field, precisely because it is specific enough to be wrong. The decoherence objection is real. So is the experimental evidence that began to complicate it. The theory has not been proven. It has not been refused.)

อะไรที่ฮาเมอรอฟฟ์ได้สร้างขึ้น, ด้วยรากฐานทางคณิตศาสตร์ทั้งหลายที่เพนโรส ได้จัดหาให้, คือกรอบงานหนึ่งที่ปรีชาญาณของจารีพทางศาสนาดั้งเดิมทั้งหลายได้เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปทรงทางวิทยาศาสตร์. ชีวอัตตา- the Soul, ในกรอบงานนี้, ไม่ใช่เป็นอภิปรัชญาที่แปะเพิ่มลงไปกับจักรวาลเชิงกายภาพ. มันเป็นรูปแบบลวดลายในเรขาคณิตของอวกาศ-เวลา. โครงสร้างข้อมูลควอนตัมที่มักจะอยู่ในธรรมชาติอันลึกที่สุดของมันเสมอ ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้นจากผืนพรมถักทอแห่งความเป็นจริงในตัวมันเอง. และเพราะว่าข้อมูลควอนตัมนั้นไม่สามารถถูกทำลายได้, ความตายก็ไม่อาจลบมันทิ้งไปได้. มันกระจายละลายไป. มันคืนกลับไปยังจักรวาล, จากในที่ซึ่งฮาเมอรอฟฟ์เองได้วางกรอบของมันเอาไว้ ว่าได้ถูกก่อโครงสร้างขึ้นมาตั้งแต่การเริ่มต้นของเวลา.  (What Hamerooff has built, with the mathematical foundations Penrose provided, is a framework in which the oldest intuition of the religious traditions acquires a scientific form. The soul, in this framework, is not a metaphysical add-on to a physical universe. It is a pattern in the geometry of space-time. A quantum information structure that was always in its deepest nature built from the fabric of reality itself. And because quantum information cannot be destroyed, death cannot erase it. It disperses. It returns to the cosmos from which in Hameroff’s own framing it was constructed since the beginning of time.)

นี้เป็นภาษาของฮาเมอรอฟฟ์เอง ที่ช่องรายการนี้ไม่ได้ดัดแปลงตีความ. เขาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า ทฤษฎีของเขามีความคล้ายคลึงกับความเชื่อในศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู ที่ว่าจิตสำนึกนั้น เป็นส่วนสำคัญที่แยกไม่ออกได้จากจักรวาล. และอย่างจริงแท้, นั่นมันบางทีคือทั้งหมดที่มี, ตำแหน่งแห่งหนที่คล้ายคลึงกันได้กับอุดมคติทางปรัชญาตะวันตก. เขาได้เสนอว่า มีประสบการณ์กึ่ง - สำนึกขแองจิต (proto-conscious experience) เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของความเป็นจริงทางกายภาพที่แสดงเสนอมาตั้งแต่เกิดบิกแบง. (This language is Hameroff’s, not the channel’s inference. He has stated explicitly that his theory is similar to the Buddhist and Hindu belief that consciousness is an integral part of the universe. And indeed, that it maybe all there is, a position similar to Western philosophical idealism. He has proposed that proto-conscious experience is a basic property of physical reality present since the Big Bang.)

เขาได้อธิบายถึงสมองของสำนึกของจิต ว่าเป็นเช่นเครื่องรับสัญญาณและเครื่องขยายสัญญาณสำหรับ จิตสำนึก-แรกเริ่มที่มีอยู่กับผืนพรมถักทอของอวกาศ-เวลา. ในทั้งหมดของเรื่องนี้, การบรรจบกันกับจารีตดั้งเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ. สิ่งนี้คือจุดบรรจบที่รายการทั้งหมดในนี้ติดตามรวบรวมมา. การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาธรรมชาติที่ลึกซึ้งที่สุดของจิตสำนึก ดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมาจนกระทั่งบรรลุถึงดินแดนที่ประเพณีความเชื่อและภูมิปัญญาโบราณต่าง ๆ ได้ชี้แนะเอาไว้เสมอมา. รูปแบบลวดลายที่เป็นคุณไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยสมองของคุณ. แต่มันคือการแสดงออกถึงสิ่งที่เป็นตัวตนของอวกาศ-เวลาในตัวมันเอง.   (He described the brains of conscious beings as receivers and amplifiers for a proto-consciousness intrinsic to the fabric of space-time. In all of this, the convergence with the traditions is not accidental. It is the convergence that this entire catalog has been tracking. The scientific inquiry into the deepest nature of consciousness followed without evasion arriving at the territory the traditions have always pointed toward. The pattern that is you was not generated by your brain. It is an expression of what space-time itself is.)

ในระดับที่มากยิ่งไปกว่าพื้นฐานของอนุภาคใด. และคำถามว่า อะไรคืออวกาศ-เวลาเป็นที่ระดับพื้นฐานของตัวมันเอง, คือคำถามที่ฟิสิกส์ทั้งหลายไม่ได้ถูกปิดสรุปลง. และจารีตดั้งเดิมทั้งหลายก็มักจะตอบได้ด้วยคำ ๆเดียวเสมอ. ถ้าเรื่องราวของรายการเปลี่ยนแปลงอย่างไรที่คำพูดทั้งหลายนั้นที่ว่า, “ฉันกำลังรู้สึกเป็นเช่นรูปแบบลวดลายในเรขาคณิตของจักรวาลในตัวมันเอง.” ก็ขอให้คุณบอกมาในช่องความคิดเห็นที่ข้างล่างนี้. และถ้าคุณต้องการจะคอยติดตามเส้นใยของควอนตัมไปยังที่ใดก็ตามซึ่งมันนำไปอย่างซื่อตรง, กดติดตามด้วย. ข้อมูลนั้นจะไม่ถูกทำลาย. มันไม่เคยเป็นเช่นนั้น.   (At a level more fundamental than any particle. And the question of what space-time is at its most fundamental level is the question that physics has not yet closed. And that the traditions have always answered with a single word. If this changes how the words “I am feeling as a pattern in the geometry of universe itself.” Say so in the comments. And if you want to keep following the quantum thread to wherever it honestly leads, subscribe. The information is not destroyed. It has never been.)

 https://youtu.be/wOBd8pG5_BY?si=pTe-gS1gCVSsToFY

  

           

     

 

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569

เดวิด โบห์ม – ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น: จักรวาลเป็นหนึ่งเดียวทั้งปวง

เดวิด โบห์ม – ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น: จักรวาลเป็นหนึ่งเดียวทั้งปวง

David Bohm’s Implicate Order: The Universe as a Unified Whole

          https://youtu.be/pE-1vzMj2v8?si=vcKz8hheeSbwcsH4

จักรวาล และ เดวิด โบห์ม (The Universe and David Bohm)

          จักรวาลคือสถานที่แห่งความลึกลับอันลึกซึ้ง. จากอนุภาคเล็กๆทั้งหลายไปถึงกาแล๊กซี่ทั้งหลายอันใหญ่โตที่สุด, มันจุดประกายความใคร่รู้และสร้างแรงดาลใจของเราอันน่าทึ่ง. เมื่อเราเจาะลึกยิ่งขึ้นเข้าไปในธรรมชาติของความเป็นจริง, เราได้เผชิญเข้ากับแนวความคิดทั้งหลายบที่ท้าทายการจำได้หมายรู้ทั้งหลายทุกวันของเรา.    (The Universe is a place of profound mystery. From the smallest particles to the largest galaxies, it sparks our curiosity and inspires awe. As we delve deeper into the nature of reality, we encounter concepts that challenge our everyday perceptions.)

          กับแนวความคิดดังกล่าวนั้น, ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นของเดวิด โบห์ม คือ วิสัยทัศน์ต่อจักรวาลในฐานะสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียว ได้เชื่อมต่อถึงกันที่ความเข้าใจอย่างลึกที่สุดของจักรวาลและตัวเราเอง. มาร่วมไขปริศนานี้ไปกับเราถุงความลี้ลับแห่งระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. เตรียมตัวที่จะมองเห็นจักรวาลด้วยมุมใหม่สด ว่ามันคือจักรวาลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมหัศจรรย์และความเชื่อมต่อถึงกันทั้งปวง.  (On such concept is David Bohm’s implicate order a vision of the universe as a unified whole interconnected at the deepest understanding of the universe and ourselves. Join us as we unravel the mystery of the Implicate Order. Prepare to see the universe with fresh eyes it is a universe brimming with wonder and interconnectedness.)

เดวิด โบห์ม (David Bohm)

          เดวิด โบห์ม เป็นบุคคลที่โดดเด่นอย่างยิ่งในวงการฟิสิกส์ศตวรรษที่ 20. เกิดในปี 1917, เขามีส่วนร่วมอย่างสำคัญยิ่งต่อกลไกควอนตัม, ฟิสิกส์พลาสมา และจิตวิทยาประสาทวิทยา, อย่างไรก็ตาม, ความสนใจของโบห์มนั้นแผ่ขยายไปไกลเกินกว่าขอบเขตดั้งเดิมของวิทยาศาสตร์มาก. เขามีความสนใจอย่างมากในปรัชญาและศาสตร์ลึกลับของตะวันออก. โบห์มไม่พึงพอใจกับการตีความทั้งหลายอันแพร่หลายของกลศาสตร์ควอนตัม. เขาได้รู้สึกว่าพวกนั้นได้ล้มเหลวในการที่จะจัดหาภาพที่สมบูรณ์ของความเป็นจริงให้ได้. การค้นหาความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของเขา นำไปสู่การพัฒนาแนวคิดเรื่อง 'ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น' (Implicate Order).  (David Bohm was a remarkable figure in 20th century physics. Born in 1917, he made significant contributions to Quantum Mechanics1, plasma physics and neuros psychology2, however, Bohm’s interests went far beyond the traditional boundaries of science. He was deeply interested in philosophy and Eastern mysticism, seeking a more holistic understanding of the universe. Bohm was dissatisfied with the prevailing interpretations of quantum mechanics. He felt they failed to provide a complete picture of reality. His search for a deeper truth led him to develop the concept of the Implicate Order3.)

          1 กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) คือ ทฤษฎีพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่ใช้ศึกษาและอธิบายพฤติกรรมของสสารและแสงในระดับอะตอมหรือเล็กกว่าอะตอมลงไป (อนุภาคย่อยของอะตอม) ซึ่งแตกต่างจากฟิสิกส์ดั้งเดิม (Classical Physics) ที่ใช้กฎของนิวตันอธิบายสิ่งที่เรามองเห็นได้ในชีวิตประจำวัน

แนวคิดสำคัญของกลศาสตร์ควอนตัม

  • พลังงานแบบไม่ต่อเนื่อง (Quantized Energy): พลังงานไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงต่อเนื่องเป็นเส้นตรง แต่ถูกแบ่งเป็นก้อนเล็กๆ เฉพาะตัว ที่เรียกว่า "ควอนตัม" (Quantum)
  • ความน่าจะเป็น (Probability): กลศาสตร์ควอนตัมไม่สามารถระบุตำแหน่งหรือความเร็วที่แน่นอนของอนุภาคได้ ทำได้เพียงทำนาย "ความน่าจะเป็น" ที่จะพบอนุภาคเท่านั้น
  • ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค (Wave-Particle Duality): อนุภาคขนาดเล็กอย่างอิเล็กตรอนหรือแสง (โฟตอน) สามารถแสดงพฤติกรรมได้ทั้งแบบ "คลื่น" และแบบ "อนุภาค" ในเวลาเดียวกัน
  • หลักการความไม่แน่นอน (Uncertainty Principle): ตั้งโดยแวร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก ระบุว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะวัดตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคได้อย่างแม่นยำพร้อมกัน เพราะการวัดจะไปรบกวนสถานะของอนุภาคนั้นโดยตรง

2 Plasma physics (ฟิสิกส์พลาสมา) และ Neuropsychology (ประสาทจิตวิทยา) คือสองสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. Plasma Physics (ฟิสิกส์พลาสมา)

คือสาขาหนึ่งของฟิสิกส์ที่ศึกษาเกี่ยวกับ "พลาสมา" (Plasma) ซึ่งเป็นสถานะที่ 4 ของสสาร (ต่อจากของแข็ง ของเหลว และแก๊ส)

  • พลาสมาคืออะไร: เมื่อแก๊สถูกเร่งความร้อนหรือได้รับพลังงานสูงมาก อิเล็กตรอนจะหลุดออกจากอะตอม ทำให้สสารกลายเป็นแก๊สที่มีประจุไฟฟ้า (ประกอบด้วยไอออนและอิเล็กตรอนอิสระ)
  • สิ่งที่เป็นพลาสมา: ดวงอาทิตย์, ดาวฤกษ์, ฟ้าผ่า, แสงเหนือ-แสงใต้ (ออโรร่า), และไฟนีออน
  • การประยุกต์ใช้: ใช้ในการวิจัยพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน (พลังงานสะอาดเลียนแบบดวงอาทิตย์), การผลิตชิปคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีอวกาศ

2. Neuropsychology (ประสาทจิตวิทยา)

คือสาขาวิชาที่คาบเกี่ยวระหว่าง ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) และ จิตวิทยา (Psychology)

  • ศึกษาเกี่ยวกับอะไร: ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง โครงสร้างและการทำงานของสมอง กับ พฤติกรรม จิตใจ และกระบวนการคิด ของมนุษย์
  • เน้นเรื่องอะไร: ดูว่าเมื่อสมองส่วนต่างๆ ได้รับบาดเจ็บ ถูกทำลาย หรือเป็นโรค (เช่น อัลไซเมอร์, สมองกระทบกระเทือน, หลอดเลือดสมองตีบ) จะส่งผลต่อความจำ การพูด อารมณ์ และพฤติกรรมอย่างไร
  • การประยุกต์ใช้: ใช้ในการประเมิน บำบัด และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางสมองหรือระบบประสาท

3 Implicate Order (ระเบียบที่ซ่อนเร้น/พับซ่อน) คือ แนวคิดทางควอนตัมฟิสิกส์และปรัชญา ที่เสนอโดย David Bohm นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอเมริกัน ในช่วงทศวรรษ 1980

ความหมายหลัก

  • ระเบียบที่พับซ่อนอยู่ (Enfolded Order): เป็นความจริงหรือโครงสร้างพื้นฐานที่สิ่งต่างๆ ทุกอย่างในจักรวาลมีความเกี่ยวพันและซ้อนทับกันอยู่ภายในอย่างกลมกลืน เปรียบเสมือนรหัสหรือข้อมูลที่ยังไม่ปรากฏเด่นชัด
  • การคลี่ตัวออก (Unfolded): เมื่อระเบียบนั้นคลี่ตัวหรือปรากฏออกมาให้เราสัมผัสได้ จะเรียกว่า Explicate Order (ระเบียบที่ปรากฏชัด) ซึ่งคือโลกทางกายภาพและวัตถุที่เรามองเห็นและรับรู้ได้ในชีวิตประจำวัน

ลักษณะสำคัญ

  • ความยึดโยงเป็นหนึ่งเดียว: ทุกสิ่งในจักรวาลไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ทุกส่วนมีข้อมูลของ "ภาพรวมทั้งหมด" ซ่อนอยู่คล้ายกับระบบฮอโลแกรม (Hologram)
  • เชื่อมโยงสติปัญญาและสสาร: โบห์มเชื่อว่าแนวคิดนี้ไม่ได้อธิบายแค่เรื่องฟิสิกส์ของสสารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงจิตสำนึก (Consciousness) และความจริงของจักรวาลด้วย

          แนวคิดนี้ได้ท้าทายต่อมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ที่แพร่หลายอยู่ทั่วโลก และได้นำเสนอมุมมองใหม่ที่แปลกใหม่อย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับธรรมชาติของการดำรงอยู่. งานของโบห์มมักจะไม่เป็นที่ยอมรับอยู่เสมอโดยชุมชนนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย. แนวคิดทั้งหลายของเขาได้บ่อยครั้งถูกมองว่าโต้ค้านตรงข้ามและไม่เป็นไปตามแบบแผนดั้งเดิม. กระนั้น, เขาก็ยังคงเป็นผู้สนับสนุนที่มั่นคงต่อวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับจักรวาลที่มีความเชื่อมโยงและไม่หยุดนิ่ง, และเต็มไปด้วยศักยภาพอันไม่สามารถหยุดยั้งได้.  (This idea challenged the prevailing scientific worldview and offered a radical new perspective on the nature of existence. Bohm’s work was not always well received by the scientific community. His ideas were often seen controversial and unorthodox. Yet, he remained a steadfast advocate for his vision of a universe that was in interconnected dynamic, and full of untapped potential.)

ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น (The Implicate Order)

          ลองจินตนาการถึงกระแสน้ำไหลของลำธาร. น้ำปรากฏเห็นได้ว่าแยกและเป็นสัดเป็นส่วน, แต่ลึกลงไปใต้พื้นผิว มันกลับเชื่อมโยงถึงกันและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา. นี่คือภาพสะท้อนในแง่มุมเข้าไปในแนวความคิดของระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. โบห์มได้เสนอแนะว่า ภายใต้พื้นผิวของความเป็นจริงทุกวันของเรานั้นได้ทอดวางอยู่ด้วยมิติซ่อนเร้นอันลึกลงไปยิ่งกว่า. เขาเรีกมิตินี้ว่า ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. มันเป็นอาณาจักรของ ศักยภาพอันบริสุทธิ์ ที่ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน และอยู่ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา.  (Imagine a flowing stream. The water appears separate and distinct but beneath the surface it is interconnected and constantly moving. This is a glimpse into the concept of the Implicate Order. Bohm proposed that beneath the surface of our everyday reality lies a deeper hidden dimension. He called this dimension the Implicate Order. It is a realm of pure potentiality where everything is interconnected and in a constant state of flux.)

          รนะเบียบแบบแผนไม่ใช่สถานที่หรือสิ่ง. มันเป็นกระบวนการ, การปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของความเป็นจริง. มันคือแหล่งกำเนิดที่ซึ่งสรรพสิ่งทั้งหมดได้อุบัติขึ้น และที่ซึ่งพวกมันได้กลับมาโดยสัมบูรณ์. ลองจินตนาการถึงภาพโฮโลแกรม - ภาพ 3 มิติ. แต่ละส่วงนชของภาพโฮโลแกรมบรรจุไว้ด้วยข้อมูลของสิ่งทั้งปวง. ในทางเดียวกัน, ทุกส่วนของระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นบรรจุไว้ด้วยข้อมูลของจักรวาลทั้งปวง.    (The Implicate Order is not a place or thing. It is a process, a dynamic unfolding of reality. It is the source from which all things emerge and to which they ultimately return. Imagine a hologram4. Each part of the Hologram contains the information of the whole. In a similarity, every part of the Implicate Order contains the information of the entire universe.)

          4 โฮโลแกรม (Hologram) คือ ภาพสามมิติที่สร้างขึ้นด้วยกระบวนการทางแสงที่เรียกว่า ฮอโลแกรม (Holography) ซึ่งบันทึกข้อมูลทั้งความเข้ม ทิศทาง และความลึกของแสงจากวัตถุจริง ทำให้ภาพที่ปรากฏออกมาดูมีมิติ มีความลึก และลอยตัวอยู่ในอากาศราวกับมีตัวตนอยู่จริงเมื่อมีแสงสว่างส่องกระทบในมุมที่เหมาะสม

หลักการทำงานเบื้องต้น

  • การบันทึกภาพ: ใช้แสงเลเซอร์จากแหล่งเดียวกันแยกออกเป็นสองลำแสง ลำแสงแรกส่องไปที่วัตถุแล้วสะท้อนไปที่แผ่นบันทึก (เช่น ฟิล์ม) ส่วนลำแสงที่สองเป็นลำแสงอ้างอิงยิงตรงไปที่แผ่นบันทึกเช่นกัน
  • การแทรกสอดของแสง: ลำแสงทั้งสองจะซ้อนทับและเกิดเป็นลวดลายการแทรกสอดของคลื่นแสง (Interference Pattern) บนแผ่นบันทึก ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เหมือนรูปวัตถุ
  • การแสดงผล: เมื่อฉายแสงหรือให้แสงสว่างส่องผ่านแผ่นบันทึกนั้นในมุมที่ถูกต้อง จะเกิดเป็นภาพเสมือน (Virtual Image) 3 มิติที่เรามองเห็น

 

ความเป็นจริงของเรา (Our Reality)

          ในตอนนี้, ลองจินตนาการถึงหมึกหนึ่งหยดร่วงลงไปในกระแสธารไหลเนื่องเดียวกันนั้น. เมื่อหมึกกระจายตัว, มันก็สร้างสรรค์รูปแบบลวดลายและรูปทรงทั้งหลายขึ้น. รูปแบบลวดลายเหล่านีเคืออะไรที่โบห์มอ้างถึงว่าเป็นระเบียนบแบบแผนปรากฏฺ. ระเบียบแบบแผนปรากฏคือโลกที่เราประสบรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสรู้สึก(อายตนะ-ผู้แปล)ทั้งหลาย, โลกของการแบ่งแยกวัตถุและเหตุการณ์ทั้งหลายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน. มันคือความเป็นจริงที่คลบี่เผยออกซึ่งผุดขึ้นจากระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. กุญแจในการที่จะเข้าใจทฤษฎีของโบห์มก็คือว่า ระเบียบแบบแผนปรากฏไม่ได้แยกขาดออกมาจากระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. มันเป็นการแสดงออกมาให้เห็นถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของสิ่งนั้น.    (Now, imagine a drop of ink falling into that same flowing stream. As the ink disperse, it creates patterns and forms. These patterns are what Bohm referred to as the Explicate Order. The Explicate Order is the world we experience with our senses, the world of separate objects and distinct events. It is the unfolded reality that arises from the Implicate Order. The key to understanding Bohm’s theory is that the Explicate Order is not separate from the Implicate Order. It is a dynamic and everchanging expression of it.)

       ดังเช่นรูปแบบลวดลายทั้งหลายของหมึกในกระแสธารน้ำนั้นที่เปลี่ยนผ่ายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมอ, เช่นเดียวกับความเป็นจริงที่เราได้รับรู้. ลองคิดดูถึงภาพยนตร์. ภาพทั้งหลายบนจอนั้นดูเหมือนเป็นจริงและต่อเนื่องไป. อย่างไรก็ดี, พวกมันเป็นแค่ชุดลำดับของเฟรมภาพนิ่งทั้งหลายที่ถูกฉายด้วยความเร็วงานหนึ่ง. ในทำนองเดียวกัน ความจริงในชีวิตประจำวันของเราก็คืออนุกรมของช่วงเวลาที่เกิดขึ้นมาจากระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น, สร้างภาพลวงตาของการแยกจากกันและความคงอยู่ถาวร.   (Just as the ink patterns in the stream are constantly shifting and changing, so too is our perceived reality. Think of a movie. The images on the screen seem real and continuous. However, they are just a series of still frames projected in rapid succession. Similarly, our everyday reality is a series of moments arising from the Implicate Order, giving the illusion of separation and permanence.)

การร่ายรำแห่งชีวิต (The Dance of Existence)

          การเคลื่อนไหวโฮโล การร่ายรำแห่งชีวิต. การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างระเบียบที่ซ่อนเร้นและระเบียบที่ปรากฏ แบบแผนเป็นกระบวนการซึ่งต่อเนื่องและมีพลวัต/เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่โบห์มเรียกว่า การเคลื่อนไหวโฮโล. มันคือการร่ายรำแห่งชีวิต, การคลี่เผยออกและการม้วนหุ้มปิดอย่างสม่ำเสมอของความเป็นจริง. จักรวาลนั้น, ตามคำพูดของโบห์ม, ไม่ได้เป็นความสถิต/นิ่ง, ในรูปลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลงใด. มันคือการมีชีวิต, การหายใจ, กระบวนการวิวัฒนะชั่วนิรันดร์. การเคลื่อนไหวโฮโลเป็นแรงกำลังขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังวิวัฒนาการนี้, การสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอในรูปร่างใหม่และความเป็นไปได้ทั้งหลาย. (Holomovement The Dance of Existence5. The interplay between the Implicate and Explicate Orders is a continuous, dynamic process that Bohm called Holomovement. It is the dance of existence, the constant unfolding and enfolding of reality. The Universe, according to Bohm, is not a static, unchanging entity. It is a living, breathing, ever-evolving process. The Holomovement is driving force behind this evolution, constantly creating new forms and possibilities.)

          5 Holomovement (โฮโลมูฟเมนต์) คือ แนวคิดทางฟิสิกส์เชิงอภิปรัชญาที่มองว่าจักรวาลคือความเป็นหนึ่งเดียวที่ตัดขาดจากกันไม่ได้และลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา โดยเปรียบเปรยกระบวนการนี้ว่าเป็น "ระบำแห่งความมีอยู่" (The Dance of Existence) ซึ่งทุกสรรพสิ่ง ทั้งสสาร พลังงาน และจิตสำนึก ล้วนถักทอร้อยเรียงและเคลื่อนไหวร่วมกันอย่างไม่หยุดนิ่ง

แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นโดยนักฟิสิกส์ควอนตัมชื่อดัง David Bohm ในปี 1980 ผ่านหนังสือ Wholeness and the Implicate Order โดยมีใจความสำคัญและโครงสร้างการทำงานดังนี้:

1. ลำดับแฝงและลำดับแจ้ง (Implicate & Explicate Order)

Bohm อธิบายว่าความเป็นจริงถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับที่เชื่อมโยงกันด้วย Holomovement:

  • Implicate Order (ลำดับแฝง): มิติเบื้องลึกที่ทุกสิ่งในจักรวาลถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว ไร้การแบ่งแยก เป็นเสมือน "มหาสมุทรแห่งพลังงาน" และจิตสำนึก
  • Explicate Order (ลำดับแจ้ง): โลกทางกายภาพที่เรามองเห็นและสัมผัสได้ เช่น ดวงดาว ต้นไม้ หรือตัวเรา ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงรูปแบบชั่วคราวที่ผุดบังเกิดออกมาจากลำดับแฝง

2. การม้วนเข้าและการคลี่ออก (Enfolding & Unfolding)

กลไกของ "ระบำแห่งความมีอยู่" นี้ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการสองสิ่ง:

  • Enfolding (การม้วนเข้า): สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกกายภาพจะถูกส่งกลับและบันทึกรวมเข้าไปในระเบียบส่วนลึก
  • Unfolding (การคลี่ออก): สิ่งที่อยู่ในระเบียบส่วนลึกจะคลี่ตัวออกมาปรากฏเป็นวัตถุ สสาร หรือเหตุการณ์ในโลกภายนอก

3. อุปมาอุปไมยแบบโฮโลแกรม (The Hologram Analogy)

Bohm เปรียบเทียบจักรวาลกับ โฮโลแกรม (Hologram) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ "ส่วนย่อยทุกส่วนจะบรรจุภาพของส่วนรวมเอาไว้ทั้งหมด" ดังนั้น ในทุกๆ จุดของเวลาและอวกาศจึงมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับจักรวาลทั้งหมดอย่างแยกไม่ออก

 

          แนวความคิดนี้ที่ว่า จักรวาลมีพลวัตและปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ได้ถูกกำทอนสะท้อนก้องออกมาโดยนักคิดและศิลปินทั้งหลาย. ในได้ชี้แนะว่าจักรวาลนั้นไม่ได้เป็นช่องว่าอันหนาวเย็นและไร้ความรู้สึก, แต่เป็นรูปลักษณ์อันมีชีวิต, และหายใจ ในที่ซึ่งเราคือส่วนร่วมกับทั้งหมดนั้น.   (This concept of a dynamic and interconnected universe has resonated with many thinkers and artists. It suggests a universe that is not a cold, indifferent void, but a living, breathing entity in which we are all participants.)

ภาพรวมสะท้อนแวบหนึ่งของ ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น? (A Glimpse into the Implicate Order?) 

ความพัวพันเชิงควอนตัม: คือภาพสะท้อนแวบหนึ่งของ ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น หรือ? หนึ่งในแง่มุมที่น่าสนใจของกลศาสตร์ควอนตัมก็คือปรากฏการณ์ของความพัวพัน. เมื่อสองอนุภาคได้กลายเป็นพัวพันกัน, พวกมันกลายเป็นถูกเชื่อมโยงกันในแบบที่ก้าวข้ามระยะห่าง. การวัดสถานะของอนุภาคหนึ่ง จะกำหนดสถานะของอีกอนุภาคหนึ่งในทันที, ไม่ว่าจะอยู่แยกห่างไกลกันอย่างไร.   (Quantum Entanglement A glimpse into the Implicate Order? One of the most intriguing aspects of quantum mechanics is the phenomenon of entanglement. When two particles become entangled, they become linked in a way that transcends distance. Measuring the state of one particle instantly determines the state of the other, no matter how far apart they are.)

การกระทำของผีน้อยในระยะไกล, ดังที่ไอน์สไตน์เรียกมัน, ได้เป็นปริศนากับนักฟิสิกส์ทั้งหลายมาหลายทศวรรษ. อย่างไรก็ดี, สอดคล้องอย่างน่าทึ่งกับแนวคิดเรื่องระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นของโบห์ม.  เป็นไปได้ไหมว่าความพัวพันเชิงควอนตัม กำลังช่วยให้เราได้เห็นภาพรวมของความปฏิสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ของจักรวาล? เป็นไปได้ไหมว่าในระดับที่ลึกที่สุดของความเป็นจริง, การแยกออกจากกันคือมายาภาพ, และทุกสรรพสิ่งได้ถูกเชื่อมต่อกันในหนทางที่เราเพียงแค่เริ่มต้นที่จะเข้าใจ?   (This spooky action at a distance, as Einstein famously called it, has puzzled physicists for decades. However, it aligns remarkably well with Bohm’s concept of the Implicate Order. Could it be that entanglement provides a glimpse into the hidden interconnectedness of the universe? Could it be that at the deepest levels of reality, separation is an illusion, and everything is connected in a way we are only beginning to understand?)

เหล่านี้เป็นเพียงบางคำถามทั้งหลายที่ได้ผุดขึ้นเมื่อเราพิจารณาทฤษฎีระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นของโบห์ม. ในขณะที่มันยังคงเป็นประเด็นสำคัญอยู่ที่การโต้วาทีและดำเนินการวิจัยค้นคว้าอยู่ต่อไป, มันเผยให้เห็นภาพรวมที่น่าตื่นตาตื่นใจของความจริง ซึ่งแปลกประหลาดและเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้มาก.  (These are just some of the questions that arise when we consider the Implicate of Bohm’s theory. While it is still a matter of debate and ongoing research, it offers a tantalizing glimpse into a reality that is far stranger and more interconnected than we ever imagined.)

จิตสำนึก และ ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น (Consciousness and the Implicate Order)

จิตสำนึกและระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. บางทีสิ่งที่ลึกซึ้งในทฤษฎีของโบห์ม ก็คือศักยภาพของตัวมันเองที่จะเป็นสะพานข้ามช่องว่างระหว่างจิตกับกาย/วัตถุ. ถ้าจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวด้วยกันทั้งปวง, ดังนั้นแล้วจิตสำนึกไม่สามารถถูกแยกขาดจากมัน. โบห์มเชื่อว่า จิตสำนึกนั้นผุดอุบัติขึ้นมาจากระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น, เหมือนเช่นเดียวกับกาย/วัตถุและพลังงาน.  (Consciousness and the Implicate Order. Perhaps the most profound implication of Bohm’s theory is its potential to bridge the gap between mind and matter. If the universe is a unified whole, then consciousness cannot be separate from it. Bohm believed that consciousness arises from the Implicate Order, just like matter and energy.)

ในมุมมองแง่นี้, จิตไม่ได้มีรูปลักษณ์แยกอยู่ต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ตัดขาดไม่ได้จากใยข่ายของจักรวาล. สิ่งนี้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตสำนึก. มันได้ชี้แนะว่าความคิดทั้งหลาย, อารมณ์รู้สึกทั้งหลาย, และประสบการณ์รับรู้ทั้งหลาย ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่แยกขาดแต่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอยู่กับจักรวาล. มันเปิดความเป็นไปได้ที่ว่า พวกเราทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกแห่งจักรวาลที่ใหญ่ยิ่งกว่า. (In this view, the mind is not a separate entity but an integral part of the cosmic web. This has profound implications for understanding the nature of consciousness. It suggests that our thoughts, feelings, and experiences are not isolated events but are interconnected with the universe.  It opens up the possibility that we are all part of a larger cosmic consciousness.)

จักรวาลแห่งความมหัศจรรย์และปฏิสัมพันธ์/ความเชื่อมโยงถึงกัน(A Universe of Wonder and Interconnection)

          บทสรุป: จักรวาลแห่งความมหัศจรรย์และปฏิสัมพันธ์/ความเชื่อมโยงถึงกัน. แนวความคิดของโบห์มเรื่องระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นได้ยื่นเสนอวิสัยทัศน์อันก้าวล้ำและสร้างแรงดาลใจที่มีต่อจักรวาล. สิ่งนี้ท้าทายให้เรามองข้ามสิ่งที่เป็นอยู่เพียงภายนอกของประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน และมองเห็นโลกเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด, ซึ่งเชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกที่สุด.  (Conclusion: A Universe of Wonder and Interconnection. David Bohm’s concept of the Implicate Order offers a radical and inspiring vision of the universe. It challenges us to look beyond the surface of our everyday experience and to see the world as a unified whole, interconnected at the deepest levels.)

          ในขณะที่แนวคิดทั้งหลายของโบห์ม ยังคงเป็นข้อถกเถียงอยู่ในบางวงจรทั้งหลาย, พวกมันก็ดำเนินต่อไปในการสร้างแรงดาลใจกับนักฟิสิกส์, นักปรัชญา, และศิลปินทั้งหลายที่ดูเหมือนกัน. พวกมันเตือนเราว่า จักรวาลนั้นเป็นที่แห่งความมหัศจรรย์และลึกลับ, เต็มไปด้วยศักยภาพอันยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ และความเป็นไปได้ทั้งหลายอันไม่มีที่สิ้นสุด. ขณะที่เราดำเนินต่อไปในการที่จะสำรวจค้นหายังจักรวาลและเจาะลึกเข้าไปในธรรมชาติของความเป็นจริง, เราอาจพบว่าวิสัยทัศน์ของโบห์มในเรื่องจักรวาลมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลเกินจริงเลยในท้ายที่สุด.  (While Bohm’s ideas remain controversial in some circles, they continue to inspire physicists, philosophers and artists alike. They remind us that the universe is a place of wonder and mystery, full of untapped potential and endless possibilities. As we continue to explore the cosmos and delve deeper into the nature of reality, we may find that Bohm’s vision of an interconnected universe is not so far-fetched after all.)

          บางที, แค่บางทีนะ,มันกุมกุญแจที่จะปลดล็อคความเข้าใจอันลึกลงไปยิ่งกว่าของตัวเราเอง และตำแหน่งแห่งที่ของเราในผืนพรมถักทออันยิ่งใหญ่แห่งความมีชีวิตอยู่นี้. (Perhaps, just perhaps, it holds the key to unlocking a deeper understanding of ourselves and our place in the grand tapestry of existence.)

           https://youtu.be/pE-1vzMj2v8?si=NY8ut6ydVdw2yDa-