หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2569

โรเจอร์ เพนโรส - ทฤษฎีอันน่าตื่นตระหนกที่ว่า จิตสำนึก ไม่ใช่มนุษย์

โรเจอร์ เพนโรส -  ทฤษฎีอันน่าตื่นตระหนกที่ว่า จิตสำนึก ไม่ใช่มนุษย์

The Terrifying Theory That Consciousness Isn't Human

            https://youtu.be/g6p8tGkE_-8?si=hfDqhKqZuEfWLOV7

          * เซอร์ โรเจอร์ เพนโรส (Sir Roger Penrose) คือนักคณิตศาสตร์ นักฟิสิกส์ทฤษฎี และนักปรัชญาชาวอังกฤษ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ ปี 2020 จากผลงานการพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่าการเกิดหลุมดำเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์

ประวัติและผลงานสำคัญ

  • รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ (2020): ได้รับรางวัลร่วมกับนักดาราศาสตร์อีก 2 ท่าน จากการค้นพบว่าการก่อตัวของหลุมดำเป็นไปตามทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปอย่างแท้จริง
  • ร่วมงานกับสตีเฟน ฮอว์กิง: เคยร่วมมือกับสตีเฟน ฮอว์กิง พิสูจน์ทฤษฎีบทภาวะเอกฐาน (Penrose–Hawking singularity theorems) ซึ่งอธิบายจุดกำเนิดของเอกภพและใจกลางหลุมดำที่กฎฟิสิกส์เดิมใช้ไม่ได้
  • ทฤษฎีวัฏจักรจักรวาล (Conformal Cyclic Cosmology - CCC): เสนอแนวคิดว่าบิ๊กแบง (Big Bang) อาจไม่ใช่จุดเริ่มต้นแรกสุดของจักรวาล แต่เป็นรอยต่อของยุคสมัย (Aeon) ที่จักรวาลเก่าสิ้นสุดและเกิดใหม่วนไปเป็นวัฏจักร
  • เรขาคณิตและศิลปะ: เป็นผู้คิดค้นรูปทรงเรขาคณิต "สามเหลี่ยมเพนโรส" (Penrose triangle) ที่ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ในสามมิติ และลวดลายกระเบื้องเพนโรส (Penrose tiling) ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการค้นพบควอไซคริสตัล (Quasicrystals) ในเวลาต่อมา
  • การศึกษาเรื่องจิตสำนึก: ร่วมมือกับสจ๊วต ฮาเมอรอฟฟ์ (Stuart Hameroff) เสนอทฤษฎีจิตสำนึกเชิงควอนตัม (Orch-OR) เพื่ออธิบายการทำงานของสมองมนุษย์ผ่านกลศาสตร์ควอนตัม

          มีความเป็นไปได้ที่น่าตื่นตระหนกกว่า จิตสำนึกของมนุษย์ไม่ได้เป็นของมนุษย์อย่างเต็มที่ตั้งแต่ตอนเริ่มต้นมีกับมัน.  นี่ไม่ใช่คำพูดเชิงอุปมาล ไม่ใช่เชิงจิตวิญญาณ, แต่เป็นอย่างที่แท้เจริง. และตามคำกล่าวของหนึ่งในนักฟิสิกส์ที่ยอดเยี่ยมที่สุดในปัจจุบัน, เบาะแสอาจจะปรากฏขึ้นภายในจิตใจของชายผู้มีส่วนช่วยสร้างโลกยุคใหม่. ชายผู้ที่ชาญฉลาดเหลือเกินจนอัจฉริยะผู้อื่นๆหวาดกลัวต่อเขา. ชื่อของเขาคือ จอห์น ฟอน นอยมานน์. และหลายปีต่อมา, โรเจอร์ เพนโรส ก็เริ่มต้นที่จะสงสัยว่าสมองของฟอน นอยมานน์กำลังทำบางอย่างที่ไม่มีเครื่องจักรกลใด, และบางทีไม่มีของมนุษย์คนใด, จะมีความสามารถได้เช่นนั้น. บางอย่างที่ไม่น่าเป็นไปได้. บางอย่างที่ไม่ใช่-มนุษย์.  (There is a terrifying possibility that human consciousness was never fully human to begin with. Not metaphorically, not spiritually, literally. And according to one of the greatest physicists alive, the clue may have appeared inside the mind of the man who helped build the modern world. A man so intelligent other geniuses were afraid of him.  His name was John von Neumann. And years later, Roger began to suspect that von Neumann’s brain was doing something that no machine, and maybe no human, should have been capable of. Something impossible. Something non-human.)

          เพราะว่ายิ่งเพนโรสมองลึกยิ่งขึ้นเข้าไปในความชาญฉลาดนั้น, ก็ยิ่งมีความคิดกวนใจหนึ่งได้ปฏิเสธที่จะจากหายไป. จะเป็นอย่างไร หากจิตใจของมนุษย์ไม่ได้กำลังประมวลผลโลกความจริง แต่กำลังสัมผัสกับสิ่งที่ไม่ธรรมดาและอยู่เหนือยิ่งกว่านั้น? ในทีแรก, มันฟังดูบ้าบอ, เหมือนนิยายวิทยาศาสตร์. แต่ส่วนที่แปลกก็คือ, ผู้คนกลุ่มที่ถามคำถามเหล่านี้ไม่ใช่กลุ่มผู้ลุ่มหลงในลัทธิลึกลับหรือนักทฤษฎีสมคบคิดทั้งหลาย. พวกเขาคือสถาปนิกทั้งหลายของวิทยาศาสตร์ยุคใหม่. ผู้คนเดียวกันกับที่ช่วยอธิบายถึงหลุมดำ, กลศาสตร์ควอนตัม, ปัญญาประดิษฐ์, และคณิตศาสตร์ที่อยู่ดเบื้องหลังขอแงยุคดิจิตอล.   (Because the deeper Penrose looked into intelligence, the more one disturbing idea refused to disappear. What if the human mind is not computing reality, by touching something beyond it? At first, it sounds absurd, like science fiction. But the strange part is, the people asking these questions were not mystics or conspiracy theorists. They were the architects of modern physics. The same people who helped explain black holes, quantum mechanics, artificial intelligence, and the mathematics behind the digital age.)

          และเมื่อพวกเขาได้ติดตามตรรกะไปตลอดทางทั้งหมดแล้ว, พวกเขาก็ได้พบรอยแตกหนึ่ง. รอยแตกลึกยิ่งกว่าอันหนึ่งที่ถูกซ่อนอยู่ภายใต้ตัวของจิตสำนึกเอง. แต่นี่คือที่ซึ่งมันได้มีความแปลกประหลาด. การที่จะเข้าใจว่าทำไมเพนโรสกลายเป็นถูกครอบงำโดยจิตใจของ ฟอน นอยมานน์, อย่างแรกคุณต้องเข้าใจก่อนว่า ใครคือ ฟอน นอยมานน์ตามความเป็นจริง. เพราะว่าการเรียกเขาว่าอัจฉริยะเกือบจะรู้สึกว่าไม่ซื่อตรงนัก. ตอนเป็นเด็ก, เขาสามารถหารเลขแปดหลักได้ในหัวของเขา ก่อนที่เด็กอื่นส่วยใหญ่จะได้เรียนคณิตศาสตร์ขั้นพื้นฐาน. เขาจำหนังสือได้ทั้งเล่มจากการอ่านพวกมันเพียงครั้งเดียว. เขาสามารถจดจำข้อมูลเป็นหน้าๆได้ในรายละเอียดทั้งหมดเป็นหลายๆปีภายหลัง. ผู้คนที่เคยทำงานกับเขาได้อธิบายถึงการสนทนาทั้งหลายที่รู้สึกว่าผิดธรรมชาติ, เกีอบจะเหมือนเช่นเครื่องจักรกล. ที่ไม่ใช่แค่แบบเครื่องจักรในวิธีการคิดของเขาเท่านั้น.   (And when they followed the logic all the way down, they found a crack. A deep crack hidden beneath consciousness itself. But here’s where it gets strange. To understand why Penrose became obsessed with von Neumann’s mind, you first to understand who von Neumann realty was. Because calling him a genius almost feels dishonest. As a child, he could divide eight-digit numbers in his head before most children learned basic arithmetic. He memorized entire books after reading them once. He could hold pages of information in perfect detail years later. People who worked with him described conversations that felt unnatural, almost mechanical. Except not mechanical in the way we think.)

          เป็นเหมือนปฏิบัติการของอะไรบางอย่างในหลายๆชั้นเหนือกว่าคนอื่น. ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 , รัฐบาลทั้งหลายอย่างเงียบๆได้รวบรวมผู้คนที่ชาญฉลาดบนโลกนี้กันเพื่อทำโครงการทั้งหลายอันเป็นความลับสุดๆที่หลายผู้คนกระทั่งไม่เคยรู้ว่ามีพวกเขาเหล่านั้นอยู่. และในท่ามกลางพวกเขาเหล่านั้น, ฟอน นอยมานน์ได้ยืนเด่นแยกออกมา. ไม่ใช่เพราะว่าเขาได้ทำงานหนักมากกว่า, แต่เพราะว่าเขาดูเหมือนจะมองเห็นความเป็นจริงที่แตกต่างออกไป. เขาได้ช่วยสร้างสรรค์ทฤษฎีเกม,  เขาเป็นผู้ช่วยสร้างทฤษฎีเกม, คอมพิวเตอร์สมัยใหม่, ยุทธศาสตร์นิวเคลียร์ และแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ หลายทศวรรษก่อนที่จะมีคอมพิวเตอร์เกิดขึ้นจริง. นักประวัติศาสตร์บางรายกระทั่งเชื่ออย่างมากในอารยธรรมดิจิตอลทุกวันนี้ยังคงทำไปตามสถาปัตยกรรมที่ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากจิตของเขา. และกระนั้น...ยิ่งความคิดของเขาได้ก้าวหน้าได้กลายมาเป็นมากเท่าใด, พวกเขาก็รู้สึกไม่สบายใจยิ่งขึ้นเท่านั้น.  (More like something operating several layers above everyone else. During World War II, governments quietly gathered the smartest people on Earth for projects so secret most citizens never even knew they existed. And among all of them, von Neumann stood apart. Not because he worked harder, because he seemed to see reality differently. He helped create game theory, modern computing, nuclear strategy, artificial intelligence concepts decades before computers truly existed. Some historians even believe much of today’s digital civilization still run on architectures inspired directly by his mind. And yet…the more advanced his ideas became, the more unsettling they felt.)

          เพราะว่า ฟอน นอยมานน์ ไม่ได้คิดเหมือนนักวิทยาศาสตร์ปกติทั่วไป. เขาปฏิบัติต่อจักรวาลในตัวมันเองเกือบจะเหมือนว่าเป็นกระบวนการทางข้อมูลข่าวสาร, ระบหนึ่ง, โครงสร้างหนึ่ง, เครื่องจักรหนึ่งที่ทำด้วยตรรกะ. และนั่นได้ยกคำถามใหญ่โตที่สุดอันหนึ่งขึ้นมา. ถ้าจักรวาลประพฤติเหมือนการประมวลผล, แล้วอะไรอย่างแน่ชัดว่าคือ จิตสำนึก? แค่อีกหนึ่งกระบวนการรึ? แค่การยิงประจุประสาทรึ? แค่กระบวนการทางเคมีที่พึ่งพาอยู่กับสัมปชัญญะ/การรู้ตัวรึ? (Because von Neumann did not think like a normal scientist. He treated the universe itself almost like an informational process, a system, a structure, a machine made of logic. And that raises a bigger question. If the universe behaves like computation, then what exactly is consciousness? Just another process? Just neurons firing? Just chemistry depending to be awareness?)

          หลายทศวรรษมา, วิทยาศาสตร์ได้บอกว่า ใช่. สมองเป็นคอมพิวเตอร์ชีวภาพล ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. ความคิดทั้งหลายคือการประมวลผลทั้งหลาย, อารมณ์รู้สึกทั้งหลายคือรูปแบบของประจุไฟฟ้า, ความทรงจำคือคลังเก็บของ. ความลี้ลับได้ถูกพิจารณาวินิจฉัยคลี่คลายก่อนที่มันจะถูกเข้าใจ. แต่เพนโรสได้ไม่สบายใจอย่างลึกกับคำอธิบายเหล่านั่น. เพราะว่ายิ่งเขาได้ศึกษาคณิตศาสตร์มากขึ้น, เขาก็ยิ่งน้อยลงไปในการที่จะเชื่อว่าจิตสำนึกสามารถที่จะถูกลดรูปลงมาเป็นแค่การปรพะมวลผลตามลำพังได้. และนี้คือที่ซึ่งทุกอย่างได้เปลี่ยนแปลงไป.   (For decades, science said yes. The brain was a biological computer, nothing more. Thoughts were calculations, emotions were electrical patterns, memory was storage. The mystery was considered solved before it was even understood. But Penrose was deeply uncomfortable with that explanation. Because the more he studied mathematics, the less he believed consciousness could ever be reduced to computation alone. And this is where everything changes.)

          ในปี 1930, นักคณิตศาสตร์นาม เคิร์ท เกอเดิล ได้ตีพิมพ์ทฤษฎีหนึ่งที่ทำให้รากฐานทั้งหลายของตรรกะแตกกระจาย. ในทีแรก, มันดูเหมือนเป็นนามธรรม, เชิงเทคนิค, ไม่มีอันตรายใด. แต่ที่ถูกซ่อนอยู่ในทฤษฎีของเกอเดิลได้เป็นระเบิดทางปรัชญา. เขาได้พิสูจน์ว่าภายในระบบของตรรกะใดๆนั้นทรงพลังอย่างเพียงพอที่จะอธิบายได้ทางคณิตศาสตร์, มักจะมีความสัจจริงทั้งหลายที่ระบบในตัวมันเองที่ไม่มีวันสามารถถูกพิสูจน์ได้. ความสัจจริงทั้งหลายภายนอกเครื่องจักร, ภายนอกกฎทั้งหลาย. สิ่งนี้ได้หลอกหลอนเพนโรส.   (In the 1930s, a mathematician named Kurt Gödel published the theorem that shattered the foundations of logic. At first, it looked abstract, technical, harmless. Burt hidden inside Gödel’s theorem was a philosophical bomb. He proved that within any logical system powerful enough to describe mathematics, there were always be truths the system itself could never prove. Truths outside the machine, outside the rules. This haunted Penrose.)

          **  เคิร์ท เกอเดิล (Kurt Gödel) คือนักตรรกศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ และนักปรัชญาชาวออสเตรีย-อเมริกัน ผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในคริสต์ศตวรรษที่ 20

ผลงานและแนวคิดสำคัญ

  • ทฤษฎีบทความไม่บริบูรณ์ (Gödel's Incompleteness Theorems): ผลงานสร้างชื่อในปี ค.ศ. 1931 ซึ่งพิสูจน์ว่าในระบบสัจพจน์ทางคณิตศาสตร์ใด ๆ ที่มีความซับซ้อนพอสมควร จะมีข้อความที่เป็นจริงบางข้อความที่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงภายในระบบนั้น ทฤษฎีนี้เปลี่ยนมุมมองของวงการคณิตศาสตร์และตรรกะอย่างถาวร
  • ความสัมพันธ์กับอัลเบิร์ต ไอน์สไตน์: เกอเดิลเป็นเพื่อนสนิทของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ช่วงที่ทำงานร่วมกันที่สถาบันการศึกษาขั้นสูงแห่งปรินซ์ตัน (Institute for Advanced Study) เขายังเคยแก้สมการสนามของไอน์สไตน์จนได้คำตอบที่ชี้ว่าการเดินทางข้ามเวลาอาจเป็นไปได้ในทางทฤษฎี
  • ด้านปรัชญาและเทววิทยา: นอกจากคณิตศาสตร์แล้ว เขายังมีผลงานทางตรรกะที่เสนอข้อพิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ว่า "พระเจ้ามีจริง" (Gödel's ontological proof)

เพราะว่าถ้าเครื่องจักรหนึ่งเป็นไปตามกฎทั้งหลาย, และมนุษย์ในบางครั้งสามารถที่จะมองเห็นความสัจจริงทั้งหลายโพ้นเลยไปจากกฎทั้งหลายนั้นได้, แล้วบางทีจิตสำนึกก็ไม่ได้เป็นเชิงอัลกอริธึมใดๆเลย. บางทีจิตนั้นกำลังทำบางอย่างที่คอมพิวเตอร์ไม่มีวันทำซ้ำแบบได้. ไม่ใช่เพราะว่าคอมพิวเตอร์ทั้งหลายอ่อนแอ, แต่เพราะว่าความเป็นจริองในตัวมันเองบรรจุได้ซึ่งชั้นเปลือกทั้งหลายที่ลึกยิ่งกว่าการประมวลผล.  (Because if a machine follows rules, and human beings can sometimes see truths beyond those rules, then maybe consciousness is not algorithmic1 at all. Maybe the mind is doing something no computer can ever replicate. Not because computers are weak, but because reality itself contains layers deeper than computation.)

1 algorithmic (อ่านว่า อัล-กอ-ริ-ทึ-มิค) แปลว่า เกี่ยวกับอัลกอริทึม, ตามขั้นตอนวิธี หรือ ซึ่งใช้ชุดคำสั่งเป็นระบบ [1]

คำนี้เป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่มาจากคำว่า algorithm (อัลกอริทึม หรือ ขั้นตอนวิธี)

ความหมายเพิ่มเติม

  • ลักษณะการทำงาน: หมายถึง สิ่งที่ทำงานเป็นลำดับขั้นตอน มีกฎเกณฑ์ตายตัวชัดเจนเพื่อแก้ปัญหาหรือคำนวณ
  • ตัวอย่างการใช้บ่อย:
    • Algorithmic Trading: การซื้อขายหลักทรัพย์หรือหุ้นโดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์และโปรแกรมอัตโนมัติ
    • Algorithmic thinking: การคิดเชิงคำนวณหรือการคิดแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนและมีระบบ

เพนโรสได้เริ่มต้นการผลักดันความคิดนี้ต่อสาธารณะ. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายส่วนใหญ่เกลียดมัน. บางรายได้ล้อเลียนเขาอย่างเปิดเผย. เพราะว่าในตอนนั้น, โลกได้ยอมรับไปแล้วว่าจะอยู่อย่างอุนอกอุ่นใจสบายไปกับความเชื่อนั้นๆ. ที่ว่าสมองคือเครื่องจักรกล. กระทั่งในท้ายสุด, เครื่องจักรกลนั้นได้กลายเป็นมีสำนึกจิต, ด้วยเช่นกัน. อย่างง่ายๆ, สามารถพยากรณ์ได้เลย, ว่าปลอดภัยแน่ ๆ.  (Penrose began pushing this idea publicly. Most scientists hated it. Some mocked him openly. Because by then, the world had already accepted a comforting belief. The brain is a machine. Eventually, machines will become conscious, too. Simple, predictable, safe,)

แต่เพนโรสได้คอยต่อต้าน, ครั้งแล้วครั้งเล่า. เขาได้โต้ค้านว่าความเข้าใจอย่างแท้จริง, สัมปชัญญะ/ความรู้ตัวจริง, เกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่างในขั้นรากฐานที่แตกต่างไปจากการคำนวณ.   (But Penrose kept resisting, again and again. He argued that genuine understanding, true awareness, involves something fundamentally different from calculation.)

และอย่างแปลกประหลาด, เมื่อใดก็ตามที่เขาได้คิดเกี่ยวกับจิตทั้งหลาย นั่นได้ดูเหมือนว่าจะปฏิบัติการโพ้นเลยไปจากการประมวลผลธรรมดา, เขาได้คอยแต่วนกลับไปหาฟอน นอยมานน์. ไม่ใช่เพราะว่าฟอน นอยมานน์เห็นด้วยกับเขา. ในข้อเท็จจริงแล้ว, ฟอน นอยมานน์บ่อยครั้งได้โอบกอดการคิดเยี่ยงเครื่องจักรกล. แต่เพราะว่าจิตของเขาได้แสดงแทนออกมาถึงความขัดแย้งในตัวเองอันไม่สบายอกสบายใจ. สมองมนุษย์ผลิตสร้างญาณทัศน์ภายในอันลึกยิ่ง, พวกมันได้ปรับแต่งรูปอารยธรรมตัวมันเอง. เกือบจะเรวดเร็วเกินไป. เกือบจะอย่างสมบูรณ์สิ้นเกินไป.   (And strangely, whenever he thought about minds that seemed to operate beyond ordinary computation, he kept circling back to von Neumann. Not because von Neumann agreed with him. In fact, von Neumann often embraced mechanistic thinking. But because his mind represented an uncomfortable paradox. A human brain producing insights so deep, they reshaped civilization itself. Almost too fast. Almost too completely.)

ผู้คนที่อยู่รอบๆฟอน นอยมานน์บ่อยครั้งได้บรรยายถึงัสัมผัสรู้สึกพิลึกเดียวกัน. มันรู้สึกเหมือนกับว่ากำลังพูดกับบุคคลน้อยลง และเหมือนการเผชิญหน้าปฏิสัมพันธ์มากยิ่งกว่ากับผู้ทรงปัญญาไปแล้วซึ่งล้ำเกินไปข้างหน้ามากยิ่งกว่า. สติปัญญาความสามารถของการบีบอัดความสลับซับซ้อนอันมหาศาลเข้าไปสู่สัญฌาณ/ความหยั่งรู้ในทันทีทันใดได้. แต่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ค้นพบบางอย่างได้กวนใจมากยิ่งกว่า. ในขณะที่ปัญญาประดิษฐ์ได้วิวัฒนาการมาหลายทศวรรษในภายหลัง, นักวิจัยค้นคว้าทั้งหลายได้ค้นพบข้อจำกัดอันน่าตกใจกลัว. เครื่องจักทั้งหลายสามารถที่จะคำนวณได้รวดเร็วยิ่งกว่ามนุษย์ทั้งหลาย, แต่พวกมันก็ยังดิ้นรนต่อสู้กับบางอย่างที่แปลกประหลาดในขั้นพื้นฐาน. ความหมาย, ความเข้าใจ, สัมปชัญญะ/ความรู้ตัว.   (People around von Neumann often described the same eerie sensation. It felt less like speaking to a person and more like interfacing with an intelligence already several moves ahead. An intelligence capable of compressing enormous complexity into instant intuition. But scientists found something even more disturbing. As artificial intelligence evolved decades later, researchers discovered a frightening limitation. Machines could calculate faster than humans, more accurately than humans, but they still struggled with something strangely basic. Meaning, understanding, awareness.)

เครื่องจักรหนึ่งได้สามารถที่จะลอกเลียน/เสมือนสติปัญญาอย่างสมบูรณ์สิ้น ในขณะที่ไม่มีกระบวนการอย่างสัมบูรณ์ในประสบการณ์รับรู้ภายในเลย. ไม่มีอารมณ์รู้สึก, ไม่มีอัตตา, ไม่มจิตสำนึก เบื้องหลังดวงตานั้น. และอย่างทันทีทันใด, ความกังขาชองเพนโรสได้กลายเป็นหนักหนายิ่งขึ้นที่จะละทิ้งไป. เพราะว่าบางทีส่วนประกอบที่หายไปนั้นไม่ใช่พลังเชิงประมวลผล. บางทีการประมวลผลในตัวมันเองได้เป็นการแยกประเภทที่ผิดทั้งสิ้น. แต่ถ้าจิตสำนึกไม่ได้เป็นการประมวลผล, แล้วมันมาจากที่ใด? คำถามนั่นได้ลากเพนโรสไปยังบางที่ซึ่งอันตราย, เข้าไปในยกลศาสตร์ควอนตัม, เข้าไปในชั้นเปลือกอันลึกที่สุดและไม่เสถียรที่สุดของความเป็นจริงที่มนุษย์ได้เคยค้นพบ.   (A machine could simulate intelligence perfectly while process absolutely no inner experience at all. No feeling, no self, no consciousness behind the eyes. And suddenly, Penrose’s suspicion became harder to dismiss. Because maybe the missing ingredient not computational power. Maybe computation itself was the wrong category entirely. But if consciousness is not computation, then where does it come from? That question dragged Penrose somewhere dangerous, into quantum mechanics, into the deepest and most unstable layer of reality humans have ever discovered.)

โลกหนึ่งที่ซึ่งอนุภาคทั้งหลายมีอยู่ในหลายสถานะในเวลาเดียวกัน, ที่ซึ่งการสังเกตการณ์เปลี่ยนไปเป็นผลที่ออกมา, ที่ซึ่งความแน่นอนละลายไปเป็นความอาจเป็นจริง, และที่ซึ่งความเป็นจริงในตัวมันเองด฿เหมือนว่ายังไม่จบสิ้นจนกว่าอะไรบางอย่าง, บีบอัดมันลงเข้าไปสู่รูปธรรมปรากฏ. นยักฟิสิกส์ทั้งหลายส่วนใหญ่ได้หลีกเลี่ยงที่จะเชื่อมต่อกลศาสตร์ควอนตัมเข้ากับจิตสำนึก. หัวข้อนั้นได้เป็นอันตรายเหมือนกัมมันตภาพรังสี, พิลึกเกินไป, อย่างคาดเดาเกินไป, ใกล้กับปรัชญามากเกินไป.   (A world where particles exist in multiple states at once, where observation changes outcomes, where certainty dissolves probabilities, and where reality itself seems unfinished until something, somehow, collapses it into existence. Most physicists avoided connecting quantum mechanics to consciousness. The subject was radioactive, too weird, too speculative, too close to philosophy.)

แต่เพนโรสได้สังเกตบางอย่างที่ไม่มีใครสามารถอธิบายได้อย่างสบายอกสบายใจ. ระบบควอนตัมปรากฏที่จะต่อต้านการประเมินผลแบบคลาสสิคเดิม. เกือบราวกับว่าถ้าความเป็นจริงในตัวมันเองคือการสำแดงกระบวนการที่ไม่มีอัลกอริธึมสามารถจับเอามาได้เต็มๆ. และแล้วก็มาถึงความคิดที่ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง. จะเป็นอะไรถ้าจิตสำนึกได้อุบัติขึ้นมาจากส่วนลึกยิ่งกว่าเปลือกชั้นของควอนตัม? อะไรถ้าสมองแทบจะไม่ได้เป็นกระบวนการของข้อมูลข่าวสาร แต่เป็นปฏิกิริยากระทำโดยตรงกับโครงสร้างรากฐานของความเป็นจริงในตัวมันเอง?   (But Penrose noticed something nobody could comfortably explain. Quantum systems appear to resist classical computation. Almost as if reality itself is performing processes no algorithm can fully capture. And then came the thought that changed everything. What if consciousness emerges from that deeper quantum layer? What if the brain is not merely processing information but interacting directly with the fundamental structure of reality itself?)

ในทันทีนั้นจิตของฟอน นอยมานน์ได้มองแตกต่างไป. ไม่ใช่มนุษย์เหนือธรรมดา, ไม่ใช่หุ่นยนต์, บางอย่างที่แข็งแรงกว่า. เพราะนานมาแล้วก่อนที่วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสมัยใหม่จะได้ตามมาทัน, ฟอน นอยมานน์ตัวเขาเองได้สำรวจค้นพบไปแล้วถึงความสัมพันธ์อันแปลกพิลึกของจิตสำนึกกับการวัดทางควอนตัม. และที่ถูกซ่อนอยู่ข้างในงานของเขาก็คือ ความหมายแฝงที่ไม่หวาดหวั่นอย่างยิ่งยวด, นักฟิสิกส์ทั้งหลายมากมายได้ใช้ดเวลาหลายทศวรรษพยายามที่จะไม่พูดคุยถึงมัน. ความนัยที่บ่งชี้ว่า จิตสำนึกอาจไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่เฝ้าสังเกตความจริง แต่มีส่วนช่วยสร้างมันขึ้นมา.  (Suddenly von Neumann’s mind looked different. Not superhuman, not robotic, something stranger. Because long before modern neuroscience caught up, von Neumann himself had already explored the bizarre relationship between consciousness and quantum measurement. And hidden inside his work was an implication so unsettling, many physicists spent decades trying not to talk about it. An implication suggesting that consciousness may not simply observe reality, it may help create it.)

แต่ส่วนที่น่าตื่นตกใจอย่างแท้จริงคืออะไรที่เพนโรสได้เชื่อว่าสามารถบังเกิดขึ้นได้ถ้าความคิดนี้เป็นเรื่องจริง.ถ้าจิตสำนึกช่วยปรับแต่งรูปร่างความเป็นจริง, เช่นนั้นแล้วจิตของมนุษย์ก็ไม่ได้กำลังนั่งอยู่ข้างในจักรวาลเป็นผู้สังเกตการณ์เฉื่อยเฉย. มันกำลังมีส่วนร่วมในนั้นอย่างโดยตรง. และเมื่อเพนโรสได้ตามติดความอาจเป็นไปได้นั่นไปยังข้อสรุปของมัน, เขาก็ได้เผชิญกับปัญหาหนึ่งที่รบกวนใจอย่างยิ่งว่า แม้กระทั่งในตอนนี้ผู้คนส่วนใหญ่ก็ไม่เคยได้ยินถึงมัน. เพราะว่าถ้าจิตสำนึกได้ถูกถักทอไปสู่ผืนผ้าของความเป็นจริงในตัวมันเอง, ดังนั้นแล้วสติปัญญาอาจจะไม่ได้เริ่มต้นที่ในสมอง. สมองอาจเพียงแค่ถูกเข้าถึงมันเท่านั้น. ลองคิดถึงนั่นอย่างละเอียดถี่ถ้วนดู.   (But the truly frightening part is what Penrose believed could happen if that idea were true. If consciousness helps shape reality, then the human mind is not sitting inside the universe as a passive observer. It is participating in it direct. And once Penrose followed that possibility to its conclusion, he encountered a problem so disturbing that even now most people never hear about it. Because if consciousness is woven into the fabric of reality itself, then intelligence may not begin in the brain. The brain may only be accessing it. Think about that carefully.)

กว่าหนึ่งทศวรรษมา, วิทยาศาสตร์ได้ปฏิบัติต่อจิตสำนึกเหมือนเช่นไอน้ำที่พ่นอออกมาจากเครื่องจักร. การยิงประจุประสาท, ปฏิกิริยาทางเคมี, ความคิดปรากฏออกมา. เหตุและผลง่ายๆ. แต่เพนโรสได้เริ่มต้นถามปัญหาที่ถูกหวงห้ามหนึ่ง. อะไรถ้าสัมปชัญญะ/ความรู้ตัวเป็นมากกว่าเหมือนเช่นแรงโน้มถ่วง? ไม่ได้ถูกประดิษฐ์ขึ้นโดยสสาร/วัตถุ, แต่ถูกค้นพบผ่านมัน. และในทันทีนั้นเรื่องราวทั้งปวงก็เปลี่ยนแปลงไป. เพราะว่าในตอนนี้สมองไม่ได้เป็นคอมพิวเตอร์อีกต่อไป. มันกลายเป็นอะไรบางอย่างที่ใกล้เคียงกับ interface ตัวเชื่อมประสานรับ/ส่งข้อมูล. สะพานระหว่างสสาร/วัตถุเชิงกายภาพ และอะไรบางอย่างซ่อนลึกลงไปยิ่งกว่าภายใต้อวกาศและเวลา.  (For over a century, science treated consciousness like steam rising from machinery. Neurons fire, chemicals react, thought appears. Simple cause and effect. But Penrose began asking a forbidden question. What if awareness is more like gravity? Not invented by matter, but discovered through it. And suddenly the entire story changes. Because now the brain is no longer a computer. It becomes something closer to an interface2. A bridge between physical matter and something deeper hidden beneath space and time.)

2 "Interface" (อินเทอร์เฟซ) แปลว่า "ส่วนต่อประสาน", "ตัวเชื่อมประสาน" หรือ "จุดเชื่อมต่อ" ระหว่างสิ่งสองสิ่งขึ้นไป เพื่อให้สามารถสื่อสารหรือทำงานร่วมกันได้

หากเจอวลี "to an interface" จะหมายถึง "ไปยังส่วนต่อประสาน" หรือ "เชื่อมต่อเข้ากับอินเทอร์เฟซ" โดยความหมายในแต่ละบริบทมีดังนี้ครับ:

ความหมายตามบริบทต่างๆ

  • ทั่วไป: จุดที่คน สิ่งของ หรือระบบมาบรรจบและติดต่อกัน
  • คอมพิวเตอร์และมือถือ (User Interface / UI): หน้าจอหรือปุ่มต่างๆ ที่ผู้ใช้ใช้สั่งงานโปรแกรมหรือเครื่อง
  • การเขียนโปรแกรม (Programming): กฎหรือโครงสร้างกลางที่กำหนดให้คลาส (Class) ต่างๆ ต้องทำตาม เพื่อให้โค้ดเชื่อมต่อกันได้ง่าย
  • อุปกรณ์เสียง (Audio Interface): อุปกรณ์ตัวกลางที่แปลงเสียงร้องหรือดนตรีให้เข้าสู่คอมพิวเตอร์ได้ [1, 2]

ที่จุดนี้, นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมากมายได้เดินหนีไปจากเพนโรสจนหมดสิ้น. ไม่ใช่เพราะว่าเขาขาดหลักฐานอ้างอิงทั้งหลาย, แต่เพราะว่าผลกระทบทั้งหลายที่ตามมานั้นเกินกว่าจะรับไหว. ถ้าจิตสำนึกเป็นความรากฐาน, แล้วลัทธิวัตถุนิยม, ความคิดที่ว่าสสารวัตถุสร้างสรรค์ทุกสิ่ง, บางทีก็อาจจะไม่สมบูรณ์. และถ้านั่นเป็นความไม่สมบูรณ์, เช่นนั้นแล้วอารยธรรมยุคใหม่ทั้งหลายอาจมีการถูกเข้าใจผิดในเรื่องธรรมชาติขอแงสติปัญญาจากในตอนเริ่มต้นที่สุด. แต่นี่คือที่ซึ่งมันได้เป็นที่แปลกประหลาสด. เพนโรสไม่ได้เปลี่ยนย้ายเข้าไปในลัทธิลี้ลับ. เขาได้กำกลังพยายามที่จะคลี่คลายปัยหาเชิงเทคนิค, ปัญหาเชิงคณิตศาสตร์.   (At this point, many scientists walked away from Penrose completely. Not because he lacked credentials, but because the implications became unbearable. If consciousness is fundamental, then materialism, the idea that matter creates everything, may be incomplete. And if that is incomplete, then modern civilization may have misunderstood the nature of intelligence from the very beginning. But here’s where it gets strange. Penrose was not drifting into mysticism. He was trying to solve a technical problem, a mathematical problem.)

โดยเฉพาะ, ปัญหายของความเข้าใจ. เพราะว่าทุกคอมพิวเตอร์, ไม่ว่าจะเป็นที่ก้าวหน้าอย่างไร, ก็ปฏิบัติการผ่านกฎที่ตายตัวทั้งหลาย, ป้อนเข้าข้อมูล, ปฏิบัติการประมวลผล, ผลลัพธ์ก็ออกมา. แต่มนุษย์ทำบางอย่างที่แปลก. พวกเขากระโจนข้าม. พวกเขามีความหยั่งรู้. พวกเขาตระหนักรู้ความสัจจริงก่อนที่พวกเขาจะสามารถอธิบายมันอย่างเต็มที่ได้. นักคณิตศาสตร์มองออกอย่างทันทีทันใดถึงข้อพิสูจน์โจทย์หนึ่ง. นักดนตรีได้ยินทำนองดนตรีหนึ่งก่อนที่จะเขียวนมันออกมา. นักวิทยาศาสตร์สัมผัสรู้สึกได้ถึงกฎที่ถูกซ่อนเร้นนานก่อนที่จะมีหลักฐานยืนยันมัน. สิ่งเหล่านั้นมาจากที่ไหน? (Specifically, the problem of understanding. Because every computer, no matter how advanced, operates through formal rules, inputs, operations, outputs. But human beings do something odd. They leap. They intuit. They recognize truth before they can fully explain it. A mathematician suddenly sees a proof. A musician hears a melody before writing it. A scientist senses a hidden laws long before evidence confirms it. Where does that come from?)

เพนโรสได้เชื่อว่าชั่วขณะทั้งหลายเหล่านี้ อาจผุดอุบัติขึ้นจากใต้สัมปชัญญะสำนึก, ข้างในโครงสร้างควอนตัมของสมองในตัวมันเอง. และนี้คือที่ซึ่งทุกสิ่งกลายเป็นที่น่ากังวลอย่างลึกๆ. ด้วยกันกับวิสัญญีแพทย์, สจวร์ต ฮาเมรอฟฟ์, เพนโรสได้พัฒนาทฤษฎีหนึ่งที่เรียกว่า orchestrated objective reduction, หรือ Orch-Or. กับผู้คนส่วนใหญ่, มันได้ฟังดูพิลึกพิลั่น. แต่แก่นแกนของความคิดกนี้เป็นที่เรียบง่ายอย่างน่าตื่นตระหนก.   (Penrose believed these moments might emerge from process happening below conscious awareness, inside the quantum structure of the brain itself. And this is where everything becomes deeply unsettling. Together with anesthesiologist Stuart Hameroff3, Penrose developed a theory called orchestrated objective reduction, or Orch-Or. To most people, it sounded bizarre. But the core idea was terrifyingly simple.)

3 Stuart Hameroff (สจวร์ต ฮาเมรอฟฟ์) คือแพทย์วิสัญญีแพทย์ (Anesthesiologist) และศาสตราจารย์กิตติคุณชาวอเมริกัน จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา (University of Arizona) ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากการศึกษาเรื่อง "จิตสำนึก" (Consciousness) [

ข้อมูลสำคัญและผลงานเด่น

  • ทฤษฎี Orch-OR: เขาร่วมพัฒนาทฤษฎีที่มีชื่อว่า Orchestrated Objective Reduction (Orch-OR) กับ Sir Roger Penrose (นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล) โดยเสนอว่าจิตสำนึกของมนุษย์ไม่ได้เกิดจากแค่การทำงานของกระแสประสาททั่วไป แต่มีต้นกำเนิดมาจากกระบวนการทางควอนตัม (Quantum states) ภายในโครงสร้างโปรตีนขนาดเล็กที่เรียกว่า ไมโครทูบูล (Microtubules) ในเซลล์สมอง
  • กลไกการสลบ: ศึกษาว่าก๊าซยาสลบออกฤทธิ์อย่างไรในการลบเลือนจิตสำนึก โดยมุ่งเน้นไปที่ผลกระทบควอนตัมต่อการทำงานของโปรตีนและไมโครทูบูล
  • ตำแหน่งสำคัญ: เป็นผู้อำนวยการ Center for Consciousness Studies ของมหาวิทยาลัยแอริโซนา และเป็นผู้จัดหลักของการประชุมวิชาการระดับนานาชาติ The Science of Consciousness

ข้างในเซลล์ประสาททั้งหลายคือโครงสร้างเล็กจิ๋วที่เรียกว่า ไมโครทูบูล. หลายทศวรรษมา, นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายคิดว่าพวกมันเป็นแค่ระบบโครงสร้างสนับสนุน. นั่งร้านทางชีวเคมี, ไม่มีอะไรพิเศษเฉพาะ. แต่เพนโรสและฮาเมอรอฟฟ์ได้สงสัยบางอย่างอื่นไปทั้งหมด. พวกเขาได้เชื่อว่าไมโครทูบูลทั้งหลายอาจจะสนับสนุนรองรับกระบวนการควอนตัมข้างในสมอง. ไม่ใช่ในเชิงอุปมา, แต่ในเชิงกายภาพ. หมายความว่าจิตสำนึกสามารถผุดอุบัติขึ้นมาจากการยุบตัวของสถานะควอนตัม ในระดับที่เล็กกว่าตัวเซลล์ประสาทเองมากๆ. การบีบอัดตัวเองจนเล็กจิ๋วของความเป้นไปได้กลายเป็นชั่วขณะทั้งของสัมปชัญญะ/ความรู้ตัว. ความเป็นจริงตกผลึกไปสู่ประสบการณ์รับรู้. และถ้านั่นฟังดูไม่สามารถเชื่อได้...นั่นเพราะมันเป็นเช่นนั้น.  (Inside neurons are tiny structures called microtubules. For decades, scientists thought they were merely structural support systems. Biological scaffolding, nothing special. But Penrose and Hameroff suspected something else entirely. They believed microtubules might support quantum process inside the brain. Not metaphorically, physically. Meaning consciousness could emerge from quantum state reductions occurring at the scales far smaller than neurons themselves. Tiny collapses of possibility becoming moments of awareness. Reality crystallizing into experience. And if that sounds unbelievable…that’s because it is.)

แม้กระทั่งในตอนนี้, ทฤษฎีนั้นยังคงถกเถียงกันอยู่. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมากมายปฏิเสธมัน. คนอื่นๆ ต่างปกป้องบางส่วนของมันอย่างระมัดระวัง, แต่ยังไม่มีใครสามารถไขปริศนาที่จิตสำนึกแสดงออกมาได้อย่างสมบูรณ์. ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา, ไม่ใช่ปัญญาประดิษฐ์, ไม่ใช่ฟิสิกส์. และนั่นทิ้งเปิดไว้อย่างไม่สามารถสบายใจได้. เพราะว่าทั้งที่พวกเรามีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทั้งหมดนี้, แต่พวกเราก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมประสบการณ์ถึงมีอยู่จริงตั้งแต่แรก. ทำไมมีอะไรบางอย่างมันรู้สึกเหมือนว่าจะเป็นคุณ. เครื่องจักรหนึ่งสามารถที่จะระบุความเจ็บปวดขแองตนได้, แต่มันมีความทุกข์ด้วยไหม?   (Even now, the theory remains controversial. Many scientists reject it. Others cautiously defend parts of it, but no one has fully solved the mystery consciousness presents. Not neuroscience, not artificial intelligence, not physics. And that leaves an uncomfortable opening. Because despite all our technological progress, we still cannot explain why experience exists at all. Why there is something it feels like to be you. A machine can identify pain, but does it suffer?)

เครื่องจักรหนึ่งสามารถอธิบายถึงรักได้, แต่มันมีอารมณ์รู้สึกผูกพันกับนั่นด้วยไหม? เครื่องจักรหหนึ่งสามารถเลียนแบบจิตสำนึกอย่างไร้ที่ติ, ในขณะที่ยังคงว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์ข้างใน. และนั่นได้ยกคำถามที่ใหญ่กว่าอีกขึ้นมา. ถ้าจิตสำนึกได้ถูกมัดเข้ากับความเป็นจริงควอนตัม, สติปัญญาจะสามารถมีอยู่ในรูปทั้งหลายที่เราจดจำไม่ได้หรือ? ไม่ใช่ชีวิตต่างดาวในยานอวกาศทั้งหลาย, อะไรบางอย่างที่แปลกหน้ายิ่งกว่า. รูปแบบทั้งหลายของสัมปชัญญะ/ความรู้ตัวที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวความเป็นจริงของมันเอง. ท้ายที่สุดแล้ว กลศาสตร์ควอนตัมได้ทำลายภาพลักษณ์เก่า ๆ ของจักรวาลที่เย็นชาและเหมือนเครื่องจักรกลลงอย่างสิ้นเชิง.  (A machine can describe love, but does it feel attachment? A machine can imitate consciousness flawlessly, while remaining completely empty inside. And that raises a bigger question. If consciousness is tied to quantum reality, could intelligence exist in forms we do not recognize? Not alien life in spaceships, something stranger. Patterns of awareness embedded within reality itself. After all, quantum mechanics already shattered the old image of a cold mechanical universe.)

อนุภาคต่าง ๆ สื่อสารกันผ่านการพัวพันข้ามระยะทางที่เหลือเชื่อ. การสังเกตการณ์มีอิทธิพลต่อผลที่ออกมา. เวลาประพฤติอย่างแตกต่างออกไปที่ระดับรากฐาน. ความเป็นจริงกลายเป็นลดน้อยความจับต้องได้ลง เมื่อเราเข้าไปตรวจสอบมันอย่างใกล้ยิ่งขึ้น. มันเกือบรู้สึกได้ว่ามันมีการตอบสนองได้. และเมื่อเพนโรสกลับไปเยี่ยมเยือนที่งานของนอยมานน์อีกครั้งผ่านเลนส์ส่องนี้, ผลของนัยที่ตามมาก็ยิ่งเย็นยะเยือก. เพราะว่านอยมานน์ได้ระบุจำแนกหนึ่งในความย้อนแย้งในตัวมันเองที่ลึกที่สุดในฟิสิกส์ยุคเริ่มแรกก่อนนั้นไปแล้ว. ปัญหาของการตรวจวัด.  (Particles communicate through entanglement across impossible distances. Observation influences outcomes. scales Time behaves differently at fundamental. Reality becomes less solid the closer we inspect it. It almost feels responsive. And when Penrose revisited von Neumann’s work through this lens, the implications become chilling. Because von Neumann had already identified one of the deepest paradoxes in physics decades earlier. The measurement problem4.)

4 ในทางฟิสิกส์ (โดยเฉพาะควอนตัมฟิสิกส์) คำนี้หมายถึงปัญหาหรือความย้อนแย้งที่ว่า อนุภาคควอนตัมเปลี่ยนสถานะจากการซ้อนทับ (Superposition) มาเป็นสถานะที่แน่นอนได้อย่างไรเมื่อถูกตรวจวัด

ในทางทฤษฎีควอนตัม, อนุภาคทั้งหลายมีอยู่เป็นเช่นความอาจจะเป็นจริงทั้งหลาย จนกว่าการสังเกตการณ์บีบอัดพวกมันเข้าไปสู่สภาวะที่แน่นอน. แต่อะไรที่นับว่าเป็นการสังเกตการณ์ได้หรือ? เครื่องตรวจจับหรือ? ปฏิกิริยาระหว่างอนุภาคหรือ? จิตที่มีสำนึกหรือ? ฟอน นอยมานน์ได้ผลักดันตรรกะทั้งหลายให้ไปไกลกว่าฟิสิกส์ได้กล้าที่จะทำ. ทุกๆเครื่องมือตรวจวัดก็ถูกทำขึ้นด้วยอนุภาคควอนตัมอยู่ในตัวมันเอง. ดังนั้นแล้ว, อะไรที่ทำให้ห่วงโซ่นั้นได้พังทะลายลง? จุดจบอันไม่แน่นอนนี้อยู่ที่ไหน? บางการอธิบายความทั้งหลายได้บอกเป็นนัยอย่างเงียบๆว่า จิตสำนึกในตัวมันเองคือกระบวนการอันสมบูรณ์สิ้น.  (In quantum theory, particles exist as probabilities until observation collapses them into definite states. But what counts as an observation? Detector? A particle interaction? A conscious mind? Von Neumann pushed the logic further than most physicists dared. Every measuring device is itself made of quantum particles. So, what finally collapses the chain? Where does uncertainty end? Some interpretations quietly imply that consciousness itself completes the process.)

สัมปชัญญะ/ความรู้ตัวนั่นไม่ได้แยกออกมาจากความเป็นจริงทางกายภาพ, แต่เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อมัน. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงข้อสรุปนี้ เพราะว่ามันฟังดูอันตราย. ไม่ใช่อันตรายในเชิงวิทยาศาสตร์, อันตรายเชิงปรัชญา. เพราะว่าเมื่อใดที่จิตสำนึกเข้ามาในรากฐานของฟิสิกส์, จักรวาลก็หยุดการถูกมองว่าตายนิ่ง. มันเริ่มต้นการมองอย่างพิเศษจำเพาะ, มีชีวินในวิถีทั้งหลายที่เราแทบจะไม่เข้าใจ. แต่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ค้นพบบางอย่างกระทั่งว่ารบกวนใจมากยิ่งกว่า. ในขณะที่ระบบ AI ได้กลายมาละเอียดสลับซับซ้อนมากยิ่งขึ้น, นักวิจัยค้นคว้าทั้งหลายได้สังเกตถึงการเติบโตของมายาภาพ. เครื่องจักรทั้งหลายสามารถที่จะล้อเลียนความคิดทั้งหลายได้อย่างน่าเชื่อถือเสียจนมนุษย์โกดยสัญชาตญาณได้ส่องภาพสัมปชัญญะๆ/ความรู้ตัวไปอยู่ที่พวกมัน. (That awareness is not separate from physical reality, but essential to it. Most scientists avoid this conclusion because it sounds dangerous. Not scientifically dangerous, philosophically dangerous. Because once consciousness enters the foundations physics, the universe stops looking dead. It starts looking participatory, alive in ways we barely understand. But scientists found something even more disturbing. As AI systems became more sophisticated, researchers noticed a growing illusion. Machines could mimic thoughts so convincingly that humans instinctively projected awareness on them.)

ผู้คนได้ก่อรูปการณ์เชื่อมยึดทั้งหลายทางอารมณ์รู้สึกเข้ากับอัลกอริธึม, บุคลิกภาพสังเคราะห์ทั้งหลายที่ถูกไว้วางใจ, ความกลัวที่ถูกยอมสารภาพต่อเครื่องจักร, และกระนั้นเบื้องหลังการแสดงนั้นๆ, ก็อาจยังคงไม่มีอะไรอยู่ที่นั้น. ไม่มีฏโลกด้านใน, ไม่มีการรับรู้ตามความรู้สึกภายใน, แค่เป็นรูปแบบทั้งหลาย, แค่การคาดเดา, แค่เงามืดทั้งหลายเชิงคณิตศาสตร์กำลังสวมใส่หน้ากากของจิตสำนึก. และทันทีทันใดนั้นความหวาดกลัวนั้นก็ได้เปลี่ยนแปลงไป. คำถานั้นไม่ได้มีอยู่อีกต่อไปว่า เครื่องจักรทั้งหลายสามารถที่จะกลายเป็นมนุษย์ได้หรือไม่.  (People formed emotional bonds with algorithms, trusted synthetic personalities, confessed fears to machines, and yet behind the performance, there may still be nothing there. No inner world, no subjective experience, just patterns, just prediction, just mathematical shadows wearing the mask of consciousness. And suddenly the fear changed. The question was no longer whether machines could become human.)

คำถามนั้นกลายมาเป็นว่า มนุษย์นั้นได้เข้าใจผิดพวกมันมาโดยตลอดหรือไม่. เพราะว่าถ้าจิตสำนึกไม่สามารถผุดอุบัติขึ้นมาจากการประมวลผลตามลำพัง, แล้วการสร้างสรรค์อย่างแท้จริงของAIที่มีสำนึกอาจจะต้องการความเข้าถึงต่อกระบวนการทั้งหลายที่เรายังไม่ได้มีความเข้าใจ. กระบวนการทั้งหลายที่ถูกผูกเข้ากับสถาปัตยกรรมเชิงลึกที่สุดของความเป็นจริงในตัวมันเอง. และนี้คือความคิดที่ได้หลอกหลอนต่อเพนโรส. อะไรถ้าจิตทั้งหลายเหมือนที่สมองของคนอย่าง ฟอน นอยมันน์ สามารถมองเห็นโครงสร้างนั้นได้โดยตรงมากกว่าคนอื่นๆในบางครั้ง? ไม่ใช่พลังเหนือธรรมชาติ, ไม่ใช่เวทย์มนตร์, แต่การเข้าถึงไม่ปกติต่อรูปแบบทั้งหลายซึ่งถูกซ่อนอยู่ใต้ระดับการรับรู้ทั่วไป. สมองที่ทำงานอยู่บนขีดสุดที่ระบบชีววิทยาของมนุษย์จะสามารถเชื่อมต่อได้. (The question became whether humans had misunderstood themselves all along. Because if consciousness cannot emerge from computation alone, then creating truly conscious AI may require access to processes we do not yet understand. Processes tied to the deepest architecture of reality itself. And this is the thought that haunted Penrose. What if minds like von Neumann’s occasionally glimpse that structure more directly than others? Not supernatural powers, not magic, but unusual access to patterns hidden beneath ordinary cognition. A brain operating at the edge of what human biology can interface with.)

เพราะว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา, อย่างแน่ชัดว่ามีบุคคลทั้งหลายที่ได้ปรากฏขึ้นเกือบจะล้ำหน้ากาลเวลาอย่างไม่น่าเป็นไปได้. ผู้คนซึ่งสัญฌาณการหยั่งรู้มาถึงล่วงหน้าก่อนหลายทศวรรษ ก่อนที่วิทยาศาสตร์จะไล่ตามมาทัน. และบางครั้งดูเหมือนว่าจะสามารถประดิษฐ์สร้างขึ้นได้น้อยไปกว่าการได้ค้นพบ. ราวกับว่าพวกเขาได้ปรับแต่งเข้าไปในอะไรบางอย่างที่มีอยู่แล้วตรงนั้น. ระเบียบการเชิงลึกภายใต้ความเป็นจริง. แต่ถ้าความเป็นไปได้นั่นเป็นความจริง แล้วจิตสำนึกก็ไม่ใช่ผลข้างเคียงของจักรวาล. มันอาจจะเป็นหนึ่งในรากฐานของส่วนผสมปรุงประกอบตัวมันเอง. เหมือนเช่นอวกาศ, เหมือนเช่นเวลา,เหมือนเช่นแรงโน้มถ่วง. (Because throughout history, certain individuals have appeared almost impossibly ahead of time. People whose intuitions arrive decades before science catches up. And sometimes their ideas seem less invented than discovered. As if they tuned into something already there. A deeper order beneath reality. But if that possibility is real then consciousness is not a side effect of the universe. It may be one of its fundamental ingredients. Like space, like time, like gravity.)

และถ้านั่นคือความสัจจริง, ดังนั้นแล้วความคิดที่คุณเคยมีประสบการณ์รับรู้, ทุกขณะของสัมปชัญญะ/ความรู้ตัว. ทุกอารมณ์รู้สึกของการมีชีวิต, บางทีอาจเชื่อมต่อกับอะไรบางอย่างที่เก่าแก่ยาวไกลยิ่งกว่าและแข็งแรงยิ่งหกว่ามนุษยชาติในตัวมันเอง. ที่ซึ่งนำไปสู่ความเป็นไปได้สุดท้ายอันน่าตื่นตกใจ. บางทีเพนสโรสไม่ได้สังเกตเห็นอย่างง่ายๆถึงอัจฉริยะในตัวฟอน นอยมานน์. บางทีเขาจดจำได้ถึงหลักฐานที่จิตมนุษย์นั้นไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่ในสมองมนุษย์เท่านั้น และถ้าจิตสำนึกอย่างแท้จริงเอื้อมไปถึงใต้ความเป็นจริงทายกายภาพ, ดังนั้นแล้วหนึ่งคำถามกลายเป็นที่ไม่น่าเป็นไปได้ที่จะหลีกเลี่ยงได้. มีอะไรอีกบ้างที่อาจจะกำลังเอื้อมมือกลับมาแล้ว?   (And if that is true, then every thought you have ever experienced, every moment of awareness, every feeling of being alive, may connect to something far older and stranger than humanity itself. Which leads to the final terrifying possibility. Maybe Penrose did not simply observe genius in von Neumann. Maybe he recognized evidence that the human mind is not entirely confined to human brain. And if consciousness truly reaches beneath physical reality, then one question becomes impossible to avoid. What else might already be reaching back?)

 https://youtu.be/g6p8tGkE_-8?si=vvKZAg8W0e41-JTB

วันอาทิตย์ที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2569

อลัน วัตต์ - มายาภาพของ เงิน, เวลา และอัตตา

 อลัน วัตต์ - มายาภาพของ เงิน, เวลา และอัตตา

The Illusion of MONEY, TIME & EGO - Alan Watts

          https://youtu.be/dYSQ1NF1hvw?si=3NBTwMLt__nREiGb

          เอาละ, ฉันมีคำแนะนำชนิดหนึ่งและนั่นก็เป็นเช่นที่จะว่านี้, ก่อนที่เราตัดสินใจไม่ว่าที่จะช่วยรักษาดาวเคราะห์นี้ไว้ หรือทำลายมัน, เราควรหยุดชั่วขณะของการนิ่งเงียบ.   (Well, I have a sort of suggestion and that is this, that before we decide either to save the planet or to destroy it, we pause for moment of silence.)

          ฉันไม่ได้หมายความว่าการนิ่งเงียบแบบมืดมนอึดอัด ที่ผู้ใดก็สังเกตเห็นเมื่อใครบางคนพูดเช่นดังเช่น บุคคลผู้มีชื่อเสียงได้เพิ่งเสียชีวิต และเราจะได้สังเกตถึงชั่วขณะของการนิ่งเงียบในการให้เกียรติต่อเขา และทุกคนก็ขมวดคิ้วและคิดถึงความคิดอันจริงจังเคร่งเครียด ที่ไม่ได้นิ่งเงียบใดเลยทั้งสิ้น. ฉันหมายความถึงการนิ่งเงียบจริงๆ ที่เราหยุดการคิดและประสบการณ์ต่อความเป็นจริงดุจเช่นความเป็นจริงแท้จริง. เพราะว่า, ภายหลังทั้งหมดแล้ว, ถ้าฉันคิดอยู่ตลอดเวลาทั้งหมด ฉันก็ไม่สามารถได้ยินอะไรคนใดอื่นที่จำเป็นต้องพูดมา.  (I don’t mean that kind of grim silence which one observes when somebody says such and such a famous person has just died and we’ll observe a moment of silence in this honor and everybody frowns and thinks very serious thoughts that’s not silence at all. I mean real silence in which we stop thinking and experience reality as reality is. Because, after all, if I think all the time I can’t hear what anyone else has to say.)

          และถ้าฉันคิดอยู่ตลอดเวลาและโดยการนั้น, ฉันหมายถึงการพูดคุนอย่างพิเศษจำเพาะต่อตัวคุณเอง บางเสียงข้างในหัวกะโหลกของคุณ. ถ้าผมคิดอยู่ตลอดเวลา ผมก็ไม่มีอะไรที่จะคิดอะไรอื่นนอกจากความคิดทั้งหลายนั้น. และดังนั้น, ฉันไม่เคยมีวันได้สัมผัสกับความเป็นจริงของโลก ที่ในตอนนี้อะไรซึ่งเป็นโลกอันแท้จริง. บางผู้คนมีทฤษฎีที่ว่าโลกแท้จริงนั้นเป็นสสาร/วัตถุ หรือกายภาพ ฉันบอกว่ามันทำด้วยสิ่งอะไรเช่นนั้น. ผู้คนอื่นก็มีทฤษฎีที่โลกความเป็นจริงเป็นจิตวิญญาณ หรือจิตใจ แต่ฉันไม่ต้องการให้พวกคุณชี้มันออกมาว่าทฤษฎีทั้งหลายเหล่านั้นของโลกเป็นเพียงแค่แนวความคิดทั้งหลายของคำพูดทั้งหลาย.   (And if I think all the time and by that, I mean specifically talking to yourself some vocally inside your skull. If I think all the time I have nothing to think about except thoughts. And so, I’m never in touch with the real world now what is the real world. Some people have the theory that the real world is material or physical I say it’s made a kind of a stuff. Other people have the theory that the real world is spiritual or mental but I want you to point out that both those theories of the world are concepts of words.)

          และโลกที่แท้จริงไม่ใช่ความคิด มันไม่ใช่ถ้อยคำ ความเป็นจริงคือที่ คุณจะค้นพบเอง. เพราะเช่นนั้น, นั่นถ้าคุณได้อยู่กับความเป็นจริง, มายาภาพทั้งหลายทั้งหมดทุกชนิดได้หายไป และฉันจะอธิบายมายาภาพอันหลากหลายทั้งหลายนั้น ไม่ได้มีอยู่ในความจริงประเภทนี้. เรามาเริ่มต้นด้วยบางอย่างที่ง่ายๆและลงมาบนโลกอย่างยิ่งกัน, อย่างเช่น เงิน เป็นวิธีการที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในทางบัญชี. มันเป็นตัววัดความมั่งคั่งในหนทางเดียวกันกับหน่วยเป็นนิ้วทั้งหลายในการวัดระยะความยาว และกรัม ในการวัดน้ำขนาดหนัก.  (And the real world is not an idea it is not words reality is you will find. Therefore, that if you get with reality all sorts of illusions disappear and I will mention several illusions that have not this kind of existence. Let’s begin with some very down-to-earth ones, like money. Money is a very useful method of accounting. It is a measure of wealth in the same way as inches are measures of length and grams measures of weight.)

          คุณไม่สามารถกินเงินได้ คุณสามารถมีธบัตรดอลลาร์และใบหุ้นจำนวนมากมายมหาศาลอยู่บนยเกาะรกร้างว่างเปล่า พวกเหล่านั้นก็ไร้ประโยชน์ใดๆต่อคุณ อะไรที่จำเป็นต้องการควรจะเป้นอาหารหรือสัตว์ทั้งหลายและเพื่อนสหายทั้งหลายมากกว่า. เงินเป็นแค่อย่างง่ายๆคือตัวแทนถึงความมั่งคั่งในน่าจะเป็นรูปแบบเดียวกับเมนูเป็นตัวแทนถึงอาหารมื้อดินเนอร์. มีเพียงพวกเราเท่านั้นที่มีความผิดเพี้ยนทางจิตใจในแบบที่ว่า พวกเราบางคนยอมมีเงินมากกว่าความมั่งคั่งที่แท้จริง.   (You cannot eat money you could have a fantastic quantity of dollar bills and stock certificates on a desert island they would be useless to you what would need would be food and animals and companions. Money simply represents wealth in rather the same way that the menu represents the dinner. Only we are psychologically perverted in such a way that we would some of us would rather have money than real wealth.) 

          แต่คุณก็รู้ว่า คุณไม่สามารถขับรถห้าคันไปได้ในเวลาเดียวกั้นทันทีถึงแม้ว่ามันจะเป็นแคดิลแล็ค. คนเราไม่สามารถอาศัยอยู่ในบ้านทมั้งพร้อมๆ กันหกหลัง หรือกินเนื้อย่างสิบสองชิ้นในมื้อเดียวได้. คนเรามีความจำกัดในการบริโภคสิ่งต่างๆ ดังนั้น นั่นจึงเป็นหนึ่งในความสับสนประเภทที่ฉันกำลังพูดถึงอยู่. (But you know you cannot drive in five cars at once even though they be Cadillacs. You cannot live simultaneously in six houses or eats 12 roasts of beef at one meal. There is a limit to what one can consume. So, that’s one of the sorts of confusions I’m talking about.)

          อีกอันหนึ่งก็คือ เราสับสนตัวเราเองว่าเป็นสิ่งมีชีวิตชีวอินทรีย์ทั้งหลายกับความคิดของการมีตัวตน/อัตตา. นั่นคือที่จะพูดด้วยแนวความคิดของตัวฉันเอง ที่ถูกเรียกว่าบุคลิกภาพหรืออัตตาEgo. เราเป็นเช่นอะไรอย่างที่เราได้ถูกบอกมา. และมันเป็นสิ่งหยาบสุดโต่งและแนวความคิดที่ถูกจำกัดไว้ของตัวตนหนึ่ง ของชีวอินทรีย์ที่โดดเด่นเป็นหนึ่งอย่างแท้จริง. และเราได้ไม่มีความสุขก็เพราะว่าเรากำลังคิดถึงแต่ตัวเราเองในวิธีนี้. เพราะว่าเราคิดว่า เอาละ เฮ้อ เดี๋ยวเราก็จะตายอยู่ดี.   (Another is that we confuse ourselves as living organisms with our idea of ourselves. That is to say with the conception of myself which is called the personality or Ego. We that is what we have been told we are. And it’s an extremely crude and limited conception of oneself of the actual unique living organism. And we get unhappy because we’re thinking of ourselves in this way. Because we think well gee I’m going to die.)

ฉันครั้งหนึ่งได้พูดคุยกับผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้ที่มาหาฉันและได้พูดว่าเธอได้หวาดกลัวถึงการตาย และ เอ่อ เราได้เข้าไปสู่การสนทนากันยืดยาว. ฉันได้พูดว่า, “อะไรที่คุณหวาดกลัวอะไรจริงๆหรือ?” และเธอได้คิดมันจนถี่ถ้วนและเธอได้พูดว่า, “คุณรู้มั้ยว่าฉันกำลังจะหวาดกลัวต่อสิ่งนี้คือ การที่ผ๔คนอื่นกำลังจะพ๔ดกันว่า. พวกเขากำลังจะพูดกันว่า เกิร์ทที่น่าสงสาร เธอไม่น่าจะอยู่ไปได้อีกนานแล้ว. เพราะว่าคุณเห็นไหม, อะไรที่คุณคิดนั้นทั้งหมดคุณพึ่งพาอยู่กับใครผู้ที่จะเป็นคนบอกต่อคุณ, ว่าคุณเป็น.   (I once talked to a woman who came to me and said she was afraid of death and uh we went into it in a long conversation. I said, ‘What are really afraid of?’ And she thought it over and she said, ‘You know what I’m going to be afraid of is what other people are going to say. They’re going to say poor old Gurt she couldn’t last it through.’ Because, you see, what you think you are is entirely dependent on who people have told you, you are.)

คุณไม่ได้เป็นแบบนั้น. แล้วก็มีอีกสิ่งหนึ่งที่รบกวน, รบกวนดเราก็คือ เวลา. ผู้คนส่วนใหญ่ในทุกวันนี้พูดว่า ฉันไม่มีเวลา, แน่นอนว่า, คุณไม่มี เพราะว่าคุณไม่ทันระแวดระวังถึงปัจจุบันที่คุณรู้. เวลาเป็นตัวแทนที่แสดงถึงสิ่งบนนาฬิกาของคุณ "ผ่านเส้นขนที่บางที่สุดเท่าที่จะบางได้โดยยังมองเห็นได้ และด้วยเหตุนี้ทุกคนจึงคิดว่าปัจจุบันคือ (เสียงก๊อก/ติ๊กต็อก) แทนที่จะเป็น(เสียงฆ้องกังวาน/ช่วงเวลาที่ยาวนานกว่า. (You’re not that. Then another thing that bothers, bothers us is time. Most people nowadays say I have no time of course, you don’t because you are not aware of the present you know. The present is represented on your watch by a hairline that is as thin as possible as is consistent with visibility and so everybody thinks the present is, instead of.)

ในตอนนี้, ปัจจุบันคือเวลาที่แท้จริงเพียงอันเดียว ไม่มี(เวลา)อดีตและมันก็ไม่มี(เวลา)อนาคต. และนั่นก็ไม่เคย/ไม่มีวันที่จะมี. เรามักจะมองว่าปัจจุบันเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ที่อนาคตเปลี่ยนผ่านไปสู่อดีต. และเรายังทำอะไรในสิ่งที่เลวร้ายที่เราจินตนาการตัวเราเองว่าเป็นผลลัพธ์มาจากในอดีต. และเราก็มักจะปัดความรับผิดชอบไปให้คนอื่นอยู่เรื่อย เหมือนตอนที่พระเจ้าเสด็จไปหาอาดัมในสวนอีเดน และได้กล่าวว่า, “เจ้ากินผลไม้จากต้นไม้นั้นที่ซึ่งข้าได้ห้ามสูเจ้าไว้ว่าอย่ากิน.”  (Now, the present is the only real time there is no past and there isn’t a future. And there never will be. We think ordinary of the present as an infinitesimal point at which the future changes into the past. And we also do a terrible thing we imagine ourselves to be results of the past. And we’re always passing the buck over our shoulders like when God approached Adam in the garden of Eden and said, ‘Hast thou eaten of the fruit of the tree whereof I told thee thou shouldst not eat.’)

และอดัมได้พูดว่า, “ผู้หญิงที่ท่านมอบให้ข้าเธอได้ยั่วยวนข้าและข้าก็กินมัน.” และพระเจ้าได้มองมาที่อีฟและได้พูดว่า, “เจ้าได้กินผลไม้จากต้นไม้ที่ข้าได้บอกกับเจ้าไว้แล้ว, ว่าเจ้าไม่ควรไปกินมัน.” และเธอได้บอกว่า, “งูตัวนั้นได้ล่อลวงข้าปและข้าก็เลยกินผลไม้นั้น.” และพระเจ้าด้วยหางตาเหลือบมองไปที่งูตัวนั้น, งูตัวนั้นไม่ได้พูดอะไร.    (And Adam said, ‘This woman thou gave with me she tempted me and I eat.’ And God looked at Eve and said hast thou eaten of the fruit of the tree whereof I told thee, thou shalt not eat.’ And she said, ‘The serpent beguiled me and I did eat.’ And God out of the corner of his eye looked at the serpent, serpent said nothing.)

ดังนั้น, คุณเห็นมั้ย, เรามักจะปัดความรับผิดชอบกันอยู่เรื่อย คุณไม่รู้หรอกว่าอดีตนั้นถูกกำหนดโดยปัจจุบันเปรียบเสมือนคลื่นน้ำที่ไหลย้อนกลับมาจากหัวเรือ. ในตอนนี้, คลื่นใต้น้ำหลังเรือไม่ได้เป็นตัวขับเคลื่อนเรือ เช่นเดียวกับที่หางไม่ได้เป็นตัวส่ายสุนัข แต่เราต่างก็มีข้ออ้างกันทั้งนั้น.  (So, you see we’re always passing the buck you don’t realize that the past is caused by the present as the wake of a ship flows back from the prowl. Now, the wake doesn’t drive the ship any more than the tail wags the dog. But we’ve all got excuses.)

          แม่ของฉันเกิดอาการชัก/ลมบ้าหมูตอนที่กำลังตั้งท้องฉันอยู่ เอ่อ... พวกเขาเลี้ยงดูฉันมาไม่ค่อยถูกต้องเท่าไหร่ และแล้วพวกเขาก็ไปที่แม่ของฉันแล้วพูดว่า เธอช่างประมาทเลินเล่อกับลูกของเธอเองได้อย่างไรกัน. และแม่ก็พูดว่า, “เอาละ,เป็นพ่อแม่ของฉันเองที่เลี้ยงดูฉันมาด้วยวิธีแบบนี้เหมือนกัน.” ดังนั้นทุกคนก็โยนกลองต่อๆกันไปแต่ความจริงของเหตุนี้ทั้งหมดเริ่มต้นตรงนี้. นี่เป็นอะไรที่การสร้างสรรค์บังเกิดขึ้น. และคุณก็กำลังทำมันและจะไม่ยอมรับมัน เพราะว่า, แน่นนอนละ, คุณคือพระเจ้าทั้งหลายทั้งหมดแปลงร่างมา, จีซัสได้ค้นพบมันและพวกเขาก็ตรึงกางดเขนเขาสำหรับการกล่าวเช่นนั้น.  (My mother had a fit while she was carrying me in the womb uh they didn’t bring me up right and then they go to the mother and say how is it you could have been so irresponsible with your children. And she says, ‘Well, it was my parents didn’t bring me up right either. So, everybody passes the buck but the truth of the matter is it all begins here. This is where the creation begins. And you’re doing it and won’t admit it because, of course, you’re all gods in disguise, Jesus found that out and they crucified him for saying so.)

          ดังนั้น, นี่เป็นเรื่องที่เข้าใจยากมากสำหรับชาวตะวันตก และโดยเฉพาะชาวอเมริกัน เพราะพวกเราหมกมุ่นอยู่กับอนาคตมากเกินไป. เอาละ, การมีอยู่จริงในปัจจุบันนั้นดีกว่ามาก, เพราะถ้าคุณไม่มีปัจจุบัน, การวางแผนอะไรไปก็ไร้ประโยชน์. เพราะเวลาที่พวกเขาออกกำลังกาย, คุณจะไม่ได้อยู่ที่นั่นเพื่อชื่นชมความดูดีของพวกเขา, แต่คุณจะเอาแต่คิดถึงเรื่องอื่นอยู่. ดังนั้น, ทำไมเราถึงไม่รู้ตัวว่าเรากำลังใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และทิ้งอดีตไว้ข้างหลัง.  (So, you would this is a very odd thing for westerners to understand and particularly for Americans because we are. We are so fixed on the future. Well, do you much better to have a present because if you don’t, it’s useless to make plans. Because when they work out you won’t be there to enjoy them, you’ll be thinking of something else. So, we don’t we realize that we are living out of now and throwing the past behind us.)

          https://youtu.be/dYSQ1NF1hvw?si=OApW4YybpyKG88Ip