หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – ทุนนิยมโลกานุวัฒน์กับริชาร์ด วูลฟ์ฟ: สงครามโลกครั้งที่สามของทุนนิยม (2)

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – ทุนนิยมโลกานุวัฒน์กับริชาร์ด วูลฟ์ฟ: สงครามโลกครั้งที่สามของทุนนิยม (2)

Global Capitalism with Richard D. Wolff: Capitalism’s Third World War

          https://youtu.be/n94eV5fSsfE?si=LMG-5lGkQk5VaBdF

ดังที่ผมได้พูดแล้วพูดอีก, สหรัฐอเมริกา คือประเทศมั่งคั่งหนึ่งของ 330 ล้านผู้คน. มันมีอยู่ 10 หรือ 12 อู้อพยพเข้าเมืองมาแบบไม่มีเอกสารทั้งหลาย. เขาเหล่านั้นเป็นกลุ่มผู้คนที่ยากจนที่สุดของประเทศ. ในไม่มีหนทางใดที่พวกเขาจะทำเหตุให้กับปัญหาทั้งหลายทางเศรษฐกิจขั้นพท้นฐานใดได้เลย. แต่คุณสิ้นหวัง, คุณก็ทำสิ่งทั้งหลายอย่างสิ้นหวัง.  (As I said over and over again, the United States is a wealthy country of 330 million people. It has 10 to 12 undocumented immigrants. Those are among the poorest people in the country. In no way do they cause its basic economic problems. But if you’re desperate, you do desperate things.)

          ในตอนเริ่มต้นสมัยที่สองของเขา, มร. ทรัมป์ได้ตัดสินใจที่จะกำหนดใช้กำแพงภาษีสินค้านำเข้าเอากับทั้งโลก. ไม่มีใครเคยได้เห็นใดๆเช่นนี้มาก่อน. ประเทศแล้วประเทศเล่า, รบเร้าก่อกวนพวกเขาไม่หยุดหย่อน. ภาษีสูง, ภาษีต่ำ, กำแพงภาษีขาเข้า, ที่เป็นประเภทหนึ่งของภาษี, ภาษีที่เก็บจากสินค้าขาเข้าทั้งหลาย. เขาได้ข่มขู่คุกคามแทบทุกประเทศบนโลกนี้. เขาต่อรองว่า, “ฉันจะลดภาษีสินค้าขาเข้าลงก็ได้. ฉันสามารถจะดันมันขึ้นไปได้ถึง 100%ก็ได้.” เขาได้ทำเช่นนั้นบางครั้ง หรือเป็นน้อยนิดแค่ 10 หรือ 15.    (In the beginning of his second term, Mr. Trump decided to impose tariffs on the whole world. No one’s ever seen anything like this. Country after country, badgering them. High taxes, low taxes, taxes, tariffs, which are a kind of tax, a tax on imports. He threatened every virtually every country on earth. He bargained ‘I’ll lower tariff. I could have put it at a 100%. He did that sometimes or as little as 10 or 15.)

          และคำถามว่าอะไรที่คุณได้พึ่งพาอยู่กับเงินมากเท่าไหร่ที่คุณกำลังจะลงทุนในสหรัฐอเมริกา. มากเท่าไหร่ที่คุณกำลังจะจดจำได้ถึงเศรษฐกิจของคุณที่ได้ประโยชน์แก่สหรัฐอเมริกาทกับค่าใช้จ่ายของผู้คนของคุณเอง. นั่นค่อนข้างเป็นสิ่งที่ถามต่อผู้นำทางการเมืองในประเทศอื่น. เออร์ซูลา วอน แดร์ ลายเอ็น ประธานคณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเห็นด้วยที่จะลงทุนกว่าล้านล้านดอลลาร์ของเงินสหภาพยุรป.  (And the question what you get depends on how much money you’re going to invest in the United States. How much you’re going to recognize your economy to benefit the United States at the expense of your own people. Quite a thing to ask a leading politician in another country. Ursula von der Leyen8 representing the Europeans agreed to invest over trillion dollars of European money.)

          8  https://en.wikipedia.org/wiki/Ursula_von_der_Leyen

          อูร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน (Ursula von der Leyen) เป็นนักการเมืองชาวเยอรมันและสตรีคนแรกที่ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (President of the European Commission) ตั้งแต่ปี 2019 โดยได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งสมัยที่สองต่อเนื่องจนถึงปี 2029 เธอนับเป็นผู้นำคนสำคัญของสหภาพยุโรป (EU) ที่มีบทบาทสูงในการบริหารนโยบาย เศรษฐกิจ ความมั่นคง และสิ่งแวดล้อม 

เงินได้พุ่งสูงขึ้นออกจากเศรษฐกิจยุโรปที่จะไม่ได้กลับเข้าไปในเศรษฐกิจของยุโรป แต่จะถูกลงทุนไปในสหรัฐอเมริกา. ถ้าเขาต้องการที่จะทำให้ภาษีนำเข้าสินค้านั้นลดต่ำไปกว่าอะไรที่พวกเขาอาจจะได้รับในกรณีอื่น. ในสองสามวันที่แล้วที่จะแสดงให้เห็นว่าเขาได้ตระเตรียมจะทำอะไรใดในสิ่งที่จำเป็น, มร. ทรัมป์ได้อีกครั้งข่มขู่คุกคามที่จะขึ้นภาษีสินค้านำเข้าอีกครั้งเอากับยุโรปให้พวกเขาว่าตามกันไปด้วยการส่งมอบเกาะกรีนแลนด์ให้กับสหรัฐอเมริกา, ปล่อยให้ทุกคนในโลกได้รูเว่าอะไรก็ตามที่กำแพงภาษีสินค้านำเข้าคืออะไรในตอนนี้. ฉันอาจจะยกมันสูงขึ้นในสัปดาห์หน้า, เดือนหน้า, ปีหน้า เพื่ออะไรก็ตามที่มันเป็นที่ฉันตัดสินใจว่าฉันต้องการอะไร และคุณจะถูกบีบบังคับที่จะให้มันแก่ฉัน หรือเจ็บปวดไปกับผลทั้งหลายตามมา. (Money raised out of the European economy which would not go back into the European economy but would be invested in the United States if they wanted lower tariffs than what they might otherwise get. In the last few days to show that he’s prepared to do anything necessary. Mr. Trump has again threatened to re-raised the tariffs on Europe they go along with handing over Greenland to the United States, letting everybody in the world know whatever the tariff is now. I may raise it next week, next month, next year for whatever it is I decide I want and you will be forced to give it to me or suffer the consequences.)

นี้คือจักรวรรดิอเมริกากำลังใช้ข้อจริงที่ว่ามันยังคงเป็นตลาดที่สำคัญสำหรับอีกมากของโลกดุจเช่นมีกระบองที่จะทำอะไรอย่างแน่นอนไหม? อา, เรามามองดูกัน. เงินนั้นที่จะยกสูงขึ้น, อย่างที่เราได้ถูกบอก, โดยกำแพงภาษีสินค้านำเข้าจะไปตามหนทางของมันสู่การลดงบประมาณขาดดุลของรัฐบาลเราที่เคยได้ใช้จ่ายไป. งบประมาณที่ขาดดุลทั้งหลายระดับหลายล้านล้านดอลลาร์  (This is the American Empire using the fact that it’s still an important market for much of the world as a club with which to do what exactly? Ah, let’s take a look. The money that will be raised, we were told, by the tariffs will go a long way towards reducing the budget deficits our government has gotten used to. Huge multi-trillion dollars deficits.)

แต่ความสนใจของชั่วขณะหนึ่งแสดงให้เห็นว่ามันไม่ใช่เช่นนั้นเลยสักนิด. คนหนึ่งหรือ 200 พันล้านที่กำแพงภาษีสินค้านำเข้าจะขึ้นสูงในแต่ละปี ถ้านั่นการค้าขายอยู่ในหนทางที่มันเป็น, ซึ่งน่าจะไม่เป็น. แต่ถึงแม้ว่าถ้ามันได้เป็น, นั่นก็ไม่ได้กำลังจะจ่ายให้, ให้กับอะไร? สำหรับสิ่งใดก็ได้. มร. ทรัมป์ได้ประกาศเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามอย่างสิ้นหวังของเขาที่จะรักษาจักรวรรดินี้ไว้จากการเลื่อนไถลไปไกลอย่างเร็วขึ้นที่เขากำลังจะขึ้นเพิ่มงบประมาณการป้องกันที่ได้สูงขึ้นในสหรัฐอเมริกายิ่งไปกว่าอีกหกหรือเจ็ดประเทศเอารวมกันซึ่งก็รวมทั้งรัสเซียและจีนอยู่ด้วย.   (But a moment’s attention shows that’s not the case at all. The one or 200 billion that the tariffs will raise each year if that if that of trade stays the way it is, which is probably won’t. But even if it did, that’s not going to pay for, for what? For anything. Mr. Trump has announced as part of his desperate effort to keep this empire from sliding further quicker that he’s going to raise a defense budget which already is higher in the United States than in the next six or seven countries combined which include Russia and China.)

เขาต้องการจะเพิ่มขึ้นถึง 50% ในปีที่กำลังมาถึงนี้ อย่างคร่าวๆราว 900 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งก็ราวครึ่ง้ลานล้านเหรียญ. การระเบิดครั้งใหญ่ที่จะกลืนกินเงินที่กำแพงภาษีสินค้านำเข้านำมาให้ บวกกับที่เหลืออีกมากมายที่ต้องหามาครอบคลุมให้ครบ. ดังนั้น, มันไม่ได้สำหรับการนั้น. เอาละ, เอาละ, อะไรคือมันล่ะ? อะไรที่เขาต้องการ? เขาต้องการที่จะ เพื่อชดเชยการเสื่อมถอยของจักรวรรดิอเมริกันที่มีอยู่เดิม ด้วยการยึดครองพื้นที่บนพื้นผิวโลกให้มากขึ้น

 (He wants to raise it ready 50% this coming year from roughly $900 billion to roughly one and a half trillion dollars. A staggering explosion that’ll eat up all of the money the tariffs bring in plus leave a lot more to be covered. So, it’s not for that. Well, well, what is it? What is it he wants? He wants to offset the decline of the existing American empire by snatching more of the world’s surface.)

เขาต้องการที่จะนำโลกกลับไปสู่อะไรที่เป็นการแย่งชิงอาณานิคม ที่เราเคยมีมาก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1ที่ได้นำเอาบริเทนขึ้นมาอยู่เหนือฝรั่งเศส. พวกเขาทั้งคู่ขึ้นมาต่อต้านรัสเซียและอะไรต่อมิอะไรต่อไปนั้น. นั่นคือที่มันเกี่ยวกับอะไร. เรื่องเล่นตลกกับเวเนซูเอลา, การฉกตัวประธานาธิบดีของพวกเขามา, ทิ้งให้ส่วนที่เหลือของประเทศตกอยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ไม่มีบทสรุปชัดเจน ว่าจะทำอะไรและทำอย่างไร. การฉกชิงเอากรีนแลนด์ล่ะ?    (He wants to return the world to the kinds of competitive colonial grabbing that we had before World War I that brought Britain up against France. Both of them up against Russia and on and on and on. That’s what it’s about. The Venezuela prank, snatching the president, leaving the rest of the country in open-ended dilemma of what to do and how to do it. Snatching Greenland?)

ถ้าคุณมองดูที่เรื่องราวของกรีนแลนด์, มันค่อนข้างรวดเร็วมากที่กลายมากระจ่างชัด, ถึงแม้ว่าสื่อต่างๆจะระมัดระวังที่จะหลีกเลี่ยงพูดไปถึงมันกัน, ว่าเรื่องนี้จริงๆแล้วไม่ใช่ความคิดของ มร. ทรัมป์. คือความคิดของมหาเศรษฐีพันล้านทั้งหลายที่อยู่รายรอบตัวเขา. มร. เบซอส(อะเมซอน), มร. ซัคเคอร์เบิร์ก(facebook), ปีเตอร์ ทีล(paypal), ผู้ซึ่งได้ลงทุนไปแล้วเป็นเงินจำนวนมหาศาล. พวกเขามีแผนทั้งหลาย, คุณเห็นมั้ย, เพื่อกรีนแลนด์. มันอาจมีแร่แรริ์ เอิร์ธที่เป็นสิ่งจำเป็นต้องการสำหรับโครงการทั้งหลายของเขา. มันอาจจะมีอาจมีศักยภาพในการผลิตกระแสไฟฟ้าที่พวกเขาต้องการสำหรับโครงการ AI และอื่นๆ.  (If you look in at the story of Greenland, it very quickly becomes clear, although the media carefully avoid talking about it, that this really isn’t Mr. Trump idea. This is the idea of the billionaires around him. Mr. Bezos, Mr. Zuckerberg, Peter Teal9, who invested already large amount of money. They have plans, you see, for Greenland. It may have rare-earths that are needed for their projects. It may have electricity generation capabilities they need for their AI projects and so on.)

9 https://en.wikipedia.org/wiki/Peter_Thiel

ภายหลังจากที่พวกเขาได้พูดคุยกับ มร. ทรัมป์ มาหลายปีเกี่ยวกับกรีนแลนด์. และอะไรที่เป็นข้อตกลงอันอัศจรรย์สำหรับพวกเขา. สหรัฐอเมริกาก็เดินหน้ารณรงค์ต่อไป. นั่นคือที่มร. ทรัมป์ได้ทำไปแล้ว. เขากำลังที่จะใช้จ่ายเงินจำนวงนมากมหาศาลที่ ไม่ว่าจะซื้อกรีนแลนด์หรือว่า การเปิดฉากรณรงค์หาเสียงทางการเมืองหรือแม้กระทั่งการเปิดฉากปฏิบัติการทางทหาร. ทุ่มเงินลงไปมหาศาล. มันกำลังจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างกรีนแลนด์. พวกเขาไม่อนุญาตให้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินส่วนบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าพรรคการเมืองใดดำรงตำแหน่งบริหารอยู่ที่นั่น. พวกเขาจะอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้เกิดการพัฒนาในแบบที่ซักเคอร์เบิร์กและเบโซสต้องการ.   (And they’ve been talking to Mr. Trump for years about Greenland. And what a wonderful deal for them. The United States goes on a campaign. That’s what Mr. Trump has done. He’s going to spend huge amounts of money to either buy Greenland or to mount some sort of political campaign or even a military campaign. Spend a fortune of money. It’s going to have to transform Greenland. They don’t allow private property in land depending on which political part is in office there. They either do or do not allow the kind of development that Zuckerberg and Bezos want.)

พวกเขาไม่ได้ต้องการให้ประเทศของพวกเขาถูกฉีกทึ้งเพื่อขุดแร่แรริ์ เอิร์ธ.นั่นไม่ใช่ความสำคัญลำดับแรกของพวกเขา. แต่ลำดับความสำคัญแรกของพวกเขาคือไม่ให้ตนเองตกไปเป็นอาณานิคมใด.  นั่นคือตอนที่ประเทศมหาอำนาจขนาดใหญ่เข้าไปในประเทศที่มีอำนาจน้อยกว่า และยึดเอาอะไรตามที่ตนต้องการเมื่อมันต้องการสิ่งนั้นๆ. ไม่สนใจว่าอะไรที่ผู้คนท้องถิ่นต้องการ. ผู้คนของกรีนแลนด์ได้ทำอย่างชัดเจนแล้วว่าพวกเขาไม่ต้องการสหรัฐอเมริกาเข้ามาบริหารจัดการประเทศของพวกเขา. (They don’t want their country ripped up for rare earths. That’s not their priority. But their priority doesn’t count under colonialism. That’s when a big powerful country goes into a less powerful country and takes what it wants when it wants it. Not pay attention to what the local people want. The people of Greenland made have made it abundantly clear they don’t want the United States to run their country.)

พวกเขาไม่แม้กระทั่งต้องการให้คนเดนมาร์คที่จะทำเช่นนั้นด้วย และพวกเขาได้เป็นส่วนหนึ่งของเดนมาร์คมาหลายทศวรรษแล้ว. แต่ใครจะรู้ถึงการแตกแยกกันในสังคมของพวกเขา, ความแตกแยกทั้งหลายเหมือนที่มีอยู่กันในสังคมทั้งหลาย, อาจนำไปสู่การที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งในกรีนแลนด์ตกลงทำข้อตกลงกับสหรัฐอเมริกา, ได้อะไรดีๆตอบแทนให้กับตัวพวกเขาเอง, ให้เพื่อนร่วมชาติของพวกตนตกเป็นแพะบูชายัญ. นั่นสามารถบังเกิดขึ้นได้ไหม? แน่นอน. มันได้บังเกิดขึ้นแล้วไหม? แน่นอน. มันบังดเกิดขึ้นที่นี่ไหม? เย้, มันอาจจะไม่ไหม? เท่า ๆกันในเหตุกรณีเช่นนี้.    (They don’t even want the Danes to do so and they’ve been part of that Denmark for centuries. But who knows the divisions in their society, divisions like exist in almost all societies, may lead one or another of the groups in Greenland to cut a deal with the United States, get something good for themselves, sacrifice their fellow Greenlanders. Can that happen? Sure. Has it happened? Sure. Might it happen here? Yeah. Might it not? Equally the case.)
มันขึ้นอยู่กับว่าเหมือนเช่นทุกสิ่งอื่นๆที่ผมกำลังพูดถึง ไม่ว่าเราผู้คนทั้งหลายจะทำบางอย่างกัน. ผู้คนที่ในมินนีอาโพลิสอาจจะถอยกลับเข้าไปในบ้านของพวกเขา  รู้สึกหวาดกลัวต่อ ICE และด้วยเหตุนี้จึงไม่ประท้วงอะไรก็ตามที่ ICE ทำอีกต่อไป. แต่พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้น. และในตอนนี้พวกเขากำลังที่จะเดินไปสู่การหยุดงายประท้วงทั่วไปครั้งใหญ่. ผู้คนกำลังเริ่มต้นที่จะจดจำไว้ได้ว่าอะไรกำลังบังเกิดอยู่และความเร่งด่วนในการที่จะต้องหยุดยั้งมัน, ที่จะพูดว่า “ไม่”.  (It depends like everything else I’m talking about on whether we the people do something. The people of Minneapolis might have gone back into their homes intimidated by ICE and therefore no longer protest whatever it is ICE does. But they didn’t do that. And now they’re going to go on a general strike. People are beginning to recognize what is underway and the urgency therefore to stop it, to say no.)

ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2, การได้รับผลอย่างหนักจากสงครามโลกทั้งสองนั้น, ถูกกระตุ้นโดยระบอบทุนนิยม, ถูกดเข้ายึดครองโดยสังคมนายทุนทั้งหลาย, วุ่นอยู่กับการทำล้ายล้างซึ่งกันและกัน. โลกได้พยายามอีกครั้ง. พวกเขาไม่ได้เรียกมันว่าสันิบาตตประชาชาติ. มองไปที่สิ่งนั้นได้นำไปสู่, หรือค่อนไปทางที่มันไม่ได้นำไปสู่อะไร. ดัวงนั้น, เราได้เรียกมันกันว่าสหประชาชาติ. และเราก็ได้พยายามกันอีกครั้ง.  (After World War II, reeling from these two world wars, provoked by capitalism, undertaken by capitalist societies, busily destroying one another. The world tried again. They didn’t call it the League of Nations. Look where that had led, or rather where it didn’t. So, we called it the United Nations. And we tried again.)

หนึ่งในสิ่งทั้งหลายที่ได้ฆ่าสันนิบาตประชาชาติลงไปก็คือการถอนตัวออกของประเทศสำคัญคือเยอรมนีในครั้งนั้น0 และอะไรที่กำลังฆ่าสหประชาชาติอยู่ก็คือการถอนตัวของสหรัฐอเมริกา. มร. ทรัมป์ เมื่อหลายสัปดาห์ที่ผ่านมากล่าวอย่างภาคภูมิใจยิ่งในการถอนตัวจากสหประชาชาติ ใน 66 องค์กรสากลนานาประเทศทั้งหลาย, ท่ามกลางที่ซึ่งมีหน่วยงานขององค์การสหประชาชาติจำนวนไม่น้อยที่ยังคงแนวทางเดิมในการเข้าหาถึงกับองค์การสหประชาชาติ ที่เขาได้มีมากันตั้งแต่เริ่มต้น. การเข้าหาที่ดีที่สุดสุดซึ่งด้ถูกอธิบายโดยคำอังกฤษได้ว่า disdainการดูถูกเหยียดหยาม.   (One of the things that killed the League of Nations was withdrawal of the important country of Germany. And what is killing the United Nations is the withdrawal of the United States. Mr. Trump in recent weeks proudly withdrew the United States from 66 international organizations, among which were quite a few United Nations agencies that continued an approach to the United Nations that he has had from the beginning. An approach best captured by the English word disdain.)

เอาละ, อะไรที่นั่นทิ้งไว้ให้พวกคุณ? ไม่ได้ทำงานออกมาในปัญหา, ไม่ได้ทำงานออกมาในเรื่องการไม่เห็นด้วย, แต่ยึดเอาสิ่งทั้งหลายมาด้วยกำลังที่ไหนและเมื่อไหรซึ่งคุณต้องการพกวมัน. และอะไรที่เอามาปกปิดมันเอาไว้รึ?  ความมั่นคงของชาติ.   (Well, what does that leave you? Not working out a problem, not working out a disagreement, taking things by force where and when you want them. And what covers it all? National Security.)

เอาละ, สำฟรับหกหรือเจ็ดปีที่ผ่านมา, มหาเศรษฐีพันล้านที่รายล้อมมร. ทรัมป์อยู่ ได้ยุ่งอยู่หนักกับการลงทุนในกรีนแลนด์. ความมั่นคงของชาติไม่ได้เป็นอะไรที่พวกเขาไล่ตามหาอยู่. กำไรทั้งหลายต่างหากที่พวกเขาไล่ล่าดังที่พฤติกรรมทั้งหลายของพวกเขาได้แสดงปรากฏให้เห็นชัดเจนและดังเช่นที่พวกเขาเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ. เรากำลังมองหาการเกิดใหม่อีกครั้งของลัทธิล่าอาณานิคม. ถูกต้องแล้ว. นั่นคืออะไรที่พฤติกรรมของมร. ทรัมป์ ในกรณีเวเนซูเอลา และในตอนนี้คือคำมั่นสัญญาต่อกรีนแลนด์. (Well, for the last six or seven years, the billionaires around Mr. Trump have been busily investing in Greenland. National security was not what they were after. Profits is what they were after as their behavior clearly shows and as they don’t deny. We’re seeing a rebirth of colonialism. That’s right. That’s what Mr. Trump’s behavior in Venezuela and now Greenland promises.)            

และโปรดสังเกตถึงการทิ้งระเบิดใส่ไนจีเรีย. เขาได้ทิ้งระเบิดใส่อิหร่าน. เขาได้ข่มขู่คุกคามปานามา. เขาได้ข่มขู่คุกคามแคนาดา. เขาได้ข่มขู่คุกคามเม็กซิโก. ที่ไหนซึ่งเรื่องนี้จะหยุดลง? สงครามโลก ครั้งที่ 1 และ 2 ได้คือที่ซึ่งมันหยุดลงเมื่อคราวที่แล้ว. นั่นคือทำไมชื่อเรื่องของการพูดคุยนี้คือ สงครามโลกครั้งที่ 3.” นั่นกำลังได้ถูกเตรียมพร้อมไว้แล้ว. (And notice he bombed Nigeria. He bombed Iran. He has threatened Panama. He has threatened Canada. He has threatened Mexico. Where does this stop? World War I and II was where it stopped last time. That’s why the title of this talk was the Third World War. That is being prepared for.)

และเพื่อที่จะนำเอาสหรัฐอเมริกามาเรียงเข้าแถวสำหรับโครงการนี้, เรามีสถานการณ์ใหม่จำนวนหนึ่งที่ทำให้มันสำคัญมาก. ในศตวรรษที่ 18, ศตวรรษที่ 19, แม้กระทั่งเข้าสู่ศตวรรษที่ 20, มันได้เป็นไปได้สำหรับประเทศยุโรปซึ่งร่ำรวย, ทรงอำนาจเต็มเปี่ยม, เพราะว่านั่นคือส่วนมากที่มันเป็นไป, ที่จะเข้ายึดครองประเทศขอนเอเซียนหรืออัฟริกัน, ลาติน อเมริกัน โดยประกาศโดยทางการ, อย่างเป็นทางการ, หรือ ไม่เป็นทางการ.  (And in order to get the United States lined up for this project, we have a number of new situations that make it very different. In the 18th century, the 19th century, even into the 20th century, it was possible for a rich, powerful European country, because that’s mostly it was, to take over an Asian, an African, A Latin American country officially, formally, or informally.)

นั่นไม่ใช่หนทางที่มันเป็นกันในตอนนี้. ในศตวรรษที่ 21. คุณไม่สามารถทำนั่นได้.  เรากำลังมีชีวิตอยู่ในยุคประวัติศาสตร์ที่ขึ้นชื่อเรื่องแนวคิดต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม. ผู้คนส่วนมากในโลกอาศัยอยู่ในประเทศทั้งหลายที่ในความทรงจำที่ผ่านมา ได้ต่อสู้ในหนทางของพวกเขาให้พ้นจากสถานการณ์เป็นอาณานิคมกันมาเพื่อสู่อิสรภาพความเป็นเอกราช.   (That’s not the way it is now. In the 21st century. You can’t do that. We are living through a historic epoch that is known for its anti-colonialist mentality. Most of the people in the world live in countries that in recent memory fought their way out of a colonial status to achieve independence.)

นั่นถูกต้องแล้ว. ส่วนมากของอาฟริกา, ส่วนมากของเอเชีย, และถ้าคุณมีความซื่อตรงเกี่ยวกับอาณานิคมไม่เป็นทางการของสหรัฐอเมริกา, ลาตินอเมริกา, ด้วยเช่นกัน. นั่นคือส่วนใหญ่จะเป็นที่นั่น. พวกเขาไม่ได้ชอบในลัทธิล่าอาณานิคม. ในตอนนี้, ถ้าคุณต้องการที่จะเข้าใจอย่างชัดเจน, เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถเสี่ยงกับการพูดมันออกมาดังๆเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา, ถึงแม้ว่าพวกเขากำลังทำมันกันในตอนนี้, สวามารถพูดเช่นนั้นได้เกี่ยวกับ 30 ปีที่ผ่านมาของอิสราเอล.  (That’s right. Most of Africa, most of Asia, and if you’re honest about the informal colonialism of the United States, Latin America, too. That’s where the majority are. They don’t favor colonialism. Now, if you want to get a clear sense, because they can’t risk saying it out loud about the United States, although they’re doing that now, have been able to say so for the last 30 years about Israel.)

ทำไมรึ? ก็เพราะว่าอิสราเอลคือผู้ตั้งถิ่นฐานลัทธิล่าอาณานิคม. มันเป็นการพยายามโดยผู้คนชาวยุโรปส่วนใหญ่ที่จะไปตั้งถิ่นฐานในส่วนหนึ่งของโลก ที่ไม่ได้เป็นยุโรป และที่จะขยายโดยการผลักดันออกไปหรือเข่นฆ่าผู้คนพื้นเมือง/ท้องถิ่นเดิม. เย้, นั่นคือที่ได้ทำกันไปแล้ว. นั่นคือประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาเอง, ไม่ใช่รึ? ประวัติศาสตร์ออสเตรเลีย, ของนิว ซีแลนด์, และที่อื่นอีกมากมาย. แต่คุณไม่สามารถทำเช่นนั้นได้แล้วในตอนนี้. ถ้าคุณทำ, คุณก็คือประชาชาติที่เป็นอันธพาลนอกรีตที่ถูกโดดเดี่ยว. (Why? Because Israel is a settler colonialism. It’s an attempt by mostly European people to settle in a part of the world that isn’t Europe and to expand by pushing out or killing the local people. Yeah, that was done. That’s the history of the United States, isn’t it? The history of Australia, of New Zealand, and many other places. But you can’t do that now. If you do, you are the isolated rouge nation.)

อิสราเอลแพ้ในการลงคะแนนออกเสียงในสหประชาชาติอย่างท่วมท้นจากประเทศส่วนใหญ่ทั้งหลาย. มันอยู่อย่างโดดเดี่ยวลำพังในแผนงานที่เกี่ยวข้องกับกาซา. ในอันที่จริงแล้ว, มีเพียงประเทศที่สำคัญเดียวเท่านั้นที่สนับสนุนพวกเขาก็คือ สหรัฐอเมริกา. ทำไม? เพรราะสหรัฐอเมริกานั่นเองที่กำลังทำอะไรเช่นเดียวกับอิสราเอลที่ได้ลบแผนที่ไปแล้ว. เพียงแต่บางทีพวกเขาจะทำมันในเม็กซิโก หรือแคนาดา หรือกรีนแลนด์ หรือปานามา หรือเวเนซูเอลา ผู้ที่เรายังไม่รู้นั่นกัน. สิ่งทั้งหล่ายเหล่านั้นไม่เคยเป็นที่กระจ่างชัดที่ตอนเริ่มต้น.  (Israel loses the votes in the UN by overwhelming majorities. It’s totally isolated in its Gaza program. In fact, the only country significantly that supports them is the United States. Why? Because the United States that’s it is going to be doing what the Israelis have already mapped out. Only maybe they’ll do it in Mexico or Canada or Greenland or Panama or Venezuela who we don’t know yet. Those things are never so clear at the beginning.)

เพื่อดำเนินการตามนโยบายเช่นนั้น, คุณจะต้องทำบางอย่างเป็นพิเศษ เพราะการต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม เป็นที่หยั่งรากลึกในจิตใจของชนอเมริกันไปแล้วด้วยเช่นกัน. และเช่นนั้น, คุณจำเป็นต้องมีการผลักดันวาทกรรมต่อต้านผู้อพยพ, คนต่างชาติชั่วร้าย, คนต่างชาติตัวอันตรายทั้งหลายแสวงหาการที่จะบุกรุก. คุณต้องสร้างสรรค์๕จินตนาการอะไรล่ะ? อย่างทางจิตใจที่จะยินยอมให้คุณใช้เงินภาษีของผู้คนที่จะก่อสร้างจักรวรรดิเพราะว่านั่นคือสอิ่วงที่มันมักจะได้ทำกดันมาอยู่เสมอ.   (To carry out a policy like that, you would have to do something extraordinary because anticolonialism is deeply in the American mentality too. And so, you need to push a rhetoric of anti-immigration, evil foreigners, dangerous foreigners seeking to invade. You have to imaginarily create what? A mentally that will allow you to use the people’s tax money to build the empire because that’s how it was always done.)

มันเป็นมวลมหาผู้คนผู้ที่ได้จ่ายค่าใช้จ่ายนั้น. พวกเขาไม่ได้กำไรอะไรจากมัน. มร. ทีล, มร. เบซอส, มร. ซัคเคอร์เบิร์ก, แน่นอนเลยว่าพวกเขาต้องการรัฐบาลอเมริกันภายใต้ทรัมป์เดินหน้าต่อไปและยึดกรีนแลนด์. มันจะมีราคาหลายพันล้านถ้าคุณซื้อมัน, หลายพันล้านถ้าคุณโจมตีมันโดยทางทหารหรือทางการต่างประเทศ. ทั้งหมดเงินของผู้เสียภาษีนั่นเพื่อที่จะได้มัน เพื่อบริษัททั้งหลายนั้นและพวกนั้นที่มีอยู่แล้ว.   (It was the mass of people who paid the cost. They didn’t get the profits from it. Mr. Teal, Mr. Bezos, Mr. Zuckerberg, sure they want the American government under Trump to go and take Greenland. It’ll cost billions if you buy it, billions if you attack it militarily or diplomatically. All that taxpayer money in order to get it so that the companies and they’re already in existence.)

โคบอลท์และสินแร่อื่นๆทั้งหลายที่ได้วุ่นวายมาหลายปีในการสำรวจในกรีนแลนด์หวังเอาไว้ว่าจะเจอแร่แรริ์ เอิร์ธ, น้ำมัน, ก๊าซ, สิ่งทั้งหลายอะไรพวกนั้น. บางอย่างของพวกนั้นได้ถูกค้นพบ. คุณจะปลุกระดมพลผู้คนเพื่อมุ่งไปในเส้นทางที่อันตรายสู่สงครามโลกครั้งที่สามของระบบทุนนิยมได้อย่างไร? คุณก็ต้องยกเหตุผลทั้งหลายขึ้นมาที่พวกเขาอาจจะเชื่อมัน. (Cobalt and a whole bunch of others that already busy for years exploring in Greenland hoping to find rare earths, oil, gas, things like that. Some of them have been found. How do you mobilize a people to for what is a dangerous path to the Third Capitalist World War? You come up with reasons that they might believe in.)

และดังนั้นเอง, เรามีอะไร? เรามีบางอย่างที่กำลังอุบัติในสหรัฐอเมริกาเป็นดังเช่นสงครามกลางเมือง. มันถูกเรียกเป็นสิ่งหลากหลาย. มันเป็นพรรครีพับลิกันของมร. ทรัมป์ ที่ได้ปลุกระดมผู้ลงคะแนนเลือกตั้งสนับสนุนจำนวนมาก. บางอย่างที่พรรครีพับลิกันได้ทำกันมานานหลายทศวรรษ. ปลุกระดมคนคริสเตียนกหลุ่มอีแวนเจลิคอล, ปลุกระดมคนขาวเหยียดผิวสุดโต่ง, ปลุกระดมกลุ่มศัตรูการทำแท้ง.  (And so, we have what? We have something which is emerging in the United States as a kind of civil war. Oh, it’s called culture war. It’s called a variety of things. It’s the Republican party Mr. Trump mobilizing its mass voter support. Something the Republicans have been working on for decades. Mobilizing evangelical Christians10, mobilizing white supremacists11, mobilizing foes of abortion.)

10 Mobilizing evangelical Christians แปลว่า "การระดมพลคริสเตียนกลุ่มอีแวนเจลิคัล" หรือ "การขับเคลื่อนกลุ่มคริสเตียนอีแวนเจลิคัล"   หมายถึง การสร้างความร่วมมือ ปลุกระดม หรือจัดตั้งกลุ่มคริสเตียนนิกายโปรเตสแตนต์แนวทาง "อีแวนเจลิคัล" (เน้นการเชื่อในคัมภีร์ไบเบิลอย่างเคร่งครัด การบังเกิดใหม่ และการประกาศข่าวประเสริฐ) ให้มีความเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งมักใช้ในบริบททางการเมือง สังคม หรือการทำกิจกรรมศาสนาเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง

  • Mobilizing: การระดมพล, การขับเคลื่อน, การจัดตั้งให้เคลื่อนไหว
  • Evangelical Christians: คริสเตียนกลุ่มอีแวนเจลิคัล/กลุ่มผู้เผยแพร่ศาสนา (โปรเตสแตนต์) 

11 Mobilizing white supremacists แปลว่า "การระดมพลกลุ่มผู้เหยียดผิวขาว" หรือ "การเคลื่อนไหวเพื่อรวมกลุ่มผู้เชื่อในความสูงสุดของคนผิวขาว" โดยมีความหมายถึงการรวบรวมหรือปลุกระดมคนกลุ่มนี้ให้เข้ามาทำกิจกรรมหรือเคลื่อนไหวบางอย่าง 

  • Mobilizing: การระดมพล, การเคลื่อนไหว, การปลุกระดม
  • White supremacists: ผู้เชื่อในความสูงสุดของคนผิวขาว (ลัทธิเหยียดผิวขาว/มองว่าคนผิวขาวเหนือกว่าคนกลุ่มอื่น) 

บริบทการใช้งาน: มักใช้ในบริบทของการวิเคราะห์ข่าวหรือเหตุการณ์ความขัดแย้งที่กลุ่มแนวคิดสุดโต่งถูกรวบรวมเพื่อสร้างความไม่สงบ 

 

พะวกคุณรู้กันดีถึงกลุ่มเหล่านั้น, พวกเขาไม่ได้เป็นที่น่าประหลาดใจใด. พวกเขาเป็นที่รู้จักเข้าใจกันดี. ปลุกระดมพวกเขาเพื่อทำให้พวกเขากลายเป็นกองทหาร. พวกเขาต้องเรียนรู้ที่จะมองอเมริกันคนอื่นๆว่าเป็นแค่เหล่าผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับพวกเขา, แต่กลับเป็นว่าพวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อความอยู่รอด (ของคุณ) เพื่อที่คุณจะได้ใช้เป็นข้ออ้างในการทำอะไรบางอย่าง? ICE – สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร สหรัฐอเมริกา. คุณจำเป็นต้องำพิจารณาตัดสิน ICE, กองกำลังทหารพิเศษใหม่. สหรัฐอเมริกามีหนึ่งในกองกำลังทหารใหณ่ที่สุดในโลก. คุยโวโอ้อวดเช่นนั้นอยู่ตลอดเวลา. กองทัพบกมหึมา, กองทัพอากาศมหึมา, กองกำลังรักษาความมั่นคงภายในชาติมหึมา, กองกำลังตำรวจมหึมา ไปรอบๆอยู่ทั่วทุกแห่ง. มันไม่มีความจำเป็นต้องมีกองกำลังตำรวจ/ทหารหน่วยแบบพิเศษทั้งหลายอะไรขึ้นมาอีก. แต่มันก็ทำกันขึ้น. มันได้สร้างสรรค์ของมันให้ตัวเอง. มร. ทรัมป์เป็นเจ้าของอะไร? กองทัพบก. (You know the groups, they’re not as a surprise. They’re well understood. Mobilize them so that they become militant. They have to learn to see other Americans not as those who disagree with them, but those who represent an existential threat so that you can justify what? ICE12. You have to justify ICE, a special new military force. The United States has one of the biggest military forces in the world. Boast about it all the time. Huge army, huge air force, huge national guard, huge police forces around the C. It doesn’t need more armed police/military types. But it did. It created its own. Mr. Trump’s own what? Army.)

12 https://www.ice.gov/about-ice

ขอให้ผมเล่าเรื่องหนึ่งที่คุณควรจะรู้ให้แก่พวกคุณ. แต่ในกรณีที่คุณไม่รู้, ตอนต้นในชีวิตของพรรคนาซีในเยอรมนี, พวกเขาจะพบว่าบางครั้งมีคนเข้ามาขัดจังหวะการประชุมของพวกเขา. ดังนั้น, พวกเขาจัดตั้งกองกำลังตำรวจหน่วยเล็กๆพิเศษขึ้น, กองกำลังพิทักษ์ที่พวกเขาเรียกมันว่า German initials SS”, กองกำลังตำรวจหน่วยพิเศษของ, โดย และเพื่อ พรรคนาซี ในอำนาจและแม้กระทั่งตอนเริ่มต้น แต่เมื่อใดที่มีอำนาจ พวกเขาทำมันเป็นโครงงานรัฐบาลของพรรคนาซีในเยอรมนี มันได้ถูกเรียกว่า Geheime Staatspolizei”. ถ้าคุณถือเอาอักษรทั้งหลายได้ก็คือ เกสตาโป. ทั้งหมดเหล่านั้นของภาพยนตร์ทั้งหลายที่พวกคุณได้เห็น, ว่าผู้คนเหล่านั้นได้กระทำอะไรต่อผู้อื่นทั้งหลาย, ความสร้างความตื่นกลัวให้กับคนเกย์, ผู้คนยิว, คอมมิวนิสต์, นักสังคมนิยม, โฮโมเซ็กช่วล, ยิปซี, ผู้คนทั้งหมด ผู้คนที่ถูกกดขี่ ถูกข่มขวัญ และท้ายที่สุดถูกสังหารหมู่โดยหน่วย SS และตำรวจลับเกสตาโป.   (Let me tell you a story you should know. But in case you don’t, early in the life of the Nazi party in Germany, they would discover that people sometimes disrupted their meetings. So, they set up a little police force, a protection force they called it. German initials SS13, special police force of by and for the Nazi party in power and even earlier but once in power they made it a governmental program of the Nazi party in German it was called theGeheime Staatspolizei13.” If you take the first letters Gestapo. H all those movies you saw, what those people did to others, the terrorization of gay people, Jewish people, communists, socialists, unionists, homosexuals, gypsies, all the people oppressed, terrorized, and eventually slaughtered by the SS and the Gestapo.)

13 SS (Schutzstaffel) คือหน่วยกำลังกึ่งทหารชั้นยอดของพรรคนาซีเยอรมนี ก่อตั้งโดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ในปี 1925 เพื่อเป็นหน่วยคุ้มกันส่วนตัว ต่อมากลายเป็นองค์กรตำรวจและทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดภายใต้การนำของไฮน์ริช ฮิมม์เลอร์ รับผิดชอบการบริหารค่ายกักกันและการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง 

รายละเอียดสำคัญของ SS

  • ความหมาย: มาจากภาษาเยอรมันว่า Schutzstaffel แปลตรงตัวว่า "หน่วยพิทักษ์" หรือ "หน่วยคุ้มกัน" (Protection Squadron)
  • จุดเริ่มต้น: เริ่มต้นเป็นองครักษ์ส่วนตัวขนาดเล็กของฮิตเลอร์ก่อนจะขยายตัวเป็นกองกำลังขนาดใหญ่
  • บทบาท: มีบทบาทสำคัญในการบังคับใช้นโยบายเชื้อชาติของนาซี การรักษาความปลอดภัย การข่าวกรอง และการดำเนินการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Holocaust) รวมถึงการบริหารค่ายกักกันและค่ายมรณะ
  • สัญลักษณ์: ใช้สัญลักษณ์อักษรรูน SS 4
  • หลังสงคราม: ถูกศาลนูเรมเบิร์กตัดสินว่าเป็นองค์กรอาชญากร 

13 "Geheime Staatspolizei" (เก-ไฮ-เมอ สตาทส์-โพ-ลี-ไซ) หรือที่รู้จักกันทั่วโลกในชื่อ เกสตาโป (Gestapo) 

เกสตาโป คือองค์กรตำรวจลับของระบอบนาซีเยอรมัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญดังนี้:

  • ตำรวจการเมือง: มีหน้าที่หลักในการสืบสวนและกำจัด "ศัตรูของรัฐ" หรือผู้ที่เห็นต่างจากพรรคนาซี
  • อำนาจเบ็ดเสร็จ: สามารถจับกุมและคุมขังบุคคลได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายปกติ (มักส่งเข้าค่ายกักกันโดยตรง)
  • การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์: เป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาทในการกวาดล้างและเนรเทศชาวยิวไปยังค่ายมรณะในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
  • ผู้บัญชาการ: ก่อตั้งโดย Hermann Göring ในปี 1933 และต่อมาอยู่ภายใต้การควบคุมของ Heinrich Himmler และ Reinhard Heydrich แห่งหน่วย SS

ไม่สำคัญว่าเจตนาของ ICE คืออะไร.มันไม่สำคัญว่าอะไรคือความตั้งใจของ มร
. ทรัมป์
อาจจะเป็นได้ ถ้าเราได้เคยคิดประเด็นนี้ออกมา. มันคือจุดที่เรื่องพวกนี้มักจะลงเอยซ้ำแล้วซ้ำเล่าตามประวัติศาสตร์. นั่นต้องเป็นตัวชี้นำทางให้แก่เรา. ต้องสามารถที่จะแนะนำเราว่าอะไรคือความเป็นไปได้ทั้งหลายซึ่งน่าหวาดกลัวในอะไรที่แอบซุ่มยู่ซึ่งหน่วย ICE กำลังกลายไปเป็นด้วยเงินจำนวนมากที่มร. ทรัมป์โกยตักมาใส่ท่วม ICE. เมื่อเจ้าหน้าที่ICEได้ฆ่าเรเน่ กู้ด, ในทันทีนั้นเลยที่ผู้นำทั้งหลายได้อธิบายว่าเธอเป็นตัวก่อเรื่อง. เธอเป็นคนดเลว. เธอเป็นสาเหตุให้ตนเองถูกยิงโดยใครบางคนคาดว่าถูกฝึกมาในการทำงานตำรวจ.นด้วยเงินจนวนมกอนมร. ทรมป  (It doesn’t matter what the intent of ICE was. It doesn’t matter what the intent of Mr. Trump might be if we could ever figure it out. It’s where this stuff leads over and over again historically. That has to be our guide. Has to be able to suggest us what frightening possibilities lurk in what ICE is becoming in the amount of money Mr. Trump is shoveling over to ICE. When the ICE person killed Renee Good14, right away the leaders explained she was the troublemaker. She was the evil person. She was the cause of being shot by somebody supposedly trained in police work.)

14  เรเน่ นิโคล กู๊ด (Renee Nicole Good) (พ.ศ. 2531–2569) เป็นกวีและนักเขียนชาวสหรัฐฯ อายุ 37 ปี ที่ถูกเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร (ICE) ยิงเสียชีวิตในรถของเธอที่เมืองมินนีแอโพลิส รัฐมินนิโซตา เมื่อต้นปี 2026 ขณะปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้สังเกตการณ์ด้านกฎหมาย เหตุการณ์นี้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงต่อต้านการใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ 

รายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับเธอมีดังนี้:

  • ประวัติ: เกิดที่โคโลราโดสปริงส์ รัฐโคโลราโด สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาภาษาอังกฤษจากมหาวิทยาลัยโอลด์โดมิเนียน
  • บทบาท: เป็นกวีที่ได้รับรางวัล นักกีตาร์สมัครเล่น และเป็นแม่ลูกสาม ซึ่งเพื่อนบ้านระบุว่าเป็นคนที่มีเมตตาและใจดีมาก
  • เหตุการณ์: การเสียชีวิตของเธอจากการปฏิบัติการของ ICE ในช่วงต้นปี 2026 ส่งผลให้เกิดการประท้วงทั่วประเทศ โดยมีการตั้งอนุสรณ์สถานเพื่อรำลึกและเรียกร้องความยุติธรรมให้แก่เธอ
  • ข้อพิพาท: ฝ่ายบริหารของสหรัฐฯ เรียกเธอว่าเป็น "ผู้ก่อการร้ายในประเทศ" แต่รายงานท้องถิ่นระบุว่าเธออยู่ในฐานะผู้สังเกตการณ์ด้านกฎหมาย (Legal Observer) 

การเสียชีวิตของเธอได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางและนำไปสู่กระแสวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของหน่วยงาน ICE ในสหรัฐ

เราถูกคาดว่าจะหูหนวกตาบอดกันรึ? ผู้คนแห่งมินนีอาโพลิสไม่ได้เป็นเช่นนั้น. นั่นคือทำไมการนัดประท้วงหยุดงานครั้งใหญ่ ได้ถูกเรียกประกาศให้เกิดขึ้นที่นี้. และนั่นคือทำไมการประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่กำลังกลายมาเป็นความคิดที่มีเงื่อนไขทั้งหลายได้มาถึงครบถ้วนแล้ว. นั่นคือทำไมมันกำลังบังเกิดขึ้นกับผู้คน. ฌอน ฟีอิน, หัวหน้ากลุ่ม United Auto Workers, พูดคุยถึงเรื่องการประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่ ในวันที่1 พฤษภาคม ของปี 2028. เขากำลังมองไปที่ 2 ปีครึ่งฝนอนาคต เมื่อสัญญาต่อสหภาพทั้งหลายของำพวกเขาได้หมดอายุลง และเขาหวังว่าสหภาพอื่นๆก็เป็นเช่นนั้นด้วย.  (Are we supposed to be blind? The people of Minneapolis aren’t. That’s why the general strike has been called there. And that’s why the general strike is becoming an idea whose conditions have arrived. That’s why it’s occurring to people. Sean Feain, the head of the United Auto Workers, talks about a general strike on the 1st of May in the year 2028. He’s looking two years and a half into the future when contracts expire for his unions and he hopes other unions too.)

แต่นั่นเป็นแค่การคิด, มันเป็นความคิดที่อยู่ในจิตใจของเขาและเพราะเช่นนั้นในจิตใจของหลายล้านผู้คนอื่นๆดังที่มันได้พิสูจน์รับรองแล้วว่าเป็นความคิดที่น่าตื่นเต้นเข้ามาและเพื่อผู้คนแห่งมินนีอาโพลิส. เมื่อผมเปิดฉากการนำเสนอขึ้นมาในรายการวันนี้ด้วยการอ่านให้คุณฟังถึงข่าวแถลงการวาระนี้โดยสหพันธ์แรงงานแห่งมินนีอาโพลิส, AFL CIO, ผมไม่ได้บอกแก่คุณในอะไรที่ผมกำลังจะบอกกับพวกคุณในตอนนี้. พวกเขาเป็นตัวแทนของ 80,000 แรงงาน, แรงงานสมาชิกสหภาพในพื้นที่มหานครมินนีอาโพลิส. เรากำลังพูดถึงการปลุกระดมมวลมหาชนให้ทำการประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่. และไม่ว่าอะไรก็ตามที่บังเกิดขึ้นกับเรื่องนี้, มันคือการยกระดับครั้งประวัติศาสตร์ หรือถ้าคุณชอบคำนี้มากกว่า การยกระดับความขัดแย้งและการเผชิญหน้าที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น ระหว่างประธาราธิบดีรายนี้และวาระประเด็นของเขาในมือข้างหนึ่ง กับมวลมหาประชาชนอีกข้างหนึ่ง.  (But it’s the thought, it’s the idea that’s in his mind and therefore in the mind of millions of others as it has proven to be an exciting idea in and for the people of Minneapolis. When I open today’s presentation by reading to you from the press release issued by the Minneapolis Federation of Workers, AFL CIO, I didn’t tell you what I’m going to tell you now. They represent 80,000 workers, unionized workers in the greater Minneapolis area. We’re talking about mass mobilizations for general strikes. And whatever happens to this one, it marks a historic elevation or if you like escalation of the contradiction and the confrontation between this president and his agenda in the one hand and the mass of a people on the other.)

ทีนี้, ท้ายที่สุด, ผมต้องการจะหันไปที่ผลกระทบที่ตามมาในประเทศ/ระดับครัวเรือน จากการล่มสลายของจักรวรรดิ และจากการกระทำอย่างสิ้นหวังของรัฐบาลนี้ ที่กำลังนำเราไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 3 ของนายทุน. มร. ทรัมป์ดิ้นรนพยายามอยู่กับการเป็นที่แตกต่าง, อยู่กับความไม่เป็นผู้นำของพรรครีพับลิกันตามสัญญนิยม, หรือก็ด้วยไม่เป็นกับความเป็นผู้นำตามสัญญนิยมของพรรคเดโมแครตเช่นกัน. ต่อที่น่าชมเชยของเขา, เขาคว้ากุมที่ไหนสักแห่งซึ่งเป็นเกมที่ทุกคนได้กำลังเล่นกันมาตลอด 75 ปีที่ผ่านมา อันไม่สามารถเล่นได้อีกต่อไป. ที่พรรคนั้นได้มา.   (Now, finally, I want to turn to the Domestic Fallout from the declining empire and from the desperate acts of this government that are leading us toward a Third Capitalist World War. Mr. Trump thrives on being different, on not being the conventional Republican party leadership, nor for that matter the conventional Democratic party leadership. To his credit, he grasps somewhere that the game that everybody has been playing for the last 75 years is no longer playable. That party gets.)

เขาไม่มีคำอธิบายแต่อย่างใดในเรื่องการล่มสลายของจักรวรรดิ. จะว่าไปแล้ว, นั่นคือสิ่งต้องห้าม. และเขาก็เคารพต่อสิ่งต้องห้ามนั้นอย่างเต็มเปี่ยม. ไม่เลย, ไม่, ไม่. มันเลยไปจากการบ่งชี้ว่าประธานาธิบดีทั้งหลายก่อนหน้านี้ได้บกพร่องขาดแคลนมาโดยตลอด และนั่นคือเขาเป็นอะไรที่เราจำเป็นต้องการซึ่งคือส่วนหนึ่งของบุคลิกภาพส่วนตัวของเขา และได้เป็นมาตลอดชีวิตวัยผู้ใหญ่แล้วของเขา.   (He has no explanation around a declining empire. After all, that’s a taboo. And he is very respectful of that taboo. No, no, no. Beyond suggesting that previous presidents have been inadequate and that he is what we need which is part of his personality and has been all his adult life.)

นอกเหนือจากนั้นแล้ว ก็ไม่มีการสะท้อนถึงสภาพทั้งหลายทางประวัติศาสตร์มากนัก. เขากำลังมองข้าม/ไม่สนใจในอะไรที่ได้เป็นไปมาก่อนหน้านี้, เยาะหยันมัน, ล้อเลียนมัน, จากนั้นก็เริ่มที่จะข่มขู่และพยายามบีบหนทางให้ตัวเองเข้าไปสู่ชุดเงื่อนไขทั้งหลายที่แตกต่างออกไป. และส่วนที่เหลือของโลกไม่ได้ต้องการจะทำมัน. บ้างอาจจะไม่พูดออกมา. บ้าง, ก็เหมือนอดีพ-พันธมิตรยุโรป, ต้องยอมเล่นเช่นเคยเป็นมือไวโอลินแถวสอง ให้กับใครก็ตามในทำเนียบขาวมาตลอด 75 ปี, นั่นที่พวกเขาอย่างชัดเจนว่าไม่สามารถทำลายนิสัยเดิมนี้ได้.  (Beyond that though there isn’t much in the way of reflection on the historical conditions. He’s just going to disregard what went before, mock it, caricature it, and then proceed to bluster and try to force his way into a different set of conditions. And the rest of the world doesn’t want to do it. Some won’t say it yet. Some can’t. Some, like our European ex-allies, got so used to playing second fiddle to whoever was in the White House for the last 75 years, that they literally cannot break the habit.)

มันเป็นอาชีพของพวกเขา, นั่นคือตลอดชั่วชีวิตของพวกเขา. มันคือทุกสิ่งทุกอย่างที่พวกเขาได้เชื่อ. พวกเขาไม่ได้เตรียมตัวสำหรับ ว่าจะคิดเกี่ยวกับมันอย่างไร. ยังไม่นับเรื่องการรับมือกับความประพฤติที่ไม่เหมาะสมของนายทรัมป์เลย. คุณสามารถมองเห็นมันในปฏิกิริยาต่อกำแพงภาษีสินค้านำเข้า. คุณสามารถเห็นได้จากปฏิกิริยาของพวกเขา ต่อการที่เขาถอนตัวจากการมีส่วนร่วมในสงครามยูเครน ในแบบที่สหรัฐฯ เคยทำ. คุณสามารถมองเห็นมันในความไม่เชื่อของพวกเขาของอะไรที่เขากำลังในกรีนแลนด์มในตอนนี้และอีกต่อไป.  (It’s their careers, It’s their lifetime. It’s everything they believed. They unprepared for how to think about. Let alone deal with the naughtiness of Mr. Trump. You can see it in their reaction to the tariffs. You can see it to their reaction to his withdrawal from participating in the Ukraine war the way the US once did. You can see it in their disbelief of what he’s doing in Greenland now and so on.)

พันธมิตรทั้งหลายที่เคยสร้างชื่อเสียงให้กับสหรัฐอเมริกานั้น ไม่ได้อยู่ในความสนใจของ มร. ทรัมป์เลย. ในความจริงแล้ว. เขาคิดถึงพันธมิตรว่าเป็นเช่นเป็นเช่นได้ทำให้สหรัฐอเมริกาล่าช้า/ชะงักไป. มีผลลัพธ์ประการหนึ่งจากการที่ไม่สามารถจินตนาการได้ว่าจักรวรรดิที่กำลังเสื่อมถอยนั้นหมายถึงอะไร แล้วรากเหง้าของมันคืออะไร? จักรกลของมันคืออะไร? ไม่, ไม่, ไม่. เขาไม่สามารถไป/พูดถึงตรงนั้นได้. นั่นคือสิ่งต้องห้าม. กมลา แฮร์รีสก็ไม่สามารถไปถึงตรงนั้นได้ด้วยเช่นกัน.  (Those alliances that were famous for the United States are of no interest to Mr. Trump. In fact. He thinks of the alliances as having held back the United States. There’s one the consequences of not being able to think about what a declining empire might mean. What are its roots? What is its machan? No, no, no. He can’t go there. That’s a taboo. Kamala Harris couldn’t go there either.)

ดังนั้น, คุณต้องคิดหาเรื่องอื่นออกมาใหม่. และเรื่องราวของมร. ทรัมป์ได้จัดหามาให้โดยแฟนโรคจิตซึ่งรายล้อมตัวของเขาอยู่ คือว่าสหรัฐอเมริกาได้ตกเป็นเหยื่อโดยทุกคนบนโลกนี้, โดยผู้อพยพเข้าเมืองยากจนทั้งหลายซึ่งกำลังเข้ามาและปล้นชิงสิ่งต่าง, โดยประเทศต่างชาติทั้งหลายได้สร้างดุลทางการค้าอย่างไม่เหมาะสมกับสหรัฐอเมริกา, โดยโกงเรา. ผมอ้างอิงจากคำพูดของท่านประธานาธิบดี, ภาพลักษณ์ของท่านประธานาธิบดีเป็นเช่นเหยื่อ ที่ให้เขาใช้เครื่องมือทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะกำลังเป็นหรือกำลังเล่นบทเหยื่อซึ่งร้องอุทธรณ์ ต่อเหยื่อตัวจริงทั้งหลายของการพัฒนาเศรษฐกิจมากว่า 50 ปี ในประเทศนี้ ที่ซึ่งได้มาถึง ยุคสิ้นสุดของแรงงานชายผิวขาวที่มีสหภาพแรงงานในภาคการผลิต.  (So, you have to come up with another story. And Mr. Trump’s story provided by the psycho-fans around him is that the United States has been victimized by everybody on earth by poor immigrants coming in and stealing things by foreign countries having inappropriate balances of trade with the United States by cheating us. I quote from the president, an image of the president as victim which gives him an interesting political tool because being or playing the victim appeals to the actual victims of economic development over the last 50 years in this country which has been the end of the white male unionized factory labor force.)

ในขณะที่ผู้ประกอบการทั้งหลายได้ทิ้งสหรัฐอเมริกา และออกไปที่จีน. อินเดีย, บราซิล และสถานที่อื่นอีกนับหลายร้อยแห่ง. มันได้ไปยังที่เหล่านั้นเพราะการตัดสินใจทั้งหลายทำโดยใคร? โดยชนชั้นนายจ้างในประเทศนี้, ไม่ใช่ลูกจ้างทั้งหลาย. พวกเขาไม่ได้ลงคะแนนเลือกให้กับบริษัททั้งหลายให้ย้ายออกไปที่จีน. พวกเขาได้ต่อต้านมัน.  (As the manufacturing left the United States and went to China. India, Brazil and a hund other places. It went there because of decisions made by whom? By the employer class in this country, not by the workers. They didn’t vote for the company to move to China. They were opposed to it.)

แต่มันเป็นการฉลาดมากสำหรับมร. ทรัมป์ ที่จะกล่าวโทษลงไปที่จีนสำหรับการตัดสินใจทั้งหลายที่ทำโดยบริษัทอเมริกันทั้งหลาย เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ไปที่บริษัทหุ้นส่วนอเมริกันทั้งหลายนั้น ก็เป็นสิ่งต้องห้ามอีกอย่างหนึ่งด้วยเช่นกัน. และถ้าเกิดคุณกล้าเสนอความคิดขึ้นมาที่พวกเขาไม่ชอบ, พวกเขาจะให้คุณรู้ได้เลยในทันที. กว่าสองสัปดาห์ที่ผ่านมา, มร. ทรัมป์กำลังเริ่มต้นที่จะถูกบอกโดยที่ปรึกษาทั้งหลายของเขาเรื่องเศรษฐกิจตายและเขากำลังเผชิญหน้าว่ากำแพงภาษีสินค้านำเข้านั้นใช้การไม่ได้ ไม่ได้ผลิตและจะไม่สร้างเงินอะไรให้ได้ แม้กระทั่งว่าได้ถูกศาลฎีกาตัดสินว่าส่วนหนึ่งเป็นการกระทำขัดต่อรัฐธรรมนูญ หรือโดยรวมทั้งหมดที่เป็น แต่ไม่ว่ากรณีใดก็ไม่ได้แก้ปัญหานั้น และคุณกำลังใช้จ่ายเงินไปมากยิ่งขึ้น ซึ่งหมายความว่าคุณกำลังจะต้องกู้ยืมเงินมากยิ่งขึ้นในเวลาเดียวกัน เมื่อโลกกำลังต้องการที่จะให้คุณยืมเงินได้น้อยลงไปทุกที.  (But it’s very clever for Mr. Trump to blame the Chinese for the decisions made by American corporations because criticizing American corporations is another taboo you do not do. And if you dare come up with an idea that they don’t like, they let you know right away. Over the last two weeks, Mr. Trump beginning to be told by his advisers the economic dead and he’s facing tariffs won’t work have not generated and will not the money may even be declared unconstitutional by the Supreme Court in part or in total but any case can’t solve the problem and you’re spending more which means you’re going to have to borrow more at a time when the world wants to lend you less to.)

อะไรที่เขากำลังจะทำ? เขาอยู่ที่ไหน? ดังนั้น, เขาขึ้นมาถึงจุดนี้ก็เพราะว่าเขาไม่เข้าใจกฏกติกาทั้งหลายถูกต้องดีนัก. ด้วยความคิดทั้งหลายที่รับเอาเงินบางส่วนไปจากชนชั้นปกครอง. เขาต้องการรัฐบาลที่ เอ่อ เป็นธนาคารให้จำนองอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย, แฟนนี เมย์ และอะไรอื่นๆ, ที่จะซื้อสินเชื่อจดจำนองเพิ่มยิ่งขึ้น, ที่จะขับดันให้ลดอัตราดอกเบี้ยลงเพื่อที่ผู้คนสามารถซื้อบ้านได้. เขากำลังที่จะจัดการกับวิกฤตการณ์ราคาสินค้าสูงเกินไปได้บางส่วนด้วยวิธีนั้น.   (What is he going to do? Where is he? So, he comes up because he doesn’t understand the rules really well. With ideas that take some money from the ruling class. He wants the government uh mortgage banks, Fannie Mae15 and so on, to buy more mortgages to drive down the interest rate so people can buy homes. He’s going to deal with the affordability crisis in part in that way.)

15 แฟนนี เมย์ (Fannie Mae) หรือสมาคมสินเชื่อที่อยู่อาศัยแห่งชาติ (FNMA) เป็นหน่วยงานสนับสนุนจากรัฐบาลสหรัฐฯ (GSE) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2481 ทำหน้าที่หลักในตลาดรอง โดยรับซื้อและค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัยเพื่อเพิ่มสภาพคล่อง ทำให้ผู้กู้รายได้น้อยถึงปานกลางเข้าถึงสินเชื่อบ้านได้มากขึ้น โดยไม่ได้ปล่อยกู้โดยตรง แต่ช่วยลดความเสี่ยงให้สถาบันการเงิน 

ประเด็นสำคัญของแฟนนี เมย์ (Fannie Mae)

  • การดำเนินงาน: รับซื้อสินเชื่อบ้าน (Mortgage) จากธนาคารและผู้ให้กู้ เพื่อนำไปจัดทำเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันสินเชื่อที่อยู่อาศัย (Mortgage-Backed Securities - MBS) แล้วขายให้นักลงทุน
  • วัตถุประสงค์: เพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดที่อยู่อาศัย ส่งเสริมให้มีเงินทุนหมุนเวียนในการปล่อยสินเชื่อบ้านในอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสม
  • สถานะ: เดิมเป็นบริษัทเอกชนที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาล แต่หลังจากวิกฤตการเงินปี พ.ศ. 2551 (ค.ศ. 2008) ได้ถูกเข้าควบคุมโดยรัฐบาลสหรัฐฯ
  • ความแตกต่างกับเฟรดดี แมค (Freddie Mac): ทั้งคู่ทำหน้าที่เหมือนกัน แต่ถูกจัดตั้งขึ้นคนละช่วงเวลาเพื่อไม่ให้เกิดการผูกขาดในตลาด
  • ประเภทสินเชื่อ: มุ่งเน้นรับซื้อสินเชื่อที่มีคุณภาพดี (Conforming Loan) ที่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด 

การค้ำประกันของแฟนนี เมย์ ช่วยให้ผู้ให้กู้สามารถเสนอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยคงที่ 30 ปีได้มากขึ้น ทำให้ตลาดที่อยู่อาศัยในสหรัฐฯ มีเสถียรภาพและผู้บริโภคเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น 

เขากำลังที่จะจำกัดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตปรับดุลที่ 10% เขาพูดเช่นนั้นว่า แทนที่จะเป็นเฉลี่ยในตอนนี้ที่เป็น 22%. นั่นกำลังจะเจ็บปวด. เจมี ไดมอนด์ ประธานของเชส, JP Morgan Chase, ได้บอกว่านั่นเป็นความคิดที่เลว. เขาหวดกลับใส่เจมี ไดมอนด์, เรียกเขาว่าหัวคิดเน่าๆและอะไรอื่นทำนองนั้น. เขาได้เสนอแนวทางประมาณครึ่งโหล ที่เข้าไปก้าวก่ายภาคเอกชนในแบบที่พวกเขาไม่ต้องการ และพวกนั้นไม่ได้ชอบและพวกนั้นกำลังบอกมันกับเขา. (He’s going to limit the interest rate on credit card balances 10% he says instead of the average now which is 22%. That’s going to hurt. Jamie Diamond the head of Chase, JP Morgan Chase16, said that the bad idea. He smacked Mr. Jaime Diamond called him wrong-headed and so on. He’s proposed half a dozen things that impinge on private enterprise in ways that they don’t want and they don’t like and they’re telling him.)

16https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%9E%E0%B8%B5%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%81%E0%B8%81%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%8A%E0%B8%AA

และทำไมนั่นถึงสำคัญ? เพราะว่าพรรครีพับลิกันคือการรวมกลุ่มของธุรกิจขาใหญ่ออกทุนทั้งหลายกับมวลประชาชนขนาดใหญ่, เงินให้ทุนทั้งหลายของพวกเขาสามารถดึงลวงไปสู่การออกเสียงลงคะแนนสำหรับพรรครีพับลิกัน. พวกเขาจะไม่ชนะถ้าพวกเขาไม่ได้เงินนั้น. นั่นคือทำไมพวกเดโมแครตจึงมีท่าทีไม่เต็มปากเต็มคำในการเป็นฝ่ายค้านของพวกเขากับเรื่องนี้ไปด้วย เพราะว่าพวกเขาไปหาผู้บริจาคทั้งหลายเดียวกันสำหรับเงินทุนของพวกเขา. มีปัญหานั่นล่ะ.  (And why is that important? Because the Republican is a coalition of big business funders and the mass of people their funds can pull in to vote for the Republicans. They won’t win if they don’t get money. That’s why the Democrats are very me mouthed in their opposition because they go to the same donors for their money. There’s a problem.)

ข้อจริงที่ว่าพรรคใหญ่ทั้งสองของเรานั้นได้ถือครองโดยชนชั้นบริจาคเงินเดียวกัน. ถ้าเราไม่ได้อาศัยอยู่ในสิ่งต้องห้าม ที่คุณไม่สามารถพูดสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ได้, คุณก็ไม่สามารถทำข้อตกลงอะไรกับพวกเขาได้, คุณไม่สามารถเผชิญหน้ากับพวกเขา, แล้วอะไรที่ผใควรจะกำลังบอกกับพวกคุณ, ผมก็ไม่ควรจะต้องบอกกับพวกคุณเพราะว่าคุณได้รู้นั่นกันดีอยู่แล้ว. และมากมายของพวกคุณเป็น. แต่เรากำลัวงที่จะต้องทำอะไรบางอย่าง.  (The fact that our two major parties are beholden to the same class of donors. If we weren’t living in a taboo that you can’t say these things, you can’t deal with them, you can’t face them, then what I’d be telling you, I wouldn’t have to tell you because you’d already know that. And many of you do. But we’re going to have to do something.)

ฐานเสียงร่วมของทรัมป์ในพรรครีพับลิกันอาจนำไปสู่การล่มสลายของกลุ่มเอง. การที่เขาโจมตีผู้นำองค์กรต่างๆ เมื่อเร็วๆ นี้ เป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นว่าเขากำลังสิ้นหวังมากกว่าที่เคยเป็นมา. พวกเขาไม่รังเกียจที่เขากำลังทำสิ่งสิ้นหวังอะไรในประเทศ. พวกเขาไม่ได้ต่อต้านอะไรกับICE. แต่ถ้าเขาพูดบางอย่างเกี่ยวกับกำหนดเพดานดอกเบี้ย, พวกเขากำลังดำเนินการในในตอนนี้. นั่นคือผู้ที่เขาได้เป็นมาอยู่เสมอ. แต่การบริหารจัดการจักรวรรดิระดับโลกอย่างสะดวกสบายนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย, ที่สหรัฐอเมริกาได้อยู่ในตำแหน่งที่จะทำจากปี 1945 ถึง 2010, 2015, ได้จบแล้ว. เราไม่สามารถทำได้.  (Mr. Trump’s GOP coalition may destroy itself. His attracts recently on corporate leaders are a sign he is even more desperate than he had been before. They didn’t mind him doing desperate things domestically. They’re not opposed the ICE. But if he says something about capping interest rates, they’re right on it. That’s who they are. That’s who they’ve always been. But the comfortable management of a global empire, which the United States was in a position to do from 1945 to 2010, 2015, is over. We can’t.)

และดังนั้นเอง, พวกเรากำลังพยายามอย่างเข้าตาจนที่จะบิดเบือนประวัติศาสตร์ที่จะได้เงินในหนทางใหม่ที่จะรึดไถบรรณาการจากทั่วโลก หรืออะไรอื่นเราตีพวกเขาด้วยกำแพงภาษีสินค้านำเข้า. และแล้วเราได้ประหลาดใจที่เรียนรู้ว่ากว่าปีที่แล้วเมื่อจีนสามารถขายได้ลดน้อยลงมาก พวกเขาก็ไม่ได้ขายสินค้ามาที่สหรัฐอเมริกาเพราะกำแพงภาษีสินค้าขาเข้า, จีนไม่ได้ใส่ใจอะไรด้วย. ทุกอย่างที่พวกเขาไม่สามารถขายที่สหรัฐอเมริกา; พวกเขาได้ขายให้กับพันธมิตรBRICSของพวกเขาเอง. บวกกับ, สินค้าส่งออกของจีนได้ประสบความสำเร็จของพวกเขาอย่างยิ่งใหญ่ที่สุดในปี 2025, ปีแห่งความเป็นปรปักษ์ของมร. ทรัมป์, พวกเขาทำได้ดียิ่งกว่าแต่ก่อน.ไม่ได้ขายมทสหรฐอเมรก,  (And so, we are resorting to desperate efforts to rewrite history to get money in new ways to extort out of the whole world tribute or else we hit them with a tariff. And then we’re surprised to learn that over the last year when China could sell much less to the United States because of the tariffs, the Chinese didn’t mind. Everything they couldn’t sell to the United States; they sold to their BRICS allies. Plus, Chinese exports had their greatest success in 2025, the year of Mr. Trump’s hostility, they did better than before.)

เหมือนเช่นที่การเติบโตทางเศรษฐกิจของพวกเขารวดเร็วเป็นสามเท่ากว่าของสหรัฐอเมริกาเมื่อปีที่แล้วด้วยเช่นกัน. การสิ้นหวังของความเป็นผู้นำที่กำลังได้เลวร้ายลงไปยิ่งขึ้น. ารแตกแยกของประเทศเป็นฝักฝ่ายที่เกลียดชังกัน ที่บั่นทอนความดึงดูดใจของสหรัฐอเมริกาในการเป็นที่ซึ่งจะทำธุรกิจ. มร. ทรัมป์ไม่ได้เข้าใจเลยว่าทำไมกำแพงภาษีสินค้านำเข้าและทุกอย่างอื่นๆ ไม่ได้นำการไหล่ของธุรกิจมายังสหรัฐแอเมริกาเลย.  (Just like their economy grew three times faster than the United States last year as well. The basic contours of the decline of the American Empire have not changed. The desperation of the leadership that is getting worse. The division of the country into bitter hostilities that undercut the attractiveness of the United States as a place to do business. Mr. Trump doesn’t understand why the tariffs and everything else haven’t brought the flood of business to the United States.)

เอาละ, ผมจะบอกคุณ, มร. ทรัมป์, คุณควรจะเป็นบ้าไปแล้วที่จะเป็นบุคคลธุรกิจกับต่างชาติ. เย้, กำแพงภาษีสินค้านำเข้าสร้างความเจ็บปวด, แต่คุณกำลังจะไปตั้งโรงงานในสถานที่ที่กองกำลังของรัฐบาลกำลังต่อสู้กับการนัดหยุดงานประท้วงทั่วไปของประชาชน. คุณต้องไม่ทำเช่นนั้น. ความไม่สงบสุขของประชาชนเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไม่อยากเดินทางไปยังประเทศใดประเทศหนึ่งนั้น. มันได้เป็นเช่นนี้มาตลอด.   (Well, I’ll you, Mr. Trump, you’d have to be out of your mind to be a foreign business person. Yeah, the tariffs hurt, but you’re going to go locate your factory on a place where the government’s troops are battling general strikes of the people. You’re not doing that. Civic distress is a major reason not to go to a country. It always has been.)
หนึ่งในนโยบายของคุณกำลังทำลายอีกนโยบายหนึ่ง. คุณรู้ว่าทำไมรึ? เพราะว่าคุณไม่ได้เป็นนักการเมืองที่ดีรึ? ไม่. เพราะว่าคุณถูกจับติดอยู่ในการล่มสลาย. และเมื่อคุณอยู่ในการล่มสลาย, แม้แต่สิ่งที่คุณทำได้ดี บางครั้งมันก็ย้อนกลับมาทำร้ายคุณได้ เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ถูกหักล้างด้วยปัญหาอื่น ๆ ของจักรวรรดิที่กำลังเสื่อมถอย.   (One of your policies is undermining the other. You know why? Because you’re not a good politician? No. Because you’re caught in a decline. And when you’re in a decline, the even the things you do well somehow come back and hurt because they’re offset by the other problems of a declining empire.)

ดังนั้น, สิ่งเหล่านี้ทั้งหมดมารวมด้วยกันจากที่ไหนรึ? มันมารวมด้วยกันในการที่สหรัฐอเมริกาโดดเดี่ยวตนเอง. ผมหมายความถึงอะไรรึ? เอาละ, เราได้เห็นมันมาในตอนเริ่มต้น. เราเป็นประเทศใหญ่หลักเดียวที่สนับสนุนอิสราเอลในเรื่องกาซ่า และอะไรที่มันกำลังทำกันอยู่ที่นั้น. นั่นคือสัญญาณ. ในตอนนี้, เรากำลังมาถึงอำนาจของการล่าอาณานิคมในห้วงเวลาของประวัติศาสตร์โลก ที่ซึ่งทุกคนได้ต่อต้านลัทธิล่าอาณานิคม. ยั่นคือปรากฏการณ์การโดดเดี่ยว.  (So, where does this all come together? It comes together in a growing isolation of the United States. What do I mean? Well, we saw it earlier. We’re the only major country that supports Israel in Gaza and what it’s doing there. That’s a sign. Now, we’re coming a colonial power at a time in world history where everybody is against colonialism. That’s an isolating phenomenon.)

ในระหว่างเหตุการณ์นั้น, เรากำลังละทิ้งพันธมิตรดั้งเดิมของเรา, โดยการหันหลังต่อผู้นำเม็กซิโก, แคนาดา, และมากมายอื่นอีกหลายประเทศ ที่กำลังมองดูอย่างกระหายจะทำข้อตกลงทั้งหลายกับศัตรูทั้งหลายของเรา, จีน, รัสเซีย, และก็ด้วยกับกลุ่มBRICS, ศัตรูทางเศรษฐกิจของเรา, ผู้ที่อาจจะกลายเป็นศัตรูประเภทอย่างอื่นทั้งหลายด้วยเช่นกัน. แต่การโดดเดี่ยวปิดกั้นตนเอง ในแง่ที่ซับซ้อนนั้น มันก็คือการเตรียมการทำสงครามชนิดหนึ่ง. การสร้างภาพปีศาจให้กับผู้อื่นทั้งหลาย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งสร้างภาพปีศาจให้กับชาวต่างชาติทั้งหลาย, นั่นคือจ้นตอนก้าวขึ้นไปสู่ทิศทางนั้น. (In the course of that, we are chucking aside our traditional alliances, turning the leaders of Mexico, Canada, and many other countries to looking eagerly for deals with our enemies, China, Russia, and so the BRICS, our economic enemies, who may become other kinds of enemies also. But self-isolation is in its obtuse way a kind of preparation for war. The demonizing of others, particularly the demonizing of foreigners, that’s a step in that direction.)

ผมไม่ได้หมายความที่จะเป็นนักปลุกตื่นเตือนภัยอะไร โดยการเรียกสิ่งนี้ว่าเป็น สงครามโลกครั้งที่ 3 ของระบอบทุนนิยม. จุดประสงค์และเป้าหมายทั้งหมดของผมคือที่จะหลีกเลี่ยงมัน, เพื่อเอาเราออกไปอยู่ในลู่ทางที่แตกต่างไป. แต่มันเป็นที่ใสชัดแจ๋วกับผม, เช่นเดียวกับชาวอเมริกันจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ, นั่นอาจเป็นรากฐานที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการยึดมั่นในเส้นทางนั้น คือความมุ่งมั่นต่อระบบทุนนิยม, ความมุ่งมั่นต่อระบบเศรษฐกิจที่ให้รางวัลแก่ผู้นำ โดยไม่ได้คำนึงถึงคุณภาพของสังคมที่พวกเขาสร้างขึ้น, แต่เพื่อกำไรทั้งหลายที่กิจการทั้งหลายของพวกเขาได้ผลิตสร้างให้ ดังนั้น พวกเขาจึงถูกจูงใจให้ทำแทบทุกอย่างเพื่อเพิ่มผลกำไร.  (I didn’t mean to be alarmist by calling this Capitalism’s Third World War. My whole point and purpose is to avoid it, to prevent it, to get us off on a different track. But it is crystal clear to me, as it is to a growing number of Americans, that perhaps the most potent foundation for staying on that road is the commitment to capitalism, the commitment to an economic system that rewards leaders not for the quality of the society they produce, but for the profits their enterprises generate who therefore are incentivized to do almost anything to enhance that profit.)

ถูกกฎหมายหรือไม่ค่อยจะถูกกฎหมาย, มีเกียรติหรือไม่ค่อยมีเกียรติมากนัก, ดีเรียบร้อยหรือไม่ค่อยจะดีเรียบร้อยนักก็ช่าง, ขึ้นอยู่กับโอกาสและปูมหลัง หรือดังที่มร. ทรัมป์ ได้พูดกับการให้สัมภาษณ์นิวยอร์ค ไทมสิ์ เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วมาว่า, “สิ่งเดียวที่รั้งผมไว้ได้ก็คือจริยธรรมของตัวผมเอง.”  (Legal or not so legal, honorable or not so honorable, decent or not so decent, depending on the opportunity and depending on the background or as Mr. Trump who said to the New York Times interview a couple of weeks ago, “The only thing that holds me back is my own morality.”)

จริงเลย, นั่นคืออะไรที่คุณได้เรียนรู้ออกมาจากสงครามโลก ครั้งที่ 2, จากความพยายามทั้งหมดเหล่านั้นสำหรับสันนิบาตประชาชาติ, สหประชาชาติจึงคิดออกมาเป็นกฎที่ป้องกันจากการใช้กำลังต่อผู้อื่นซึ่งกัน. จนกว่าผู้คนจะคิดว่านั่นไม่ใช่ปัญหาที่แท้จริง, ขอให้ผมเตือนจำพวกคุณถึงบางอย่างที่คุณควรจะไม่มีวันลืม.  (Really, that’s what you learned out of two World wars, out of those all those efforts for the League of Nations, United Nations to come up with rules that would prevent us from using force on one another. Unless people think that that’s not a real problem, let me remind you of some things you should never forget.)

จีนและรัสเซียในตอนนี้เป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดกัน. ร่วมด้วยกัน, พวกเขามีประชากรอันมหาศาลยิ่งกว่าที่เรามี. ร่วมด้วยกัน, พวกเขามีอาวุธปรมาณูมากยิ่งกว่าที่เรามี และมีความสามารถในการจัดส่งพวกมันได้มากยิ่งกว่าเราทำ. เราจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนที่บริเทนได้เรียนรู้จาก ที่พวกเขาไม่เคยฟื้นคืนกับมาตจากการสูญเสียจักรวรรดิของพวกเขา, จากการเริ่มต้นสงครามโลก ครั้งที่ 1 รึ? หรืออะไรที่บังเกิดขึ้นต่อเยอรมนีและญี่ปุ่นหลังจากที่พ่ายแพ้ในสงครามโลก ครั้งที่ 2. จริงๆเลย, เราต้องทำนั่นด้วยเนกันที่เรียนรู้บางบทเรียน.  (China and Russia are now closely allied. Together they have much greater population than we do. Together, they have more nuclear weapons than we do and more capacity to deliver them than we do. Do we really need to learn the lesson Britain learned and from which they never recovered the loss of their empire, starting with World War I? Or what happened to Germany and Japan after the loss of World War II. Really, we have to do that also to learn the same lesson.)

มันคุ้มค่าที่จะวางตัวเป็นกลุ่มคนที่ใช้ความคิด ซึ่งในเวลาที่เราดูดีที่สุด เราก็เป็นคนแบบนั้นจริงๆ เพื่อเผชิญหน้ากับอะไรที่กำลังวิวัฒน์และปรากฏขึ้นมานั้น เพื่อให้เห็นถึงความคล้ายคลึงทางประวัติศาสตร์ ไม่ใช่ในฐานะการทำนายอนาคต. ไม่มีใครสามารถทำเช่นนั้นได้. แต่ในฐานะที่เป็นการยอมรับว่าอนาคตอาจจะดำเนินไปในทิศทางใด และใช้สิ่งนั้นเป็นแนวทางในการกำหนดสิ่งที่ต้องทำเพื่อป้องกันไม่ให้มันเกิดขึ้น.  (It’s worth post posturing as thinking people which in our best moments we are to face what is evolving and emerging to see the historical parallel not as a prediction of the future. Nobody can do that. But as a recognition of where the future might lie and use that then as a guide to what to do to prevent it.) 

เรามีชีวิตอยู่ในช่วงเวลาอันเครีงเครียดเป็นพิเศษเฉพาะ. เศรษฐกิจโลกกำลังเปลี่ยนแปลง. บทบาทของสหประชาชาติกำลังถูกลบทิ้ง. บทบาทของจีนและรัสเซียและอินเดียและบราซิล กำลังพุ่งสูงขึ้น. นั่นไม่ไกด้กำลังที่จะหยุด. มันไม่ได้หยุดมาตลอด 75 ปีที่ผ่านมา. และมันไม่ได้เกือบจะหยุดเลยในตอนนี้. สหรัฐอเมริกามีความสามารถที่จะหยุดมันเมื่อ10, 20, 30, 40 ปีก่อนมากกว่าที่จะทำได้ในตอนนี้. และมันไม่สามารถทำมันได้ในรายการหนึ่งรายการใดในตอนนั้นเลย.และมันก็ไม่สามารถทำไกดในตอนนี้.  (We live in an extraordinarily intense period of time. The world economy is changing. The role of the United States is diminishing. The role of China and Russia and India and Brazil are rising. That’s not going to stop. It hasn’t stopped for the last 75 years. And it isn’t about to stop now. The United States had more capacity to stop it 10, 20, 30, 40 years ago than it does now. And it couldn’t do it at any of those items. And it can’t do it now either.)

และนั่นเป็นเรื่องจริง ไม่ว่าคุณจะเพิ่มงบประมาณทางการทหารขึ้น 5 แสนล้านดอลลาร์ภายในปีเดียวหรือไม่ก็ตาม. และต่อพันธมิตรทั้งหลายของเรา, หรือที่ผมควรพูดว่า, อดีต-พันธมิตรทั้งหลายของเรา, คนบริติช, คนฝรั่งเศส, คนเยอรมัน, คนเม็กซิกัน, คนแคนาเดียน, และอีกมากมายทั้งหลายอื่น, คุณกำลังเห็นภาพของพันธมิตรที่สิ้นหวังซึ่งพร้อมจะเสียสละคุณไป. และ คำถามสำหรับพวกคุณจริงก็คือว่า, คุณจะยอมจมลงไปกับผู้นำแห่งเศรษฐกิจโลกที่คุณเอาตัวเองไปผูกติดเอาไว้ด้วยอย่างนั้นหรือ? (And that’s true whether you enhance the military budget by $500 billion dollar in a year or not. And to our allies, or should I say ex-allies, the British, the French, the Germans, the Mexicans, the Canadians, and so many others, you are being treated to a picture of a desperate ally who is ready to sacrifice you. And the question for you really is, are you going to go down with the leader of that part of the global economy that you hitched your wagon too?)

คุณไม่มีเวลาเหลือให้ตัดสินใจนั่นมากไปกว่านี้แล้ว, ขอบคุณสำหรับทั้งหมดของความสนใจของคุณและผมมองไปข้างหน้าในอีกสองเดือน, วันพุธที่สองของเดือนมีนาคม ที่จะพูดคุยกับพวกคุณอีกครั้ง.  (You’re not going to have much more time to make that decision. Thank you all for your attention and I look forward in a couple of months, second Wednesday of March to talk with you again.)

 https://youtu.be/n94eV5fSsfE?si=cYYhnwioSMJVqWgw