สจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์ - จิตสำนึกควอนตัม และจุดกำเนิดของชีวิต
Quantum Consciousness and the Origin of
Life
https://youtu.be/XA9Q5p9ODac?si=bKVEYCjL8QV_g4YW
เกร็ก อัลสบูรี(Greg
Alsbury): ได้โปรด, ขอแนะนำสจ๊วร์ท
ฮาเมอรอฟฟ์, ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งอะริโซนา, มีบทบาทสำคัญในศูนย์ศึกษาด้านจิตสำนึก.
ดังนั้น, สจ๊วร์ท, คุณก็ถือว่าอยู่ในระดับแถวหน้าของฟิสิกส์ควอนตัมและจิตสำนึก(Please,
introduce Stuart Hameroff, Professor at the University of Arizona, active in
the center for conscious studies. So, Stuart, you are on the cutting edge of
quantum physics and consciousness.)
สจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์(Stuart
Hameroff): ใช่,
เกร็ก, ผมคิดว่า เอ่อ ฟิสิกส์ควอนตัมเป็นกุญแจต่อจิตสำนึก.
คุณรู้มั้ย, ย้อนกลับไปที่ยุคกรีก, ก็มีจ้อถกเถียงกันแล้วในเรื่องระหว่างที่ว่า
สมองผลิตสร้างจิตสำนึก หรือว่าบางส่วนของจิตสำนึกแผ่ขยายออกไปในจักรวาลที่เราสามารถเข้าถึงได้.
และฟิสิกส์ควอนตัมช่วยให้เราสามารถเชื่อมช่องว่างนั้นได้
และส่งผลดีต่อการเข้าถึงส่วนต่าง ๆ ของจิตสำนึก หรือว่า คุณสมบัติพื้นฐานของจิตสำนึกที่มีอยู่ทั่วจักรวาล
โดยแสดงออกผ่านการทำงานของสมอง. (Yes, Greg. I think uh
quantum physics is the key to consciousness. You know, going back to the Greek,
there’s been this controversy between whether the brain produces consciousness
or some part of consciousness is out in the universe that we access. And
quantum physics allows us to sort of bridge that gap and actually favors being
able to access parts of consciousness or the essential features of
consciousness which are present in the universe by working through the brain.)
จิตสำนึกเป็นสิ่งเดียวเท่านั้นที่มีความสำคัญ. ถ้าคุณไม่มีจิตสำนึก,
คุณก็ไม่สามารถมีอะไรมดเลยจริงเลยๆ. คุณสามารถใช้คำทั้งหลายได้เหมือนเช่น สัมปชัญญะ/ความรู้ตัว,
ประสบการณ์รับรู้ปรากฏการณ์, ความเป็นตัวตน/อัตวิสัย, POV -มุมมองของ”ฉัน”. ทุกคนมีคำเรียกของตนเองสำหรับมัน. ผมไม่คิดว่า”คำพูด”สามารถอธิบายถึงสิ่งนี้ได้จริง.
ผมคือ สจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์. ผมเป็นวิสัญญีแพทย์เกษียณแล้ว และเป็นผู้อำนวยการของศูนย์ศึกษาจิตสำนึก
ที่มหาวิทยาลัยแห่งอะริโซนา. ปัจจุบันฉันทำงานเป็นศาสตราจารย์ด้านการวิจัยที่ศูนย์ชีวดาราศาสตร์แห่งรัฐแอริโซนา
(Arizona Astrobiology Center) โดยกำลังศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับกำเนิดของสิ่งมีชีวิตและจิตสำนึก. (Consciousness is the only thing that
matters. If you don’t have consciousness, you don’t have anything really. You
can use words like awareness, phenomenal experience, qua subjectivity, first
person point of view. Everybody has a term for it. I don’t think it can really
be words. I’m Stuart Hameroff. I’m a retired anesthesiologist and director of
the Center for Consciousness Studies at the University of Arizona. I’m
currently working as a research-professor in the Arizona Astrobiology Center
looking for the origin of life and consciousness.)
ผมตามเป็นจริงแล้วได้สนใจในจิตสำนึกในห้องปฏิบัติการมะเร็งที่ศึกษาในเรื่อง
การแบ่งตัวของเซลล์, ไมโทซิส, อย่างไรที่เซลล์ทั้งหลายแบ่งตัว และโครโมโซมทั้งหลาย
ถูกดึงแยกออกจากกันโดยโครงสร้างที่เรียกว่า ไมโทติกสปินเดิล (mitotic
spindles) (หรือเส้นใยสปินเดิล),
ที่กลายออกมาเป็นไมโครทูยูลทั้งหลาย, ที่ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน. พวกมันเป็นโพลีเมอร์ทั้งหลายอย่างพื้นฐานของโปรตีนที่เรียกว่าทูบูลิน.
และพวกมันจะ พวกมันจะประกอบร่างขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ
กลายเป็นโครงสร้างตาข่ายทรงกระบอก/ท่อที่สวยงามเหล่านี้. (I actually got
interested in consciousness in a cancer lab studying cell division, mitosis1, how
cells divide and the chromosomes are pulled apart by structures called miotic
spindles, which turned out to be microtubules, which I’d never heard of before.
They’re basically polymers of a protein called tubulin. And they will spontaneously
assemble into these beautiful cylindrical lattices.)
1 Mitosis แปลเป็นไทยว่า ไมโทซิส ซึ่งหมายถึงกระบวนการแบ่งเซลล์ของสิ่งมีชีวิต
เพื่อเพิ่มจำนวนเซลล์ร่างกายสำหรับการเจริญเติบโต และซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ
ลักษณะสำคัญของไมโทซิส
- ได้เซลล์ใหม่ 2 เซลล์: จาก 1 เซลล์เดิมแบ่งออกเป็น 2
เซลล์ใหม่
- โครโมโซมเท่าเดิม: เซลล์ลูกที่ได้จะมีจำนวนโครโมโซมเท่ากับเซลล์ตั้งต้นทุกประการ
(2n)
- พบในเซลล์ร่างกาย: เกิดขึ้นกับเซลล์ร่างกายทั่วไป (Somatic cell) เช่น เซลล์ผิวหนัง
เซลล์กล้ามเนื้อ
ไมโทซิส
- วิกิพีเดีย
ไมโทซิส
(อังกฤษ: Mitosis ) เป็นการแบ่งเซลล์แบบแบ่งตัวโดยตรง
คือ นิวเคลียสค่อย ๆ ยาวออกและเกิดคอดลงแล้วแบ่งไซโทพลาสซึมเป็น 2 ส่วนกล...
และชั่วขณะนั้น,
ไมโครทูบูลทั้งหลายได้ถูกค้นพบว่ากลายเป็นพบในเซลล์ประสาทด้วยเช่นกัน.
ดังนั้นสมอง ก็เต็มไปด้วยไมโครทูบูล และไมโครทูบูล (Microtubules) และพวกมันมีการจัดเรียงตัวที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะในส่วนต่าง
ๆ ของเซลล์ประสาทอย่างเดนไดรต์
(Dendrites) และตัวเซลล์
(Soma) นั้นแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากตัวเซลล์ที่อยู่ในชีววิทยาอื่น
ๆ ทั้งหมด. (And that moment,
microtubules were discovered to also be in neurons, so the
brain was full of microtubules and they’re uniquely arranged in in parts of the
neuron the dendrites and the soma uh completely different than they are in all
other biology.)
ผมไปต่อที่อะริโซนา
ได้พบกับประธานของแผนกวิสัญญีแพทย์ศาสตร์. เขาบอกว่าให้มาที่แผนกแพทย์ประจำบ้านของคุณ
คุณจะได้ศึกษาค้นคว้าว่ายาสลบทำงานอย่างไรในการเลือกยับยั้งสติสัมปชัญญะ
ซึ่งเป็นเรื่องที่ยังไม่มีใครเข้าใจ. และเขาได้ยื่นเอกสารชิ้นหนึ่งของเพื่อนเขาให้ฉัน
ซึ่งแสดงให้เห็นว่ายาสลบทำให้ไมโครทูบูล (Microtubules) เกิดการแยกตัวเป็นโมเลกุลย่อย (Depolymerized)
ซึ่งไมโครทูบูลเหล่านี้คือโครงสร้างที่ทำให้ผม เริ่มให้ความสนใจ. (I went on to Arizona met the chair of
the anesthesiology department. He said come to your residency you can
investigate how anesthesia works to selectively prevent consciousness which
nobody understands. And he handed me a paper by a friend of his showing that
anesthesia depolymerized microtubules, which are these structures that I come
interested in.)
เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจและยากจะอธิบายเกี่ยวกับยาสลบก็คือ มันส่งผลกระทบต่อจิตสำนึกเท่านั้น
ในขณะที่การทำงานด้านอื่นๆ ของสมองยังคงดำเนินต่อไป. และงานของผผผมในด้านวิสัญญีวิทยา
ได้แสดงให้เห็นว่า ยาสลบนั้นออกฤทธิ์แทบจะไม่ต่างกันเลยในสัตว์ทุกชนิด
รวมไปถึงพืชด้วย. ดังนั้น, นั่นบอกผมว่าจิตสำนึกอาจจะเหมือนกันในทางชีววิทยา.
คำถามที่น่าสนใจก็คือ ยาสลบจะสามารถส่งผลกระทบต่อพืชอย่างกาบหอยแครงนี้ได้หรือไม่.
(One thing about anesthesia
that’s really interesting and hard to explain is that it only affects consciousness
while other brain activities continue. And my work in anesthesia has shown that
anesthesia work pretty much the same on all animals and even plants. So that
tells me that consciousness is probably biologically the same. An interesting question is if anesthetics can
have an influence on plants like this Venus flight trap.)
เอาละ,
คนส่วนใหญ่จะบอกว่า, ผู้คนส่วนใหญ่ในด้านวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา, ปรัชญา, จิตวิทยา
น่าจะบอกว่า สมองคือคอมพิวเตอร์ที่ซับซ้อนซึ่งประกอบขึ้นจากเซลล์ประสาทที่เรียบง่าย.
และในคอมพิวเตอร์มีจำนวนบิต (0 หรือ 1) เพียงพอ. คุณเชื่อมต่อมัน(อุปกรณ์เหล่านั้น)เข้าด้วยกันตามจุดเชื่อมต่อ/สายต่อ,
ใส่ input – ป้อนเข้าข้อมูล,
และoutput - ข้อมูลผลที่ออกมาก. พวกเขายังไม่ตระหนักรู้ หรืออย่ามองข้ามความจริงที่ว่าสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวไม่มีไซแนปส์. (Well, most people would say, most
people in neuroscience, philosophy, psychology would say the brain is a complex
computer of simple neurons. And in a computer have enough bits of one or zero.
You hook them up by connections, put in input, and get and output. They’re not
realizing or don’t consider that a single cell organism doesn’t have any synapses2.)
2 ไซแนปส์ (Synapse) หรือเรียกว่า จุดประสานประสาท คือรอยต่อหรือช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาท
ที่ใช้ส่งและรับสัญญาณกระแสประสาท
จากเซลล์ประสาทเซลล์หนึ่งไปยังเซลล์ประสาทอีกเซลล์หนึ่ง
หรือไปยังเซลล์เป้าหมายอื่นๆ เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหรือต่อม [1, 2, 3, 4, 5]
การทำงานของไซแนปส์
- การส่งสัญญาณ: เมื่อกระแสประสาทที่เป็นสัญญาณไฟฟ้าเดินทางมาถึงปลายประสาท
(แอกซอน) จะกระตุ้นให้หลั่งสารสื่อประสาท (Neurotransmitter)
ออกมา
- การข้ามผ่านช่องว่าง: สารสื่อประสาทจะลอยข้ามช่องว่างแคบๆ
ไปจับกับตัวรับสัญญาณที่เซลล์ประสาทถัดไป
- การแปลงสัญญาณ: สัญญาณเคมีจะเปลี่ยนกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าในเซลล์ถัดไป
เพื่อส่งข้อมูลต่อเนื่องไปเรื่อยๆ [1]
ประเภทของไซแนปส์
- ไซแนปส์เคมี (Chemical Synapse): ใช้สารสื่อประสาทเป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณ พบได้ทั่วไปในร่างกาย
- ไซแนปส์ไฟฟ้า
(Electrical Synapse): กระแสประสาทไหลผ่านช่องเชื่อมต่อเล็กๆ ได้โดยตรง
ทำให้ส่งสัญญาณได้อย่างรวดเร็ว
มันไม่ได้อยู่ในเครือข่าย. มันอยู่ในระบบหลายเซลล์. มันเป็นเพียงแค่เซลล์เดียว และไมโครทูบูลของมันทำหน้าที่เป็นเหมือนระบบประสาท. (It’s not in a network. It’s in a multicellular system. It’s just one cell and its microtubules act as its nervous system.)
และผมคิดว่าไมโครทูบูลทั้งหลายกระทำตัวเป็นเหมือนเช่นระบบเซลล์ประสาทสำหรับเซลล์ทั้งหมด.
ดังนั้น, ถ้าพารามีเซี่ยมและอะมีบา สามารถฉลาดได้, ฉันคิดว่ามันเป็นการดูถูกเซลล์ประสาทนะ
ที่จะบอกว่าพวกมันเป็นแค่ 0หรือ 1 ธรรมดาๆ. (And
I think the microtubules act as a nervous system for all cells. So, if a paramecium
or amoeba3 can be clever, I think it’s an insult
to neurons to say that they’re a simple one or a zero.)
3 Paramecium และ Amoeba เป็นชื่อสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว (สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า)
ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ มีความหมายและคำแปลดังนี้ครับ
- Paramecium แปลว่า พารามีเซียม
- คือ
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวรูปทรงคล้ายรองเท้าแตะ เคลื่อนที่โดยใช้ขนสั้นๆ
รอบตัวที่เรียกว่า "ซิเลีย" (Cilia)
- Amoeba แปลว่า อะมีบา
- คือ
สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีรูปร่างไม่แน่นอน
เปลี่ยนแปลงไปมาได้ตามการเคลื่อนที่ โดยใช้การยื่นผิวเซลล์ออกไปที่เรียกว่า
"เท้าเทียม" (Pseudopodia)
และแล้วในยุคในปี 80 มีหลากหลายออกมา โดยเฉพาะหนังสือโดย
โรเจอร์ เพนโรส. เป็นหนังสือเล่มแรกที่ได้โต้ค้านแนวคิดที่ว่า จิตสำนึก
คือเครื่องประมวลผล. โรเจอร์ได้โต้ค้านนั่นสิ่งนี้ได้หมายความว่า
เหมือนเช่นความเข้าใยจได้จำเป็นต้องการบางอย่างภายนอกที่เป็นระบบประมวลผลของสมอง.
และสำหรับการนั้น, เขาได้นำกลศาสตร์ควอนตัมแลพะฟิสิกส์ควอนตัมเข้ามาในเรื่องนี้. (And then in the 80s several uh
prominent books came out this book by Roger Penrose. The first of the book
argued against the idea that consciousness was a computation. Roger argued that
this meant that things like understanding needed some something outside the
computational system of the brain. And for that he brought in quantum mechanics
and quantum physics.)
ในระดับสัดส่วนขนาดเล็ก, อนุภาคทั้งหลายสามารถเป็นคลื่นได้,
ดังนั้นอนุภาคหนึ่งสามารถอยู่ในสองที่หรือมากกว่าในเวลาเดียวกัน.
มันสามารถอยู่ที่นี่, นี่, นี่, นี่ ได้เหมือนคลื่น
หรือแค่ที่นี่และที่นี่. (At small
scales particles can be waves, so a particle can be in two or more places at
the same time. It can be here, here, here, here like a wave or just here and
here.)
ในอะไรที่ดเรียกกันว่า
ภาวะซ้อนทับเชิงควอนตัม. แต่โรเจอร์ได้บอกว่า, การแบ่งแยกในอวกาศ-เวลานั้นไม่เสถียร.
และหลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง ซึ่งกำหนดโดยสมการที่เรียบง่ายอย่างหลักความไม่แน่นอน,
มันก็จะยุบตัวลงเหลือเพียงสถานะใดสถานะหนึ่ง. และหลังจากผ่านไปช่วงเวลาหนึ่ง
ซึ่งกำหนดโดยสมการที่เรียบง่ายอย่างหลักความไม่แน่นอน
มันก็จะยุบตัวลงเหลือเพียงสถานะใดสถานะหนึ่ง. มันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสมองของเราเท่านั้น
แต่กำลังเกิดขึ้นในทุกๆ ที่ของสิ่งแวดล้อมในระดับที่เล็กมากๆ ระดับจุลทรรศน์. (In what’s called quantum Superposition4. But
Rogers said that, the separation in space-time is unstable. And after a time
given by a very simple equation the uncertainty principle it would collapse to
one or the other. And when that happened and here was the kicker it would give
a moment of expel of conscious experience a proto-conscious experience and it’s
happening not only in our brains but it’s happening in the environment table everywhere
at a very microscopic level.)
4 Quantum Superposition แปลเป็นไทยว่า "การซ้อนทับควอนตัม" หรือ "ภาวะซ้อนทับควอนตัม"
ความหมายและการทำงาน
- นิยาม: คือหลักการในกลศาสตร์ควอนตัมที่ระบุว่า
อนุภาคหรือระบบควอนตัมสามารถอยู่ใน หลายสถานะพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน [1, 2]
- การวัดผล: สถานะที่ซ้อนทับกันอยู่จะยังไม่แน่นอน
จนกว่าจะมีการตรวจวัดหรือสังเกตการณ์จากภายนอก
เมื่อวัดแล้วสถานะทั้งหมดจะยุบตัว (Collapse) เหลือเพียงสถานะเดียวอย่างชัดเจน
- ตัวอย่างเทียบเคียง: เหมือนเหรียญที่กำลังหมุนอยู่บนโต๊ะ
ก่อนที่มันจะหยุดนิ่ง เราตอบไม่ได้ว่ามันคือหัวหรือก้อย
มันจึงเสมือนว่าเป็นทั้งหัวและก้อยพร้อมกันในตอนที่กำลังหมุน
การนำไปใช้
- คอมพิวเตอร์ควอนตัม (Quantum Computing): ใช้หน่วยประมวลผลที่เรียกว่า คิวบิต (Qubit) ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้ง
0 และ 1 พร้อมกัน
ช่วยให้คำนวณชุดข้อมูลมหาศาลได้รวดเร็วกว่าคอมพิวเตอร์ปกติหลายเท่า
แต่หนึ่งประเด็นที่เรามีในเรื่องจิตสำนึกก็คือ
อย่างไรที่เรามีบางอย่างที่เล็กจิ๋วมากๆ ในขนาดเล็กจิ๋วมาก, ขยายขนาดขึ้นไป/ยกระดับขึ้นไปสู่การมีความคิดอย่างสำนึกจิตร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวในแต่ละขณะ
แทนที่จะมีสิ่งต่าง ๆ เป็นล้าน ๆ อย่างเกิดขึ้นกระจัดกระจายเป็นไปพร้อมกัน. และฉันมองว่ามันเป็นเหมือนกับตอนที่คุณไปดูคอนเสิร์ตวงซิมโฟนี
ก่อนที่พวกเขาจะเริ่มเล่น ดนตรีทุกคนต่างกำลังปรับตั้งเสียงเครื่องดนตรีทั้งหลายของตัวเอง.
(But one issue we have in consciousness is how do we have something of a
very. very tiny scale, scale up to one collective conscious thought at a time
as opposed to a gazillion different things going on. And I thought of it as kind
of like if you go to the symphony before they start playing all the musicians
are tuning their instruments.)
สำหรับผู้ที่ไม่ใช่นักดนตรีอย่างผม
มันฟังเหมือนเสียง แอ่ แอ๊ แอ แอ่. และแล้วพวกเขาก็เริ่มต้นเล่นเพลงของ บราห์ม,
บีโธเฟ่น, เดอะบิทเติ้ลส์. และมันเป็นดนตรี. (To a non-musician like me it sounds like
noise…ae ae aeh aeh. And then they start playing Brahm, Beethoven, the Beatles,
whatever. And it’s music.)
ดังนั้น,
ความแตกต่างระหว่าง ความแตกต่างระหว่างสัญญาณรบกวนก่อนเกิดจิตสำนึกในดนตรี
ก็คือสิ่งที่สมองทำต่อการลดทอนเชิงวัตถุเหล่านี้
ซึ่งมีอยู่ทั่วไปในสิ่งแวดล้อม. และสำหรับการนั้น คุณจำเป็นต้องการ เครื่องมือบางอย่างสิ่งที่สามารถจัดระเบียบหรือควบคุมสั่งการได้.
แต่โรเจอร์ ได้บอกว่า ผมไม่รู้สว่ามันคืออะไร.
และผมได้อ่านหนังสือนี้แล้วและผมได้บอกว่า, “เวรละ, นี่เขากำลังพูดถึงไมโครทูบูลแล้วนะนี่.
เขาต้องการพวกนี้.” และ เอ่อ ผมก็ได้เขียนจดหมายหนึ่งฉบับถึงเขา,
ผมได้บอกกับเขาถึงเรื่องไมโครทูบูลทั้งหลาย. (So,
the difference between the proto-conscious noise in the music is what the brain
does to these objective reductions that are everywhere in the environment. And
for that you need some kind of instrument something that can organize or
orchestrate, But Roger said I don’t know what it is. And I read this book and I
said, “Damn, he’s talking about microtubules. He needs them.” And uh I wrote
him a letter; I told him about microtubules.)
ผมได้บอกไปว่า, “ผมกำลังจะไปที่อังกฤษเพื่องานประชุม. ผมอยากจะแวะไปและคุยกับคุณถึงเรื่องนี้.”
เขาได้บอกว่า, “ได้โปรด, แวะมาเลย.” ดังนั้น, ผมจึงนั่งรถไฟจากลอนดอนและไปที่ออกฟอร์ด
และพบเขา และเอ่อ เราแค่ได้เริ่มต้นพูดคุยกันเกี่ยวกับไมโครทูบูลทั้งหลายและจิตสำนึก
และการพัฒนาทฤษฎีของเรากัน. (I
said, “I’m going to be in England for a meeting. I’d love to come by and talk
to you about this.” He said, “Please do.” So, I got a train from London and
went to Oxford and met him and uh we just started talking about microtubules and
consciousness and developing our theory.)
ผมเชิญเขามายังงานประชุมครั้งแรกที่ผมกำลังวางแผน,
เรื่อง “วิทยาศาสตร์ของจิตสำนึก”,
ที่ผมได้จัดองค์กรขึ้นที่มหาวิทยาลัยแห่งอะริโซนา เมื่อ 30
ปีที่ผฟ่านมาแล้วนี้. (I invite
him to the first consciousness conference I was planning, the science of
consciousness, which I’ve organized at the University of Arizona for the last
30 years.)
นี่เป็นรายแรกในปี
1994. “แต่อะไรที่เกี่ยวกับจิตสำนึกรึ? ผมหมายถึงอะไรในเรื่องนั้น? เอาละ,
ผมไม่ได้กำลังพยายามที่จพะระบุกำหนดนิยามของมัน เพราะว่าผมคิดว่ามันน่าจะเป็นความผิดพลาดที่พยายามจะไปรพะบุกำหนดนิยามกับมัน.ถ้าคุณเข้าไปนเรื่องไมโครทูบูลและเข้าไปในโลกของควอนตัมแล้ว
คุณก็จะได้ในสิ่งที่ไม่จำถูกจำกัดด้วยหลักการดั้งเดิมอะไร.
มีอะไรบาวงอย่างที่อยู่ภายนอกกฎประมวลผลของฟิสิกส์.” (This was the first one in 1994. “But
what about consciousness? What do I mean by that? Well, I’m not going to
attempt to define it because I think it would be a mistake to try and define it.
If you go into the microtubules and into the quantum world then you get
non-locality. There is something outside the computational laws of physics.”)
ผู้คนพูดว่า, เอาละ, คุณจำเป็นต้องระบุจำกัดความนิยามของจิตสำนึก,
แต่เราก็ต้องระบุคำจำกัดคสามนิยามคำว่าชีวิตด้วยเช่นกัน. ผมได้สนใจในชีวิตและวิวัฒนาการด้วยเช่นกัน.
และผมก้ได้ข้อสรุปว่าชีวิต, แม้ว่า(สิ่งมี)ชีวิตอย่างเรียบง่ายมาก,
ก็มีความจำเป็นต้องการจิตสำนึก. ไม่เช่นนั้นแล้ว, ทำไมถึงมีพฤติกรรมอย่างทีเป้าหมายทั้งหมดเช่นนี้?
อะไรคือประเด็นในเรื่องนี้? และผมได้เขียนเอกสารไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้.
และเกือบสองปีก่อน, ผมได้รับอี-เมล์จาก ดังเต้ ลอเร็ตตา,
ผู้ที่ได้รับหน้าที่ในโครงการของนาซ่าที่เรียกว่า Osiris Rex. (People say, well, you got to define
consciousness, but we also have to define life. I’m also interested in life and
evolution. And I’ve come to the conclusion that life, even very simple life,
needs consciousness. Otherwise, why have all this purposeful behavior? What’s the
point? And I wrote a paper about it. And about two years ago, I got an email
from uh Dante Loretta5, who had been in charge of a
NASA program called Osiris Rex6.)
5 https://en.wikipedia.org/wiki/Dante_Lauretta
6 OSIRIS-REx (โอไซริส-เร็กซ์) คือชื่อภารกิจและชื่อของยานอวกาศไร้คนขับขององค์การนาซา
(NASA) ที่ถูกส่งไปสำรวจและเก็บตัวอย่างพื้นผิวจากดาวเคราะห์น้อยเบนนู
(101955 Bennu) เพื่อนำกลับมาศึกษาบนโลก
รายละเอียดสำคัญของภารกิจ
- การเดินทาง: ปล่อยตัวขึ้นสู่อวกาศเมื่อวันที่ 8 กันยายน ค.ศ. 2016 [1]
- เป้าหมาย: ดาวเคราะห์น้อยเบนนู
ซึ่งเป็นดาวเคราะห์น้อยใกล้โลกที่มีสารอินทรีย์และยุคดึกดำบรรพ์หลงเหลืออยู่ตั้งแต่ยุคกำเนิดระบบสุริยะ [1, 2]
- การเก็บตัวอย่าง: ยานสามารถเก็บตัวอย่างฝุ่นและก้อนหินบนพื้นผิวดาวเคราะห์น้อยได้สำเร็จในเดือนตุลาคม
ค.ศ. 2020 [1, 2]
- เดินทางกลับโลก: แคปซูลบรรจุตัวอย่างน้ำหนักประมาณ 120 กรัม
ได้ตกลงสู่พื้นโลกอย่างปลอดภัยที่รัฐยูทาห์ สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 24
กันยายน ค.ศ. 2023 รวมระยะเวลาปฏิบัติภารกิจนานถึง
7 ปี [1, 2]
- ภารกิจต่อเนื่อง: หลังจากส่งตัวอย่างดาวเคราะห์น้อยเบนนูเสร็จสิ้น
ยานลำนี้ถูกเปลี่ยนชื่อภารกิจใหม่เป็น OSIRIS-APEX เพื่อเดินทางไปสำรวจดาวเคราะห์น้อยอาพอฟิส
(Apophis) ซึ่งมีกำหนดเข้าใกล้โลกในปี ค.ศ. 2029
ต่อไป
ตรวจสอบสถานะ... ระบบแอตลาส (จรวดท่อนแรก)
พร้อม... ระบบเซนทอร์ (จรวดท่อนบน) พร้อม... เดินหน้าได้... ยานโอไซริส-เร็กซ์
พร้อม. 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 และ โอซิริส
เร็กซ์ ยกตัวไปได้. (Status
check. Go Atlas. Go Centaur. Go. Osiris Rex. 10 seconds, 9 8 7 6 5 4 3 2 1 and
lift off of Osiris Rex.)
โอซิริส เร็กซ์ เป็นปฏิบัติของนาซ่า ในโครงการพรมแดนใหม่ - New Frontiers ที่ซึ่งเราส่งยานอวกาศไปนัดพบกับดาวเคราะห์น้อยเบนนูใกล้กับโลก,
สำรวจมันในในรายละเอียดอย่างยิ่ง, เก็บรวบรวมตัวอย่างจากพื้นผิวของมัน
และนำมันกลับมายังโลกเพื่อการวิเคราะห์เชิงวิทยาศาสตร์. โอ - เร็กซ์
ได้ลดระดับลงต่ำกว่าจุด 5 เมตรแล้ว. ระบบแผนที่อันตรายพร้อมให้ระบุพิกัดแล้ว. และเราก็ลงแตะพื้นแล้ว! (Osiris Rex is a mission in Nasa’s New Frontiers program where
we built a spacecraft to rendezvous with a near-Earth asteroid named Bennu,
survey it in great detail, collect a sample from its surface, and bring it back
to the Earth for scientific analysis. O-Rex has descended below the 5 m mark.
The hazard map is go for tag. And we have touch down!)
และในวันที่ 24 กันยายนของปี 2003, แค็ปซูลนั่นได้ลงจอดที่ในทะเลทรายยูทาห์.
และผมก็สามารถเริ่มคิดถึงวิทยาศาสตร์อันน่าทึ่งที่เรากำลังจะได้พบเจอ
ในการตอบคำถามที่ลึกซึ้งที่สุดบางคำถามที่เราเคยตั้งขึ้นมาถามตัวเอง.
เรามาจากที่ไหน? และผมได้ย้อนไปที่จุดประสงค์ดั้งเดิมของเราและผมอ่านบรรทัดที่ได้บอกไว้ว่า,
“การวิเคราะห์วัสดุนี้จะช่วยให้ได้รับความรู้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนเกี่ยวกับกำเนิดของสิ่งมีชีวิต.”
และผมได้คิดว่า, ผมจะทำอย่างนั้นได้อย่างไร? ดังนั้น, ผมได้กลับไปทำงาน. ผมได้เริ่มต้นการอ่านผ่านวรรณกรรมวิทยาศาสตร์
และผมได้ไปพบเอกสารที่เรียกว่า ควอนตัม จุดกำเนิดของชีวิต. (And on September 24th of
2003, that capsule landed in the Utah desert. And I could finally start to
think about the amazing science that we were going to get in addressing some of
the deepest questions that we ask ourselves. Where did we come from? And I went
back to our original proposal and I read the line that said, “Analysis of this
material will provide unprecedented knowledge about the origin of life.” And I
thought, how am I going to do that? So, I went to work. I started reading
through the scientific literature and I came across a paper called the quantum
origin of life.)
และผมได้มองที่ผู้ประพันธ์
และมันคือใครบางคนที่ชื่อ สจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์.
และผมก็ได้เข้าไปออนไลน์และผมค้นคว้าถึงเขาและผมก็แบบว่า; เขาอยู่ที่มหาวิทยาลัยแห่งอะริโซนา.
ชัดเจนเลยว่าเขาอยู่ฝั่งตรงข้ามถนนจากสำนักงานของผมนี่เอง.
ผมได้อี-เมล์ไปหาเขาเลยทันที. ผมได้บอกว่า, เราจำเป็นต้องพูดคุยกันแล้วล่ะ.
แล้วเราก็นัดจัดพบปะกันขึ้น. (And
I looked at the author and it was somebody named Stuart Hameroff. And I got
online and I researched him and I was like; he’s at the University of Arizona.
He’s literally right across the street from my office. I emailed right away. I
said, we need to talk. And we set up our first meeting.)
“เฮ้, ดังเต.” “เฮ้,
สจ๊วร์ท. คุณเป็นยังไงบ้าง? เข้ามาข้างในสิ. เรามีผลลัพธ์ใหม่จากตัวอย่างทั้งหลายที่โอซิริส
เร็กซ์เอามา.” (“Hey, Dante.” “Hey, Stuart. How you doing? Come on
in. We got some exciting new results from Osiris Rex samples.”)
เมื่อผมมาตระหนักรู้ว่าอะไร, เขากำลังพูดคุยเกี่ยวชีวิตได้ใช้ข้อมูลควอนตัม เพื่อให้เกิดความได้เปรียบทางวิวัฒนาการ. และถ้าเป็นกรณีเช่นนั้น, นั่นอาจเป็นความลับของต้นกำเนิดของชีวิตหรือเปล่า? ชีวโมเลกุลยุคแรกเกิดขึ้นมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเคมีอันยุ่งเหยิงได้ ก็เพราะว่าพวกมันสามารถประมวลผลข้อมูลควอนตัมได้ เมื่อไล่ขึ้นไปและไล่ไปโดยรอบ จะพบแกนเล็กๆ เหล่านี้อยู่ภายในหินเซอร์เพนทีน ซึ่งก็คือแร่ดิน. (When I came to realize is, he’s talking about life using quantum information to give it an evolutionary advantage. And if that’s the case, could that be the secret to the origin of life? First biomolecules arose out of the den of the chemical background because they were able to process quantum information going up an around get these little cores inside the serpentine the clay minerals.)
เมื่อเรามองไปที่ตัวอย่างทั้งหลายจากดาวเคราะห์น้อย
อะไรที่กระโดดออกมาก็คือ เมื่อคุณส่องไฟอัลตราไวโอเลต (UV) ใส่พวกมัน, พวกมันจะเรืองแสงได้. พวกมันกำลังดักจับโปรตอนเหล่านั้นและปล่อยพวกมันกลับออกมาในรูปของแสงที่มองเห็นได้.
สิ่งนั้นคือกระบวนการทางควอนตัม. มองดูเหมือนกาแล๊กซี่หนึ่งเต็มไปด้วยดวงดาวทั้งหลาย.พวกเรามีเอนไซม์นิวคลีเอส
(Nucleases) ทั้งหมดแล้ว. ตัวอักษรทั้งหมดของรหัสพันธุกรรมอยู่ในตัวอย่างอุกกาบาตนี้.
(When we look at the samples from
the asteroid what jumps out is when you hit them with an ultraviolet light,
they are fluorescent. They’re capturing those protons and they’re releasing it
back as visible light. That right there is a quantum process. Looks like a
galaxy full of stars. We’ve got all the nucleases7. All
the letters of the genetic code are in this asteroid sample.)
7 Nucleases (รูปเอกพจน์คือ Nuclease) แปลเป็นภาษาไทยว่า "เอนไซม์นิวคลีเอส"
ความหมายและการทำงาน
- นิวคลีเอส คือ
เอนไซม์ประเภทหนึ่งที่ทำหน้าที่ตัดหรือสลายพันธะ (phosphodiester bonds) ในโมเลกุลของกรดนิวคลีอิก
ซึ่งได้แก่ ดีเอ็นเอ (DNA) และอาร์เอ็นเอ (RNA)
- เปรียบเสมือน "กรรไกรชีวภาพ"
ที่คอยตัดต่อหรือทำลายสายพันธุกรรม
การแบ่งประเภทหลัก
เอนไซม์นิวคลีเอสแบ่งออกเป็น
2 ชนิดตามตำแหน่งที่มันเลือกตัด:
1.
เอ็กโซนิวคลีเอส
(Exonuclease): ตัดสายกรดนิวคลีอิกจากบริเวณ ปลายสุด ของสายเข้ามา
2.
เอ็นโดนิวคลีเอส
(Endonuclease): ตัดสายกรดนิวคลีอิกที่บริเวณ ตรงกลาง หรือภายในสาย
เรามีกรดอะมิโนอยู่เป็นจำนวนมาก, รวมไปถึงส่วนที่เป็นหัวใจสำคัญในการประมวลผลข้อมูลควอนตัมภายในโปรตีนไมโครทูบูลเหล่านี้,
กรดอะมิโนอะโรมาติก. และพวกมันมีอยู่
3 ชนิดด้วยกัน ได้แก่ ฟีนิลอะลานีน (phenylalanine),
ไทโรซีน (tyrosine) และตัวที่ทุกคนคุ้นเคยกันดีอย่าง ทริปโตแฟน (tryptophan). และดูเหมือนว่าทริปโตเฟนจะเป็นส่วนผสมลับของที่นั่น"
หรือ "และดูเหมือนว่าทริปโตเฟนจะเป็นเคล็ดลับส่วนผสมที่ตรงนั้น.
มันคือกรดอะมิโนที่มีโครงสร้างซับซ้อนที่สุด.
มันมีวงแหวนคู่. มันสามารถเข้าสู่สถานะควอนตัมหลายสถานะ
และมีโครงสร้างที่คุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง. มันอยู่ตรงกลางของโครงสร้างสารหลอนประสาทหลักทั้งหมด.
(We have an enormous number of amino acids, including the ones that are
central to the quantum information in these microtubule proteins, the aromatic
amino acids8. And there’s three of them. Fennel
alanine, tyrosine, and the one everybody’s familiar with, tryptophan. And it
seems like tryptophan is the secret ingredient there. It’s the most complex
amino acid. It has a double ring. It can enter into multiple quantum states and
it has a very familiar structure. It’s at the center of all the major
psychedelic compound.)
8 he aromatic amino acids แปลว่า "กรดอะมิโนอะโรมาติก" หรือกลุ่มของกรดอะมิโนที่มีโครงสร้างโมเลกุลเป็นวงแหวนคาร์บอนแบบอะโรมาติก
(วงแหวนเบนซีน) เป็นองค์ประกอบ
ข้อมูลสำคัญ
- ความหมายทางชีวเคมี: กรดอะมิโนกลุ่มนี้มีสมบัติพิเศษและทำหน้าที่สำคัญเป็นสารตั้งต้นในการสร้างสารสื่อประสาทในร่างกาย [1]
- ตัวอย่างกรดอะมิโนในกลุ่มนี้:
- ฟีนิลลานีน (Phenylalanine)
- ไทโรซีน (Tyrosine)
- ทริปโตเฟน (Tryptophan)
พวกมันทั้งหมดมีวงแหวนอินโดลซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของกรดอะมิโนทริปโตเฟน.
และผมก็แบบว่า, โอเค, เอาละนั่นคือเบาะแสหนึ่ง.
(They all have that indole ring which is central to the
tryptophan amino acid. And I was like, okay, well that’s a clue.)
ดังนั้นแล้ว, เส้นสีแดงในแผนที่นั้นแสดงให้เห็นถึงการกระจายตัวของคาร์บอน. และดังนั้นเอง, อะไรที่ผมได้พูดคุยกับสจ๊วร์ทคือ บางทีชีวิตและจิตสำนึกอาจจะเป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน. ถูกต้อง. แน่เลย. นั่นคือสาเหตุที่โมเลกุลเหล่านี้อาจเริ่มจัดระเบียบตัวเอง. คุณคิดว่าเราจะลองทดสอบทฤษฎีที่เชื่อว่าจิตสำนึกเกิดขึ้นก่อน (Consciousness-first theory) ได้ไหม? เย้, จากนั้น เราก็น่าจะดูได้ว่าการเรืองแสงนั้นถูกยับยั้งโดยยาสลบในสัดส่วนที่แปรผันตามความแรงของยาสลบหรือไม่. (So, the red in that map is just telling you the distribution of carbon. And so, what I started to talk about with Stuart is maybe life and consciousness might be two sides of the same coin. Right. Exactly. That’s why these molecules might start to self-organize. Now, all of a suddenly they have agency. You think we could test the consciousness first theory? Yeah, we could then see if they uh the fluorescence is inhibited by anesthesia proportional to anesthetic potency.)
หนึ่งในสิ่งทั้งหลายที่ดังเตได้ตื่นเต้นจริงๆถึงก็คือ
นาโนโกลบูลทั้งหลาย. ดังนั้น, ในบรรดาสิ่งตัวอย่างที่เขาเห็น
เขาสังเกตพบเม็ดกลมขนาดเล็กเหล่านี้ที่มีลักษณะกลวงด้านในและมีสิ่งเกาะกุมผิวภายนอก
อีกทั้งพวกมันยังเรืองแสงได้ ซึ่งหมายความว่าพวกมันมีวงแหวนอะโรมาติกอยู่ภายใน.
ผมหมายถึงว่า, คุณดูออกเลยว่ามันมีคาร์บอนเข้มข้นสูงมาก
แค่ว่าพวกมันเป็นทรงกลมเล็กๆ ของสารอินทรีย์น่ะ
(One
of the things that uh Dante’s really excited about are nanoglobules9. So,
in the samples he sees these globules that are encrusted and hollow inside and they’re
fluorescent which means they have aromatic rings10
inside. I mean, you can tell it’s highly concentrated in carbon. Just they’re
these little spheres of organic material.)
9 Nanoglobules (พหูพจน์ของ Nanoglobule)
แปลว่า "หยดอนุภาคทรงกลมขนาดนาโน" หรือ
"เม็ดทรงกลมขนาดนาโน"
คำนี้เกิดจากการผสมกันของสองคำ คือ:
- Nano- (นาโน): หน่วยวัดที่เล็กมากในระดับหนึ่งในพันล้านเมตร (10⁻⁹ เมตร)
- Globule (โกลบูล): หยดน้ำเล็กๆ, เม็ดกลมๆ หรือวัตถุทรงกลมขนาดเล็ก
บริบทการใช้งานที่พบบ่อย
ความหมายและสิ่งที่จะสื่อถึงจะปรับเปลี่ยนไปตามแต่ละวงการ
ดังนี้ครับ:
1.
ทางการแพทย์และเครื่องสำอาง
(Pharmaceuticals & Cosmetics):
มักหมายถึง "หยดน้ำมันหรือหยดของเหลวขนาดนาโน"
(มักมีเส้นผ่านศูนย์กลางเล็กกว่า 500 นาโนเมตร)
ที่กระจายตัวอยู่ในระบบนำส่งสารหรือระบบ นาโนอิมัลชัน (Nano
Emulsion) ช่วยให้สารออกฤทธิ์หรือตัวยาซึมผ่านเข้าสู่ผิวหนังหรือร่างกายได้ดียิ่งขึ้น
2.
ทางดาราศาสตร์และธรณีวิทยา
(Astromaterials & Geology):
มักหมายถึง "ก้อนหรือเม็ดทรงกลมขนาดจิ๋ว" เช่น Organic nanoglobules ที่พบในอุกกาบาต
ซึ่งเป็นวัตถุทรงกลมขนาดไมโครสโคปิกที่อุดมไปด้วยคาร์บอน
หรือการรวมตัวกันของเม็ดแร่ทรงกลมขนาดนาโนในโครงสร้างหิน
3.
ทางวิทยาศาสตร์พอลิเมอร์และวัสดุศาสตร์
(Polymer & Material Science):
หมายถึง "โครงสร้างทรงกลมขนาดนาโน" ของสารอินทรีย์หรืออนินทรีย์ เช่น เม็ดคาร์บอนขนาดนาโน (Nanoglobular
carbon) หรือโครงสร้างหยดโปรตีนผสมไขมันในกลไกทางชีวภาพ
10 วงแหวนอะโรมาติก (Aromatic Ring) คือ โครงสร้างทางเคมีที่เป็นวงแบนราบ
(planar ring) ของอะตอม
ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยพันธะโควาเลนต์และมีความเสถียรสูงมากเป็นพิเศษจากปรากฏการณ์การกระจายตัวของอิเล็กตรอนไพ
(π electrons) แบบไม่อยู่กับที่
(delocalized)
ลักษณะสำคัญของวงแหวนอะโรมาติก
- โครงสร้างวงแหวนแบนราบ: อะตอมในวงแหวนอยู่ในระนาบเดียวกัน
- กฎของฮักเคล (Hückel's Rule): มีจำนวนอิเล็กตรอนไพในระบบเป็นไปตามสูตร 4n + 2 (เมื่อ n คือจำนวนเต็ม เช่น 1, 2, 3...)
- อิเล็กตรอนเคลื่อนที่ได้อิสระ: อิเล็กตรอนไไฟmจะหมุนเวียนอยู่เหนือและใต้ระนาบของวงแหวน
ทำให้โมเลกุลมีความเสถียรมากกว่าสารประกอบไม่อิ่มตัวทั่วไป
และเมื่อเรามองที่พวกมันในด้านตัดขวาง, เราสามารถเห็นได้ว่าพวกมันดูคล้ายกับเยื่อหุ้มเซลล์มาก.
บางครั้งพวกมันก็มีของเหลวไหลอยู่ข้างในพวกมัน. และพวกมันดูเหมือนกับสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะเป็นเซลล์ต้นกำเนิดทุกประการ.
ดังนั้น, ตรงนี้ที่คุณมีขั้นก้าววิกฤติในจุดกำเนิดของชีวิต, การมีเปลือกถึงหุ้ม.
ที่ผมสะดุดตาเกี่ยวกับสิ่งนี้จริงๆ ก็คือ มันดูเหมือนว่ามันกำลังทะลุผ่าน(เรื่องแค่ความเป็น
- ผู้แปล)เซลล์ไป. หากเราสามารถนำมันไปเชื่อมโยงกับข้อมูลควอนตัมได้, การยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่น,
และบางทีกระทั่งจุดกำเนิดของจิตสำนึก,
นั่นน่าจะเป็นการค้นพบที่น่าทึ่งใจมาก, ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นไอเดียที่เข้าท่ามาก
เพราะมันทำให้สมเหตุสมผลกับชีวิตมากขึ้น. (And when
we look at them in cross-section, we can see they look very much like a cell membrane.
Sometimes they have fluid inside of them. Sometimes they have fibers of
minerals. And they look for all the world like what we think a proto cell would
be. So, here you have a critical step in the origin of life, encapsulation.
What really struck me about this one is it looks like it’s going through cell.
If we could link it to quantum information, collapse of a wave function, and
maybe even the origin of consciousness, that would be an amazing discovery, which
is actually a pretty viable idea because it makes more sense about life.)
ผมเห็นด้วย, การคิดเกี่ยวกับจิตสำนึกและการทำงานในพื้นที่/สาขาด้านนี้.
มันช่วยเติมเต็มชีวิตของฉันให้มีความหมายขึ้นอย่างมหาศาล. ผมคิดว่าคงไม่มีหัวข้อไหนที่จะน่าสนใจและสำคัญมากไปกว่านี้อีกแล้ว.
ในมุมมองของเรา, หากคุณมีจิตสำนึกโดยกระบวนการตัวอย่างนี้ที่เกิดขึ้นในเรขาคณิตของอวกาศ-เวลาในทุกหนทุกแห่ง,
ถ้าเช่นนั้น จิตสำนึกก็เป็นส่วนหนึ่งของเนื้อแท้แห่งจักรวาล. สิ่งนี้ย่อมหมายความว่าสิ่งมีชีวิตทุกชนิดมีจิตสำนึกระดับหนึ่ง,
มีสำนึกความเป็นตัวตน, และมีความรู้สึกว่าเป็นผู้กระทำ. (I agree, thinking about consciousness and
working in this area. It has enriched my life tremendously. I can’t imagine a
more interesting and important topic. In our view, if you have consciousness by
this very sample process happening in space-time geometry everywhere, then
consciousness is part of the fabric of reality. This would say that every
living thing has some sense of consciousness, a sense of self, a sense of
agency.)
และสำหรับผมแล้วแค่วงแหวนทั้งหลายนั้นเป็นจริง.
และเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ. ผมคิดว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมด เอ่อ มีไมโครทูบูลทั้งหลาย.
พวกมันทั้งหมดกำลังสั่นพ้อง (ส่งกระแสถึงกัน) และมีความพัวพันกัน. และพวกเราก็อาจจะมีความเชื่อมโยงกับพวกเขาในบางแง่มุม.
ดังนั้น, ผมคิดว่าเรา, พวกเรากำลังมีความถี่ที่สอดคล้องและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับจักรวาล. (And for me that just rings true. And
we’re part of nature. I think all livings uh have microtubules. They’re all
resonating and have entanglement. And we’re probably connected to them in some
way. So, I think we’re, we’re resonating and in tune with the universe.)