หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ?

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ?

Wolff Responds: "What is National Security?" Dated June 3, 2026

          https://youtu.be/2C6dgtnmTd0?si=mKXVM1SZR8AUVOWk

          ขอต้อนรับเพื่อนทั้งหลายสู่ อีกตอนหนึ่งของ”วูลฟ์ฟ ตอบสนอง.”ผมเรียกตอนนี้ด้วยหนึ่งเครื่องหมายคำถาม. อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ? และผมถามนั่นด้วยความจริงใจทั้งหมดเพราะว่าสองคำนี้ แห่งชาติและความมั่นคงเป็นที่สลับซับซ้อนและไม่ค่อยจะไปด้วยกันได้สักเท่าไหร่. เอาละ, ดังที่ผมคิดว่าผมสามารถแสดงให้คุณเห็นในอีกสองสามนาที่นี้.  (Welcome friends to another ‘Wolff Responds.’ I call this with a question mark. What is national security? And I ask that in all honesty because the two words national and security are complicated and don’t go together all that. Well, as I think I can show you in a few minutes.)

          ในทุกวันนี้มีการกล่าวอ้างว่าความั่นคงแห่งชาติเป็นอะไรที่ขับเคลื่อนอิสราเอลที่จะทำอะไรที่มันกำลังอยู่ในตะวันออกกลาง. มันขับเคลื่อนสหรัฐอเมริกาที่ได้กำลังทำอะไรซึ่งมันได้ทำมาตลอดสำหรับ 60 หรือ 70 ปีที่ผ่านมา. มันกำลังขับเคลื่อนประเทศยุโรปทั้งหลายในวันนี้ที่จะเข้าไปในสภาวะที่เกือบจะตื่นตระหนกจนเกินเหตุที่มีต่อรัสเซียผู้ที่พวกเขากำลังมองว่ากระทำคุกคาม เย้ ความมั่นคงแห่งชาติ ของพวกเขาอยู่.   (These days there is a claim that national security is what drives Israel to do what it is doing in the Middle East. It drives the United States to be doing what it has been doing for the last 60 or 70 years. It is driving European countries today to get in an almost hysterical state relative to Russia whom they see threatening their yeah national security.)

          ที่นี่ในสหรัฐอเมริกา, ความปลอดภัยแห่งชาติกำลังถูกสรุปความออกมาด้วยวลีเพียงวลีเดียว. ถ้าเราไม่สู้รบกับพวกเขาที่ตรงโน้น, เราก็จะต้องสู้รบกับพวกเขาที่นี่. เอาละ, ถ้าเราใช้ตรรกะนั้นและคุณคิดว่ามีการคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของคุณจากที่ใดสักแห่งในโลก, เอาละ, แล้วคุณก็จะไปยังที่ใดก็ได้ในโลก เพราะมันจะดีกว่าที่สู้รบกับพวกเขาอยู่ที่โน่นดีกว่า ที่มันจะมารอคอยจนกว่าพวกเขาจะขเมมายังที่นี่. นั่นคือวิธคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้.  (Here in the United States, national security is captured by a phrase. If we don’t fight them over there, we’ll have to fight them here. Well, if you use that logic and you think there are threats to your national security anywhere in the world, well, then you will go anywhere in the world because it’s better to fight them over there than it is to wait until they come over here. That’s a way of thinking about it.)

          อิสราเอลได้ถูกคุกคามโดยการมีอยู่ของผู้คนที่เป็นปรปักษ์ต่ออิสราเอล. พวกเขาไม่ได้สนใจใยดีมากนักจริงๆว่า ทำไมพวกเขาถึงแสดงท่าทีเป็นศัตรู หรือความเป็นมาประวัติศาสตร์ของเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร. คนอเมริกันส่วนใหญ่   (Israel feels its national security is threatened by the existence of people that are hostile to Israel. They don’t really much care why they’re hostile or what the history of it all was. Most Americans don’t seem to care that much either. They wait for their readers to tell them, “These people threaten our security, and so we’re going to fight them over there so they don’t come over here.”)

          ในยุโรป, ขอให้ผมทำความกระจ่างชัดกับประวัติศาสตร์นั้น. หลายปีมากๆที่ล่วงมาแล้ว, ฝรั่งเศสภายใต้ผู้นำอันยิ่งใหญ่ได้รู้สึกว่าความมั่นคงแห่งชาติว่าได้ถูกคุกคาม. ดังนั้น, พวกเขาจึงบุกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย  ในหนทางหนึ่งในประเทศที่ใหญ่ที่สุดทั้งหลายในยุโรป. ในสงครามโลกครั้งที่ 1, พวกเยอรมัน และคนอื่นๆได้โจมตีใส่รัสเซียเป็นเช่นส่วนหนึ่งหนึ่งขแองสงครามโลก ครั้งที่ 1 เพราะว่าพวกเขาได้รู้สึกว่าความมั่นคงของพวกเขาได้ถคุกคาม และพวกเขาก็ได้ไปที่รัสเซียเพื่อที่จะรบดีกว่าปล่อยให้พวกรัสเซียนเข้ามาเอง.  (In Europe, let’s be clear on the history. Many, many years ago, the French under their great leader Napoleon felt that their national security was threatened. So, they invaded Russia being in a way one of the biggest countries in Europe. In World War I, the Germans and others attacked Russia as part of World War I because they felt their security was threatened and they went to Russia to fight there rather than let the Russians come in.)

          ฮิตเลอร์ทำมันอีกครั้ง. ยุโรปได้บุกรุกรัสเซีย. ในขณะที่ก็กล่าวโทษรัสเซียว่าคือตัวปัญหา, ตัวเลว, เป็นตัวอันตราย. คำโต้ค้านของฮิตเลอร์, รัสเซียได้กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์โยผ่านการปฏิวัติใหญ่ปี 1917 และด้วยวิธีการทั้งหลายของพวกเขาหรือของสมุนรับใช้ทั้งหลายของพวกเขา, ประเทศที่มีระบอบปกครอง/แนวคิดคอมมิวนิสต์ทุกภาคส่วนของโลก, พวกเขาได้เป็นภัยคุกคามใครก็ตามที่ดำเนินการบริหารประเทศอยู่ในยุโรป. และดังนั้นเอง, พวกเขาได้กำลังที่จะสู้รบกับพวกเขาข้ามไปที่โน่น. ดังนั้น, คุณไม่จำเป็นต้องสู้รับกับพวกเขาข้ามมาที่นี่   Hitler did it again. Europe invaded Russia Meanwhile blaming Russia for being the problem, the bad guy, the endangerment. Hitler’s argument, Russia had become a communist country through the 1917 revolution and by means of them or their proxies, communists in order parts of the world, they threatened whoever it was running Europe. And so, they were going to fight them over there. So, you don’t have to fight them over here.)

          คุณก็รู้ว่าอะไรคือจุดจบของวิธีคิดเช่นนี้เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติคืออะไร? คุณเอาความมั่นคงของคุณไปวางไว้ที่ความเสี่ยง และคุณก็เอาประชาชาติของคุณไปที่ความเสี่ยงด้วยเช่นกัน. ดังนั้น, ผมอยากที่จะทำข้อเสนอหนึ่ง. เอาเป็นว่า เราคิดเกี่ยวกับคามมั่นคงแห่งชาติกันในวิธีที่แตกต่างไปกันดีมั้ย?   (You know what the end result of this way of thinking about national security is? You put your security at risk and you put your nation at risk also. So, I would like to make a proposal. How about we think about we think about national security in a different way?)

          สมมติว่าเราคิดว่าความมั่นคงปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่การสู้รบตรงโน้นก่อนที่พวกเขาจะข้ามมาที่ตรงนี้, แต่อยู่ที่การทำงานพยายามหาทางออกร่วมกัน ดังนั้น, เราไม่ใช่คือการว่าจะข้ามไปที่นั่นหรือว่าพวกเขาข้ามมายังที่นี่. นั่นคือภายหลังทั้งหมดของอะไรคือนโยบายต่างประเทศ และทั้งหมดของสิ่งอื่นๆเหล่านั้นซึ่งได้ถูกออกแบบมาให้สัมฤทธิ์ผล. สงครามทั้งหลายไม่ได้คลี่คลายแก้ปัญหาสิ่งใดเลย.   (Suppose we think that security is not in fighting over there before they come over here, but in trying to work out an arrangement. So, we neither go over there nor they come over here. That’s after all what diplomacy and all those other things were designed to achieve. Wars don’t solve hardly anything.)

และคุณก็รู้, เราดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอย่างยากลำบากในการที่จะเรียนรู้เรื่องนั้น. หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา, เลกน้อยไปกว่านั้น, เราได้มีสงครามโลก ครั้งที่ 1, สงครามที่ได้ทำลายล้างทั้งหมดของอำนาจทั้งหลายของชาวยุโรป ที่ในเวลานั้น. บริเทน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สเปน, มันไม่ได้สำคัญเลย. การพังทะลายลงโดยสงครามโลก ครั้งที่ 1. มันทำลายเศรษฐกิจทั้งหลายเหล่านั้น. มันได้ฆ่าสอิบล้านผู้คน. มันก็ยังได้เป็นที่กระจ่างชัดต่อผู้คนภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 ว่าการสู้รบในสงครามหนึ่งเหมือนเช่นนั้นได้ไปไกลเลยยิ่งกว่าโง่เง่า.   (And you know, we seem to have a hard time learning that lesson. A hundred years ago, a little over, we had World War I, a war that devastated all of the European powers at that time. Britain, France, Germany. Italy. Spain, it didn’t matter. Wrecked by the World War I. It ruined those economies. It killed tens of people. It was so awful. It was so clear to people after World War I that fighting a war like that was beyond stupid.)

          มันเป็นการทำลายล้างตัวเอง. ดังนั้น, พวกเขาได้เข้ามารวมตัวกัน, ผู้คนผู้ซึ่งได้รอดชีวิต, และพวกเขาก็เลยจัดตั้งอะไรบางอย่างขึ้นที่ถูกเรียกว่า องค์การสันนิบาตชาติ. และแค่สองสามปีภายหลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 1 ที่เริ่มต้นในปี 1914, ก็จบลงในปี 1918. สำหรับสองสามปีหลังจากนั้น, องค์การสันนิบาตชาติพยายามที่จะเป็นเวทีในการเจรจาหาข้อตกลงและประนีประนอม เพื่อไม่ให้ความมั่นคงของชาติสมาชิกต้องถูกคุกคาม และคุณก็จะไม่ต้องสู้รบช้ามไปถึงที่นั้น ที่จะหลีกเลี่ยงพวกเขาไม่ให้ข้ามมายังที่นี่ด้วยเช่นกัน. แต่บางชาติไม่ได้ยึดอยู่โดยสันนิบาตชาติ. พวกเขาลาออก. เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น. และเดาสิว่าอะไร? อย่างรวดเร็วมาก,ทุกอย่างพังทลายลง แล้วเราก็ได้มีสงครามโลก ครั้งที่ 2.    (It was self-destructive. So, they got together, the people who survived, and they set up something called the League of Nations1. And for a few years after World War I, and remember World War I starts in 1914, ends in 1918. For a few years after that, the League of Nations tried to be a place where you work out a compromise so your national security wasn’t threatened and you wouldn’t have to fight over there to avoid them coming over here. But some nations didn’t abide by the League of Nations. They quit. Germany, Italy, Japan. And guess what? Very quickly, it all dissolved and we had World War II.)

          1 สันนิบาตชาติ (The League of Nations) คือองค์การระหว่างประเทศแห่งแรกของโลกที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษาสันติภาพและป้องกันสงคราม ก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก่อนที่จะยุติบทบาทลงในปี ค.ศ. 1946 และถูกแทนที่ด้วยองค์การสหประชาชาติ (UN) ในปัจจุบัน

คุณสามารถทำความเข้าใจรายละเอียดของสันนิบาตชาติได้ตามหัวข้อสำคัญดังนี้ครับ:

  • จุดประสงค์หลัก: เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ แก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ลดกำลังอาวุธ และรับประกันความมั่นคงร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกขึ้นอีก
  • จุดเริ่มต้น: ริเริ่มโดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles) ที่ใช้ยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ
  • ทำไมถึงล้มเหลว: แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่สันนิบาตชาติขาดกองกำลังทหารของตนเองที่จะใช้บังคับมติ และสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่แรก รวมถึงประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เช่น เยอรมนี (ภายใต้ฮิตเลอร์) และญี่ปุ่น ก็ได้ถอนตัวออกไป ทำให้องค์กรอ่อนแอและไม่สามารถหยุดยั้งการปะทุของสงครามโลกครั้งที่สองได้
  • การสืบทอดองค์กร: ความล้มเหลวของสันนิบาตชาตินำไปสู่การก่อตั้ง องค์การสหประชาชาติ (UN) ในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งมีการปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพในการดูแลความสงบเรียบร้อยของโลกมากขึ้น

โดยพื้นฐานแล้ว, เริ่มต้นขึ้นในปี 1938 และ 39. นั่นไม่ได้หลายปีเลยภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1, ที่คุณจำได้ว่ามันสิ้นสุดลงในปี 1918. ดังนั้น, สงครามโลก ครั้งที่ 2, สองสามปีภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1, เห็นมั้ย, ประเทศทั้งหลายที่ได้แทบจะฟื้นคืนขึ้นมาจากความตื่นตระหนกสยดสยองของสงครามโลก ครั้งที่ 1 ก็กลับไปหามันและทำมันขึ้นอีกครั้ง. คนยุโรปทั้งหลายได้บุกรัสเซียเข้าไปอีกครั้ง. คราวนี้, ฮิตเลอร์, ได้เป็นผู้ริเริ่มที่จะรบในรัสเซียเพื่อที่คุณจะได้สามารถเอาชนะพวกบอลเชวิคและอะไรทั้งหมดนั่น. มันได้ผลมั้ย? ไม่เลย. คุณฟื้นฟูความมั่นคง ของยุโรปกลับคืนมาได้หรือ? ไม่เลย.   (Basically, beginning in 1938 and 39. That’s not many years after the World War I, which you remember ended in 1918. So, World War II, a few years after World War I, sees, countries that had barely recovered from the horror of World War I go and do it again. The Europeans invaded Russia. This time, Hitler, taking the initiative to fight in Russia so that you can defeat the Bolsheviks and all of that. Did it work? No. Did you defeat the Bolsheviks? No. Did you improve the security of Europe? No.)

          คุณได้สู้รบทำสงครามอันสยดสยองที่ได้ฆ่าผู้คนไปมากมายยิ่งกว่าสงครามโลก ครั้งที่ 1, การจัดการทั้งหลายเหล่านี้ในการมองถึงความมั่นคงของคุณดังที่จำเป็นต้องการให้คุณที่จะควบคุมกำกับโลกทั้งปวง และไปรบที่โน่น ก่อนที่พวกเขาจะมายังที่นี่ มันไม่ได้ผล. ภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2, เมื่อเราได้ตื่นกลัวดุจว่าสายพันธุ?มนุษย์ในอะไรที่เราได้ทำมันไปสองครั้งแล้วในตอนนี้, เราก็ได้จัดตั้งสหประชาชาติขึ้น. งานนั้นก็คือที่จะทำให้ดีไปกว่าสันนิบาตชาติได้เคยทำมาที่จะสัมฤทธิ์ผลให้ได้.  (You fought a horrible war that killed even more people than World War I. these arrangements of seeing your security as needing you to control the whole world and go fight there before they come here doesn’t work. After World War II, when we were horrified as a human race by what we had now done twice, we set up The United Nations. The job was to do a better job than the League of Nations had been able to achieve.)

          และเดาสิว่าอะไร? สักระยะหนึ่ง, มันได้ดูเหมือนว่าจะเป็นอะไรที่ใช้หการได้. ไม่ 100%, ไม่แม้กระทั่งใกล้เคียง. แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรปและกรพะทั่งดีกว่าสันนิบาตชาติเล็กน้อย. แต่สหประชาชาติได้ถูกฉ้อฉลจากตอนแรก เพราะว่ามีหนึ่งประเทศที่ได้หลบหนีสงครามโลก ครั้งที่ 2นี้มาได้อย่างมีความเสียหายต่ำสุด. มีเพียงหนึ่งเท่านั้น, และนั่นก็คือสหรัฐอเมริกา.ประเทศทรงอำนาจอิทธิพลทั้งหลายอื่นๆ, บริเทน, เยอรมนี, อิตาลี, ญึ่ปุ่น, รัสเซีย, จีน ได้ถูกกวาดออกไป, ได้ถูกทำลายหายนะ, การตายนับหลายล้าน. เศรษฐกิจเสียหายเกินเลยไปกว่าจินตนาการได้.แต่ไม่เลยกับสหรัฐอเมริกา.  (And guess what? For a while, it seemed to sort of work. Nor 100%, not even close. But better than nothing and even a little better than the League of Nations. But the United Nations was corrupted from the beginning because there was one country that escaped World War II with minimum damage. Only one, and that was the United States. All the other powerful countries, Britain, Germany, Italy, Japan, Russia, China, wiped out, devasted, deaths in the millions. Economic damage beyond the imagination. Not in the United States.)

          ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาเบอร์แล้ว, หนึ่งโอกาสเท่านั้น, ไม่มีระเบิดทั้งหลายใดๆถูกทิ้งลงไปในสหรัฐอเมริกาอีกเลย. ไม่มีโรงงานใดที่ถูกทำลาย. ไม่มีรางรถไฟใดที่พังพินาศเสียหาย. และเทียบไม่ได้เลยกับที่จำนวนชาวยุโรปหรือชาวจีน หรือชาวญี่ปุ่นที่ถูกฆ่าตาย, ชาวอเมริกันได้รับความเจ็บปวดที่เทียบกันแล้วก็เป็นเพียงเล็กน้อย. แต่คนอเมริกาก็มีอิทธิพลอำนาจเหนือสหประชาชาติ. และกว่า 50 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา, ยิ่งองค์การสหประชาชาติกลายเป็นการรวมตัวของประเทศเอกราชต่างๆ ในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกามากเท่าใด สหรัฐอเมริกาก็ยิ่งถอนตัวออกไปมากเท่านั้น. ไม่ได้มากเท่าๆกับที่พวกเยอรมันหรืออิตาเลียนได้ถอนตัวจากองค์กรสันนิบาตชาติ, แต่ก็เกเกือบเป็นเช่นนั้น.  (After Pearl Habor2, one occasion, no bombs fell on the United States. No factories were destroyed. No railroad lines pulverized. And relative to the number of Europeans or Chinese or Japanese killed, Americans suffered relatively little. But America dominated the United Nations. And over the last 50 years, the more the United Nations meant all the independent countries in Asia, Africa, and Latin America, the United States withdrew. Not as much as the Germans and the Italians withdrew from the league of Nations, but almost.)

          2 เพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) คือฐานทัพเรือน้ำลึกและที่ตั้งกองบัญชาการกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่บนเกาะโอวาฮู รัฐฮาวาย สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญระดับโลกเนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์

  • การถูกโจมตี: เช้าวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ส่งฝูงบินรบเข้าจู่โจมฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์อย่างฉับพลันโดยที่สหรัฐฯ ยังไม่ทันตั้งตัว
  • ความสูญเสีย: เหตุการณ์นี้ทำให้ทหารและพลเรือนอเมริกันเสียชีวิตกว่า 2,400 นาย เรือรบได้รับความเสียหายอย่างหนักหลายลำ และเครื่องบินถูกทำลายไปนับร้อยลำ
  • จุดเปลี่ยนสงคราม: การโจมตีครั้งนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว

มากยิ่งมากขึ้นกับความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาสามารถที่จะถูกคุกคามโดยเกือบจะไม่สักผู้ใดเลย. ในปี 1950, มันได้ถูกคุกคามโดยคนเกาหลีหลายพันไมลสิ์ห่างออกไป. แล้วมันก็ได้ถูกคุกคามโดยคนเวียตนาม, หลายพันไมลสิ์ห่างออกไป. (More and more with the national security of the United States could be threatened by almost anybody. In 1950, it was threatened by Koreans thousands of miles away. Then it was threatened by Vietnam, thousands of miles away.)

          อัฟกานิสถาน, น่าจะเป็นหนึ่งในประเทศทั้งหลายซึ่งยากจนที่สุดของโลก, เช่นเดียวกับที่อยู่ห่างไกลไปหลายพันไมลสิ์. และเราก็ได้ส่งกองทหารทั้งหลายของเราไปที่นั่น. และทำไม? เพื่อคสามมั่นคงแห่งชาติของเรา. ทุกประธานาธิบดีได้บอกกับเราเช่นนั้น. เราได้ถูกคาดหวังที่จะเชื่อว่าเราแค่ได้กำลังไปถึงที่นั่นเพื่อที่จะสู้รบกับพวกเขาถึงที่นั่น, ดังนั้นเราก็จะไม่ต้องสู้รบกับพวกเขาที่นี่.  สมมติฐานอะไรกันนี่? สมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ว่าเราไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะถามถึงว่าความมั่นคงแห่งชาติคืออะไร.  (The Afghanistan, arguably one of the poorest countries on Earth, as well as thousands of miles away. And we sent our troops there. And why? For our national security. Every president told us that. We were supposed to believe that we were just going over there to fight them over there, so we wouldn’t have to fight them here. What’s premise here? The premise is we’re not supposed to ask what national security is.)

เราแค่ถูกคาดหวังให้เชื่อว่าแต่ละครั้งที่เราได้บอกกับคุณว่าเราต้องส่งกองทหารของเราเขาไปสู่หนทางเจ็บปวดห่างไกลไปหลายพันไมลสิ์นั้น, กำลังทำให้พวกเราทุกคนต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาล, การเปลี่ยนบทบาทของรัฐบาลจากการช่วยเหลือดูแลพวกเรา ไปเป็นการทำสงครามในต่างแดน เพราะมันทำให้ความมั่นคงของเราอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นรึ? มันไม่ได้ทำเลย. วิธีคิดเช่นนั้นได้ถูกผลิตสร้างสงครามอันเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ขึ้นมา.   (We’re just supported to believe each time we’re told that we must send our military into harm’s way thousands of miles away, costing all of us huge amounts of money, shifting the government from helping us to fighting distant wars because it puts us our security in a better shape? It didn’t. That way of thinking has produced the worst war imaginable.)

และผมก็ไม่ได้กระทั่งพูดคุยถึงการได้ใช้จ่ายเงินหลายพันล้านไปเพื่อที่จะตระเตรียมสำหรับสงครามครั้งถัดไปด้วย ในการที่จะใช้ใช้จ่ายไปกับการทหาร เป็นเงินมากยิ่งกว่าที่เราได้ใช้ไปในสิ่งใดอื่นๆ อีกด้วย. มันไม่ได้ทำให้เรามั่นคงปลอดภัยอะไร.นั่นคือทำไมที่เราทั้งหมดได้หวาดกลัววันเวลาเหล่านี้เกี่ยวกับสงครามล่าสุดในตอนนี้ข้ามไปที่โน่นห่างไกลหลายพันไมลสิ์ที่อิหร่านโน่น.   (And I’m not even talking about the billions spent to prepare for the next one to spend on the military more money than we spend on anything else. It doesn’t make us secure. That’s why we’re all scared these days about latest war over there thousands of miles away in Iran.)

มันได้นำเอาความมั่นคงต่ออิสราเอลที่จะอยู่กับการสู้รบกับเพื่อนบ้านตลอดเวลาเช่นนี้รึ? ผมไม่คิดเช่นนั้น. เมื่อคุณข้ามไปที่โน่นและสู้รบ, คุณปล่อยทิ้งตำนานของความขื่นขมและโกรธเคืองที่วิ่งพล่านอยู่ลึกและยาวนานมาตลอด. นั่นไม่ดีเลยสำหรับความมั่นคงแห่งชาติของคุณ.   (Has it brought security to Israel to be constantly fighting with its neighboring? I don’t think so. When you go over there and fight, you leave a legacy of bitterness and anger that runs deep and lasts a long time. That’s not good for your national security.)

ประเด็นที่ถกเถียงกันไม่ใช่เรื่องของการเพิกเฉยต่อความมั่นคงแห่งชาติ. มันเป็นการที่จะเข้าใจว่ามันถูกบิดเบือนอย่างเลวร้ายมาตลอดว่าคือความคิดที่ถูกต้อง. มันควรจะหมายความว่า คุณใส่ใจที่จะปกป้องตัวเองจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต, แต่มันไม่ได้ให้ใบอนุญาตแก่คุณที่จะจินตนาการไปไม่ว่าอะไรก็ตามคืออันตรายที่คุณต้องการให้เป็น. และใหเผมนำมันกลับมาบ้านในตอนจบนี้.   (The argument is not to ignore national security. It’s to understand that it has been badly abused as an idea. It ought to mean that you care to protect yourself against a potential future danger, but it does not give you a license to imagine whatever danger you want to. And let me bring it home in the end.)

อิหร่านเคยเป็นภัยคุกคามที่สมเหตุสมผลต่อสหรัฐอเมริการึ? ไม่เลย. อิหร่านแทบไม่มีกองทัพอากาศใดให้พูดถึง. ไม่มีกองทัพเรือใดให้พูดถึง. ทั้งสองของเหล่านั้นได้ถูกเป่ากระเด็นไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆของอะไรรึ? ของการโจมตีรึ?. แต่พวกเขากลับพบความโกรธแค้นอันขมขื่น จากความจริงที่ว่าในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา พวกเขาถูกโจมตีมาโดยตลอดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง. การคว่ำบาตรทั้งหลาย, การโจมตีทางทหาร, สงครามโดยอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาต่อประเทศอิหร่านมายาวนานหลายปีแล้ว.   (Did Iran represent any reasonable threat to the United States? No. Has no air force to speak of. Has no navy to speak of. Both of those were blown away in the early days of what? Of an attack. But they found a bitter anger in the fact that for the last 45 years they have been attacked one way or another. Sanctions, military attacks, the war by Israel and the United States on Iran on years ago.)

พวกเขาต้องมีความทุกข์เจ็บปวดทั้งหมดในนามของความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา และความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล. ดังนั้นเดาดูสิว่าอะไร?   พวกเขาอิหร่านได้ตัดสินใจว่าพวกเขาจะไม่ตกเป็นเหยื่อโดยความคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติของเราที่บนความเดือดร้อนของพวกเขา. ดังนั้น, พวกเขาจึงกลับขึ้นมาด้วยหนทางการสู้รบแบบใหม่. กลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีขีปนาวุธทั้งหลาย. กลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีโดรนทั้งหลาย. และกลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีช่องแคบฮอร์มุซ และสามารถสู้รบได้ในวิธีนั้น. ความมั่นคงของเราก็เลยไม่ได้เสริมเพิ่มดีมากขึ้น.  (They have had to suffer all in the name of US national security and Israeli national security. So, guess what? They decided they’re not going to be victimized by our idea of national security at their expense. So, they came up with a new way of fighting. Turns out they have missiles. Turns out they have drones. And turns out they have the Straite of Hormuz3 and can fight that way. Our security therefore wasn’t enhanced.)

3 The Strait of Hormuz แปลเป็นไทยว่า "ช่องแคบฮอร์มุซ"

เป็นช่องแคบทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอิหร่านทางตอนเหนือ และประเทศโอมานทางตอนใต้ เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ:

  • จุดยุทธศาสตร์พลังงาน: เป็นเส้นทางเดินเรือหลักที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง (เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต อิหร่าน และกาตาร์) ออกสู่ทะเลหลวงเพื่อส่งต่อไปยังภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
  • ปริมาณการขนส่ง: ประมาณ 20% ถึง 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และราว 20% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ต้องผ่านช่องแคบนี้ในแต่ละวัน
  • ลักษณะทางกายภาพ: มีความกว้าง ณ จุดที่แคบที่สุดเพียงประมาณ 33 กิโลเมตรเท่านั้น

ไม่ใช่ด้วยสงครามนี้, ไม่ใช่สักรายก่อนหน้านี้. ไม่มีของมันเลย. และก็เช่นเดียวกับกับอิสราเอล. ทิ้งระเบิดถล่มเลบานอนแอย่างหนักหน่วง. อะไรที่คุณคิดว่านั่นได้อะไร? ทำให้คุณมั่นคงปลอดภัยรึ? กลับไปที่ปี 1982, อิสราเอล เข้ายึดครองเลบานอนโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ. ด้วยการต่อสู้กับสงครามมา 18 ปีที่คนอิสราเอลได้สูญเสียและต้องออกมาจากเลบานอน. ในตอนนี้พวกเขากำลังทำมันอีก. ว้าว. ข้อโต้แย้งที่สนับสนุนการทูตนั้น ไม่ใช่เพราะมันเป็นเพียงทางเลือกเพื่อทดแทนความมั่นคงของชาติด้วยปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้.     (Not by this war, not by the one before. None of it. And the same for Israel. Bomb the crap out of Lebanon. What do you think that does? Make you secure? Back in 1982, Israel occupied Lebanon all in the name of national security. Fought a war for 18 years which the Israelis lost and had to leave Lebanon. Now they’re doing it again. Wow. The argument for diplomacy is not that it’s just an alternative to national security by these military adventures.)

มันเป็นข้อโต้แย้งที่พูดว่า ปฏิบัติการทางทหารที่อ้างว่าทำในนามของความมั่นคงแห่งชาตินั้น ไม่ใช่ (ความมั่นคง) อย่างแท้จริง ปฏิบัติการเหล่านั้นไม่ได้เป็นเครื่องมือของความมั่นคงเลย. พวกมันคือความผิดพลาด. มันเป็นโครงการที่แย่มากๆ ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยบางส่วนของวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจของเราเพราะว่ามันทำกำไรได้. และอย่าโง่ไป. ระบบทุนนิยมนี้ตกอยู่ในความลำบากที่พยายามจะคลี่คลายปัญหาทั้งหลายด้วยสงคราม. และสิ่งนั้นได้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างเหลือคณนานับ และไม่เคยรับประกันความมั่นคงของชาติได้เลย แม้ว่าจะถูกเคลือบแฝงด้วยวาทศิลป์ (หรือถ้อยคำ) เหล่านั้นมาโดยตลอดก็ตาม.  (It’s argument that says the military adventures undertaken in the name of national security weren’t, they weren’t instruments of security. They were mistakes. They were horrible programs led by certain parts of our cultural and our economy because they were profitable. And don’t be fooled. This is a capitalist system in trouble that tries to solve its problems by war. And that has produced unspeakable suffering and never guaranteed national security, although always dressed up in that language.)

ถ้าการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและเสนอความคิดเห็นนี้เหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใจคุณว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง, ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นๆ, เพื่อนทั้งหลาย, ญาติทั้งหลาย, เพื่อนร่วมงานทั้งหลาย. นั่นคือทำไมที่เราทำพวกมัน. และแน่นอน, ถ้าคุณสามารถช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่เรามีขึ้นที่จะทำมัน, นั่นจะเป็นที่ชื่นชมนิยมอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน. แค่ไปที่เว็บไซท์ของเรา, democracyatwork.info, และมันจะเป็นที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเห็นว่าทำได้อย่างไรนั้น. ขอบคุณ. (If interventions like this strike you as useful, please share this video with friends, neighbors, co-workers, your family. That’s why we make them. And we always end at the very end with a modest appeal for financial assistance because it’s costly to do this and you know that and we will appreciate any help you can give us. Just go to our website ‘democracyatwork.info’ and you can contribute in any way that you like. Thank you.)

  https://youtu.be/2C6dgtnmTd0?si=L510E5xedUlkdgHW

วันศุกร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2569

วรรณฑนา ศิวะ - พูดถึงเรื่องความบ้าคลั่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

รรณฑนา ศิวะ - พูดถึงเรื่องความบ้าคลั่งของการเติบโตทางเศรษฐกิจ

Vandana Shiva speaks about the lunacy of economic growth

          https://youtu.be/lOQzD6aEay4?si=sIjRxDE5bmGVK68A

พิธีกร: …..

วรรณฑนา ศิวะ:          ขอบคุณเป็นอย่างยิ่ง. ดิฉันมีความสุขมากที่ได้กลับมาที่เบอร์ลินอีกครั้ง เรายังจำกันได้. บาร์บาราและดิฉัน, โปรแกรมทั้งหลายอันน่าทึ่งและการชุมนุมเคลื่อนไหวทั้งหลายที่เราได้จัดรวมเป็นองค์กรกับปี 1988 เมื่อยังคงมีกำแพงอยู่. และดิฉันจำได้ว่าเราได้พูดคุยกันเกี่ยวกับว่าทำอย่างไรที่กำแพงเช่นนั้นไม่ควรจะมีอยู่.  (Thank you very much. I’m very happy to be back in Berlin we were just remembering. Barbara and I, the amazing programs and movements that were organized on 1988 when there was still a wall. And I remember we talked about how walls like that should not exist.)

          และทุกวันนี้เราอาศัยอยู่ในเบอร์ลินที่ปราศจากกำแพงทั้งหลายและมีอีกหลายกำแพงมากมายที่ได้ถูกทำลายลงไป.  และดิฉันคิดว่าหนึ่งในสิ่งก่อสร้างที่ใหญ่ที่สุดทั้งหลายที่จำเป็นต้องทำลายลงไปก็คือ กำแพงของมายาคติทั้งหลาย. มายาภา/คติทั้งหลายเหมือนเช่นการเติบโต, มายาคติทั้งหลายที่บอกกับเราว่า ยิ่งเงินมากเท่าใดซึ่งเคลื่อนไหวในเศรษฐกิจและสังคม พวกเราก็จะมีชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้น และดิฉันคิดว่าเหตุผลชองคุณช่างมากมายเหลือเกินในที่นี่ทุกวันนี้ซึ่งคุณกำลังไล่ตามทันและเข้าใจมันกันแล้ว, ว่านั่นเป็นมายาคติและคุณต้องการที่จะสร้างความเป็นจริงอีกอันอื่น.  (And today we live in a Berlin without walls and there many walls to be taken down. And I think one of the biggest vaults that needs to come down is the wall of illusions. Illusions like growth, illusions that tell us that the more money that moves in the economy and society the better off we are and I think the reason so many of you are here today you’re catching on that, that’s an illusion and you want to build another reality.)

          ทั้งหมดของการวัดความเติบโตทางเศรษฐกิจนั่นคือการไหลของเงิน มันไม่ได้ทำงานตรงที่ว่า อย่างไรที่เงินได้ถูกสร้างขึ้นมา, มันไม่ได้ทำงานออกมาว่า อะไรคือทิศทางที่เงินนั้นไหลไป. ดิฉันได้ถูกสอนและถูกฝึกฝนมาเป็นนักฟิสิกส์ และหนึ่งในสิ่งแรกทั้งหลายที่คุณเรียนในด้านฟิสิกส์ก็คือ เส้นแรง/vector อะไรคือทิศทางที่มันกำลังจะทำลายธรรมชาติของการสร้างธรรมชาติ อะไรที่มันกำลังจะทำลายสังคม หรือการสร้างชุมชน, เส้นแรง/vectorกำลังหายไปในตัวชี้วัดความเติยโตทางเศรษฐกิจ ดังเช่นที่มันคือสภาวะตามจริงของสถานการณ์ทั้งหลายที่สิ่งอื่นซึ่งเราเรียนกันในทางฟิสิกส์ว่าสิ่งทั้งหลายนั้นมีสภาวะเช่นนั้น.     (All that economic growth measures is the flow of money it doesn’t work how the money is created it doesn’t work out in what direction the money flows. I was trained as a physicist and one of the first things you learn in physics is the vector1 what direction is it going to destroy nature of build nature is it going to destroy society or build community, the vector is missing in the economic growth indicators as is the actual state of affairs that’s the other thing we learn in physics that things have states.)

          1 เวกเตอร์ในคณิตศาสตร์และฟิสิกส์ (Vectors) ในทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ เวกเตอร์คือปริมาณที่ใช้ระบุทิศทางและการเคลื่อนที่ เช่น แรง, ความเร็ว, และการกระจัด

  • การเขียนแทนเวกเตอร์: มักเขียนในรูปของลูกศร โดยความยาวของลูกศรแทน ขนาด และหัวลูกศรแทน ทิศทาง
  • ในระบบพิกัด: นิยมเขียนในรูปเมทริกซ์ เช่น เวกเตอร์ 2 มิติ คือ \([x, y]\) หรือเวกเตอร์ 3 มิติ คือ \([x, y, z]\)

2. ภาพกราฟิกแบบเวกเตอร์ (Vector Graphics)

ในงานออกแบบกราฟิก ภาพเวกเตอร์คือภาพที่สร้างขึ้นจากสูตรทางคณิตศาสตร์ (จุด, เส้น, และรูปทรง) แทนการใช้พิกัดสีของจุดภาพ (พิกเซล) แบบภาพถ่าย

  • ข้อดี: ไม่ว่าจะย่อหรือขยายภาพให้ใหญ่แค่ไหน ภาพจะยังคง คมชัด ไม่แตกเบลอ และขนาดไฟล์มักจะเล็ก

* (เชิงอรรถ/คำอธิบายความหมาย”คำ”ที่ยกมานี้ - ได้จากการ ใช้ AI ของGoogle)

          ในทางกลศาสตร์ควอนตัม, คุณมีสภาวะควอนตัม ในแบบกลศาสตร์คลาสสิค(ดั้งเดิม). คุณมีสภาวะแบบคลาสสิค(ดั้งเดิม) แต่ยังคงเป็นตัวชี้วัดที่บอกคุณว่าคืออะไร, ที่ไหนและอย่างไรคือพฤติกรรมของมัน ตัวชี้วัดทั้งหลายทางความเติบโตทางเศรษฐกิจ ไม่ได้บอกอะไรคุณเลย. พวกมันแค่ให้คุณถึง รูปร่างของอะไรที่ไม่เปิดเผยตัวตน. และบนพื้นฐานนั้น, เราได้ถูกคาดหวังว่าจะค้อมคำนับลงต่อตัวชี้วัดนั้นๆ และปล่อยให้ชีวิตของพวกเราถูกกวาดออกไปจนหมด. ปล่อยให้ชีวิตของดาวเคราะห์นี้ถูกกวาดออกไป.   (In quantum mechanics2 you have quantum states in classical mechanics. You have classical States but still the indicators that tell you what is, where and how its behaving economic growth indicators tell you nothing. They just give you a non-anonymous figure. And on that basis, we’re supposed to bow down to that indicator and let our lives be wiped put. Let the planets life be wiped out.)

          2 quantum mechanics แปลว่า กลศาสตร์ควอนตัม เป็นสาขาหนึ่งของฟิสิกส์ที่ศึกษาพฤติกรรมของสสารและแสงในระดับอะตอมและอนุภาคที่เล็กกว่าอะตอม (อนุภาคย่อยของอะตอม) ซึ่งวัตถุขนาดจิ๋วเหล่านี้จะมีคุณสมบัติแปลกประหลาดที่ขัดกับหลักฟิสิกส์ดั้งเดิม เช่น การมีสถานะเป็นทั้ง "อนุภาค" และ "คลื่น" ได้ในเวลาเดียวกัน

          หนึ่งเหตุผลว่าทำไมเราจึงไม่สามารถไว้วางใจในสามตัวชี้วัดนี้ได้, มันเป็นเพราะเงินในตัวมันเองได้กลายเป็นสิ่งไม่น่าเชื่อถือได้ในการวัดทางเศรษฐกิจ. มันจะอย่างไรก็ตาม, ไม่เคยแสดงให้เห็นได้ว่าจะสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงของสิ่งทั้งหลายได้. มันถูกคาดหมายว่าจะเป็นสื่อกลาง และนั่นคือทำไมที่ธนบัตรของเราต้องมีข้อความเขียนเอาไว้ว่า “ข้าพเจ้าสัญญาว่าจะจ่ายให้แก่ผู้ถือ.” มในเป็นเพียงแค่สื่อกลายหนึ่งของการเข้าถึงแหล่งทีพยากรทั้งหลาย แต่ในทุกวันนี้ มันกระทั่งสูญเสียการผูกโยงเข้ากับทรัพยากรที่ว่ารนั้นไปแลบ้ว.  (One reason why we can’t trust these indicators, it’s because money itself has become an unreliable measure of the economy. It was anyway, never intended to reflect the actual value of things. It was supposed to be a means and that’s why our banknotes say I promise to pay the bearer. It was just merely a means of accessing resources but today it’s even lost that mooring in real resources.)

          เงินสามารถที่จะสร้างทำตัวมันเองได้และทวีคูณตัวมันขึ้นได้เหมือนเช่นไวรัส. ลองมองดูที่ว่ามันได้ทวีคูณตัวมันเองขึ้นอยู่เหนือมูลค่าของหลักค้ำประกันอสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายที่ในสหรับอเมริกาสิ. วิกตการณ์หลักทรัพย์ค้ำประกันได้ขึ้นอยู่กับเครื่องมือใหม่ทั้งหลายที่ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นมา เพื่อที่จะทำเงินให้มากๆยิ่งขึ้นในตัวมันเอง. คุณให้ความอัศจรรย์ใจกับหนี้เงินกู้ทั้งหลายอันไม่น่าเชื่อได้นั่น, คุณได้กำไรถึง 25% ออกมาจากการนั้น, คุณนำสินทรัพย์หนี้เหล่านั้นมามัดรวมด้วยกัน เป็นสินทรัพย์ที่คุณนำเอาไปขายต่อได้, และคุณ๊ก็ได้กำไรมากๆยิ่งขึ้นออกมาจากตราสารอนุพันธ์หนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน,  แล้วคุณก้ห่างไกลไปจากความจริงมากยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ.  (Money can make itself and multiply itself like a virus. Look at how it multiplied itself over the value of subprime real estate in the United States and brought the entire world economy down. The subprime crisis was based on new instruments that have been created to make much money multiply itself. You give wonder an unreliable loan, you get 25% interest out of that, you bundle it up out of that securitization, you get much more out of derivatives collateral debt obligations3, you get further and further removed from reality.)

          3 Collateralized Debt Obligation (CDO) คือตราสารอนุพันธ์ประเภทหนึ่งที่จัดอยู่ในกลุ่มตราสารหนี้ที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกัน (Structured Asset-Backed Security) ซึ่งเกิดจากการนำสินทรัพย์ประเภทหนี้สินต่างๆ (เช่น สินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถยนต์ หรือหนี้บัตรเครดิต) มารวมกัน แล้วแบ่งซอยขายให้นักลงทุน

การทำงานหลักของ CDO:

  • การรวมหนี้: สถาบันการเงินจะรวบรวมหนี้สินจากหลายๆ แหล่งมารวมไว้ในกองเดียวกัน
  • การแบ่งชั้นความเสี่ยง (Tranches): แบ่งผลประโยชน์และระดับความเสี่ยงออกเป็นหลายชั้น (สูง, กลาง, ต่ำ)
  • การจ่ายผลตอบแทน: นักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงกว่าจะได้รับผลตอบแทนที่มากกว่า โดยจะได้รับเงินต้นและดอกเบี้ยจากการผ่อนชำระของลูกหนี้ต้นทาง

เครื่องมือทางการเงินประเภทนี้มีความซับซ้อนสูงและมีบทบาทสำคัญในวิกฤตเศรษฐกิจแฮมเบอร์เกอร์ (ปี 2007)

          และดิฉันจำได้ว่าไอน์สไตน์ได้เคยพูดบางอย่างไว้ว่า, “อาการของผู้วิกลจริตก็คือการที่คอยทำอะไรซ้ำๆเดิมๆอยู่ตลอด, แล้วหวังว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ต่างไปจากเดิมออกมา.” ดังนั้นเมื่อเหล่านี้...เมื่อตราสารที่มีหลักทรัพย์ค้ำประกันหนี้สินเหล่านี้เริ่มต้นมีปัญหาผิดพลาดไป, นี่ก็สมควรแก่เหตุแล้ว. เมื่อสิ่งนั้นผิดไปพวกเขาก็นำมันไปแบ่งแยก/จัดรวมใหม่. พวกเขาก็ได้บอกว่า, เป็นการแบ่งตราสารหนี้สินที่มีความเสี่ยงที่สูงนั้นออกไปรวมกับอันอื่นเพื่อนำไปขายต่อไปได้. เมื่อพวกมันผิดไปจากที่ว่า พวกเขาก็ยกกำลังสามของค่ามันและพวกเขาก็จะได้นำไปขายเพื่อยกกำลังสี่เท่าขึ้นไปอีก. ถ้าวอลล์ สตรีทไม่ได้พังทะลายลงมากลางคันเสียก่อน.  (And I remember Einstein said something he said, ‘A symptom of insanity is to keep doing the same thing again and again, expecting a different outcome.’ So, when these…when these collateral debt obligations started to go wrong, this squared it. And they said, CDO squared. When that went wrong them cubed it and they’d have put it to the power of four. If Wall Street hadn’t come down in the middle.)

          เหตุผลที่สอง, ทำไมเราต้องมีคำถามกับความเติบโตทางเศรษฐกิจ และก้าวข้ามความเติบโตนั้น, ก็เพราะว่าการไหลของเงินที่เพิ่มขึ้น, กำลังเกิดขึ้นด้วยการแลกมาซึ่งราคาของธรรมชาติและผู้คน. ป่าไม้ที่มีชีวิตไม่ได้มีส่วนสนับสนุนให้มีความเติบโตทางเศรษฐกิจ. มันมีส่วนสนับสนุนต่อชีวิต. และการชุมนุมเคลื่อนไหวอันดับแรกที่ดิฉันได้สิทธิพิเศษและได้รับได้รับเกียรติกึคือได้เป็นส่วนหนึ่งของ, การชุมนุมเคลื่อนไหวชิปโก้อันมีชื่อเสียงโด่งดัง ซึ่งได้ต่อต้านป่าไม้เชิงพานิชย์ซึ่งมีการช่วยสนับสนุนที่จพะให้มีการเติบโตในทุกที่มีการตัดต้นไม้, ได้จดทะเบียนในตลาดและมันได้รับการสนับสนุนให้มีการเติบโตขึ้น. (Second reason, why we have to question economic growth and go beyond growth, is because the increased flow of money, is increasingly taking place at the cost of nature and people. A living forest doesn’t contribute to economic growth. It contributes to life. And the first movement I was very privileged and honored to be part of, was the famous Chipko movement4 which fought against commercial forestry which contributed to growth every tree cut, registered in the market and it contributed to growth.)

          4 ขบวนการชิปโก (Chipko Movement) คือ ขบวนการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและป่าไม้แบบสันติวิธี ซึ่งเกิดขึ้นในประเทศอินเดียช่วงทศวรรษ 1970 โดยมีจุดเด่นคือการที่ชาวบ้านในชนบท (โดยเฉพาะผู้หญิง) ร่วมใจกัน "กอดต้นไม้" เพื่อปกป้องไม่ให้ถูกกลุ่มนายทุนและรัฐบาลตัดโค่น

รายละเอียดสำคัญของขบวนการชิปโก:

  • ความหมายของชื่อ: คำว่า "ชิปโก" (Chipko) ในภาษาฮินดี แปลว่า การกอด หรือ การเกาะติด ซึ่งมาจากวิธีที่ผู้ประท้วงใช้ร่างกายโอบกอดต้นไม้ไว้เพื่อขวางทางคนตัดไม้ [1]
  • จุดกำเนิด: เกิดขึ้นในรัฐอุตตราขันธ์ (Uttarakhand) บนเทือกเขาหิมาลัย เมื่อชาวบ้านลุกฮือขึ้นต่อต้านนโยบายการตัดไม้ทำลายป่าเชิงพาณิชย์ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตและระบบนิเวศของพวกเขา
  • พลังของสตรี: ผู้หญิงท้องถิ่นถือเป็นแกนนำหลักและเป็นหัวใจสำคัญของขบวนการนี้ เนื่องจากพวกเธอเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงที่สุดจากการสูญเสียทรัพยากรป่าไม้ [1]
  • ผลลัพธ์และความสำเร็จ: การเคลื่อนไหวนี้ประสบความสำเร็จในการหยุดยั้งการตัดไม้ในหลายพื้นที่ จนนำไปสู่การตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมระดับโลก และเป็นรากฐานสำคัญให้กับขบวนการสตรีนิยมเชิงนิเวศ (Ecofeminism) และการอนุรักษ์ป่าไม้ในเวลาต่อมา

ทุกต้นไม้ที่มีชีวิตได้ช่วยสนับสนุนต่อชีวิตและผู้หญิงของภูมิภาคดิฉันก็ได้ออกมา และได้พูดว่าเรากำลังที่จะโอบกอดต้นไม้นั้ทั้งหลายนที่คุณไม่สามารถจะกำลังจะตัดมันได้ถ้าไม่ฆ่าพวกเราก่อน. ในปี 1981, เราได้มีประกาศห้ามตัดไม้ในบริเวณต้นแม่น้ำคงคา, ท่ามกลางเทือกเขาสูงเสียดฟ้าทั้งหลายของที่ซึ่งแม่น้ำยิ่งใหญ่เริ่มต้นขึ้น เพราะว่าปัญญาของผู้หญิงนั้นคือว่า ความสำคัญมากที่สุดในสารัตถะประโยชน์ของต้นไม้ทั้งหลายกำลังเป็นความสมดุลสร้างเสถียรภาพให้กับการไหลของดินและน้ำ. นั่น, นั่นคือเศรษฐกิจแห่งธรรมชาติ. ค่าใช้จ่ายที่แท้จริงของน้ำมัน, ครัวเรือนที่แท้จริงซึ่งความเติบโตนั้นต้องบังเกิดขึ้น. การไม่ตัดต้นไม้ทั้งหลายและห้ามทุกตารางฟุตมากขนาดนี้ของไม้ซุงในการซื้อขาย. ค่าภาคหลวงที่รัฐบาลจัดเก็บเก็บไปจากการตัดไม้และทำลายผืนป่า เพื่อชดใช้หนี้สินระดับประเทศนั้นไม่คุ้มค่าใดเลย.   (Every living tree contributed to life and women of my region came out and said we are going to hug the tree you can’t cut the trees till you kill us. In 1981, we got a logging ban in the source of the Ganges River, in the high-attitude mountains of where our Mighty River start because the women’s wisdom that the most important function of the trees is stabilizing flows of soil and water. That, that’s the economy of nature, the real oil cost, the real household in which growth must take place. Not Chopping down trees and having this much square-foot of timber tree traded. This royalty is collected out of destruction of forests into debt timber.)

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตอนนี้รัฐบาลกำลังกลับมาทบทวนแนวคิดเรื่องการเติบโตอีกครั้ง ดังที่ได้กล่าวไว้ในบทนำ กำลังหวนกลับมาทบทวนพิจารณาแนวคิดความเติบโตนี้. ดิฉันจำได้ถึงเพื่อนรักของดิฉันและน้องสาว มาริลีน วอริงค์, ได้เขียนไว้ในหนังสือเล่มอ้วนที่ชื่อ “หากผู้หญิงมีความสำคัญ.” และเธอได้กลายเป็นสมาชิกรัฐสภาที่อายุน้อยที่สุดของนิวซีแลนด์ และได้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำให้นิวซีแลนด์เป็นเขตปลอดนิวเคลียร์. เธองุนงงอย่างมากในตอนนั้นที่ทุกครั้งเมื่อเธอได้ไปยังรัฐสภาเพื่อร้องขอเงินมากขึ้นสำหรับการดูแลเด็กหรือเงินมากขึ้นในเงินเพื่อการสงเคราะห์ทั้งหลาย. เธอก็จะถูกบอกว่าว่า ไม่มีเงินนั้นให้. และทุกครั้งก็ได้มีงบประมาณป้องกันประเทศซึ่งมีเงินรองรับให้ทุกเวลาเสมอ, ดังนั้นเธอจึงได้ตัดสินใจที่จะเข้าไปตรวจสอบ/สอบสวนว่า ภาพการเติบโตที่ว่าเหล่านี้มาจากที่ใดกัน.  (The interesting is government are now as was said in the introduction revisiting the idea of growth. I remember my dear friend and sister Marilyn Waring5, wrote a fat book called ‘If women mattered.’ And she had become the youngest MP New Zealand and had been very important in making New Zealand a nuclear-free zone. She very puzzled that every time she went to Parliament to ask for more money for child-care or much more money for welfare. She would be told there’s no money. And every time there was a defense budget there was always money, so she decided to investigate where do these growth figures come from.)

5 มาริลิน วอริ่ง (Marilyn Waring) หรือชื่อเต็มว่า เดม มาริลีน จอย วอริ่ง (Dame Marilyn Joy Waring) เป็นนักวิชาการ นักนโยบายสาธารณะ อดีตนักการเมืองนิวซีแลนด์ และนักสตรีนิยมที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเธอได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งหลักของแนวคิด "เศรษฐศาสตร์สตรีนิยม" (Feminist Economics) [1, 2]

ข้อมูลและผลงานสำคัญของเธอที่ทำให้โลกจดจำ มีดังนี้

1. ผลงานหนังสือเปลี่ยนโลก "If Women Counted"

ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เธอมากที่สุดคือหนังสือชื่อ "If Women Counted" (ตีพิมพ์ในปี 1988) เนื้อหาเป็นการวิพากษ์วิจารณ์ระบบบัญชีประชาชาติตามมาตรฐานสากลและตัวชี้วัดความเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) [1, 2]

·         ชี้ให้เห็นว่าระบบเศรษฐกิจกระแสหลักละเลยคุณค่าของงานบ้าน การดูแลเด็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ป่วย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานที่ไม่มีค่าจ้างของสตรี [1, 2]

·       บัญชีแบบเดิมมักตีค่าให้กิจกรรมทำลายสิ่งแวดล้อมหรือการทหารมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ แต่กลับมองว่าการดูแลครอบครัวและทรัพยากรธรรมชาตินั้นไม่มีมูลค่า [1]

 หนังสือเล่มนี้มีอิทธิพลสูงมากจนส่งผลให้ องค์การสหประชาชาติ (UN) ต้องปรับนิยามและวิธีคำนวณผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ใหม่ในเวลาต่อม

2. นักการเมืองหญิงอายุน้อยที่สุดในสภานิวซีแลนด์

เมื่อปี 1975 ในขณะที่เธอมีอายุเพียง 23 ปี เธอได้รับเลือกตั้งให้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่อายุน้อยที่สุดของนิวซีแลนด์ในนามพรรค National Party และมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายสำคัญ รวมถึงจุดยืนต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์และการขับเคลื่อนสิทธิสตรี ก่อนที่เธอจะถอนตัวจากแวดวงการเมืองในปี 1984 เพื่อมาทำงานสายวิชาการอย่างเต็มตัว

3. บทบาททางวิชาการและองค์กรระดับโลก

  • ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านนโยบายสาธารณะ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีออกแลนด์ (AUT)
  • ได้รับแต่งตั้งจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ให้เป็นหนึ่งในคณะมนตรีว่าด้วยเศรษฐศาสตร์แห่งสุขภาพเพื่อปวงชน (Council on the Economics of Health For All) ในช่วงปี 2021–2022
  • ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสูง (DNZM) จากรัฐบาลนิวซีแลนด์ในปี 2020 ในฐานะผู้ทำคุณประโยชน์แก่งานด้านสตรีและเศรษฐศาสตร์

การประเมินผลิตภัณฑ์ประชาชาติต้นรวม (GNP) และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) นี้มาจากไหน. และเธอได้ตระหนักรู้ และเธอก็กลับไปที่สหประชาชาติ ระบบการทำบัญชี และพบว่ามันเป็นเพียงสิ่งประดิษฐ์ที่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างจงใจเพื่อระดมเงินทุนสำหรับใช้ในสงคราม. และคำจำกัดความของความเติบโตนั้นก็คือ, ถ้าคุณผลิตอะไรขึ้นมาเพื่อการบริโภคแล้ว คุณก็ไม่ได้ผลิตอะไร, ดังนั้นเมื่อธรรมชาตินำเอาทุกสิ่งกลับมาใช้ใหม่ เพราะเช่นนั้นเองการผลิดก็คืออะไรที่เธอยบริโภค, เท่ากับว่าเธอ(ธรรมชาติ)ก็ไม่ได้ผลิตอะไรขึ้นมา.  (Where does this gross national product and gross domestic product assessment come from. And she realized she went back to the United Nations system of account keeping and found out that it was a very artificial construction to mobilize money for the wars. And the definition of growth was, if you produce what you consume then you don’t produce, since nature recycles everything and therefor produces what she consumes, she doesn’t produce,)

ระบบเศรษฐกิจทั้งหลายเพื่อยังชีพของโลกที่สามของแม่บ้านครัวเรือน, เราผลิตและเราก็บรนิโภคเองนั้นถือว่าไม่นับทางบัญชี. ดังนั้น, เศรษฐกิจที่แท้จริงของธรรมชาติและผู้คนได้ถูกพลิกหันลงไปที่ 0(ศูนย์) ในคำจำกัดความของ GDP และ GDP.   (All of the sustenance economies of the third world of the household women, we produce and we consume that doesn’t count. So, the real economy of nature and people is turned into a zero in the definition of GNP and GDP.)

คุณรู้มั้ย, ว่า อริสโตเติ้ลตามความจริงแล้วได้แยกแยะความแตกต่างของสองระบบเศรษฐกิจ. เขาได้เรียกว่า หนึ่งนั้นคือเศรษฐกิจผิดธรรมชาติ ซึ่งได้สัมพันธ์ต่อการทำเงิน. และเขาได้เรียกอีกอันหนึ่งว่า เศรษฐกิจแบบธรรมชาติ, สัมพันธ์อยู่กับการธำรงไว้ซึ่งชีวิต. และนั่นคือประเด็นอันสำคัญ. อะไรคือความเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังส่งเสริม คือวิธีการทำเงินที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่งของคนเพียงกลุ่มน้อยๆ โดยต้องแลกมาด้วยชีวิตของผู้ค ชีวิตของดาวเคราะห์นี้.    (You know, Aristotle actually distinguished between two economies. He called one, chremastistics6 related to money making. And he called the other, Iconomia, related to the maintenance of life. And that’s the real issue. What economic growth is promoting is extremely efficient ways of money-making by a few at the cost of the lives of people lives of community, lives of the planet.)

6  Chrematistics (เครมาทิสติกส์) ซึ่งเป็นแนวคิดของ Aristotle นักปราชญ์ชาวกรีกโบราณที่ปรากฏในหนังสือ Politics เป็นทฤษฎีที่ใช้อธิบายและแยกแยะความแตกต่างระหว่าง การบริหารเศรษฐกิจ กับ การหาเงินแบบผิดธรรมชาติ โดยสรุปมีรายละเอียดดังนี้:

เศรษฐศาสตร์ (Oikonomia) - แบบธรรมชาติและถูกต้อง

อริสโตเติลมองว่าเศรษฐศาสตร์คือการจัดการทรัพยากรและการใช้เงินเพื่อเป็น "สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน" เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์และครอบครัว ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นและถูกต้องตามหลักศีลธรรม [1, 2]

เครมาทิสติกส์ (Chrematistics) - แบบผิดธรรมชาติและอันตราย

ในทางกลับกัน อริสโตเติลอธิบายถึง Chrematistics ว่าหมายถึง "ศิลปะการหาความมั่งคั่ง" หรือการแสวงหาเงินเพื่อความร่ำรวยและผลกำไรโดยไม่มีที่สิ้นสุด (เช่น การค้าขายเพื่อเก็งกำไร หรือการปล่อยกู้กินดอกเบี้ย) [1, 2, 3]

  • ผิดธรรมชาติ: เพราะเงินถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ไม่ใช่สิ่งของที่สามารถเพิ่มจำนวนได้เอง
  • ผลเสีย: การแสวงหาเงินเพียงอย่างเดียวจะทำลายทั้งชีวิตส่วนตัวของบุคคลและศีลธรรมของสังคม

และนั่นคือทำไมที่เราต้องไปให้ไกลเลยจากมัน อินเดีย โดดเด่นขึ้นมาเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนมากในข้อถกเถียงเรื่องการเติบโตนี้, จีนและอินเดีย เป็นสองประเทศที่มักถูกอ้างอิงถึงเสมอในทุกวันเวลาทั้งหลายเหล่านี้. และดิฉันพูดว่าวันเวลาทั้งหลายเหล่านี้ เพราะว่าในทศวรรษทั้งหลายของยุคปี 90 เราเคยถูกบอกในอินเดีย, เราต้องเป็นเช่นเสือและมังกรแห่งเอเชียใต้. ในปี 1997, เศรษฐกิจได้พังพาบลงและการเติบโตก็จำเป็นต้องเสียค่าจัดส่ง. ประเทศยักษ์ใหญ่ทั้งหลายของเอเชีย, จีน, อินเดียได้กลายเป็นแผ่นป้ายประกาศตัวใหม่. เด็กๆของการเติบโตแต่จะไปในหนทางเหมือนกันเพราะว่าเรากำลังถูกขอให้ล่าเหยื่อจากสิ่งที่ค้ำจุนเรา. เศรษฐกิจของธรรมชาติและเศรษฐกิจเพื่อการยังชีพ.  (And that is why we have to go beyond it India stands out as such a conspicuous example in this growth debate, China and India are the two countries that are always cited these days. And I say these days because in the decade of the 90s we used to be told in India; we’ve got to be like a Tigers and the Dragons of Southeast Asia. In 1997 the economy is collapsed and growth needs postage. The giant countries of Asia, China, India have become the new poster. Children of growth but will go the same way because we are being asked to predate on the very things that support us. Nature’s economy and the sustenance economy.)

ดังนั้น, อินเดียมี 9%ของการเติบโต แต่อะไรที่คือการเติบโตก็คือ ผู้คนที่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นมาหรือไม่. ระบบนิเวศทั้งหลายของเราสุขภาพดีขึ้นจน ไม่ใช่เลย. คุณสามารถมองไปที่ ทุกภาคส่วนก็ได้. คุณสามารถมองดูไปที่ผืนดินและคุณสามารถมองไปที่ความหลากหลายทางชีวภาพ. คุณสามารถมองไปที่อาหาร. คุณสามารถมองไปที่น้ำ. และขอให้ดิฉันบอกคุณสักสองสามเรื่องราวของอย่างไรที่ถูกต้องแน่นอนว่า 9% ของการเติบโตนั่นทำให้อินเดียเป็นอินเดียที่ส่องสว่างได้.หยั่งรากลึกอยู่บนการทำลายล้างรากฐานของอารยธรรมของเรา ซึ่งยืนหยัดผ่านการทดสอบของกาลเวลามานานกว่า 10,000 ปี.  (So, India has 9% growth but what’s growing are people better off. Our ecosystems healthier no you can look at every sector. You can look at land and you can look at biodiversity. You can look at food. You can look at water. And let me tell you a few stories of how exactly the 9% growth that makes India a shining India is. Rooted in the destruction of the very foundation of our civilization that has stood the test of time for more than 10,000 years.)

หนึ่งในข้อโต้แย้งคัดค้านได้ใช้อย่างซ้ำๆก็คือเหตุผลที่เราจำเป็นต้องการอัตราการเติบโตสูง ที่จะนำไปสู่การเคลื่อนย้ายความยากจน และ การอุปมาอุมัยอย่างง่ายมากที่ถูกใช้มาก็คือ คุณไม่ได้ไม่มีการเติบโต เค้กก้อนนี้ก็ไม่ใหญ่โตขึ้น. ถ้าเค้กไม่ได้ก้อนโตขึ้นความยากจนก็จะไม่ได้รับส่วนแบ่งปัน. แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจก็กำลังขโมยปล้นก้อนเค้กไปจากคนยากจนในข้อเท็จจริงคือ กำลังปล้นขโมยขนมปังขากคนยากจนในไม่กี่วันก่อนที่พวกเขาต้องไปจากบ้าน, ดิฉันได้ยุ่งวุ่นอยู่กับการสนับสนุนช่วยเหลือชาวนาชาวไร่ทั้งหลายไปทั่วอินเดียตลอดมา. ผู้ที่กำลังต่อสู้เพื่อปกป้องผืนดินของพวกเขา.  (One of the arguments repeatedly used is the reason we need high growth rates is growth will lead to poverty removal and a very simple metaphor is used if you don’t have growth the cake won’t go bigger. If the cake is not bigger the poor won’t have a bigger share. But economic growth is stealing the cake of the poor in fact is stealing the bread of the poor in the few days before leaving home, I’ve been busy with supporting farmers across India. Who are defending their land.)

วันที่ 9 พฤษภาคมแค่ด้านนอกของกรุงเดลฮี, เกษตรกรทั้งหลายผู้ที่ได้กำลังประท้วงการแย่งเอาผืนดินไปและได้ถูกยิงตายไปที่ผืนดินนั้น. อ้างจากที่เกษตรกรทั้งหลายมากกว่า 70 ผู้คนได้ถูกฆ่าตาย ตามที่รัฐบาลกล่าว สี่คนได้ถูกฆ่าก็ยังไม่ได้รับการสอบสวน เพื่อที่จะยืนยันมันว่า อะไรที่แน่ชัดในจำนวน แต่บ้านเรือนทั้งหลายได้ถูกเผา. 5,000 ตำรวจได้ถูกล้อมโดนกลุ่มทางศาสนารี้ และเหมือนดังที่ดิฉันได้เอ่ยถึงไป เรื่องนี้เกิดอยู่ที่แค่นอกกรุงเดลฮี ในนามของโครงการก่อสร้างทางด่วนหนึ่งใน 5 โครงการขนาดยักษ์ของเมืองที่กำลังถูกสร้างอยู่นี้.  (On the 9th of May just outside Delhi farmers who were protesting the land grab and land were shot at. According to the farmers more than 70 people have been killed according to the government four people have been killed is not an investigation yet to confirm it what’s exactly is the number but homes were burned. 5,000 polices surrounded this group of religious and like I mentioned this is just outside Delhi in the name of building an expressway five new mega townships are being built.)

หนึ่งในโครงการขนาดใหญ่ระดับเมืองทั้งหลายนี้ก็คือ “นครกีฬา” และสนามแข่งรถฟอร์มูลา วัน ที่กำลัวงถูกสร้างขึ้นบนมันที่เป็นอะไรซึ่งทำให้เกษตรกรทั้งหลายนั้นโกรธแค้น. เกษตรกรทั้งหลายได้ถูกจ่ายให้เป็นเงิน 300 รูปีสำหรับที่ดินโดยรัฐบาล(ค่าเวนคืนที่ดิน) ที่ทำให้ที่ดินเหมาะกับประโยชน์ของผู้ลงทุนเอกชน. ผู้ลงทุนเอกชนก็นำที่ดินเดียวกันนี้ไปขายต่อในราคาสูงขึ้นยกกำลัง 6 , เมื่อดิฉันพูดว่า 300 รูปีนั้นหมายถึงต่อตารางเมตร, ขนาดก็ประมาณโต๊ะนี้. นั่นคืออะไรที่เกษตรกรทั้งหลายได้รับ. ธุรกิจขนาดใหญ่ขายมันออกไป, นักเก็งกำไรขายที่ดินนั้นไปที่ราคาหกแสนรูปี, แค่การเปลี่ยนมือจากรายแรกไปสู่รายที่สอง. นั่นเป็น 2 แสนเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นในการเติบโตของเศรษฐกิจทางการเงิน. (One of these townships is a sports city and the Formula I track is being built on it that’s what got the farmers really angry. The farmers had been paid 300 rupees for the land by the government which appropriates the land on behave of private interests. The private interest sell of that same land x-6, when I said 300 rupees it’s for a square meter, the dimension of this table. That’s what the farmers got. The big business sells it off, the speculators sell it off at six hundred thousand rupees the same land, just moves from one hand to the other. That’s a two hundred thousand percent increase in growth in the money economy.)

ดังนั้น, ถ้าคุณมองแค่เพียงกลไกทางเศรษฐศาสตร์ง่ายๆ ก็เป็นธรรมดาที่ยิ่งมีเงินเดินสะพัดมากเท่าไร ก็ยิ่งสวร้างมหาเศรษฐีพันล้านขึ้นได้มากเท่านั้น. และหนึ่งร้อยรายของมหาเศรษฐีพันล้านใหม่ของอินเดียในตอนนี้ ควบคุมกำกับหนึ่งในสามของเศรษฐกิจของอินเดีย. และถ้าคุณยินยอมให้พวกเขาตะครุบเอาที่ดินและน้ำของผู้คน, พวกเขาก็จะควบคุมบงการสองในสามของเศรษฐกิจ. แต่อะไรที่บังเกิดต่อผู้คน, พวกเขาถูกทิ้งไว้ให้ปราศจากที่ดินของตนเอง, ปราศจากอาชีพการงานเลี้ยงตน, ปราศจากอาหาร, ปราศจากอนาคต. คนหนุ่มหนึ่งล้านรายกำลังถูกเลิกจ้างงานในพื้นที่นี้ และในอีกสองสามวันเมื่อพวกเขาได้เงินค่าชดเชยมา, พวกเขาได้กินดื่มสักเล็กน้อย, พวกเขาได้จักรยานอีกสองสามคัน, พวกเขาวิ่งไปทั่ว. และแล้วมันก็จบสิ้นลงและนั่นเองฉันก็ไร้งานอาขีพ.  (So, if you’re only looking at that of course more money is flowing the more billionaires being created. And a hundred of the new billionaires of India now control one third of India’s economy if they allowed to keep grabbing the land and water of the people. They’ll control two thirds of the economy. But what happens to the people they’re left without land, without livelihood, without food, without a future. A million young men are unemployed in this area and in the first few days when they get the money for compensation, they have few drinks, they get a few more bikes, they run around. And then it’s over and there I’m unemployed.)

และโพ้นเลยไปจากจุดนั้นในฐานะผู้ว่างงาน, อะไรที่คุณหันไปหาในการมีชีวิตอยู่. อาชญากรรม. อาชญากรรมมีส่วนช่วยสนับสนุนในการเติบโตเศรษฐกิจอย่างมหึมา  แต่สิ่งนี้มันทำให้สังคมทั้งหลายมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นหรือ. อีกพื้นที่หนึ่งที่โรงงานผลิตเหล็กกล้าได้กำลังถูกสร้างสรรค์ขึ้น, ถูกคาดว่าจะเป็นบริษัทเกาหลี, มันถูกเป็นเจ้าของถูก วอลล์ สตรีท ในตอนนี้. ตั้งแต่มีการแปรรูปสินทรัพย์รัฐวิสาหกิจทั้งหลายของเกาหลี, เกศตรกรทั้งหลายจะสูญเสียไป 4 ล้านรูปีต่อเอเคอร์, เพราะว่าการทำเกษตรเจริญรุ่งเรืองอย่างไรก็ไม่ถูกนับรวมในบัญชีประชาชาติ. เพราะว่าพวกเขาปลูกใบพลู. พลู, คุณรู้มั้ย, มันถูกเรียกเช่นนั้นที่คนอินเดียใช้ในเป็นยาย่อยอาหารขับถ่าย มันไม่ได้ถูกจัดเป็นพืชเศรษฐกิจของระบบการค้า. (And beyond the point as an unemployed person, what do you turn to for a living. Crime. Crime contributes to growth hugely but this does it create healthy societies. The other area is where a man mega steel plant is being created, supposed to be a Korean company we did the analysis. It’s not Korean at all, it’s owned by Wall Street now. Since the privatization of Korea’s assets, the farmers will lose 4 million rupees an acre, because very prosperous farming doesn’t count in the national accounts7 because they grow the betel leaf. A betel, you know it’s called upon which Indians use as a digestive it’s not in the international trading system.)

7 The national accounts แปลว่า "บัญชีประชาชาติ" หรือ "ระบบบัญชีแห่งชาติ" เป็นระบบบันทึกข้อมูลและวัดกิจกรรมทางเศรษฐกิจระดับมหภาคของประเทศ เช่น รายได้ การผลิต การใช้จ่าย และการลงทุน เพื่อใช้ประเมินสุขภาพทางเศรษฐกิจ ประกอบด้วยตัวชี้วัดสำคัญดังนี้:

  • GDP (Gross Domestic Product): ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ
  • GNI (Gross National Income): รายได้ประชาชาติรวม
  • National Income (NI): รายได้ประชาชาติสุทธิ

บริษัทในตัวมันเอง มันได้ถูกคาดหวังว่าจะเป็นการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดในอินเดีย ถึง 12 พันล้านดอลลาร์. ใน 8 ปีผลที่ได้ออกมาจากการทำเหมืองตามลำพัง พวกเขาก็สามารถจะฟื้นคืนทุนเรื่องนี้ได้. พวกเขามีเหมืองของตนเองและใช้ในกิจการด้วยตนเองเท่านั้น, มีโรงไฟฟ้าสำหรับตนเอง. การเติบโตทางเศรษฐกิจคือเศรษฐกิจของการจำกัดไว้เป็นของตนเอง. และที่ซึ่งเราได้เห็นชัดมากที่สุดในเรื่องนี้คือ เกศตรกรรม.   (The company itself it’s supposed to be the biggest investment in India 12 billion dollars. In 8 years out of mining alone they’ll have recovered this. They have a captive mine a captive portal, captive power plant. This growth economy is an economy of captivity. And the place we this most dramatically is in the field of agriculture.)

ดิฉันได้ถูกแนะนำว่าเป็นบุคคลผู้ที่ไปจัดการกับGMOทั้งหลาย. ขอให้ดิฉันได้บอกเล่าเรื่องราวของการเติบโตในภาคส่วนเมล็ดพันธุ์พืชกัน. อินเดียคือดินแดนแห่งฝ้าย. มหาตมะคานธีปั่นฝ้ายเพื่ออิสรภาพของเรา ท่านได้นำเอาฝ้ายมาปั่นกงล้อหมุนไปและได้พูดว่า, “เรามาทำอฑิกัน.” ดังนั้น, สำหรับเราแล้วฝ้ายคือเส้นใยแห่งอิสรภาพ. แต่ทุกวันนี้มันได้กลายเป็นเส้นใยแห่งความเป็นทาส. มอนซานโตได้เข้ามาที่อินเดียในปี 97-98 ด้วยฝ้ายGM ที่มันได้เข้ามาอย่างถูกกฎหมาย. ดิฉันต้องเป็นคดีต่อศาลสูง ที่พวกเขาได้หยุดการขายลงที่เป็นเมล็ดพันธุ์เชิงพานิชย์ของพวกเขา.     (I was introduced as a person who deals with GMOs. Let me tell you the story of growth in the seed sector. India is the land of cotton. Gandhi spun cotton for our freedom he brought her the spinning wheel and said, ‘Let’s make Adi8.’ So, for us cotton is a fiber of freedom. But today it has become a fiber of slavery. Monsanto entered India in 97-98 with its GM cotton it entered illegally. I had to file a case in our Supreme Court they were stopped from selling that commercially their seeds.

8  Adi (อาดิ) ในภาษาอินเดีย (ภาษาสันสกฤต: आदि) แปลว่า "แรก", "ดั้งเดิม", หรือ "จุดเริ่มต้น" โดยมักถูกนำไปใช้เป็นรากศัพท์ในบริบททางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สำคัญหลายประการ: [1, 2]

  • ชื่อบุคคล: เป็นชื่อที่นิยมใช้ตั้งเป็นชื่อผู้ชาย (หรือชื่อย่อของชื่อ Aditya) มีความหมายว่า จุดเริ่มต้นหรือเทพเจ้าแห่งดวงอาทิตย์
  • คำนำหน้านามเทพเจ้า: ใช้เรียกแทนสิ่งสูงสุดที่เป็นต้นกำเนิดของจักรวาล เช่น พระแม่อาทิปราศักติ (Adi Parashakti)
  • นักปรัชญาฮินดู: ใช้เป็นสมญานามของนักบวชคนสำคัญ เช่น อาทิศังกราจารย์ (Adi Shankaracharya) ผู้รื้อฟื้นปรัชญาฮินดู

และมันทำให้พวกเขาใช้เวลา 4 ปีกว่าจะได้การอนุมัติอย่างเหมาะสม และเมื่อถึงตอนนั้นราคาเมล็ดพันธุ์ก็พุ่งสูงขึ้น จาก 10 รูปีต่อกิโลกรัม, เป็น 8 พันล้านเปอร์เซ็นต์สูงขึ้น, มากกว่า 4 พันรูปีต่อกิโลกรัม. สิบล้านรูปีได้เป็นอะไรเมื่อมอนซานโตได้ทะลวงขุดสกัดรายปีในการคพนวฯจ่ายทั้งหลายตามค่าภาคหลวง. นั่นเป็นการเติบโตอย่างมาก แต่มันเป็นการเติบโตสำหรับมอนซานโต. อะไรที่มันได้ทำกับเกษตรกรผู้ที่ติดกับในการไม่สามารถทำเมล็ดพันธุ์GM ที่เป็นทรัพย์สินทางปัญญาซึ่งได้รับการคุ้มครอง ในการนำกลับไปปลูกใหม่ได้ล่ะ?   (And it took them four years to get the appropriate approvals when they did the cost of seed went up from five to ten rupees a kilogram, to eight thousand percent higher, more than four thousand rupees a kilogram. Ten million rupees was what when Monsanto was extracting annually in terms of royalty payments. That’s a lot of growth but its growth for Monsanto. What does it do to the farmer who gets trapped in non-renewable GM seeds that have intellectual property patent protection.)

สิ่งแรกก็คือ, เมล็ดพันธุ์ต้องเติบโตขึ้นและให้เมล็ดพันธุ์ต่อไป นั่นคือวิถีแห่งธรรมชาติของเมล็ดพันธุ์. ดังนั้น, ก็มีการเติบโตอย่างมากมายเมื่อเมล็ดได้กลายเป็นเมล็ดพันธุ์, เพราะเมล็ดได้เพิ่มจำนวนเป็นทวีคูณขึ้น, เมล็ดก็ได้ถูกฟื้นฟู, เมล็ดพันธุ์ก็ได้ถูกแจกจ่ายออกไป. แต่เมล็ดพันธุ์ที่ไม่สามารถนำกลับไปใช่ใหม่ได้อีกนี้ ไม่ได้ยอมให้เมล็ดพันธุ์กลายไปเป็นเมล็ดที่ทำพันธุ์ได้อีก. คุณต้องซื้อเมล็ดพันธุ์ใหม่ๆอีกทุกปี. ดังนั้น, ในธรรมชาติมันก็ทำให้เกิดการขาดแคลนในรูปแบบใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น, แต่สำหรับมอนซานโตแล้ว, ก็ทีการสร้างผลกำไรทั้งหลายใหม่ๆขึ้นมาเป็นทวีคูณ.  (The first thing is, seed must give rise to seed that’s the nature of seed. So, there’s a lot of growth when seed become seed, because seed multiplies, seed gets rejuvenated, seed is distributed. But non-renewable seed doesn’t allowed seed to go to seed. You have to buy seed every year. So, in nature there’s a new scarcity created but for Monsanto, there’s a new multiplication of profits created.)

เมื่อมอนซานโตเจาะทะลวงหนึ่งพันเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้นในค่าใช้จ่ายเมล็ดพันธุ์ทั้งหลาย และเมล็ดพันธุ์ในตัวมันเองไม่ได้เป็นเทคโนโลยีควบคุมแมลง. หนึ่งในเรื่องเข้าใจผิดอันใหญ่ที่สุดของวิศวกรรมพันธุกรรม ก็คือมันเพิ่มผลผลิตของอาหาร และเราต้องมีมันเพื่อกำจัดความหิวโหยออกไป. ในข้อเท็จจริงแล้ว, ไม่ได้มีแค่กรณีเดียวในเรื่องที่วิศวกรรมพันธุกดรรมนี้ได้นำไปสู่ผลผลิตการเกษตรเพิ่มขึ้น. เมล็ดพันธุ์พื้นเมืองของเรากำลังผลิตผลได้มากยิ่งกว่าเพราะว่าเราได้ทำการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ในนาฟฑาริยะ. การชุมนุมเคลื่อนไหวได้เริ่มต้นขึ้นและเราได้เพิ่งรวบรวมข้อมูลจากสนามกัน.  (When Monsanto extracts a thousand percent increase in seed costs and the seed itself is not pest control technology. One of the biggest myths of genetic engineering9 is that it increases the production of food and we must have it in order to remove hunger. In fact, there is not a single case in which genetic engineering has led to increase in a crop. Our native seeds are producing more because we do seed saving in Navdanya. The movement has started and we’ve just collected field data.)

9 วิศวกรรมพันธุกรรม (Genetic Engineering) คือการปรับแต่งดีเอ็นเอของสิ่งมีชีวิต แม้จะเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์อย่างมากในด้านการแพทย์และการเกษตร แต่ก็มีความเข้าใจผิดในวงกว้าง ขอยกตัวอย่างความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง เช่น อาหารดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) มีคุณค่าทางอาหารน้อยลง หรือดีเอ็นเอจากพืชจะเข้าไปเปลี่ยนแปลงยีนในร่างกายมนุษย์ [1, 2, 3, 4]

นี่คือความเชื่อผิดๆ ที่ใหญ่ที่สุดเกี่ยวกับวิศวกรรมพันธุกรรม:

1. อาหารดัดแปลงพันธุกรรม (GMOs) มีสารอาหารน้อยกว่าปกติ

  • ความเชื่อ: พืชดัดแปลงพันธุกรรมมีประโยชน์น้อยกว่าพืชทั่วไปตามธรรมชาติ
  • ความจริง: การดัดแปลงส่วนใหญ่ทำเพื่อเพิ่มผลผลิต ทนทานต่อสภาพอากาศ หรือต้านทานแมลง งานวิจัยจาก Henry Ford Health แสดงให้เห็นว่าอาหาร GMOs มีคุณค่าทางโภชนาการเทียบเท่ากับพืชทั่วไป และบางชนิดยังถูกออกแบบมาให้มีสารอาหารสูงขึ้นด้วยซ้ำ

2. กินพืชดัดแปลงพันธุกรรมแล้ว ดีเอ็นเอของเราจะเปลี่ยนตาม

  • ความเชื่อ: ยีนแปลกปลอมจากอาหารจะเข้าสู่เซลล์และเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของมนุษย์
  • ความจริง: ไม่เป็นความจริง! เอนไซม์ในระบบย่อยอาหารจะย่อยสลายดีเอ็นเอในอาหารทุกชนิดที่คุณกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารทั่วไปหรือ GMOs ทำให้มันไม่สามารถทำงานและแทรกเข้าสู่พันธุกรรมของคุณได้เลย

3. วิศวกรรมพันธุกรรมมีแต่ในพืชเท่านั้น

  • ความเชื่อ: เมื่อพูดถึง GMOs คนมักจะนึกถึงแค่ผักและผลไม้
  • ความจริง: เทคโนโลยีนี้ถูกใช้อย่างแพร่หลายในแวดวงการแพทย์มานานหลายทศวรรษ ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ การตัดต่อยีนมนุษย์ใส่เข้าไปในแบคทีเรีย เพื่อผลิต ฮอร์โมนอินซูลิน สำหรับรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวาน

4. พืช GMOs เป็นแผนการของบริษัทยักษ์ใหญ่เพื่อควบคุมโลก

  • ความเชื่อ: การดัดแปลงพันธุกรรมถูกคิดค้นโดยบริษัทเอกชนเพื่อผูกขาดอาหาร
  • ความจริง: ประเทศกำลังพัฒนาหันมาใช้พืชดัดแปลงพันธุกรรมมากขึ้นเรื่อยๆ ตามข้อมูลของสมาคม Alliance for Science เกษตรกรรายย่อยเลือกใช้เทคโนโลยีนี้เพราะช่วยบรรเทาความอดอยาก เพิ่มผลผลิต และสร้างความมั่นคงทางการเงิน [1]

5. การกลายพันธุ์จากการตัดต่อพันธุกรรมเป็นเรื่องอันตรายเสมอ

  • ความเชื่อ: การแก้ไขยีนเป็นสิ่งผิดธรรมชาติและก่อให้เกิดความเสี่ยงใหม่ๆ ที่ควบคุมไม่ได้
  • ความจริง: เทคโนโลยีการปรับแต่งจีโนมในปัจจุบัน (เช่น CRISPR) มีความแม่นยำสูงมาก และได้รับการควบคุมความปลอดภัยอย่างเคร่งครัดจากหน่วยงานภาครัฐ เช่น องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ก่อนนำมาใช้จริง

เมื่อมอนซาโตค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 500 กิโลกรัมต้อเอเคอร์ และเกษตรกรทั้งหลายที่ปลูกด้วยเมล็ดพันธุ์พื้นเมืองอย่างดั้งเดิมเก็บเกี่ยวได้ 900 ถึง 1,000 กิโลกรัมต่อเอเคอร์. เกษตรกรทั้งหลายก็ยังต้องซื้อยาฆ่าแมลงทั้งหลายอีกด้วย แมลงศัตรูพืชใหม่ๆเหล่านี้ก็ได้ถูกสร้างขึ้นมาเช่นกัน, ตอนนี้หนอนเจาะสมอฝ้ายได้กลายมามีหลักแหล่งอยู่กับเรา พวกมันตอนนี้กำลังนำเอา BTยีนส์ตัวที่สองเข้ามาในพืชไร่ของเราเรียกว่า บอลการ์ด II. ผลลัพธ์ของมันหมายถึงหนี้สำหรับเกษตรกรที่งหลาย. และเกษตรกรทั้งหลายไม่สามารถที่จะจ่ายหนี้นั้นกลับคืนได้ เพราะว่าด้วยฝ้ายนั้นได้มีมูลค่าเกี่ยวพันกับสี่พันล้านดอลลาร์, ถูกสงเคราะห์ที่ในสหรัฐอเมริกา, ซึ่งได้ทุ่ม(ขายตัดราคา)ฝ้ายลงบนตลาดระหว่างประเทศ และWTO ได้ล้มเหลวที่แคนคูนเพราะในวาระประเด็นเรื่องฝ้ายนี้เอง.  (When Monsanto averages 500 kilograms an acre and farmers growing native seeds organically harvesting nine hundred to a thousand kilograms an acre. Farmers have to buy pesticides these new pests that have been created, the ball worm10 has become resident they are now bringing a second BT gene into the crop called ball-guard II. The result of it means debt for farmers. And farmers cannot pay that debt back because with cotton is associated a four billion dollars, subsidy in the US, which then dumps cotton on international market and WTO failed in Cancun because of the cotton issue.)

10 หนอนเจาะสมอฝ้าย (Bollworm) ได้กลายมาเป็นศัตรูพืชประจำถิ่นแล้ว พวกเขาจึงกำลังนำยีนบีที (BT Gene) ตัวที่สองเข้ามาในพืช ซึ่งเรียกว่า บอลการ์ด II (Bollgard II)"

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม:

  • หนอนเจาะสมอฝ้าย: เป็นศัตรูพืชตัวฉกาจที่ทำลายผลผลิตพืช เช่น ฝ้าย
  • Bollgard II: เป็นเทคโนโลยีพืชดัดแปลงพันธุกรรม (GMO) ที่ใส่ยีนจากแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (Bt) เข้าไปถึง 2 ยีนในต้นพืช (เช่น ฝ้าย) เพื่อป้องกันหนอนศัตรูพืชได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพมากขึ้น และป้องกันไม่ให้หนอนดื้อยา

เกษตรกรทั้งหลายรู้ได้ไม่ช้าว่าพวกเขาไม่มีวันจ่ายหนี้นี้กลับไปได้แน่ ๆ และการโฆษณาทั้งหลายที่ได้บอกกับพวกเขา ไม่ว่าพวกเขาจะได้เป็นเศรษฐีทั้งหลายหรือว่าพวกมันเป็นทองคำขาวที่ได้ถูกส่งมาจากสวรรค์เบื้องบน, ใช้สิ่งศักดิ์สิทธิและเทพเจ้าทั้งหลายของเรามาเป็นตัวแทนการขายสินค้า. ภายในปีหรือสองปี, เกษตรกรทั้งหลายได้ติดกับดักอยู่ในหนี้สินอันไม่สามารถชดใช้ให้ได้. และเกษตรกรสองสแนห้าหมื่นรายได้ฆ่าตัวตายไปในทศวรรษที่ผ่านเมื่อเมล็ดพันธุ์ได้ถูกควบคุม.  (Farmers know very soon that they can never pay this debt back and the advertisements that told them either that they would be millionaires or that they were white gold being sent from heaven above, using our divinities and gods as sales agents. Within a year or two, farmers are trapped in unpayable debt. And two hundred and fifty thousand Indian farmers have committed suicide on the last decade as seed has got control.)

หกบริษัทอินเดียที่ได้คุ้นเคยกับการขายเมล็ดพันธุ์ฝ้าย ในตอนนี้ได้ถูกควบคุมโดยมอนซานโตผ่านข้อตกลงการได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ. มอนซานโตระดับกว้างไกลทั่วโลกกำลังดำเนินงานอย่างรวดเร็วมากในการเข้าซื้อกิจการบริษัทเมล็ดพันธุ์. บริษัทซัมมอนที่เป็นบริษัทที่ขายเมล็ดพันธุ์ผักซึ่งใหญ่ที่สุดก็ถูกซื้อไปแล้ว. แค่วันก่อนที่การไม่มีลิขสิทธิ์ในเมล็ดพันธุ์ทั้งหลายของการชุมนุมเคลื่อนไหวได้ถูกส่งหนังสือเวียนออกไปแจ้งว่า เมล็ดแตงเมล่อนทั้งหลายที่ได้ถูกนำไปผสมพันธุ์/ปรับปรุงพันธุ์โดยไม่มีการตัดต่อGMOนั้นเป็นการใช้สายพันธุ์แตงเมล่อนของอินเดีย ที่สามารถต้านทานต่อไวรัส ในตอนนี้ได้ถูกนำไปจดทะเบียนลิขสิทธิ์โดยมอนซานโต. ทุกลิขสิทธิ์หมายถึงการเติบโตของหนี้สินสำหรับเกษตรกร การเติบโตของการฆ่าตัวตาย, แต่นั้นไม่เคยได้แสดงให้เห็นปรากฏขึ้นมาในภาพของการเติบโตทางเศรษฐกิจใดๆเลย.  (Sixty Indian companies that used to sell cotton seed are now controlled by Monsanto through licensing arrangements. Worldwide Monsanto is running very fast to acquire seed companies. Summon is the biggest seed company for vegetables has been bought up. Just day before the no patents on seed movement sent out the circular saying the melon which has been bred conventionally using Indian melon strains that are resistant to a virus have now been patented by Monsanto. Every patent means growth in the profits of Monsanto. Every patent means the growth of debt for the farmer the growth of suicides, but that never shows up in the economic growth figures.)

ในกรณีเดียวกันของอาหาร. ภาพรวมทั้งหลายที่ออกมานั้นได้ถูกเอ่ยถึงว่ามีหนึ่งพัรล้านผู้คนทั่วโลกที่ปราศจากอาหาร แต่สิ่งที่น่าเศร้าใจคือ อีก 2 พันล้านผู้คนผู้ที่กำลังมีกินอยู่นี้ก็กำลังเป็นทุกข์จากโรคภัยทั้งหลายที่สัมพันธ์กับอาหรที่ตนบริโภค อย่างเช่น โรคอ้วน, โรคเบาหวาน, โรคความดันโลหิตสูง. เพราะว่าอะไรที่เรากำลังกินอยู่นี้ไม่ใช่อาหารอีกต่อไปแล้ว. ดิฉันเรียกมันว่า อาหาร-ไม่ใช่ เพราะว่ามันกำลังทำสิ่งตรงข้ามต่อร่างกายของเราจากอะไรที่อาหารควรที่จะทำตัวเป็นอาหาร, ควรที่จะให้โภชนาการที่ดีหล่อเลี้ยงเรา. อาหารนี้กำลังฆ่าเรา.   (The same is the case of the food. The figures were mentioned a billion people without food worldwide but the sad thing is another 2 billion people who are eating are suffering diseases related to food obesity, diabetes, hypertension. Because what we eating now is no more food. I call it anti-food because it’s doing the opposite to our body from what food should be doing food, should be nourishing us. This food is killing us.)

ในตอนนี้, อย่างแรกคือ บริษัททั้งหลายทำเงินจากการขายเราด้วยอาหารขยะ, อาหาร-ไม่ใช่, แล้วเมื่อผู้คนได้เจ็บป่วยลง. พวกเขาก็ทำเงินโดยบริษัททั้งหลายเดียวกันที่ขายอาหารนั้นให้เรา, ก็เป็นบริษัททั้งหลายที่ได้ขายยาบำบัดรักษาทั้งหลาย แล้วพวกเขาก็ทำเงินผ่านการบำบัดรักษานั้น. ไม่มีขีดจำกัดต่อกำไรทั้งหลาย ไม่มีขีดจำกัดต่อการเติบโต แต่มีขีดจำกัดอันมหึมาต่อการชีวิตอยู่ของผู้คน. เราเคยเติบโตและกินพืช 8,500 สายพันธุ์ชนิด, ในตอนนี้มีอยู่เพียงแค่ 8 ชนิดที่ค้าขายไปทั่วโลก. มีแค่ 8 เท่านั้น. และมากที่สุดของพวกมันคือ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, ผักกาดคาโนลา, ฝ้าย, เพราะว่านั่นคือที่ซึ่งค่าภาคหลวงและลิขสิทธิ์ได้ถ๔กจัดสมาคมขึ้น.  (Now, first the companies make money selling us junk food, anti-food, then people fall ill. They make moneys the same companies that sell the food, same companies sell the medicines then they make money through the treatment. There’s no limit to the profits there’s no limits to the growth but there’s a huge limit to the people’s live. We used to grow and eat 8,500 plant species, now only 8 are traded globally. Only 8. And most of them are corn, soya, canola, cotton, because that’s where the royalties and patterns are associated.)

ผลของการนี้ได้เป็นมาในหลายทศวรรษล่าสุดทั้งหลายที่ผ่านมาและครึ่งหนึ่งของโลกานุวัฒน์และการค้าระบบเสรี. อินเดียได้ไปจากประเทศอาหาร, และการพึ่งพาตนเองสู่ประเทศของผู้หิวโหย. ปริมาณการบริโภคเฉลี่ยต่อคนลดลง จาก 171กิโลกรัมต่อคนต่อปี. เรามีรายงานฉบับหนึ่งนั้นโดยนาฟฑานิยะ, ว่าทำไมทุกหนึ่งในสี่ของอินเดียได้หิวโหยตามการวิเคราะห์รากทั้งหลายของผู้หิวใหม่นี้.  (The result of this has been that in the last decade and a half of globalization and trade liberalization. India has gone from a food, self-reliant country to a country of hunger. A per capita consumption of food has dropped from a hundred and seventy-one kilograms per capita per year to less than a hundred and fifty kilograms per capita per year. We have a report then by Naydanya, why every fourth Indian hungry analyzing the roots of this new hunger.)

ทุกคนหนึ่งในสามของคนอินเดียคือในวันนี้ได้ขาดอาหารอย่างหนักแบบสิ้นหวัง หรือไม่ก็เธอได้ตายไปเสียก่อนหรือว่าเด็กทารกของเธอตาย. และถ้าเด็กทารกของเธอรอดชีวิต, 43 เปอร์เซ็นต์ ของเด็กๆชาวอินเดียก็ ขาดแคลนอาหารอย่างหนักจนอยู่ในภาวะที่เรียกว่าเสียเปล่า. เสียเปล่าหมายความว่าคุณจะไม่มีวันเติบโตขึ้นแอย่างทำหน้าที่ใช้งานได้เต็มที่ทั้งทางกายและทางจิตใจ. ดังนั้นการเติบโตที่กำลังเข้ามายึดที่ในประเด็นทั้งหลายของการลดทอนคุณค่าอาหารไปเป็นแค่สินค้าโภคภัณฑ์. ในตลาดทั้งหลายมันเป็นความมหัศจรรย์, ธนาคารโยชิได้ลงโฆษณาว่า, “พวกคุณชอบวิกฤตการณ์ด้านอาหารที่กำลังสูงขึ้นอยู่นี้ไหม? งั้นก็มาลงทุนในกองทุนอาหารยุโรปด้วยกันสิ เพราะว่าในตอนนี้เป็นหัวข้อในการเก็งกำไร เหมือนเช่นที่อสังหาริมทรัพย์เคยเป็นมาที่ในอเมริกา.”    (Every third Indian woman is today so desperately malnourished that she poses, she either dies herself or her baby dies. And if the baby survives, 43 percent of Indian children which half of the worst severely malnourished children are so deprived of food that they are what is called wasted. Wasted means you’ll never grow up to be fully functional mentally or physically. So, growth is taking place in terms of having reduced food to commodity. In the markets it’s wonderful, Joshi Bank had an advertisement, ‘Do you like the crisis of food going up? Then come and invest in the Euro food fund because now is a subject of speculation like the real estate was in America.’)

แต่สำหรับผู้คน มันหมายถึง ความหิวโหย. และถ้าคุณจำได้, ในสองสามวันแรกของทั้งคู่กับการชุมนุมเคลื่อนไหวที่ชาวตูนีเซียน, เช่นเดียวกับที่ชาวอียิปต์, มันเป็นราคาของอาหารที่ได้เป็นหัวใจของเรื่อง. คนได้กำลังแสกงขนมปังในแง่ที่ว่าทำไมพวกเขาได้โกรธ และทำไมพวกเขาถึงไม่พอใจ. สัตว์ปีศาจน้ำ, โคคา โคล่ากำลังทำเหมืองชุดเจาะน้ำ 1.5 ล้านลิตรต่อวัน, ในหมู่บ้านที่เรียกว่า ฟาชี-มาฑา, การเติบโตมหึมา, พวกเขาได้เอาน้ำนั้นไปฟรีๆ, เอาไปใส่ขวด. ตีตรา”ผลิดโดยโคคา โคล่า. ราวกับว่าพวกเขาได้สร้างน้ำนั้นขึ้นมาเองบนดาวเคราะห์นี้. และแล้วพวกเขาก็ขายมันให้กับคุณสำหรับ 12 รูปั. การเติบโตอันมากมาย. แต่มันหมายถึงความมั่งคั่งของผู้หญิงทั้งหลายก็ไปเป็นว่างเปล่า. พวกเขากำลังเดิน 10 ไมลสิ์และลามะของดิฉันผู้ได้จากไปแล้วเมื่อสองปีที่แล้วได้พูดว่า, “ทำไมเราเดินไปอีกไกล, บริษัทนี้ควรจะปิด.” ต้องอาศัยพลังขับเคลื่อนอันแข็งแกร่งของผู้หญิง กว่าที่โรงงานแห่งนั้นจะถูกปิดตัวลงในที่สุด การขยายตัวของสิ่งก่อสร้างจึงหยุดชะงักลง แต่ธรรมชาติและสายน้ำก็กลับคืนมาสู่สภาพเดิม.  (But for people it means hunger. And if you remember, in the first few days of both to the Tunisian, as well as the Egyptian movement, it was the price of food that was the heart. People were showing bread in terms of why they were angry and why they were discontented. Water monster, Coca Cola was mining 1.5 million liters a day, in a village called Fashi-mada, huge growth, they take that water for free, put it into a bottle. Put manufactured by Coca-Cola. As if they create water on this planet. And then they sell it to you for 12 rupees. Lots of growth. It. But it meant the wealth of the women went empty. They were walking 10 miles and my lama who passed away two years ago said, “Why we walk further, this company should close. It took a very strong women’s movement but eventually that plant was shut down. Growth stopped but the water came back.)

แต่มีอีกสองเหตุผลอื่นที่ทำไมเราจำเป็นต้องเคลื่อนไปโพ้นเลยจากการเติบโต, โพ้นเลยไปจากข้อเท็จจริงที่ว่ามันคือมายาภาพ. การเติบโดวันนี้สามารถได้แค่เพียงแค่เติบโตที่ค่าใช้จ่ายของประชาธิปไตย. มันสามารถเพียงแค่เติบโตโดยการทำลายสังคมอิสระทั้งหลาย. ในยุโรป, มันหมายถึงด้วยการรื้อถอนระบบสวัสดิการสังคม. การให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้าง (ทางเศรษฐกิจ/ธุรกิจ) มาเป็นอันดับแรก ควบคู่ไปกับการให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูกลุ่มธนาคารเป็นอันดับแรก. ปล่อยปละละเลยให้เรื่องงาน สวัสดิการ การศึกษา และสุขภาพของประชาชนเสื่อมโทรมและตกต่ำลง. เรากำลังเห็นว่าใน 4 ประเทศที่อยู่ภายใต้การปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจในยุโรป. กรีซ, โปร์ตุเกศ, สเปน ที่ซึ่งการเช้าถึงทั้งหลายอยู่ในตอนนี้, และไอร์แลนด์.  (But there are two other reasons why we need to move beyond growth, beyond the fact that it is an illusion. Today growth can only grow at the cost of democracy. It can only grow by destroying free societies. In Europe, it means by dismantling the welfare system. It means putting structural adjustment first putting the recovery of bank’s first. Letting people’s jobs welfare education health go to the dogs. We’re seeing that in the four countries under structural adjustment in Europe. Greece, Portugal, Spain where the approaches right now, and Ireland.)

จำได้ไหม, ประเทศไอร์แลนด์ได้เคยคำรามว่าเป็นเสือในแบบจำลองการเติบโด, มองดูที่ซึ่งการเติบโตนี้ได้นำมาให้มัน. แต่มันไม่ได้แค่ประชาธิปไตย นั่นคือที่กำลังถูกทำลาย. การเติบโตทุกวันนี้ในภาคส่วนทั้งหลายของเราในโลกก็กำลังผ่ารมาหาเราทางลำกล้องปืน. และเราไม่สามารถยอมรับเรื่องนี้ได้. เราไม่สามารถยอมรับให้เกษตรกรทั้งหลายของเรา และชนเผ่าทั้งหลายของเราที่จะถูกฆ่าเพียงเพราะเงินมหึมาก้อนโตที่จะถูกทำออกมาจากการทำเหมืองบอกไซท์สำหรับอลูมิเนียม และเหล็กคือ, เพื่อเหล็กกล้าและบรรดาโลหะหายากทั้งหกลายที่เข้าไปสู่ทุกอย่างที่เราสัมผัสแตะต้องกีนอยู่ในตอนนี้.  (Remember, Ireland was the roaring tiger in the growth model, look where growth brought it. But it isn’t just democracy that is being destroyed. Growth today in our parts of the world is coming through the barrel of a gun. And we can’t afford this. We can’t afford our farmers and tribals to be killed just because there’s huge money to be made out of mining of bauxite11 for aluminum and iron ore, for steel and all the rare metals that go into everything we touch.)

11 แร่บอกไซต์ (Bauxite) คือสินแร่หลักที่สำคัญที่สุดของโลกในการผลิตโลหะอะลูมิเนียม เกิดจากการผุพังของหินตามธรรมชาติ มีลักษณะเป็นก้อนเนื้อด้านคล้ายดิน สีขาว เทา หรือแดงคล้ายสนิม

ลักษณะและองค์ประกอบ

  • ส่วนประกอบหลัก: อะลูมิเนียมออกไซด์รวมกับแร่ธาตุอื่นๆ เช่น เหล็กและซิลิกา
  • แหล่งที่พบ: มักพบในเขตร้อนหรือกึ่งเขตร้อน เกิดจากการสะสมตัวในดินที่ผ่านการชะล้างมาอย่างยาวนาน [1, 2]

การนำไปใช้ประโยชน์

  • ถลุงอะลูมิเนียม: ผลผลิตกว่า \(85\%\) ของบอกไซต์ถูกนำไปถลุงเป็นอะลูมิเนียม โลหะที่ได้จะมีน้ำหนักเบาแต่แข็งแรง ทนต่อการกัดกร่อน
  • อุตสาหกรรมชิ้นส่วน: ใช้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องบิน รถไฟ สายไฟฟ้าแรงสูง และเครื่องใช้ในครัวเรือน
  • วัสดุทนไฟ: บอกไซต์ที่ผ่านการเผา (Calcined Bauxite) มีคุณสมบัติทนความร้อนสูง นำไปใช้ทำอิฐทนไฟสำหรับเตาหลอมอุตสาหกรรม

การเติบโตในวันนี้กำลังทำเหมืองกับอนาคตของเราและนั่นคือทำไมไม่ได้เป็นเพียงแค่เราเป็นเช่นพลเมืองทั้งหลายกำลังพูดว่า พวกเราจะก้าวข้ามการเติบโต และพวกเราฉลาดพอที่จะสร้างสรรค์สังคมขึ้นมา ก้าวข้ามการเติบโตและมีชีวิตให้ดีขึ้นในกระบวนการนี้. ประเทศหนึ่ง, ประเทศเล็กจิ๋วในส่วนหนึ่งของฉันของโลก, ภูฐานเมื่อหลายปีก่อนได้เคยพูดว่า, ผลิตภัณฑ์มวลรวมประชาชาติและผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศเป็นมาตรวัดทางเศรษฐกิจที่วัดได้ไม่สมบูรณ์.  เราจะถือว่าความสุขมวลรวมประชาชาติเป็นเป้าหมายและจุดมุ่งหมายสูงสุดของสังคม.”  และพวกเขากำลังลงมือทำกันอยู่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้เชิญดิฉันให้ไปช่วยทำให้ประเทศภูฏานเป็นชีวอินทรีย์แบบร้อยเปอร์เซ็นต์.100 เปอร์เซ็นต์ชีวอินทรีย์ หมายถึงน้อยลงไปถึง เลขศูนย์ของการเติบโตเชิงสารเคมีที่จะต้องลงมา. ไม่มีการเติบโตของGMOทั้งหลายจะลงมา แต่เกษตรกรทั้งหลายจะเป็นที่มีระบบนิเวศซึ่งมีความอุดมสมบูรณ์/เจริญรุ่งเรืองมากขึ้น ความหลากหลายทางชีวภาพจะเป็นที่อุดมขึ้น, แม่น้ำทั้งหลายก็จะไหลไปสะอาดยิ่งขึ้น.  (Growth today is mining our future and that is why not only are we as citizens saying we will beyond growth and we are smart enough to shape a society beyond growth and live better in the process. A country, tiny country in my part of the world, Bhutan years ago said, ‘gross national product and gross domestic product are miss measures of the economy. We will treat gross national happiness as our objective and end of society.’ And they’re doing it the Prime Minister has invited me to help Bhutan hundred percent organic. A hundred percent organic means less zero sales of chemicals growth will come down. No GMOs growth will come down but farmers will be more prosperous the ecosystems will be healthier biodiversity will flourish rivers will flow clean.)

เรามีสองทางเลือก. เรามาสองทางเลือกก่อนที่เราไม่ว่าจะตระหนักรู้ว่ามีข้อจำกัดทั้งหลายของโลกที่เราเป็นส่วนหนึ่งของโลก และสร้างชุมชนโลกและประชาธิปไตยโลก. หรือยินยอมให้ ความพินาศย่อยยับของดาวเคราะห์ดวงนี้อย่างสิ้นเชิง และพร้อมด้วยการทำลายล้างโลก รวมถึงการสูญพันธุ์ของเผ่าพันธุ์มนุษย์บังเกิดขึ้น ด้วยการเติบโตอย่างรวดเร็วเป็นสิ่งเดียวเท่านั้น, แบยบจำลองการเติบโตที่กำลังนำไปสู่สิ่งเหล่านี้, คือฺการสูญสิ้นเผ่าพันธุ์.  (We have two options. We have two options before us either to recognize that there are limits of the earth that we are part of the earth and build earth community and earth democracy. Or allow the total devastation of this planet and with the devastation of the planet and extinction of the human species with fast growth the only thing the growth model is leading us to is, our own extinction.)

ไม่มีสายพันธุ์อื่นใดอีกแล้วที่ได้โง่เขลาปัญญาอ่อนเพียงพอที่จะทำเช่นนั้น. แน่ใจได้เลยว่าสายพันธุ์มนุษย์ก็ควรที่จะเจริญเติบโตขึ้นด้วยปัญญา/ความฉลาดที่สูงกว่าและอารมณ์รู้สึกที่สูงกว่า ในรักและคุณค่าทั้งหลาย.   และดิฉันรู้ว่าเราสามารถทำมันได้. ไดโนเสาร์ของหุ่นจำลองความผิดพลาดล้มเหลวนี้ ต้องพังพินาศลงไป. เรามาแสดงให้เห็นถึงหนทางก่อนที่มันจะทำเหตุความเสื่อมทะลายพินาศให้มากเกินไปกว่านี้. ขอบคุณค่ะ.     (No other species has been stupid enough to do that. Surely the human species should rise with higher intelligence and higher emotions love and values. And I know we can do it. This dinosaur of a false model must collapse. Let’s show the way before it causes too much destruction. Thank you.)

 https://youtu.be/lOQzD6aEay4?si=H3tI8hBOlbKduXQi