หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2569

ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ - ความโง่เง่า: แรงกำลังอันทรงอำนาจยิ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์

ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ - ความโง่เง่า: แรงกำลังอันทรงอำนาจยิ่งในประวัติศาสตร์มนุษย์

Stupidity: A powerful force in human history

          https://youtu.be/zvjcJsy51oc?si=Vs3rp6bfXZnspyEX

คำนำ(Intro)

          ทำไมเรามีความโน้มเอียงที่จะกินอาหารมากมายเหลือเกิน ที่ไม่ได้ดีอย่างแท้จริงสำหรับเรา? แต่ตามความเป็นจริง, ประวัติศาสตร์ได้จัดหาคำตอบให้. มนุษย์สามารถร่วมมือกันได้ในหลายล้านระดับ. เราทำนั่นได้อย่างไร? โดยการประดิษฐ์และการเชื่อในเรื่องราวเชิงนิยายทั้งหลาย. สำหรับผม. ประเด็นเกี่ยวกับการเขียนประวัติศาสตร์คือการไม่ที่จะจำอดีต, มันคือการที่จะเข้าใจอะไรที่กำลังบังเกิดอยู่กับเราในตอนนี้.   (Why do we have this tendency to eat so much food that isn’t really good for us? But actually, history provides an answer. Human can cooperate on the level of millions. How do we do that? By inventing and believing fictional stories. For me. The point about writing history is not to remember the past, it’s to understand what is happening to us right now.)

คำอธิบายพฤติกรรมทั่วไปทั้งหลาย (Common behaviors explained)  

          เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็ก, ผมบ่อยครั้งได้ตื่นขึ้นมาในตอนกลางดึก หวาดกลัวว่ามีสัตว์ปีศาจตัวหนึ่งอยู่ใต้เตียง. นี้เป็นความทรงจำเชิงประวัติศาสตร์ตามความจริงจากหลายร้อยปีมาแล้วเมื่อมนุษย์ทั้งหลายได้มีชีวิตอยู่ในแดนป่าเถื่อน, ในทุ่งซาวานนา, และก็มีสัตว์ปีศาจร้ายทั้งหลายตามจริงที่ได้มากัดกินเด็กๆของพวกเขาในตอนกลางดึก. เสือชีตาห์ตัวหนึ่งอาจจะมาหรือสิงโตตัวหนึ่งอาจจะมา, และคุณได้ตื่นขึ้นมาในความหวาดกลัวและเรียกแม่ของคุณ. คุณสามารถรอดชีวิตได้.(When I was a kid, I often woke up in the middle of the night afraid that there is a monster under the bed. This is actually a historical memory from hundreds of years ago when humans lived in the wild, in the savanna, and there were actual monsters that came to eat children in the middle of the night. A cheetah would come or a lion would come, and you wake up in fear and call your mom. You could be saved.)

          ในการที่จะเข้าใจนิสัยทั้งหลายในการกินของเรา, เราจำเป็นต้องรู้ถึงประวัติศาสตร์ด้วยเช่นกัน. ทำไมเราโน้มเอียงที่จะกินอาหารมากเกินไปที่ไม่ได้ดีจริงๆต่อเรา? แต่ตามความเป็นจริง, ประวัติศาสตร์จัดหาคำตอบนั้นให้. จากสิบของหลายพันปีล่วงมาแล้ว. เมื่อเรามีชีวิตอาศัยอยู่ในทุ่งอาฟริกันซาวันนา และเราเจอเข้ากับบางอย่างที่หวานฉ่ำมาก, เหมือนเช่นต้นไม้ที่มีผลสุกงอมเต็มไปหมด, มันเป็นเหตุผลที่สมบูรณ์. มันดีสำหรับร่างกายที่จะกินผลไม้หอมหวานนั้นให้มากที่สุดอย่างรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้, เพราะว่าถ้าคุณกินแค่เพียงหนึ่งหรือสองผลแล้วจากไป และกลับมาในวันถัดไป, มันก็จะว่างเปล่าไม่มีเหลือแล้ว. ลิงบาบูนทั้งหลายที่อยู่ถัดไปแถวๆนั้นก็เข้ามาในตอนกลางดึกและกินทุกอย่างไป. ดังนั้น, เป็นสิ่งที่ถูกต้องที่จะทำคือที่จะกินผลไม้หวานฉ่ำนั้นให้มากที่สุดอย่าวงรวดเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้.   (To understand our eating habits, we also need to know history. Why do we have this tendency to eat so much food that isn’t really good for us? But actually, history provides an answer. Ten of thousands of years ago. When we lived in the African savanna and we came across something very sweet, like a tree full of ripened fruit, it made perfect sense. It was good for the body to eat as many sweets as quickly as possible, because if you ate just one or two fruits and went away and came back the next day, it would be empty. The baboons next door came in the middle of the night and ate everything. So, the right thing to do was to eat as many sweets as quickly as possible.)

          ตอนนี้, เรามชีวิตอยู่ในโลกที่แตกต่างไปจากนั่นทั้งสิ้น. เราสามารถที่จะเปิดตู้เย็นที่มีเค้กช็อคโกเลตชิ้นโตอยู่ข้างในและเราวามารถรอคอยได้, แต่ร่างกายของเรายังคงคิดว่าเราอยู่ที่ในอาฟริกันซาวันนา. ตอนนี้นั่นที่เราเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ได้บังเกิดขึ้น และเราไม่ได้อยู่ที่ในทุ่งซาวันนานั้นอีกต่อไปแล้ว, เราสามารถทำการตัดสินใจได้ดีกว่า. แต่ในการทำเช่นนั้น, เราอย่างแรกขแองทั้งหมด, จำเป็นต้องเข้าใจถึงประวัติศาสตร์ของมนุษยชาติ และอย่างไรที่เราได้มาถึงจุดนี้.  (Now, today, we live in a completely different world. We open the refrigerator there is this huge chocolate cake inside and we can wait, but our body still think that we are in the African savanna. Now that we understand that history has happened and we are no longer in the savanna, we can make better decisions. But to do that, we first of all, need to understand the history of humanity and how we got here.)

การเขียนเพื่อลูกหลาน (Writing for Children)

          เมื่อตอนที่ผมเป็นเด็ก, ผมได้ถามคำถามใหญ่โตทั้งหลายเหล่านี้เกี่ยวกับชีวิต. ผมหมายถึงว่าอะไรที่เรากำบลังทำกันอยู่ที่นี่, สิ่งทั้งหมดนี้เป็นเรื่องอะไรกัน? และผมคิดว่าอะไรที่ผมสะดุดใจ/คาใจมากที่สุดก็ไม่ใช่ที่ผู้ใหญ่ทั้งหลายบ่อยครั้งไม่มีคำตอบให้, มันคือว่าพวกเขาไม่ได้กังวลห่วงใยใดๆเลยเกี่ยวกับข้อเท็จจริงที่พวกเขาไม่ได้เข้าใจโลกอย่างแท้จริง. พวกเขาควรจะกังวลเกี่ยวกับอะไรประเภทเหล่านี้ทั้งหมดของ, คุณก็รู้, สิ่งล่าสุดในข่าวหรือเงินจำนองบ้านหรือปัยหาธนาคารทั้งหลาย. แต่ข้อดเท็จจริงที่ว่า พวกเขาไม่ได้เข้าใจชีวิตไม่ได้ดูเหมือนจะรบกวนอะไรพวกเขาเลย.  (When I was a kid, I asked these big questions about life. I mean what are we doing here, what is this all about? And I think what struck me the most is not that the adults often had no answers, it was that they were not concerned about the fact that they really don’t understand the world. They would be concerned about all these kinds of, you know, the latest thing in the news or the mortgage or the bank problems. But the fact that they don’t understand life didn’t seem to bother them.)

          และในระหว่างทางนั้น, ผมได้เขียนหนังสือชื่อ “เราที่ไม่สามารถหยุดได้” ที่จะตอบคำถามอย่างน้อยที่สุดก็บางคำถามทั้งหลายที่ได้รบกวนผมอย่างแท้จริงเมื่อตอนที่ผมอายุสิบหรือสิบสองขวบ. เมื่อคุณเขียนเกี่ยวกับเนื้อหาเรื่องราวอะไรที่สลับซับซ้อน และคุณก็อย่างตามความเป็นจริงไม่แน่ใจว่าอะไรที่ต้องการจะพูด, คุณไม่ได้เข้าใจอย่างแท้จริงถึงเนื้อหาเชิงลึกอย่างเพียงพอ, แล้วกับผู้ใหญ่ทั้งหลาย, คุณสามารถแค่ปกปิดตัวของคุณ, โดยการพูดคุยด้วยประโยคที่แสนจะยาว, สลับซับซ้อนเหล่านี้ และด้วยคำศัพท์ที่ไม่สามารถเข้าใจได้ง่ายอันซับซ้อนนั้น. และผู้คนก็สมมติเอาว่าพวกเขาไม่ได้เข้าใจคุณเอง, แต่เพราะว่าคุณไม่รู้ในอะไรที่คุณกำลังพูดถึงอยู่ต่างหาก, แต่พวกเขาคิดว่าพวกเขาไม่ไกด้ฉลาดปราดเปรื่องเพียงพอที่จะเข้าใจเอง กับเด็กๆ, มันใช้การไม่ได้.  (And on a way, I wrote “UNSTOPPABLE US” to answer or try to answer at least some of the questions that really bothered me when I was ten or twelve. When you write about complicated stuff and you are actually not sure what you want to say, you don’t really understand the subject deeply enough, then with adults, you can just cover yourself, by talking with these very long, complicated sentences and big unintelligible jargon, complicated words. And people assume they don’t understand you, but because you don’t know what they’re talking about, but because they’re not smart enough to understand. With kids, it doesn’t work.)

          ถ้าคุณเริ่มต้นการเขียนด้วยประโยคยาวๆสลับซับซ้อนด้วยคำศัพท์ใหญ่โตเหล่านี้, พวกเขา(เด็กๆ)ก็จะแค่ปิดหนังสือนั่นไปเลย. ดังนั้น, คุณจำเป็นต้องพูดอะไรให้กระจ่างชัดมากๆ. และสำหรับการทำเช่นนั้น, คุณจำเป็นต้องคิดเชิงลึกแอย่างแท้จริงเพื่อที่จะรู้ในอะไรที่คุณตามความเป็นจริงต้องการจะพูด.   (If you start writing these very long, complicated sentences with big words, they just close the book. So, you need to speak very clearly. And for that, you really need to think deeply to know what do you actually want to say.)

พลังพิเศษสุดยอดของมนุษยชาติ (Humanity’s Superpower)

          ความสามารถที่จะเชื่อในนิยายนั้นเป็นพลังพิเศษสุดยอดจริงๆของมนุษยชาติ นี้คือทำไมที่เราควบคุมโลก. ถ้าคุณมองดูที่ความสำเร็จหลักใหญ่ใดๆของมนุษย์, มันก็มักจะอยู่บนพื้นฐานความรวมมือกันอย่างใหญ่โตเสมอในสัดส่วนขนาด. คุณต้องการสร้างปิรามิดทั้งหลาย, คุณต้องการบินไปที่ดวงจันทร์, คุณต้องการสร้างสรรค์ระเบิดอะตอม, คุฯต้องการสร้างระบบดูแลสุขภาพ – มันไม่เคยเป็นการทำงานของคนๆเดียวหรือแค่การทำงานกลุ่มสิบคนของเพื่อนทั้งหลาย.  (The ability to believe in fiction is really the superpower of humanity this is why we control the world. If you look at any major human achievement, it is always based in large-scale cooperation. You want to build pyramids, you want to fly to the moon, you want to create an atom bomb, you want to build a health care system – it’s never the work of a single genius or of like a group of ten friends.)

          คุณมักจำเป็นต้องการหลายพันและหลายล้านของผู้คนมาร่วมทำงานด้วยกัน. และเราก็เป็นเพียงหนึ่งในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่สามารถทำได้เช่นนั้น. ชิมแปนซีทั้งหลายสามารถที่จะปฏิบัติงานในระดับหนึ่ง, พูดได้ว่า, 50 ชิมแปนซีหรือ 100 ชิมแปนซีทั้งหลายสามารถทำงานด้วยกันกับเป้าหมายธรรมดาทั่วไป. มนุษย์สามารถร่วมมือกันบนระดับหลายล้าน. เราทำเช่นนั้นได้อย่างไร?  (You always need thousands and millions of people cooperating together. And we are the only mammals that can do that. Chimpanzees can operate on the level of, say, 50 chimpanzees or 100 chimpanzees can work together to a common goal. Human can cooperate on the level of millions. How do we do that?)

          โดยการประดิษฐ์และการเชื่อเรื่องราวทั้งหลายเชิงนิยาย. มันชัดเจนมากที่สุดในกรณีของศาสนา. คุณสามารถได้ผู้คนหลานล้านที่จะร่วมมือกันบนโครงการธรรมดาสามัญ, ไม่ว่ามันเป็นการก่อสร้างโบสถ์วิหารหรือโรงพยาบาล หรือสู้รบในสงครามศักดิ์สิทธิ์ โดยการบอกกับพวกเขาถึงเรื่องราวเชิงนิยายหนึ่ง. คุณไม่สามารถทำเช่นนั้นกับลิงชิมแปนซี. คุณไม่มีวันสามารถชักจูงชิมแปนซีกลุ่มหนึ่งที่จะร่วมมือกันทำอะไรโดยการให้สัญญาต่อพวกเขาว่า ถ้าคุณทำเช่นนี้, หลังที่คุณตายไปแล้ว, คุณจะไปยังสวรรค์ของชิมแปนซี และที่นั่นคุณก็จะได้รับกล้วยและมะพร้าวทั้งหลายอย่างมากมาย. ดังนั้น, ตอนนี้จงทำสิ่งนี้. ไม่มีชิมแปนซีใดที่จะได้เชื่อในเรื่องราวเช่นนั้น.  (By inventing and believing fictional stories. It’s most obvious in the case of religions. You can get millions of people to cooperate on a common project, whether it’s building a cathedral or a hospital or fighting a holy war by telling them a fictional story. You can’t do that with chimps. You can never convince a group of chimps to cooperate by promising to them that if you do this, after you die, you’ll go to chimpanzee heaven and there you’ll receive lots of bananas and coconuts. So, now do this. No chimpanzee will ever believe such a story.)

          เราเชื่อในนิทานทั้งหลายเหล่านี้, ดังนั้นเราจึงปกครองโลก. แต่มันไม่ใช่แค่ศาสนาทั้งหลาย. ศาสนาทั้งหลายเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนมากที่สุด. มันเป็นอันเดียวกันถ้าคุณมองที่กิจกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหลาย เงินและบริษัท/ห้างหุ้นส่วนทั้งหลาย, ก็เหมือนดังพระเจ้าทั้งหลายและปีศาจทั้งหลายและเทวดาทั้งหลาย, คือเรื่องราวเชิงนิยายที่เราได้สร้างสรรค์ขึ้น. ถ้าคุณคิดว่า, อะไรคือบริษัท/ห้างหุ้นส่วน? ดังนั้น, บริษัท/ห้างหุ้นส่วนหนึ่งมีอยู่ขึ้นมาได้ก็เพียงในจินตนาการของเราเท่านั้น. อะไรคือGoogle หรือ Facebook หรือ McDonald’s หรือ Disney?    (We believe such stories, so we rule the world. But it’s not just religions. Religions are the most obvious example. It’s the same if you look at economic activities money and corporations, just like gods and demons and angels, are a fictional story we created. If you think, what is corporation? So, a corporation exists only in our imagination. What is Google or Facebook or McDonald’s or Disney?)

เป็นหนทางเดียวกันกับที่ผู้คนโบราณมี Shaman-หมอผีทั้งหลาย ที่สร้างทำพิธีกรรมใหญ่โตทั้งหลายและได้ชักจูงทุกคนที่จะเชื่อในการมีอยู่ของบางผีหรือจิตวิญญาณนั้น. ดังนั้น, เรามีหมอผีทั้งหลายของเราเองที่ถูกเรียกว่านักกฎหมาย ผู้ที่สร้างทำพิธีกรรมสลับซับซ้อนมากยิ่งเหล่านี้ด้วยเช่นกัน, พูดในภาษาทั้งหลายที่ไม่มีใครเข้าใจและชักจูงทุกคนที่จะเริ่มต้นการเชื่อในจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของGoogle หรือในจิตวิญญาณอันยิ่งใหญ่ของ McDonald’s.   (The same way that ancient people had Shamans1 that made these big ceremonies and convinced everybody to believe in the existence of some ghost or spirit. So, we have our own shamans called lawyers who also make these very complicated ceremonies, speaking in languages that nobody understands and convinces everybody to start believing in the great spirit of Google or in the great spirit of McDonald’s.)

1 Shamans (พหูพจน์) แปลว่า หมอผี, คนทรงเจ้า, หรือผู้วิเศษ ซึ่งหมายถึงกลุ่มบุคคลที่เชื่อว่ามีความสามารถในการติดต่อกับโลกวิญญาณ รักษาโรคด้วยเวทมนตร์หรือพิธีกรรม และทำนายอนาคต พบได้มากในวัฒนธรรมชนพื้นเมือง เช่น ทางตอนเหนือและกลางของทวีปเอเชีย 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Shamans

  • ความหมาย: หมอผี, คนทรงเจ้า, ผู้รักษาด้วยวิญญาณ
  • บทบาท: ผู้นำทางศาสนา, ผู้นำพิธีกรรม, ผู้ทำนาย, หมอรักษา
  • คำใกล้เคียง: WitchcraftMagicianSorcerer 

บริบทการใช้งาน

  • คนทรงเจ้าเข้าพิธีกรรม (Trance state) เพื่อสื่อสารกับวิญญาณ
  • เชื่อว่ามีความสามารถในการเดินทางไปมาระหว่างโลกมนุษย์และโลกวิญญาณ 

มันสำคัญมากขึ้นกว่าที่เคยที่จะเพ่งเน้นในอัตลักษณ์ความเป็นมนุษย์แบ่งปันร่วมกัน เพราะว่าความท้าทายทั้งหลายอันใหญ่โตที่เราเผชิญหน้าสามารถแต่เพียงถูกคลี่คลายแก้ไขได้ผ่านความร่วมมือด้วยกันทั่วโลกในโลกานุวัฒน์เท่านั้น. ถ้าคุณคิด, ดังเช่น, เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยคุกคามของการล่มสลายทางนิเวศน์, นี้ไม่ใช่บางอย่างที่สามารถถูกคลี่คลายแก้ไขได้กับระดับของประเทศเพียงลำพังหนึ่งเดียว. กระทั่งประเทศทั้งหลายที่มีอำนาจเต็มเปี่ยมมากที่สุดก็ไม่สามารถทำมันได้ด้วยตัวพวกเขาเอง. พวกเขาจำเป็นต้องมีการร่วมมือด้วยกัน.   (It’s more important than ever to focus in our shared human identity because the big challenges we face can only be solved through global cooperation. If you think, for instance, about climate change and the threat of ecological collapse, this is not something that can be solved on the level of a single country. Even the most powerful countries cannot do it by themselves. They need to cooperate.)

เหมือนเช่นเดียวกัน, ถ้าเราต้องการที่จะควบคุมกำกับพลังระเบิดขึ้นอย่างรวดเร็วของปัญญาประดิษฐ์, มันไม่สามารถถูกทำได้กับระดับของประเทศเพียงลำพังหนึ่งเดียว. และเพื่อที่จะได้การร่วมมือด้วยกันอย่างมีประสิทธิผลกับระดับโลกานุวัฒน์, เราจำเป็นต้องชื่นชมนิยมในอะไรสามัญทั่วไปต่อมนุษย์ทุกแห่งหน.  (Similarly, if we want to regulate the explosive power of artificial intelligence, it cannot be done on the level of a single country. And in order to have effective cooperation on a global level, we need to appreciate what is common to humans everywhere.)

ความย้อนแย้งทางปัญญา (The Paradox of Wisdom)

          มนุษย์ทั้งหลายโชคไม่ดี, คุณรู้ไหม, เราฉลาดปราดเปรื่องอย่างมาก, แต่ถึงแม้ว่าเรามีปัญญา, เราก็คอยทำบางสิ่งที่โง่ดเขลายิ่งทั้งหลายอยู่. หนึ่งในอันที่เป็นแรงกำลังทั้งหลายอันทรงพลังอำนาจยิ่งในประวัติศาสตร์, ตามความเป็นจริงแล้ว, คือความโง่เง่าของมนุษย์. เรารู้กันว่าอาวุธปรมาณูทั้งหลายสามารถที่จะทำลายล้างทั้งปวงของอารยธรรมมนุษย์ได้ เรารู้ว่าในตอนนี้ปัญญาประดิษฐ์สามารถที่จะหลบหนีจากการควบคุมของเราได้. นี้คืออะไรที่เป็นความตึงเครียดพื้นฐานในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่ในเวลาเดียวกันคุณก็ค้นพบปัญญาอันน่าทึ่ง และแบบชนิดที่เลวร้ายที่สุดของมายาภาพและความโง่เง่ากำลังป้อนอาหารใหก้แก่กันและกัน.  (Humans unfortunately, you know, we are very smart, but despite our wisdom, we keep doing some very stupid things. One of the most powerful forces in history, actually, is human stupidity. We know that nuclear weapons could destroy the whole of human civilization we know that now artificial intelligence can escape our control. And yet, we keep on producing it. This is the kind of basic tension in human history that at the same time you find incredible wisdom and the worst types of delusion and stupidity are feeding each other.)

ถ้าเราเป็นสิ่งมีชีวิตที่ฉลาดสมบูรณ์แบบเช่นนั้น, แล้วก็ใช่, เราก็สามารถที่จะสร้างอาวุธที่ทรงพลังอำนาจเต็มเปี่ยมมากที่สุด, แต่เราจะนำไม่มีวันนำพวกมันไปใช้อย่างผิดพลาด. ถ้าเราเป็นได้แค่โง่เง่า, แล้วเราจะไม่เป็นที่ทรงพลังอำนาจมากเกินไป. การผสมผสานของปัจจัยนี้คืออะไรที่ทำให้มีสถานการณ์อันตรายร้ายแรงมากเกินไป.  (If we were this kind of perfectly wise entities, then yes, we could create the most powerful weapons, but we would never misuse them. If we were just stupid, then we wouldn’t be so powerful. The combination is what makes the situation so dangerous.)

ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence)

          สามสิ่งนั้น, ความท้าทายใหญ่โตที่เผชิญหน้าต่อมนุษยชาติวันนี้ในศตวรรษที่ 21 คือ การพังพินาศเชิงนิเวศน์,เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงแทรกทำลายทั้งหลาย, เหมือนเช่นปัญญาประดิษฐ์, และภัยคุกคามของสงครามทั่วโลกและสงครามปรมาณู. สิ่งหนึ่งที่ทุกคนต้องรู้เกี่ยวกับ AI ก็คือมันเป็นเทคโนโลยีแรกในประวัติศาสตร์ที่สามารถทำการตัดสินใจได้ด้วยตัวมันเอง, และสามารถสร้างสรรค์ความคิดใหม่ๆขึ้นมาด้วยตัวมันเอง.  (The three, biggest challenges that face humankind today in the 21st century are ecological collapse, disruptive technologies, like artificial intelligence, and the threat of global war and nuclear war. The one thing everybody needs to know about A.I. is that it’s the first technology in history that can make decisions by itself, and can create new ideas by itself.)

          มันเปิดกว้างเมื่อการเทียบกับเทคโนโลยีอื่นๆที่ผ่านมาแล้วทั้งหลาย, เหมือนเช่นการพิมพ์แบบใช้แรงกดหรือระเบิดอะตอม. มันแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง. การพิมพ์แบบแรวงกดไม่สามารถที่จะตัดสินใจได้ว่าหนังสือเล่มไหนที่จะพิมพ์. ระเบิดอะตอมไม่สามารถตัดสินใจได้โดยตัวพวกมันเองว่าเมืองไหนที่จะไปทำลาย. ถ้าคุณนำเอาการพิมพ์แบบแรงกดทั้งหมดในโลกมารวมด้วยกัน, พวกเขาก็ไม่สามารถพิมพ์ออกมาด้วยประโยคใหม่หนึ่งเดียวโดยตัวพวกมันเองได้เลย. ระเบิดอะตอมลูกหนึ่งก็ไม่สามารถประดิษฐ์อันใหม่และกระทั่งทรงพลังอำนาจมากยิ่งกว่าได้เลย.   (It’s open compared to previous technological breakthroughs, like the printing press or the atom bomb. It’s completely different. Printing presses could not decide what book to print. Atom bombs could not decide by themselves which cities to destroy. If you take all the printing presses in the world together, they cannot come up with a single new sentence by themselves. An atom bomb cannot invent a new and even more powerful weapon.)

          มันไม่ได้เป็นสิ่งประดิษฐ์ที่เรากำลังสร้างสรรค์. มันตามความจริงแล้วควรที่จะยืนให้กับปัญญาต่างดาว. มันเป็นแบบชนิดใหม่ของรูปลักษณ์ความฉลาดที่กระทำเป็นอิสรอย่างเพิ่มขึ้นขแองความคิดมนุษย์และความตั้งใจปรารถนาของมนุษย์. ดังนั้น, เรากำลังนำไปสู่ระบบนิเวศน์ของเรา, เข้าสู่ดาวเคราะห์ของเรา, ความฉลาดที่ทรงพลังอำนาจมากและแบบชนิดต่างดาว ที่เราไม่รู้ว่าจะควบคุมมันอย่างไร. และสิ่งนี้เป็นอันตรายอย่างที่สุด.  (It’s not an artifact that we are creating. It actually should stand for alien intelligence. It’s a new type of intelligence entity that acts increasingly independently of human thought and human volition. So, we are bringing into our ecosystem, into our planet, a very powerful and alien type of intelligence that we don’t know how to control. And this is extremely dangerous.)

สงครามโลกครั้งที่ 3 (World War III)

          จนกระทั่งเมื่อสองสามปีที่ผ่านมานี้, เราได้อยู่ในยุคสมัยของความเป็นระเบียบ. โลกขแองตอนต้นศตวรรษที่ 21 ได้เป็นที่สันติสุขและเป็นระเบียบอย่างมากที่สุดที่มันได้เคยมีมา. ดังนั้น, สำหรับส่วนใหญ่ชองประวัติศาสตร์แล้ว, ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยของรัฐบาลในด้านการทหารของมันอยู่ในราว 50%ของงบประมาณทั้งหมด. ในตอนต้นของศตวรรษที่ 21 มันลดลงไปถึง 7% เฉลี่ยทั่วโลก, ในขณะที่ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยด้านการดูแลสุขภาพได้สูงขึ้นถึง 10% มันเป็นครั้งแรกของประวัติศาสตร์ที่รัฐบาลทั้งหลายทั้งหมดทั่วโลกได้ใช้จ่ายเงินกับการดูแลสุขภาพมากไปกว่าด้านการทหาร.  (Until a few years ago, we were in a time of order. The world of the early 21st century was the most orderly and peaceful that it ever was. So, for most of history, the average expenditure of a government on its military was about 50% of the budget. In the early 21st century it went down to 7% average worldwide, whereas expenditure on health care rose to 10% it was the first time in history that governments all over the world spent more money on health care than on the military.)

          แล้วสิ่งทั้งหลายได้เริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงไปในทศวรรษที่สองของศตวรรษที่ 21, ระเบียบโลก/โลกานุวัฒน์. มราได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานคุณค่าและผลประโยชน์ทั่วไปร่วมกัน, ได้ถูกโจมตีจากทุกด้าน และเรากำลังอยู่ในทศวรรษที่สามของศตวรรษที่ 21, กำลังมองเห็นการพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็วของเหตุการณ์สงครามไปทั้งหมดทั่วโลก. (Then things began to change. In the second decade of the 21st century, the global order2. Which was based on common values and interests, was attacked from all sides and we are not in the third decade of the 21st century, seeing a sharp rise in the incidence of wars all over the world.)

          2 ระเบียบโลก (World Order) คือรูปแบบกฎเกณฑ์ ความสัมพันธ์ และดุลอำนาจระหว่างประเทศที่จัดตั้งขึ้นเพื่อรักษาเสถียรภาพการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคง ปัจจุบันกำลังเปลี่ยนผ่านจากระเบียบเดิมที่สหรัฐฯ เป็นแกนหลัก ไปสู่ระบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolarity) ที่มีจีนและประเทศมหาอำนาจกลางเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ท่ามกลางความขัดแย้งเชิงภูมิรัฐศาสตร์ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน 

ลักษณะสำคัญของระเบียบโลกในยุคปัจจุบันและอนาคต:

  • การเปลี่ยนผ่านอำนาจ: ระเบียบโลกเก่าที่อิงตะวันตกสั่นคลอนและล่มสลายลง เกิดภาวะ "ปลาใหญ่กินปลาเล็ก" ที่ต้องพึ่งพาแสนยานุภาพมากขึ้น
  • ระบบหลายขั้วอำนาจ (Multipolarity): ไม่มีประเทศใดเป็นเจ้าโลก (Hegemon) เพียงหนึ่งเดียว แต่เป็นการกระจายอำนาจไปยังมหาอำนาจใหม่ๆ
  • การจัดระเบียบใหม่ของห่วงโซ่อุปทาน:

 เศรษฐกิจโลกแบ่งแยกออกจากกันมากขึ้น ความขัดแย้งทำให้ต้องมีการย้ายฐานการผลิต

  • ความขัดแย้งของมหาอำนาจ: สงครามในยูเครน ตะวันออกกลาง และการแข่งทางเทคโนโลยีระหว่างสหรัฐฯ-จีน เป็นปัจจัยหลักที่เขย่าระเบียบโลกเดิม 

 

          งบประมาณป้องกันประเทศ, งบประมาณด้านการทหารทั้งหมดทั่วโลกคือจรวดพุ่งทะยานสู่ท้องฟ้า.  เงินอย่างเพิ่มขึ้นไปหารถถังและอาวุธทางไวเบอร์ทั้งหลาย แทนที่จะเป็นพยาบาลและครูทั้งหลาย. และสิ่งนี้ก็ดำเนินต่อไปที่จะแผ่ขยายออกกว้าง. สามารถที่จะมีได้กระทั่งว่าเราได้อยู่ในเมฆฟมอกท่ามกลางของสงครามโลกครั้งที่ 3  ไปแล้ว, และเราแค่ยังไม่ได้ตระหนักถึงมัน. บ่อยครั้งในประวัติศาสตร์, เราเข้าใจถึงคว่ามหมายของเหตุการณ์ทั้งหลายแต่เพียงเมื่อมองย้อนกลับไป. (Defense budgets, military budgets all over the world skyrocket. Money increasingly goes to tanks and cyber weapons instead of to nurses and teachers. And this continues to spread. There could even be that we are already in the midst of the third World War, and we just haven’t realized it yet. Very often in history, we understand the meaning of events only in hindsight.)

          ทุกวันนี้ถ้าคุณเขียนข้อสอบด้านประวัติศาสตร์, เมื่อใดที่สงครามโลกครั้งที่ 2 ได้เริ่มต้นขึ้น? เด็กคนใดที่โรงเรียนก็รู้ว่าคำตอบนั้นคือ วันที่ 1 กันยายน 1939, เมื่อเยอรมนีบุกรุกเข้าไปในโปแลนด์. แต่ถ้าคุณถามผู้คน, เรามาพูดกันว่าเมื่อตอนเดือนพฤษภาคม 1941, ในนิวยอร์ค หรือในมอสโคว หรือในฮิโรชิมา, พวกเขาจะไม่บอกกับคุณว่าพวกเขากำลังมีชีวิตอยู่ในท่ามกลางสงครามโลกครั้งที่ 2.  (Today, if you write in a history exam, when did the second World War started? Any kid in school knows that the answer is the 1st of September 1939, when the Germany invaded Poland. But if you ask people, let’s say in May 1941, in New York or in Moscow or in Hiroshima, they would not tell you that they are living in the midst of the second World War.)

          ใช่, มีบางสงครามอยู่ในยุโรป, มีบางความขัดแย้งทั้งหลายบ้างที่ในเอเชีย, แต่นี่ไม่ใช่สงครามโลกครั้งที่ 2. ดังนั้น, มันสามารถเป็นว่าสงครามโลกครั้งที่ 3 ได้เรอิ่มต้นขึ้นไปแล้วในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 เมื่อรัสเซียบุกเข้าไปในยูเครน, และเรายังคงไม่ได้ใความเข้าใจถึงมันกัน.  (Yes, there is some war in Europe, there are some conflicts in Asia, but this is not the second World War. So, it could be that the third World War already began on the 24th of February 2022 when Russia invaded Ukraine, and we still haven’t understood it yet.)

          ข่าวสารหลักของหนังสือนั้น และก็อย่างที่ในชื่อหนังสือด้วยเช่นกันที่ว่า “เราที่ ไม่สามารถหยุดได้,” ก็คือว่ามนุษย์ทั้งหลาย, เป็นรูปลักษณ์ที่ทรงพลังอำนาจมากที่สุดบนโลกนี้ และเราควรเป็นเจ้าของมัน. เราควรที่จะมีความรู้ถึงพลังอำนาจมหาศาลยิ่งของเรานี้, เพราะเพียงเมื่อถึงตอนนั้นแล้วเราก็สามารถด้วยเช่นกันในการรับผิดชอบต่ออะไรที่เรากำลังทำกันอยู่ด้วยพลังอำนาจนี้. (The main message of the book and also in the title “UNSTOPABLE US,” is that humans, all humans, are the most powerful entity on the planet and we should own it. We should acknowledge our immense power, because only then we can also take responsibility for what we are doing with this power.)

          ผมชื่อ ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ และนี้คือข้อสรุปสั้นๆแต่พิเศษจำเพาะในการพูดถึงอะไรที่มันหมายความที่จะเป็นมนุษย์.  (My name is Yuval Noah Harari and this is my brief but spectacular take on what it means to be human.)

          https://youtu.be/zvjcJsy51oc?si=BF1a8MTqRIwiRDWV

วันพฤหัสบดีที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2569

เบอร์นี แซนเดอร์ - เรากำลังมีชีวิตอยู่ในเวลาอันตรายทั้งหลาย

เบอร์นี แซนเดอร์ - เรากำลังมีชีวิตอยู่ในเวลาอันตรายทั้งหลาย

We are Living in Dangerous Times

          https://youtu.be/-tRFM2K4Wj8?si=KFPc3D19_qxfoLmt

          ขอขอบคุณอย่างมากที่มาร่วมกันกับผม. ผมไม่ต้องบอกคุณหรอก, แต่เรากำลังมีชีวิตอยู่ในเวลาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแลอันตรายอย่างยิ่ง. มันดูเหมือนว่าทุกๆวันจะมีการกระทำหรือคำสั่ง/แถลงการณ์ออกมาจากรัฐบาลทรัมป์ ที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง, หยายบคาย, บ้าคลั่ง หรือทั้งหมดที่กล่าวมานี้.   (Thank you very much for joining me. I don’t have to tell you, but we are living in unprecedented and dangerous times. It seems that every day there is an action or a statement from the Trump administration that is grossly illegal, crazy, vulgar, or all of the above.)

          ในเมฆหมอกของความวุ่นวายจลาจลทั้งหลายทั้งหมดที่เรากำลังมองเห็นอยู่นี้, ผมแค่ไกด้ต้องการที่จะพูดสักสองสามคำตรงนี้ เกี่ยวกับอะไรที่ผมและเพื่อนร่วมทำงานทั้งหลายได้ใส่ใจกับมันกัน, และโดยพื้นฐานกับอะไรที่เรากำลังพยายามที่จะเป็นธุระด้วยกับสิ่งเหล่านี้ที่เป็นประเด็นสำคับอย่างหนึ่งซึ่งผู้คนอเมริกันได้กำลังเผชิญหน้า, อันที่จิ่งแล้ว, ประเด็นทั้งหลายนี้ของโลกด้วย, วงาระประเด็นที่ ด้วยความเคารพมากมายเหลือเกินกับสภาคองเกรสและบริษัทสื่อ ไม่ได้เป็นธุระอะไรด้วย.   (In the midst of all the chaos that we’re seeing, I just wanted to say a few words here about what I and my coworkers have been concentrating on, and basically what we are trying to deal with are dome of the most important issues facing the American people, in fact, the world, issues that in too many respects, Congress and the corporate media are not dealing with.)

          ดังนั้น, ให้ผมแค่เริ่มต้นออกไปด้วยลัทธิบ้าอำนาจ/รวมศูนย์เบ็ดเสร็จของทรัมป์. ผมไม่ต้องบอกคุณว่าในทำเนียบขาววันนี้, เรามีประธานาธิบดีผู้ที่ไม่ได้แต่เพียงเป็นคนโกหกอย่างหน้าด้านเท่านั้น, แต่เขาเป็นหลงตัวเอง, เป็นคนฉ้อฉล, และเป็นบุคคลอันตรายอย่างที่สุด. เขาได้ต้องการอำนาจมากขึ้นและมากยิ่งขึ้นเข้ามใอยู่ในกำมือของเขาเอง, และสามารถที่จะใยดีใดๆน้อยลงไปกับรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา, หลักนิติธรรมใดๆ, จิตสำนึกทั่วไปของมนุษย์, หรือประชาธิปไตย. และการต่อสู้กับลัทธิบ้าอำนาจก็คือการดิ้นรนต่อสู้ที่เรากำลังเกี่ยวพันด้วยในแนวรบทุถกๆด้าน.  (So, let me just start off with Trump’s authoritarianism. I don’t have to tell you that in the White House today, we have a president who is not only a pathological liar, but he is a narcissist, a kleptocrat, and an extremely dangerous person. He wanted more and more power into his own hands, and could care less about the Constitution of the United States, the rule of law, common decency, or democracy. And the fight against authoritarianism is a struggle that we are engaging in on the number of fronts.)

เมื่อเดือนที่แล้ว, ผมได้เสนอคำแปรญัตติแก้ไขร่างกฎหมายในวุฒิสภาที่ได้รับการรับรอง 49 เสียง, ทั้งหมดจากทั้งหมดของเดโมแครตส์และอีกสองรีพับลิกันส์, เพื่อที่จะยกดเลิกเงินงบประมาณ 75 ล้านดอลลาร์ ที่ ICE ได้รับ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “รัฐบัญญัติงดงามอันใหญ่หลวง” ของทรัมป์, ที่ในมุมมองของผมแล้วเป็นเป็นชิ้นที่เลวร้ายที่สุดกของกฎหมายฉบับนี้ที่ได้ผ่านยออกมาในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศของเรา. ดังนั้น, เรากำลังพยายามที่จะเอาเงินออกมาจาก ICE เพื่อที่ว่าพวกเขาจะไม่ได้กำเนินการอีกต่อไปที่จะบุกเข้ายึดครองชุมชนทั้งหลายทั่วทั้งประเทศนี้.  (Last month, I offered an Amendment in the Senate that received 49 votes, all of the Democrats and two Republicans, to rescind the $75 billion that ICE1 received as part of Trump’s ‘BIG BEAUTIFUL BILL2,” which in my view was the worst piece of legislation passed in the modern history of our country. So, we are trying to get money out of ICE so that they do not continue to occupy communities throughout this country.)

1 หน่วยงานความมั่นคง (ความหมายที่นิยมที่สุดในข่าวปัจจุบัน)

  • U.S. Immigration and Customs Enforcement (ICE): คือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองภายในประเทศ สังเกตการณ์ และสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ
  • บริบทปัจจุบัน: ในปี 2026 ICE กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากจากการดำเนินนโยบายเนรเทศครั้งใหญ่ (Mass Deportation) และปฏิบัติการต่าง ๆ ภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน 

2 "Big Beautiful Bill" หรือ One Big Beautiful Bill Act (OBBBA) คือร่างกฎหมายภาษีและงบประมาณฉบับใหญ่ของสหรัฐฯ ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันในช่วงวาระสมัยที่สอง (ปี 2025-2029) เพื่อลดภาษีครั้งใหญ่, ต่ออายุมาตรการภาษีปี 2017 ให้ถาวร, และเพิ่มงบประมาณความมั่นคง โดยมีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานภายในประเทศ 

สาระสำคัญและผลกระทบของกฎหมาย ได้แก่:

  • การลดภาษี: ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยเน้นให้ผู้มีรายได้สูงและบริษัทได้ประโยชน์ เช่น การต่ออายุการลดภาษีจากปี 2017
  • มาตรการสำหรับคนทำงาน: ยกเลิกภาษีทิปและค่าล่วงเวลา (Overtime)
  • การหักลดหย่อน: เพิ่มเพดานการหักลดหย่อนภาษีรัฐและท้องถิ่น (SALT)
  • การใช้จ่าย:

 เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคงชายแดน

  • ความกังวล: ร่างกฎหมายนี้คาดว่าจะเพิ่มหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ อีกหลายล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปีข้างหน้า และอาจลดสวัสดิการสังคม เช่น การลดงบ Medicaid

และไกลขึ้นไปอีก, ด้วยความช่วยเหลือชองคุณ, ด้วยการช่วยเหลือจากพวกคุณทั้งหลาย, การรณรงค์สามารภเป็นไปได้ที่ระดมทุนถึง 200,000 ให้กับบางรายของผู้คนซึ่งกล้าหาญอย่างมากที่ในมินนีโซตา และองค์กรทั้งหลายของพวกเขาผู้ได้ต่อสู้กลับต่อต้านการบุกเข้ามายึดครองชุมชนของICE. และแสดงให้เราเห็นว่าอะไรที่นักเคลื่อนไหวรากหญ้าทั้งหลายเป็นอย่างไร. แลผมควรจะบอกต่อคุณด้วยเช่นกัน, อย่างแน่ชัด, ว่าในการตระเตรียมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2026, เรากำลังทำงานอย่างหนักจริงๆที่จะสนับสนุนผู้สมัครลงแข่งขันเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศ, ผู้ซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนหยัดให้กับผู้คนทำงาน/แรงงาน.  (And further, with your help, with many of you helping, our campaign was able to raise 200,000 for some of the very courageous people in Minnesota and their organizations who fought back against the ICE occupation. And show us what grassroots activism looks like. And I should also tell you, obviously, that in preparation for the 2026 elections, we are working really hard to support candidates all across the country, who are standing up for working people.)

และบางทีส่วนใหญ่อย่างสำคัญ, เรากำลังที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดของเราที่จะทำให้แน่ใจว่าการเลือกตั้งทั้งหลายเหล่านี้ว่าเป็นที่ยุติธรรม, และไม่ได้ถูกออกแบบโดยพรรครีพับลิกันส์, เพื่อรักษาอำนาจการควบคุมอยู่เหนือรัฐผู้แทนและวุฒิสภา. อย่างมากมายที่กำลังกดำเนินไปอยู่กับความวิตกกังวลทั้งหลายให้กับผมอย่างมากยิ่งเกี่ยวกับที่พวกเขากำลังพยายามสร้างสถานการณ์ทั้งหลาย ที่ผู้คนไม่ได้มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและยุติธรรม. และเราต้องสู้รบกับสิ่งนั้น. และเรา, อยู่ในหนทางทั้งหลายจำนวนมาก. (And perhaps most importantly, we are going to do our best to make sure that these elections are fairs, and are not designed by Republicans, to retain control over the House and the Senate. A lot that is going on that worries me very much about they’re trying to create situations where people do not have the opportunity to participate in a free and fair election. And we’ve got to fight that. And we are, in a number of ways.)

ไกลไปกว่านั้น, เราต้องดำเนินต่อไปที่จะเป็นธุระกับอะไรที่ผมพิจารณาว่าเป็นวาระประเด็นภายในประเทศซึ่งสำคัญมากที่สุดในช่วงเวลานี้ของเรา, ชั่วขณะที่เรากำลังอาศัยอยู่ในมัน. และนั่นเป็นความเติบโตของคณาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา. และอย่างน่าเศร้าใจ, นี้เป็นวาระประเด็นที่สหายร่วมงานทั้งหลายอย่างมากมายของผมในคองเกรสชอบมากกว่าที่จะไม่เป็นธุระอะไรในเรื่องนี้ด้วย, ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่เห็นกันอย่างชัดเจน. บริษัทสื่อ, โดยเนื้อแท้แล้ว, ไม่ได้จัดการ/แก้ไข/พูดถึงมันกันเลย. แต่ผมคิดว่าคนอเมริกันทั่วไปในเบื้องลึกแล้วรู้อยู่แก่ใจของพวกเขา, เข้าใจว่านั่นไม่เคยมีมาก่อน, ในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา มีปัจเจกบุคคลน้อยเหลือเกินถือครองความมั่งคั่งและอำนาจมากมายขนาดนี้.  (Further, we have to continue to deal with what I consider to be the most significant domestic issue of our period, the moment that we’re living in. And that is the growth of oligarchy3 in the United States. And sadly, this is an issue that many of my colleagues in the Congress prefer not to deal with, for obvious reasons. The corporate media, almost by definition, does not address it. But I think ordinary Americans in their guts, understand that never before, in the history of our country have so few individuals held so much wealth and so much power.)

3 Oligarchy (คณาธิปไตย) คือ ระบอบการปกครองที่อำนาจสูงสุดอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นนำที่มีอิทธิพล ไม่ว่าจะเป็นขุนนาง, เศรษฐี, ทหาร หรือกลุ่มการเมือง กลุ่มนี้ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง โดยมักสร้างความชอบธรรมผ่านกฎหมายที่บิดเบือนและกลไกผู้เชี่ยวชาญ 

ลักษณะสำคัญของ Oligarchy

  • อำนาจรวมศูนย์: คนกลุ่มเล็กๆ ใช้อำนาจตัดสินใจในรัฐ
  • เน้นประโยชน์กลุ่ม: ปกครองเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกพ้อง ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่
  • คัดเลือกเอง: มักสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด, ความมั่งคั่ง หรือการเมืองที่ปิดกั้น
  • ทุจริตแฝง: มักถูกมองว่าเป็นระบอบที่เสื่อมทราม เพราะขาดหลักจริยธรรม 

วันนี้, ด้วยคนยอดบน 1 เปอร์เซ็นต์, 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนก้นล่าง 93%, เรามีความไม่เสมอภาคของรายได้และความมั่งคั่งมากยิ่งกว่าแต่ก่อน. ในขณะที่ 60% ของคนอเมริกันมีชีวิตอยู่กับรายได้วันต่อวัน/เดือนชนเดือน, คณะผู้มีอำนาจไม่ได้เพียงร่ำรวยมากขึ้นเท่านั้น, แต่อย่างสำคัญย่าง, พวกเขากำลังเพิ่มอำนาจของพวกเขาโดยการซื้อสื่อ. ผมไม่รู้ว่าพวกคุณได้ติดตามเรื่องนี้ไหม, แลร์รี เอลลิสันและคนอื่นๆกำลังซื้อ CNN, กำลังซื้อ CBS. เบซอสกำลังเปลี่ยนพลิกวอชิงตัน โพสต์ไปเป็นหนังือพิมพ์ฝ่ายขวาจัด.  (Today, with the top one percent, 1% owning more wealth than the bottom 93%, we have more income and wealth inequality than before. While 60% of Americans live paycheck to paycheck, the oligarchs are not only getting richer, but importantly, they are increasing their power by buying up media. I don’t know if you’ve been following, you know, Larry Ellison4 and others buying up CNN, buying up CBS. Bezos5 converting the Washington Post into a right-wing paper.)

4  แลร์รี เอลลิสัน (Larry Ellison) คือผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลระดับโลก เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันผู้มีวิสัยทัศน์สูง เคยดำรงตำแหน่ง CEO นาน 37 ปี และปัจจุบันเป็นประธานกรรมการและ CTO ผู้ผลักดัน Oracle สู่ผู้นำ Cloud AI Infrastructure จนก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกในปี 2025–2026 

ชีวประวัติและจุดเด่นของแลร์รี เอลลิสัน:

  • ผู้ก่อตั้ง Oracle: เอลลิสันร่วมก่อตั้งซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล (RDBMS) ในปี ค.ศ. 1977 ซึ่งต่อมาเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์องค์กรระดับโลก
  • บทบาทการบริหาร: ดำรงตำแหน่ง CEO ตั้งแต่ปี 1977 จนถึง 2014 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CTO (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี) และประธานกรรมการบริหาร
  • ความมั่งคั่ง:

 ในช่วงต้นปี 2026 เขาเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก โดยมีทรัพย์สินประมาณ 198 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วงเดือนกันยายน 2025 เคยขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกอันดับ 1 แทนที่อีลอน มัสก์ ชั่วขณะหนึ่ง จากหุ้น Oracle ที่พุ่งสูงขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจ Cloud AI

  • วิสัยทัศน์: เขาเป็นผู้ที่เชื่อในเทคโนโลยีอย่างมาก และมีกลยุทธ์การบริหารที่มุ่งเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อน รวมถึงลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI

5  เจฟฟ์ เบโซส (Jeff Bezos) คือผู้ก่อตั้งบริษัท Amazon และเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดย ณ วันที่ 25 มีนาคม 2569 เขามีทรัพย์สินสุทธิประมาณ 230.2 พันล้านดอลลาร์ และครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลกตามการจัดอันดับของ Forbes 

ข้อมูลล่าสุดและโปรเจกต์สำคัญ (อัปเดต มีนาคม 2569)

  • กองทุน AI เพื่อการผลิต ($100 Billion Fund): เบโซสกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาระดมทุนจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างกองทุนสำหรับซื้อกิจการในภาคการผลิต (Manufacturing) และนำเทคโนโลยี AI จากโปรเจกต์ลับชื่อ Project Prometheus มาใช้เพื่อขับเคลื่อนการทำงานแบบอัตโนมัติ (Automation)
  • Blue Origin และ TeraWave: บริษัทด้านอวกาศของเขาได้ประกาศเปิดตัว TeraWave โครงข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจำนวน 5,408 ดวง เพื่อเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Starlink ของ Elon Musk
  • ชีวิตส่วนตัว: เขาเข้าพิธีวิวาห์กับ ลอเรน ซานเชซ (Lauren Sánchez) เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี ซึ่งเป็นงานแต่งงานที่หรูหราและมีแขกผู้มีชื่อเสียงระดับโลกเข้าร่วมมากมาย 

แต่มันไม่ได้แค่การควบคุมสื่อของพวกเขา. คนทั้งหลายเหล่านี้กำลังสร้างทำโครงสร้างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งขนาดมหึมา. เรากำลังมองเห็นมันอยู่ในตอนนี้ในการเลือกตั้งทั้งหลายกลางวาระตำแหน่ง,   (But it’s not only their control of the media. These guys are now making huge campaign constructions. We’re seeing it right now in the midterm elections6, and we’re going to see it more as these elections unfold. They have unlimited amounts of money, and they are prepared to spend it to elect candidates who represent their interests and not the needs of working people.)

6 The Midterm Elections หรือการเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐฯ คือการเลือกตั้งที่จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี (ตรงกลางวาระ 4 ปีของประธานาธิบดี) เพื่อเลือกสมาชิกสภาคองเกรสใหม่ทั้งหมด 435 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร และประมาณ 1/3 ของวุฒิสภา (100 ที่นั่ง) รวมถึงผู้ว่าการรัฐ มักถือเป็นการลงประชามติผลงานรัฐบาล 

ข้อมูลสำคัญของ The Midterm Elections:

  • เวลาจัด: พฤศจิกายน ของปีที่สองในวาระประธานาธิบดี
  • สิ่งที่เลือก: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ทั้ง 435 ที่นั่ง), สมาชิกวุฒิสภา (ประมาณ 33-35 ที่นั่ง), ผู้ว่าการรัฐ, และตำแหน่งท้องถิ่น
  • ความสำคัญ: เป็นการชี้ชะตาว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส (Split Congress) เพื่อผลักดันนโยบาย หรือบล็อกร่างกฎหมายของประธานาธิบดีได้
  • แนวโน้ม: โดยส่วนใหญ่ พรรคของประธานาธิบดีมักจะเสียที่นั่งในสภาช่วงการเลือกตั้งกลางสมัย
  • คำที่เกี่ยวข้อง (Synonyms): การเลือกตั้งกลางเทอม, สภาครองเกรส, การเลือกตั้งรัฐสภาสหรัฐฯ

ดังนั้น, เมื่อเรากำลังพูดคุยเหี่ยวการรักความประชาธิปไตยให้อยี่อด, มันไม่ได้แค่เพียงการข่มขู่คุกคามอย่างรุนแรงของโดนัลด์ ทรัมป์, นั่นก็เป็นความจริงอย่างยิ่ง, แต่มันก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องสู้รบต่อต้านการระบบเงินทุนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ทุจริตนี้ด้วย, เพื่อที่จะได้จบสิ้นคำตัดสินของศาลฎีกาสูงสุดในคดี Citizens United อันเลวร้ายหายนะที่สุดนี้, เพื่อที่จะได้นำเอากลุ่ม Super OACs ออกไปจากการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคการเมือง/ระบบประชาธิปไตย. ดังนั้น, นั่นเป็นที่สำคัญอย่างมหึมา.  (So, when we are talking about saving democracy, it’s not only the very serious threats of Donald Trump, that’s very real, but it is also the need to fight back against a corrupt campaign finance system, to end this disastrous Citizens United Supreme Court decision7, to get super PACs8 out of Democratic primaries. So, that is enormously important.)

7 Citizens United v. FEC (2010) คือคำตัดสินประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่อนุญาตให้บริษัท สหภาพแรงงาน และองค์กรต่างๆ สามารถใช้จ่ายเงินอย่างอิสระเพื่อสนับสนุนหรือโจมตีผู้สมัครทางการเมืองได้อย่างไม่จำกัด โดยมองว่าเป็นการแสดงออกภายใต้เสรีภาพในการพูด (First Amendment) ส่งผลให้เกิดกลุ่ม Super PACs และ "เงินมืด" (Dark Money) ในการเมืองสหรัฐฯ อย่างกว้างขวาง 

สรุปประเด็นสำคัญและตัวอย่างการใช้งาน:

  • คำตัดสิน (Ruling): ศาลตัดสิน 5-4 ว่าการจำกัดการใช้จ่ายทางการเมืองขององค์กรเป็นการละเมิดเสรีภาพในการพูด ซึ่งยกเลิกกฎหมายเดิมที่ห้ามองค์กรใช้เงินในการหาเสียงทางอ้อมในช่วงใกล้เลือกตั้ง
  • การใช้งาน/ผลลัพธ์ (Usage Examples):
    • การเกิด Super PACs: กลุ่มคณะกรรมการดำเนินการทางการเมืองที่สามารถระดมทุนจากบุคคลหรือองค์กรได้ไม่จำกัด เพื่อใช้หาเสียงสนับสนุนผู้สมัครโดยตรง โดยมักทำโฆษณาโจมตีคู่แข่ง
    • "เงินมืด" (Dark Money): องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (เช่น กลุ่ม 501(c)(4)) ใช้จ่ายเงินในการเมืองโดยไม่ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของเงินทุน
    • การโฆษณาหาเสียงแบบอิสระ: องค์กรต่างๆ สามารถสร้างภาพยนตร์หรือโฆษณาเพื่อชื่นชมหรือวิจารณ์ผู้สมัครได้โดยตรง ไม่ผิดกฎหมาย

8 https://en.wikipedia.org/wiki/Super_PAC

และ, คุณก็รู้, ในฐานะส่วนหนึ่งของผลกระทบทั้งหมด, ผมภูมิใจที่ที่จะบอกกับคุณว่าการเดินสายรณรงค์ต่อสู้คณาธิปไตยทั้งหลายของเรา ในตอนนี้ได้มีขึ้นใน 24 รัฐทั่วทั้งหมดของประเทศนี้, รวมทั้งบางรัฐที่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมด้วย. และด้วยดีกับมี 300,000 ผู้คนได้ออกมาร่วมรณรงค์เดินสายทั้งหลายเหล่านี้ด้วย. และพวกเขาไม่ได้เป็นแต่กลุ่มก้าวหน้า.พวกเขาไม่ใช่เป็นแค่พวกพรรคเดโมแครตส์. พวกเขาเป็นกลุ่มอิสระและรีพับลิกันด้วยเช่นกัน. (And, you know, as part of that whole effort, I’m proud to tell you that our Fighting Oligarchy rallies have now taken place in 24 states all over this country, including some very conservative states. And well over 300,000 people have come out to these rallies. And they’re not just progressives. They’re not just Democrats. They are independents and Republicans as well.)

และที่ไกลยิ่งไปกว่านั้น, เมื่อเราพูดคุยถึงการสู้รบกับคณาธิปไตยและไปยุ่งเกี่ยวกับความไม่เสมอภาคทางรายได้และความมั่งคั่ง. ผมคิดว่าเป็นเวลานานที่เราสมควรจะผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกมา ที่จะจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากเศรษฐีพันล้าน. ภาษีความร่ำรวยกับเศรษฐีพันล้าน. และนั่นคืออะไรที่ผมได้แนะนำไว้. และกฎหมายฉบับนี้จะระดมเงินได้กว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า. และ จะนำเงินจำนวนนั้นกลับไปลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มครอบครัวแรงงานที่กำลังลำบาก.  (And furthermore, when we talk about fight oligarchy and dealing with massive income and wealth inequality. I think the time is long overdue for us to pass legislation that would impose a wealth tax on billionaires. A billionaires Wealth Tax. And that’s what I’ve introduced. And this bill would raise over $4 trillion in the next ten years. And it would plow that money back into improving the lives of struggling working families.)

ดังนั้นแล้ว, ถึงเวลาเมื่อเศรษบีพันล้านทั้งหลายกำลังทำสิ่งอันไม่น่าเชื่อกันได้ดี และครอบครัวผู้ใช้แรงงานทั้งหลายก็กำลังดิ้นรนต่อสู้, ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่จะเก็บภาษีความมั่งคั่งร่ำรวยนั่นแล้วนำมันกลับมาเข้ากระเป๋าทั้งหลายของครอบครัวผู้ชายแรงงาน/ทำงานทั้งหลายและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น.  ดังนั้น, ใผมแค่บอกกับคุณอย่างสรุปสั้นในอะไรที่กฎหมายนั่นที่ผมได้แนะนำไปว่าจะทำอะไร. อย่างแรก. มันจะจัดสรรให้กับทุกชาย, หญิง, และเด็กในปีแรกของมัน เอ่อ ด้วยเช็คเงิน 3,000 ดอลลาร์ในครอบครัวทั้งหลายที่มีรายได้ 150,000 ดอลลาร์หรือน้อยลงไปกว่านั้น. ดังนั้น, ถ้าคุณอยู่ในครอบครัวที่มีรายได้ 150,000 ดอลลาร์(ต่อปี)หรือน้อยกว่านั้น, ชาย, หญิง, และเด็ก, 3,000 ดอลลาร์ จ่ายให้โดยตรง, ที่จะไปตามทางไกลที่จะช่วยผู้คนให้ซื้ออาหารที่พวกเขาจำเป็นต้องการ, จ่ายค่าเช่าบ้าน, ได้การดูแลสุขภาพที่พวกเขาจำเป็นต้องการ, ที่เลยกำหนดและต้องการมันมานานแล้ว.  (So, at a time when the billionaires are doing unbelievably well and working families are struggling, I think it’s time to tax that wealth put it back into the pockets of working families and improve their lives. So, let me just briefly tell you what the legislation that I’ve introduced would do. First, it would provide every man, woman, and child in its first year uh with a $3,000 check in families earning $150,000 or less. So, if you’re in a family $150,000 or less, man, woman, and child, $3,000 direct payment, which will go a long way to help people buy the food they need, pay the rent, get the health care they need, long overdue.)

ไกลไปกว่านั้นอีก, เราจะได้จัดหานำเงินจำนวนก้อนโตสำคัญนี้เขาไปในการแก้วิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัย. ผู้ไร้บ้าน, ข้อเท็จจริงที่ผู้คนของเรามากมายกำลังใช้จ่ายเงินครึ่งหนึ่งของรายได้ของพวกเขาไปกับที่อยู่อาศัย. แล้เราจะสร้างมันด้วยเงินนี้, ราว 7 ล้านหน่วยสำหรับผู้มีระดับรายได้ต่ำ กับบ้านและอพาร์ตเม้นท์ทั้งหลายซึ่งสามารถจ่ายได้.   (Furthermore, we would provide very substantial sums of money into addressing the housing crisis. Homelessness, the fact that so many of our people are spending half of their incomes on housing. And we would build with this money, some 7 million units of low income and affordable homes and apartments.)

ไกลไปกว่านั้นอีก, ในเวลาที่เมื่อผู้สูงอายุมากมายของเราทั้งหลายกำลังมีช่วงเวลที่ยากลำบากในการดูแลฟันที่พวกเขาจำเป็นต้องการ, สายตาที่พวกเขาจำเป็นต้องการ, การช่วยฟังที่พวกเขาจำเป็นต้องการ, เราจำเป็นต้องขยาย Medicare ที่จะครอบคลุมความจำเป็นขั้นพื้นฐานทั้งหลายเหล่านี้. นอกจากนี้เรายังจะจัดให้มีการดูแลเด็กในแบบครอบจักรวาลทั่วทั้งในประเทศของเรา และทำให้แน่ใจได้ว่าไม่มีใคร, ไม่มีครอบครัวใดในอเมริกาต้องจ่ายไปกว่า 7% ของรายไดเที่มีอยู่อย่างจำกัดของพวกเขากับการดูแลสุขภาพเด็ก. ที่เวลาเมื่อโรงเรียนของรัฐได้รับเงินทุนสนับสนุนมันกันยากลำบากมาที่จะตจูงใจครูทั้งหลายที่พวกเขาจำเป็นต้องการ, เราก็จะทำให้แน่ใจได้ว่า ไม่มีครูคนใดของอเมริกาได้รับค่าจ้างน้อยไปกว่า 60,000 ดอลลาร์ต่อปี.   (Furthermore, at a time when many of our elderly people are having a hard time getting the dental care they need, the vision that they need, the hearing aids that they need, we would expand Medicare9 to cover those basic needs. We would also provide universal childcare in our country and make sure that no one, no family in America pays more than 7% of their limited incomes on childcare. At a time when public schools are finding it very difficult to attract the teachers that they need, we would make certain that no teacher ion America earns less than $60,000 a year.)

9 Medicare (เมดิแคร์) คือโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาล ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามประเทศ โดยที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดคือใน สหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย ดังนี้ครับ

1. Medicare ในสหรัฐอเมริกา (United States)

เป็นระบบประกันสุขภาพระดับชาติที่บริหารโดยรัฐบาลกลาง เน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือ:

  • ผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป
  • ผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี แต่มีความทุพพลภาพบางประการ
  • ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย (ESRD) 

ส่วนประกอบหลักของ Medicare (Parts):

  • Part A (Hospital Insurance): คุ้มครองค่าใช้จ่ายเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล หรือสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
  • Part B (Medical Insurance): คุ้มครองค่าบริการทางการแพทย์ เช่น การไปพบแพทย์ การดูแลผู้ป่วยนอก และอุปกรณ์ทางการแพทย์ (มีค่าเบี้ยประกันรายเดือน)
  • Part C (Medicare Advantage): แผนที่บริหารโดยบริษัทเอกชน ซึ่งรวมสิทธิประโยชน์ของ Part A และ B เข้าด้วยกัน และมักมีบริการเสริมอื่นๆ
  • Part D (Prescription Drug Coverage): ช่วยคุ้มครองค่าจำหน่ายยาตามใบสั่งแพทย์

เราจะทำให้แน่ใจได้ว่าผู้สูงอายุทั้งหลายและผู้คนที่พิการจะได้รับการดูสุขภาพถึงบ้าน นั่นคือสิ่งที่พวกหเขาจำเป็นต้องการผ่านโครงการ Medicaid, และเราจะป้องกัน 15 ล้านคนอเมริกันทั้งหลายจากการสูญเสียการประกันสุขภาพ ด้วยการยกเลิกกฎหมายการปรับลดงบประมาณจำนวน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ของทรัมป์ ที่มีต่อโครงการMedicaid  และกฎหมายโอบามาแคร์ (Affordable Care Act). ประเด็นจุดตรงนี้ก็คือว่า เศรษฐีพันล้านทั้งหลายมีเงินจำนวนมากมายเหลือเกินที่เป็นภาษีเพียงเล็กน้อยชนิดหนึ่งที่จะจัดเก็บเอาจากความมั่งคั่งของพวกเขา, สามารถไปยาวไกลของหนทางที่จะค้ำจุนโครงการทั้งหลายที่คนแรงงาน/ทำงานทั้งหลาย, ผู้คนที่มีรายได้น้อยมีคว่ามจำเป็นต้องการอย่างสิ้นหวังอยู่เช่นเดียวกับในปีแรก, นำเอาเช็คเงิน 3,000 ดอลลาร์เข้าไปสู่ในกระเป๋าของทุกคน ชาย, หญิง, และเด็ก.  (We would make sure that seniors and people with disabilities receive the home healthcare that they need through Medicaid10, and we would prevent  15 million Americans from losing health care by repealing Trump’s $1.1 trillion cut to Medicaid and the Affordable Care Act, The point here is that the billionaires have so much money that a kind of modest tax on their wealth, could go a long, long way to buttress up the programs that working families, low income people desperately need as well as in the first year, put a check of $3,000 into the pockets of every man. Woman and child.)

10 ผู้พิการได้รับบริการดูแลสุขภาพที่บ้าน (Home Healthcare) ตามที่ต้องการผ่านโครงการ Medicaid 

  • Medicaid คือโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับผู้มีรายได้น้อย ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
  • ความคุ้มครองมักครอบคลุมบริการพยาบาลที่บ้าน การดูแลส่วนบุคคล และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น
  • ช่วยให้ผู้พิการสามารถพักอาศัยอยู่ที่บ้านแทนการเข้าสถานดูแล

 

และผมต้องบอกกับคุณ. คุณก็รู้ผมก็รู้ว่าหลายคนในสื่อและหลายคนในนักการเมือง, พวกเขาแค่วิตกกังวลเป็นอย่างมากอยู่กับว่าเพื่อนเศรษฐีพันล้านทั้งหลายของพวกเรา ผู้ที่สนับสนุนเงินให้แก่พวกเขาทุกวัน. เอาละ, นอกจากภาษีนี้แล้ว, ผมมีคว่ามสุขอย่างยิ่งที่จะบอกกับพวกคุณว่า มร. มัสก์ และ มร.เบซอส, และมร. ซัคเคอร์เบิร์ก และ มร. เอลลิสัน, และท่านมหาเศรษฐีพันล้านอื่นๆจะยังคงมีเงินอีกสอสามร้อยพันล้านดอลลาร์เหลือให้เลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขาทั้งหลาย. ดังนั้น, เราไม่ได้กำลังที่จะทำให้พวกเขาต้องออกมาอยู่เพิ่มกับพวกเราในถนนทั้งหลายแน่นอน.  (And I got to tell you. You know I know that many in the media and many of the politicians, they just worry so much about our billionaire friends who fund them every day. Well, despite this tax, I’m happy to tell you that Mr. Musk and Mr. Bezos, and Mr. Zuckerberg and Mr. Ellison, and all the other multi, multi-billionaires would still have a few hundred billion dollars left to feed their families. So, we’re not going to put them out on the streets.)

ไกลไปกว่านั้นอีก. ผมคิดว่าอะไรที่เราจำเป็นต้องทำคือจัดการกับภัยคุกคามร้ายแรงที่มาจาก AI และหุ่นยนต์ทั้งหลาย. และนี้คือวาระประเด็นที่ผมได้ต้องเป็นธุระเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมากขึ้นและมากยิ่งขึ้น, ขณะที่ผมพูดกับผู้คนไปทั่วทั้งประเทศนี้, อืม, และเราได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าทั้งรายบางรายของอเมริกา ผู้ซี่งเข้าใจถึงเศรษฐศาสตร์ของ AI และ หุ่นยนต์ทั้งหลายนี้, ผู้ซึ่งเข้าใจถึงการคุกคามที่สำคัญร้ายแรงที่เทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านี้มาเผชิญตรงหน้า.    (Furthermore. I think what we need to do is address the very serious threat of AI and robotics. And this is an issue that I have gotten more and more involved on, as I speak to people all across this country. Um, and we have talked to some of the leading experts in America who understand the economics of AI and robotics, who understand the existential threat that these technologies face.)

ผมหมายความว่า, แค่วันนี้, สดๆร้อนๆกันในวันนี้, มันได้ถูกประกาศโดยเจฟฟ์ เบซอส, หัวหน้าใหญ่ของอะเมซอน,ไม่ได้แค่ต้องการที่จะกำจัดแรงงานคนทำงานทั้งหลายทั้งหมดในโกดังทั้งหลายของเขาเขาออกไป และแทนที่พวกเขาด้วยหุ่นยนต์ทั้งหลายเท่านั้น, เขากำลังจัดตั้งกองทุน 100 พันล้านดอลลาร์หรือโครงงานหนึ่ง, ที่จะพยายามกำจัดมนุษย์ออกไป, แรงงาน/คนทำงานในโรงงานทั้งหลายและโกดัง, ไม่ใช่แค่เพียงที่ในอเมริกาเท่านั้น, แต่ทั่วโลกทั้งหมด. ดังนั้น, ความฝันของเขาก็คือว่า เรากำลังที่จะมีหุ่นยนต์ทั้งหลายเข้ามาทำงานทั้งหมดของการประกอบกิจการผลิตและการเก็บสินค้าในประเทศนี้.  (I mean, just today, just literally today, it was announced that Jeff Bezos, the head of Amazon, not only wants to get rid of all of his warehouse workers and replace them with robots, he is setting up a $100 billion fund or a program, to try to eliminate human being, workers in factories and warehouse, not only in America, all over the world. So, his dream is that you’re going to have robots do all of the manufacturing and warehouse work in this country.)

แต่นั่นมันก็ไม่ใช่แค่คุกคาม, ภัยคุกคามที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างยิ่งที่เรากำลังจะสูญเสียหลายสิบของหลายล้านงานอาชีพในทศวรรษหน้า. และนั่นก็ไม่ใช่แต่เพียงงานคอปกเสื้อฟ้า/งานแรงงานเท่านั้น, มันเป็นงานคอปกเสื้อขาว/งานในสำนักงานด้วยเช่นกัน. ผู้คนหนุ่มสาวมากมายที่จบจากวิทยาลัย/มหาวิทยาลัยในตอนนี้, กำลังพบว่ามันเป็นการยากลำบากมากๆยิ่งในการที่จะเขจ้าถึงงานอาชีพในระดับที่พวกเขาจำเป็นต้องการ.   (But it is not just the threat, the very legitimate threat that we’re going to be losing tens of millions of jobs in the next decade. And it’s not only blue-collar jobs, it’s white-collar jobs. Many young people graduating college right now, are finding it very, very difficult to get entry level work that they need.)

แต่ผมจะบอกต่อคุณในบางอย่างอื่น. มันเป็น, สำคัญเท่าๆกับวาระประเด็นในด้านเศรษฐกิจ, สำคัญเท่าๆกับ วาระประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว, และมีความหวาดกลัวทั้งหลายแท้จริงเกี่ยวกับว่าอะไรที่ AI สามารถทำได้ในการกวาดเอาอะไรทั้งหมดทุกชนิดประเภทของข่าวสาร/ข้อมูลเกี่ยวกับเราไปได้, มากเท่าๆกับที่ผมหวาดกลัวงเกี่ยวกับมันได้ทำกับระบอบประชาธิปไตยและระบบการเมืองของเรา ในการให้ข้อมูลข่าวสารทุกชนิดตต่อผู้มีอำนาจซึ่งแสวงงหากำไรเป็นพิเศษ ผู้ซึ่งสามารถใช้มันที่ตจะโจมตีต่อรากฐานทั้งหลายของระบอบประชาธิปไตยอเมริกัน, มีบางอย่างอื่นอยู่ที่ข้างนอกนั่นที่เราควรจะต้องเป็นกังวลถึง. (But I’ll tell you something else. It is, as important as the economic issue is, as important ah as the privacy issue is, and there’s real fears about what AI can do in sweeping up all kinds of information about us, as much as I fear about what it does to democracy and our political system in giving all kinds of information to powerful special interests who could use it to attack the foundations of American democracy, there’s something else out there that we should worry about.)

และนั่นคือ, อะไรที่เคยเป็นนิยายวิทยาศาสตร์, โอ้ พระเจ้าของผม, หุ่นยนต์ทั้งหลายและคอมพิวเตอร์ทั้งหลายกำลังที่จะเป็นเอกราชจากมนุษย์. นั่นเป็นภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์. เอาละ, คุณรู้อะไรไหม? บางรายของผู้คนที่มีความสามารถรู้มากที่สุดในโลกในตอนนี้, ผู้คนผู้ซึ่งได้ช่วยสร้างรากฐานทั้งหลายของปัญญาประดิษฐ์, ผู้คนซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสำหรับงานของเขาในด้านฟิสิกส์, ฯลฯ. พวกเขาในตอนนี้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่เมื่อ AI ก้าวหน้าทั้งหลายและกลายเป็นปราดเปรื่องยิ่งกว่า, ถ้าคุณชอบพูดเช่นนั้น, มากยิ่งกว่ามนุษย์. AI นั่นสามารถกลายเป็นอิสรภาพจากการควบคุมของมนุษย์ ด้วยความเป็นไปได้ของผลกระทบมี่นำไปสู่หายนะ(And that is, you know, what used to be science fiction, oh my God, the robotics and the computers are going to operate independently of human beings. That’s a good science fiction film. Well, you know what? Some of the most knowledgeable people in the world right now, people who have helped build the foundations of artificial intelligence, people who have received Nobel Prizes for their work in physics, etc. They now believe that there is a possibility that as AI advances and becomes smarter, if you like, than human beings, That AI can become independent of human control with the possibility of cataclysmic impacts.)

ดังนั้น, ไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดว่า, นี้คือวาระประเด็นที่เราต้องพูดถึงและจัดการแก้ไขให้แน่ชัด. มันเป็นวาระประเด็นที่สภาคองเกรสแทบจะไม่ระแวดระวังถึงเลย. พวกเขากำลังและเล็มไปรอบๆริมขอบของมัน. แต่วาระประเด็นรากฐานทั้งหลายของอะไรในเรื่องนี้นั้นหมายถึงในทางเศรษฐกิจ, อะไรที่มันหมายถึงทางการเมือง, ในทางการมีชีวิตอยู่, อะไรที่ตจ่อสุขภาพจิตของเด็กๆของเราผู้ซึ่งถูกเสพติดเพอิ่มขึ้นอยู่กับผู้ช่วยอัจฉริยะ/AI เหล่านี้. การถกเถียงภิปรายนั่นไม่ได้เริ่มต้นกันในหนทางอันสำคัญใดเลย.  (So, needless to say, this is an issue that we have got to address. It’s an issue that Congress is barely aware of. They’re nibbling around the edges. But the fundamental issues of what this means economically, what it means politically, what it means existentially, what it means to the mental health of our kids who increasingly are being addicted to these AI agents, that discussion has not even begun in a significant way.)

และนั่นคือทำไมผมจะแนะนำเสนอญัตติร้องขอให้มีการระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลไว้ชั่วคราในอเมริกา. และเราทำเช่นนั้นไม่เพียงเท่านั้นเพราะว่าศูนย์ข้อมูลทั้งหลายกำลังใช้ประโยชน์บริโภคอย่างมหาศาลของทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำขับดันให้อัตราไฟฟ้าสูงขึ้น. แต่เราจำเป็นต้องให้กระบวนการนี้ช้าลง. เราจำเป็นต้องทำงานกับจีนและประเทศทั้งหลายอื่นทั่วทั้งโลก, ที่จะเข้าใจและควบคุมได้ถึงผลกระทบทั้งหลายของ AI(And that’s why I will be introducing next week legislation calling for a moratorium on the construction of data centers in America. And we do that not only because data centers are utilizing an enormous amount of electricity and water resources driving up electric rates. But we need to slow this process down. We need to work with China and countries all over the world, to get a handle on the implications of AI.)

ดังนั้น, นั่นคือวาระประเด็นหนึ่งที่เรากำลังจะจำเป็นต้องการทุกคนที่จะถูกเกี่ยวข้องเข้ามา. ในเส้นบรรทัดล่างสุดนี้คือว่า AI และหุ่นยนต์ทั้งหลายไม่ได้เป็นเทคโนโลยีทั้งหลายซึ่งชั่วร้ายในตัวของมันเอง. แต่เมื่อพวกมันกำลังถูกผลีกดันโดยผู้มั่งคั่งที่สุดบนโลก, มัสก์, เบซอส, เอลลิสันและรายอื่นทั้งหลาย, ที่เป้าหมายของพวกเขาอย่างง่ายๆคือร่ำรวยยิ่งขึ้นให้ได้มากและมีอำนาจให้มากยิ่งขึ้น, เราก็จำเป็นต้องพูดว่า, ขอโทษครับ. ช้ามันลง. เราต้องการเทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านี้ที่จะทำงานให้กับผู้คนแรงงาน, ให้กับคนอเมริกันทั่วไป, และไม่เพียงแค่ทำงานให้กับผูเที่ร่ำรวย มากๆ.    (So, that is an issue we’re going to need everybody to be involved in. Bottom line here is that AI and robotics not unto themselves evil technologies. But when they are being pushed by the wealthiest people on earth, Musk, Bezos, Ellison and others, whose goal is simply to get much, much richer and more powerful, we have got to say, excuse me. Slow it down. We want these technologies to work for working people, for ordinary Americans, and not just for the very, very rich.)

ดังนั้น, มีเรื่องอื่นอีกมากมายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่. คุณมีสางครามในอิหร่าน. ฯลฯ, ฯลฯ, แต่ผมแค่เพียงต่องการที่จะพูดสักสองสามคำ, เกี่ยวกับบางวาระประเด็นทั้งหลายที่เรากำลังทำงานกันอยู่กับมัน. และผมขอขอบคุณอย่างมากสำหรับการมาอยู่ร่วมกับผมในวันนี้. ดูแลตัวเองกันให้ดีนะ. (So, there is a lot of other stuff that’s going on. You got war in Iran. Etc., etc., but I just did want to say a few words, about some of the issues that we are working on. And I thank you very much for being with me today. Take care.)

       https://youtu.be/-tRFM2K4Wj8?si=LB1vkHyUhiphNewt