หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2569

เดวิด โบห์ม – ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น: จักรวาลเป็นหนึ่งเดียวทั้งปวง

เดวิด โบห์ม – ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น: จักรวาลเป็นหนึ่งเดียวทั้งปวง

David Bohm’s Implicate Order: The Universe as a Unified Whole

          https://youtu.be/pE-1vzMj2v8?si=vcKz8hheeSbwcsH4

จักรวาล และ เดวิด โบห์ม (The Universe and David Bohm)

          จักรวาลคือสถานที่แห่งความลึกลับอันลึกซึ้ง. จากอนุภาคเล็กๆทั้งหลายไปถึงกาแล๊กซี่ทั้งหลายอันใหญ่โตที่สุด, มันจุดประกายความใคร่รู้และสร้างแรงดาลใจของเราอันน่าทึ่ง. เมื่อเราเจาะลึกยิ่งขึ้นเข้าไปในธรรมชาติของความเป็นจริง, เราได้เผชิญเข้ากับแนวความคิดทั้งหลายบที่ท้าทายการจำได้หมายรู้ทั้งหลายทุกวันของเรา.    (The Universe is a place of profound mystery. From the smallest particles to the largest galaxies, it sparks our curiosity and inspires awe. As we delve deeper into the nature of reality, we encounter concepts that challenge our everyday perceptions.)

          กับแนวความคิดดังกล่าวนั้น, ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นของเดวิด โบห์ม คือ วิสัยทัศน์ต่อจักรวาลในฐานะสิ่งที่เป็นหนึ่งเดียว ได้เชื่อมต่อถึงกันที่ความเข้าใจอย่างลึกที่สุดของจักรวาลและตัวเราเอง. มาร่วมไขปริศนานี้ไปกับเราถุงความลี้ลับแห่งระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. เตรียมตัวที่จะมองเห็นจักรวาลด้วยมุมใหม่สด ว่ามันคือจักรวาลที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความมหัศจรรย์และความเชื่อมต่อถึงกันทั้งปวง.  (On such concept is David Bohm’s implicate order a vision of the universe as a unified whole interconnected at the deepest understanding of the universe and ourselves. Join us as we unravel the mystery of the Implicate Order. Prepare to see the universe with fresh eyes it is a universe brimming with wonder and interconnectedness.)

เดวิด โบห์ม (David Bohm)

          เดวิด โบห์ม เป็นบุคคลที่โดดเด่นอย่างยิ่งในวงการฟิสิกส์ศตวรรษที่ 20. เกิดในปี 1917, เขามีส่วนร่วมอย่างสำคัญยิ่งต่อกลไกควอนตัม, ฟิสิกส์พลาสมา และจิตวิทยาประสาทวิทยา, อย่างไรก็ตาม, ความสนใจของโบห์มนั้นแผ่ขยายไปไกลเกินกว่าขอบเขตดั้งเดิมของวิทยาศาสตร์มาก. เขามีความสนใจอย่างมากในปรัชญาและศาสตร์ลึกลับของตะวันออก. โบห์มไม่พึงพอใจกับการตีความทั้งหลายอันแพร่หลายของกลศาสตร์ควอนตัม. เขาได้รู้สึกว่าพวกนั้นได้ล้มเหลวในการที่จะจัดหาภาพที่สมบูรณ์ของความเป็นจริงให้ได้. การค้นหาความจริงที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นของเขา นำไปสู่การพัฒนาแนวคิดเรื่อง 'ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น' (Implicate Order).  (David Bohm was a remarkable figure in 20th century physics. Born in 1917, he made significant contributions to Quantum Mechanics1, plasma physics and neuros psychology2, however, Bohm’s interests went far beyond the traditional boundaries of science. He was deeply interested in philosophy and Eastern mysticism, seeking a more holistic understanding of the universe. Bohm was dissatisfied with the prevailing interpretations of quantum mechanics. He felt they failed to provide a complete picture of reality. His search for a deeper truth led him to develop the concept of the Implicate Order3.)

          1 กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) คือ ทฤษฎีพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่ใช้ศึกษาและอธิบายพฤติกรรมของสสารและแสงในระดับอะตอมหรือเล็กกว่าอะตอมลงไป (อนุภาคย่อยของอะตอม) ซึ่งแตกต่างจากฟิสิกส์ดั้งเดิม (Classical Physics) ที่ใช้กฎของนิวตันอธิบายสิ่งที่เรามองเห็นได้ในชีวิตประจำวัน

แนวคิดสำคัญของกลศาสตร์ควอนตัม

  • พลังงานแบบไม่ต่อเนื่อง (Quantized Energy): พลังงานไม่ได้เพิ่มขึ้นหรือลดลงต่อเนื่องเป็นเส้นตรง แต่ถูกแบ่งเป็นก้อนเล็กๆ เฉพาะตัว ที่เรียกว่า "ควอนตัม" (Quantum)
  • ความน่าจะเป็น (Probability): กลศาสตร์ควอนตัมไม่สามารถระบุตำแหน่งหรือความเร็วที่แน่นอนของอนุภาคได้ ทำได้เพียงทำนาย "ความน่าจะเป็น" ที่จะพบอนุภาคเท่านั้น
  • ทวิภาวะของคลื่นและอนุภาค (Wave-Particle Duality): อนุภาคขนาดเล็กอย่างอิเล็กตรอนหรือแสง (โฟตอน) สามารถแสดงพฤติกรรมได้ทั้งแบบ "คลื่น" และแบบ "อนุภาค" ในเวลาเดียวกัน
  • หลักการความไม่แน่นอน (Uncertainty Principle): ตั้งโดยแวร์เนอร์ ไฮเซนเบิร์ก ระบุว่าเป็นไปไม่ได้ที่เราจะวัดตำแหน่งและความเร็วของอนุภาคได้อย่างแม่นยำพร้อมกัน เพราะการวัดจะไปรบกวนสถานะของอนุภาคนั้นโดยตรง

2 Plasma physics (ฟิสิกส์พลาสมา) และ Neuropsychology (ประสาทจิตวิทยา) คือสองสาขาวิชาทางวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยมีรายละเอียดดังนี้ครับ

1. Plasma Physics (ฟิสิกส์พลาสมา)

คือสาขาหนึ่งของฟิสิกส์ที่ศึกษาเกี่ยวกับ "พลาสมา" (Plasma) ซึ่งเป็นสถานะที่ 4 ของสสาร (ต่อจากของแข็ง ของเหลว และแก๊ส)

  • พลาสมาคืออะไร: เมื่อแก๊สถูกเร่งความร้อนหรือได้รับพลังงานสูงมาก อิเล็กตรอนจะหลุดออกจากอะตอม ทำให้สสารกลายเป็นแก๊สที่มีประจุไฟฟ้า (ประกอบด้วยไอออนและอิเล็กตรอนอิสระ)
  • สิ่งที่เป็นพลาสมา: ดวงอาทิตย์, ดาวฤกษ์, ฟ้าผ่า, แสงเหนือ-แสงใต้ (ออโรร่า), และไฟนีออน
  • การประยุกต์ใช้: ใช้ในการวิจัยพลังงานนิวเคลียร์ฟิวชัน (พลังงานสะอาดเลียนแบบดวงอาทิตย์), การผลิตชิปคอมพิวเตอร์ และเทคโนโลยีอวกาศ

2. Neuropsychology (ประสาทจิตวิทยา)

คือสาขาวิชาที่คาบเกี่ยวระหว่าง ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) และ จิตวิทยา (Psychology)

  • ศึกษาเกี่ยวกับอะไร: ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง โครงสร้างและการทำงานของสมอง กับ พฤติกรรม จิตใจ และกระบวนการคิด ของมนุษย์
  • เน้นเรื่องอะไร: ดูว่าเมื่อสมองส่วนต่างๆ ได้รับบาดเจ็บ ถูกทำลาย หรือเป็นโรค (เช่น อัลไซเมอร์, สมองกระทบกระเทือน, หลอดเลือดสมองตีบ) จะส่งผลต่อความจำ การพูด อารมณ์ และพฤติกรรมอย่างไร
  • การประยุกต์ใช้: ใช้ในการประเมิน บำบัด และฟื้นฟูผู้ป่วยที่มีความผิดปกติทางสมองหรือระบบประสาท

3 Implicate Order (ระเบียบที่ซ่อนเร้น/พับซ่อน) คือ แนวคิดทางควอนตัมฟิสิกส์และปรัชญา ที่เสนอโดย David Bohm นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอเมริกัน ในช่วงทศวรรษ 1980

ความหมายหลัก

  • ระเบียบที่พับซ่อนอยู่ (Enfolded Order): เป็นความจริงหรือโครงสร้างพื้นฐานที่สิ่งต่างๆ ทุกอย่างในจักรวาลมีความเกี่ยวพันและซ้อนทับกันอยู่ภายในอย่างกลมกลืน เปรียบเสมือนรหัสหรือข้อมูลที่ยังไม่ปรากฏเด่นชัด
  • การคลี่ตัวออก (Unfolded): เมื่อระเบียบนั้นคลี่ตัวหรือปรากฏออกมาให้เราสัมผัสได้ จะเรียกว่า Explicate Order (ระเบียบที่ปรากฏชัด) ซึ่งคือโลกทางกายภาพและวัตถุที่เรามองเห็นและรับรู้ได้ในชีวิตประจำวัน

ลักษณะสำคัญ

  • ความยึดโยงเป็นหนึ่งเดียว: ทุกสิ่งในจักรวาลไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ทุกส่วนมีข้อมูลของ "ภาพรวมทั้งหมด" ซ่อนอยู่คล้ายกับระบบฮอโลแกรม (Hologram)
  • เชื่อมโยงสติปัญญาและสสาร: โบห์มเชื่อว่าแนวคิดนี้ไม่ได้อธิบายแค่เรื่องฟิสิกส์ของสสารเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปถึงจิตสำนึก (Consciousness) และความจริงของจักรวาลด้วย

          แนวคิดนี้ได้ท้าทายต่อมุมมองเชิงวิทยาศาสตร์ที่แพร่หลายอยู่ทั่วโลก และได้นำเสนอมุมมองใหม่ที่แปลกใหม่อย่างสิ้นเชิงเกี่ยวกับธรรมชาติของการดำรงอยู่. งานของโบห์มมักจะไม่เป็นที่ยอมรับอยู่เสมอโดยชุมชนนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลาย. แนวคิดทั้งหลายของเขาได้บ่อยครั้งถูกมองว่าโต้ค้านตรงข้ามและไม่เป็นไปตามแบบแผนดั้งเดิม. กระนั้น, เขาก็ยังคงเป็นผู้สนับสนุนที่มั่นคงต่อวิสัยทัศน์ของเขาเกี่ยวกับจักรวาลที่มีความเชื่อมโยงและไม่หยุดนิ่ง, และเต็มไปด้วยศักยภาพอันไม่สามารถหยุดยั้งได้.  (This idea challenged the prevailing scientific worldview and offered a radical new perspective on the nature of existence. Bohm’s work was not always well received by the scientific community. His ideas were often seen controversial and unorthodox. Yet, he remained a steadfast advocate for his vision of a universe that was in interconnected dynamic, and full of untapped potential.)

ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น (The Implicate Order)

          ลองจินตนาการถึงกระแสน้ำไหลของลำธาร. น้ำปรากฏเห็นได้ว่าแยกและเป็นสัดเป็นส่วน, แต่ลึกลงไปใต้พื้นผิว มันกลับเชื่อมโยงถึงกันและเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา. นี่คือภาพสะท้อนในแง่มุมเข้าไปในแนวความคิดของระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. โบห์มได้เสนอแนะว่า ภายใต้พื้นผิวของความเป็นจริงทุกวันของเรานั้นได้ทอดวางอยู่ด้วยมิติซ่อนเร้นอันลึกลงไปยิ่งกว่า. เขาเรีกมิตินี้ว่า ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. มันเป็นอาณาจักรของ ศักยภาพอันบริสุทธิ์ ที่ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงถึงกัน และอยู่ในสภาวะที่เปลี่ยนแปลงลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา.  (Imagine a flowing stream. The water appears separate and distinct but beneath the surface it is interconnected and constantly moving. This is a glimpse into the concept of the Implicate Order. Bohm proposed that beneath the surface of our everyday reality lies a deeper hidden dimension. He called this dimension the Implicate Order. It is a realm of pure potentiality where everything is interconnected and in a constant state of flux.)

          รนะเบียบแบบแผนไม่ใช่สถานที่หรือสิ่ง. มันเป็นกระบวนการ, การปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาของความเป็นจริง. มันคือแหล่งกำเนิดที่ซึ่งสรรพสิ่งทั้งหมดได้อุบัติขึ้น และที่ซึ่งพวกมันได้กลับมาโดยสัมบูรณ์. ลองจินตนาการถึงภาพโฮโลแกรม - ภาพ 3 มิติ. แต่ละส่วงนชของภาพโฮโลแกรมบรรจุไว้ด้วยข้อมูลของสิ่งทั้งปวง. ในทางเดียวกัน, ทุกส่วนของระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นบรรจุไว้ด้วยข้อมูลของจักรวาลทั้งปวง.    (The Implicate Order is not a place or thing. It is a process, a dynamic unfolding of reality. It is the source from which all things emerge and to which they ultimately return. Imagine a hologram4. Each part of the Hologram contains the information of the whole. In a similarity, every part of the Implicate Order contains the information of the entire universe.)

          4 โฮโลแกรม (Hologram) คือ ภาพสามมิติที่สร้างขึ้นด้วยกระบวนการทางแสงที่เรียกว่า ฮอโลแกรม (Holography) ซึ่งบันทึกข้อมูลทั้งความเข้ม ทิศทาง และความลึกของแสงจากวัตถุจริง ทำให้ภาพที่ปรากฏออกมาดูมีมิติ มีความลึก และลอยตัวอยู่ในอากาศราวกับมีตัวตนอยู่จริงเมื่อมีแสงสว่างส่องกระทบในมุมที่เหมาะสม

หลักการทำงานเบื้องต้น

  • การบันทึกภาพ: ใช้แสงเลเซอร์จากแหล่งเดียวกันแยกออกเป็นสองลำแสง ลำแสงแรกส่องไปที่วัตถุแล้วสะท้อนไปที่แผ่นบันทึก (เช่น ฟิล์ม) ส่วนลำแสงที่สองเป็นลำแสงอ้างอิงยิงตรงไปที่แผ่นบันทึกเช่นกัน
  • การแทรกสอดของแสง: ลำแสงทั้งสองจะซ้อนทับและเกิดเป็นลวดลายการแทรกสอดของคลื่นแสง (Interference Pattern) บนแผ่นบันทึก ซึ่งมองด้วยตาเปล่าไม่เหมือนรูปวัตถุ
  • การแสดงผล: เมื่อฉายแสงหรือให้แสงสว่างส่องผ่านแผ่นบันทึกนั้นในมุมที่ถูกต้อง จะเกิดเป็นภาพเสมือน (Virtual Image) 3 มิติที่เรามองเห็น

 

ความเป็นจริงของเรา (Our Reality)

          ในตอนนี้, ลองจินตนาการถึงหมึกหนึ่งหยดร่วงลงไปในกระแสธารไหลเนื่องเดียวกันนั้น. เมื่อหมึกกระจายตัว, มันก็สร้างสรรค์รูปแบบลวดลายและรูปทรงทั้งหลายขึ้น. รูปแบบลวดลายเหล่านีเคืออะไรที่โบห์มอ้างถึงว่าเป็นระเบียนบแบบแผนปรากฏฺ. ระเบียบแบบแผนปรากฏคือโลกที่เราประสบรับรู้ด้วยประสาทสัมผัสรู้สึก(อายตนะ-ผู้แปล)ทั้งหลาย, โลกของการแบ่งแยกวัตถุและเหตุการณ์ทั้งหลายที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน. มันคือความเป็นจริงที่คลบี่เผยออกซึ่งผุดขึ้นจากระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. กุญแจในการที่จะเข้าใจทฤษฎีของโบห์มก็คือว่า ระเบียบแบบแผนปรากฏไม่ได้แยกขาดออกมาจากระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. มันเป็นการแสดงออกมาให้เห็นถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาของสิ่งนั้น.    (Now, imagine a drop of ink falling into that same flowing stream. As the ink disperse, it creates patterns and forms. These patterns are what Bohm referred to as the Explicate Order. The Explicate Order is the world we experience with our senses, the world of separate objects and distinct events. It is the unfolded reality that arises from the Implicate Order. The key to understanding Bohm’s theory is that the Explicate Order is not separate from the Implicate Order. It is a dynamic and everchanging expression of it.)

       ดังเช่นรูปแบบลวดลายทั้งหลายของหมึกในกระแสธารน้ำนั้นที่เปลี่ยนผ่ายและเปลี่ยนแปลงไปอย่างสม่ำเสมอ, เช่นเดียวกับความเป็นจริงที่เราได้รับรู้. ลองคิดดูถึงภาพยนตร์. ภาพทั้งหลายบนจอนั้นดูเหมือนเป็นจริงและต่อเนื่องไป. อย่างไรก็ดี, พวกมันเป็นแค่ชุดลำดับของเฟรมภาพนิ่งทั้งหลายที่ถูกฉายด้วยความเร็วงานหนึ่ง. ในทำนองเดียวกัน ความจริงในชีวิตประจำวันของเราก็คืออนุกรมของช่วงเวลาที่เกิดขึ้นมาจากระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น, สร้างภาพลวงตาของการแยกจากกันและความคงอยู่ถาวร.   (Just as the ink patterns in the stream are constantly shifting and changing, so too is our perceived reality. Think of a movie. The images on the screen seem real and continuous. However, they are just a series of still frames projected in rapid succession. Similarly, our everyday reality is a series of moments arising from the Implicate Order, giving the illusion of separation and permanence.)

การร่ายรำแห่งชีวิต (The Dance of Existence)

          การเคลื่อนไหวโฮโล การร่ายรำแห่งชีวิต. การมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างระเบียบที่ซ่อนเร้นและระเบียบที่ปรากฏ แบบแผนเป็นกระบวนการซึ่งต่อเนื่องและมีพลวัต/เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ที่โบห์มเรียกว่า การเคลื่อนไหวโฮโล. มันคือการร่ายรำแห่งชีวิต, การคลี่เผยออกและการม้วนหุ้มปิดอย่างสม่ำเสมอของความเป็นจริง. จักรวาลนั้น, ตามคำพูดของโบห์ม, ไม่ได้เป็นความสถิต/นิ่ง, ในรูปลักษณ์ไม่เปลี่ยนแปลงใด. มันคือการมีชีวิต, การหายใจ, กระบวนการวิวัฒนะชั่วนิรันดร์. การเคลื่อนไหวโฮโลเป็นแรงกำลังขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลังวิวัฒนาการนี้, การสร้างสรรค์อย่างสม่ำเสมอในรูปร่างใหม่และความเป็นไปได้ทั้งหลาย. (Holomovement The Dance of Existence5. The interplay between the Implicate and Explicate Orders is a continuous, dynamic process that Bohm called Holomovement. It is the dance of existence, the constant unfolding and enfolding of reality. The Universe, according to Bohm, is not a static, unchanging entity. It is a living, breathing, ever-evolving process. The Holomovement is driving force behind this evolution, constantly creating new forms and possibilities.)

          5 Holomovement (โฮโลมูฟเมนต์) คือ แนวคิดทางฟิสิกส์เชิงอภิปรัชญาที่มองว่าจักรวาลคือความเป็นหนึ่งเดียวที่ตัดขาดจากกันไม่ได้และลื่นไหลอยู่ตลอดเวลา โดยเปรียบเปรยกระบวนการนี้ว่าเป็น "ระบำแห่งความมีอยู่" (The Dance of Existence) ซึ่งทุกสรรพสิ่ง ทั้งสสาร พลังงาน และจิตสำนึก ล้วนถักทอร้อยเรียงและเคลื่อนไหวร่วมกันอย่างไม่หยุดนิ่ง

แนวคิดนี้ถูกเสนอขึ้นโดยนักฟิสิกส์ควอนตัมชื่อดัง David Bohm ในปี 1980 ผ่านหนังสือ Wholeness and the Implicate Order โดยมีใจความสำคัญและโครงสร้างการทำงานดังนี้:

1. ลำดับแฝงและลำดับแจ้ง (Implicate & Explicate Order)

Bohm อธิบายว่าความเป็นจริงถูกแบ่งออกเป็น 2 ระดับที่เชื่อมโยงกันด้วย Holomovement:

  • Implicate Order (ลำดับแฝง): มิติเบื้องลึกที่ทุกสิ่งในจักรวาลถูกรวมเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียว ไร้การแบ่งแยก เป็นเสมือน "มหาสมุทรแห่งพลังงาน" และจิตสำนึก
  • Explicate Order (ลำดับแจ้ง): โลกทางกายภาพที่เรามองเห็นและสัมผัสได้ เช่น ดวงดาว ต้นไม้ หรือตัวเรา ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเพียงรูปแบบชั่วคราวที่ผุดบังเกิดออกมาจากลำดับแฝง

2. การม้วนเข้าและการคลี่ออก (Enfolding & Unfolding)

กลไกของ "ระบำแห่งความมีอยู่" นี้ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการสองสิ่ง:

  • Enfolding (การม้วนเข้า): สิ่งที่เกิดขึ้นในโลกกายภาพจะถูกส่งกลับและบันทึกรวมเข้าไปในระเบียบส่วนลึก
  • Unfolding (การคลี่ออก): สิ่งที่อยู่ในระเบียบส่วนลึกจะคลี่ตัวออกมาปรากฏเป็นวัตถุ สสาร หรือเหตุการณ์ในโลกภายนอก

3. อุปมาอุปไมยแบบโฮโลแกรม (The Hologram Analogy)

Bohm เปรียบเทียบจักรวาลกับ โฮโลแกรม (Hologram) ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษคือ "ส่วนย่อยทุกส่วนจะบรรจุภาพของส่วนรวมเอาไว้ทั้งหมด" ดังนั้น ในทุกๆ จุดของเวลาและอวกาศจึงมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับจักรวาลทั้งหมดอย่างแยกไม่ออก

 

          แนวความคิดนี้ที่ว่า จักรวาลมีพลวัตและปฏิสัมพันธ์ต่อกัน ได้ถูกกำทอนสะท้อนก้องออกมาโดยนักคิดและศิลปินทั้งหลาย. ในได้ชี้แนะว่าจักรวาลนั้นไม่ได้เป็นช่องว่าอันหนาวเย็นและไร้ความรู้สึก, แต่เป็นรูปลักษณ์อันมีชีวิต, และหายใจ ในที่ซึ่งเราคือส่วนร่วมกับทั้งหมดนั้น.   (This concept of a dynamic and interconnected universe has resonated with many thinkers and artists. It suggests a universe that is not a cold, indifferent void, but a living, breathing entity in which we are all participants.)

ภาพรวมสะท้อนแวบหนึ่งของ ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น? (A Glimpse into the Implicate Order?) 

ความพัวพันเชิงควอนตัม: คือภาพสะท้อนแวบหนึ่งของ ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น หรือ? หนึ่งในแง่มุมที่น่าสนใจของกลศาสตร์ควอนตัมก็คือปรากฏการณ์ของความพัวพัน. เมื่อสองอนุภาคได้กลายเป็นพัวพันกัน, พวกมันกลายเป็นถูกเชื่อมโยงกันในแบบที่ก้าวข้ามระยะห่าง. การวัดสถานะของอนุภาคหนึ่ง จะกำหนดสถานะของอีกอนุภาคหนึ่งในทันที, ไม่ว่าจะอยู่แยกห่างไกลกันอย่างไร.   (Quantum Entanglement A glimpse into the Implicate Order? One of the most intriguing aspects of quantum mechanics is the phenomenon of entanglement. When two particles become entangled, they become linked in a way that transcends distance. Measuring the state of one particle instantly determines the state of the other, no matter how far apart they are.)

การกระทำของผีน้อยในระยะไกล, ดังที่ไอน์สไตน์เรียกมัน, ได้เป็นปริศนากับนักฟิสิกส์ทั้งหลายมาหลายทศวรรษ. อย่างไรก็ดี, สอดคล้องอย่างน่าทึ่งกับแนวคิดเรื่องระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นของโบห์ม.  เป็นไปได้ไหมว่าความพัวพันเชิงควอนตัม กำลังช่วยให้เราได้เห็นภาพรวมของความปฏิสัมพันธ์ที่ซ่อนอยู่ของจักรวาล? เป็นไปได้ไหมว่าในระดับที่ลึกที่สุดของความเป็นจริง, การแยกออกจากกันคือมายาภาพ, และทุกสรรพสิ่งได้ถูกเชื่อมต่อกันในหนทางที่เราเพียงแค่เริ่มต้นที่จะเข้าใจ?   (This spooky action at a distance, as Einstein famously called it, has puzzled physicists for decades. However, it aligns remarkably well with Bohm’s concept of the Implicate Order. Could it be that entanglement provides a glimpse into the hidden interconnectedness of the universe? Could it be that at the deepest levels of reality, separation is an illusion, and everything is connected in a way we are only beginning to understand?)

เหล่านี้เป็นเพียงบางคำถามทั้งหลายที่ได้ผุดขึ้นเมื่อเราพิจารณาทฤษฎีระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นของโบห์ม. ในขณะที่มันยังคงเป็นประเด็นสำคัญอยู่ที่การโต้วาทีและดำเนินการวิจัยค้นคว้าอยู่ต่อไป, มันเผยให้เห็นภาพรวมที่น่าตื่นตาตื่นใจของความจริง ซึ่งแปลกประหลาดและเชื่อมโยงกันอย่างลึกซึ้งเกินกว่าที่เราเคยจินตนาการไว้มาก.  (These are just some of the questions that arise when we consider the Implicate of Bohm’s theory. While it is still a matter of debate and ongoing research, it offers a tantalizing glimpse into a reality that is far stranger and more interconnected than we ever imagined.)

จิตสำนึก และ ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น (Consciousness and the Implicate Order)

จิตสำนึกและระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. บางทีสิ่งที่ลึกซึ้งในทฤษฎีของโบห์ม ก็คือศักยภาพของตัวมันเองที่จะเป็นสะพานข้ามช่องว่างระหว่างจิตกับกาย/วัตถุ. ถ้าจักรวาลเป็นหนึ่งเดียวด้วยกันทั้งปวง, ดังนั้นแล้วจิตสำนึกไม่สามารถถูกแยกขาดจากมัน. โบห์มเชื่อว่า จิตสำนึกนั้นผุดอุบัติขึ้นมาจากระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น, เหมือนเช่นเดียวกับกาย/วัตถุและพลังงาน.  (Consciousness and the Implicate Order. Perhaps the most profound implication of Bohm’s theory is its potential to bridge the gap between mind and matter. If the universe is a unified whole, then consciousness cannot be separate from it. Bohm believed that consciousness arises from the Implicate Order, just like matter and energy.)

ในมุมมองแง่นี้, จิตไม่ได้มีรูปลักษณ์แยกอยู่ต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งที่ตัดขาดไม่ได้จากใยข่ายของจักรวาล. สิ่งนี้ส่งผลกระทบอย่างลึกซึ้งต่อการทำความเข้าใจธรรมชาติของจิตสำนึก. มันได้ชี้แนะว่าความคิดทั้งหลาย, อารมณ์รู้สึกทั้งหลาย, และประสบการณ์รับรู้ทั้งหลาย ไม่ได้เป็นเหตุการณ์ที่แยกขาดแต่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอยู่กับจักรวาล. มันเปิดความเป็นไปได้ที่ว่า พวกเราทุกคนต่างเป็นส่วนหนึ่งของจิตสำนึกแห่งจักรวาลที่ใหญ่ยิ่งกว่า. (In this view, the mind is not a separate entity but an integral part of the cosmic web. This has profound implications for understanding the nature of consciousness. It suggests that our thoughts, feelings, and experiences are not isolated events but are interconnected with the universe.  It opens up the possibility that we are all part of a larger cosmic consciousness.)

จักรวาลแห่งความมหัศจรรย์และปฏิสัมพันธ์/ความเชื่อมโยงถึงกัน(A Universe of Wonder and Interconnection)

          บทสรุป: จักรวาลแห่งความมหัศจรรย์และปฏิสัมพันธ์/ความเชื่อมโยงถึงกัน. แนวความคิดของโบห์มเรื่องระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นได้ยื่นเสนอวิสัยทัศน์อันก้าวล้ำและสร้างแรงดาลใจที่มีต่อจักรวาล. สิ่งนี้ท้าทายให้เรามองข้ามสิ่งที่เป็นอยู่เพียงภายนอกของประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน และมองเห็นโลกเป็นหนึ่งเดียวกันทั้งหมด, ซึ่งเชื่อมโยงถึงกันอย่างลึกที่สุด.  (Conclusion: A Universe of Wonder and Interconnection. David Bohm’s concept of the Implicate Order offers a radical and inspiring vision of the universe. It challenges us to look beyond the surface of our everyday experience and to see the world as a unified whole, interconnected at the deepest levels.)

          ในขณะที่แนวคิดทั้งหลายของโบห์ม ยังคงเป็นข้อถกเถียงอยู่ในบางวงจรทั้งหลาย, พวกมันก็ดำเนินต่อไปในการสร้างแรงดาลใจกับนักฟิสิกส์, นักปรัชญา, และศิลปินทั้งหลายที่ดูเหมือนกัน. พวกมันเตือนเราว่า จักรวาลนั้นเป็นที่แห่งความมหัศจรรย์และลึกลับ, เต็มไปด้วยศักยภาพอันยังไม่ได้ถูกนำมาใช้ และความเป็นไปได้ทั้งหลายอันไม่มีที่สิ้นสุด. ขณะที่เราดำเนินต่อไปในการที่จะสำรวจค้นหายังจักรวาลและเจาะลึกเข้าไปในธรรมชาติของความเป็นจริง, เราอาจพบว่าวิสัยทัศน์ของโบห์มในเรื่องจักรวาลมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันนี้ ไม่ได้เป็นสิ่งที่ไกลเกินจริงเลยในท้ายที่สุด.  (While Bohm’s ideas remain controversial in some circles, they continue to inspire physicists, philosophers and artists alike. They remind us that the universe is a place of wonder and mystery, full of untapped potential and endless possibilities. As we continue to explore the cosmos and delve deeper into the nature of reality, we may find that Bohm’s vision of an interconnected universe is not so far-fetched after all.)

          บางที, แค่บางทีนะ,มันกุมกุญแจที่จะปลดล็อคความเข้าใจอันลึกลงไปยิ่งกว่าของตัวเราเอง และตำแหน่งแห่งที่ของเราในผืนพรมถักทออันยิ่งใหญ่แห่งความมีชีวิตอยู่นี้. (Perhaps, just perhaps, it holds the key to unlocking a deeper understanding of ourselves and our place in the grand tapestry of existence.)

           https://youtu.be/pE-1vzMj2v8?si=NY8ut6ydVdw2yDa-

วันพุธที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2569

เดวิด โบห์ม - สมองเป็นเครื่องรับวิทยุ –คัมภีร์อุปนิษัทได้อธิบายถึงมันไว้เมื่อ 2,500 ปีก่อน

เดวิด โบห์ม - สมองเป็นเครื่องรับวิทยุ –คัมภีร์อุปนิษัทได้อธิบายถึงมันไว้เมื่อ 2,500 ปีก่อน

David Bohm Said the Brain Is a Radio Receiver — The Upanishads Described It 2,500 Years Earlier

          https://youtu.be/AuuhIqe_Q4c?si=KghMtoV_oePENYN0

แบบจำลองเครื่องรับสัญญาณ (The Receiver Model)

          ในปี 1980, เดวิด โบห์ม, เพื่อนร่วมงานของไอน์สไตน์, ได้เสนอขึ้นว่า สมองไม่ได้สร้างจิตสำนึก. มันเป็นแค่ตัวรับจิตสำนึก. หนทางเช่นวิทยุรับสัญญาณคลื่นที่กระจายส่งเสียงมา ไม่ว่าวิทยุนั้นจะเปิดหรือปิดอยู่หรือไม่.  (In 1980, David Bohm, a colleague of Einstein, proposed that the brain does not create consciousness. It receives it. The way a radio receives a broadcast, signal that plays whether the radio is on or not.)

          โบห์มไม่ใช่ผู้มีญาณวิเศษ. เขาได้เขียนตำรามาตรฐานเกี่ยวกับทฤษฎีควอนตัม. เพื่อนร่วมงานของเขาส่วนใหญ่ของเขาได้ปฏิเสธที่จะติดตามเขามาถึงที่นี่. ในคำพูดของเขาเอง, สมองและระบบประสาทตอบสนองโดยตรงต่อระเบียบแบบแผนในกระแสไหลเวียนในจักรวาล.  (Bohm was no mystic. He wrote a standard textbook on quantum theory. Most of his colleagues refused to follow him here. In his own words, the brain and nervous system respond directly to an order in the universal flux.)

          เขาได้เสนอไว้ว่าความเป็นจริงนั้นมีเปลือกเยื่อหุ้ม 2 ชั้น. พื้นผิวนั้นเรามองเห็น, เขาเรียกว่า ระเบียบที่ปรากฏ/ที่แสดงชัดเจน ในทางกายภาควิทยา, เป็นเครื่องรับสัญญาณ. ระเบียบแบบแผนที่ปรากฏก็คือสัญญาณนั้น.  (He proposed that reality has two layers. The surface we see, he called the explicate order1. A deeper ground that contains everything, enfolded and undivided, the implicate order. The brain, in his analogy, is the receiver. The implicate order is the signal.)

          1 "The explicate order" แปลว่า "ระเบียบที่คลี่คลาย" หรือ "ระเบียบแบบแสดงแจ้ง"

คำนี้เป็นแนวคิดเชิงปรัชญาและควอนตัมฟิสิกส์ที่เสนอโดยนักฟิสิกส์ชื่อ David Bohm ซึ่งมักจะถูกใช้คู่กับคำว่า The implicate order (ระเบียบที่ม้วนซ่อนอยู่) เพื่ออธิบายลักษณะของความจริงในจักรวาล

ความหมายในแต่ละบริบท

  • ระเบียบที่คลี่คลาย / ระเบียบที่เผยออกมา: เป็นการแปลตามรากศัพท์ของคำว่า "explicate" ที่หมายถึงการแจกแจง อธิบาย หรือคลี่คลายสิ่งที่ซ่อนอยู่ให้ออกมาเห็นได้ชัดเจน
  • โลกแห่งวัตถุที่รับรู้ได้: ในทางฟิสิกส์ หมายถึงโลกทางกายภาพรอบตัวเราที่เราสามารถมองเห็น สัมผัส และวัดค่าได้ด้วยประสาทสัมผัสหรือเครื่องมือวิทยาศาสตร์ (เช่น ดวงดาว โต๊ะ เก้าอี้ และสิ่งมีชีวิต) ซึ่งคลี่คลายตัวออกมาจากระดับฐานรากที่ลึกกว่า

          ในคัมภีร์อุปนิษัท,ถูกเขียนไว้กว่า 2,000 ปีก่อนหน้านี้, มีโครงสร้างที่หลายคนพบว่ามีความคล้ายคลึงกันอย่างน่าทึ่ง. พรหมัน, ผืนแผ่นดินอันเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งสรรพสิ่งทั้งปวงอุบัติขึ้นมา.  (In the Upanishads, written over 2,000 years earlier, there is a structure many find strikingly similar. Brahman2, the undivided ground from which all individual things arise.)

          2 Brahman (หรือเขียนทับศัพท์ได้หลายแบบ เช่น พรหมัน, พราหมณ์, บราห์มัน) สามารถหมายถึง 3 ความหมายหลัก ขึ้นอยู่กับบริบทที่นำไปใช้ ดังนี้ครับ:

พรหมัน (Brahman) ในทางปรัชญาและศาสนาฮินดู

หมายถึง ความจริงสูงสุดอันเป็นสากล (The Ultimate Reality) หรือสัจธรรมอันเที่ยงแท้ตามปรัชญาเวทานตะและคัมภีร์อุปนิษัท [1, 2]

  • ลักษณะ: เป็นบ่อเกิดของสรรพสิ่งในจักรวาล ไม่มีรูปร่าง ไม่มีจุดเริ่มต้นหรือจุดสิ้นสุด ไม่เปลี่ยนแปลง และอยู่ทุกหนทุกแห่ง
  • ความต่างจากพระพรหม: "พรหมัน" คือสัจธรรมสูงสุดที่เป็นนามธรรม (ไม่ใช่องค์เทพ) ส่วน "พระพรหม" (Brahma) คือมหาเทพผู้สร้างโลกซึ่งมีตัวตนและรูปร่างตามความเชื่อในยุคต่อมา

 

          การตีความตามแนวทางอฑไวตะ (Advaita) หลายสำนัก อธิบายว่า ความตระหนักรู้ (Awareness) คือสิ่งรากฐาน. ไม่ได้ถูกผลิตสร้างขึ้นโดยร่างกาย, แต่เป็นสิ่งที่ร่างกายแสดงออกมา. โบห์มมาถึงจุดนี้โดยผ่านทางฟิสิกส์. คัมภีร์อุปนิษัททั้งหลายเข้าถึงมันผ่านการตรวจสอบโดยตรง. เรื่องที่ว่าสิ่งเหล่านั้นอธิบายถึงความจริงเดียวกันหรือไม่นั้น ยังคงเป็นประเด็นที่เปิดกว้าง (ยังไม่มีข้อสรุป). และยังมีคำถามที่ยากยิ่งกว่านั้นอีก ซึ่งเป็นคำถามที่คัมภีร์อุปนิษัทเคยถามไว้ แต่แบบจำลองตัวรับของโบห์มไม่สามารถตอบได้. (Many Advaita interpretations describe awareness as fundamental. Not produced by the body, but something the body expresses. Bohm reached this through physics. The Upanishads reached it through direct investigation. Whether they describe the same reality remains open. And there is a harder question still, oner the Upanishads asked that Bohm’s receiver model cannot answer.)

          ถ้าสมองเป็นเครื่องรับสัญญาณนั้น, แล้วอะไรคือความตระหนักรู้ชองการรับสัญญาณนั้นในตัวมันเอง? วิดีโอนี้จะทำแผนที่ทั้งหมดของมัน. เริ่มต้นด้วยวิทยุ. เครื่องรับวิทยุหนึ่งไม่ได้บรรจุดนตรีที่วันเล่นออกมานั้นเอาไว้เอง. สัญญาณนั้นมีอยู่แล้วในอากาศ. เครื่องรับปรับแต่งหาคลื่นไปที่มันและเปลี่ยนมันมาเป็นเสียงที่คุณสามารถได้ยิน. เมื่อปิดวิทยุและสัญญาณนั้นก็ยังคงอยู่ที่นั้น. ดนตรีไม่ได้หยุดสิ้นการมีอยู่. เครื่องรับสัญญาณต่างหากที่หยุดการปรับหารับสัญญาณของมันเอง.  (If the brain is the receiver, what is aware of the reception itself? This video maps all of it. Start with radio. A radio receiver does not contain the music it plays. The signal exists in the air. The receiver tunes to it and converts it into sound you can hear. Turn off the radio and the signal is still there. The music did not stop existing. The receiver stopped tuning to it.)

          นี้คือภาพที่เกดวิด โบห์มได้ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างสมองและความเป็นจริง. โบหมได้ใช้เวลาในงานอาชีพของเขากับหนึ่งในปัญหายากหนักหนาที่สุดอันหนึ่งในด้านฟิสิกส์. ที่ว่า ทำไมควอนตัมนั้นปรากฏให้เห็นแตกต่างเหลือเกินจากโลกที่เรามองเห็น? คำตอบนั้นคือระเบียบแบบแผนที่ซ่อนเร้น/ที่ทับซ้อนอยู่. ภายใต้โลกของการแบ่งแยกวัตถุทั้งหลายได้ทอดวางอยู่ไว้ด้วยระเบียบแบบแผนที่ลึกไปยิ่งกว่า.    (This is the image David Bohm used to describe the relationship between the brain and reality. Bohm spent his career on one of the hardest problems in physics. Why does the quantum appear so different from the world we see? His answer was the implicate order. Beneath the world of separate objects lies a deeper order.)

          ระเบียบที่ปรากฏคือพื้นผิวที่เรานำร่อง. ระเบียบแบบแผนที่ซ่อนเร้นคือผืนดินข้างใต้มัน. ที่นั้นเอง, ทุกสรรพสิ่งได้ถูกห่อม้วนเข้าไว้ด้วยกัน, ไม่ถูกแบ่งแยก, ทั้งปวง. เขาได้เรียกสิ่งทั้งปวงนั้นว่าการเคลื่อนไหวแบบสมจริง, ความเป็นจริงเป็นเช่นการดเคลื่อนไหวเชิงเดี่ยวหนึ่งเดียวด้วยกัน, คลี่เผยออกมาดุจเช่นระเบียบแบบแผนที่ปรากฏนั้น, ม้วนห่อกลับไปเป็นแบบแผนที่ซ่อนเร้น.   (The explicate order is the surface we navigate. The implicate order is the ground beneath it. There, everything is enfolded together, undivided, whole. He called the whole thing the halo movement, reality as a single flowing movement, unfolding into the explicate, folding back into the implicate.)

          แบบจำลองของเขาคือภาพโฮโลแกรม.ในภาพโฮโลแกรมหนึ่ง, ทุกส่วนบรรจุไว้ด้วยภาพทั้งหมดง ตัดแบ่งมันเป็นครึ่งหนึ่ง และแต่ละครึ่งยังคงแสดงภาพทั้งหมดนั้น. (A hologram3 was his model. In a hologram, every part contains the whole image. Cut it in half and each half still shows the entire picture.)

          3 ฮโลแกรม (Hologram) คือ ภาพเสมือนสามมิติที่สร้างขึ้นด้วยกระบวนการทางแสง ทำให้มองเห็นเป็นวัตถุลอยตัวอยู่กลางอากาศและเปลี่ยนมุมมองได้เหมือนวัตถุจริง

หลักการทำงาน

  • ใช้การแยกแสงเลเซอร์ออกเป็นสองลำแสง คือ ลำแสงอ้างอิง (Reference Beam) และ ลำแสงสะท้อนจากวัตถุ (Object Beam)
  • เมื่อลำแสงทั้งสองมาพบกันจะเกิดการแทรกสอดของแสง (Interference) และบันทึกรูปแบบไว้บนวัสดุบันทึก
  • เมื่อแสงส่องกระทบอย่างเหมาะสม จะเกิดการเลี้ยวเบนของแสงกลายเป็นภาพสามมิติที่มีความลึก

 

          โบห์มได้เสนอว่า จักรวาลเป็นเหมือนเช่นนี้. ทุกๆภูมิภาคของอวกาศห่อหุ้มทั้งปวงเอาไว้. และจิตสำนึก, เขาชี้แนะว่า, ไม่ได้ถูกผลิตสร้างขึ้นโดยสมองเพียงลำพัง. สมองมีส่วนร่วมในระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น (Implicate Order -  ความจริงขั้นพื้นฐานของจักรวาลที่ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงเป็นหนึ่งเดียวและซ่อนอยู่ภายใต้สิ่งที่เรามองเห็น) ในลักษณะเดียวกับที่วิทยุมีส่วนร่วมในคลื่นสัญญาณที่ออกอากาศ.    (Bohm proposed the universe is like this. Every region of space enfolds the whole. And consciousness, he suggested, is not produced by the brain alone. The brain participates in the implicate order the way a radio participates in a broadcast.)

          คำพูดที่ชัดเจนของเขาจากปี 1987: “จิตสำนึกเป็นมากๆของระเบียบแบบซ่อนเร้นยิ่งไปกว่าวัตถุ.”  นี่คือที่ซึ่งข้อคัดค้านต้องถูกระบุให้กระจ่างชัด. ระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นคือการตีความของโบห์ม. มันเป็นมุมมองของเสียงส่วนน้อยของในสาขาฟิสิกส์. กลไกควอนตัมแบบมาตรฐานไม่ได้ต้องการมัน. การตีความโคเปนฮาเกน, และทฤษฎีการสูญเสียความสอดพ้องทางควอนตัม, การอธิบายทั้งสองต่างไม่มีระเบียบแบบแผนซ่อนเร้นแต่อย่างใดเลย.    (His exact words from 1987: “Consciousness is much more of the implicate order than is matter.” This is where the objection must be stated clearly. The implicate order is Bohm’s interpretation. It is a minority view in physics. Standard quantum mechanics does not require it. The Copenhagen interpretation, decoherence theory4, both explain the experiments without any implicate order at all.)

          4 Decoherence theory แปลว่า "ทฤษฎีการสูญเสียความพ้องควอนตัม" หรือเรียกสั้น ๆ ว่า "ทฤษฎีดีโคฮีเรนซ์" ในทางควอนตัมฟิสิกส์

ความหมายและการทำงาน

  • ความหมาย: คือกระบวนการที่ระบบควอนตัมสูญเสียความเป็นคลื่นและสูญเสียความสามารถในการซ้อนทับกัน (Quantum Superposition) เมื่อมันทำปฏิกิริยากับสิ่งแวดล้อมรอบข้าง
  • การเปลี่ยนผ่าน: ทำให้พฤติกรรมแบบควอนตัม (ที่เป็นความน่าจะเป็นและซ้อนทับกันหลายสถานะ) กลายเป็นพฤติกรรมแบบฟิสิกส์ดั้งเดิม (Classical Physics) ที่เรามองเห็นและวัดผลได้ชัดเจนในโลกจริง
  • สาเหตุ: สิ่งแวดล้อมภายนอก เช่น อุณหภูมิ โมเลกุลของอากาศ หรือเครื่องมือวัด เข้ามารบกวนสถานะควอนตัมที่เปราะบาง ทำให้ลายIสลับของคลื่น (Interference patterns) หายไป

          มีข้อโต้แย้งในฉบับที่เฉียบคมกว่านี้อยู่. นักฟิสิกส์ทั้งหลายอย่างเช่นแมกซ์ เท็จมาร์คได้โต้แย้งว่า สมองนั้นอุ่นและเปียกเกอินไปสำหรับสถานะทางควอนตัม. พวกมันน่าจะยุบตัวไปในทันที. ข้อคัดค้านดังกล่าวได้ล้มล้างแนวคิดยอดนิยมที่ว่า จิตสำนึกซ่อนอยู่ในแรงสั่นสะเทือนทางควอนตัมภายในเซลล์ประสาท. แต่จงสังเกตสิ่งที่โบห์มไม่ได้อ้างไว้ด้วย เขาไม่เคยพูดเลยว่าสมองสามารถคงสภาพความสอดกพ้องทางควอนตัมเอาไว้ได้.  (There is a sharper version of this objection. The physicists Max Tegmark argued the brain is too warm and wet for quantum states. They would collapse in an instant. The objection sinks the popular idea that consciousness hides in quantum vibrations inside neurons. But notice what Bohm did not claim. He never said the brain maintains quantum coherence.)

          ระเบียบแบบแผนที่ซ่อนเร้นไม่ใช่เกี่ยวกับอนุภาคทั้งหลายข้างในเซลล์ประสาททั้งหลาย. มันคือคำกล่าวอ้างเกี่ยวกับโครงสร้างของความจริงโดยตัวมันเอง. ดังนั้น ข้อโต้แย้งเรื่องสมองที่อุ่นและเปียกชื้น,  จึงไม่สามารถล้มล้างแนวคิดของโบห์มได้. มันหักล้างทฤษฎีอื่น. และการที่สมองได้รับจิตสำนึกนั้น ยังคงเป็นเพียงอุปมาอุปไมยทางปรัชญาที่โบห์มได้ยกขึ้นมาเปรียบเทียบ. เรื่องนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับอย่างเป็นทางการในทางวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา. วิทยาศาสตร์ประสารทวิทยากระแสหลักยังคงยึดอยู่ในทางตรงข้าม. ว่าจิตสำนึกได้ถูกผลิตสร้างขึ้นโดยสมอง, ไม่ใช่รับมันมา. วิดีโอนี้ไม่ได้อ้างว่าโบห์มได้พิสูจน์เป็นอย่างอื่น. มันแสดงให้เห็นถึงความสอดคล้องทางโครงสร้าง. สองข้อเสนอ. หนึ่งความคล้ายคลึงสอดคล้อง. สองเครื่องมือที่แตกต่างกัน. ก่อนถึงคัมภีร์อุปนิษัท, อ่านสิ่งนี้ก่อนสัก 20 วินาที. คุณตระหนักรู้ในตอนนี้แล้ว. ถามตัวคุณเองเรื่องนี้. ความตระหนักรู้นี้ เป็นสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาเอง หรือเป็นสิ่งที่คุณได้รับมา? (The implicate order is not about particles inside neurons. It is a claim about the structure of reality itself. So, the warm, wet brain objection misses Bohm. It defeats a different theory. And the brain receives consciousness is still a philosophical analogy Bohm drew. It is not an established finding in neuroscience. Mainstream neuroscience holds the opposite. Consciousness is produced by the brain, not received by it. This video does not claim Bohm proved otherwise. It maps a structural parallel. Two proposals. One resemblance. Different instruments. Before the Upanishads, notice something directly for 20 seconds. You are aware right now. Ask yourself this. Is this awareness something you are generating or something you are receiving?)

กุมคำถามนี้เอาไว้ก่อน, อย่าเพิ่งให้คำตอบมัน. คัมภีร์อุปนิษัททั้งหลายไม่ได้เริ่มต้นด้วยความเชื่อ. แต่เริ่มต้นด้วยคำถาม. อะไรคือภูมิพื้นของทุกสรรพสิ่ง? คำตอบคือพรหมัน ไม่ใช่พระเจ้าบนท้องฟ้า,  ความเป็นจริงอันเป็นหนึ่งเดียวที่แยกออกจากกันไม่ได้ ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของสรรพสิ่งทั้งปวง และเป็นสิ่งกุมภาพที่สรรพสิ่งเหล่านั้นจะละลายกลับคืนลงไป.   (Hold the question, do not answer it yet. The Upanishads built an entire investigation around exactly this. The Upanishads do not begin with belief. The begin with a question. What is the ground of everything? Their answer is Brahman. Not a God in the sky, the undivided reality from which all separate things arise and into which they dissolve.)

          คัมภีร์ไตตติริยะ อุปนิษัทอธิบายถึงลำดับของการอุบัติปรากฏเอาไว้. จากดิน, อาตมัน - ตัวตน, ตามมาด้วยอวกาศ – ที่ว่าง. จากอวกาศ, ก็เป็นลม, ไฟ, และน้ำ. ทุดสรรพสิ่งคลี่เผยออกจากหนึ่งแหล่งกำเนิดเดี่ยวซึ่งแบ่งแยกไม่ได้. (The Taittiriya Upanishad5 describes a sequence of the emergence. From the ground, the Atman6, came space. From space, air. From air, fire. From fire, water. From water, earth. Everything unfolds from a single undivided source.)

          5 ไตตติริยะอุปนิษัท (The Taittiriya Upanishad) คือหนึ่งในคัมภีร์อุปนิษัทสำคัญ (มุขยะอุปนิษัท) ของศาสนาฮินดู ซึ่งอยู่ในสังกัดของคัมภีร์กฤษณะยชุรเวท (Krishna Yajurveda) และเป็นแกนกลางสำคัญของปรัชญาอัดไควตะเว단ตะ (Advaita Vedanta)

โครงสร้างและเนื้อหาสำคัญ

คัมภีร์นี้แบ่งออกเป็น 3 ส่วนหลัก (เรียกว่า "วัลลี" - Vallī) ได้แก่:

  • ศิกษาวลลี (Śikṣāvallī):
    • เน้นเรื่องวินัยในการศึกษาพระเวท เช่น การออกเสียงที่ถูกต้อง การท่องจำ (สวาธยายะ) และความเคารพต่อครูอาจารย์
    • สอนหลักจริยธรรมในการดำเนินชีวิต เช่น “จงกล่าวความจริง ประพฤติธรรม” โดยชี้ว่าศีลธรรมคือรากฐานสำคัญก่อนจะไปสู่ความรู้แจ้ง
  • พรหมานันทวลลี (Ānandavallī):
    • อธิบายลักษณะของพระพรหมัน (Brahman) ว่าคือ “สัจจัง–ญาณัง–อนันตัง” (ความจริง–ความรู้–ความไร้ขีดจำกัด)
    • เสนอแนวคิดเรื่อง ปัญจกโกศ (Pañca-kośa) หรือเปลือก 5 ชั้นที่ห่อหุ้มอาตมัน (กายหยาบ, พลังชีวิต, จิตใจ, ปัญญา และความสุข)
    • วิเคราะห์ลำดับชั้นของความสุข (อานันทมีมางสา) ที่ไล่เรียงจากความสุขของมนุษย์ไปจนถึงความสุขสูงสุดที่เป็นหนึ่งเดียวกับพรหมัน
  • ภฤคุวลลี (Bhr̥guvallī):
    • ถ่ายทอดผ่านบทสนทนาระหว่างพระฤๅษีภฤคุกับพระวรุณะผู้เป็นบิดา
    • แสดงกระบวนการเรียนรู้และการสืบค้นความจริงซ้ำ ๆ จนกระทั่งจิตใจสุกงอม และประจักษ์แจ้งว่าพรหมันคือแก่นแท้ภายในตัวตน

6 อัตมาน (Atman) หรือ อาตมา หมายถึง "ตัวตน", "จิตวิญญาณที่แท้จริง" หรือ "อาตมภาระ" ในทางปรัชญาฮูกและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู

ความหมายหลัก

  • ตัวตนภายใน: เป็นแก่นแท้หรือดวงจิตภายในของมนุษย์ที่ไม่ตาย ไม่เปลี่ยนแปลง และอยู่เหนือร่างกายหรือความคิด
  • ความสัมพันธ์กับพรหมัน (Brahman): ในปรัชญาเว단ต์ (Vedanta) เชื่อว่าอัตมานกับพรหมัน (ความจริงสูงสุดหรือจิตวิญญาณสากลของจักรวาล) แท้จริงแล้วคือสิ่งเดียวกัน เมื่อมนุษย์เข้าใจความจริงนี้ จะหลุดพ้นจากวัฏสงสาร (Moksha)

 

          นี้เป็นเชิงโครงสร้างที่ใกล้เคียงกับที่เดวิด โบห์มเรียกว่าระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น. ทั้งปวงห่อหุ้มส่วนย่อยทั้งหลาย, ส่วนย่อยทั้งหลายก็คลี่เผยออกให้เห็นทั้งปวง.คำในภาษาสันสกฤตสำหรับอวกาศ- ที่ว่างนี้คือ อากาสะ. หนึ่งที่ชัดเจนคือ ในคัมภีร์อุปนิษัท, คำว่า "อากาสะ" หมายถึง ธาตุช่องว่าง (หรือธาตุอากาศ) ซึ่งเป็นธาตุแรกสุดที่อุบัติขึ้นมาจากพื้นภูมิ.  (This is structurally close to what Bohm called the implicate order. The whole enfolding the parts, the parts unfolding from the whole. The Sanskrit word for that space is Akasha. One precise note here. In the Upanishads, Akasha means the space element, the first to emerge from the ground.)

          ในคริสต์ศตวรรษที่ 19 นักลัทธิลึกลับตะวันตกได้หยิบยืมคำนี้มา และประดิษฐ์แนวคิดเรื่องบันทึกอากาสะ ขึ้นมา. นั่นไม่ใช่อะไรที่คัมภีร์อุปนิษัทได้อธิบายไว้. เรากำลังใช้คำว่า อากาสะ ในความหมายดั้งเดิมที่ถูกต้องแม่นยำ, ซึ่งหมายถึงการคลี่คลายตัวครั้งแรกของพื้นภูมิแห่งสรรพสิ่ง.  (In the 19th century, Western occultists borrowed the word and invented the idea of akashic records7. That is not what the Upanishads describe. We are using Akasha in its original precise sense, the first unfolding of the ground.)

          7 Akashic Records (หรือที่เรียกว่า บันทึกอะคาชิก / บันทึกนภา) คือ คลังข้อมูลหรือห้องสมุดสากลในมิติพลังงานที่รวบรวมเรื่องราว ความคิด คำพูด อารมณ์ และการกระทำทั้งหมดของสิ่งมีชีวิตทุกรูปแบบตั้งแต่อดีต ปัจจุบัน จนถึงอนาคต [1, 2, 3]

ความหมายและที่มา

  • ที่มาของคำ: คำว่า "อากาสะ" (Akasha) เป็นภาษาสันสกฤตแปลว่า "อีเธอร์" ท้องฟ้า หรือพื้นที่ว่างในจักรวาล
  • แนวคิด: เปรียบเสมือนม้วนฟิล์มหรือฮาร์ดไดรฟ์ของจักรวาลที่บันทึกทุกวิญญาณและเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นจริง
  • มุมมองทางจิตวิญญาณ: เชื่อว่าผู้ฝึกสมาธิขั้นสูง หรือผู้มีญาณวิเศษสามารถเชื่อมต่อเพื่อดึงข้อมูล อดีตชาติหรือแนวทางชีวิตได้
  • วิทยาศาสตร์: ยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่สามารถพิสูจน์การมีอยู่จริงของบันทึกนี้ได้ เป็นเรื่องของความเชื่อและปรัชญ

 

ในตอนนี้, เครื่องรับสัญญาณ, คัมภีร์ฉันโฑกยะ อุปนิษัท, ในบทที่ 8 ของมัน, ได้อธิบายถึงอวกาศภายในหัวใจของมัน, ธารา อากาสะ. อวกาศ, ตำราบอกไว้ว่า, เล็กเท่าจุด ๆหนึ่งและกว้างใหญ่ไพศาลเท่าจักรวาล. คัมภีร์อุปนิษัทได้บรรยายสิ่งนี้ไว้อย่างมีโวหารกวี. ตำราบอกไว้ว่า มันโอบอุ้มทั่วทั้งจักรวาล สวรรค์และโลก ไฟและอากาศ ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหลายเอาไว้.  (Now, the receiver. The Chandogya Upanishad8, in its eighth chapter, describes a space within the heart, dhara akasha. A space, the text says, as small as a point and as vast as the universe. The Upanishad describes it poetically. The text says it contains the entire cosmos, heaven and earth, fire and air, the sun, the moon, and the stars.)

8 The Chandogya Upanishad (ฉันโทกยะ อุปนิษัท) คือ หนึ่งในคัมภีร์อุปนิษัทที่เก่าแก่และสำคัญที่สุดในศาสนาฮินดู ซึ่งแทรกอยู่ในคัมภีร์สามเวท (Sama Veda) [1, 2]

ข้อมูลสำคัญ

  • ที่มา: เป็นส่วนหนึ่งของพราหมณะชื่อฉันโทกยะ ในสามเวท
  • โครงสร้าง: แบ่งออกเป็น 8 บท (Prapathakas)
  • ความสำคัญ: เป็นหนึ่งในอุปนิษัทหลัก (Mukhya Upanishad) ที่มีการอ้างถึงมากที่สุดในปรัชญาเวทันตะ [1, 2, 3]

หลักคำสอนเด่น

  • ความสัมพันธ์ระหว่างอาตมันกับพราหมณ์: สอนว่า "อาตมัน" (ตัวตนภายในหรือจิตวิญญาณของมนุษย์) แท้จริงแล้วคือ "พราหมณ์" (ความจริงสูงสุดหรือสากลจักรวาล) [1, 2]
  • ความสำคัญของการสวดและการออกเสียง: ให้ความสำคัญกับการบูชาด้วยเสียงเพลง บทสวด และคำว่า "โอม" (Om) ซึ่งเป็นแก่นในการเชื่อมโยงชีวิตมนุษย์เข้ากับจักรวาล [1, 2]
  • การพัฒนาจิตวิญญาณ: แสดงแนวทางยกระดับจิตใจจากตัวตนเฉพาะบุคคลสู่ความเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล

 

          นี้คือภาพของเครื่องรับสัญญาณ. ไม่ใช่สมองที่ได้ผลิตสร้างความหยั่งรู้, แต่จุดของการสัมผัสปะทะ ที่พื้นภูมิอันแบ่งแยกไม่ได้ กลายเป็นแสดงเสนอมาในปัจเจกบุคคล. วิทยุของโบห์มปรับแต่หาคลื่นสัญญาณนั้น, พื้นที่หัวใจปรับแต่งคลื่นสัญญาณไปสู่พรหมัน. (This is the receiver image. Not the brain producing awareness, but a point of contact where the undivided ground becomes present in an individual. Bohm’s radio tuning to the signal, the heart space tuning to Brahman.)

          สองคำอธิบาย, หนึ่งความตระหนักจำเดียวกัน. ปัจเจกบุคคลนั้นไม่ได้ผลิตสร้างทั้งปวงใด. ปัจเจกบุคคลอยู่ในที่ว่าทั้งปวงนั้นกลายเป็นท้องถิ่น. คัมภีร์อุปนิษัททั้งหลายได้ชี้ชัดถึงอะไรที่สิ่งนี้หมายถึงกับความตระหนักรู้. ความตระหนักรู้ในตัวคุณไม่ได้เป็นสมบัติส่วนบุคคลของคุณ. มันคือพรหมันกำลังแสดงปรากฏผ่านอุปกรณ์เครื่องมือของร่างกายและจิตพิเศษจำเพาะนี้. ถอดย้ายเครื่องมืออุปกรณ์นี้ออกไป และความตระหนักรู้นั่นก็ไม่ได้ถูกทำลายไป.  (Two descriptions, one remembrance. The individual does not generate the whole. The individual is where the whole becomes local. The Upanishads are precise about what this means for awareness. The awareness in you is not your personal possession. It is Brahman appearing through the instrument of a particular body and mind. Remove the instrument and the awareness is not destroyed.)

          ไม่มีอะไรมากไปกว่าสิ้นสุดการถ่ายทอดเสียงทั้งหลายเมื่อวิทยุหนึ่งได้ถูกปิดสวิทช์ลง. แต่คัมภีร์อุปนิษัททั้งหลายไม่ได้หยุดอยู่ที่เครื่องรับสัญญาณนั้น. พวกเขาได้ถามคำถามที่ยากหนักหนายิ่งกว่า. อันที่การวิเคราะห์เรื่องวิทยุของโบห์มชี้ไปยัง, แต่นั่นไม่ใช่คำตอบ. ถ้าสมองคือเครื่องรับสัญญาณและพรหมันนั้นคือสัญญาณคลื่น, อะไรคือการหยั่งรู้ของการรับรู้นั้น?   (No more than broadcast ends when one radio is switched off. But the Upanishads do not stop at the receiver. They ask the harder question. The one Bohm’s radio analogy points towards, but does not answer. If the brain is the receiver and Brahman is the signal, what is aware of the reception?)

          คัมภีร์เคนะ อุปนิษัทได้ถามสิ่งนี้โดยตรง. ดเคนะ อุปนิษัทเปิดด้วยคำถามเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดของ สัญญา - การจำได้หมายรู้. คัมภีร์ได้ถามบทแรกว่า, “ด้วยพลังอำนาจใดหรือที่จิตคิด? ด้วยอะไรหรือที่หูนั้นได้ยิน?” คำตอบที่คัมภีร์นี้ให้, ได้เรียบเรียงขึ้นใหม่จากการแปลของกัมภิรานันฑะ, “นั่นคือที่ซึ่งจิตไม่สามารถคิดได้, แต่ด้วยที่ซึ่งจิตคิด, รู้ว่านั่นเป็นพรหมัน.”  (The Kena Upanishad9 asks this directly. The Kena Upanishad open with the question about the source of the perception. Its first verses ask, “By what power does the mind think? By what does the eye see? By what does the ear hear?” The answer it gives, paraphrased from the Gambhirananda translation, “That which the mind cannot think, but by which the mind thinks, know that to be Brahman.”)

          9 The Kena Upanishad (เคนอุปนิษัท) คือ หนึ่งในคัมภีร์อุปนิษัทโบราณของศาสนาฮินดู จัดเป็นมุขยอุปนิษัท (อุปนิษัทหลัก) ที่มีความสำคัญและเก่าแก่

ความหมายและที่มา

  • ที่มาของชื่อ: คำว่า "Kena" (เกนะ) ในภาษาสันสกฤตแปลว่า "โดยใคร" หรือ "ด้วยอำนาจสิ่งใด" ซึ่งมาจากคำแรกของบทในคัมภีร์
  • สังกัด: เป็นส่วนหนึ่งของพระเวทชื่อ สามเวท (Sama Veda) และอีกชื่อหนึ่งคือ ตาลวการอุปนิษัท (Talavakara Upanishad) ตามชื่อสำนักศึกษาพระเวทเดิม

หลักคำสอนสำคัญ

  • พลังเบื้องหลังชีวิต: คัมภีร์นี้ตั้งคำถามและสำรวจว่า พลังหรือตัวตนใดกันแน่ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนจิตใจ ตา หู การพูด และการรับรู้ทั้งหมดของมนุษย์
  • ปรัชญาแห่งพรหม (Brahman): อธิบายถึง "พรหม" หรือจิตวิญญาณสากลสูงสุด ว่าอยู่เหนือการรับรู้ทางประสาทสัมผัส ไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์จะนำไปใช้ตาดูหูฟังได้โดยตรง แต่พรหมคือผู้ที่ทำให้ตาและหูทำงานได้
  • การเข้าถึงความจริง: สอนว่าผู้ที่คิดว่าตนเองรู้จักพรหมได้ดีจริงๆ อาจจะยังไม่รู้จัก แต่ผู้ที่รู้ว่าพรหมนั้นอยู่เหนือวิสัยแห่งความคิดและคำพูด คือผู้ที่เข้าใจอย่างแท้จริง

คัมภีร์นี้มีลักษณะผสมผสานระหว่างร้อยแก้วและร้อยกรอง เน้นการสนทนาเชิงปรัชญาเพื่อนำพาผู้ศึกษาให้หลุดพ้นจากความอวดรู้ และเข้าถึงความจริงอันสูงสุดภายในจิตใจ

 

          นั่นคือจุดที่ลึกที่สุด. เครื่องรับสัญญาณได้รับรู้ในตัวมันเอง. ตา/จักษุไม่ได้มองเห็นตัวมันเองในการมองเห็น. จิตไม่สามารถคิดในการเป็นผู้คิด. มีพื้นภูมิเบื้องหลังการกระทำของการรับในตัวมันเอง. และมันไม่สามารถถูกพลิกหันเข้าไปสู่วัตถุแห่งการรับ. โบห์มได้มาถึงชายขอบของเรื่องนี้. สมองนั้นไดรับระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น, แล้วอะไรคือสิ่งที่รับตัวผู้รับอีกทีหนึ่ง? ฟิสิกส์ไม่มีอุปกรณ์เครื่องมือที่สามารถชี้กลับไปที่ผ฿สังเกตการณ์ได้.  (That is the deepest point. The receiver does perceive itself. The eye does not see itself seeing. The mind cannot think of the thinker. There is the ground behind the act of reception itself. And it cannot be turned into an object of reception. Bohm reached the edge of this. The brain receives the implicate order, but what receives the receiver? Physics has no instrument that can point back at the observer.)

         

เคนะ อุปนิษัทได้ระบุนามขอบเขตจำกัดทั้งหลายนี้ไว้อย่างแน่ชัด. สิ่งที่เป็นเหตุให้เกิดความรู้ทั้งปวงนั้น ไม่สามารถถูกรู้ได้ด้วยตัวมันเอง, โดยเฉพาะอย่างยิ่งไม่ได้อยู่ในฐานะของวัตถุ/สิ่งรับรู้อีกชิ้นหนึ่ง. โบห์มเรียกมันว่าระเบียบแบบแผนซ่อนเร้น, สัญญาณที่สมองได้ปรับแต่งไปหาสัญญาณนี้. คัมภีร์ไตตติริยะ อุปนิษัทได้เรียกมันว่าพรหมัน, พื้นภูมิจากที่ซึ่งอวกาศในตัวมันเองคลี่เผยออก. คัมภีร์เคนะ อุปนิษัทได้เรียกมันว่า โดยที่ซึ่งจิตคิด, และที่ซึ่งจิตไม่สามารถเคยได้คิด.  (The Kena Upanishad names the limits precisely. That by which all knowing happens cannot itself be known, not as one more object. Bohm called it the implicate order, the signal the brain tunes to. The Taittiriya Upanishad called it Brahman, the ground from which space itself unfolds. The Kena Upanishad called it that by which the mind thinks, and which the mind can never think.)

          สามคำอธิบายนี้, สองนั้นมาจากจารีตความเชื่อดังเดิม, หนึ่งนั้นมาจากฟิสิกส์, โครงสร้างหนึ่งที่เกิดขึ้นซ้ำๆ. ปัจเจกบุคคลไม่ได้เป็นผู้ผลิตสร้างความตื่นรู้. ปัจเจกบุคคลคือที่ซึ่งพื้นภูมิอันไม่ถูกแย่งแยกกลายมาเป้นท้องถิ่นเฉพาะแห่ง. เครื่องรับสัญญาณที่ยังคงเปิดรับบางสิ่งอยู่ แม้ว่าตัวเครื่องจะถูกปิดไปแล้วก็ตาม.  (Three descriptions, two from one tradition, one from physics, one recurring structure. The individual does not generate awareness. The individual is where an undivided ground becomes local. A receiver tuned to something that does not switch off when the receiver does.)

          ในตอนแรกเริ่ม, คำถามหนึ่งได้ถูกทิ้งเปิดไว้, ความตระหนักรู้คือสิ่งที่คุณสร้างขึ้นมาเอง หรือเป็นสิ่งที่คุณได้รับมา? คัมภีร์อุปนิษัททั้งหลายไม่ได้ขอให้คุณเชื่อในคำตอบ. พวกเขาขอใหคุณที่จะมอง. มดสอบสิ่งนี้โดยตรง, ไม่ใช่เป็นเช่นปรัชญา, เป็นเช่นการสังเกตการณ์โดยตรง.  (Earlier, a question was left open. Is awareness something you generate, or something you receive? The Upanishads do not ask you to believe an answer. They ask you to look. Test this directly. Not as philosophy, as a direct observation.)

          ในตอนนี้, ก็มีความตื่นรู้. คอนทำให้ดวงตาของคุณจับอยู่ที่สิ่งตรงหน้าของคุณเอาไว้. สังเหกตถึงประสบการณ์รับรู้ที่กำลังบังเกิดขึ้น. เสียงทั้งหลาย, สัมผัสรู้สึกทั้งหลาย/อายตนะ, เสียงนี้. ตอนนี้ถาม, ที่ไหนซึ่งความตื่นรู้ได้ตั้งอยู่? มันอยู่ที่หลังดวงตาของคุณหรือ? มันเป็นสิ่งที่คุณค้นพบหรือ? หรือว่ามันเป็นยิ่งกว่าอวกาศ/ที่ว่างในที่ซึ่งทุกสิ่งกำลังปรากฏให้เห็นโดยปราศจากชายขอบทั้งหลาย, โดยปราศจากศูนยืกลางที่คุณสามารถชี้ไปถึงได้?  (Right now, there is awareness. Keep your eyes on a single point in front of you. Notice that experience is happening. Sounds, sensations, this voice. Now ask, where is the awareness located? Is it behind your eyes? Is it a thing you can find? Or is it more like a space in which everything is appearing without edges, without a center you can point to?)

          โบห์มได้ชี้แนะว่าสมองเป็นเครื่องรับซึ่งได้ปรับหาไปยังสัญญาณนั้น. คัมภีร์อุปนิษัททั้งหลายชี้แนะว่าความตื่นรู้ที่คุณกำลังมองหานั้นไม่ได้เคยผลิตสร้างโดยคุณ. คุณไม่จำเป็นต้องสรุปอะไรทั้งนั้น เพียงแค่สังเกตว่ามันยากแค่ไหนในการที่จะหาตัวผู้รับในฐานะสิ่งที่มีตำแหน่งที่ตั้งแยกออกไปต่างหาก.    (Bohm suggested the brain is a receiver tuned to a signal. The Upanishads suggest the awareness you are looking for was never produced by you. You do not have to conclude anything, only notice how hard it is to find the receiver as a separate located thing.)

ในปี 1980, เดวิด โบห์ม ได้เสนอว่า สมองรับรู้ความเป็นจริงเหมือนวิทยุที่ปรับหาเปิดรับสัญญาณ. เพื่อนร่วมสาขาเดียวกับเขาทั้งหลายเรียกมันว่าเป็นเรื่องทางปรัชญา, ไม่ใช่ทางฟิสิกส์. กว่า 2,000 ปีก่อนหน้านั้น, คัมภีร์อุปนิษัทได้อธิบายถึงโครงสร้างอันกระแทกใจเช่นเดียวกันนี้ไว้. ปัจเจกบุคคลนั้นเป็นเช่นที่ซึ่งพื้นถูกที่ไม่แบ่งแยกกลายเป็นท้องถอิ่น/จำเพาะที่แห่งหนึ่ง. และคัมภีร์เคนะ อุปนิษัทได้ถามคำถามนั้นไปแล้วซึ่งวิทยุของโบห์มไม่สามารถให้คำตอบได้.   (In 1980, David Bohm proposed that the brain receives reality like a radio tuned to a signal. His colleagues called it philosophy, not physics. Over 2,000 years earlier, the Upanishads had described a strikingly similar structure. The individual as the place where an undivided ground becomes local. And the Kena Upanishad had already asked the question Bohm’s radio could not answer.)

ตัวที่รู้ถึงการรับรู้นั้น คืออะไร? สองเครื่องมือ, หนึ่งรูปแบบที่ดเหมือนพ้องกัน, ปัญญาโบราณ. ความลึกลับของควอนตัม, การรู้โดยตรง. การสืบสวนตรวจสอบครั้งถัดไปติดตามสัญญาณทั้งหลายไปยังแหล่งกำเนิดของมัน. และถามว่าอะไรบังเกิดขึ้นเมื่อเครื่องสัญญาณนั้นเงียบลง. มันได้อยู่บนหน้าจอของคุณแล้วในตอนนี้และในคำบรรยาย.  (What is aware of the reception itself? Two instruments, one recurring pattern, ancient wisdom. Quantum mystery, direct knowing. The next investigation follows the signal to its source. And asks what happens when the receiver goes quiet. It is on your screen now and in the description.)

 https://youtu.be/AuuhIqe_Q4c?si=5-Aq4jdznJJ8DEiY