หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569

คุรุเทพ - ข่าวสารจากที่ จีซัส พูด

Message from Jesus Talk by Sri Sri Ravi Shankar Gurudev

          https://youtu.be/4M9RgAh_JWg?si=FGgKE6aD5idJ-ZjN

          บางทีมันได้จำเป็นสำหรับท่าน(จีซัส)ที่จะถูกยอมรับเป็นการทั่วไปนั่นในภายหลังจากนี้. ภายหลังท่าน และท่านรู้ว่าในอนาคตมันจะเปลี่ยนแปลง. พวกคุณจะมองเห็นว่าอะไรก็ตามที่จีซัสได้พูดไว้ มีความคล้ายคลึงอย่างมาก. เป็นสิ่งเดียวกันอย่างชัดเจน. ที่พระกฤษณะได้พูดไว้เมื่อ 5,200 ปีก่อน.  (Perhaps it was needed for him to get universal acceptance that later this. After him and he knew in the future it will change You would see whatever Jesus said is strikingly similar. The same thing exactly. That Krishna has said. 5,200 years ago.)

          ผู้คนไม่ได้ให้ความใส่ใจมากนักเมื่อพวกเขาคิดในเรื่ององค์กฤษณะ เพราะพวกเขาอย่างง่ายๆคิดถึงในเรื่องความรื่นรมย์, เต้นรำ, สนุกสนาน, ดนตรี, ปัญญา. รักขององค์ราธะแลกฤษณะ. กฤษณะได้พูดไว้ว่า, เจ้าจงละทิ้งทุกอย่าง. และแค่ลี้ภัยมาในฉัน. ฉันจะให้เจ้าเป็นอิสระจากบาปทั้งปวง. และจีซัสก็ได้กล่าวทำนองเดียวกันทุกประการ. ฉันมาที่นี่เพื่อปลดปล่อยเจ้าเป็นอิสระจากสิ่งทั้งปวง. และสานุศิษย์ทั้งหลายของท่านได้พูดนั่น, ถูกไหม?  (People do not pay much attention when they think of Krishna because they think of Krishna simply think of joy, dance, fun, music, wisdom. Radha and Krishna love. Krisha has said. You drop everything. And just take refuge in me. I will free you all the sins. And Jesus has said virtually the same thing. I’m here to free you from all things. And his disciples said that, right?)

          จีซัส พูดว่า เหล่าผู้ที่มาก่อนท่านเป็นฏโจรและขโมยทั้งหลาย. ทำไมท่านถึงได้พูดเช่นนั้น? มีความสำคัญลึกซึ้งยิ่งในนั้น. ไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่ผู้พยากรณ์ได้เดินอยู่บนโลกนี้ในวันเวลานั้น. สังคมจะไม่จดจำท่าน(จีซัส)ได้. พวกเขาไม่มีวันจดจำท่าน(จีซัส)ได้. พวกเขากำลัวงพูดกันถึงอดีต. และอดีตปและอดีตของโมเสสได้ทำนี้, ไอแซคได้ทำนี้, อับราฮัมได้ทำนี้. พวกเขาได้กำลังพูดกันถึงอดีตเท่านั้น.พวกเขาไม่สามารถได้มองเห็นว่าอะไรที่จีซัสได้เป็นเมื่อตอนที่ท่านยังมีชีวิต. ดังนั้น, ท่านจึงไปต่อ, โอ้ พระเจ้า! พวกเจ้าไม่ได้กำลังมองถึงความสัจ, ความเป็นจริง. ฉันกำลังสวดภาวนา, ฉันคือวิถีทาง, ฉันคือเป้าหมาย.  (Jesus said those who came before me were robbers and thieves. Why did he say that? There’s a deep significance. Whenever a prophet walked on the planet that day. The society would not recognize them. They never recognized him. They were talking about the past. And the past and the past Moses did this, Issac did this, Abraham did this. They were talking only about the past. They could not see what Jesus was when he was alive. So, he went to, Oh my God! You are not seeing the truth, the reality. I am the pay, I’m the path. I’m the goal.)

          ทีนี้, เจ้า, พวกเจ้ากำลังยึดอยู่กับอดีตนั้น. เหล่าทั้งหมดผู้คอยแต่, พวกเขาได้ขโมยจิตของเจ้าไป. พวกเขาได้ขโมยปัญญาของเจ้า. ท่านไม่ได้หมายถึงเช่นนั้น. เหล่าผู้ที่มากก่อนหน้าท่านได้ขโมยทุกอย่างจากผู้คน. มากมายเมื่อท่านพูดว่าเหล่าผู้คนซึ่งมาก่อนท่าน, ท่านไม่ได้หมายถึงผู้คนทั่วไป. ท่านหมายถึงผู้พยากรณ์ทั้งหลายของอดีต. ไม่ใช่, เขาไม่ได้หมายถึงนั่น, เหกล่าผู้ซึ่งมาก่อนท่านที่ต่างเป็นผู้สิ้นหวังทั้งหมด  ไม่, ท่านได้พูดว่า, ท่านยกย่องพวกเขาด้วยเหมือนกัน. เขาได้พูดว่า, พวกเขาได้ปล้น. พระเจ้าของฉัน, พวกเขาได้ปล้นจิตใจของคุณ. เพราะว่าคุณไม่สามารถที่จะมองเห็นถึงชั่วขณะปัจจุบัน. พวกคุณไม่สามารถที่จะมองเห็น. (Now, you, you’re holding on to the past. All those who keep, they have stolen your mind. They have stolen your intellectual. He didn’t mean this. Those who came before him stole everything from people. Many when he says those who came before me, he didn’t mean some ordinary people. He meant the prophets of the past. Not, he didn’t mean that, those who came before him were all hopeless people. No, he said, he honored them at the same. He said, they have robbed. My God, they have robbed your mind. Because you are unable to see the present moment. You are unable to see.)

          พระเจ้าที่นี่และตอนนี้. และฉันอยู่ที่นี่เพื่อเตือนจำพวกคุณ. พระเจ้าอยู่ที่นี่และในตอนนี้. จงเปิดตาของคุณ. ตื่นขึ้น. นี่คือข่าวสารว่าพระเจ้าได้ประทานให้ในเวลานี้. เป้าหมายของท่านคือการให้ผู้คนเข้าไปข้างใน. แต่นั่นคือทำไมอาณาจักรของพระเจ้านั้นได้อยู่ภายในคุณ. จงเข้าไปไปข้างใน. ผู้คนถามท่านว่าจะสวดภาวนาอย่างไร. จงหลับตาของคุณลงและเข้าไปลึกข้างใน. นี้คืออย่างไรที่จะสวดภาวนาให้สงบนิ่ง. จงนิ่ง. รู้, ถึงที่คุณเป็น. นั่นคือฉัน.   (God here and now. And I’m here to remind you. God is here and now. Open your eyes. Wake up. This is the message that Jesus gave at this time. His aim was to make people go in. But that’s why his kingdom of God is within you. Go inside. People ask him how to pray. Closed his eyes and went deep in. This is how to pray be still. Be still. Know, you are. That I am.)

          https://youtu.be/4M9RgAh_JWg?si=KrAnv73b8A1Oj3hi

คุรุเทพ - ทำไม จีซัส ให้อภัยผู้ที่ตรึงกางเขนเขา?

คุรุเทพ - ทำไม จีซัส ให้อภัยผู้ที่ตรึงกางเขนเขา?

Why Did Jesus Forgive Those Who Crucified Him? | QnA Mallorca, Spain 2022 | Gurudev

          https://youtu.be/yE7dCsdUhwg?si=wGkzv5Ylrp5NywMG

(Intro)

เรื่องราวการตรึงกางเขนของจีซัส (The Story of Jesus’s Crucification)

          เมื่อจีซัสได้ถูกนำไปยังตะแลงแกรงเพื่อตรึงกางเขน มีผู้คนจำนวนน้อยผู้ที่ได้ช่วยเหลือสนับสนุนท่าน. มีผู้คนจำนวนน้อยมากผู้ที่ได้ยืนอยู่ข้างเขา. แต่ผู้อื่นๆทั้งหมดได้คิดว่าท่านคืออาชญากร. คนทั่วไปจำนวนมากในตอนนั้น, นอกจาก 12 สาณุศิษย์และผู้คนยากจน, พวกเขาได้แน่ใจอย่างเหลือเกินว่าท่านเป็นอาชญากร. ท่านได้ทำการดูหมิ่นศาสนา.  (When Jesus was taken to gallows for crucifixion there are few people who supported. There were very few people who stood by his side. But others all thought he is a criminal. Many mainstream people those days, except the 12 apostles and the poor people, they were so sure he’s a criminal. He has done blasphemy.)

          ผู้คนเชื่อมั่น. ถ้าส่วนใหญ่ของผู้คนได้ยืนหยัดต่อต้านการตรึงการเขนนั้น, มันก็จะเป็นอะไรที่แตกต่างออกไป. ถนนทั้งหมดก็จะมีผู้คนออกมาและพูดว่า, “เฮ้, ไม่, หยุดเลย!” นี่ไม่ใช่อะไรที่จีซัสได้เป็นไปเพื่ออะไร. แต่ตรรกะนั้นได้เป็นว่า, มันได้ชักจูงทำให้ประชาชนเชื่อเช่นนั้น, นอกจากผู้คนเล็กน้อยที่ใกล้ชิดท่าน, ผู้รู้จักเขา. นอกจากผู้คนเหล่านั้นแล้ว, ทุกคนอื่นได้ถูกชักจูงและพวกเขารู้แต่เพียงว่า, เย้, ท่านสมควรได้รับมันเช่นนั้น. (People believed it. If a large section of people stood against crucifixion, it would have been different. The whole street would have come and said, “Hey, no, stop!” This is not what Jesus is for. But the logic was such, it convinced the population, except very few people who were very close to him, who knew him. Except those people, everyone else was convinced and they know, yeah, he deserves it.)

          ถึงขนาดนั้น กระทั่งปอนิอุส ปิลาตผู้สำเร็จราชการยูดายของโรม ก็ได้ล้างมือของตนออกมา. เพราะว่าในฐานะผู้มีอำนาจดุจกษัตริย์เขาก็รู้, เขาได้เห็นการเรียกร้องจากผู้คนส่วนใหญ่ที่ต้องการจะให้ตรึงการเชนท่าน. ดังนั้น, เขาจึงได้พูดว่า, “ข้าล้างมือไม่เกี่ยวข้องด้วย, ข้ารู้ว่าเขาบริสุทธิ์.” แต่ทั้งหมดของผู้คนเหล่านี้คิดว่าเขาไม่ได้บริสุทธิ์. พวกเขาทั้งหมดคิดว่า ท่านเป็นเป็นอาชญากรเลวร้าย เพราะว่าท่านได้หมิ่นพระเจ้า ว่าท่านได้ดูหมิ่นต่อศาสนา. และดังนั้นเอง, ท่านจึงได้ถูกตรึงกางเขน.   (To the extent that even Porus (Pilate)1 washed his hands off. Because as a king he knew, but he saw the demand from the majority of people to crucify him. So, he said, ‘I wash my hands off. I know he was innocent.’ But all these people think he’s not innocent. They all think that he is the worst criminal because he offended God that he’s blasphemous. And so he was crucified.)

          1 https://en.wikipedia.org/wiki/Pontius_Pilate

          มันไม่ใช่เป็นเสียงน้อยที่คิดว่าท่านเลว แต่เป็นเสียงส่วนใหญ่จำนวนมากของพวกเขา. ที่คิดว่าท่านดูหมิ่นศาสนา; ท่านควรจะต้องไม่มีสิทธิที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป. และเช่นนั้นเอง, แค่จินตนาการว่านั่นเป็นความคิดเชิงลยมากขนาดไหน ที่มันได้สร้างขึ้นมาในทั้งหมดของกรุงเยรูซาเลม. เมื่อทั้งปวงของเยรูซาเลม กำลังเผชิญกับกระแสงเชิงลบอันมากมายของทามัส, แค่ผู้คนจำนวนน้อยผู้ซึ่งได้เป็นที่ใกล้ชิดของท่านเท่านั้น. เสียงของพวกเขาไม่มีวันสามารถถูกได้ยินได้, มันได้ถูกกดข่มไว้และพวกเขาก็ต้องเป็นผู้ดูเงียบๆอยู่วงนอก. และบางรายกระทั่งวิ่งหนีออกมา, จากไปกับสิ่งนั้น. ไปจากพายุใหญ่ของความติดเชิงลบที่ไล่ตามมา.  (It was not a small minority who thought he was bad but the majority of them. Thought he was blasphemous; he should not have the right to live. And so, just imagine how much negativity it would’ve created in the whole of Jerusalem. When the whole Jerusalem is reeling with so much Tamas2 negativity, just a few people who were his very close ones. Their voice could never be heard. It was all suppressed and they had to be silent spectators. And some even ran away, went away with that. Went away with the big storm of negativity that came along.)

          2 ทามัส (Tamas) คือหนึ่งในสามคุณลักษณะพื้นฐาน (กุณะ) ตามปรัชญาสังขยาและโยคะของฮินดู แปลว่า "ความมืด" หมายถึงความเฉื่อยชา ความเกียจคร้าน ความไม่รู้ และความมืดบอดภายในจิตใจ โดยทั่วไปถือเป็นลักษณะนิสัยที่ต่ำที่สุดในสามประการ (คู่กับราชัสและสัตตวะ) 

การใช้/คุณลักษณะของทามัส

  • ความเฉื่อยชา: การไม่อยากขยับเขยื้อน ความรู้สึกหดหู่
  • ความโง่เขลา: ความไม่รู้จริง ความหลงผิด
  • ความไม่กระตือรือร้น: การผลัดวันประกันพรุ่ง การขาดความมุ่งมั่น
  • ความมืดบอด: การจมอยู่กับความมึนงง ความสับสน 

คำพ้องความหมาย/แนวคิดที่เกี่ยวข้อง

  • ความมืด (Darkness/Dark)
  • แรงเฉื่อย (Inertia)
  • ความเฉื่อยชา (Sloth/Laziness)
  • ความไม่รู้ (Ignorance/Avidya)
  • ความหลง (Delusion) 

 

ทั้งหมดอยู่ที่ปัญญา. อย่างไรที่ปัญญารับรู้/หยั่งรู้. เมื่อเวลาผ่านไปมากมายหลายปีในภายหลังแล้วผู้คนถึงได้ตระหนักรู้ว่าอะไรที่พวกเขาได้เข้าไปสู่เมฆหมอกเชิงลบนั้น. เมื่อถึงเวลานี้มันก็ได้สายเกินไปและเช่นนั้นเองจีซัสก็ได้ถูกตรึงกางเขน. เมื่อท่านได้ถูกตรึงกางเขนนั่นคือทำไมที่ท่านพูดว่า, “พวกเขาไม่รู้อพะไรที่พวกเขากำลังทำอยู่ซ ให้อภัยพวกเขาสำหรับในอะไรที่พวกเขากำลังทำ.” ทำไมรึ? ท่านได้รู้ถึงมันว่าเป็นเมฆหมอกเชิงลบว่านั่นได้มายึดครองครอบคลุม มันเหมือนเช่นจิตวิทยาชุมนุมมวลชน. และจิตวิทยาชุมนุมมวลชนนั้นได้เข้าไปสู่ในหัวของคุณ. และเช่นนั้น, ท่านจึงพูดว่า พวกเขาไม่รู้, พวกเขาเป็นคนดี.  (It is all in the intellect. How the intellect perceives. It was much later after so many years then people could realize what they were into was a negative cloud. By the time it was too late and so Jesus was crucified. When he was crucified that’s why he says, ‘They don’t know what they’re doing. Forgive them for what they’re doing.’ Why? He knew it was a negative cloud that has overtaken it’s like mob psychology. And the mob psychology gets into your head. And so, he says, they don’t know, they’re nice people.)

พวกเขาไม่รู้ฝยอะไรที่พวกเขาได้เข้าไปสู่. มันแค่นำเอาพวกเขาเข้าไปสู่เมฆหมอกเชิงลบเช่นนั้น. “ให้อภัยพวกเขาเถิด เพราะพวกเขาไม่รู้ในอะไรที่พวกเขากำลังทำ,” และแล้วท่านก็พูดอีกว่า, “โอ, พระบิดา! พระดเข้า, พระองค์ทอดทิ้งข้าแล้วหรือ?” นั่นคือเมื่อท่านได้พูดว่า, “เอาละ, ข้ามทำไปเพื่อสัตตวาเท่านั้น.” ความบริสุทธิ์แห่งจิตสำนึก, ทำไมมันจึงไม่ลุกยืนขึ้นมา? ทำไมความเป็นเชิงลบจึงได้เข้ามายึดครอง? ท่านพูดว่า, “พระบิดาของข้า! ท่านละทิ้งข้าแล้วหกรือ?” นั่นไม่ใช่เครื่องหมายคำถาม. ในภายหลังต่อมา, โลกได้ชื่นชมต่อผู้คนที่รู่ว่าความสัจจริงนั้นคืออะไร.     (They don’t know what they got into. It just took them into such a negative cloud. ‘Forgive them for they don’t know what they’re doing and then he said, ‘O my father!’ ‘God, have you forsaken me?’ That is when he said, ‘Well, I am only for Sattva3.’ The purity of consciousness, why is it not standing up? Why did negativity take over? He said, ‘My farther! Have you forsaken me?’ That was a question mark. Later on, the world appreciates people know what is truth?)

3 Sattva (สัตตวะ) คือหนึ่งใน 3 คุณลักษณะหลัก (Gunas) ของธรรมชาติในปรัชญาสังขยาและโยคะของอินเดีย หมายถึงความบริสุทธิ์ ความดีงาม ความสว่าง ความสมดุล และความสงบสุข เป็นสภาวะที่จิตใจมีความชัดเจน สติปัญญาดี และเบาสบาย ช่วยนำไปสู่ความรู้แจ้งและการตระหนักรู้ในตนเอง 

รายละเอียดที่สำคัญของ Sattva:

  • ความหมายและคำพ้อง (Synonyms): ความดีงาม (Goodness), ความบริสุทธิ์ (Purity), ความสมดุล (Balance), ความสว่าง (Light), ความจริง (Truth), ความเงียบสงบ (Serenity)
  • ลักษณะเด่น: การมีจิตใจที่สงบ, สมาธิแน่วแน่, มีเมตตา, มีเหตุผล, มีความสุขง่าย และมีความสมดุลในชีวิต
  • ตัวอย่างการนำไปใช้ (Usage Examples):
    • อาหารสัตตวะ (Sattvic Diet): อาหารสดใหม่, ผัก, ผลไม้, ธัญพืช, นม, เนย, น้ำผึ้ง ที่ส่งเสริมสุขภาพและจิตใจที่สงบ
    • การปฏิบัติตน: การนั่งสมาธิ (Meditation), การฝึกโยคะ (Sattva yoga), การหายใจปราณายามะ (Pranayama), การอ่านคำสอนศักดิ์สิทธิ์
    • สิ่งแวดล้อม: การสร้างบรรยากาศที่เงียบสงบ, สะอาด, และเป็นระเบียบเรียบร้อย

อะไรที่ไม่ใช่ความสัจจริงรึ? เหล่าผู้คนที่กล่าวหาท่านในภายหลัง, สามารถตระหนักได้ว่าสิ่งทั้งหลายเหล่านี้บังเกิดขึ้นได้ในโลกเป็นส่างธรรมดา นั่นคือทำไมที่ฉันจะพูดว่า, “อย่าทำตัวเป็นผู้พิพากษาตัดสิน. อย่าตัดสินใดจนกว่าคุณจะรู้ จนกว่าคุณจะได้เข้าไปลงลึกในเรื่องใดก็ตาม. ฉันไม่ได้กำลังบอกว่าคุณไม่ควรเอามาสาใจ. รับเอามันมา, แต่อย่าตัดสินมัน, และแล้วเอามันมาใส่ในหัวของคุณและม้วนวนอยู่กับมัน.”   (What is not truth? Those who accused him later on, could realize these things happen in the world that’s why I would say, ‘Never be judgmental. Don’t judge unless and until you know you go deep into that any subject. I’m not saying you shouldn’t take it. Take it, but don’t judge it. and then put it in your head and reel in it.)

การรับรู้/หยั่งรู้ของคุณในวันนี้เป็นอันหนึ่ง, และพรุ่งนี้ มันอาจเป็นอะไรที่แตกต่างไป ผมจะไม่เคยนำมาลงความเห็น. จนกว่าฉันจะได้ยินทั้งสองด้านของเรื่องราวนั้น. บางครั้งสามีมาและบอกกับฉันบางอย่าง และแล้วต่อมาเล็กน้อย, ภรรยาของเขาก็มาและบอกฉันบางอย่าง. เช่นเดียวกัน, แม่ยายก็มาและเล่าเรื่องราวหนึ่ง, ภายหลังลูกสะใภ้ก็มาและเล่าเรื่องราวอีกอันอย่างหนึ่ง.   (Your perception today is one, and tomorrow it may be different I never come to a conclusion. Unless I hear both sides of the story. Sometimes husband comes and tells me something and then a little later, the wife comes and tells me something. Similar, mother-in-law comes and tells a story, later, daughter in law comes and tells another story.)

ฉันไม่เคยสรุปในเรื่องใด, ฉันแค่ฟังต่อทุกสิ่ง. ฉันแค่ฟังทุกอย่างและแล้วฉันก็เอามาตัดสินใจของฉันเองว่าเป็นอะไรที่ฉันคิดว่าเราทั้งหมดต้องทำ. อย่าเป็นที่หุนหันพลันแล่น, รวดเร็วในการทำตัดสินพิพากษาทั้งหลาย, การตัดสินใจทั้งหลายบนคุณค่าที่ผิวหน้าของสิ่งใด. จงลงไปให้ลึกกับมันและแล้ว, คุณรู้, จงมีเมตตากรุณาในหัวใจของคุณ. ถ้าเราไม่ได้มีความเมตตากรุณา, เราก็ไม่ได้เป็นมนุษย์. คุณจะพูดว่าอะไรล่ะ? มันไม่ใช่รึ? ถ้าเราไม่ได้มีความเมตตากรุณา เราก็ไม่ใช่มนุษย์.  (I never conclude anything, I just listen to everything. I just listen to everything and then I take my own decision that is what I think is we all have to do. Don’t be impulsive, quick in taking judgements, decisions on the face value of anything. Go deep into it and then, you know, have compassion in your heart. If we don’t have compassion, we’re not human beings. What do you say? Isn’t it? I f we don’t have compassion we’re not human beings.)

(Rajas, Tamas & Sattva)

พลังงานที่เรากำลังรู้สึกอยู่ในตอนนี้ คือสัตตวะพลังงาน, สัตตวา. สัตตวา หมายถึงนำมาซึ่งแสงสว่าง, นำมาซึ่งปีติเบิกบานใจ, นำมาซึ่งความสุขที่ยกจิตวิญญาณขึ้น. นั้นคือสัตตวาพลังงาน.   (The energy that we are feeling now is Sattvic energy, Sattva. Sattva means, that brings light, that brings joy, that brings happiness that uplifts the spirit. That is Sattva energy.)

ราชาสพลังงาน คือความปั่นป่วนก่อกวน. ความปั่นป่วนมากเกินไป, ความกระวนกระวาย และแล้วก็เป็นกระแสพุ่งขึ้นอย่างฉับพลันและก็ตกลงอย่างทันที. คุณจะพบมันมรในวงดนตรีร็อคทั้งหลาย, คอนเสิร์ตใหญ่ๆบังเกิดขึ้น และผู้คนไม่ได้สงบหลังจากนั้น, พวกเขารู้สึกพุ่งพล่านใจ, มันนำมาซึ่งบางความสุขด้วยเช่นกัน. มันเป็นผสมกัน. ในคอนเสิร์ตดนตรีร็อค, แค่, ผู้คนมีความสุขและแล้วก็พุ่งพล่าน. ไม่สงบนิ่ง.  (Rajas4 energy is agitation. Too much agitation, restlessness and then sudden hype and sudden down. This is rajasic energy. You’ll find it in rock bands, a big concert happens and people are not calm after that, they feel jittery. It brings some happiness also. It’s a mix. In rock concerts, just, people are happy and then are jittery. Not settled.)

4 Rajas energy (ราชาส กุณะ) คือหนึ่งในสามคุณลักษณะ (Gunas) หลักตามปรัชญาโยคะและอายุรเวท หมายถึงพลังงานแห่งการเคลื่อนไหว (Movement) ความกระตือรือร้น ความปรารถนา และการเปลี่ยนแปลง เป็นพลังที่ขับเคลื่อนให้เกิดกิจกรรมทั้งทางร่างกายและจิตใจ ความทะเยอทะยาน การสร้างสรรค์ และความสำเร็จตามเป้าหมาย 

ตัวอย่างการใช้งาน/ลักษณะของ Rajas Energy:

  • การทำงานและการสร้างสรรค์: พลังที่ทำให้เกิดไฟในการทำงาน มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
  • ความกระตือรือร้น: พลังที่ขับเคลื่อนให้เราลุกขึ้นมาทำกิจกรรมในตอนเช้า หรือการมี Passion
  • การเคลื่อนไหว: การออกกำลังกาย การเดินทาง หรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์
  • การตัดสินใจ: ความต้องการที่จะทำบางสิ่งให้สำเร็จตามเป้าหมาย 

คำพ้องความหมาย (Synonyms) ของ Rajas Energy:

  • Activity: ความคล่องแคล่ว กิจกรรม
  • Movement: การเคลื่อนไหว
  • Passion: ความหลงใหล ความปรารถนา
  • Restlessness: ความกระวนกระวาย ความไม่หยุดนิ่ง
  • Dynamism: พลังพลวัต
  • Desire: ความทะเยอทะยาน ความปรารถนา

ทีนี่, ที่ในสัตสังเมื่อเราร้องเพลงก็มีพลังงาน, พลวัต, และมีความสงบ, สงบสันติ. นั้นคือสัตตวาพลังงาน. ดังนั้น, สัตตวาพลังงานก็เป็นสิ่งดีด้วยเช่นกัน. แต่ทามัสพลังงานเป็นความเกลียดชัง เมื่อผู้คนได้เข้ามาอยู่ร่วมกัน และพวกเขากล่าวโทษซึ่งกันและกัน. พวกเขาทุบดีกันอยู่เสมอ. พวกเขาหยิบเอาเรื่องเล็กๆน้อยๆทั้งหมดขึ้นมาและหงุดหงิดกระวนกระวายอะไรไปเช่นนั้น. นี้ถูกเรียกว่าทามัสพลังงาน. มันได้เป็นแต่ความทำลายล้างเท่านั้น. พวกเขาแค่ต้องการมำลาย. ไม่สนใจว่าบางอย่างใช้การได้/มีประโยชน์หรือไม่, เป้าหมายของพวกเขามีเพียงที่จะทำลายล้างเท่านั้น. นี้คือทาม้สพลังงาน.)  (Here, in Satsang when we sing there is energy, dynamism, and there’s calmness, serenity. That is Sattva energy. So, Sattva energy is also good. But Tamas energy is hatred when people get together and they blame each other. They always pound on. They pick on all little things and get so agitated and sort of. This is called Tamas energy. It has only destruction. They just want to destroy. Doesn’t matter if something works or not, their only goal is to destroy. This is Tamas energy.)

พวกคุณจะพบว่าทั้งหมด 3 สิ่งนี้ในโลก. ความโน้มเอียงไปในการทำลายล้างนี้ไม่สามารถปฏิรูปสิ่งใดขึ้นมาได้. และแล้วก็มีราชาสพลังงานที่เป็นพลวัต/เคลื่อนไหว, ไม่ต้องสงสัยเลย, แต่ไม่อยู่นิ่งและวุ่นวาย. มันเป็นคู่กันกับความโกรธและความอาจหาญ. และสัตวาพลังงานก็มักจะนำมาเสมอซึ่งความกระตือรือร้นอันรื่นรมย์, ความท้าทาย. ฉันจะรับเอาความท้าทายนั้น. โอเค, ฉันจะทำมัน! รับเอาความท้าทายสำหรับสิ่งใหญ่โตทั้งหลายและมักจะเป็นที่คาดหวังได้เสมอ. นี้คือสัตตวาพลังงาน.  (You’ll find all 3 things in the world. The destructive tendency cannot reform anything. And then there is Rajas energy which is dynamism, no doubt, but restlessness. It is coupled with anger and so valor. And Sattva energy always brings joy enthusiasm, challenge. I’ll take the challenge. Okay, I’ll do it! Taking challenge for big things and always being hopeful. This is Sattva energy.)

ดังนั้น, พลังงานทั้งสามเป็นส่วนหนึ่งในหน้าที่ประโยชน์ทั้งหลายในแวดวงทุกด้านแห่งชีวิตนี้. ชีวิตมนุษย์คือการที่จะเติบโตจากทามัสไปสู่ราชาส, ไปสู่สัตตวา. มากขึ้นและมากขึ้นในสัตตวา, มีมากขึ้นได้บังเกิดในโลก. จุดหมายหลักของศิลปะในการดำรงชีวิต, คือการสร้างสรรค์สัตตวาให้มากยิ่งขึ้น. โยคะ, ปฏิบัติสมาธิ คือทั้งหมดของเครื่องมือที่จะสร้างสรรค์สัตตวะพลังงาน.  (So, the three energies take part in the functions in all spheres of life. Human life is to grow from tamasic to rajasic, to sattvic.  More and more Sattva, there is more happiness in the world. The main goal of Art of Living, is to create more Sattva. Yoga, meditation are all the tools to create sattvic energy.)

แต่ทั้ง 3 ได้ดำรงอยู่ในโลก, คุณไม่สามารถกำจัดพวกเขารายใดให้หมดสิ้นไปได้. พวกเขาต้องมีอยู่, แต่เราควรที่จะมองสัตตวาให้เป็นความโดดเด่นเป็นผู้นำ. มันเป็นเหมือนกันในชีวิตของคุณสำหรับในบางครั้งที่เราได้, คุณรู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน, คุณไม่ต้องกาจะทำอะไรสักิย่าง. และคุณรู้สึกเป็นลบเล็กน้อย. แค่รู้ว่า, นั่นเป็นเวลาสำหรับพลังงานเป็นเชิงลบทั้งหมด. ตอนนี้มันเป็นทามัสพลังงานกำลังบังเกิดขึ้น. คุณควรจะหยุดการยึดติดตนเองอยู่กับทามัสพลังงาน. โอ้, ฉันเบื่อเหลือเกิน, ฉันเป็นนี่, ฉันเป็นนั่น. เห็นมั้ย? อย่ายึดติดอยู่กับตัวคุณเอง. แค่มองเห็นว่า, นี้เป็นเมฆหมอกที่มืดซึ่งกำลังเข้ามาหา, มันกำลังที่จะจากไป.  (But all 3 exist in the world, you can’t totally eliminate any one of them. They do exist, but we should see that Sattva dominates. It’s the same in your life for sometimes we get, you feel so dull, you don’t want to do anything. And you feel a little negative. Just know, oh now, is time for all the negative energy. Now it is tamasic energy happening. You should stop identifying yourself with tamasic energy. Oh, I am so dull, I am this, I am that. See, don’t attach yourself. Just see, this is a dark cloud that is coming in, it’s going to go away.)

เช่นเดียวกัน, เมื่อราชาสพลังงานมา, คุณสังเกตเห็นมัน. นี้คือราชาสพลังงาน. มันขึ้นอยู่กับอาหาร, และการสมาคมและผู้คน. ข้อมูลข่าวสารที่เราเข้าไป. คุณจำเป็นต้องที่จะมองเข้าไปในในมันจริงๆ. ความคิดเชิงลบ - คุณต้องลุกขึ้นออกมาจากมัน.   (Similarly, when rajasic energy comes, you notice it. This is rajasic energy. It depends on the food, and the company and the people. The information we get in. You need to really look into it. Negativity – you’ve to rise from that.)

พุทธิปัญญา/ความรู้แจ้งนั้นน่าเบื่อหรือไม่?  (Is Enlightenment Boring?)

          ความรู้แจ้งนั้นน่าเบื่อไหม?   (Is enlightenment boring?)

คุรุเทพ(Gurudev):        ฉันดูท่าทางน่าเบื่อไหม? ถ้ามันกำลังน่าเบื่อและไม่มีเสน่ห์. ฉันก็จะไม่ไปหามัน.  (Do I look bored? If it’s boring and not charming, I would not go for it.)

จะหยุดเป็นคนอิจฉาและริษยาได้อย่างไร (How Can One Stop Being Jealous and Envious)

          ฉันจะหยุดการเป็นคนช่างอิจฉาและริษยาเหลือเกินได้อย่างไร? (How can I stop being so jealous and envious?)

คุรุเทพ(Gurudev):        จงจำไว้ว่าคุณกำลังจะตาย. และบุคคลที่คุณริษยานั้น, ก็กำลังจะตาย. บางทีกระทั้งก่อนคุณ. ดังนั้น, ทุกอย่างต่างต้องจบสิ้นลงที่นี่, ดังนั้นความอิจฉาจะมีอยู่ไปได้อย่างไร?  (Remember you’re going to die. And the person whom you’re envious of, is going to die. May be even before you. So, everything is going to finish here, then how jealousy stay?)

ความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติสมาธิกับการสะกดจิต (Difference Between Meditation & Hypnosis)

          คุรุเทพที่เคารพ, อะไรคือความแตกต่างระหว่างการปฏิบัติสมาธิ และที่เราเรียกกันว่า การสะกดจิต? การปฏิบัติสมาธิเป็นสิ่งตรงข้ามกับการสะกดจิตหรือ?   (Dear Gurudev, what is the difference between meditation and so-called hypnosis? Meditation is the opposite of hypnosis.)

คุรุเทพ(Gurudev):        การปฏิบัติสมาธิให้พลังตนเองแก่คุณ. มันทำให้คุณรวมศูนย์. การสะกดจิตเป็น, มันทำให้คุณเหนื่อย, มันทำให้คุณบริโภคออกซิเจนมากขึ้น. บางทีอาจจะดีเท่าๆกับการบำบัดรักษาแต่ก็ไม่ดี. คุณไม่อยู่ในการควบคุมตนเอง. (Meditation gives you self-power. It makes you centered. Hypnosis is, it makes you tired, it makes you consume more oxygen. May be good as therapy but not good. You’re not in control of yourself.)

ปลดการปิดกั้นหัวใจ (Unblocking The Heart)

          คุรุเทพที่เคารพ, ฉันรู้สึกเหมือนว่าหัวใจของฉันถูกปิดกั้นไว้...(Dear Gurudev, I feel like my heart is blocked…)

คุรุเทพ(Gurudev):        ไม่, ไม่, ไม่, อย่ากังวลไป...คุณได้มาถูกสถานที่แล้ว. เรามีหี่เปิดทั้งหลายอยู่หลายรูปแบบทั้งหมดที่นี่. คุณไม่สามารถถูกปิดไปได้อีรก. เมื่อคุณมายังที่นี่, มันจะถูกเปิด.   (No, no, no, don’t worry…you’ve come to the right place. We have all types of openers here. You cannot go closed. When you’re here, it will be opened.)

การเอาชนะบาดแผลทางใจในวัยเด็ก  (Overcoming Childhood Traumas)

          ฉันจะสามารถเอาชนะบาดแผลทางใจในวัยเด็กได้อย่างไร?  (How can I get over my childhood traumas?)

คุรุเทพ(Gurudev):        จำไว้ว่าชีวิตของเราเป็นเหมือนแม่น้ำ, ทุกนาทีมีน้ำใหม่ๆลงมาในมัน. เราต้องตัดขาดจากความทรงจำทั้งหลายเหล่านั้น, สลัดความทรงจำทั้งหลายนั้นออกไป. มองมันเป็นดุจฝันร้าย, มันได้บังเกิดแล้ว, จบสิ้นไปแล้ว. ในตอนนี้, คุณสดใหม่, คุณมีชีวิตชีวา. นี้เป็นอะไรที่เราจำเป็นต้องการที่จะเพ่งสนใจอยู่กับมัน. ความทรงจำทั้งหลายกำลังเลือนจากไป. พวกมันไม่ได้ถูกแกะสลักไว้กับก้อนหิน. ดังนั้น, จิตสำนึกของเรานั้นสดใหม่และมีชีวิตชีวา. เราต้องจดจำถึงรูปลักษณ์ของจิตสำนึกเรา. ความหวาดกลัวในการทำผิดพลาดเป็นสิ่งกีดขวางการทำความตัดสินใจของตน.  (Remember our life is like a river. Every minute there is new water in it. We’ve to shun the memories, shake the memories off. See it as a bad dream, it has happened, finished. Right now, you are new, you’re fresh, you’re alive. This is what we need to focus on. Memories are fleeting. They’re not etched in stone. So, our consciousness is fresh and alive. We must recognize that aspect of our consciousness. The fear of making mistakes hampers my decision making.)

การเอาชนะความกลัวของการทำผิดพลาด (Overcoming The Fear Of Making Mistake)

มองดูจากวัยเด็กของคุณสิ, คุณไม่เคยทำอะไรผิดพลาดเลยหรือ? มากมายเท่าไหร่ที่คุณได้ทำ? กี่ครั้งที่คุณหกคะเมนและร่วงลงไป! ถ้าคุณในตอนนี้นั่งแล้วก็คิดเสียใจอยู่แล้วพูดว่า, “โอ้, ฉันได้คลานลงไป, แล้วฉันก็ได้ยืนขึ้นมาและฉเนก็ร่วงลงไปอีกลันก็ร่วงลงไปอีก! มันมีประโยชน์ใดหรือ? ไม่เลย! ดังนั้น, ทุกสิ่งผิดพลาดที่คุณได้ทำ ก็ได้ทำให้คุณเข้มแข็งและเติบโตขึ้นด้วยเช่นกัน และแล้วคุณก็ได้ออกไปจากสิ่งนั้น. เพียงมองย้อนกลับไป 20 ปี, คุณได้ทำการตัดสินใจทั้งหลายผิดพลาด. ไม่ใช่หรอกหรือ? มากมายกี่ครั้งที่คุณได้ตัดสินใจทั้งหลายผิดเมื่อมองย้อนกลับไป 20 ปี?   (See from your childhood, haven’t you done mistakes? How many you’ve made? How many times you stumbled and fell down! If you now sit and regret, ‘Oh! I was crawling, and I stood up and I fell down and I fell down!” Is it of any use? No! So, every mistake, every wrong thing you’ve done also made you strong and you grew up and then you went out of that. Just look back 20 years ago, you took some wrong decisions. Haven’t you? How many of you have taken some wrong decision 20 years back?)

          แต่คุณได้ย้ายออกมาจากมัน. มันทั้งหมดได้จากไปแล้ว, ไม่ใช่รึ? และมันได้ช่วยเหลือคุณที่จะเติบโตขึ้นในบางหนทาง. คุณได้ข่ายชดใช้บางหนี้กรรมไปแล้วจากนั่น. บางครั้งเราต้องจ่ายชดใช้กรรม. และมันได้กดบีบให้คุณทำสิ่งต่างๆเช่นนั้น. มันบังคับคุณที่ต้องทำ. กรรมของคุณผลักดันคุณให้ทำสิ่งทั้งหลายที่ผิดๆบางอย่าง. แต่ภายหลังจากนั้นสิ่งทั้งหลายได้เปลี่ยนแปลง. ฉันได้บอกคุณแล้วนะ? ครั้งหนึ่งฉันได้ขโมยชาถุงหนึ่ง.  (But you have moved out of it. It’s all gone, isn’t it? And it has helped you to grow in some way. You’ve repaid some karma from that. Sometime we have to repay the karma. And it presses you do things like that. It forces you to do. Your karma compels you to do some wrong actions. But afterwards things change. Did I tell you? Once I stole a teabag!)

ครั้งหนึ่งในช่วงย้อนกลับไป 20 ปี, ฉันได้ไปที่อาฟริกาใต้. แล้ว, ฉันอยู่ที่เดอร์บัน. ตามปกติ, ฉันก็เข้าไปในห้องของฉัน. ฉันออกมาจากห้องของตัวเอง. ฉันไม่ได้เข้าไปในห้องของบางคน. วันนั้น, ฉันวุ่นวาย. ฉันต้องการจะเข้าไปในห้องนั่น. ผู้คนที่เดินทางมากับฉัน, ห้องของพวกเขา, ฉันเดินเข้าไปในห้องแค่รู้สึกเบื่อหน่ายกระวนกระวายนิดหน่อย. ฉันได้เดินเข้าไปในห้องนั่นและบนโต๊ะตรงนั้น, มีถุงของขวัญอันหนึ่ง. ฉันมารู้ว่าอะไรอยู่ในนั้น. ฉันหมายความว่าในบางหนทางฉันรู้เองว่ามีชาบางอันอยู่. ถุงชาแบบพิเศษเก็ยไว้ตรวนั้น. ฉันถามว่าอันนี้เป็นของใครรึ? เขาบอกว่า, เราก็ไม่รู้! ฉันมองดูที่มันและฉันเอานั่นมาและฉันได้บอกกับบุคคลอื่นบางคนให้เอามันใส่ลงไปในกระเป๋าของฉัน. ในกระเป๋าเสื้อผ้า. พวกเขาประหลาดใจ.  (Some 20 years back, I was in South Africa. So, I was in Durban. Usually, I go into my room. I go out of my room. I don’t go into somebody’s room. That day, I was very restless. I wanted to go to that room. The people who are traveling with me, their room, I walked into the room just a little restless. I went into that room and on the table there, there was a gift bag. I didn’t know what was in it. I mean in some way I knew it was some tea. Some special tea bag kept there. I asked him who does this belong to? He said, we don’t know! I looked at it and I took that and I told some other person to put it in my bag. In my suitcase. He was so surprised.)

อันดับแรก, ฉันไม่ดื่มชา. ฉันไม่เคยดื่มชา. เขาประหลาดใจ. เมื่อคุรุทพได้ถาม, ว่าอันนี้ของใคร, เขาได้ตอบว่ามันไม่ใช่ของเรา, และยังคงเป็นคุรุเทพที่เอามันไป. ฉันรู้สึกสงบนิ่งมากเมื่อฉันเอาถุงชานั้นมาใส่ในกระเป๋าของฉัน. ความเยื่อหน่ายกระวนกระวายของฉันได้จากไป. คุณรู้มั้ย, ผู้คนรู้สึกว่ามันแปลกมาก. แต่มันกลายเป็นว่าเป็นสุภาพบุรุษท่านหนึ่ง, จากโจฮันเนสเบิร์ก, เขาได้มาที่สนามบิน. สุภาพบุรุษอาวุโสนี้. เขาเป็นผู้อายุได้ 80 ปี. เขามาและพูดว่า, ผมส่งชามาให้ท่านถุงหนึ่ง. ท่านได้รับมันไหม? ฉันมองที่ผู้คนซึ่งกำลังช่วยฉันอยู่และฉันบอกว่า, ได้แล้ว! ดังนั้น, กรรมก็เป็นเช่นนั้น. บางครั้งคุณพยายามหาเหตุผลมาสนับสนุนการกระทำทั้งหลายของคุณ. หลายครั้งมันรก้ไม่ได้ผล.  (First of all. I don’t drink tea. I never drink tea. He was surprised. When Gurudev asked, whose is this, he said it is not ours, and still Gurudev took it away. I felt very calm once I took that tea bag into my bag. My restlessness was gone. You know, people felt it was very strange. But it turned out to be one gentleman, from Johannesburg, he came to the airport. This elderly gentleman. He was an 80-year-old person. He comes and says, I sent you a teabag. Did get it? I looked at the people who were assisting and I said yes! So, the karma is such. Sometimes you rationalize your actions. It is many times futile.)

 https://youtu.be/yE7dCsdUhwg?si=QjY8GyUZMCrW2Wnn