โรเจอร์ เพนโรส และสจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์ - จิตสำนึกของคุณถูกสร้างขึ้นจาก ผืนพรมถักทอของ อวกาศเวลา
Your Consciousness Is Built From the Fabric of
Spacetime (Stuart Hameroff and Roger Penrose)
https://youtu.be/wOBd8pG5_BY?si=gH5wQCw5Q3aAhLCD
* Consciousness คือ ความมีสติ การรู้ตัว หรือจิตสำนึก ซึ่งหมายถึงสภาวะที่มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตมีความตระหนักรู้ต่อตนเอง
รับรู้ถึงการมีอยู่ของตัวเอง และสามารถรับรู้ สัมผัส
หรือตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้ในขณะที่ตื่นอยู่
ในทางวิชาการและการศึกษา
ความหมายของ Consciousness
ถูกแบ่งออกเป็นหลายมุมมองหลัก ๆ ดังนี้ครับ:
1. มุมมองทางวิทยาศาสตร์และแพทย์ (Medical
& Neuroscience)
ในทางการแพทย์ Consciousness
หรือ ระดับความรู้สึกตัว (Level of Consciousness:
LOC) จะเน้นไปที่การทำงานของสมอง โดยแบ่งออกเป็น 2 องค์ประกอบหลัก:
- Arousal
(การตื่นตัว): สภาวะทางกายภาพที่ตาเปิดและตื่นอยู่
ควบคุมโดยระบบประสาทในก้านสมอง
- Awareness
(ความตระหนักรู้): ความสามารถของสมองในการประมวลผลข้อมูล
คิด เข้าใจความหมาย และรับรู้สิ่งรอบตัว
2. มุมมองทางจิตวิทยา (Psychology)
Sigmund
Freud
นักจิตวิเคราะห์ชื่อดัง
ได้แบ่งระดับจิตใจของมนุษย์ที่เกี่ยวข้องกับความตระหนักรู้ไว้เป็น 3 ระดับ:
- Conscious
(จิตสำนึก): สิ่งที่เรากำลังคิด
รู้ตัว และเผชิญอยู่ในปัจจุบันทันด่วน
- Subconscious
/ Preconscious (จิตกึ่งสำนึก):
ข้อมูลหรือความทรงจำที่ไม่ได้นึกถึงในตอนนี้
แต่สามารถดึงกลับมาใช้ได้อย่างง่ายดายเมื่อต้องการ
- Unconscious
(จิตไร้สำนึก): แรงขับ
ความปรารถนา หรือความทรงจำที่ถูกฝังลึกอยู่ในใจโดยที่เราไม่รู้ตัว
แต่อิทธิพลต่อพฤติกรรม
3. มุมมองทางปรัชญา (Philosophy)
นักปรัชญามักตั้งคำถามว่า "ทำไมการประมวลผลของสมองถึงทำให้เกิดประสบการณ์ความรู้สึกภายในได้?" (เช่น ทำไมเราถึงรู้สึกเจ็บ หรือรู้สึกถึงสีแดงในใจ
ไม่ใช่แค่สมองประมวลผลสัญญาณดิจิทัลเหมือนคอมพิวเตอร์) ซึ่งปัญหานี้เรียกว่า Hard
Problem of Consciousness และยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติ
**
ในทางพุทธศาสนา Consciousness นี้คือ วิญญาณขันธ์
ในขันธ์ ๕ ที่ อันได้แก่
ขันธ์
5 คือ องค์ประกอบ 5
อย่างที่รวมกันเป็นชีวิต หรือ "กายกับใจ"
ตามหลักพระพุทธศาสนา
คำว่า "ขันธ์" หมายถึง กอง
หมวด หรือพวก เมื่อรวมกับ 5 จึงแบ่งชีวิตออกเป็น 5 ส่วน
ดังนี้:
- รูปขันธ์(form/matter): ส่วนที่เป็นร่างกายและวัตถุทั้งหมด รวมถึงธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) และประสาทสัมผัส
- เวทนาขันธ์(feeling): ความรู้สึกว่าเป็นสุข เป็นทุกข์ หรือเฉยๆ (ไม่สุขไม่ทุกข์)
ที่เกิดขึ้นทางกายและใจ
- สัญญาขันธ์(perception,
recognition): ความจำได้หมายรู้ จำลักษณะหรือสิ่งต่างๆ
ที่มากระทบผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ
- สังขารขันธ์(mental
formation): สภาพที่ปรุงแต่งจิตใจ ทำให้เกิดความคิด
ความดี ความชั่ว หรือเจตนาต่างๆ ในจิต
- วิญญาณขันธ์(consciousness): ความรู้สึกตัว รับรู้อารมณ์หรือสิ่งเร้าผ่านทางทวารทั้ง 6 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
โรเจอร์ เพนโรส ได้สร้างรากฐานกรอบการทำงานคณิตศาสตร์ไว้.
สจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์ ได้ค้นพบโครงสร้างในสมอง. พวกเขาได้ร่วมกันเสนอ พวกเขาได้เสนอทฤษฎีควอนตัมเกี่ยวกับจิตสำนึก
ที่มีความละเอียดและสมบูรณ์ที่สุดในวงการวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย. (Roger
Penrose1 built the mathematical framework. Stuart
Hameroff2 found the structure in the brain. Together
they proposed the most detailed quantum theory of consciousness in contemporary
science.).
1 เซอร์
โรเจอร์ เพนโรส (Sir Roger Penrose)
คือนักคณิตศาสตร์, นักฟิสิกส์ทฤษฎี
และศาสตราจารย์ชาวอังกฤษ ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ในปี ค.ศ. 2020
ผลงานและเรื่องสำคัญเกี่ยวกับเขา
- รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์
(2020): ได้รับรางวัลจากการใช้การคำนวณทางคณิตศาสตร์พิสูจน์ว่า
การเกิดหลุมดำเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ อัลเบิร์ต
ไอน์สไตน์
- ร่วมงานกับสตีเฟน
ฮอว์กิง: ร่วมกันพัฒนาทฤษฎีบทภาวะเอกฐาน (Penrose–Hawking
singularity theorems) เพื่ออธิบายจุดกำเนิดของเอกภพและใจกลางหลุมดำ
- เรขาคณิตและรูปทรง:
เป็นผู้คิดค้นลวดลายเรขาคณิตที่ไม่เป็นระเบียบแบบมีคาบ (Penrose
tiling) และออกแบบรูปทรงที่เป็นไปไม่ได้ (Impossible
objects) ซึ่งสร้างแรงบันดาลใจให้ศิลปินชื่อดังอย่าง เอ็ม. ซี.
เอสเชอร์ (M. C. Escher)
- ทฤษฎีจิตสำนึก:
ร่วมมือกับสจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์ (Stuart Hameroff) เสนอแนวคิดว่าจิตสำนึกของมนุษย์อาจเกิดขึ้นจากกระบวนการควอนตัมภายในเซลล์สมอง
(Orchestrated Objective Reduction - Orch-OR)
2 Stuart
Hameroff (สจวร์ต ฮาเมอร์อฟฟ์)
คือแพทย์และศาสตราจารย์ชาวอเมริกัน ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา
และการศึกษาเรื่องจิตสำนึก (Consciousness) จากมหาวิทยาลัยแอริโซนา
(University of Arizona) [1, 2]
ข้อมูลสำคัญและผลงานเด่น
- ผู้ร่วมพัฒนาทฤษฎี
Quantum
Consciousness: เขาเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางจากการร่วมมือกับ
Sir Roger Penrose นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล
ในการพัฒนาทฤษฎี Orch-OR (Orchestrated Objective Reduction) ซึ่งเสนอว่าจิตสำนึกของมนุษย์เกิดจากการประมวลผลแบบควอนตัม
ภายในโครงสร้างเซลล์ที่เรียกว่า ไมโครทูบูล (Microtubules)
- ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาจิตสำนึก:
ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ Center for Consciousness Studies ที่ The University of Arizona
- บทบาททางวิชาการ:
เป็นผู้ร่วมก่อตั้งการประชุมระดับนานาชาติ The Science of
Consciousness ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการแลกเปลี่ยนงานวิจัยเกี่ยวกับกลไกของจิตสำนึกและสมอง
และฮาเมอรอฟฟ์ได้ต่อยอดทฤษฎีนั่นไปสู่ข้อสรุปที่เพื่อมร่วมสาขาไม่ได้เตรียมตัวที่จะตามติดเขาไปด้วย,
ที่ว่า ความตายในกรอบแนวคิดของทฤษฎี Orch-OR ไม่ได้ทำให้จิตสำนึกสิ้นสุดลง. มันแค่ปล่อยมันไป. ฮาเมอรอฟ
เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณสาขาวิสัญญีวิทยาและจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยอะริโซนา,
และเป็นผู้อำนวยการศูนย์การศึกษาเรื่องจิตสำนึก, หนึ่งในผู้นำหน่วยวิจัยทั้งหลายในด้านการศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ของจิต.
(Center for Consciousness Studies
(And Hameroff followed that theory to a conclusion that most
of his colleagues were not prepared to follow him to, that death in the
framework of Orc-OR does not end consciousness. It releases it. Hameroff is
professor emeritus of anesthesiology and psychology at the University of
Arizona and director of the Center for Consciousness Studies, one of the world
leading research units on the scientific study of Mind.)
เขาใช้เวลาตอนเริ่มแรกของงานอาชีพในการศึกษาถึงบทบยาทของไมโครทูบูลทั้งหลายในการทำงานหน้าที่ของเซลล์
และค่อยๆเชื่อว่า โปรตีนจิ๋วเหล่านี้เป็นโครงสร้างที่มีอยู่ในเซลล์ประสาททั้งหลาย,
ไม่ใช่จุดต่อประสานระหว่างเซลล์ประสาททั้งหลาย, เป็นที่ซึ่งคือพื้นฐานสำคัญสุดทั้งหลายของประสบการณ์การรับรูสำนึกจิตได้บังเกิดขึ้นอย่างแท้จริง. (He
spent his early career studying the role of microtubules3
in
cellular function and gradually to believe that these tiny protein structures
inside neurons, not the synaptic connections between neurons, were where the
most fundamental aspects of conscious experience actually occurred.)
3 ไมโครทิวบูล(Microtubule)
คือโครงสร้างรูปทรงกระบอกกลวงขนาดเล็ก
ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักที่ใหญ่ที่สุดในระบบโครงร่างเซลล์ (Cytoskeleton) ของเซลล์ยูคาริโอต
โครงสร้างของไมโครทิวบูล
- ประกอบขึ้นจากโปรตีนทรงกลมที่ชื่อว่า
ทูบูลิน (Tubulin) ชนิดแอลฟา (Alpha-tubulin)
และเบตา (Beta-tubulin) มารวมกันเป็นหน่วยย่อย
- มีลักษณะเป็นแท่งกลวงแข็ง
มีเส้นผ่านศูนย์กลางภายนอกประมาณ 23–27 นาโนเมตร
- มีความสามารถในการประกอบและสลายตัว
(Dynamic
instability) ได้อย่างรวดเร็วเพื่อปรับเปลี่ยนตามความต้องการของเซลล์
หน้าที่สำคัญ
- คงรูปร่างเซลล์:
ช่วยค้ำจุนโครงสร้างและให้รูปร่างแก่เซลล์
- การลำเลียงสาร:
ทำหน้าที่เป็นเสมือนรางขนส่งออร์แกเนลล์และเวสิเคิลภายในเซลล์
- การแบ่งเซลล์:
เป็นองค์ประกอบของเส้นใยสปินเดิล (Spindle fiber) ที่ช่วยดึงแยกโครโมโซมในขณะเกิดการแบ่งเซลล์
- การเคลื่อนที่:
เป็นโครงสร้างแกนกลางของ ซิเลีย (Cilia) และ แฟลเจลลา (Flagella) รวมถึงเซนทริโอล
(Centriole)
เมื่อเขาได้พบกับข้อโต้ค้าน(ต่อแนวความคิดดั้งเดิม)ของเพนโรส
ที่ว่า จิตสำนึกไม่สามารถประมวลผลได้ และที่ว่า กระบวนการควอนตัมทั้งหลายในสมองอาจจะถูกเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย,
เขาก็ได้ติดต่อไปหาเพนโรสทันที. ผลลัพธ์นั้นก็คือ Orchestrated
Objective Reduction Theory, Orch-OR,
ได้พัฒนาผ่านปี 1990 มา และได้ถูกขัดเกลาปรับปรุงให้ดีขึ้นต่อมาหลายทศวรรษ. (When he encountered Penrose’s
argument that consciousness cannot be computational and that quantum processes
in the brain might be involved, he contacted him. The result was the
Orchestrated Objective Reduction Theory4,
Orch-OR, developed through the 1990s and refined in subsequent decades.)
4 Orchestrated
Objective Reduction (Orch-OR) คือ ทฤษฎีที่เสนอว่าจิตสำนึกของมนุษย์เกิดจากการประมวลผลระดับควอนตัมภายในเซลล์ประสาทสมอง
ทฤษฎีนี้พัฒนาโดย
เซอร์ โรเจอร์ เพนโรส (Roger Penrose) นักฟิสิกส์รางวัลโนเบล และ สจ๊วต ฮาเมอร์อฟฟ์ (Stuart
Hameroff) วิสัญญีแพทย์และนักวิจัยด้านสมอง
โดยผสมผสานระหว่างกลศาสตร์ควอนตัมและประสาทวิทยาศาสตร์
หลักการสำคัญของทฤษฎี
Orch-OR
- ไมโครทูบูล
(Microtubules): ทฤษฎีระบุว่าโครงสร้างโปรตีนขนาดเล็กในเซลล์ประสาทที่เรียกว่าไมโครทูบูล
เป็นจุดเกิดการทำงานแบบควอนตัม (Quantum Processing) แทนที่จะมองสมองเป็นแค่คอมพิวเตอร์ชีวภาพทั่วไป
- การยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น
(Objective
Reduction - OR): เป็นกระบวนการทางฟิสิกส์ที่สถานะควอนตัมหลายๆ
สถานะมารวมกันแล้วยุบตัวลงเหลือสถานะเดียวตามธรรมชาติของแรงโน้มถ่วงควอนตัม
- การจัดระเบียบ
(Orchestrated
- Orch): การทำงานร่วมกันและการจัดเรียงตัวของกระบวนการควอนตัมภายในเซลล์ประสาทสมองหลายเซลล์
จนกลายมาเป็นประสบการณ์หรือ "จิตสำนึก" (Consciousness) ที่เรารับรู้
ทฤษฎีนั้นเราแกะรอยตามลายมือของเพนโรสได้เสนอว่า
จิตสำนึกผุดขึ้นมาจากกระบวนการควอนตัมที่ในไมโครทูบูลทั้งหลายในที่ซึ่งการซ้อนทับเชิงควอนตัมได้คงอยู่ในที่นั้นได้ยาวนานเพียงพอที่จะเกิดกระบวนการที่เพนโรส
เรียกว่าการลดทอนเชิงอัตตวิสัย/การยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่น, การยุบตัวที่ไม่ได้เกิดจากปัจจัยการกระตุ้นด้านสิ่งแวดล้อม,
แต่โดยความโค้งยุบตัวของ อวกาศ-เวลาในตัวมันเอง . แต่ละชั่วขณะของการยุบตัวก็จะสอดคล้องกับชั่วขณะของความตื่นรู้สำนึกของจิต
หรือโอกาสนั้น. (The theory we trace in the Penrose script proposed that
consciousness arise from quantum processes in microtubules in which quantum
superpositions5 are
maintained long enough to undergo what Penrose called objective reduction, a
collapse triggered not by environmental disturbance, but by the curvature of Space-Time
itself. Each moment of collapse corresponds to a moment of conscious awareness
or choice.)
5 Quantum
Superposition (การซ้อนทับเชิงควอนตัม)
คือ หลักการพื้นฐานในกลศาสตร์ควอนตัม ที่ระบุว่าระบบทางควอนตัม (เช่น อนุภาค
หรืออะตอม) สามารถดำรงอยู่ในหลายสถานะพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน
จนกว่าจะมีการตรวจวัดหรือสังเกตการณ์
คุณสามารถศึกษาคำอธิบายเพิ่มเติมจากบทความ
การซ้อนทับควอนตัม ได้เช่นกัน
หลักการสำคัญ
- หลายสถานะพร้อมกัน:
ต่างจากโลกปรกติที่เรามองเห็น ที่สิ่งของต้องอยู่สถานะใดสถานะหนึ่ง เช่น
เหรียญที่ออกหัวหรือก้อยอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ในระดับควอนตัม
อนุภาคจะรวมความน่าจะเป็นของทุกสถานะที่เป็นไปได้เข้าด้วยกัน
- การยุบตัวของคลื่น
(Wavefunction
Collapse): ทันทีที่มีการวัดผล สังเกตการณ์
หรือเกิดการปะทะกับสิ่งแวดล้อม สถานะซ้อนทับทั้งหมดจะ "ยุบตัว"
เหลือเพียงสถานะเดียวที่เกิดขึ้นจริง
- ตัวอย่างแมวของชเรอดิงเงอร์
(Schrödinger's
Cat): การทดลองทางความคิดที่เปรียบเทียบว่า
แมวในกล่องปิดทึบอาจอยู่ในสถานะ "ทั้งเป็นและตาย" พร้อมกัน
จนกว่าเราจะเปิดกล่องดู
การนำไปใช้งาน
- คอมพิวเตอร์ควอนตัม
(Quantum
Computer): ใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า คิวบิต (Qubit)
ซึ่งสามารถอยู่ในสถานะผสมระหว่าง 0 และ 1
ได้พร้อมกัน
ทำให้ประมวลผลข้อมูลแบบคู่ขนานได้เร็วกว่าคอมพิวเตอร์ทั่วไปอย่างมหาศาล
จิตสำนึกในกรอบงานนี้
ไม่ได้ถูกผลิตสร้างขึ้นโดยสมองในหนทางแบบเดียวกับที่โรงงานได้ผลิตสร้างสินค้า.
มันเป็นกระบวนการทางควอนตัมที่ ปฏิสัมพันธ์กับโครงสร้างเรขาคณิตพื้นฐานของมิติอวกาศและเวลา,
สเกลพลังค์, จุดบรรจบกันของกลศาสตร์ควอนตัมและแรงโน้มถ่วง
ซึ่งเป็นระดับทางฟิสิกส์ที่ลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เคยมีการอธิบายไว้ในทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ใดๆ
ปัจจุบัน. สิ่งที่เกิดขึ้นกับตัวคุณ, มีอะไรที่ลึกซึ้งกว่าแค่การส่งกระแสประสาท.
มันคือเรขาคณิตแห่งอวกาศ-เวลาที่ตระหนักรู้ขึ้นมาชั่วขณะสั้นๆหนึ่ง.
นี่ก็เป็นข้ออ้างที่ฟังดูเกินจริงมากแล้ว. (Consciousness in this framework is
not produced by brain the way a factory produces a
product. It is a quantum process that interfaces with the fundamental geometry
of space-time, the Planck scale7, where
quantum mechanics and gravity meet, the deepest physical level currently
described by any scientific theory. Your experience is not simply neurons firing,
it is space-time geometry briefly becoming aware. This is already an
extraordinary claim.)
7 The
Planck scale (สเกลพลังค์)
คือ ขอบเขตขนาดที่เล็กที่สุดในจักรวาล ทั้งในด้านระยะทาง เวลา และพลังงาน ซึ่งกฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์ปัจจุบันอาจใช้ไม่ได้อีกต่อไป
หน่วยพื้นฐานของ
Planck
scale
- ความยาวพลังค์
(Planck
length): ประมาณ 1.6 × 10⁻³⁵ เมตร เป็นระยะทางที่เล็กที่สุดที่มีความหมายในทางฟิสิกส์
และสั้นที่สุดเท่าที่มนุษย์จะสามารถวัดได้ทางกายภาพ
- เวลาพลังค์
(Planck
time): ประมาณ 5.4 × 10⁻⁴⁴ วินาที
เป็นช่วงเวลาที่สั้นที่สุดที่แสงใช้ในการเดินทางผ่านระยะทางความยาวพลังค์
- มวล/พลังงานพลังค์
(Planck
mass/energy): ขอบเขตพลังงานที่สูงและหนาแน่นมากๆ
ซึ่งแรงโน้มถ่วงจะมีอิทธิพลเทียบเท่ากับแรงควอนตัม
ทำไมสเกลนี้จึงสำคัญ?
- ขีดจำกัดของธรรมชาติ:
สเกลพลังค์เปรียบเสมือนพิกัดต่ำสุดหรือ "พิกเซล" ของเอกภพ
ที่เราไม่สามารถย่อส่วนลงไปเล็กกว่านี้ได้อีกแล้ว
- จุดบรรจบของฟิสิกส์:
เป็นจุดที่ทฤษฎีควอนตัม (เรื่องของสิ่งเล็กๆ)
ต้องมารวมเข้ากับทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (เรื่องของแรงโน้มถ่วงและอวกาศ)
เช่นใน ทฤษฎีสตริง
- กฎฟิสิกส์พังทลาย:
ณ สเกลนี้ ความโน้มถ่วงจะรุนแรงมากจนทำให้โครงสร้างของกาลอวกาศ (Spacetime)
บิดเบี้ยวและปั่นป่วนอย่างหนัก จนสมการฟิสิกส์เดิมใช้งานไม่ได้
อะไรที่ฮาเมอรอฟฟ์ได้ทำกับมันในการให้สัมภาษณ์และได้ประกาศแถลงทั้งหลายต่อสาธารณะมากว่าหลายปีแล้วก็คือ
ตามไปกับตรรกะของทฤษฎีนี้ไปถึง นัยของมันในเรื่องความตาย. เขาอธิบายเรื่องนี้ในการให้สัมภาษณ์ทางโทรทัศน์
ด้วยความตรงไปตรงมาตามแบบฉบับของนักวิทยาศาสตร์
ผู้ซึ่งปล่อยให้ข้อโต้แย้งของตัวเองดำเนินไปไกลเกินกว่าจุดที่รู้สึกสบายใจ.
เรามาพูดกันถึงหัวใจที่หยุดเต้นกัน, เลือดที่หยุดไหล, ไมโครทูบูลทั้งหลายสูญเสียสถานะทางควอนตัม.
ข้อมูลควอนตัมภายในไมโครทูบูลจะไม่ถูกทำลาย. (What
Hameroff has done with it in interviews and public statements over the years is
follow the logic of the theory to its implications for death. He describes it
in a television interview with the directness of a scientist who has followed
his own argument further than is comfortable. Let’s say the heart stops beating,
the blood stops flowing, the microtubules lose their quantum state. The quantum
information within the microtubules is not destroyed.)
มันไม่สามารถถูกทำลายได้, และมันเพียงแค่กระจายและสลายหายไปสู่อิทธิพลหรือพื้นที่อันกว้างใหญ่ของจักรวาล.
ถ้าผู้ป่วยได้รับการช่วยชีวิตจนฟื้นคืนชีพขึ้นมา, ข้อมูลควอนตัมนี้ก็สามารถกลับคืนมาเข้าไปสู่ไมโครทูบูลทั้งหลายอีก,
และผู้ป่วยก็จะพูดได้ว่าพวกเขาได้มีประสบการณ์เฉียด-ตายมา.
ถ้าพวกเขาไม่ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกและผูเป่วยตายไป, มันก็สามารถเป็นไปได้ว่าข้อมูลควอนตัมนี้สามารถดำรงอยู่ได้อีกในภายนอกร่างกายของเขา,
บางทีอย่างแน่นอนว่าเป็นเช่น ชีวอัตตา – a Soul. (It
can’t be destroyed, and it just distributes and dissipates to the universe at
large. If the patient is resuscitated and revived, this quantum information can
go back into the microtubules, and the patient says they had a near-death
experience. If they are not revived and the patient dies, it is possible that
this quantum information can exist outside the body, perhaps indefinitely as a
soul8.)
8 A
soul (โซล) แปลว่า วิญญาณ หรือ
จิตวิญญาณ ซึ่งหมายถึงแก่นแท้ด้านในของมนุษย์ที่เชื่อว่าเป็นส่วนที่มีชีวิต
รู้สึกนึกคิด และมีตัวตนอยู่ภายในร่างกาย
ความหมายและการใช้งาน
- ในทางศาสนาและปรัชญา:
หมายถึงส่วนที่เป็นอมตะหรือแก่นแท้ของบุคคล ซึ่งแยกออกจากร่างกายทางกายภาพ
ประโยคนั่น, ได้พูดโดยศาสตราจารย์ด้านวิสัญญีวิทยาที่มหาวิทยาลัยการวิจัยหลัก, ก่อสร้างอยู่บนทฤษฎีที่เขาได้พัฒนาขึ้นกับผู้ได้รับรางวัลโนเบล, เป็นหนึ่งใน หนึ่งในประโยคที่สำคัญที่สุดในการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย ต่อคำถามที่ว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อเราเสียชีวิต. นี่ไม่ใช่คำกล่าวอ้างเชิงลึกลับหรือวิทยานิพนธ์ทางศาสนา. มันคือข้ออ้างทางกายภาพที่มีพื้นฐานมาจากการที่ทฤษฎี Orch-OR ระบุว่าจิตสำนึกเป็นกระบวนการทางควอนตัมในเรขาคณิตของอวกาศ-เวลา. (That sentence, spoken by a professor of anesthesiology at a major research university, building on a theory he developed with a Nobel laureate, is one of the most significant sentences in the contemporary scientific engagement with the question of what happens at death. It is not a mystical claim or a religious assertation. It is a physical claim grounded in Orch-Or’s identification of consciousness with quantum processes in the geometry of space-time.)
ข้อมูลนั้นที่ได้บัญญัติจิตสำนึกของคุณขึ้นมานั้น,
ในกรอบงานนี้, คือรูปแบบในผืนพรมถักทอรากฐานของความเป็นจริงเชิงกายภาพ.
ข้อมูลควอนตัม, เมื่อกายภาพทั้งหลายนั้นได้ถูกสถาปนาขึ้นแล้ว, ก็ไม่สามารถถูกสร้างสรรค์หรือถูกทำลายได้.
ที่ความตาย,โครงสร้างทางชีวภาพที่ได้เพ่งเน้นและจัดรวมข้อมูลนั้นก็ได้ยุบตัวลง.
ข้อมูลนั้นในตัวมันเอง, รูปแบบลวดลายนั้น, โครงสร้างนั้น, โครงสร้างควอนตัมพิเศษจำเพาะที่เป็นประสบการณ์สำนึกของจิตของคุณนั้น,
ก็สลายตัวกระจายกลับเข้าไปสู่สนามอวกาศ-เวลา ที่ซึ่งมันมักจะอุบัติขึ้นอยู่เสมอแต่เดิมของมัน.
ข้อปฏิเสธค้านทั้งหลายในเรื่องการสูญเสียความพัวพันทางควอนตัมที่ถูกประยุกต์ใช้เข้ากับทฤษฎี
Orch-OR
โดยทั่วไปก็ประยุกต์ใช้กับตรงนี้, ด้วยเช่นกัน. (The information that constitutes
your consciousness is, in this framework, a pattern in the fundamental fabric
of physical reality. Quantum information, as the physics has established, cannot
be created or destroyed. At death, the biological substrate that was focusing and
organizing that information collapses. The information itself, the pattern, the
structure, the specific quantum organization that was your conscious
experience, disperses into the space-time field in which it was always
occurring. The decoherence objections that apply to Orch-OR generally apply
here, too.)
สมองนั้นอุ่น,
เปียก, และเสียงดังวุ่นวายเกินไปสำหรับความพัวพันทางควอนตัม ที่จะดื้อดึงอยู่ในไมโครทูบูลทั้งหลายนานพอที่จะทำกระบวนการทั้งหลาย,
นั่นคือที่ฮาเมอรอฟฟ์ได้อธิบายไว้. งานทดลองในเวลาต่อมาเกี่ยวกับผลกระทบทางควอนตัมในระบบชีวภาพ
ได้ช่วยแก้ปัญหานี้ไปแล้วบางส่วน, การค้นพบหลักฐานของความพัวพันทางควอนตัมในการสังเคราะห์แสง
และการนำร่องหาทิศทางของนกทั้งหลายที่อุณหภูมิทางชีวภาพ เหล่านี้ก็เพียงพอที่จะรักษาการโต้วาทีให้มีชีวิตอยู่ได้อีกโดยปราศจากการคลี่คลายปัญหาของมัน. (The brain is too warm, wet, and
noisy for quantum coherence to persist in the microtubules long enough for the
processes Hameroff describes. Subsequent experimental work on quantum effects
in biological systems has partially addressed this, finding evidence of quantum
coherence in photosynthesis and bird navigation at biological temperatures, enough
to keep the debate alive without resolving it.)
ทฤษฎี Orch-OR ยังคงเป็นทฤษฎีทางควอนตัมของจิตสำนึก
ที่ได้รับการถกเถียงและประกวดประชันกันมากที่สุดในสนามสาขาด้านนี้,
อย่างชัดเจนเพราะว่ามันเป็นที่พิเศษจำเพาะเพียงพอที่จะเป็น(แนวคิด)ที่ผิดได้.
ข้อโต้แย้งเรื่องการสูญเสียความพัวพันทางควอนตัมนั้นเป็นเรื่องจริง. เช่นเดียวกับหลักฐานจากการทดลองที่ได้เริ่มต้นท่าจะทำให้มันสลับซับซ้อนขึ้น.
ทฤษฎีรนี้ยังไม่ได้รับการพิสูจน์. แต่มันก็ไม่ได้ถูกปฏิเสธ. (Orch-OR remains the most discussed
and most contested quantum theory of consciousness in the field, precisely
because it is specific enough to be wrong. The decoherence objection is real.
So is the experimental evidence that began to complicate it. The theory has not
been proven. It has not been refused.)
อะไรที่ฮาเมอรอฟฟ์ได้สร้างขึ้น, ด้วยรากฐานทางคณิตศาสตร์ทั้งหลายที่เพนโรส
ได้จัดหาให้, คือกรอบงานหนึ่งที่ปรีชาญาณของจารีพทางศาสนาดั้งเดิมทั้งหลายได้เปลี่ยนแปลงไปสู่รูปทรงทางวิทยาศาสตร์.
ชีวอัตตา- the Soul,
ในกรอบงานนี้, ไม่ใช่เป็นอภิปรัชญาที่แปะเพิ่มลงไปกับจักรวาลเชิงกายภาพ.
มันเป็นรูปแบบลวดลายในเรขาคณิตของอวกาศ-เวลา. โครงสร้างข้อมูลควอนตัมที่มักจะอยู่ในธรรมชาติอันลึกที่สุดของมันเสมอ
ซึ่งถูกก่อสร้างขึ้นจากผืนพรมถักทอแห่งความเป็นจริงในตัวมันเอง. และเพราะว่าข้อมูลควอนตัมนั้นไม่สามารถถูกทำลายได้,
ความตายก็ไม่อาจลบมันทิ้งไปได้. มันกระจายละลายไป. มันคืนกลับไปยังจักรวาล,
จากในที่ซึ่งฮาเมอรอฟฟ์เองได้วางกรอบของมันเอาไว้ ว่าได้ถูกก่อโครงสร้างขึ้นมาตั้งแต่การเริ่มต้นของเวลา. (What Hamerooff has built, with
the mathematical foundations Penrose provided, is a framework in which the
oldest intuition of the religious traditions acquires a scientific form. The
soul, in this framework, is not a metaphysical add-on to a physical universe.
It is a pattern in the geometry of space-time. A quantum information structure that
was always in its deepest nature built from the fabric of reality itself. And
because quantum information cannot be destroyed, death cannot erase it. It
disperses. It returns to the cosmos from which in Hameroff’s own framing it was
constructed since the beginning of time.)
นี้เป็นภาษาของฮาเมอรอฟฟ์เอง
ที่ช่องรายการนี้ไม่ได้ดัดแปลงตีความ. เขาได้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่า
ทฤษฎีของเขามีความคล้ายคลึงกับความเชื่อในศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู
ที่ว่าจิตสำนึกนั้น เป็นส่วนสำคัญที่แยกไม่ออกได้จากจักรวาล. และอย่างจริงแท้,
นั่นมันบางทีคือทั้งหมดที่มี, ตำแหน่งแห่งหนที่คล้ายคลึงกันได้กับอุดมคติทางปรัชญาตะวันตก.
เขาได้เสนอว่า มีประสบการณ์กึ่ง - สำนึกขแองจิต (proto-conscious
experience) เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของความเป็นจริงทางกายภาพที่แสดงเสนอมาตั้งแต่เกิดบิกแบง.
(This language is Hameroff’s, not the channel’s inference. He has
stated explicitly that his theory is similar to the Buddhist and Hindu belief
that consciousness is an integral part of the universe. And indeed, that it
maybe all there is, a position similar to Western philosophical idealism. He
has proposed that proto-conscious experience is a basic property of physical
reality present since the Big Bang.)
เขาได้อธิบายถึงสมองของสำนึกของจิต ว่าเป็นเช่นเครื่องรับสัญญาณและเครื่องขยายสัญญาณสำหรับ
จิตสำนึก-แรกเริ่มที่มีอยู่กับผืนพรมถักทอของอวกาศ-เวลา. ในทั้งหมดของเรื่องนี้,
การบรรจบกันกับจารีตดั้งเดิมนั้นไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุ. สิ่งนี้คือจุดบรรจบที่รายการทั้งหมดในนี้ติดตามรวบรวมมา.
การสืบเสาะทางวิทยาศาสตร์เพื่อค้นหาธรรมชาติที่ลึกซึ้งที่สุดของจิตสำนึก
ดำเนินไปอย่างตรงไปตรงมาจนกระทั่งบรรลุถึงดินแดนที่ประเพณีความเชื่อและภูมิปัญญาโบราณต่าง
ๆ ได้ชี้แนะเอาไว้เสมอมา. รูปแบบลวดลายที่เป็นคุณไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยสมองของคุณ.
แต่มันคือการแสดงออกถึงสิ่งที่เป็นตัวตนของอวกาศ-เวลาในตัวมันเอง. (He
described the brains of conscious beings as receivers and amplifiers for a proto-consciousness
intrinsic to the fabric of space-time. In all of this, the convergence with the
traditions is not accidental. It is the convergence that this entire catalog
has been tracking. The scientific inquiry into the deepest nature of
consciousness followed without evasion arriving at the territory the traditions
have always pointed toward. The pattern that is you was not generated by your
brain. It is an expression of what space-time itself is.)
ในระดับที่มากยิ่งไปกว่าพื้นฐานของอนุภาคใด. และคำถามว่า
อะไรคืออวกาศ-เวลาเป็นที่ระดับพื้นฐานของตัวมันเอง, คือคำถามที่ฟิสิกส์ทั้งหลายไม่ได้ถูกปิดสรุปลง.
และจารีตดั้งเดิมทั้งหลายก็มักจะตอบได้ด้วยคำ ๆเดียวเสมอ. ถ้าเรื่องราวของรายการเปลี่ยนแปลงอย่างไรที่คำพูดทั้งหลายนั้นที่ว่า,
“ฉันกำลังรู้สึกเป็นเช่นรูปแบบลวดลายในเรขาคณิตของจักรวาลในตัวมันเอง.” ก็ขอให้คุณบอกมาในช่องความคิดเห็นที่ข้างล่างนี้.
และถ้าคุณต้องการจะคอยติดตามเส้นใยของควอนตัมไปยังที่ใดก็ตามซึ่งมันนำไปอย่างซื่อตรง,
กดติดตามด้วย. ข้อมูลนั้นจะไม่ถูกทำลาย. มันไม่เคยเป็นเช่นนั้น. (At a level more fundamental than
any particle. And the question of what space-time is at its most fundamental level
is the question that physics has not yet closed. And that the traditions have
always answered with a single word. If this changes how the words “I am feeling
as a pattern in the geometry of universe itself.” Say so
in the comments. And if you want to keep following the quantum thread to
wherever it honestly leads, subscribe. The information is not destroyed. It has
never been.)
https://youtu.be/wOBd8pG5_BY?si=pTe-gS1gCVSsToFY