หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) – ธรรมะง่ายๆสไตล์ฆราวาส (1)

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) – ธรรมะง่ายๆสไตล์ฆราวาส (1)

          https://youtu.be/3wshWwC1ih0?si=Kah510D4EcSWFaxd

          ...ว่าถึงเรื่องสมาธิ สมาธินี้ก็เป็นตัวอย่างของการที่ว่า บางทีเราไปหลงแล้วก็คิดในความหมายแง่ใดแง่หนึ่ง คือสมาธิโดยรูปแบบ กับสมาธิโดยสาระ สมาธิโดยรูปแบบน่ะเราจะไปติดในแง่ เอาไปนั่งอย่างงี้ แล้วก็ไปอยู่ในนี้อย่างงั้น อะไรเนี๊ยะ แล้วก็เป็นสมาธิ แล้วก็เลยเอาสมาธิไปผูกอยู่กับไอ้รูปแบบนั้น ความจริงสมาธิมันเป็นธรรมชาติ มันเป็นสภาวะ มันเป็นคุณสมบัติของจิตใจ เมื่อจิตใจมันอยู่แน่วแน่ มันอยู่กับสิ่งนั้น มันไม่ไปฟุ้งซ่าน มันไม่วอกแว่กอยู่ มันก็เป็นสมาธิ ใช่มั้ย? อะไรทั้งหลายเนี่ยะ สาระตัวสมาธิตัวแท้ คนไปนั่งสมาธิแกอาจจะใจไม่เป็นสมาธิเลย ไม่มีสมาธิเลยก็ได้ ใช่มั้ย? ใจก็ไปนั่งงุ่นง่านงุ่นง่าน คิดอยู่โน่นคิดอยู่นี่คนเดียว แล้วงั้นไม่มีสมาธิเลยไปนั่งสมาธิเฉยๆ

          ฉะนั้น สมาธิเวลาเอากันจริงๆเนี่ยะ มันก็เนื้อหาสาระความจริงก็เป็นธรรมชาติ คือเป็นคุณสมบัติของจิตใจ ที่จิตใจมันสงบแล้วมันอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ อาตมาเลยพูดง่ายๆยังเงี๊ยะ สมาธิก็คือ จิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามที่ต้องการ ตอนแรกจิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการ อ้าว นี่ก็เข้าสมาธิและได้ตามต้องการนี่สมาธิแน่นเลย ใครอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการได้ ก็เก่งแล้ว น่ะ อันนี้สมาธิที่ที่แสดงว่าไปไกลเลยน่ะ คนไปนั่งสมาธินี่มีกี่คนที่จิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามต้องการ แปน่ะ เอารูปแบบ เพราะฉะนั้นนี่แหละที่สำคัญ

          ทีนี้ พอจิตอยู่กับสิ่งที่ต้องการได้ตามที่ต้องการแล้วเนี่ยะ แล้วแต่เราจะไปใข้มันทำอะไร ท่านเรียกว่า เป็นจิตที่เหมาะแก่การใช้งาน เพราะจิตที่สงบ ไม่พุ่งพล่านไม่กระวนกระวาย ไม่พล่อกแพล่ก ไม่วอกแว่กไม่พรุ่งพล่านไม่ เอ่อ เหงา ไม่อะไรเงี๊ย มันก็เป็นจิตที่พร้อม เป็นตื่นตัวมีความหนักแน่นมั่นคง มันจะใช้ทำงานอะไรก็ได้ เพราะฉะนั้นไอ้อย่างนี้ก็คือ ธรรมะที่เป็นของจริงเราจะเรียกว่าธรรมะในชีวิตประจำวันหรืออะไรก็ได้ ซึ่งทุกคนก็มีโอกาส สามารถมีคุณสมบัตินี้ แต่ทำไมต้องมีรูปแบบอย่างนั้น ก็เพราะว่าคนเราเนี่ยะ คุณสมบัติในจิตใจน่ะ ไม่เหมือนกัน การพัฒนาของจิตใจ ของอะไรก็ตาม ปัญญาปัญเญอไม่เท่ากัน ใช่มั้ย? แล้วก็เมื่อจิตไม่พร้อมเนี่ยะ สภาพแวดล้อมต่างๆมันก็มีอิทธิพล ใช่มั้ยล่ะ?

          ฉะนั้น เวลาเราจะฝึก คนเรานี่ก็บอกว่า คุณสมบัติที่ดีมันจะสำเร็จได้ด้วยการฝึก แต่การฝึกบางทีมันต้องอาศัยเทคนิค โดยทั่วไปมันต้องมีเทคนิค แล้วมันมันจะช่วย และสภาพแวดล้อมอย่างหนึ่ง วีการอย่างหนึ่ง จะมาช่วย ก็เลยมีการพัฒนาไอ้รูปแบบวิธีปฏิบัติขึ้นมา เป็นการนั่งสมาธิอะไรต่างๆเหล่านี้ เพื่อจะมาฝึกเท่านั้นเอง พอคนฝึกได้ดีมีสมาธิจริงแล้ว มันไม่ต้องมานั่งอย่างนั้น แล้ว(หัวเราะ) ใช่มั้ยล่ะ? อ่า ก็ อันนั้นนั่ง ก็หมายความว่าอาจจะมีเหตุผลขึ้น มาว่า เอ้อ มัน ไปอยู่ในอิริยาบถอื่น มันก็มีเรื่องเข้ามาเกี่ยวข้องวุ่นวาย มาก แล้วอยากจะพักกลับไปนั่ง อะไรก็แล้วแต่ ตกลงว่านี่คือเป็นตัวอย่างว่า เรื่องสมาธิก็ สาระที่แท้จริงมันอยู่ที่ คุณสมบัติที่เป็นธรรมชาติอยู่ในจิตใจของมนุษย์เอง

          แต่เมื่อเราเข้าใจแยกได้ตัวสาระกับรูปแบบแล้ว เราก็จะเข้าถึงพุทธศาสนาได้ง่ายขึ้น ว่า เรื่องของมนุษย์ก็คือ เราก็ดำเนินชีวิตอยู่ในโลก ที่นี้การดำเนินชีวิตอยู่ในโลก ท่านก็บอกว่า ชีวิตของเราเนี่ยะ ในด้านดำเนินชีวิตมันมี 3 ด้าน 1. ด้านการแสดงออกภายนอก ด้วยกายวาจา โดยสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคมอย่างหนึ่ง กับทางวัตถุอย่างหนึ่ง เนี่ยะ ด้านนี้พัฒนาไปเท่าไหร่ก็ตาม ทำให้มันดีขึ้น ให้มีการพูดได้ผลดีพูดถูกต้องพูดเป็นคำสุจริต เป็นคำสัจจะ เป็นคำสุภาพอ่อนโยน พูดได้ผลอะไรต่างๆ การฝึกนี่ก็เรื่องวาจาสัมพันธ์กับเพื่อนมนุษย์ แล้วก็การฝึกพัฒนาในเรื่องของการใช้กายทำอะไรต่างๆ เช่นบริโภคอาหาร ใช้ปัจจัย 4 ใช้เทคโนโลยี หรือว่าการใช้ตาหูจมูกลิ้นไปสัมพันธ์กับโลกภายนอก การ ดูการฟัง แล้วก็การอยู่ร่วมสังคม การอยู่ในระเบียบกฎเกณฑ์กติกา การอยู่ในวินัย กฎจราจร อะไรก็ตามหรือวินัยของทหารอะไรยังงี้นะ หรือว่าการที่จะทำอาชีพของตนเองให้ถูกต้องสุจริตเกิดผลดี อ่า เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของวิชาชีพนั้นๆ ทั้งหมดเนี่ยะ เป็นเรื่องพฤติกรรม กายวาจาสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทั้งสังคมและทางวัตถุ หมดเนี่ยะแดนเนี๊ยะ เรียกว่าศีล เจริญพร  จะไปอยู่ไหนก็ตาม เพราะฉะนั้นมนุษย์เราก็ต้องยุ่งกับเรื่องศีลตลอดเวลา ถ้าใครไม่ฝึกพฤติกรรมตัวเอง ก็เรียกว่า เราไม่เอากะศีล นะ ทีนี้ถ้าคนต้องการที่จะมีความเจริญงอกงามในด้านพฤติกรรม ในการอยู่ร่วมสังคม ในการปฏิบัติต่อสิ่งทั้งหลาย ให้มันมีผลดีขึ้นกับชีวิต ให้มันเกิดผลดีแก่ผู้ร่วมสังคมอะไรต่ออะไรเนี่ยะ นี้ก็เรียกว่า มีศีล แล้วก็ฝึกกันเรื่อยไป นี่ด้านหนึ่งละ.

          ทีนี้ 2. ก็ด้านลึกเข้าไปก็คือว่า ก่อนที่มาออกเป็นพฤติกรรม การแสดงออกทางกายวาจา ทุกครั้งเลย มนุษย์นี้มีเจตจำนง มีเจตนามีความตั้งใจ มีความจงใจจะคิดจะเอาจะได้ หรือจะทำจะแสดงออกอย่างไร ไอ้นี่แสดงว่า พฤติกรรมที่ออกมาข้างนอกเนี่ยะ มีตัวอยู่เบื้องหลัง ก็คือความตั้งใจ ความจงใจ เจตนา หรือเจตจำนง นะ แสดงว่าด้านจิตใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรม พฤติกรรมนี้ตั้งอยู่บนฐานของจิตใจอีกที แล้วจิตใจจะแสดงออกมาเป็นพฤติกรรม มีเจตนายังไง ขึ้นต่อคุณภาพของจิตใจ และแน่ะ จิตใจมีโลภะมากก็ พฤติกรรมกายวาจาจะไปแบบหนึ่งเลย โลภมากๆ โลภน้อยลงก็พฤติกรรมก็ไปอีกอย่าง มิโทสะมาก ก็พฤติกรรมกายวาจาก็ไปอีกอย่างหนึ่ง โมหะมันก็แสดงออกมาที่พฤติกรรม ก็อยู่ที่ว่าจะมีคุณสมบัติหรือสิ่งที่เป้นโทษไม่ดีมาประกอบกับจิตอย่างไร ดังนั้นถ้าจะให้พฤติกรรมดีมั่นคงเนี่ยะ ต้องพัฒนาจิตใจด้วย แต่ข้อสำคัญในที่สุด สุขทุกข์เนี่ยะ เราก็ไปอยู่ที่ใจอีกเหมือนกัน มันไม่ใช่ไอ้เฉพาะคุณสมบัติ ของพฤติกรรมที่ดีร้ายเท่านั้น ทดเท่านั้นนะ ประณีตความหยาบละเอียด แต่หมายถึงว่าความสุขความทุกข์ด้วย ในที่สุดไปอยู่ที่จิตใจ

          ฉะนั้น เอ่อ เพราะฉะนั้น ด้านจิตใจก็ต้องมีการฝึกเพราะฉะนั้นเราก็ฝึกจิตใจ ในเรื่องคุณธรรมความดีงาม ให้มันมีความโลภความโกรธความหลงน้อยลง ให้ความโกรธโลภะโทสะมีอิทธิพลต่อจิตใจน้อยลง ให้มีคุณสมบัติที่ดี ซึ่งเป็นตรงข้ามกับโลภะโทสะ ให้มีความคิดเผื่อแผ่เสียสละให้มีเมตตากรุณา ให้มีจิตใจมีอุดมคติ น่ะ ให้มีความใฝ่รู้อยากทำสิ่งที่ดีงามอะไรขึ้นมาอีก เอ๊ะ แล้วนอกจากนั้นจิตใจบางทีอ่อนแอว้าเหว่เหงา อะไรต่างๆเหล่านี้อีก เอ้อ ไม่ไม่ได้ก็ต้องพัฒนาจิตใจให้มีสมรรถภาพ มีความเข้มแข็ง มีความเพียรพยายาม ใจสู้ไม่ย่อท้อนะ มีกำลังใจแกล้วกล้า มีสติยับยั้งใจได้ มีสมาธิใจแน่วแน่ สามารถทำใจให้สงบได้ ทำใจให้ผ่องใสไม่ว้าเหว่ ไม่ขุ่นมัวไม่เศร้าหมองไม่เครียด ให้สดชื่นร่าเริงเบิกบาน เอ๊ะ จิตใจเยอะนี่ นี้ก็เป็นแดนใหญ่เลยนะ ลึกลงไปกว่าพฤติกรรม ก็มีด้านจิตใจเรื่องคุณธรรมความดี เรื่องสมรรถภาพ ความเข้มแข็งของจิตใจ เรื่องของความสุขความร่าเริงเบิกบานผ่องใส โอ๊ ตกลงต้องฝึกด้านจิตใจด้วย ด้านจิตใจเนี่ยะ ทั้งหมด ท่านก็สรุปใช้คำตัวแทนตัวเดียวว่า สมาธิ  ใช่มั้ย? เนี่ยะ ที่จริงสมาธิคลุมหมด ไม่ใช่ว่าต้องไปนั่งยังงั้นอย่างเดียว.

          ทีนี้ อ้าว ทีนี้มนุษย์เราไม่ได้อยู่ที่จิตใจกับพฤติกรรม ไอ้จิตใจที่จะแสดงพฤติกรรมออกไป แล้วก็พฤติกรรมจะแสดงออกได้แค่ไหน มันต้องขึ้นต่อความรู้นะ คนเราจะแสดงพฤติกรรมนี่จะเดินไปไหนต้องรู้ แล้วจะทำพฤติกรรมได้แค่ไหน อยนู่ในขอบเขตความรู้ คนที่ความรู้กว้างขวางลึกซึ้ง พฤติกรรมก็ยิ่งซับซ้อนยิ่งทำได้มากขึ้น แล้วก็สามารถทำให้เกิดผลสำเร็จด้วย ถ้าไม่มีปัญญาไม่มีความรู้ ไอ้พฤติกรรมทำไปเปล่าๆเหลว ไม่ได้เรื่อง แล้วไอ้จิตใจก็เหมือนกัน จิตใจไม่มีปัญญานี่มันอึดอัด พอเจออะไรนี่ไม่รู้จะทำยังไง อึดอัด ทุกข์เลย ใช่มั้ย? แต่พอรู้ปั๊บ โล่งเลย เพราะฉะนั้น ปัญญาเนี่ย มันเป็นตัวสำคัญ พฤติกรรมจะไปได้ จิตใจจะโล่งจะโปร่งเป็นอิสระด้วยปัญญา ปัญญาเป็นตัวชี้นำบอกทางให้แสงสว่าง เปิดขยายมิติ น่ะ แล้วก็ทำให้เป็นอิสระ เป็นตัวปลดปล่อย พอปัญญามา นี่รู้ ติดอะไรปั๊บเป็นปัญหา ปัญญามามา หมด โล่ง แล้วปัญญาเป็นตัวสำคัญในที่สุดจะพัฒนาพฤติกรรม จิตใจ ไปได้ ต้องอาศัยปัญญาในที่สุดก็เลยต้องมีอีกแดนหนึ่ง คือแดนปัญญา ความรู้.

แดนปัญญาความรู้ก็ว่ากันไป มีตั้งแต่รู้ข้อมูลธรรมดา ที่สดับตรับฟังจากผู้อื่น รู้เข้ามาทางตาหูจมูกลิ้นรับรู้เข้ามา การรับรู้ของคนก็มีปัญหา และรับรู้อย่างไรไว้ รับรู้ไม่เป็นก็อยู่กับ ชอบใจ ไม่ชอบใจ ใช่มั้ยล่ะ? เราจะเห็นสวยงามก็ชอบใจ เห็นไม่สวยไม่งามไม่ถูกตาไม่ถูกใจ ก็ไม่ชอบใจ น่ะ พอไม่ชอบใจ ต้องอยู่กับมัน เกิดความทุกข์ แล้วคิดทำลาย จิตใจงุ่นง่านพลุ่งพล่านโทสะเกิด พอไปเจอสิ่งที่ถูกตาถูกใจ ชอบ จะเอา แน่ แล้วก็เกิดความสุข พออยู่ด้วยกันไปกับไอ้สิ่งนี้ไม่ได้ เอ้า ทุกข์อีกละ จะไม่ได้หรือว่าหรือมันได้แล้วแต่มันไม่ไม่อยู่ด้วย หรือมันจะสลายไป ทีนี้ไอ้การรับรู้ของมนุษย์เนี่ยะ เป็นช่องทางที่มาของความสุขความทุกข์ของมนุษย์ แหล่งใหญ่เลย ทีนี้ถ้ามนุษย์พัฒนา ขึ้น ก็จะไม่อยู่แค่รับรู้ชอบใจไม่ชอบใจ ก็คือว่า 1. รับรู้ รับความรู้สึก 2. ใช้ตาหูจมูกลิ้นกายรับรู้ แต่รับความรู้ แค่นี้ก็ต่างละ เป็นจุดแยกละ รับความรู้สึกก็ รู้สึกสบาย ชอบใจ รู้สึกไม่สบาย ไม่ชอบใจ สุขทุกข์อยู่กับชอบใจไม่ชอบใจ พอรับความรู้ คราวนี้ไม่เกี่ยว ความรู้สึกไม่เกี่ยว ได้ความรู้ก็แล้วกัน มันจะสบายไม่สบาย ถูกตาไม่ถูกตา ไม่เกี่ยวละ.

เพราะฉะนั้น คนที่เริ่มขยับ จากการใช้ตาหูจมูกลิ้นเพียงรับความรู้สึก มาเป็นรับความรู้เนี่ยะ จะเปลี่ยนมิติของความสุข คือไม่สุขไม่ทุกข์เพราะสิ่งชอบใจไม่ชอบใจ  แต่มองในแง่การรู้ ทั้งสิ่งที่ถูกใจไม่ถูกใจ สุขหมด เพราะว่ามันได้ความรู้ ถ้าใจเราไปอยากได้ความรู้ปั๊บ การได้ความรู้เป็นการสนองความต้องการ และเป็นตัวให้เกิดสุข เพราะฉะนั้นสิ่งที่ชอบใจไม่ชอบใจ ไม่เกี่ยว สิ่งที่ชอบใจก็ให้ความรู้ได้ ก็สุขได้ สิ่งไม่ชอบใจให้ความรู้ฉันได้ ฉันก็สุขได้ ดังนั้นก็สุขได้ทั้งสิ่งที่ชอบใจไม่ชอบใจ อันนี้คือการพัฒนาของมนุษย์ อันนี้ถ้ามนุษย์รับรู้ในแง่เอาความรู้สึกเป็นใหญ่ ความรู้สึกมันก็จะมาเคลือบมาคลุม ให้การรับรู้เนี่ยะ ไม่บริสุทธิ์ เกิดความลำเอียง น่ะ มองตามชอบใจไม่ขอบใจ ก็เกิดอคติ ยังไม่เกิดอคติก็ไม่เห็นตามเป็นจริง เหมือนใส่แว่นสี ใช่มั้ย? เพราะนั้นการรับรู้นี้ ก็จะมีอิทธิพลมาก 1. รับรู้แค่ความรู้สึก ท่านเรียกว่ายินดียินร้าย ก็จะไม่พัฒนา แล้วก็อยู่กับสุขทุกข์จะชอบใจไม่ชอบใจ พอเปลี่ยนเป็นการรับรู้ เป็นการรับความรู้ปั๊บ ก็พ้นจากสุขทุกข์เพราะชอบใจไม่ชอบใจ มาสุขเพราะการได้เรียนรู้ คือสนองความต้องการรู้

และอีกอย่างหนึ่งก็คือ การรับรู้ จะบริสุทธิ์จะตรงความจริงขึ้น ก็มนุษย์จะพัฒนาไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักปรับปรุงไอ้เรื่องการรับรู้ของตัวเอง คือการใช้ตาหูจมูกลิ้น พอปรับปรุงแค่นี้มันก็ดีขึ้นแหละ น่ะ แดนความสุขความทุกข์ก็เปลี่ยนไป แล้วก็แดนปัญญาก็พัฒนา เพราะว่าเราสามารถรับรู้ที่ได้ความรู้ที่ตรง บริสุทธิ์ขึ้น ทีนี้ต่อจากนั้นก็คือ เอาข้อมูลความรู้นี้มาเก็บไว้เป็นความจำ สำหรับสติระลึกขึ้นมา แล้วเอามาใช้งาน เอามาสามารถเอาความรู้ต่างเนี่ยะ มาวิเคราะห์มาสืบค้นสืบสาวหาเหตุปัจจัย เนี่ยะ แล้วก็เอามาปรับใช้กับสถานการณ์ต่างๆในการแก้ปัญหา ในการคิดสร้าง ในการทำการต่างๆได้ อันนี้ก็เป็นเรื่องของแดนปัญญา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ จนกระทั่งว่า รู้เข้าใจชีวิตของตนเอง รู้เข้าใจโลกตามเป็นจริง พอรู้ดเข้าใจอย่างนี้แล้ว เนี่ยะ วางใจได้ถูกต้องต่อสิ่งต่างๆ เพราะว่ามนุษย์นี่เราอยู่ใต้กฎธรรมชาติ ชีวิตของเราก็เป็นไปตามสิ่งทั้งหลาย ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง น่ะ มีความสัมพันธ์กัน.

ทีนี้ มนุษย์ที่ยังไม่ได้ฝึกฝนพัฒนา ไม่อยู่ด้วยปัญญา ก็อยู่ด้วยความอยากที่ท่านเรียกว่าตัณหา มันอยู่ด้วยความอยาก ตัวเองก็อยากให้เป็นอย่างนั้นอยากให้เป็นอย่างนี้ มันเป็นไปตามอยากก็มีความสุข มันไม่เป็นไปตามอยากก็ทุกข์ แต่ว่ามนุษย์จะให้สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามอยากของตนเอง ก็เป็นไปไม่ได้ มันเป็นไปตามอะไร? มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ฉะนั้นในตอนนี้ ที่มันเป็นเรื่องของการที่มนุษย์เนี่ยะ จะเข้าไปขัดแย้งกับความจริงหรือไม่ ถ้าเอาตัณหามาเป็นหลักของจิตใจ มันก็ขัดแย้ง กับความเป็นจริง เพราะตัวอยากให้เป็นยังงี้ แต่ไอ้ความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลาย มันไม่ได้เป็นไปตามความอยากของมนุษย์ สิ่งทั้งหลายมันเป็นไปตามเหตุปัจจัยของมัน ใช่มั้ย? ไประบบความสัมพันธ์ของสิ่งทั้งหลาย ฉะนั้นถ้าอยู่ด้วยตัณหาต้องเกิดขัดแย้งแน่ แล้วก็พอเกิดขัดแย้ง ใครชนะ? ตอบได้เลยว่า ความจริงชนะ ใช่มั้ย? ความเป็นไปตามเหตุปัจจัยชนะ มนุษย์ก็ต้องทุกข์เรื่อย เรื่องนี้พอมนุษย์พัฒนาปัญญา มนุษย์พัฒนาปัญญาก็รู้ตามเป็นจริง ไอ้ปัญญามันรู้ตรงกับเหตุปัจจัยของสิ่งทั้งหลายมันรู้ตรงกับความเป็นไปของธรรมชาติ ฉะนั้นจิตมันก็ปรับตามปัญญา มันก็ไปตามกัน ก็รู้ว่า อ้อ สิ่งทั้งหลายเป็นไปตามเหตุปัจจัยชองมัน มันคงอยู่ไม่ได้ เพราะมีเหตุปัจจัยยังงั้นเกิดขึ้น อ้าว ถ้าเราไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น เราก็ต้องเรียนรู้มัน ศึกษาเหตุปัจจัย แก้ที่เหตุปัจจัย น่ะ เราทำได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ถ้ามันไม่เป็นไปตามที่ใจปรารถนา แสดงว่ามีเหตุปัจจัยที่เราทำไว้ทั่ว หรือเหตุปัจจัยที่อยู่นอกเหนือวิสัยของเรา เราก็รู้ตามเป็นจริง จิตใจของเราก็รู้ความจริงยังงี้ ทุกข์มันก็เบา แล้วก็แก้ไขเหตุการณ์ ทำอะไรก็จะสำเร็จ 1. ทุกข์ก็น้อย 2. ทำการก็สำเร็จ ก็อยู่ด้วยปัญญา.

ทีนี้ คนที่อยู่ด้วยตัณหา อยู่ด้วยความอยาก 1. ก็ไม่สำเร็จ 2. ก็ทุกข์มาก ใช่มั้ย? ฉะนั้น ท่านก็ให้พัฒนาก็คือ ชีวิตเรานี่เองเนี่ยะ ถ้าหากว่าปฏิบัติ ถูกต้อง มันก็คือเป็นธรรมะ เพราะธรรมะก็คือ ความจริงของสิ่งทั้งหลาย เพราะฉะนั้นแล้ว เราก็รู้ เข้าใจความจริงนั้น แล้วเอามาใช้ประโยชน์ปฏิบัติได้  ถูกต้องตามนั้น มันก็เกิดผลดีกับชีวิตของเรา.

...(มีต่อ ตอน (2))...

วันจันทร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

จิตหลงไปในความคิด – คำสอนพระพุทธเจ้า เรื่องความฟุ้งซ่าน

จิตหลงไปในความคิด คำสอนพระพุทธเจ้า  เรื่องความฟุ้งซ่าน

The Mind Lost in Thinking – Buddhism’s Teaching on Restlessness

          https://youtu.be/I9P2K9k9_w4?si=hh27N0p0bj2BaPZq

จิตที่ไม่เคยนั่งนิ่งๆ (A Mind That Never Sits Still)

          จิอต หลงอยู่ในความคิดหลักพุทธศาสนา ต่อเรื่องความวุ่นวาย. มีบางอย่างของเรื่องจิตที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยได้สังเกต. มันคิด - อย่างสม่ำเสมอ. จากชั่วขณะที่คุณได้ตื่นขึ้นมาไปถึงชั่วขณะที่คุณกลับไปนอนหลับ – และบางครั้งผ่านการฝันของคุณ - มันคอยดำเนินอยู่ไป. การกระโดดจากหนึ่งสิ่งไปยังอันถัดไป, วนกลับมา, ข้ามไปข้างหน้า, เล่นซ้ำสิ่งทั้งหลายที่ได้บังเกิดไปแล้ว, ซักซ้อมสิ่งทั้งหลายที่ยังไม่บังเกิด. ทั้งหมดของมันไม่ได้รับเชิญมา. ทั้งหมดของมันเป็นไปอัตโนมัติ.   (The Mind lost in Thinking – Buddhism’s on Restlessness. There is something the mind does that most people never notice. It thinks – constantly. From the moment you wake up to the moment you fall sleep – and sometimes through your dreams – it keeps going. Jumping from one thing to the next, looping back, skipping forward, replaying things that already happened, rehearsing things that haven’t. All of it uninvited. All of it automatic.)

ไม่ใช่ประเภทของความคิดที่คุณเลือก – ไม่ได้นั่งลงกับปัญหา, พลิกดูมันอย่างถี่ถ้วน, งานไปสู่การคลี่คลายแก้ไข. ความคิดแบบนั้นเป็นประเภทที่มีการไต่ตรองมาแล้ว. เป็นประโยชน์. อะไรที่ผมกำลังอธิบายอยู่เป็นบางอย่างอื่น: ความคิดที่ดำเนินไปด้วยตัวมันเอง, นั่นคือคุณไม่เคยได้ถามหา/ร้องขอ, ที่คอยแต่วนเวียนอยู่เรื่อย ๆแม้ว่าเมื่อคุณต้องการให้มันหยุด. กระแสเสียงรบกวนในจิตที่ไม่เคยปิดลงได้อย่างสมบูรณ์สิ้น. คุณได้มีชีวิตอยู่กับเสียงนี้มาแสนนาน ซึ่งคุรกระทั่งไม่ได้ยินมันอีกต่อไปแล้ว. มันเหมือนกับการมีวิตอยู่ช้างถนนไฮเวย์. สักพักหนึ่ง, คุณก็หยุดสังเกตถึงการจราจรพวกนั้น. คุณคิดว่ามันเงียบ. แต่มันไม่ใช่.  (Not the kind of thinking you choose – not sitting down with a problem, turning it over carefully, working toward a solution. That kind of thinking is deliberate. Useful. What I’m describing is something else: thinking that runs on its own, that you never asked for, that keeps churning even when you want it to stop. A stream of mental noise that never fully shuts off. You’ve been living with this noise for so long that you don’t even hear it anymore. It’s like living next to a highway. After a while, you stop noticing the traffic. You think it’s silence. But it’s not.)

ผู้คนส่วนใหญ่ดำเนินชีวิตทั้งปวงของพวกเขาผ่านไปในสภาวะนี้. ไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาไม่สนใจหรือไม่มีความฉลาด, แต่เพราะว่าไม่เคยมีใครได้ชี้มันออกมาให้เห็น. ไม่มีใครได้พูดว่า, “คุณได้สังเกตเห็นไหมว่าจิตของคุณไม่เคยหยุดนิ่งเลยอย่างแท้จริง?” กว่า 2,600 ปีมาแล้ว, ใครบางคนได้สังเกตเห็น. พระพุทธเจ้าเรียกสภาวะนี้ว่า – อุทธัจจะความฟุ้งซ่าน, ความไม่สงบของจิต.  (Most people go through their entire lives in this state. Not because they’re careless or unintelligence, but because no one ever pointed it out. No one ever said: “Have you noticed that your mind never actually stops?” Over 2,600 years ago, someone did notice. The Buddha called this state Uddhacca1 – restless, agitation of mind.)

          1 อุทธัจจะ (Uddhacca) คือ ความฟุ้งซ่าน ความไม่สงบแห่งจิต หรือความกระสับกระส่ายใจ ในทางพุทธศาสนาจัดเป็นหนึ่งใน นิวรณ์ 5 (อุปสรรคของการทำสมาธิ) และเป็นสังโยชน์ 10 (กิเลสที่ผูกมัดจิต) ซึ่งทำให้จิตใจวอกแวก วุ่นวาย และขาดความสงบ เปรียบเสมือนน้ำที่ถูกลมพัดจนเป็นคลื่นทำให้มองเห็นเงาสะท้อนไม่ชัดเจน 

  • ลักษณะ: จิตใจปั่นป่วน วอกแวก หวนคิดถึงสิ่งที่น่าเพลิดเพลิน (กามคุณ) ทำให้ขาดสมาธิ
  • ประเภท: จัดเป็นกิเลสประเภทความโลภ (ราคะ) ชนิดหนึ่งที่ทำให้ใจไม่นิ่ง
  • ผลกระทบ: เป็นอุปสรรคสำคัญในการทำสมถกรรมฐานและวิปัสสนากรรมฐาน
  • การแก้ไข: ใช้วิธีทำสมาธิ ฝึกจิตให้หยุดนิ่ง หรือการเจริญสติเพื่อรู้เท่าทันความฟุ้งซ่าน 

 

พระองค์ได้จัดวางมันอยู่หมู่ของ นิวรณ์ 5 - เครื่องปิดกั้น/บดบังปัญญา, อุปสรรคหลักใหญ่ทั้งหลายที่เป็นเมฆคลุมจิตและปิดกั้นการเห็น. ในพระอนิวรณ สูตร, พระองค์ได้ตรัสสอนว่าเมื่อเครื่องปิดกั้นเหล่านี้ – ความอยากในกามคุณ, ความมุ่งร้าย, ความโง่ทึบ, ความฟุ้งซ่าน, และความสงสัย/ลังเลใจ - ได้มีอยู่. จิตก็ไม่สามารถทำหน้าที่ประโยชน์อย่างดีที่สุดของมันได้. เมื่อพวกมันหายไป, ปัจจัยทั้งหลายของสัมปชัญญะ/การตื่นรู้ก็จะอุบัติขึ้นตามธรรมชาติ.: สติปัญญา, การสืบสวน, พลังงาน, ความปีติ, ความสงบ, ความดื่มด่ำ, และความเยือกเย็น. อุทธัจจะความฟุ้งซ่านในบางทีอาจจะเด่นชัดมากที่สุดในบรรดาเครื่องปิดกั้นทั้ง 5 นั้น, เพราะว่ามันไม่ได้รนู้สึกว่าคือปัญหา.   (He placed it among the Five Hindrances2, the major obstacles that cloud the mind and block clear seeing. In the Anīvaraa Sutta, he taught that when these hindrances – sensual desire, ill will, dullness, restlessness, and doubt – are present. The mind cannot function at its best. When they are absent, the factors of awakening arise naturally: Mindfulness, investigation, energy, rapture, tranquility, immersion, and equanimity. Uddhacca is perhaps the most overlooked of the five, because it doesn’t feel like a problem.)

2 Five Hindrances ในทางพุทธศาสนา แปลว่า "นิวรณ์ 5" หมายถึง กิเลสเครื่องกั้นความดี, สิ่งกีดขวางการทำสมาธิ หรืออุปสรรคทางจิตใจที่ทำให้ใจไม่สงบและบดบังปัญญา ประกอบด้วยกามฉันทะ (ความพอใจ), พยาบาท (ความโกรธ), ถีนมิทธะ (ความง่วง), อุทธัจจกุกกุจจะ (ความฟุ้งซ่าน/กังวล) และวิจิกิจฉา (ความลังเล) 

รายละเอียดนิวรณ์ 5 (Five Hindrances)

1.       กามฉันทะ (Sensual Desire): ความพอใจในกาม ความรักใคร่ ความอยากได้ในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส

2.       พยาบาท (Ill-will): ความอาฆาตมาดร้าย ความโกรธ ความไม่พอใจ

3.       ถีนมิทธะ (Sloth and Torpor): ความเกียจคร้าน ความเฉื่อยชา ความง่วงเหงาหาวนอน

4.       อุทธัจจกุกกุจจะ (Restlessness and Worry): ความฟุ้งซ่านและความร้อนใจ ความกังวล หรือความกระวนกระวายใจ

5.       วิจิกิจฉา (Doubt): ความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลง ไม่แน่ใจในหนทางปฏิบัติ

มันเพียงรู้สึกเหมือนมีชีวิตชีวา. อารมณ์รู้สึกความปรารถนา, ความมุ่งร้าย,. ความสงสัย - เหล่านั้นเสียงดัง. คุณรู้สึกถึงพวกมัน. แต่ความฟุ้งซ่านฟุ้งซ่านไม่สงบใจ? มันเหมือนเสียงหึ่ง ๆของตู้เย็น ที่คุณหยุดการได้ยินมันมานานหลายปีก่อนไปแล้ว. แต่ก็ยังอยู่ที่นั่นเสมอมา, ไม่ได้ถูกสังเกต. และกระนั้นมันก็เป็นเมฆหมอกปกคลุมทุกดสิ่งอยู่ – ความสามารถของคุณที่จะมองเห็นตตัวคุณเอง, ที่จะมองเห็นผู้อื่นทั้งหลาย, ที่จะมองเห็นรสิ่งทั้งหลายว่าพวกมันอยู่ที่นั้นตามเป็นจริง.  (It just feels like being alive. Sensual desire, ill will. Doubt – those are loud. You feel them. But restlessness? It’s the hum of a refrigerator you stopped hearing years ago. Always there, never noticed. And yet it clouds everything – your ability to see yourself, to see others, to see things as they actually are.)

นี่คืออะไรที่เป็นสาระสำคัญทั้งหลาย: ในความเข้าใจของพระพุทธเจ้า, นี่คือค่าเริ่มต้นของจิตที่ยังไม่ได้การฝึกฝน – จิตของอะไรที่พระองค์เรียกว่า ปุถุชน, บุคคลธรรมดา. เกือบทุกคน. ไม่ใช่เป็นการตัดสิน/ตำหนิ. เป็นเช่นคำอธิบาย. น้ำที่ไม่ได้ถูกกรองคือธรรมชาติความพร่ามัว. น้ำคร่ำที่ยังเดิน/แตก. มันเพียงยังไม่ได้ถูกกรอง. ความฟุ้งซ่านที่คุณรู้สึกคือสภาวะ. นิสัย/ความเคยชินที่ดำเนินมายาวนานมาก – นานเหลือเกินที่คุณได้เป็นที่ผิดพลาดซึ่งมันคือธรรมชาติของคุณเอง. การจดจำรับรู้มันได้นั้นคือก้าวขั้นแรก, เพราะคุณไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรที่คุณไม่สามารถมองเห็นได้.  (Here’s what matters: in the Buddha’s understanding, this is the default of an untrained mind – the mind of what he called a puthujjana3, an ordinary person. Almost everyone. Not as a judgment. As a description. Unfiltered water is naturally cloudy. The water isn’t broken. It just hasn’t been filtered yet. The restlessness you feel is a condition. A habit running for a very long time – so long you’ve mistaken it for your own nature. And recognizing that is the first step, because you cannot change what you cannot see.)

3 ปุถุชน (Puthujjana) แปลว่า "คนทั่วไป" หรือ "สามัญชน" ในทางพุทธศาสนา หมายถึงผู้ที่ยังไม่บรรลุเป็นอริยบุคคล (อริยปุคคละ) ยังมีความยึดมั่นถือมั่นในตัวตน มีกิเลสหนาแน่น ยังเวียนว่ายตายเกิดในสังสารวัฏ ไม่เข้าใจอริยสัจ 4 ตามความเป็นจริง หรือยังไม่เห็นธรรมอันวิเศษ 

ลักษณะสำคัญของปุถุชน:

  • ยังยึดมั่นในตัวตน (อัตตา): เชื่อว่ามี "เรา" เป็นเจ้าของร่างกายและความคิด
  • หลงผิด (โมหะ): ยังไม่รู้แจ้งในอริยสัจ 4 (ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค)
  • หวั่นไหวตามอารมณ์: สุขก็หลง ทุกข์ก็เศร้าใจ (ยังเป็นทาสของอารมณ์)
  • ยังไม่ปิดอบายภูมิ: มีโอกาสเกิดในทุคติ (นรก, เปรต, อสุรกาย, สัตว์เดรัจฉาน) หากไม่สร้างกุศล 

ปุถุชนแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก ได้แก่:

1.       อันธปุถุชน (ปุถุชนคนเขลา): ผู้ไม่ได้รับการอบรมทางธรรม เต็มไปด้วยความโลภ โกรธ หลง

2.       กัลยาณปุถุชน (ปุถุชนคนดี): ผู้ได้รับการอบรมทางธรรม มีศีลธรรม หวังความเจริญทางจิตวิญญาณ แม้ยังไม่เป็นอริยบุคคล 

ตรงข้ามกับ อริยบุคคล (ผู้ประเสริฐ) ได้แก่ โสดาบัน, สกทาคามี, อนาคามี และพระอรหันต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ดับกิเลสได้บางส่วนหรือทั้งหมดแล้ว 

ข้างในจิตที่ฟุ้งซ่าน (Inside The Restless Mind)

          ดังนั้น, จิตไม่ได้หยุดนิ่ง. แต่ทำไม? อะไรที่แน่ชัดกำลังดำเนินไปอยู่ในที่นั้น? พระพุทธเจ้าไม่ได้แค่สังเกตถึงความฟุ้งซ่าน. พระองค์ได้ทำแผนผัง/แผนที่การทำงานข้างในของมันไว้อย่างแม่นยำที่ยังคงยึดถือกันมาจนถึงทุกวันนี้. และมันเริ่มต้นด้วยคำบาลีที่, ครั้งหนึ่งเมื่อคุณได้เข้าใจมัน, คุณจะมองเห็นในทุกที่, ปาปัญจะ.   (So, the Mind doesn’t stop. But why? What exactly is going on in there? The Buddha didn’t just observe the restlessness. He mapped its inner working with a precision that still holds up today. And it starts with a Pali word that, once you understand it, you’ll see everywhere: Papañca4.

4 ปาปัญจะ (Papañca) ในทางพุทธศาสนา แปลว่า ความฟุ้งซ่าน, การปรุงแต่ง, หรือการขยายความ หมายถึง การที่จิตสร้างความคิดที่ไร้ขอบเขต การปรุงแต่งฟุ้งซ่าน หรือการแพร่กระจายเชิงแนวคิด ซึ่งมักบดบังความจริงของสถานการณ์นั้นๆ ทำให้จิตใจไม่สงบและยึดติด 

ความหมายเพิ่มเติมของปาปัญจะ (Papañca):

  • ความขยายความทางความคิด: การคิดปรุงแต่งไปต่างๆ นานา
  • แนวโน้มฟุ้งซ่าน: ความปรุงแต่งที่ทำให้จิตใจขยายออกไปไม่รู้จบ
  • สิ่งบดบังความจริง: การสร้างแนวคิดหรือภาพพจน์จนมองไม่เห็นความจริงตรงหน้า 

Wikipedia

โดยสรุป ปาปัญจะ คือกิเลสประเภทหนึ่งที่ทำให้จิตใจปรุงแต่งฟุ้งซ่านไปตามตัณหา มานะ และทิฏฐิ จนทำให้เกิดความยึดติดและไม่เห็นแจ้งในความจริง

 

          ปาปัญจามักจะถูกแปลว่าเป็นเช่น “การแพร่กระจายเชิงแนวคิด.” แต่อะไรที่อธิบายตามความเป็นจริงคือมันเป็นที่ยุ่งเหยิงเละเทะวุ่นวายยิ่งไปกว่านั้น. มันคือความอดไม่ได้ของจิตที่มักรับเอาประสบการณ์เล็กๆชั่วขณะหนึ่งมา และหมุนปั่นมันเข้าไปในโลกทั้งปวงของเรื่องราวทั้งหลาย, พินิจพิจารณามัน, และมีปฏิกิริยาทั้งหลายเชิงอารมณ์รู้สึกกับมัน – ทั้งหมดมีศูนย์กลางอยู่รายรอบ “ตัวฉัน.”   (Papañca is usually translated as “mental proliferation.” But what it actually describes is messier than that. It’s the mind’s compulsion to take one tiny moment of experience and spin it into an entire world of stories, judgments, and emotional reactions – all centered around “me.”)

          ใน มธูปิณฑิกสูตร สูตร, พระมหากัจจายนะได้วางผังห่วงโซ่ไว้อย่างกระจ่างชัดอย่างน่าสนใจยิ่ง. อวัยวะรู้สึกของกายเพื่อพบ/ประชุมกับวัตถุ. จิตสำนึกก็ผุดอุบัติขึ้น. ทั้งสามเหล่านี้มาด้วยกันเมื่อเกิดการสัมผัส/ผัสสะ. จากสัมผัส/ผัสสะ, ดเวทนา/อารมณ์รู้สึกก็อุบัติขึ้น – ชอบ, ไม่ชอบ, หรือกลางๆ/เฉยๆ. อะไรที่คุณรู้สึก/เวทนา, คุณรับรู้/สัญญา - จำได้หกมายรู้. อะไรที่คุณรัยบรู้, คุณก็คิดเกี่ยวกับมัน. อะไรที่คุณคิดเกี่ยวกับมัน, คุณก็ปรุงแต่ง/ขายงอกออกไป. และอะไรที่คุณปรุงแต่งก็กลายเป็นแหล่งกำเนิดจากที่ซึ่ง - ดังที่พระสูตรได้กล่าวเอาไว้ –“ความพิจารณาวินิจฉัยทั้งหลายที่ถูกขับเคลื่อนไปโดย การรับรู้ทั้งหลายที่ถูกปรุงแต่ง รุมล้อมบุคคลหนึ่ง(เป็นตัวตน - ผู้แปล).”  (In the Madhupiṇḍika Sutta5, the Venerable Mahā Kaccāna6 laid out the chain with remarkable clarity. A sense organ meets an object. Consciousness arises. These three come together as contact. From contact, a feeling arises – pleasant, unpleasant, or neutral. What you feel, you perceive. What you perceive, you think about. What you think about, you proliferate. And what you proliferate becomes the source from which – as the sutta puts it – “judgments driven by proliferating perceptions beset a person.”

          5 Madhupiṇḍika Sutta (มธูปิณฑิกสูตร) หรือ "พระสูตรว่าด้วยก้อนน้ำผึ้ง" เป็นพระสูตรลำดับที่ 18 ในคัมภีร์ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ ที่อธิบายถึงกลไกการทำงานของจิตที่นำไปสู่ความขัดแย้งและการปรุงแต่ง 

ใจความสำคัญ

พระสูตรนี้เน้นเรื่อง "ปปัญจสัญญา" (Mental Proliferation) หรือการที่จิตปรุงแต่งสัญญา (ความจำได้หมายรู้) จนกลายเป็นความคิดฟุ้งซ่านที่กลับมาครอบงำตัวเราเอง โดยมีประเด็นหลักดังนี้: 

  • ที่มาของชื่อ: ท่านพระอานนท์เปรียบพระธรรมบทนี้ว่าเหมือน "ก้อนน้ำผึ้ง" (Madhupiṇḍika) ที่ไม่ว่าจะชิมจากมุมไหนก็มีรสหวานอร่อย ให้ความอิ่มเอิบใจแก่ผู้พิจารณา
  • จุดเริ่มต้น: พระพุทธเจ้าทรงตอบคำถามของท้าวดัณฑปาณีเกี่ยวกับหลักธรรมของพระองค์ว่า พระองค์สอนธรรมที่ทำให้บุคคลไม่ทะเลาะวิวาทกับใครในโลก และไม่มีสัญญาใดๆ มารบกวนจิตใจได้
  • กระบวนการปรุงแต่ง: พระมหากัจจายนะได้ขยายความคำสอนสั้นๆ ของพระพุทธเจ้า โดยอธิบายวงจรการรับรู้ว่า:
    • จักษุ + รูป = จักษุวิญญาณ (การเห็น)
    • การประจวบกันของ 3 อย่างนี้คือ ผัสสะ (การกระทบ)
    • เมื่อมีผัสสะ จึงมี เวทนา (ความรู้สึก)
    • เสวยเวทนาอย่างไร ก็ สัญญา (จำได้หมายรู้) อย่างนั้น
    • จำอย่างไร ก็ วิตก (ตริตรอง) อย่างนั้น
    • ตริตรองอย่างไร ก็ ปปัญจสัญญา (ปรุงแต่งฟุ้งซ่าน) อย่างนั้น 

ทำไมถึงสำคัญ?

พระสูตรนี้ถือเป็นคัมภีร์สำคัญในการทำความเข้าใจ จิตวิทยาเชิงพุทธ เพราะชี้ให้เห็นว่า "รากเหง้าของปัญหาและการทะเลาะวิวาท" ไม่ได้มาจากภายนอกเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจาก "กลไกการปรุงแต่งของจิต" ที่ทำให้เราติดกับดักความคิดของตัวเอง

          6 Venerable Mahā Kaccāna แปลว่า พระมหากัจจายนะเถระ หรือ พระมหากัจจายนะ เป็นหนึ่งใน พระอสีติมหาสาวก (สาวกองค์สำคัญ 80 องค์) ของพระพุทธเจ้า ได้รับยกย่องว่าเป็นเอตทัคคะในทางผู้อธิบายความย่อให้พิสดาร โดยชื่อคำว่า "Mahā" แปลว่า ยิ่งใหญ่/มหา และ "Kaccāna" (กัจจายนะ) เป็นชื่อเฉพาะ 

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับพระมหากัจจายนะ:

  • ฉายา/ชื่ออื่น: มหากัจจายนเถระ, กัจจานะ
  • ความสามารถ: ท่านมีความสามารถเป็นเลิศในการขยายความพระสูตรคำสอนที่สั้นหรือย่อ ให้เข้าใจง่ายและละเอียดขึ้น
  • สถานที่เกิด: เมืองอุชเชนี
  • ความสำคัญ: เป็นผู้ได้รับยกย่องจากพระพุทธเจ้าให้เป็นยอดของภิกษุผู้จำแนกธรรม

คำนั้นที่ว่า ห้อมล้อมสาระสำคัญทั้งหลาย. มันชักนำสัมผัสรู้สึกไปได้ว่า บุคคลนั้นได้ถูกท่าวมท้นและล้นมือจนรับไม่ไหว, ไม่ใช่ผู้กำหนดชีวิตของตนเองอีกต่อไป. บุคคลนั้นเริ่มต้นที่เป็นเช่นผู้กระทำ - ผู้หนึ่งที่รู้สึก, รับรู้, คิด. แต่ในเวลาเดียวกันการปรุงแต่ง/ขยายความได้เข้ามายึดกุม, พวกเขาก็ได้กลายเป็นผู้ถูกกระทำ. ถูกรุมเร้า. ถูกแซงทัน. ถูกติดกับดักอยู่ข้างในอะไรบางอย่างที่พวกมันไม่ได้ถูกเลือกมาให้เริ่มต้น. นี่คืออะไรที่มองดูเหมือนเป็นชีวิตประจำวัน. คุณกำลังเลื่อนมันอยู่ผ่านโทรศัพท์มือถือของคุณ. คุณมองเห็นภาพถ่ายวันหยุดของเพื่อนคนหนึ่งจากยุโรปฬ แสงกระทบดวงตาของคุณ – ผัสสะ. ความไม่สบายใจเล็กน้อย - เวทนา.  (That word beset matters. It conveys the sense that the person is overwhelmed and swamped, no longer the agent of their own existence. The person started as the subject – the one feeling, perceiving, thinking. But by the time proliferation takes over, they’ve become the object. Beset. Overtaken. Trapped inside something they didn’t even choose to start. Here’s what that looks like in daily life. You’re scrolling through your phone. You see a friend’s vacation photos from Europe. Light hits your eyes – contact. A slight discomfort – feeling.)

          จิตประทับตรามันไว้ว่า:พวกมันกำลังทำดีกว่าฉัน” - สัญญา/การจำได้หมายรู้. การปรุงแต่ง/สังขารของพวกมันได้ยึดครอง:ฉันได้เสียเวลาไปเป็นปีๆเปล่าๆ. ทำไมชีวิตของฉันเป็นเช่นนี้? ฉันไม่ดีพอ.” หนึ่งรูปภาพ. หนึ่งวินาทีของผัสสะ/กระทบ. แล้วจิตก็ได้สร้างภาพยนตร์ทั้งปวง. ห่วงโซ่ทั้งปวงบังเกิดขึ้นต่อเนื่องรวดเร็วยิ่งกว่าคุณสามารถกระพริบตา. เมื่อถึงเวลาที่คุณสังเกตได้ถึงเรื่องราวนั้น, มันก็ได้มีอารมณ์รู้สึกเหกมือนเป็นความจริงไปแล้ว. นั่นอย่างแน่นอนว่าทำให้ ปาปัญจะ อันตรายมากเกินไป: มันได้.อนอะไรที่บังเกิดขึ้นตามความเป็นจริงให้อยู่หลังกำแพงของ ความคิดเห็นทางใจ, และคุณก็เข้าใจผิดไปว่าความคิดเห็นนั้นเป็นความสัจจริง.  (The Mind label it: “They’re doing better than me” – perception. Them proliferation takes over: “I’ve wasted years. Why is my life like this? I’m not enough.” One photo. One second of contact. And the Mind has built an entire movie. The whole chain happens faster than you can blink. By the time you notice the story, it already feels like reality. That’s exactly makes papañca so dangerous: it hides what’s actually happening behind a wall of mental commentary, and you mistake the commentary for the truth.)

          สิ่งนี้บังเกิดขึ้นเป็นหลายร้อยครั้งต่อวัน. ความคิดหนึ่งกลายเป็นสอง. สองกลายเป็นสิบ. สิบกลายเป็นโลกทั้งปวงกับ “ตัวฉัน” ที่ตรงศูนย์กลาง – ความทุกข์, ความต้องการ, คความเปรียบเทียบ. แต่ปาปัญจะจำเป็นต้องการเชื้อเพลิง. และพระพุทธเจ้าได้ระบุแยกแยะว่าเชื้อเพลิงอย่างเที่ยงแท้ก็คือ: เวทนา - อารมณ์รู้สึก. ทุกชั่วขณะของการกระทบของประสาทรู้สึกนำมาซึ่งอารมณ์/บรรยากาศ – และจิตนั้นก็ทำปฏิกิริยากับมันในทันทีทันใด. มันไล่จับอะไรที่รู้สึกดี, ต่อต้านอะไรที่รู้สึกไทม่ดี, และเสาะหาการกระตุ้นเร้าเมื่อสิ่งทั้งหลายรู้สึกเฉยเรียบ. นั่นคือปฏิกิริยาที่คือ ตัณหาความอยาก. แต่ละปฏิกิริยาได้ผลิตสร้างความคิด.  (This happens hundreds of times a day. One thought becomes two. Two becomes ten. Ten become a whole world with “me” at the center – suffering., wanting, comparing. But papañca needs fuel. And the Buddha identified that fuel precisely: Vedanā feeling tone. Every moment of sensory contact carries a tone – and the Mind reacts to it instantly. It chases what feel good, resists what feels bad, and seeks stimulation when things feel flat. That reaction is ta  -- craving. Each reaction produces a thought.)

          แต่ละความคิดได้ผลิตสร้างความรู้สึกใหม่ขึ้น. แต่ละความรู้สึกก็เหนี่ยวไกปฏิกิริยาอื่นอีกอัน. วนรอบเช่นนี้ยั่งยืนอยู่ด้วยตัวมทันเอง, รอบแล้วรอบเล่า. และเพราะว่าประสาทรู้สึกไม่เคยหยุดทำงาน, เชื้อเพลิงเสบียงนั้นก็ไม่เคยหมดขาด. นี้คือทำไมที่พระพุทธเจ้าวางเวทนาไว้ว่าเป็นหนึ่งในสี่มูลฐานของสติปัญญา ใน มหาสติปัฏฐาน สูตร. เวทนาคคือขุดชัดเจนที่ห่วงโซ่สามารถถูกทำให้แตก/ขาดได้. ถ้าคุณสามารถสังเกตได้ถึงอารมณ์รู้สึก – แต่สังเกตได้ถึงมัน, ปราศจากปฏิกิริยาอย่างอัตโนมัติ – ลำดับเหตุการณ์ถูกขัดจังหวะ. การกระทบ/ผัสสะยังคงบังเกิด. อารมณ์รู้สึกยังคงอุบัติขึ้น. แต่ปราศจากิแรวกระตุ้นของความอยากที่เกิดขึค้นเป็นนิสัย, การปรุงแต่งสูญเสียงพลังงานของมัน. (Each thought produces a new feeling. Each feeling triggers another reaction. The loop sustains itself, around and around. And because the senses never stop working, the fuel supply never runs out. This is why the Buddha place Vedanā as one of the four foundations of Mindfulness in the Satipaṭṭhāna Sutta. Vedanā is the exact point where the chain can be broken. If you can notice the feeling tone – just notice it, without automatically reacting – the sequence is interrupted. Contact still happens. Feeling still arises. But without the habitual pull of craving, proliferation loses its fuel.)

          มีอีกชั้นหุ้มหนึ่งภายใต้ทั้งหมดของเรื่องนี้. ในหมู่ขันธ์ 5 ที่ประกอบขึ้นเป็นประสบการณ์มนุษย์, พระพุทธเจ้าระบุจำแนกถึงสังขาร -   (There’s one more layer beneath all of this. Among the Five Aggregates7 that make up human experience, the Buddha identified Sakhāra8 – choices, mental formations – as the force that constructs our conditioned reality. In the Khajjanīya Sutta, he explained it through a kind of wordplay: choices are called “choices” because they produce conditioned phenomena. They shape form into form, feeling into feeling. Consciousness into consciousness.)

          7 ขันธ์ 5 (Five Aggregates) คือ องค์ประกอบ 5 อย่างที่รวมกันเป็นชีวิต (กายและใจ) หรือตัวตนของมนุษย์ ได้แก่ รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร และวิญญาณ ในทางพุทธศาสนาเชื่อว่าขันธ์ 5 ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง (อนัตตา) แต่เป็นเพียงกลุ่มของส่วนประกอบที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นสาเหตุแห่งการยึดมั่นถือมั่นและทุกข์ 

องค์ประกอบของขันธ์ 5 ได้แก่:

1.       รูป (Form): ร่างกายและส่วนประกอบที่เป็นวัตถุธาตุ ดิน น้ำ ลม ไฟ รวมถึงพฤติกรรมทางกาย (ร่างกายหยาบ)

2.       เวทนา (Feeling): ความรู้สึก สุข, ทุกข์, หรือเฉยๆ (ทางกายและใจ)

3.       สัญญา (Perception): ความจำได้หมายรู้ การจำสิ่งที่ปรากฏทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ

4.       สังขาร (Mental Formations): การปรุงแต่งจิต ความคิด ความเห็น ความตั้งใจ เจตนาต่างๆ

5.       วิญญาณ (Consciousness): การรับรู้ผ่านทางทวารทั้ง 6 (ตา, หู, จมูก, ลิ้น, กาย, ใจ) 

การเข้าใจขันธ์ 5 ว่าเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป ช่วยให้ลดการยึดติดในตัวตนและนำไปสู่การหลุดพ้นจากทุกข์

            8 Sakhāra (สังขาร) ในทางพุทธศาสนา แปลว่า "สิ่งที่ถูกปรุงแต่ง""การปรุงแต่ง" หรือ "สังขตธรรม" หมายถึง สิ่งทั้งหลายที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ มาประชุมรวมกันแล้วก่อตัวขึ้น ทั้งรูปธรรมและนามธรรม สังขารมีความไม่เที่ยง (อนิจจัง) เป็นทุกข์ (ทุกขัง) และไม่ใช่ตัวตน (อนัตตา) 

ความหมายในบริบทต่างๆ:

  • สังขารในขันธ์ 5: หมายถึง เจตสิก (ปัจจัยทางจิต) ที่ทำหน้าที่ปรุงแต่งจิตให้ดี ชั่ว หรือเป็นกลาง เช่น ความคิด, ความจำ, ความโกรธ, ความโลภ
  • สังขารในปฏิจจสมุปบาท: หมายถึง "กรรมเจตนา" หรือกระบวนการทางจิตที่ปรุงแต่งการกระทำ (กุศล/อกุศล) ซึ่งเป็นเหตุให้เกิดวิญญาณและการเวียนว่ายตายเกิด
  • สังขารธรรม: สิ่งที่มีเงื่อนไข, รูปธรรมและนามธรรมที่เกิดดับ 

คำนี้มักถูกเข้าใจผิดว่าหมายถึงเพียงร่างกาย แต่ในพุทธศาสนาหมายรวมถึงทุกสิ่งเว้นแต่เพียงนิพพาน

          สังขาร นั้นเป็นแรงกำลังของการก่อสร้างที่ไม่เคยได้มีวันหยุดงาน. นี้คืออะไรที่นั่งอยู่ภายใต้จิตอันฟุ้งซ่าน: แรงกระตุ้นอย่างต่อเนื่องที่คอยก่อตัวปฏิกิริยาขึ้นและคอยผลักดันไปข้างหน้า – เพราะการหยุดรู้สึกก้เหมือนการหายไป. ตวามรู้สึกว่าคือ “ฉัน/อัตตา” พึ่งอยู่กับกิจกรรมการทำงานของจิตอยู่อย่างสม่ำเสมอ. ทุกความคิด วางอิฐอีกก้อนไปในกำแพงของ “ตัวฉัน.” ถ้ากิจกรรม/การทำงานหยุด, “ฉัน/อัตตา” ก็จะเริ่มต้นเจือจางลงไป. และสำหรับจิตที่ไม่ได้ถูกฝึกฝนมา, นั่นรู้สึกเหมือนว่าถูกการทำลายล้างไปสิ้น. ดังนั้น, ภาพเต็มๆคือ: เครื่องยนต์ของการปรุงแต่งได้ถูกเติมเชื้อเพลิงโดยควสามรู้สึก/เวทนาอันไม่เคยจบสิ้น, ถูกขับเคลื่อนโดยแรงกำลังก่อสร้าง, ความหวดกลัวการหยุดนิ่งของตนเอง. ทั้งหมดกำลังหมุนไปรอบๆศูนย์กลางหนึ่งที่จำเป็นต้องการการหมุนวนนี้เพื่อที่จะรู้สึกว่ามันมีอยู่.   (Sakhāra is a constructing force that never takes a day off. This is what sits beneath a restless mind: a deep Impulse that jeeps building reacting, keeps pushing forward – because stopping feels like disappearing. The sense of “I” depends on constant mental activity. Every thought lays another brick in the wall of “me.” If that activity stops, the “I’ begins to thin out. And for an untrained mind, that feels like annihilation. So, the full picture: a proliferation engine fueled by never-ending feeling, driven by a constructing force afraid of its own stillness. All spinning around a center that needs the spinning in order to feel that it exists.)

          นี้ไม่ใช่ทฤษฎี. มันเป็นแผนที่หนึ่ง. และที่ยิ่งซื่อตรงไปกว่าคือคุณสังเกตได้โดยประสบการณ์ตนเอง, ยิ่งกระจ่างแจ้งมากขึ้น, คุณจะเห็นว่านั่นมันเข้ากันได้กับกับอาณาเขตนั้น. คำถามที่ตามมาก็คือว่า เป็นอันหนึ่งที่สำคัญไหมว่า: ทั้งหมดนี้อย่างแท้จริงแล้ว ทำให้คุณต้องจ่ายอะไร?  (This is not a theory. It’s a map. And the more honestly you observe your own experience, the more clearly, you’ll see that it matches the territory. The question that follows is the one that matters: what is all of this actually costing you?

อะไรที่มันกำลังทำให้คุณต้องจ่าย? (What It's Costing You)

          มีบางอย่างที่เกือบจะมองเห็นไม่ได้เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายของจิตฟุ้งซ่าน. ไม่มีฟกช้ำ, ไม่มีไข้, ไม่มีแผลปรากฏชัดเจน. แต่ให้ความสนใจอย่างใกล้ชิดแล้วคุณก็จะเริ่มสังเกตเห็น: ชีวิตคือการบังเกิดอยู่, แต่คุณไม่ได้เข้าไปอยู่ในมันเลยทีเดียวนัก. ผู้คนที่กำลังพูดคุยกับคุณ, แต่คุณก็ไม่ได้ค่อนข้างได้ยินพวกเขาเลยทีเดียวนัก. จิตนั้นอยู่ในที่ใดอื่น. มันมักจะไปอยู่ในที่ใดอื่น. พระพุทธเจ้าระบุชี้ที่อยู่ของมันนั้นไว้ใน ภัทเทกรัตต สูตร: “อย่าหวนอาลัยยังอดีต. อย่ากังวล/คาดเดาอนาคต. อดีตได้จากไปแล้ว. อนาคตยังไม่ได้มาถึง.”   (There’s something almost invisible about the cost of a restless mind. No bruise, no fever, no obvious wound. But pay close attention and you start to notice: life is happening, but you’re not quite in it. People are talking to you, but you’re not quite hearing them. The Mind is somewhere else. It’s always somewhere else. The Buddha addressed this in the Bhaddekaratta Sutta9: “Don’t run back to the past. Don’t anticipate the future. The past is already gone. The future has not arrived.”)

          9 ภัทเทกรัตตสูตร (Bhaddekaratta Sutta) หรือ "ผู้มีราตรีหนึ่งเจริญ" คือพระสูตรสำคัญในมัชฌิมนิกาย ที่สอนเรื่องการมีชีวิตอยู่อย่างมีสติในปัจจุบัน โดยไม่ติดค้างในอดีตหรือมุ่งหวังอนาคต เน้นหลักการทำความเพียรในขณะนี้เพื่อความสุขและความบริสุทธิ์ใจ ปรากฏอยู่ในพระไตรปิฎกส่วนที่สอนการละความยึดติด 

สาระสำคัญของภัทเทกรัตตสูตรมีดังนี้:

  • หลักการหลัก: บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว (อดีต) ไม่ควรมุ่งหวังสิ่งที่ยังมาไม่ถึง (อนาคต) และควรง่อนแง่น (มีสติมั่นคง) ในธรรมปัจจุบัน
  • นิยามผู้มีราตรีเดียวเจริญ: หมายถึงผู้ที่ทำความเพียรเผากิเลสในปัจจุบันอย่างเต็มที่ ไม่เสียเวลากับความเพลินในอดีตหรืออนาคต
  • การปฏิบัติ: คือการมีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกตัวในขณะนี้ ปล่อยวางสิ่งที่ผ่านไปแล้ว และไม่อาลัยอาวรณ์สิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 

พระสูตรนี้เป็นบทสอนเรื่องการปล่อยวาง (Non-attachment) และการอยู่กับปัจจุบัน (Living in the Present) เพื่อให้จิตเป็นอิสระจากการยึดติด

          พระองค์ไม่ได้เสนอแนวคิดสวยหรูเกี่ยวกับการมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน. พระองค์กำลังำการวินิจฉัยโรค. และในหัวข้อเรื่องเดียวกันนี้, พระองค์ได้ลงลึกไปยิ่งขึ้น. “การอาลัย/วิ่งกลับไปหาอดีต” หมายถึง การกำหนัดยินดีในขันธ์ทั้ง 5 - รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ/จิตสำนึก - ที่ครั้งหนึ่งได้เป็น. การที่ “กังวล/คาดเดาอนาคต” หมายถึง การที่รวบรวมเอาความยินดีกับอะไรที่พวกขาอาจจะกลายเป็น. และที่จะ “ลังเลต่อปรากฏการณ์ที่ตรงหน้า” หมายถึง ที่จะ ทึกทัก/มองเอาว่าขันธ์ทั้งหลายเหล่านี้เป็น”ตัวตน – ที่จะมองประสบการณ์ของคุณและพับพังพาบเข้าไปในมัน, คิดว่า “นี้คือฉัน. นี้คือของฉัน. นี้คือใครที่เป็นฉัน.”การเข้าไปยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนนั้นคืออะไรที่ ปาปัญจะป้อนอาหารหล่อลั้ยงให้กันมันต่อไป.    (He wasn’t offering a nice idea about living in the present. He was making a diagnosis. And in the same discourse, he went deeper. To “run back to the past” means to muster delight in the aggregates – form, feeling, perception, choices, consciousness – that once were. To “anticipate the future” means to muster delight in what they might become. And to “falter amid present phenomena” means to regard these aggregates as self – to look at your experience and collapse into it, thinking: “This is me. This is mine. This is who I am.” That identification is exactly what papañca feeds on.)

          คราบนานเท่าที่มันวิ่งไปอยู่,ทุกขณะของจิตก็กำลังหมุนปั่นผ่านเรื่องราวทั้งหลายของมัน คือชั่วขณะที่ผ่านไปโดยไม่ได้ใช้ชีวิตแท้จริง. อย่างเงียบๆ, ถูกข้ามไปอย่างมองไม่เห็น. ชั่วขณะที่ถูกมองข้ามไปเหล่านั้น, ร้อยรัดอยู่ด้วยกันไปตลอดหลายปี, เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ  ต่อความรู้สึกว่าชีวิตกำลังไถลเลื่อนหมดไป – ว่าคุณกำลังเฝ้าดูการมีอยู่ของตัวคุณเองจากด้านหลังของหน้าต่างหนึ่ง. พุทธพจน์ ใน ภัทเทกรัตต สูตรวางมันไว้อย่างฉุกเฉิน: จงเพียรทำวันนี้ให้ดีที่สุด เพราะใครเล่าจะรู้ว่าความตายจะมาถึงในวันพรุ่งนี้หรือไม่!(And as long as it runs, every moment the Mind is spinning through its stories is a moment that passes unlived. Quietly, invisibly missed. Those missed moment, strung together across years, add up to a persistent feeling that life is slipping by – that you’re watching your own existence from behind a window. The Buddha’s verse in the Bhaddekaratta puts it with urgency: “Today’s the day to keenly work – who knows, tomorrow may bring death!”)

        ถ้าคุณกำลังที่จะตื่นขึ้น, มันก็ต้องเป็นในตอนนี้. เพราะ “ตอนนี้”คือสิ่งเดียวเท่านั้นที่คุณมี. มีค่าใช้จ่ายที่สองซึ่งผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยพินิจพิจารณาถึง. ใน นิพเพธิก สูตร, พระพุทธเจ้าได้จัดวางการวิเคราะห์อันสมบูรณ์สิ้นของกรรม ที่ตัดลึกลงไปยิ่งกว่าผู้คนส่วนใหญ่ได้ตระหนักรู้. พระองค์ตรัสว่า: “จงฟัง, ตถาคตบอกกาเจ้า, คือกรรมนั้น. โดยหมายมั่นตั้งใจ, ผู้นั้นทำกรรมโดยหนทางของกาย, วาจา, และใจ/จิต.” นี้หมายความว่า กรรมนั้นไม่ใช่แค่การกระทำทั้งหลายของคุณที่สามารถมองเห็นได้ – อะไรที่คุณพูด, อะไรที่คุณทำด้วยมือทั้งสองของคุณ. กรรมเริ่มต้นด้วยเจตนา. และความตั้งใจอาศัยอยู่ที่ในจิต.     (If you’re going to wake up, it has to be now. Because “now” is the only thing you actually have. There’s a second cost most people never consider. In the Nibbedhika Sutta10, the Buddha laid out a complete analysis of karma that cuts much deeper than most people realize. He said: “Intention, I tell you, is karma. Intending, one does karma by way of body, speech, and Mind.” This means karma is not just your visible actions – what you say, what you do with your hands. Karma begins with intention. And intention lives in the mind.)

          10 นิพเพธิกสูตร (Nibbedhika Sutta, AN 6.63) คือ พระสูตรในพระไตรปิฎกภาษาบาลี ที่ว่าด้วย "ธรรมปริยายอันชำแรกกิเลส" หรือธรรมเครื่องแทงทะลุความหลง สอนให้เข้าใจความจริงของกาม, ความอยาก, กิเลส, และแนวทางปฏิบัติ (ปฏิปทา) เพื่อความดับกามและความสิ้นไปแห่งความทุกข์อย่างละเอียด 

สาระสำคัญของนิพเพธิกสูตร:

  • ชื่อสูตร: นิพเพธิกสูตร แปลว่า สูตรที่ชำแรกกิเลส หรือธรรมเครื่องแทงทะลุ
  • ที่มา: ปรากฏในพระสุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต (เล่มที่ 22)
  • เนื้อหาหลัก: พระพุทธองค์ทรงสอนให้ทำความเข้าใจ 6 เรื่องหลัก (ในลักษณะรู้เหตุ-ผล-ความดับ-ปฏิปทา) เพื่อให้เกิดปัญญาแทงทะลุ:
    • กาม (Kāma): เหตุเกิดกาม, ความต่างแห่งกาม, วิบากแห่งกาม, ความดับกาม

          ทุกแรงกระตุ้นขับทางจิตที่ส่งออกไป – สู่ความอยาก, สู่ความชัง, ความหลงผิด – เป็นผลกรรมที่กำลังเคลื่อนที่อยู่, ได้ปรับแต่งรูปอนาคตของคุณไปแล้ว, ก่อนที่คำพูดหนึ่งใดจะถูกพูดออกมา  หรือนิ้วหนึ่งใดจะถูกยกขึ้น. และพระพุทธเจ้าได้ระบุจำแนกว่า อะไรที่เริ่มออกตัวกระบวนการทั้งปวงนี้: คือผัสสะ. ทุกขณะที่ประสาทสัมผัสรู้สึกของคุณพบประชุมกับโลก, ความตั้งใจได้มีโอกาสที่จะจุดไฟ – และในเวลาส่วนใหญ่, มันจุดไฟโดยปราศจากการรู้ของคุณ. จิตหนึ่งที่ไม่เคยพักผ่อนคือ จิตที่ไม่เคยหยุดที่จะสร้างกรรม.  (Every mental impulse that carries a direction – toward craving, toward aversion, toward delusion – is already karma in motion, already shaping your future, before a single word is spoken or a single finger is lifted. And the Buddha identified what sets this whole process in motion: contact. Every moment your senses meet the world, intention has a chance to fire – and most of the time, it fires without you knowing. A mind that never rests is a mind that never stops producing karma.)

          จิตที่ไม่เคยมีวันหยุดพัก คือจิตที่ไม่เคยหยุดที่จะผลิตสร้างกรรม. ทุกความเพ้อฝันที่คุณติดตามไปก็คือกรรม. ทุกการเปรียบเทียบที่ผลิตสร้างความถือตัว/ทะนงตน – ก็คือกรรม. ผลลัพธ์ทั้งหลายนั้น, พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า, คือกรรมสามระดับ: บ้างสุกงอมในตรงนี้และตอนนี้, บ้างสุกงอมในชีวิตนี้, และบ้างสุกงอมโพ้นเลยไปจากชีวิตนี้ด้วยกัน. พระองค์ยังได้ตรัสว่า จากการดับไปของผัสสะ การดับไปของกรรมจึงตามมา – และมรรคมีองค์ 8 ก็คือหนทางที่จะดับการนั้น.   (A mind that never rests is a mind that never stops producing karma. Every silent resentment is karma. Every fantasy you follow is karma. Every comparison that produces conceit – karma. The results, the Buddha said, are threefold: some ripen right here and now, some ripen in this life, and some ripen beyond this life altogether. He also said that from the cessation of contact comes the cessation of karma – and that the noble eightfold Path is the way to that cessation.)

          ที่หมายถึงการฝึกปฏิบัติของสติปัญญาไม่ได้เพียงแค่หยุดเสียงนั้น. มันหยุดการผลิตสร้างกรรมอย่างมืดบอดที่แหล่งกำเนิดของมันเอง. เดิมพันนั้นสูงกว่าที่ผู้คนส่วยใหญ่ตระหนักถึง. และอะไรก็ตามที่บุคคลหนึ่งคอยแสวงหาอยู่เรื่อยไปด้วยการคิดของพวกเขา, นั่นกลายเป็นความเอนเอียงของจิตของพวกเขาเอง. ตอยแต่แสวงหาความจุ่นเคืองใจ, และจิตนั้นก็โน้มลงไปยังความขุนเคืองคับข้องใจนั้น. คอยแต่แสวงหาความอยาก, และจิตนั้นก็โน้มลงไปยังความอยากนั้น. จิตอันฟุ้งซ่านไม่ได้เป็นกลาง/วางเฉย – มันกำลังขยันยิ่งอยู่กับการปรับรูปร่างตัวตนของคุณที่กำลังกลายไปเป็น. แล้วก็มีค่าใช้จ่ายที่สร้างความเจ็บปวดอย่างเงียบๆเป็นส่วนใหญ่. เมื่อจิตนั้นเต็มไปด้วย “ตัวฉัน” – ความกังวลของฉัน, แผนการของฉัน, บาดแผลของฉัน – บางอย่างที่เป็นแก่นสำคัญก็ถูกกลุ้มรุมเบียดบังออกไป.นแก่ปำ    (Which means the practice of mindfulness doesn’t just quiet the noise. It stops the blind manufacture of karma at its source. The stakes are far higher than most people realize. And whatever a person keeps pursuing with their thinking, that becomes the inclination of their mind. Keep pursuing resentment, and the mind bends toward resentment. Keep pursuing craving, and the Mind bends toward craving. A restless mind is not neutral – it is actively shaping who you are becoming. Then there’s the cost that hurts most quietly. When the mind is full of “me” – my worries, my plan, my wounds – something essential gets crowded out.)

          เมตตา, ความรัก-ปรารถนาดี, ต้องการพื้นที่. กรุณา, ความเห็นใจ, จำเป็นต้องปรากฏจริง – ประเภทที่ซึ่งคุณกำลังอยู่กับผู้อื่นอย่างแท้จริง. ไม่ใช่แสร้งทำเป็นฟังในขณะที่ฝึกซ้อมทวนประโยคที่คุณจะพูดถัดไป. ไม่มีพื้นที่ว่างสำหรับเรื่องนี้เมื่อที่นั่งทั้งหมดในจิตได้ถูกยึดไปหมดแล้ว. และดังนั้น, บางอย่างเจ็บปวดบังเกิดขึ้นโดยปราศจากใครอื่นสังเกตเห็น: คุณกลายเป็นโดดเดี่ยวอยู่ในกลุ่มร่วมของผู้คนผู้ซึ่งรักคุณ. พวกเขาสามารถรู้สึกได้ถึงช่องว่างระหว่างกายของคุณซึ่งอยู่ที่นี่และความสนใจของคุณที่ไปอยู่ยังบางแห่งอื่น. (Mettā, loving-kindness, needs room. Karuā, compassion, needs real presence – the kind where you’re actually with another person, not half-listening while rehearsing your next sentence. There is no room for this when every seat in the mind is already taken. And so, something painful happens without anyone noticing: you become lonely in the company of people who love you. They can feel the gap between your body being here and your attention being somewhere else.)

          เมื่อเวลาผ่านไป, ช่องว่างนั่นกลายเป็นอะไรประเภทของความโดดเดี่ยวไม่มีกลุ่มเพื่อนจำนวนมากแค่ไหนสามารถแก้ไขเยียวยาได้. นี่คืออะไรที่ความฟุ้งซ่านเอาไปจากคุณ. ไม่ใช่ในหนึ่งชั่วขณะตรึงตาตรึงใจใด. แต่ทีละเล็กทีละน้อย. ทีละวัน. ทีละความคิด. ชั่วขณะปัจจุบัน. เมล็ดพันธุ์ของคุณในอนาคต. และผู้คนที่ใกล้ชิดที่สุดของคุณ. ถ้าคุณรู้สึกถึงน้ำหนักของนั่น –ถ้าบางอย่างในตัวคุณหวนจดจำรูปแบบนี้ได้ – แล้วคำถามนั้นตามถัดมา เป็นหนึ่งในสำคัญที่ว่า: มีทางออกไหม? พระพุทธเจ้าได้ตรัสไว้ว่ามี. แต่มันไม่ใช่ในที่ซึ่งคนส่วนใหญ่มองหา.   (Over time, that gap becomes a kind of loneliness no amount of company can fix. This is what restlessness takes from you. Not in one dramatic moment. But gradually. Day by day. Thought by thought. The present moment. The seeds of you future. And the people closet to you. If you feel the weight of that – if something in you recognizes this pattern – then the question that comes next is the only one that matters: is there a way out? The Buddha said there is. But it’s not where most people look.)

ทางออกไม่ใช่อะไรที่คุณคิด (The Way Out is Not What You Think)

          การตอบสนองอย่างธรรมชาติมากที่สุดต่อทั้งหมดของเรื่องนี้คือ: “ฉันจำเป็นต้องหยุดคิด,” ถ้าปัญหานั้นคือการคิดมากเกินไป, คำตอบก็คือก็ต้องคิดน้อยลง. “ฉันจะปฏิบัติสมาธิให้หนักมากขึ้น. ฉันจะบังคับให้จิตนั้นอยู่เงียบๆ. “ พระพุทธเจ้า เรียกว่านี้คือกับดักอย่างหนึ่ง. ใน ฑเวธาวิตักก สูตร, พระองค์ได้อธิบายประสบการณ์ของพระองค์เองก่อนที่จะตรัสรู้. เมื่อความคิดฝ่ายอกุศลทั้งหลายได้ผุกดอุบัติขึ้น – เหล่าที่ฝังรากอยู่ในกาม, ความมุ่งราย, และความให้โทษ – พระองค์ไม่ได้ใช้กำลังบังคับมันออกไป. พระองค์หวนจดจำพวกมัน. พระองค์ได้มองดูอย่างกระจ่างชัดในที่ซึ่งพวกมันนำไป: สู่ความทุกข์ของพรพะองค์เอง, สู่ความทุกข์ของผู้อื่น, สู่อุปสรรคกีดขวางซึ่งความหยั่งรู้. (The most natural response to all of this is: “I need to stop thinking, If the problem is too much thinking, the answer must be less thinking. I’ll meditate harder. I’ll force the mind to be quiet. The Buddha would call this is a trap. In the Dvedhāvitakka Sutta11, he described his own experience before awakening. When unwholesome thoughts arose – those rooted in sensuality, ill will, and harmfulness – he didn’t force them out. He recognized them. He looked clearly at where they lead: to his own affliction, to the affliction of others, to the obstruction of discernment.)

          11 ทเวธาวิตักกสูตร (Dvedhāvitakka Sutta) คือพระสูตรในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแนวทางการจำแนกความคิดออกเป็น 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายกุศล (ความคิดที่เป็นกุศล) และฝ่ายอกุศล (ความคิดที่เป็นอกุศล) โดยทรงสอนให้มีสติรู้เท่าทันความคิดที่เกิดขึ้น หากเป็นความคิดที่เบียดเบียนตนเองหรือผู้อื่นให้ละเสีย หากเป็นความคิดที่เป็นไปเพื่อความสงบให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป ข้อมูลนี้มาจากเว็บไซต์ของวัดป่าอภัยคีรี (www.abhayagiri.org) 

สาระสำคัญของทเวธาวิตักกสูตร:

  • การแบ่งความคิด: ทรงแบ่งความคิดออกเป็น 2 ฝ่ายอย่างชัดเจน เพื่อให้ง่ายต่อการบริหารจัดการจิตใจ
  • ความคิดอกุศล (กามวิตก, พยาบาทวิตก, วิหิงสาวิตก): ความคิดที่ประกอบด้วยความอยาก ความโกรธ ความเบียดเบียน ให้รู้เท่าทันและละทิ้งเสีย
  • ความคิดกุศล (เนกขัมมวิตก, อพยาบาทวิตก, อวิหิงสาวิตก): ความคิดที่ประกอบด้วยการออกจากกาม ความไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ให้หมั่นเจริญและทำให้อยู่ในจิตใจเสมอ
  • ผลของการฝึก: ความคิดแบบใดที่จิตตรึกตรองบ่อยๆ ความคิดนั้นจะกลายเป็นนิสัยและแนวทางของจิตใจในท้ายที่สุด
  • จุดประสงค์: เพื่อการฝึกฝนจิต (จิตภาวนา) ให้เป็นไปเพื่อความสงบเย็นและบรรลุธรรม

ทเวธาวิตักกสูตรจัดเป็นคำสอนเรื่องการจัดการความคิด (Thought Management) ในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการฝึกสติและปัญญาเพื่อให้เกิดความสงบใจ 

          และสังเกตได้ว่า, ความทั้งหลายนั้นสงบลงได้ด้วยตัวของพวกมันเอง. แล้วพระองค์ก็ทรงกำกับความสนใจอย่างอ่อนโยนไปยังบางอย่างที่เป็นกุศลกรรมความคิดที่ละวาง, ไม่มุ่งร้าย, ไม่มีพิษภัย. แต่นี่คือที่ผู้คนส่วนมากได้มองข้าม: พระองค์ได้สังเกตว่า แม้ความคิดกุศลกรรม, ถ้าแสวงหานานเกินไป, ทำความเหนื่อยร้าแก่กาย – และกายที่เหนื่อยร้าได้รบกวนจิต – และจิตที่ถูกรบกวนก็อยู่ไกลไปจากสมาธิ.  (And noticing that, the thoughts subsided on their own. Then he gently directed attention toward something wholesome – thoughts of renunciation, non-ill will, harmlessness. But here’s the part most people miss: he noticed that even wholesome thoughts, if pursued too long, tired the body – and a tired body disturbed the mind – and a disturbed mind was far from concentration.)

          ดังนั้น, เป้าหมายก็ไม่มีวันได้เข้ามาแทนที่ประเภทหนึ่งของความคิดด้วยอีกอันหนึ่งแล้วเรียกมันว่าจบสิ้นแล้ว. เป้าหมายคือการที่จะปล่อยให้จิตมาสู่การที่จะหยุดพัก – โดยธรรมชาติ, อย่างสมัครใจโดยตัวมันเอง. เมื่อใดที่คุณกดข่มความคิดหนึ่ง, คุณไม่ได้ย้ายมันออกไปอย่ามแท้จริง. คุณผลักดันมันลงไปอยู่ใต้ผิว. พระพุทธเจ้าได้พูดถึง อนุสัย – แนวโน้มทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ – รอยร่องลึกในจิตที่ทอดนอนอยู่ภายใต้ภวังค์ความคิด. (So, the goal was never to replace one kind of thinking with another and call it done. The goal was to let the mind come to rest – naturally, of its own accord. When you suppress a thought, you don’t actually remove it. You push it below the surface. The Buddha spoke of anusaya12(อนุสัย) – latent tendencies – the deep grooves in the mind that lie beneath conscious thought.)

          12 อนุสัย (Anusaya) ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน หรือกิเลสที่ฝังรากลึกอยู่ในจิตใจ เป็นเชื้อโรคทางใจที่รอวันกำเริบเมื่อได้รับอารมณ์มาเร้า โดยทั่วไปมี 7 อย่าง ได้แก่ กามราคะ, ปฏิฆะ, ทิฏฐิ, วิจิกิจฉา, มานะ, ภวราคะ, และอวิชชา ซึ่งเป็นกิเลสที่ไม่ได้แสดงออกมาอย่างชัดเจนตลอดเวลา 

อนุสัย 7 ประการ (กิเลสที่นอนเนื่องในสันดาน):

1.       กามราคะ: ความติดใจในกามคุณ (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)

2.       ปฏิฆะ: ความหงุดหงิด ความขัดเคืองใจ หรือความโกรธ

3.       ทิฏฐิ: ความเห็นผิด ความยึดติดในทิฏฐิ

4.       วิจิกิจฉา: ความลังเลสงสัย ความเคลือบแคลง

5.       มานะ: ความถือตัว ความสำคัญตน

6.       ภวราคะ: ความติดใจในภพ ความอยากมีอยากเป็น

7.       อวิชชา: ความเขลา ความไม่รู้จริง 

 

          การตัดความคิดที่ผิวหน้า, และรากนั้นยังอยู่. มันรอคอย, และกลับมาเมื่อคุณเปราะบางได้มากที่สุด, และก็มักจะแข็งแรงขึ้นกว่าครั้งก่อน. ดังนั้น, ถ้าใช้แรงกำลังบังคับจิตให้หยุดไม่ให้ทำงาน, แล้วอะไรทำ? ใน (Cut a thought at the surface, and the root stays. It waits, and returns when you’re most vulnerable, often stronger than before. So, if forcing the mind to stop doesn’t work, what does? In Pabhassara Sutta13, the Buddha made four short, extraordinary statements.)

          13 ปภัสสรสูตร (Pabhassara Sutta) หรือ จิตประภัสสร เป็นพุทธพจน์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎกเถรวาท (อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต) กล่าวถึง "จิตเดิมแท้ที่สว่างไสว" (Luminous Mind) ซึ่งมีความบริสุทธิ์อยู่โดยธรรมชาติ แต่เกิดความเศร้าหมองลงเนื่องจากมีอุปกิเลสหรือกิเลสจากภายนอกเข้ามาเกาะเกี่ยว 

สาระสำคัญของจิตประภัสสร:

  • บริสุทธิ์โดยธรรมชาติ: พระพุทธเจ้าตรัสว่า จิตนี้ประภัสสร (สว่างไสว) แต่เศร้าหมองเพราะกิเลสจรมา
  • ความเศร้าหมอง: เกิดจากราคะ โทสะ และโมหะ (อุปกิเลส) ที่จรเข้ามาทำให้จิตที่บริสุทธิ์นั้นมืดมัวลง
  • แนวคิดเรื่องความสว่าง: ในมุมเถรวาทหมายถึง ภวังคจิต แต่ในมุมมหายานมักเปรียบเทียบกับ โพธิจิต หรือ ตถาคตครรภ์ (พุทธภาวะ) 

การเข้าใจจิตประภัสสรคือการตระหนักว่า ธรรมชาติเดิมของใจไม่มีกิเลส และสามารถพัฒนาด้วยการเจริญภาวนาเพื่อขจัดอุปกิเลสให้จิตกลับมาสว่างไสวบริสุทธิ์

 

          จิตนั้นประภัสสร/สว่างไสว. และมันได้เศร้าหมองด้วยกิเลสจรเข้ามา.” “สว่างไสวคือจิต. และมันเป็นได้อิสระจากกิเลสที่จรเข้ามา.” ความเศร้าหมอง/กิเลส ที่เข้ามา – พวกมันเป็นแขกผู้มาเยือน, ไม่ใช่ธรรมชาติของบ้านในตัวมันเอง. แล้วพระองค์ก็ทรงเติมเพิ่มถึงส่วนวิกฤติสำคัญ: ปุถุชนผู้ที่ยังไม่ได้สดับรับฟังคำสอน ย่อมมิได้ตระหนักถึงความสว่างไสว/ประภัสสรของจิตนั้นอย่างที่มันเป็นจริง. และเพราะพวกเขาไม่ได้มองเห็นมัน, ก็ไม่มีการพัฒนาของจิตสำหรับพวกเขา. แต่สาวกผู้ที่ได้สดับรับฟังคำสอนเป็นอย่างดีย่อมมองเห็นได้ - และสำหรับพวกเขาแล้ว, การพัฒนาย่อมกลายเป็นไปได้.” (“Luminous is the mind. And it is defiled by incoming defilements.” “Luminous is the mind. And it is freed from incoming defilements.” The defilement comes in – they are visitors, not the nature of the house itself. Then He added the crucial part: the uninstructed ordinary person doesn’t discern this luminosity as it actually is. And because they don’t see it, there is no development of the mind for them. But the well-instructed disciple does discern it – and for them, development becomes possible.)

          การที่จะหยั่งรู้ความสว่างไสวของจิตหมายถึงการเข้าใจว่าความเศร้าหมอง/มลทินทั้งหลายอย่างเช่น โลภ, ความเกลียดชัง, และความหลง ต่างไม่ใช่สิ่งที่เป็นแก่นแท้ของความตื่นรู้, ไม่ใช่ส่วนจำเป็นของมัน. ปราศจากความเข้าใจนี้, ทำไมคุณกระทั่งต้องมาพยายามฝึกปฏิบัติ? ด้วยมัน, คุณสามารถเริ่มต้นที่จะตัดจากอะไรที่ไม่ได้เป็นของมัน. เครื่องมือที่พระพุทธเจ้าได้เสนอสำหรับสิ่งนี้คือ สัมมาสติ - สติปัญญาอันถูกต้อง.   (To perceive the mind’s luminosity means understanding that defilements like greed, aversion, and delusion are not intrinsic to awareness, not a necessary part of it. Without this understanding, why would you even try to practice? With it, you can begin to cut away what doesn’t belong. The tool the Buddha offered for this is Sammā Sati – Right Mindfulness.)

          ในสติปัฏฐาน สูตร, คำสอนแนะของพระองค์เคลื่อนผ่านไปในสี่ชั้นห่อหุ้มถ้าเป็นการสังเกต: กาย, เวทนา/ความรู้สึกฺ, จิต, และธรรม – หลักใหญ่ทั้งหลายของเหตุและผล. กับเวทนา: รู้ถึงอารมณ์รู้สคกพอใจเป็นเช่นความพอใจ, อารมณ์รู้สึกเจ็บปวดเป็นเช่นความเจ็บปวด, อารมณ์รู้สึกกลางๆ/เฉยๆว่าเป็นเช่นความเป็นกลาง. กับจิต: เข้าใจจิตที่โลภเป็นเช่นจิตที่มีความโลภ, จิตที่กระจัดกระจายก็เป็นเช่นจิตที่แตกกระจัดกระจาย. และสำหรับหลักใหญ่ทั้งหลายนั้น: เมื่อความฟุ้งซ่านได้ปัจจุบันปรากฏ, ก็เข้าใจว่านั่นมันเป็นปัจจุบัน. ก็เข้าใจว่ามันอุบัติขึ้นมาอย่างไร. เข้าใจว่ามันสามารถถูกล้มเลิกได้อย่างไร. และเข้าใจว่าทำอย่างไร, เมื่อครั้งหนึ่งมันถูกล้มเลิกไปแล้ว, มันจะไม่ได้อุบัติขึ้นมาอีกครั้ง.  (In the Satipaṭṭhāna Sutta, his instructions move through four layers if observation: the Body, Feelings, the Mind, and Principles of Cause and Effect. to Feelings: know a pleasant feeling as pleasant, a painful feeling as painful, a neutral feeling as neutral. For the Mind: understand mind with greed as mind with greed, scattered mind as scattered mind. And for principles: when restlessness is present, understand that it’s present. Understand how it rose. Understand how it can be given up. And understand how, once given up, it doesn’t arise again.)

          ไม่มีการซ่อมแก้. แค่กระจ่างแจ้ง, การรู้อย่างยั่งยืน. ในชั่วขณะของการรู้อย่างกระจ่างแจ้ง, บาวงอย่างเคลื่อนย้ายไป. คุณไม่ได้อยู่ข้างในความคิดอีกต่อไป. คุณกำลังเฝ้าดูมัน. และอะไรที่คุณสามารถเห็น, คุณก็ไม่ได้ติดอยู่ในกับดักนั้นอีกต่อไป.  (No fixing. No fighting. Just clear, sustained knowing. In that moment of clear knowing, something shifts. You are no longer inside the thought. You are watching it. And what you can see, you are no longer trapped by.)

          ความคิดทั้งหลายอาจจะยังคงมา. อารมณ์รู้สึกทั้งหลายจะยังคงอุบัติขึ้น. ประสาทสัมผัสรู้สึกทั้งหลายคอยทำงานของพวกมันต่อไป. แต่คุณไม่ได้ถูกกวาดออกไปอีกต่อไปแล้ว – เหมือนกำลังนั่งอยู่ที่ริมแม่น้ำและเฝ้ามองน้ำไหลไปโดยปราศจากการกระโดดลงไปในทุกกระแสน้ำนั้น. คุณสามารถนั่งอยู่บนตลิ่งได้. คุณสามารถหายใจได้. คุณสามารถปล่อยให้มันผ่านไปได้.   (Thoughts may still come. Feelings will still arise. The senses keep doing their work. But you are no longer swept away – like sitting by the river and watching the water flow without jumping into every current. You can sit on the bank. You can breathe. You can let it pass.)

          สติปัฏฐาน สูตรเรียกการปฏิบัติสมาธินี้ว่า “อิสรภาพ, ไม่กุมจับสิ่งใดในโลก.” จิตได้ค้นพบพื้นที่จะยืนบนมัน – พื้นของความตื่นรู้ตัวมันเอง. และมีหลักการหนึ่งทอแทรกสอดผ่านไปในคำสอนทั้งปวงนั้น: อะไรที่ได้รับอาหาร จะเติบโต, อะไรที่ไม่ได้รับอาหารจะเลือนหายไป. เมื่อคุณมีปฏิกิริยาอย่างมืดบอดต่อทุกๆอารมณ์รู้สึก, คุณก็ป้อนอาหารให้กับความฟุ้งซ่าน. เมื่อคุณมองเห็นกระจ่างแจ้งคุณหยุดป้อนอาหารแก่ไฟนั้น. และอะไรที่ไม่ได้รับการป้อนอาหารก็จะ, โดยธรรมชาติอย่างยิ่งของสภาวะสิ่งนั้นๆ, ก็จะอ่อนแอและร่วงหล่นจากไป.  (The Satipaṭṭhāna Sutta calls this meditating “independent, not grasping at anything in the world.” The Mind has found ground to stand on – the ground of awareness itself. And there’s a principle woven through the entire teaching: what is fed grows; what is not fed fades. When you react blindly to every feeling, you feed proliferation. When you see clearly – patiently, without grabbing, without pushing – you stop feeding the fire. And what is not fed will, by the very nature of conditioned thing, weaken and fall away.)

           https://youtu.be/I9P2K9k9_w4?si=UM_VfXZ8ahuuE9px