หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ดร. วันฑนา ศิวะ กับเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์

ดร. วันฑนา ศิวะ กับเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์

Dr. Vandana Shiva on Artificial Intelligence

          https://youtu.be/7FNPNZbEDa4?si=cHtpQjUNxRg00qxl

การปรับเปลี่ยนนิยามของปัญญากันใหม่ (Redefining Intelligence)

แซม สเติร์น(Sam Stern):         อะไรที่คุณคิดได้กับปัญญาประดิษฐ์ในแง่ที่ว่ามนุษย์เข้าไปมีปฏิสัมพัทธ์เกี่ยวข้องด้วยกับโลก? มันดเป็นตัวแทนของความหวังกับคุณ, หรือว่ามันเป็นคัวแถนของอะไรประเภทวิถีมืด?  (What do you make of artificial intelligence with regards to how humans engage with the earth? Does this represent hope to you, or does it represent sort of a darker path?)

วันฑนา ศิวะ(Vandana Shiva):           ฉันในอย่างแรกทั้งหมด, ฉันไม่ยอมรับปัญญาประดิษฐ์. มันก็เหมือนปุ๋ยประดิษฐ์, เมล็ดพันธ์ประดิษฐ์, อาหารประดิษฐ์. มันมาจากความอหังการเนื่องจากสติปัญญาของระบบสิ่งมีชีวิตเป็นสิ่งที่ทำการตัดสินใจ. มันมาจากเจตจำนงเสรีในการเลือก, ความสามารถในการเลือก. ฉันจะว่าในหนทางนี้หรือก็นั่น.    (I don’t first of all, I don’t accept the artificial intelligence. It’s like artificial fertilizers, artificial seed, artificial food. It comes from the arrogance because intelligences of living systems that make decision. It comes from interlegory, the ability to choose. I go this way or that.)

          จากบักเตรีที่พัฒนาภาวะดื้อยาปฏิชีวนะซึ่งกลายเป็นเหมือนวัชพืชสามารถต้านทานยาไกลโฟเซต, ต่อมนุษย์ทั้งหลายผู้ที่เรียนรู้ว่าอย่างไรที่จะวิวัฒนะต้านทานต่อความอยุติธรรม. นั่นคือความฉลาด. (From the bacteria which develops antibiotic resistance to the weed that became resistance to glyphosate, to human beings who learn how to evolve resistance to injustice. That’s intelligence.)

          การได้ส่วนหนึ่งเล็กน้อย, วนอันน้อยนิดของหน้าที่ใช้สอยของสมองของเราไปใช้ และทำให้เครื่องจักรให้เรียนรู้มัน. ส่วนเล็กน้อย, น้อยนิดนี้, และการได้ดาวน์โหลดสมองผู้คนนับล้านไป. และการเรียกมันว่าปัญญาก็ไม่ใช้ถูกต้องเที่ยงแท้นักสำหรับเหตุผลอันดับแรก, นั่นมันกำลังปฏิเสธถึงปัญญาที่แท้จริง.   (Taking a little part, a very tiny part of our brain function and getting machines to learn it. A few, a few, and just getting a million people’s brain function downloaded. And calling it intelligence is not accurate for the first reason, that it is denying the real intelligence.)

มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเพียงการดาวน์โหลดจากพฤติกรรมของมนุษย์, แต่ดังที่หนังสืออันสวยงามหนึ่งที่เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา, ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาด้วยเช่นกัน. และเขาได้กล่าวนั่นเอาไว้, คุณรู้มั้ย, มันเป็นทั้งสองซีกของทรงกลมสมองที่ทำให้เราสมบูรณ์ฬ แต่บนด้านซีกซ้ายเป็นที่ดีมากกับการวิเคราะห์และนั่นคืออะไรที่พวกเขากำลังดสวน์โหลดกัน. แต่สมองซีกขวา,ที่เป็นส่วนสะท้อนถึงระบบของเรา, คือวิถีความพอดี, มันคือคุณค่าทั้งหลาย, มันคือปัญญา, มันคือการเรียนรู้, มันคือการประสบรับรู้, มันคือประวัติศาสตร์.   (It is not recognizing that all this is a download of human activity, but as a beautiful book by a neuroscientist, who’s also a linguist. And he has said that, you know, it’s both the spheres of our brain that make us complete. But on the left is a very good at analysis and that’s what they’re downloading. But the right, which is an embodies part of our system, is the diet, it’s values, it’s a wisdom, it’s the learning, it’s the experience, it’s a history.)

การวิเคราะห์ ปะทะ ปัญญาอันรู้แจ้ง (Analysis vs embodied wisdom)

ในตอนนี้, แล้วอะไรที่คุณกำลังทำก็คือ...เมื่อคุณเรียกมันว่าปัญญาประดิษฐ์, โดยพื้นฐานแล้วมันแค่การนำเอาสมองซีกซ้ายมาเพิ่มเข้าขึ้นด้วยกัน. และคุณก็คิดทันทีว่า, “โอ้ และมันสุดยอดเลย. นี่คือปัญญาอันสุดยอด. และเพราะเช่นนั้น, ดังที่พวกนักเปลี่ยนผ่านมนุษย์งี่เง่าพูดกันในซิลิคอน วัลเลย์, มันคือสุดยอดและเราต้องทำอะไรอีกรึ? เราต้องละลายเข้าไปในคอมพิวเตอร์และคุณก็รู้. นั่นคือภาวะเอกฐาน. และดังนั้น, เพราะเขากำลังสร้างนิยาย. อันที่จริงแล้ว, ยอมรับ, พวกเขายอมรับอย่างชัดเจนเป็นผูเติดตาม/สาณุศิษย์ทั้งหลายของเดส์การ์ตสิ์ และ เดส์การ์ตสิ์ ไกด้พูดไว้ว่า, “ข้าคือจิตด้วยการที่ข้าคือ...ข้ากำลังคิดโดยไม่มีร่างกาย.”    (Now, so what you’re doing is…when you call it artificial intelligence, it’s basically partial left sides being added up. And you think suddenly, oh and this is superior. This is superior intelligence. And therefore, as the silly transhumanists say in Silicon Valley, it’s superior and we have to what? We have to dissolve into the computer and you know. That’s the Singularity1. And so, they’re creating fiction. Actually, admit they admit clearly the followers of Descartes2 and Descartes said, “I’m a mind with I’m a bric…I’m a thinking without a body.)

1 คำว่า Singularity (ภาวะเอกฐาน) เป็นคำที่ใช้ในหลากหลายบริบท โดยมีความหมายหลักที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

1. ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี (Technological Singularity)

เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน หมายถึงจุดเปลี่ยนในอนาคตที่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะมีพัฒนาการและปัญญาเหนือกว่าสติปัญญาและความเข้าใจของมนุษย์ทั้งหมดรวมกัน เมื่อถึงจุดนั้น AI จะสามารถออกแบบและอัปเกรดตัวเองได้อย่างก้าวกระโดดจนมนุษย์ตามไม่ทัน และไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด [1, 2, 3, 4]

2. ฟิสิกส์และดาราศาสตร์ (Gravitational Singularity)

ในทางฟิสิกส์ หมายถึง จุดใจกลางของหลุมดำ (Black Hole) ที่มีมวลหนาแน่นและมีแรงโน้มถ่วงสูงมากเป็นอนันต์ จนทำให้ปริมาตรเข้าใกล้ศูนย์ ณ จุดนี้ กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกจะไม่สามารถอธิบายหรือใช้งานได้ [1, 2, 3]

3. คณิตศาสตร์ (Mathematical Singularity)

หมายถึง จุดหรือค่าที่ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์มีค่าไม่นิยาม เช่น การหารด้วยศูนย์ (x ÷ 0) ซึ่งจะทำให้กราฟพุ่งเข้าหาอนันต์หรือไม่สามารถหาคำตอบได้ ณ จุดนั้น

            2 เรอเน เดการ์ต (René Descartes) (ค.ศ. 1596–1650) เป็นนักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่" และเป็นผู้บุกเบิกการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ยุคใหม่

แนวคิดและผลงานที่โดดเด่นของเดการ์ต ได้แก่:

  • วาทะ "ฉันคิด ดังนั้นฉันจึงมีอยู่" (Cogito, ergo sum): เป็นหลักการทางปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา โดยเขาตั้งข้อสงสัยถึงทุกสิ่งรอบตัวแม้กระทั่งการมีอยู่ของตัวเอง แต่ข้อสรุปที่เขาพบคือ กระบวนการที่เขากำลังสงสัยและคิดอยู่นี้ เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าตัวตนของเขาต้องมีอยู่จริง
  • ผู้ให้กำเนิดเรขาคณิตวิเคราะห์ (Analytic Geometry): เป็นผู้ริเริ่มนำพีชคณิตและเรขาคณิตมาผสานเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็น ระบบพิกัดคาร์ทีเซียน (Cartesian Coordinate System) ที่ใช้แกน x และ y ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของคณิตศาสตร์ระดับสูง
  • ปรัชญาลัทธิเหตุผลนิยม (Rationalism): เชื่อมั่นในการใช้เหตุผลและตรรกะเป็นหนทางหลักในการเข้าถึงความจริงของโลกและธรรมชาติ

 

เทคโนโลยี กับ ชีวิต (Technology and Life)

เพราะเช่นนั้น, คุณก็รูเ, โลกนี้. ว่าความฉลาดและร่างกาย, เรามีความฉลาดในร่างกาย. ทึกส่วนของร่างกายเราคือความฉลาดฺ. ทุกเซลล์คือความฉลาด. ทุกหนึ่งใน 100 ล้านล้านความฉลาด. มันเป็นมาเยี่ยงนิสัยนี้ 500 ปีแล้ว. มันคือแนวความคิดแยกส่วนเชิงเครื่องจักรกล. นั่นคือทำไมฉันถึงมักจะพูดคุยถึง ปัญญาที่แท้จริงทั้งหลาย และพหุปัญญาในสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย. (So, you know, the earth. As intelligence and a body, we have intelligence in a body. Every part of our body is intelligent. Every cell is intelligent. Every one of the 100 trillion microbes3 in our gut are intelligent. The shrinkage. It’s been the habit for 500 years. It’s a mechanistic reductionism. That’s why I always talk about the real intelligences and multiple intelligences in multiple beings.)

3 Microbes หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า "จุลินทรีย์" คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งจำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการส่องดู. พวกมันอาศัยอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัวเรา ทั้งในดิน น้ำ อากาศ รวมถึงบนผิวหนังและภายในร่างกายของเราด้วย. [1, 2]

ประเภทของ Microbes

จุลินทรีย์สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ได้ดังนี้:

  • แบคทีเรีย (Bacteria): สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ไม่มีนิวเคลียส มีรูปร่างหลายแบบ เช่น ทรงกลม ทรงแท่ง หรือเกลียว.
  • เชื้อรา (Fungi): มีทั้งแบบเซลล์เดียวอย่างเช่น ยีสต์ที่ใช้ทำขนมปัง และแบบหลายเซลล์อย่างเช่น เชื้อราดำ หรือเห็ดขนาดเล็ก.
  • โปรติสต์และโปรโตซัว (Protists & Protozoa): สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีความซับซ้อนขึ้นมา มักพบในแหล่งน้ำหรือดินที่ชื้นแฉะ.
  • สาหร่ายเซลล์เดียว (Microalgae): สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สามารถสร้างอาหารเองได้ผ่านการสังเคราะห์แสง.
  • อาร์เคีย (Archaea): สิ่งมีชีวิตที่คล้ายแบคทีเรีย แต่ชอบอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงมาก เช่น น้ำพุร้อน หรือทะเลสาบน้ำเค็มจัด.
  • ไวรัส (Virus): อนุภาคขนาดเล็กมากที่ไม่มีโครงสร้างเซลล์ แม้นักวิทยาศาสตร์บางส่วนจะไม่ถือว่าไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตเพราะต้องอาศัยเซลล์อื่นในการสืบพันธุ์ แต่ในทางวิชาการก็มักจัดให้อยู่ในกลุ่มจุลินทรีย์ด้วย

บทบาทสำคัญต่อชีวิตและโลก

คนส่วนใหญ่มักคิดว่าจุลินทรีย์คือเชื้อโรคที่ทำให้ป่วย แต่ในความเป็นจริงแล้ว จุลินทรีย์ส่วนใหญ่มีประโยชน์ต่อเราอย่างมหาศาล:

·         รักษาสุขภาพ: ในร่างกายเรามี จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut Microbiome) คอยช่วยย่อยอาหาร ผลิตวิตามิน และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย.

·         สร้างอาหาร: ยีสต์และแบคทีเรียถูกนำมาใช้ในกระบวนการหมักเพื่อทำขนมปัง โยเกิร์ต ชีส น้ำส้มสายชู และกิมจิ.

·         ช่วยสิ่งแวดล้อม: พวกมันทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์ ช่วยเติมสารอาหารกลับคืนสู่ดิน และใช้ในการบำบัดน้ำเสีย. [1, 2, 3, 4]

ในทางกลับกัน ก็มีจุลินทรีย์บางส่วนที่เป็น "เชื้อโรค" (Pathogens) ซึ่งก่อให้เกิดโรคต่างๆ ในมนุษย์ สัตว์ และพืช เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องร่วง หรืออาหารเป็นพิษ.

 

ที่จุดนี้, เรากำลังถูกบอกให้หันหลังเราให้กับชีวิต, ผ่านเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นกัน, แต่พวกเขาได้ทำมันไปแล้วผ่านทุกเทคโนโลยี. และฉันจะพูดว่า, มัน, จงใช้มัน, แต่อย่าปล่อยให้มันเข้ามาเป็นเจ้านายของคุณ.   (At this point, we are being told to turn our back to life, also through information technology, but they’ve done it through every technology. And I would say, it, use it, but don’t let in become your master.)

 https://youtu.be/7FNPNZbEDa4?si=Tgc_PLv0pRXtIcMM

วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พรรคคอมมิวนิสต์จีน และธรรมาภิบาลการบริหารจัดการรัฐอย่างมีอารยธรรม

พรรคคอมมิวนิสต์จีน และธรรมาภิบาลการบริหารจัดการรัฐอย่างมีอารยธรรม

The CPC and the governance of a civilizational state

          https://youtu.be/xaKsya7lbhs?si=qdXyiGTAkPzgiArx

 

          สวัสดี, ผม จาง เว่ยเว่ย, คณบดีแห่งสถาบันจีนที่มหาวิทยาลัยฟูตัน. โลกได้เป็นประจักษ์พยานความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างพิเศษจำเพาะของจีนมาตลอด. ในช่วงเวลาแทบไม่มากมายหลายทศวรรษ, จีนได้เปลี่ยนรูปตนเองจากความยากจนที่ฝังแน่นประชาชาติไปสู่การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตที่สุดของโลกเมื่อวัดเทียบกันในอำนาจการซื้อ, นั่นคือตำแหน่งจีนได้ยึดครองมาตั้งแต่ปี 2014, เช่นเดียวกับเป็นผู้โลกในประชาชาติด้านอุตสาหกรรม, การผลิต, และการค้า. ไกลยิ่งกว่านั้น, จีนได้ยกกว่า 800 ล้านผู้คนออกมาจากความยากจนข้นแค้นแสนสาหัส,ฟูมฟักสร้างชนชั้นกลางอันใหญ่โตที่สุดของโลก, และได้วางตำแหน่งของตนเองที่แนวหน้าของการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่.    (Hello, I’m Zhang Weiwei, Dean of China Institute at Fudan University. The world has witnessed China’s extraordinary rise. In a mere span of several decades, China has transformed itself from a poverty-stricken nation into the world’s largest economy by purchasing parity, that’s a position China has held since 2014, as well as the world’s leading industrial, manufacturing, and trading nation. Furthermore, China has lifted over 800 million people out of abject poverty, cultivated the world’s largest middle class, and positioned itself at the forefront of the new Industrial Revolution.)

          วันนี้, อายุขัยโดยเฉลี่ยของคนจีนสูงกว่านั่นของสหรัฐอเมริกา, ปริมาณการบริโภคโปรตีนและผักต่อคนของประเทศนั้น สูงกว่าของสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน. ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน, the Communist Party of China, the CPC. ในขณะที่ผู้สังเกตการณ์ฝ่ายตะวันตกทั้งหลายยังคงดำเนินต่อไปในการถามถึงระบบการเมืองของจีน ของการที่เรียกว่า “ระบอบพรรคการเมืองเดียว,” แต่สำหรับประชาชนชาวจีนส่วนใหญ่, มันไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย.   (Today, China’s average life expectancy exceeds that of the United States, and its per capita consumption of protein and vegetables is also higher than the United States. These monumental achievements are inextricably linked to the leadership of the Communist Party of China, the CPC. While some Western observers still continue to question China’s political system of so-called “one party rule,” but to the vast majority of Chinese people, it is nothing extraordinary.)

          จีนโดยพื้นฐานแล้วเป็นรัฐอารยธรรมมาตลอด – การผสมผสานรวมกันของอารยธรรมที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกและรัฐสมัยใหม่อันยิ่งใหญ่ตระการตา, ได้หล่อหลอมผ่านการรวมรัฐหรือหน่วยการเมืองหลายร้อยแห่งเข้าเป็นหนึ่งเดียวในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน.นับตั้งแต่การรวมประเทศเป็นปึกแผ่นครั้งแรกภายใต้จักรพรรดิจิ๋นซีเมื่อ 221 ปีก่อนคริสตกาล. จีนได้ปกครองดีกว่า, สันติสุขมากกว่า, และเป็นสังคมที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าทวีปยุโรปในช่วงยุคสมัยเดียวกัน, มาจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 18 เมื่อประเทศได้พลาดการปฏิวัติอุตสาหกรรม.  (China is fundamentally a civilizational state – an amalgamation of the world’s longest continuous civilization and a vast modern state, forged through the historical integration of hundreds of states or political entities into one in its long history. Since its first unification under Emperor Gin in 221 BC, China has largely been governed by a unified ruling entity or a kind of one-party rule. Yet importantly, for most of its history. China was a better-governed, more peaceful, and more prosperous society than Europe of the same epoch, up until the 18th century when the country missed the Industrial Revolution.)

แต่อย่างไรก็ตาม จีนก็ได้พัฒนาไล่ตามขึ้นมาด้วยอัตราความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน นับตั้งแต่มีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในปี ค.ศ. 1949. ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน, จีนได้ประเทศจีนได้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนความทันสมัย และการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนที่ยิ่งใหญ่และรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ. เพื่อที่จะทำความเข้าใจการผงาดขึ้นอย่างก้าวกระโดดของจีน และบทบาทที่ไม่อาจขาดไม่ได้ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้อย่างถ่องแท้ ผมคิดว่าแนวคิดที่เกี่ยวข้อง 4 ประการควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ:   (But it has been catching up at an unprecedented pace since the founding of the People’s Republic in 1949. Under the CPC’s leadership, China has presided over the largest and fastest modernization and improvement of living standards of the people in human history. To fully understand China’s extraordinary rise and the indispensable role played by the CPC, I think, four related concepts merit special examination:

อย่างแรก, อาณัติแห่งสวรรค์, เทียนหมิง, ความชอบธรรมด้วยผลสัมฤทธิ์ของงาน. การปกครองประเทศที่กว้างใหญ่, มีประชากรมากมาย, และมีความหลากหลายเช่นนี้, หลักคำสอนของลัทธิขงจื้อใน “อาณัติแห่งสวรรค์” ได้มีอิทธิพลแพร่หลายในช่วงราชวงศ์ฮั่น. เหล่านักปรัชญาจีนโบราณต่างตักเตือนผู้ปกครองด้วยการใช้สิ่งเปรียบเทียบว่า, “น้ำสามารถพยุงเรือให้ลอยได้, แต่มันก็สามารถล่มเรือจมลงได้เช่นกัน,”ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองต้องมีความขยันหมั่นเพียรเพื่อให้แน่ใจว่าจะเกิดธรรมาภิบาล/การปกครองที่ดี – นี้เป็นสิ่งสำคัญมากโดยการปกป้องรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชาติ และโดยการยกระดับมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของประชาชน.   (First, the Mandate of Heaven1, tianming, or performance legitimacy. To govern such a vast, populous, and diverse country, the Confucian doctrine of the “Mandate of Heaven” came to prevail during the Han dynasty. Ancient Chinese philosophers admonished rulers with the metaphor, “water can carry a boat, but it can also overturn it,” signifying that rulers must exercise diligence to ensure good governance – this is very important by safeguarding national unity and by improving people’s living standards and livelihood.)

1https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%93%E0%B8%B1%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B9%81%E0%B8%AB%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%8C

 

พูดได้อีกอย่างหนึ่งคือ, อาณัตแห่งสวรรค์ของจีนนั้นไม่ได้เป็นโองการสวรรค์, สิทธิ์ชอบธรรมที่ไร้เงื่อนไข; ค่อนข้าง, มันเป็นการยอมรับการปกครอง/ความชอบธรรมยจากประชาชนอย่างมีเงื่อนไข, ที่ขึ้นอยู่กับการรับใช้สาธารณชนของพวกเขา. “สัญญาสังคม”ของจีนนี้ มีมาก่อนคำสอน ฌ็อง ฌาร์ค รุสโซ นักปรัชญาฝรั่งเศส กว่าสองสหัสวรรษ(สองพันปี). ในวันนี้, ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ประยุกต์ใช้แนวความคิดประวัติศาสตร์นี้ ไปสู่สำนึกถึงภารกิจเชิงลึก, อุทิศตนต่อการตระหนักถึงความฝันของคนจีนในการฟื้นฟูการยืนหยัดแถวหน้าบนเวทีโลก และสร้างสรรค์สังคมที่ยติธรรมและเจริญรุ่งเรืองเพื่อประชาชนทุกคน.  (In other words, the Chinese Mandate of Heaven was not a divine, unconditional right; rather, it was the people’s conditional acceptance of a ruler’s legitimacy, contingent upon their service to the public. This Chinese “social contract” preceded French philosopher Jean-Jacques Rousseauau2’s by over two millennia. Today, the CPC leaders have adapted this historical concept into a profound sense of mission, dedicated to realizing the Chinese Dream of restoring the nation’s premier global standing and creating a more just and prosperous society for all.)

2 ฌ็อง-ฌัก รูโซ (Jean-Jacques Rousseau) คือนักปรัชญา นักทฤษฎีการเมือง และนักเขียนชาวสวิส-ฝรั่งเศสในยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ผลงานและแนวคิดของเขาเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่ ทฤษฎีสัญญาประชาคม และยังเป็นแรงบันดาลใจหลักให้กับผู้นำการปฏิวัติฝรั่งเศส

แนวคิดและมรดกทางปัญญาที่สำคัญของเขามีดังนี้:

  • สัญญาประชาคม (The Social Contract): โด่งดังด้วยวรรคทองที่ว่า "มนุษย์เกิดมาเป็นอิสระ แต่ทุกหนทุกแห่งกลับถูกพันธนาการ" รูโซเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน และกฎหมายควรสะท้อนถึงเจตจำนงร่วม (General Will) ของคนในสังคม
  • ธรรมชาติของมนุษย์: เขาเชื่อว่ามนุษย์โดยกำเนิดเป็นคนดีและรักสงบ แต่ถูกทำให้แปดเปื้อนและเห็นแก่ตัวโดยระบบสังคมและทรัพย์สินส่วนบุคคล
  • การศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก: นำเสนอผ่านงานเขียนเรื่อง เอมิล (Émile) โดยริเริ่มแนวคิดการศึกษาที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-centered) ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงตามธรรมชาติมากกว่าการบังคับท่องจำ

 

อย่างที่สอง, ระบบคุณธรรมในวิถีจีน. แม้กระทั่งฟรานซิส ฟูกูยามา, ผู้เขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง”จุดจบประวัติศาสตร์,” ยอมรับว่า, “มันเป็นการปลอดภัยที่จะพูดได้ว่าคนจีนได้ประดิษฐ์ระบบราชการสมัยใหม่ – ได้ให้คำจำกัดความระบุว่า เป็นคณะบุคคลฝ่ายบริหารส่วนกลางแบบถาวร ที่ได้รับการคัดเลือกจากความรู้ความสามารถ มากกว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือระบบสืบทอดมรดกทางสายเลือดทั้งหลาย.  (Second, meritocracy the Chinese way. Even Francis Fukuyama, the author of ‘The End of History’ thesis, acknowledges that “it is safe to say that the Chinese invented modern bureaucracy” – defined as a permanent administrative cadre selected on the basis of ability rather than kinship or patrimonial connections.)

สิ่งนี้เป็นอย่างสำคัญของระบบเคอจวี่ - จอหงวน, หรือระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการพลเรือน, ได้ถูกออกแบบเพื่อคัดเลือกปัจเจกชนทั้งหลายที่เฉลียวฉลาดมีความสามารถเพื่อบรรจุตำแหน่งทั้งหลายของรัฐบาล. พรรคคอมมูนิสต์ได้ประยุกต์ประเพณีโบราณนี้เข้ากับความเป็นจริงทั้งหลายของยุคสมัยใหม่, สถาปนาระบบอันน่าประทับใจของ การคัดสรรบวกการเลือกตั้งนั่นคือการสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้นำทั้งหลายอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมและผลงานที่ปรากฏ.    (This was essentially the keju system3, or the civil service examination system, designed to select talented individuals to key government positions. The CPC has adapted this tradition to China’s modern realities, establishing an impressive system of “selection plus election” that promotes leaders based on merit and performance.)

3 Keju System (เคอจวี่) หรือ ระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการ คือระบบสอบแข่งขันเพื่อสรรหาบุคคลเข้ารับราชการในจีนโบราณ โดยเน้นคัดเลือกคนจากความรู้และความสามารถผ่านการสอบข้อเขียน แทนการสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด ระบบนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในสมัยราชวงศ์สุย และถูกใช้งานต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,300 ปีจนกระทั่งยกเลิกไปในปี ค.ศ. 1905 [1, 2]

หัวใจสำคัญและรายละเอียดของระบบ Keju ประกอบด้วย:

1. จุดประสงค์และอุดมการณ์

ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายการผูกขาดอำนาจของชนชั้นสูงหรือขุนนางตระกูลใหญ่ โดยเปิดโอกาสให้ชายฉกรรจ์ทุกคนในสังคม (แม้จะมาจากครอบครัวยากจน) สามารถเข้าสอบและไต่เต้าจนกลายเป็นขุนนางระดับสูงได้ ซึ่งสร้างความยุติธรรมและขับเคลื่อนสังคมด้วยความสามารถ (Meritocracy) [1, 2]

2. ลำดับขั้นของการสอบ

การสอบแบ่งออกเป็น 3-4 ระดับหลัก ได้แก่:

  • ระดับท้องถิ่น (เซี่ยนซื่อ): สอบคัดเลือกในระดับอำเภอหรือจังหวัด ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับสมญานามว่า "ซิ่วไฉ"
  • ระดับภูมิภาค (เซียงซื่อ): จัดขึ้นทุกๆ 3 ปีในเมืองหลวงของมณฑล ผู้สอบผ่านจะได้เป็น "จวี่เหริน" ซึ่งถือเป็นบัณฑิตขั้นสูงที่มีสิทธิรับราชการ
  • ระดับชาติ (ฮุ่ยซื่อ): จัดขึ้นที่เมืองหลวงโดยกระทรวงพิธีการ ผู้เข้าสอบคือเหล่าบัณฑิตจวี่เหรินจากทั่วประเทศ
  • ระดับราชสำนัก (เตี้ยนซื่อ): จัดขึ้นในพระราชวังและมีจักรพรรดิเป็นผู้คุมสอบด้วยพระองค์เอง เพื่อจัดลำดับคะแนนบัณฑิตที่ผ่านการสอบระดับชาติ

3. เนื้อหาที่ใช้ในการสอบ

ข้อสอบจะเน้นไปที่การทดสอบความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญา โดยเฉพาะ คัมภีร์ของขงจื๊อ (Confucian Classics) การเขียนเรียงความที่สละสลวย การแต่งกลอน รวมถึงไหวพริบในการแก้ปัญหาการบริหารบ้านเมือง

      4. ตำแหน่งสูงสุด: จอหงวน

ผู้ที่ทำคะแนนได้เป็นอันดับที่หนึ่งของประเทศในการสอบระดับราชสำนัก จะได้รับตำแหน่งสูงสุดที่เรียกว่า "จอหงวน" (Zhuangyuan) ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของตระกูลและมีโอกาสได้ก้าวขึ้นเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรืออัครมหาเสนาบดี

ตัวอย่างเช่น, ผู้นำระดับสูงทั้งหลายของจีน ได้เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคหรือผู้เว่าราชการมลฑณกันมาแล้วทั้งนั้นกันหลายสมัย. เพื่อพิจารณาจากขนาดอันมหึมาของประเทศจีนแล้ว, นี้หมายความว่า พวกเขาได้บริหารจัดการประชากรทั้งหลายทะลุหลัก 100 ล้าน และแสดงให้เห็นผลงานอันยอดเยี่ยมไปสู่ระดับสูงสุดทั้งหลายของความเป็นผู้นำ.    (For instance, most of China’s top-echelon leaders have served multiple terms as party secretaries or provincial governors. Given China’s immense scale, this means they have administered populations exceeding 100 million and demonstrated strong performance before being promoted to the highest levels of leadership.)

อย่างที่สาม, สองแนวคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการจัดการปกครองทางการเมือง: หมินยี่ กับ หมินสิน. หมินยี่ หมายถึงมติมวลชน.”  (Third, two distinctive concepts of political governance: minyi and minxin. Minyi means “public opinion,”)

          ในขณะที่หมินซินหมายความว่า ใจและจิตทั้งหลายของประชาชน.” แนวความคิดและได้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกโดยบปรัชญาเมธีเม่งจื้อในศตวรรษที่สี่ ก่อนคริสตศักราช.  (While minxin means “the hearts and minds of the people.” A concept first articulated philosopher Mencius in the fourth century BC.)

หมินยี่, หรือ ความเห็นของมวลชน, อาจจะจางหายไปอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน, โดยเฉพาะในทุกวันนี้ ในที่หมินซินโน้มเอียงที่จะเป็นที่เสถียรและการทรทาน, สะท้อนให้เห็นองค์รวม, ผลประโยชน์ระยะยาวของประชาชาติ. ดังนั้น, โดยการฝึกฝนปฏิบัติ “ปกครองโดยหมินซิน,” พรรคคอมมิวนิสต์จีน(CPC) ก็สามารถที่จะกำหนดกลยุทธ์ในยระยะปานกลางและในระยะยาวได้, วางแผนให้กับชนรุ่นอายุทั้งหลายในอนาคตมากกว่าการถูกจำกัดด้วยกรอบวงจรการเลือกตั้งระยะสั้นในรูปแบบจำลองทางการเมืองทั้งหลายของฝ่ายตะวันตก.    (Minyi, or public opinion, can be fleeting and volatile, especially in today’ whereas minxin tends to be stable and enduring, reflecting the holistic, long-term interests of the nation. So, by practicing “rule by minxin,” the CPC is able to formulate medium to long-term strategies, planning for future generations rather than being constrained by the short-term electoral cycles typical of Western political models.)

อย่างที่สี่, ให้ความสำคัญอันดับแรกในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน. มันได้ถูกฝังรากลึกมาในลัทธิขงจื้อ, หลักการของมันกำหนดบังคับไว้ว่า ไม่ว่าจะดำเนินนโยบายใดก็ตาม – ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ, สังคม, หรือการเมือง – ในท้ายที่สุดแล้วจักต้องส่งมอบประโยชน์สุขที่สามารถจับต้องได้ต่อประชาชน, โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยการยกระดับความเป็นอยู่ทั้งในด้านวัตถุและไม่ใช่ด้านวัตถุ. พรรคคอมมิวนิสต์จีน(CPC)ได้เปลี่ยนรูปจารีตประเพณีนี้ไปสู่แกนเป้าหมายของตนของการที่ประชาชนคือศูนย์กลางการพัฒนา, ดังที่เป็นรหลักฐานปรากฏในการขจัดความยากจนขั้นที่สุดและความพยายามระดับชาติในการผลักดันที่จพะสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศในประเทศอันกว้างไพศาลนี้.    (Fourth, prioritizing people’s livelihood. It is rooted in Confucianism, its tenet dictates that whatever policies a state pursues – be they economic, social, or political – they must ultimately deliver tangible benefits to the people, particularly by improving their material and non-material well-being. The CPC has transformed this tradition into its core goal of people-centered development, as evidenced by complete eradication of extreme poverty and the nationwide push to build an ecological civilization in this vast country.)

ภาพรวมอย่างย่อข้างต้นเน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ในการเป็นผู้นำพาประเทศจีนไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดราวกับปาฏิหาริย์. หวังอย่างยิ่งว่าการเสนอสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์, อย่างเจียมตนที่สุด,  ที่จะสร้างความเข้าใจชิงลึกขึ้นกับจีนและพรรคคอมมูนิสต์จีน(CPC), และร่วมเสริมสร้างภูมิปัญญาทางการเมืองที่มีร่วมกันของมวลมนุษยชาติ เพื่อการบริหารจัดการที่ดีขึ้นในระดับชาติ ระดับภูมิภาค ระดับโลก และระดับอารยธรรม.   (The above brief overview highlights the role of the CPC in presiding over China’s miraculous rise. It is offered in the hope that it will contribute, in a modest way, to a deeper understanding of China and the CPC, and enrich the shared political wisdom of mankind for better governance at national, regional, global, and civilization levels.)

ขอบคุณครับ! ขอบคุณสำหรับความอดทนรับฟังนี้.  (Thank you! Thank you for your patience.)

          https://youtu.be/xaKsya7lbhs?si=Ecn_nz6i54y604pl

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ยุคสารสนเทศ ต้องพัฒนาปัญญา - ป. อ. ปยุตฺโต (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์)

ยุคสารสนเทศ ต้องพัฒนาปัญญา - ป. อ. ปยุตฺโต (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์)

          https://youtu.be/vBipVRkhMUQ?si=xMQ_9bEzF_J4jzHY

          ...คุยกันต่อเรื่องปัญญาอีกหน่อย ปัญญาที่พูดเมื่อเช้านี่ เอาเรื่องญาณ  ยากนิดหน่อย เป็นข้อปฏิบัติโดยตรงเลย ที่มุ่งสู่จุดหมายคือพระนิพพาน ว่าเห็นลำดับขั้นตอน ทีนี้ยังมีปัญญาชื่ออื่นอีกเยอะแยะ บางอย่างก็เป็นเรื่องของการใช้ประโยชน์ ในชีวิตประจำวัน ในการทำงานทำการ หรือในการศึกษาเล่าเรียน นี้มีอยู่หมวดหนึ่งนี่ เป็นธรรมะที่มีประโยชน์มาก ท่านมักจะกล่าวไปกับพระอรหันต์ว่า มีคุณสมบัติ ๔ ประการ แต่หมายถึงพระอรหันต์ที่เก่งจริงๆ  ที่พร้อมที่จะทำงานเผยแผ่พระศาสนาได้ดีน่ะ ท่านจะบอกว่าบรรลุอรหัตผลพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ๔ 1ถ้าหากว่าไม่มีปัญญาด้านนี้ บางทีก็ไม่มีประโยชน์

            1 ปฏิสัมภิทา หมายถึง ปัญญาความแตกฉาน หรือความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แตกฉานในหลักธรรมและภาษา สามารถนำมาอธิบายและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเฉียบขาด โดยทั่วไปมักกล่าวถึง ปฏิสัมภิทา ๔ (ความแตกฉาน ๔ ประการ) ตามหลักพุทธศาสนา ดังนี้:

  • ๑. อัตถปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานใน "อรรถ" คือ ความเข้าใจเนื้อหา ความหมายของธรรมะ และผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
  • ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานใน "ธรรม" คือ ความเข้าใจเหตุผล ต้นตอ คำสอน หลักการ และที่มาของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถ่องแท้
  • ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานใน "นิรุกติ" คือ ความเข้าใจในภาษาและโวหาร สามารถสื่อสาร ถ่ายทอด และอธิบายธรรมะหรือเรื่องราวให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย
  • ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานใน "ปฏิภาณ" คือ ไหวพริบ ความรู้เท่าทันเหตุการณ์ สามารถเชื่อมโยงความรู้มาตอบคำถามและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างฉับพลันและสบเหมาะ

ปฏิสัมภิทา ๔ นี่ ถ้าพระอรหันต์ผู้ใดมี ก็ท่านก็มีความสามารถในการที่จะนำเอาธรรมะไปสั่งสอนผู้อื่นให้ได้ผลดี เป็นความสามารถเรื่องปัญญาในเชิงที่จะนำเอามาใช้ประโยชน์ทั่วๆไปด้วย แล้วก็ถึงจะไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็ควรจะพัฒนาคุณสมบัติทำนองนี้ขึ้นมา ยิ่งสมัยปัจจุบันนี้เรียกว่าเป็นยุคข่าวสารข้อมูล ปัญญาที่เรียกว่าปฏิสัมภิทานี้ ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องข่าวสารข้อมูลจะสามารถใช้ผประโยชน์จากข่าวสารข้อมูลได้ดี ก็เลยมาเน้นในยุคนี้ พูดถึงเรื่องปัญญาทีไรก็เลยยกเอาเรื่องปฏิสัมภิทาขึ้นมาพูดเรื่อย

ปฏิสัมภิทานี่ ก็แปลว่าปัญญาแตกฉานน่ะ ตัวศัพท์เองก็แปลว่าแตกฉาน ปัญญาแตกฉานนี่ก็มี ๔ ข้อด้วยกัน เป็น บอกแล้วว่าเป็นการปฏิบัติต่อเรื่องข่าวสารข้อมูล เรื่องของสิ่งที่ได้ยอินได้ฟัง เรื่องที่ได้เล่าเรียนอ่าน อย่างที่เด็กนักเรียนอยู่ในโรงเรียนก็ น่าจะต้องพัฒนานี้ให้มาก แล้วคนทั่วไปในยุคนี้ก็รับข่าวสารข้อมูลก็ควรจะได้พัฒนาด้านนี้ เพราะปัจจุบันนี้ถ้าหากว่า ไม่มีหลักไม่มีปัญญาด้านนี้  บางทีก็ไม่ได้ประโยชน์จากข่าวสารข้อมูล ไม่รู้เท่าทัน ถูกหลอกง่าย แล้วก็ไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ ทีนี้ปัญญาแตกฉาน ๔ อย่างนี้ ในเมื่อเกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูล หรือสิ่งที่สดับตรับฟังเล่าเรียนศึกษา

ก็เลยแบ่งเป็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นด้านรับน่ะ ด้านรับเข้ามา มี ๒ ข้อ และอีก ๒ ข้อก็เป็นด้านใช้ประโยชน์ ด้านรับ ๒ ข้อ ด้านใช้ ๒ ข้อ ทีนี้ด้านรับ เป็นยังไงนะ ก็เริ่มด้วยข้อที่ ๑ ข้อที่ ๑ ก็ปัญญาแตกฉาน ในอัตถะ คือในเนื้อหา อันนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเลย ต้องเริ่มต้นก่อน เราจะเล่าเรียน เราจะสดับตรับฟัง เราจะอ่านอะไรนี่ ต้องมีความแตกฉานในเนื้อหา แตกฉานในเนื้อหา ยังไงล่ะ ก็เริ่มด้วยต้องเข้าใจเนื้อหานั้นชัดเจนถูกต้อง เข้าใจจริเข้าใจถ่องแท้ ไม่ใช่เป็นคนที่พร่าๆมัวๆ รับฟังอะไรศึกษาเล่าเรียนอะไรก็ ไม่รู้จริง ไม่เข้าใจจริง ถ้าเคยเป็นนิสัยแล้ว ก็จะสะสมปล่อยผ่านๆๆต่อไป แต่ละอย่างที่เข้าใจมา รับฟังไม่ชัดสักอย่าง ไม่เข้าใจจริงสักอย่าง  ก็สะสมเอาความพร่ามัวไม่ชัดเจนอันนี้เอาไว้ ก็เป็นคนรู้อะไรไม่จริง ดังนั้นตอนแรกนี่จะต้องฝึก เข่นอย่างเวลาเรียนหนังสือ อ่านทุกตอนเลยนะ ถ้าเราที่เราจะเอาจริงนะ เป็นเรื่องที่เราเรียนอย่างนี้ อ่านแล้วต้องถามตัวเองว่า เข้าใจจริงมั้ย? ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจไม่ยอมปล่อยผ่านน่ะ ทุกตอนทุกหน้าทุกเนื้อความ อ่านแล้วต้องถามว่า เข้าใจชัดมั้ย? ไม่เข้าใจ ต้องให้เข้าใจให้ได้ หาความรู้ชัดแจ้ง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก มันจะเป็นนิสัยเลย พอเราเรียนอะไรเนี่ยะ ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยความชัดเจน ไม่ทิ้งอะไรให้คลุมๆเคลือๆไว้ เพราะฉะนั้นคนก็จะทำให้มีการที่ว่า จะต้องไปหาทางทำให้ชัด ถ้ายังไม่ชัดก็ต้องไปค้นไปคว้าอะไรต่างๆ เอาให้มันแจ่มแจ้งให้ได้ จนกระทั่งว่ามันสุดวิสัยจริงๆ ก็ฝากไว้ก่อน แต่ว่าโดยหลักการก็ จะต้องหาความชัดเจนให้ได้ นอกจากว่าชัดเจนเฉพาะนั้นแล้ว มันมีอะไรโยงไปหาอะไรที่มันจะให้เข้าใจชัดเจน เขาพูดอ้างอิงอะไรเกี่ยวกับข้องขึ้นมา เอาให้มันชัดให้หมดน่ะ คือสิ่งที่ปรากฏเข้ามาในเรื่องนี้ ที่ผ่านเข้ามาแล้วต้องว่ากันให้ชัด เอากันให้รู้แจ้งกันไปเลยน่ะ เนี่ยะ สำคัญมากนะ ดังนั้นอ่านหนังสือไปเล่มหนึ่งนี่ ต้องรู้จริงๆ เข้าใจจริงๆในหนังสือทั้งเล่มนั้น อย่างนี้ไม่แตกฉานได้ยังไง? น๊า นี่อันที่ ๑ ละ

ดังนั้น การใช้คำถามเป็นการตรวจสอบตัวเอง ก็เป็นเรื่องสำคัญ ทีนี้ต่อมาเป็นนิสัย เวลาไปเกี่ยวข้องกับข่าวสารอะไรต่างๆ ก็ไม่ใช่เป็นคนที่ สักแต่ว่าตื่นข่าว ตื่นเต้นไป แล้วก็เอามาพูดคุยกันสนุกๆแล้วก็จบ ใช่มั้ย? มันต้องพยายามหาความรู้จะแจ้งให้จริง อย่างเรียนภาษาอังกฤษนี้ เรียนไปคำนี้เจอแล้ว อ๊ะ มันยังไงความหมายมันน่ะ หาความชัดเจนในความหมาย แล้วสิ่งที่เกี่ยวข้องก็พลอยชัดไปด้วย คำนี้อ่านว่ายังไง? อ่านแล้วมีstressตรงไหน? สะกดตัวยังไง? ลองหลับตาดูซิคำนี้ สะกดได้มั้ยน่ะ ไม่ได้ก็ไม่ผ่าน เอากันให้มันจะแจ้งไปทุกอย่าง ทุกอย่างนะ นี่คือเรื่องของการปฏิบัติต่อข่าวสารข้อมูล ข้อแรกต้องหาความชัดเจนจนยกระทั่งว่า โอ้ พอเค้าว่าพูดอะไรมาในเรื่องนั้นแล้ว เรามองเห็นข้อความเนื้อหาชัดไปหมดเลย แจ่มแจ้ง สามารถขยายความอธิบายในใจตัวเองได้ ก่อนนะ นี่บะนะฮะ ๑ แล้ว นี่เรียกว่า อัตถะปฏิสัมภิทา แปลว่าปัญญาแตกฉานในอัตถะคือในเนื้อหา ในความหมาย

ทีนี้ต่อไปข้อ ๒ พอเข้าสู่รายละเอียด มองเห็นละเอียดเนื้อหาชัดเจนแล้ว คราวนี้จับหลักจับประเด็นบ้าง อ่านไปทั้งหน้าที่ นอกจากจะเข้าใจแต่ละเรื่องที่พูดถึงชัดเจน แต่ละคำแต่ละชัดแล้ว ทีนี้ จับความให้ได้ทั้งหน้านี้ ทั้งตอนนี้ทั้งหัวข้อนี้ว่า หน้านี้หัวข้อนี้บทนี้ตอนนี้ ว่าด้วยเรื่องอะไร? ประเด็นอยู่ที่ไหน? จบเล่มแล้วก็พูดได้ว่า อ้อ หนังสือนี้ว่าด้วยเรื่องนี้นะ นี่ก็เป็นความชัดเจนอีกแบบหนึ่ง สำคัญกว่าอันที่ ๑ อีกนะ อันที่ ๑ ง่ายกว่า  แต่มันต้องเริ่มด้วยอันที่ ๑ อันที่ ๒ นี่จับหลักจับประเด็นได้นี่ พอเราจับหลักจับประเด็นได้เท่านั้นแหละ หนังสือบทหนึ่งๆก็ตาม เล่มหนึ่งๆก็ตามนี่ จะจำง่าย ถ้าเราไปจำรายละเอียดทุกอย่างนี่ ยากน่ะ เข้าใจชัดแล้วมันก็จำง่ายขึ้นเยอะแหละ แต่ทีนี้จะจำให้ได้ หมดยาก ถ้าเราจับหลักจับประเด็นได้ปั๊บนี่ สบายเลยคราวนี้ จำหนังสือทั้งเล่ม ก็จับได้ประเด็นสองประเด็นตัวหลักๆ ทั้งหมดก็ได้ประเด็น อย่างนี้เวลาทวนหนังสือนะ ยังอ่านไปแล้วนี่เข้าใจได้ จับประเด็นได้หมดล่ะ ถามตัวเองว่า อ้าว ตอนนี้บทนี้ว่าด้วยเรื่องอะไร มีอะไรเป็นประเด็นหลัก น่ะ จบแล้วก็เข้าใจหมด

ทีนี้เวลาทวน ทวนนี้ มองป๊าดเดียวน่ะ ว่าหัวข้อนี้ เวลาทวนก็ พอมองเห็นหัวข้อเราก็นึกออก อ๋อ มันสาระสำคัญว่าอย่างนี้ ไม่ต้องไปอ่านอีกแล้วนะ ทุ่นเวลาหมดเลย อย่างงี้เราสามารถที่ว่า พูดแทนคนเขียนได้เลย  ใช่มั้ยว่า พอเห็นหัวข้อนี้ปั๊บ หรือเห็นชื่อบทนี้ปั๊บนี่ ในใจมันตีออกไปได้หมดเลย เนื้อความว่างอย่างงี้สาระว่าสำคัญ จากสาระสำคัญอันนี้ประเด็นเป็นยังงี้ กระจายเนื้อความไปยังงี้ๆ หมด น่ะ บางอธิบายได้ดีกว้าหนังสือเล่มนั้นอีก เพราะว่าเรา  เวลาเราอ่านเราเจอเรามีประเด็น ไอ้ข้อปลีกย่อยอะไรที่เรา เอ่อ ต้องการความชัดเจนเราไปค้นไปคว้าอีก ใช่มั้ย? นี่สบายไปเลยนะ อันที่ ๒ นี่สำคัญยิ่งกว่าข่อที่ ๑ เรียกว่า ธรรมะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในหลัก เมื่อกี้ในเนื้อหาใช่มั้ย?

ข้อที่ ๑ ในอัตถะ ในเนื้อหา ในข้อที่ ๒ นี่ ในตัวหลัก ตัวหลักต้องจับประเด็นได้ ดังนั้นเวลามีข่าวสารอะไรเกิดขึ้นนี่ ถ้าใครตจับประเด็นได้ จับหลักได้นี่ คนนั้นเข้าถึงเรื่องได้รวดเร็ว วินิจฉัยเรื่องได้ง่ายน่ะ แก้ไขปัญหาก็ได้ดี ทีนี้ปัญหาสำหรับสังคมปัจจุบันนี้ ก็คือความพร่า มีข่าวสารมากมาย ไม่รู้จริงสักอย่างน่ะ นี่ก็เป็นเรื่องยุ่งละ อืม ข่าวสารมากมายไม่ได้ดีสำหรับมนุษย์หรอก เพราะว่ามนุษย์ไม่มีความสามารถ ไม่ได้พัฒนาความสามารถ ที่จะมารับมือกับข่าวสารข้อมูลที่เจริญงอกงาม ฉะนั้นมันเจริญไม่ทันกัน พัฒนาคนไม่ทันกับพัฒนาข่าวสารข้อมูล เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นหลักประกันว่ามจะมีข่าวสารข้อมูลมากแล้วคนจะมีสติปัญญา ดีไม่ดี เป็นคนลุ่มหลงถูกหลอกง่ายขึ้นน่ะ ทีนี้ยิ่งจับหลักจับประเด็นไม่ได้อีก คนก็ยิ่งสับสน รู้ไม่จริงแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ประเด็นอยู่ที่ไหน? จุดของปัญหาอยู่ที่ไหน? เถียงกันวุ่นวายทะเลาะกันอีก อย่างเวลานี้สังคมก็เป็น ปัญหาเพราะว่า มันจับหลักจับประเด็นอะไรไม่ได้ ปัญหาเกิดขึ้นก็จับจุดไม่ถูก

อย่างปัญหาเรื่องพระศาสนาเกิดขึ้น จุดของปัญหาอยู่ที่ไหน? ประเด็นที่จะแก้คืออะไร? ก็ไปพ฿ดกันออกไปเรื่องปลีกๆย่อยๆปลีกฝอย ก็ไม่ได้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาสังคม ปัญหาพระศาสนาแก้ไม่ได้ จับจุดไม่ถูก ขาดเนี่ยะ ขาดปัญญา ๒ ประการ นี่ ๒ ประการนี้เป็นฝ่ายรับนะ เนี่ยะ ๑ ก็คือว่า ต้องแตกฉานในเนื้อหา รายละเอียดเนื้อความเรื่องราว ความเป็นไป ชัดเจนแจ่มแจ้ง ๒ ก็จับหลักจับประเด็นได้ จับจุดของเรื่องได้นะ ก็ใช้ได้ทุกกรณีแหละอย่างที่ว่า อย่างเป็นนักเรียนเนี่ยะ ฝึกไว้ดีที่สุดเลย ถ้าฝึกอย่างนี้แล้วการเล่าเรียนจะประสบความสำเร็จมาก แค่ ๒ ข้อนี่ก็สบายเยอะน่ะ

เพราะฉะนั้น หัดตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบตัวเอง ก็ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยความเข้าใจ ว่า ไม่ชัดเจนไม่ปล่อยผ่าน แล้วก็ต้องจับหลักจับประเด็นให้ได้ว่า ตอนนี้บทนี้เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องอะไร แม้แต่เวลาจะจำเนื้อความ เช่นว่า มีสิ่งที่ต้องท่อง ๑๐ ข้อ ก็ใช้หลักนี้มาเป็นวิธีจำได้ว่า ๑๐ ข้อ แต่ละข้อนี้ยาวตั้งบรรทัดสองบรรทัด ท่องทุกคำนี่ โอ่โห เสียเวลาเยอะ ท่องอยู่นั่นแหละ กว่าจะได้มันนาน ก็อ่านให้เข้าใจ ในทั้งข้อนั้น ข้อ ๑ อ่าเข้าใจละ จับตัวแทนของข้อให้ได้คำหนึ่ง พอจับตัวแทนข้อได้คำหนึ่ง หลับตามองจะคำเดียวก็ขยายความทั้งข้อได้ ลองขยานยดูก่อน พอจับคำนี้ มองในใจ เอ้อ ขยายความได้เต็มข้อ อย่างงี้ปั๊บ อ่า ข้อ ๑ ได้ละ ข้อ ๒  จับคำที่เป็นตัวแทนของทั้งข้อได้ แล้วเสร็จแล้วคำนี้จำไว้คำเดียว แล้วมองในใจตัวเองว่า อ้อ คำนี้เราขยายความไปทั้งข้อ บรรทัด ๒ บรรทัดได้อย่างนี้น่ะ พอเราได้แล้วทีนี้ก็จำเพียงคำเดียว ข้อละคำ ข้อละคำ แล้วอาจจะจับในข้อหนึ่งอาจจะมีหลายคำที่เป็นตัวแทนข้อได้ เอาคำที่มันง่าย อาจจะคล้องจองได้ด้วย  ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ จำ ๑๐ คำได้ ๑๐ ข้อนะ ๒๐ บรรทัดสบายเลย ใช่มั้ย? อย่างนี้ใช้หลักปฏิสัมภิทามาช่วยในการจำ  เพราะฉะนั้น คนที่มีหลักวิธีก็ไม่ต้องไปเสียเวลาท่องมากมาย น่ะ อย่างที่ว่า ๑๐ ข้อก็ท่อง ๑๐ คำพอ แล้วก็ เวลาถึงเวลาสอบก็ ๑๐ คำนั้นออกมาก็ขยายปึ๊บๆๆๆ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ น่ะ

เอาละครับ นี่เป็นภาครับ ภาครับนี่ได้ปฏิสัมภิทา ๒ ข้อ สบายละ ๑. อัตถะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในเนื้อหา ๒. ธรรมะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในหลัก ในตัวประเด็น จุดของเรื่อง ค่อไปทีนี้เป็นภาคใช้บ้างละ อ้าว ทีนี้ก็ต่อไปข้อ ๓. ภาคใช้ ภาคใช้ก็เริ่มด้วย ปัญญาแตกฉานในการใช้ภาษา ในการรู้จักใช้เภาษามาสื่อ มาสื่อสาร ต้องหัดพูดหัดเขียน เพื่อสื่อความต้องการของตนเองให้คนอื่นเข้าใจได้ สื่อความหมาย สื่อสาระ จนกระทั่งว้า สามารถชักจูงให้เค้าเห็นตามตัวเองได้ อันก็เป็นเรื่องของความรู้จักใช้ภาษา มีเป็นความสามารถเชิงภาษา ในการใช้ภาษาสื่อสาร ก็อย่างน้อยก็ต้องบอกความต้องการ ของตัวเองให้ชัดเจนเริ่มต้น หลายคนจะประสบปัญหา เราต้องการจะพูดใหขาเข้าใจอย่างเงี๊ยะ จะบอกความต้องการของตัวเอง เสร็จแล้วนี่พูดให้เขาเข้าใจความต้องการของตัวเองไม่ได้ ไม่ชัดเจนนะ ก็ขาดข้อนี้ เป็นขาดปัญญาแตกฉานในภาษา หรือในการสื่อภาษาน่ะ เอาว่า สื่อภาษาก็แล้วกัน

อันนี้นอกจากว่า บอกความต้องการของตนเองเข้าใจแล้ว ทีนี้ต่อไปก็คือว่า อธิบายเรื่องราวให้เขาเข้าใจอีก น่ะนี่ยากขึ้นไปอีก ทีนี้อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่าย ใช่มั้ย? แล้วก็สามารถที่จะพูดชักจูงเขาให้เห็นตามเราได้ ทีนี้สามารถขนาดนี้ บางทีใช้ในทางเป็นโทษก็ได้ อยู่ที่เจตนาละ ใช่มั้ย? บางคนนี่พูดเก่ง สามารถพูดชักจูง ให้คนอื่นเห็นตามนี่ แต่ว่าเจตนาไม่ดี กล่ายเป็นว่าเอาคนอื่นเป็นเหยื่อไปเลย ใช่มั้ย? แต่ว่าอันนี้เราพูดถึงความสามารถก่อน ส่วนจะใช้อย่างไรนั้น อยู่ที่คุณธรรมอื่นมาน่ะ ก็คือต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ หวังดี ต้องการให้เขาเห็นความจริง อันนี้ก็เป็นข้อภาคใช้แล้วนะฮะ ก็แค่นี้ก็คงจะเข้าใจไม่ยาก ทีนี้ปัจจุบันนี้ จะมีปะญหาเรื่องข้อนี้ ก็คือการฝึกในการสื่อภาษานี้น้อย เช่นข้อสอบก็จะใช้วิธีขีดถูกขีดผิด เลยไม่ได้สื่อภาษาเลย นี่ถ้าสอบในวิธีเขียนอธิบาย ก็จะมีโอกาสให้ฝึกได้เยอะ ก็ต้องฝึกวิธีพูดวิธีใช้ทำ ใช้ภาษาพูดจนกระทั่งเขาเข้าใจได้

ทีนี้ต่อไป ข้อ ๔. นี่แหละที่เป็นปัญญาที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์อย่างสำคัญนะ แล้วทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้ เรียกว่าปฏิภาณะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในความคิดทันการ ก็สาระสำคัญก็คืออย่างที่ว่าสามารถจับเอาข้อมูลความรู้ที่ตนได้รับมาก่อนแล้วนั้น มาเชื่อมโยงกันสร้างเป็นความอย่างรู้อย่างเห็นใหม่ ใช้แก้ปัญหาและคิดสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ได้ ก็ครบและ ๔ ข้อ แต่ ๒ ข้อหลังนี้เป็นภาคใช้การ

ถ้าแค่นี้ก็มีกันแล้วก็สบายแหละ อยู่ในยุคข่าวสารข้อมูลพอเลย ใช่มั้ย? แต่เรื่องอื่นก็เป็นตัวประกอบ อย่างเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเนี่ยะ มันก็จะได้ไม่เท่ากัน บางคนอ่านหนังสือเล่มนี้ แค่จะเข้าใจตามที่เค้าเขียนไว้ทั้งเล่มก็แทบจะไม่ไหวแล้วน่ะ คือเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง อ่านแล้วไม่ได้ ยังตามเขาไม่ได้ ยังไม่พอที่จะรู้ตามที่เขาบอก บางคนอ่านแล้วรู้เข้าใจหมดที่เขาบอกแต่ก็อยู่แค่นั้น บางคนนี้อ่านเข้าใจแล้วก็เกิดความคิดใหม่ๆ จากการที่อ่านหนังสือนี้กระตุ้นความคิดของตัวเองขึ้นมา อีกเยอะแยะเลย ก็คือ แล้วบางคนก็เอาไปเล่าให้คนอื่นฟังได้ สามารถเล่าเนื้อความรายละเอียดหรือสามารถ จับประเด็นให้คนอื่นฟัง จับไปเล่าให้คนอื่นฟังพูดให้เขาเข้าใจนะ แต่ว่านอกจากนั้นก็สามารถเอาความรู้เนี่ยะไปใช้ประโยชน์ หรือไปเชื่อมโยงกับความรู้จากแหล่งอื่นๆ ไปใช้ในการแก้ปัญหาและทำการใหม่ๆ คิดสิ่งใหม่ๆ แตกเป็นความรู้ ในแง่มุมต่างๆออกไปอีกเยอะแยะเลยน่ะ อย่างที่ว่า อ่านหนังสือเล่มหนึ่งอาจจะไปเขียนหนังสือได้สิบเล่ม อะไรอย่างงี้เป็นต้นนะ

เพราะฉะนั้นเรื่องของปัญญาแตกฉานนี้จึงมีต่างๆกันหลายอย่างก็ลองเอา ๔ อย่างไปพิจารณาว่า ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง นี่คนจะต่างกันยังไง ในข้อที่ ๑ ก็อัตถะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในเนื้อหา คนก็จะเข้าใจไม่เท่ากันละ บางคนเข้าใจนิดๆหน่อยๆ บางคนเข้าใจชัดเจนหมดทั้งเล่ม ทีนี้ ๒ ธรรมะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในหลัก ในตัวประเด็น บางคนก็พร่าไปหมด จับประเด็นไม่ได้ จับหลักไม่ได้ บางคนเค้าก็จับประเด็นได้ชัดเจน แล้วก็ ๓ ก็เอาไปสื่อสารจากสิ่งที่ตัวได้อ่านนี้ ไปพูดให้คนอื่นเข้าใจตามได้ ไปเล่าให้เค้าฟังได้ จะเล่ารายละเอียดก็ได้ จะเล่าโดยสรุปจับความให้ บอกประเด็นของสาระของเรื่องให้ฟังก็ได้น่ะ และสามารถเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ อย่างที่ว่าเป็นข้อ ๔ นะ

ก็นี่ล่ะครับเป็นปัญญา ที่มีความสำคัญเรียกว่า ปฏิสัมภิทา อันนี้อาจจะใกล้ตัวของเรามากขึ้น พูดถึงเรื่องญาณเมื่อเช้า ญาณ ๑๖ นี่ก็ สำคัญ แต่ว่าในชีวิตประจำวันเรา อาจจะไม่เกี่ยว ก็ปฏิสัมภิทานี้ได้ประโยชน์มาก อย่างพวกเด็กนักเรียนต่างๆนี่ก็ น่าจะได้รับการฝึกหัดให้ดี อย่างที่บอกแล้วว่า ในยุคปัจจุบัน ยุคข่าวสารข้อมูล ๔ ข้อนี่จะเป็นประโยชน์มาก

ก็แปลว่าจบนะ ปฏิสัมภิทา ๔ ปัญญาแตกฉาน ๔ ประการ แยกเป็นรับ ๒ คือ ๑. อัตถะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในเนื้อหา ๒. ธรรมะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในตัวหลัก แล้วก็เป็นภาคใช้ การ ๒ ประการ คือข้อ ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในการสื่อภาษา แล้วก็ ๔ ปฏิภาณะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในการคิดทันการ ก็จบเท่านี้ก่อนนะ ฉะนั้นวันนี้ก็เอาเท่านี้ก่อนนะ.

 https://youtu.be/vBipVRkhMUQ?si=bCDUqsKT9TuJzxUt