พระอาจารย์ชยสาโร
- พระธรรมเทศนา เรื่อง 'Sunk
cost fallacy'
https://www.youtube.com/live/OJD_o5nx60M?si=tIYaHTuHNHfSfH-9
-
พระธรรมเทศนา
ปฏิบัติธรรมบ้านบุญวันอาทิตย์ โดย พระอาจารย์ชยสาโร ณ บ้านบุญ ปากช่อง นครราชสีมา
วันอาทิตย์ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๙
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ
นะโมตัสสะ ภะคะวะโต สัมมาสัมพุทธสัสะ
พุทธัง ธัมมัง สังฆัง คุนุตตะรัง ปัจจายัง นะมัสสามิ.
วันนี้จะเล่าคำสอนของหลวงปู่ชาให้ฟังเป็นบางข้อ
เริ่มจากคำสอนระดับศีลธรรมทั่วไป อย่างหลวงพ่อชอบ พูดว่าทุกวันนี้ ทุกวันนี้หมายถึง
50 กว่าปีที่แล้ว แต่หมายถึงทุกวันนี้ก็ได้ ว่าคนไทยชอบทำบุญแต่ไม่ชอบละบาป ท่านบอกว่าอยากจะให้ความสำคัญกับการ
ละบาป เท่ากับการทำบุญหรือทำบุญ ที่จริงแล้ว ๒ สิ่งนี้ต้องไปด้วยกัน แล้วหลวงพ่อชสาเคยสอนว่า
สัมมาทิฏฐิคือ ที่ร่มเย็น เราจะเย็นด้วยสัมมาทิฏฐิ และสัมมาทิฏฐิคือความเข้าใจที่ถูกต้องเริ่มตั้งแต่เรื่องของบุญและบาป
บุญคืออะไรบาปคืออะไร ถ้าเราไม่รู้จัก มันจะเป็นปัญหาที่คือ คนเชื่อว่าสิ่งสิ่งหนี่งเป็นบุญ
แต่ที่จริงไม่ใช่ ก็เลยยินดีทำ ทำด้วยความภาคภูมิใจ มีความสุข แต่สิ่งที่ทำไม่ดี
ตัวอย่างของหลวงพ่อสมัยนั้นคือ
งานชาวบ้านไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ ส่วนมากต้องฆ่าวัวฆ่าความเลี้ยงแขก
แต่หลวงพ่อจะสอนชาวบ้านว่า แล้วจะบุญได้อย่างไรมันจะมีการฆ่าสัตว์ งานบุญที่ต้องฆ่าสัตว์
คือทำบาป มันจะเป็นบุญได้หรือ ดังนั้นความเข้าใจในสิ่งที่ตนทำ
ไม่ใช่แค่มีชื่อว่าบุญต้องเป็นบุญดเสมอไป ชื่อว่าบาปต้องบาปเสมอไป คนเราส่วนมากส่วนใหญ่อยากเป็นคนดีอยากทำความดี
แต่เป็นจุดอ่อน จุดอ่อนของผู้ที่ไม่มีปัญญากลั่นกรอง ปัญญาทบทวน ปัญญาไตร่ตรอง โดยเฉพาะเป็นที่ผู้มีอำนาจ
อ่า รู้อยู่ดีว่า การบริหาร บริหารคนจำนวนมาก จะบริหารได้คือ
ให้ล้างสมองให้ผลประโยชน์ของตัวเองคือความดี สิ่งที่ตัวเองคือความดี
ซึ่งทุกคนควรจะใส่ใจ เพราะถ้าคนทำสิ่งที่ตนต้องการโดยเชื่อว่ากำลังทำความดี โอ๋นี่
เค้าจะจงรักภักดีมาก เขาจะเสียสละเพื่อเราให้มาก
ฉะนั้นการที่จะป้องกันอันตราย
สิ่งที่ป้องกันอันตรายไม่ใช่ปืน ไม่ใช่อาวุธแต่คือปัญญา ปัญญาในสมาธิที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
เวลาคนจะให้เราเข้าใจว่าต้องทำนะ ทำให้มันดีนะ อ่า เราต้องหยุด
เห็นว่าไอ้ที่ว่าดีมันดีตรงไหน? ดีอย่างไร? อะไรคือเครื่องตัดสินว่าดี ใช่มั้ย?
ไม่ใช่ว่าทุกคนว่า ก็ต้องเป็นดีเสมอไป บางสิ่งบ่างอย่างเป็นของเก่าแก่ก็จริง แต่มันไม่ดีมานานยแล้ว
อืม ไม่ใช่ว่าเพราะเก่าแล้วต้องดี หรือว่าถ้าคนรุ่นใหม่แล้วเหก็นว่าของใหม่ต้องดีกว่าของเก่า
อันนั้นก็ถือว่างมงายเหมือนกันนะ ของใหม่บางอย่างนี่ อ่า เสื่อมเพราะเป็นแฟชั่น
บางสิ่ง คือเราจะมองสิ่งดีสิ่งใหม่เปลี่ยนจากสิ่งเก่านะ มันต้องเป็นความเจริญ แต่บางทีมันไม่เจริญเลย
เป็นความเสื่อม แต่เพราะเรามีแต่เชื่อ รู้จักแต่เชื่อดีเชื่อชั่วเชื่อบุญเชื่อบาป แต่เราไม่ได้กลั่นกรองไม่ได้คิดว่า
ใช่หรือไม่ใช่ มันจึงเป็นปัญหา
ดังนั้นหลวงพ่อให้เรา เอ่อ มีสัมมาทิฏฐิ
ความเห็นชอบ ปล้วให้เราให้ความสำคัญกับการละบาป อ่า พอๆกับการทำบุญ
กับการทำบุญคือการทำให้ชีวิต โดยเฉพาะจิตใจดีขึ้นสูงขขึ้น ในเมื่อเราทำจิตให้ดีขึ้นสูงขึ้น
มันจะมีความสุขตามมา แต่ถ้าเรามีความคิดผิด เชื่อว่าบาปว่าบุญก็มีความสุขได้เหมือนกัน
ดังนั้นถามคนบางคนว่าจะรู้ได้ยังไงว่าบุญ เรียกว่าทำแล้วมีความสุข อ่า แล้วก็ทำบาปโดยเชื่อว่าบุญ
แล้วก็มีความสุขได้เหมือนกัน ความสุขม่ใช่ เอ่อ ไม่ใช่หลักตัดสินเลย
นี่หลวงพ่อชาท่านสอนว่า เรารักษาศีล ศีลรักษาเรา ไอ้คำนี้น่าสนใจ การรักษาศีล
เรารักษาอย่างไร? อะไรคือรักษา? ศีลคืออะไร? รักษาคืออะไร? เนี่ยะเราต้องดูให้ดี ศีลในพุทธศาสนา
อาจจะมีบางสิ่งบางอย่างดูคล้ายกับศีลในปรัชญาลัทธิศาสนาอื่น แต่ว่ามีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่เหมือน
ที่สำคัญที่สุดก็คือระบบศีลธรรมในพุทธศาสนา เป็นเรื่องสมัครใจ ใช่มั้ย? อย่างในบางศาสนานี่ศีลธรรมมันเป็น
โอ๋ เป็นเรื่อง อ่า เรื่องลงโทษอย่างแรง อย่างเช่นในบางศาสนา
ถ้าจะเปลี่ยนศาสนาเป็นศาสนาอื่น จะผิดกฎหมาย ถึงโทษประหาร ในบางประเทศ
ทีนี้พุทธองค์ตรัสถึงศีล ในบริบทของไตรสิกขา
อาตมายังจำได้ว่าตอน ตอนเรียนภาษาไทยใหม่ๆ ภาษาของหลวงพ่อชา จะภาษาง่ายๆ เอ่อ
ไม่ยากเท่าไหร่ นอกจากสำนวน บางทีหลวงพ่อชา จะคิดเป็นลาว แล้วก็แปลเป็นไทย
เหมือนคนต่างชาติจะคิดเป็นอังกฤษ แล้วก็แปลเป็นไทย ไทยคิดไทยแปลอังกฤษ ฟังแปลกๆ
หลวงพ่อชานี่จะมีคำไทยมาจากลาว อ่า บางคำ แต่ก็มีรสชาติพิเศษเฉพาะท่าน ทีนี้เรื่องของศีลธรรม
และของศีล ท่านก็กล่าวถึงศีลสมาธิปัญญา
แล้วท่านใช้คำที่อาตมาไม่รู้จักมาก่อน ต้องไปดูในพจนานุกรม ยังจำได้ว่าศีลสมาธิปัญญา
เป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน ไอ้คำว่าไวพจน์เนี่ยะ เป็นคำไม่ค่อยจะใช้กัน แต่ก็ถูกใจท่าน
ท่านก็หมายความว่า จะแยกออกจากกันไม่ได้ เพราะฉะนั้นศีล
ต้องเป็นศีลประเภทที่นำไปสู่สมาธิและปัญญา จึงจะเป็นศีล
และถ้าศีลคือไม่ทำบางสิ่งบางอย่าง เพราะกลัวคนว่า หรือกลัวติดคุกติดตาราง นั่นยังไม่ใช่ศีล
ถึงจะไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักขโมย นั่นไม่ใช่ศีล เพราะเกิดจากเจตนาที่มีกิเลสผลักดัน คือต้องการอะไรบางอย่างหรือว่ากลัวอะไรบางอย่าง
ไม่ใช่ศีลเพื่อสมาธิและปัญญา ไม่ใช่ศีล เอ่อ ลักษณะเป็นเครื่องฝึกพฤติกรรม แล้วรักษาศีลคือ
มีศีลแต่ละข้อหรือสิกขาบทแต่ละข้อเป็นเครื่องระลึกของสติในชีวิตประจำวัน อ่า
การเจริญสติของเรา เริ่มพื้นฐานที่สุด
คือการไม่ลืม ไม่ลืมสิกขาบท ๕ ข้ออยู่ในใจในสมองอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าอยู่ที่ไหน
อยู่คนเดียว อยู่กับคนอื่น ๕ ข้อนี้จะอยู่ในใจ พอเราเจอสิ่งที่ เอ่อ คิดจะทำ คิดจะพูดอะไรที่
อ่า ขัดกับศีล ๕ ข้อนั้น มันจะรู้ตัวขึ้นมา เรียกว่ามีสติ รู้ตัวมีสติขึ้นมาว่า
สิ่งที่กำลังจะทำ กำลังจะพูด ผิดศีลนะ และถ้าเรารักศีลของตัวเอง ตั้งมั่นอยู่ในศีลเป็นผู้ทรงศีล
ความรู้สึกที่ตามมา ก็เรียกว่าหิริโอตัปปะ ละอายต่อบาปเกรงกลัวต่อบาป ไม่ทำ
อืม
ทีนี้ที่ว่า ศีลสมาธิปัญญา ในคำพูดของหลวงพ่อชาว่าเป็นไวพจน์ซึ่งกันและกัน
หมายถึงว่าจะรักษาศีลในความหมายของท่านนั้น ต้องมีปัญญา แต่ละข้อแล้วต้องเห็นชัดเลยว่า
โทษของการละเมิดีลข้อนี้คืออะไร? คุณประโยชน์ขแองการรักษา มีอะไรบ้าง?
เห็นชัดเลยว่า โทษมากกว่าคุณ ถ้าเราไม่มีสัมมาทิฏฐิอย่างนี้
เกิดจากการคิดพิจารณา ศีลจะไม่มั่นคง เรื่องทำต่อหน้าลับหลัง หลวงพ่อชาท่านบอก
อยู่คนเดียวอย่าดูถูกตัวเองนะ บางคนเรียกว่า อยู่คนเดียวไม่มีใครเห็น แต่ตัวเราเห็นสินะ
เราก็เป็นคนเหมือนกัน ไม่ใช่ว่าไม่มีใครเห็น เราเห็น เอ่อ
พุทธองค์ได้ตรัสถึงพระอรหันต์ว่า คุณสมบัติหรือว่าเอกลักษณ์พระอรหันต์ เป็นผู้ที่ไม่มีคำว่า
ต่อหน้าหรือลับหลัง เหมือนกันเลย ไม่ใช่อยู่ในสังคมก็อย่างหนึ่ง อยู่คนเดียวก็อย่างหนึ่ง
นี่ศีลจะอยู่ในบริบทของไตรสิกขา เราอย่างน้อยก็ต้องมีสติช่วย ใช่มั้ย?
อย่างงั้นถ้าเกิด เอ่อ มีสิ่งที่กดดันสิ่ง เอ่อ
ยุให้ผิดศีล ถึงแม้ว่าเราเคยสมทานศีลไว้ ลืม โอ๋ ทำไปแล้วจึง โอ้ตายล่ะ มันผิดศีล ใช่มั้ย?
เพราะฉะนั้นสมาทานศีล ก็คือ สมาทานแล้วก็ต้องรักษา เพราะท่านลืมเมื่อไหร่
ก็มีสิทธิ์จะผิดศีลได้ ทั้ง ๆที่ไม่มีเจตนาร้ายแค่ความเคยชิน และความกดดันภายนอก
คือความอดทนก็เป็นคุณธรรมข้อนึง ที่อยู่ในหมวดสมาธิ ถ้าเรามีความคิดจะละเมิดศีล แต่ก็มีความรู้ขึ้นมาในเวลานั้น
ว่า ไม่ได้ไม่ได้ ผิดศีล แต่ไม่ยังไม่พอ แต่ถ้าความอดทนต่อกิเลสน้อย หิริโอตัปปะ
สติทุกอย่างพังไปเลย เพราะขาดความอดทน แล้วเราจึงทำตามกิเลสเหมือนเดิม
เพราะขาดความอดทน เพราะศีลจะเกิดได้ก็ด้วยปัญญา ศีลจะอยู่ได้ ก็ด้วยคุณธรรม เช่น
สติและความอดทนเป็นต้น ที่เรารักษาศีลในลักษณะนี้ อ่า ศีลรักษาเรา ศีลรักษาเราเพราะเมื่อเราสามารถบริหาร
เอ่อ บริหารกายวาจาของเราภายในกรอบที่เรากำหนดไว้ โดยการสมัครใจนั้น
ความรู้สึกบางอย่างจะเกิดขึ้น ๑ คือความปลอดจากความรู้สึก
มีความผิดหรือความเดือดร้อนใจ เพราะสิ่งที่ทำคำที่พูด จิตจะรู้สึกโปรดโปร่งมากขึ้น
อ่า ความคิดที่เป็นทุกข์อยู่ในใจลดน้อยลง พอเราไม่ได้ทำอะไรพูดอะไรให้จะต้องเสียใจ
จะต้อง เอ่อ จะต้อง อ่า คิดวิตกกังวล ต้องคิดว่าตัวเองเป็นต้น
แต่ความเคารพนับถือตัวเอง เอ่อ เกิดขึ้น และความเป็นมิตรกับตัวเอง ก็เกิดขึ้น
เพราะเมื่อเราไม่ทำอะไร ไม่พูดอะไร อ่า เบียดเบียนตัวเองเบียดเบียนคนอื่น แล้วจะเกิดว่า
ชอบอยู่กับตัวเองมากขึ้น ไม่ต้องไปหาสังคม ไปทำไปทำนะ เพื่อจะไม่ต้องอยู่กับตัวเอง
จะสังเกตว่าคนทุศีลนี่อยู่กับตัวเองไม่ได้ จะต้องมีอะไรสักอย่าง ทำตลอดเวลา
พอหยุดเมื่อไหร่นี่ ต้องอยู่กับตัวเองมันน่ากลัว แต่ถ้าเราทรงศีลเป็นผู้ถือศีล อ่า
เป็นผู้รักษาศีล เราจะอยู่กับจตัวเองได้ มีความสุข ซึ่งจะนำไปสู่ความเจริญในสมาธิ
และปัญญา
ทีนี้ในเรื่องของการฝึกจิต คำที่ เอ่อ เราชอบมากตั้งแต่ต้นคือคำพูดที่หลวงพ่อชา
สอนแล้วว่า ขยันก็ทำ ขี้เกียจก็ทำ เพื่อความสม่ำเสมอต่อเนื่องเป็นเคล็ดลับ
ในการภาวนาไม่ว่าใช้เทคนิคอะไร แนวทางปฏิบัติอย่างไรก็ตาม
ความสม่ำเสมอต่อเนื่องให้เกิดเป็น โมเมนตัมในการปฏิบัติสำคัญ สมาธิคืออะไร? สมาธิคือสติต่อเนื่อง
เอ่อ ถ้าสติอย่างกระท่อนกระแท่น สมาธิเกิดไม่ได้ แต่เมื่อสติต่อเนื่อง
จิตจะเปลี่ยนอาการมั่นคงหนักแน่น ผ่องใส ผ่องใสเบิกบาน เป็นผลของการเจริญสติ
จนจิตตั้งมั่น
ทีนี้ในการปฏิบัติไม่ว่าใคร ไม่ว่าพระไม่ว่าโยม
บางวันนี่มีความกระตือร้น บางวันไม่มีหรือมีน้อย มันจะไม่อ่า มันไม่ใช่ว่าพอเรามีศรัทธาแล้ว
ฉันทะความพอใจในการภาวนา อ้า จะต้องมีเป็นอัตโนมัติ มันก็มีขึ้นมีลง
เป็นสังขารเหมือนกัน ทีนี้ถ้าเรามีเงื่อนไขในการปฏิบัติ การปฏิบัติก็ไม่สม่ำเสมอ การปฏิบัติก็ไม่เจริญ
มีพระสูตรหนึ่งที่พระพุทธองค์ ก็ตรัสถึงข้ออ้าง ในการปฏิบัติ ว่าก่อนกินข้าว ว่า
โอ๋มันปฏิบัติไม่ได้ มันหิว อ่า ไม่มีแรง อ่าพวกกินข้าวเสร็จแล้วก็ว่า โอ๊
ไม่ปฏิบัติ มันอิ่มมากเกินไป ก่อนเดินทางนะ โอ๊ ยังไม่ปฏิบัติหรอกเพราะว่าต้องผลักเอาแรง
พรุ่งนี้เดินทางไกล พอเดินทางไกลแล้วก็ โอ วันนี้ไม่ไหวเดินทางมามาก คือทุกอย่างเรามีข้ออ้างได้ทุกอย่างนะ
กิเลสก็ต้องมีข้ออ้างอยู่เสมอ
นั้นน่ะบางวันนี่เรา อ่า เรารู้สึกขี้เกียจ
แต่เราสังเกตว่า ขี้เกียจนี่มันจะเชื่อม มันมีกับคำว่า อ่า ไม่ทำ ขี้เกียจไม่ทำ ๒
คำนี้มันจะอยู่ด้วยกัน เหมือนจะเป็นอันเดียวกัน แต่ที่จริงมันแยกออกจากกัน ไม่ได้
เอ่อ อย่างที่หลวงพ่อชาท่านสอนว่า เครียดก็ทำ ขี้เกียจเท่าไหร่ก็ทำ แทนที่จะคิดว่า
โอ๋ วันนี้ฉันไม่ไหว ฉันขี้เกียจฉันไม่ทำหรอก อ่า เรารู้สึกว่า โอ ความยขี้เกียจ เกิดขึ้นแก่เรา
อืม นี่คือความขี้เกียจมันก็เป็นอย่างนี้ อาการของมันก็เป็นอย่างนี้เน๊าะ
รับรู้รับทราบ แต่ไม่ ไม่ปล่อยให้ เป็นตัวตัดสิน ว่าจะทำหรือไม่ทำ ซึ่งอาตมาสมัยนั้นก็ชอบ
เอ่อ เปรียบเทียบกับการทำงานของชาวนา ให้ชาวนาไปทำ โอ๋ นี้มันน่าประทับใจนะ
น่าทึ่งมาก ร้อนเท่าไหร่เค้าก็ต้องทำงาน ฝนตกแค่ไหนก็ทำงานทุกวัน
คือไม่ใช่ว่าเค้าไม่รู้สึกนะ ไม่ใช่ว่าเค้าชินแล้วเค้าไม่ร้อนเหมือนคนธรรมดา
ไม่ใช่ว่าฝนตกเค้า...เค้าชอบ แต่เค้าไม่ถือว่าเป็นเงื่อนไขว่า จะทำนาหรือไม่ทำน่ะ เค้าไม่มีทางเลือก
ยังไงยังไต้องทำ เมื่อไม่ทางเลือก ทำอะไรทำไมสิ่งต่างๆมันง่ายขึ้น ใช่มั้ย?
ปัญหาอยู่ที่ความคิด ปัญหาอยู่ที่เหตุผล อ่า
ที่สร้างข้ออ้างต่างๆ หลวงพ่อจึงสอนว่า ไม่ต้อง เอ่อ สิ่งใดที่ควรจะทำเนี่ยะ
ขยันก็ทำ ใช่มั้ย? แต่ขี้เกียจต้องทำเหมือนกัน ถ้าทำเฉพาะเวลาขยัน ไม่มใประสบความสำเร็จหรอก
อย่าง เอ่อ มะวานนี้มีงานปฏิบัติธรรมของผู้ปกครองเก่า ของ อ่า ปัญญาประทีป ศิษย์ปัญญาประทีป
เมื่อคืนนี้ญาติโยมสิบกว่าคน เจตสิก คือภาวนาทั้งคืน ก็เป็นการสมัครใจน่ะ ไม่ใช่ข้อบังคับ
แล้วมันดีตรงไหนอ่ะ การภาวนาทั้งคืน เพราะว่าเที่ยงคืนตีหนึ่งตีสองแล้ว มันทรมานกันนะ
มันจะไม่ค่อยสงบ มันจะง่วง แต่ว่าเป็นการฝึกเป็นการีสร้างบารมี ในเรื่องนี้ว่า
ขยันก็ทำขี้เกียจก็ทำ เพราะถ้าตีหนึ่งตีสองทีไร ก็โอ๋ขี้เกียจแล้วนะ
มันก็อยากหลับล่ะ แต่การที่รับรู้เฉยๆ แต่ไม่เอาตาม เพราะเราอธิษฐานจิตว่าจะไม่เอนกายหลับ
เราจะไม่พักผ่อนเราจะสู้ นั้นจะทำให้จิตใจเราเข้มแข็ง
ฉะนั้นจิตใจของเราทุกคนต้องมีชอบไม่ชอบ ถูกใจไม่ถูกใจ
แต่สิ่งที่สำคัญคือเราให้น้ำหนักแก่ความรู้สึกชแอบไม่ชอบ ถูกใจไม่ถูกใจ
มากน้อยแค่ไหน ดังนั้นถ้าเรามองควงามถูกใจไม่ถูกใจ เหมือนกับเป็นดินฟ้าอากาศ เป็นสิ่งแวดล้อมเฉยๆ
แต่ให้มีอำนาจเหนือจิตใจ จนถึงว่าบางสิ่งบางอย่าวงควรทำไม่ทำ
หรือบางสิ่งบางอย่างไม่ควรทำก็ทำ ที่เรื่องการปล่อยวาง อันนี้เป็นคำที่คนชอบกันมาก
แล้วที่ต้องพูดบ่อยๆ เพราะว่าการปล่อยวางนี้ไม่ใช่ปล่อยปละละเลย
ไม่ใช่ว่าบางสิ่งบางอย่างอยากลำบาก ไม่ไหวแล้วปล่อยวางดีกว่า คือในมางความปล่อยวาง
ใช้คำนี้ในภาษาชาวบ้านน่ะ มันจะได้เป็นบางครั้งว่า เอ่อ ไม่ทำละ
เพราะยิ่งทำยิ่งเสีย ซึ่งเป็นอาการของปัญญาได้ ถ้าใช้ใน ในความหมายนี้
อย่างเช่นว่ามีความคิดผิดอย่างหนึ่ง ถ้าเป็นบางคนอาจจะอาตมาจำภาษาไทยไม่ได้ ภาษาอังกฤษเค้าเรียกว่า
sunk cost fallacy รู้จักมั้ย sunk cost
fallacy …
Sunk cost ก็คือ cost ค่าใช้จ่ายที่ เงินที่จ่ายไปแล้ว สมมติว่าเราจ่ายไปมากแล้ว
ถ้าเลิกตอนนี้มันก็เหมือนกับยอมรับว่า เงินนี้หายเปล่าหรือไม่เกิดประโยชน์อะไร ขาดทุนอย่างชัดเจน
ทนไม่ได้ ก็ยังมีความหวัง มีความหวังว่า เอ๊า อีกสักหน่อยหนึ่ง ลงทุนอีกสักหน่อยนึง
มันอาจจะดีขึ้นก็ได้ ดเอ่อ มีความหวังแล้วก็ยิ่งเสียเงินเสียเวลาอะไรหลายๆอย่าง เพราะความหวังในสิ่งที่เป็นไปไม่ได้
ตัวอย่างสงคราม สงครามเมื่อมันเกิดมีสงคราม อ่า แล้วทหารตาย
ทีนี้ในการเถียงกันว่าจะทำตอ่หรือไม่ทำต่อ ผู้ที่ต้องการจะทำต่อ มักจะมีเหตุผลว่า
ถ้าเลิกตอนนี้ ทหารของเราลูกหลานของเราตายเปล่า ไม่เกิดประโยชน์อะไรเลย
เราต้องสู้ต่อ นี่หลายสงครามในอดีตน่ะ สงครามไม่จบ สงครามต่อไปน่ะ ทำให้ทหารตายเพิ่ม
เป็นร้อยเป็นพัน เป็นหมื่น แต่ละครั้งเหตุผลที่จะไม่เลิก ก็เพราะเราเสียชีวิตหนัก เอ่อ ทหารไปเยอะแล้ว ต้องสู้ต่อ หลายอย่างนะที่เราทำไปแล้ว
รู้สึกว่าถ้าเลิกตอนนี้ อ่าต้องยอมรับว่า ทำผิดอ่า ผิดพลาด ขาดทุน
แต่ไม่ยอมรับความจริง แล้วก็ทำต่อก็ยิ่งเสียหายใหญ่ อันนี้จะใช้คำว่า ปล่อยวางตอนนี้ก็ได้
อันนี้เป็นความหมายที่พอยอมรับได้ ว่ายอมรับว่า แค่นี้จบล่ะ ไม่ให้เสียมากกว่านี้
ต้องยอมรับความจริง
แต่ในทางธรรม ที่ใช้ผิดก็เหมือนกับว่า ก็กลับมาเป็นเรื่อง
ขยันก็ทำขี้เกียจก็ทำ ทั้งที่ขี้เกียจแต่ไม่อยากจะเรียกว่าขี้เกียจ เอาเป็นปล่อยวางดีกว่า
ใช่มั้ย? ทั้งที่ปล่อยวางเพราะอะไร ปล่อยวางเพราะอคติ ปล่อยวางเพราะขี้เกียจ
ฉะนั้นเราต้องดูใจ ด้วยความ อ่า ด้วยสัจจะว่า เหตุผลในการเลิกคืออะไร แต่ความหมายที่ถูกต้อง
ของคำว่า “ปล่อยวาง” ในใน...ถ้าใช้ในเป็นภาษาธรรม อันนั้นหมายถึงปล่อยวางความรู้สึก
ว่าเราว่าของเรา หลบวงพ่อชาจึงมีคำพูดที่อาตมาชอบมาก ว่าปล่อยวางภายในการกระทำ อืม
ฉะนั้นในระหว่างทำงาน อาจจะมีความรูสึก อ่า มีตัวมีตน อ่า รู้สึกว่าเราดีกว่าเคเ
แล้วก็เค้าอะไร ก็อัตตาตัวตนปรากฏในรูปแบบต่างๆ นี้คือสิ่งที่เราต้องปล่อยวาง
แต่ตัวไม่ใช่ตัวการกระทำ แต่เป็นกิเลสที่ เกิดขึ้น ระหว่างการกระทำในสิ่งที่ถูกต้องและสมควรจะกระทำ
ในกรณีของสิ่งที่ไม่ควรจะทำเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่การปล่าอยวางคือการปล่อยวางกิเลส
หลวงพ่อชามีคำพูดคำหนึ่งที่ว่า ยึดมั่นถือมั่นมากก็ทุกข์มาก
ยึดมั่นถือมั่นน้อยก็ทุกข์น้อย ไม่ยุดมั่นถือมันเลยก็ไม่ทุกข์เลย คำ ๆนี้ก็น่าพิจารณา
เพราะว่ามันโยงถึงเรื่องของ สันทิติกะ สันทิติโก ธรรมเป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ
พึงเห็นได้ด้วยตนเอง ดังนั้นพอกล่าวถึงความยึดมั่นถือมั่น ว่าเรา ของเรา
เราก็สามารถดูในตัวเอง แล้วก็สามารถดู อย่างน้อย ๒ ข้อแรก สิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นมาก
หรือว่าสิ่งที่เรายึดมั่นถือมั่นว่าน้อยแล้ว แล้วถามตัวเองว่า
เป็นตามที่ท่านสอนมั้ย? ในเรื่องที่ยึดมั่นมากถือมั่นมากแล้วทุกข์มาก ยึดมั่นถือมั่นน้อยก็ทุกข์น้อย
ใช่หรือไม่? นี่เป็นสิ่งที่เราดูเองได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องเชื่อตามท่าน
ทีนี้เรา ถ้าเรามีความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่าเรา
ว่าของเรา ถ้าคนดำนี่ รู้สึกยังไงมั้ย? ทุกข์มาก สมมติว่าเราเป็นอาจารย์
สอนวิชาการใดวิชาการหนึ่ง แล้วมีชื่อมีเสียง อ่าเคยเขียนหนังสือเคยได้รับรางวัลอะไร
อย่างงี้อ่ะนะ แล้วมีคนมากล่าวว่า สิ่งที่สอนผิดหมดเลย ไม่ใช่เลย ก็คงมีความรูสึกนะ
เอ่อ แต่ส่วนมากก็เพราะยึดมั่นถือมั่นเอาไว้ว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นอาจารย์ครับ
ข้าพเจ้าผู้เป็นผู้เชี่ยวชาญ ข้าพเจ้าผู้ที่เขียนหนังสือ ที่หลายเล่ม
ข้าพเจ้าผู้ที่ได้รับรางวัลแหละ ก็จะมีความยึดมั่นถือมั่น ในตัวเรา
นั้นมันจะทำให้เรา sensitive มาก เห็นมั้ย?
มันจะกรพะทบนิดเดียวกันก็ รู้สึกทันที
แต่ถ้าว่าเป็น เป็นเรื่องที่ทั่วๆไป สมมติว่าเราเล่นกีฬา
แล้วก็เราก็เล่นกีฬาก็รู้สึกมีความคิดว่าเราก็ก็เก่งอยู่ในระดับหนึ่ง
แต่พอเค้าตำหนิ เราก็ไม่อยากให้ใครตำหนิเรา ก็แต่ต้องยอมรับว่า อื้อ
ก็ใช่เหมือนกันเราไม่ได้เก่งมากหรอก มันไม่ได้ถูกใจมาก เพราะไม่ได้เอาศักดิ์ศรีของเรา
ภาพพจน์ของเรา ภาพลักษณ์อะไรไปผูกพันไว้กับสิ่งนั้น ดังนั้นในชีวิตประจำวันง่ายๆก็มีบางสิ่งบางอย่างซึ่งเรียกว่า
ตัวเรา อยู่ในสิ่งนั้น ศักดิ์ศรีอยู่ในสิ่งนั้น เนี่ยะคือ สิ่งที่ต้องปล่อยวางอ่ะนะ
คือเราสามารถทำงานหนักโดยไม่ต้องมีความรู้สึกอย่างนี้ได้ แล้วถ้าเราปล่อยวางความรู้สึกอย่างนี้ได้แล้วยิ่งยิ่งดี
มี อ่า มีกล่าวถึงไอน์สไตน์ ในฐานะนักวิทยาศาสตร์ที่เรียกว่า
เก่งที่สุดในรอบ 100-200 ปี หน้าตาของไอน์สไตน์ทุกคนก็จำได้ นี้ก็ผมสีขาวมีหนวดนี่
คือเห็นรูปแล้วน่าจะรู้ว่าเป็นใคร อย่างไรก็ตาม ตอนอายุมากแล้ว ไอน์สไตน์ไปร่วมสัมมนา
ก็มีนักวิทยาศาสตร์รุ่นใหม่ เอ่อ ไม่ทราบเป็นได้ไง แกไม่รู้ว่าไอน์สไตน์คือใคร เลยคิดว่าเป็นคุณตาคนหนึ่ง
แล้วก็ถามไอน์สไตน์ว่า Who are you? ไอน์สไตน์ก็ตอบว่า I
am a student of physics อ่า
นี่นักวิทยาศาสตร์ที่ว่าชั้นหนึ่งของโลก รับรางวัลโนเบลทั้ง ๒ ครั้ง อ่า
เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งที่สุด
แต่ในสความรู้สึกของตัวเองว่าเป็นแค่นักศึกษาฟิสิกส์ เพราะเขารู้ว่าสิ่งที่เขาไม่รู้ก็ยังมากกว่าสิ่งที่รู้
อืม ตัวเองก็ดเคยผิดพลาดแล้ว มันไม่ใช่ว่าถูกได้ทุกเรื่อง นี่คือผูแป็นตัวอย่างที่ดี
ไม่ต้องอวดใคร และก็ไม่ต้องมีอัตตาตัวตน
สิ่งที่เรา อัตตาตัวตนคืออะไร?
มันไม่ใช่ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ว่าเป็นการยึดสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ว่าเป็นเราเป็นของเรา
ต่อเนื่อง อย่างคนที่สมองดี ใช้ความคิดในการทำงาน ประสบความสำเร็จเพราะสมองเพราะความคิด
ก็แน่นอนแล้วก็ต้องให้ ให้ค่าให้ความสำคัญกับสิ่งนั้น แล้วยึดมั่นว่าเราว่าของเรา ปัญหาจะเกิดขึ้นชัดเจนเมื่อนั่งสมาธิ
เพราะคนที่ยึดมั่นถือมั่นว่าเรา คือความคิดความคิดคือเรา
ศักดิ์ศรีของเราอยู่ที่ความคิด คิดเก่ง พอจะนั่งสมาธิต้องสละความคิดทั้งหมด
ถ้าผู้ที่ยึดมั่นถือมั่น จะทุกข์ เพราะกลัวว่าความคิดหาย แล้วตัวเราก็หาย กลัว
กลัวหาย หรือว่ากัวว่าถ้าทำสมาธิแล้วจคิดไม่เก่งเหมือนเดิมน่ะ
มันจะไม่มีความคิดอะไร ในสมองกลัวว่า กลัวพลัดพรากจากความคิด ที่จริงสมาธิก็ไม่ได้ทำเช่นนั้น
แต่เรารู้จักพักจากความคิดในเวลาอันสมควร เวลาจะคิดก็คิดเต็มที่ คิดอย่างมีเหตุมีผล
คิดอย่างปราศจากอคติแล้วความลำเอียงต่างๆ แต่เวลาไม่ต้องคิด ก็ไม่ต้องหาอะไรสักอย่างมาคิดเอาควสามคิดเป็นเพื่อนอยู่โดยไม่ต้องคิดอะไรก็ได้
แต่รูตัว ไม่ใช่คิดแล้วหลับ คิดแล้วงง คิดแล้วรู้ตัว
ดังนั้นการภาวนาไม่ได้มุ่งที่จะทำให้จิต ยิ่งความนิ่งก็เป็นวาระหนึ่งในการปฏิบัติ
แต่ไม่ใช่เป้าหมาย เป้าหมายก็คือมีปัญญา รู้เท่าทันความเกิดดับของขันธ์ ๕ ว่าเป็นธรรมชาติธรรมดา
ไม่ใช่เราไม่ใช่ของเรา
ดังนั้นเราสังเกต เราเรียนรูเจากประสบการณ์ธรรมดาๆในชีวิต อืม มีอยู่ปีหนึ่ง อาตมา กลับไปเยี่ยมบ้าน
เราก็นั่งครอบครัวแม่ลูก นั่งดูทีวีเป็นข่าว ข่าวจากต่างประเทศเรื่อง อ่า
จำไม่ได้เลย แต่ว่าเป็นภาพที่น่าสะเทือนใจพอสมควร คนในอาฟริกา ที่ไหนที่ขาดอาหาร
อ่า เด็กเล็กแต่ โอ๋ดู น่า น่าสงสารมาก แต่คนดูทีวีก็ดูไป เอ่อ ดูข่าว
พอดูข่าวเสร็จแล้ว จะดูอไรต่อไป แต่พอดีมันมีหลานอาตมาตัวเล็ก หกล้ม ไม่เป็นไรเลย
แต่ร้อง โอ๊ ทุกคน เป็นยังไง? คือไอ้หลานนี่ที่ว่าเป็นหลานของเราลูกของเราที่ของเรานะ
ทุกข์นิดเดียว อู๊ เป็นเรื่องที่ครอบครัวทุกคนในแบบตื่นเต้น แต่ดูในจอนี่คนตายเป็นแสน
เฉยๆ อืม เพราะไม่ใช่ของเรา ใช่มั้ย? ฉพะนั้นไอ้เคสวามรู้สึกว่า เราหรือของเรา
มีหรือไม่มี แรงหรืออ่อน นี่เป็นสิ่งที่ก็ควรจะศึกษา
แล้วดูคำพูดของหลวงพ่อชา ว่าอย่ายึดมั่นถือมั่นว่าเรา
- มาก ก็ทุกข์มาก ถ้ายึดมั่นถือมั่นว่าเรา - น้อย ไม่ยึดมั่นถือมั่นเลย
ก็ไม่ทุกข์เลย มันใช่หรือไม่ใช่ คำสอนทั้งหมดเรียกว่าเป็น สันทิติกะ เป็นสันทิติโก
เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาหรือผู้ปฏิบัติ พึงรู้ได้ด้วยตนเอง ดังนั้นครูบาอาจารย์เป็นผู้ชี้ทาง
ให้ข้อคิดความรู้ ให้กำลังใจ แต่เราต้องเอาไปทำต่อว่า สิ่งที่ท่านสอน อ่า ถูกมั้ย?
คือไม่ใช่ว่าเราเคารพนับถือแล้ว ศรัทธาแล้วต้องเชื่อ แล้วคุณธรรมเนี่ยะ
อาตมาว่าเป็นคุณธรรมที่ไม่เป็นคุณธรรม หรือเป็นคุณธรรมที่มีกิเลส ครอบงำและแทรกแซงมากที่สุด
คือความจงรักภักดี คนทำความชั่วเยอะ เพราะความจงรักภักดีน่ะ อืม ที่การอ้างว่า โอ
แค่คนจงรักภักดีแล้ว ก็ไม่ต้องสงสัยไม่ต้องคิดไม่ต้องเชื่อ แต่นั่น อันตรายพระพุทธเจ้าไม่เคยสอน
ไม่มีหมวดธรรมใดที่สอนให้คนต้องจงรักภักดีต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าไม่เคยต้องการ
ครูบาอาจารย์ไม่ต้องการ ครูยาอาจารย์ต้องการให้เรารับสิ่งที่ท่านให้และเอาไปใช้ สิ่งใดที่มีประโยชน์
เก็บไว้ สิ่งที่ไม่มีประโยชน์ก็วางไว้ก่อน แค่นั้นเอง
เอาลพะวันนี้พอสมควรแก่เวลา.
...หันทะมะยังธัมมา....สาธุ.
https://www.youtube.com/live/OJD_o5nx60M?si=6dEM_BaQqKE92rYS