ริขาร์ด ฟาย์นแมน - คำวิจารณ์กับระบบโรงเรียน
Richard Feynman's Criticism on School
Systems
https://youtu.be/nJ8_CbiV4vw?si=kl1SJTBp7wof_PTA
* ริชาร์ด
ฟิลลิปส์ ไฟน์แมน (Richard Phillips Feynman) (ค.ศ. 1918–1988) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอเมริกันที่ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในศตวรรษที่
20 เขาได้รับฉายาว่า "The Great
Explainer" เนื่องจากมีความสามารถพิเศษในการอธิบายเรื่องฟิสิกส์ที่ซับซ้อนให้เข้าใจง่าย
ผลงานสำคัญที่สร้างชื่อเสียง
- รางวัลโนเบลสาขาฟิสิกส์ (1965): ได้รับร่วมกับ จูเลียน ชวิงเกอร์ และ ชินอิจิโร โทโมนางะ
จากการพัฒนาทฤษฎี ควอนตัมอิเล็กโทรไดนามิกส์ (QED) ซึ่งอธิบายปฏิสัมพันธ์ระหว่างแสงและสสารได้อย่างแม่นยำที่สุด
- แผนภาพไฟน์แมน (Feynman
Diagrams): เครื่องมือแสดงภาพกราฟิกเพื่อช่วยคำนวณและทำความเข้าใจพฤติกรรมของอนุภาคย่อยของอะตอม
ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานในฟิสิกส์อนุภาคยุคปัจจุบัน
- บิดาแห่งนาโนเทคโนโลยี: ปาฐกถาชื่อดังของเขาในปี 1959 เรื่อง "There’s Plenty of Room at the Bottom" ได้วางรากฐานและจุดประกายแนวคิดเรื่องการจัดการวัสดุในระดับอะตอม
- โครงการแมนฮัตตัน: ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาเป็นหนึ่งในนักฟิสิกส์อายุน้อยที่ร่วมพัฒนา ระเบิดปรมาณู ที่ลอสอะลาโมส
- การสอบสวนโศกนาฏกรรมกระสวยอวกาศชาเลนเจอร์
(1986): เขาเป็นผู้พิสูจน์ให้เห็นว่า
"วงแหวนซีล" (O-ring) สูญเสียความยืดหยุ่นในอุณหภูมิที่หนาวเย็น
ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการระเบิด โดยการทดลองจุ่มวงแหวนในน้ำแข็งให้ดูสดๆ
ในการถ่ายทอดสด
มรดกทางการศึกษาและงานเขียน
- The Feynman Lectures on
Physics: ชุดหนังสือเรียนฟิสิกส์ระดับมหาวิทยาลัยที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก
ซึ่งปัจจุบัน Caltech เปิดให้ อ่านออนไลน์ได้ฟรี
- Feynman Technique: เทคนิคการเรียนรู้ด้วยการสอน
ซึ่งเน้นการอธิบายหัวข้อที่ยากให้เด็กเข้าใจเพื่อตรวจสอบความเข้าใจที่แท้จริงของตนเอง
- หนังสืออัตชีวประวัติ: เล่มที่โด่งดังที่สุดคือ "Surely You're Joking, Mr. Feynman!" ที่รวมเรื่องราวการใช้ชีวิตที่แหวกแนว ตั้งแต่การซ่อมวิทยุ
เล่นกลองบองโก ไปจนถึงการหัดสะเดาะกุญแจเซฟในศูนย์วิจัยลับ
...เคยมีความรู้สึกนั่นไหมว่า
หลังจากใช้เวลาหลายปีในชีวิตของคุณในโรงเรียน, คุณก็ได้ลืมทุกอย่างที่คุณได้กำลังพูดคุยอยู่.
ผมคิดว่าทุกคนดเข้าใจถึงความรู้สึกนั่นได้เป็นอย่างดีว่า มันดูเหมือนเป็นสิ่งปกติแต่ความเข้าใจจริงไม่ได้เคยเลือนหายไปไหน. (…ever get that feeling that
after spending years of your life in school, you just forget everything that
you were talking. I think everyone understands that feeling so well that it
seems like a normal thing but true understanding never just fades away.)
ถ้าคุณเข้าใจในอะไรที่ผมกำลังพูดคุยถึงว่ามีโอกาสอันดีแข็งแรงที่เป็นไปได้มากว่าคุณได้ไปผ่านการเรียนแบบท่องจำอย่างสมบูรณ์แบบมาอย่างหนัก
ที่ขึ้นอยู่กับความจำเพียงอย่างเดียว แทนที่จะเป็นการเข้าใจ. บางคนผู้ที่มีประสบการณ์ในระบบโรงเรียนนี้
เป็นครูสอนเหมือนเช่น ริชาร์ด ฟายน์แมน, นักฟิสิกส์ที่ได้รับรางวัลโนเบลและได้ทำงานในโครงการแมนฮัตตัน
โปรเจ็ค. (If you
get what I’m talking about there’s a strong chance that you went through a lot
of rote learning1
completely based off a memorization instead of understanding. Someone who has
experienced this in school system as a teacher as Richard Feynman a Nobel Prize
winning physicist who worked in the Manhattan Project2.)
1 Rote
Learning (การเรียนรู้แบบท่องจำ) คือ เทคนิคการจำที่เน้นการทำซ้ำ (Repetition) เพื่อให้จดจำข้อมูล
สูตร คำศัพท์ หรือเนื้อหาได้แม่นยำ โดยไม่ได้มุ่งเน้นความเข้าใจบริบทเชิงลึก เป็นวิธีการดั้งเดิมที่ช่วยให้จดจำข้อมูลพื้นฐานได้อย่างรวดเร็ว
แต่ข้อมูลมักอยู่ในความจำระยะสั้นและลืมง่ายหากไม่ทบทวน
ลักษณะสำคัญของ
Rote Learning:
- การทำซ้ำๆ (Repetition): ท่องซ้ำไปมาจนกว่าจะจำได้
- เน้นความจำ
ไม่เน้นเข้าใจ: จดจำข้อมูลได้แม่นยำ
แต่ไม่สามารถอธิบายที่มาหรือเหตุผลได้
- เหมาะกับข้อมูลตายตัว: เช่น สูตรคูณ, คำศัพท์ภาษาต่างประเทศ,
วันที่, ชื่อเฉพาะ, โครงสร้างไวยากรณ์
ข้อดี:
- จดจำข้อเท็จจริงพื้นฐานได้รวดเร็ว
- มีประโยชน์ในการเริ่มต้นเรียนรู้สิ่งใหม่ที่ต้องใช้ความจำพื้นฐานก่อน
(เช่น A-Z, สูตรคูณ)
ข้อเสีย:
- ข้อมูลมักอยู่ในความจำระยะสั้น
ลืมง่าย
- ไม่ส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์หรือการนำไปประยุกต์ใช้
2 โครงการแมนฮัตตัน (Manhattan
Project) คือโครงการวิจัยและพัฒนาลับสุดยอดของสหรัฐอเมริกา
ร่วมกับสหราชอาณาจักรและแคนาดา ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (ค.ศ.
1942–1946) เพื่อสร้างอาวุธนิวเคลียร์ลูกแรกของโลก
(ระเบิดปรมาณู) นำโดยนักฟิสิกส์ เจ. โรเบิร์ต
โอปเพนไฮเมอร์ ซึ่งนำไปสู่การทิ้งระเบิดที่ฮิโรชิมาและนางาซากิ
รายละเอียดสำคัญของโครงการแมนฮัตตัน:
- วัตถุประสงค์: เร่งพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ก่อนนาซีเยอรมนีจะทำสำเร็จ
- สถานที่หลัก: ลอสอะลามอส (นิวเม็กซิโก), โอ๊คริดจ์
(เทนเนสซี), และแฮนฟอร์ด (วอชิงตัน)
- การใช้งานจริง: การทดสอบครั้งแรกชื่อ "Trinity" (16 ก.ค.
1945) และระเบิด "Little Boy" (ฮิโรชิมา) กับ "Fat Man" (นางาซากิ)
ในเดือนสิงหาคม 1945
- ชื่อเรียกอื่น/ความเกี่ยวข้อง: มักเรียกในชื่อที่เป็นทางการว่า "Manhattan
Engineering District" (วิกิพีเดีย
และเป็นชื่อภาพยนตร์ไซไฟระทึกขวัญในปี 1986 "The Manhattan
Project" (วิกิพีเดีย
โครงการนี้จ้างคนกว่า
130,000 คน ใช้เงินกว่า 2 พันล้านดอลลาร์
และเปลี่ยนโฉมประวัติศาสตร์โลกเข้าสู่ "ยุคนิวเคลียร์"
ในหนังสือชื่อ
‘แน่นอนว่าคุณกำลังตลกล้อเล่น, มร. ฟายน์แมน’, หนึ่งในเรื่องราวทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสอนของเขาที่ในบราซิล. เรื่องนี้เป็นเมื่อตอนยุคปี
1950 แต่อะไรที่เขาได้พูดถึงวิธีที่วิชาฟิสิกส์ซึ่งเขาสอน มีปัญหาที่โรงเรียนทั้งหลายมากมายผู้ที่ยังคงมีอยู่.
ฟายน์แมนได้ให้การพูดถึงในตอนปลายปีนั้น. ต่อหน้าครูและนักเรียนทั้งหลาย
และได้บอกกับพวกเขาว่า ไม่มีวิทยาศาสตร์ได้กำลังถูกสอนที่โรงเรียนเลย. ทุกคนได้สับสนและตื่นตกใจในอะไรที่ชายคนนี้กำลังพูดถึง.
เรามีชั้นเรียกมากมายนยิ่งและมีตำราทั้งหลายสำหรับนักเรียนที่เกี่ยวกับในเรื่องวิชาฟิสิกส์ตั้งแต่วัยเริ่มต้นอยู่นะ.
(In the book ‘surely you’re
joking, Mr. Feynman!’, one of the stories was about him teaching in Brazil.
This was in the 1950s but what he said about the way physics was taught there
is a problem that many schools who still have. Feynman gave a talk at the end
of a year. In front of teachers and students and told them that no science was
being taught at the school. Everybody was confused and shocked what is this guy
even talking about. We have so many classes and books for students engaged in
physics at an early age.)
แต่ฟายน์แมนได้ทำการวิเคราะห์อย่างยิ่งใหญ่ถึงเรื่องนักวิชาการกรีก
ที่มาจากประเทศหนึ่งที่ไม่ได้มีผู้คนมากมายสนใจในเรื่องของกรีก นักวิชาการนั้นได้เดินทางไปยังอีกประเทศหนึ่งที่มีนักเรียนหนุ่มสาวมากมายกำลังศึกษาเรื่องกรีก
และถามหนึ่งในพวกเขาที่กำลังแสวงหาวุฒิการศึกษาเรื่องกรีกอยู่ด้วยคำถามหนึ่งว่า,
‘อะไรคือความคิดของโสกราติสในเรื่องสัมพันธภาพระหว่างความสัจและความงาม?’ นักเรียนทั้งหลายนั้นไม่สามารถตอบได้, เขาไม่มีความคิดใด. But Feynman makes a great analogy
about a Greek scholar who’s from a country where there aren’t many people interested
in Greek the scholar travels to another country where many young students are
studying Greek and asks one of them pursuing a degree in Greek a question.
‘What were Socrates ideas on the relationship between truth and beauty. The
student can’t answer, he has no idea.)
แล้วฟายน์แมนก็ถามว่า ‘อะไรที่โสกราติสพูดต่อเพยโตในการประชุมเสวนาครั้งที่สาม?’, นักเรียนสว่างไสวขึ้นมาทันทีและแล้วก็บอกกับเขา(ฟายน์แมน)
เป็นคำต่อคำที่(โสกราตีส)ได้พูดเป็นภาษากรีก, แต่สิ่อะไรที่โสกราตีสได้พูดคุยถึงในการประชุมเสวนาครั้งที่สามนั้นอย่างชัดเจนเลยว่าเป็นเรื่องสัมพันธภาพระหว่างความสัจและความงาม.
ฟายน์แมนดำเนินต่อไปโดยการพูดว่า อะไรที่เด็กทั้งหลายเรียนที่จะทำคือการท่องจำคำทั้งหลายนั้นแต่พวกเขาไท้เคยได้ตะหนักรู้ว่า
คำพูดเหล่านั้นหมายถึงอะไรบางอย่างต่อเด็กนักเรียนทั้งหลายที่พวกเชาทั้งหมดได้ยินเสียงประดิษฐ์เหล้านั้นมา
แต่ไม่มีใครได้แปลให้พวกเขาได้ค้นพบความหมายนั้นอย่างแท้จริงเลย. (Then Feynman asks what did
Socrates say to Plato in the third symposium, student lights up and then tells him
word-for-word what he said in Greek, but the thing is what Socrates talked
about in the third symposium is precisely the relationship between truth and
beauty. Feynman continues by saying that what the kids learn to do is recite
words but they never realize, that the words mean something to the students they’re
all artificial sound nobody has translated them to discover the actual meaning.)
นี้คือที่เขารู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับโครงงานฟิสิกส์ที่ในบราซิล
และมันก็เป็นความรู้สึกอย่างไรของผมกับโรงเรียนทั้งหลายมากมายว่าเป็นเหมือนเช่นกันในสหรัฐอเมริกาทุกวันนี้,
มันแค่คือการท่องจำคำทั้งหลายอะไรที่ตำราทั้งหลายเขียนเอาไว้โดยไม่รู้ถึงความหมายที่แท้จริงของมัน
ดังตัวอย่างที่ฟายน์แมนพูดไว้ว่า ถ้าคุณต้องการจะเรียนฟิสิกส์อย่าง
แท้จริง คุณจำเป็นต้องมีประสบการณ์ต่อธรรมชาติที่จัดเรียงระเบียบไว้
ด้วยแนวความคิดทั้งหลายที่เด็กๆกำลังศึกษาอย่างหนัก และพวกเขาต้องการที่จะเรียนรู้
แต่ในระบบที่แตกพัง มันก็ยากมากที่จะได้อะไรบางสภาพแวดล้อมของคำที่ว่า, “ผมมองไม่เห็นว่าอย่างไรที่ใครคนใดจะสามารถได้รับการศึกษา
ด้วยระบบที่ขยายพันธุ์ด้วยตนเองนี้ในสิ่งที่ผู้คนผ่านการสอบและมาสอนผู้อื่นให้ผ่านการสอบได้
แต่ไม่ใครรู้สิ่งใดเลย.” (This is how he felt about the physics
program in Brazil and it is how I feel many schools are like today in the US,
it’s just memorizing what textbook terms mean without any real-word examples Feynman
says that if you want to really learn physics you need to experience the nature
that aligns with the concepts kids are studying hard and they want to learn but
in a broken system it’s very difficult to get some environments words, “I
couldn’t see how anyone can be educated by this self-propagating system in
which people pass exams and teach others to pass exams but nobody knows
anything.” )
มันเป็นปัญหาเชิงลึกที่จำเป็นต้องการความสนใจอย่างมาก
และการเปลี่ยนแปลงต้องถูกทำกันถ้าต้องการให้อนาคตของการศึกษาที่จะเจริญรุ่งเรือง. ผมคิดว่าอะไรที่เราสามารถทำในขณะที่นักเรียนทั้งหลายและผู้เรียนรู้อย่างสม่ำเสมอมักจะเสาะหาความเข้าใจอย่างเต็มที่ของอะไรที่เรากำลังเรียนโดยไม่คำนึงถึงว่าระบบนั้นเลวร้ายอย่างไรที่อาจจะเป็นที่โรงเรียนของคุณ
คุณสามารถที่จะยังคงเอาความรับผิดชอบเข้ามาในมือของตนเอง และกระทำที่จะเข้าใจ ในความรู้
แทนที่จะเป็นการท่องจำไปตามความรู้ของการท่องจำ ไปเป็นความเข้าใจในตอนนี้
และความงดงามของธรรมชาติก็ไม่ได้ถูกนิยมชมชอบ. ในบทตอนชองหนังสือนี้ได้สะท้อนก้องอยู่ในตัวผมตั้งแต่ผมรู้สึกได้ว่าเหมือนกับการศึกษาหลักใหญ่ของผมนั้นได้เป็นการท่งจำอย่างมากมาย. (It’s a deep problem that needs a
lot of attention and changes must be made if the future of education is to
thrive. I think what we can do as students and constant learners is always seek
to have a full understanding of what we’re learning regardless of how terrible
the system might be at your school you can still take responsibility into your
own hands and act to understand knowledge instead of just memorizing it from
memorizing knowledge is now understood and the beauty of nature is not appreciated
the section of the book really resonated with me since I feel like the majority
of my education was a lot of memorization.)
ผมจะทำวิดีโออีกมากเชื่อมโยงกับหนังสือเล่มนี้ ในเมื่อ,
อย่างซื่อตรงแล้ว, มันไม่มีคำถามสงสัยใดเลยกับหนังสือเล่มโปรดของผมนี้ที่ตั้งแต่ผมได้อ่านในปี
2018. ผมจะทิ้ง link ไว้ที่ในคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่างนี้
ถ้าคุณต้องการที่จะซื้อหนังสือหนังสือนั้น. ผมหวังว่าวิดีโอนี้สามารถทำให้คุณยังคงยืนอยู่บนเท้าของคุณในคราวหน้าที่คุณกำลังเรียนรู้บางอย่าง,
จำไว้ว่าการเข้าใจไม่ใช่คือการท่องจำ. (I’ll be
making more videos related to the books since honestly, it’s unquestionably my
favorite book that I’ve read in 2018. I’ll leave a link in the description if
you want to check out the book. I hope this video can keep you on your feet the
next time you’re learning something, remember understand and not just memorize.)
