พุทธทาสภิกขุ - รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา
https://youtu.be/lacRNdHLvgk?si=wUboyc0RkQEfIkPj
...ท่านสาธุชน
ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา
เป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้ อาตมาก็ยังพูดเรื่อง ธรรมะคือเรื่องของธรรมชาติ
ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อบรรยายเฉพาะในครั้งนี้ว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด
ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา
ขอทำความเข้าใจกันเป็นพิเศษ
ในวันนี้ว่า มีคนมาใหม่เป็นจำนวนมาก ถ้าจะบรรยายที่ต่อไปจากการบรรยายครั้งที่แล้วๆมาตามลำดับ ก็ดูว่าจะเป็นการยากที่จะเข้าใจ
ดังนั้นก็ต้องมีการบรรยาย สิ่ที่มีการบรรยายกันมาแล้วแต่ก่อนบ้าง เพื่อให้เรื่องมันพอจะติดต่อกัน
ฟังได้พอเข้าใจได้ เราพูดกันเรื่องธรรมชาติมาทุกครั้ง ในฐานะที่ถือว่าเป็นเรื่อง
ที่มีความสำคัญ สำหรับพุทธบริษัท เพราะว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น
เป็นการตรัสรู้เรื่องของธรรมชาติ โดยทุกแง่ทุกมุม ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ
นี่เป็นหลักสำคัญที่ท่านจะต้องทำไว้ในใจเป็นข้อแรก
ว่าไม่มีเรื่องอะไรที่มิใช่เรื่องธรรมชาติ ความทุกข์ก็ธรรมชาติ
การดับทุกข์ก็ธรรมชาติ ธรรมะสำหรับดับทุกข์ก็ธรรมชาติ
ไอ้ตัวบุคคลที่จะมีทุกข์
หรือจะดับทุกข์นั้น มิได้มี มีแต่ธรรมชาติ คือบุคคลที่เราเรียกันว่าคน
ที่จะเป็นผู้มีความทุกข์ และพยายามดับความทุกข์นั้น มันก็มิได้เป็นบุคคล
เรียกว่ามิใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา มันเป็นไปตามธรรมชาติ
มีร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยธรรมชาติ ฝ่ายกายหรือฝ่ายรูปธรรม แล้วก็มีจิตใจซึ่งเป็นธาตุตามธรรมชาติด้วยเหมือนกัน
เมื่อมันได้อาศัยร่างกายอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ไอ้ธาตุจิตใจในตามธรรมชาตินั้น
มันก็ทำงานของมันได้ ทำหน้าที่ของมันได้ คือรู้สึกได้ คิดนึกได้ เป็นทุกข์ได้
เป็นสุขได้ทุกอย่าง ความที่ทุกข์ดับลงไป ก็เหลือแต่ธรรมชาติที่ไม่เป็นทุกข์
ความที่ไม่เป็นทุกข์นั้น มันก็เป็นธรรมชาติ จนกระทั่งถึงพระนิพพาน อ่า
เป็นที่สุด แม้พระนิพพานนั้นก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน
ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่ยอมเห็นด้วย
ก็ขอให้ฟังไว้ก่อน อาตมาก็พูดเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ปรากฏว่ามีผู้ไม่เข้าใจเลย
อาตมาก็นึกเสียว่า อ่า เป่าปี่ให้ตัวเองฟัง ไม่ได้เป่าปี่ให้แรดที่ไหนมันฟัง นี่
เป่าปี่ให้ตัวเองฟัง ไม่รู้จักเบื่อ ถ้าท่านผู้ฟังไม่เข้าใจ
อาตมาก็ถือเสียว่าอย่างนี้ มันก็ยังคงบรรยายในรูปแบบนี้กันต่อไป
ว่าไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ ผู้ที่อ้างตัวเองเรียกตัวเองเป็นคน มันก็เป็นธรรมชาติ แล้วมันก็ไปจับฉวยเข้ากับอารมณ์ต่างๆ
ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ซึ่งก็เป็นธรรมชาติ เกิดผลขึ้นมาเป็นธรรมชาติ เป็นสุขก็มีเป็นทุกข์ก็มี
โดยสมมติ แล้วก็โดยที่แท้แล้ว มันก็เป็นความทุกข์ เพราะมันปรุงแต่ง ใหก้เกิดความรู้สึกให้เป็นทุกข์
โดยอำนาจของอวิชชา ซึ่งคนธรรมดามีอยู่เป็นเจ้าเรือน
ทำไมถึงถือว่าเป็นทุกข์
เพราะว่าคนธรรมดามีแต่อวิชชา สำหรับจะเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น
เมื่อเขาได้รับอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ อะไรก็ตาม ก็เอามาสำหรับจะเป็นทุกข์
เพราะมันมีแต่อวิชชา สำหระบจะปรุงแต่งสิ่งทั้งหลายคืออารมณ์ที่เข้ามานั้นเพื่อความเป็นทุกข์
มันจึงมีธรรมชาติเป็นทุกข์ธรรมชาติ โดยธรรมชาติแก่ธรรมชาติ แล้วก็ได้ธรรมชาติที่เป็นทุกข์
พุทธศาสนาบอกเรื่องนี้ว่า
มันเป็นธรรมชาติ เป็นธาตุตามธรรมชาติ แล้วแต่จะเป็นธาตุอะไร มีอยู่หลายสิบธาตุ
แต่ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ พระเณรเข้ามาบวชใหม่ก็สอนเรื่องนี้เป็นข้อแรก เป็นหัวใจของพุทธศาสนา
เช่นสอนว่า จีวรอันนี้ก็ดี ห่มจีวรนี้ก็ดี เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ได้รับผล
ความรู้สึกสุขสบายเพราะห่มจีวร หรือไม่สุขสบายเพราะห่มจีวร มันก็ยังคงเป็นธรรมชาติ
ให้เห็นว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ ความสุขก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ
ความทุกข์ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ ไม่ถือว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์
ก็ยังคงเป็นธาตุตามธรรมชาติ นี่ช่วยสังเกตดูให้ดีแต่เนิ่น ๆ ว่าอะไร
อาตมาได้กล่าวอะไรบ้าง ว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ แล้วทีหลังท่านก็จะทราบได้เองว่า
เราใช้ภาษาต่างกันอย่างไร
ภาษาของครูบาอาจารย์นักเรียนนักศึกษาในโรงเรียนนั้นน่ะ
ก็มีความหมายให้กับคำว่าธรรมชาติอย่างไร แต่ในวัดของพระพุทธเจ้านี้
ให้ความหมายแก่คำว่าธรรมชาติอย่างไร
ไอ้ความที่มันไม่เหมือนกันในข้อนี้แหละ ทำให้เข้าใจธรรมะได้โดยยาก เมื่อฝ่ายที่บอกว่าไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ
ทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ พวกที่บ้านก้ไม่เข้าใจ
เพราะว่าเขาให้ความหมายแก่คำว่าธรรมชาติ เป็นอย่างอื่น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ
ไว้ล่วงหน้าว่า มันเข้าใจกันไม่ได้อย่างนี้ เพราะถือความหมายของถ้อยคำ ต่างกันอย่างนี้
แต่แล้วเราก็ยังต้องพูดกันต่อไป ทั้งที่จะพูดกันไม่รู้เรื่อง ฟังไม่รู้เรื่อง
ก็ขอให้พยายามทำความเข้าใจ เพื่อจะรู้เรื่องว่าในฝ่ายวัดฝ่ายศาสนาฝ่ายธรรมะนี้
เขาพูดกันอย่างไร ในคำคำเดียวกันนั้น มีความหมายต่างกันอย่างไร
ขอให้ยุติกันไว้ เอ่อ ข้อหนึ่งก่อนว่า เรามีคำพูดคำเดียวกัน
ที่มีความหมายไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำว่า ธรรมชาติ ความหมายอย่างสากลที่มีกันอยู่ในโลก
ในภาษาต่างประเทศ คำว่าธรรมชาติก็มันมีความหมาย ตามที่เขาถือกันอยู่ หรือว่าคนไทยที่ไปเรียนอย่างฝรั่งมา
ไปเรียกมาจากฝรั่งก็ได้คำว่าธรรมชาติ ที่มีความหมายอย่างแบบฝรั่งมา
พอมาศึกษาพุทธศาสนาก็ตีกันยุ่ง อย่างน้อยมันก็ ขัด ขัดขวางกันอยู่
ขอให้เข้าใจไว้ทีก่อน ว่าไอ้คำว่าธรรมชาตินี้ เราถือความหมายต่างกันเป็น ๒
พวก อย่างนี้ ความหมายอย่างสากลของฝรั่งนั้นอย่างหนึ่ง ในความหมายอย่างพุทธบริษัทในพุทธศาสนานี้
ก็อีกอย่างหนึ่งโดยทั่วไปก็ถือว่า ถ้าไม่ ไม่ได้เป็นอยู่ตามธรรมชาติ
เพราะว่ามนุษย์เข้าไปดัดแปลงเสียแล้ว อย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าธรรมชาติแล้ว นี่ทำไมไม่
ไม่มองดูตัวเอง ว่าตัวเองคือเป็นคนนั่นน่ะ คนแท้ๆน่ะธรรมชาติ หรือว่าไม่ใช่ธรรมชาติ
ถ้าตัวคนหนึ่งๆ ก็เป็นธรรมชาติ
แล้วก็ไปเก็บเอาไม้เอาเหล็กเอาหินเอาอะไรมาทำเป็นบ้านเป็นเรือน เป็นตึกเป็นรามขึ้นมา
แล้วของนั้นจะพ้นจากความเป็นธรรมชาติ ไปได้อย่างไร
นี่พุทธบริษัทมีสายตามองมันอย่างนี้
เอาและของตามธรรมชาติก็เรียกว่าตามธรรมชาติ นี่กระทั่งคนสัตว์
ที่เรียกกันว่าคนว่าสัตว์นี้ เราก็เรียกว่า ธรรมชาติหรือตามธรรมชาติ
ทีนี้คนไปเอาของตามธรรมชาติ กลางดินในป่ามาทำเป็นนั่นเป็นนี่ กระทั่งเป็นของน่าอัศจรรย์เป็นเรือบิน
เป็นยานอวกาศ แล้วก็ไม่เรียกว่าธรรมชาติ แต่ทางธรรมะยังคงถือว่ามันเป็นธรรมชาติ ที่นั่นแหละ
เพราะคนเป็นธรรมชาติ ไปเก็บเอาวัตถุตามธรรมชาติมาปรุงอะไรขึ้นใหม่ ก็เรียกว่ามันยังคงเป็นธรรมชาติ
หากแต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เอง มันต้องมีธรรมชาติหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้อง
ปรุงแต่งธรรมชาติหนึ่ง ให้เป็นอย่างอื่นหรือเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา
นี้ก็เรียกว่ายังคงเป็นธรรมชาติ แต่พวกหนึ่งถือว่าไม่เรียกธรรมชาติเสียแล้ว นี่ถ้าเข้าใจกันได้อย่างนี้ก่อนแล้ว
คงจะพูดกันได้ต่อไป ถ้ายังไม่ยอม ยังเถียงกันอยู่ในข้อนี้แล้ว
ก็คงจะเข้าใจต่อไปได้ยาก ในเรื่องที่จะต้องพูดกัน
ฉะนั้น จะขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับตำว่าธรรมชาตินี้ให้มากเป็นพิเศษ
แล้วต้องพูดซ้ำถึงเรื่องแม้จะเคยพูดมามากแล้ว แต่บางคนยังไม่เคยได้ฟัง
ก็ต้องพูดอยู่ดี ก็คือคำว่าธรรมชาติ ในทางวัดในทางศาสนาในทางธรรมะนี่
เห็นอะไรเป็นธรรมชาติไปหมด ของไร้ค่า ขี้ฝุ่นอันละเอียด ๑ อณูก็ธรรมชาติ แล้วมันจะมาเป็นของที่มีค่า
เป็นเพชรเป็นพลอยเป็นอะไรก็ยังคงเป็นธรรมชาติ แล้วมีการปฏิบัติทางจิตใจได้รับมรรคผลนิพพาน
ไอ้นิพพานนั้นก็ยังเป็นธรรมชาติ ก็เป็นอันว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ
ทีนี้เราจะแยกให้เห็นเป็น เอ่อ
เป็นพวกๆเพื่อเข้าใจได้ง่าย โดยแบ่งธรรมชาตินี้ ออกเป็น ๔ พวก ๔ ประเภท ๔ อย่าง
แล้วแต่จะเรียกให้มันเป็น ๔ ธรรมชาติ ก็แล้วกัน ข้อที่ ๑ คือธรรมชาติ ตัวธรรมชาติ
หมายถึง สิ่งที่จะมีปรากฏการณ์หรือไม่มีปรากฏการณ์ก็ตาม
ที่มันเป็นอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้ก็เรียกว่าธรรมชาติ คือตัวธรรมชาติ
มีปรากฏการณ์คือเราสัมผัสได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจ ด้วยก็ได้ ไม่มีปรากฏการณ์คือว่า
ไม่มีทางจะสัมผัสได้ด้วย ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ด้วยก็ได้ แต่สัมผัสได้ด้วยสติปัญญา
ฉะนั้นสิ่งที่มีปรากฏการณ์นี่ จึงเข้าใจได้ง่ายเห็นได้ง่าย รู้ทั่วไปได้ง่าย
และสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์เช่นพระนิพพาน เป็นต้น
เราไม่สัมผัสได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจธรรมดา แต่ต้องสัมผัสได้ด้วยปัญญาจักษุ
ญาณทัศนะเฉพาะด้วย เป็นพิเศษ ดังนั้นจึงใช้คำรวมกันว่า
มันจะมีปรากฏการณ์หรือจะไม่มีปรากฏการณ์ก็ตาม นี่เราจะเรียกว่าธรรมชาติทั้งนั้น
ถ้าพูดอย่างนี้มันก็กินหมดล่ะ
ไม่ยกเว้นอะไร ถ้าจะพูดว่า เป็นวัตถุหรือเป็นจิตใจ อย่างนี้ก็ยังไม่พอ
มันยังมีเหลือสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุและจิตใจ จะพูดว่าสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล
อย่างนี้ก็ยังไม่พอเพราะมันยังมีสิ่งที่อยู่เหนือบุญเหนือกุศลไปอีก ก็เลยต้องใช้คำพูดที่ติดหู
เราจะพูดให้ชัดเจน เป็นที่เข้าใจหรือกำหนดได้ง่ายว่า มันมีอยู่ ๒ พวกแอย่างนี้
มันมี่ความปรากฏทางอายตนะ ตามธรรมดา นี่เรียกว่า มีปรากฏการณ์
มันไม่มีความปรากฏทางอายตนะ ตามธรรมดา นี่เราเรียกว่า มันไม่มีปรากฏการณ์
ถ้าจะเทียบกันก็ต้องได้แก่ พวกที่เรียกว่า สังขารกับวิสังขาร สังขารทั้งหลายมีปรากฏการณ์
ปรากฏแก่ใจก็ได้ เรียกว่ามีปรากฏการณ์ อีกพวกหนึ่งเรียกวิสังขาร
ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะปรากฏแก่อายตนะ ตามธรรมดาสามัญทั่วไป จะปรากฏแก่ญาณทัศนำพิเศษ
ที่อบรมถึงที่สุดแล้ว นี้เราเรียกว่าธรรมชาติทั้งนั้น ก็เป็นอันว่า
ไม่ได้ยกเว้นอะไร ธรรมชาติในตัวธรรมชาติ
ในข้อที่ ๒ เรียกว่า กฎของธรรมชาติ
ท่านถือความหมายคำว่ากฎให้ดีๆ แล้วก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่ตัวธรรมชาติ ที่เป็นตัวธรรมชาติ
แต่มันเป็นธรรมชาติ ที่เป็นกฎ สำหรับบังคับธรรมชาติ เอ่อ ทั่วไป
ให้เป็นไปตามกฎ บางพวกอาจจะเห็นว่าไอ้กฎของธรรมชาตินั้น ไม่ใช่ธรรมชาติ ก็ตามใจ แต่ในทางธรรมในทางภาษาบาลีนี้
ก็เรียกว่าเป็นธรรมชาติ ด้วยเหมือนกัน คือยังเรียกว่าธรรม หรือธรรมะ
คำเดียวกัน แล้วก็แปลว่า ธรรมชาติ ในธรรมชาติทั้งหลายมีกฎของธรรมชาติ
สิงอยู่ ธรรมชาติในตัวเรา ก็มีกฎของธรรมชาติสำหรับสิงอยู่ ในตัวเราตัวคน
ธรรมชาตินอกตัวเดราก็มีกฎของธรรมชาติสิงอยู่ ในธรรมชาตินั้นๆ
และสิ่งทั้งหลายก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับกันไป โดยกฎของธรรมชาตินั่นเอง ตัวกฏของธรรมชาตินี้เป็นธรรมชาติในความหมายที่
๒
ความหมายที่ ๓ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ
สิ่งใดมีชีวิต โดยเฉพาะสิ่งที่มีชีวิต มันต้องการจะมีชีวิต
มันก็มีหน้าที่ที่จะดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นมันต้องทำหน้าที่อยู่ตามธรรมชาติโดยธรรมชาติ
เช่นต้นไม้เหล่านี้อยากจะมีชีวิต มันต้องทำหน้าที่ ดูดน้ำดูดอาหารรับแสงแดด อ่า
ปรุงแต่งเป็นต้นไม้ มีชีวิตอยู่ได้ น่ะหน้าที่ สำหรับรอดชีวิตอยู่ได้
แล้วก็จะต้องสืบพันธุ์หรือทำอะไรต่อไป อย่าให้สูญพันธุ์ นี้เป็นหน้าที่
ฉะนั้นต้นไม้จึงออกลูกเพื่อสืบพันธุ์ ต้นไม้ก็ยังรู้จักหลบหลีกอันตราย
เพื่อมีชีวิตรอดอยู่ ก็เรียกว่าหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ ถ้าเป็นถึงสัตว์ถึงคนแล้วก็ยิ่งมีหน้าที่ปรากฏชัด
ต้องไปเที่ยวหาอาหาร หาอาหารต้องกินอาหาร ต้องถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ เป็นหน้าที่เฉียบขาดตามกฎธรรมชาติ
ไม่ทำไม่ได้ นี่เพื่อรอดชีวิตอยู่ครั้นรอดชีวิตอยู่แล้วยังมีหน้าที่พิเศษ
ที่ต้องทำให้มันไปจนถึงที่สุด ให้ไปจนถึงจุดสูงสุดดีที่สุด ที่มันควรจะได้
ฉะนั้นเราจึงไม่ได้ขวนขวายเพียงให้รอดชีวิตอยู่ เราขวนขวายในธรรมะที่สูงขึ้นไป
ให้เป็นชีวิตที่สูงสุด บรรลุนิพพาน นี่เป็นต้น
หน้าที่ที่มันต้องกระทำอยู่ สำหรับสิ่งที่มีชีวิตตั้งแต่ต้นไม้ถึงสัตวง์เดรัจฉานถึงมนุษย์
มันก็เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติส่วนที่เป็นหน้าที่ อืม
คนอื่นหรือคนที่ใช้ภาษาอย่างอื่นอาจจะไม่ยอมรับว่าหน้าที่นี้คือธรรมชาติก็ได้
ก็ตามใจ แต่พวกเราที่ใช้ภาษาบาลีเป็นหลัก มันก็ยังเป็นธรรมชาติ ธรรมทั้งหลายที่เป็นหน้าที่
หน้าที่ทั้งหลายที่เป็นธรรมเนี่ยะ
ก็เรียกว่าธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ มันก็ยังเป็นธรรมชาติ
ทีนี้ผลที่เกิดขึ้นจากหน้าที่ ได้อย่างต้องการ ไม่ได้อย่างต้องการ
เป็นสุขเป็นทุกข์กระทั่งถึงนิพพาน มันก็ยังเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติส่วนที่เป็นผล
มาจากเหตุคือการทำหน้าที่ นี้ลองคิดดู นักเรียนนักศึกษาครูบาอาจารย์
มารู้กันเสียทีว่า คำว่าธรรมชาติในภาษาธรรมะฝ่ายพุทธศาสนานี้ มันมีความหมายอย่างไร
คำว่าธรรมชาติในหนังสือตำรับตำราเรียนของท่าน มีความหมายอย่างไร
เดี๋ยวนี้ถ้าจะมาเรียนศึกษาพุทธศาสนา
ก็ต้องใช้คำความหมายในทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำว่าธรรมชาติ
ถ้าท่านไม่พยายามทำความเข้าใจอย่างนี้แล้ว อาตมาก็ยังต้องเป่าปี่ให้ตัวเองฟังคนเดียวสืบต่อไป
ไม่มีใครฟังเข้าใจ จะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าธรรมชาติคือทั้งหมด
สิ่งทั้งหมดอย่างนี้แล้ว เรารู้จักมันให้ถึงที่สุด ปัญหาก็จะหมดไป
เพราะไม่มีเหลืออะไรไว้ที่ไม่รู้จักและทำ ประพฤติกระทำไม่ถูกต้อง เราจะรู้จักหมดสิ้น
แล้วเราก็จะรู้จักถูกต้องจนกระทำได้ สำเร็จประพโยชน์ มันก็ไม่มีปัญหาที่เกิด
ที่ว่าเกิดมาแล้วจะต้องปฏิบัติธรรมะบรรลุมรรคผลนิพพาน มันเป็นไปได้อย่างนี้
ทีนี้จะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เป็นปัญหาธรรมดาก็ไม่มีเหลือ
เราจะค่อยพูดกันเรื่องตัวปัญหา
อาตมาจะพูดเรื่องคำว่าความรู้
นั่นเสียก่อน เพราะหัวข้อของเรื่องมีว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา
คำว่ารู้หรือความรู้ ธรรมชาติเนี่ยะมันคืออย่างไร อะไรเรียกว่าความรู้
นี้ก็เหมือนกันอีก ภาษาชาวบ้านธรรมดา กระทั่งภาษาต่างประเทศ คำว่าความรู้
ก็หมายถึง ความรู้ที่เรียนจากโรงเรียน เรียนจากหนังสือหนังหา เรียนจากครูบาอาจารย์
นี่ก็เรียกว่าความรู้ แต่ถ้าในทางธรรมะยังไม่พอ ไอ้ความรู้ชนิดนั้นยังไม่พอที่จะมารู้ธรรมะ
ต้องมีคตวามรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ดังนั้นเราจึงมีความรู้
เอ่อ แบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเสียก่อน คือความรู้ด้านนอก เป็นเรื่องทางวัตถุ
อ่า ความรู้ด้านในเป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ คำนี้ก็ลำบากเหมือนกันที่ต้องใช้คำว่าทางวิญญาณ
นี่มันเป็นละเอียดลึกซึ้งถึงที่สุด ไอ้ความรู้ทางวัตถุทางกายทางภายนอกนั้น
มันไม่ลึกซึ้ง แม้จะรู้ด้วยจิตใจ ก็ยังเป็นภายนอก ต้องรู้ด้วยญาณทัศนะ ปัญญาสูงสุด
จึงจะเป็นความรู้ชั้นที่เป็นภายใน
เราแบ่งความรู้ให้เป็น ๓
ชั้นเป็นอย่างน้อย คอยกำหนดดู ให้เห็นความแตกต่างของมัน ข้อที่ ๑ หรือชั้นนอกสุด
รู้เพราะเรียนรู้อย่างเข้าโรงเรียน มีหลักที่ใช้กันทั่วไปว่า
รู้จักฟังรู้จักคิดรู้จักถามรู้จักจำ สุจิปุรินั่น รู้จักฟังรู้จักคิดรู้จักถามรู้จักจำ
แล้วเราก็ได้ความรู้อย่างที่เรียนในโรงเรียน ทีนี้ความรู้ชั้นที่เลยไปสูงกว่านั้น
คือทำความเข้าใจ เอ่อ ทบทวนวิจัยค้นคว้า จนเข้าใจ นี่เป็นความรู้ที่มากไปกว่าสูงไปกว่าละเอียดกว่า
เรียกว่า ความรู้ที่มาจากการใช้เหตุผลของฃตนเอง เรียกว่าความเข้าใจ
ฟังง่าย ทีนี้ชั้นที่ ๓ ลึกไปกว่านั้นจะได้ซึมซาสบโดยผ่านตลอดไปในสิ่งนั้นๆ
ด้วยจิตใจประจักษ์แก่ใจ ประจักษ์แก่ความรู้สึก นี่ความรู้สูงสุดมันอยู่ที่การผ่านไปด้วยจิตใจในสิ่งนั้น
ดังเช่นว่าเหกลือ เขาบอกกันว่าเค็ม เราก็มีความรู้ว่ามันเค็ม
หรือเกลือที่คนกินให้ดูแสดงอาการว่ามันเค็ม เราก็รู้ว่ามันเค็ม
แต่ว่าเกลือนั้นเรามากินดูเอง ชิมดูเอง แล้วเราก็รู้ว่ามันเค็ม ไอ้การรู้ว่ามันเค็มนั้น
มันต่างกันได้อย่างนี้
เรื่องธรรมะเกี่ยวกับสุขหรือทุกข์
หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ตาม เราเรียบนรู้กันได้ เป็น ๓ ชั้นน่ะ
เราได้ยินได้ฟังว่ามันเป็นทุกข์ ก็อย่างหนึ่ง
เรามองแล้วสันนิษฐานใคร่ครวญคำนวณแล้ว มันต้องเป็นทุกข์แน่ นี้อย่างหนึ่ง แล้วเราเป็นทุกข์จริงๆ
รู้สึกความทุกข์ที่ปรากฏอยู่ในใจจริงๆ โดยไม่ต้องคำนวณนี้มันก็อย่างหนึ่ง ฉะนั้นการเรียนอะไรก็ตาม
มันจะเป็นความรู้ ๓ ชั้นอยู่เสมอ ถ้าจะไปรู้ธรรมชาติ ก็ต้องผ่านธรรมชาติน่ะ
โดยธรรมชาติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ อย่างชีวิตเป็นธรรมชาติ
เราก็ควรเรียนมันโดยธรรมชาติ คือจิตใจที่เป็นธรรมชาติ สติปัญญาที่เป็นธรรมชาติ จนรู้ธรรมชาติ
นี่เป็นความรู้ธรรมชาติที่พอ ที่เพียงพอสำหรับจะฟหมดปัญหา
ขอสรุปความแต่เพียงว่า
ไอ้เรื่องว่า รู้ๆๆๆๆนี่มันมีอยู่ หลายชั้น อย่างน้อยก็เป็น ๓ ชั้นอย่างนี้
คือรู้เพราะเรียนรู้ เพราะคิดค้น รู้เพราะซึมซาบโดยการผ่านมันไปเลย ฉะนั้นที่ว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด
ความเป็นมนุษย์หมดปัญหา เนี่ยะ หมายถึงรู้อย่างที่ ๓ รู้ด้วยปัญญา รู้ด้วยญาณทัศนะ เช่นรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพียงธรรมชาติแ จะเอามายึดถือว่าตัวเราของเราไม่ได้
อย่างนี้ต้องรู้ด้วยปัญญาเฉพาะตน เป็นสันทิฐิโกเฉพาะตน เป็นปัจจัตตังเววิตัพโพ
วิญญูหิก็เฉพาะตน ได้ยินได้ฟังมาว่า ไม่ใช่ตน เป็นธรรมชาติ
อย่างนี้มันจำได้เดี๋ยวมันก็ลืม หรือว่าเขาให้เหตุผล
ถ้าเราเอาไปคิดไปคิดไปคิดไปคิดเข้า พอเข้ารู้เข้าใจ ว่าไม่ใช่ตน
อย่างนี้มันก็ยังไม่ละความยึดถือว่าตัวตน เพราะมันอยู่ด้วยความคิดความใช้เหตุผล
มันยังไม่ใช่ความจริง
ฉะนั้นต้องทำจิตให้เป็นปัญญา ขนาดที่ว่าเป็นสมาธิเฉียบแหลม แล้วก็ทำให้เป็นปัญญา
ให้เป็นญาณทัศนะ ดูสิ่งนั้นด้วยความรู้สึกซึมซาบ แล้วก็รู้ว่าไม่ใช่ตน เป็นความสุขเกิดขึ้นมาสัมผัสดูแล้วก็ไม่ใช่ตน
ความสุขเกิดขึ้นมา ความทุกข์เกิดขึ้นมา ความรู้สึกใดๆที่เป็นที่ตั้งแห่งความรักความพอใจเกิดขึ้นมา
ดูโวยปัญญาชนิดนี้แล้วก็เห็นความไม่ใช่ตน ต้องดูลงไปตามเป็นจริง ไม่ใช่ว่าคิดด้วยเหตุผลแวดล้อม
ขอให้รู้จักธรรมชาติว่ามันเป็นสักว่าธรรมชาติ ไม่มีส่วนใดที่จะมาหลงรักหลงพอใจ
ถ้าว่าไม่เข้าใจธรรมชาติ มันก็เกิดปัญหา คือทำให้หลงรักหลงพอใจหลงเกลียด
หลงโกรธหลงอิจฉาริษยา หลงอะไรต่างๆเพราะไม่รู้จักไอ้ธรรมชาติเหล่านั้นตามที่เป็นจริง
ทีนี้ปัญหามันก็เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากการที่ไม่รู้จักธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง
ฉะนั้น ปัญหาพื้นฐานก็คือหลงรักและหลงเกลียด หลงรักก็แสวงหาไม่ได้อย่างเอ่อ
อย่างสุจริตก็คดโกง หลงเกลียดมันก็ทำร้ายกันทำอันตราย เบียดเบียนกัน
เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา
ลองคิดดูให้ดีว่าเดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกมีปัญหา รบราฆ่าฟันระหว่างครึ่งโลก
ต่อครึ่งโลก มันมีมูลมาจากความโง่ของอะไร ไม่รู้จักความโง่เพราะไม่รู้ธรรมชาติ เพราะไม่รู้กฎของธรรมชาติ
เพราะหลงใหลเหยื่อของกิเลส ต้องการจะครองโลกเพื่อจะได้เหยื่อของกิเลสมาก
ไม่รู้ว่านั่นเป็นธรรมชาติ เหยื่อของกิเลสก็เป็นธรรมชาติ ไม่รู้จักพระเป็นเจ้า
ที่ไม่ต้องการให้คนทำสงครามกัน
ไม่รู้จักมันไม่เชื่อฟัง มันก็ยังทำสงครามกัน พยายามที่จะทำสงครามกัน เพราะมันไม่รู้กฎของธรรมชาตินั่น
คือพระเจ้าน่ะ พระเจ้าที่จะมา ที่จะเอามานับถือแล้วปฏิบัติตามน่ะ มันคือกฎของธรรมชาติ
ศาสนาอื่นก็มีคำว่าพระเจ้า พุทธศาสนาเรามีคำว่ากฎของธรรมชาติ เป็นพระเจ้า
ถ้าเรารู้จักกฎของธรรมชาติ ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วจะไม่เกิดอะไรกระทบกระทั่งนั่น
เราจะมีพระเจ้าที่แท้จริงคือกฎของธรรมชาติ
มาปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว ก้ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน
ปัญหามันเกิดขึ้นทั้งทางส่วนตัว และทางสังคม สังคมคือรบราฆ่าฟันกันเบียดเบียนกัน
เป็นปัญหาฝ่ายสังคม ปัญหาส่วนตัวก็เช่นที่ว่า มันเป็นทุกข์ ส่วนบุคคลมันนอนไม่หลับ
มันเป็นโรคประสาท มันเป็นโรคจิต อย่างนี้เรียกว่าปัญหาส่วนตัว ทางวัตถุก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง
ทางร่างกายก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ทางจิตก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง
ทางวิญญาณก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง มันก็มีความทุกข์ เนี่ยะ แก้ปัญหานี้ไม่ได้ ถ้ารู้จักธรรมชาติ
ไม่หลงธรรมชาติ ไม่หลงที่จะสำหรับรัก ไม่หลงสำหกรับที่จะโกรธ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย
ปกติอยู่ได้ มันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาในส่วนตัว คือนอนหลับสนิทไม่ต้องเป็นโรคประสาท
ไม่ต้องเป็นโรคจิต ส่วนสังคมก็ไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน เดี๋ยวนี้ เอ่อ
ในสิ่งที่จะเป็นเหยื่อของกิเลส ฉลาดที่สุดในการพัฒนาวัตถุให้เป็นเหยื่อของกิเลส แล้วก็มาแย่งชิงกัน
อิจฉาริษยากัน หก็ได้รบราฆ่าฟันกันจนมีวิกฤตการณ์อันถาวร
แทนที่จะมีสันติภาพอันถาวร กลับมีวิกฤตการณ์อันถาวร โลกเรากำลังมีวิกฤตการณ์ถาวร
มีความเลวร้ายสืบต่อกันไม่ขาดสาย เรียกว่ามันมีวิกฤตการณ์อันถาวร ไปดูเองเถอะ
เวลาไม่พอ ฝนจะตกแล้ว ที่เราไม่มีสันติภาพ อันถาวร
เพราะไม่รู้จักบังคับจิตใจตัวเอง ไม่รู้จักดำเนินจิตใจของตัวเอง
ให้มันเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นทางออกของมันก็คือ มามาทำความเข้าใจในธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง
นับแต่ต้นตออันลึกที่สุด ที่เป็นต้นเหตุแห่งความยึดถือ ว่าตัวตนว่าของตน
ว่าอาหารที่เราจะกินนี่ก็ ธรรมชาติ คนที่จะกินนี่ก็ธรรมชาติ เสื้อผ้าที่นุ่งห่มก็ธรรมชาติ
คนที่นุ่งห่มเสื้อผ้าก็ธรรมชาติ เรื่องที่อยู่ที่อาศั้ย
ใช้สอยหรือบำบัดโรคภัยไข้เจ็บก็เหมือนกัน มันเป็นธรรมชาติทั้ง ๒ ฝ่าย นี่ก็จะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน
แล้วจะไม่เห็นแก่ตน เมื่อไม่เห็นแก่ตน มันก็ทำอันตรายใครไม่ได้ แล้วไม่ทำอันตรายตัวเองด้วย
ความสำคัญว่าตัวตนทำให้เกิดกิเลส แล้วทำลายตัวเองร้อนไปด้วยโลภะโทสะโมหะ นี่เรียกว่าทำลายตน
แล้วก็ทำลายผู้อื่น เบียนดเบียนผู้อื่นแย่งชิงผู้อื่น การอิจฉาริษยาผู้อื่นนี่ก็ทำลายผู้อื่น
เพราะว่าเขาไม่รู้จักธรรมชาติ ในทุกแง่ทุกมุมอย่างถูกต้อง เราก็ออกมาเสียจากปัญหาเหล้านั้น
คือวิกฤตการณ์ทั้งหลายในโลก โดยมารู้จักไอ้ธรรมชาติ ว่าเป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ โดยความเป็นตัวตนไม่ต้องยึดถือ
โดยความเป็นตัวตน มีความรู้ทางธรรมชาติที่เรียกว่าธรรมะ มีธรรมะคือความรู้
ของธรรมชาติอย่างเพียงพอ อยู่เหนืออิทธิพลของธรรมชาติ ธรรมชาติจะบังคับให้เราทุกข์เราก็ไม่เป็นทุกข์
เช่นเราจะต้องเกิดต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายตามธรรมชาติ เราก็หัวเราะเยาะ พระอริยเจ้า
หัวเราะเยาะความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย เหมือนกับไม่มีไม่รู้ธรรมชาติถึงขนาดนี้
ไอ้ทุกข์ตามธรรมชาติแท้ๆ มันก็ไม่มีที่จะไปหลงเอามาสร้างเป็นของรักของพอใจ
ยึดถือหวงแหน มันก็ไม่มี ถ้ามีก็เอามาใช้อย่างธรรมดาๆ เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก
ความสะดวกตามธรรมดาๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นถึงกับจะต้องเป็นทุกข์ จะเป็นบุตรภรรยาสามี
สิ่งใดๆก็ตาม กลายเป็นเครื่องอุปกรณ์แก่กันและกันสำหรับอยู่เป็นยผาสุก
หรือเพื่อศึกษาธรรมชาติให้ยิ่งๆขึ้นไป นี่ใครเป็นอย่างนี้บ้างก็ลองคิดดู
ใครมีลูกมีเมียมีภรรยามีสามีมีอะไรๆ ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย เพื่อการศึกษาให้รู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร
นี่ใครมีอย่างนี้ หรือว่าใครมีอย่างนี้เพื่อความเอร็ดอร่อยพอใจทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ อะไรของตน เนี่ยะ ใครเป็นอย่างนี้ ใครมีอย่างนี้
มันต่างกันมาก ฉะนั้นอย่าลืมว่ามันเป็นธรรมชาติ อะไรที่รอบตัวเราแล้วจะมาถือว่าเป็นของเรา
นี่มันเป็นสักแต่ว่าธณรมชาติ เราว่าเอาเองว่าของเรา เรายึดถือเอาเองว่าของเรา
ตามธรรมดามันเป็นไม่ได้ อ่า ต่อให้เป็นบุตรภรรยาสามีทรัพย์สมบัติเงินทองอะไรก็ตาม ที่มีอยู่ว่าว่าของเรานั่นแหละ
มันเป็นไม่ได้ ว่าเอาเองทั้งนั้น หยุดว่าเอาเองเสียทีสิ หยุดหลงว่าอย่างนั้นเสียทีจะนอนหลับ
จะไม่เป็นโรคประสาท จะไม่เป็นโรคจิต เหมือนที่กำลังเป็นกันมากขึ้นทุกที
ยานอนหลับนี่คงจะเป็นตันๆละมั้ง ที่ต้องซื้อมาขายให้พอแก่คนทั้งประเทศ
ยาแก้ปวดหัวขอเหมือนกันแหละ ต้องมีเป็นตันๆนี่ถึงจะพอแก่คนทั้งประเทศปวดหัว
ถ้าทั้งโลกแล้วก็คงจะหลายร้อยหลายพันตัน เพียงแต่ยาแก้ปวดหัวยาแก้นอนไม่หลับอย่างเดียว
ทีนี้มันมีโรคจิตในประเทศไทยนี้ ว่าตั้งเป็นหมื่นๆคน
มีโรคประสาทเป็นแสนๆคน ได้ยินหมอเค้าว่าอย่างนั้น นี่เพราะมันไม่รู้จักธรรมชาติ
มันไปยึดถือเอามาวิตกกังวล จนนอนไม่หลับ จนปวดหัวจนเป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต
ทรมานตัวด้วยอำนาจของกิเลส แล้วทีนี้ไปเบียดเบียนผู้อื่น
ทำให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อนเป็นทุกข์อีก เพราะว่ามันหลงใหลในสิ่งที่จะบำรุงบำเรอตัว
ไม่มองเป็นของธรรมชาติ มารู้จักธรรมชาติกันซะอย่างนี้ แล้วมนุษย์ก็จะหมดปัญหา อ่า
คือจะไม่ทำตัวให้เป็นทุกข์เดือดร้อน เหมือนกับจมอยู่ในนรก แล้วก็ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้พลอดเดือดร้อนไปด้วย
ปัญหาทางสังคมก็ไม่มี ปัญหาส่วนตัวก็ไม่มี ปัญหาจากธรรมชาติแท้ๆก็ไม่มี
เช่นว่าฝนมันจะไม่ตกเลย เราก็ไม่เป็นทุกข์ ฝนมันตกมากเกินไปเราก็ไม่เป็นทุกข์
เพราะรู้จักปรับจิตใจให้เข้ากับธรรมชาติ ว่ามันเป็นอย่างนี้เอง
กระทั่งว่าเราไม่มีข้าวจะกินจริงๆ จะต้องตายก็ไม่เป็นทุกข์ นี่เรียกว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับเป็นปัญหา
ธรรมะอย่างนี้เข้ามาแล้ว
หรือความรู้เรื่องธรรมชาติอย่างนี้เข้ามาแล้ว คนมันหมดปัญหา ไม่มีความทุกข์
ไม่เป็นทุกข์ไม่ได้ ฟังดูแล้วก็แปลกว่า มันทุกข์ไม่ได้ มันทุกข์ไม่เป็น มันทุกข์กับเขาไม่เป็น
คนอื่นเขาจะทุกข์กันอย่างไร คนนี้มันทุกข์ไม่เป็น เพราะมันรู้จักธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง
นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งก็ไม่ เรื่องต่างๆทั้งหลายจนกระทั่งเรื่องพระนิพพานเป็นที่สุด
มันรู้ดีมันเข้าใจดี ไม่ยึดมั่นสิ่งใดเป็นตัวตนของตน ไม่เกิดกิเลสสำหรับตัวเองเป็นทุกข์
ไม่เกิดกิเลสสำหรับเบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์ แล้วก็มีความรู้อยู่เหนือปัญหา
เหนืออิทธิพลของธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ธรรมชาติให้เกิดให้แก่ให้เจ็บให้ตาย
เราก็มีความรู้อยู่เหนือการบีบคั้นของธรรมชาตินั้นๆ นี่เรียกว่าหมดปัญหา
รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา
ถ้าใครยังมีความทุกข์เหลืออยู่ โดยประการใดที่เหลืออยู่ เข้าโรงเรียนเข้ามหาวิทยาลัย
บรมมหาวิทยาลัยถ้ามันมี มันก็ยังดับทุกข์ไม่ได้ มันก็ยังไม่หมดปัญหา มาลองคิดกันเสียใหม่
เอ่อ มาเรียนกับธรรมชาติ มาเข้ามหาวิทยาลัยของธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในตัวเรา
รู้จักธรรมชาติทั้งหลายถูกต้องตามที่เป็นจริง และจิตมันก็ปล่อยวางจากความยึดถือ
จิตมันก็ว่างจากความยึดถือ มันก็ไม่มีปัญหา เพราะมันวางหมดมันว่างหมด มันจะมีปัญหาอะไรอ่ะ
มันไม่มีปัญหา เดี๋ยวนี้จะมีปัญหาอีก ก็เป็นก็มีไปสิ ก็จะได้ทุกข์ทรมานไป อยากมีปัญหาก็มีไปสิ
อ้าวบ้านเรือนไม่สะอาด นั่นนี่ไม่มี ไม่มีอะไรจะกิน อยากมีปัญหาก็มีไป แต่ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเอง
แล้วค่อยทำไปค่อยแก้ไขไปโดยไม่ต้องให้มันเป็นทุกข์ มันก็ไม่มีปัญหา
อาตมามองดูไก่แล้วก็ละอาย
ไก่ไม่มีปัญหา ใครๆก็เคยมีไก่เคยเห็นไก่ก็ดูไก่กันซะบ้าง ว่าไก่ไม่มีปัญหาว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร
แต่มนุษย์มีปัญหาว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร แล้วมะรืนนี้จะกินอะไร หรือว่ามีปัญหาเรื่อยไปทั้งเดือนทั้งปี
ไอ้ไก่นี้ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้จะกินอะไรไม่มีปัญหาด้วย หรือว่าตอนเช้าตอนเย็นจะกินอะไรก็ไม่มีปัญหา
ปัญหา หิวก็หากินอิ่มแล้วก็นอน เมื่อหาเมื่อหากินก็ไม่มีความงุ่นง่านเหมือนกับคนหากิน
ไอ้คนหากินความรู้สึกงุ่นง่าน โกรธเคืองเป็นทุกข์คับแค้น ถ้าเผอิญได้กำไรดีได้สะดวกดี
หากินสะดวกดี ก็เป็นบ้าเป็นหลังไปด้วยเรื่องได้ สัตว์ไม่เป็น ไม่มีปัญหา
จึงไม่เห็นไก่เนี่ยะ ไม่เคยปวดหัวไม่เคยนอนไม่หลับ ไก่ตัวไหนเป็นโรคประสาทเป็นโรคจิต
ก็ไม่มีไม่เคยเห็นเลย มันไม่มียาปวดหัวยานอนหลับสำหรับสัตว์เหล่านี้ไม่มีสักเม็ดนึง
ส่วนมนุษย์ต้องมียาเหล่านี้เป็นตันๆ หลายร้อยตันกินกันทั้งโลก ตลอดเวลา
เพราะว่ามันปวดหัวมันนอนไม่หลับ เพราะมันทำผิดเกี่ยวกับธรรมชาติ
เอาละ ฝนก็คือธรรมชาติ มันจะมาแล้ว มันมาขัดคอธรรมชาติ ที่เราจะพูดกันมันต้องยุติกันที
แม้เคยพูดมากกว่านี้ วันนี้มันพูดไปไม่ได้แล้ว มันต้องรู้จักธรรมชาติ
มันต้องคล้อยกับธรรมชาติ ต้องสมคล้อยกันกับธรรมชาติแล้ว เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ ใครเป็นทุกข์มันก็โง่เอง
จะโทษใครอ่ะ มันไปเป็นทุกข์ มันก็โง่เอง ฝนจะตกลงมาก็ตกมาสิ ฉันไม่รู้ไม่ชี้ ยังพูดอยู่ได้ก็พูดไป
ยังอยู่ไม่ได้ก็ต้องไป ไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่ถ้าว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด
มนุษย์ก็หมดปัญหา
การบรรยายในวันนี้เฉพาะวันนี้ เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว
ไม่ควรจะพูดให้มากไปกว่านี้แล้ว จึงขอยุตอิการบรรยายไว้
ให้พระคุณเจ้าท่านสวดบทพระธรรมคณะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจให้ท่านทั้งหลาย
มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรม และมีกำลังใจที่จะปฏิบัติพระธรรม เอาชนะธรรมชาติให้ได้สืบต่อไปในกาลบัดนี้.
https://youtu.be/lacRNdHLvgk?si=2vOdDUIYf_QsBIVe