หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “วิกฤตการณ์ทุนนิยม” วันที่ 28 ตุลาคม, 2026

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “วิกฤตการณ์ทุนนิยม” วันที่ 28 ตุลาคม, 2026

Wolff Responds: "Crisis Capitalism" Dated October 28, 2026

          https://youtu.be/LwUuTVZYflo?si=LDBGNNqzBqPp-XoD

          ยินดีต้อนรับเพื่อนๆทั้งหลายสู่รายการ ‘วูลฟ์ฟ ตอบสนอง’. ผมเรียกรายการตอนนี้มาว่า ‘วิกฤตการณ์ทุนนิยม’. และฟผมกำลังคิดถึงฝรั่งเศสและยุโรปในวันเวลาเหล่านี้ และอย่างไรที่ลัทธิทุนนิยม, รูปร่างสมัยใหม่ของทุนนิยมที่ได้กำเนิดขึ้นที่ในยุโรป, ในอังกฤษโดยเฉพาะพิเศษ, ใน ศตวรรษที่ 17 และแบกพายุโรปให้เป็นศูนย์กลางของมัน และและจุดสูงสุดของโลกทั้งใบในตอนนี้, กำลังอยู่ในกระบวนการดึงมันกลับลงมาสู่จุดที่ค่อนข้างต่ำต้อย, เหมือนอย่างที่เป็นอยู่แต่เดิมในอดีตนานมาแล้ว, ก่อนที่ลัทธิทุนนิยมจะเข้ามา. และในระหว่างทางนั้นก็จะมีช่วงเวลาต่างๆ เกิดขึ้น เป็นช่วงเวลาที่ปะทุรุนแรง ซึ่งเราเรียกมันว่า 'วิกฤตการณ์ทุนนิยม’  และเราก็กำลังอยู่ในช่วงเวลานั้นในตอนนี้.    (Welcome friends to another ‘Wolff Responds’. I call this one ‘Crisis Capitalism’. And I’m thinking about France and Europe these days and how the capitalism, the modern form of capitalism that was born in Europe, in England particularly, in the 17th century and carried Europe to be the center of and the pinnacle of the whole world is now in the process of bringing it back down to the relatively lowly position it had way back before capitalism came. And along the way there are moments, explosive moments and we call them crisis capitalism and we’re in one now.)

          และเผื่อคุณจะคิดไปเองว่าเรื่องนี้จะจำกัดอยู่แค่ในฝรั่งเศสและยุโรปละก็, ขอให้ผมรับรองกับคุณเลย, ว่าเหมือนกับอีกหลาย ๆ สิ่งที่เริ่มต้นขึ้นในยุโรปแล้วข้ามฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกมา, เรื่องนี้ก็มีแนวโน้มที่จะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน. เอาละ, แล้วอะไรคือปัญหารึ? เอาละ, การที่จะเริ่มต้นที่จะแสดงให้คุณเห็นว่า มีวิกฤตการณ์ทุนนิยม ที่ในฝรั่งเศส ขอให้ผมอธิบายถึงเรื่องเมื่อสองเสาร์สุดท้ายในเดือนตุลาคม. อะไรคือพวกมันรึ? เอาละ, ผมตระหนักได้ว่าไม่ได้เป็นเสาร์หน้าที่ถัดไปคือสองเสาร์สุดท้ายของเดือนตุลาคม แต่เป็นเสาร์ที่ 3.  (And just in case you imagine that this is going to be limited or restricted to France and Europe let me assure you like so many other things that began in Europe and made their way across the Atlantic this one is just as likely to do so. Alright, so what’s the problem? Well, to begin to show you that there’s a crisis capitalism in France let me describe the last two Saturdays in October. What were they? Well, I realize not the very last next-to last two Saturdays in October.)

          วันเสาร์แรก, นักเรียนและครูของพวกเขาหลายล้านคนได้ออกมารวมตัวกันบนท้องถนนในประเทศฝรั่งเศส เพื่อประท้วงต่อต้านการปล่อยปละละเลยกับการศึกษาอย่างน่าสะอิดสะเอียน. นักเรียนต่างพากันบ่นเรื่องหนูในห้องเรียน, และเรื่องที่ไม่มีครูมาสอนในห้อง, เนื่องจากพวกเขาไม่มีการจ้างครูมาแทนคนที่ลาออกไปทำงานอื่น ซึ่งส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะค่าตอบแทนที่ต่ำมาก และเหตุผลอื่น ๆ อีกสารพัด. นั่นคือวันเสาร์กลางเดือน, ส่วนวันเสาร์รองสุดท้ายของเดือนตุลาคมคือการตอบสนองของประชาชนต่อความรุนแรงในวันเสาร์แรกนั้น. ผมไม่ได้หมายถึงความรุนแรงที่ถูกซัดทอดว่าเป็นฝีมือของผู้ประท้วงหรอกนะ, เพราะเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นน้อยมาก, มีแค่การขว้างก้อนหินพังหน้าต่างร้านค้าอยู่บ้างเล็กน้อย, แล้วก็ศาลากลางจังหวัดที่เกิดไฟไหม้โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าใครเป็นคนวางเพลิงจนเผาวอดไปทั้งหลัง.  (In the first one, millions of students and their teachers went out into the streets of France protesting against the horrible neglect of education. Students complaining about the rats in their classroom and the teachers not in their classroom because they didn’t hire replacements for the teachers who took another job in part because the pay is so poor, etc., etc. That was the middle Saturday, the next-to-last Saturday of October was response of the people to the violence of that first Saturday. I don’t mean the violence attributed to the protesters. There was very little of that. A little bit of throwing rocks through store windows and a town hall that caught fire, no one knows who set it and burnt down.)

สิ่งที่เป็นที่รับรู้กันดีก็คือ ตำรวจได้ใช้กำลังรุนแรงเกินกว่าเหตุอย่างบ้าคลั่ง ทั้งตัดมือของคนคนหนึ่ง, ทำลายตาของคนคนหนึ่ง, ทุบตีใบหน้าของผู้คน, และกระทำการอันป่าเถื่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่าในแบบที่การปราบปรามของตำรวจมักจะทำอยู่เสมอ. กระตุ้นให้เกิดความเห็นอกเห็นใจอย่างท่วมท้น, ฝ่ายขวา, กลุ่มธุรกิจ, และรัฐบาลของมร. มาครง พวกเขามุ่งเป้าไปที่ความรุนแรงที่พวกเขากล่าวว่าเป็นฝีมือของผู้ประท้วง. พวกเขาไม่ต้องการยอมรับว่ามีการใช้ความรุนแรงโดยตำรวจ.  (What is known is that the police wildly overacting cut off some one person’s hand, destroyed one person’s eye, beat people in the face and did what police repression so often does. Provoke massive sympathy. The right-wing, the business community, and the government of Mr. Macron, they focused on the violence they attributed focused on the violence they attributed to the protesters. They don’t want to admit violence done by the police.)

แต่กล้องโทรทัศน์ก็จับภาพเหตุการณ์นั้นไว้ได้มาก. และการที่มีผู้คนจำนวนมากมาร่วมชุมนุมประท้วง ทำให้สิ่งที่พวกเขาบอกเล่าสู่กันฟังหลังจากทุกอย่างสิ้นสุดลงนั้น มีพลังมากพอ ๆ กับสิ่งที่สื่อพยายามจะบอกกับประชาชน. ดังนั้น, วันเสาร์ที่สอง, นั่นคือเหตุการณ์เกือบสุดท้ายในเดือนตุลาคม, ซึ่งเป็นการเผชิญหน้าที่มีการจัดการอย่างเป็นระเบียบมากขึ้น. รัฐบาลได้จัดกำลังตำรวจและทหารมากกว่า 70,000 นาย. เป้าหมายคือการลาดตระเวนไปตามท้องถนนทุกสายของฝรั่งเศส เพื่อข่มขู่ไม่ให้ผู้คนเข้าร่วม เพราะพวกเขาจะกลัวสิ่งทีตำรวจที่ใช้ความรุนแรงอาจจะทำ.  (But the TV cameras caught a lot of it. And so many people were in the protests that what they told one another when it was all over was just as powerful as what the media tried to tell people. So, the second Saturday, that’s the next to last one in October, was a more organized confrontation. The government assigned over 70,000 police and army. The goal was to patrol all the streets of France to intimidate people from participating because they’d be afraid because they’d be afraid of what violent police would do.)

และเกิดอะไรขึ้นมาแทนก็เป็นจำนวนใหญ่โตมากยิ่งขึ้นหลายล้านของคนรฝรั่งเศสทั้งชายและหญิง ได้ออกมาในวันเสาร์ที่สอง. คำขู่บังคับจากทางรัฐบาลไม่ได้ผล. ความหวังของรัฐบาลที่จะปราบปรามความไม่พอใจนั้นล้มเหลว. ความหวังของรัฐบาลที่จะให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้านแทนที่จะเข้าร่วมการประท้วงนั้นล้มเหลว. มีแม้กระทั่งคลิปวิดีโอหนึ่งที่กลายเป็นไวรัล ซึ่งเผยให้เห็นภาพตำรวจปราบจลาจลแถวยาวเหยียดในชุดเกราะครบชุด, ต่างพากันถอดหมวกนิรภัยออกแล้วเดินขบวนร่วมไปกับกลุ่มผู้ประท้วง.  (And what happened instead was that a much larger number of millions of Frenchmen and women came out on the second Saturday. The government’s threat of intimidation failed. The government’s hope to repress discontent failed. The government’s hope to keep people indoors rather than participating in the protest failed. There was even one video shot that went viral which showed a whole line of anti-riot police all geared up in their armor having taken off their helmets and marching with the pro-protesters.)

และในตอนนี้ ซึ่งเป็นช่วงสิ้นเดือนตุลาคมพอดิบพอดีในขณะที่ผมกำลังนำเสนองานนี้อยู่ ระบบทุนนิยมในฝรั่งเศสและระบบทุนนิยมในพื้นที่อื่น ๆ ของยุโรปต่างก็กำลังสั่นคลอน และมันจะยังคงสั่นคลอนต่อไป. เพราะมันตระหนักดีว่า ประเด็นปัญหาที่ทำให้ผู้คนหลายล้านคนในฝรั่งเศสพากันออกมาท้องถนน—จนเกิดความมุ่งมั่นและความโกรธแค้นที่จะไม่ยอมจำนนต่อความรุนแรงของเจ้าหน้าที่ตำรวจ—นั้น เป็นประเด็นปัญหาที่รากลึกและไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในฝรั่งเศสเท่านั้น. เอาละ, อะไรคือประเด็นทั้งหลาย?  (And so now at the very end of the month of October when I’m making this presentation, capitalism in France and capitalism elsewhere in Europe is shaken and it is continuing to shake. Because it knows that the issue that brought out those millions in France that gave them the determination and the anger to not be intimidated by violent police means that the issues run deep and not just in France. Well, what are the issues?)

เอาละ, เราไปกันเลย. อย่างแรกและนำหน้าเลย, ประเด็นปัญหาทั้งหลายคือเรื่องของการบริการภาครัฐ, โรงเรียน, โรงพยาบาล, ระบบขนส่งสาธารณะ, ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่สังคมฝรั่งเศสกำหนดให้เป็นหน้าที่ของรัฐบาล. ถ้ามีเวลา, ผมคงจะย้อนดูประวัติศาสตร์ฝรั่งเศสให้พวกคุณเหก็นชัดได้ ว่ามันทำงานกันยังไง. แต่เอาเป็นว่าขอสรุปให้ฟังแบบนี้แล้วกัน. ชนชั้นแรงงานในฝรั่งเศสลุกฮือขึ้นมาเป็นระยะๆ นี่ไม่ใช่ครั้งแรก, มันเริ่มต้นขึ้นตั้งแต่การปฏิวัติฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1789. นานมาแล้ว. เป็นเวลากว่า 200 ปีแล้ว.  (Here we go. First and foremost, the issue is government services, schools, hospitals, transportation systems all of the things that in the French society have been assigned to the government. If I had time, I’d go through French history to show you know that worked. But let me summarize it this way. The working class in France has risen up periodically. This is not the first time. It begins with French Revolution back in 1789. Long time ago. Over 200 years.)

และชาวฝรั่งเศสก็ติดเป็นนิสัย. เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่พอ, เมื่อพวกเขาไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างดีพอ, พวกเขาจะไม่รอจนถึงการเลือกตั้งครั้งต่อไป. พวกเขาไม่ยอมเสียเวลารอฟังคำปราศรัยอีกต่อไปจากนักการเมืองอีกคนที่เพียงแค่ต้องการให้พวกเขากลับบ้านและหุบปาก. พวกเขากระจายกำลังกันออกไปตามท้องถนนเพื่อทำให้ทุกคนตระหนักว่าข้อเรียกร้องของพวกเขานั้นเร่งด่วนเพียงใด. นั่นคือ ปัญหาหนูในโรงเรียน และการมีจำนวนครูที่มากพอเพื่อทดแทนคนที่เกษียณอายุหรือลาออก. นั่นคือสิ่งที่บรรดาครูที่ประท้วงหยุดงานเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนต้องการจริง ๆ. (And the French people developed a habit. When they’re not taken care of property, when they’re not treated decently, they don’t wait for the next election. They don’t wait for yet another speech by another politician whose purpose is just to get them to go back home and shut up. They go into the streets to make everybody aware how urgent their demands are. Rats in the schools and enough teachers to replace those who retire or quit. That’s really what the teachers wanted who went on strike a few weeks ago.)

แต่พวกเขากลับไม่ได้ไปเพราะเรื่องรายได้ของตัวเองเป็นหลัก, หรืออาจจะไม่ใช่เพราะเหตุผลนั้นเลยด้วยซ้ำ. พวกเขาได้ไปยังระบบการศึกษาที่ดีกว่าต่างหาก. ดีขึ้นที่จพะให้การศึกษากับเยาวชนฝรั่งเศส. การเตรียมความพร้อมที่ดีกว่าสำหรับอนาคตของฝรั่งเศส. พวกเขากำลังประท้วงรัฐบาลที่ไม่ได้ทำหน้าที่ของตน. ชาวฝรั่งเศสไม่ชอบการศึกษาเอกชน การศึกษาของพวกเขาเกือบทั้งหมดเป็นของรัฐ. และบริการสาธารณะนั้นก็ไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่ที่ดีพอ. และเช่นนั้นเอง, ครูทั้งหลายจึงเริ่มการหยุดงานประท้วง. และ บรรดานักเรียนมัธยมปลายที่ครูส่วนใหญ่เหล่านี้เคยสอน, ก็ได้ทำการตัดสินใจครั้งสำคัญที่จะเปลี่ยนชะตากรรม. เพราะพวกเขาเป็นคนฝรั่งเศสและพวกเขาซาบซึ้งในประวัติศาสตร์ของตัวเอง. (But they weren’t going mainly or even at all for their own income. They were going for a better school system. The better to educate France’s young people. The better to prepare for France’s future. They were protesting a government that didn’t do its job. The French don’t like private education. Their education is overwhelmingly public. And the public was being poorly served. And so, the teachers went on strike. And the high school students where many of these teachers taught made a fateful decision. Because they’re French and they feel their history.)

พวกตัดสินใจที่จะแสดงให้เห็นว่า ครูของพวกเขาได้รับความสนับสนุนจากพวกเขา. พวกเขารับรู้ว่าพวกครูต้องเผชิญกับอะไรบ้าง, พวกเขาร่วมทุกข์ร่วมสุขในสิ่งเดียวกับที่พวกครูต้องเผชิญ. และพวกเขาเข้าใจดีว่าใครคือตัวร้ายในเรื่องราวนี้. ดังนั้น, เหล่านักเรียนมัธยมปลายจึงได้พากันออกไป. นั่นคือสิ่งเกิดขึ้นในวันเสาร์แรก. อย่างรวดเร็วมาก,  พวกนิสิตนักศึกษาในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย ซึ่งเพิ่งจะจบจากโรงเรียนมัธยมปลายเหล่านั้นมาได้เพียงไม่กี่ปี ก็เข้าใจเป็นอย่างดีว่าเกิดอะไรขึ้น, แล้วพวกเขาก็พากันออกมาร่วมด้วย. ดังนั้น, ครูนั่น, แล้วก็มาเป็นนักเรียนมัธยมทั้งหลาย, แล้วก็มาเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งหลาย.   (They decided to show that their teachers had their support. They knew what the teachers were going through. They suffered what the teachers suffered. And they understood who the bad guys in this story were and are. So, the high school students went out. That was that first Saturday. Very quickly, college and university students who had been in those high schools a very few years earlier understood exactly what was going on, and they went out. So, the teachers, then the high school students, then the university students.)

แต่แล้ว, ก่อนจะถึงวันเสาร์ที่สอง, ก็มีอย่างอื่นเกิดขึ้น. ชนขั้นแรงงานของฝรั่งเศส, เหนืออื่นใดทั้งหมด, ชนชั้นแรงงานที่มีการจัดตั้งเป็นองค์กรไว้แล้ว. และผมหมายถึงอะไรรึ? คือแรงงานทั้งหลายที่ได้รวมตัวกันตั้งเป็นสหภาพทั้งหลาย, ผู้ที่อ่านหนังสือพิมพ์ที่ผลิตขึ้นโดยสหภาพปแรงงานทั้งหลาย, ผมที่ไปประชุมพบปะที่จัดขึ้นโดยสหภาพแรงงานทั้งหลาย, ผู้ที่ได้เข้าใจว่าอะไรกำลังบังเกิดขึ้นอยู่เพราะเป็นสหภาพทั้งหลาย. พวกเขาได้ตัดสินใจที่จพะสนับสนุนและเข้าร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยทั้งหลาย, นักเรียนมัธยมทั้งหลาย, และครูทั้งหลายผู้หยุดงานประท้วง.   (But then, before the second Saturday, something else happened. The working class of France, above all, the organized working class1. And what do I mean? Workers who join unions, who take classes organized by the unions, who read the newspapers produced by the unions, who go to the meetings set up by the unions, who understand what’s going on because of the unions. They decided to support and join the university students, the high school students, and the striking teachers.)

1 The organized working class หมายถึง ชนชั้นแรงงานที่มีการจัดตั้งองค์กรอย่างเป็นระบบ เพื่อรวมกลุ่มกันปกป้องสิทธิประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของตนเอง โดยมีเป้าหมายหลักในการเพิ่มอำนาจต่อรองกับกลุ่มทุน (นายจ้าง) และรัฐบาล

องค์ประกอบและการขับเคลื่อนที่สำคัญ มีดังนี้ครับ:

  • สหภาพแรงงาน (Trade Unions / Labor Unions): เป็นรูปแบบการจัดตั้งที่ชัดเจนที่สุด แรงงานมารวมตัวกันเพื่อต่อรองเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในสถานที่ทำงาน
  • การนัดหยุดงาน (Strikes): เป็นเครื่องมือหลักในการกดดันนายจ้างเมื่อการเจรจาไม่เป็นผล
  • พรรคการเมืองและการเคลื่อนไหวทางสังคม: ในหลายประเทศ กลุ่มแรงงานที่จัดตั้งอย่างเข้มแข็งจะสร้างหรือสนับสนุนพรรคการเมืองของตนเอง (เช่น Labour Party ในอังกฤษ) เพื่อผลักดันกฎหมายที่เป็นธรรมแก่คนทำงาน

คำนี้มักถูกใช้บ่อยในบริบทของสังคมนิยม (Socialism) และทฤษฎีมารก์ซิสต์ (Marxism) ซึ่งมองว่าหากชนชั้นแรงงานรวมตัวกันได้อย่างเป็นระบบ (Organized) จะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคมและต่อสู้กับการกดขี่ทางชนชั้น ต่างจากแรงงานทั่วไปที่กระจัดกระจายและไม่มีอำนาจต่อรอง

ในตอนนี้, คุณมีพันธมิตรแนวร่วม แรงงาน-นักศึกษา ของจริงแล้ว, และนั่นคืออะไรที่ได้ออกมาในตอนในวันเสาร์ก่อนสุดท้ายของเดือนตุลาคม ปี 2026. นั่นคือสิ่งที่ทำให้ประธานาธิบดีมาครง, รัฐบาล, ตลอดจนกองกำลังตำรวจและทหารอีกกว่า 70,000 นาย, ได้เห็นว่าพวกเขากำลังรับมือกับคนทั้งประเทศ. และสหภาพแรงงานไม่เพียงแต่เข้าร่วมการประท้วงเท่านั้น, แต่พวกเขายังทำในสิ่งที่สหภาพแรงงานเท่านั้นที่สามารถทำได้. มีแอยู่ห้าสหพันธ์แห่งสหภาพแรงงานทั้งหลาย. เหมือนเช่น AFL-CIO ที่ในสหรัฐอเมริกา, ฝรั่งเศสก็มีห้าของพวกเขา, ห้าสหพันธ์สหภาพแรงงานแห่งชาติ. (Now, you had a genuine worker-student alliance, and that’s what came out on the next-to-last Saturday of October 2026. That’s what showed Mr. Macron, the government, and the over 70,000 police and military that they had a whole country to deal with. And the unions not only joined in the protests; the unions did something which only unions can do. There are five federations of unions. What the AFL-CIO is in the United States2, France has five of them, five national union federations.)

2 AFL-CIO ย่อมาจาก American Federation of Labor and Congress of Industrial Organizations หรือในภาษาไทยคือ "สหพันธ์แรงงานอเมริกันและสภาองค์กรอุตสาหกรรม"

ข้อมูลสำคัญ

  • ประเภทองค์กร: เป็นศูนย์กลางสหภาพแรงงานระดับชาติและเป็นสหพันธ์สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา
  • การก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1955 จากการควบรวมกิจการระหว่าง AFL (ก่อตั้งปี 1886 รวมกลุ่มคนงานตามทักษะ/งานฝีมือ) และ CIO (ก่อตั้งปี 1935 รวมกลุ่มคนงานตามอุตสาหกรรม)
  • จำนวนสมาชิก: เป็นตัวแทนของคนงานและผู้เกษียณอายุหลายสิบล้านคน ผ่านการรวมตัวกันของสหภาพแรงงานระดับชาติและนานาชาติหลายสิบแห่ง

บทบาทและหน้าที่หลัก

  • การเจรจาต่อรองร่วม (Collective Bargaining): ช่วยให้คนทำงานเจรจากับนายจ้างในเรื่องค่าจ้าง สวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และความปลอดภัยในการทำงาน
  • การขับเคลื่อนนโยบายและกฎหมาย: มีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายหรือนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อแรงงาน เช่น ค่าแรงขั้นต่ำที่เป็นธรรม ความมั่นคงในวัยเกษียณ (Social Security) และสวัสดิการด้านสุขภาพ [1]
  • กิจกรรมทางการเมือง: มีส่วนร่วมในการสนับสนุนแคมเปญหรือนโยบายสาธารณะที่ก้าวหน้าและสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชนชั้นกรรมาชีพและผู้ใช้แรงงานในสหรัฐอเมริกา

พวกเขาทั้งห้าคนต่างเห็นพ้องต้องกันในการรับรอง, สนับสนุน, และเข้าร่วมกับกลุ่มนักเรียนและครูที่กำลังประท้วงหยุดงาน. และแล้วพวกเขาทั้งห้าก็ได้ประกาศโครงการที่พวกเขามีส่วนร่วม, เพื่อทำให้พลังและผลกระทบของการประท้วงนั้นยิ่งใหญ่ขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิมเสียอีก. มีการเรียกให้มีการนัดหยุดงานทั่วไปในประเทศฝรั่งเศสวันที่ 5 พฤศจิกายนนี้. นั่นคืออีกสองสัปดาห์หรือน้อยกว่านั้นจากในตอนนี้. และพวกเขากล่าวว่า, “เราหวังว่าเหล่านักศึกษาจะมาร่วมกับเรา. ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม, เราจะไปร่วมกับพวกเขา.” ให้มีคนอีกหลายล้านคนเพิ่มเข้ามาใหม่เพื่อร่วมเดินเคียงบ่าเคียงไหล่กับพวกเขา.   (All five of them unanimously endorsed and supported and joined the students and the striking teachers. And then all five of them announced a project they were contributing to make the power and the impact of the protests even greater than they already were. They called for a general strike in France on November 5th. That’s in a couple of weeks or less from now. And they said, “We hope the students will join us. We will in any case join them.” Giving millions of protesters new additional millions to join them.)

และนั่นคือสาเหตุที่มันกลายเป็นวิกฤตของระบบทุนนิยม. เพราะการนัดหยุดงานประท้วงครั้งใหญ่ หมายความว่า แรงงานที่เป็นสมาชิกสหภาพแรงงาน รวมถึงอีกหลายคนที่ไม่ได้เป็นสมาชิก หรืออย่างน้อยก็อาจจะยังไม่ได้เป็นในตอนนี้ จะมาร่วมมือกับแรงงานที่เป็นสมาชิกเพื่อปิดตัวระบบทุกอย่างลงในวันที่ 5 พฤศจิกายน. รถเมล์, รถไฟ, รถไฟใต้ดิน, ร้านอาหาร, หอประชุม, โรงเรียน. ลองคิดดูสิ. นี่คือการแสดงให้เห็นเพื่อให้ชุมชนทั้งหมดตระหนักว่า, ถ้าคนทำงานไม่ทำหน้าที่ของตัวเอง, ชุมชนก็หยุดชะงักลงในทันที. บรรดาคนงานต่างหากคือผู้ที่คอยขับเคลื่อนระบบนี้ และถ้าคุณไม่ปฏิบัติต่อพวกเขาให้ดี, หรือไม่ใส่ใจว่าพวกเขากันต้องการอะไร พวกเขาก็จะหยุดทำงานที่คุณต้องพึ่งพาพวกเขาด้วยเช่นกัน.  (And that’s why it’s a crisis of capitalism. Because a general strike means that the unionized workers and many aren’t unionized or at least not yet will be joining the unionized workers to shut everything down on November 5th. The buses, the trains, the subways, the restaurants, the meeting halls, the schools. Think about it. It’s a demonstration to remind the whole community that if the workers don’t do their job, the community stops on a dime. It’s the workers who keep the system going. And if you don’t treat them right, and if you don’t care for what they need, they will deprive you of the work they do that you rely on.)

ทีนี้,อะไรที่คืออุปสรรคขัดขวางรัฐบาล? ทำไมสิ่งนี้จึงไม่สามารถให้บริการที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้และต้องการได้? บริการต่างๆ ที่พวกเขาต่อสู้เพื่อให้ได้มาเมื่อหลายทศวรรษก่อน และได้เพลิดเพลิน (หรือใช้ประโยชน์) มาจนถึงตอนนี้. รัฐบาลไม่สามารถทำมันได้, และจะไม่ทำมัน. ทำไมจึงไม่? เอาละ, นี้คือตอนสุดท้ายของเรื่องราวนี้. หลายปีที่ผ่านมา, เมื่อพรรคสังคมนิยมขึ้นมาบริหารประเทศฝรั่งเศส, พวกเขาได้ทำให้บริการสาธารณะส่วนใหญ่เหล่านี้ประสบความสำเร็จ. การศึกษาระดับอุดมศึกษาฟรี, ระบบประกันสุขภาพแห่งชาติที่คุ้มครองคุณตั้งแต่เกิดจนตาย, ไม่ว่าคุณจะทำงานอยู่หรือไม่, เปลี่ยนงานหรือไม่, สุขภาพของคุณก็ได้รับการดูแล, และอื่น ๆอีกมากมาย.  (Now, what’s holding back the government? Why cannot it deliver the services that people need and want? The services that they fought for and got many decades ago and have enjoyed until now. The government can’t do it, won’t do it. Why not? Well, here’s the final part of this story. Some years ago, when socialists were in power in France, they got most of these public services accomplished. Free higher education, a national health insurance that covers you from birth to death, whether you’re working or not, change jobs or not, your health care is taken care of, and so on.)

สวัสดิการรัฐที่ให้ประโยชน์อย่างเต็มที่. ดีกว่าสิ่งเหล่านั้นในสหรัฐอเมริกา, และพวกมันก็เป็นแบบนั้นมานานแล้ว. สิ่งนั้นเคยมีภาษีจ่ายให้, แล้วรัฐบาลจะหาเงินจากไหนได้อีก? แต่คนรวยและบริษัทต่าง ๆ ก็ไม่อยากเสียภาษี. แล้วใครล่ะที่อยาก? แต่พวกเขาใช้เงินที่พวกเขาบริจาคให้กับเหล่านักการเมือง, พำวกดเขาใช้สื่อสารมวลชนที่มีเจ้าของเป็นคนร่ำรวยมากพอที่จะติดสินบนนักการเมืองทั้งหลาย, เพื่อทำให้รัฐบาล.  ซึ่งก็คือนักการเมืองที่ถูกซื้อตัวและอยู่ใต้การควบคุมของพวกเขา, ที่จะยอมลดภาษีให้แก่บริษัทเอกชนและคนรวย. (Very generous public services. Better than those in the United States, and they’ve been that way a long time. That used to be paid for by taxes. How else would the government get the money? But rich people and corporations didn’t want to pay taxes. Who does? But they used the money they donated to the politicians, they used the mass media that were owned by people rich enough to pay off politicians, to get the government, the bought politicians they owned, to drop the taxes on corporations and the rich.)

ว้าว. การลดภาษีสำหรับพวกเขานั้นหมายความว่ารัฐบาลต้องแบกรับความเสี่ยงที่จะไม่สามารถจัดสรรบริการต่างๆ ได้, แต่ถึงอย่างนั้นรัฐบาลก็ยังคงหวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง. ดังนั้น, มันได้ทำอะไร? เอาละ, ในฝรั่งเศส, มันได้ทำเหมือนทุกคนอื่นๆทำ. มันได้ยืมเงิน. มันได้ยืมเงิน. ใครคือที่รัฐบาลฝรั่งเศสได้ยืมเงินจากเขา? คำตอบ, บริษัทห้างหุ้นส่วนทั้งหลาย และคนร่ำรวย. แล้วทำไมพวกบริษัทและคนรวยถึงมีเงินให้รัฐบาลกู้ยืมได้ล่ะ? คำตอบคือ, เพราะรัฐบาลไม่ได้จัดเก็บภาษีจำนวนนั้นไป, แต่รัฐบาลกลับเห็นพ้องว่า, แทนที่จะนำเงินก้อนนั้นมาภาษีแล้วใช้ไปกับการให้บริการสาธารณะ, พวกเขาจะใช้วิธีกู้ยืมเงินก้อนนั้น.   (Wow. Lower taxes on them meant the government risked being unable to deliver services, but it was very fearful. So, what did it do? Well, in France, it did what everybody else does. It borrowed the money. It borrowed the money. Who did the French government borrow money from? Answer, corporations and the rich. And how come the corporations and the rich had money to lend to the government? Answer, because the government didn’t tax it away. The government agreed, instead of taxing the money and using it to provide public services, they would borrow the money.)

นั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องจ่ายเงินจำนวนนั้นคืน และต้องจ่ายดอกเบี้ยด้วย โดยนับตั้งแต่วันที่ยืมไปจนถึงวันที่จ่ายคืน. และมันก็ใช้ได้ผลอยู่พักหนึ่ง จนกระทั่งพวกเขาพอกพูนหนี้สินขึ้นมามากขนาดนั้น. ไม่ใหญ่โตเท่ากับหนี้ของอเมริกา แต่ก็มากพอที่จะทำให้บรรษัทใหญ่ๆ และคนรวยทั้งหลายถึงจุดที่ต้องพูดว่า, “พวกเราจะไม่จ่ายภาษี, พวกเราจะไม่ยอมให้คุณมาเก็บภาษีกับพวกเรา, และพวกเราก็ไม่เต็มใจที่จะให้คุณกู้ยืมเงินอีกต่อไปแล้วด้วย, เว้นแต่ว่าคุณจะยอมจ่ายดอกเบี้ยให้พวกเรามากขึ้นเรื่อย ๆ, เพื่อชดเชยกับความเสี่ยงที่คุณอาจจะไม่สามารถจ่ายเงินคืนให้เราได้.” (That means they’d have to pay it back and they’d have to pay interest between the day they borrowed it and the day they paid it back. And that worked for a while until they built up such a level of debt. Not as big as the American debt, but big enough that now corporations and the rich have come to the point of saying, “We’re not going to pay taxes. We’re not going to let you put taxes on us, but we’re not willing to lend you money anymore, either, unless you pay us more and more interest to offset the risk that you won’t be able to pay us back.”)

และผลลัพธ์ที่เสี่ยงนั้นคืออะไร? ความเสี่ยงที่ว่าก็คือ, จะเกิดวิกฤตการณ์ของระบบทุนนิยม, ที่ซึ่งประชาชนในทุก ๆ ประเทศจะลุกฮือขึ้นมาทำแบบเดียวกับที่ผู้คนในประเทศฝรั่งเศสกำลังทำอยู่, โดยการกล่าวว่า, “ไม่. ๆไม่, ไม่, ไม่.การโกงกินบนความเดือดร้อนของเรามันจบลงแล้ว, คุณจะต้องกลับไปเก็บภาษีพวกบริษัทใหญ่ๆ และคนรวย, เพราะมันไม่มีทางออกอื่นอีกแล้ว.” และเชื่อผมเถอะครับเพื่อน ๆ ว่านั่นคือปัญหาเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา เพราะทันทีหลังจากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของมร. ทรัมป์, พวกเราก็จะได้เห็น อีลอน มัสก์ เพื่อนซี้ของมร. ทรัมป์ ยืนถือเลื่อยไฟฟ้าอยู่บนเวทีนั่น. (And what is that risk? The risk is that there’ll be a crisis of capitalism, that the people will do in every country what they are doing in France, saying, “No, no, no.” This hustle at our expense is over. You’re going to go right back and tax corporations and the rich cuz there’s no other way out.” And believe me, friends, that’s the same issue here in the United States Right after Mr. Trump’s inauguration, we were able to see Elon musk, Mr. Trump’s buddy, with a chainsaw up on that platform.)

การป่าวประกาศอย่างอาจหาญว่าเขาจะปลดพนักงานรัฐจำนวนมาก, ซึ่งแน่นอนว่าคนเหล่านี้ย่อมไม่สามารถให้บริการสาธารณะที่เราต้องการและจำเป็นต้องได้รับจากพวกเขาได้อีกต่อไป. แล้วจะไม่เก็บภาษีพวกเขางั้นหรือ? เปล่าหรอก, พวกเราแค่กำลังจะตัดลดบริการลง,  และนั่นก็คือสิ่งที่เราทำมาตลอดอยู่แล้ว. และเราจะยังคงทำเช่นนั้นต่อไป จนกว่าประชาชนชาวสหรัฐอเมริกา ทั้งครู, นักเรียน, สมาชิกสหภาพแรงงาน, และคนทำงาน, จะกล่าวกับระบบของอเมริกาว่า, “หยุด. นี้ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้อีก.” นั่นเป็นเพียงคำถามพื้นฐานข้อเดียว, และสิ่งที่พี่น้องของเราในฝรั่งเศสกำลังทำกันอยู่ในขณะนี้, ก็ได้สะท้อนคำถามนั้นให้เราเห็นอย่างแจ่มแจ้งที่สุดแล้ว.  (Boldly saying how he was firing large numbers of public employees, who of course could not then deliver the public services we want and need from them. Not going to tax them? No, we’re just going to cut the services, and that’s what we’ve been doing. And we’ll continue to do unless and until the people of the United States teachers, students, union members, workers say to the American system, “Stop. This cannot continue.” That’s the only basic question, and it is raised in all its clarity for us by what our brothers and sisters in France are doing as we speak.)

หากคุณคิดว่าเนื้อหาแบบนี้มีประโยชน์ โปรดช่วยแชร์วิดีโอนี้ให้กับคนอื่นๆ ด้วยนะครับ. นั่นคือเหตุผลที่เราจัดทำมันขึ้นมา. และหากคุณสามารถช่วยเราสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้, โปรดเข้าไปที่เว็บไซต์ของเรา democracyatwork.info และร่วมบริจาคตามกำลังที่คุณสามารถทำได้. และคุณจะรูเว่า นั่นพวกเราซาบซึ้งและขอบคุณทุกๆ ความช่วยเหลือที่คุณมอบให้เป็นอย่างยิ่ง. ขอขอบคุณ. (If interventions like this strike you as useful, please share this video others. That’s why we make them. And if you can help us cover the costs, please go to our website, democracyatwork.info, and help by dominating whatever you can. And you will know that we are grateful for all the help you provide. Thank you.)

https://youtu.be/LwUuTVZYflo?si=Zehek8LZyT0UDy_t

วันพฤหัสบดีที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “บทเรียนทั้งหลายมากยิ่งขึ้น จาก ฝรั่งเศส” วันที่ 26 ตุลาคม, 2026

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “บทเรียนทั้งหลายมากยิ่งขึ้น จาก ฝรั่งเศส” วันที่ 26 ตุลาคม, 2026

Wolff Responds: "More Lessons From France" Dated October 26, 2026

          https://youtu.be/f8iGak_GCk0?si=zRL4jMIQH40N_uab

          ยินดีต้อนรับเพื่อนทั้งหลายสู่อีกตอนหนึ่งของรายการ ‘วูลฟ์ฟ ตอบสนอง’. ผมต้องการที่จนะติดตามต่อจากตอนที่แล้วก่อนหน้านี้ของ ‘วูลฟ์ฟ ตอบสนอง’ โดยการเรียกตอนนี้ว่า ‘บทเรียนทั้งหลายมากยิ่งขึ้น จาก ฝรั่งเศส’. ความระส่ำระสายในฝรั่งเศสยังคงดำเนินต่อไป และปัญหาที่เกิดขึ้นกำลังแพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ ในยุโรป เนื่องจากเป็นปัญหาที่ทุกประเทศเหล่านั้นต่างต้องเผชิญเช่นเดียวกัน. แต่ละประเทศหนึ่งๆก็ใรหนทางแตกต่างกันไป, แต่มันเป็น--, วาระประเด็นในพื้นฐานเดียวกัน. และผมเดาว่ามันจะแพร่ระบาดข้ามมหาสมุทรและมาถึงสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน.  (Welcome friends to another ‘Wolf Responds’. I want to follow up an earlier version of ‘Wolf Responds’ by calling this one more lesson from France. The upheaval in France is continuing and the issues it raises are spreading both to other European countries because they are problems that all those countries face. Each one in a little different way, but it’s the ba-, the same basic issue. And my guess is it’ll migrate across the oceans and come to the United States as well.)

          และยิ่งไปกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ เราจำเป็นต้องถอดบทเรียนจากบรรดาผู้บุกเบิกชาวฝรั่งเศส, เพราะตามปกติแล้ว พวกเขาคือกลุ่มคนที่เริ่มต้นทำให้มันเกิดขึ้น, ดังปกติ. เราจำเป็นต้องเรียนรู้บทเรียนที่พฤติกรรมบุกเบิกของพวกเขาสามารถสอนเราได้. ดังนั้น, ก่อนอื่นเลย, เรามาดูปฏิกิริยาของรัฐบาลกันก่อนดีกว่า. รัฐบาลของประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง. เขาได้ตอบกลับด้วยโครงการใหม่ที่ผ่านการคิดค้นมาเป็นอย่างดี สำหรับระบบโรงเรียนแล้วหรือยัง?   (And then even more than already is the case we need to draw the lessons that the French pioneers, cuz they’re the ones who got it going, as usual. We need to learn the lessons their pioneer behavior can teach us. So, first of all, let’s take a look at the government’s reaction. The government of President Emmanuel Macron. Did he respond with a new, well-thought-out program for the school system?)

          เรามาจำกันไว้ว่า เรื่องทั้งหมดในฝรั่งเศสนี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อสหภาพครูได้เรียกร้องให้มีการประท้วงหยุดงานของบรรดาครู เพื่อต่อต้านสภาพความเป็นอยู่ที่ย่ำแย่ในโรงเรียนต่าง ๆ ของฝรั่งเศส. ไม่ได้มีครูทั้งหลาสยอย่างเพียงพะอ. มีนักเรียนทั้งหลายมากมายเกินไปต่อหนึ่งชั้นเรียน. ครูลาออก, แต่ไม่มีการรับครูใหม่มาแทน. บริการดูแลทำความสะอาดถูกปรับลดงบประมาณและพบหนูในอาคารเรียน. ผมพูดต่อได้อีกเยอะ, แต่คุณคงพอเข้าใจแล้ว.  (Let’s Remember the whole issue in France started when the teachers union called a strike of teachers to protest the awful conditions in French schools. Not enough teachers. Too many students per class. Teachers leaving, not being replaced. Custodial services cut back, rats in the school buildings. I could go on, but you get the picture.)

          มร. มาครงไม่ได้พูดหรือทำอะไรเลยเกี่ยวกับปัญหาเหล่านั้น. และเหตุผลที่แน่นอนว่าทำไมตอนนี้เขาถึงไม่สามารถทำอะไรได้เลย, ก็เพราะว่าเขาไม่เคยรับฟังข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาที่เกิดขึ้นมานานหลายปีในฝรั่งเศส. เขายังไม่พร้อมที่จะมีแผน/หรือยังไม่มีแผนที่พร้อมใช้, เพราะที่ผ่านมาเขาไม่ได้วางแผนไว้เลย. และที่เขาไม่ได้วางแผนไว้ เพราะเขาอยากให้ปัญหานั้นมันหายไปเอง. และที่สำคัญที่สุดคือ, เขาไม่ต้องการดึงเงินทุนที่ใช้ช่วยเหลือชาวยูเครนในสงครามที่อยู่ห่างจากฝรั่งเศสออกไปเป็นพันไมล์นั้นมาใช้.    (Mr. Macron has said and done nothing about any of those issues. And the reason, of course, he couldn’t do anything now is has he is that he hasn’t been listening to the complaints about education that have been going on for years in France. He’s not ready with a plan cuz he hasn’t been planning. And he hasn’t been planning because he wanted to make that problem go away by itself. And above all, he didn’t want to take money away from helping the Ukrainians in that war a thousand miles from France,)

          ไม่, และเขาต้องการคงนโยบายภาษีต่ำสำหรับคนรวยต่อไป. และเขาต้องการให้เงินอุดหนุนแก่ธุรกิจของฝรั่งเศสต่อไป. และเขาไม่ได้ต้องการจะดึงงบประมาณไปจากสิ่งเหล่านั้นทั้งหมด, ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรก ๆ ของเขา, และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้รับความนิยมอย่างมาก. เขามีคะแนนนิยมต่ำกว่าโดนัลด์ ทรัมป์. นั่นเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง. คุณต้องทำงานในระดับที่ลดลงเช่นนั้น. เอาละ, ประธานาธิบดีคนนี้ แทบจะไม่คู่ควรกับตำแหน่งนี้ด้วยซ้ำ, เขาทำอะไรลงไปบ้างล่ะ?  (No, and he wanted to continue low taxes on the rich. And he wanted to continue subsidies for French business. And he didn’t want to take money away from all those, which are his priorities, and which is why he is so popular. He does get lower polling numbers than Donald Trump. That’s an achievement. You have to work at that level of decline. Well, what did this president, who barely deserves the name, what did he do?)

ไม่มีเลย. แต่เขาเริ่มพูดไม่หยุดเลย. นั่นคือสิ่งที่บรรดาคนที่บริหารสังคมที่กำลังประสบปัญหาหวังว่า, มันจะช่วยพาพวกเขาผ่านพ้นปัญหาเหล่านั้นไปได้. ดังนั้น, ลองมาดูสิ่งทีเขาพูดกันหน่อย เพราะมันจะช่วยบอกใบ้ให้เราได้เป็นอย่างดีว่า ในประเทศอื่นๆ ที่กำลังเกิดการปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง, จะมีการพูดถึงเรื่องอะไรกันบ้าง . ฝรั่งเศส, อิตาลี, ปอร์ตุเกศ, เบลเยี่ยม, อัลบาเนีย, ผมสามารถว่าไปได้ตลอด. เขากล่าวว่าการต่อสู้ดิ้นรนครั้งยิ่งใหญ่ที่นี่ คือการต่อสู้ระหว่างความเป็นระเบียบและความไม่เป็นระเบียบ.   (Nothing. But he started talking a blue streak. That’s what a lot of the people who runs societies that are in trouble, that’s what they hope will get them through the trouble. Talking. So, let’s take a look at what he said because it’ll give us a good clue as to what will be said in all the other countries that are exploding. France, Italy, Portugal, Belgium, Albania, I could go on. He said the great struggle here is between order and disorder.)

ช่างเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจริงๆ โดยมร. มาครง. ไม่แปลกใจเลยที่เขาได้คะแนนโพลต่ำ. ท่านประธานาธิบดีครับ มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องตามระเบียบ, ที่จะปล่อยให้สถาบันที่มีความสำคัญที่สุดของคุณ เพื่ออนาคตของประเทศฝรั่งเศส. คุณรู้ไหมว่านั่นเป็นอะไร? โรงเรียนทั้งหลายครับ. เพราะว่า นั่นคือสถานที่ที่ผู้คนจะได้เรียนรู้ระเบียบวินัย, การศึกษานั้นจะเป็นตัวกำหนดว่าคนฝรั่งเศสจะสามารถแข่งขันในระบบเศรษฐกิจโลกได้หรือไม่. การลงทุนเศรษฐกิจกับการศึกษา คือการประหยัดงบประมาณด้านการศึกษา ก็ไม่ต่างอะไรกับการยิงเท้าตัวเอง. ไม่มีผู้นำที่มีเหตุผลคนไหนจะทำเรื่องแบบนั้นหรอกครับ, คุณมาครง.  (What an interesting move by Mr. Macron. No wonder he gets low polling. It’s orderly, Mr. President, to let your most important institution for the future of France. You know what that is? The schools. Cuz that’s where people learn the discipline, the education that will or will not enable the French to compete in the world economy. Economizing on education is the equivalent of shooting yourself in the foot. No reasonable leader would do such a thing, Mr. Macron.)

การเสียสละคนหนุ่มสาว, นั่นไม่ใช่ความเป็นระเบียบ. แต่เป็นความไม่เป็นระเบียบ. ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการการศึกษาของรัฐ.  ภาษีของพวกเขาควรถูกนำไปใช้เพื่อการศึกษาภาคบังคับของรัฐเป็นลำดับแรก.คนรุ่นอนาคตต่อไปของผู้คนฝรั่งเศส. ดังนั้น, อย่าบอกเรานะว่ามีความขัดแย้งเกิดขึ้นที่นี่, ระหว่างความเป็นระเบียบและความไม่เป็นระเบียบ. ครูที่กำลังนัดหยุดงาน, ประท้วง, และนักเรียนที่สนับสนุนพวกเขา, พวกเขากำลังต่อสู้เพื่อความมีระเบียบวินัย ซึ่งเป็นระเบียบตามปกติของการศึกษา. โรงเรียนที่สะอาด, โรงเรียนที่ไม่มีหนู, โรงเรียนที่มีครูเพียงพอ, โรงเรียนที่กล่าวโดยสรุปคือสามารถให้การศึกษาที่อนาคตของฝรั่งเศสต้องการได้.   (Sacrificing young people, that’s not orderly. That is a disorder. The mass of people wants public education. Their taxes should go for public education as a top priority. The next generation of French people. So, don’t tell us there’s a struggle here between order and disorder. The teachers going on strike, the students supporting them, they are fighting for orderliness, the ordinary order of education. A school that is clean, a school that has no rats, a school with enough teachers, a school in short that can do the education France’s future requires.)

และคุณ, มร. ประธานาธิบดี, คุณคือหนึ่งที่มีอำนาจหน้าที่อันสัมบูรณ์ที่สุด. ที่ความรับผิดชอบหยุดสุดท้ายต้องอยู่ที่จุดไหน, ตามที่เราได้รับการบอกมา. เอาละ, แล้วคุณคือผู้ที่สามารถรับผิดชอบต่อการนำมามาซึ่งความไม่เป็นระเบียบวุ่นวายต่อระบบโรงเรียน. ถึงขนาดที่ทำให้ครูยอมเสียเงินเดือนเพื่อออกไปประท้วงหยุดงาน เพื่อดึงดูดความสนใจของคนทั้งประเทศให้หันมามองเรื่องนี้. และเมื่อพวกเขาประท้วงหยุดงาน และเมื่อพวกนักเรียนแสดงการสนับสนุน เพราะท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาก็อาศัยอยู่ในโรงเรียนเหล่านั้น, ด้วยเหมือนกัน. เอาละ, เดาสิว่าอะไร? มันได้นำปัญหานี้เข้าสู่ความสนใจของทุกคนในฝรั่งเศส. (And you, Mr. President, you’re the one ultimately in charge. Where the buck stops, we are told. Well, then you’re responsible for bringing disorder to the school system. Even to the point of making teachers lose their salary to go out on strike to bring this to the attention of the country as a whole. And when they went on strike, and when their students showed their support, cuz after all, they live in those schools, too. Well guess what? It brought the issue to the attention of everybody in France.)

ดังนั้น, คนที่คุณกำลังประณามด้วยคำพูดของคุณ คือกลุ่มคนที่มุ่งมั่นและทุ่มเทให้กับความเป็นระเบียบเรียบร้อยของระบบการศึกษาที่เหมาะสมอย่างแท้จริง. คุณพูดไม่ถูกต้องแล้วครับ, มร. มาครง. ดังนั้น, ไม่ต้องมาพล่ามบอกให้พวกเราโทรหาตำรวจเลย.  และนั่นคืออะไรที่เขาได้ทำ. อย่างแรก, ตำรวจปราบปรามกลุ่มผู้ประท้วงหยุดงาน, จากนั้นตำรวจปราบปรามกลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย, และตามด้วยตำรวจปราบปรามกลุ่มนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย เมื่อพวกเขาออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสนับสนุนกลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย. ตำรวจคือสิ่งเดียวที่คุณรู้จัก มร. มาครง ตำรวจคือวิธีที่คุณใช้ตอบโต้ความวุ่นวายที่เกิดขึ้นจากการบริหารรัฐบาลและเศรษฐกิจของคุณ ซึ่งสร้างความยากลำบากให้แก่ประชาชนชาวฝรั่งเศส. (So, the people you’re damning with your words are the people who actually committed to the orderliness of a proper education system. You’re not, Mr. Macron. So, don’t babble to us about calling out the cops, the police. And that’s what he did. First, the police against the strikers, then the police against the high school students, then the police against the university students when they went out in support of the high school students. Police is what you know, Mr. Macron. Police is how you respond to the disorder your management of the government and the economy have imposed on the French people.)

คำพูดพล่ามไร้สาระประโยคต่อไปที่หลุดออกมาจากปากของประธานาธิบดี ก็คือเรื่องความสำคัญของการปกป้องทรัพย์สิน. ดังที่นั่นเป็น, สิ่งที่เขาทำอยู่. ถ้าคุณยังคงยั่วยุผู้คนกลุ่มใหญ่ต่อไป, ไม่ว่าจะเป็นในระบบการศึกษา หรือครั้งล่าสุดที่ประชาชนชาวฝรั่งเศสออกมาชุมนุมต่อต้านคุณ, มร. มาครง สิ่งนั้นถูกเรียกว่า 'เสื้อกั๊กเหลือง' (Yellow Vests), ในตอนนั้นคุณยังไม่ได้ทำลายราคาเชื้อเพลิง, และคุณยังไม่ได้ทำลายมาตรฐานความเป็นอยู่ของชนชั้นแรงงานในฝรั่งเศสเลยด้วยซ้ำ.   (The next babble out of the president’s mouth is the importance of protecting property. As if that was, he was doing. If you keep provoking the mass of people, whether it’s in the education system or the last time the French people went out against you, Mr. Macron, it was called the yellow vests, and you hadn’t messed up the cost of fuel, and you hadn’t messed up the living standards of the working class in France.)

และเมื่อคนเหล่านั้นนัดหยุดงานประท้วง, เมื่อพวกเขาเดินขบวนไปตามท้องถนนในฝรั่งเศสพร้อมกับเสื้อกั๊กสีเหลืองที่เป็นสัญลักษณ์อันเด่นชัดนั้น, คุณก็เอาแต่พล่ามเรื่องทรัพย์สินสิ่งของอีกตามเคย. โอ้, มีรถบางคันพลิกคว่ำ. มีร้านค้าของชำถูกบุกรุกพังเข้าไป. พวกเขาก็กังวลเรื่องทรัพย์สินทั้งนั้น. จริงรึ? ตุณเป็นคริสเตียน. มร. มาครง. ผมรู้นั่นเพราะว่าคุณพูดไว้เช่นนั้น. คริสเตียนได้วางชีวิตของตนเอาไว้อยู่เหนือทรัพย์สิน. ถ้าคุณต้องเลือกระหว่างพวกนั้น, คุณจะต้องดูแลผู้คนก่อนที่คุณจะไปดูแลทรัพย์สิน เพราะ ผู้คนมีชีวิต แต่ทรัพย์สินไม่มีชีวิต.  (And when those people went out on strike, when they marched through the streets of France with those telltale yellow vests, you babbled about property again. Gee, there some cars overturned. There were some stores broken into. There were and you were all concerned about the property. Really? You’re Christian, Mr. Macron. I know that cuz you say so. A Christian puts life above property. If you have to choose between them, you take care of people before you take care of property cuz the people are alive and the property isn’t.)

คุณดูเหมือนจะไม่เข้าใจนั้น. เราไม่ได้ต้องการจะได้ยินเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สิน, แต่ผมกำลังจะพูดคุยถึงมันในหนึ่งนาที. แล้วคุณยอมให้ข้าราชการของคุณทั้งหลาย, บางทีคุณได้ทำสิ่งนี้, ด้วยเช่นกัน. ผมไม่รู้ว่าผมฟังไม่ทันถ้าคุณได้ทำ, แต่ผทรู้ว่าเจ้าหน้าที่ของคุณทำเรื่องนี้แล้ว. คุณเคยอ้างว่ามีแพะรับบาป, ที่พวกเราทุกคนสามารถโยนความผิดให้ได้ทุกเรื่อง. ไม่ใช่ฉัน. ไม่ใช่ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส. ไม่ใช่คนที่รับผิดชอบระบบของโรงเรียนและของตำรวจ. โอ, ไม่. ไม่. ไม่. ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด, แน่นอน. เหมือนเช่น มร. ทรัมป์. ไม่มีวันทำอะไรผิดใดเลย. ทีใครบางคนอื่นอยู่เสมอที่จะชี้นิ้วไปหาได้.   (You don’t seem to understand that. We don’t want to hear about the property, but I’m going to talk about it in a minute. Then you allowed your officials, maybe you did this, too. I don’t know if that I didn’t catch it if you did, but I know your officials did. You made the claim that there’s a scapegoat we can all blame for everything. Not me, of course. Not the president of France. Not the guy in charge of the school system and of the police. Oh, no, no, I did nothing wrong, of course. Just like Mr. Trump. Never did anything wrong. There’s always somebody else to point the finger at.)

และรคือผู้ที่พวกเขาชี้นิ้วออกไปหา? เอาละ. เนื่องจากคนเหล่านี้เป็นคนไม่มีจินตนาการ ทั้งหมดที่พวกเขาคิดได้ก็คือ, คุณพร้อมหรือยัง? ผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลาย. โอ, พระเจ้าช่วย, ผู้อพยพเข้ามาทั้งหลาย. กล่าวโทษผู้อพยพเข้าเมืองมาทั้งหลาย. มร. มาครงมีอะไรอยู่มากที่คล้ายคลึงกับ มร.ทรัมป์. แม้กระทั่งว่าเขาได้อับอายต่อผูเคนของเขาได้เห็นมัน. อะไรคือผู้อพยพเข้ามาของฝรั่งเศส? พวกเขาส่วนใหญ่มาจากอาฟริกา. อาหรับทั้งหกลายจากอาฟริกาเหนือ และผู้คนดำจากตอนใต้ของซะฮาร่าในอาฟริกา. ในตอนนี้, พวกเขาเป็นผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลายหรือ? อย่างแน่นอนที่สุด.  (And who do they point the finger at? Well. Since these are people with no imagination, all they can think of is, you ready? Immigrants. Oh my God, immigrants. Blame the immigrants. Mr. Macron has a lot in common with Mr. Trump. Even though he’s embarrassed for his people to notice it. What are the immigrants in France? They’re mostly from Africa. Arabs from the North of Africa and black people from the South of the Sahara in Africa. Now, are there immigrants in France? Absolutely.)

เรารู้ดีว่าทำไมถึงมีผู้อพยพทั้งหลายนั้น. ก็เพราะลัทธิทุนนิยมเป้นเหมือนระบบหนึ่งที่ได้จัดรวมองค์กรมากว่าสีศตวรรษสุดท้ายที่ผ่านมา, ได้จัดรวมเป็นองค์กรทั้งโลกให้อยู่ในหนทางไม่เสมอภาคเท่าเทียมกัน. ความมั่งคั่งของโลกที่แหล่งทรัพยากรกำเนิดอยู่ใน ดเอเซียล อาฟริกา, ลาติน อเมริกา, เข่นเดียวกันกับที่แห่งอื่นๆ, ได้ถูกสูบกินจากที่ทั้งหมดเหล่านี้มายังสามมุมของโลก, อเมริกาเหนือ, ยุโรปตะวันตก, และญี่ปุ่น. และเหล่าประเทศทั้งหลายได้กลายมาเป็นความมั่งคั่งของตน.  (We know why there are immigrants. Because capitalism as a system has organized over the last four centuries has organized the world in a very unequal way. In a very unequal way. The wealth of the world sourced in Asia, Africa, Latin America, as well as everywhere else, was funneled from all those places to three corners of the world, North America, Western Europe, and Japan. And those countries became very wealthy.)

ส่วนที่เหลือของโลก, โดยการเปรียบเทียบกันแล้ว, ได้ยากจนข้นแค้น. คุณรู้ไหม, ที่ซึ่ง 90% ของผูเคนมีชีวิตอยู่, ที่ความมั่งคั่งได้ถูกเอาไป. และมันถูกส่งต่อไปยังกลุ่มคน 10% ที่รวยที่สุดอยู่แล้ว. ดังนั้น, ลองทายดูซิว่าผลลัพธ์ที่จะตามมาคืออะไรถ้าคุณพัฒนาโลกในรูปแบบที่เหลื่อมล้ำ, และไม่เท่าเทียมกันแบบนั้น. และนี่คือผลลัพธ์ประการหนึ่ง. ผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ยากจนพากันอพยพออกไปและไปยังส่วนที่พวกเขาหวังว่าจะมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น. ทว่าสาเหตุของมันก็ยังคงเหมือนเดิมเสมอ. ความเหลื่อมล้ำพื้นฐานที่ระบบทุนนิยมสร้างขึ้นในโลกและยังคงประคองให้ดำรงอยู่มาจนถึงทุกวันนี้.   (The rest of the world, by comparison, was impoverished. You know, where 90% of the people live, wealth was taken. And it was delivered to the 10% who are already the richest. So, guess what one consequence is if you develop the world in that unequal, uneven way. Here’s one result. People who live in the poor part leave and go to the part where they hope they’ll be better off. But the cause of it is always the same. The fundamental inequality that capitalism created in the world and has sustained to this day.)

แต่การกล่าวโทษผู้อพยพเข้าเมืองนั้น. ในตอนนี้, นี่คือบางสถิติอย่างที่พวกคุณก็น่าจะรู้. กว่า 70% ของผู้คนได้ถูกจับโดยตำรวจได้ไปไกลที่ในการวุ่ยวายของคนฝรั่งเศส ที่เราทั้งหมดต่างเป็นประจักษ์พยานกันอยู่ในตอนนี้ ก็คือ พลเมืองฝรั่งเศส. ให้ผมพูดนั่นอีกครั้ง. เหล่านี้คือสถิติเป็นทางการจากรัฐบาลฝรั่งเศส. กว่า 70% รี้คือพลเมืองที่ถือกำเนิดอยู่ในประเทศฝรั่งเศส, ไม่ใช่ผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลาย.  (But blame the immigrant. Now, here’s some statistics just so you know. Over 70% of the people arrested by the police so far in the French disturbances that we are all witnessing are French citizens. Let me do that again. These are government statistics from the French government. Over 70% are native-born French citizen, not immigrants.)

          ดังนั้น, ทำการกล่าวโทษผู้อพยพเข้าเมืองนั่นไปเพื่ออะไรกัน? เอาละ, ผมจะบอกคุณเรื่องสถิติหนึ่งที่ช่วยให้คลี่คลายความลี้ลับเล็กๆนั่นได้. ปัญหาร้ายแรงที่สุดเกิดขึ้นในย่านที่ยากจนที่สุด. นั่นบอกอะไรกับคุณ? ความโกรธแค้นที่กำลังเดือดพล่านในหมู่คนหนุ่มสาวและคนชรานั้น, เป็นความโกรธแค้นที่เกี่ยวข้องกับงานที่พวกเขาไม่มี, ด้วยค่าแรงที่พวกเขาไม่เคยได้รับ ด้วยบริการสาธารณะที่ถูกละเลยในชุมชนของพวกเขา เริ่มต้นจาก—คุณคงทายถูกแล้วล่ะ—โรงเรียนที่เป็นจุดเริ่มต้นของปัญหาทั้งหมดนี้.   (So, what’s the blaming the immigrant for? Well, I’ll tell you a statistic that’ll help unravel the little mystery. The worst trouble happened in the poorest neighborhoods. What does that tell you? That the anger boiling over among young people and old people is an anger that has to do with the jobs they don’t have, with the pay they don’t get, with the public services that are neglected in their neighborhoods, starting with you’ll guessed it, the school where all this trouble began.)

          มร. มาครง, มันเป็นวิธีที่คุณปฏิบัติต่อผู้ยากจนครึ่งหนึ่งของประชากรในประเทศของคุณ. และไก่เหล่านั้นที่กำลังมาบ้านเพื่อถูกย่าง/ผลกรรมกำลังตามสนอง. ในภาษาของฝรั่งเศส, พวกเขามีคำเรียกสำหรับคนที่ชอบทำลายข้าวของทั้งหลาย. ความรุนแรงที่รัฐมนตรีมหาดไทยของฝรั่งเศสและ มร. มาครงทั้งสองคน รักที่จะพูดคุยถึงมัน, ทรัพย์สินได้ถุกทำเสียหาย. โอ้, คุณพระช่วย. มีคำศัพท์ที่ใช้เรียกคนที่ทำแบบนั้นในการชุมนุมประท้วงอยู่ด้วย. มันมาจากคำภาษาฝรั่งเศสว่า casseurs. casseurs หมายความว่า การที่จะพังทลายบางสิ่ง. (Mr. Macron, it’s the way you treat the poor half of the population in your country. And those chickens are coming home to roost. In the French language, they have a term for the people who break things. The violence that the Minister of French Interior and Mr. Macron both love to talk about, property being damaged. Oh, goodness. There’s a term for people who do that in a demonstration. In comes from the French word casseurs. Casseurs means to break something.)

          Casseurs คือใครบางคนผู้ที่พังทำลายสิ่งทั้งหลาย, ผู้ชอบทำลาย. มีผู้ชอบทำลายปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ร่วมเหตุการณ์ความไม่สงบหรือไม่? ใช่, มีอยู่. บางรายของพวกเขาคือผู้คนที่เป็นตำรวยจ, ที่ถูกเรียกว่า provocateur ในภาษาฝรั่งเศส. ผู้ยั่วยุในภาษาอังกฤษ. มันเป็นที่รู้จักกันดีที่ในฝรั่งเศส, มันมีมานานหลายศตวรรษแล้ว, นั่นก็คือตำรวจ ตำรวจที่มักจะทำเป็นประจำ ส่งคนในชุดพลเรือน, นอกเครื่องแบบ, ไปก่อความรุนแรง, เผาถังขยะ, หรือขว้างก้อนหินใส่หน้าต่าง,เพื่อที่รัฐบาลจะสามารถใช้เป็นข้ออ้างได้ว่ามีความรุนแรงเกิดขึ้น.     (A casseurs is someone who breaks things, a breaker. Are there casseurs breakers among the people involved in the disturbances? Yes, there are. Some of them are police people, called provocateur in French, provocateur in English. It’s well-known in France, and it has been for centuries, that the police routinely send people in civilian clothes, without their uniforms, to do some violence, to burn some thrash cans, to throw a rock through a window, so that the government can use the excuse there is violence.)

          มีการชุมนุมประท้วงในเมืองใหญ่และเมืองเล็กต่างๆ มากกว่าหนึ่งร้อยแห่งในฝรั่งเศส. ส่วนใหญ่ที่สุดของเหตุการณ์เหล่านั้น, เริ่มต้นและจบลงโดยไม่มีความรุนแรงใด ๆ เกิดขึ้นเลย. รัฐมนตรีมหาดไทยได้ยอมรับว่าในสวันเสาร์แรกของการชุมนุมประท้วงใหญ่, ในตอนนี้ผมกำลังอ้างอิงจากที่เขาพูด, ตำรวจได้เสียการควบคุมตนเองต่อผู้ชุมนุมประท้วงทั้งหลาย. คุณรู้มั้ยว่านั่นหมายถึงอะไรในภาษาอังกฤษง่ายๆ? มันหมายความว่า ตำรวจไม่สามารถทำงานของตนเองได้. งานของพวกเขาคือการไม่เข้าไปยุ่งกับผู้ประท้วงทั้งหลาย. งานของพวกเขาก็คือ, ถ้าบางผู้คน, ใครก็ตามที่พวกเขาทำ, โยนก้อนหินผ่านหน้าต่างหนึ่งเข้าไป, นั่นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย/ละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญ.  (There were demonstrations in over a hundred cities and towns in France. The overwhelming majority of them began and ended with no violence at all. The Minister of the Interior admitted that on the first Saturday of the big demonstrations, I’m quoting now, the police lost control of the demonstration. You know what that means in plain English? It means the police couldn’t do their job. Their job is not to bother protesters. Their job is, if some people, whoever they are, throw a rock through a window, that constitutes an illegal act.)

หากบุคคลใดจุดไฟเผาถังขยะบนท้องถนน, การกระทำดังกล่าวถือเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย. ตำรวจต้องสามารถแยกแยะการประท้วงโดยสงบออกจากความรุนแรงได้, หากสิ่งที่พวกเขาทำทั้งหมดคือการพูดถึงแต่เรื่องความรุนแรง พวกเขาก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของตัวเอง. และนั่นถูกยอมรับโดยรัฐมนตรีมหาดไทย. เขาเสนอตัวที่จะลาออกเนื่องจากเขาล้มเหลวในการจัดการกับสถานการณ์, ซึ่งสถานการณ์ที่ว่านั้นก็คือ, การแยกตัวและจับกุมกลุ่มคนที่ก่อความรุนแรง. มร. มาครงไม่ได้ยอมรับการขอลาออกของเขา เพราะว่าเขาต้องการที่จะแสดงออกมาว่าตนเป็นคนแกร่ง ลงมือเอากับผู้ปแระท้วงก่อควงามรุนแรงทั้งหลาย. นี้มากยอิ่งในการละคร, สหายและเพื่อนบ้านทั้งหลาย, ยิ่งไปกว่าความจริงขิงสื่งใด.   (If some people set fire to a trash bin in the street, that constitutes an illegal act. That’s the job of the police. The police have to be able to distinguish peaceful protest from violence. If all they ever do is talk about violence, they’re not doing their job. And that was admitted by the Minister of the Interior. He offered to resign because he had failed to manage the situation, which would be to isolate, to arrest the people who did violence. Mr. Macron didn’t accept his resignation because he wants to appear to be the tough guy coming down on the violent protesters. This is more theater, friends and neighbors, than it is anything real.)

ที่นี้, นี่คือบทเรียนกสุดท้าย. อะไรที่ มร. มาครง ได้แสดงให้เห็นก็คือ เขาไม่มีคุณสมบัติขั้นพื้นฐานเลยที่จะเป็นผู้นำประเทศใดก็ตาม, อย่าว่าแต่กับประเทศฝรั่งเศส. เขาไม่ได้เข้าใจถึงปัญหานั้น. เขาไม่ได้มองเห็นว่ามันกำลังก่อสร้างขึ้นมา. เขาไม่ได้วางแผนที่จะหาคำตอบให้กับมัน. เขาไม่ได้หาทางคลี่คลายแก้ไขมัน. เขารอจนกระทั่งฝูงชนจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบรรดาครูและนักเรียนที่ควรจะอยู่ในห้องเรียนเพื่อเรียนหนังสือ, ต้องหยุดลง, เพราะมันไม่สามารถที่จะเรียนต่อไปได้อีกแล้วในโรงเรียนที่บริหารจัดการได้อย่างย่ำแย่และขาดแคลนงบประมาณอย่างน่าอนาถ.  (Now, the final lesson. What Mr. Macron has shown is that he is fundamentally unqualified to be the leader of any country, let alone France. He didn’t understand the problem. He didn’t see it building up. He didn’t plan an answer for it. He didn’t find a solution to it. He waited until the mass of people, above all the teachers and the students, who should be in class learning, had to stop because it was impossible to learn anymore in the miserably poorly run underfunded schools.)

นั่นคือควงามผิดของคุณ, มร. มาครง. คุณควรจะลาออก, ดังที่มากมายของคนหนุ่มสาวได้เรียกร้อง. พวกเขาทำการชุมนุมประท้วงอย่างสงบสันติอย่างท่วมท้น ดังที่พวกเขามีสิทธิเสรีภาพที่จะกระทำ. คุณอยู่ในหนทางที่ผิด, มร. มาครง. แต่, ผมไม่ได้เป็นเพียงผู้เดียวเท่านั้นที่มองเห็นมัน. ชนชั้นปกครองของฝรั่งเศสก็เช่นกัน, ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่เป็นเจ้าของและดำเนินธุรกิจขนาดใหญ่ทั้งหมด. พวกเขาต้องการให้ประธานาธิบดีมาครงควบคุมสถานการณ์ในสังคมไม่ให้เกิดความวุ่นวาย.  (That’s your fault, Mr. Macron. You should resign, as many of the young people have called for. They were overwhelmingly peaceful. They were overwhelmingly protesting as they have every right to do. You’re in the wrong, Mr. Macron. But, I’m not the only one who sees it. So does the ruling class of France. You know, the people who own and operate all the big businesses. They want Mr. Macron to keep the lid on society.)

พวกขาไม่ต้องการให้เงินที่ได้จากรัฐบาลถูกนำไปใช้เพื่อบริการสาธารณะแทน. โอ้. ไม่, ไม่, ไม่นะ.พวกเขาต้องการการสงเคราะห์ทั้งหลาย, และพวกเขาไม่ต้องการที่จะจ่ายภาษีทั้งหลาย. และ มร. มาครง ก็ดีสำหรับการนั้น. แต่เขาต้องคอยปิดฝาหม้อเอาไว้. เขาต้องคอยดูแลอย่างเพียงพอว่าผปู้คนจะไม่ปฏิวัติ, ที่ซึ่งเป็นอะไรที่พวกเขากำลังทำกันอยู่. และการโยนตำรวจและทหารเข้าไป, นั่นน่าจะทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีก, ดังมันมักจะเป็นมาตามปกตอิ.  (They don’t want the money they get from the government to be used instead for public services. Oh, no, no. They want subsidies, and they don’t want to pay taxes. And Mr. Macron’s good for that. But he has to keep the lid on. He has to take care enough that the people don’t revolt, which is what they’re doing. And throwing cops and military, that’s probably going to make the situation worse, as it usually does.)

แล้วใครจะได้รับประโยชน์จากเรื่องทั้งหมดนี้ล่ะ? ฝ่ายขวาสุดโต่ง พรรคเนชันแนลแรลลี่ (National Rally) ภายใต้การนำของมารีน เลอ แปง. เธอวุ่นอยู่กับกำลังพูดต่อรัฐบาล และกับธุรกิจใหญ่ๆ, “คุณไม่สามารถมี มร. มาครงเอาไว้อีกได้. เขากำลังทำเละ. เขาไม่มีความสามารถ.” หนทางเดียวที่คุณจะดึงความสงบเรียบร้อยกลับคืนมาได้, คือคุณต้องมีขบวนการมวลชนหนุนหลังอยู่, ซึ่ง มร. มาครง ไม่มีใครเลย. มีประชาชนเพียง 11% เท่านั้นที่สนับสนุนเขา. ส่วนอีก 89% ที่เหลืออยากจะเห็นเขาพ้นจากตำแหน่งไปเสียตั้งแต่เมื่อวานด้วยซ้ำ.    (And who will benefit from all of this? The extreme right-wing, the National Rally under the leadership of Marine Le Pen1. She is busy saying to the government and to the big business, “You can’t have Mr. Macron. He’s making a mess. He’s incompetent.” The only way you can bring order back is if you have a mass movement behind you. Mr. Macron has nobody. 11% of the people support him. The other 89% would like to see him gone early yesterday.)

1 มารีน เลอ แปน (Marine Le Pen) คือ นักกฎหมายและนักการเมืองชาวฝรั่งเศสผู้ทรงอิทธิพลจากขั้วการเมืองฝ่ายขวาจัด (Far-right) เธอเป็นหนึ่งในบุคคลสำคัญที่สุดในระบบการเมืองฝรั่งเศสและยุโรปในปัจจุบัน โดยเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและอดีตหัวหน้าพรรค National Rally (RN) (หรืออดีตพรรค Front National)

ประเด็นสำคัญและบทบาททางการเมืองของเธอ มีดังนี้:

  • ผู้ท้าชิงประธานาธิบดีฝรั่งเศสหลายสมัย: เลอ แปน เคยลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสมาแล้ว 3 ครั้ง (ปี 2012, 2017 และ 2022) โดยในการเลือกตั้งสองครั้งหลังสุด (2017 และ 2022) เธอสามารถผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศ (รอบสอง) ก่อนจะพ่ายแพ้ให้กับประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง ทั้งสองครั้ง แต่ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนสร้างประวัติศาสตร์ทำคะแนนให้ฝ่ายขวาจัดได้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ในรอบล่าสุด
  • นโยบายและจุดยืนหลัก: เธอมีแนวคิดทางการเมืองแบบประชานิยมขวาจัดและชาตินิยม เน้นนโยบาย ต่อต้านและลดการอพยพเข้าเมืองอย่างเข้มงวด ให้ความสำคัญกับสิทธิและสวัสดิการของคนสัญชาติฝรั่งเศสก่อนเป็นอันดับแรก (French National Preference) และมีจุดยืนวิพากษ์วิจารณ์สหภาพยุโรป (Euroskepticism) แม้ช่วงหลังจะลดระดับลงจากการเสนอให้ฝรั่งเศสออกจาก EU มาเป็นการปฏิรูปโครงสร้างภายในแทน
  • ทายาททางการเมือง: เธอเป็นบุตรสาวของ ฌอง-มารี เลอ แปน (Jean-Marie Le Pen) ผู้ก่อตั้งพรรคแนวหน้าแห่งชาติ ซึ่งเมื่อเธอขึ้นมานำพรรคในปี 2011 เธอได้พยายามปรับภาพลักษณ์ของพรรคให้มีความเป็นขวาจัดที่นุ่มนวลขึ้น (De-demonization) เพื่อให้เข้าถึงฐานเสียงคนรุ่นใหม่และชนชั้นแรงงานได้กว้างขึ้น ก่อนจะส่งไม้ต่อตำแหน่งประธานพรรคอย่างเป็นทางการให้ จอร์แดน บาร์เดลลา (Jordan Bardella) ในปี 2022

สถานการณ์ปัจจุบัน (ตุลาคม 2026):
ท่ามกลางวิกฤตความไม่สงบและการประท้วงรุนแรงในฝรั่งเศสเกี่ยวกับปัญหาภายในประเทศ ผลสำรวจความนิยมชี้ว่าคะแนนนิยมของเธอกำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเธอได้ประกาศตัวเตรียมลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีฝรั่งเศสอีกครั้งในปี 2027 อย่างไรก็ตาม เธอกำลังเผชิญหน้ากับมรสุมทางกฎหมายจากคดีความเกี่ยวกับข้อหายักยอกเงินทุนของรัฐสภายุโรปเพื่อนำมาใช้ในกิจการของพรรค ซึ่งปัจจุบันคดียังอยู่ในกระบวนการอุทธรณ์

ดังนั้น, การเมืองฝรั่งเศสดูเหมือนจะเคลื่อนที่ไปทางขวาสุดโต่ง. แต่ในฐานะหนึ่งในบุคคลที่อยู่ทางด้านซ้าย, ผมไม่ได้กังวลอะไรมากนักเกี่ยวกับมัน เพราะว่าขวา-สุดโต่งนั่น ผู้ซึ่งโคงงานของพวกเขาที่ผมได้ศึกษาและมองดูแล้ว, ที่ไม่มีทางออกคลี่คลายทั้งหลายได้, ด้วยเช่นกัน. พวกเขาจะเขเมาได้ในชั่วระยะสั้นๆ และคนฝรั่งเศสก็จะดเตะพวกเขาออกไปอยู่ดี. แลพะคุณรู้มั้ยว่าทำไม? ด้วยเหตุผลเดียวกันกับที่เรามาอยู่ตรงนี้, สองปีหลังจากเริ่มวาระที่สองของ มร. ทรัมป์, และดูเหมือนว่าเขากำลังจะถูกประชาชนชาวอเมริกันแสดงประตูกลให้เดินออกไป, ซึ่งสังเกตเห็นว่าพวกขวา-สุดโต่งแบบเขาไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ได้. พวกเขาไม่สามารถทำได้, และการตัดสินที่จะเกิดขึ้นกับพวกเขาจากความไร้ความสามารถนั้น, ก็คือสิ่งที่เรากำลังจะได้เห็นกันในอีกไม่กี่สัปดาห์และไม่กี่เดือนข้างหน้า.   (So, French politics is likely to move to the right. But, as a person on the left, I’m not a lot worried about it because the right-wing whose programs I study and look at have no solutions, either. They’ll come in and then in a very short time, the French people will kick them out. And you know why? For the same reason that here we are, 2 years into Mr. Trump’s second term, and it looks like he’s about to be shown the door by the American population that notices that right-wingers like him can’t solve the problems. They’re not able to, and the judgment on them for that incapacity is what we’re going to see in the weeks and months ahead.)

ถ้าการสอดแทรกเหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใส่คุณว่ามีประโยชน์, ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับคนอื่นๆผู้ที่อาจสนใจในหัวข้อทั้งหลายนี้. นั่นคือทำไมที่เราทำวิดีโอทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมา. และแน่นอน, ถ้าคุณสามารถช่วยเหลือเราในค่าใช้จ่ายทั้งหลายของการผลิตสร้างและกระจายแจกรายการเหล่านี้, เราจะสำนึกในพระคุณสำหรับการนั้นด้วยเช่นกัน. ขอขอบคุณ.  (If interventions like this around an urgent public issue the revolution, the rebellion, the upheaval in France, the please share this video with friends, neighbors, co-workers. That’s why we make them. And if you can help us to defray the costs, please visit our website, democracyatwork.info, where donations are easily made and arranged. Thank you.)

https://youtu.be/f8iGak_GCk0?si=sh1ZhwviKz8OUiED

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ หรือ ไม่ใช่ประชาธิปไตย?

 ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ หรือ ไม่ใช่ประชาธิปไตย?

Wolff Responds: “Imperfect Democracy or No Democracy” dated July 7, 2026

          https://youtu.be/e-BtNXdmgL4?si=GRvrEwk3Cg6B0x0v

ขอต้อนรับ, เพื่อนๆทั้งหลาย, สู่อีกตอนหนึ่งของรายการ ‘วูลฟ์ฟ ตอบสนอง’. ผมเรียนตอนนี้ว่า, ‘ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ หรือ ไม่ใช่ประชาธิปไตย.’ ผมเลือกหัวเรื่องนั่นเพราะว่าในทุกวันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก ที่จะค้นพบว่าผู้คนกำลังปกป้องการไม่มีประชาธิปไตย โดยการอ้างสิทธิว่าในเป็นเพียงแค่การเป็นประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์แค่นั้นเอง, และจะว่าไปแล้ว, ทั้งหมดของประชาธิปไตยทั้งหลายของเราเป็นอย่างน้อยที่สุดก็ไม่สมบูรณ์อยู่ที่เล็กน้อย, คุรไม่รู้หรอกหรือ?  (Welcome, friends, to another ‘Wolf Responds”. I call this one, ‘Imperfect Democracy or no Democracy.’ I choose that title because nowadays it is very common to find people defending no democracy by claiming it’s only an imperfect democracy, and after all, all of our democracies are at least a little imperfect, don’t you know?)

การแสดงออกถึงแนวคิดนี้ครั้งล่าสุด, และเป็นไปในทางที่ดูน่าเกลียดน่าชังที่สุดในบางแง่มุม, ก็คือแนวคิดของเบนจามิน เนทันยาฮู, ผู้ที่เร็วๆนี้ไดพูดกับผู้สื่อข่าวหนึ่งในการให้สัมภาษณ์จ่าวว่า อิสราเอลเป็นประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์, ที่เขาและแล้วก็ได้เปรียบเทียบต่อสหรัฐอเมริกาว่า ก็เป็นเช่นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน.  (The most recent articulation of this idea, and in some ways the most grotesque, was that of Benjamin Netanyahu, who recently said to a reporter in a news interview that Israel is an imperfect democracy, which he then compared to the United States as also an imperfect democracy.)

และผมกำลังที่จะเป็นที่โต้ค้านกับคุณในเดี๋ยวนี้ว่า ทั้งสองประเทศ อิสราเอลกับสหรัฐอเมริกา, และที่แท้จริงในอีกหลายประเทศอื่นๆ, ว่าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ทั้งหลาย, พวกเขาไม่ได้มีประชาธิปไตยเลยทั้งสิ้นต่างหาก. และเราก็ควรจะเผชิญหน้ากับมัน, และเราควรที่จะย้อนจำมันได้อย่างชัดๆ เพราะว่าประชาธิปไตยคือคุณค่าอันยิ่งใหญ่ที่จะมี, หนึ่งในอันที่ผมแบ่งปัน, หนึ่งนั้นคือที่ ‘ประชาธิปไตย กำลังทำงาน’ได้ให้พันธะสัญญาไว้. และเพราะเช่นนั้น, มันสำคัญสำหรับเรา, และต่อทั้งหมดของพวกคุณ, ที่จะเป็นที่กระจ่างแจ้งถึงที่ซึ่งประชาธิปไตยเป็น และที่ซึ่งมันไม่ได้เป็น, การไม่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังการประนีประนอมที่คลุมเครือ อย่างการใช้คำว่า {คำอ้างอิง} ของระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ.   (And I’m going to be arguing with you right now that both Israel and the United States, and indeed many other countries, are not imperfect democracies, they are no democracy all. And we ought to face it, and we ought to recognize it precisely because democracy is a great value to have, one that I share, one that ‘Democracy at Work’ is committed to. And therefore, it’s important for us, as for all of you, to be really clear where that democracy is and where it isn’t, and not to hide behind vague fudges like [quote} {unquote} imperfect democracy.)

ผมกำลังที่จะเริ่มต้นด้วยอิสราเอล. ทำไมอิสราเอลไม่ใช่ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ และไม่ได้เป็นประชาธิปไตยใดเลยทั้งสิ้น? เอาละ, คำตอบกับสิ่งนั้น, ที่ควรที่จะได้ถูกรู้กันโดยทุกคนยในทุกวันนี้, แต่อย่างกระจ่างแจ้งว่าไม่ได้เป็นที่สามารถถูกสรุปย่นย่อได้ด้วยข้อเท็จจริงทั้งหลายในทางประชาธิปไตยง่ายๆ.  (I’m going to begin with Israel. Why is Israel not an imperfect democracy and has no democracy at all? Well, the answer to that, which should be known by everybody nowadays, but clearly isn’t can be summarized with simple demographic facts.

ประชากรแห่งอิสราเอลในตอนนี้, และโดยอิสราเอล, ผมหมายถึงพื้นที่ระหว่างแม่น้ำจอร์แดนและทะเล, ที่ทุกคนจดจำได้ว่าเป็นอิสราเอล, เวสต์ แบงค์, กาซ่า, และอื่นๆ. ประชากรสูงสุดในที่นั้น, อย่างหยาบๆก็ 10 และอีกครึ่ง, 11 ล้านคน. ราวครึ่งหนึ่งของพวกเขา, บางทีอาจมากอีกนิด, มันไม่ชัดนัก, คือผู้คนชาวยิวผู้ที่ได้มีพันธะสัญญาที่จะศรัทธาในความเป็นยิว, ไม่มากก็น้อย.  (The population of Israel right now, and by Israel, I mean the area between the Jordan River and the sea, that everybody recognizes as Israel, West Bank, Gaza, and so forth. Total population there, roughly 10 and ½ 11 million people. About half of them, maybe slightly more, it’s not clear, are Jewish people who are committed to the Jewish faith, more or less.)

ในหมู่พวกเขานั้น, พวกเขาได้สิทธิเลือกตั้ง. ดังนั้น, พวกเขามีอะไรที่คุณอาจเรียกว่าประชาธิปไตยสำหรับพวกเขา, ถ้ากับประชาธิปไตยที่คุณหมายถึงคือการเลือกตั้ง. แต่ในตอนนี้เราได้มากันที่ส่วนที่ไม่ได้เป็นยิวของผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่นั้น, ผู้ที่อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน, ผู้ที่อยู่ภายใต้กองทัพเดียวกัน, ผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมายชุดเดียวกัน. นี่คือที่เราจะไป. จากจำนวนชาวอาหรับประมาณ 5, 6 หรือ 7 ล้านคน, ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประมาณคร่าว ๆ, แต่ก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงความเป็นจริง,2 ล้าน, บางทีไม่ใช่แค่ 2 ล้าน, และคือพลเมืองชาวอาหรับแห่งอิสราเอล. (Among them, they have the vote. So, they have what you might call a democracy for them, if by democracy you mean elections. But now we come to the non-Jewish parts of the people who live there, who are subject to one government, who are subject to one military, who are subject to one set of laws. Here we go. Out of about 5-6 -7 million Arab people, more or less, the numbers are rough, but they’re the right order of magnitude, 2 million, maybe not even 2 million, and Arab citizens of Israel.)

พวกก็ได้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งด้วยเช่นกัน, ถึงแม้ว่าจะลงคะแนนอย่างไร, ใครคือผู้สามารถลงคะแนนให้ได้, พรรคการเมืองทั้งหลายอะไรที่สามารถยืนหยัดกับข้อจำกัดอันเข้มงวดทั้งหลายนั้น. แต่นี่มาถึงส่วนที่ทำให้พวกเขาอ้างได้ว่า มีประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ที่น่าขบขัน. ชาวปาเลสไตน์ 5 ล้านคน, ดุงที่ผมสมมติเอาว่าพวกคุณหลายคนทราบกันดี, ไม่ใช่พลเมือง.พวกเขาคือผู้คนที่อาศัยอยู่ในสถานที่ทั้งหลายเหล่านั้นที่คุณได้ยินถึงกันมา, ฉนวนกาซ่าละเวสต์ แบงค์. ผู้คนเหล่านั้นไม่ใช่พลเมืองของอิสราเอล. พวกเขาอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาลอิสราเอลเช่นเดียวกัน. พวกเขาอยู่ภายใต้กองทัพอิสราเอล, ที่ได้ปฏิบัติต่อพวกเขา ในแบบที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในโลกเรียกนโยบายของอิสราเอลที่นั่นว่าเป็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์.  (They also get to vote, although how to vote, whom they can vote for, what the political parties can stand for is very strictly limited. But here comes the part that makes their claim to have an imperfect democracy ridiculous. 5 million Palestinians, as I assume many of you know, are not citizens. They are the people who live in those places you’ve heard of, the Gaza Strip and the West Bank. Those people are not citizens of Israel. They’re subject to the Israeli government. They are subject to the Israeli military, which has treated them in that gets most of the world to refer to the Israeli policies there as genocide.

แต่การที่กล่าวอ้างว่าได้ลิดรอนสิทธิ์แทบจะทุกประการของคนเหล่านี้, แม้กระทั่งสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่โดยไม่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต, แล้วยังเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นประชาธิปไตยอีกนั้น, ถือเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง. และยิ่งถ้าเติมคำคุณศัพท์ว่า 'imperfect' (ที่ไม่สมบูรณ์แบบ) ไว้ข้างหน้ามันด้วยแล้วล่ะก็ มันจะยิ่งงดงามน่าตลึงงันขึ้นไปอีก. นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์. มันเป็นการไม่ใช่ประชาธิปไตย-ที่สมบูรณ์เลย. มันได้กีดกันผู้คนจำนวนมหาศาลออกจากสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ มากมาย ที่บุคคลอื่นซึ่งรื่นรมย์อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกันได้รับ.   (But to claim having denied these people virtually every right there is, even the right for many of them to live and not die violently, to call this a democracy is stunning. And to stick the adjective imperfect in front of it, that’s more stunning. That’s not an imperfect democracy. It’s a perfect non-democracy. It has excluded a huge number of people from a vast collection of the basic rights that other people subject to the same government enjoy.)

ให้ผมหันถัดไปมาที่สหรัฐอเมริกา. ทำไมถึงไม่เหมาะสมที่จะเรียกนี้ว่าประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์? เอาละ, ตรงนี้คือวาระประเด็นใหญ่โตดังที่บ่อยครั้งมากเหตุกรณีกับสหรัฐอเมริกาก็คือ เงิน. ช่าย, เงิน. เพราะว่าเงินซื้อระบบการเมืองของเรา. พวกเรามีรัฐบาลที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะหาซื้อได้ — อย่างที่พวกชอบปล่อยมุกหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้. และมันก็เป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้จริง ๆ ให้ฉันยกตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าเกลียดที่สุดให้คุณฟังก็แล้วกัน.     (Let me turn next to the United States. Why is it inappropriate to call this an imperfect democracy? Well, here the big issue as is so often the case with the United States is money. Yep, money. Because money buys our political system. We have as many jokesters have pointed out the best government money can buy. And it’s certainly the best government money does buy. Let me give you simply the grossest example.)

ในระบอบประชาธิปไตยที่เราทุกคนต่างอยู่ภายใต้รัฐบาลที่เรามี, คุณและฉันต่างก็อยู่ภายใต้รัฐบาลอเมริกัน, และคุณและฉันสามารถเดินเข้าไปในคูหาลงคะแนนเสียงทางการเมืองแล้วสับคันโยก/ลงคะแนนได้. และบางทีถ้าเรามีเงินเหลือเล็กน้อย เราก็อาจจะบริจาคสัก 5 ดอลลาร์ หรืออาจจะมากถึง 500 ดอลลาร์ ให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่เราชอบ.  (In the democracy where we are all subject to the government we have, you and I are subject to the American government, and you and I can go into a political voting booth and pull the lever. And maybe if we have a little extra cash, we can contribute $5 or maybe even $500 to a candidate or a party we like.)

แล้วก็มีอีลอน มัสก์. คุณเห็นมั้ย, เขาบริจาคเงินให้โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ที่ประมาณ 250 ถึง 300 ล้านดอลลาร์. นั่นอาจจะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า, ตอนที่คุณทรัมป์เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งที่วอชิงตันเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว, อิลอน มัสก์ก็นั่งอยู่ข้างหลังเขาพอดี. ในตอนนั้น, แน่นอนว่าเรื่องนั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องเลยกับเงินที่เขามอบให้คุณทรัมป์.เขาอาจจะแค่บังเอิญผ่านมาแถวนี้, ก็เลยคิดว่าจะแวะเข้าไปร่วมงานสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสักหน่อย. แต่คุณรู้อยู่แล้วดีกว่าผม.  (Then there is Elon Musk. You see, he contributed to Donald Trump somewhere between 250 and 300 million dollars. That might be, maybe, connected to the fact when Mr. Trump took the both of office in Washington in January of last year, sitting right behind him was Elon Musk. Now. Of course, that may have had nothing to do with the money he gave Mr. Trump. It may have been he was just passing the neighborhood and thought he’d take in the inauguration. But you know better than I do.)

เงินซื้อการเลือกตั้ง. มันไม่ได้เพียงแค่ซื้อผู้ลงสมัครแข่งขัน, มันทำเช่นนั้น. นั่นถูกเรียกว่าการบริจาคให้กับผู้สมัครลงแข่งขันคนโปรดของพวกคุณ. มันให้เงินแก่พรรคการเมือง. มันให้เงินกับสัญญาณของกลุ่มภายนอกทุกประเภท. มันอาจจะเป็นการจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่อ้างว่าถูกล่วงละเมิดโดยผู้สมัคร, และบังคับให้พวกเขาออกจากตำแหน่ง. เงินน่ะสามารถเอาไปใช้ทำอะไรต่อมิอะไรได้ตั้งหลายอย่าง. และจะว่าไปแล้ว, ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น. เพราะเงินน่ะซื้อการเลือกตั้งได้ในทุก ๆ ที่.   (Money buys elections. It doesn’t just buy the candidate, it does that. That’s called donating to your favorite candidate. It gives money to the political party. It gives money to all signs of outside all kinds of outside groups. It may pay for people who claim to have been abused by the candidate and force them out of office. The money’s available to do all kinds of things. And by the way, not just in the United States, money buys elections all over the place.)

อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ชายที่ชื่อว่า ซาร์โกซี ถูกโทษจำคุกเนื่องจากเขาถูกจับได้ว่ารับกระเป๋าเดินทางที่อัดแน่นไปด้วยเงินจากผู้หญิงที่รวยที่สุดในประเทศฝรั่งเศส. และเขาก็ถูกจับได้เหมือนที่คนพวกนั้นมักจะเป็นกันนั่นแหละ. คุณทรัมป์ถูกจับได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า} แต่เขาภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ} ก็เลยไม่มีใครใส่ใจมันเท่าไหร่ .  (The former president of France, a man named Sarkozy, has jail time because he got caught collecting a suitcase full of the money from the richest woman in all of France. And he got caught as those folks often do. Mr. Trump has got caught over and over again, but he’s proud of what he does, so no one pays much attention.)

แต่คราวนี้ฉันมีข้อโต้แย้งที่ดีกว่าเดิม, ว่าทำไมมันถึงไม่ใช่ ประชาธิปไตย. และนี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องย้ำเตือนคุณว่าความหมายตรงตัวของคำนี้คืออะไร. มาเริ่มกันเลย.  (But now I’m going to give you an even better argument for why it’s no democracy. And this requires me just to remind you of what the word literally means. Here we go.)

หากคุณได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจที่มีผลและหล่อหลอมชีวิตของคุณ, ระบอบประชาธิปไตยก็หมายความว่าคุณมีสิทธิ์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเหล่านั้น. ดังนั้น, ตัวอย่างเช่น, แนวคิดเบื้องหลังการเลือกตั้งก็คือ, นายกเทศมนตรีเมืองของคุณ, สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐของคุณ, และประธานาธิบดีแห่งประเทศของคุณ, พวกเขาต่างก็มีอำนาจเหนือตัวคุณ. พวกเขาสามารถออกกฎ, กฎหมาย, และข้อบังคับต่างๆ, ที่ส่งผลกระทบและกำหนดทิศทางชีวิตของคุณได้. และดเช่นนั้นเอง, แนวคิดหลักก็คือการที่เรามีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งพวกเขาเข้ามาหรือถอดถอนออกจากตำแหน่ง, เพื่อที่เราจะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่กำหนดทิศทางชีวิตของเราเอง.   (If you are affected by a decision that affects and shapes your life, then democracy means you have the right as a human being to participate in making those decisions. So, for example, the idea behind voting is that the mayor of your town, the senator from your state, the president of your country, they all have power over you. They can make rules, laws, regulations that affect and shape your life. And so, the idea is we get to vote them in and out of office so that we can participate in the decisions that shape our lives.)

(โอเค, รักษานั่นเอาไว้ในจิตใจของคุณ และในตอนนี้ผมกำลังจะถามคุณในคำถามง่ายๆหนึ่ง. เมื่อคุณไปทำงานที่โรงงาน หรือที่สำนักงานหรือที่ร้านของชำ, เมื่อคุณก้าวข้ามธรณีประตู, ทิ้งท้องถนนทั้งหลายที่ซึ่งคุณได้ใช้ให้มาถึงสถ่านที่ทำงานของคุณได้, และคุณในตอนนี้ก็เข้ามาในโรงงาน, สำนักงาน, หรือร้านของชำ, คุณกลายเป็นไปอยู่ใต้อาณัติต่ออำนาจของใครก็ตามที่เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการสถานประกอบการที่คุณเพิ่งเข้าไป. คณะกรรมการบริหารและคณะผู้บริหารที่ได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการบริหาร หรือบุคคลหรือครอบครัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจ. Okay, keep that in your mind and now I’m going to ask you a simple question. When you go to work in a factory or an office or a store, when you cross the threshold, leaving the street by which you got to your place of work, and you now enter into the factory, the office, or the store, you become subject to the authority of whoever owns and operates the enterprise you just entered. The board of directors, if it’s a corporation, and the executives that the board of directors selects, or the individual or the family that owns the business.)

พวกเขามีอำนาจเหนือคุณอย่างมหาศาล. ลองคิดถึงมันสิ. นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง. พวกเขาสามารถยึดงานไปจากคุณ, บอกให้คุณกลับบ้าน, และคุณก็ต้องไป. บอกต่อคุณว่า, “พวกเราจะไม่จ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างให้คุณอีกต่อไปแล้ว. เราไม่สนใจใยดีว่าอะไรบังเกิดขึ้นกับคุณ หรือต่อครอบครัวของคุณ, ครอบครัว, เด็กๆ, สามี, ภรรยา ผู้ที่ได้พึ่งพาอยู่กับคุณ. เราไม่ต้องรับผิดชอบอะไร; เรามีอำนาจใหญ่โต.” ดังนั้น, ทุกสิ่งที่คุณทำ, คุณก็มีสิ่งที่อยู่ด้านหลังจิตใจของคุณบอกว่า, “โว้วๆ, นต้องระมัดระวังไว้ก่อนดีกว่า. ฉันไม่ต้องการจะเสียงานนี้ไป.”   (They have enormous authority over you. Think about it. Here’s one example. They can take the job away from you, tell you go home, you have to go. Say to you, “We’re not paying you a salary or a wage anymore. We don’t care what happens to you or to the family, the family, the children, the husband, the wife who depend on you. We have no response; we have enormous authority. Everything you do, you have in the back of your mind, “Whoa, I better be careful. I don’t want to lose my job.”)

ดังนั้น, ผู้คนเหล่านี้ที่คุณทำงานเพื่อใหเพวกเขามีอำนาจใหญ่โตกว่าพวกคุณ. คุณลงคะแนนเลือกตั้งให้กับพวกเขาด้วยรึ? ไม่เลยทั้งสิ้น. ถ้าคุณทำงานให้กับบริษัทห้างหุ้นส่วนหนึ่ง, และนั่นคือที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ทำ. ถ้าคุณทำงานให้บริษัทห้างหุ้นส่วนหนึ่ง, มีผู้คนผู้ซึ่งได้ลงคะแนนที่จะเลือกผู้คนในคณะกรรมการบริหารกิจการนั้นๆ. พวกเขาเรียกพวกคุณว่า “ผู้ถือหุ้น”. ไม่ใช่แรงงานทั้งหลายที่อยู่ใต้อาณัติต่อคณะผู้บริการกิจการเหล่านี้, ๆไม่ใช่พวกเขาแน่. พวกแรงงานทั้งหลายไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือก. ผู้ถือหุ้นทั้งหลายผู้ที่ไม่ได้ทำงานที่ตรงนั้น, ผู้ที่แค่มีเงินที่จะซื้อหุ้นทั้งหลาย, พวกเขามีสิทธิในการลงคะแนน. และนี่มันคือการลงคะแนนเลือกตั้งกันอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันรึ? ไม่, ไม่, ไม่, ไม่, ไม่เลย.   (So, these people that you work for have enormous authority over you. Do you vote for them? Not at all. If you work for a corporation, and that’s where most Americans do, if you work for a corporation, there are people who have votes to select the people on the board of directors. They’re called shareholders. Not the workers who are subject to these boards of directors, not them. The workers have no vote. Shareholders who don’t work there, who only have the money to buy shares, they have the vote. And is it equal voting? One person, one vote? No, no, no, no, no.)

บริษัทห้างหุ้นส่วนทั้งหลายทำงานเหมือนเช่นนี้. มีเพียงผูเถือหุ้นทั้งหลายเท่านั้นที่ลงคะแนนเลือก, ไม่ใช่ใครอื่น, ไม่ใช่แรงงานทั้งหลาย, แค่ผู้ถทอหุ้นทั้งหลาย. และผู้ถือหุ้นทั้งหลาย, และผู้ถือหุ้น—เข้าใจตรงนี้เลยนะว่า—จะได้รับคะแนนเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นที่พวกเขาถือครองอยู่. อีลอน มัสก์มีอยู่หลายล้านของคะแนนเสียงทั้งหลาย. คุณไม่มีสักเสียง. นั่นไม่ได้เป็นประชาธิปไตย. นั่นไม่ได้เป็นแม้กระทั่งว่าใกล้เคียง. นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่สมบูรณ์; นั่นคือความไม่เป็นประชาธิปไตยใดๆเลยทั้งสิ้น. (Corporations work like this. Only shareholders vote, nobody else, no workers, just shareholders. And shareholders, get this now, get as many votes as they own shares. Elon Musk has millions of votes. You don’t have any. That’s not a democracy. That’s not even close. That’s not an imperfect democracy; that’s no democracy at all.)

พวกคุณได้ใช้เวลาในวัยผู้ใหญ่ในที่ทำงาน, ห้าจากเจ็ดวันต่อสัปดาห์, ชั่วโมงที่ดีที่สุดของวัน, ณทำงาน. คุณไปที่โรงงาน, สำนักงาน, หรือร้านชำ. และคุณทำงาน, แม้ว่าคุณจะทำงานอยู่ที่บ้าน, เพื่อใครบางคน. คุณไม่เลือกตั้งลงคะแนนให้ใครบางคน. พวกเขามีอำนาจใหญ่โตเหนือคุณ, และการมีส่วนร่วมของคุณในอำนาจเหนือพวกเขา นั้นเป็นศูนย์. นั่นคือทำไมมันเป็นประชาธิปไตยใหม่. ดังนั้น, ไม่ว่ามันจะเป็น มร.เนทันยาฮูกำลังต้องการที่จะเล่นเกมทั้งหลายด้วยคำพูดทั้งหลาย ด้วยการชี้แนะว่าเขามีประชาธิปไตยอันไม่สมบูรณ์. ไม่. คุณไม่ได้เป็นเช่นนั้น. คุณไม่ไกด้มี(ประชาธิปไตย)แต่อย่างใดเลยทั้งสิ้น.  (You spend most of your adult life at work, five out of seven days, the best hours of the day, you work. You go to your factory, office, or store. And you work, even if you work at home, for somebody. You don’t elect that somebody. They have enormous power over you, and your participation in power over them is a zero. That’s why it’s new democracy. So, whether it’s Mr. Netanyahu wanting to play games with words by suggesting he has an imperfect democracy. No. you don’t. You have none at all.)

และสำหรับพวกเราบางคนที่อาจจะอยากพูดว่า, 'นั่นมันเรื่องของอิสราเอลต่างหาก'. รพะวังให้ดี, พี่น้อง. นั่นดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา, ด้วยเช่นกัน. และที่แท้จริง, เกี่ยวกับประเทศทั้งหลายอื่นอีกมากมาย. ถ้าคุณต้องการประชาธิปไตยจริงๆ, เอาละ, ดังนั้นคุณก็กำลังที่จะมีสถาบันของมันอยู่ในทุกที่. ไม่ใฝช่แค่อย่างทางการเมือง, เมื่อคุณได้ลงคะแนนให้กับนักการเมืองท้องถิ่นทั้งหลาย. ดีละ, เรามาทำมันกันในที่ตรงนั้น. แต่อะไรเกี่ยวกับที่ซึ่งคุณทำงานให้อยู่ล่ะ? ที่ซึ่งคุณได้ใช้เวลาทั้งชีวิตส่วนใหญ่ในวัยผู้ใหญ่ของคุณ? นายจ้างของคุณมีอำนาจทั้งหลายเหนือพวกคุณที่อยู่ในหนทางมากมายยิ่งใหญ่ไปกว่าเทศมนตรีของคุณเหล่านั้น, หรือว่าสมาชิกสภาเมืองของพวกคุณ, หรือวุฒิสมาชิกของคุณ, หรือผู้แทนราษฎรสภาของวกคุณ.    (And for those of us who might want to say, ‘Well, that’s about Israel.” Careful, folks. That’s about the United States, also. And indeed, about many other countries. If you want real democracy, well, then you’re going to have to institute it everywhere. Not just politically, when you vote for the local politicians. Fine, let’s do it there. But what about where you work? Where you spend most of your adult life? Your employer has powers over you that are in many ways greater than those of your mayor, or your councilperson, or your senator, or your representative.)

ทำไมในโลกที่คุณถึงพึงพอใจกับระบอบประชาธิปไตยในมิติทางการเมือง, แต่กลับไม่ยอมรับมันในมิติทางเศรษฐกิจ? มันเหมือนกับมร.เนทันยาฮู, จะมีบางประชาธิปไตยสำหรับผู้คนชาวยิว, แต่ไม่ใช่สำหรับผู้นปาเลสไตน์ทั้งหลาย. อะไร? อะไร? ขอสรุปด้วยการกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในปีนี้สหรัฐอเมริกากำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการตกเป็นเมืองขึ้น.  (Why in the world, were you satisfied with a democracy in the political sphere, but not in the economic? It’s like Mr. Netanyahu, will have some democracy for Jewish people, but not for Palestinians people. What? What? Let me conclude with a nod towards the fact that this year the United States celebrates the 250th anniversary of its dependence.)

ในกรณีที่พวกคุณไม่รู้, ในหลายปีเริ่มแรกของการได้เอกราชของพวกเรา, ในทันทีภายหลังสงครามกอบกู้เอกราชกลับมาในปี 19, ในปี 1775, เมื่อเราเป็นประเทศเอกราชและเราได้จัดตั้งขึ้นในครั้งแรก, การลงคะแนนออกดเสียงสำหรับประชาธิปไตยของเราได้เป็นที่เข้มงวดอย่างมาก. พวกเราไม่ได้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง. เราไม่ได้มีอันที่สมบูรณ์. เราไม่ได้มีมันเลยทั้งสิ้น. ตรงนี้คือที่มันได้ทำงานอย่างไร.   (In case you don’t know, in the early years of our independence, right after the war of the independence back in 19, in 1775, when we were an independent country and we were first set up, the vote of our democracy was very restricted. We didn’t have a real democracy. We didn’t have an imperfect one. We had none at all. Here’s how it worked.)

หากคุณไม่ใช่คนผิวขาว คุณก็ไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง หากคุณไม่ใช่ผู้ชาย คุณก็ไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และหากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน—ซึ่งในความเป็นจริงแล้วต้องมีจำนวนมากพอสมควร—คุณก็จะไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเช่นกัน ต่อให้คุณจะเป็นคนผิวขาว และต่อให้คุณจะเป็นผู้ชายก็ตาม. กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ} การลงคะแนนเสียงถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ประชากรกลุ่มน้อยนิดของชาวอเมริกันเท่านั้น} มันคือการต่อสู้ดิ้นรนที่ยาวนานถึง 250 ปี เพื่อให้ประชาชนที่เหลือในประเทศแห่งนี้ได้รับแม้กระทั่งสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง. และยังคงมีผู้คนอีกมากมายที่ถูกกีดกัน. และถึงกระนั้น ก็ยังมีความพยายามมากมายเกิดขึ้นทั่วประเทศนี้ ตั้งแต่ประธานาธิบดีลงมา เพื่อกีดกันผู้คนทุกรูปแบบต่อไป. (If you weren’t white, you had no right to vote. If you weren’t male, you had no right to vote. If you didn’t own property, quite a bit of it in fact, you did not have the right to vote even if you were white, even if you were male. In other words, the vote was restricted to a tiny minority of the American people. It’s been a 250-year struggle to get the rest of the people here to have the right just even to vote. And still many are excluded. And still many efforts are made across this country from the president on down to keep excluding all kinds of people.)

และการมีประชาธิปไตยในที่ทำงานนั้น, เอาละ, พวกเราเพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของมันเท่านั้นเอง. เอาละ, เรามาว่าอย่างจริงใจกัน. เรามายอมรับต่อความเป็นจริง. ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่น่าอัศจรรย์. เราควรที่จะมีมัน. เราควรจะพยายามมีมัน. เราควรจะใรโอกาสแก่มัน. เรายังไม่ได้ทำมันกัน. ประชาธิปไตยของเราไม่ได้ไม่สมบูรณ์., พวกมันไม่ได้อยู่ในที่นั้น. ยิ่งเร็วเท่าไหร่ที่เราได้ข้าใจถึงมันนั่น, ก็เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้นที่เราจะทำความก้าวหน้าจริงๆในการที่จะได้ประชาธิปไตยที่เราจำเป็นต้องการและนั่นรสมควรได้รับ.   (And having democracy at the workplace, well, we’re just at the beginning of that. Well, let’s be honest. Let’s admit the reality. Democracy is the wonderful idea. We ought to have it. We ought to try it. We ought to give it a chance. We haven’t done that yet. Our democracy isn’t imperfect, they’re not there. The sooner we understand that; the sooner we’ll make real progress in getting the democracy we need and that deserve.)

ถ้าการสอดแทรกเหมือนเช่นการกระแทกใส่นี้ได้เป็นที่มีประโยชน์, บางทีในตอนนี้กับกสนครบรอบ 250 ปี(ของการได้เอกราชประเทศ), มากยิ่งไปกว่าที่เคย, ก็แล้วได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นทั้งหลาย. เพื่อนทั้งหลายของคุณ, เพื่อนบ้านทั้งหลายของคุณ, ดเพื่อนร่วมงานทั้งหลายของคุณ. นั่นคือทำไมเราถึงได้ผลิตทำพวกมัน. และแน่นอน, ถ้าพวกคุณสามารถช่วยเหลือเราในค่าใช้จ่ายทั้งหลายของพวกเรา. มีหลากหลายวิธีที่คุณสามารถร่วมบริจาคได้ และเราขอขอบคุณทุกๆ ความช่วยเหลือที่คุณมอบให้เป็นอย่างยิ่งครับ. ขอขอบคุณ.    (If interventions like this strike as useful, maybe now on the 250th anniversary, more than ever, then please share this video with others. You friends, your neighbors, your associates. That’s why we make them. And of course, if you can help us to defray the costs, please go to our website. There are many ways to donate and we will be grateful and appreciative of anything you can do in that regard. Thank you.)

 https://youtu.be/e-BtNXdmgL4?si=Fw-t1B-QRxhcTCB4