หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2569

สวามี สรวะปริยะนันฑะ – จิตสำนึกเป็นความจริงอันสัมบูรณ์ที่สุดหรือ?

สวามี สรวะปริยะนันฑะ – จิตสำนึกเป็นความจริงอันสัมบูรณ์ที่สุดหรือ?

Is Consciousness the Ultimate Reality? | Swami Sarvapriyananda1

          https://youtu.be/REagyz1_9Cc?si=mOlOwtTZVJzKs-k2

          1 สวามี สารวะปรียะนันฑะ (Swami Sarvapriyananda) คือนักบวชฮินดู (Sannyasi) ในคณะรามกฤษณะ (Ramakrishna Order) ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในฐานะผู้บรรยายและผู้เผยแผ่ปรัชญา ฮินดูอद्वิตเวทานตะ (Advaita Vedanta)

ปัจจุบันท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณและพระผู้อยู่ประจำ (Resident Minister) แห่งสมาคมเวทานตะนิวยอร์ก (Vedanta Society of New York) สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นศูนย์เวทานตะแห่งแรกในโลกตะวันตกที่ก่อตั้งโดย สวามี วิเวกานันดะ เมื่อปี ค.ศ. 1894

ประวัติและบทบาทสำคัญ

  • การศึกษาและบวชเรียน: ก่อนบวชท่านมีชื่อว่า บิสวารูป มิตรา (Biswarup Mitra) ท่านเข้าร่วมกับคณะรามกฤษณะในปี ค.ศ. 1994 และรับศีลบวชเป็นสวามี (นักบวชฮินดูชั้นสูง) ในปี ค.ศ. 2004
  • งานวิชาการ: ท่านเคยดำรงตำแหน่งอาจารย์ (Acharya) ประจำสถาบันฝึกอบรมผู้เตรียมบวช ณ สำนักงานใหญ่เบลูร์มัฐ (Belur Math) ประเทศอินเดีย และในปี ค.ศ. 2019–2020 ยังได้รับเลือกให้เป็น Nagral Fellow ประจำมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Divinity School)
  • การเผยแผ่ระดับสากล: ท่านเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ วิดีโอบรรยายธรรมและหลักปรัชญาเวทานตะของท่านบนแพลตฟอร์มต่าง ๆ เช่น YouTube ของสมาคมเวทานตะนิวยอร์ก ได้รับความนิยมอย่างมากจากผู้ฟังทั่วโลก เนื่องจากท่านมีรูปแบบการอธิบายปรัชญาโบราณที่ลึกซึ้งให้เข้าใจง่าย ทันสมัย และสอดคล้องกับวิทยาศาสตร์และจิตวิทยายุคใหม่

ทำไม จิตสำนึก จึงเป็นเรื่องสำคัญในปรัชญาอินเดีย (Why Consciousness Matters in Indian Philosophy)

พิธีกร:  ท่านสวามี, อะไรคือบทบาทของจิตสำนึกในภาคส่วนลัทธิศาสน์ฮินดูอย่างกว้างขวาง และกับเวฑานตะ โดยเฉพาพะอย่างยิ่งในแง่ความสำคัญของมันที่มีต่อสัมพันธภาพระหว่างนจิตสำนึกและพระเจ้า ดุจเป็น...เช่นผู้สมัครแข่งขันประชันกันในเรื่องรากฐานของความเป็นจริง.  (Swami, what is the role of consciousness in Hindu regions broadly and Vedanta in specific in terms of its importance in the relationship between consciousness and God as…as candidates for fundamental reality.)

สวามี:  นั่นคือความยุ่งยากอันสำคัญของปรัชญาอินเดีย และความคิดอินเดีย. เหตุผลนั้นคือสิ่งนี้และทำไมนักคิดทั้งหลายของอินเดียโบราณ ทั้งฮินดูเองและอีกหลากหลาย, ไม่ว่าจะเป็นพุทธ, เชน และอื่นๆ, ทำมำพวกเขาถึงได้ให้ความสนใจในจิตสำนึก?    (That’s a very important concern in Indian philosophy and Indian thought. The reason is this and why were the ancient Indian thinkers Hindu of all varieties, Buddhists, Jains and so on. Why were they interested in consciousness?)

          เหตุผลนั้นก็คือ อืม ศูนย์กลางการแสวงหาหลักได้มักจะเป็นกันเสมอว่า เราจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร? อิสรภาพ/หลุดพ้น จาก อัตตา/ตัวตน. โมกษะ, นิพพาน, การพ้นทุกข์ของปัจเจกบุคคล. เมื่อใดที่คุณทำเช่นนั้น, เราอย่างทันทีนั้นก็มองเห็นว่า อัตตา/ตัวตน และ จิตสำนึก นั้นเชื่อมต่อกันอย่างยิ่ง. ฉันมีรสำนึกจิตอย่างชัดเจน. ฉันตื่นรูเ/มีสัมปชัญญะ. เอ่อ, และมันเป็นความตื่นรู้ของฉันที่ฉันประสบรับรู้ต่อความทุกข์ และการดิ้นรนที่จะทำให้ตัวฉันหลุดพ้นจากทุกข์ และเป็นไปจริงได้ว่าอาจจะมีอิสรภาพจากทุกข์.  แต่ทั้งหมดของมันนั้นก็จำเป็นต้องการ จิตสำนึก. (The reason is um the central quest was always how do we overcome suffering? Liberation of the Self2, Moksha3, Nirvana4, for...for the suffering individual. Now once you do that, we immediately see that the Self and Consciousness are very connected. I am obviously conscious. I’m aware. Uh, and it is in my awareness that I experience suffering and the struggle to liberate myself from suffering and possibly a liberation from suffering. But all of it requires consciousness.)

          2 The Self (ตัวตน) คือ ความรู้สึกนึกคิด มุมมอง และความเข้าใจที่บุคคลมีต่อตนเอง ว่าตนเองคือใคร มีลักษณะนิสัย ความเชื่อ ค่านิยม และบทบาทอย่างไร ซึ่งประกอบไปด้วยประสบการณ์ ความรู้สึก และการรับรู้ทั้งภายในและภายนอกจิตใจ

องค์ประกอบหลักของ Self

ในทางจิตวิทยา แนวคิดเกี่ยวกับตัวตนมักถูกแบ่งออกเป็นมิติต่าง ๆ ดังนี้:

  • Self-Image (ภาพลักษณ์ของตนเอง): มุมมองหรือภาพที่ตัวเรามองเห็นและคิดว่าตัวเองเป็นคนแบบนั้น
  • Self-Concept (มโนภาพแห่งตน / ความเข้าใจตนเอง): การนิยามและทำความเข้าใจตัวตนผ่านข้อมูลจริง ความคิด และประสบการณ์
  • Ideal-Self (ตัวตนตามอุดมคติ): ตัวตนในฝันหรือรูปแบบที่เราอยากจะเป็นหรืออยากมีในอนาคต
  • Real-Self (ตัวตนที่เป็นจริง): ตัวตนที่แท้จริงซึ่งแสดงออกผ่านความคิดและการกระทำในปัจจุบัน

3 โมกษะ (Moksha) คือเป้าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย์ตามหลักปรัชญาและศาสนาอินเดีย เช่น ศาสนาฮินดู ศาสนาเชน และศาสนาซิกข์ หมายถึง การหลุดพ้นอย่างสมบูรณ์จากสังสารวัฏ หรือวงจรแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

ความหมายหลักของโมกษะ

  • การหลุดพ้น: อิสรภาพของดวงวิญญาณ (อาตมัน) จากความทุกข์และความไม่รู้ทางโลก
  • ความเป็นหนึ่งเดียว: การรวมกันของจิตวิญญาณปัจเจกกับความจริงสูงสุดหรือพระเจ้า (พรหมัน)
  • การสิ้นสุดกิเลส: การทำลายความยึดติดและความหลงใหลในวัตถุ

โมกษะในหลักปุรุษารถะ (เป้าหมาย 4 ประการของชีวิตฮินดู)

ชาวฮินดูเชื่อว่าชีวิตมนุษย์ควรดำเนินผ่านเป้าหมาย 4 ประการ โดยโมกษะคือขั้นสูงสุด:

1.       ธรรมะ (Dharma): การใช้ชีวิตอย่างมีคุณธรรมและหน้าที่

2.       อรรถะ (Artha): การแสวงหาความมั่นคงและความมั่งคั่งทางโลก

3.       กามะ (Kama): การมีความสุขและความรักในทางโลก

4.       โมกษะ (Moksha): การหลุดพ้นทางจิตวิญญาณซึ่งเป็นเป้าหมายสุดท้าย

4 Nirvana (เนอร์วานา) แปลว่า "นิพพาน" ซึ่งมาจากภาษาสันสกฤตหรือบาลี (นิพฺพาน) แปลตามตัวว่า การดับกิเลส การเป่าดับ หรือการสงบเย็นลง [1, 2, 3]

ความหมายทั่วไปและในทางศาสนา

·         ทางศาสนาอินเดีย (พุทธ ฮินดู เชน ซิกข์): หมายถึง สภาวะจิตใจที่หลุดพ้นจากความทุกข์ กิเลส ตัณหา และความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นสภาวะความสงบสูงสุด

·         ความหมายในภาษาอังกฤษ: ใช้สื่อถึง สภาวะที่ปราศจากความทุกข์ ความกังวล หรือความเจ็บปวด กลายเป็นความสุขสงบหรือสวรรค์ในใจ

          แม้ว่าการวิจัยค้นคว้าถึงพระเจ้าก็จำเป็นต้องการซึ่งจิตสำนึก. ดังนั้น, จิตสำนึกก็กลายเป็นประเด็นของความสำคัญหลักที่นักคิดอินเดียให้ความสนใจมาเป็นพัน ๆปี. ฉันหมายความว่า คุณจะค้นพบถึงการถพกเถียงทั้งหลายกับที่ว่า อะไรคือจิตสำนึกสามารถเป็น และพวกเขาก็ได้วิวัฒน์แนวคิดทั้งหลายของจิตสำนึกนี้กันเป็นทวีคูณ.  (Even the search for God requires consciousness. So, consciousness became a central concern of Indian thinkers for millennium. I mean you find the discussions on what consciousness could be and they evolved multiple ideas of consciousness.)

อัตตา/ตัวตน สามารถดำรงอยู่โดยปราศจาก จิตสำนึก ได้หรือไม่? (Can the Self Exist Without Consciousness?)

ความหลากหลายของมุมมองเกี่ยวกับจิตสำนึก. อืม, ก็มีสำนักนัยยะ ไวเศษิกะ, สำนักจารีตดั้งเดิมของลัทธิศาสน์ฮินดู, ปรัชญาฮินดู, ที่คิดในเรื่องของอัตตา/ตัวตนในตัวมันเอง, มันไม่ใช่สำนึกของจิต. มันเป็นเพียงแค่เมื่อมันได้เชื่อมต่อกับจิต. และอย่างกระจ่างชัดว่าอัตตา/ตัวตนและจิตนั้นแตกต่างกัน.  ดังนั้น, อัตตา/ตัวตนในการเชื่อมต่อกับจิตและอายตนะ/สัมผัสรู้สึก และโลกภายนอก ก็ประสบการณ์สำนึกจิตก็อุบัติขึ้นมา. แต่ก็หย่าขาดจากจิตและกายและโลกภายนอก, บางทีในการนอนหลับลึก หรือภายหลังการตาย หรืออยู่ในสภาวะของการหลุดพ้นอย่างสัมบูรณ์สุด, อัตตา/ตัวตนก็จะดำรงอยู่ไดโดยปราศจากจิตสำนึก และมันก็จะเป็นอิสระ.   (Variety of views of consciousness. Um, there are the Nyaya Vaisheshika school5, traditional school of Hinduism, Hindu philosophy, which thinks of the Self in itself, it’s not conscious. It’s only when it is in connection with the Mind. And clearly the Self and the Mind are different. So, the Self in connection with Mind and Senses and external world conscious experience arises. But divorce from the Mind and the Body and external world, maybe in deep sleep or after the death or in the state of ultimate liberation, the Self would exist without consciousness and it would be free.)

5 Nyaya-Vaisheshika school (สำนักปรัชญานยายะ-ไวเศษิกะ) คือ หนึ่งในสำนักปรัชญาฮินดูโบราณ (อัสติกะ - 1 ใน 6 สำนักหลัก) ที่เกิดจากการหลอมรวมกันระหว่างสำนักนยายะ (Nyaya) ซึ่งเน้นเรื่องตรรกศาสตร์และญาณวิทยา (ทฤษฎีความรู้) และสำนักไวเศษิกะ (Vaisheshika) ซึ่งเน้นเรื่องอภิปรัชญา (ธรรมชาติของความจริง) และทฤษฎีปรมาณู

องค์ประกอบหลักของสำนักผสมนี้

  • สำนักนยายะ (Nyaya):
    • ผู้ก่อตั้ง: ฤๅษีโคตมะ (Aksapada Gautama) ผู้แต่งคัมภีร์ Nyaya Sutras
    • จุดเน้น: ตรรกวิทยา วิธีการหาความจริง และแหล่งความรู้ที่ถูกต้อง (Pramana 4 อย่าง ได้แก่ การประจักษ์แจ้ง, การอนุมาน, การเปรียบเทียบ, และคำบอกเล่า)
  • สำนักไวเศษิกะ (Vaisheshika):
    • ผู้ก่อตั้ง: ฤๅษีกันทาทะ (Kanada Kashyapa)
    • จุดเน้น: อภิปรัชญาและสัจนิยม มองว่าจักรวาลประกอบด้วยอนุภาคขนาดเล็กที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีกเรียกว่า ปรมาณู (Paramanu) และจำแนกหมวดหมู่ความจริงออกเป็นหมวดต่างๆ (Padartha

อืม, นั่นและมีนักคิดมากมายเบื้องหลังมัน เพราะว่าถ้าเป้าหมายของคุณคืออิสรภาพจากความทุกข์, ในกรณีนั่น, สังเหกตได้ว่าจิตสำนึกและความทุกข์ไปด้วยกัน. ดังนั้น, มันไม่สมเหตุสมผลกว่าหรือว่า การจะดับทุกข์ได้นั้น คุณต้องดับจิตสำนึกไปด้วย, เช่นกันหรือไม่?  (Um, that and there’s a lot of thinking behind it because if your goal is freedom from suffering, in that case, notice that consciousness and suffering go together. So, wouldn’t it be logical that in order to extinguish suffering, you extinguish consciousness, too?)

พิธีกร:  ดังนั้นแล้ว, อะไรที่คุณจำเป็นต้องการ, คุณจำเป้นต้องการจิตสำนึกเพื่อที่จะทุกข์, แต่เพราะว่าคุณมีจิตสำนึกไม่ได้หมายความว่าคุณต้องทุกข์.   (So, what you need, you need consciousness in order to suffer, but because you have consciousness doesn’t mean you have to suffer.)

สวามี:  อ้า, นั่นเป็นอะไรบางอย่างที่จะตามมาทีหลัง. ดังนั้น, นี้, นี้คือสำนักที่มาถึงการสรุปว่า อืม มันเป็นการเชื่อมต่อของคุณกัลป์โลกที่ได้ให้การอุบัติขึ้นให้กับทุกข์. และเช่นนั้นเอง, นี่คือหนึ่งสำนักศึกษา, พวกเขาให้กำเนิดต่อแนวคิดกนี้ขึ้นมาของ การหลุดพ้น ที่ซึ่งในสภาวะที่คุณดำรงอยู่, แต่ไม่มีในเรื่องจิตสำนึก.  (Ah, that’s something that will come later. So, this, this school came to a conclusion that um it’s your contact with the world which gives rise to suffering. And so, this one school, they gave rise to this idea of liberation in which state you exist, but there’s no consciousness.)

          และด้วยการนำหน้าสำนักศึกษาอื่นที่จะยั่วเย้าพวกเขา, คุณรู้นะ, ว่าการพูดหนึ่งวิจารณ์ว่าไรประเภทการหลุดพ้นของ นัยยะ ไวเศษิกะ. ผมค่อนข้างจะได้กำเนิดเป็นเช่นสุนัขจิ้งจอกในป่าหนึ่ง ในที่ซึ่ง  พฤนทาพัน (Vrindavan) สถานที่ซึ่งพระกฤษณะได้ทรงแสดงทิพยกรีฑา (การละเล่นอันศักดิ์สิทธิ์) ของพระองค์ และฉันยอมเป็นสัตว์ใจร้ายที่นั่นเสียยังดีกว่าที่จะได้รับการหลุดพ้น (โมกษะ) ในรูปแบบนี้ เพราะคุณจะไม่มีสำนึกของจิต (หมดความตระหนักรู้) เลย. (And with leading other schools to taunt them, you know, that saying one critic says that this kind of a liberation of the Nyaya Vaisheshika, I would rather be born as a fox in a forest in the where Vrindavan where Krisna, you know, played his divine sports and rather be a mean animal there than get liberation of this kind because you’re not conscious.)

ฉันคือ จิตสำนึก (I Am Consciousness)

          อืม, กับแนวคิดของ สังฆยาน, ซึ่งเป็นแนวคิดที่ค่อนข้างลึกซึ้งงดงามกับเรื่องจิตสำนึก, ที่ว่า เราคือจิตสำนึก. และจิตสำนึกคือรากฐานต่อธรรมชาติของเรา. ถ้าคุณกำลังตอบคำถามนั้นที่ว่า, “ฉันเป็นใคร?” หรือที่ว่า,”ฉันคืออะรไ?” สังฆยานได้ตอบมันด้วยคำว่า, “ฉันคือจิตสำนึก.” (Um, to the Sankhyan6 idea, which is a pretty sophisticated idea of consciousness, that we are actually consciousness. And consciousness is fundamental to our nature. If you’re answering the question, “Who am I?” or “What am I?” the Sankhyans answered it with, “I am consciousness.”)

          6 Sankhyan (संख्यान / सांख्यन) สามารถแปลความหมายและจัดหมวดหมู่ได้ตามบริบทหลัก ๆ 3 ด้าน ดังนี้ครับ

1. ความหมายทางภาษาศาสตร์และคณิตศาสตร์ (ภาษาสันสกฤต/ฮินดี)

ในภาษาสันสกฤต คำว่า saṅkhyāna (संख्यान) แปลว่า "การนับ" (Counting), "การคำนวณ" (Calculation) หรือ "วิชาคณิตศาสตร์/สถิติ" (Numeration) ซึ่งมีรากศัพท์มาจากคำว่า Sankhya (संख्या) ที่แปลว่า ตัวเลข หรือ จำนวน นั่นเอง [1, 2, 3, 4]

2. บริบททางปรัชญาอินเดีย (ปรัชญาสางขยะ)

คำนี้ทำหน้าที่เป็นคำคุณศัพท์หรือคำนามที่ใช้เรียก "ผู้นับถือหรือผู้ศึกษาปรัชญาสางขยะ" (Samkhya/Sankhya Philosophy) [1, 2]

  • ปรัชญาสางขยะ คือ หนึ่งในหกสำนักปรัชญาอินเดียสายกระแสหลัก (Orthodox / Astika) มีแนวคิดแบบทวินิยม (Dualism) ที่เชื่อว่าความจริงสูงสุดประกอบด้วย 2 สิ่งคือ ปุรุษะ (จิตบริสุทธิ์/ความรู้แจ้ง) และ ประกฤติ (สสาร/ธรรมชาติ)

และจิตสำนึกนี้, มีแนวทางที่งดงามและลึกซึ้งยิ่งนักในการทำความเข้าใจเกี่ยวกับจิตสำนึก, ที่ฉันหมายถึง, ฉันคิดว่านี่คืออะไรบางอย่างที่เราสามารถเรียนรู้อย่างมากมายได้ในทุกวันนี้, ในปรัชญาสมัยใหม่ของเรื่องจิต และการศึกษาทั้งหลายถึงจิตสำนึก. ตัวอย่างเช่น, คุณให้คำจำกัดเความต่อจิตสำนึกอย่างไร?  (And this consciousness, there are very elegant ways of understanding consciousness, which are I mean, I think this is something that we can learn a lot today in the modern philosophy of mind and consciousness studies. For example, how do you define consciousness?)

จิตสำนึก คือสิ่งที่มีสิ่งอื่นทั้งหมดปรากฏขึ้นมาต่อมัน. อิมม. ทุกสรรพสิ่งที่สามารถระบุได้ว่า นี่ไม่ใช่จิตสำนึก. ที่จริงแล้ว, คำจำกัดความนั้นก็คือ อนิธัม ไชยทันยัม. ไชยทันยัมคือ, คือ จิตสำนึกในภาษาสันสกฤต. อนิธัมหมายความว่านี้. อนิธัมไม่ถึงว่า ไม่ใช่สิ่งนี้. ดังนั้น, จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งนี้. อืมม. ดังนั้น, คำนี้, มันคือจิตสำนึกหรือ? ไม่เลย. (Consciousness is that to which everything else appears. Umm. Everything that can be designated as this is not consciousness. In fact, the word definition is Anidam Chaitanyam6. Chaitanyam is, is consciousness in Sanskrit. Anidam means this. Anidam means not this. So, consciousness is not this. Mmm. So, this word, is it consciousness? No.)

6 Anidam Chaitanyam (अनिदम् चैतन्यम्) เป็นวลีภาษาสันสกฤตจากคัมภีร์อุปนิษัท แปลว่า "ความรู้แจ้ง/ความตระหนักรู้ที่ไม่ใช่สิ่งนี้" หรือ "สติสัมปชัญญะที่พ้นไปจากวัตถุ" ซึ่งเป็นนิยามเชิงปฏิเสธในการอธิบายสภาวะของจิตหรือการรับรู้ที่แท้จริง

เมื่อแยกศัพท์ตามหลักไวยากรณ์ภาษาสันสกฤต จะมีความหมายดังนี้:

  • Anidam (अनिदम्): มาจาก Na (ไม่ใช่) + Idam (สิ่งนี้ / สิ่งที่ถูกรับรู้) แปลว่า ไม่ใช่สิ่งนี้
  • Chaitanyam (चैतन्यम्): แปลว่า ความตระหนักรู้ สติสัมปชัญญะ ความรู้แจ้ง หรือตัวจิตบริสุทธิ์

ความหมายเชิงปรัชญา

ในทางปรัชญาเวดานตะ (Vedanta) วลีนี้ถูกใช้เพื่ออธิบายว่า ตัวรู้หรือสติสัมปชัญญะที่แท้จริง (Consciousness) ไม่ใช่วัตถุหรือสิ่งใด ๆ ที่เราสามารถชี้หรือมองเห็นได้ว่าเป็น "สิ่งนี้":

1.       สิ่งใดที่เราชี้ได้ ไม่ใช่จิต: สิ่งของ ร่างกาย ความคิด หรือแม้กระทั่งความทรงจำ หากเรายังสามารถรับรู้และเรียกมันว่า "สิ่งนี้" (เช่น แก้วใบนี้, ร่างกายนี้, ความคิดนี้) สิ่งเหล่านั้นจะกลายเป็นเพียง "วัตถุที่ถูกรู้" ไม่ใช่ "ตัวผู้รู้" [1]

2.       การเข้าถึงความจริงแท้: แนวคิดนี้คล้ายกับหลัก Neti, Neti (ไม่ใช่สิ่งนี้ ไม่ใช่สิ่งนั้น) เพื่อตัดสิ่งปรุงแต่งภายนอกออกไป จนเหลือเพียงสภาวะจิตบริสุทธิ์ที่อยู่เหนือการปรุงแต่งของสมองและจิตใจ

ไม่มีอะไรในโลกนี้คือจิตสำนึก เพราะว่ามันเป็นวัตถุหนึ่งต่อคุณ. และที่น่าสนใจอย่างยิ่ง, ร่างกายนี้เป็นจิตสำนึกหรือไม่? ไม่เลย. อื่อ, เพราะว่ามันเป็นวัตถุหนึ่งต่อคุณ, เพราะว่าคุณสามารถพูดได้ว่า ร่างกายนี้ และคุณก็ยังสามารถสามารถไปต่อได้อีก ซึ่งนี่แหละคือจุดที่มันเริ่มน่าสนใจมากๆ. จิต, ความคิดทั้งหลายของเรา, อารมณ์รู้สึกทั้งหลายของเรา, ที่โดยปกติแล้วน่าจะถูกถือว่าเกี่ยวข้องอยู่กับ, คุณรู้, ไม่ทางใดทางหนึ่งก็เกี่ยวข้องกับจิตสำนึก.   (Nothing in this world is consciousness because it’s is an object to you. And very interestingly, is this body consciousness? No. Uh, because it’s an object to you, because you can say this body and you can go even this is where it becomes very interesting. The Mind, our thoughts, our emotions, which would normally be taken as, you know, somehow related to consciousness.)

แต่ด้วยคำจำกัดความอันอลังการนี้, คุณสามารถกำหนดความคิดนี้ที่คุณคิดไปเอง, จากมุมมองของคุณ, คุณพูดได้ว่าความคิดนี้, อารมณ์รู้สึก, ความทรงจำนี้ ได้หรือไม่? คุณสามารถ. และถ้าคุณสามารถทำนั่นได้, ดังนั้นแล้วแม้ว่าความคิด, อารมณ์รู้สึก, ความทรงจำ, พวกเหล่านั้นคือวัตถุทั้งหลายที่มีต่อขจิตสำนึก. และดังนั้นเอง, คุณ คุณแยกจิตสำนึกออกจากวัตถุทั้งปวงได้อย่างหมดจด. และเช่นนั้นเอง, คุณแบ่งแยกจิตสำนึกอย่างชัดเจนออกจากวัตถุทั้งหลายทั้งปวง.   (But by this very elegant definition, can you designate this thought you subjectively, from your perspective, can you say this thought, this emotion, this memory? You can. And if you can do that, then even the thought, emotion, memory, those are also objects to consciousness. And so, you cleanly divide consciousness from all objects.)

อะไรก็ตามที่ปรากฏแก่คุณ เอ่อ จะเป็นของธรรมชาติทางวัตถุ. และจิตสำนึกของคุณเป็นเช่นว่า มันทำอย่างชัดเจนในหนึ่งสิ่ง. มันให้ประสบการณ์บุคคลที่หนึ่ง. และนั่นคือบทบาท, หน้าที่, และข้อพิสูจน์ของจิตสำนึก ว่าคุณมีประสบการณ์ในมุมมองบุคคลที่หนึ่งต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง, คุณมีสำนึกจิต. คุณคือจิตสำนึก. จิตสำนึกนี้มีปฏิกิริยากระทำกับจิต และ อืมม ผ่านยจิต, ระระบบประสาทสัมผัสรู้สึก. และร่างกายที่มีชีวิต. และนั่นคือสิ่งที่บัญญัติกำหนดขึ้นเป็นความเป็นมนุษย์. (first-person experience) (Whatever appears to you uh belongings to material nature. And consciousness is that it does exactly one thing. It gives you first-person experience7. And that’s the role, the function, the proof of consciousness that you have first-person experience of anything, you are conscious. You’re consciousness. This consciousness interacts with the mind and um through the mind, the sensory system. And the living body. And that’s what constitutes person.)

7 "first-person experience" แปลเป็นไทยได้ว่า "ประสบการณ์จากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง" หรือ "ประสบการณ์ตรงของตนเอง"

ความหมายและการใช้งาน

  • First-person (บุคคลที่หนึ่ง): หมายถึง การเล่าเรื่องหรือมุมมองที่ใช้สรรพนามว่า "ฉัน", "ผม" หรือ "we (พวกเรา)"
  • Experience (ประสบการณ์): หมายถึง เหตุการณ์ที่ได้พบเจอมาหรือความรู้สึกที่ได้รับ
  • ความหมายรวม: การได้เผชิญหน้าหรือทำสิ่งนั้นด้วยตัวเองโดยตรง ไม่ใช่การฟังคนอื่นเล่ามาหรืออ่านมาจากผู้อื่น

(Brain, Mind, and Consciousness)

พิธีกร:  จิตสำนึก กระทำผ่านจิต. อะไรคือจิตเมื่อปราศจากจิตสำนึกล่ะ?  (Consciousness acts through the mind. What’s the mind without consciousness?)

สวามี:  จิตเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติทางวัตถุ.  (The mind is part of material nature.)

พิธีกร:  ใช่ครับ, เรามีสมองนั่น. ท่านกำลังแยกแยะสมองกับจิต?  (Yes, we have the brain. You’re distinguishing brain and mind?)

สวามี:  ใช่.  พวกเขาแยกแยะสมองกับจิต. นี้อีกครั้งที่เป็นเรื่องปกติสามัญอย่างมากในปรัชญาอินเดีย. เอ่, เกือบจะทุกสำนักศึกษาที่ได้ทำเช่นนั้น.  (Yes, they’re distinguishing brain and mind. This was again very common in Indian philosophy. Uh, almost every school did that.)

พิธีกร:  เช่นนั้นแล้ว, ท่านก็มีสามสิ่ง. ท่านมีสมอง, จิต และ...  (So, you have three things. You have brain, mind, and…)

สวามี:  แน่นอนเลย. ถ้าคุณวิเคราะห์บุคลิกภาพมนุษย์, เอ่อ ฉันคิดว่าแค่เกือบทุกสำนักศึกษาของปรัชญาอินเดียนะ คุณพูดได้ว่ามันแบ่งเป็นสามส่วนลักษณะ. มันไม่ใช่เป็น จิต-สมอง เอ่อ ทวิภาวะ หรือ จิต-กาย ทวิภาวะ. ค่อนข้างจะ, แบบว่า มันเป็นธรรมชาติทางวัตถุ, และธรรมชาติทางวัตถุก็มีสองด้านกับมัน. และเชิงกายภาพที่เป็นบ่อยครั้งถูกแปลความหมายว่าเป็น กายหยาบ ที่ในภาษาสันสกฤตคือ สถุล, แต่ในอเมริกา คำว่า กายหยาบ มักแปลไปในความหมายอื่น. นสามส่วน/ลกษณ.   (Exactly. If you analyze the human personality, uh I think just about every school of Indian philosophy you say that it’s trichotomous. It’s not a mind-brain uh dualism8 or mind-body dualism. Rather, it is material nature, and material nature has two sides to it. A physical which is often translated in as gross in the Sanskrit is Sthula, but now in America gross means something else.)

          8 Dualism หรือ ทวินิยม / ทวิภาวะ คือ แนวคิดหรือปรัชญาที่เชื่อว่าความจริง สิ่งของ หรือปรากฏการณ์ต่างๆ แบ่งออกเป็น 2 ส่วนหลักที่ตรงข้ามกันหรือแยกจากกันอย่างเด็ดขาด และไม่อาจลดทอนรวมกันเป็นสิ่งเดียวได้

แนวคิดนี้พบได้ในหลายสาขาวิชา ดังนี้:

1. ปรัชญา (Mind-Body Dualism)

  • หมายถึง การแบ่งแยกระหว่าง "จิตใจ" (Mind / Soul) กับ "ร่างกาย" (Body / Matter) [1]
  • เรอเน เดส์การ์ตส์ (René Descartes) นักปรัชญาชื่อดังเสนอว่า กายกับจิตเป็นคนละชนิดกัน แต่มีปฏิกิริยาต่อกันได้
    • ร่างกายคือสสารที่จับต้องได้และอยู่ในกฎฟิสิกส์
    • จิตใจคือการคิดและนามธรรมที่ไม่มีรูปร่าง

2. ศาสนาและจริยธรรม (Religious & Ethical Dualism)

  • หมายถึง ความเชื่อเรื่องพลังหรือหลักการสองอย่างที่ขัดแย้งกัน เช่น ความดีกับความชั่ว, แสงสว่างกับความมืด
  • ตัวอย่างชัดเจนคือ ศาสนาโซโรแอสเตอร์ ที่มีเทพแห่งความดี (อาฮูรา มาสดา) และวิญญาณแห่งความชั่วร้ายต่อสู้กันอยู่

3. มุมมองทั่วไป

  • หมายถึง การมองโลกแบบแยกขั้ว เช่น การแบ่งแยก "เขา" กับ "เรา", "ทางโลก" กับ "ทางธรรม" ซึ่งในทางจิตวิญญาณบางแขนงมองว่าการยึดติดกับทวินิยมทำให้เกิดความขัดแย้งและความทุกข์

          ดังนั้น, ในด้านเชิงกายภาพ. นี้คือธรรมชาติทางกายภาพ. แต่, ทั้งหมดของเรา, เรามีประสบการณ์รับรู้เชิงอัตวิสัย(เชิงนามธรรม). ความคิดทั้งหลาย, ความรู้สึกทั้งหลาย, อารมณ์รู้สึกทั้งหลาย. ทั้งหมดของเรานั่น. อืม, สัมผัสรู้สึกของความเป็นบุคลิกภาพที่เด่นชัด. เอ่อ, ความทรงจำ. ทั้งหมดนั่นคือส่วนหนึ่งของธรรมชาติเช่นเดียวกัน. เช่นนั้นเอง, เมื่อคุณพูดว่านั่น อืม คุณก็รู้, วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยายุคใหม่, พูดว่า, ทำไมจึงมีความสัมพันธ์ที่สอดคล้องกันอย่างใกล้ชิด ระหว่างการทำงานของสมองและประสบการณ์ที่ผู้รับการทดลองรายงานออกมา?    (So, a physical side. This is the physical nature. But, all of us, we have subjective experiences. Thoughts, feelings, emotions. All of us have that. Um, a sense of personality. Uh, memory. All of that is also part of nature. So, when you say that um you know, modern neuroscience, why is there such a tight correlation between brain activity and the reported experiences um of the subject?)

          อืม, ชนอินเดีย, ทุกสำนักศึกษาของปรัชญาอินเดียจะพูดว่า, ปรัชญาจะพูดว่า, “นั่นง่ายๆ, ก็เพราะว่าพวกเขาต่างเป็นของความเนื่องอยู่ด้วยกัน. ก็มีสิ่งที่ เอ่อเป็นธรรมชาติแบบละเอียด และธรรมชาติแบบหยาบ. และธรรมชาติละเอียดก็เป็นวัตถุด้วยเช่นกัน.” คำจำกัดความของวัตถุเป็นที่กระจ่างชัดยิ่ง. มันคือวัตถุที่ถูกรู้โดยจิตสำนึก. อะไรก็ตามที่คุณสามารถตระหนักรู้ได้ก็คือวัตถุ. ในสันสกฤตใช้คำว่า จฑะ, ไม่มีความรู้สึกนึกคิด.   (Um, the Indian, every school of Indian philosophy would say, philosophy would say, “That’s easy, because they belong to the same continuum. There is this uh subtle nature and the gross nature. And the subtle nature is also material.” The definition of material is very clear. It’s an object to consciousness. Whatever you can be aware of is material. The Sanskrit words is Jada9, insentient.)

          9 Jada ในบริบทภาษาบาลีและสันสกฤต สามารถเขียนและถอดความหมายหลักๆ ได้ 2 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าคุณหมายถึงคำศัพท์ใด:

1. Jaḍa (จฑ / जड) — แปลว่า ไร้ความรู้สึก, วัตถุ, สิ่งไร้ชีวิต

ในทางปรัชญาฮินดูและภาษาสันสกฤต คำว่า Jaḍa (จฑ) มีความหมายตรงข้ามกับคำว่า จิตหรือวิญญาณ (Caitanya / Consciousness):

  • ความหมายทางปรัชญา: หมายถึง สิ่งไร้ชีวิต, วัตถุธาตุ, สิ่งที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิด หรือสิ่งที่ไม่สามารถขับเคลื่อนหรือรับรู้ได้ด้วยตัวเอง (Inert, Lifeless, Insentient, Material)
  • ความหมายทั่วไป: แปลว่า เยือกเย็น, แข็งทื่อ, นิ่งเฉย, ไร้เดียงสา หรือโง่เขลา (Dull, Stupid, Motionless)

2. Jaṭā (ชฏา / जटा) — แปลว่า มวยผม, เครื่องสวมศีรษะ

หากคุณหมายถึงคำว่า ชฎา ที่คนไทยคุ้นเคย ในภาษาสันสกฤตและบาลีจะสะกดด้วยตัว ฏ (Jaṭā):

  • ความหมายดั้งเดิม: แปลว่า ผมที่เกล้าเป็นมวยสูงขมวดแน่น (เช่น ผมของฤๅษี นักบวช หรือพระศิวะ) หรือแปลว่า ความเกี่ยวพันยุ่งเหยิง รกชัฏ
  • ความหมายในภาษาไทย: แผลงมาเป็นเครื่องสวมศีรษะรูปคล้ายมงกุฎ มียอดปัดไปทางด้านหลัง

พิธีกร:  และการมีตระหนักรู้ของมันก็คือว่า, มันคือความเป็นจริงภายใน, มันไม่ได้ต้องมีความเป็นจริงภายนอกให้ต้องเป็นจริงด้วยหรือ?    (And the being aware of it is, is it’s an internal reality, It doesn’t have an external reality to be real?)

สวามี:  เอ่อ, สัมกายาสจะบอกว่าก็มีความเป็นจริงภายนอกอยู่ด้วย. ธรรมชาติทางวัตถุคือความเป็นจริงภายนอกอย่างชัดกเจน ที่ค่อนข้างจะแยกจากจิตสำนึก. โอเค. มันมีอยู่มากมายอย่างที่คุณรูเ, ในตรงนี้ เดวิด ชาร์เมอร์ได้พูดถึงเรื่องสรรพจอิตนิยม. เขากำลังฟื้นฟูเรื่องนี้แต่ในสัมกายาสโบราณ ที่ซึ่งได้เขียนบันทึกไว้มาอย่างน้อย 4,000 ปี, พวกเขาคือนักสรรพจิตนิยม.  (Uh, the Samkhyas would say there is an external reality. Material nature is very much a physical external reality quite apart from consciousness. Okay. It is a lot like you know, right here David Charmers is talking about panpsychism10. He’s reviving this but the ancient Samkhyas whose writing go back at least 4,000 years, they were panpsychists.)

          10 Panpsychism (สรรพจิตนิยม หรือ ลัทธิปัญจจิตนิยม) คือ แนวคิดทางปรัชญาที่เชื่อว่า จิตสำนึกหรือคุณสมบัติคล้ายจิตเป็นองค์ประกอบพื้นฐานของสสารทุกอย่างในจักรวาล ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นมาใหม่เฉพาะในสิ่งมีชีวิตที่มีสมองซับซ้อน

สาระสำคัญของแนวคิด

  • รากศัพท์: มาจากภาษากรีกคำว่า pan (ทั้งหมด) และ psyche (จิตวิญญาณหรือจิตใจ)
  • ไม่ใช่ก้อนหินที่คิดได้: แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าก้อนหิน อิเล็กตรอน หรืออะตอมจะมีความคิด ความจำ หรือความรู้สึกตัวแบบมนุษย์ แต่หมายถึงอนุภาคพื้นฐานอาจมีมิติภายใน หรือคุณสมบัติพื้นฐานบางอย่างที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์ (Phenomenal properties) ในระดับที่เล็กที่สุด
  • ทางออกของปัญหาเรื่องจิต: Panpsychism ถูกหยิบยกขึ้นมาถกเถียงกันอีกครั้งในปัจจุบัน เพื่อช่วยตอบ ปัญหาที่ยากของจิตสำนึก (The Hard Problem of Consciousness) ว่าประสบการณ์ความรู้สึกตัวของสิ่งมีชีวิตเกิดขึ้นมาจากสสารที่ไม่มีชีวิตได้อย่างไร

          พวกเขาคิดเกี่ยวกับจักรวาลจริงภายนอก และที่ซึ่งได้มีด้านละเอียดต่อมัน เพราะรวมเอาจิตเข้าไปด้วยเช่นกัน. แต่, จักรวาลภายนอกนั้น, ทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต, ทั้งหมดของจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลและจักรวาลนั้น. ทั้งหมดของมันด้วยกัน, พวกเขาเรียกว่า ปรากฤติ, ที่ซึ่งคือคำสำหรับธรรมชาติ. นั่นคือธรรมชาติ. และพวกเขาก็ได้เป็นสุขอย่างสมบูรณ์สิ้นด้วย, คุณรู้, วิทยาศาสตร์สมัยใหม่าและการค้นพบอะไรนั่น.   (They thought about a real external universe and which had a subtle side to it because including mind also. But, external universe, living and non-living, all of this vast universe and the universe. All of it together they would call Prakriti11, which is the word for nature. That’s nature. And they would be perfectly happy with, you know, modern science and discovering that.)

          11 Prakriti (ประกฤติ หรือ ปรากฤติ) ในบริบทหลักคือ สสารดั้งเดิม พลังงานจักรวาล หรือธรรมชาติที่เป็นผู้สร้าง ซึ่งเป็นแนวคิดพื้นฐานสำคัญในปรัชญาอินเดีย โยคะ และอายุรเวท ความหมายของคำนี้จะแปรเปลี่ยนไปตามบริบทที่นำไปใช้ ดังนี้ครับ:

1. ในทางปรัชญาอินเดีย (โดยเฉพาะสำนักสางขยะและโยคะ)

ใน ปรัชญาสางขยะ ความเป็นจริงของจักรวาลถูกแบ่งออกเป็น 2 สิ่งหลักคือ:

  • Prakriti (ประกฤติ): คือโลกทางกายภาพ สสาร พลังงาน จิตใจ และอารมณ์ความรู้สึก เปรียบเสมือน "พลังงานฝ่ายหญิง" (Feminine Energy) ที่มีลักษณะไม่คงที่ เปลี่ยนแปลงและวิวัฒนาการอยู่เสมอ
  • Purusha (ปุรุษะ): คือจิตบริสุทธิ์ หรือผู้รู้ที่นิ่งเฉย ไม่เปลี่ยนแปลง เปรียบเสมือน "พลังงานฝ่ายชาย" (Masculine Consciousness)

ตามธรรมชาติแล้ว Prakriti ประกอบด้วยคุณลักษณะพื้นฐาน 3 ประการที่เรียกว่า คุณะ (Gunas) ซึ่งขับเคลื่อนจักรวาล ได้แก่:

1.       สัตตวะ (Sattva): ความบริสุทธิ์ ความดีงาม ความสว่าง และความสงบ

2.       รชัส (Rajas): พลังงาน ความเคลื่อนไหว ความกระตือรือร้น หรือความทะยานอยาก

3.       ตมัส (Tamas): ความมืดมน ความเฉื่อยชา ความไม่รู้ และความนิ่งสงบดิ่งลง

2. ในทางศาสตร์อายุรเวท (Ayurveda)

ในทางศาสตรการแพทย์อินเดียโบราณหรือ อายุรเวท คำว่า Prakriti หมายถึง "ธาตุเจ้าเรือน" หรือพิมพ์เขียวทางกายภาพและจิตใจเฉพาะบุคคล ที่ติดตัวมาตั้งแต่ปฏิสนธิ โดยเกิดจากการผสมผสานของโทษะ (Doshas) ทั้ง 3 ชนิดในสัดส่วนที่ต่างกันไปในแต่ละคน ได้แก่:

  • วาตะ (Vata): ธาตุลมและอวกาศ (มักรูปร่างผอมบาง คิดเร็ว ทำเร็ว ผิวแห้งง่าย)
  • ปิตตะ (Pitta): ธาตุไฟและน้ำ (มักรูปร่างปานกลาง ขยัน จริงจัง ขี้ร้อน เจ้าอารมณ์)
  • กัปภะ หรือคัพภะ (Kapha): ธาตุดินและน้ำ (มักโครงสร้างใหญ่ แข็งแรง ใจเย็น เคลื่อนไหวช้า)
    การรู้จัก Prakriti ของตนเองในทางอายุรเวท จะช่วยให้เลือกอาหาร วิถีชีวิต และการดูแลสุขภาพได้อย่างเหมาะสมและสมดุล

          แต่อะไรที่พวกเขาน่าจะพูดก็คือว่า แยกจากสิ่งนี้แล้วก็คือ ความจริงที่ไม่อาจลดทอนลงไปได้อีกและเป็นรากฐานสำคัญที่เรียกว่า จิตสำนึก. อืม. พวกเขาได้เรียกมันว่า ปุรุษะ, จิตสำนึก-ตัวตน/จิตสำนึกดั้งเดิม. และจิตสำนึกนี้ทำปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติทางวัตถุ. มันทำที่ไหนเช่นนั้นรึ? ในการมีชีวิต. พวกเขาไม่ได้พูดถึงสมองทั้งหลายกับระบบประสาททั้งหลาย, แต่มันก็อยู่ในร่างกายซึ่งมีชีวิตทั้งหลาย. และพวกเขามีปฏิสัมพันธ์กระทำผ่านจิต. และจิตทั้งหลายก็ทำรังสร้างยข่ายใยอยู่ในร่างกายภาพที่มีชีวิตทั้งหลาย. และเหล้านี้ในตอนนี้เองเป็นบุคคลทั้งหลายที่เราเป็นกัน. เราคือส่วนผสมของจิตสำนึกทั้งหลายของจิตสำนึกและธรรมชาติทางวัตถุ, อ้างอิงจากสำนักศึกษาสัมกายาส. โอเค.  (But what they would say is that apart from this is a fundamental irreducible reality called consciousness. Um. They called it Purusha12, self-consciousness. And this consciousness interacts with material nature. Where does it do so? In living beings. They didn’t talk about brains and nervous systems, but it’s in living bodies. And they interact through minds. And the minds are nested in physical living bodies. And these are now the persons which we are. We are combinations of consciousness and material nature, according to the Samkhyas. Okay.)

ปัจเจกบุคคล และ จิตสำนึกจักรวาล (Individual and Cosmic Consciousness)

พิธีกร:  ทีนี้, จิตสำนึก ที่ประกอบสร้างตัวเราขึ้นมานั้น มีปฏิสัมพันธ์กับจิตและสมองของเรา จนกลายมาเป็นตัวเราได้อย่างไร?  สิ่งนั้นมีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับจิตสำนึกที่ยิ่งใหญ่ จิตสำนึกแห่งจักรวาล หรือจิตสำนึกที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรC ตัวใหญ่, ถูกต้องไหม? (Now, how does that consciousness as that constitutes our that interacts with our mind and brain and becomes us? How does that relate to some big consciousness, cosmic consciousness or with the capital C, right?)

มีจิตสำนึกหนึ่งเดียวในความเป็นจริงทั้งหมด และจิตสำนึกของเราเป็นส่วนย่อยของจิตสำนึกนั้นใช่หรือไม่? มันเป็นส่วนหนึ่งนั่นหรือมันคือที่แสดงออกมานั่นในตัวเราหรือ? มีหลากหลายวิธีในการตีความว่า จิตสำนึกของเราเชื่อมโยงกับจิตสำนึกที่ยิ่งใหญ่กว่าอย่างไร, ถูกไหม? (Is there one consciousness in all reality and our consciousness is a subset of that? Is it a part of that? Is it that expression in us? There are various ways to parse how our consciousness relates to a larger consciousness. Right?)

สวามี:  และทั้งหมดของมุมมองทั้งหลายเหล่านี้ที่คุณได้พูด, พวกเขามีสำนักศึกษาทั้งหลายที่แตกต่างกันไป และพวกเขาได้โต้ค้านกันและกันอย่างกดุเดือดมากว่าศตวรรษทั้งหลาย. ดังนั้นแล้ว, สังฆยาสได้ยึดอยู่กับการเป็นนักทวิภาวะ. พวกเขาได้บอกว่า ไม่มีจิตสำนึกอะไรที่ใหญ่โตกว่านี้. แต่ละคนของเราคือจิตสำนึกส่วนบุคคล. คุณเป็นจิตสำนึกที่แยกขาดออกมา. ฉันคือจิตสำนึกแยกออกมา. และเราส่องแสงอยู่ในท้องฟ้ายามราตรี, ท้องฟ้ายามราตรีจะเป็นธรรมชาติวัตถุที่ตายแล้ว, ปรากฤติ. และเราก็ส่องแสงดุจดวงดาในท้องฟ้ายามราตรี. มันเป็น, ฉันคิดว่าภาษานี้ได้ถูกใช้โดย ไลป์นีซนะบางที. มันเป็นคำว่า โมแนดส์..  (And all of these views which you said they had different schools and they argued with each other fiercely over centuries. So, the Sankhyas were strict dualists. They said there is no larger consciousness. Each of us is an individual consciousness. You are a separate consciousness. I’m a separate consciousness. And we shine in the night sky, night sky would be dead material nature, Prakriti. And we shine like stars in the night sky. It’s I think language used by Leibniz probably. It’s, it’s monads12.)

          12 "Monad" (โมแนด) ในบริบทที่เกี่ยวกับปรัชญาของ Gottfried Wilhelm Leibniz (ก็อตฟรีด วิลเฮล์ม ไลบ์นิซ) นักปรัชญาและนักคณิตศาสตร์ชาวเยอรมัน แปลเป็นภาษาไทยว่า "ปรมาณูจิต" หรือ "หน่วยเดี่ยว" ครับ

ไลบ์นิซได้เสนอแนวคิดเรื่อง Monadology (ทฤษฎีโมแนด) เพื่ออธิบายธรรมชาติของจักรวาล โดยมีใจความสำคัญดังนี้ครับ:

  • หน่วยพื้นฐานที่สุดของสรรพสิ่ง: ไลบ์นิซมองว่า "โมแนด" คือสสารหรือหน่วยที่เล็กที่สุดในจักรวาลที่ไม่สามารถแบ่งแยกได้อีก (คล้ายกับแนวคิดเรื่องอะตอมทางฟิสิกส์ แต่เป็นในเชิงนามธรรมหรือจิต)
  • เป็นสิ่งที่มีจิตวิญญาณ: โมแนดไม่ใช่สสารทางกายภาพที่ไม่มีชีวิต แต่เป็นหน่วยที่มีพลังงาน มีความตระหนักรู้ (Perception) และขับเคลื่อนด้วยตัวเอง
  • ไม่มีหน้าต่าง (Windowless): ไลบ์นิซเคยกล่าวไว้ว่า โมแนด "ไม่มีหน้าต่าง" หมายความว่าไม่มีสิ่งใดภายนอกสามารถเข้ามาเปลี่ยนกลไกภายในของมันได้ และมันไม่สามารถส่งผลกระทบต่อโมแนดอื่นโดยตรงได้ ทุกสิ่งดำเนินไปตาม "ความสอดคล้องกลมกลืนที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า" (Pre-established harmony) โดยพระเจ้า

          ดังนั้น, และเราปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติ และปฏิสัมพันธ์แต่ละอื่นๆผ่านอุปกรณ์ของเราที่ได้จัดหาให้โดยธรรมชาติ. แต่พวกเขาเป็นสผู้อื่นทั้งหลายที่ซึ่งนำเข้ามาซึ่งพระเจ้า. เช่นเดียวกับพวกเอกนิยมที่ผ่านเงื่อนไข. ดังนั้น, พวกเขาพูดถึงไม่เพียงแต่จิตสำนึกส่วนบุคคลที่เราแต่ละคนมีอยู่เท่านั้น, แต่ยังมีจิตสำนึกจักรวาล. จิตสำนึกที่เชื่อมโยงกับจิตสำนึกของแต่ละบุคคลนั้น จะสัมพันธ์กับกายและจิตเพียงหนึ่งเดียว.   (So, and we interact with nature and interact with each other through our equipment provided by nature. But they were others who brought in God. Like the qualified monists13. So, they talked about not only individual consciousness which each of us have, there is a cosmic consciousness. A consciousness associated just individual consciousness is associated with one body and mind.)

          13 Monism (หรือในภาษาไทยเรียกว่า เอกนิยม หรือ เอกภาวะนิยม) คือ แนวคิดทางปรัชญาที่เชื่อว่าความจริงแท้ของสรรพสิ่งหรือจักรวาลนั้นมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ได้แยกออกจากกันเป็นหลายสิ่ง

            ประเภทของแนวคิดเอกนิยม (Monism)

แนวคิดนี้มักแบ่งออกเป็น 2 ฝ่ายหลักๆ ในทางปรัชญา:

  • ฝ่ายจิตนิยม (Idealistic Monism): เชื่อว่า "จิต" หรือนามธรรมคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียวของสรรพสิ่ง สสารเป็นเพียงส่วนหนึ่งหรือภาพสะท้อนของจิต (เช่น แนวคิดของสปิโนซา หรือปรัชญาพราหมณ์ที่มองว่าทุกอย่างคือพระพรหม) [1]
  • ฝ่ายสสารนิยม (Materialistic Monism): เชื่อว่า "สสาร" หรือรูปธรรมคือความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว ทุกอย่างในจักรวาลอธิบายได้ด้วยหลักการทางกายภาพหรือวัตถุ

          และก็มีจิตสำนึกจักรวาลได้สมาคมสัมพันธ์เข้ากับกายและจิตทั้งหลายทั้งหมด. ดังนั้น, นั้นคือที่เราเรียกว่าพระเจ้า. พระเจ้าคือจิตสำนึก, คุณคือจิตสำนึกที่ได้สมาคมสัมพันธ์กับ ร่างกาย-โรเบิร์ต และจิต-โรเบิร์ตนี้. และพระเจ้าก็คือจิตสำนึกที่ได้สมาคมสัมพันธ์กับทั้งหมดของร่างกายและจิตทั้งหลาย และรวมทั้งจักรวาลที่ไร้ความรู้สึกนั้นด้วย. แต่เรื่องนี้ไปไกลยิ่งกว่านั้น. (And there is cosmic consciousness associated with all bodies and minds. So, that we called God. God is the consciousness you are the consciousness associated with Robert-body and Robert-mind. And God is the consciousness associated with all living bodies and mind and also the insentient universe. But this goes further.)

จิตสำนึก และ สสารวัตถุ สามารถปฏิสัมพันธ์กันได้หรือไม่? (Can Consciousness and Matter Interact?)

สวามี:  ทีนี้เป็นนักอทวิภาวะทั้งหลาย, ตอนนี้เรากำลังมาที่สำนักศึกษาของเรา.  ดังนั้น, เราเป็นนักอทวิภาวะ, อฑไวตะ ถามคำถามนี้. จิตสำนึกปฏิสัมพันธ์กับธรรมชาติวัตถุอย่างไร? นั่นน่าจะเป็นคำถามตามธรรมชาติ. มันคือสิ่งที่เป็นจุดเริ่มต้นของแนวคิดปฏิสัมพันธ์นิยมระหว่างจิตและกาย ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันด้วยเช่นกัน. ปัญหามหึมา, ปัญหาหนักยากมากของจิตสำนึก.  (The non-dualists14, now we are coming to our school. So, we the non-dualist, the Advaitin15 asks this question. How does consciousness interact with material nature? That would be the natural question. It’s the what took the form of mind-body interactionism which is a big problem today also. It’s a huge problem, the hard problem of consciousness.)

          14 Non-dualism (อทวิภาวะ หรือ ภาวะไม่เป็นสอง/ไม่แบ่งแยก) คือ แนวคิดหรือมุมมองที่ปฏิเสธการแบ่งแยกสิ่งต่างๆ ออกเป็นสองขั้วตรงข้าม (Dualism) เช่น ดี-ชั่ว, สุข-ทุกข์, มนุษย์-ธรรมชาติ หรือ ตัวฉัน-สิ่งอื่น

สาระสำคัญของ Non-dualism

  • ความไร้ขั้ว: มองว่าสิ่งที่เป็นคู่ตรงข้ามกันนั้นแท้จริงแล้วเป็นหนึ่งเดียวกัน หรือมีความเกี่ยว连กัน ไม่สามารถแยกขาดจากกันได้อย่างเด็ดขาด
  • การยุติความขัดแย้ง: ช่วยลดการตัดสิน การยึดติด หรือการผลักไสสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ทำให้จิตใจสงบลงเพราะไม่มี "ความเป็นอื่น" มา
    เป็นปฏิปักษ์
  • รากฐานทางปรัชญาและศาสนา: ปรากฏอยู่ในหลายแนวคิด เช่น ปรัชญาอไทวตเว단ต (Advaita Vedanta) ของฮินดู, เซน หรือพุทธศาสนาในนิกายมหายาน (เช่น แนวคิดเรื่องสุญญตาที่ไม่แยกสมมติกับวิมุตติ)

15 Advaita (อไทฺวตะ) แปลว่า "ไม่เป็นสอง" หรือ "ความไม่แยกจากกัน" เป็นแนวคิดหลักในสำนัก ปรัชญาอไทฺวตะเวทานตะ ของศาสนาฮินดู

หลักการสำคัญ

  • ความจริงแท้หนึ่งเดียว (Brahman): มีความเป็นจริงสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวคือ "พรหมัน" (Brahman) ไม่มีสิ่งอื่นใดอยู่นอกเหนือจากนี้
  • อาตมันกับพรหมันเป็นสิ่งเดียวกัน: ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์ (อาตมัน หรือ Jiva) ไม่ได้แยกขาดจากพรหมัน
  • โลกคือมายา (Maya): โลกและสิ่งต่าง ๆ ที่เราเห็นเป็นเพียงภาพลวงตา หรือการปรากฏชั่วคราว ไม่ใช่ความจริงแท้สูงสุด
  • การหลุดพ้น (Moksha): เกิดจากการตระหนักรู้ว่าตนเองกับพรหมันเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ใช่การไปสู่ภพภูมิอื่น แต่เป็นการรู้แจ้งในสภาวะที่แท้จริงที่มีอยู่แล้ว

ผู้ริเริ่มและวางรากฐานสำคัญของปรัชญานี้คือ อาทิศังกราจารย์ (Adi Shankara) ในช่วงศตวรรษที่ 8

          แต่นั่นคือที่รับเอารูปทรงอินเดียโบราณของจิตสำนึกและสัมพันธภาพวัตถุมา. และก็มีคำตอบที่ทวีขึ้น. คำตอบหนึ่งก็คือ ธรรมชาติทางวัตถุนั้นมีอยู่จริง และจิตสำนึกเป็นเพียงสิ่งที่วิวัฒนาการมาจากธรรมชาติทางวัตถุ ซึ่งนั่นก็เป็นการลดทอนคุณค่า/ความซับซ้อนลงไปมากเช่นกัน, ดังที่พูดอย่างแดเนียล เดนเน็ตต์ของทุกวันนี้. และมีนักวัตถุนิยมในอินเดียโบราณที่กล่าวว่า จิตสำนึกนี้ถูกผลิตขึ้นมาจากธรรมชาติทางวัตถุ.  (But that took the form of an ancient India of consciousness and object relationship. And there were multiple answers. One answer is well material nature is real and consciousness is just an evolute of material nature which is as much reductionist, as say Daniel Dennett today. And there were materialists in ancient India who said this consciousness is produced from material nature.)

สำนักศึกษาที่สองนั้น จะพูดว่าจักรวาลได้ถูกผลิตสร้างขึ้นจากจิตสำนึก. และใครเป็นผู้พูดเช่นนั้น? ทุกสำนักที่เชื่อว่าพระเจ้ามีจริงก็จะพูดเช่นนั้น. ฉันหมายความว่า พระเจ้าของคุณคือผู้ที่เป็นพระผู้รังสรรค์/ผู้สร้างทุกสรรพสิ่ง. คุณย่อมเห็นได้อย่างชัดเจนว่า พระเจ้าทรงเป็นพระผู้เป็นเจ้าที่มีสำนึกจิต. ไม่ใช่พระเจ้าผู้ไม่มีสำนึกจิต. ดังนั้น, กับบางสัมผัสรู้สึก, จิตสำนึกผลิตสร้างจักรวาลวัตถุขึ้นมา. นั่นคือการเข้าถึงแบบที่สอง. และสำนักศึกษาทวิภาวะทั้งหลายทั้งหมดก็จะพูดเช่นนั้น  (The second school would say that universe is produced from consciousness. And who says that? Every theistic school in the world says that. I mean your God who is the creator God. You would obviously see the God is a conscious God. It’s not an unconscious God. So, on some sense consciousness produces the material universe. That’s the second approach. And the dualistic schools all said that.)

การเข้าถึงแบบที่สามก็คือ การเข้าถึงแบบสังฆยะ ที่ฉันเพิ่งอธิบายไปแล้วนี้. การเข้าถึงแบบ สังฆยะ โยคะ. ทั้งจิตและวัตถุต่างไม่ได้สร้างซึ่งกันและกัน พวกมันคือความเป็นจริงรากฐานทั้งหลายที่ขนานกันและไม่สามารถลดทอนลงไปได้อีก. แล้วก็มีสำนักศึกษาของชาวพุทธทั้งหลายจำนวนมาก ที่ฉันกำลังวางไว้ทางด้านข้างก่อนสักเวลาหนึ่งในขณะนี้.  เราก็มาถึงสำนักศึกษาอทวิภาวะ ที่บอกว่าคุณไม่สามารถคลี่คลายเฉลยปัญหาเรื่องปกิสัมพันธ์ของจิตและกายนี้ได้.    (The third approach is the Sankhya approach which I just mentioned. The Sankhya yoga approach. Neither produces the other consciousness and matter are parallel fundamental irreducible realities. Then there are numerous Buddhist schools which I’m setting aside for the time being. We come to the non-dualist school which says that you cannot solve the interaction problem.)

ถ้าพวกเขาแตกต่างกันในขั้นรากฐาน, จิตสำนึกและวัตถุ, แล้วก็ไม่มีหนทางที่พวกเขาสามารถมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันได้. ฉันหมายความว่า,  ขอบเขตหรือเส้นแบ่งตรงจุดที่พวกมันเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันจะอยู่ตรงไหน? และเพราะเช่นนั้นเอง, เรามายึดอยู่ที่ประสบการณ์รับรู้ของเรากันดีกว่า. นั่นคือที่ปรากฏให้เห็นอยู่ในจิตสำนึก. ดังนั้น, วัตถุปรากฏเห็นในจิตสำนึก และวัตถุสามารถเป็นที่สามารถลดรูปลงไปให้เหลือเพียงจิตสำนึกได้.   (If they are fundamentally different, consciousness and matter, then there is no way they can interact. I mean, where would be the margin, the boundary between were come in interact? And therefore, let’s just stick to our experience. What is matter? That which appears in consciousness. So, matter appears in consciousness and matter can be is reducible to consciousness.)

ดังนั้น,อะไรที่นักวัตถุนิยมลดรูปทำ, คือเขาลดรูปจิตสำนึกไปหาวัตถุ. และอะไรที่นักอทวินิยมทำ ก็คือลดรูปวัตถุลงไปหาจิตสำนึก. ดังนั้น, วัตถุคือการปรากฏเห็นในจิตสำนึก. และนี้คืออะไรที่ปรากฏเห็นในจิตสำนึกที่ปรากฏเห็นเป็นเช่นเรา, ชีวิตที่มีความรู้สึก, ธรรมชาติทางวัตถุ, และพระเจ้าแห่งจักรวาลนี้.    (So, the what the materialist reductionist does, is he reduces consciousness to matter. And what the non-dualist does is reduces matter to consciousness. So, matter is an appearance in consciousness. And this what appears in consciousness appears as us, the sentient beings, material nature, and the God of this universe.)

พระเจ้า คืออีกนามหนึ่งของ จิตสำนึก หรือ? (Is God Another Name for Consciousness)

พิธีกร:  และเช่นนั้นเอง, สัมพันธภาพระหว่างพระเจ้าและจิตสำนึก, เรามาเพ่งเน้นกันที่นั่นสักวอินาที. เอ่อ พระเจ้าคืออธิษฐานประกาศหนึ่งของจิตสำนึกหรือ? มันคือตราสารอนุพันธ์หรือ? จิตสำนึกคือพระเจ้าเป็นเอกราชของจิตสำนึกหรือ? หรือมันเป็นอีกนามหนึ่งสำหรับจิตสำนึกหรือ?   (And so, the relationship between God and consciousness, let’s focus on that for a second. Uh. Is God is a manifestation of the consciousness? Is it a derivative16? Consciousness is God independent of the consciousness? Or is it another name for consciousness?)

          16 Derivative (ตราสารอนุพันธ์) คือสัญญาทางการเงินที่ไม่มีมูลค่าในตัวเอง แต่มีมูลค่าอ้างอิงมาจากราคาสินทรัพย์อื่นๆ เช่น หุ้น ทองคำ หรืออัตราแลกเปลี่ยน

สวามี:  ใช่. คำตอบอย่างง่ายๆก็เป็นเช่นนั้น, น่าจะเป็นอีกนามหนึ่งสำหรับจิตสำนึก. พรหมัน, ปรมัตสัจจะในปรัชญาของอฑไวตะ เวฑานตะ, ได้ให้คำจำกัดความว่าเป็น สัจ, จิต, อนันฑะ, ความดำรงอยู่, จิตสำนึก, พรประเสริฐ. หนึ่งในคำจำกัเความทั้งหลายของโบราณในพรหมันก็คือ คือความจริงแท้ คือความรู้ และคือความไม่มีที่สิ้นสุด. (Yes. A simple answer would be it, would be another name for consciousness. Brahman, the ultimate reality in Advaita Vedanta, is defined as Sat, Chit, Ananda17, Existence, Consciousness, Bliss. One of the ancient definitions of Brahman is Satyam, Jnanam, Anantam, Brahma18.)

          17 Sat-Chit-Ananda (สัจ-จิต-อานันทะ) เป็นคำสมาสในภาษาสันสกฤต ใช้ในปรัชญาเวทานตะ (Vedanta) และศาสนาฮินดู เพื่ออธิบายธรรมชาติที่แท้จริงของพรหม (Brahman หรือความจริงสูงสุด) และอัตตา (ตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์) แปลความหมายตามรากศัพท์ภาษาไทยและอังกฤษได้ดังนี้:

  • Sat (สัต)
    • ภาษาอังกฤษ: Existence / Pure Being / Truth (การมีอยู่, ความเป็นจริงแท้)
    • ภาษาไทย: ความมีอยู่จริง ความเป็นจริง หรือการดำรงอยู่อย่างนิรันดร์
  • Chit (จิต)
    • ภาษาอังกฤษ: Consciousness / Pure Awareness (ความมีสติรู้, ความตระหนักรู้)
    • ภาษาไทย: ความมีสติรู้ หรือจิตสำนึกบริสุทธิ์
  • Ananda (อานันทะ)
    • ภาษาอังกฤษ: Bliss / Supreme Joy (ความสุขที่ยอดเยี่ยม, ความปีติยินดีอันสูงสุด)
    • ภาษาไทย: ความบรมสุข หรือความสุขที่แท้จริง (ซึ่งไม่ได้เกิดจากสิ่งเร้าภายนอก)

18 "Satyam Jnanam Anantam Brahma" (สัตยํ ญานํ อนันตํ พฺรหฺม) มาจากคัมภีร์เตตติริยอุปนิษัท (Taittiriya Upanishad 2.1.1) ในศาสนาฮินดู แปลว่า:

  • Satyam (สัตยํ): ความจริงแท้ / สิ่งที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
  • Jnanam (ญานํ): ความรู้ / สติปัญญา / จิตสำนึกบริสุทธิ์
  • Anantam (อนันตํ): ความไร้ขอบเขต / ความไม่มีที่สิ้นสุด / ความอนันต์
  • Brahman (พฺรหฺม): คือ พรหมัน (สภาวะสูงสุด หรือความจริงอันเป็นมูลฐานของจักรวาล)

สรุปความหมายรวมเป็นภาษาไทย:

"พรหมันคือความจริงแท้ คือความรู้ และคือความไม่มีที่สิ้นสุด"

พรหมันคือสิ่งที่ดำรงอยู่อันไร้ขอบเขต, จิตสำนึกอันไร้ขอบเขต. การดำรงอยู่และจิตสำนึกอันปราศจากขอบเขต. และขอบเขตนั้นถเข้าใจได้ด้วยเช่นกันในทางเทคนิคย่างยิ่งเป็นเช่นขอบเขตทั้งหลายในอวกาศ/ที่ว่าง, และบางอย่างที่ถูกเรียกว่า ขอบเขตจำกัดทางวัตถุ. ดังนั้นเอง, ขอบเขตจำกัดทั้งหลายในอวกาศก็หมายถึง, คุณรู้, มันอยู่ที่นี่ไม่ได้อยู่ที่นั่น. โดย, พรหมัน คือบางอย่างนั่นไม่ได้ถูกกำหนดตำแหน่งลงไปในที่หนึ่งเดียว, มันอยู่ในทุกที่.  (Brahman is limitless existence, limitless consciousness. Existence and consciousness without limit. And limit is also understood very technically as limits in space, limits in time, and something called object limitation. So, limits in space means, you know, it’s here and it’s not there. By, Brahman is something that’s not located in one place, it’s everywhere.)

และ เอ่อ ขอบเขตจำกัดในเวลา น่าจะเป็นว่าไม่ได้มีอยู่มากตั้งแต่แรก, ไม่ได้มีอยู่ในภายหลัง, แต่มันได้กำเนิดและถูกทำลาย.  ดังนั้น, จิตสำนึก, พรหมันไม่ใช่อะไรบางอย่างที่ได้ดมาและถูกทำลาย. มันมักจะมีอยู่เช่นนี้เสมอ. และแล้วขอบเขตจำกัดทางวัตถุนั้นเป็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า เอ่อ คุณก็รู้, โต๊ะไม่ใช่เก้าอี้, ม้าไม่ใช่วัว. อืม, แต่พรหมันไม่ได้มีขอบเขตจำกัดทางวัตถุ. ไม่มีวัตถุใดที่เป็นอื่นไปจากจิตสำนึก เพราะ พวกเขาคือทั้งหมดชองการปรากฏให้เห็น, ในจิตสำนึกและอย่างสัมบูรณ์สุดแค่จิตสำนึกตัวมันเอง.   (And um limit in time would be does not exist earlier, does not exist later, but it was born and destroyed. So, consciousness Brahman is not something that’s born and destroyed. It’s always is. And then object limitation is very interesting that um you know, table is not a chair, a horse is not a cow. Um, but Brahman does not have an object limitation. Consciousness does not have an object limitation. There is no object which is other than consciousness cuz they’re all appearances, in consciousness and ultimately but consciousness itself.)

  https://youtu.be/REagyz1_9Cc?si=8YHWJ3vGQF9PsUlO