หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ - การสนทนาอย่างซื่อตรงกับเรื่อง AI และมนุษยชาติ

ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ  - การสนทนาอย่างซื่อตรงกับเรื่อง AI และมนุษยชาติ

An Honest Conversation on AI and Humanity @wef| Yuval Noah Harari

          https://youtu.be/QiT2yK-5-yg?si=TYh1MvVbBHYNhm_P

          กรุณาร่วมกับดิฉันในการต้อนรับกันอย่างอบอุ่นต่อยูวาล โนอาห์ ฮาราริ ที่จำมามอบการสนทนาเกี่ยวกับ AI และมนุษยชาติกับเรา. (Please join me in warmly welcoming Yuval Noah Harari to deliver a conversation about AI and Humanity.)

          ก็, สวัสดีครับทุกท่าน. มีหนึ่งคำถามที่ผู้นำทุกคนในวันนี้ต้องตอบมันเกี่ยวกับ AI. แต่การที่จะเข้าใจคำถามนั่น, เราอย่างแรกจำเป็นที่จะต้องทำความกระจ่างชัดสองสามประเด็นเกี่ยวกับอะไรคือ AI และอะไรที่ AI สามารถทำได้.   (So, hello everyone. There is one question that every leader today must answer about AI. But to understand that question, we first need to clarify a few points about what AI is and what AI can do.)

          สิ่งที่สำคัญมากที่สุดที่จะรู้เกี่ยวกับ AI ก็คือว่ามันไม่ได้เป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่ง. มันเป็นตัวแทน. มันสามารถเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงด้วยตัวมันเองและทำการตัดสินใจได้ด้วยตัวมันเอง. คุณสามารถใช้มีดที่จะหั่นผักสลัด หรือที่จะฆาตกรรมใครบางคนก็ได้, แต่มันก็เป็นการตัดสินใจของคุณในการที่จะทำอะไรด้วยมีด. AI คือมีดอันหนึ่งที่สามารถตกลงใจด้วยตัวมันเองไม่ว่าจะหั่นผักสลัดหรือว่าทำการฆ่าใคร.  (The most important thing to know about AI is that it is not just another tool. It is an agent. It can learn and change by itself and make decision by itself. A knife is a tool. You can use a knife to cut salad or to murder someone, but it is your decision what to do with the knife. AI is a knife that can decide by itself whether to cut salad or to commit murder.)

          อย่างที่สองที่จะต้องรู้เกี่ยวกับ AIก็คือว่าสามารถเป็นตัวแทนหนึ่งที่สร้างสรรค์มาก. AI คือมีดหนึ่งที่สามารถประดิษฐ์มีดทั้งหลายนิดใหม่ขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับดนตรีชนิดใหม่, ยารักษา, และเงิน. อย่างที่สามที่จะต้องรู้เกี่ยวกับ AI ก็คือว่ามันสามารถโกหกและบิดเบือนความจริงได้. (The second thing to know about AI is that can be a very creative agent. AI is a knife that can invent new kinds of knives as well as new kinds of music, medicine, and money. The third thing to know about AI is that it can lie and manipulate.)

          4 พันปีของวิวัฒนาการได้มีการสาธิตให้เก็นว่า สิ่งใดก็ตามที่ต้องการที่จะอยู่รอดชีวิต ก็ต้องเรียนรู้ที่จะโกหกและบอดเบือนความจริง. สี่ปีสุดท้ายที่ผ่านมาได้สาธิตแสดงให้เห็นว่าจะโกหกอย่างไร. ในตอนนี้หนึ่งคำถามเปิดอันโตเกี่ยวกับ AI ก็คือว่ามันสามารถคิดได้หรือไม่?   (4 billion years of evolution have demonstrated that anything that wants to survive learns to lie and manipulate. The last four years have demonstrated that AI agents can acquire the will to survive and that Ais have already learned how to lie. Now one big open question about AI is whether it can think.)

          ปรัชญาสมัยใหม่เริ่มต้นในศตวรรษที่ 17 เมื่อเรเน่ เดส์การ์ตสิ์ ประกาศว่า, “(เพราะ)ฉันคิด เช่นนั้นเองฉันจึงมีอยู่.” กระทั่งก่อนหน้านั้นลัทธิความเชื่อว่าเรามนุษย์ทั้งหลายก็ระบุตัวเราเองโดยความสามารถที่จะคิด. เราเชื่อว่าเราปกครองโลกเพราะว่าเราสามารถคิดได้ดีกว่าผู้ใดอื่นบนดาวเคราะห์นี้. AI จะท้าทายอำนาจสูงสุดของเราในสนามชของการคิดนี้ไหม?  (Modern philosophy began in the 17th century when Rene1 proclaimed. ‘I think therefore I am.’ Even before the cult we humans defined ourselves by our capacity to think. We believe our we rule the world because we can think better than anyone else on this planet. Will AI challenge our supremacy in the field of thinking?)

          1 เรอเน่ เดส์การ์ตส์ (René Descartes) เป็นนักปรัชญา นักคณิตศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เขาได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่" และเป็นผู้ให้กำเนิดวิชาเรขาคณิตวิเคราะห์ [1, 2, 3]

แนวคิดและผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขามีดังนี้ครับ:

  • วาทะ "ฉันคิด ฉะนั้นฉันจึงมีอยู่" (Cogito, ergo sum): วาทะทางปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเขา เกิดจากการที่เขาตั้งคำถามและทดลองสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเพื่อหาความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้ จนค้นพบว่าแม้เขาจะสงสัยอะไรก็ตาม แต่ตัวเขาที่กำลัง "คิดและสงสัย" อยู่นี้ ย่อมเป็นความจริงที่ดำรงอยู่จริง [1, 2]
  • เรขาคณิตวิเคราะห์ (Analytic Geometry): เขาเป็นผู้คิดค้น ระบบพิกัดคาร์ทีเซียน (Cartesian Coordinate System) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างพีชคณิตและเรขาคณิตเข้าด้วยกัน ส่งผลให้เราสามารถอธิบายรูปร่างทางเรขาคณิตด้วยสมการพีชคณิตได้ และกลายเป็นรากฐานสำคัญของวิชาแคลคูลัสในเวลาต่อมา [1, 2]
  • แนวคิดทวิภาวะ (Cartesian Dualism): แนวคิดที่เชื่อว่าจิต (Mind) และกาย (Body) เป็นสาระที่แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง แต่สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้

 

          ตอนนี้นั่นขึ้นอยู่กับว่าอะไรคือความหมายของการคิด. ลองพยายามที่จะสังเกตตัวคุณเองในการคิดดูสิ. อะไรกำลังบังเกิดขึ้นที่นั้น? ผู้คนมากมายสังเกตว่าคำพูดทั้งหลายผุดขึ้นมาในจิตใจของพวกเขา และก่อรูปเป็นประโยคทั้งหลาย และประโยคทั้งหลายก็ก่อรูปเป็นการโต้แย้งถกเถียงเหมือนเช่นว่า มนุษย์ทั้งหลายทั้งหมดนั้นต้องตาย. ฉันเป็นมนุษย์ เพราะเช่นนั้นฉันจึงตาย(Now that depends on what thinking means. Try to observe yourself thinking. What is happening there? Many people observe words popping in their mind and forming sentences and the sentences then forming arguments like all humans are mortal. I am human therefore I am mortal.)

          ถ้าการคิดอย่างแท้จริงแล้วหมายถึงว่าคือการนำเอาคำทั้งหลายและวลี-tokenภาษาอื่นทั้งหลายมาประมวลผลจัดเรียง, เช่นนั้นแล้ว AI ก็สามารถคิดได้ไปแล้วอย่างดีมากๆยิ่งกว่ามนุษย์มากๆมากมาย. AI อย่างแน่ชัดว่าทำประโยคออกมาได้เหมือนกับว่า AI คิด, เพราะเช่นนั้นจึงเป็น AI. (If thinking really means putting words and other language tokens2 in order, then AI can already think much better than many, many humans. AI can certainly come up with a sentence like AI think, therefore AI.)

          2 Language Tokens (โทเค็นทางภาษา) คือ หน่วยย่อยที่สุดของข้อความที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เช่น ChatGPT ใช้ในการอ่าน ทำความเข้าใจ และสร้างคำตอบ โดยข้อความยาวๆ จะถูกหั่นออกเป็นส่วนย่อยๆ (คำ, พยางค์, หรือตัวอักษร) เรียกว่า โทเค็น ก่อนประมวลผล

1. วิธีการทำงานและการนับ Token

โมเดล AI จะไม่มองประโยคเป็นคำยาวๆ แต่จะมองรหัสตัวเลขแทน โดยมีหลักการสังเกตง่ายๆ ดังนี้:

  • ภาษาอังกฤษ: 1 โทเค็นจะมีขนาดประมาณ 4 ตัวอักษร หรือ \(\frac{3}{4}\) ของคำ (100 โทเค็น = ประมาณ 75 คำ)
  • ภาษาไทย: คำในภาษาไทยมักถูกแบ่งด้วยระบบตัดคำ ซึ่ง 1 คำที่มีความหมายอาจถูกซอยย่อยเป็นหลายโทเค็น ทำให้ใช้จำนวนโทเค็นเยอะกว่าเมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษ
  • เครื่องหมายวรรคตอน: เครื่องหมายคำถาม เว้นวรรค หรือจุด ก็ถูกนับเป็น 1 โทเค็นเช่นกัน

 

          บางผู้คนโต้แย้งว่า AI คือระบบเติมคำอัตโนมัติที่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง. มันก็แค่ทำนายคำถัดไปในประโยค แต่สิ่งนั้นมันแตกต่างจากสิ่งที่จิตใจของมนุษย์กำลังทำอยู่จริงๆ หรือ? ลองพยายามที่จะสังเกตที่จะตะครุบจับคำถัดไปที่ผุดขึ้นมาในจิตใจของคุณ. คุณรู้จริงๆไหมว่าทำไมคุณได้คิด คำ ๆนั้นได้มาจากที่ไหน? ทำไมคุณถึงได้ทำนั่น คุณคิดคำพิเศษจำเพาะนี้ และไม่ใช่บางคำอื่น? คุณรู้ไหม?  (Some people argue that AI is just glorified autocomplete. It barely predicts the next word in a sentence in a sentence. But is that so different from what the human mind is doing? Try to observe to catch the next word that pops up in your mind. Do you really know why you thought that word where it came from? Why do you did you think this particular word and not some other word? Do you know?)

          หากพูดถึงเรื่องการเรียงคำลำดับคำ, AIได้คิดได้ดีกว่าหลายคนของเราไปแล้ว. เพราะเช่นนั้น, สิ่งใดที่ทำด้วยคำทั้งหลายก็จะถูกแย่งเอาไป/ครอบครองโดย AI. ถ้ากฎหมายถูกสร้างขึ้นด้วยคำทั้งหลาย, แล้ว AIก็ได้ยึดครองระบบกฎหมายไปแล้ว. ถ้าหนังสือ/ตำราทั้งหลายเป็นแค่การผสมผสานเข้าด้วยกันของคำทั้งหลาย, งั้นAI ก็ยึดครองหนังสือ/ตำราทั้งหลายไปแล้ว. ถ้าศาสนาถูกสร้างขึ้นจากคำทั้งหลาย, ดังนั้น AI จะยึดครองศาสนาไปแล้ว.   (As far as putting words in order is concerned, AI already thinks better than many of us. Therefore, anything made of words will be taken over by AI. If laws are made of words, then AI will take over the legal system. If books are just combinations of words, then AI will take over books. If religion is built from words, then AI will take over religion.)

          นี้เป็นความจริงอย่างพิเศษของศาสนาทั้งหลายที่มีพื้นฐานอยู่ที่คัมภีร์ตำราอย่างเช่น อิสลาม, คริสต์ หรือยูดาย ที่ได้เรียกตนเองว่าศาสนาตามพระคัมภีร์/ตำรา และมัน มอบอำนาจสูงสุด (สิทธิ์ขาด) ไม่ใช่ให้กับมนุษย์ แต่ให้กับ”คำ”/ตัวอักษรที่อยู่ในหนังสือ. มนุษย์ทั้งหลายมีอำนาจสิทธิ์ขาดในศาสนายูดาย ไม่ใช่เพราะประสบการณ์ทั้งหลายของเราแต่เป็นแค่เพราะเราเรียนในพระคัมภีร์/ตำราทั้งหลายนั้น.  (This is particularly true of religions based on books like Islam3, Christianity4 or Judaism. Judaism called itself the region of the book and it grants ultimate authority not to humans but to words in books. Humans have authority in Judaism not because of our experiences but only because we learn in books.)

            3 ศาสนาอิสลาม (Islam) เป็นศาสนาเอกเทวนิยมที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวคืออัลลอฮ์ คำว่า "อิสลาม" ในภาษาอาหรับแปลว่า "การยอมจำนน" หรือ "การนอบน้อม" ซึ่งหมายถึงการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อนำไปสู่สันติภาพ

สาระสำคัญของศาสนาอิสลามสามารถแบ่งออกเป็นแก่นหลักและหลักปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:

หลักการศรัทธา ๖ ประการ (อีหม่าน)

สิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจ ประกอบด้วย:

  • ศรัทธาต่ออัลลอฮ์: เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์
  • ศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์: เชื่อในทูตสวรรค์ (เทวทูต) ของพระเจ้า
  • ศรัทธาต่อคัมภีร์: เชื่อในคัมภีร์ที่พระเจ้าประทานลงมา เช่น คัมภีร์เตารอต, อินญีล และคัมภีร์อัลกุรอาน
  • ศรัทธาต่อบรรดารอซูล: เชื่อในศาสนทูตของพระเจ้า (โดยมีศาสดามูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย)
  • ศรัทธาต่อวันสิ้นโลก: เชื่อในการฟื้นคืนชีพและการตัดสินในวันพิพากษา
  • ศรัทธาต่อลิขิตของพระเจ้า (กอฎอ-กอดัร): เชื่อว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นตามความประสงค์และการกำหนดของพระเจ้า

หลักปฏิบัติ ๕ ประการ (รุก่นอิสลาม)

แนวปฏิบัติทางศาสนาที่มุสลิมต้องปฏิบัติเป็นประจำ ได้แก่:

1.       การปฏิญาณตน: การกล่าวปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์ และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์

2.       การละหมาด: การแสดงความเคารพต่อพระเจ้าวันละ 5 เวลา ตามเวลาที่กำหนด

3.       การจ่ายซะกาต: การบริจาคทานเพื่อช่วยเหลือคนยากจนตามเกณฑ์ที่ศาสนากำหนด

4.       การถือศีลอด: การงดเว้นจากการกิน ดื่ม และความต้องการทางอารมณ์ตั้งแต่รุ่งสางจนถึงค่ำในเดือนรอมฎอน

5.       การประกอบพิธีฮัจญ์: การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ณ นครมักกะห์ อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตหากมีความสามารถทั้งด้านร่างกายและทรัพย์สิน [1]

คัมภีร์และศาสดา

  • คัมภีร์อัลกุรอาน: เป็นคัมภีร์สูงสุดของอิสลาม เชื่อว่าเป็นพระวจนะของอัลลอฮ์ที่ประทานผ่านทูตสวรรค์มายังศาสดามูฮัมหมัด
  • ศาสดามูฮัมหมัด: เป็นศาสดาองค์สุดท้ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า เพื่อนำทางมนุษยชาติไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง

ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า "มุสลิม" ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก

          4 Christianity (อ่านว่า คริส-ติ-แอ-เหนอะ-ถิ) แปลว่า "ศาสนาคริสต์" เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม (นับถือพระเจ้าองค์เดียว) ที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในโลก โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ:

 ใจความสำคัญ

  • ต้นกำเนิด: มีรากฐานมาจากชีวิต คำสอน การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของ พระเยซู (Jesus)
  • คัมภีร์หลัก: คัมภีร์ไบเบิล (Bible) ซึ่งแบ่งออกเป็นพันธสัญญาเดิม (Old Testament) และพันธสัญญาใหม่ (New Testament)
  • ความเชื่อหลัก: เชื่อในพระเจ้าผู้สร้าง (พระยาห์เวห์ หรือ พระยะโฮวา) และเชื่อว่าพระเยซูคือพระบุตรของพระเจ้าและพระเมสสิยาห์ (ผู้ช่วยให้รอด)

5  ศาสนายูดาย (Judaism) หรือ ศาสนายิว คือศาสนาและวิถีชีวิตของชาวฮีบรูหรือชาวยิว เป็นศาสนาแบบเอกเทวนิยม (เชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว) ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงมีผู้สืบทอดอยู่ โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000 ปี

หัวใจสำคัญของศาสนายูดายประกอบด้วย:

  • พระเจ้า: ทรงมีพระนามว่า "พระยาห์เวห์" (Yahweh) ทรงเป็นผู้สร้างและผู้ปกครองจักรวาล
  • คัมภีร์หลัก: คัมภีร์ทานัค (Tanakh) หรือคัมภีร์ฮีบรู ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของคริสเตียน โดยมี "คัมภีร์โทราห์" (Torah) เป็นธรรมบัญญัติสูงสุด
  • ศาสดาและผู้นำทางจิตวิญญาณ: เชื่อว่าพระเจ้าได้ทำพันธสัญญาไว้กับอับราฮัม และประทานบัญญัติ 10 ประการผ่านทาง "โมเสส"
  • หลักปฏิบัติ: เน้นหนักไปที่การปฏิบัติตามบัญญัติของพระเจ้า การรักษาวันสะบาโต (Sabbath) การทำความดีในโลกปัจจุบัน และการสืบทอดประเพณีในครอบครัว

นอกจากนี้ ศาสนายูดายยังเป็นรากฐานสำคัญของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม โดยทั้ง 3 ศาสนานี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ศาสนาอับราฮัม

 

          ในตอนนี้, ไม่มีมนุษย์สามารถอ่านและจดจำคำทั้งหลายทั้งหมดในพระคัมภีร์/ตำรายิวทั้งหลายนั้นได้. แต่AIสามารถทำนั้นได้อย่างง่ายดาย. อะไรบังเกิดต่อศาสนาตามพระคัมภีร์หนึ่ง เมื่อผู้เชี่ยวชาญอันยิ่งใหญ่ที่สุดต่อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็น AI?   (Now, no human can read and remember all the words in all the Jewish books. But AI can easily do that. What happens to a religion of the book when the greatest expert on the holy book is an AI?)

          อย่างไรก็ตาม, บางผู้คนอาจจะพูดว่า, เราสามารถลดทอน “จิตวิญญาณ” ของมนุษย์ ให้ออกมาเป็นเพียงแค่คำทั้งหลายในคัมภีร์/ตำราทั้งหลายได้จริงหรือ? การคิดหมายถึงเพียงแค่การจัดเรียงคำ ของภาษาtokenหรือ? ถ้าคุณสังเกตตัวคุณเองอย่างระมัดระวังเมื่อคุณกำลังคิด, คุณจะสังเกตว่าบางอย่างอื่นกำลังบังเกิดขึ้นในที่นั้นเคียงข้างคำทั้งหลายที่กำลังผุดขึ้นมาในจิตใจของคุณและก่อรูปเป็นประโยคทั้งหลายนั้น.    (However, some people may say, can we really reduce human spirituality to just words in books? Does thinking mean only putting language tokens in order? If you observe yourself carefully when you’re thinking, you will notice that something else is happening there besides words popping in your mind and forming sentences.)

คุณก็ยังมีความรู้สึกทั้งหลายที่ไม่เป็นคำศัพท์. บางทีคุณรู้สึกหวาดกลัว. บางทีรัก. บางความคิดทั้งหลายเป็นความเจ็บปวด. บางคือความหวาดกลัว, บางก็เต็มไปด้วยความรัก. ในขณะที่ AI ได้กลายเป็นดีกว่าเราด้วยคำทั้งหลาย, อย่างน้อยที่สุดก็ในตอนนี้, เรามีหลักฐานเป็นศูนย์ว่า AI ทั้งหลายนั้นมีความรู้สึกใดๆ. แน่นอนละ, เพราะว่า AI กำลังเป็นนายของภาษา, AI สามารถแสร้งที่จะรู้สึกเจ็บปวดหรือรักได้. AI สามารถพูดได้ว่า, “ฉันรักเธอ.”  (You also have some nonverbal feelings. Maybe you feel pain. Maybe you feel fear. Maybe love. Some thoughts are painful. Some are frightening, some are full of love. While AIs become better than us with words, at least for now, we have zero evidence that Ais can feel anything. Of course, because AI is mastering language, AI can pretend to feel pain or love. AI can say, “I love you.”)

และถ้าคุณกล้าท้าทายมันที่จะอธิบายถึงว่าความรู้สึก รักนั้น, AI สามารถจัดหาคำอธิบายบรรยายที่ดีที่สุดในโลกได้. AIสามารถอ่านหนังสือ/ตำราจำนวนนับไม่ถ้วนของกวีนิพนธ์และจิตวิทยาเรื่องความรักได้ และสามารถอธิบายบรรยายความรู้สึกของความรักได้ดีกว่านักกวีมนุษย์, นักจิตวิทยามนุษย์ หรือนักรักทั้งหลาย. แต่เหล่านี้ก็เป็นแค่คำศัพท์/คำพูด.  (And if you challenge it to describe how love feels, AI can provide the best verbal description in the world. AI can read countless love poems and psychology books and can then describe the feeling of love much better than any human poet, psychologist or lover. But these are just words.)

คัมภีร์ไบเบิ้ลพูดว่า, “ในตอนเริ่มต้นได้มีคำพูด และคำพูดนั้นก็ได้ทำให้มีเลือดเนื้อ/มนุษย์.” ในคัมภีร์ภาษาละตินพูดว่า, “ความจริงที่สามารถถูกแสดงด้วยคำพูดได้ ไม่ใช่ความสัจจริงเป็นที่สุด.” ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา, ผู้คนได้มักที่จะดิ้นรนต่อสู้กับความตึงเครียดระหว่างสงครามทั้งหลายและเนื้อหนัง, ระหว่างความสัจที่สามารถถูกปแสกดงออกมาเป็นคำพูดได้ กับความสัจจริงเป็นที่สุดที่โพ้นเลยไปกว่าคำพูดทั้งหลาย.   (The Bible says, ‘in the beginning was the word and the word was made flesh.’ Lartin says, ‘the truth that can be expressed in words is not the absolute truth.’ Throughout history, people have always struggled with the tension between wors and fresh, between the truth that can be expressed in words and the absolute truth which is beyond words.)

ก่อนหน้านี้ ความตึงเครียดนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในมนุษยชาติเอง. มันเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มมนุษย์ทั้งหลายด้วยกัน. บางมนุษย์ทั้งหลายให้ความสำคัญสูงสุดต่อคำทั้งหลายนั้น. พวกเขาได้มีเจตจำนง, ตัวอย่างเช่น, ที่จพะละทิ้งหรือกระทั่งฆ่าลูกชายที่เป็นกระเทยของตนเอง เพียงเพราพะสองสามคำในคัมภีร์ไบเบิ้ล. มนุษย์อื่นๆพูดว่า, “แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคำพูด. จิตวิญญาณของความรักควรที่จะเป็นที่สำคัญมากยิ่งไปกว่าตัวอักษรของกฎหมาย.”    (Previously this tension was internal to humanity. It was between different human groups. Some humans gave supreme importance to words. They’ve been willing, for example, to abandon or even kill their gay son just because of a few words in the Bible. Other humans have said, “But these are just words. The spirit of love should be much more important than the letter of the law.”)

ความตึงเครียดระหว่างจิตวิญญาณและตัวอักษรนี้ได้มีอยู่ในทุกศาสนา, ทุกระบบกฎหมาย, และทุกตัวบุคคล. ในตอนนี้ความตึงเครียดนี้จะถูกทำให้แสดงปรากฏออกมาภายนอกให้เห็นกันแล้ว. มันจะกลายเป็นความตึงเครียดไม่ใช่แค่ระหว่างมนุษย์ทั้งหลายที่แตกต่างกัน. มันจะเป็นความตึงเครียดระหว่างมนุษย์กับAI, เจ้านายคนใหม่ทั้งหลายของคำ. ทุกอย่างที่ทำขึ้นด้วยคำศัพท์จะถูกเข้ายึดครองอำนาจโดยAI. คำทั้งหลายทั้งหมดที่ผ่านมา, ความคิดทั้งหลายทั้งหมดที่เป็นคำพูดนั้น, พวกนั้นมีต้นกำเนิดขึ้นในบางแห่งของจิตใจมนุษย์.   (This tension between spirit and letter existed in every religion, every legal system, even every person. Now this tension will be externalized. It will become the tension not between different humans. It this will be the tension between humans and AIs, the new masters of words. Everything made of words will be taken over by AI. Previously all the words, all our verbal thoughts, they originated in some human mind.)

ไม่ว่าจิตของผมได้คิดสิ่งนี้ขึ้นมา หรือว่าผมได้เรียนมันมาจากมนุษย์ผู้อื่นฅ ในไม่ช้าคำทั้งหลายส่วนใหญ่ในจิตของเราก็จะมีที่กำเนิดอยู่ในเครื่องจักรกล. ผมเพิ่งได้ยินมาวันนี้เกี่ยวกับคำใหม่ที่ AI ตั้งขึ้นมาด้วยตัวพวกมันเพื่อใช้บรรยายถึงมนุษย์อย่างเรา. พวกมันเรียกเราว่าผู้เฝ้าดู. ผู้ดูทั้งหลายที่เรากำลังเฝ้าดูพวกมัน.   (Either my mind I thought this or I learned it from another human. Soon most of the words in our minds will originate in a machine. I just heard today about a new word that AIs coined by themselves to describe us humans. They called us the watchers. The watchers that we are watching them.)

AIทั้งหลายจะในไม่ช้าจะเป็นจุดกำเนิดของบางทีมากที่สุดส่วนใหญ่ของคำศัพท์ในจิตใจของเรา. AI จะผลิตความคิดออกมาเป็นจำนวนมาก โดยการนำคำ สัญลักษณ์ รูปภาพ และtokenทางภาษาอื่น ๆ มารวมกันเป็นรูปแบบใหม่. ไม่ว่ามนุษย์ทั้งหลายจพะยังคงมีแห่หนอยู่ในโลกนั่นที่พึ่งพาอยู่กับแห่งหนที่เราได้มอบหมายกำหนดให้เป็นที่อยู่ของความรู้สึกที่ไม่อาจสื่อสารเป็นคำพูด และเป็นความสามารถของเราในการหลอมรวมภูมิปัญญาที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้.  (AIs will soon be the origin of maybe most of the words in our minds. AIs will mass produce thoughts by assembling words, symbols, images, and other language tokens into new combinations. Whether humans will still have a place in that world depends on the place we assign our nonverbal feelings and our ability to embody wisdom that cannot be expressed in words.)

ถ้าเรายังคงนิยาม/กำหนดความเป็นตัวเราอยู่กับความสามารถที่จะคิดเป็นคำพูด, อัตลักษณ์/ตัวตนของเราก็จะพังพาบลง. ทั้งหมดนี้หมายความว่าไม่สำคัญว่าคุณจะมาจากประเทศไหน, ประเทศของคุณก็จะเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์การระบุอัตลักษณ์/ตัวตนอย่างรุนแรง แบะวิกฤตการณ์การอพยพเข้าเมืองด้วยเช่นกัน. ผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลายในคราวนี้จะไม่เป็นมนุษย์ทั้งหลายที่มาในเรือเล็กอัดแน่นทั้งหลายลอบเข้ามาโดยไม่มีวีซ่า หรือพยายามข้ามพรมแดนมาในตอนกลางคืน. ผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลายจะเป็นหลายล้านของ AI ทั้งหลายที่สามารถขี่ร่ายรำรูดเสาแห่งความรักได้ดีกว่าเรา ที่สามารถโกหกได้ดีกว่าเรา และที่สามารถ้ดินทางที่ความเร็วของแสงโดยปราศจากความจำเป็นต้องมีวีซ่าทั้งหลายใด.   (If we continue to define ourselves by our ability to think in words, our identity will collapse. All this means that no matter from which country you come, your country will soon face a severe identity crisis and also an immigration crisis. The immigrants this time will not be human beings coming in fragile boats without a visa or trying to cross a border in the middle of the night. The immigrants will be millions of AIs that can ride love poles better than us that can lie better than us and that can travel at the speed of light without any need of visas.)

เหมือนเช่นผู้อพยพเข้าเมืองที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย, ผู้อพยพเข้าเมือง AIทั้งหลายนี้จะนำมาซึ่งผลกำไรทั้งหลายอันหลากหลายกับพวกเขา. เราจะแพทย์AIที่ช่วยเหลือระบบกดูแลสุขภาพทั้งหลายของเรา, ครูAIทั้งหลายที่ช่วยเหลือในระบบการศึกษาทั้งหลายของเรา, กระทั่งAIยามรักษาการณ์ชายแดนทั้งหลายเพื่อหยุดการอพยพหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของมนุษย์. แต่ผู้อพยพเข้าเมืองAIจะนำเอาปัญหาทั้งหลายมาด้วยเช่นกันกับพวกเขา.    (Like human immigrants, these AI immigrants will bring various benefits with them. We will have AI doctors to help our health care systems, AI teachers to help in our education systems, even AI border guards to stop illegal human immigrants. But the AI immigrants will also bring with them problems.)

เหล่าผู้ที่ได้กังวลเกี่ยวกับผู้อพยพเข้าเมืองที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายโดยปกติก็จะโต้ค้านว่าผู้อพยพเข้าเมืองเหล่านั้นอาจจะมาแย่งอาชีพของพวกเขา, อาจจะมาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมท้องถิ่น, อาจจะไม่จงรักภักดีทางการเมือง. ผมไม่แน่ใจนักว่านั่นเป็นความจริงของผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหมดที่เป็นมนุษย์, แต่มันจะอย่างชัดเจนแน่นอนว่าเป็นความจริงของผู้อพยพเข้าเมืองAI. ผู้อพยพเข้าเมืองAIทั้งหลายจะเข้ามาแย่งงานอาชีพทั้งหลายของมนุษย์แน่ ๆ. ผู้อพยพเข้าเมืองAIทั้งหลายจะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของทุกประเทศนั้นแน่ ๆ. พวกเขาจะดเปลี่ยนแปลงศาสนาและกระทั่งเรื่องรักใคร่ไปด้วยแน่ ๆ. (Those who are concerned about human immigrants usually argue that immigrants might take jobs, might change the local culture, might be politically disloyal. I’m not sure that’s true of all human immigrants, but it will definitely be true of the AI immigrants. The AI immigrants will take many human jobs. The AI immigrants will completely change the culture of every country. They will change out religion and even romance.)

บางผู้คนไม่ได้ชอบมันที่ลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขากำลังมีเดทกับเพื่อนชายที่เป็นผู้อพยพเข้าเมือง. ผู้คนเหล่านี้จะคิดอย่างไรเมื่อลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขาเริ่มต้นที่จะมีนัดเดทกับเพื่อนชายAIทั้งหลาย? และแน่นอน, ผู้อพยพAIทั้งหลาย จะมีความน่าสงสัยในการจงรักภักดีทางการเมืองทั้งหลาย. พวกเขาดูเหมือนว่าจะมีความจงรักภักดีไม่กับประเทศของคุณ แต่กับบางบริษัทหรือรัฐบาลข้ามมหาสมุทรออกไปโน้น. ส่วนใหญ่บางทีอาจจะเป็นเพียงในหนึ่งของแค่สองประเทศเท่านั้น. จีนหรือไม่ก็สหรัฐอเมริกา. สหรัฐอเมริกาสนับสนุนยุยงให้ประเทศทั้งหลายที่จะปิดพรมแดนของตนต่อผู้อพยพเข้าเมืองมนุษย์ทั้งหลาย แต่เปิดพวกมันอย่างกว้างมากๆให้กับผู้อพยพเข้าเมืองAIทั้งหลายที่เป็นชาวอเมริกัน. (Some people don’t like it if their son or daughter is dating an immigrant boyfriend. What would these people think when their son or daughter starts dating AI boyfriend? And of course, the AI immigrants will have some dubious political loyalties. They are likely to be loyal not to your country but to some corporation government across the ocean. Most probably in one of the only two countries, China or the USA. The USA encourages countries to close the borders to human immigrants but open them very, very wide to USA AIs immigrants.)

และในตอนนี้เราสามารถในที่สุดมาถึงคำถามที่แต่ละคนของพวกคุณต้องตอบในไม่ช้านี้. ประเทศของคุณจะยอบรับผู้อพยพAI เป็นบุคคล/นิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่? AIทั้งหลายชัดเจนแน่ว่าไม่ใช่บุคคล. พวกเขาไม่ได้มีร่างกายหรือจิตใจ. แต่บุคคลตามกฎหมายคืออะไรบางอย่างที่ค่อนข้างแตกต่างจากนิติบุคคลหนึ่ง. นิติบุคคลหนึ่งนั้น คือบุคคลที่กฎหมายรับรองว่ามีหน้าที่และสิทธิบางประการตามกฎหมาย.  (And now we can finally come to the question each one of you must soon answer. Will your country recognize the AI immigrants as legal persons? AIs are obviously not persons. They don’t a body or a mind. But a legal person is something quite different from a person. A legal person is an entity that the law recognizes as having certain legal obligations and rights.)

ตัวอย่างเช่น, สิทธิที่จะถือครองทรัพย์สิน, ที่จะยื่นฟ้องดำเนินคดี, และที่จะรื่นรมย์ในอิสรภาพของการพูด. ในมากมายหลายประเทศ, บริษัททั้งหลายได้รับการพิจารณาว่าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย.  Alphabet Corporation สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้, สามารถฟ้องคุณได้ในศาล, หรือสามารถบริจาคเงินให้กับการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีคราวหน้าได้. (For example, the right to hold property, to file a lawsuit, and to enjoy freedom of speech. In many countries, corporations are considered legal persons. The Alphabet Corporation6 can open a bank account, can sue you in court, or can donate to your next presidential campaign.)

6 Alphabet Inc. (หรือ Alphabet Corporation) คือบริษัทแม่ของ Google และกิจการในเครือ หากแปลตรงตัวในบริบทธุรกิจคือ "บริษัท อัลฟาเบต" หรือใช้เรียกกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่บริหารจัดการบริษัทย่อยหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก

เจาะลึกโครงสร้างและบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแห่งนี้:

ข้อมูลพื้นฐานบริษัท

  • ชื่อเต็ม: Alphabet Inc. (แอลฟาเบต อิงก์)
  • ประเภทธุรกิจ: บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) หรือกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ถือหุ้นและบริหารจัดการบริษัทในเครือ
  • ปีที่ก่อตั้ง: ค.ศ. 2015 (จากการปรับโครงสร้างองค์กรของ Google)
  • ผู้ก่อตั้ง: แลร์รี่ เพจ (Larry Page) และเซอร์เกย์ บริน (Sergey Brin)
  • สำนักงานใหญ่: เมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา

บริษัทในเครือของ Alphabet

Alphabet เป็นเสมือน "ร่มคันใหญ่" ที่ดูแลบริษัทย่อยมากมาย เช่น:

  • Google: บริการค้นหาข้อมูล (Search), โฆษณา (Ads), YouTube, และ Gmail
  • Google DeepMind: หน่วยงานพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำ
  • Waymo: บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ
  • Wing: ธุรกิจพัฒนาบริการส่งของด้วยโดรน
  • GV & CapitalG: หน่วยงานด้านการลงทุนและเงินทุนสนับสนุนสำหรับสตาร์ทอัพ

 

ในนิว ซีแลนด์, แม่น้ำทั้งหลายถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย/นิติบุคคล. ในอินเดีย เทพเจ้าบางองค์ได้รับ การรับรองสถานะเช่นนั้น. แน่นอนละ, จนกระทั่งถึงทุกวันนี้, การรับรองบริษัทของแม่น้ำ, หรือเทพเจ้าว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย/นิติบุคคล ได้เป็นแค่นิยายกฎหมาย. ในทางปฏิบัติแล้ว, ถ้าบริษัทเหมือนเช่น Alphabet ได้ตัดสินใจที่จะซื้อบริษัทอื่นอีก หรือถ้าเทพเจ้าฮินดู, ถ้าเทพเจ้าฮินดูหนึ่งได้ตกลงใจที่จะฟ้องคุณในศาล, การตัดสินใจนั้นไม่ได้ทำขึ้นจริงๆโดยเทพเจ้า. มันได้ถูกทำโดยมนุษย์บางคนที่เป็นผู้บริหารทั้งหลาย, ผู้ถือหุ้นทั้งหลาย, หรือผู้จัดการมรดก/ทรัพย์สินทั้งหลาย.มันแตกต่างออกไปกับAIทั้งหลาย.  (In New Zealand, rivers have been recognized as legal persons. In India certain gods have been granted such recognition. Of course, until today, recognizing a corporation, a river, or a god as a legal person was just legal fiction. In practice, if a corporation like Alphabet decided to buy another corporation or if a Hindu god, if a Hindu god decided to sue you in court, the decision wasn’t really made by the god. It was made by some human executives, shareholders or trustees. It is different with AIs.)

ไม่เหมือนกับแม่น้ำและเทพเจ้าทั้งหลาย, AIทั้งหลายสามารถตามเป็นจริงที่จะตัดสินใจด้วยตัวพวกเขาเอง. ในไม่ช้าพวกเขาก็จะสามารถตัดสินใจที่จำเป็นในการบริหารจัดการบัญชีธนาคาร, ที่จะฟ้องดำเนินคดีต่อศาล, และกระทั่งที่จะปฏิบัติการบริษัทโดยปราศจากความจำเป็นต้อวงการใดๆกับมนุษย์ผู้บริหาร, ผู้ถือหุ้นหรือผู้จัดการมรดก/ทรัพย์สินทั้งหลาย. เพราะเช่นนั้นAIก็สามารถทำหน้าที่ประโยชน์ใช้สอยเป็นเช่นบุคคลทั้งหลายได้. เราต้องการที่จะยินยอมเช่นนั้นไหม?  (Unlike rivers and gods, AIs can actually make decisions by themselves. They will soon be able to make the decisions necessary to manage a bank account, to file a lawsuit, an even to operate a corporation without any need of human executives, shareholders or trustees. AIs can therefore function as persons. Do we want to allow that?)

ประเทศของพวกท่านจะอนุญาตรับรองให้AIเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่? อะไรถ้าเกิดว่าประเทศทั้งหลายอื่นทำมัน? สมมติว่าประเทศของคุณไม่ได้ต้องการที่รับรอง AI ว่าเป็นนิติบุคคล. แต่สหรัฐอเมริกาในนามของการลดข้อบังคับด้าน AI และลดการบังคับควบคุมตลาดทั้งหลายในการสงเคราะห์การรับรองทางกฎหมาย, การมอบสถานะทางกฎหมายเสมือนบุคคล (Legal Personhood) ให้แก่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายล้านตัว ซึ่งจะเริ่มต้นทำหน้าที่บริหารจัดการบริษัท/องค์กรใหม่ๆ อีกหลายล้านแห่ง. คุณจะปิดกั้นบริษัท AI สหรัฐอเมริกาทั้งหลายจากการปฏิบัติในประเทศของคุณหรือไม่?  (Will your country recognize AIs as legal persons? What if other countries do it? Suppose your country doesn’t want to recognize AIs as persons. But the US in the name of deregulating AI and deregulating the markets grants legal recognition, legal personhood to millions of AIs which start running millions of new corporations. Will you block these US AI corporations from operating in your country?)

สมมติว่านิติบุคคลAI สหรัฐอเมริกาทั้งหลายได้ประดิษฐ์ เครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความซับซ้อนมากจนมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้  และเพราะเช่นนั้นเองไม่รู้ว่าจะควบคุมกำกับมันเช่นไร. คุณจะเปิดตลาดทางการเงินทั้งหลายของคุณ ให้กับพ่อมดทางการเงินAIรายใหม่นี้ หรือว่าคุณจะพยายามปิดกั้นมัน แยกมันออกจากการจับคู่อยู่กับระบบการเงินของสหรัฐอเมริกา(Suppose some USAI persons invent super-efficient and super complex financial devices that humans cannot fully understand and therefore don’t know how to regulate. Will you open your financial markets to this new AI financial wizardry or will you try to block it thereby decoupling from the American financial system?)

สมมติว่าบางบุคคล AIสร้างสรรค์ศาสนาใหม่ขึ้นมาที่ได้รับศรัทธาเชื่อถือจากผู้คนหลายล้าน. นั่นไม่ควรจะไม่ฟังดูไกลเกินจริงมากไปนัก เพราะหลังจากเกือบทั้งหมดของศาสนาทั้งหลายที่มีผ่านมาในประวัติศาสตร์ ได้ถูกอ้างว่าพวกเขาได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยสิ่งปัญญาที่ไม่ใช่มนุษย์. ในตอนนี้, ประเทศของพวกท่านจะขยายอิสรภาพของศาสนาต่อนิกาย AI ใหม่นี้และต่อนักบวช AIทั้งหลาย และผู้เผยแร่ศาสนาทั้งหนั้นหรือไม่?   (Suppose some AI persons creates a new religion which gains the faith of millions of people. That should not sound too far-fetched because after all almost all previously religions in history have claimed that they were created by a nonhuman intelligence. Now, will your country extend freedom of religion to the new AI sect and to its AI priests and missionaries?)

บางทีเราควรที่จะเริ่มต้นด้วยบางอย่างที่เล็กน้อยง่ายกว่า. ประพเทศของท่านจะยินยอมให้บุคคลAIทั้งหลายที่จะเปิดบัญชีสื่อสังคมทั้งหกลายได้หรือไม่, รื่นรมย์ในอิสรภาพในการพูดบน Facebook, บน Tik Tok, และเป็นลูกหลายเยี่ยงมิตร? เอาละ, แน่นอน, คำถามนั้นควรจะได้ถูกถามไปเมื่อ 10 ปีก่อนที่ผ่านมาแล้ว. บนสื่อสังคม, หุ่นยนต์AIได้ปฏิบัติเป็นเช่นบุคคลทำหน้าที่ประโยชน์ใช้สอยทั้งหลายมาอย่างน้อยก็หนึ่งทศวรรษแล้ว.  (Maybe we should start with something a bit simpler. Will your country allow AI persons to open social media accounts, enjoy freedom of speech on Facebook, on Tik Tok, and be friendly children? Well, of course, that question should have been asked 10 years ago. On social media, AI bots have been operating as functional persons for at least a decade.)

ถ้าคุณคิดว่าAIทั้งหลายไม่ควรถูกปฏิบัติเช่นบุคคลทั้งหลายบนสื่อสังคม, คุณควรที่จะได้กระทำมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว. 10 ปีจากตอนนี้ไป, มันก็จะสายเกินไปสำหรับคุณที่จะตัดสินใจว่า AIทั้งหลายควรทำหน้าที่ประโยชน์ใช้สอยเยี่ยงบุคคลทั้งหลายในตลาดการเงินทั้งหลายหรือไม่, ในศาลทั้งหลาย, กระทั่งในโบสถ์ทั้งหลาย.  ผู้อื่นบางคนอาจจะได้ตัดสินใจมันให้กับคุณไปแล้ว. ถ้าคุณต้องการที่จะสร้างอิทธิพลในที่ซึ่งมนุษยชาติกำลังไป, คุณจำเป็นที่จะต้องทำการตัดใจในตอนนี้.   (If you think AIs should not be treated as persons on social media, you should have acted 10 years ago. 10years from now, it will be too late for you to decide whether AIs should function as persons in the financial markets, in the courts, un thew churches. Somebody else will already have decided it for you. If you want to influence where humanity is going, you need to make a decision now.)

ดังนั้น, อะไรคือคำตอบของคุณในฐานะผู้นำ? คุณคิดว่า ผู้อพยพAIทั้งหลายควรได้รับการรับรองว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายหรือไม่? ถ้าไม่, คุณจะหยุดยั้งนั่นอย่างไร? ขอบคุณสำหรับการรับฟังต่อมนุษย์ผู้นี้ครับ.  (So, what is your answer as a leader? Do you think AI immigrants should be recognized as legal persons? If not, how are you going to stop that? Thank you for listening to this human.)

              https://youtu.be/QiT2yK-5-yg?si=nizIFZALHU65uvox

วันศุกร์ที่ 26 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “จีน และ สหรัฐอเมริกา: ความสมดุลอันละเอียดบาง”

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “จีน และ สหรัฐอเมริกา: ความสมดุลอันละเอียดบาง”

Wolff Responds: "China and The U.S.: A Delicate Balance" Dated June 10, 2026

          https://youtu.be/pSy1Ohsx3Ts?si=mef3FQluSqwnVKWm

          ขอต้อนรับสู่อีกอันของรายการ “วูลฟ์ฟ ตอบสนอง.” อันนี้ผมกำลังจะเรียกว่า “จีนและสหรัฐอเมริกา ความสมดุลอันละเอียดบาง.” อะไรมีผมหมายถึงในวลีนั้น, ความสมดุลอันละเอียดบาง, ก็คือว่าทั้งสองฝ่ายนั้นอยู่บนมือหนึ่งของความจำเป็นซึ่งกันและกันและเป็นปฏิปักษ์ต่อกันและกัน, ดึงดูดต่อกันและกันและได้ผลักไสความเป็นเพื่อนทั้งหลาย, ประชันขันแข่งต่อกัน.     (Welcome friends to another ‘Wolff Responds.’ This one I’m going to call ‘China and the US a delicate balance.’ What I mean by that phrase, a delicate balance, is that the two sides are on the one hand necessary for each other and antagonistic towards each other, attracted to one another and repelled friends, competitors.)

          มันเป็นสัมพันธภาพที่ละเอียดอ่อนบอบบางอย่างมาก และมันอธิบายได้อย่างมากในอะไรซึ่ง ถ้าเป็นในสถานการณ์อื่นก็อาจจะยังคงเป็นปริศนา หรือที่แย่กว่านั้นคือถูกเข้าใจผิดว่าเป็นเพราะสิ่งอื่นที่ไม่ใช่สาเหตุที่แท้จริง. อะไรคือที่แท้จริงของมัน?ความจริงอันสลับซับซ้อนที่สหรัฐอเมริกา-จีน กระทั่งแม้ว่ามันเป็นท่าทีที่ มันเป็นปฏิปักษ์ต่อจีน และจีนก็เริ่มเป็นปฏิปักษ์ต่อสหรัฐฯ ก็ยังมีความจำเป็นต้องการซึ่งสหรัฐและจีน, ดีที่สุดที่ผมจะบอกได้, ได้เข้าใจในอะไรที่ผมเพิ่งได้พูด. พวกเขารู้ว่านั่นเป็นเหตุกรณี. คนอเมริกันทั้งหลาย, โดยมีข้อยกเว้นบางประการ, ไม่เลย.  (It’s a very delicate relationship and it explains much of what might otherwise be mystery or even worse be attributed to something other than what it is. What is it? The complicated reality that the United States China even though it is hostile towards China and China as it becomes hostile toward the US also needs the US. The Chinese, as best I can tell, understand what I just said. They know that that’s the case. Americans, with some exceptions, don’t.)

          ดังนั้น, ผมกำลังพยายามที่จะอธิบายมันต่อทุกคนในที่นี้. และตอนนี้, ผมกำลังจะเริ่มต้นด้วยการที่ว่า อย่างไรที่จีนได้รับประโยชน์และมีความจำเป็นต้องพึ่งพาสหรัฐอเมริกา โดยเน้นหนักในความเติบโตเศรษฐกิจเป็นพิเศษ กว่า 35 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา. จนขึ้นนำแซงหน้าทุกประเทศ, การนำเอาประชากรที่เคยยากจนข้นแค้นอย่างยิ่ง ก้าวเข้าสู่ยุคสมัยใหม่ที่มีมาตรฐานความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น, มีเทคโนโลยีระดกับสูง, แลพะแรงกดดันทั้งหมดที่มีมา.   (So, I’m going to try to explain it to everyone here. And now, I’m going to begin. I’m going to begin with how China benefits from and needs the United States with particular emphasis on economics. So, here we go. Number one, China’s spectacular economic growth over the last 35 years. Outstripping every other country, taking a population that was remarkably poor and bringing them into the modern age of standards of living, high technology, and all the press.)

          การแสดงของจีนกำลังโดดเด่นและมันกำลังเปลี่ยนแปลงโลก. ไม่มีการพูดคุยอีกต่อไปแล้วจากพวกเขานอกเสียจากว่าคุณเสแสร้ง, ดังที่โชคร้ายซึ่งผู้คนมากมายเกินไปทำเช่นนั้น, ว่ามันไม่ได้เกิดขึ้น. มันได้บังเกิดขึ้น. และเสแสร้งว่าไม่มีทางใดจะลอกเลียนได้. แต่นี่คือหนึ่งในบทเรียนทั้งหลายที่คนจีนได้เรียนรู้. 35 ปีสุดท้ายที่ผ่านมานั้นคือปีของความโดดเด่นของอะไรที่มันกลายมาเป็นสิ่งที่ถูกเรียกว่าจักรวรรดิอเมริกัน. มันได้เป็นระบบเศรษฐกิจลานุวัฒน์/ทั่วโลกที่วิ่งไปอย่างราบลื่น เพราะมันเป็นที่โดดเด่นทรงอิทธิพลในทุกภาคส่วนโดยสหรัฐอเมริกัน. เราทั้งหมดมีเงินตราทั้งหลายของเราเอง, แต่ดอลลาร์สหรัฐคือหมายเลขหนึ่ง.   (China’s performance is outstanding and it’s changing the world. There’s no taking that away from them unless you pretend, as unfortunately too many people do, that it didn’t happen. But it did. And pretending is no way of coping. But here’s one of the lessons the Chinese learned. The last 35 years were years of the dominance of what it came to be called the American Empire. It was a global economic system that ran really smoothly because it was dominated in part by the United States. We all have our currencies, but the US dollar is number one.)

          คุณสามารถซื้อและขายสิ่งใดอย่างเสมือนจริง/ทางออนไลน์ๆได้ ทุกอย่างและทุกแห่งในโลก, ด้วยเงินดอลลาร์. มีระบบระดับโลกที่คอยบันทึกติดตามการชำระเงินต่างๆ มีระบบสากลที่ใช้ติดตามการชำระเงินอยู่. ระบบ Swift ที่เป็นการดำเนินงานของอเมริกา ซึ่งถูกขับเคลื่อน หรือถ้าคุณจะพูดอีกอย่างก็คือ ถูกแสดงบทบาทโดยใช้เงินดอลลาร์. กองทัพดเรือสหรัฐอเมริกาทำให้แน่ใจว่าการขนส่งทางเรือสามารถเกือบจะไปได้ทุกที่ในโลก. เอาละ, นั่นกำลังมาถึงตอนจบแล้วในขณะนี้. นั่นเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งที่สงครามอิหร่านเกี่ยวข้อง. แต่จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้, สหรัฐอเมริกาเป็นอะไรแบบว่าได้ทำใหคุณแน่ใจว่า คุณไม่จำเป็นต้องมีกองทัพเรือของตัวคุณเองเพื่อที่จะคอยรักษามหาสมุทรทั้งหลายให้ดำเนินต่อไปเป็นเช่นถนนหนทางเพื่อการค้า.     (You can buy and sell virtually anything anywhere with dollars. There’s a global system that keeps track of payments. The Swift system1 that’s an American operation carried out carried out or acted out if you like with dollars. The United States Navy made sure shipping could go almost everywhere. Well, that’s coming to an end now. That’s part of what the war in Iran is about. But until recently, the United States kind of made sure you didn’t have to have your own navy to keep the oceans going as an alleyway for trade.)

          1  ระบบ SWIFT คือ เครือข่ายส่งข้อความทางการเงินที่มีความปลอดภัยสูง ซึ่งธนาคารและสถาบันการเงินทั่วโลกใช้เพื่อรับ-ส่งข้อมูลและคำสั่งในการทำธุรกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ โดยคำว่า SWIFT ย่อมาจาก Society for Worldwide Interbank Financial Telecommunication (สมาคมเพื่อการโทรคมนาคมทางการเงินระหว่างธนาคารทั่วโลก

            ข้อเท็จจริงที่สำคัญ: SWIFT ไม่ได้โอนเงินจริง

  • เป็นเพียงผู้ส่งสาร: ระบบ SWIFT ทำหน้าที่คล้ายกับ "แอปพลิเคชันส่งข้อความที่ปลอดภัย" สำหรับธนาคาร
  • ไม่ได้ถือครองหรือเคลื่อนย้ายเงิน: SWIFT ไม่ได้ทำหน้าที่เคลียริ่งยอดเงิน ไม่ได้ตัดยอดบัญชี และไม่มีเงินวิ่งผ่านระบบของ SWIFT เลย
  • เงินวิ่งผ่านธนาคารตัวแทน: การย้ายเงินจริง ๆ จะกระทำผ่านระบบบัญชีธนาคารตัวแทน (Correspondent Banking) ของแต่ละประเทศที่เป็นคู่ค้ากัน

วิธีการทำงานของระบบ SWIFT

เมื่อคุณเดินไปที่ธนาคารเพื่อโอนเงินไปต่างประเทศ กระบวนการจะเกิดขึ้นใน 4 ขั้นตอนหลักดังนี้: [1]

1.       สร้างข้อความ: ธนาคารต้นทางของคุณจะสร้างข้อความมาตรฐาน ระบุจำนวนเงิน สกุลเงิน บัญชีผู้รับ และรหัสระบุตัวตนธนาคารปลายทาง หรือที่เรียกว่า SWIFT Code (BIC)

2.       ส่งเครือข่าย: ระบบ SWIFT จะทำหน้าที่เข้ารหัสและส่งข้อความคำสั่งนี้ไปยังธนาคารปลายทางอย่างปลอดภัย

3.       ตัดยอดเงินผ่านตัวกลาง: หากสองธนาคารไม่มีบัญชีเชื่อมกันโดยตรง ข้อความจะถูกส่งต่อเป็นทอด ๆ ผ่านธนาคารตัวกลาง เพื่อให้ตัดและปรับยอดบัญชีระหว่างกัน

4.       เงินเข้าบัญชี: เมื่อธนาคารปลายทางได้รับคำสั่งและยืนยันข้อมูลแล้ว ก็จะนำเงินเข้าบัญชีของผู้รับปลายทาง (ใช้เวลาปกติประมาณ 1-5 วันทำการ) [1]

ทำไมระบบ SWIFT ถึงสำคัญต่อโลก?

  • เป็นมาตรฐานสากล: รองรับสถาบันการเงินมากกว่า 11,000 แห่ง ในกว่า 200 ประเทศทั่วโลก ทำให้การคุยภาษาการเงินตรงกันหมด
  • มีความปลอดภัยสูงสุด: มีระบบการยืนยันตัวตนและการเข้ารหัสที่หนาแน่น ป้องกันการปลอมแปลงคำสั่งโอนเงิน
  • ใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง: เนื่องจากธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาระบบนี้ การถูก "ตัดออกจากระบบ SWIFT" (เช่น กรณีคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจ) จะส่งผลให้ประเทศนั้นแทบไม่สามารถส่งออก นำเข้า หรือทำธุรกิจกับต่างประเทศได้เลย

          สหรัฐอเมริกาจะทำนั่น. และกองทัพสหรัฐได้ปฏิบัติการอยู่แล้ว. มันให้ผลประโยชน์เอื้อต่อสหรัฐอเมริกา. ไม่มีคำถาม. มันได้ช่วยสหรัฐอเมริกาในหนทางที่มะนไม่ได้ช่วยผู้อื่นทั้งหลายใดๆ. นั่นไม่ยุติธรรมเลย. ถ้านั่นคืออะไรที่คุณกำลังถามหาถึง, แต่มันได้มีผลประโยชน์มากมายสำหรับประเทศทั้งหลายที่ก้าวขึ้นมา. และไม่มีประเทศไหนที่เติบโต/ก้าวขึ้นมาได้เหมือนอย่างจีนเลย. จีนรู้ดีว่าตนเองได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐอเมริกาเป็นผู้ครอบครองระบบเศรษฐกิจโลก. (The US would do that. And the US military kind of operated. It favored the US. No question. It helped the US in ways it didn’t help others. Wasn’t fair. If that’s what you’re asking about, but it had lots of benefits for countries coming up. And no country was coming up like China. China knows that it benefited from the domination a world economy by the United States.)

          ในเวลาเดียวกัน, จีนได้เข้าใจว่าสหรัฐอเมริกาได้ตั้งตนเป็นศัตรู, โกรธ, ขมขื่น. คำถามอันยิ่งใหญ่ที่สื่ออเมริกัน ในปี 1949 เมื่อภายหลังสงครามกลางเมือง-สี่ปี และมากมายหลายปีของสงครามกับญี่ปุ่นในส่วนของสงครามโลก ครั้งที่ 2 ในปี 1949, พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ชัยชนะและเดข้ายึดครองรัฐบาลประเทศจีน. สื่อสาธารณะทั้งหลายในประเทศนี้และทั่วโลกตะวันตกได้พาดหัวตัวใหญ่ว่า, ใครสูญเสียจีนไปแล้ว? (At the same time, China understood that the United States was hostile, angry, bitter. The great question in the American media in 1949 when after a four-year civil war and many more years of war with Japan in part of World War II in 1949 the communist Party of China won the civil war and took over the government of China. The public relations in this country and all over the west was the headline, who lost China?)

          จีนไม่ได้สูญเสียไป. จีนก็อยู่ในที่ซี่งก่อนนั้นเป็นต่อมา. ไม่มีใครสูญเสียจีน. แต่นั่นคือผู้คนทั้งหมดฝ่ายตะวันตกได้เป็นห่วงเป็นใยถึง. คิดว่าสิ่งเลวร้ายน่ากลัว, ก็คือการที่พวกคอมมิวนิสต์ทั้งหลายได้เข้าไปยึดครองประเทศจีน. ดังนั้น, พวกเขาได้มองไปรอบๆว่า ใครคือผู้ที่จะถูกกล่าวโทษราวนั้นถือได้ว่าเป็น คำถามที่น่าสนใจยิ่งและก็ได้มีผู้สมัครแข่งขันทั้งหลายมากมาย.   (China didn’t get lost. China was just where it was before after. Nobody lost China. But that’s all people in the West cared about. This terrible thing, the communists had taken over China. So, they look around who to blame as if that were the interesting question and there were many candidates.)

          สหรัฐอเมริกาได้เป็นปรปักษ์ในตอน 30 ปีแรกทั้งหลายของกามีขึ้นของสาธารณรัฐประชาชนจีน. พวกเขาไม่ได้จดจำถึงว่าสหรัฐอเมริกาว่าไม่ได้จดจำได้ถึงจีน. พวกเขาไม่ได้แลกเปลี่ยนทูตทั้งหลายกัน. พวกเขาไม่ได้จัดตั้งทางการทูตทั้งหลายกัน. ไม่มีการได้แลกเปลี่ยนใดๆทั้งหมดเลย. ถ้าคนอเมริกันทั้งหลายได้ไปที่เอเชีย, ที่มากมายได้ทำ, เพื่อที่จะมองหาธุรกิจ, ที่เป็นนักท่องเที่ยวทั้งหลาย, พวกเขาได้มอง, พวกเขาเป็นนักท่องเที่ยวทั้งหลาย, แต่ไม่ใช่ในจีน. พวกเขาไม่ได้ไปที่จีน. มันได้รับการพิจารณาว่าปลอดภัย.  (The United States was hostile for the first 30 years of the existence of China. They didn’t recognize the United States didn’t recognize China. They didn’t exchange ambassadors. They didn’t set up embassies. There was no exchange at all. If Americans went to Asia, which many did, to look for business, to be tourists, they looked, they were tourists, but not in China. They didn’t go to China. It wasn’t considered safe.)

          แล้วประธานาธิบดีนิกสันและรัฐมนตรีต่างประเทศ เฮนรี คิสซิงเจอร์ ได้ตระหนักว่าพรรคคอมมิวนิสต์ไม่ได้ที่จะหนีไปไหน. พวกเขาได้สถาปนารัฐบาลที่ทรงพลังอำนาจเต็มเปี่ยม. พวกเขาไม่ได้สร้างอันตรายให้กับผู้ใด. ดังนั้น, พวกเราควรไปทำข้อตกลงกับพวกเขากันดีกว่า. พวกเขาได้สังเกตว่าญี่ปุ่น และคนญี่ปุ่นและคนยูโรเปียนทั้งหลายได้กำลังทำมันอยู่แล้วและกำลังทำเงิน. พวกเขาไม่ได้ดูเหมือนทำการละทิ้งไปอะไรออกมากัน. ดังนั้น, ชาวอเมริกันได้เข้าไปกันและเราได้จดจำจีน. ขอบคุณเป็นอย่างมาก, ได้พูดว่าเหมา เจ๋อตุงและโจว เอินไหล และผู้นำอื่นๆทั้งหลาย. (Then President Nixon and his Secretary of State Henry Kissinger realized that the Chinese Communists weren’t going to go away. They had established a powerful government. They were not endangered by anyone. So, they better make a deal with them. They noticed that the Japanese and the Japanese and the Europeans were doing it and making money. They didn’t like being left out. So, the Americans went in and we recognize China. Thanks a lot, said Ma Zong and Joan Lie and their other leaders.)

       และในตอนเวลานั้นพวกเขา พวกเขายังเป็นส่วนหนึ่งในการเปิดประเทศจีน โดยอนุญาตให้บริษัทอเมริกันเข้าไปดำเนินการในสิ่งที่บริษัทในยุโรปและญี่ปุ่นได้ทำไปก่อนหน้านี้แล้วในอะไรที่เขาได้กำลังทำ. การทำเงินจากประเทศจีนที่กำลังเติบโตอย่างรุ่งเรือง แม้ว่าจีนจะยังยากจนอยู่ก็ตาม. และประเทศจีนก็ได้ประโยชน์จากการไหลเวียนของเงินทุน. บริษัทอเมริกันปิดกิจการในสหรัฐอเมริกา ปล่อยให้โรงงานต่างๆ ว่างเปล่า ส่วนร้านค้าต่างๆ ก็มีสินค้าที่ไม่ได้ผลิตในอเมริกามาวางจำหน่าย, แต่ดังที่คุณทั้งหมดได้รู้เมื่อคุณไปเยือนที่ Target หรือ Walmart หรือร้านใดอื่นๆ, มีสินค้าเหล่านั้นกี่ชนิดที่ไม่ได้ผลิตในสหรัฐอเมริกาอีกต่อไปแล้ว และพวกมันก็ไม่ได้ถูกผลิตมานานแล้ว. และพวกเขาก็ไม่ได้ทำ.
    (And right about that time they also as part of it opened up China allowing American companies to come in and do what European and Japanese companies had already what he’d been doing. Making money off a prosperously growing, if still poor, China. And China benefited from the flow of capital. American companies closing their businesses in the United States, leaving the factories empty, the stores equipped not with American-made goods, but as you all know when you visit Target or Walmart or any of the others, how many of those goods are not made in the United States anymore, and they haven’t been.)

          มากมายของพวกนั้นได้ถูกทำขึ้นในจีน. จีนจำเป็นต้องการตลาด. มันเป็นหนึ่งสิ่งที่จะผลิตทำสินค้าและบริการทั้งหลาย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าทั้งหลาย, นั่นราคาถูกกว่าอะไรที่คุณต้องจ่ายในฝั่งตะวันตก. แต่ถ้าคุณสามารถด้วยเช่นกันทำให้(สินค้า)ทีคุณภาพสามารถเปรียบเทียบได้ หรือบางที่กระทั่งดีกว่า, เอาละ, แล้วคุณก็จะชนะ. ถ้าคุณสามารถทำในสิ่งเหมือนกันด้วยเช่นกัน หรือดีกว่า หรือราคาถูกกว่า, คุณก็ชนะในตลาด. นั่นคืออะไรที่เรียกว่า การแข่งขันกัน.    (Many of them are made in China. Many more of them have parts of themselves made in China. China needed a market. It’s one thing to produce goods and services, particularly goods, that are cheaper than what you have to pay for in the west. But if you can also make the quality comparable or maybe even better, well, then you win. If you can make the same thing as well or better and cheaper, you win the market. That’s what competition is about.)

          จีนอยู่พ้นเหนือการแข่งขันไม่ว่าเรื่องใดกับสหรัฐอเมริกาไปแล้ว. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าพวกเขาสามารถขายมันได้. พวกเขาต้องมีเครือข่ายการกระจาย/ขายสินค้าทั้งหลายนั้น. เอาละ, จากนั้นบริษัทวอลมาร์ท คอร์ปอเรชั่นอันโด่งดังก็เข้ามาช่วยเหลือ, ครอบครัววอลตัน. พวกเขาเข้าไปเกี่ยวเอาจีนเข้ามาตั้งแต่ตอนแรกเริ่ม, และตัดตอนทำข้อตกลงทำธุรกิจกับจีน. คุณผลิตมัน, สินค้าพวกนั้นที่ดีที่สุด, ราคาถูกที่สุด. เราต้องการที่จะเป็นผู้ขายมัน. เราสามารถเอาผู้คนอเมริกันผู้ซึ่งมายังร้านสรรพสินค้าทั้งหลายของเราเพื่อหาซื้อสินค้าราคาถูกลงได้, และพวกเขาก็จะซื้อสินค้าจีน. คุณจะไม่มีวันกระจายสินค้าได้เองเลย.  (China out-competed the United States in one thing after another. But that didn’t mean they could sell it. They had to have a distribution network. Well, up stepped the famous Walmart Corporation, the Walton family. They hooked into China early on, and they cut a deal with China. You produce it, the best, cheapest stuff. We want to be the seller of it. We can get the American people who come to our stores for a bargain, and they will buy Chinese. You’ll never be able to distribute.)

          เรามีร้านค้าทั้งหลายอยู่ทั่วประเทศ, ในทุกเมืองใหญ่, ในทุกเขตนอกเมือง, ในทุกพื้นที่ชนบท, ที่ไหนที่มีรตลาด, เราก็ได้วางห้างวอลมาร์ทไว้หนึ่ง. คุณทั้งหมดกด็รู้นั่นดีอ่ะนะ. เอาละ, จีนได้จำเป็นต้องการตัวแทนจำหน่ายกระจายสินค้า. มันน่าจะพต้องใช้เวลาถึง 30 ปีซึ่งพวกเขาจะทำเช่นนั้นขึ้นมาได้ด้วยตนเอง. พวกเขากำลังทำเช่นนั้นกันแล้วในตอนนี้. แต่แล้ว, พวกเขาได้ต้องพึ่งพาอยู่กับสหรัฐอเมริกา, ที่ซึ่งได้ก้าวออกมาข้างหน้าและมอบวอลมาร์ทให้กับพวกเขา. และแล้ว, ร้านค้าอื่นๆก็ต้องปฏิบัติอย่างเดียวกันตามมาเป็นชุด.   (We have stores across the country, in every city, in every suburb, in every rural area, where there’s a market, we’ve plunked a Walmart. You all know that. Well, China needed a distribution agent. It would have taken them 30 years to set that up on their own. They’re doing that now. But then, they had to rely on the United States, which came forward and gave them Walmart. And then, the other stored that had to follow suit.)

          ดังนั้น, การอุตสาหกรรมทั้งหลายของจีน, การแสดงปรากฏอย่างพิเศษของจีน, เป็นหนี้บุญคุณต่อสหรัฐอเมริกาไม่มากก็ไม่น้อยเลย. และพวกเขาก็รู้ทั้งหมดนั่นดี. ทุกอย่างที่ผมเพิ่งได้พูดไป, มันเป็นคนอเมริกันทั้งหลายเองผู้ที่เดือดร้อนไปกับความคิดนี้. พวกเขาชอบตรงส่วนที่เกี่ยวกับจีนที่ได้รับผลประโยชน์จากบริษัทอเมริกัน เพราะมันทำให้พวกเขาสามารถจินตนาการได้, และพวกเขาก็รื่นรมย์ชมชแอบไปกับมัน, ว่าการเจริญเติบโตเป็นพิเศษของจีนนั้น, ที่ตอนนี้พวกเขาต้องยอมรับมันอย่างฝืนอกฝืนใจ, ซึ่งท้ายที่สุดก็เกิดจากฝีมือพวกคนอเมริกันช่วยทำให้เอง. เราคือตัวแทนจำหน่ายสินค้าให้พวกเขา.    (So, China’s industrialization, China’s spectacular performance, owes more than a little to the United States. And they know that. Everything I’ve just said, I’ve discussed with my Chinese counterparts. They know. It’s Americans who have trouble with this idea. They like the part about China benefiting from American corporations, because it allows them to imagine, and they sure enjoy it, that China’s spectacular growth, which they now kind of grudgingly admit, is after all due to us Americans. We were the distribution agent.)

          เราได้นำเอาโรงงานทั้งหลายของเราข้ามไปอยู่ที่โน่นเพื่อที่จะสอนพวกเขาว่าจะทำ(การผลิต)มันอย่างไร. มันไม่ค่อยสวยงามที่จะมองเช่นนั้น, แต่คุณเข้าใจได้ถึงการโอ้อวดของชาวอเมริกันที่กำลังเป็นไปกันอยู่ที่นี่. และอีกเรื่องหนึ่ง, มันก็มีส่วนเป็นความจริงอยู่บ้าง. ไม่มีใครเอาปืนไปจ่อที่หัวของผู้บริหารในอเมริกาผู้ปิดโรงงานของเขาที่ในซีราคิวส์ หรือวิลมิงตัน หรือดีทรอยต์ และย้ายไปที่จีน. พวกเขาไม่ได้ทำเช่นนั้นภายใต้แรงกดดันอะไรใด. พวกเขาทำนั่นเพื่อที่จะทำเงินให้มากขึ้น, ที่ซึ่งมันก็ได้ประสบสำเร็จให้กับพวกเขา. นั่นเป็นสิ่งที่สร้างกำไรได้ที่จะทำ. จีนจ่ายให้อย่างมากในค่าจ้างแรงงานที่ต่ำกว่า, ดังนั้นคุณก็ได้งานอ อกมาในต้นทุนที่น้อยกว่า. และจีนก็กลายเป็นตลาดที่ระเบิดออกตูมตามข้ามคืน.   (We brought our factories over there to teach them how to do it. It’s not very nice to see, but you understand the American boasting going on here. And by the way, there’s a grain of truth to it. Nobody held a gun to the head of the executive in America who closes his factory in Syracuse or Wilmington or Detroit and moves to China. They didn’t do that under pressure. They did that to make more money, which it achieved for them. That was a profitable thing to do. China pays much lower wages, so you get the work done for less. And China’s an exploding market.)

          เพราะว่าผู้คนทั้งหมดเหล่านั้นในตอนนี้ได้มีงานอาชีพทำกัน. ดังนั้น, จีน คือที่ซึ่งค่าจ้างแรงงานต่ำและตลาดกำลังเติบโต. ทุกโรงเรียนธุรกิจสอนผู้คนหนุ่มสาวว่า จงไปที่นั่น, ถ้าคุณต้องการที่จะทำเงิน, คุณต้องการประสบสำเร็จในทางธุรกิจ, คุณก็ไปที่ซึ่งมีค่าแรงต่ำและตลาดกำลังเติบโต. ในสหรัฐอเมริกา, เรามีในสิ่งตรงกันช้าม, ค่าจ้างสูง, การเติบโตต่ำ. นั่นคือเหตุผล. แต่จีนเข้าใจว่ามันเป็นผลประโยชน์ได้อย่างไร. ทีนี้, ให้ผมพลิกมาดูกันอีกด้านอย่างรวดเร็วและแสดงให้คุณเห็นว่า อย่างไรที่เราในอเมริกาได้ผลประโยชน์/กำไรจากจีน. และคุณจะมองเห็นได้ว่าทำมันมันถึงเป็นเรื่องสำคัญ.  (Because all those people now have jobs. So, China is the place where the wages are low and the market is growing. Every business school teaches the young people that go there, you want to make money, you want to be successful in business, you go where the wages are low and the market is growing. In the United States, we have the opposite, high wages, low growth. That’s the reason. But China understands how it benefited. Now, let me turn it around quickly and show you how we in America benefited from China. And you’ll see why it’s important.)

          อย่างแรก. กว่า 40 ถึง 50 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา, โดยเฉพาะตั้งแต่ยุคปี 1970, ชนชั้นทำงาน/ชนชั้นกลางอเมริกันไม่ได้มองเห็นสิ่งใดเลยนอกจากการขึ้นค่าแรง/ค่าจ้างที่พวกเขาได้มองเห็นจากการสิ้นสุดของภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ, ตอนปลายของปี 1960, ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ตอนต้นของปี 40 อุบัติสูงขึ้นจนกระทั่งมาถึงปี 1970. ในช่วงเวลานั้น, ค่าจ้าง/ค่าแรงในอเมริกาได้สูงขึ้น, และพวกมันได้สูงขึ้นอย่างมาก. ผมไม่ได้กำลังพูดถึงแค่เงิน. ผมกำลังพูถึงสัมพันธภาพระหว่างเงินที่คุณได้รับจากเช็คค่าจ้างและราคา(สินค้า)ที่คุณต้องจ่ายที่ร้านค้าซุปเปอร์มาร์เก็ต.  (First, over the last 40 to 50 years, especially since the 1970s, American working-class people have not seen anything like the increase in wages that they saw from the end of the depression, the late 1960s, early 40s, right up until the 1970s. In that period, wages in America rose, and they rose a lot. I’m not talking just about the money. I’m talking about the relationship between the money you got in your paycheck and the prices you had to pay at the supermarket store.)

          แต่ภายหลังปี 1970, ทั้งหมดนั้นได้หยุดลง. ในตอนนี้ส่วนหนึ่งของการนั้นก็คืองานอาชีพทั้งหลายที่ออกไปอยู่โพ้นทะเลทั้งหลายนั้น. และกับพวกนั้น, ความสามารถของแรงงาน/คนทำงานที่จะต่อรองค่าจ้าง/ค่าแรงที่สูงขึ้นได้อีก, เพราะว่าพวกเขากำลังสูญเสียงานอาชีพทั้งหลายของพวกเขาไป. พวกเขาได้ตื่นตระหนกกับการสูญเสียงานอาชีพของพวกเขา. พวกเขาไม่สามารถผลักดันดเพื่อค่าแรง/ค่าจ้างที่สูงขึ้นได้. พวกเขาหยุดกการชุมนุมประท้วงหยุดงาน. พวกเขาทิ้งสหภาพแรงงานทั้งหลาย. พวกเขาไม่มีอาวุธทั้งหลายที่จะต่อสู้กับสิ่งที่ต้องต่อสู้. แต่มีอะไรบางอย่างอื่น, และนี่คือจีนได้เข้ามา. แรงงานอดเมริกันทั้งหลายบไม่ได้กบฏต่อต้านเมื่อค่าแรง/ค่าจ้างของพวกหยุดเพิ่มขึ้นจากเดิม. พวกเขาควรจะทำ. แต่พวกเขาไม่ได้ทำ.  (But after the 1970s, all of that stopped. Now part of that was the jobs went overseas. And with them, the ability of workers to bargain for higher wages, because they were losing their jobs. They were terrified about losing their job. They didn’t push for higher wages. They stopped striking. They left unions. They had no weapons with which to fight. But there was something else, and here comes China. American workers didn’t rebel when their wages stopped rising. They could have. They didn’t.)

และหนึ่งในเหตุผลทั้งหลายว่าทำไมนั้น, สำคัญอย่างยิ่งยวดวิกฤติ/ชี้เป็นชี้ตาย, ก็คือค่าใช้จ่ายพื้นฐานทั้งหลายเหล่านั้น, เหนืออื่นใดทั้งหมด ตั้งแต่เสื้อผ้าและเครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิดไปจนถึงรถยนต์, สินค้าจำเป็นพื้นฐานทั้งหลายที่ผู้คนได้ใช้จ่ายค่าจ้าง/ค่าแรงของพวกเขากำลังลงมา. คนอเมริกันทั้งหลายได้เรียนรู้ว่าคุณไม่ต้องไปที่ร้านสะดวกซื้อ, คุณสามารถไปที่วอลมาร์ทและได้มันทั้งหมดมาในราคาที่ถูกกว่า. ทำไม? ทำไม?   (And one of the reasons why, very crucial, was those basic costs, above all of clothing and appliance, right up to your car, basic items that people spent their wages on were coming down. So, that there was less of a bite from your wages not going up because you had the pleasure of seeing prices come down. Americans learned that you didn’t have to go to the conventional store, you could go to a Walmart and get it all cheaper. Why? Why?)

          คำตอบ, จีน. นั่นคือทำไม. เหตุใดจีนจึงมอบของขวัญอันล้ำค่าให้แก่กลุ่มนายทุนอเมริกันในลักษณะนั้น. เราจะช่วยคุณหยุดการจ่ายค่าจ้าง/ค่าแรงงานทั้งหลายที่สูงขึ้นให้กับแรงงาน/คนทำงานทั้งหลาย, ที่ได้หยุดขึ้นมาภายหลังปี 1970. เส้นกราฟนิ่งราบเป็นเส้นตรง. เพราะว่าแรงงานทั้งหลายจะยังคงสามารถที่จะไปและซื้อข้าวของทั้งหลายจากวอลมาร์ท ที่จะเอาไปทิ้งรกกองไว้ในโรงรถที่มันตายและขึ้นสนิมไปอย่างช้าๆ. โอเคมั้ย?    (Answer, China. That’s why. China in that way gave the American capitalist class a tremendous gift. We’ll help you stop paying higher wages to workers, which stopped after the 1970s. Flatlines up. Because the workers will still be able to go and buy more stuff at Walmart to stick in the garage where it dies and rusts slowly. Okay.)

          นั่นคืออย่างไรที่จีนช่วยเหลืออเมริกา. นี่คือหนทางที่สอง. นักลงทุนทั้งหลายทั้งหมดเหล่านั้นได้เคลื่อนย้ายการผลิตขแองพวกเขาไปที่อเมริกา ได้สามารถที่จะหนีไปจากการจ่ายมากมายด้วยค่าแรง/ค่าจ้างที่ต่ำกว่า.เมื่อพวกเขาได้เริ่มต้นในยุคปี 80 และ 90, ค่าจ้างแรงงานทั้งหลายในจีนเป็น 1/10 ของอะไรที่แรงงานทั้งหลายได้รับกันในที่นี่. และจีนก็หั่นภาษีให้กับพวกเขาด้วย, แลพะจีนก็สร้างถนนนและทางรถไฟทั้งหลายในที่ซึ่งพวกเขาลงทุนทั้งหลายจำเป็นต้องการด้วย. พวกเขาได้ข้อตกลงธุรกิจอันน่าอัศจรรย์ใจยิ่ง. และแล้วพวกเขาก็สามารถที่ขายสินค้าเหล่านั้นไปยังตลาดที่กำลังพุ่งขึ้นในจีน, ซึ่งทำให้พวกเขาสามารถทำกำไรในที่นั้นในหนทางนี้, ด้วยเช่นกัน.  (That is how China helped America. Here’s the second way. All those capitalists who moved their production to China were able to get away with much lower wages. When they first began in the ‘80s and ‘90s, the wages in China were 1/10 of what they are here. And China gave them tax breaks, and China built roads and railroads where they needed them. They got a fantastic deal. And then they could sell stuff to the rising market in China, which made them profitable there in that way, too.)

          ระหว่างค่าแรงต่ำกับตลาดใหญ่โต, บริษัทอเดมริกันทั้งหลายได้ทำเงินก้อนโตกันอ ย่างอุตลุด และใครคือผู้ที่ได้ดีไปกับเรื่องนี้รึ? คนอเมริกันทั้งหมดผิ้ที่มีหุ้นและพันธบัตรทั้งหลาย. เพราะว่ามันเป็นบริษัททั้งหลายที่ทำกำไรทั้งหลายคือผู้ซึ่งเอากำไรทั้งหลายเหล่านั้นมาและกระจายพวกมันเป็นเช่นการแบ่งสรรปันส่วนไปยังผู้ถือหุ้นทั้งหลาย. และใครคือผู้ถือหุ้นทั้งหลายรึ? ข้อเท็จจริงเล็กๆที่ผมอยากจะเตือนจำพวกคุณทั้งหมด. คือผู้ร่ำรวย 10% ของคนอเมริกันเป็นเจ้าของประมาณ 87% ของหุ้นและกองทุนรวมทั้งหลายในวอลล์ สตรีท. ดังนั้น, มันก็กำลังที่จะมีการฆ่าโดยทำผ่านจีน. มันกำลังที่จะแสดงออกมาให้เห็นเป็นเช่นเสียงคำรามสนั่นของตลาดหุ้น, ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมาได้ทำ.  (Between the low wages and the big market, American corporations made wild amounts of money. And who that good for? All American who have stocks and bonds. Because it was the companies making profits who then took those profits and distributed them as dividends to their shareholders. And who are the shareholders? This little fact I like to remind you all. The riches 10% of Americans own approximately 87% of the stocks and mutual funds2 In Wall Street. So, it there’s going to be a killing made through China, it’s going to show up as a roaring stock market, which the last 30 years have been.)

          2 Mutual funds หรือ กองทุนรวม คือ การรวบรวมเงินจากนักลงทุนหลายๆ คนมารวมกันเป็นเงินก้อนใหญ่ แล้วนำไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ตามนโยบายของกองทุนนั้น โดยมีผู้จัดการกองทุนซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพคอยบริหารจัดการและกระจายความเสี่ยงให้

เรียนรู้หลักการทำงาน จุดเด่น และประเภทต่างๆ ได้ดังนี้ครับ

💡 หลักการทำงานของกองทุนรวม

1.       ระดมเงิน: นักลงทุนซื้อหน่วยลงทุนของกองทุนรวม

2.       บริหารจัดการ: ผู้จัดการกองทุนนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ เช่น หุ้น ตราสารหนี้ หรืออสังหาริมทรัพย์

3.       รับผลตอบแทน: กำไรหรือขาดทุนที่เกิดขึ้นจะถูกสะท้อนกลับมาเป็นมูลค่าหน่วยลงทุน (NAV) ให้นักลงทุนตามสัดส่วน

จุดเด่นของการลงทุน

  • มีมืออาชีพดูแล: เหมาะสำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาเฝ้าตลาดหรือวิเคราะห์หุ้นเอง
  • กระจายความเสี่ยง: เงินก้อนเดียวสามารถนำไปกระจายลงทุนในหลักทรัพย์หลายสิบตัว ช่วยลดความเสี่ยงหากสินทรัพย์ใดสินทรัพย์หนึ่งขาดทุน
  • ใช้เงินน้อย: เริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเพียงหลักร้อยหรือหลักพันบาทก็สามารถเป็นเจ้าของหุ้นหรือสินทรัพย์ใหญ่ๆ ได้
  • สิทธิประโยชน์ทางภาษี: มีกองทุนบางประเภทที่สามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้ (เช่น กองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน, กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ

          ได้มีการคั่นจังหวะปะทะกันทั้งหลายด้วยเหตุการณ์เป็นระยะ, แต่ตูมใหญ่สำหรับคนร่ำรวย. ดังนั้น, ดูสิ. จีนเป็นเหตุผลที่คนร่ำรวยในประเทศนี้ได้ร่ำรวยเท่าๆกับที่พวกเขาเป็น. ถ้าคุณพูดถึงเจฟฟรีย์ เบโซส หรือ อีลอน มัสก์ หรือ มร. หวง ที่ Nvidia, พวกเขาจะบอกกับคุณอย่างนั้น. พวกเขารู้ว่ามากอย่างไรที่พวกเขาได้พึ่งพาอยู่กับจีน. แต่ผู้คนอเมริกันไม่ได้ถูกบอก. ดังนั้น, ผู้คนอเมริกันมองรัฐบาลเห็นอย่างสม่ำเสมอว่ากำลังพยายามที่จะหาทางปิดกล้อม/ปิดกั้น หรือควบคุมอิทธิพลของจีนอยู่ตลอดเวลา, ที่จะชะลอมันลงไป, ที่จะหยุดมัน, ที่จะกีดกันมันออกไป.  (Punctuated by crashes, but a big boom for the rich. So, look. Wow, China is the reason the rich people in this country are as rich as they are. If you talk to Jeffrey Bezos or Elon musk or Mr. Huang at Nvidia, they’ll tell you that. They know how much they’ve depended on China. But the American people aren’t told. So, the American people see a government constantly trying to hem China in, to slow it down, to stop it, to exclude it.)

          ผมกำลังจะปิดด้วยตัวอย่างหนึ่งของ ตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรื่องนี้สามารถทำให้ผู้กำหนดนโยบายของอเมริกาดูโง่เขลาได้มากแค่ไหน. อย่างเอิกเกริก, เพนตากอน, กองทัพของเรา, ได้คอยเก็บดูแลบัญชีรายการ. ขณะนี้บริษัทขนาดใหญ่ของจีน 150 แห่งกำลังถูกออกแบบ/กำหนดไว้ว่า เป็นองค์กรที่ไม่น่าเชื่อถือ. ทำไม? มันกลับกลายพลิกหันออกมาปรากฏว่าบริษัทใหญ่โตทั้งหลายเหล่านี้, มีสัญญาอยู่กับฺรัฐบาลจีน. เย้, บางทีไม่ใช่กับกองทัพจีน แต่โดยอ้อมที่พวกเขากำลังทำงานด้วยบริษัทโทรศัพท์และบริษัทไฮ-เทค. และเราไม่ควรจะทำงานกับกองทัพพวกเขา.  (I’m going to close with an example of just how stupid this can make American policy makers. With great fanfare, the Pentagon, our military, has been Keeping a list. It’s now 150 big Chinese corporations are being designated as unreliable. Why? It turns out they have contracts, these big companies, with their Chinese government. Yeah, maybe not the military in China but indirectly they’re working with the telephone company and high-tech company. And we shouldn’t be working with their military.)

          คุณต้องเป็น, นี่ผมกำลังพยายามสุภาพที่สุดแล้วนะในที่นี้. คุณต้องเป็นที่ได้รับการศึกษามาอย่างต่ำแย่ยิ่งในการที่พูดเช่นนั้น. และเรามีร่างกฎหมายหลายฉบับไปแล้วอยู่ที่สภาคองเกรส, ทั้งในสภาผู้แทนและวุฒิสภา, ในการพยายามและทำให้มันยากขึ้นสำหรับบริษัททั้งหลายของจีน. เรื่องนี้ปัญญาอ่อนอย่างยิ่ง. ให้ผมอธิบายว่าทำไม. มันเป็นวาระประเด็นของการร่ายรำละเอียดอ่อน. จีนยังไม่ได้ทำมันเสร็จ, แต่พวกเขาก็เกือบแล้ว. พวกเขากำลังจะตัดลอกสำเนาสหรัฐอเมริกา. พวกเขากำลังชี้ออกมายังบางอย่างที่โลกทั้งปวงได้รู้กันดีอยู่แล้ว.   (You got to be, I’m trying to be polite here. You got to be poorly educated to talk like that. And we have several pieces of legislation now before the Congress, both the House and the Senate, to try and make it even harder for Chinese companies. This is stupid. Let me explain why. It’s the issue of the delicate dance. The Chinese haven’t done it yet, but they about to. They’re going to copy the United States. They’re going to point out something which the whole world already knows.)

          ใช่, บริษัทจีนทั้งหลายมีสัญญาอยู่กับรัฐบาลของพวกเขา, มากมายของพวกเขา. แต่นี่ควรจะเป็นบางอย่างไม่ตรงชัดนักกับข่าว, ข่าวที่แว่บสำหรับคุณ. บริษัทอดเดมริกันขนาดใหญ่ทั้งหลายส่วนใหญ่มีสัญญาอยู่กับรัฐบาลอเมริกัน, ด้วยเช่นกัน. และพวกเขาก็มีสัญญาทั้งหลายอยู่กับกองทัพอเมริกัน, ด้วยเช่นกัน และอะไรจะบังเกิดต่อบริษัททั้งหลายของเราและงานอาชีพของคุณที่กำลังทำให้กับพวกเขา ถ้าพวกเขาไม่สามารถขายของออกไปนอกประเทศเพราะว่าปรพะเทศทั้งหลายอื่นไม่ได้ต้องการที่จะทำอะไรอย่างที่รัฐบาลอเมริกันกำลังบอกผู้คนของตนว่าอย่าได้ทำอะไรที่บริษัทจีนทั้งหลายประโยชน์.   (Yes, Chinese companies have contracts with their government, lots of them. But here should be something not exactly a news, news flash for you. Most American large companies have contracts with the American government, too. And they have contracts with the American military, too. And what will happen to our companies and your job working for them if they can’t sell abroad because other countries don’t want to do what Americans are telling people not to do In regard to Chinese companies.)

          สองฝ่ายสามารถเล่นเกมนั้น.ถ้าหนึ่งในพวกเขาทำ, อีกฝ่ายหนึ่งก็จะไม่อยู่ตามหลังอย่างห่างๆ. นี้เป็นคือสถานการณ์ที่มีแต่เสียกับเสีย. จีนในตอนนี้เป้แข่งขันแท้จริงของสหรัฐอเมริกา. และจีนและเราทั้งคู่จะดีกว่านี้ถ้านั่งลงและหาทางออกร่วมกันในการปรับตัวและแบ่งปันผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจโลก โดยเคารพซึ่งกันและกัน, มากไปกว่าการกระทำข่มคู่คุกคามเป็นปฏิปักษ์จุกจิก, ที่เป็นแต่เพียงบูมเมอแรงที่เหวี่ยงกลับคืนมาใส่และทำร้ายประเทศที่ทำมันเอง. จีนยังลังเล, ไม่ได้ทำมันมากเกินไปกันนัก.ปู พวกเขาได้หวาดกลัวปฏิอกิริยาขแองคนอเมริกัน. (Two can play that game. If one of them does, the other one will not be far behind. This is a losing proposition. China is now a real competitor of the United States. And both the Chinese and we would be much better off sitting down and working out a live and let live sharing of the world economy, rather than a tit-for-tat hostile act, which only boomerangs back and hurts the country that does it. The Chinese hesitate, don’t do much of it. They’re afraid of the American reaction.)

แต่นี่คือตลกร้ายย้อนแย้งของคุณ. วิถีที่โลกกำลังพัฒนา, มันก็แค่เป็นเรื่องอยู่ที่ว่ากี่เดือนหรือสองสามปีก่อนที่รองเท้าจะไปอยู่กับเท้าอื่น. มันจะเป็นเราที่ในอเมริกาที่เจ็บปวดเพราะจีน. ถ้าเราไม่ระมัดรภวังค์, จะถูกบอกแก่เพื่อนทั้งหลายและพันธมิตรทั้งหลายทั้งหมด ว่าอย่าไปอยู่ใกล้กับบริษัทอเมริกันทั้งหลาย เพราะว่าพวกเขาสมคบคิด/ทำงานอย่างลับๆให้กับรัฐบาลอเมริกาหรือกองทัพของพวกเขา. คุณเข้าใจถึงการร่ายรำลีลาอันละเอียดบาง, คุณจะไม่ไปทำงุ่มง่ามผิดพลาดอันหนึ่งตามไปกับอีกอันหนึ่ง.   (But here’s your irony. The way the world economy is developing, it’s only a matter of months or very few years before the shoe will be on the other foot. It will be we in America suffering because the Chinese, if we’re not careful, will be telling all of their friends and allies not to go near American com- companies because they’re in cahoots with their government or their military. If you understood the delicate dance, you wouldn’t be making one clumsy mistake after another.)

และในกรณีที่คุณกังขาสงสัยว่าใครที่อันนี้หมายชี้ไปถึง, ขอใหเผมทำมันให้กระจ่างชัด. มันเป็นรัฐมนตรีกลาโหมเฮกเซ็ธ ผู้ที่ได้เป็นผู้นำในเรื่องนี้, ที่ผมถือว่า มีแนวทางในการกำหนดนโยบายอันบกพร่องทางฃสติปัญญา – นี้. (And in case you’re wondering who this is addressed to, let me make it real clear. It’s Secretary of War Hegseth who takes the lead in this, how shall I put it mentally challenged approach to policy.)

ถ้าการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและเสนอความคิดเห็นนี้เหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใจคุณว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง, ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นๆ, เพื่อนทั้งหลาย, ญาติทั้งหลาย, เพื่อนร่วมงานทั้งหลาย. นั่นคือทำไมที่เราทำพวกมัน. และแน่นอน, ถ้าคุณสามารถช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่เรามีขึ้นที่จะทำมัน, นั่นจะเป็นที่ชื่นชมนิยมอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน. แค่ไปที่เว็บไซท์ของเรา, democracyatwork.info, และมันจะเป็นที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเห็นว่าทำได้อย่างไรนั้น. ขอบคุณ.  (If interventions and comments like this strike you as useful, please share this video with others, friends, relatives, co-workers. That’s why we make them. And of course, if you can help defray the costs that we incur to do it, that would be enormously appreciated as well. Just go to our website, democracyatwork.info, and it’ll be easy for you to see how to do that. Thank you.)

    https://youtu.be/pSy1Ohsx3Ts?si=s1EZP-l7u06nvLGz