หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2569

เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ – “อิเล็คตรอน คิดไหม?”

เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ – “อิเล็คตรอน คิดไหม?”

Erwin Schrödinger1 - "Do Electrons Think?" (BBC 1949)

          https://youtu.be/hCwR1ztUXtU?si=1iVQ8H1-qVtFQxpW

          1https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%A7%E0%B8%B5%E0%B8%99_%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

          อิเล็คตรอนมีความคิดมั้ย? (Do electron thinks?)

          อิเล็กตรอนคืออนุภาคที่มีประจุ ซึ่งการทดสอบใหม่ของเราพบในการวิเคราะห์โครงสร้างพื้นฐานขั้นสูงสุดของสสาร. (Electrons are charged particles, my new test we find in analyzing the ultimate constitution of matter.)

การจะคิดว่าอนุภาคเช่นนั้นสามารถคิดได้ด้วย เป็นเรื่องไร้สาระเสียจนฉันอาจจะตอบว่า 'ไม่'", และผมก็ไม่ได้พูดเกินจริง. อย่างไรก็ตาม, แนวคิดนี้เพิ่งปล่อยตัวออกมาเริ่มต้นได้ไม่นานนัก. ไม่เลย, แน่นอน, ในรูปแบบที่ไร้สาระอย่างชัดเจนนี้ แต่กลับซ่อนตัวอยู่ภายใต้การอำพรางในระยะหลังๆ มานี้. สิ่งนี้มักได้รับการต้อนรับอย่างสมเกียรติและยาวนานมาโดยตลอด. (To think that a such a particle can think, is so absurd that I might give the answer ‘no’ and have my talk over. However, the idea has been launched not very long ago. Not, of course, in this patently absurd form but under a disguise of late. It has often long met with quite honorable reception.)

มีความหวังในทางวิชาการบางส่วนที่ฝากไว้กับสิ่งนี้. ฉันขอใช้โอกาสนี้วิงวอนถึงความไร้ความหมายของความหวังนี้. ที่จะอธิบายถึงวัตถุ/สสารและต้องย้อนกลับไปไกล. มีข้อถกเถียงหรือปัญหาชวนหนักใจเก่าแก่มากในปรัชญาธรรมชาติ เกี่ยวกับร่างกายของเราและร่างกายของสัตว์, เครื่องจักรทั้งหลาย  การกระทำอันมาจากความจำเป็นตามรัฐธรรมนูญในทางเนื้อหาของพวกเขา และภายใต้อิทธิพลเชิงวัตถุของฃสภาพแวดล้อม รวมไปถึง  รอยประทับที่มากระทบอวัยวะรับความรู้สึก.  (Some intellectual hope has been set on it. I wish to plead here for the futility of this hope. To explain matter and must go far back. There is a very old dilemma in natural philosophy, our bodies and the bodies of the animals, machines that act of necessity according to their material Constitution and under the material influence of the environment including the impressions on the sense organ.)

คำถามนี้คือ: เราเป็นเครื่องจักออโตมาตอนไหม? คำถามที่มักจะได้รับคำตอบว่า 'ใช่' พอๆ กับที่ได้รับคำตอบว่า 'ไม่ใช่. มันจะพาเราออกนอกเรื่องไปไกลเกินกว่าจะมาไล่ตามข้อโต้แย้งทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นในเรื่องราวอันยาวนานของข้อพิพาทนี้, มีการพบกันครึ่งทางที่แปลกประหลาดนั้นชวนให้คิด. เดส์การ์ตสิ์, เป็นตัวอย่าง, มองว่าพวกเราเป็นเหมือนเครื่องจักรที่ทำงานไปตามระบบทั้งหลาย, มันมีเพียงเลือดจิ๋วๆเก่าๆอันยิ่งใหญ่เท่านั้นที่เขาบอกว่าเขาไม่ได้เป็น. ตามคำกล่าวของเดส์การ์ตสิ์, มันคืออวัยวะชิ้นนี้เองที่ควบคุมและสั่งการการเคลื่อนไหวของร่างกายทั้งหมดของเราที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ. (This question: are we Automatons **? As about as often being answered emphatically in the positive as in the negative. It would lead us to far to follow all the arguments that came to the fore in the long story of the controversy, strange compromises were suggestive. Descartes2, for instance, deemed us to be on the roll automatons, only the tiny old blood Grande he said he was not. According to Descartes, it was this organ which controlled and directed all our spontaneous bodily movements.)

**  Automaton (ออโตมาตอน, พหูพจน์คือ Automata หรือ ออโตมาตา) คือ เครื่องจักร กลไก หรืออุปกรณ์ที่สามารถทำงานได้ด้วยตนเองตามคำสั่งหรือลำดับขั้นตอนที่กำหนดไว้ล่วงหน้า โดยมักออกแบบให้เคลื่อนไหวหรือจำลองพฤติกรรมคล้ายมนุษย์และสัตว์  

2https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%99_%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%95

ทัศนคติในปัจจุบันของวิชาสรีรวิทยาต่อคำถามที่เราอาจตั้งขึ้นมาถามนั้นเป็นอย่างไร, คำพูดนั้นของปรมาจารย์ในอดีต เซอร์ ชาร์ลสิ์ (ดาร์วิน)เท่านั้นที่เขย่าสั่นไปทั่ว, ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ ไม่มีเส้นแบ่งที่แท้จริงระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิต กฎฟิสิกส์และเคมีเชิงฟิสิกส์แบบเดียวกันนั้นใช้ได้ทั้งภายในร่างกายสิ่งมีชีวิตและภายนอก .  (What is the present attitude of physiology to the question we may take for it, the word of its past master Sir Charles shaking. According to sharing, there is no boundary between the animate and the inanimate the same laws of physics and physical chemistry hold within the living body as outside.)

การสืบสวนที่ต้องระแวดระวังมากที่สุดของกระบวนการทั้งหลายทางตรรกะฟิสิกส์ในเส้นประสาทในสมองได้เผยให้เห็นว่าไม่มีกลไกจุดเชื่อมตอใดที่จิตเข้าไปควบคุมหรือส่งผลกระทบโดยตรงกับสสาร/วัตถุ. ตัวจิตเองโดยแท้, นั่นเป็นโดยธรรมชาติอย่างยิ่งฃของตัวมันเองแล้วไม่สามารถเล่นเปียโนได้. จิตเองโดยแท้แล้ว, ไม่สามารถเคลื่อนไหวนิ้วในมือหนึ่งได้เลย.  (The most careful investigation of the physiological processes in the nerve in the brain reveals no leverage whereby mind could take direct influence on matter. Mind per se, that is by its very nature cannot play the piano. Mind per se, cannot move a finger of a hand.)

สิ่งนี้ทำให้เรามองว่า ร่างกายของเรามีความอัตโนมัติหรือไม่เป็นอัตโนมัติ เหมือนกับวัตถุไร้ชีวิตชิ้นอื่นๆ, ไม่ว่าสิ่งประดิษฐ์,ใดนทางกลไกใด, ทางเคมี, ทางไฟฟ้า. เพียงแค่ว่ามันซับซ้อนกว่าเครื่องจักรที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นที่ว่าชาญฉลาดที่สุดแล้ว. (This leaves us with the outlook that our body is as automatic or non-automatic as any inanimate piece of matter, any mechanical, chemical, electrical contrivance. Only infinitely more complicated than the most ingenious man-mad machine.)

คำถามนี้จึงถูกส่งต่อจากศาลแห่งจิตวิทยาไปยังศาลแห่งฟิสิกส์และเคมี. หากพิจารณาในชั้นศาล เพื่อรักษาแนวบรรทัดฐานที่คล้ายคลึงกันไว้ชั่วขณะ, มีผู้ทรงคุณวุฒิไม่ใช่ผู้พิพากษานั่งอยู่ข้างผู้พิพากษา, กล่าวคือ ตัวตนอันกระจ้อยร่อยของเราเองที่รู้สึกรังเกียจที่จะส่งต่อให้กับหุ่นยนต์กลไกอัตโนมัติ. (The question is thus referred from the tribunal of psychology to that of physic and chemistry. But in the tribunal to keep to the similar for a moment, there sits by the side of the judges a non-jurisprudent Assessor, namely our own little self which finds it distasteful to pass on automata.)

ในตอนนี้, ฟิสิกส์พูดว่าอย่างไรถึงมัน, สถานการณ์นั้นค่อนข้างพิเศษประหลาด. จากตอนแรกรเมต้นที่สุดของวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์, เราได้พบกับ ความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่า ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นถูกควบคุมไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่ละเมิดมิได้. ดังนั้น,นั่นคือเหตุให้เกิดเหตุการณ์ทั้งหลาย, รูปร่างทั้งหลาย, และลำดับเหตุการณ์ทั้งหลายอันไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหลีกเลี่ยงได้อันยไม่มีที่สิ้นสุดของเหตุและผลลัพธ์.   (Now, what does physic says to it, the situation is peculiar. From the earliest beginnings of physical science, we meet with a firm conviction that everything that happens is governed by inviolable laws. So, that the cause of events, forms, an inevitable and all alterable infinite sequence of causes and effects.)

นักฟิสิกส์อะตอมรายแรกคือ ดีโมเครตัส, ผู้อยู่ร่วมสมัยของโสกราตีสในศตวรรษที่ห้าก่อนคริสตศักราช จากบันทึกเชือกปม (คิปุ) ชุดใหม่ มีคำกล่าวหลงเหลืออยู่เพียงสองคำเท่านั้น. หนึ่งนั้นคือคุณปฏิเสธที่จะเชื่อว่า ดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์ และดวงดาวทั้งหลายกำลังมีชีวิตอยู่และอื่นๆนั้น ที่เกี่ยวข้องเราอยู่ในที่นี่ล นั่นไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล แต่ทุกสิ่งเกิดขึ้นด้วยเหตุผลและด้วยความจำเป็น.   (The first atomic physicist was Democritus3, a contemporary of Socrates in the fifth century BC of new quipus only two saying are preserved. One that you refuse to believe that Sun, Moon and stars are living being and the other which concerns us here is, that nothing comes to pass without a cause but everything happens by reason and of necessity.)

3https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%94%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%95%E0%B8%AA

สิ่งนี้เขายืนยันรักษาไว้ในศตวรรษที่ 5 ก่อนคริสตกาล และในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19. นักฟิสิกส์ทั้งหลาย. บรรดานักฟิสิกส์พร้อมที่จะรับรองหรือเห็นชอบกับความคิดเห็นของเขาอย่างเต็มที่., แต่ในวันนี้ได้มาถึง เหตุการณ์แปลกประหลาดนี้เกิดขึ้นสองครั้งภายในระยะเวลาสองพันห้าร้อยปี. นับเป็นครั้งแรกที่มีการเบี่ยงเบนอย่างเห็นได้ชัดจากความเชื่อเรื่องความตายตัวของเหตุการณ์ทางกายภาพ ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากยุคของเดโมคริตุสเพียงประมาณ 150 ปีเท่านั้น. (This he maintained in the the 5th century BC and towards the end of the 19th century AD. Physicists were fully prepared to endorse his opinion, but now comes to the peculiar thing twice within two and a half thousand years. There was a notable departure from the belief in the strictness SAT of the physical events the first time this happened only about 150 years after Democritus.)

เราทราบเรื่องนี้จากบทกวีคำสอนของลุกรีเชียส ผู้ซึ่งเป็นกระบอกเสียงหลังมรณกรรมของอีปิคูรัส ผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่ในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตศักราช. ข้อเสนอแนะของพวกเขาไม่มีผลอะไรตามมาเลย และมันก็ถูกลืมไปแทบจะสนิท. (We gather this from the didactic poem of Lucretius4 who was the posthumous mouthpiece of Epicurus, who lived in the 4th century BC. Their suggestion had no consequences it was all but forgotten,)

 ครั้งที่สองก็คือ,  ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่แน่นอนของการเชื่อมโยงในห่วงโซ่ของเหตุการณ์ทางกายภาพนั้น เพิ่งจะถูกตั้งข้อสงสัยเป็นครั้งแรกเมื่อ 30 ปีที่แล้วโดย ฟรานซ์ เอกซ์เนอร์ ในปีต่อๆมา.  (The second time, the strictly costs of linkage in the chain of physical happenings was thrown into doubt, was only 30 years ago by France Exner in year.)

4 https://www.britannica.com/biography/Lucretius

เกือบ 10 ปีถัดมานั่นคือเกือบ 20 ปีจากวันนี้, การไม่เชื่อเรื่องเหตุและผลอย่างเคร่งครัด ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของสิ่งที่คุณอาจเรียกว่าความเชื่อใหม่ ในวันนี้ได้  ซึ่งนักฟิสิกส์ส่วนใหญ่ยอมรับและเรียกว่า กลศาสตร์ควอนตัม.  (About 10 years later that is about 20 years ago from today, the disbelieve in strict causation became part and parcel of what you might call the new creed now adopted by most physicists and called Quantum Mechanics.)

ทั้งสองครั้งที่มีการกล่าวอ้างว่าความสัมพันธ์เชิงสาเหตุอย่างเคร่งครัดได้พังทลายลงในขอบเขตของวิชาฟิสิกส์, ได้รับการยกย่องว่าช่วยขจัดอุปสรรคในการทำความเข้าใจความเคลื่อนไหวโดยธรรมชาติของสัตว์และมนุษย์.   (Both times the alleged breakdown of strict causality in the domain of physics, was hailed for removing the obstacle in our understanding the spontaneity of the movements of the animals and of men.)

ในความเข้าใจถึงเจตจำนงอิสระดังที่เมื่อมักจะเรียกมันเช่นนั้นกันอยู่เสมอ. มาดูกันว่าข้ออ้างนี้สมเหตุสมผลหรือไม่ สมมติฐานตามรายงานของเดโมคริตัสนั้นเรียบง่ายมากจริง ๆ เขาเพียงแค่ระบุว่าอะตอมเบี่ยงเบนไปเล็กน้อยมากในแบบที่ไม่มีทางกำหนดล่วงหน้าได้อย่างสิ้นเชิง, ในวิธีที่คาดไม่ถึงจากเส้นทางที่คุณคาดว่าพวกมันจะเดินตามจากสมมติฐานของกฎทางกายภาพที่เคร่งครัด ไม่มีทฤษฎีเรื่องการเบี่ยงเบนถูกเสนอขึ้นมา.    (In understand free will as when usually calls it. Let us see whether this claim is justified the hypothesis as reported by Democritus was very simple indeed. He just states that the atoms do swerve in a very small but entirely undetermined, an unforeseen way from the courses you would expect them to take from suppose strict physical laws. No theory of the swerves is offered.)

นี่เท่ากับเป็นการบอกว่ากฎที่เข้มงวดนั้นเป็นเพียงแค่เรื่องสมมติที่มีไว้เพื่อสร้างอำนาจ [ให้] เส้นทางของอนุภาคมีความไม่แน่นอนหรือมีความยืดหยุ่นอยู่บ้างเล็กน้อยในบริเวณรอบๆ เส้นทางที่ถูกกำหนดขึ้นมาอย่างสมมติ.  (This amounts to saying that the strict laws are only figments there to empower path of the particle is to a small extent arbitrary in the neighborhood of the fictitiously prescribed path.)

ไม่ใช่เรื่องไร้เหตุผลที่จะคาดเดาว่า ความบังเอิญหรือความไม่มีแบบแผนเล็กๆ น้อยๆ ของอะตอมแต่ละตัว ร่วมมือกันทำให้เกิดความบังเอิญหรือความไม่มีแบบแผนที่ปรากฏให้เห็นในพฤติกรรมของสัตว์และมนุษย์.  (It is not illogical to surmise that the several little arbitrariness eases of the single atoms collaborate to bring about the apparent arbitrariness in the behavior of the animals and the men.)

สิ่งที่ ลูครีทิอุส (Lucretius) ลืมไปก็คือ เขาไม่ได้อธิบายอะไรเลย เขาไม่ได้แก้ปัญหาใดๆ เขาเพียงแค่ผลักปัญหาให้กลับไปอยู่ที่อนุภาคขั้นพื้นฐาน ซึ่ง ณ จุดนั้น ปัญหาจะกลายเป็นเรื่องที่ยากจะรับมือหรือทำความเข้าใจมากยิ่งขึ้นไปอีก.   (What Lucretius forgets is that he has explained nothing he has solved no problem. He has only referred the problem back to the ultimate particles, where it has become much more difficult to grapple.)

ด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายที่เรียบง่ายและเป็นธรรมชาติที่สุด, การเคลื่อนไหวของร่างกายที่ง่ายและเกิดขึ้นเอง เช่น การยกแขนของผม จะต้องอาศัยการร่วมมือกันอย่างเป็นระบบของอะตอมเดี่ยว ๆ นับพันล้านตัวในวิถีที่เบี่ยงเบนไปอย่างไร้ทิศทางแน่ชัด หากพวกมันจะทำให้เกิดการกระทำที่สอดประสานกันเป็นหนึ่งเดียว.  (With the simplest spontaneous bodily movement, say the lifting of my arm would require the planned column oration of billions of single atoms in their undetermined swerves if they should bring about the integrated action.)

ในฟิสิกส์สมัยใหม่ การปฏิเสธเรื่องความเป็นเหตุเป็นผลแบบเคร่งครัด มีลักษณะที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงในสองประการ ประการแรก ไม่ใช่เรื่องของการเบี่ยงเบนเพียงเล็กน้อยจากกฎการเคลื่อนที่อันแม่นยำที่สมมติขึ้นมา แต่พฤติกรรมของอนุภาคดั้งเดิมอย่างอิเล็กตรอนนั้นมีความเป็นความน่าจะเป็นและไม่เป็นตามที่กําหนดให้ไว้เดิมอย่างแท้จริง.  (In modern physics the denial of strict causation is of entirely different nature in two respects first there is no question of only small departures from a fictitious exact law of motion the behavior of primal particles as electrons.)

ตัวอย่างเช่น, ระบบอะตอมขนาดเล็กที่ประกอบด้วยอนุภาคเพียงไม่กี่ตัว ปัจจุบันถูกคาดหมายว่ามีความไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ทั้งหมด ซึ่งอยู่ในขอบเขตความไม่แน่นอนที่กว้างมาก. เป็นที่คิดกันว่า ในยามที่เราต้องเลือกทางเดินที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงหลายๆ ทาง ในทีนี้เปรียบเหมือนการพูดในความหมายเสมือนกับการเดินทางของอนุภาคหนึ่ง. (For instance, of small atomic systems composed of only a few of them is now supposed to undetermined and unforeseen all within a wide margin of uncertainty. It is thought that in times we have to follow a particle the choice between several entirely different courses to take let this for the moment be figurative speech meaning.)

มีเพียงสิ่งเดียวคือ ไม่มีสิ่งใดในสถานการณ์ที่ถูกสังเกตการณ์ที่ชี้ชัดหรือกำหนดทิศทางได้, ว่าตัวอนุภาค – จะกระทำ. แต่อีกด้านหนึ่ง สถานการณ์นี้ควรจะกำหนดสถิติของทางเลือกที่เป็นไปได้ต่างๆ ภายใต้สถานการณ์เดียวกันให้มีความแม่นยำอย่างเข้มงวด.  (Only that nothing in the observed situation determines the course, the particle act – will it takes. But on the other hand, the situation is supposed to determine with rigorous precision, the statistics of the various possible choices given the same situation.)

อนุภาคจะซ้ำรอยเดิมซ้ำแล้วซ้ำเล่า เช่น ใน 2/3 ของกรณีทั้งหมดจะไปทางหนึ่ง และใน 1/3 ของกรณีจะไปอีกทางหนึ่ง และทำนองเดียวกันเมื่อมีเส้นทางให้เลือกมากกว่าสองทาง.  (Over and over again the particle will for instance in exactly 2/3 of the cases follow one course in one-third of the cases the other one and similarly when there are more than two courses to follow.)

อีกครั้ง, เช่นเดียวกับเมื่อ 2,000 ปีที่แล้ว มีข้อเสนอแนะว่าการละเมิดหลักความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลอย่างเคร่งครัดนี้, เปิดช่องให้เห็นการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของทั้งในสัตว์และในมนุษย์ คำกล่าวอ้างนี้ในตอนนี้มีความชอบธรรมแล้วหรือยัง ฉันคิดว่าไม่ เพราะมีข้อโต้แย้งที่สำคัญยิ่งจากวิชาฟิสิกส์, จากทางจิตวิทยาและจากทางปรัชญา, จากจิตวิทยา และจากปรัชญา. (Again, the same as 2,000years ago it has been suggested that this breach of strict causation, leaves room for the display of the spontaneous movements in the animals and in man is this claim now justified I think not there are great objections from physics, from psychology and from philosophy.)

จากมุมมองทางฟิสิกส์ หากตัวเราหรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือแม้แต่ตัวฉันเอง สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างอิสระจากเศษเสี้ยวเวลาอันน้อยนิด, ที่เหลืออยู่สำหรับอิเล็กตรอนเดี่ยวตัวนั้น. การกระทำดังกล่าวถือเป็นการฝ่าฝืนทางสถิติเมื่อพิจารณาในภาพรวมจากกลุ่มกรณีที่คล้ายคลึงกันเป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความร้ายแรงเท่ากับหรือแย่กว่าการฝ่าฝืนกฎแห่งความระมัดระวังอย่างเคร่งครัด.   (From physics, if the individual or it’s mine or what now could make free use of the trice left to the single electron. This would infringe the statistical law when a synoptic view of many similar cases is taken this is as bad or as good as a breach of strict precaution laws.)

หากเราละเว้นกฎฟิสิกส์ในร่างกายที่มีชีวิต, เราก็สามารถอธิบายทุกสิ่งได้. ผมได้กล่าวประเด็นนี้ไว้อย่างสั้นและรุนแรง ซึ่งมันน่าจะสรุปได้อย่างเด็ดขาดในทั้งหมด. เพื่ออธิบายข้อคัดค้านทางฟิสิกส์ (หรือทางกายภาพ), ขอ ให้ผมตั้งข้อสังเกตว่า ค่าจี (G's) ที่เข้มงวดทางฟิสิกส์ ยอมให้เกิดความเกี่ยวพันซึ่งกันและกันของการเลือกที่กระทำโดยอิเล็กตรอนต่างๆ ยกเว้นเสียแต่ว่าพวกมันจะเป็นเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกัน. ดังนั้น จึงต้องสมมติฐานและมีข้อเสนอเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า, มีเซลล์ต้นแบบ (master cell) และภายในเซลล์นั้นมีโมเลกุลต้นแบบ (master molecule), ซึ่งในที่นี้คือการเลือกใช้ระดับอะตอม จะเกิดขึ้นและเป็นตัวกำหนดการเคลื่อนไหวแบบฉับพลันของร่างกายทั้งร่าง ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับสิ่งที่เราทราบเกี่ยวกับการทำงานของสมอง.  (If we suspend physics in the living body, we can explain anything. I put this point briefly and drastically it could be clinched in all. To explain the physiological objection, let me observe that physics strict G’s allows a mutual dependence of the choices taken by various electrons unless they are close neighbors. What would therefore have to assume and this has been proposed a master cell and within it a master molecule and here the choice of the atomic scale would take place and would determine a spontaneous movement of the whole body this is flatly contradicted by what we know about the functioning of the brain.)

จำนวนเซลล์สมองที่ร่วมมือกันในกรณีเช่นนี้มีมหาศาล และความคิดที่ว่าเซลล์เหล่านี้ควรจะถูกสั่งการอยู่เสมอโดยเซลล์นายเพียงเซลล์เดียวนั้น แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่เหมือนกันทั้งหมด การจะมองว่ามันเป็นเรื่องเหลวไหลก็ยังถือว่าไร้สาระเกินไป, แต่สมมติว่าคุณสามารถลบล้างข้อโต้แย้งนี้ได้, นั่นอาจเป็นระบบกลไกที่ละเอียดอ่อนของการทำงานแบบส่งต่อ ซึ่งจนถึงตอนนี้เราอาจจะยังค้นพบมันไม่พบ.  (The number of brain cells cooperating in such a case is enormous and the idea that they should always be said at work by one master cell even if were not to be all the same one is ludicrous but assume you could override even this objection that might be a delicate system of a relay action which we may have hitherto failed to discover.)

ความเชื่อที่ว่า อิเล็กตรอนเพียงตัวเดียวหรือแค่ไม่กี่ตัว สามารถเลือกการเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ, ตามช่องว่างที่กฎฟิสิกส์ดั้งเดิมเปิดไว้ให้ และการเลือกนั้นทำให้ร่างกายของเราขยับตัวสูงขึ้นได้. (Then I am left to believe that a single electron or very few of them, by making use of free choice, the primitive laws of physics leave them should enact a movement of my body higher this movement, is some time’s preceded by a long deliberation, a careful and may be painful weighing of motives.)

ท้ายที่สุดแล้ว, เรื่องนี้ก็ทำให้ฉันต้องยอมเปิดปากเอ่ยชื่อของคนที่ฉันลังเลมาตลอดว่าจะยอมบอกออกไปดีไหม. มันไม่เพียงแต่ชัดเจนเท่านั้น แต่ยังเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า การพิจารณาล่วงหน้านั้นเกี่ยวข้องกับสมอส่วนที่กว้างขวาง ซึ่งมีเซลล์นับหลายพันล้านเซลล์ การเชื่อใจคุณว่ากิจกรรมนี้จะกำหนดการตัดสินใจในกลุ่มหลักของอิเล็กตรอนตามที่สมมติขึ้นนั้น จะทำให้แผนการทั้งหมดพังไม่เป็นท่า.   (This ultimately disposed, let me say my mouth to open and to pronounce the name of a person I hesitated to give away. It is not only obvious but actually indubitable that the preliminary deliberations involve extended part of the brain, billions and billions of cells trust you that this activity eventually determines the decision in the supposed master group of electrons would entirely spoil the game.)

ประเด็นก็คือ, พฤติกรรมของพวกเขานั้นควรจะได้รับการยกเว้นจากการถูกกำหนดด้วยเหตุและผลทางกายภาพ. หากคุณต้องการทำสิ่งนี้ต่อไป คุณต้องพร้อมที่จะปล่อยให้กระบวนการคิดและการชั่งน้ำหนักแรงจูงใจทั้งหมด, ถูกกระทำโดยกลุ่มอิเล็กตรอนนายใหญ่เพียงกลุ่มเดียว โดยไม่มีกระบวนการทางกายภาพอื่นใดควบคู่ไปด้วย. นี่มันไร้สาระเกินไปแล้ว.  (For the point was that, their behavior was to be exempt from physical causation. If you want to keep this up you needs must be prepared to let all the thinking and weighing of motives, be done by the one master group of electrons alone and without any accompanying physical process. This is absurd.)

 https://youtu.be/hCwR1ztUXtU?si=4l_AfqEqZymlcUYH

วันอังคารที่ 11 สิงหาคม พ.ศ. 2569

สูตรลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ทั้งปวง/ ความรู้โบราณ

สูตรลับที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการสร้างสรรค์ทั้งปวง/ ความรู้โบราณ

The Hidden Formula Behind All Creation | Ancient Knowledge

          https://youtu.be/sUx8dPxMi2E?si=PoxRGrmVGicVKOal

บทนำ (Intro)

          จินตนาการว่าบางแห่งข้างในคุณมีแรงกำลังที่มองไม่เห็นกำลังจัดรูปร่างทุกรายละเอียดของชีวิตคุณอยู่, พลังงานที่ซ่อนอยู่เงียบๆซึ่งมีอิทธิพลต่อการเลือกทั้งหลายของคุณ, ความคิดทั้งหลายของคุณ, และกระทั่งอะไรที่คุณดึงดูดใจเข้ามาสู่ความเป็นจริงของคุณ. จะเกิดอะไรขึ้นถ้าแรงกำลังนี้ได้เข้าไปควบคุมทุกอย่างในขณะที่คุณไปตามการไหลเคลื่อนนั้นอย่างง่ายๆโดยไม่รู้สึกตัวว่า คุณสามารถตามความเป็นจริงคือดเจ้านายของพลังนี้? คุณเข้าใจอย่างแท้จริงว่าความเป็นจริงของคุณถูกสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างไรไหม?   (Imagine if somewhere inside of you there existed an invisible force shaping every detail of your life, a silent hidden energy that influences your choices, your thoughts, and even what you attract into your reality. What if this force was in control of everything while you simply went with the flow unaware that you could actually Master this power? Do you really understand how your reality is created?)

          แรงกำลังลี้ลับนี้คือจิตใต้สำนึกของคุณ. มันทำงานอยู่หลังฉากอย่างไม่เห็ดเหนื่อยในการจัดรวมชีวิตของคุณเข้าด้วยกัน โดยมีพื้นฐานอยู่บนความเชื่ออันลึกที่สุดและรูปแบบของจิตใจทั้งหลาย. อะไรที่น่าประทับใจคือว่าในขณะที่คุณได้เพ่งความสนใจอยู่กับกิจกรรมประจำวันทั้งหลายของคุณ, จิตใต้สำนึกของคุณ ก็อย่างสม่ำเสมอในการจัดรูปร่างความเป็นจริงของคุณ. มันทำสิ่งนี้โดยปราศจากกระทั่งว่าคุณได้ตระหนักรู้ถึง, กระทำเหมือนกับว่าเป็นวาทยกรที่มองไม่เห็น, กำลังกำกับวงดนตรีออเครสตร้าทุกเหตุการณ์ซึ่งคลี่เผยออกในชีวิตของคุณ. แต่ลองคิดถึงมันดูสิ. (This mysterious force is your subconscious mind1. It works behind the scenes tirelessly organizing your life based on your deepest beliefs and mental patterns. What’s fascinating is that while you’re focused on your daily activities, your subconscious is constantly shaping your reality. It does this without you even realizing, acting like an invisible conductor, orchestrating every event that unfolds in your life. But think about it.)

          1 Subconscious mind หรือ จิตใต้สำนึก คือ ส่วนหนึ่งของจิตใจที่ทำงานอยู่เบื้องหลังระดับความรู้สึกตัว ทำหน้าที่เก็บความทรงจำ ประสบการณ์ และความเชื่อ โดยมีอิทธิพลต่อพฤติกรรม อารมณ์ และปฏิกิริยาอัตโนมัติ ของเราในชีวิตประจำวัน

ลักษณะและการทำงาน

  • คลังเก็บความทรงจำ: บันทึกข้อมูลและประสบการณ์ทุกอย่างตั้งแต่เรายังเด็กไว้อย่างถาวร
  • ทำงานอัตโนมัติ: ควบคุมทักษะที่ทำจนชำนาญ เช่น การขับรถหรือการพิมพ์ดีด โดยไม่ต้องใช้ความคิดตั้งใจตลอดเวลา
  • ขับเคลื่อนพฤติกรรม: ส่งผลต่อความกลัว ความเชื่อ และนิสัยที่แสดงออกมาโดยไม่รู้ตัว

          แต่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ควอนตัม ฟิสิกส์, ได้ได้แสดงให้เห็นไปแล้วว่า ความคิดทั้งหลายของเราและการสังเกตการณ์ทั้งหลายของเรา ส่งผลกระทบโดยตรงต่อสิ่งที่เราประสบหรือพบเจอในโลกทางกายภาพ. เราไม่ได้กำลังพูดคุยถึงบางอย่างที่จับต้องไม่ได้หรือลึกลับ แต่นี่เป็นสิ่งที่สามารถวัดขนาดๆได้และเป็นจริง. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ค้นพบนั่นบนระดับรากฐานมากที่สุด. การกระทำอย่างง่ายๆของการสังเกตการณ์ สามารถเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของอนุภาคทั้งหลาย พลิกเปลี่ยนความอาจเป็นยไปได้ทั้งหลายให้กลายเป็นความเป็นจริงอย่างรูปธรรมแข็งแรง.  (But modern science particularly quantum physics, has already shown that our thoughts and observations have a direct impact on what we experience in the physical world. We’re not talking about something ethereal or mystical but something measurable and real. Scientists have discovered that on the most fundamental level. The simple Act of observing can change the behavior of particles turning possibilities into concrete realities.)

          แต่ทั้งหมดนี้เชื่อมต่อกับจิตของคุณได้อย่าง? และสิ่งนี้หมายถึงอะไรสำหรับความสามารถของคุณในการอธิษฐานประกาศความปรารถนาของคุณและสร้างสรรค์ความเป็นจริงที่คุณต้องการ. ดังนั้น, ในวันนี้จะเป็นการเดินทางเพื่อขยายมุมมองของเรา ผมหวังว่าคุณจะสามารถเปิดจิตของคุณทีจะสำรวจค้นหามากขึ้นอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับจิตใต้สำนึกของคุณ. อะไรที่คุณกำลังจะค้นพบอาจจะท้าทายค้านต่อมุมมองปัจจุบันของการที่ความเป็นจริงทำงานอย่างไร. ดังนั้น, เรามาสำรวจกันว่าการซ่อนอยู่ของจิตใต้สำนึกของคุณ อย่างไรที่มันอย่างเงียบๆกำหนดการตัดสินใจในทิศทางชีวิตของคุณ และที่สำคัญมากที่สุดได้เรียนรู้ว่า อย่างไรที่จะใช้พลังของจิตใต้สำนึกนั้นเพื่อความได้เปรียบของคุณ.  (But how does all of this connect to your mind. And what does this mean for your ability to manifest2 your desires and create the reality you want. So, today will be a journey to broaden our perspective I hope you can open your mind to explore a little more about your subconscious. What you’re about to discover may challenge your current view of how reality works. So. Let’s explore the hidden of your subconscious mind and discover how it silently determines the course of your reality and most importantly learn how to use the power of your subconscious to your advantage.)

          2 To manifest คือ การทำให้ความต้องการ ความฝัน หรือเป้าหมายในใจกลายเป็นความจริง โดยอาศัยพลังความคิด การจินตภาพเชิงบวก และความเชื่อมั่น ร่วมกับการลงมือทำ

ความหมายทั่วไป

  • ความหมายดั้งเดิม: การแสดงออกหรือทำให้เห็นเด่นชัดเป็นรูปธรรม
  • ความหมายในกระแสจิตวิทยา/จิตวิญญาณ: การใช้กฎแห่งแรงดึงดูด (Law of Attraction) เพื่อดึงดูดสิ่งที่เราปรารถนา ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จ เงินทอง หรือความรัก ให้เกิดขึ้นในชีวิตจริง

ขั้นตอนการทำ Manifest พื้นฐาน

  • กำหนดเป้าหมาย: คิดและเขียนสิ่งที่เราต้องการให้ชัดเจนและเฉพาะเจาะจง
  • จินตนาการและความรู้สึก: หลับตาและวาดภาพว่าเราได้รับสิ่งนั้นแล้วจริงๆ ด้วยความรู้สึกอิ่มเอมและมีความสุข
  • คิดและพูดเชิงบวก: ใช้คำพูดตอกย้ำความตั้งใจ (Affirmations) ว่าเราทำได้และคู่ควร
  • ลงมือทำ: ขยับตัวทำกิจกรรมหรือหน้าที่ที่สอดคล้องกับเป้าหมายนั้น ไม่ใช่แค่นั่งรอปาฏิหาริย์

          เอาละ, จุดแรกของการเดินทางของเราก็คือ ถ้าการสังเกตการณ์เพียงพอที่จะพลิกเปลี่ยนความอาจเป็นไปได้ทั้งหลายไปเป็นความจริงทั้งหลาย. มันหมายความอะไรจริงๆที่จะสังเกตโลกรอบตัวของคุณ? เมื่อเราพูดคุยเกี่ยวกับการสร้างสรรค์ความเป็นจริง, เรากำลังหมายถึงบางสิ่งที่ลึกซึ้งกว่าการรับรู้ง่ายๆธรรมดา. ควอนตัม ฟิสิกส์เป็นหนึ่งในสาขาวิทยาศาสตร์ยุคใหม่ที่น่าสนมากยิ่ง ที่เสนอให้เราในกุญแจทรงพลังที่จะทำความเข้าใจว่า อย่างไรที่ความคิดทั้งหลายและความสนใจตั้งใจทั้งหลายของเรานั้นจัดรูปร่างอะไรที่เราประสบรับรู้.    (Well, the first point of our journey is if observing is enough to turn possibilities into realities. What does it really mean to observe the world around you? When we talk about creating reality, we are referring to something much deeper than simple perception. Quantum physics one of the most intriguing areas of modern science offers a powerful key to understanding how our thoughts and attention shape what we experience.)

          แนวความคิดรากฐานคือ ผู้สังเกตมีผลกระทบ, หลักการนี้ชี้แนะว่า, อนุภาคทั้งหลายที่มีอยู่ในสภาวะหนึ่งนั้นบน ระดับที่เล็กกว่าอะตอม/อนุภาคย่อยของอะตอม, อนุภาคทั้งหลายดำรงอยู่ในสภาวะของศักยภาพ. พวกมันโดยเนื้อแท้แล้ว, ยังไม่สามารถระบุกำหนดได้จนกว่าพวกมันจะถูกสังเกต. สิ่งนี้หมายความว่าการกระทำอย่างง่ายๆของ ความเพ่งสนใจบนบางสิ่ง, การให้ความสนใจต่อวัตถุหนึ่ง หรือความอาจเป็นไปได้ เป็นแรงกำลังบังคับให้อนุภาคนั้นที่จะ “เลือก” สภาวะพิเศษเฉพาะหนึ่งๆ, กลายเป็นบางอย่างที่แข็งแรงในโลกของกายภาพ.   (A fundamental Concept is the observer effect, this principle suggests that, particles exist in a state on a subatomic level, particles exist in a state of potential. They are essentially, undefined until they are observed. This means that the simple act of focusing on something, pay attention to an object or possibility forces the particle to “choose” a specific state, becoming something concrete in the physical world.)

          พูดง่ายๆ ก็คือ การสังเกตของคุณเป็นตัวกำหนดความจริง. ในตอนนี้, ถ้าเรามาพิจารณาถึงทุกสิ่งที่อยู่รายรอบตัวเรา, จากวัตถุทั้งหลายที่ง่ายที่สุดไปถึงดวงดาวทั้งหลายในท้องฟ้า, ว่าถูกทำขึ้นจากอนุภาคทั้งหลายชนิดเดียวกัน, มันนำเราไปสู่แนวคิดที่น่าสนใจหนึ่ง. ความมุ่งมั่นสนใจของเรา, การเพ่งสนใจอย่างรู้สึกตัวของเรา, มีอิทธิอย่างแท้จริงอย่างไรที่โลกจัดรวมองค์ตัวมันเองเข้าด้วยกันรายรอบเรา.  (In simple terms, your observation defines reality. Now, if we consider that everything around us, from the simplest objects to the stars in the sky, is made of the same particles, it leads us to an interesting idea. Our attention, our conscious focus, literally influences how the world organizes itself around us.)

          เมื่อคุณเพ่งสนใจจับอยู่อะไรบางอย่าง, การจดจ่อหรือการเพ่งสมาธิเช่นนั้น เป็นตัวกระตุ้นกระบวนการควอนตัมที่เปลี่ยนความเป็นไปได้ให้กลายเป็นความจริงทั้งหลายที่จับต้องได้. จิตของคุณ, คือหนึ่งในองค์ประกอบทั้งหลายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในการสร้างสรรค์ความเป็นจริงเชิงกายภาพ. ดังนั้น, อะไรที่ครั้งหนึ่งเคยถูกถือว่าเป็นบางอย่างเช่นจิตวิญญาณล้วนๆ ในตอนนี้พบว่าคือสิ่งสะท้อนกลับมาในการค้นพบทั้งหลายทางวิทยาศาสตร์. นี้คืออะไรที่สนับสนุนการฝึปฏิบัติของการอธิษฐานประกาศ. ทุกครั้งที่คุณเพ่งสนใจอยู่กับความปรารถนาหนึ่ง, กับเป้าหมายหนึ่ง, คุณอย่างแท้จริงกำลังจัดรูปร่างจักรวาลที่รายรอบตัวคุณ.  (When you focus on something, that concentration activates a quantum process that turn possibilities into tangible realities. Your mind, more specifically your attention, is one of the greatest factors in creating physical reality. So, what was once treated as something purely spiritual now finds a reflection in scientific discoveries. This is what supports the practice of manifestation. Every time you focus on a desire, on a goal, you are literally shaping the universe around you.)

          ตั้งแต่วิทยาศาสตร์ยุคใหม่ได้พิสูจน์รับรองไปแล้วว่าผู้สังเกตการณ์นั้นได้มีผลกระทบโดยตรงกับอะไรที่ถูกสังเกตการณ์, สิ่งนี้ได้นำเราไปสู่ข้อสรุปที่กำลังตามมาว่า. ถ้าเรามุ่งสนใจโดยตรงยังวัตถุ, เรามีพลังที่จะสร้างสรรค์อย่างมีสำนึกจิตต่อความเป็นจริงที่เราปรารถนาได้.  (Since modern science has already proven that the observer has a direct impact on what is observed, this leads us to the following conclusion. If our attention directs matter, we have the power to consciously create the reality we desire.)

จิต ใต้สำนึก (The Subconscious Mind)

และถ้าการสร้างสรรค์อย่างฃสำนึกจิตนี้ เป็นรากในกฎธรรมชาติทั้งหลายที่ปกครองจักรวาลของเรานี้, เราจำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจว่า เราสามารถอย่างไรที่จะจัดเรียวแนวความคิดของเราทั้งหลายด้วยพลัง ที่กระทำอย่างประณีตต่อทุกสิ่งรายรอบเรา.ถ้าเราได้เข้าใจแล้วว่าความเป็นจริงได้ถูกจัดรูปร่างโดยความมุ่งมั่นสนใจและการสังเกตการณ์ของเรา, คำถามรากฐานก็อุบัติขึ้นมา. อะไรกำลังควบคุมส่วนใหญ่ของความมุ่งมั่นสนใจนั้น?  (And if this conscious creation is rooted in the natural laws that govern our universe, we need to understand how we can align our thoughts with this power that subtly acts on everything around us. If we already understand that reality is shaped by our attention and observation, a fundamental question arises. What is controlling most of that attention?)

เอาละ, นี่คือที่ซึ่งบทบาทของจิตใต้สำนึกออกมาเล่น. ถึงแม้ว่าจิตที่มีสำนึก เป็นส่วนของเราที่รับรู้, มีเหตุผลและทำการตัดสินใจอย่างจริงจัง. มันเพียงแค่ยอดของภูเขาน้ำแข็ง. ในข้อเท็จจริง, เครื่องยนต์จริงเบื้องหลังส่วนใหญ่ของเราในการกระทำทั้งหลาย, ความคิดทั้งหลาย และพฤติกรรมทั้งหลาย ก็คือจิตใต้สำนึก. ลองคิดว่าจิตใต้สำนึกเป็นเช่น  คลังข้อมูลขนาดไพศาลที่ได้รวบรวมทั้งหมดของคุณประสบการณ์ทั้งหลาย, ความเชื่อทั่งหลาย, ความทรงจำทั้งหลาย และรูปแบบพฤติกรรมทั้งหลายได้ถูกสะสมเก็บไว้.  (Well, this is where the role of the subconscious mind comes into play. Although the conscious mind is the part of us that perceives, reasons and makes active decisions, it’s only the tip of the iceberg. In fact, the real engine behind most of our actions, thoughts and behaviors is the subconscious. Think of the subconscious as a vast archive where all your life experiences, beliefs, memories and behavioral patterns are stored.)

มันก็เหมือนนักบินอัตโนมัติที่ได้นำทางชีวิตเราไปโดยปราศคุณที่ได้ตระหนักรู้ตัวถึงมัน. การค้นคว้าวิจัยบ่งชี้ว่า เกือบ 95% ของทุกอย่างที่เราทำประจำวัน ได้ถูกปกครองโดยระบบจิตใต้สำนึกนี้, ปล่อยเอาไว้แค่ชิ้นเล็กชิ้นน้อยเท่านั้นของการตัดสินใจเลือกและกระทำทั้งหลายของเรา ภายใต้การควบตุมอย่างมีสำนึกจิต. นี้หมายความว่ามากเท่ามากที่เราเชื่อว่าเรากำลังทำการตัดสินใจอย่างเป็นอิสระนั้น, ส่วนใหญ่ของเวลาเราแค่ทำไปตาม โปรแกรมที่ได้ถูกตั้งไว้แล้วล่วงหน้าภายในตัวเรา.  (It’s like an autopilot that guides your life without you needing to be aware of it. Research suggests that 95% of everything we do daily is governed by this subconscious system, leaving only a small fraction of our choices and actions under conscious control. This means that as much as we believe we are making decisions deliberately, most of the time we are simply following pre-established programs within us.)

จิตมีสำนึก, ส่วนของคุณใช้ที่จะทำเหตุผมและเพ่งสนใจ เป็นสิ่งแสดงปรากฏแต่เพียงราว 5% ของกิจกรรมทางจิตใจของคุณเท่านั้น. คุณสามารถทำการปรับแต่งทั้งหลายได้บางอย่างจรงนี้และตรงนั้น, แต่แกนหลักนั้นได้ถูกจัดตั้งไว้แล้วโดยจิตใต้สำนึก. อะไรทำให้สิ่งนี้ให้กระทั่งน่าสนใจยิ่งขึ้นก็คือว่า ในขณะที่จิตมีสำนึกได้ถูกเกี่ยวข้องอยู่กับรายละเอียดทั้งหลายของปัจจุบันทันด่วนนั้น, จิตใต้สำนึกทำหน้าที่ควบคุมฉากหลังทั้งหมดในชีวิตของคุณ โดยอิงจากรูปแบบที่มันได้เรียนรู้มาตามกาลเวลา.  (The conscious mind, the part you use to reason and focus represents only about 5% of your mental activity. You can make some adjustments here and there, but the main course is set by the subconscious. What makes this even more interest is that while the conscious mind is concerned with the details of the immediate present, the subconscious is responsible for the entire backdrop of your life based on patterns it has learned over time.)

และนี่คือจุดวิกฤตสำคัญ. หนทางที่เรามีปฏิกิริยาต่อสถานการณ์ทั้งหลาย, อะไรที่เราดึงดูดใจเข้ามาสู่ชีวิตทั้งหลายของเรา, และแม้กระทั่งอะไรที่เราสังเกตเห็นรายรอบตัวเราว่าเป็นอิทธิพลโดยรูปแบบทั้งหลายของขจิตใต้สำนึกเหล่านี้. ถ้าบุคคลหนึ่ง, ตัวอย่างเช่น, ถูกทำให้เชื่อมาตลอดว่าความสำเร็จนั้นเป็นเรื่องยากที่จะได้มา, การเชื่อในเรื่องจิตใต้สำนึกนี้อาจจะกรองโอกาสทั้งหลายออกมาเพื่อความสำเร็จ, นำพวกเขาที่จะเพ่งสนใจมากยิ่งขึ้นกับอุปสรรคทั้งหลายมากกว่าการแก้ปัญหาทั้งหลาย. ราวกับว่าพวกเขากำลังสวมแว่นตาที่บิดเบือนความจริงไปตามสิ่งที่ถูกโปรแกรมไว้ในใจของพวกเขาแล้ว, โดยไม่คำนึงถึงสิ่งที่ความเป็นจริงภายนอกมอบให้    (And here’s the crucial point. The way we react to circumstances, what we attract into our lives, and even what we notice around us are influenced by these subconscious patterns. If a person, for example, has been conditioned to believe that success is hard to achieve, this subconscious belief may filter out all opportunities for success, leading them to focus more on obstacles than solutions. It’s as if they’re wearing glasses that distort reality according to what has already been programed into their mind, regardless of what the external reality offers.)

ในเมื่อจิตใต้สำนึกนี้เป็นตัวรับผิดชอบสำหรับส่วนใหญ่ในการตัดกสินใจทั้งหลายของเรา, มันก็ยังรับผิดชอบสำหรับการจัดรูปร่างความเป็นจริงของเราตามความเชื่อที่ทั้งหลายฝังรากลึก. ที่จะอธิษฐานประกาศความปรารถนาเบื้องลึกที่สุดของคุณ, มันเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องปรับจิตใต้สำนึกของคุณให้สอดคล้องกับความปรารถนาเหล่านั้น. นี่คือที่ซึ่งพลังอำนาจของการปรับเปลี่ยนโปแกรมขึ้นมาใหม่ได้ดเข้ามา. จิตใต้สำนึกทำงานผ่านการทำซ้ำและการเปิดรับข้อมูลใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง. เช่นเดียวกับซอฟต์แวร์ที่อัปเดตได้ คุณสามารถใส่ 'รหัส' หรือชุดความคิดใหม่ๆ ลงในจิตใต้สำนึกของคุณ เพื่อให้มันเริ่มทำงานเข้าข้างคุณ.  (Since the subconscious is responsible for most of our decisions, it is also responsible for shaping our reality according to deeply ingrained beliefs. To manifest your deepest desires, it’s essential to align your subconscious with those desires. This is where the power of reprograming comes in. The subconscious works through repetition and continuous exposure to new information. Just like software can be updated, you can insert new “codes” in to your subconscious so that it starts in your favor.)

กระบวนการปรับเปลี่ยนชุดความคิดนี้เกี่ยวข้องกับการแทนที่ความเชื่อที่จำกัดตัวเราเอง, ซึ่งมักจะพ้นไปจากการรับรู้ของจิตใจส่วนที่ตื่นตัว, โดยมีความเชื่อใหม่ ๆ ที่ไปในทิศทางเดียวกับเป้าหมายของคุณ. แต่เราทำสิ่งนี้ได้อย่างไร? มันเป็นไปได้ผ่านเทคนิคทั้งหลายเหมือนเช่น การยืนยันเชิงบวกและการสร้างภาพในจินตนาการทั้งหลาย, ที่ซึ่งคุณสามารถเริ่มต้นจัดรูปร่างปรับแต่งจิตใต้สำนึกให้สังเกตและสร้างสรรค์โอกาใหม่ๆทั้งหลาย ที่ได้ผ่านมาอยู่เกินเอื้อมถึง. อย่างไรก็ตาม, การเปลี่ยนรูปทั้งหลายนี้ต้องการความสม่ำเสมอต่อเนื่อง.   (This reprograming process involves replacing limiting beliefs, which are often invisible to the conscious mind, with new beliefs aligned with your goals. But how do we do this? It’s possible through techniques like affirmations and visualizations, where you can start shaping subconscious to notice and create new opportunities that were previously out of reach. However, this transformation requires consistency.)

ดังที่จิตใต้สำนึกได้ซึมซับรูปแบบทั้งหลายผ่านมานานหลายปี, มันก็ยังจำเป็นต้องการเวลาและการฝึกปฏิบัติด้วยเช่นกัน ที่จะซึมซับรูปแบบใหม่ๆทั้งหลายที่เอื้ออำนวยต่อเป้าหมายและความฝันทั้งหลายของคุณ. เมื่อเวลาผ่านไป กระบวนการปรับเปลี่ยนใหม่นี้จะสร้างความสอดคล้องระหว่างสิ่งที่คุณปรารถนาอย่างมีสติกับสิ่งที่จิตใต้สำนึกของคุณเชื่อว่าเป็นไปได้. เมื่อทั้งสองสิ่งสอดคล้องกัน ความสามารถในการอธิษฐานประกาศสิ่งที่คุณต้องการจะเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ     (Just as the subconscious mind absorbed patterns over years, it also needs time and practice to absorb new patterns that favor your goals and dreams. Over time, this reprograming process creates alignment between what you consciously desire and what your subconscious believes is possible. When the two are in harmony, your ability to manifest what you want increases exponentially.)

โปรแกรมทางจิตใจบังเกิดขึ้นอย่างเป็นหลักผ่านเสาหลักค้ำสองต้น. การทำซ้ำๆ, ในบริบทนี้, คือหนึ่งในระบบกลไกที่ทรงพลังอำนาจมากที่สุดสำหรับการสร้างสรรค์ความเชื่อใหม่ๆทั้งหลายในจิตใต้สำนึก. เช่นเดียวกับการเรียนรู้ทักษะใหม่ที่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง, การโปรแกรมจิตใจใหม่ต้องอาศัยการย้ำคิดถึงความคิดที่คุณต้องการให้กลายเป็นความจริงของคุณอย่างสม่ำเสมอ. ทุกครั้งที่คุณพูดซ้ำความคิด คำยืนยัน หรือภาพในใจ คุณกำลังทำให้วงจรประสาทที่เกี่ยวกับเรื่องนั้นในสมองของคุณแข็งแรงขึ้น. เมื่อเวลาผ่านไป ความคิดที่ทำซ้ำๆ นี้จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบจิตใต้สำนึกของคุณ. มันเริ่มทำงานเองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องใช้ความตั้งใจหรือความพยายามคิด.   (Mental programing occurs mainly through two pillars. Repetition and focus. Repetition, in this context, is one of the most powerful mechanisms for creating new beliefs in the subconscious. Just as learning a new skill requires continuous practice, reprograming the mind requires consistently repeating the ideas you want to become your reality. Every time you repeat a thought, an affirmation or a visualization, you are strengthening the neurol circuit associated with that concept in your mind. Over times, this repeated thought becomes part of your subconscious pattern. And when something is absorbed by the subconscious, it starts to operate automatically without conscious effort.)

ตัวอย่างเช่น, ถ้าคุณตอกย้ำความคิดอยู่เสมอว่าคุณเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ, ความมั่งคั่งหลั่งไหลเข้ามาหาคุณได้อย่างราบรื่น, จิตใต้สำนึกของคุณเริ่มยอมรับความจริงนั้นและทำงานให้กับอธิษฐานประกาศทำให้มันเกิดขึ้นจริง. อย่างไรก็ตาม, หากคุณย้ำคิดถึงความขาดแคลนหรือความไม่มั่นคง วงจรนั้นก็จะดำเนินต่อไปโดยไม่ขึ้นกับความต้องการในจิตใต้สำนึกของคุณ. นี่คือเหตุผลว่าทำไมการทวนซ้ำแบบมีสมาธิจึงเป็นสิ่งสำคัญในการปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดที่เป็นตัวกำหนดชีวิตของคุณ. (For example, if you constantly reinforce the idea that you are a successful person, that abundance flows easily to you, your subconscious mind begins to accept that reality and work in favor to manifest it. However, if you repeat thoughts of scarcity or insecurity, that cycle perpetuates regardless of your conscious desires. This is why focused repetition is essential to modify the mental patterns that shape your life.)

เสาหลักต้นที่สอง คือ การเพ่งสนใจ. การจัดระบบจิตใจก็ยังบังเกิดผ่านความมุ่งมั่นสนใจเน้นกับอะไรที่คุณต้องการจะประสบ. จิตใต้สำนึก มันไม่แยกแยะระหว่างสิ่งที่คุณต้องการกับสิ่งที่คุณไม่ต้องการ. มันแค่ตอบสนองต่อด้วยการเพ่งสนใจ. สิ่งนี้หมายความว่าถ้าคุณเพ่งสนใจกับสิ่งยุ่งยากทั้งหลาย,  ปัญหาทั้งหลายหรืออะไรที่กำลังขาดไปในชีวิตของคุณ, จิตใต้สำนึกก็จะเสริมความแข็งแรงสภาวะเงื่อนไขทั้งหลายเหล่านั้นให้ดึงดูดใจคุณมากขึ้นของประสบการณ์เดียวกัน.   (The second pillar is focus. Mental programing also occurs through concentration on what you want to experience. The subconscious mind but it doesn’t distinguish between what you want and what you don’t want. It simply responds to focus. This means that if you focus on difficulties, problems or what is lacking in your life, the subconscious reinforces those conditions attracting more of the same experience.)

พูดอีกอย่างหนึ่ง, เมื่อคุณเพ่งสนใจอย่างจดจ่อตั้งใจกับอะไรที่คุณปรารถนา, ไม่ว่ามันจะเป็นความสุข, ความสำเร็จหรือความมั่งคั่งรุ่งเรือง, จิตใต้สำนึกก็จะตอยสนองโดยการปรับแต่งการรับรู้และพฤติกรรม ที่จะจัดเรียงแนวแถวกับความปรารถนานั้น. ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า ความใส่ใจแบบเลือกสรร ซึ่งเป็นกระบวนการที่สมองคัดกรองข้อมูลและมุ่งเน้นเฉพาะสิ่งที่สอดคล้องกับความเชื่อและรูปแบบความคิดของเราเท่านั้น.  (On the other hand, when you intentionally focus on what you desire, whether it’s happiness, success or prosperity, the subconscious mind responds by adjusting your perception and behavior to align with that desire. This phenomenon as selective attention, which is the process by which the brain filters information and focuses only on what aligns with our beliefs and mental patterns.)

ความตั้งในเดลือกสรร (Selective Attention)

          คุณเคยปักใจอยากได้รถยนต์รุ่นหนึ่ง แล้วอยู่ดีๆ ก็เริ่มสังเกตรุ่นนั้นเห็นบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ทุกที่ที่คุณไปไหม? ไม่ได้หมายความว่ารถเหล่านั้นไม่ได้อยู่ตรงนั้นมาก่อนหน้านี้ แต่ว่าความสนใจแบบเลือกสรรของคุณเริ่มที่จะคัดกรองพวกมัน ทำให้คุณมองเห็นรถเหล่านั้นชัดเจนขึ้น. ทำนองเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นกับโอกาสในชีวิตเช่นกัน หากจิตใต้สำนึกของคุณถูกตั้งโปรแกรมให้โฟกัสไปที่อุปสรรคหรือความล้มเหลว, นั่นคือสิ่งที่คุณจะเห็นรอบตัวคุณจริงๆ แม้ว่าจะมีโอกาสต่างๆ อยู่ก็ตาม. (Have you ever had your mind set on a particular car model and suddenly you start noticing that model more and more everywhere you go? It doesn’t mean those cars weren’t there before, but your selective attention began to filter them, making them more visible. The same thing happens with opportunities in life. If your subconscious mind is programmed to focus on difficulties or failures, that’s exactly what you’ll see around you, even if opportunities are available.)

ดังนั้น,  มันเป็นสิ่งวิกฤติสำคัญอย่างมากที่จะสร้างความแข็งแรงต่อรูปแบบความคิดใหม่แลพะความเชื่อทั้งหลาย ที่มาจัดเรียวแนวแถวเข้ากับเป้าหมายทั้งหลายของคุณ. สิ่งนี้ต้องการมากไปกว่าแค่การเปลี่ยนแปลงผิวเผิน. มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องปรับแต่งรากฐานทั้งหลายที่จิตของเราปฏิบัติการอยู่บนมัน. มีการฝึกปฏิบัติที่หลากหลายด้วยกันซึ่งสามารถช่วยด้วยในกระบวนการนี้.  (So, it’s crucial to reinforce new thought patterns and beliefs that align with your goals. This requires more than just a superficial change. It’s necessary to modify the foundations on which our minds operate. They are several practices that can help in this process.)

การยืนยันเชิงบวก, ตัวอย่างเช่น, คือเครื่องมือที่มีค่ายิ่ง. ด้วยการพูดย้ำๆ ซ้ำๆ ถึงถ้อยคำที่แสดงถึงความเป็นจริงที่คุณต้องการจะสร้างสรรค์ขึ้นมา, คุณกำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลงวิธีที่จิตใต้สำนึกของคุณตีความและตอบสนองต่อโลกใบนี้. แต่การพูดคำยืนยันเชิงบวกต้องทำควบคู่ไปกับความรู้สึกหรืออารมณ์ด้วย. เมื่อคุณจินตภาพและยืนยันความจริงบางสิ่งด้วยความรู้สึกที่แท้จริง, การรู้สึกราวกับว่าคุณกำลังใช้ชีวิตอยู่ในความเป็นจริงนั้นจริงๆ แล้ว จิตใต้สำนึกจะช่วยเร่งกระบวนการอธิษฐานประกาศให้เร็วขึ้น.  (Positive affirmations, for example, are a valuable tool. By repeatedly declaring phrases that represent the reality you want to create, you are gradually altering how your subconscious interprets and reacts to the world. But affirmations must be accompanied by emotion. When you visualize and affirm something with genuine emotion, feeling as if you are already living that reality, the subconscious just accelerates the process of acceptance and manifestation.)

อีกวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเสริมสร้างรูปแบบใหม่ๆ คือการจินตนาการอย่างสร้างสรรค์. เมื่อเราจินตนาการถึงสถานการณ์โดยละเอียดที่เรากำลังใช้ชีวิตอย่างที่เราปรารถนาอยู่, เรากำลังโปรแกรมจิตใต้สำนึกให้แสวงหาประสบการณ์เหล่านั้นในโลกแห่งความเป็นจริง. การฝึกฝนนี้ไม่ใช่แค่การฝึกฝนทางจิตใจเท่านั้น; มันคือวิธีในการปรับใจและอารมณ์ของคุณให้สอดคล้องกับความจริงที่คุณต้องการสร้างขึ้นมา.  (Another effective way to reinforce new patterns is through creative visualization. When we imagine detailed scenarios where we are already living the life we desire, we are programing the subconscious to seek those experiences in the real world, in our reality. This practice is not just a mental exercise; it’s a way to align your mind and emotions with the reality you want to create.)

เมื่อคุณจินตนาการด้วยความชัดเจนและอารมณ์ความรู้สึก, คุณกำลังสอนสมองของคุณว่านี่คือเส้นทางที่ต้องเดินตาม. ในขณะที่คุณรักษาความตั้งใจและท่องความเชื่อใหม่เหล่านี้ซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ มันก็จะเข้ามาแทนที่ความเชื่อเดิม,  การเปิดทางให้จิตใต้สำนึกช่วยสนับสนุนเป้าหมายของคุณ. ถ้าคุณป้อนความเชื่อที่จำกัดให้มัน, มันก็จะแสดงผลลัพธ์หรือสร้างความเป็นจริงที่จำกัดออกมาให้เห็น. หากคุณป้อนความเชื่อเรื่องการเติบโต ความอุดมสมบูรณ์ และความสุขให้กับมัน มันจะปรับพฤติกรรมและการรับรู้ของคุณให้สอดคล้องกับความเป็นจริงใหม่นั้น.   (When you visualize with clarity and emotion, you’re teaching your brain that this is the path to follow. As you maintain your focus and consistently repeat these new beliefs, they replace the old ones, allowing your subconscious mind to work in your favor. If you feed it limiting beliefs, it will manifest a limited reality. If you feed it beliefs of growth, abundance and happiness, it will align your behavior and perception with that new reality.)

ดังนั้น, ในการสรุปแล้ว,  ความจริงกลายเป็นกระจกสะท้อนสิ่งที่คุณได้เพาะบ่มไว้ภายในจิตใจ. พลังงานจะไหลไปตามความสนใจ.คำกล่าวที่ดูเหมือนจะเรียบง่ายนี้แฝงไว้ด้วยหลักการที่ทรงพลังที่สุดประการหนึ่งในการกำหนดอธิษฐานปรากฏเป็นรูปธรรม.ไม่ว่าคุณจะโฟกัสที่สิ่งใด คุณก็กำลังทุ่มเทพลังงานไปที่สิ่งนั้น และ ณ ที่ซึ่งพลังงานนั้นถูกลงทุนลงไป การสร้างสรรค์ความจริงใหม่ๆ ก็เริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้น. ที่จุดนี้เองที่เราเริ่มตระหนักว่าจะเพ่งสนใจจดจ่ออย่างไร,  ความคิดทั้งหลาย, และอารมณ์รู้สึกทั้งหลายของเรา จัดรูปร่างโลกที่อยู่รอบตัวเราในแบบที่เรามักจะไม่ทันสังเกตเห็น     (So, in summary, reality becomes a mirror reflecting what you have cultivated internally. Energy follows attention. This seemingly simple statement carries one of the most powerful principles that govern the manifestation of reality. Wherever you focus, you direct your energy, and where that energy is invested, the creation of new realities begins to take shape. It’s at this point that we begin to realize how focus, thoughts and emotions shape the world around us in ways that often go unnoticed.)

ควอนตัม ฟิสิกส์ได้แสดงให้เราเห็นถึงเรื่องนั้น, ในระดับพื้นฐาน ทุกสิ่งในจักรวาลคือพลังงาน. ไม่มีเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างสสารและพลังงาน, ทั้งสองเป็นการอธิษฐานประกาศที่แตกต่างกันของแก่นแท้เดียวกัน.  (Quantum physics shows us that, on a fundamental level, everything in the universe is energy. There is no clear line between matter and energy, both are different manifestations of the same essence.)

การอธิษฐานประกาศ (Manifestation)

          เมื่อเรานำความเข้าใจนี้ไปปรับใช้กับแนวคิดเรื่องการอธิษฐานประกาศ, เราจะตระหนักรู้ได้ว่าความคิดทั้งหลายของเรา, มีความสามารถที่จะมีอิทธิพลต่ออะไรที่ปรากฏในประสบการณ์รับรู้ของเรา. สิ่งนี้บังเกิดขึ้นเพราะว่าพลังงานได้เคลื่อนไหวอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง และที่ใดก็ตามซึ่งเรากำกับความสนใจของเรา, มันก็ตามไป. หนทางที่สิ่งนี้ทำงาน ในทางปฏิบัตินั้น วิธีการนี้เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง นั่นคือ การทำซ้ำๆ ของความคิดและอารมณ์.  (When we apply this understanding to the concept of manifestation, we realize that our thoughts, being forms of energy, have the ability to influence what appears in our experience. This happens because energy is constantly in motion and wherever we direct our attention, it follows. The way this works in practical terms is simple but profound, repetition of thoughts and emotions.)

          ทุกครั้งที่คุณคิดถึงบางสิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากความคิดนั้นเต็มไปด้วยอารมณ์ความรู้สึก, คุณกำลังส่งคลื่นความถี่พลังงานออกรอบตัว. ความถี่นี้, ในทางกลับคืน, สะท้อนกลับไปในในสนามควอนตัม, และทำปฏิกิริยากับพลังงานรูปแบบอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกัน. ยิ่งคุณคิดซ้ำๆ เรื่องเดิม หรือยิ่งโหมกระพืออารมณ์ความรู้สึกเดิม ๆ ซ้ำออกไป, ก็ยิ่งที่คุณเสริมสร้างพลังงานนั้นให้แข็งแกร่งขึ้นมากเท่าไหร่ จนกระทั่งมันก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาในโลกทางวัตถุ. การทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องสร้างสนามพลังงานที่ดึงดูดประสบการณ์ซึ่งสอดคล้องกับความถี่ที่ปล่อยออกมา, ไม่ว่าจะเป็นลบหรือเป็นบวก. ในหนทางนี้, พลังงานไหลไปตามเส้นทางนั้น, การดึงดูดสถานการณ์ที่สะท้อนอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นออกมา.  (Every time you think of something, especially if that thought is charged with emotion, you are emitting an energetic frequency. This frequency, in turn, reverberates in the quantum field, interacting with other similar forms of energy. The more you repeat the same thought or feed the same emotion, the more you strengthen that energy until it solidifies in the material world. Continuous repetition creates an energetic field that attracts experiences that correspond to the frequency being emitted, whether negative or positive. In this way, energy follows that path, attracting circumstances that reflect those emotions.)

          แต่นี่คือจุดวิกฤติสำคัญหนึ่ง. การเพ่งสนใจต้องอยู่ในความตั้งใจและรู้สึกตัว. บ่อยครั้ง, ผู้คนได้ถูกเพ่งเน้นสนใจกับปัญหาทั้งหลาย หรือความยุ่งยากทั้งหลายโดยปราศจากการตระหนักรู้ว่าการเพ่งเน้นสนใจนี้กำลังดึงดูดอะไรที่พวกเขาไม่ได้ต้องการให้เพิ่มมากขึ้น. จิตใต้สำนึกไม่แยกแยะระหว่างสิ่งที่คุณต้องการกับสิ่งที่คุณไม่ต้องการ, มันแค่เป็นไปตามสิ่งที่คุณให้ความสนใจอยู่, ดึงดูดสถานการณ์เข้ามาเหมือนแม่เหล็ก ตามคุณภาพของพลังงานที่คุณปล่อยออกมา.  (But here’s a crucial point. Focus must be intentional and conscious. Often, people are focused on problems or difficulties without realizing that this involuntary focus is creating more of what they don’t want. The subconscious mind doesn’t distinguish between what you want and what you don’t want, it simply follows what you place your attention on, like a magnet attracting circumstances according to the quality of energy you emit.)

          ความคิดที่ว่าจิตใต้สำนึกทำหน้าที่เหมือน 'แม่เหล็ก' ดึงดูดความจริงที่เราจดจ่อ นั้นมีพื้นฐานมาจากรูปแบบทางความคิดที่ทำซ้ำๆ กันอย่างแม่นยำ, ผสมผสานเข้ากับอารมณ์รู้สึก, จัดปรับแต่งรูปพลังงานรายรอบเรา. ตัวอย่างเช่น, ถ้าคุณจินตนาการอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องถึงตัวคุณเองในสภาวะจิตใต้สำนึก เริ่มต้นจัดแจงความคิดทั้งหลายของคุณ, การกระทำทั้งหลายของคุณ, และกระทั่งกับอย่างไรที่คุณรับรู้ต่อโลก เช่นนั้นแล้วคุณโดยธรรมชาติก็ได้เริ่มต้นดึงดูดโอกาสทั้งหลายที่ กำทอนสะท้อนต่อคลื่นสภาวะทางจิตนั้น. จิตใต้สำนึกทำงานเหมือนเป็นเช่นตัวรับ และตัวส่งสัญญาณของพลังงาน. มันจับคลื่นความถี่ที่ทั้งหลายคุณส่งออกมา, เสริมความแข็งแรงพวกมันขึ้นอยู่กับการทำซ้ำ และแล้วก็ดึงดูดต่อความเป็นจริงทั้งหลายที่เข้ากันได้กับคลื่นความถี่ทั้งหลายเหล่านี้.  (This idea that the subconscious mind acts as a “magnet” for the realities we focus on is based precisely on how repeated mental patterns, combined with emotion, shape the energy around us. For example, if you constantly imagine yourself in a successful situation, the subconscious mind starts adjusting your thoughts, actions, and even how you perceive the world so that you naturally begin attracting opportunities that resonate with that mental state. The subconscious works like a receiver and transmitter of energy. It captures the frequencies you emit, reinforces them based on repetition and then attracts realities that match those frequencies.

ความยืดหยุ่นของระบบประสาท (Neuroplasticity3)

            3 Neuroplasticity (ความยืดหยุ่นของระบบประสาท) คือความสามารถของสมองในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างและหน้าที่การทำงานของตนเองตลอดชีวิต โดยการสร้างเซลล์ประสาทใหม่ และจัดระเบียบการเชื่อมต่อของไซแนปส์หรือวิถีประสาทขึ้นมาใหม่ เพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้ ประสบการณ์ใหม่ หรือการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บ

กลไกการทำงานของ Neuroplasticity

  • การสร้างการเชื่อมต่อใหม่: เซลล์ประสาท (Neuron) สามารถงอกแขนงใหม่เพื่อส่งและรับสัญญาณกับเซลล์อื่นได้ดีขึ้น
  • การปรับแผนผังสมอง: เมื่อทักษะบางอย่างถูกใช้งานบ่อย สมองจะขยายพื้นที่หรือปรับปรุงเครือข่ายประสาทที่เกี่ยวข้องให้ทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ความต่อเนื่องตลอดชีวิต: สมองไม่ได้หยุดพัฒนาหลังวัยเด็ก แต่ยังคงมีความยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้เสมอเมื่อเราฝึกฝน [1, 2, 3, 4]

การนำไปประยุกต์ใช้

  • การเรียนรู้และพัฒนาตนเอง: การฝึกทักษะใหม่ ๆ เช่น ภาษาดนตรี หรือกีฬา ช่วยให้สมองแข็งแรงและมีความจำที่ดีขึ้น
  • การฟื้นฟูผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke): ใช้กายภาพบำบัดหรือการกระตุ้นสมองเพื่อให้เนื้อสมองส่วนอื่นทำหน้าที่แทนส่วนที่เสียหายไป
  • การบำบัดรักษาโรคทางสมอง: ช่วยลดผลกระทบจากความเสื่อมถอย เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน หรือสมาธิสั้น

 

 

          เมื่อกระบวนการนี้บังเกิดขึ้นอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ, คุณสามารถที่จะจัดเรียงแถวแนวความเชื่อทั้งหล่ายของคุณและการกระทำทั้งหลายของคุณ ด้วยผลลัพธ์ทั้งหลายที่คุณปรารถนา, ทำให้จิตใต้สำนึกของคุณทำงานเพื่อคุณ, ไม่ใช่ต่อต้านคุณ. และเมื่อเราพูดคุยกันถึงเรื่อง กระบวนการจัดระบบการคิด, กุญแจประเด็นหลักสำคัญหนึ่งก็คือ ความยืดหยุ่นของระบบประสาท, หนึ่งในแนวความคิดที่สำคัญมากที่สุด เมื่อมันมาถึงเรื่องการปรับระบบความคิดของจิต.  (When this process happens intentionally, you can align your beliefs and actions with the results you desire, making your subconscious work for you, not against you. And when we talk about mental programing5, one key subject is neuroplasticity, one of the most important concepts when it comes to reprograming the mind.)

          5 Mental programming (การโปรแกรมจิต หรือ การจัดระบบความคิด) คือ กระบวนการฝึกฝนและปรับเปลี่ยนวิธีคิด ความเชื่อ และการใช้ภาษา เพื่อสร้างรูปแบบพฤติกรรมใหม่ที่ดีกว่าเดิม โดยมักอ้างอิงถึงแนวคิดเรื่องจิตใต้สำนึก และศาสตร์อย่าง Neuro-linguistic programming (NLP)

หลักการทำงาน

  • การเข้าถึงจิตใต้สำนึก: ใช้สมาธิ หรือการผ่อนคลายเพื่อปรับคลื่นสมองให้พร้อมรับข้อมูลใหม่
  • การใช้ภาษาและการสื่อสาร: สังเกตและเปลี่ยนคำพูดที่ใช้กับตัวเอง จากแง่ลบให้เป็นแง่บวก
  • การสร้างภาพในใจ: จินตนาการถึงเป้าหมายหรือความสำเร็จซ้ำ ๆ เพื่อให้สมองคุ้นเคยและแสดงออกตามนั้น

          ความยืดหยุ่นของระบบประสาท คือ ความสามารถของสมองที่จะก่อรูปและจดจำการเชื่อมต่อทั้งหลายของเซลล์ประสาท, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในการตอบสนองต่อการเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ หรือทวนซ้ำความคิดทั้งหลาย. สรุปง่าย ๆ ก็คือ สมองเปรียบเสมือนสวน ยิ่งคุณให้ความสนใจและดูแลเอาใจใส่จุดไหนมากเท่าไหร่ การเชื่อมต่อใหม่ ๆ ก็จะยิ่งเติบโตงอกงามมากขึ้นเท่านั้น. เมื่อคุณคิดและทำพฤติกรรมเดิม ๆ ซ้ำ ๆ, วิถีประสาทเหล่านี้แข็งแรงขึ้น กลายเป็น 'เส้นทางที่สมองเลือกใช้บ่อยที่สุด'. นี่คือคำอธิบายว่าทำไมพและความเชื่อบางอย่างจึงกลายเป็นเรื่องอัตโนมัติ สมองได้รับการฝึกฝนผ่านการทำซ้ำๆ ให้เดินตามเส้นทางเหล่านั้นได้อย่างง่ายดาย   (Neuroplasticity is the brain’s ability to form and recognize neural connections, especially in response to new learning experiences or repeated thoughts. Simply put, the brain is like a garden wherever you put more attention and care, new connections flourish. When you repeat certain patterns of thought and behavior, these neural pathways strengthen, becoming the “preferred routes”, the brain uses. This explains why certain habits and beliefs become automatic, the brain has been trained, through repetition, to follow those routes easily.)

ลักษณะนี้คือสิ่งที่ช่วยให้เราสามารถปรับเปลี่ยนการทำงานอย่างมีสำนึกจิตของสมอง. แม้ว่ารูปแบบด้านลบจะถูกสร้างขึ้นมานานหลายปี แต่สิ่งเหล่านี้ก็ไม่ได้อยู่ถาวรตลอดไป. สมองอยู่ในสภาวะอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องของการไหลไป, พร้อมที่จะถูกจัดปรับแต่งรูปร่างโดยรูปแบบใหม่ๆทั้งหลาย. และนี้ คือจุดที่การฝึกฝน เช่น การสร้างภาพในใจ การทำสมาธิ และการใช้คำยืนยันเชิงบวก เข้ามามีบทบาทเป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการหล่อหลอมความยืดหยุ่นของเซลล์ประสาทให้เอื้อต่อเป้าหมายของคุณ.  (This characteristic is what allows us to consciously reconfigure the brain. Even if negative patterns have been established over the years, they are not permanent. The brain is constantly in a state of flow, ready to be shaped by new patterns. And this is where practices like visualization, meditation and affirmations come into play as powerful tools to mold neuroplasticity in favor of your goals.)

          อย่างน่าสนใจยิ่ง, สมองไม่แยกแยะระหว่างประสบการณ์จริงกับการจินตนาการอย่างชัดเจน, พื้นที่สมองเดียวกันได้ถูกกระตุ้นเปิดทำงานในท้องสองกรณี. สิ่งนี้หมายความว่าการจินตนาการถึงเป้าหมายของคุณซ้ำๆ เท่ากับการ “เตรียมความพร้อม” ให้สมองของคุณรู้จักสังเกตและตอบสนองต่อโอกาสต่างๆ ที่จะช่วยให้คถณนำเอาวิสัยทัศน์/ภาพที่คิดไว้นั้นเป็นจริงขึ้นมาสู่ชีวิต. (Interestingly, the brain doesn’t distinguish between a real experience and a vivid visualization, the same brain areas are activated in both cases. This means that by repeatedly visualizing your goals, you are “preparing” your brain to notice and respond to opportunities that will help you bring that vision to life.)

          ในทำนองเดียวกัน การปฏิบัติสมาธิก็มีผลกระทบอย่างมากต่อความสามารถในการยืดหยุ่นของเซลล์ประสาท. ไม่ใช่แค่เพียงทำจิตให้สงบ. แต่ก็ยังเปลี่ยนโครงสร้างของสมองโดยการเสริมสร้างส่วนที่เกี่ยวข้องกับการมุ่งมั่นตั้งใจ, การควบคุมกำกับอารมณ์รู้สึกและการจำได้หมายรู้.    (Similarly, meditation has a profound impact on neuroplasticity. Through regular practice, meditation not only calms the mind, but also alters the structure of the brain strengthening areas associated with attention, emotional regulation and perception.)

          เมื่อคุณปฏิบัติสมาธิ, คุณเรียนรูเที่จะกำกับความสนใจของคุณอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ, ลดทอนแนวโน้มที่จะทำตามรูปแบบพฤติกรรมอัตโนมัติจากจิตใต้สำนึก. สิ่งนี้สร้างพื้นที่ให้การเชื่อมต่อใหม่ ๆ ได้ก่อตัวขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับความคิดอย่างมีสำนึกจิตที่คุณต้องการปลูกฝัง. นั้นคือพลังอำนาจของการยืดหยุ่นของเซลล์ประสาท. ข้อเท็จจริงก็คือว่า ด้วยความมุ่งมั่นตั้งใจและการอุทิศตน, คุณสามารถอย่างจริงจังที่จะเปลี่ยนรูปหนทางที่สมองของคุณทำงาน, ปูหนทางสำหรับความเป็นจริงที่สะท้อนความฝันและเป้าหมายทั้งหลายของคุณ.    (When you meditate, you learn to direct your attention intentionally, reducing the tendency to follow automatic subconscious patterns. This creates space for new connections to form, aligned with the conscious thoughts you want to cultivate. That’s the power of neuroplasticity. The fact that with intention and dedication, you can literally transform the way your brain works, paving the way for a reality that reflects your dreams and goals.)

          จำไว้ว่า, จิตใต้สำนึกไม่ถามคำถาม. มันแค่ปฏิบัติการไปอย่างเงียบๆ. ขอบคุณที่ร่วมเดินทางไปกับผมใในครั้งนี้ หากวิดีโอนี้โดนใจคุณ ขอเชิญชวนกดไลก์และกดติดตามช่องของเราด้วย. แบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นทั้งหลายเพื่อที่พวกเขาสามารถได้รับประโยชน์จากข่าวสารนี้. และอย่าลืมที่จะทิ้งข้อคิดเห็นไว้ที่ใต้ล่างนี้ แบ่งปันความคิด , เสียงสะท้อนและประสบการณ์ทั้งหลายของคุณ. ขอบคุณอีกครั้งสำหรับการรับชมและสำหรับการมาร่วมกับผม. ดูแลตนเองและพบกันคราวหน้านะ. (Remember, the subconscious doesn’t question. It simply executes. Thank you for embarking on this journey with me. If this video resonated with you, I invite you to like and subscribe to our channel. Share this video with others so they can benefit from this message. And don’t forget to leave a comment below sharing your thoughts, reflections and experiences. Thank again for watching and for joining me. Take care and see you soon.)

           https://youtu.be/sUx8dPxMi2E?si=rZX7IsK9tJ9jJP7t