หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569

2032: พระไครสต์, องค์กาลกี, มาห์ดิ, และพระศรีอารยะเมตไตรย คือบุคคลเดียวกัน

2032: พระไครสต์, องค์กาลกี, มาห์ดิ, และพระศรีอารยะเมตไตรย คือบุคคลเดียวกัน

2032: Christ, Kalki, Mahdi, and Maitreya Are the Same Person

          https://youtu.be/xzNLvgjqJok?si=xTQ96_Ikw7P32osq

          กาลกี อวตาร, เมตไตรย พุทธะ, การเสด็จกลับมาครั้งที่สองของพระไครสต์, อิหม่าม มาห์ดิพระองค์ไม่ใช่ร่างกาย. พระองค์โพ้นเลยไปกว่าแสงสว่างและความมืด. พระองค์คือจิตสำนึก/วิญญาณขันธ์.  (Kalki Avatar1, Maitreya Buddha2, the Second Advent of Christ3, Imam Mahdi4 He is not the body. He is beyond light and darkness. He is consciousness.)

          1 กัลกิ อวตาร (Kalki Avatar) หรือ กัลกิน คืออวตารปางที่ 10 และปางสุดท้ายของพระวิษณุในศาสนาฮินดู ตามตำนานคืออวตารแห่งอนาคตที่จะปรากฏตัวในช่วงปลายของ "กลียุค" (ยุคแห่งความเสื่อมทราม) เพื่อปราบปรามความชั่วร้าย ขี่ม้าขาวถือดาบ เพื่อฟื้นฟูธรรมะและเริ่มต้น "สัตยยุค" (ยุคทองแห่งความดีงาม)

            2 พระเมตไตรย (Maitreya Buddha) หรือ พระศรีอริยเมตไตรย (พระศรีอาริย์) คือพระโพธิสัตว์ผู้ที่จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าพระองค์ที่ 5 และองค์สุดท้ายในภัทรกัปนี้ ปัจจุบันทรงประทับบนสวรรค์ชั้นดุสิต เพื่อรอเวลาเสด็จลงมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในอนาคตเมื่อพระพุทธศาสนาของพระโคตมพุทธเจ้าสิ้นสุดลง

            3  การเสด็จกลับมาครั้งที่สอง (The Second Advent/Coming of Christ) คือความเชื่อหลักในศาสนาคริสต์ว่าพระเยซูคริสต์จะเสด็จกลับมายังโลกอีกครั้งในอนาคตอย่างมีสง่าราศี เพื่อพิพากษาโลก สถาปนาราชอาณาจักรของพระเจ้า และรับผู้เชื่อขึ้นสวรรค์ เป็นจุดสูงสุดของแผนแห่งความรอดและเป็นความหวังใจของผู้เชื่อ

            4 อิมามมะฮ์ดี (Imam Mahdi) คือบุคคลสำคัญในเทววิทยาอิสลาม ผู้ได้รับการพยากรณ์ว่าจะปรากฏตัวในช่วงยุคสุดท้ายเพื่อปราบปรามความอธรรม สถาปนาความยุติธรรม และรวมชาวมุสลิมให้เป็นหนึ่งเดียว ท่านได้รับการยกย่องว่าเป็น "ผู้ทรงได้รับการชี้นำ" ซึ่งจะนำศาสนาอิสลามกลับมาสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้งก่อนวันพิพากษา

          นี้คือปั 2025. กาลกี อวตาร ได้จุติขึ้นมาเรียบร้อยแล้ว. เขาอยู่ในราวอายุ 14 ปี, และอาศัยอยู่ที่หนึ่งในสองของเมืองสัมบาลปุระ. สัตยา ยุค, ในวัฏจักรเล็กของสัตยา ยุคจะถูกยืนยันประกาศในปี 2032. มี 3 แนวทาง[ที่กำลังขับเคลื่อนโลกอยู่]. หนึ่งนั้นคือพระศิวะ, ที่คือการสำแดงปรากฏขององค์ศิวะในรูปปางต่างๆ, เหมือนเช่นปางโยคีชีพ-โกรัคชา บาบาจี. สายที่สองนั้นคือ คือขององค์วิษณุ; ที่สำแดงปรากฏในปางต่างๆเป็นองค์กาลกี อวตารผู้ที่ได้มายังที่นี่. ของพวกเราคือองค์ศิวะ, สายที่สองคือองค์กาลกีและสายที่สามคือพระพรหม – ผู้ใช้แรงงาน, การสำแดงปรากฏในการลงทำงาน ด้วยมือแลบะแรงงาน, เหมือนกองทหารเดินเท้าปฏิบัติการจริง. องค์วิษณุคือปัญญาและยุทธศาสตร์ - ท่านนายพล. องค์ศิวะรูปลักษณ์คือพระราชาผู้แค่สาดส่องพลังอำนาจของพระองค์, และเพราะแห่งพระองค์นั้น, ทุกสิ่งที่บังเกิดขึ้นจะบังเกิดและไม่บังเกิด.   (This is 2025. The Kalki Avatar has already taken birth. He is about 14 years old, and resides in one of the two Sambalpur’s5. Satya Yoga, in a minor Satya Yuga cycle will be declared in 2032. There are three lines [working in the world]. One is of Shiva, which are the manifestations of Shiva, like Shiv-Goraksha Babaji6. The second line is of Vishnu; the manifestation is Kalki Avatar who has come here. Ours is Shiva, the second is Kalki and the third is Brahma – the workers, the manifestation of doing the manual work, like the boots on ground. The Vishnu is the intelligence and the strategy – the Generals. Shiva aspect is the King who just projects His Power, and because of Him, everything happens that to happen and not happen.)

          5 Sambalpur (สัมบัลปุระ) คือเมืองศูนย์กลางทางวัฒนธรรมและเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 5 ในรัฐโอริสสา (Odisha) ทางตะวันออกของอินเดีย ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำมหานที มีชื่อเสียงด้านผ้าทอพื้นเมืองที่สวยงาม เทศกาลท้องถิ่น และเป็นสถานที่ตั้งของเขื่อน Hirakud ซึ่งเป็นหนึ่งในเขื่อนที่ยาวที่สุดในโลก 

ข้อมูลที่น่าสนใจของ Sambalpur:

  • สถานที่สำคัญ: วัด Maa Samaleswari (เทพเจ้าประจำเมือง), เขื่อน Hirakud
  • วัฒนธรรม: มีชื่อเสียงด้านผ้าทอ Sambalpuri Saree และการเต้นรำพื้นเมือง
  • ภูมิอากาศ: ร้อนชื้น ช่วงเวลาที่เหมาะแก่การท่องเที่ยวคือช่วงฤดูหนาว เดือนตุลาคม - มีนาคม
  • ที่ตั้ง: รัฐโอริสสา ประเทศอินเดีย 

6 Shiv-Goraksha Babaji (หรือ โกราคนัธ) คือมหาโยคีและคุรุผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนาฮินดู ได้รับการยกย่องว่าเป็นอวตารของพระศิวะและผู้ก่อตั้งนิกาย Nath ผู้สอนแนวทางการบรรลุสมาธิผ่าน Kundalini Kriya Yoga เพื่อยกระดับจิตวิญญาณและเผาผลาญกรรมเก่า ท่านเป็นอมตะเหนือเวลาและเป็นครูผู้สืบทอดสายวิชาโยคะ 

ความสำคัญและบทบาทของ Shiv-Goraksha Babaji

  • อวตารพระศิวะ: ได้รับการเคารพว่าเป็น "พระศิวะในร่างโยคี" ที่ปรากฏเพื่อสอนมนุษย์
  • ผู้ก่อตั้งนิกาย Nath: เป็นโยคีที่สำคัญที่สุดในประเพณี Navnath (นักบุญทั้งเก้า) ซึ่งมีอิทธิพลสูงในอินเดียและเนปาล
  • ผู้สอน Kundalini Yoga: ส่งมอบวิชาการเล่นแร่แปรธาตุทางจิตวิญญาณ (Shiva Shakti) เพื่อยกระดับสติปัญญาและทำลายกรรม
  • ผู้เป็นอมตะ: ชีวประวัติบรรยายว่าเป็นบุคคลที่อยู่เหนือกฎแห่งเวลา ไม่แก่ชราและไม่ตาย 

 

องค์กาลกี อวตารก็ยังถูกเรียกว่า การเสด็จกลับมาจุติครั้งที่สอง, หลักการของการเสด็จมาครั้งที่สอง ของพระไครสต์, พระศรีอารยะ เมตไตรย พุทธะ, หมายถึงมิตรต่อโลกทั้งปวง. กาลกี อวตาร, เมตไตรย พุทธะ การมาครั้งที่สองของพระไครสต์, อิหม่าม มาห์ดิ - พวกเขาทั้งหมดคือหนึ่งเดียวและบุคคลเดียวกัน. พวกเขากำลังมาเพื่อสถาปนาธรรมะ.  (The Kalki Avatar is also called the Second Advent, The Second Coming of the Christ Principle, the Maitreya Buddha, means the friend to all the world. The Kalki Avatar, the Maitreya Buddha, the Second Advent of Christ, Imam Mahdi – they are all one and the same person. They are coming to establish the Dharma.)

อะไรคือการสถาปนาธรรมะ? มันหมายถึงการจัดตั้งร่วมด้วยกัน, ความสมดุลอันไม่เสมอภาคของอิเล็คตรอน, โปรตอน และนิวตรอน. นั้นคือ สัตตวา กุนะ - อิเล็คตรอน, ราโจ กุนะ - โปรตอน และตะโม กุนะ - นิวตรอน ที่ขาดความสมดุลอย่างสูงยิ่ง. เพราะเช่นนั้นเอง, จึงมีสงครามทั้งหลาย, และความคิดแง่ลบ, และความวุ่นวาย/ไม่สงบขึ้นในโลกตอนนี้.  (What does ‘establish the Dharma’ means? It means setting together, unequal balance of electrons, protons and neutrons. That is Sattva Guna – electrons, Rajo Guna – protons and Tamo Guna – neutrons are highly imbalanced. Therefore, there are wars, and negativity, and upheavals in this world.)

เมื่อองค์กาลกีมาในปี 2032, พระองค์จะประกาศยืนยันถึงการเปลี่ยนย้ายสู่สัตยา ยุค จากยุคแม่เหล็กของราโจ กุนะ ไปสู่อิเล็กโทรนิกส์, สัตตวา กุนะ. แน่นอนว่า, จะมีความสมดุลของสัดส่วน, มีมากยิ่งขึ้นของสัตตวา กุนะ, แล้วน้อยลงไปของความเป็นแม่เหล็กราโจ กุนะ, และมีความเฉื่อยน้อยที่สุด - ตะโม กุนะ.  (When the Kalki comes in 2032, he will declare the Satya Yuga shifting from the magnetic age of Rajo Guna to the electronic, the Sattva Guna. Of course, there will be a balance of proportion, more of Sattva Guna, then less of the magnetic Rajo Guna, and the least of inertia – Tamo Guna.)

ดังนั้น, อย่างแน่นอนว่ามันต้องมีการเปลี่ยนแปลง, ไม่เพียงแค่การเปลี่ยนย้ายจากความเป็นแม่เหล็กเท่านั้น, แต่มีการเปลี่ยนย้ายของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอิเล็กโตรแม็คเนติค - แรงเฉื่อย. ทั้งหมดทั้งสามนี้จะเปลี่ยนย้าย, และพวกมันก็จะอยู่ในความสมดุลเยี่ยงนั้นที่มนุษยชาติจะเคลื่อนไปและแลกเปลี่ยนค้าขาย, และปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันในอย่างสันติและกลมกลืน.  (So, definitely it’s got a change, not only a magnetic shift, but an electromagnetic – inertia shift. All three will shift, and they will be in such a balance that humanity will move, and trade, and interact with one another in peace and harmony.)

พวกเขาถามฉันอันหนึ่งว่า, คุรุนาธ, เมื่อองค์กาลกีเสด็จมา, เราจะสามารถจดจำพระองค์ได้อย่างไร?” ฉันได้บอกกับพวกคุณไปแล้วว่าอะไรที่งานของคุณคือเมื่อพระองค์เสด็จมา - คือการปฏิบัติสมาธิเพื่อสันติภาพโลก.   (They asked me a question, “Gurunath, when the Kalki comes, how can we recognize Him?” I have already told you what your work is when He comes – the Earth Peace Meditation.)

คำถามที่สองคือ, “เราจะสามารถจดจำองค์กาลกี อวตารได้อย่างไร?” เมื่อองค์กาลกี อวตารมา, อันนี้จะตอบคำถามของคุณรี้ได้อย่างตรงๆ, แต่เป็นคำบอบให้แก่พวกคุณที่ต้องอ้างอิงถึงฉันด้วยเช่นกัน. คือคุณจะมองเห็นรายรอบองค์กาลกีคือแสงเรืองๆรอบศีรษะของพระองค์, กำลังเปลี่ยนไปเป็นรังสีที่จะพุ่งเข้ามากระแทกคุณ แสงเรืองนั้นคุณจะถูกชนกระแทก, แล้วคุณก็จะถูกผลักให้ถอยหลังมา. (The second question is, “How can we recognize the Kalki Avatar?” When the Kalki Avatar comes, this is answering your question directly, but it’s answering your question regarding Me also. You will see around the Kalki Avatar a translucent Light around His head, turning to a Radiance which will be hitting you. The translucent light you will be hitting you, so you will be pushed back.)

          เมื่อองค์กาลกีเสด็จมาและคุณเห็นพระองค์, แสงนั้นจะผลักคุณถอยกลับมา. ดังนั้น, จากพระเศียรของและตาที่ 3 ของพระองค์จะเป็นแสงเรืองที่ปรากฏมา, มันจะเห็นได้-เห็นไม่ได้, เหมือนที่พวกคุณมองเห็นแสงเรืองๆของฉัน – เป็นแสงเห็นได้-เห็นไม่ได้. ในเวลาเดียวกัน, จุดยอดปลายของแสงเรืองนั้นก็จะถูกผลักมาที่ศีรษะของคุณ, แต่ในเวลาเดียวกันก็จะมีเกลียววนมืดดึงดูดคุณเข้าไปหาพระองค์ – เกลียววนของคลื่นแม่เหล็ก.   (When the Kalki comes and you see Him, that light will push you back. So, from His head and His Third Eye will be the translucent Light which will be coming. It will be a visible-invisible Light, like you see my translucent Light – so visible-invisible Light. At the same time, the apex of the translucent Light will be pushing you from the head, but at the same time there will be a dark vortex which would be pulling you towards Him - the magnetic vortex.)

          ดังนั้นเอง, เกลียววนนั้นก็จะดึงดูดคุณเข้าไปจากพระหทัยของพระองค์. มันจะดึงคุณเข้าไป, และรังสีที่บางเบากว่าจะผลักคุณ. ดังนั้น, นั่นคืออย่างไรที่คุณจะเห็นซึ่งพระองค์. นี้คือกายของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า, ดังนั้นพระองค์จะสิ่งที่มีชีวิตอันทรงพลังอำนาจมากอย่างยิ่ง, ถ้าจะอธิบายได้แบบเชิงวิทยาศาสตร์. ดังนั้น, เมื่อคุณมองเห็นแสงเรืองๆอยู่รอบสัตคุรุ, นั่นหมายถึงว่า – และความมืดมิดนั่นหมายถึงว่าพระองค์ไม่ใช่ร่างกาย, พระองค์ไกลไปกว่าแสงสว่างและความมืด. ท่านคุรุ, สัตคุรุ, ไม่ใช่ร่างกาย. พระองค์เป็นจิตสำนึก/วิญญาณขันธ์, แต่พระองค์มารับเอาร่างกายแห่งแสงหนึ่ง.    (So, the vortex will pull you in from His heart. It will pull you in, and the lighter Radiance will be pushing you. So, that how you will see Him. This is an electromagnetic body, so He will be a very, very powerful Being, described scientifically. So, when you see the luminescence around the Sat Guru, that means - and the darkness that means He is not a Body, He is beyond light and darkness. The Guru, Sat Guru, is not a body. He is Consciousness, but He takes a body of Light.)

          ภายหลังจากบางครั้ง, ผู้คนมากมายเป็น – ฉันกำลังปฏิบัติสมาธิ. ฉันหายไป/เห็นและฉันก็ปรากฏเห็น. หลายพันของผู้คนได้มองเหก็นมัน. แต่ถ้าคุณไม่ใช่ร่างกาย, คุณไม่สามารถคงอยู่ในร่างกายรนี้ได้นานนัก. ถ้าคุณเพ่งสนใจ, คุณจะเห็นถังความสัจจริง.  (After sometimes, many people see – I am meditating. I disappear and I appear. Thousands of people have seen it. But if you not a body, you can’t remain a body for long. If you focus, you will see the Truth.)

          บทบาทขององค์กาลกี อวตาร นั้นคือบทบาททางจิตวิญาณ อย่างล้วน ๆ, นั่นเมื่อพระองค์เสด็จมา, แม้ว่าจะก่อนปี 2032. พระองค์กำลังกระทำอย่างเงียบๆผ่านการปฏิบัติสมาธิเพื่อสันติภาพโลกทั้งหลาย, และในหลายหนทางอื่นทั้งหมดของการเจรจาทั้งหลายทางการเมือง. พระองค์กำลังพยายามจะนำมาซึ่งสันติภาพและระเบียบ, แต่มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเกิดสถานการณ์คล้ายสงครามโลก, ความโกลาหลวุ่นวายและความนองเลือด. และสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเหกล่านี้อยู่ในการพยายามที่จะสร้างสมดุลให้กับระเบียบโลก. การที่จะสร้างสมดุลให้กับระเบียบโลก หมายถึงที่จะสร้างสมดุลใน กุนะทั้งสามของโรโจ, โตมะ, และสัตตวาโปรตอน, นิวตรอน, และอิเล็คตรอน. (The role of the Kalki Avatar is purely a Spiritual role, that when He comes, even before 2032, He’s acting silently through the Earth Peace meditations, and all other means of political negotiations. He is trying to bring about peace and order, but there is bound to be world war like situations, upheavals, bloodshed, and all these things in an effort to balance the world order. To balance the world order means to balance the three Gunas of Rajas, Tamas, and Sattva – electron, proton and neutron.)

          ตอนนี้เราต้องคอยฝึกฝนปฏิบัติกริยา โยคะของเรา และการปฏิบัติสมาธิเพื่อสันติภาพโลกของเรา, และความเงียบสงัดนั่นภายหลังสันติภาพโลกก็จะนำมาซึ่งการฟื้นฟูสันติภาพความสงบเรียบร้อยบนโลกนี้. มันจะมีส่วนร่วมและช่วยองค์กาลกีในงานของพระองค์ของการสร้างสมดุลกุนะทั้งหลาย, การสร้างสมดุลให้พื้นฐานทางอารมณ์/ธาตุเจ้าเรือนทั้งหลายบของมนุษยชาติ. พื้นฐานทางอารมณ์/ธาตุเจ้าเรือนของประชาชาติทั้งหลาย. ดังนั้น, นี้เป็นสิ่งสำคัญมากๆ, และงสานของเขาที่ระดับละเอียดนี้เป็นความสำคัญมากที่สุด. พระองค์จะทำมันที่ระดับพุทธิปัญญา และแห่งระดับของความรู้แจ้ง. เรากำลังทำมันที่ระดับพลังอำนาจ.  (Now we have to keep practicing our Kriya Yoga7 and our Earth Peace meditations, and the that silence after the Earth Peace will bring about a lot of restorative peace and order on this earth. It will contribute and help the Kalki in His work of balancing the Gunas, balancing the temperaments of humanity, the temperaments of nations. So, this is very, very important, and our work at this subtle level is most important. He will do it at the Intellectual level and of the Knowingness level. We are doing it at the Power level.)

          7  กริยาโยคะ (Kriya Yoga) คือศาสตร์แห่งสมาธิโบราณที่มุ่งเน้นการควบคุมพลังชีวิต (ปราณายามะ) ควบคู่กับการทำสมาธิ เพื่อยกระดับจิตวิญญาณสู่การตื่นรู้และการเชื่อมต่อกับพระเจ้า เทคนิคนี้สอนโดยปรมหังสา โยคานันทะ ซึ่งเชื่อว่าช่วยเร่งพัฒนาการทางจิต ช่วยให้จิตสงบ และเปลี่ยนพลังงานให้เป็นการรู้แจ้งได้เร็วขึ้น 

หลักการและประโยชน์ของกริยาโยคะ:

  • นิยาม: "กริยา" หมายถึง การกระทำ หรือพิธีกรรม ส่วน "โยคะ" คือการรวมเป็นหนึ่ง ดังนั้นคือกริยาโยคะคือการกระทำที่นำไปสู่การรวมเป็นหนึ่ง
  • การปฏิบัติ: เน้นเทคนิคการหายใจและการใช้พลังงานภายใน (ปราณายามะ) เพื่อจัดการกับจิตที่แส่ส่าย ทำให้นิ่งสงบ
  • ประโยชน์:
    • การทำสมาธิขั้นสูง: ช่วยให้เข้าสู่สมาธิได้ง่ายขึ้นและลึกซึ้งยิ่งขึ้น
    • สมดุลชีวิต: ส่งเสริมการใช้ชีวิตที่ถูกต้องและสมดุลทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ
    • ลดความวุ่นวายใจ: เปลี่ยนจิตที่ฟุ้งซ่านให้เกิดความสงบภายในได้อย่างรวดเร็ว
  • ความแตกต่าง: ไม่ใช่ศาสนา แต่เป็นวิถีปฏิบัติทางจิตวิญญาณที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้ 

กริยาโยคะมักถูกกล่าวถึงว่าเป็น "วิถีโยคี" ที่ส่งผ่านจากอาจารย์สู่ศิษย์ โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือความสุขนิรันดร์และการตื่นรู้

          ในกรณีขององค์กาลกี, พระองค์จะนำสันติภาพและระเบียบมาสู่โลกนี้. จะมีซึ่งสัตย ยุค. มันจะเริ่มต้นภายหลังปี 2032. แต่ก่อนนั่นมันก็จะมีความโกลาหลวุ่นวาย สงคราม และความนองเลือดทั้งหลาย. เราจะกระโดดเข้าไปสู่สงครามความวุ่นวาย, และความนองเลือดทั้งหลาย, และในนั้นเราจะพยายามที่จะนำสันติภาพโลกผ่านออกมาจากสันติภาพในตนเอง.  (In the case of the Kalki, he will bring peace and order to this earth. There will be the Satya Yuga. It will start after 2032. But before that there will be upheavals wars, bloodshed. We will jump into the upheaval wars, and bloodshed, and in that we will try to bring Earth Peace through Self Peace.)

ดังนั้นแล้ว, เราคือนักรบผู้กล้าหาญทั้งหลาย เรากำลังกระโดดลงไปกลางปล่องภูเขาไฟ, ภูเขาไฟที่กำลังมีชีวิต, และกำลังพยายามที่จะเทน้ำลงไปบนมัน. เราจะเป็นที่สำเร็จสมบูรณ์ได้ถ้ามันเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า. ภายหลังปี 2032 สัญญาณทันทีนั้นทั้งหลายของสันติ-ภาพและระเบียบบนโลกยี้ก็จะติดตามมา.  (So, we are the valiant warriors we are jumping in the middle of the volcano, a live volcano, and trying to pouring water on it. We will be successful if it is the Good Lord’s Will. After the 2032, immediate signs of peace and order on this earth will follow.)

 https://youtu.be/xzNLvgjqJok?si=uCmP_cRlfDRzekQo

วันพุธที่ 8 เมษายน พ.ศ. 2569

กาลกี อวตาร: ความจริงที่ซ่อนไว้

กาลกี อวตาร: ความจริงที่ซ่อนไว้

Kalki Avatar: The Hidden Truth !!

          https://youtu.be/rLRucbpWt84?si=6wmablx-AQnQmN5_

          เมื่อพระกฤษณะ, อวตารปางที่ 8 ของพระวิษณุ, ได้เดินเข้าไปในป่าและทอดร่างนอนลงภายใต้ต้นไม้, กงล้อแห่งเวลาได้หมุนเปลี่ยนอีกครา. ธนูของพราน, ชตากรรมเพรียกหา, และฑวาพารา ยุคได้สิ้นสุดลง. ความมืดแผ่ขยายออกไปทั่วโลก และเช่นนั้นก็ได้เริ่มต้นยุคสุดท้าย.  (When Krishna, the 8th avatars of Vishnu, walked into the forest and lay beneath the tree, the wheel of time turned once more. A hunter’s arrow, destiny’s call, and Dvapara Yuga ended. Darkness spreads across the world and thus began the final age.)

          เรามีชีวิตอยู่ในกลี ยุค, ยุคสุดท้ายและมืดมิดที่สุดของจักรวาลยุคทั้งสี่. ยุคสมัยแห่งพ่อแม่ทั้งหลายไม่ได้รับความเคารพนับถือ, ครูทั้งหลายได้ถูกหลงลืม, ความดีได้ถูกล้อเลียน, และความชั่วร้ายได้นั่งบนบัลลังก์.  (We live in Kali Yuga, the last and darkest of the four cosmic ages. An age where parents are disrespected, teachers are forgotten, goodness is mocked, and evil sits on the throne.)

          แต่ในหัวใจของความสิ้นหวังก็มีเสียงก้องกังวานสะท้อนถึงสัญญาของการกลับมา. ที่วิษณุ ปุราณะได้พูดไว้. ในภควัต คีตา. เมื่อพิษร้ายของอธรรมไหลนองท่วมท้น, อวตารปางที่ 10 ก็จะอุบัติขึ้น, คือองค์กาสกี.  (But in the heart of despair echoes the promise of return. The Vishnu Purana speaks. The Bhagavata Gita whispers. When the poison of Adharma overflows, the 10th avatar shall rise. Kalki.)

          ในแผ่นดินศักดิ์สิทธิ์แห่งสัมภาลา. ไม่ได้ถูกแตะต้องจากความชั่วร้าย, พระองค์ได้จุติมาในพระบิดาวิษณุยะสะและพระมารดาสุมาติ. เสียงร้องของพระองค์สั่นสะเทือนสวรรค์ทั้งหลาย. ภายใต้การชี้แนะของพราหมณ์ปรสุรามผู้อมตะ, พระองค์ได้เรียนรู้ไม่เพียงแค่การต่อสู้, แต่กับที่จะรู้สึก, ไม่เพียงแต่การสังหารเข่นฆ่า, แต่ที่จะตื่นรู้. พันธมิตรทั้งหลายของพระองค์ได้อุบัติขึ้น. ศักติ, ยุคะ, ภีมะ, และอัชวาตมะ.    (In the sacred land of Shambhala. Untouched by evil, he is born to Vishnu Yasha and Sumati. His cry shakes the heavens. Under the guidance of the immortal Parasurama, he learns not just to fight, but to feel, not just to slay, but to awaken. His allied rise. Sakti, Yuga, Pima, and Ashwatama.)

          ขณะที่โลกคร่ำครวญครางภายใต้ทรราชย์, ที่ซึ่งศรัทธาได้สูญหายและความสยดสยองสมรสกับเทคโนโลยี, เวลาได้มาถึงตอนที่โลกได้กรีดร้องอยู่อย่างเงียบงัน. องค์กาลกีได้ขี่อาชามาข้างหน้า. ดาบของพระองค์ส่องประกายดุจดวงอาทิตย์.  (As the earth groaned under tyranny, where faith was lost and terror married technology, the time came when the world screamed in silence. Kalki rode forth. His sword gleamed like the sun.)

          อาชาของพระองค์แหวกผ่านหมูเมฆลงมา. ดาบของพระองค์ได้ปะทะกับเหล็กกล้า. อธรรมรวมตัวกันเข้าและราชาแห่งความมืดมนชั่วร้ายได้ลุกขึ้น. ในการปะทะครั้งสุดท้าย, เงามืดมนได้แตกกระจัดกระจาย. ความชั่วร้ายได้จบสิ้นลง. แต่องค์กาลกีไม่ได้อยู่เพื่อปกครอง. พระองค์มาเพื่อเพียงจัดตั้งคุณค่าอีกครั้ง, เพื่อจะเตือนจำ, เพื่อกอบกู้กลับคืน.   (His horse tore through the clouds. Sword clashed against steel. Adharma took form and the dark king rose. In the final clash, the shadow was shattered. Evil was ended. But Kalki did not stay to rule. He came only to reset, to remind, to restore.)

แต่นี่คือความลับ. ที่อวดอ้างกันว่าจำไม่ได้. องค์กาลกีก็ยังสถิตอยู่ภายในเราด้วยเช่นกัน. ทุกครั้งที่คุณเลือกความสัจจริงอยู่เหนือโกหก, เมตตาเหนือโหดร้าย, กล้าหาญเหนือหวาดกลัว. คุณก็ได้ปลุกตื่นองค์กาลกีภายในตัวคุณแล้ว.   (But here’s the secret. Boast forget. Kalki also within us. Every time you choose truth over lies, kindness over cruelty, courage over fear. You awaken the Kalki inside you.)

          https://youtu.be/rLRucbpWt84?si=0og2jxQC9TkberTL

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 2 - การศึกขององค์กาลกี

กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 2 - การศึกขององค์กาลกี

The Kalki Purana1: Part 2 The Military Campaign of Lord Kalki. #hindu #kalki

          https://youtu.be/QatyphD57g0?si=C0KoWy774c4GqiGE

          1 ปุราณะ (Purāṇa) คือวรรณกรรมภาษาสันสกฤตกลุ่มใหญ่ที่บันทึกตำนาน ประวัติศาสตร์โบราณ เทพปกรณัม และประเพณีของศาสนาฮินดู นิยมแต่งเป็นโศลกคู่เพื่อเล่าเรื่องเทพเจ้าสำคัญ (เช่น วิษณุ ศิวะ เทวี) กำเนิดจักรวาล และวงศ์กษัตริย์ จัดเป็นคัมภีร์รองที่เข้าถึงมวลชนได้ง่ายกว่าพระเวท เชื่อกันว่ารวบรวมโดยฤาษีวยาส 

สาระสำคัญของปุราณะ:

  • ประเภทหลัก (Mahapuranas): มี 18 เล่มหลัก เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าองค์ต่างๆ
  • ประเภทรอง (Upapuranas): มี 18 เล่มรอง ขยายความเรื่องราวท้องถิ่นหรือหัวข้อเฉพาะทาง
  • เนื้อหา 5 ประการ (Pancha Lakshana): การสร้างโลก (Sarga), การสร้างโลกใหม่ (Pratisarga), ลำดับวงศ์เทวดาและฤาษี (Vamśa), ยุคสมัยของมนู (Manvañtara) และประวัติวงศ์กษัตริย์ (Vamśānucaritam)
  • ช่วงเวลา: แต่งขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึง 10
  • ความสำคัญ: เป็นหัวใจของศาสนาฮินดูร่วมสมัยที่เน้นการบูชาเทพเจ้า (Bhakti) และสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและธรรมะ

 

          วิดิโอนี้ตาอเนื่องมาจาก “กาลกี ปุราณะ. ภาคที่ 1 – การจุติอุบัติขององค์กาลกี”. ตอนนี้, เราได้เรียนรู้ว่านั่นจะปรากฏให้เห็นในอีก 427,000 ปีต่อจากนี้ไป. เรายังได้เรียนรู้ถึงเป้าประสงค์การลงมาจุติของพระองค์, และชีวิตในวัยเยาว์และการสมรส, ที่ได้บอกเล่าโดยสูตะ โกสวามี. ภารกิจปฏิบัติการขององค์กาลกีคือการที่จะกำจัดย้ายปีศาจชั่วร้ายทั้งหลายออกไปจากโลก, และสถาปนายุคทองของ สัตยา ยุค.  (This video is a continuation of ‘The Kalki Purana, Part 1 – The Descent of Lord Kalki.  There, we learn that will appear around 427,000 years from now. We also learn the purpose of his descent, and his youth and marriage, as narrated by Suta Goswani. Lord Kalki’s mission will to remove all the many demoniac beings from the world, and establish the golden Satya yugas.)

          เราหยิบยกจากการเริ่มต้นนั้นมากขึ้นไปอีกในภารกิจปฏิบัติการนั้น ภายหลังจากที่พระองค์ออกจากเมืองเกิดของพระองค์, สัมภาลา. เป้าหมายทางทหารอันดับแรกของพระองค์คือนครบาปแห่งคีคาต, อาศัยอยู่โดยมนุษย์ทั้งหลายชดใช้กรรมอยู่ในภพภูมิกึ่งสวรรค์. ไม่มีเจตจำนงที่จะโอบรับเอาในหลักการทั้งหลายในศาสนาใด หรือจริยธรรมทั้งหลายใดๆ, กองกำลังของคีคาตกรูกันออกมาเพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพขององค์กาลกี. แต่กองทัพของพระองค์นั้นแข็งแกร่งและพวกเขาก็บดขยี้ศัตรูทอันต่ำทรามทั้งหลายนั้นจนแหลกละเอียดไปสิ้น. ผู้นำทั้งหลายของคีคาตแล้วก็ได้ส่งอัศวินทั้งหลายของพวกเขาเพื่อที่จะโจมตี: บางรายของพวกนั้นขี่มาบนหลังสัตว์เหมือนม้าที่คล้ายสัตว์ร้ายที่มีฟันทั้งหลายเหมือนจระเข้. มันเป็นภาพที่น่ากลัวยิ่ง, แค่นักรบขององค์กาลกีก็บดขยี้มันลงไปสิ้น.   (We pick up from the beginning of the more…unpleasant of that mission’ As he left his birth town of Sambhala. His first military target was the sinful city of Keekat, inhabited by humans within a semi-celestial realm of karmic retribution. Unwilling to embrace religious or moral principles, Keekat’s forces ran out to confront Kalki’s army. But the Lord’s army was strong and they pulverized their degraded enemies. Keekat’s leaders then sent their knights to attack: some of them rode on horse-like creatures with teeth resembling crocodiles. It was a frightful sight, but Kalki’s men prevailed.)

          ด้วยกองกำลังของตนกำลังเกือบจะพ่ายแพ้, จักรพรรดิแห่งคีคาค, จิน, ได้เข้ามาสู่ฉากรบ. เขามาไม่เชื่อในอะไรนอกไปจากประสาทสัมผัส/อายตนะในความกระหายต้องการของตน. เขาได้เข้าโจมตีองค์กาลกีด้วยตนเอง ด้วยทั้งหมดที่เขาจะทำได้, และกระทั่งเกือบจะฟาดเอาพระองค์หล่นลงจากหลังม้าได้เ. แต่ในท้ายที่สุด, จัร่างของจักรพรรดิจินก็นอนตายอยู่บนพื้นดิน. (With his forces on the verge of defeat, the Emperor of Keekat, Jin, entered the scene. He believed in nothing but his own sense gratification. He personally attacked Kalki with all his might, and even maned to knock him from his horse. The battle turned into hand-to-hand combat. But eventually, Emperor Jin’s body lay dead on the ground.)

          ชุฑโธดาน, น้องชายของจักรพรรดิจิน, ก็เข้ามาโจมตีองค์กาลกีและพันธมิตรใกล้ชิดของพระองค์. โดยไม่สามารถที่จะเอาชนะพวกเขาได้, ชุฑโธดานก็ได้ใช้เวทย์มนตร์ของตนที่จะส่งอีกปางหนึ่งของสัมหารา กาลี มา. นางได้ทำให้เกิดความโกลาหฃวุ่นวายขึ้นบนสนามรบ, แสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามยิ่งนัก. อย่างไรก็ตาม, เมื่อองค์กาลกีได้เข้าไปหา, แทนที่จะโจมตีพระองค์, นางกลับรวมร่างเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระวรกายอันเป็นทิพย์ของพระองค์ เพราะนางคือผู้ซึ่งจงรักภักดีอย่างพิสุทธิ์แท้จริง.   (Shuddhodan, brother of Emperor Jin, then attacked Kalki and his closest allies. Unable to defeat them, Shuddhodan then used his mystic powers to summon a version of Samhara Kali. She caused chaos on the battlefield, proving to be formidable. However, when Kalki approached, instead of attacking Him, she simply merged into His transcendental body because she was a devotee.)

          ด้วยกองทัพอันกล้าหาญขององค์กาลกี, การประหัตประหารได้ดำเนินต่อไป. หลายล้านของลูกธนูได้ยิงออกไปและช้างศึกทั้งหลายและสัตว์ร้ายหลากหลายมากมายได้เข้าไปสู่สนามรบ. มีเลือดและเนื้อไหลนองกองท่วมปะปนกันไปทั่วแผ่นดิน และมากมายของชายข้าศึกก็ถูกบดขยี้ไปทั้งสิ้น. ทหารชายทั้งหลายขององค์กาลกีต่างตกใจที่ได้เห็นกองทัพสตรีของคีคาต นั่งคร่อมขี่มากับยานพาหนะหลากหลายชนิด, เตรียมพร้อมที่จะบุกเข้าโจมต. ตามรหัสยะของกษัตริย์นักรบ,องค์กาลกีได้ปฏิเสขที่จะเข้ารบกับพวกนาง. แต่ภายหลังการเจราความเมืองกันแล้ว, สตรีเหล่านั้นก็ยังคงตั้งหอกสามง่ามในท่าเตรียมโจมตีอยู่. แต่ด้วยการจัดการของพระองค์, หอกศึกนั้นก็ได้พูดต่อสตรีเหล่านั้นที่กุมถือพวกมันอยู่, อธิบายถึงว่าพวกมันไม่สามารถทำร้ายองค์กาลกีให้บาดเจ็บได้.  (With Kalki’s army encouraged, the onslaught continued. Millions of arrows were fired and elephants and various other animals entered the battlefield. There was a mass of blood and fresh strewn across the land and many of the male enemy perished. Kalki’s men were the shocked to see an army of Keekat women astride various types of vehicles, preparing to attack. Following ksatrita warrior code, Kalki refused to engage them. But after some words of diplomacy, the women still poised their tridents in attack position. But by the Lord’s arrangement, the weapons spoke to the women that carried them, explain that they will not be able to injure Kalki.)

          ภายหลังการตรัสเหตุผลมากขึ้นจาก หองทัพสตรีเหลบ่านั้นก็ยืนลดอาวุธลง. หลังจากนั้น, องค์กาลกีและกองกำลังสุดยอดของพระองค์ก็ดำเนินต่อไปที่จะเอาชนะต่อยักษ์รากษสบางตนที่อาศัยอยู่ในป่านั้น. พวกมันเป็นลูกหลานอันยิ่งใหญ่ของกุมภกัณฑ์ผู้มีชื่อเสียง. เมื่อกองทัพขององคืกาลกีได้สำรวจตรวจตราพื้นที่นั้น, พวกเขาได้พบว่าดินส่วนใหญ่เป็นคล้ายทะเลทราย, ต้นไม้เตี้ยแคระ, อากาศเหม็นอับและนิคมที่อยู่ของมนุษย์นั้นกระจัดกระจายเสื่อมโทรม—เต็มไปด้วยสัตว์กินซาก, ทุกอย่างเน่าเปื่อยและมีกลิ่นเหม็นของซากศพคละคลุ้งไปทั่ว.  (After more words of reason from Kalki, the army of women stood down. After that, Kalki and his elite team went on to defeat some giant Raksasas who dwelled in the forest. They were the great grandchildren of the famous Kumbhakarna. When Kalki’s armies explored the earth, they found much of the ground to be desert-like, the tree short, the air foul and humanoid settlements disheveled—full of scavengers, everything in decay and smelling of dead flesh.)

ทันทีที่ข่าวแผ่กระจายออกไปถึงการเข้ามาของกองทัพองค์กาลกี, มนุษย์ชั้นต่ำเหล่านั้นก็รวมตัวกันเป็นกองทัพขึ้น, และบุกเข้าโจมตีอย่างเต็มกำลัง. องค์กาลกีและคนของพระองค์ก็ดำเนินการกวาดล้างสังหารตัวแทนของพระแม่กาลีที่เหลืออยู่บนโลกผู้ที่ยังถืออาวุธมาบุกเข้าใส่พวกเขา.จักรและกัมโบชยาสก็ถูกกำจัดไปด้วยอาวุธสวรรค์ทั้งหลายขององค์มารุ.  (As soon as news spread of the advance of Kalki’s army, the degraded humans gathered armies, and attacked in full-force. Kalki and his men proceeded to kill all the remaining agents of Kali on the earth who took a weapon against them. The Shakas and the Kambojas were vanquished by the celestial weapons of Maru.)

เฑวาปีได้จบสิ้น สวาราส, ชาลาส และวารวราส. ในระหว่างที่มีการรณรงค์ไปทั้งโลก, หลายสิบของหลายล้านเหล่ารูปลักษณ์ปีศาจทั้งหลายได้ถูกสังหารสิ้น. แล้วปีศาจฝาแฝด ก๊อกและวิก๊อกได้ปรากฏขึ้นบนสนามรบ. หลังจากได้รับพรจากพระพรหม, พวกเขาจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพ่ายแพ้เมื่อได้อยู่ชิดกัน. ศีรษะและแขนขาของพวกเขาจะกระทั่งงอกขึ้นมากลับคืนอย่างเดิม. องค์กาลกีต้องแยกพวกเขาออกก่อนเป็นอันดับแรก, และมีเพียงตอนนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจึงสามารถถูกฆ่าได้. คาวี, หัวหน้าผู้บัญชาการรบกองทัพขององค์กาลกี, ได้ดำเนินต่อไปที่จะสังหาร 10,000 ของชนป่าเถื่อนทั้งหลายอื่นๆอีกนั้น. ปราชัยและกองกำลังของเขาได้ฆ่าผู้อื่นไปหนึ่งล้าน.   (Devapi finished the Savaras, Cholas and Varvaras. During that global campaign, tens of millions of demoniacs entities were slain. Then the demon twins Kok and Vikok appeared on the battlefield. Having received a benediction from Lord Brahmna, they were impossible to defeat when close together. Their heads and limbs would even grow back. Kalki had to separate Kok and Vikok first, and only then could they be killed. Kavi, commander-in-chief of Kalki’s armies, went on to slay another 10,000 barbarians. Praagya and his forces killed a million others.)

ในขณะเดียวกัน, องค์กาลกีและทหารหนึ่งร้อยของพระองค์ได้ยาตราทัพพุ่งเข้าปราบกำจัดปีศาจร้ายที่เข้ายึดอาศัยอยู่บนโลก รวมทั้งป้อทปราการของพระแม่กาลี. ภายหลังกองทัพเหล่าต่ำทรามและชั่วร้ายทั้งหลายได้ถูกกวาดล้างหรือถูกทำลายกระจายไป, เหตุการณ์ทั้งหลายนั้นก็นำพลิกผันมาเป็นที่แปลกประหลาดใจ. ผู้นำที่เคร่งศาสนา, ศศิธวาจา, และเป้นทายาทโดยตรงของเหล่ากึ่งเทพทั้งหลายผู้ซึ่งได้ลงมาอาศัยอยู่บนโลก, ก็ท้าทายองค์กาลกีอย่างกล้าหาญ. Meanwhile, Kalki and a hundred of his soldiers launched an expedition against the demons of the earth including Kali’s citadel. After the degraded and demoniacs armies has been wiped out or scattered, events took a strange turn. The pious leader Shashidhwaja, and immediate descendant of demigods who took residence on earth, bravely challenged Kalki.)

          ภายหลังการยุทธอย่างเข้มข้น, ที่ได้ถูกจับตามองโดยเหล่ากึ่งเทพทั้งหลาย, องค์กาลกีอย่างตั้งใจยอมรับความพ่ายแพ้จากราชานั้น. นี้ได้เป็นการกระทำหนึ่ง, ลีลา, เกี่ยวกับพรที่ศศิธวาจาได้รับเชื่อมโยงกับชีวิตชาติที่แล้ว. ด้วยเช่นกัน, องค์กาลกีได้ต้องการที่จะเคารพนับถือผู้อาวุโสและทรงพลังอำนาจของพระองค์, เคารพผู้อาวุโสของพระองค์ และเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ชนรุ่นถัดไปผู้ถูกกำหนดให้มาปกครองโลก. องค์กาลกีในที่สุดตามจริงก็ได้สมรสกับธิกาของศศิธวาจานั้น, รามอา.  (After an intense battle, which was spectated by the demigods, Kalki intentionally accepted defeat from the king. This was an act, a Lila, relating to a boon owned to Shashidhwaja relating to a previous life. Also, Kalki wanted to respect his senior and empower the next noble generation who were destined to rule the earth. Kalki actually ended up marrying Shashidhwaja’s daughter, Ramaa.)

ถึงที่สุดแล้วก็มีภารกิจปฏิบัติการครั้งสุดท้ายที่ยังคงเหลืออยู่. พันธมิตรขององค์กาลกีจะต้องค้นหาป้อมปราการภายในหุบเขาทั้งหลายที่อยู่อาศัยโดยพวกนาคา, ผู้คนอสรพิษ. ยามป้องกันของพวกนาคานั้นสามารถที่จะพ่นพิษพุ่ไหลงออกมาจากปากพวกมันได้. องค์กาลกีและทหารของพระองค์ได้ประหารพวกมันไปได้ทั้งหมด. ช้างในป้อมปราการนั้น, ทองคำจำนวนมหาศาลได้ถูกเก็บไว้ฦ แต่มันได้ถูกปกป้องอยู่โดยนาคาหญิงชื่อ, นาค กัลยา.   (Eventually there will be one final mission remaining. Kalki’s allies will discover a fortress within the mountains occupied by the Naga, the serpent people. Naga guards there could squirt streams of poison from their mouths. Kalki and his men slew them all. Inside the fortress, huge amounts of gold were in storage. But it was protected by female Naag Kanyas.)

อีกทั้งได้มีพวกวิศ กัลยาอยู่ด้วยเช่นกัน. หนึ่งในเผ่าพันธุ์มนุษย์ครึ่งสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายที่มีเลือดและน้ำลายเป็นพิษ. มีเพียงองค์กาลกีเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตเข้าไปในป้องปราการนี้ได้, ในขณะที่ชายทั้งหลายมากมายผู้เข้าไปก่อนหน้านั้น, ได้ถูกกำจัดไปทั้งสิ้น. ที่นั้นเองซึ่งพระองค์ได้เห็นโดยเฉพาะวิศ กัลยา, ผู้ซึ่งแตกต่างไปจากผู้อื่นทั้งหลาย. เธอได้อธิบายนว่าเธอได้ถูกสาปที่จะต้องมีชีวิตโดดเดี่ยวตามลำพัง, เนื่องการกระทำผิดในอดีตชาติทั้งหลาย. โดยพระเมตตา, องค์กาลกีได้จัดให้เธอได้ถูกนำตัวไปอยู่ยังดาวเคราะห์เยี่ยงสรวงสวรรค์ ในวิมาน.  (There was also Vish Kanyas. A race of reptilian humanoids with venomous blood and saliva. Only Kalki could safely enter the fortress, as many men who had previously entered, had perished. There he saw a particular Vish Kanyas who different from the others. She explained she was cursed to life of loneliness, due to previous offences. Merciful, Kalki arranged for her to be taken to the heavenly planets in a divine vimana.)

          ภายหลังการศีกรณรงค์ฟื้นฟูโลกได้เสร็จสมบูรณ์สิ้นลง. เฑวาปี, มารู, มหามาติ, สุรยาคีตู และพี่ชายขององค์กาลกีทั้งหลาย, ผู้ซึ่งทั้งหมดได้รับการแบ่งภาคส่วนให้ปกครองดูแลโลก. เมื่อได้กลับมายังบ้านกำเนิดของพรพะองค์ในสัมภาลา, องค์กาลกีได้ประทานรางวัลให้กับทายาททั้งหลายของกฤตวีรมาและวิศอัคห์ ด้วยอำนาจปกครองในภูมิภาคศูนย์กลางทั้งหลาย. พระองค์ยังตามหน้าที่เต็มเปี่ยมถวายทรัพย์สินรางวัลอันมหาศาลต่อพรพะบิดาและมารดา.  (After the military campaign to replenish the earth was complete. Devapi, Maru, Mahamati, Suryaketu and Kalki’s brothers, who were all given parts of the world to rule. When returning to his original home in Shambhala, Kalki awarded the descendants of Kritaverma and Vishaakh with the rulership of the central providences. He also dutifully awarded immense wealth to his parents.)

ดังนั้นเอง, ระเบียบคุณธรรมจึงได้เข้ามาปกครองและผู้คนทั้งหมดทั่วโลกต่างเจริญเติบโตศรัทธาในธรรม, มีความสุขและรุ่งเรือง. และมันเป็นเช่นนั้นเอง, ( หรือจะเป็น) ที่สัตยา ยุค แห่งความมงคลก็บังเกิดขึ้น. ภารกิจขององคืกาลกีได้สำเร็จสมบูรณ์ลง. ชอบคุณสำหรับการเฝ้าชม. (So, the righteous order began to reign and the people all over the world grew pious, happy and prosperous. And so it was, (or will be) that the auspicious Satya Yuga came about. Lord Kalki’s mission was fulfilled. Thank for watching.)

          https://youtu.be/QatyphD57g0?si=PPFQBeWBPwSl2fAj