หน้าเว็บ

วันพุธที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

โนอัม ชอมสกี - ระบอบทุนนิยม, การควบคุมสื่อ, และมายาภาพของประชาธิปไตย

โนอัม ชอมสกี - ระบอบทุนนิยม, การควบคุมสื่อ, และมายาภาพของประชาธิปไตย

Noam Chomsky: Capitalism, Media Control, & the Illusion of Democracy

          https://youtu.be/L0AVZNYE9Rc?si=AVgWuqiW7C27yrvv

          เรามีชีวิตอยู่ในโลก ที่เต็มไปด้วยข่าวสารโฆษณาที่บอกเราว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุข. ภาพยนต์ทั้งหลายนำเสนอบรรยายทั้งหลายของความดีปะทะความชั่วด้วยผลลัพธ์ตอนจบที่พึงพอใจกัน. นักการเมืองทั้งหลายกล่าวสุนทรพจน์ถึงความฝันอเมริกัน. ให้ความมั่นใจกับเราว่าประชาชาติของเรานั้นผู้ใดที่ทำงานหนักก็สามารถบรรลุความสำเร็จได้. ช่องข่าวที่แพร่กระจายถล่มทะลายใส่เราตลอด 24 ชั่วโมง 7 วันต่อสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของวีรบุรุษ, ผู้ร้าย และการข่มขู่เรียกร้องให้กระทำการกันอย่างเร่งด่วน. ทั้งหมดมันทำให้รู้สึกเหมือนข่าวสารการบันเทิงง่ายๆเป็นฉากหลังของชีวิตทั้งหลายของเรา.  (We lived in a world saturated with message advertisements tell us what will make us happy. Movies offer narratives of good versus evil with satisfying endings. Politicians speeches about the American dream. Assuring us that in our nation anyone who works hard can achieve success. News channels 24/7 bombard us with stories of Heroes, villains and threats were told demand urgent action. It all feels like simple information entertainment the backdrop of Our Lives.)

แต่ถ้าอะไรการไหลเนื่องอย่างสม่ำเสมอของภาพทั้งหลายและคำบรรยายทั้งหลายนั้นไม่ได้เป็นกลาง. ถ้าอะไรที่มันเสนอป้อนมาให้นั้นมีเจตจำนงซ่อนเร้น. นักปรัชญาและนักภาษาศาสตร์, โนอัม ชอมสกี ได้เสนอมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง. เขาได้โต้แย้งว่าสังคมทุนนิยมของเรา ไม่ได้เป้นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เพราะการไหลเนื่องของข้อมูลข่าวสารที่เราพึ่งพาอยู่ในการตัดสินใจเลือกนั้นๆ. ในอะไรที่เราซื้อ. ในใครที่เราจะจะลงคะแนนเลือกตั้งให้. อะไรที่เราเชื่อ. เหล่านั้นไม่ใช่ของฟรีๆ แต่เป็นการถูกผลิตสร้างขึ้นมาอย่างระมัดระวังที่จะป้อนเสนอ เพื่อผลกำไรทั้งหลายของชนชั้นยอดบน. คนจำนวนเล็กน้อยที่อยู่ด้วยการจ่ายให้ของผู้คนทั้งหลาย. (But what if this constant flow of images and narratives isn’t neutral. What if it serves a hidden purpose. Philosopher and linguist, Noam Chomsky1 offers a radically different perspective. He argued that our modern Capitalist Society isn’t truly Democratic because the flow of information we depend on to make choices. What we buy. Who we vote for. What we believe. Isn’t free but carefully manufactured to serve the interests of an elite. Few at the expense of the many.)

1 โนอัม ชอมสกี (Noam Chomsky) คือนักภาษาศาสตร์ นักปรัชญา นักปราชญ์ และนักวิจารณ์การเมืองชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพล ได้รับการยกย่องเป็น "บิดาแห่งภาษาศาสตร์สมัยใหม่" ผู้เสนอทฤษฎีไวยากรณ์เชิงกำเนิด (Generative Grammar) และการเรียนรู้ภาษาที่มีมาแต่กำเนิด นอกจากนี้ยังเป็นนักคิดปีกซ้ายที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และสื่ออย่างรุนแรง 

สรุปข้อมูลสำคัญของ โนอัม ชอมสกี

  • ประวัติ: เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1928 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณประจำสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และมหาวิทยาลัยแอริโซนา
  • บิดาแห่งภาษาศาสตร์สมัยใหม่: ชอมสกีปฏิวัติวงการภาษาศาสตร์ด้วยแนวคิดที่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเรียนรู้ภาษา (Language Acquisition Device - LAD) และเสนอว่าไวยากรณ์สากล (Universal Grammar) เป็นโครงสร้างพื้นฐานในสมอง ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ผ่านการวางเงื่อนไข (Behaviorism)
  • นักเคลื่อนไหวทางการเมือง: ชอมสกีมีชื่อเสียงในการเป็นนักคิดที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยม นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และการครอบงำของสื่อ (แนวคิด Manufacturing Consent) เขาอธิบายตนเองว่าเป็นนักสังคมนิยมเสรีนิยมและนักอนาธิปไตย
  • ผลงาน: เขียนหนังสือมากกว่า 100 เล่ม เช่น Syntactic StructuresManufacturing Consent, และ Requiem for the American Dream 

โนอัม ชอมสกี ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในปัญญาชนสาธารณะที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งได้รับการอ้างอิงถึงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก 

ชอมสกีท้าทายว่า ประชาชาตินั้นตลาดต้องเป็นอิสระในความหมายที่แท้จริงในความหมายใดๆ. แน่นอน, คุณสามารถเลือกได้ระหว่างยี่ห้อทั้งหลายของยาสีฟัน แต่ว่าบุคคลผู้ผลิตมันขึ้นมาได้รายได้เพียงพอกับการเลี้ยงชีพด้วยหรือไม่? คุณตัดสินว่าช่องสื่อใดที่จะเฝ้ารับชม แต่พวกเขาคนใดจะใช้เวลาทั้งสัปดาห์ทั้งหลาย วิเคราะห์เจาะลึกไปถึงว่า ทำไมบริษัทสื่อแมวลชนใหญ่ๆเหล่านั้นถึงต้องการจะลดภาษีเงินได้ของตนทำไม หรือไม่? ในเวลาเดียวกันที่แรงงานทั้งหลายถูกขอให้ทำงานมากเงินเพื่อเงินได้ซึ่งน้อยลง. (Chomsky challenges is the notion that markets are free in any meaningful sense. Sure, you can choose between brands of toothpaste but not whether the person who makes it earns a living wage. You decide what channel to watch but not whether any of them will spend weeks dissecting why massive corporations need tax breaks. At the same time workers are asked to do more for less.)

เขาได้วิพากษ์งิจารณ์ความคิดที่ว่า ระบบของเรายินยอมให้กับ การเคลื่อนย้ายทางสังคมที่แท้จริง ขณะที่บางปัจเจกบุคคลทั้งหลายได้หลบหนีความยากจนไปแล้ว. เขาเชื่อว่านี่ไม่ได้พิสูจน์รับรองว่าระบบนั้นยุติธรรม แต่เสนอรับใช้ที่จะคอยทำให้เราเชื่อมันกันเอาไว้. แม้ว่าเมื่อเราตกอยู่ในโอกาส/แต้มต่อเสียเปรียบอย่างมาก. ดเขา(ชอมสกี)เห็นว่าระบอบทุนนิยมที่ไร้การควบคุมนั้นขัดต่อหลักการพื้นฐานและได้เปรียบโดยเนื้อแท้ยิ่ง. ด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบอบประชาธิปไตย, ผู้คนนั้นถูกคาดว่าที่จะยึดกุมอำนาจ, กระนั้น, ชอมสกี้โต้แย้งว่าระบบเศรษฐกิจของเรามุ่งเน้นอยู่แต่ที่ความมั่งคั่ง ด้วยความเข้มข้นเยี่ยงนี้ที่ชนชั้นยอดบนจำนวนน้อย เป็นผู้ตัดสินใจทั้งหลายอย่างแท้จริง.   (He criticizes the idea that our system allows for True Social Mobility2 while some individuals Escape Poverty. He believes this isn’t proof the system is fair but serves to keep us believing in it. Even when the odds are stacked against us, he sees unfettered capitalism as inherently at odds. With democracy in a democracy, the people are supposed to hold power, yet, Chomsky argues our economic system concentrates wealth with such intensity that this small Elite Class3 ends up making the real decisions.)

2 True Social Mobility แปลว่า "การเคลื่อนย้ายทางสังคมที่แท้จริง" หรือ "การขยับสถานะทางสังคมอย่างแท้จริง" หมายถึง ความสามารถที่บุคคลจะสามารถพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม (ชนชั้น) ของตนเองได้ โดยขึ้นอยู่กับความสามารถ ความพยายาม และทักษะส่วนบุคคล มากกว่าพื้นฐานครอบครัว 

องค์ประกอบสำคัญ:

  • ความเท่าเทียมกันของโอกาส: ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา สาธารณูปโภค และงานที่ดี
  • การเคลื่อนย้ายระหว่างรุ่น (Intergenerational Mobility): ลูกสามารถมีฐานะที่ดีกว่าพ่อแม่ได้
  • ลดความเหลื่อมล้ำ: ไม่ติดอยู่ในระบบชนชั้นที่ตายตัวหรือระบบวรรณะ 

คำนี้มักใช้อธิบายสังคมที่เปิดกว้าง (Open System) ซึ่งเป็นธรรมและยืดหยุ่น โดยที่ "ต้นทุนชีวิต" ไม่ใช่ตัวกำหนดความสำเร็จสูงสุดของชีวิต.

            3 Elite Class (ชนชั้นนำ/อภิชน) คือ กลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ ในสังคมที่มีสถานะสูงสุด ครอบครองความมั่งคั่งมหาศาล อำนาจทางการเมือง และอิทธิพลทางสังคมอย่างสูง คนกลุ่มนี้มักเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคม มีการศึกษาสูง หรือสืบทอดฐานะจากตระกูลเก่าแก่ ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ และแยกตัวออกจากชนชั้นกลางหรือชนชั้นแรงงานอย่างชัดเจน 

ลักษณะสำคัญของ Elite Class

  • ความมั่งคั่งและอำนาจ: เป็นกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุด (Top 1%) มีทรัพย์สินจากการลงทุนหรือการสืบทอด และมีอำนาจในการตัดสินใจสำคัญในสังคม
  • อิทธิพลทางสังคม: มีบทบาทสูงในการกำหนดแนวคิด วัฒนธรรม และทิศทางเมือง
  • การศึกษาและเครือข่าย: มักได้รับการศึกษาระดับสูง และมีการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ภายในกลุ่มตนเอง
  • การสืบทอด: มักเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียงหรือมีฐานะเดิม ทำให้สถานะทางสังคมเป็นแบบสืบทอด 

ในปัจจุบัน Elite ไม่ได้หมายถึงเพียงขุนนางหรือเจ้าของที่ดินในอดีต แต่รวมถึงมหาเศรษฐี ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่ และผู้มีอำนาจทางการเมือง

นักการเมืองทั้งหลายพึ่งพาอยู่กับการบริจาคเงินทั้งหลายของชนพวกนั้น ดังนั้นจึงให้บริการรับใช้ซึ่งผลกำไรทั้งหลายของพวกเขาเป็นอย่างแรก ไม่ใช่เหล่าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง. บริษัททั้งหลายลอบบี้ ต้านแย้งนโยบายทั้งหลายที่เป็นผลประโยชน์ต่อสังคม แต่อาจตัดเอาไปเป็นสิ่งที่ทำกำไรทั้งหลายนของพวกเขา เหมือนเช่นการกำกับควบคุมสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด, ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่สูงขึ้น หรือสิทธิของแรงงานทั้งหลายในการรวมตัวกันเป็นสหภาพ เพื่อสถานภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม. ชอมสกีเชื่อว่าสำหรับระบบนี้ที่จะทำหน้าที่ประโยชน์ต่อผูเคน จำเป็นที่จะต้องรู้สึกได้เหมือนว่าพวกเขาได้โอกาสที่จะพูด และโอกาสที่สำคัญในการเลือก. นี้ที่เขาโต้ค้านคือ ทำไมการเลือกตั้งทั้งหลาย ถึงกลายเป็นเหมือนการแสดงละครฉากใหญ่ ที่มุ่งเน้นไปที่ตัวตนและสีสันของตัวบุคคลมากนัก. (Politicians rely in donations so serve their interests first not those of the voters. Corporations lobby against policies that benefit Society but might cut into their profits things like strong environmental regulations higher minimum wages or the right of workers to unionize for better conditions. Chomsky believes that for this system to function people need to feel like they have a say and that their choices matter. This he argues is why elections are such spectacles so focused on personalities.)

พวกเราถูกสนับสนุนให้ต่อสู้กันอย่างดุเดือดในประเด็นความขัดแย้งทางนโยบายที่ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ และใครคือผู้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากการที่มันยังคงถูกห้ามถกเถียงกันในสาธารณะ. ยิ่งไปกว่านั้น, ชอมสกีโต้ค้านว่า การควบคุมอยู่เหนือข่าวสารนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะธำรงอำนาจนี้เอาไว้. พลวัตถ้าคุณไม่ได้เข้าใจว่าระบบมันทำงานอย่างไร, อย่างไรที่การตัดสินใจทั้งหลายที่กระทบต่อชีวิตของพวกคุณ ได้ถูกทำขึ้นอย่างแท้จริงเพื่อให้พวกคุณน้อยลงไปไกลเกินกว่าที่จะท้าทายแข่งขันพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ.   (We’re encouraged to wage passionate battles over relatively minor policy differences while the fundamental structure of the economic system and who truly benefits from it remains mostly off limits for public debate. Furthermore, Chomsky argues that control over information is essential to maintaining this power. Dynamic if you don’t understand how the system works, how the decisions that impact your life are truly made then you’re far less likely to challenge them effectively.)

นี่คือจุดที่ผลงานอันเลื่องชื่อของเขา อย่าง Manufacturing Consent เข้ามามีบทบาท ซึ่งวิเคราะห์ถึงวิธีการอย่างไรที่บริษัทนั้นได้เป็นเจ้าของสื่อ ก่อรูปความเข้าใจของพวกเราของโลกที่จะรับใช้ผลกำไรทั้งหลายที่ไกลไปจากของเราเอง. ชอมสกีไม่ได้ปฏิเสธว่าบางข่าวสารทั้งหลายเป็นเรื่องจริงการเลือกตั้งทั้งหลายบังเกิดเหตุการณ์อุบัติขึ้น ทั้งหลายขึ้น  แต่ความเพ่งสนใจของเขาทอดวางอยู่กับอะไรคือที่ได้ปกปิดว่า มันได้ถูกนำเสนออย่างไร และสำคัญอย่างเท่าเทียมในเรื่องราวอะไรได้ถูกลดความสำคัญลงไป หรือหายไปอย่างสิ้นเชิงในหนังสือ manufacturing consent ของเจา.  (This is where his famous work manufacturing consent comes in which analyzes how the corporate owned media shapes our very understanding of the world to serve interests that are far from our own. Chomsky does not deny that some news is factual elections happen events occur but his Focus lie on what gets covered how it’s presented and equally importantly what stories are downplayed or disappear entirely in his book manufacturing consent.)

ชอมสกีและตามมาด้วย เอ็ดเวิร์ด เฮอร์มาน ได้เสนอแบบจำลองการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อ, เขาได้โต้ค้านว่าองค์กรข่าวกระแสหลักทั้งหลาย แม้กระทั่งว่าเหล่าผู้ที่ภาคภูมิใจในตนเองของพวกเขา พวกเขาภาคภูมิใจในความเป็นกลาง แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของและผู้ลงโฆษณาทั้งหลายนั้น. สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยการบงการจากกลุ่มลับหลังม่านเพื่อตัดสินใจทิศทางการนำเสนอข่าวเสมอไป. มันแนบเนียนกว่านั้นตรงที่หนังสือพิมพ์ต้องพึ่งพารายได้จากการโฆษณา และพวกเขามักจะไม่ทำสกู๊ปข่าวสืบสวนสอบสวนเพื่อเปิดโปงการละเมิดแรงงานของเจ้าของโฆษณารายใหญ่ที่สุดของตัวเอง  (Chomsky along with Edward Herrman4 proposes a propaganda model of the media he argued that mainstream news organizations even those that Pride themselves on objectivity are ultimately beholden to their ownership and advertisers. This doesn’t necessarily require shadowy cabals dictating editorial decisions. It’s more subtle newspapers rely on Advertising revenue and aren’t likely to run investigative pieces exposing the labor abuses of their biggest Advertiser.)

4 https://en.wikipedia.org/wiki/Edward_Herrmann

ตัวอย่างเช่น, บรรณาธิการทั้งหลายเข้าใจดีว่า เรื่องราวที่ช่วยสร้างยอดคลิกหรือตรึงคนดูไว้กับหน้าจอ ช่วยส่งเสริมผลตอบแทนคือความโกรธแค้น หรือเพื่อการปลุกปั่นความตื่นตระหนก มากไปกว่าการวิเคราะหก์เชิงลึกที่อาจทิ้งไว้ให้ผู้คนได้รู้สึกในอารมณ์ที่ผสมปนเปกัน, มากยิ่งกว่าที่จะกระตุ้นให้มองเห็นว่าอะไรบังเกิดขึ้น. ถัดไป, ชอมสกีเชื่อว่า นอกจากนี้ยังมีกระบวนการคัดกรองที่กำหนดบรรทัดฐานว่าเนื้อหาแบบใดคือข่าว, ที่การกระทำของฝ่ายศัตรูของทางการจะถูกตรวจสอลมากกว่าฝ่ายพันธมิตร.  (For example, editors understand that stories driving clicks or keeping views glued to the set help the bottom-line rewarding outrage or for fear-mongering. Rather than in-depth analysis that might leave people feeling complex emotions rather than the urge to see what happens. Next, Chomsky believes there are also filters determining what counts as news actions of official enemies get scrutinized far more than those of allies.)

ตัวอย่างเช่น, เขา(ชอมสกี)ได้โต้ค้านว่า มีการเพ่งสนใจกับ การมุ่งเน้นไปที่ความล้มเหลวของตัวบุคคล กำลังดึงความสนใจไปจากปัญหาเชิงโครงสร้าง/เชิงระบบ ดังนั้นเราได้การปกปิดของ เรามักจะเห็นข่าวประโคมกันไม่จบไม่สิ้นเกี่ยวกับคนธรรมดาแค่คนเดียวที่โกงระบบสวัสดิการ แต่กลับมีการรายงานเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับช่องโหว่ทางภาษีของบริษัทข้ามชาติที่ทำให้สังคมต้องสูญเสียเงินนับพันล้าน. ชอมสกีชี้แนะไม่ได้มากเกินไปในการทำให้เราเชื่อคำโกหกหน้าด้านๆ แต่เพื่อที่จะปรับแต่งรูปขอบเขตทั้งหลายของการโต้วาทีถกเถียงให้เป็นที่สามารถยอมรับได้. ดังนั้น, ในขณะที่คุณจะมีสื่อซึ่งมีอคติเอนเอียงทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา, อะไรที่พวกเขาแทบจะไม่เคยถามเลยคือ ความคิดที่ว่าระบอบทุนนิยมเสรี เป็นระบบซึ่งเป็นไปได้ดีที่สุด หรือว่าการแทรกแซงทางทหารข้ามทะเลไป เป็นการยุติธรรมในบางครั้งสำหรับเหตุผลเยี่ยงมนุษย์อยู่เหนือผลกระทบใดๆ. (For example, he argues there’s a focus on individual failings distracting from systematic problems so we get endless coverage of a single person scam the welfare system but scant reporting on how corporate tax loopholes cost Society billions the goal. Chomsky suggests isn’t so much to make us believe blatant lies but to shape the boundaries of acceptable debate. So, while you’ll have left and right leaning Outlets what they rarely question is the idea that unfettered capitalism is the best possible system or that military interventions overseas are sometimes Justified for humanitarian reasons the overall effect.)

ชอมสกีเชื่อว่า การที่จะทำให้ประชากรทั้งหลายสงบลง คือการทำให้เรารู้สึกว่าได้รับข้อมูลและเกี่ยวพันด้วย ขณะที่ในความเป็นจริงการตัดสินใจทั้งหลายที่ได้ตกลงใจจริงๆปรับแต่งรูปของชีวิตทั้งหลายของเรา ได้ถูกทำขึ้นอยู่เบื้องหลังประตูทั้งหลายซึ้งขับเคลื่อนโดย การมุ่งแสวงหาผลกำไรอย่างไม่ลดละ และเพื่อผลประโยชน์ชองคนกลุ่มน้อยที่ร่ำรวย. การวิดเคราะห์ของชอมสกี ระบายสีภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่สิ้นหวัง/มืดมน ของระบบที่ถูกบงการ เพื่อการแสวงหาผลกำไรของกลุ่มคนส่วนน้อยที่มีอำนาจ ไม่เพียงแค่บั่นทอนความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจ ของเราเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนความรู้สึกถึงความยุติธรรมและโอกาสความเป็นไปได้ด้วย.   (Chomsky believes is to pacify the population making us feel informed and engaged while in reality the decisions that truly determine the shape of our lives are made behind closed doors driven by the Relentless pursuit of profit and the interests of a wealthy minority. Chomsky’s analysis paints a bleak picture a rigged system where the pursuit of profit by a powerful minority undermines not just our economic well-being warps our sense of fairness and possibility.)

เขาแนะนำว่า ความไม่เสมอภาค ไม่ได้เป็นความบกพร่องที่ระบบจำเป็นต้องการที่จะซ่อมแก้ แต่กุญแจเครื่องมือของการควบคุม เมื่อบางผู้คนมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาอย่างไม่สามารถจินตนาการได้ มันก็ง่ายกว่าที่จะปักใจว่าการดิ้นรนต่อสู้เหล่านั้นเพื่อทำให้พบกับความจบสิ้น ว่าปัญหาทั้งหลายของพวกเขาเองไม่ได้เกิดขึ้นโดยนโยบายทั้งหลาย ที่เอื้ออำนวยคนร่ำรวย แต่โดยความเกียจคร้าน หรือการตัดสินใจทั้งหลายที่เลวร้าย. การถูกโจมตีด้วยโฆษณาอย่างต่อเนื่องที่บอกว่าความสุขอยู่ที่การซื้อของชิ้นต่อไป ยิ่งทำให้เราไขว้เขวจากการตั้งคำถามถึงสาเหตุที่แท้จริง. แม้จะทำงานหนักมากแค่ไหน ชีวิตที่ดีและมั่นคงก็มักจะดูเหมือนไกลเกินเอื้อม. การทำลายสิ่งแวดล้อมก็ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ของระบบทุนนิยมเช่นกัน.    เขาแนะนำว่า   (He suggests that inequality isn’t an error the system needs to fix but a key tool of control when some people have unimaginable wealth it’s easier to convince those struggling to make ends meet that their own problems aren’t caused by policies that favor the rich but by laziness or bad decisions the constant bombardment of advertisements telling us happiness lies in the next purchase further distracts us from questioning why. Even working incredibly hard a decent secure life often feels Out of Reach. Environmental Devastation too isn’t an unfortunate side effect of capitalism.)

ในมุมมองของชอมสกี, แต่เป็นความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก การละเลยความปลอดภัยของประชาชน และความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว เมื่อสื่อสามารถที่จะสาดโคลนเกี่ยวกับความจริงของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เส้นทางเป็นอิสระสำหรับพวกเขาที่จะจัดลำดับความสำคัญในผลกำไรระยะสั้นมากกว่าโลกของเราจะเป็นอย่างไร ในขณะที่เราถูกกระตุ้นเรียกร้องให้พยายามทำตัวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับบุคคล. ชอมสกี้จะโต้ค้านว่า การรีไซเคิลไม่ว่าจะมากแค่ไหน ก็ไม่สามารถชดเชยความเสียหายเชิงระบบที่เกิดจากโมเดลเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของการบริโภคไม่รู้จบ และการวางแผนจงใจทำให้สินค้าเสื่อมสภาพเร็วขึ้น. แนวคิดที่ท้าทายที่สุดประการหนึ่งของโนอัม ชอมสกี คือ เสรีภาพอย่างยิ่งทั้งหลายนั้นที่พวกเราส่วนมากยึดติด เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งใหญ่ที่จะกระทำการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ว่า โชคชะตาของเราทอดวางนอนอยู่ในมือของเราเองเท่านั้น ซึ่งสามารถทำใหก้เรามืดบอดต่อแรงกำลังทั้งหลายที่รุมเร้าไม่ได้เข้าข้างเรา.  (In Chomsky’s view but a logical consequence when corporations can wield power to weaken regulations when media can muddy the waters about the reality of climate change the path is free for them to prioritize immediate profits over the planet itself while we’re urged to make individual eco-friendly choices. Chomsky would argue that no amount of recycling can make up for the systemic damage of economic model based on endless consumption and planned obsolescence. Perhaps Chomsky’s most challenging idea is that the very freedoms most of us cherish are the greatest obstacle to enacting change believing Our Fate lies solely in our own hands can blind us to the forces stacked against us.)

เมื่อการเลือกตั้งทั้งหลายได้ถูกปฏิบัติเหมือนงานแข่งขันกีฬา และข่าวทั้งหลายก็เสนอความโกรธแค้นให้เราเสพกันอย่างต่อเนื่อง. ชอมสกีแนะนำว่า มันควรสร้างสรรค์สำนึกชองการมีส่วนร่วมโดยปราศจากโอกาสใดในการที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางของสังคมเราอย่างแท้จริงให้ผิดหวังหงุดหงิด, สับสนและแบ่งแยก เรากลายเป็นมีแนวโน้มที่จะเรียกร้องระบบที่ดีกว่าโดยรวม.  (When elections are treated like sporting events and news offers a constant diet of outrage, Chomsky suggests it creates a sense of participation without any chance to truly alter the course of our society frustrated, confused and divided we become less likely to collectively demand a better system.)

ชอมสกีไม่ได้ขอให้เรามองโลกในแง่ร้าย แต่ขอให้ตระหนักรู้. เขา(ชอมสกี)เชื่อว่า การกบฏครั้งแรก คือการที่เข้าใจว่า อย่าวงไรที่อำนาจได้ปฏิบัติการอย่างแท้จริง. ถึงตอนนั้นแล้วเราจึงจะหยุดการเสียเปล่าในพลังงานของเราไปบนเวทีต่อสู้ทางการเมือง หรือการเสาะหาความพึงพอใจผ่านการซื้อสินค้าอย่างไม่สิ้นสุด การทำงานที่แตกต่างกันของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่บริการรับใช้ทุกคน. มันคือการตระหนักว่า "อิสรภาพที่แท้จริง" นั้นมีความหมายมากกว่าแค่การมีสิทธิ์เลือกเลือกรสชาติไอศกรีม. การรวมพลังกันปรับเปลี่ยนสังคมให้ทุกคนมีชีวิตที่สมเกียรติและมีความเป็นอยู่ที่ดีบนโลกที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการพัฒนาอย่างสมดุล (Sustainability) เพื่อรองรับประชากรทุกคน   (Chomsky isn’t asking us to be cynical but aware. He believes the First Act of Rebellion is to understand how power truly operates. Only then can we stop wasting our energy on staged political fights or seeking fulfillment through endless buying, the different work of creating a democracy that serves everyone. It’s about recognizing that real Freedom means more than the ability to pick a flavor of ice cream. But the power to collectively shape Society such that everyone can live a dignified life on a sustainable Planet.)

งานของโนอัม ชอมสกี สามารถทิ้งให้เรารู้สึกได้ทั้งโกรธและไร้อำนาจ. การวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาของเขาเผยให้เห็นความจริงที่น่าอึดอัดใจเกี่ยวกับระบบต่างๆ ที่พวกเราส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงดูขึ้นมาที่จะเชื่อ ไม่ว่ามันจะเป็นความยุติตามธรรมชาติของตลาดทั้งหลาย หรือความคิดที่ว่าประชาธิปไตยของเราสะท้อนอย่างแท้จริงถึงเจตจำนงของผู้คน. ผู้คน, มันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจดบันทึกว่าไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยว่า คำถามทั้งหลายที่เขายกขึ้นมานั้น สมควรได้รับความสนใจของพวกเรา ว่าบริษัทใหญ่ทั้งหลายนั้นมีอิทธิพลมากเกินไปในทางการเมืองและในการปรับแต่งรูปข้อมูลข่าวสารที่เราได้รับ ได้ครอบงำเราด้วยภาพลักษณ์อันสวยงามของการเลือกตั้ง ทำให้เราไขว้เขวไปจากการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกยิ่งกว่าที่จำเป็นต่อการสำหรับการเป็นแค่สัวงคมที่มีวัฒนธรรมผู้บริโภค ถูกสร้างขึ้นด้วยมายาภาพ.  (Noam Cjomsky’s work can leave us feeling both angry and Powerless. His unflinching analysis reveals uncomfortable truths about systems most of us were brought up to believe in whether it’s the inherent fairness of markets or the idea that our democracy truly reflects the will of people. People, it’s important to note that not everyone agree with his assessment some find him too radical or believe he underestimates the importance of individual action and the progress achieved under our current system. Yet even Chomsky’s critics likely agree that the questions he raises deserve our attention do corporations wield too much influence in politics and in shaping the information we receive does our obsession with the spectacle of Elections distract us from deeper changes needed for a just Society is our consumer culture built on an illusion.)

การแสวงหาไร้ที่สิ้นสุดของการครอบครองวัตถุนั้น สามารถที่จะทดแทนประชาธิปไตยที่แท้จริงและสำนึกของเจตจำนงที่ถูกต้องได้. ชอมสกีไม่ได้สนใจในคำตอบที่ทำให้อุ่นใจสบายใจ, เป้าหมายของเขาคือการปลุกเร้าดเราให้ตื่นขึ้นจากความพึงพอใจของตนเองที่ถูกสร้างขึ้น. เขาต้องการให้เราที่จะถามคำถามกับอะไรที่เราได้ถูกบอกมาตลอดทั้งหมดในชีวิตของเรา ไม่ใช่โยนใส่ง่ายๆกับคู่ต่อสู้ทางการเมืองทั้งหลาย หรือกับผู้นำต่างชาติทั้งหลาย, แต่บรรยายและระบุได้ถึงอะไรที่เราพินิจพิจารณาว่าเป็นเรื่องยุติธรรมตามปกติ และกระทั่งความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลอันแท้จริง. ชอมสกี้อยากที่จะแบบว่าโต้ค้าน ด้วยการเริ่มต้นปฏิเสธที่จะยอมรับต่อโลกดังที่มันได้ถูกนำเสนอต่อเรา และที่จะเรียกร้องบางอย่างที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเองทั้งหลาย แต่เพื่อผู้คนทั้งหมด.  (That the endless pursuit of material possessions can ever substitute for genuine democracy and a sense of collective purpose. Chomsky isn’t interested in comforting answers his goal is to provoke us to awaken us from a manufactured complacency. He wants us to question what we’ve been told all our lives not simply about political opponents or foreign leaders but narratives that Define what we consider normal fair and even possible true change Chomsky would likely argue begins with the refusal to accept the world as it’s been presented to us and to demand something better not just for ourselves but for all.)

https://youtu.be/L0AVZNYE9Rc?si=QoL3xaD7ODPZdGWW

วันจันทร์ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ริชาร์ด เมอร์ฟี - เงินคริปโต ปะทะ ปัญญาประดิษฐ์ – ฟองสบูไหนจะแตกก่อน?

ริชาร์ด เมอร์ฟี - เงินคริปโต ปะทะ ปัญญาประดิษฐ์ – ฟองสบูไหนจะแตกก่อน?

Crypto vs AI — which bubble bursts first?

          https://youtu.be/9oP9HPhB-VI?si=spQFrALwa0Z-m3qT

 

อะไรที่จะสามารถเหนี่ยวไกการระเบิดครั้งหน้า? (What could trigger the next crash?)

          อะไรกำลังที่จะเป็นสาเหตุของการระเบิดครั้งหน้า? มันเป็นคริปโต/เงินดิจิตอล ด้วยสัญญาของมันที่ว่ามาแทนที่เงินธนบัตร? หรือว่ามันคือ AI ด้วยสัญญาของมันที่เข้ามาแทนที่การคิด? ทั้งคู่ได้ถูกแส่ซ้องสรรเสริญโดยผู้สนับสนุนพวกเขาทั้งหลายและผู้ชื่นชอบทั้งหลาย เป็นเช่นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกดังที่เรารู้จักมัน. แต่พูดกันตามตรงนะ, แต่ละพวกมันขึ้นอยู่มากยิ่งกว่าขึ้นอยู่กับความเชื่อและการปั่นกระแส มากกว่าตัวตนหรือเนื้อหาสาระที่แท้จริง, อย่างน้อยก็ที่มาถึงตอนนี้.  (What is going to cause the next clash? Is it the crypto1 with its promise to replace money? Or is it AI with its promise to replace thinking? Both are hailed by their proponents and fans as revolutionary breakthroughs that are going to change the world as we know it. But frankly, each of them depends more on belief and hype than it does on any form of substance, at least so far.)

        1 คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency หรือ Crypto) คือสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าการเข้ารหัส (Cryptography) ทำงานผ่านระบบ บล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นระบบกระจายศูนย์ (Decentralized) ทำให้ไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร ปลอดภัยสูง และปลอมแปลงได้ยาก ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือลงทุน โดยมีมูลค่าผันผวนตามกลไกตลาด 

ลักษณะสำคัญของคริปโทฯ

  • ดิจิทัลและไร้ศูนย์กลาง: เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้ ไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐบาลควบคุม
  • การรักษาความปลอดภัย: ใช้เทคโนโลยี Blockchain บันทึกข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแก้ไขข้อมูลยาก
  • การใช้งาน: ใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน (เช่น Bitcoin, Ethereum) หรือใช้ลงทุนเพื่อทำกำไร
  • ประเภทของเหรียญ: มีทั้งคริปโทฯ ที่เป็นสกุลเงินหลัก (Coin) และเหรียญทางเลือก (Altcoins) 

 

          ดังนั้น, คำถามนั้นคือไม่ว่าฟองสบู่ทั้งหลายของการโฆษณาเกินความจริง ที่ในตอนนี่ยรอบอยู่ทั้งสองของพวกเขาจะระเบิดขึ้น แต่ที่ซึ่งหนึ่งในพวกเขาจะไปก่อน. คริปโตได้ถูกขายว่าเป็นเช่น ประชาธิปไตยดิจิตอล. มันเป็นคำสัญญาของเงินโดยปราศจากการเข้ามาเกี่ยวข้องของรัฐหรือธนาคารทั้งหลาย. วาทกรรมดังกล่าวได้เป็นเสรีนิยมโดยสมบูรณ์สุดโต่ง. มีการที่จะกำลังหลบหนีจากการกำกับดูแล(จากรัฐ), หลบหนีจากภาษี, หลบหนีจากความรับชอบ.  (So, the question is not whether the bubbles of hype that now surround both of them will burst but which one of them will go first. Crypto was sold as digital democracy. It is a promise of money without the involvement of states or banks. The rhetoric was wholly libertarian. There was going to be an escape from regulation, an escape from the tax, an escape from accountability.)

มายาคติของอิสรภาพแบบคริปโต (The myth of crypto freedom)

          นี้ได้เป็นอิสรภาพโดยปราศจากรัฐที่จะมาควบคุมบังคับมัน. และกระนั้น, ก็ยังไม่มีอะไรพวกนั้นได้จัดส่งมาเลย. เอาละ, ส่วนใหญ่ของมันทั้งหมด. การไน้ซึ่งเสถียรภาพก็ไม่ได้มีอยู่.  (This was freedom without the state to constrain it. And yet, none of that has been delivered. Well, almost none of it. The unaccountability does exist.)

          การฉ้อฉลนั้นมีอยู่จริง. อาชญากรรมนั้นมีอยู่จริง. และการหลบหนีจากการกำกับดูแลได้มีอยู่จริงเพราะว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนแม้จะมีอุปสรรคใดๆก็ยังอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้ ตรงข้ามกับทุกอย่างที่ได้ถูกบอกกล่าวเกี่ยวกับมันโดยผู้สนับสนุนทั้งหลายของมัน. แต่ความสัจจริงก็คือว่า คริปโตไม่ได้กลายมาเป็นสกุลเงินตรา. มีการเคลื่อนไหวมากมายในคริปโต. ผมเข้าใจมันเต็มที่เลย. เงินสดจำนวนมหาศาลที่มีมูลค่าเป็นดอลลาร์ หรือปอนด์หรือเยนหรือยูโร หรืออะไรก็ตามที่ได้โยนลงไปที่ตลาดนี้ ไม่มีอะไรของมันจริงๆที่ถูกใช้เพื่อการแลกเปลี่ยน. นี่คือการลงทุนในวาทกรรม. คริปโต/สกุลเงินดิจิทัลใดๆที่ถูกสร้างขึ้นในโลกนี้ ไม่มีสาระสำคัญใดๆ เลย.   (The fraud does exit. The crime does exist. And the escape from regulation does exist because the blockchain permits that despite everything that is said about it by its proponents. But the truth is that Crypto has not become a currency. There’s lots of activity in crypto. I fully it. Vast quantities of real money valued in dollars or pounds or yen or euro or whatever are thrown at this market none of it is really being used for exchange. This is about investment in hype. There is no substance to any of the cryptocurrencies created in the world.)

    ถึงแม้ว่าเหล่านั้นที่ได้ถูกคาดหวังว่าเรียกว่าเป็น เหรียญมั่นคง ไม่ได้มีความแน่นอนกับมูลค่าของพวกมันเลย และไม่ว่าพวกมันจะมีจริงๆกับมูลค่าของพวกมันเลย ไม่ว่ามันจะ ความสามารถในการแลกเปลี่ยนกันได้อย่างแท้จริงนั้นแฝงอยู่ในชื่อของพวกเขาอยู่แล้ว. ทั้งหมดนั้นได้กำลังถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยคริปโต คือ การแกว่งตัวของราคาแต่ละวัน และไม่ใช่มูลค่าของสินทรัพย์ใดเลย. และนั่นทำให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจในตลาด โดยไปอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน. แต่มันเป็นเรื่องปกติหรือ?   (Even those which are supposedly called stable coins2 are uncertain as to their value and whether they really have the true exchangeability is implicit in their name. All that is being created by Crypto is volatility and not value. And that has concentrated power in a few new hands in the market. But has it actually?) 

          2 Stablecoin (สเตเบิลคอยน์) คือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่ โดยมักผูกตรึง (Peg) ไว้กับสินทรัพย์สำรองที่มีความมั่นคง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ (1:1) หรือทองคำ เพื่อลดความผันผวนของราคา ซึ่งต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไปอย่าง Bitcoin ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ปลอดภัยจากการเหวี่ยงของราคา และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมกับโลกบล็อกเชน 

ประเภทของ Stablecoin
Stablecoin แบ่งหลักๆ ออกเป็น 4 ประเภท ตามวิธีการรักษาเสถียรภาพ: 

1.       Fiat-collateralized (ใช้เงินเฟียตค้ำประกัน): มีเงินสกุลหลัก (เช่น USD) สำรองไว้ตามสัดส่วน เช่น USDTUSDC

2.       Crypto-collateralized (ใช้คริปโตค้ำประกัน): ใช้เหรียญคริปโตอื่นค้ำประกันไว้ในระบบบล็อกเชน (On-chain) เช่น DAI

3.       Algorithmic (ใช้อัลกอริทึม): ใช้สัญญาอัจฉริยะ (Smart Contract) ปรับลด/เพิ่มจำนวนเหรียญอัตโนมัติเพื่อรักษาราคา

4.       Commodity-collateralized (ใช้สินค้าโภคภัณฑ์ค้ำประกัน): อิงมูลค่ากับทรัพย์สิน เช่น ทองคำ 

 

การฉ้อฉลของคริปโต, การปั่นราคา, และการล่มสลาย (Crypto’s fraud, hype, and collapse)

          มูลค่าของคริปโตพึ่งพาอยู่กับเกือบจะทั้งหมดคือการค้นพบผู้ซื้อรายใหม่ๆเพื่อเงินคริปโต. คนโง่เง่าคนนั้นยังคงเข้ามาตามราคาที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึงถูกสร้างขึ้นโดยผู้เล่นรายใหม่ล่าสุดที่เข้ามาในตลาดนี้. ก็นั่นแหละครับ นิยามของคำว่า แชร์ลูกโซ่ ของแท้เลย. และในระหว่างหนทางนั้น, พลังงานจำนวนมหาศาลได้ถูกใช้ และความฉ้อฉลหลอกลวงได้ทำลายความน่าเชื่อถือในจริยธรรมของมันไปด้วยตลอดเวลา.  (Crypto’s value depends almost entirely on finding new buyers for crypto. The bogger fool keeps on coming in to follow the price hike that has been created by the last new entrance into this market. That of course is the definition of a Ponzi scheme3. And on the way, vast amounts of real energy is used and frauds have destroyed its moral credibility over time.)

          3 Ponzi scheme (หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "แชร์ลูกโซ่") คือ รูปแบบการฉ้อโกงผ่านการลงทุนที่หลอกล่อเหยื่อด้วยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงลิ่วในระยะเวลาอันสั้น โดยแทบไม่มีความเสี่ยง 

กลไกการทำงาน

แทนที่จะนำเงินไปลงทุนในธุรกิจจริงตามที่อ้าง ผู้บงการจะใช้ "เงินจากนักลงทุนรายใหม่" มาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้ "นักลงทุนรายเก่า" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าธุรกิจมีกำไรและน่าเชื่อถือ 

สัญญาณเตือนภัย (Red Flags)

  • ผลตอบแทนสูงผิดปกติ: มักการันตีกำไร เช่น 10-50% ต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าการลงทุนทั่วไปอย่างมาก
  • ความเสี่ยงต่ำหรือไม่มีเลย: อ้างว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยและมีกำไรสม่ำเสมอไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร
  • ความซับซ้อนและคลุมเครือ: มักอ้างกลยุทธ์การลงทุนที่ "เป็นความลับ" หรือเข้าใจยากเกินไป (เช่น AI, Crypto, หรือ Arbitrage)
  • ปัญหาการถอนเงิน: เมื่อมีคนต้องการถอนทุนคืนจำนวนมากหรือหาคนใหม่มาเติมไม่ทัน ระบบจะเริ่มจ่ายเงินช้าและล่มสลายในที่สุด 

ที่มาและตัวอย่างชื่อดัง

  • Charles Ponzi: ชาวอิตาลีผู้ริเริ่มกลโกงนี้ในสหรัฐฯ ช่วงปี 1920 โดยหลอกลงทุนในคูปองไปรษณีย์ระหว่างประเทศ
  • Bernie Madoff: เจ้าของแชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ก่อนถูกจับในปี 2008 

ข้อควรระวัง: สำนักงาน ก.ล.ต. (SEC) และ Investor.gov เตือนเสมอว่า "หากข้อเสนอนั้นฟังดูดีเกินจริง มันมักจะเป็นเรื่องโกหก"

          เพราะว่า เรามาทำให้กระจ่างชัดกัน, ทุกอย่างที่ผมกำลังพูดเกี่ยวกับข้อจริงว่าการฉ้อฉลหลอกลวงบังเกิดขึ้นด้วยคริปโตนั้นได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง. การแลกเปลี่ยนและสกุลเงินของแต่ละเอกชนทั้งหลายทั้งหมดนั้นได้ล้มเหลวลง เพราะไม่มีอะไรหนุนหลังค้ำประกันอะไรพวกมันเลย. และผมขอเน้นย้ำ, ผมเชื่อเช่นนี้, ว่าสิ่งนี้ยังขยายขอบเขตไปไกลถึงขั้นครอบคลุม Stablecoins (เหรียญที่มีมูลค่าคงที่) ด้วยเช่นกัน. (Because let’s be clear, everything that I’m saying about the fact that frauds happen with crypto is based on fact. Whole exchanges and individual currencies have failed because there is no backing to them. And I stress, I believe, that this even extends as far as stable coins.)

          ความคลั่งไคล้ได้ปลอมตัวมาในคราบของนวัตกรรม ในกรณีของคริปโต. แต่ความจริงก็คือ เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเหตุการณ์ความคลั่งไคล้ดอกทิวลิป (Tulip Mania) ในศตวรรษที่ 17.     (Mania has dressed itself up as innovation in the case of crypto. But the truth is there is no more to this than there was to the tulip mania4 of the 17th century.)

          4 Tulip Mania หรือความคลั่งไคล้ดอกทิวลิป คือภาวะฟองสบู่เก็งกำไรครั้งแรกของโลกที่เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ช่วงทศวรรษ 1630 (ยุคทองของดัตช์) ซึ่งราคาหัวทิวลิปหายากพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลจนเทียบเท่าราคาบ้าน ก่อนจะพังทลายลงอย่างฉับพลันในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1637 ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินแก่ผู้เก็งกำไรจำนวนมาก 

สรุปประเด็นสำคัญของ Tulip Mania:

  • สาเหตุ: เกิดจากความนิยมในดอกทิวลิปที่มีลวดลายแปลกใหม่ ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส (Broken Bulbs) ทำให้กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยแสดงฐานะทางสังคม
  • จุดสูงสุด: ในช่วงปี 1634–1637 ราคาหัวทิวลิปพุ่งสูงขึ้นกว่า 10-20 เท่าของรายได้รายปีของช่างฝีมือ
  • ฟองสบู่แตก: ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็วในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1637 ทำให้สัญญาซื้อขายที่ทำไว้ไร้ค่าและคนจำนวนมากหมดตัว
  • คำเปรียบเปรย: ปัจจุบันใช้คำนี้เรียกพฤติกรรมเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งโดยไม่คำนึงถึงมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง 

แม้จะเชื่อกันว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรง แต่บางแนวคิดจาก นักวิชาการสมัยใหม่ มองว่าความเสียหายอาจถูกกล่าวเกินจริง และเน้นบทเรียนเรื่องจิตวิทยาฝูงชนและความโลภมากกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง

          ปัญญาประดิษฐ์ - AI เกี่ยวข้องอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างไปในการปั่นกระแส. ปัญญาประดิษฐ์ - AI ได้เป็นตลาดรูปใหม่ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม; อันหนึ่งที่เข้ามายึดในความต้องการที่ผู้คนในการคิด. มีการกล่าวอ้างว่า AI สามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ ตั้งแต่กฎหมายไปจนถึงเรื่องความรัก. และผมได้เห็นบทความทั้งหลายในประเด็นจุดนี้. เบื้องหลังวาทกรรมทั้งหลาย, อย่างไรก็ตาม, มันก็มีการผูกขาดทั้งหลายโดยร่วมมือกันของบริษัทใหญ่ๆอย่างมหาศาล.  (AI involves a different form of hype. Ai has been marketed as a new form of industrial revolution; one takes over the requirement that people think. The claim is that AI can automate everything from the law to love. And I have seen articles on the last point. Behind the rhetoric, however, there are massive corporate monopolies.)

มายาภาพของ การปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ - AI (The illusion of AI revolution)

           

พวกเขาควบคุมข้อมูลและบรรดาอำนาจการประมวลผลที่กำลังขับเคลื่อน ปัญญาประดิษฐ์ – AI. และเรากำลังจะมองเห็นว่ามีการเติบโตอย่างเข้มข้นในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา ที่ซึ่งบริษัทใหญ่โตที่สุดทั้งหมดผู้ได้ขับเคลื่อนอย่างมากที่สุดในการอุบัติขึ้นมาในมูลค่าของตลาดทั้งหลายเหล่านั้น ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ที่ปัญญาประดิษฐ์ AI ได้ตั้งอยู่ในหนทางเดียวกัน. มีการกล่าวอ้างว่ากำลังจะเกิดปรากฏการณ์ 'ผลิตภัณฑ์ปาฏิหารย์ (Productivity Miracle)’ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์AI. และนั่นคือทำไทมที่บริษัททั้งหลายเหล่านี้มีมูลค่าสูงขึ้นมามากเหลือเกิน. แต่กระนั้นก็ตาม, ไม่มีใครรู้ว่าผลิตภัณฑ์ปาฏิหาริย์นี้อยู่ที่ไหน. (They are control data and all the computing power that really driving AI. And we’ll seeing that concentration grow in US stock markets where all the seven largest companies who have driven most of the rise in the value of those markets over the last couple of years are AI based in some way. The claim is that there is going to be a productivity miracle as a consequence of the use of AI. And that is why these firms are so highly valued. But as yet, nobody knows where the productivity miracle is.)

ไม่มีใครรู้ว่าเราจะไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอนคต คอยตามไล่แก้ไขในสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ AI ได้สร้างทำไว้. และการปลุกปั่นชวนเชื่อนั้นได้ซ่อนเร้นต้นทุนที่ต้องจ่ายไว้อย่างมหาศาล. ต้นทุนทั้งหลายของพลังงานและของการเฝ้าระวังติดตามและของแรงงานที่ถูกเข้ามาแทนที่.  (Nobody knows that we won’t actually all be spending a lot of time in the future correcting the mistakes that AI has made. And the hype hides enormous costs. Costs of energy and of surveillance and of labor displacement.)

          ปัญญาประดิษฐ์ AI ไม่ได้คิด. ทั้งหมดที่ปัญญาประดิษฐ์AI ทำก็คือแค่จดจำแบบรูปทั้งหลายในพฤติกรรม. คำมั่นสัญญาเรื่องความฉลาดนั้นเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง แม้แต่ชื่อของมันก็ยังทำให้เข้าใจผิดได้. มันไม่ได้สร้างสรรค์อะไรสักอย่างขึ้นมาใหม่เลย. ทั้งหมดที่มันสามารถทำได้คือเอาอะไรที่เป็นอยู่แล้วมาควบคุมมัน. และผลที่ตามมาก็คือ ปัญญาประดิษฐ์จะไม่ใช่ขั้นตอนต่อไปของการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะวิวัฒนาการต้องการนวัตกรรมและนั่นไม่ได้คืออะไรที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำได้.)  (AI does not think. All AI does is recognize patterns in behavior. The promise of intelligence is simply false. The name is misleading. It can’t actually create something new. All it can do is take what is and manipulate it. And the consequence is that AI is not going to be the next stage in the industrial revolution because an evolution requires innovation and that’s not what AI can do.)

อำนาจ, ความกลัว, และการผูกขาดใน ปัญญาประดิษฐ์ – AI (Power, fear, and monopoly in AI)

            ดังนั้น, ฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ AI ไม่ได้เป็นแค่ทางการเงินเท่านั้น, มันคือจริยธรรมและนัยสำคัญของการมีอยู่ของมันเช่นกัน. ข้อเท็จจริงคือทั้งคริปโตและปัญญาประดิษฐ์AI ในตัวพวกมันเองเป็นเช่นเทคโนโลยีที่ช่วยปลดแอก. ในทางปฏิบัติ, ทั้งคู่ต่างเข้มข้นในความมั่งคั่ง, พลังงาน, และความควบคุมอยู่ในมือแค่สองสามรายมาก. และทั้งคู่ต่างก็พึ่งพาอยู่กับนิทานความมีอิสรภาพจากรัฐบาล หรืออิสรภาพจากแรงงาน ในการที่จะดึงดูดการลงทุน. และทั้งคู่ต่างก็กำลังเปลี่ยนผันพลังงานเชิงสังคมเข้าไปสู่กำไรจากการเก็งกำไร, ปล่อยให้เศรษฐกิจแท้จริงอดอยากกับการขาดแคลนทรัพยากรทั้งหลายที่มันจำเป็นต้องการ เพื่อที่จะจัดการกับปัญหาที่แท้จตริงทั้งหลายที่ดเรารู้ๆกัน, เรากำลังเผชิญหน้ากับทุกอย่าง ตั้งแต่ด้านที่อยู่อาศัยไปถึงสิ่งแวดล้อมที่ไหลบ่าท่วมแนวป้องกันและทุกๆสิ่งอื่น.  (So. AI’s bubble is not only financial, it is moral and existential as well. The fact is both crypto and AI themselves as emancipatory technologies. In practice, both concentrate wealth, energy, and control in very few hands. And both rely on stories of freedom from government or freedom from labor to attract investment. And both are converting social energy into speculative profit, leaving the real economy starved of the resources it needs to tackle the real problems that we know, we face in everything from housing to the environment to flood defenses and everything else.)

 

         

          ฟองสบู่คริปโตถูกขับเคลื่อนโดยความโลภและมันได้กำลังเริ่มแฟบตัวลงแล้ว. เรากำลังได้เห็นการระเบิดแตกออกในเร็วๆนี้, การร่วงลงมา 30% ในมูลค่าของบางอย่างเหล่านี้ที่ถูกเรียกว่าทรัพย์สินทั้งหลายในช่วงแค่หนึ่งวัน. ฟองสบู่นั่นสามารถที่จะแฟบลงไปไกลได้อีกในไม่ช้า. ไม่มีมูลค่าใดอยู่เบื้องหลังสิ่งใดในตลาดคริปโต. ในทางตรงข้ามตัดกันต่อความโลภในตลาดคริปโต, ฟองสบู่ของปัญญาประดิษฐ์AI ได้ถูกขับเคลื่อนไปด้วยความกลัว. ความกลัวที่จะพลาดโอกาสและการถูกร่วงอยู่ข้างหลัง.  (The crypto bubble driven by greed and it is already deflating. We’ve seen a recent crash, a fall of 30% in the value of some of these so-called assets in the space of a day. That bubble could deflate even further very soon. There is no value behind anything in the crypto market. In contrast to greed in the crypto market, the AI bubble is driven by fear. The fear of missing out and of falling behind.)

ความโลภ, ความกลัว และฟองสบู่ของการเก็งกำไร (Greed, fear, and the speculative bubble)

          บริษัทใหญ่โตทั้งหลายกำลังโยนเป็นพัน ๆล้านของดอลลาร์, ปอนด์, ยูโร, และเยน เข้าไปสู่ภาคส่วนปัญญาประดิษฐ์AI. ทั้งหมดเพราะว่าพวกเขาเป็นห่วงเกี่ยวกับการถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง. แต่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรที่พวกเขาได้เป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับการถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากอะไร. พวกเขาไม่รู้ว่าคู่แข่งขันประชันกันทั้งหลายกำลังที่จะค้นพบอะไร.  (Large companies are throwing billions of dollars, pounds, euros, and yens into the AI sector. All because they are worried about being left behind. But they don’t know what they’re worried about being left behind from. They don’t know what their competitors are going to find.)

           และมันเป็น โรคหวาดระแวงนั่นที่ผู้ประชันขันแข่งทั้งหลายอาจค้นพบการใช้ปัญญาประดิษฐ์AI ที่พวกเขาไม่รู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนความกลัวของพวกเขา และการใช้จ่ายของพวกเขาเช่นกัน. แต่ก็แค่เหมือนกับคริปโต, เมื่อเงินหยุดเข้าไปข้างใน, ดังที่มันจะทำ, เพราะว่าที่บางจุดหนึ่ง ผู้คนกำลังที่จะตระหนักรู้ได้ว่า กำลังจะมีการไม่มีอัตราตอบแทนกลับมาในเงินที่กำลังใช้จ่ายไปกับปัญญาประดิษฐ์AI นั่น,แล้วตลาดนี้ก็จะพังทลายลง เพราะคำมั่นสัญญาเรื่องผลผลิต ที่คาดหวังไว้จะไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ในระยะสั้น.  (And it’s that paranoia5 that the competitor might find a use for AI which they don’t know about that is driving their fear and so their spending. But just like crypto, when the money stops going in, as it will do, because at some point people going to realize there is going to be no rate of return on the money being spent on AI, then this market will collapse because its promise of productivity is not going to happen at least in the short term.)

          5 Paranoia (พารานอยด์) คือภาวะหวาดระแวงหรือความผิดปกติทางความคิด ที่ทำให้บุคคลมีความรู้สึกระแวง เคลือบแคลงสงสัยในผู้อื่นอย่างไม่มีเหตุผลหรือเกินจริง เช่น เชื่อว่ามีคนจ้องทำร้าย ปองร้าย หรือถูกคบคิดกลั่นแกล้ง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในโรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือ โรคหลงผิด (Delusional Disorder) ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสังคม 

ลักษณะอาการหลักของ Paranoia:

  • ความเชื่อฝังใจ (Delusion): เชื่อมั่นในความคิดหวาดระแวงว่าเป็เรื่องจริง แม้จะมีหลักฐานยืนยันตรงกันข้าม
  • หวาดระแวงผู้อื่น: สงสัยว่าคนรอบข้างไม่น่าไว้วางใจ จะโกง หรือทำร้ายตนเอง
  • ตีความสถานการณ์ผิด: มองเหตุการณ์บังเอิญเป็นเจตนาไม่ดี เช่น คิดว่าคนอื่นซุบซิบนินทา
  • ป้องกันตัวตลอดเวลา (Defensive): มีท่าทีเป็นศัตรู หรือตั้งรับอยู่เสมอ
  • แยกตัว: แยกตัวเองออกจากสังคมเพราะความไม่ไว้วางใจ 

สาเหตุของอาการหวาดระแวง:

  • โรคทางจิตเวช: โรคจิตเภท (พบได้บ่อยกว่า 70%), โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบหวาดระแวง (Paranoid Personality Disorder), โรคหลงผิด
  • ปัญหาสุขภาพจิต: ความเครียดสูง, โรควิตกกังวล, โรคซึมเศร้า
  • สาเหตุอื่นๆ: การใช้สารเสพติดบางชนิด, โรคทางสมอง

 

 

         

          มันอาจจะเป็นได้ในเวลา 20 หรือ 25 ปี. เราอาจจะได้เห็นผลประโยชน์ทั้งหมดที่จะได้รับอย่างแท้จริงกันในตอนนั้น. แต่ตามมาตราส่วนของเวลาขนาดนั้น เหล่าผู้ที่อยู่ในตลาดในตอนนี้คิดว่า เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกำการพิจารณาวินิจฉัยถึงอัตราการตอบแทนที่พวกเขาต้องการในการลงทุนของพวกเขา, ไม่มีโอกาสเลยที่พวกเขาจะมองเห็นผลผลิตที่ได้รับทั้งหลายที่พวกเขาต้องการ. เช่นนั้นเราจำเป็นต้องถอยออกมายืนดู.  (It might in 20 or 25 years’ time. We might see all real gains by then. But over the time scales that those in the market now think are relevant to determine the rate of return they require on their investment, there is no chance at all that they will see the productivity gains that they want. We need therefore to stand back.)

          อนาคตไม่สามารถถูกสร้างทำขึ้นได้กับการปั่นราคา หรือคริปโต เหรียญหรือตัวรหัสทั้งหลายเพียงลำพัง. การก้าวหน้าแท้จริงหมายถึงการลงทุนในผู้คน, ในการดูแลสุขภาพ, และผลผลิตที่ยั่งยืน. เราจำเป็นต้องการเทคโนโลยีที่รับใช้สังคม, ไม่ใช่การคาดเดาที่กลั่นกรองออกมาจากมัน.  (The future cannot be built on hype or crypto coins or code alone. Real progress means investing in people, in care, and sustainable production. We need technology that serves society, not speculation that extracts from it.)

การปลุกปั่นโฆษณาเกินจริง ไม่สามารถสร้างอนาคตได้ (Why hype can’t build the future)

          ระบบปัญญาที่แท้จริงเดียวเท่านั้น ก็คือที่วางอยู่บนพื้นในความร่วมมือสหการของมนุษย์ และนั่นไม่ใช่อย่างสัมบูรณ์สิ้นว่าอยู่ใน ปัญญาประดิษฐ์AI หรือคริปโต หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยี. เราต้องทำงานร่วมกัน. และความยุ่งยากเดือดร้อนก็คือเรามีเช่นนั้นได้ก็เมื่อเราอาจเจอการแตกระเบิดกันเสียก่อนที่เราจะตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้. นี่คือความหวาดกลัวใหญ่โตของผม. หนึ่งหรือทั้งสองของแหล่งทรัพยากรทั้งหลายของการปลุกปั่นโฆษณาเกินจริง ที่ซึ่งในตอนนี้อยู่ภายใต้การปั่นหมุนมากที่สุดของมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย และตลาดทางการเงินทั้งหลาย และอย่างจริงแท้การเติบโตของ GDP ทั่วโลกที่นักการเมืองพร่ำเพ้ออยู่กับมัน กำลังห้อยแขวนความหวังของพวกเขาไว้ที่อาจจะล้มเหลว. และเราจำเป็นต้องย้อนกลับไปที่มูลฐานทั้งหลาย. และมูลฐานทั้งหลายก็คือทั้งหมดเกี่ยวกับคุณและผม และไม่ใช่เครื่องจักรมี่เข้ามาอยู่ระหว่างเราทั้งสองนั้น.  (The only truly intelligent system is one that is grounded in human cooperation and not ultimately in AI or crypto or even tech. We have to work together. And the trouble we have is we may have a crash before we realize this. That is my big fear. One or both of these two sources of hype that are now underpinning most of the value of stock markets and financial markets and indeed the growth in GDP around the world on which politicians are hanging their hope might fail. And what we need to do is realize that could happen. And we need to go back to fundamentals. And fundamentals are all about you and me and not the machine that comes between us.)

 

         

ความก้าวหน้าอย่างแท้จริงคือ การลงทุนในผู้คน (Real progress means investing in people)

ขอขอบคุณสำหรับการรับชมวิดีโอนี้. ถ้าคุณได้เพลิดเพลินกับมัน, ได้โปรดกดคลิกปุ่ม Like กับ Subscribe เพราะว่าพวกเขาได้ช่วยอย่างแท้จริงต่อเราแพร่กระจายคำพูดกับYouTube. อย่างสำคัญ, ว่าคุณน่าจะได้มองดูตอนอื่นข้างใต้วิดีโอนี้ ที่มันพูดอะไรมากขึ้น? และที่นั้นคุณจะพบlinkไปที่บล็อกของผม.  (Thanks for watching this video. If you’ve enjoyed it, please do click the like and subscribe buttons because they do genuinely help us spread the word on YouTube. As importantly, could you have a look at the section below this video where it says more? And there you’ll find a link to my blog.)

และถ้าคุณติดตามนั่นเพื่อlinkเฉพาะไปที่ทางเข้าบล็อกของผมได้เกี่ยวพันกับวิดีโอนี้, คุณจะค้นพบคำบรรยายของวิดีโอนี้ และมากมายของวัตถุดิบที่เกี่ยวพัน, บวกกับข้อความแจ้งเตือนสำหรับการแซท GPT ที่คุณสามารถใช้ที่จะเขียนจดหมายต่อ สมาชิกรัฐสภาของคุณกับเนื้อหาทั้งหลายของวิดีโอนี้, ที่จะพลิกหันคุณเข้าไปสู่นักรณรงค์เคลื่อนไหว, ที่จะเป็นสิ่งอันยิ่งใหญ่ที่จะทำ.  (And if you follow that for the specific link to the blog entry related to this video, you’ll find a transcript of this video and lots of other related material, plus a chat GPT prompt that you could use to write a letter to your MP on the contents of this video, which will turn you into a campaigner, which will be a great thing to do.)

ในท้ายสุดนี้, ถ้าคุณได้นิยมชมชื่นอย่างแท้จริงกับงานนี้ที่เรากำลังทำ, คุณสามารถคิดที่จะบริจาคสนับสนุนเราได้ไหม? ถ้าคุณชอบที่จะทำเช่นนั้น, มี link อยู่ใต้ล่างนี้ หรือคุณสามารถพบบล็อกอันเดียวเท่านั้น ที่ซึ่งมีปุ่ม Coffee  และบอกว่า  “กรุณาซื้อกาแฟให้ฉัน.” ขอบคุณเป็นอย่างมาก, และเราหวังว่าจะได้พบกับคุณอีกในไม่ช้านี้. (Finally, if you do appreciate the work we’re doing, can you think about giving us a donation? If you’d like to do so, there’s a link below or you can find one only blog where there’s a Coffee button saying, “Please buy me a coffee.” Thanks a lot, and we’ll see you again soon.)

 https://youtu.be/9oP9HPhB-VI?si=iRG872m2KLEaNXjJ