หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2569

ยูวาล ฮาราริ - รุ่นอายุที่ การจำได้ว่าชีวิตคืออะไรจริงๆ กำลังจะจบสิ้น

ยูวาล ฮาราริ - รุ่นอายุที่ การจำได้ว่าชีวิตคืออะไรจริงๆ กำลังจะจบสิ้น

Harari: The Generation That Remembers What Life Was Really Like Is Ending || Yuval Harari

          https://youtu.be/-GWeCLen3lw?si=E558MuQFP-bEYkZR

          คุณเคยหยุดที่ตะคิดบ้างไหกมว่า คุณอาจจะเป็นส่วนของหนึ่งในชั่วขณะสุดท้ายในประวัติศาสตร์มนุษย์ เมื่อยังคงมีผู้คนมีชีวิตอยู่ผู้ที่ได้ลืมไปแล้วว่า ชีวิตเป็นเหมือนอะไรก่อนที่จะมีสมาร์ทโฟน, ก่อนที่จะมีอินเตอร์เน็ต? ก่อนที่สิ่งมีชีวิตจะกลายเป็นถูกเชื่องโยงพัวพันอยู่กับอัลกอริธึมทั้งหลายและจอภาพทั้งหลาย?  (Have you ever stopped to think you might be part of one of the last moments in human history when there are still people alive who remember what life was like before smartphones, before the internet? Before our existence became completely intertwined with algorithms and screen?)

          มีความหดหู่ใจแปลกๆในการตระหนักรู้นั่นที่ชั่วขณะแน่ชัดนี้, ดังที่คุณได้ยินคำพูดทั้งหลายเหล่านี้, ว่าคุณกำลังเป็นประจักษ์พยานต่อจุดจดเงียบงันของบางอย่างที่มนุษยชาติได้แบกถือพามันหลายพันของหลายปี. ความทรงจำที่มีชีวิตอยู่ของสิ่งมีชีวิตแบบอนาล็อกล้วน ๆ, ที่ความน่าเบื่อหน่ายได้ก็สามารถเป็นไปได้, ที่ความเงียบไม่ได้จำเป็นต้องถูกเติมเต็ม, ที่ความวิตกกังวลได้ถูกระบุว่าคือขีดจำกัดทั้งหลายชั่วคราว เพราะว่าไม่มีความเป็นไปได้ของการถูกเชื่อมต่ออยู่เสมอ, มักจะสามารถมีอยู่เสมอ, มักจะถูกถล่มได้อยู่เสมอด้วยข้อมูลข่าวสาร. นี้ไม่ใช่การแค่การหวนรำลึกถึงอดีตอย่างอาลัยอาวรณ์เท่านั้น, แต่คือการตรวจสอบอย่างเร่งด่วนฉุกเฉินเข้าไปในอะไรที่เรากำลังสูญเสียโดยปราศจากการสังเกตเห็น, และทำไมมันถึงเป็นเหตุสำคัญมากกว่าที่เราจินตนาการ.  (There’s strange melancholy in realizing that at this exact moment, as you hear these words, you’re witnessing the silent end of something that humanity has carried for thousands of years. The living memory of purely analog existence, where boredom was possible, where silence didn’t need to be filled, where anxiety had defined temporal limits because there was no possibility of being always connected, always available, always being bombarded by information. This isn’t just a nostalgic reflection on time past, but an urgent investigation into what we’re losing without even noticing, and why it matters more than we imagine.)

          ลองพิจารณาถึงชั่วขณะที่ย่าขอแงคุณหรือปู่ของคุณ, ถ้าพวกเขายังคงมีชีวิตอยู่, หรือคิดไปถึงผู้คนสูงอายุที่คุณรู้จัก. พวกเขาได้แบกถืออยู่ในจิตใจของพวกเขามาบางอย่างที่จะในไม่ช้าได้สาบสูญไปอย่างสมบูรณ์สิ้น, ความกล้าหาญ, อารมณ์รูสึก, และความทรงจำของการรับรู้ของอะไรทีมันได้เป็นเหมือนชีวิตในโลกที่มนุษย์มุ่งมั่นสนใจ ซึ่งไม่ใช่ผลผลิตทางการค้า, ที่ซึ่งสัมพันธภาพไม่ได้ถูกกระทำผ่านสื่อมาทางตัวเชื่อมประสานดิจิตอล., ที่ซึ่งความรูได้มีน้ำหนักและห้ายาก, ที่ซึ่งเวลาได้ผ่านไปในหนทางพื้นฐานซึ่งแตกต่างกัน.   (Consider for a moment your grandmother or grandfather, if they’re still alive, or think about the elderly people you know. They carry in their minds something that will soon be completely extinct, the bodily, emotional, and cognitive memory of what it was like live in the world where human attention was not a commercialized product, where relationships were not mediated by digital interfaces, where knowledge had weight and scarcity, where time passed in a fundamentally different way.)

ดเมื่อตอนที่คุณเยาว์วัย, จดหมายหนึ่งได้ถูกใช้เวลาหลายวันหรือหลายสัปดาห์ที่จะไปถึงผู้รับของมัน. และความล่าช้าเลื่อนไปนี้ไม่ได้ถูกมองว่าเป็นปัญหาเชอิงเทคนิคใดที่จะต้องถูกแก้ไข, แต่อย่าง่ายๆดุจธรรมชาติชั่วคราวของการติดต่อซึ่งกันของมนุษย์. เมื่อพวกเขาต้องการจะรู้บางอย่าง, พวกเขาก็ต้องไปยังห้องสมุด, ค้นหาผ่านตำราหนังสือทั้งหลาย, ถามผู้คน, และบ่อยครั้งที่คำตอบง่ายๆนั้นไม่สามารถมีให้. และสิ่งนี้ได้ถูกยอมรับว่าเป็นเช่นส่วนปกติของสภาวะมนุษย์.  (When they were young, a letter took days or weeks to reach its recipient. And this delay wasn’t seen as a technical problem to be solved, but simply as the temporal nature of human communication. When they wanted to know something, they had to go to a library, search through books, ask people, and often the answer simply wasn’t available. And this was accepted as a normal part of the human condition.)

เรากำลังช่วงเปลี่ยนผ่านทางประวัติศาสตร์ที่เทียบได้แต่เพียงการปฏิวัติอันยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติเท่านั้น, การปฏิวัติเกษตรกรรมที่นำเราออกจากชีวิตเร่ร่อน, การปฏิวัติอุตสาหกรรมที่นำเราออกจากชนบทมาสู่เมืองใหญ่ทั้งหลาย. และในตอนนี้การปฏิวัติดิจิตอลที่กำลังนำเราจากความเป็นจริงทางกายภาพไปสู่ความเป็นจริงลูกผสม ที่ซึ่งประสบการณ์ของเราได้ถูกกลั่นกรอง, ปรับแต่ง, และทำให้เป็นสินค้าผลิตภัณฑ์โดยอัลกอริธึม - ชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ ทั้งหลาย. แต่ไม่เหมือนกับการเปลี่ยนผ่านที่แล้วมา, ที่ได้ใช้เวลาหลายศตวรรษ หรืออย่างน้อยที่สุดก็หลายทศวรรษที่จะเสร็จสมบูรณ์, รายนี้กำลังบังเกิดขึ้นในความเร็วของหนึ่งหรือสองชั่วรุ่นอายุเท่านั้น. (We’re going through a historical transition comparable only to humanity’s great revolutions, the agricultural revolution that took us from nomadic life, the industrial revolution that took us from the countryside to cities. And now the digital revolution that is taking us from physical reality to a hybrid reality where our experience is constantly filtered, optimized, and commodified by algorithms. But unlike previous transitions, which took centuries or at least decades to complete, this one is happening at the speed of one or two generations.)

ในเพียงแค่ 20 ปี, เราได้ไปจากโลกที่ซึ่งประสบการณ์ของมนุษย์ส่วนใหญ่ได้บังเกิดออฟไลน์ - โลกของการไม่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ต/โลกของการติดต่อถึงกันโดยตรงจริงๆ ที่ซึ่งทุกประสบการณ์สำคัญปฏิบัติได้โดยตรง มีบางองค์ประกอบดิจิตอล. อะไรที่ทำให้การเปลี่ยนผ่านนี้ก่อกวนน่ากังวลใจเป็นพิเศษ คือว่ามันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนโดยความจำเป็นต้องการขั้นมูลฐานของมนุษย์, แต่เป็นไปตามแรงผลักดันทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีที่ดำเนินการไปตามตรรกะของตัวมันเอง, บ่อยครั้งสวนทางกับสวัสดิภาพและความผาสุกของมนุษย์. เศรษฐกิจแบบตั้งใจได้เปลี่ยนรูปความสามารถของเรากับการเพ่งสนใจเข้าไปที่ทรัพยากรซึ่งได้ถูกรุกรานสูบไป. เหมือนเช่นเดียวกับที่การปฏิวัติอุตสาหกรรมได้เปลี่ยนรูปแหล่งทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายไปสู่สินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลาย.  (In just 20 years, we’ve gone from a world where most human experience happened offline1 to a world where practically every significant experience has some digital component. What makes this transition particularity disturbing is that it’s not being driven by fundamental human need, but by economic and technological imperatives that operate according to their own logic, often contrary to human welfare. The attention economy has transformed our capacity for focus into a resource to be extracted. Similar to how the Industrial Revolution transformed natural resources into commodities.)

1 คำว่า offline (ออฟไลน์) แปลว่า การไม่เชื่อมต่อ เช่น การไม่ได้ต่ออินเทอร์เน็ต, การไม่ได้เปิดใช้งานระบบคอมพิวเตอร์, หรือการทำกิจกรรมในโลกความเป็นจริงที่ไม่ผ่านหน้าจอหรือเครือข่ายออนไลน์

ความหมายและการใช้งาน

  • คอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ต: หมายถึงสถานะที่อุปกรณ์หรือโปรแกรมไม่ได้เชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตหรือเครือข่าย เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์หลุดจากการเชื่อมต่อ หรือโหมดที่ใช้งานได้โดยไม่ต้องต่อเน็ต
  • ชีวิตประจำวันและกิจรรม: หมายถึงการพบปะเจอตัวจริง หรือการทำกิจกรรมนอกโลกดิจิทัล เช่น การเรียนในห้องเรียนปกติ หรือการจัดงานอีเวนต์สถานที่จริง

จิตทั้งหลายของเราได้กลายเป็นเขตแดนทั้งหลายที่จะต้องตกเป็นอาณานิคมของบริษัททั้งหลายที่ได้พัฒนาเทคโนโลยีอันซับซ้อนหรูเลิศมากยิ่งขึ้นในการที่จะจับกุมและคงไว้ซึ่งความสนใจทั้งหลายของเรามากยิ่งกว่าการโฆษณาชวนเชื่อหรือระบบควบคุมสังคมใดๆ ที่ได้เคยมีมาในประวัติศาสตร์มนุษย์. ชนรุ่นที่ยังคงจำได้ว่าอะไรที่มันได้เป็นเช่นไรที่มีชีวิตกันก่อนการยึดอาณานอคมท่างจิตใจ ที่กำลังตายลงอย่างแท้จริง. เมื่อบุคคลสุดท้ายผู้ที่ได้มีชีวิตวัยหนุ่มสาวทั้งปวงโดยปราศจากอินเตอร์เน็ตได้ตายลงไป, บางอย่างที่สามารถเรียกคืนมาได้ก็จะสูญไปชั่วนิรันดร์. ไม่ใช่แค่ข้อมูลหรือจารีตประเพณีทั้งหลาย, แต่รูปร่างทั้งหลายของจิตสำนึกด้วยเช่นกัน. คุณภาพของประสบการณ์ที่ไม่สามารถถูกทำเป็นเอกสารในตำราหนังสือทั้งหลายหรือวิดีโอทั้งหลาย เพราะว่ามันเป็นเรื่องประสบการณ์ตรงขั้นมูลฐาน.  (Our minds have become territories to be colonized by corporations that have developed more sophisticated technologies to capture and maintain our attention than any propaganda or social control system that ever existed in human history. The generation that still remembers what it was like to live before this mental colonization is literally dying. When the last person who lived the entire youth without the internet dies, something irretrievable will be lost forever. Not just information or customs, but a form of consciousness. A quality of experience that cannot be documented in books or videos because it is fundamentally experiential.)

มันเหมือนกับการพยายามที่จะอธิบายต่อใครบางคนผู้ไม่เคยมีประสบการณ์รับรู้ต่อความเงียบ ว่าอะไรคือความเงียบแท้จริงเป็นเช่นไร. หรือการพยายามที่จะอธบายต่อใครบางคนผู้ที่มักจะได้เข้าถึงต่อ GPS อะไรที่มันได้หมายถึงเมื่อคุณได้หลงทางไปจริงๆ. การต้องไว้เนื้อเชื้อใจสัญชาตญาณของตัวคุณเองและความใจดีต่อผู้แปลกหน้าทั้งหลายที่จะค้นพบหนทางของคุณ. ลองคิดถึงครั้งสุดท้ายที่คุณได้เบื่อหน่ายอย่างแท้จริง. และนั่นคือความน่าเบื่อหน่ายที่ถูกแทรกขัดโดยการตรวจสอบโทรศัพท์ของคุณ, แต่ความเบื่อหน่ายแบบลึกซึ้งที่ชวนให้ครุ่นคิด ที่มีแรงกำลังบังคับจิตนั้นให้ท่องไปตามเส้นทางที่ไม่ได้ถูกโปรแกรมเส้นทางทั้งหลาย เพื่อสร้างสรรค์ที่ว่างสำหรับความคิดต้นเดิมทั้งหลายที่แท้จริงที่จะผุดอุบัติขึ้นมาจากความไม่มีอะไร.  (It’s like trying to explain to someone who has never experienced silence what true silence is like. Or trying to describe to someone who has always had access to GPS what it meant to get truly lost. Having to trust your own intuition and the kindness of strangers to find your way. Think about the last time you were truly bored. Not that boredom that is immediately interrupted by checking your phone, but deep contemplative boredom that forces the mind to wander down unprogrammed paths that creates space for genuinely original thoughts to emerge from nothing.)

ชนรุ่นอายุที่เพิ่งผ่านมาได้รู้ถึงอะไรประเภทความน่าเบื่อหน่ายนี้ว่าเป็นประสบการณ์รับรู้ปกติธรรมดา, มีอยู่สม่ำเสมอ, เกือบประจำวัน. พวกเขาได้รู้ว่าอะไรที่มันหมายถึงที่จะใช้เวลารอยคอยหลายชั่วโมงในแถวกับไม่มีอะไรจะทำ นอกจากคอยสังเกตผู้คนอื่นๆและปล่อยให้จิตใจของพวกเขาเตร็ดเตร่ไป. พวกเขาได้รู้ว่ามันเป็นอะไรที่ได้มีการสนทนาที่ได้เริ่มต้นขึ้นโดยปราศจากจุดประสงค์เฉพาะเจาะจง และได้ยืดขยายออกไปเป็นหลายชั่วโมงโดยปราศจากการแทรกขัดทั้งหลาย, ปราศจากความกระวนกระวายของการขาดหายพลาดบางอย่างสำคัญที่กำลังบังเกิดขึ้นออนไลน์ไป. การสูญเสียนี้ไม่ได้แทบมีผลต่อทางอารมณ์รู้สึกใดเลย.    (The previous generation knew this kind of boredom as a regular, almost daily, experience. They knew what it meant to spend hours waiting in line with nothing to do but observe other people and let their minds wander. They knew what it was to have conversation that started without a specific purpose and extended for hours without interruptions, without the anxiety of missing something important happening online. This loss is not merely sentimental.)

(There is growing scientific evidence that the type of cognition we develop when we not constantly stimulated by external inputs is fundamentally different and potentially superior in many ways to the type of cognition we develop in digitally hyper-stimulated environments. The capacity for sustained attention, the ability to enter deep flow states, the capacity to tolerate ambiguity and uncertainty without immediately seeking external answers, the ability to form lasting and meaningful memories, all these cognitive capacities seem to be atrophying in populations that grew up entirely in digital environments.)

(But what’s even more concerning is that we’re losing not just individual cognitive capacities, but also forms of sociability and intimacy that took thousands of years to develop. The previous generation knew how to be present with another person in a way that become almost impossible for us. They knew how to have conversations that weren’t performed for imaginary audiences, how to develop relationships that didn’t leave digital traces, how to keep aspects of their lives genuinely private, not because they were hiding something, but because privacy was seen as a necessary condition for developing a rich and authentic inner life.)

เมื่อชนรุ่นนี้ได้หายไปอย่างสมบูรณ์สิ้น, เราจะมีชีวิตอยู่ในโลกที่ซึ่งไม่มีใครมีชีวิตโดยที่จะสามารถจำได้ถึงประสบการณ์ของมนุษย์เป็นเช่นไก่อนที่มันจะถูกปรับให้ดีที่สุด, วัดผลประมาณประเมินได้, และให้ผลทางการเงินได้. มันจะเป็นเหมือนการมีชีวิตอยู่ในเมืองใหญ่ที่ซึ่งอาคารเก่าแก่ทั้งหลายทั้งหมดได้ถูกรื้อทำลายทิ้งและถูกแทนที่ด้วยสิ่งสร้างทั้งหลายที่ทันยสมัย. เราได้สูญเสียความสามารถในการที่จะจินตนาการถึงอะไรที่สถาปัตยกรรมซึ่งผ่านมาได้เป็นเหมือนเช่นนั้น เพราะว่า ไม่มีหลักฐานหรือสิ่งอ้างอิงที่เป็นชิ้นเป็นอันอีกต่อไป ยกเว้นแต่ในกรณีนี้, มันไม่ใช่อาคารทั้งหลายไดก้ถูกรื้อทำลายไป, แต่เป็นรูปทรงทั้งหลายของจิตสำนึก,รูปแบบทั้งหลายของความมุ่งมั่นสนใจ, คุณภาพทั้งหลายของปรพะสบการณ?รับรู้ที่ครั้งหนึ่งได้ถูกระบุว่ามันได้หมายถึงอะไรที่เป็นมนุษย์.  (When this generation completely disappears, we will live in the world where no one alive will be able to remember what human experience was like before it was optimized, quantified, and monetized. It will be like living in a city where all the old buildings have been demolished and replaced by modern constructions. We lose the ability to imagine what the previous architecture was like because there’s no longer a physical reference except that in this case, it’s not buildings being demolished, but forms of consciousness, patterns of attention, qualities of experience that once defined what it meant to be human.)

เราสวามารถที่จะได้มองเห็นไปแล้วถึงสมุฏฐานโรคทั้งหลายอย่างแรกของการสูญหายยี้ในชนรุ่นอายุหนุ่มสาวทั้งหลาย คนรุ่นที่แสดงระดับความวิตกกังวล ความซึมเศร้า และความยากลำบากในการมีสมาธิ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ. แทนที่การตั้งคำถามไม่ว่า จะมีการเชื่อมต่อสมุฏฐานโรคทั้งหลายเหล่านี้กับสภาแวดล้อมดิจิตอลที่ชนรุ่นทั้งหลายเหล่านี้ได้เติบโตขึ้นมาหรือไม่, การตอบสนองส่วนใหญ่คือการพัฒนาเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นเพื่อแก้ปัญหาที่สร้างขึ้นโดยเทคโนโลยี.   (We can already see the first symptoms of this loss in younger generations who demonstrate levels of anxiety, depression, and difficulty concentrating unprecedented in human history. Instead of questioning whether there’s a connection between these symptoms and the digital environment which these generations grew up, the predominant response has been develop more technology to solve the problems created by technology.)

แอปพลิเคชันทำสมาธิ/ฝึกสติมีขึ้น เพื่อรับมือกับความวิตกกังวลที่เกิดจากแอปพลิเคชันอื่นๆ, เครื่องมือเพิ่มพลังการทำงานดิจิทัล เพื่อช่วยแก้ปัญหาการขาดสมาธิที่เกิดจากเครื่องมือดิจิทัลอื่นๆ, แพลตฟอร์มสุขภาพจิตออนไลน์เพื่อรักษาอาการซึมเศร้า ซึ่งมีสาเหตุส่วนหนึ่งมาจากความโดดเดี่ยวทางสังคมที่เกิดขึ้นผ่านการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์อื่นๆ. นี่คือความวิกลจริตในแบบยุคใหม่อย่างแท้จริง.  การนำเครื่องมือเดิมที่ก่อให้เกิดปัญหามาใช้เพื่อพยายามแก้ไขปัญหานั้น, แทนที่จะตั้งคำถามว่าตัวเครื่องมือเองอาจเป็นปัญหาหรือไม่. (Meditation apps to combat anxiety caused by other apps, digital productivity tools to help with lack of focus caused by other digital tools, online mental health platforms to treat depression caused in part by social isolation facilitated by other online platforms. This is a particularly modern form of insanity. Using the same tools that created a problem to try to solve the problem, instead of questioning whether the tools themselves might be the problem.)

มันเหมือนกับการแก้อาหารเป็นพิษโดยการกินมากขึ้นไปอีกในอาหารเดียวกันนั้นที่ทำให้เกิดการเป็นพิษนั่น, แต่ในสัดส่วนทั้งหลายที่น้อยลงไปในช่วงเวลาที่มีการควบคุมมากขึ้น. ตรรกะนี้ดูเหมือนว่ามีเหตุผลบนผิวหน้า, แต่เมินเฉยไปทั้งสิ้นต่อการคลี่คลายแก้ไขอย่างแท้จริงก็คือ การหยุดบริโภคสารพิษนั้น. โศกนาฏกรรมนี้ก็คือว่าผู้คนมากมายได้ทำการตัดสินใจทั้งหลายเกี่ยวกับว่าเทคโนโลยีควรจะถูกพัฒนาอย่างไร ก็เป็นผู้ที่เติบโตมาพร้อมกับเทคโนโลยีเหล่านี้ และไม่มีความทรงจำส่วนตัวว่าชีวิตก่อนจะมีเทคโนโลยีพวกนี้เป็นอย่างไร. พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้อย่างแท้จริงว่า มีวิธีจัดระเบียบสังคมและประสบการณ์ของมนุษย์แบบอื่นๆ ที่ไม่ต้องพึ่งพาการปรับแต่งให้เหมาะสมด้วยระบบดิจิทัลอยู่ด้วย.  (It’s like to cure food poisoning by eating more of the same food that caused the poisoning, but in smaller portions at more regulated times. The logic seems sensible on the surface, but completely ignores the possibility that the real solution is to stop consuming the toxic substance. The tragedy is that many of the people making decisions about how technology should be developed and implemented have no personal memory of what life is like before these technologies. They genuinely cannot imagine that there are ways to organize society and human experience that don’t depend on constant digital optimization.)

ดังนั้นแล้ว. แนวคิดของการมีชีวิตอยู่โดยปราศจากสมาร์ทโฟนหรืออินเตอร์เน็ต ไม่ได้เป็นตัวเลือกที่จะถูกพิจารณา, แต่นั่นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ขั้นพื้นฐานเลย, เหมือนเช่นการแนะนำในเรากลับไปมีชีวิตอยู่กันในถ้ำทั้งหลาย. แต่ชนรุ่นที่ยังคงจำได้อยู่ก็เสนอให้เห็นถึงทัศนภาพอันวิกฤตนี้. พวกเขารู้ว่ามันเป็นไปได้ การมีความสุข มีความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน และมีความเชื่อมโยงกับมนุษย์คนอื่นๆ โดยไม่ต้องพึ่งพาเทคโนโลยีที่หาเงินจากความสนใจของเรา. พวกเขาได้มีชีวิตอยู่ที่เป็นความจริง.  พวกเขารู้ว่าสัมพันธภาพทั้งหลายอันลึกซึ้งและยาวนานนั้น สามารถถูกก่อรูปร่างขึ้นมาได้โดยปราศจากแอพลิเคชั่นหาคู่. พวกเขาได้รู้ว่ามันเป็นไปได้ที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ๆและน่าสนใจทั้งหลายโดยไม่ต้องมีอัลกอริธึมทั้งหลายมาปรับเปลี่ยนประสบการณ์ทางการศึกษาให้เหมาะสมกับตัวเราส่วนบุคคล.  (Then. The idea of living without smartphones or internet is not an option to be considered, but a primitive impossibility, like suggesting we return to living in caves. But the generation that still remembers offers a crucial perspective. They know it’s possible to be happy, productive, and connected with other human beings without depending on technologies that monetize our attention. They lived that reality. The know that deep and lasting relationships can be formed without dating apps. They know it’s possible to learn new and interesting things without algorithms personalizing our educational experience.)

พวกเขาได้รู้ว่ามันเป็นไปได้ที่จะได้รับความบันเทิงโดยปราศจากแพลตฟอร์ม/ช่องทางการส่งภาพและเสียงมาอย่างต่อเนื่องป้อนให้โดยข้อมูลพฤติกรรม. พวกเขาได้รู้ว่ามันเป็นไปได้ที่จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพโดยปราศจากเครื่องมืออะปกรณ์ทั้งหลายที่แสดงภาพทุกครั้งที่คลิ๊กหรือทุกการเคลื่อนไหวลูกตา. นี่ไม่ใช่คำโต้ค้านเพื่อให้หวนกลับไปสู่อดีตเชิงอุดมคติเช่นนั้น, แต่เป็นเสียงเรียกดเตือนสำหรับเราที่จะหวนจำรู้ถึงอะไรที่เราได้กำลังสูญเสียก่อนที่จะสายเกอินไป. มีหลายรูปลักษณ์ของชีวิตสมัยใหม่ที่เหนือสุดยอดกว่าอดีตอย่างแท้จริง. เราเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและโอกาสทั้งหลายทางการศึกษาที่ชนรุ่นที่แล้วมาไม่สามารถกระทั่งฝันถึงได้. เรามีความสามารถในการติดต่อเชื่อมถึงกันทั่วโลกเป็นโลกานุวัตน์ ที่สามารถ ที่สามารถส่งเสริมรูปแบบความร่วมมือและความเข้าใจอันดีต่อกันได้อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน. (They know it’s possible to be entertained without streaming platforms fed by behavioral data. They know it’s possible to work efficiently without tools that monitor every click and every eye movement. This is not an argument for returning to an idealized past, but a call for us to recognize what we’re losing before it’s too late. There are aspects of modern life that are genuinely superior to the past. We have access to information and educational opportunities that previous generations couldn’t even dream of. We have global communication capabilities that can facilitate forms of collaboration and mutual understanding without precedent.)

เรามีเครื่องมือที่สสามารถช่วยคลี่คลายแก้ปัญหาซึ่งสลับซับซ้อนทั้งหลายได้ และสามารถปรับผปรุงคุณภาพชีวิตสำหรับผู้คนหลายพันล้าน. ปัญหานั้นไม่ใช่ทมี่ตัวเทคโนโลยีมันเอง, แต่เป็นความไม่สามารถของเราเองที่ใช้เครื่องมือเหล่านั้นอย่างไม่มีสัมปชัญญะ/ความตื่นรู้และความมุ่งมั่นสนใจใฝ่รู้. แทนที่จะยินยอมให้เทคโนโลยีที่จะก่อรูปปรับร่างชีวิตทั้งหลายของเราให้เป็นไปตามตรรกะของมันเอง, เราจำเป็นต้องพัฒนาปัญญาในการที่จะตัดสินใจว่าเมื่อไหรหรืออย่างไร ที่จะใช้เครื่องมือทั้งหลายเหล่านี้ในหนทางทั้งหลายที่รับใช้อย่างแท้จริงต่อความสนใจและคุณค่าเชิงลึกซึ้งที่สุดของเรา. และปัญญาเหล่านี้เสามารถแต่เพียงมาจากความเข้าใจอย่างกระจ่างแจ้งเท่านั้นว่า ชีวิตเป็นเหมือนเช่นอะไรก่อนที่จะมีเทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้น, ตัวเลือกทั้งหลายอะไรมีอยู่โพ้นเลยพวกมันไป และแบบชนิดทั้งหลายไหนของประสบการณ์มนุษย์ที่ดเรากำลังมีเจตจำนงที่จะอุทิศบูชาในนามของประสิทธิภาพและการเชื่อมติดต่อถึงกัน.   (We have tools that can help solve complex problems and improve the quality of life for billions of people, The problem is not technology itself, but our inability to use these tools consciously and intentionally. Instead of allowing technology to shape our lives according to its own logic, we need to develop the wisdom to decide when and how to use these tools in ways that genuinely serve our deepest interests and values. And this wisdom can only come from a clear understanding of what life was like before these technologies, what options exist beyond them and what types of human experience we’re willing to sacrifice in the name of efficiency and connectivity.)

ความเร่งด่วนของประเด็นวาระนี้ไม่สามารถถูกประเมินค่าต่ำเกินไป. แต่ละปีที่ผ่านไปเราได้สูญเสียผู้คนมากยิ่งขึ้นผู้ที่ได้แบกพาเอาความทรงจำทางเลือกได้ของประสบการณ์มนุษย์นี้ไว้ ซึ่งแต่ละชนรุ่นอายุได้กำเนิดมาโดยปราศจากสภาพแวดล้อมทั้งหลายทางดิจิตอลทั้งปวง, มันกลายเป็นยากลำบากยิ่งขึ้นที่จะจินตนาการว่า ยังมีหนทางทั้งหลายอื่นที่จะรวมองค์จิตสำนึกและสังคมเข้าด้วยกันได้. ในไม่ช้าเราก็จะถึงจุดที่มนุษยชาติจะลืมไปทั้งสิ้นว่า อะไรได้คือชีวิตที่มีชีวิตอยู่ในหนทางของอนาล็อกล้วน ๆ และนั่นคือชั่วขณะตอนนั้นที่ ตัวเลือกบางอย่างจะกลายเป็นสิ่งที่ไม่น่าจะคิดถึงหรือไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จะนำมาพิจารณาเลยด้วยซ้ำ.  (The urgency of this issue cannot be underestimated. Each year that passes we lose more people who carried this alternative memory of human experience which each generation born entirely immersed digital environments, it becomes harder to imagine that there are other ways to organize consciousness and society. Soon we will the point where humanity will completely forget what was life to live in a purely analog way and at that moment certain options will become literally unthinkable.)

มันเป็นที่น่าตรึงใจและน่าสะพรึงกลัวที่จะตระหนักได้ว่า เรากำลังมีชีวิตอยู่ผ่านการเปลี่ยนรูปอย่างพื้นฐานยิ่งต่อสภาวะมนุษย์ในชนรุ่นอนาคตทั้งหลายที่อาจมองย้อนกลับไปและได้เห็นยุคสมัยของเรา เป็นเช่นชั่วขณะเมื่อมนุษยชาติได้แยกขาดออกเป็นสองสายพันธุ์, อนาล็อก โฮโม ซาเปียนส์ และพันธุ์เปลี่ยนถ่ายระหว่างสองสายพันธุ์เหล่านี้กำลังบังเกิดขึ้น ไม่ใช่ผ่านวิวัฒนาการทางชีวภาพอย่างช้าๆ แต่ผ่านการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรมและความสามารถในการรับรู้ที่สามารถถูก นำไปปฏิบัติหรือทำให้เกิดขึ้นได้จริงภายในเวลาไม่กี่ปีหรือไม่กี่เดือนด้วยซ้ำ.  (It’s fascinating and terrifying to realize that we’re living through a transformation so fundamental to the to the human condition the future generations might look back and see our era as the moment when humanity split into two species, analog Homo Sapiens and the transition between these two species is happening not through slow biological evolution but through behavioral and cognitive changes that can be implemented in a matter of years or even months.)

ผมแอยากจะหยุดนี่ลงชั่วขณะเพื่อที่จะถามคุณอย่างตรงๆว่า, “ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ที่คุณได้ใช้เวลาตลอดทั้งวันโดยปราศจากการตรวจกูอะไรในเครื่องมือดิจิตอล? ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ที่คุณได้สนทนาอย่างลงลึกกับใครบางคนโดยปราศจากไม่ว่าทั้งคุณและเขา ค้นหาคำปรึกษาทางโทรศัพท์ในระหว่างการสนทนานั้นๆ. ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ที่คุณได้ยินยอมให้ตนเองได้หลงทางอย่างแท้จริงโดยปราศจากการใช้GPS และต้องคิดหาทางออกมาในการใช้แค่ทักษะการนำร่องทั้งหลายของคุณเองเท่านั้น และกับการขอความช่วยเหลือจากผู้คนอื่น?” (I want to pause for a moment to ask you directly, ‘When was the last time you spent an entire day without checking any digital device? When was the last time you had a deep conversation with someone without either of you consulting a phone during the conversation. When was the last time you allowed yourself to get truly lost without GPS and had to figure out the way using only your own navigation skills and the help of other people?’

ถ้าประสบการณ์เหล่านี้ดูแปลกหรือยุ่งยากโดยไม่จำเป็น, บางทีนั่นคือสัญญาณว่า อย่างลึกเช่นไรที่เราได้เปลี่ยนรูปไปแล้วโดยเทคโนโลยีทั้งหลาย ที่เราไม่ได้มักเป็นผู้เลือกอย่างมีสำนึกจิตอยู่เสมอที่จะรับเอามาใช้, และถ้าคุณจดจำได้ถึงสำนึกของการสูญเสียนี้, ถ้าคุณรู้สึกว่าอะไรบางอย่างสำคัญได้ถูกสักการะไปในนามของความสะดวกสบายและหการเชื่อมติดต่อถึงกัน, การแบ่งปั้นในข้อคิดเห็นทั้งหลาย, “ฉันรู้สึกว่าเราสูญเสียแก่นแท้ของชีวิตมนุษย์เมื่อเราได้หยุดลง.”  การสะท้อนมุมมองของคุณสามารถช่วยให้คนอื่นเรียกชื่อสิ่งที่พวกเราหลายคนรู้สึก แต่ไม่ค่อยได้พูดถึงมันอย่างเปิดเผยได้. ผลกระทบของการเปลี่ยนผ่านนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประสบการณ์ส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังกว้างไกลกว่านั้นมาก.  (If these experiences seem strange or unnecessarily difficult, perhaps that’s a sign of how deeply we’ve already been transformed by technologies we didn’t always consciously choose to adopt. And if you recognize this sense of loss, if you feel that something important has been sacrificed in the name of convenience and connectivity, share in the comments, “I feel we lost some essence of human life when we stopped.” Your reflection can help other people name something that many pf us feel but rarely discuss openly. The implications of this transition go far beyond individual personal experiences.)

เรากำลังเห็นจุดจบของรูปแบบความรู้ที่ไม่สามารถแปลงเป็นดิจิทัลได้ เพราะความรู้เหล่านี้ต้องอาศัยประสบการณ์ทางร่างกาย สัญชาตญาณที่สั่งสมมานานหลายทศวรรษ และภูมิปัญญาประเภทที่สามารถถ่ายทอดได้ผ่านการอยู่ร่วมกันอย่างยาวนานข้ามรุ่นเท่านั้น.  (We’re witnessing the end of forms of knowledge that cannot be digitized because they depend on bodily experience, intuition developed over decades, and types of wisdom that can only be transmitted through prolonged coexistence between generations.)

เกษตรผู้รู้ว่าควรจะปลูกพืชเมื่อใดจากการสังเกตสัญญาณอันแยบยลในพฤติกรรมของสัตว์และการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพแสงที่แทบมองไม่เห็น กับช่างฝีมือผู้พัฒนาความรู้สึกสัมผัสทางผิวหนังได้ดีพอที่จะสัมผัสรับรู้ได้ถึงความแตกต่างของพื้นผิววัสดุ ที่ไม่มีเครื่องตรวจจับดิจิตอลใดสามารถตรวจหาเจอได้, คุณยายผู้รู้ว่าเด็กป่วยจริงหรือแค่อยากเรียกร้องความสนใจ จากประสบการณ์หลายทศวรรษที่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมมนุษย์? (The farmer who knows when to plant by observing subtle signs in animal behavior and almost imperceptible changes in the quality of light, the craftsman who has developed tactile sensibility sufficient to feel differences in material texture that no digital sensor can detect, the grandmother, who knows if a child is really sick or just wanting attention based on decades of experience observing human of behavior?)

ความรู้ที่ฝังอยู่ในกาย (หรือความรู้จากประสบการณ์ทางกายภาพ) ประเภทนี้ กำลังถูกแทนที่อย่างรวดเร็วด้วยอัลกอริทึมและเซ็นเซอร์ ซึ่งในหลาย ๆ กรณีอาจมีความแม่นยำมากกว่า, แต่ดำเนินงานตามตรรกะ ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง. แต่ดำเนินงานตามหลักการ (หรือตรรกะ) ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง. อัลกอริธึมหนึ่งนั้น, สามารถถูกตั้งโปรแกรมให้จดจำได้ถึงรูปแบบทั้งหลาย, แต่ไม่สามารถพัฒนาปรีชาญาณ/การรู้โดยสัญชาตญาณขึ้นมาได้. AI - อวิชชาประดิษฐ์ สามารถจัดการประพเมินสรุปจำนวนมหึมาของข้อมูลได้เกี่ยวกับพฤติกรรมมนุษย์, แต่ไม่สามารถพัฒนาความเห็นอกเห็นใจอย่างแท้จริงต่อผู้อื่นที่มีพื้นฐานอยู่บนประสบการณ์รับรู้โดยตรงของสิ่งมีชีวิต. (This kind of embodied knowledge is being rapidly replaced by algorithms and sensors that may be more precise in many cases, but that operate according to a completely different logic. An algorithm can be programmed to recognize patterns, but cannot develop intuition. An artificial intelligence can process large amount of data about human behavior, but cannot develop genuine empathy based on lived experience.)

เซนเซอร์สามารถวัดอุณหภูมิและความชื้นได้อย่างแม่นยำ แต่ไม่สามารถสัมผัสรับรู้คุณภาพของอากาศได้เหมือนกับคนที่ใช้เวลาทำงานกลางแจ้งมานานหลายทศวรรษแล้วรู้สึกได้ เมื่อคนรุ่นสุดท้ายที่พัฒนาความรู้สึกรับรู้แบบดั้งเดิมที่ไม่ใช่ระบบดิจิทัลนี้. (A sensor can measure temperature and humidity accurately, but cannot feel the quality of air the way someone who spent decades working outdoors and feel. When the last generation that develop these kinds non-digitized sensibility.)

https://youtu.be/-GWeCLen3lw?si=i9_cv-syv5l7EnoK

วันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ – ทำใมคนโง่ทั้งหลายปกครองโลก(คำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์)

ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ – ทำใมคนโง่ทั้งหลายปกครองโลก(คำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์)

Why Fools Rule the World (Scientific Explanation) | Yuval Noah Harari

          https://youtu.be/2-dWi6-I6FQ?si=jUB_chpJSQMogqEk

ความจริงกันน่าสะพรึงกลัวเกี่ยวกับโลก (The unsetting truth about the world)

          คุณตื่นขึ้นมา, เอื้อมไปหาโทรศัพท์ของคุณ, และภายในไม่กี่นาที, คุณก็ถูกรายล้อมรอบไปแล้วโดยผู้คนซึ่งดูเหมือนจะมั่นใจแน่นอนอย่างที่สุดในทุกสิ่ง. บางคนที่อธิบายอย่างเชื่อมั่นว่าทำไมเศรษฐกิจถึงกำลังพังพาบ. อีกรายก็อ้างว่าพวกเขาได้เปิดเผยความจริงที่ผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายได้ซุกซ่อนไว้. คนดังในสังคมกับการไร้ความเชี่ยวชาญใดอกกับผู้คนหลายล้านถึงการทำอย่างไรให้มีชีวิตที่มีสุขภาพดีขึ้น. นักการเมืองพูดด้วยความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่สุดๆ ทั้ง ๆที่คำพูดนั้นได้ขัดแย้งกับสิ่งที่พวกตนพูดเอาไว้เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว. และบางทีเสียงทั้งหลายที่ดังที่สุดก็บ่อยครั้ง ก็เป็นเสียงของผู้ที่ที่มีความรู้น้อยที่สุด.   (You wake up, reach for your phone, and within minutes, you’re already surrounded by people who seem absolutely certain about everything. Someone confidently explains why the economy collapsing. Another claims they’re uncovered the truth that experts have hidden. A celebrity with no expertise tells millions how to live healthier lives. A politician speaks with unwavering conviction while contradicting themselves from last week. And somehow the loudest voices are often the least informed.)

          ลึกลงไป, บางอย่างเกี่ยวกับมันทำความสะพรึงกลัวแก่คุณ. ไม่ใช่เพราะว่าคุณคาดหวังให้โลกนี้ต้องสมบรณ์ไปทั้งหมด, แต่เพราะว่าคุณได้สังเกตเห็นรูปแบบแปลกๆอันหนึ่ง. ผู้คนที่ถามตัวพวกเขาเองบ่อยครั้งยังคงนิ่งเงียบ, ในขณะที่ผู้ซึ่งรู้น้อยที่สุดดูเหมือนจะครอบครองความเชื่อมั่นในตนเองอย่างไร้จำกัด. คุณกำลังเริ่มต้นความกังขาใจว่าความฉลาดนั้นมีบางครั้งกลายเป็นข้อเสียเปรียบไปหรือไม่, ความคิดมากเต็มได้กหลายเป็นความผิดพลาดให้เกิดความอ่อนแอไปหรือไม่, ความมีคุณภาพอย่างมากยิ่งนั่นควรจะนำผู้คนไปสู่ปัญญา เป็นอะไรทั้งหลายที่คอยทำให้พวกเขาออกไปจากอำนาจหรือไม่. และแล้วคำถามอันไม่สบายอุ่นใจอย่างเงียบๆก็เข้าในจิตของคุณ. อะไรถ้าคนโง่ทั้งหลายได้ปกครองโลกโดยอุบัติเหตุ? อะไรถ้าจิตของเราได้ถูกสร้างมาในหนทางที่รับประกันให้มันเป็นเช่นนั้นในทางปฏิบัติล่ะ?   (Deep down, something about it unsettles you. Not because you expect the world to be perfect, but because you’ve noticed a strange pattern.  The people who question themselves often remain silent, while those who know the least seem to possess limitless confidence. You start wondering whether intelligence has somehow become a disadvantage, whether thoughtfulness has been mistaken for weakness, whether the very qualities that should lead people toward wisdom are the ones keeping them from power. And then an uncomfortable question quietly enters your mind. What if fools don’t rule the world by accident? What if our minds were built in a way that practically guarantees it?)

          ส่วนที่รบกวนไม่ใช่ที่ว่ามีผู้คนโง่เชลาอยู่. พวกเขามักมีอยู่กันเสมอ. ทุกอารยธรรม, ทุกรุ่นอายุ, ทุกวัฒนธรรมได้เคยมีผู้นำทั้งหลายที่ไร้ความยั้งคิดฐ นักผิดที่โอหังอลังการทั้งหลาย, ผู้คนที่มั่นใจอย่างยิ่งว่าตนเองถูกต้อง ในขณพะที่กำลังนำพาผู้อื่นไปสู่ความหายนะ. ความลี้ลับอันแท้จริงว่าทำไมผู้คนนับหลายล้านอย่างเต็มใจที่จะติดตามพวกเขานั้นไป. ประวัติศาสตร์ได้เต็มไปด้วยชั่วขณะทั้งหลายที่ทำให้เราส่ายศีรษะ. เรามองย้อนกลับไปที่จักรวรรดิซึ่งล้มเหลวทั้งหลาย, สงครามมหาวินาศทั้งหลาย, เศรษฐกิจอันพังพินาศทั้งหลาย, ภาวะตื่นตระหนกหวาดระแวงหมู่, และความหลงใหลในอุดมการณ์อย่างรุนแรงบ้าคลั่ง, การถามคำถามเดียวกันมาในทุกรุ่นอายุที่ถามเกี่ยวกับสิ่งที่ผ่านมา.    (The disturbing part isn’t that foolish people exist. They’ve always existed. Every civilization, every generation, every culture has had it share of reckless leaders, arrogant thinkers, people absolutely convinced they were right while leading others forward disaster. The real mystery is why millions willingly follow them. History is filled with moments that make us shake our heads. We look back at failed empires, disastrous wars, economic collapses, mass hysteria, and ideological fanaticism, asking the same question every generation asks about the previous one.)

          ว่าพวกเขาเชื่อเช่นนั้นได้อย่างไรกัน? แต่ถ้าเราซื่อแตรงต่อตนเอง, รุ่นอายุทั้งหลายในอนาคตก็เกือบจะแน่นอนได้เลยว่า จะถามในคำถามเดียวกันนี้เกี่ยวกับเรา. การตระหนักถึงสิ่งนี้เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ เพราะว่าเราโดยธรรมชาติได้ทึกทักเอาว่า เราได้รับข้อมูลมามากยิ่งกว่าพวกเหล่านั้นที่ผ่านมาก่อนเรา. (How could they possibly believe that? But if we’re honest, future generations will almost certainly ask the same thing about us. That realization is difficult to accept because we naturally assume we’re more informed than those who come before us.)

ทำไมความมั่นใจถึงเอาชนะความฉลาด (Why confidence beats intelligence)  

          เราสามารถเข้าถึงได้ในทันที. AI - ปัญญาประดิษฐ์ สามารถตอบคำถามได้เกือบทุกคำถามใดๆในไม่กี่วินาที. การค้นพบเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งหลายแผ่ขยายออกไปทุกปี. ห้องสมุดทั้งหลายทั้งหมดอัดเข้าไปอยู่ในโทรศัพท์ทั้งหลายในกระเป๋าทั้งหลายของเรา. กระนั้นข้อมูลที่ผิดพลาดได้แผ่ขยายออกไปอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าความรู้. ความมั่นใจแผ่ขยายไปได้รวดเร็วยิ่งกว่าความเข้าใจ. ความเดือดดาลแผ่ขยายได้รวดเร็วยิ่งกว่าความจริง. ความรู้ไม่เคยได้สามารถเข้าถึงได้ง่ายเช่นนี้มาก่อน. แต่ปัญญาบ่อยครั้งรู้สึกว่ายากจะค้นพบได้มากขึ้น.   (We have instant access to information. Artificial intelligence can answer almost any question in seconds. Scientific discoveries expand every year. Entire libraries fit inside the phones in our pockets. Yet misinformation spreads faster than knowledge. Confidence spreads faster than understanding. Outrage spreads faster than truth. Knowledge has never been more available. But wisdom often feels harder to find.)

          ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ ได้ใช้เวลาหลายปีสำรวจค้นพบแนวคิดอันน่าสะพรึงกลัวหนึ่ง. มนุษย์ทั้งหลายไม่ได้พิชิตดาวเคราะห์นี้พราะว่าเราเป็นสัตว์โลกที่ชาญฉลาดเก่งที่สุดที่มีชีวิตอยู่. เราได้พิชิตมันเพราะว่าเรากลายเป็นนักเล่านิทาน/เรื่องราวทั้งหลายที่ดีที่สุด. นั่นฟังดูเป็นแรงดาลใจในทีแรกจนกระทั่งคุณตระหนักว่านิทาน/เรื่องราวทั้งหลายนั้นไม่ได้ต้องเป็นความจริง. พวกเขาแค่ต้องเชื่อเท่านั้น. เงินคือนิทาน. ชาติทั้งหลายก็คือนิทาน. ศาสนาทั้งหลายก็คือนิทาน. บริษัททั้งหลายก็คือนิทาน. กฎหมายทั้งหลาย, เขตแดนทั้งหลาย, ชื่อเสียงทั้งหลาย, อถุดมการณ์ทางการเมืองทั้งหลาย, แม้กระทั่งสถานะทางสังคมของคุณที่มีอยู่ เพราะว่าผู้คนแปลกหน้าทั้งหลายนับล้านๆตกลงพร้อมใจกันทำเป็นว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องจริง. ความสามารถนี้ได้เปลี่ยนรูปกลุ่มเล็กๆทั้งหลายของวานรที่อ่อนแอเปราะบางไปสู่สายพันธุ์ที่โดดเด่นทรงอำนาจบนโลกนี้. ไม่มีสัตว์อื่นใดสามารถที่จะชักจูงปัจเจกชนหลายล้านที่ไม่ได้เกี่ยวโยงเป็นญาติต่อกันที่จะให้ความร่วมมือรวมตัวกันไปกับแนวคิดทั้งหลายที่มองไม่เห็นได้.  (Yuval Noah Harari has spent years exploring one unsettling idea. Humans didn’t conquer the planet because we were the smartest creatures alive. We conquered it because we became the best storytellers. That sounds inspiring at first until you realize stories don’t have to be true. They only have to be believed. Money is a story. Nations are stories. Religions are stories. Corporations are stories. Laws, borders, reputations, political ideologies, even your social status exists because millions of strangers collectively agree to treat them as real. This ability transformed tiny groups of vulnerable primates into the dominant species on Earth. No other animal can convince millions of unrelated individuals to corporate around invisible ideas.)

          ลิงซิมแปนซี ไว้เนื้อเชื่อใจก็แต่ผู้ที่มันรู้จักเป็นการส่วยตัวเท่านั้น. มนุษย์ทั้งหลายไว้วางใจเชื่อใจอย่างสมบูรณ์สิ้นในผู้แปลกหน้าทั้งหลายเพราะว่าทั้งสองเชื่อในธงเดียวกัน, เงินตราสกุลเดียวกัน,ระบบกฎหมายเดียวกัน, หรือในเรื่องลี้ลับเดียวกันเกี่ยวกับว่าใครเป็นพวกเราและใครไม่ได้เป็น. นั่นได้ถูกแบ่งปันอารยธรรมทั้งหลายที่สร้างจากจินตนาการ. แต่มันก็ยังสร้างสรรค์ความเป็นจุดอ่อนที่อันตรายขึ้นมาด้วยเช่นกัน. ถ้ามีผู้คนที่มากเพียงพอเชื่อในนิทาน/เรื่องราวที่ผิดๆ, นิทาน/เรื่องราวนั้นก็กลายเป็นสิ่งที่มีอำนาจขึ้นไม่ว่าจะเป็นความจริงหรือไม่ก็ตาม. ในทันทีนั้น, ความฉลาดเพียงลำพังก็ไม่เพียงพออีกต่อไป. บุคคลผู้บอกเรื่องราวที่น่าดึงดูดใจมากที่สุด บ่อยครั้งก็เอาชนะบุคคลที่บอกถึงความจริง.   (Chimpanzees trust only those they personally know. Humans trust complete strangers because both believe in the same flag, the same currency, the same legal system, or the same myth about who belongs and who doesn’t. That shared imagination-built civilizations. But it also created a dangerous vulnerability. If enough people believe a false story, the story becomes powerful regardless of whether it’s true. Suddenly, intelligence alone is no longer enough. The person who tells the most compelling story often defeats the person who tells the truth.)

คุณดเคยสังเกตเห็นหรือไม่ว่า ความมั่นใจนั้นส่งผลต่อการโน้มน้าวจิตใจอย่างไร? เมื่อใครบางคนพูดโดยปราศจากความลังเล, สมองของคุณจะผ่อนคลายลงโดยสัญชาตญาณ. การมั่นใจอย่างเต็มที่นั้นสร้างภาพลวงตาได้ว่าสผู้นั้นมีความสามารถเก่งกาจ. ความกังขาสงสัย, แม้กระทั่งเมื่อมันคือความซื่อตรง, สามารถทำให้ฟังดูเหมือนเป็นความอ่อนแอ. บรรพบุรุษทั้งหลายของเราได้วิวัฒนะในสภาพแวดล้อมทั้งหลายที่ซึ่งความลังเลสามารถเป็นอันตรายถึงตายได้.ถ้าอันตรายปรากฏขึ้นในพุ่มไม้ทั้งฟหลาย, ก็ไม่มีเวลาที่จะถกเถียงโต้วาทีกันไปไม่สิ้นสุด. บางคนผู้ที่ตะโกนขึ้นอย่างมั่นใยจว่า, “วิ่งหนีเร็ว! ได้เพิ่มโอกาสทั้งหลายในการอยู่รอดชีวิตของกลุ่ม, แม้กระทั่งว่าพวกเขาผิดไปในบางโอกาส. วิวัฒนาการได้ให้รางวัลกับการกระทำที่เด็ดขาดนั้น.  (Have you ever noticed how certainty feels persuasive? When someone speaks without hesitation, your brain instinctively relaxes. Certainty creates the illusion of competence. Doubt, even when it’s honest, can sound like weakness. Our ancestors evolved in environments where hesitation could be deadly. If danger appeared in the bushes, there wasn’t time for endless debate. Someone who confidently shouted, “Run!” increased the group’s chances of survival, even if they were occasionally wrong. Evolution rewarded decisive action.)

มันไม่ได้มีความจำเป็นต้องให้รางวัลการสะท้อนออกมาอย่างระมัดระวัง. การต่อสายเชื่อมโยงแต่โบราณมายังคงมีชีวิตอยู่ข้างในตัวคุณ. นั่นคือทำไมผู้นำที่มั่นใจบ่อยครั้งปรากฏน่าเชื่อถือมากยิ่งกว่าก่อนที่พวกเขาจะได้รับความไว้ใจเชื่อใจนั้น. นี่คือเหตุผลว่าทำไมคนที่มีเสน่ห์ดึงดูดใจถึงรวบรวมผู้ติดตามได้ ก่อนที่ใครจะทันตรวจสอบเสียอีกว่าไอเดียของพวกเขาใช้ได้จริงไหม. สมองมนุษย์ไม่ได้วิวัฒนะที่จะค้นพบความจริงแท้ของจักรวาล. มันวิวัฒนะมาเพื่อที่จะอยู่รอดชีวิต. เหล่านั้นนั่นไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. บางครั้งการรอดชีวิตหมายถึงการมองเห็นความเป็นจริงอย่างกระจ่างชัด. ในอีกเวลาอื่นการรอดชีวิตหมายถึงการเชื่ออะไรก็ตามที่คอยทำให้เผ่าของคุณอยู่ร่วมเข้าด้วยกัน. หลายร้อยของหลายพันปี, การได้เป็นพวกนั้นสำคัญมากยิ่งกว่าการเป็นความถูกต้อง. บุคคลหนึ่งที่ได้ท้าทายความเชื่อทั้งหลายของกลุ่มอย่างรุนแรงเกินไปได้เสี่ยงที่จะถูกเนรเทศ/ขับไล่ออกไปจากกลุ่ม. และการถูกเนรเทศขับออกจากกลุ่มก็มักจะหมายถึงการตาย. ดังนั้น, สมองของเราได้พัฒนาความสามารถชาญฉลาดพิเศษจำเพาะขึ้น. ไม่ใช่ความสามารถที่จะแสวงหาความจริง, แต่เป็นความสามารถที่จะเสาะหาความตกลงยอมรับกันได้.    (It didn’t necessarily reward careful reflection. The ancient wiring still lives inside you. It’s why confident leaders often appear more trustworthy before they’ve earned that trust. It’s why charismatic personalities gather followers long before anyone checks whether their ideas actually work. The human brain didn’t evolve to discover objective reality. It evolved to survive. Those are not the same thing. Sometimes survival means seeing reality clearly. Other times survival means believing whatever keeps your tribe together. For hundreds of thousands of years, belonging mattered more than being correct. A person who challenged the group’s beliefs too aggressively risked exile. And exile usually meant death. So, our brain developed an extraordinary talent. Not the ability to seek truth, the ability to seek agreement.)

ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ ญาณทัศน์อันทรงพลัง (Yuval Noah Harari powerful insight)

          สัญชาตญาณนั่นไม่ได้หายปรากฏไป. มันแทบไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าของมันเลย. วันนี้, การเนรเทศไม่ได้บังเกิดขึ้นปกติแต่ในพื้นที่ป่าเขาลำเนาไพร. มันบังเกิดขึ้นในออนไลน์. ความเห็นค้านแย้งหนึ่งสามารถเชื้อเชิญหลายพันของคนแปลกหน้าที่จะเข้ามาโจมตีทำลายชื่อเสียงคุณลักษณะของคุณ. อาชีพทั้งหลายทั้งปวงหายไปเพราะว่าใครบางคนได้ท้าทายตั้งคำถามกับเรื่องราวที่ผิดประเด็น. มิตรภาพทั้งหลายแตกกระจายเป็นชิ้นๆเพราะอัตลักษณ์ทางการเมืองทั้งหลาย.  (That instinct hasn’t disappeared. It’s merely changed his clothing. Today, exile doesn’t usually happen in the wilderness. It happens in the wilderness. It happens online. One controversial opinion can invite thousands of strangers to attack your character. Entire careers disappear because someone challenged the wrong narrative. Friendships fracture over political identities.)

          ครอบครัวหยุดพูดคุยกันเพราะแต่ละด้านได้กลายเป็นลงทุนทางอารมณ์รู้สึกในวิสัยทัศน์ของความเป็นจริงที่แตกต่างกัน. เทคโนโลยีของเราทันสมัย. จิตวิทยาของเราโบราณ. และนั่นคือที่ซึ่งนิทาน/เรื่องราวได้กลายเป็นกระทั่งแข็งแรงขึ้น. เพราะการคุกคามข่มขู่อันยิ่งใหญ่นั้นไม่ได้เป็นว่าถูกผู้อื่นครอบงำชักใย, มันเป็นเพราะคุณ. จิตมนุษย์ได้ครอบครองความมั่นใจอันน่าฉงนยิ่งในความเชื่อว่าตนเองมองโลกอย่างถูกต้อง. เกือบเป็นว่าผู้คนเชื่อว่าพวกเขามีอคติน้อยกว่าคนอื่นๆโดยเฉลี่ย.    (Families stop speaking because each side has become emotionally invested in different versions of reality. Our technology is modern. Our psychology is ancient. And that’s where the story become even stranger. Because the greatest threat isn’t that other people are manipulated, it’s that you are. The human mind possesses an astonishing confidence in its own objectivity. Nearly everyone believes they’re less biased than the average person.)

          เกือบทุกคนเชื่อว่าพวกเขาเก่งในการมองเห็น/จับผิดการบิดเบือนข้อมูล. เกือบทุกคนสมมติดเอาว่าการโฆษณาชวนเชื่อของตนนั้นได้ผลกับผู้คนอื่นๆ, มากไปกว่ากับตัวพวกเขาเอง. มายาภาพนั้นอาจจะเป็นหนึ่งกลเม็ดอันยิ่งใหญ่ของวิวัฒนาการ. นักจิตวิทยาทั้งหลายได้ใช้เวลาหลายทศวรรษในการค้นหา/เปิดเผยถึงเรื่องอคติในกระบวนการคิด. หนทางอย่างเป็นระบบของจิตทั้งหลายของเราที่บิดเบือนความเป็นจริงโดยปราศจากความตระหนักรู้สึกตัว. เหล่านี้ไม่ใช่เครื่องหมายสัญญาณทั้งหลายของการมีความฉลาดต่ำ. บางรายของผู้เคนที่แสนฉลาดในประวัติศาสตร์ได้ตกเป็นเหยื่อของพวกมัน. ความฉลาดไม่ได้สามารถกำจัดอคติได้. บางครั้งมันกลับสร้างความเข้มแข็งให้มัน. บุคคลที่มีความฉลาดสูงสามารถสร้างเหตุผล/ข้อโต้แย้งอันซับซ้อนแยบคายขึ้นมาเพื่อปกป้องความเชื่อที่พวกเขาไม่ได้คิดแม้แต่จะตั้งคำถามต่อมันในทีแรก.    (Nearly everyone believes they’re good at spotting manipulation. Nearly everyone assumes propaganda works on other people, rarely on themselves. That illusion might be one of evolution’s greatest tricks. Psychologists have spent decades uncovering cognitive biases. Systematic ways our minds distort reality without our awareness. These aren’t signs of low intelligence. Some of the smartest people in history fell victim to them. Intelligence doesn’t eliminate bias. Sometimes it strengthens it. A highly intelligent person can build elaborate arguments defending beliefs they never questioned in the first place.)

          แทนที่การค้นหาถึงความสัจจริง, ความฉลาดได้กลายเป็นนักกฎหมายที่ปกป้องให้กับอัตตา/ตัวตน. ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นที่น่าขันอย่างเหลือเชื่อ. ผู้คนที่ชาญฉลาดมากกว่าได้กลายเป็น, ดีกว่าที่พวกเขาอาจจะกลายเป็นที่เก่งกาจในการชักจูงตนเองให้เชื่อว่าตนคิดถูกต้องแล้ว. คุณเคยเอาชนะการโต้เถียงเพืยงแค่ที่จะได้ตระหนักรู้ว่าคุณกำลังปกป้องบางอย่างที่คุณเองไม่ได้เข้าใจอย่างเต็มที่ หรือคิดผิดพลาดไปในมุมมองของใครบางคนก่อนที่จะให้โอกาสมันอย่างแท้จริง? ชั่วขณะทั้งหลายเหล่านั้นเปิดเผยถึงบางอย่างที่ไม่น่าสบายอกสบายใจ. ความเชื่อทั้งหลายของเราบ่อยครั้งมาถึงก่อน. เหตุผลของเรามาถึงภายหลังจากนั้น.    (Instead of searching for truth, intelligence becomes a lawyer defending the ego. The result in surprisingly ironic. The smarter someone becomes, the better they may become at convincing themselves they’re already right. Have you ever won an argument only to realize later you were defending something you didn’t fully understand or dismiss someone’s perspective before giving it a genuine chance? Those moments reveal something uncomfortable. Our beliefs often arrive first. Our reasoning arrives afterward.)

          นานมาก่อนวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสมัยใหม่ได้ยืนยันกับมัน, นักปรัชญาทั้งหลายได้สัมผัสรู้สึกถึงความขัดแย้งนี้. โสกราตีสกลายเป็นผู้มีชื่อเสียงไม่ใช่เพราะเขาได้อ้างว่าได้ครอบครองซึ่งกัญญา, แต่เพราะว่าเขาได้ยอมรับว่าเขานั้นได้รู้อะไรเล็กน้อยเหลือเกิน. ในขณะที่คนอื่นๆอย่างภาคภูมิใจประกาศอ้างตนอย่างมั่นใจแน่นอน, เขา(โสกราตีส)ก็ได้แต่ตระเวนไปทั่วกรุงเอเธนส์ถามคำถามทั้งหลาย ที่ได้แสดงออกมาถึงข้อขัดแย้งทั้งหลายที่ซ่อนอยู่ภายในจิตของผู้คน. การสนทนาทั้งหลายของเขาสร้างความหงุดหงิดไม่สบอารมณ์ของพลเมืองผู้มีอำนาจทั้งหลาย, ไม่ใช่เพราะว่าเขาได้ให้คำตอบอย่างง่ายๆ, แต่เพราะว่าเขาได้ทำให้ความเชื่อมั่น/มั่นใจนั้นเปราะบางลง. ในท้ายที่สุด, นครนั้นก็ตัดสินประหารชีวิตเขา. รายละเอียดนั่นมักจะถูกมองข้ามกันบ่อยครั้ง. หนึ่งในนักคิดผู้ยิ่งใหญ่แห่งประวัติศาสตร์ไม่ได้ถูกประหารชีวิตเพราะความเพิกเฉย/อวิชชา. เขาได้ถูกประหารชีวิตเพราะกระตุ้นผู้คนให้กล้าหาญที่จะคิดให้ลึกซึ้ง.    (Long before modern neuroscience confirmed it, philosophers sensed this contradiction. Socrates became famous not because he claimed to possesses wisdom, but because he admitted how little he knew. While others proudly declared certainty, he wandered Athens asking questions that exposed hidden contradictions inside people’s mind. His conversations frustrated powerful citizens, not because he gave easy answer, because he made certainty feel fragile. Eventually, the city sentenced him to death. That detail often gets overlooked. One of history’s greatest thinkers wasn’t executed for ignorance. He was executed for encouraging people to think deeply.)

          หลายพันปีต่อมา, มีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อย. สังคมทิ้งหลายเฉลิมฉลองการใฝ่รู้ในทางทฤษฎี, แต่ความเชื่อมั่น/มั่นใจว่าตนเองถูกต้องก็ยังคงดึงดูดใจต่อฝูงชนกลุ่มโตมากกว่า. คำตอบที่ประนีประนอมอ่อนน้อมแผ่ขยายออกไปได้ไกลกว่าอันที่สลับซับซ้อนทั้งหลาย. โลกนั้นยุ่งเหยิง. จิตทั้งหลายของเราโหยหาความเรียบง่าย. นั่นอย่างแน่ชัดที่คนโง่ทั้งหลายจึงได้รับข้อได้เปรียบของพวกเขา. คนโง่หนึ่งหาได้ยากที่จะพูดว่า, “ฉันไม่ค่อยแน่ใจหนักหรอก.” คนโง่น้อยนักที่จะยอมรับความไม่แน่นอนมั่นใจ. คนโง่ไม่ได้หยุดที่จะพิจารณาถึงมุมมองที่แข่งขันประชันของตนอยู่.  (Thousands of years later, little has changed. Societies celebrate curiosity in theory, but certainty still attracts larger crowds. Civil answers spread farther than complicated ones. The world is messy. Our minds crave simplicity. That’s exactly where fools gain their advantage. A fool rarely says, ‘I’m not sure.” A fool rarely admit uncertainty. A fool doesn’t pause to consider competing perspectives.)

นิทาน/เรื่องราวได้สร้างอารยธรรมได้อย่างไร (How stories built civilization)

          ความเชื่อมั่นเติมเต็มให้กับทุกช่องว่างที่ซึ่งความเข้าใจควรจะเป็น. น่าขบขันยิ่ง, ผู้คนมากมายได้ผิดพลาดที่ถือเอาความมั่นใจคือความเข้มแข็ง. ชาวกรีกโบราณทั้งหลายได้เข้าใจถึงอันตรายนี้นานมาก่อนวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาจะสามารถอธิบายมันได้. พวกเขาได้เตือนไม่ให้เย่อหยิ่ง. ความเชื่อมั่นอันมัวเมาหลงระเริงว่าการตัดสินของตนเองนั้นถูกต้องไร้ที่ติเสมอนั้นได้กลายเป็นสิ่งที่ไม่เคยผิดพลาดเลยได้. ในโศกนาฏกรรมทั้งหลายอันนับไม่ถ้วน, ดังนั้นแล้วความล่มสลายของวีรบุรุษจึงไม่ได้เกิดโดยความอ่อนแอ. ในเป็นเหตุเกิดขึ้นจากความเชื่อมั่นมั่นใจ. ชั่วขณะนั้นที่บางคนได้เชื่อว่าพวกเขาไม่สามารถเป็นที่ผิดได้อีกต่อไป ได้มักจะพคือชั่วขณะที่พวกเขาได้หกลายเป็นความสามารถเปราะบางมากที่สุด.  (Confidence fills every gap where understanding should be. Ironically, many people have mistaken that confidence for strength. The ancient Greeks understood this danger long before neuroscience could explain it. They warned against hubris. The intoxicating belief that one’s own judgment had become infallible. In countless tragedies, then hero’s downfall wasn’t caused by weakness. It was caused by certainty. The moment someone believed they could no longer be wrong was usually the moment they became most vulnerable.)

          จิตวิทยาสมัยใหม่ได้ให้ปรากฏการณ์นี้ถึงชื่อที่แตกต่างออกไปว่า, the Dunning Krueger effect - อคติทางความคิด. ผู้คนที่มีความรู้บ่อยครั้งประเมินมากเกินไปกับความสามารถของพวกเขา เพราะว่พวกเขาขาดความเชี่ยวชาญอย่างยิ่งที่จำเป็นต้องจดจำได้ถึงความผิดพลาดทั้งหลายของเขาพวกเขา. ในขณะเดียวกัน, ผู้เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงทั้งหลายโน้มเอียงที่จะประเมินตัวพวกเขาต่ำไว้ เพราะว่ายิ่งลึกมาเท่าใดที่พวกเขาได้สำรวจค้นพบประเด็นเรื่องราวหนึ่ง, ก็ยิ่งสลับซับซ้อนมากขึ้นที่พวกเขาได้ค้นพบ. ความรู้ไม่ได้มักจะสร้างสรรค์ความมั่นใจเสมอ. มันบ่อยครั้งมันก่อให้เกิดความอ่อนน้อมถ่อมตน.   (Modern psychology has given this phenomenon a different name, the Dunning Krueger effect1. People with knowledge often overestimate their competence because they lack the very expertise needed to recognize their mistakes. Meanwhile, genuine experts tend to under estimate themselves because the deeper they explore a subject, the more complexity they discover. Knowledge doesn’t always create confidence. It often creates humility.)

          1 Dunning-Kruger Effect คือ อคติทางความคิด ที่ทำให้คนมีความรู้น้อยหรือไม่มีทักษะในเรื่องนั้น ประเมินความสามารถของตัวเองสูงเกินจริง และ มีความมั่นใจในตัวเองสูงมาก ทั้งที่จริงแล้วมีความรู้หรือความเชี่ยวชาญน้อย [1, 2]

ลักษณะสำคัญของ Dunning-Kruger Effect

  • ยิ่งรู้น้อย ยิ่งมั่นใจ: คนที่เพิ่งเริ่มเรียนรู้เรื่องใดเรื่องหนึ่งได้เพียงเล็กน้อย มักจะหลงคิดว่าตนเองเชี่ยวชาญและรู้ลึกซึ้งในเรื่องนั้นแล้ว [1]
  • ขาลงของความมั่นใจ: เมื่อศึกษาหาความรู้และฝึกฝนลึกลงไปอีกเรื่อย ๆ จนเริ่มเห็นภาพกว้างและรู้ว่ายังมีเรื่องอีกมากที่ตนยังไม่รู้ ความมั่นใจจะดิ่งลดลง
  • ยิ่งรู้มาก ยิ่งถ่อมตัว: คนที่มีความรู้ความสามารถหรือเชี่ยวชาญจริงๆ กลับมักประเมินความสามารถของตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง หรือมีความระมัดระวังและกังขาในความรู้ของตนเอง

          ผู้เริ่มต้นจะมองเห็นคำตอบทั้งหลายกระจ่างชัด. ปรมาจารย์มองเห็นคำถามทั้งหลายอันไร้ที่สิ้นสุด. นั่นคือทำไมบุคคลที่เสียงดังที่สุดในห้องไม่ได้จำเป็นต้องคือผู้ฉลาดที่สุด. ในข้อเท็จจริงแล้ว, พวกเขาอย่างง่ายๆแค่เป็นที่ระแวดระวังน้อยที่สุดกับอะไรที่พวกเขาไม่รู้. สิ่งนี้สร้างความขัดแย้งในตนเองที่หัวใจของอารยธรรม. ผู้คนส่วนใหญ่ที่เหมาะสมกับการเป็นผู้นำบ่อยครั้งมักจะมีความลังเล. ผู้คนส่วนน้อยที่ไม่ได้ดเหมาะสมบ่อยครั้งมักจะรีบพุ่งไปข้างหน้าและฝูงชนทั้งหลายที่ถุกต่อสายโดยหลายล้านปีแห่งวิวัฒนาการ โดยสัญชาตญาณก็สังเกตเห็นความเชื่อมมั่นมั่นใจนั้นก่อนที่จะมองเห็นความสามารถที่แท้จริง. รูปแบบนั้นได้สะท้อนออกมาให้เห็นผ่านอาณาจักรทั้งฟหลาย, การปฏิวัติทั้งหลาย, ฟองสบู่ทางการเงินทั้งหลาย, การเคลื่อนไหวทางศาสนาทั้งหลาย, และการปฏิวัติทางเทคโนโลยีทั้งหลายก็เหมือนกัน.  (The beginner sees clear answers. The master sees endless questions. That’s why the loudest person in the room isn’t necessarily the wisest. In fact, they may simply be the least aware of what they don’t know. This creates a paradox at the heart of civilization. The people most qualified to lead often hesitate. The people least qualified often rush forward and crowds wired by millions of years of evolution instinctively notice certainty before competence. That pattern has echoed through kingdoms, revolutions, financial bubbles, religious movements, and technological revolutions alike.)

          ครั้งแล้วครั้งเล่า, มนุษยชาติได้ยื่นอิทธิพลพิเศษจำเพาะต่อเหล่าผู้ที่ได้พูดด้วยความมั่นใจอย่างเต็มเปี่ยมเพียงที่จะค้นพบว่า, บางครั้งไปไกลจนสายเกินไป, การปักใจมั่นใจเพียงลำพังไม่เคยเป็นหลักฐานของปัญญา. บางทีมายาภาพอันยิ่งใหญ่ไม่ได้ผุดขึ้นไปสู่อำนาจ. เพราะว่าการปั่นหัว/ชักใยคนอื่น มักจะไม่ประกาศตัวให้รู้ว่าตัวมันคือการปั่นหัวชักใย. มันมาถึงโดยการสวมใส่ไว้ด้วยความเชื่อมั่นมั่นใจ. ในฟังดูเหมือนเป็นสิ่งที่แน่นอน/มั่นใจได้. มันรู้สึกความเป็นพวกเดียวกัน/เป็นเจ้าของกัน.  (Again and again, humanity has handed extraordinary influence to those who spoke with absolute conviction only to discover, sometimes far too late, that conviction alone was never evidence of wisdom. Perhaps the greatest illusion isn’t rise to power. It’s that we continue to believe we’d never be the ones following them. Because manipulation rarely announce itself as manipulation. It arrives wearing confidence. It sounds like certainty. It feels like belonging.)

          และก่อนที่เราจะตรวจสอบว่าทำไมสมองทั้งหลายของเรานั้นช่างเปราะบางเหลือเกินต่อแรงกำลังที่มองไม่เห็นทั้งหลายเหล่านี้, เราต้องเผชิญหน้าต่อคำถามที่กระทั่งเก่าแก่ยิ่งกว่า, หนึ่งนั้นที่เหยียดออกกลับไปถึงตอนเริ่มต้นอย่างยิ่งของอารยธรรมมนุษย์. อะไรถ้าข้อได้เปรียบอันยิ่งใหญ่ที่สุดของสายพันธุ์เราได้เคยพัฒนามาก็คือเหตุผลอย่างยิ่งด้วยเช่นกัน, ที่เราคแอยทวนซ้ำกับความผิดพล่าดทั้งหลายเดิม ๆ? ถ้าคุณตามรอยประวัติศาสตร์มนุษย์กลับไปไกลเพียงพอ, อดีตผ่านตึกระฟ้าทั้งหลาย, อัลกอริธึ่มทั้งหลาย, ตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย, และสายธารอันไม่สิ้นสุดของข้อมูลไหลพาดผ่านหน้าจอสว่างเรืองแสงทั้งหลาย, คุณอย่างในท้ายสุดก็มาถึงอะไรบางอย่างที่เรียบง่ายอันน่าแปลกใจ.   (And before we examine why our brains are so vulnerable to these invisible forces, we have to confront an even older question, one that stretches back to the very beginning of human civilization. What if the greatest advantage our species ever developed is also the very reason, we keep repeating the same mistakes? If you trace human history back far enough, past the skyscrapers, the algorithm, the stock markets, and the endless stream of information flowing across glowing screens, you eventually arrive at something surprisingly simple.)

          กลุ่มเล็กๆของผู้คนได้รวมตัวกันอยู่รอบกองไฟ. ไม่มีภาษาเขียน, ไม่มีรัฐบาลทั้งหลาย, ไม่มีสถาบันทั้งหลาย, มีแค่นิทาน/เรื่องราวทั้งหลาย. บุคคลหนึ่งได้พูดในขณะที่ทุกคนอื่นได้ฟัง. บางนิทาน/เรื่องราวได้อธิบายว่ามาจากที่ไหน. อันอื่นๆได้เตือนเกี่ยวกับอันตรายทั้งหลายกำลังซ่อนอยู่เลยหมู่ต้นไม้ออกไป. บางรายก็สร้างวีรบุรุษทั้งหลาย. อื่นๆได้สร้างศัตรู. นายมาก่อนที่มนุษย์ทั้งหลายจะได้เรียนรู้ว่าจะสร้างอารยธรรมขึ้นอย่างไร, พวกเขาได้เรียนรู้ว่าจะก่อรูปร่างความเป็นจริงอย่างไรผ่านการบรรยายเล่า. ความสามารถนั่นได้เป็นความปฏิวัติ.   (A small group of people gathered around the fire. No written language, no governments, no institutions, just stories. One person spoke while everyone else listened. Some stories explained where came from. Others warned about dangers hiding beyond the trees. Some created heroes. Others created enemies. Long before humans learned how to build civilizations, they learned how to shape reality through narrative. That ability was revolutionary.)

วิทยาศาสตร์ของพฤติกรรมมนุษย์ (The science of human behavior)

          มันได้ยินยอมให้ผู้แปลกหน้าทั้งหลายที่จะร่วมมือกันในขนาดที่ไม่มีสายพันธุ์ทั้งหลายอื่นสามารถจินตนาการได้. แต่ทุกของขวัญก็ต่างมีเงามืดมาด้วย. ความสามารถของจิตเดียวกันของความเชื่อในความยุติธรรม สามารถด้วยเช่นกันที่จะเชื่อในความอคติ/อยุติธรรม. จินตนาการเดียวกันที่สร้างสรรค์ประชาธิปไตยก็สามารถสร้างสรรค์ทรราชย์ขึ้นมาได้. สัญชาตญาณเดียวกันที่ได้รวมเข้าด้วยกันนับหลายล้านู้คน ก็สามารถบ่งแยกพวกเขาออกจากกันได้อย่างง่ายดาย. ส่วนหนึ่งที่น่าหวาดกลัวก็คือว่าสมองของเราบ่อยครั้งมักดจะใส่ใจน้อยไปเกี่ยวกับว่าเรื่องราว/นิทานนั้นคือความจริงหรือไม่ ยิ่งไปกว่าว่ามันรู้สึกว่ามันมีความหมายมาก. (It allowed strangers to cooperate on a scale no other species could imagine. But every gift carries a shadow. The same mind capable of believing in justice can also believe in prejudice. The same imagination that creates democracy can also create tyranny. The same instinct that unites millions can divide them just as easily. The frightening part is that our brains often care less about whether a story is true than whether it feels meaningful.)

          นักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาทั้งหลายได้ค้นพบว่า สมองนั้นอย่างสม่ำเสมอที่จะก่อสร้างความเป็นจริงยิ่งไปกว่าการบันทึกมันไว้อย่างง่ายๆ. ทุกวินาที, คุณสัมผัสรู้สึกว่าคุณรวบรวมสะสมข้อมูลท่วมท้นมากเกินไปกับข้อมูลข่าวสาร, ไกลมากยิ่งกว่าจิตที่มีสำนึกรู้ของคุณจะเคยสามารถประมวลผลจัดการได้. ดังนั้นเอง, สมองของคุณได้ทำการคาดคะเนพยากรณ์ทั้งหลาย. มันเติมช่องว่างทั้งหลาย. มันกรอง. มันตัดต่อเรียบเรียง. มันทำให้ง่ายดายขึ้น. พูดได้อีกอย่างหนึ่ง, คุณไม่ได้เคยมีประสบการณ์รับรู้ความเป็นจริงอย่างโดยตรง. ประสบการณืของคุณคือการคาดเดาที่ดีที่สุดของสมองของคุณ. ตลอดเวลาส่วยใหญ่ที่สุด, การคาดเดานั้นใกล้เคียงอย่างน่าจดจำยิ่ง. มันยอมให้คุณที่จพะจดจำได้ถึงใบหน้าทั้งหลายในทันที, ตะครุบจับวัตถุที่กำลังร่วงหล่นก่อนที่จะคิดไปถึงมัน, หรือนำร่องไปตามถนนทั้งหลายที่คุ้นเคยโดยปราศจากการพยายามให้สำนึกจิตรู้สึกตัว.   (Neuroscientists have discovered that the brain is constantly constructing reality rather than simply recording it. Every second, you sense collect an overwhelming amount of information, far more than your conscious mind could ever process. So, your brain makes predictions. It fills in gaps. It filters. It edits. It simplifies. In other words, you never experience reality directly. You experience your brain’s best guess. Most of the time, that guess is remarkably accurate. It allows you to recognize faces in an instant, catch a falling object before thinking about it, or navigate familiar streets without conscious effort.)

          ปแต่ระบบการคาดเดาเดียวกันนั้นก็สามารถหลอกลวงคุณได้เช่นกัน. เมื่อใดที่สมองของคุณลงหลักปักฐานอยู่กับคำบรรยาย, มันเริ่มต้นการค้นหาสำหรับหลักฐานที่ยืนยันมันในขณะที่อย่างเงียบๆเพิกเฉยต่อหลักฐานที่จะคัดค้านมัน. คุณไม่ได้สังเกตถึงว่าสิ่งนี้กำลังบังเกิดอยู่. นั่นอย่างแน่ชัดว่าทำไมมันถึงช่างมีพลังอำนาจมากเหลือเกิน. คุณเคยซื้อรถยนต์ใหม่มาคันหนึ่งและทันทีทันใดนั้นก็มองเห็นรุ่นเดียวกันนี้มีอยู่ไปทั่วทุกเห็น? รถยนต์ทั้งหลายนั้นมีอยู่ไปทั่วทุกแห่งเสมอง ความสนใจขแองคุณ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างง่ายๆ. สมองของคุณได้ตัดสินใจบางอย่างว่าสำคัญ, ดังนั้นความเป็นจริงได้ดูเหมือนที่จะเปลี่ยนรูปไปในชั่วข้ามคืน.  (But the same predictive system can also deceive you. Once your brain settles on a narrative, it begins searching for evidence that confirms it while quietly ignoring evidence that challenges it. You don’t notice this happening. That’s precisely why it’s so powerful. Have you ever bought a new car and suddenly see the same model everywhere? The cars were always there. Your attention simply changed. Your brain decided something mattered, so reality seemed to transform overnight.)

          ความเชื่อทั้งหลายได้ทำงานในหนทางเดียวกัน. เมื่อใดที่แนวคิดหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์/ตัวตนของคุณ, ความสนใจของคุณได้รวมตัวจัดองค์กรตัวมันเองไปรอบๆในการป้องกันมัน.ข้อเท็จจริงทั้งหลาสยหยุดความรู้สึกว่าเป็นข้อเท็จจริง. พวกมันกลายเป็นเรื่องส่วนตัว. ความไม่เห็นด้วยไม่ได้ฟังดูเกหมือนมุมมองทางเลือกทั้งหลายอีกต่อไป. มันรูสึกเหมือนการโจมตีหนึ่ง, นี่คือที่ซึ่งความฉลาดสามารถกลายไปเป็นตัวอันตรายแปลกหน้า. ยิ่งมีการประดิษฐ์มากขึ้นเท่าใดที่คุณเป็น, ก็ยิ่งง่ายมากขึ้นที่มันกลายเป็นที่จะวินิจฉัยอะไรที่ตามคุณได้เชื่อไปแล้ว.   (Beliefs work the same way. Once an idea becomes part of your identity, your attention reorganized itself around protecting it. Facts stop feeling like facts. They become personal. A disagreement no longer sounds like an alternative perspective. It feels like an attack, this is where intelligence can become strangely dangerous. The more articulate you are, the easier it becomes to justify what you already believe,)

          แทนที่การถามว่า, “นี้เป็นจริงหรือ?” จิตนั้นอย่างเงียบๆถามว่า, “ฉันสามารถพิสูจน์ว่านั่นถูกต้องได้อย่างไรหรือ?” ปราศจากการตระหนักรู้ถึงมัน, เรากลายเป็นสถาปนิกดทั้งหลายของมายาภาพทั้งหลายของตัวเราเอง. คาร์ล จุงได้ใช้เวลาอย่างมากในชีวิตของเขากับการสำรวจค้นหาภูมิทัศน์ที่หลบซ่อนอยู่นี้ของจิตใจมนุษย์ . เข่าได้เชื่อว่าทุกบุคคลแบกเอาเงามืดหนึ่งไว้, การรวบรวมสะสมซึ่งคุณภาพทั้งหลายที่พวกเขาปฏิเสธที่จพะรูในตัวพวกเขาทั้งหลายเอง. ความโอหังซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังความถ่อมตัว. ความหวาดกลัวแปลงกายตัวมันเองเป็นเช่นความเชื่อมั่น. ความรู้สึกไม่มั่นคงบ่อยครั้งสวมใส่หน้ากากของความเป็นที่เหนือกว่า. ยิ่งเรามีการปฏิเสธตัวตนส่วนทั้งหลายเหล่านี้ของเราเองอย่างดุดันรุนแรงเท่าใด, ก็ยิ่งดูเหมือนว่าเราจะต้องปกป้องพวกมันให้เข้าไปสู่ผู้คนอื่นๆด้วย.      (Instead of asking, “Is this true?” The mind quietly asks, “How can I prove I’m right?” Without realizing it, we become architects of our own illusions. Carl Jung spent much of his life exploring thus hidden landscape of human psyche. He believed every person carries a shadow, a collection of qualities they refuse to acknowledge in themselves. Pride hides behind humility. Fear disguises itself as certainty. Insecurity often wears the mask of superiority. The more fiercely we deny these parts of ourselves, the more likely we are to project them onto other people.)

ทันทีทันใดนั้น, คนโง่ก็มักจะเป็นผู้อื่นเสมอ. ผู้คนทุจริตก็เป็นของคนในพรรคการเมืองอื่น. ฝูงชนที่บ้าคลั่งไร้เหตุผลใดก็เป็นของคนของศาสนาอื่น. มวลชนที่ถูกชักนำทั้งหลายคือทุกคนอื่นที่ไม่ใช่เรา. มันสบายอกสบายใจที่จะคิดในหนทางนั้น. มันยังคอยทำให้เรามืดบอดด้วยเช่นกันเพราะเงามืดทั้งหลายนั้นไม่ได้หายไปเมื่อเราเพิกเฉยต่อมัน. มันอย่าง่ายๆเรียนรู้ที่จะพูดผ่านความเชื่อมั่นของเรา.    (Suddenly, the fool is aways someone else. The corrupt people belong to other political party. The irrational crowd belongs to another religion. The manipulated masses are everyone except us. It’s comforting to think that way. It also keeps us blind because the shadows don’t disappear when ignored. It simply learns to speak through our convictions.)

ทำไมผู้คนชาญฉลาดยังคงถูกชักจูงครอบงำได้ (Why smart people still get manipulated)

          จุงได้เตือนไว้ว่า จนกว่าเราจะทำให้จิตใต้สำนึกเป็นสำนึกจิต, มันก็จะกำกับชีวิตทั้งหลายของเราในขณะที่เราเรียกมันว่าชะตากรรม. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสมัยใหม่เสนอความคล้ายคลึงที่น่าจับใจยิ่ง. ส่วนมากของอะไรที่เราเรียกว่าการตัดสินใจอย่างมีสำนึกจิต/อย่างรู้สึกตัวที่จริงแล้วเริ่มต้นก่อนที่เราจะทันระแวดระวังถึงการทำการเลือกนั้น. การทดลองทั้งหลายอย่างซ้ำๆชี้ว่า สมองเริ่มต้นการตัดสินใจบางอย่างในเสี้ยววินาทีก่อนการรู้สึกตัว/สำนึกจิตจะไล่ตามมาทัน. ถึงเวลานั้นจิตเหตุผลของคุณก็อธิบายว่าทำไมคุณถึงเลือกบางอย่าง, ส่วนหนึ่งของกระบวนการนั้นได้คลีเผยออกแล้วภายใต้เปลือกผิว. จิตมีสำนึกของคุณบ่อยครั้งประพฤติตนน้อยลงเหมือนพระราชาออกคำบัญชาสั่งและเป็นเหมือนยิ่งกว่านักเดล่านิทาน/เรื่องราวกำลังอธิบายถึงการตัดสินใจทั้งหลายที่ได้เริ่มดำเนินการไปแล้ว. การตระหนักรู้เช่นนั้นเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง.   (Jung warned that until we make the unconscious conscious, It will direct our lives while we call it fate. Modern neuroscience offers a fascinating parallel. Much of what we call conscious decision actually begins before we’re aware of making a choice. Experiments repeatedly suggest that the brain initiates certain decisions fractions of a second before conscious awareness catches up. By the time your rational mind explains why you chose something, part of the process has already unfolded beneath the surface. Your conscious mind often behaves less like a king issuing commands and more like a storyteller explaining decisions that were already set in motion. That realization is deeply unsettling.)

          ถ้าจิตทั้งหลายของเราเองมีความสามารถที่จะหลอกลวงเราได้, เราสามารถที่จะไว้วางใจตัวเราเองได้อย่างไร? คำตอบไม่ใช่การที่จะละทิ้งความเชื่อใจ. บางจารีตประเพณีที่ฉลาดที่สุดของประวัติศาสตร์ได้เข้าใจสิ่งนี้มานานก่อนที่ห้องปฏิบัติการทั้งหลายจะมีขึ้น. ปรัชญาของพุทธศาสนิกชนเริ่มต้นด้วยการสังเกตอย่างเรียบง่ายหนึ่ง. ความทุกข์เติบโตขึ้นมาเรายึดอยู่แน่นเกินไปกับอัตตา/ตัวตนทั้งหลายในความเชื่อทั้งหลาย, ความคาดหวังทั้งหลาย, แม้กระทั่งความคิดทั้งหลายของตนเอง. จิตนั้นโดยธรรมชาติตะครุบจับอยู่กับนิทาน/เรื่องราวทั้งหลาย เพราะว่านิทาน/เรื่องราวทั้งหลายนั้นสร้างความมีเสถียรภาพ. พวกมันบอกเราว่าเราคือใคร. พวกมันบอกเราว่าเราเป็นใคร. พวกมันบอกเราว่าใครควรได้รับความภักดีของเรา. พวกมันบอกเราว่าใครควรได้รับความโกรธของเรา.  (If our own minds are capable of deceiving us, how can we ever trust ourselves? The answer isn’t to abandon trust. It’s to abandon certainty. Some of history’s wisest traditions understood this long before laboratories existed. Buddhist philosophy begins with a simple observation. Suffering grows when we cling too tightly to identities beliefs, expectations, even our own thoughts. The mind naturally grabs onto stories because stories create stability. They tell us who we are. They tell us who deserves our loyalty. They tell us who deserves our anger.)

          แต่ความเป็นจริงคอยที่จะเปลี่ยนแปลงไป. นิทาน/เรื่องราวทั้งหลายดิ้นรนที่จะคอยไล่ตามให้ทัน. มาร์คัส ออริอัส, แทนที่เป็นผู้ปกครองหนึ่งในจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์, ได้เติมเต็มพงศาวดารของส่วนตัวของเขาด้วยการย้ำเตือนทั้งหลายว่าไม่ได้เกี่ยวกับการควบคุมโลก, แต่เกี่ยวกับการควบคุมความพิจารณาตัดสินทั้งหลายของตัวเขาเอง. เขาได้เข้าใจถึงเหตุการณ์ภายนอกทั้งหลายที่ได้บ่อยครั้งไปไกลเกินกว่าที่เขาเอื้อมถึง. อะไรที่ได้ยังคงแอยู่ภายในอำนาจของเขาคือความสามารถที่จะตรวจสอบจิตของเขาเองก่อนที่จะมีปฏิกิริยา. นั่นฟังดูง่ายๆ. มันยุ่งยากอย่างน่าทึ่งใจมาก, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทุกวันนี้. ทุกการแจ้งเตือนต่างแย่งชิงความสนใจจากคุณ. ทุกหัวข้อข่าวต่อสู้กันที่จะกระตุ้นเร้าอารมณ์รู้สึก.   (But reality keeps changing. The stories struggle to keep up. Marcus Aurelius, despite ruling one of history’s greatest empires, filled his private journal with reminders not about controlling the world, but about controlling his own judgments. He understood that external events were often beyond his reach. What remained within his power was the ability to examine his own mind before reacting. That sounds simple. It’s astonishingly difficult, especially today. Every notification competes for your attention. Every headline fight to provoke emotion.)

          ทุก platformให้รางวัลความสำคัญต่อความเร็วอยู่เหนือความไตร่ตรอง. โลกดิจิตอลไม่ใช่แค่แผ่ขยายข้อมูลข่าวสารออกไป. มันช่วยขยายความเชื่อมั่น. อัลกอริธึมของสื่อสังคมสื่อสังคม ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ช่วยคุณค้นพบความสัจจริง. พวกมันได้ถูกออกแบบที่จะดเพิ่มการมีส่วนร่วมให้มากที่สุด. และไม่ได้มีอะไรจับกุมความสนใจได้ผลมากยิ่งไปกว่าความเชื่อมั่นมั่นใจทางอารมณ์รู้สึก. ความโกรธดุดันแผ่ขยายไปได้รวดเร็วกว่าความละเอียดอ่อน. ความโอหังมั่นใจเดินทางไปได้ไกลกว่าความอ่อนน้อมถ่อมตน. อัตลักษณ์เชิงกลุ่มพวกเดียวกันผลิตสร้างความสัมพันธ์เกี่ยวโยงได้แข็งแรงกว่าการวิเคราะห์อย่างระมัดระวัง. ผลลัพธ์คือสภาพแวดล้อมเชิงจิตวิทยาไม่เหมือนสิ่งอื่นใดที่บรรพบุรุษโบราณเราได้เผชิญหน้ามา. หลายพันของความคิดเห็นทั้งหลายปะทะกันภายในจิตใจของคุณในทุกๆวัน.  (Every platform2 rewards speed over reflection. The digital world doesn’t merely spread information. It amplifies certainty. Social media algorithms3 aren’t designed to help you discover truth. They’re designed to maximize engagement. And nothing captures attention more effectively than emotional certainty. Outrage spreads faster than nuance. Confidence travels farther than humility. Tribal identity generates stronger engagement than careful analysis. The result is a psychological environment unlike anything our ancestors faced. Thousands of opinions collide inside your mind every single day.)

          2 แพลตฟอร์ม (Platform) คือ ระบบกลาง โครงสร้างพื้นฐาน หรือพื้นที่ดิจิทัลที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงผู้คน ธุรกิจ ข้อมูล หรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์เข้าด้วยกัน เพื่อให้สามารถติดต่อสื่อสาร ทำธุรกรรม หรือพัฒนาสิ่งอื่นต่อยอดได้ เช่น Shopee (เชื่อมผู้ซื้อกับผู้ขาย) และ Facebook (เชื่อมผู้ใช้งานเข้าหากัน)

ประเภทหลักของแพลตฟอร์ม

  • โซเชียลมีเดีย (Social Media): พื้นที่สำหรับแชร์เรื่องราวและพูดคุย เช่น Facebook, TikTok, Instagram
  • อีคอมเมิร์ซ (E-Commerce): แหล่งซื้อขายสินค้าออนไลน์ เช่น Shopee, Lazada
  • ระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์และมือถือ (Operating Systems): โครงสร้างพื้นฐานให้แอปทำงานได้ เช่น Windows, iOS, Android
  • คลาวด์แพลตฟอร์ม (Cloud Platforms): ระบบจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล เช่น Google Cloud, AWS

3 อัลกอริทึม (Algorithm) หรือขั้นตอนวิธี คือชุดคำสั่งหรือลำดับขั้นตอนการทำงานอย่างมีเหตุผล เพื่อแก้ปัญหา หรือทำให้งานสำเร็จตามเป้าหมาย โดยมีจุดเริ่มต้นและผลลัพธ์ที่ชัดเจน เปรียบเสมือนสูตรหรือคู่มือการทำอาหารที่บอกว่าต้องทำอะไรก่อนและหลัง

ลักษณะและตัวอย่างของอัลกอริทึม

  • คุณสมบัติที่ดี: ต้องมีความชัดเจน ไม่กำกวม มีลำดับขั้นตอนก่อนหลังที่แน่นอน และทำงานแล้วเสร็จสิ้นได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้อง
  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: สูตรทำอาหาร, ขั้นตอนการผูกเชือกรองเท้า, หรือการขับรถตามเส้นทางที่วางแผนไว้
  • ตัวอย่างในคอมพิวเตอร์: การจัดเรียงข้อมูล, การค้นหาข้อมูล, หรือระบบแนะนำวิดีโอของโซเชียลมีเดีย

          ไม่ใช่เพราะว่าคุณได้ถามหาพวกมัน, แต่เพราะกระแสเงินมีค่าได้มากที่สุดในประวัติศาสตร์. ทุกบริษัทต้องการมัน. ทุกการเคลื่อนไหวทางการเมืองต้องการมัน. ทุกผู้สร้างอิทธิลทางสื่อต้องการมัน. ทุกอุดมคติต้องการมัน. และสมองของคุณ, ยังคงแบกเอาสัญชาตญาณทั้งหลายที่ก่อรูปมาจากโบราณกาลฃ, กำลังพยายามที่จะนำร่องไปในยป่าไพรดิจิตอลที่มันไม่ได้เคยได้ถูกออกแบบมาเพื่ออยู่รอดชีวิต.

ยูวาล โนอาห์ ฮาราริบ่อยครั้งได้ชี้ให้เห็นถึงว่าใครก็ตามที่ควบคุมนิทาน/เรื่องราวก็อย่างเพิ่มขึ้นมาในการควบคุมอนาคต. ในศตวรรษทั้งหลายที่เพิ่งผ่านมา, อำนาจได้ตกเป็นของเหล่าผู้ที่ได้ควบคุมที่ดิน/แผ่นดิน. ต่อมาภายหลัง, มันได้ตกไปเป็นของเหล่าผู้ที่ได้ควบคุมอุตสาหกรรม. ในทุกวันนี้, มันอย่างเพิ่มขึ้นได้ตกเป็นของเหล่าผู้ซึ่งควบคุมข้อมูลข่าวสาร, ไม่ใช่อย่างจำเป็นที่ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีความถูกต้อง/สัจจริง, แต่เป็นข้อมูลข่าวสารที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ/ดึงดูดโน้มน้าวจิตใจผู้คน.    (Not because you asked for them, because attention has become the most valuable currency in history. Every company wants it.  Every political movement wants it. Every influencer wants it. Every ideology wants it. And your brain, still carrying instincts shapes on ancient Savas, is trying to navigate a digital jungle it was never designed to survive. Yuval Noah Harari often points out that whoever controls the story increasingly controls the future. In previous centuries, power belonged to those who controlled land. Later, it belonged to those controlled industry. Today, it increasingly belongs to those who control information, not necessarily true information, compelling information.)

คาร์ล จุง และเงามือที่ถูกซ่อนอยู่  (Carl Jung and the hidden shadow)

          ความแตกต่างไปนี้ได้เปลี่ยนแปลงในทุกสิ่งทุกอย่าง. คิดถึงว่า บ่อยครั้งอย่างไรที่ผู้คน share บทความทั้งหลายออกไปโดยที่พวกเขาไม่เคยได้อ่านจนจบ, หรือเร็วอย่างไรที่หัวข้อข่าวได้สร้างรูปความคิดเห็นขึ้นมาก่อนที่หลักฐานจะได้ถูกตรวจสอบ. ปฏิกิริยาทางอารมณ์รู้สึกทั้งทั้งหลายปวงได้เปิดเผยออกมาในไม่กี่วินาที. ถึงเวลานั้นการวิเคราะห์อย่างระมัดระวังมาถึง, หลายล้านผู้คนก็ได้ตัดสินใจไปแล้วในอะไรที่ที่พวกเขาเชื่อ. นิทาน/เรื่องราวทีแรกมักจะชนะเสมอ, แม้ว่ามันจะผิด. นี่คือความบกพร่องในสังคม. มันเป็นคุณลักษณะลูกเล่นของกระบวนการรับรู้ของมนุษย์. บรรพบุรุษทั้งหลายของเรารอดชีวิตมาโดยการตัดสินใจอย่างรวดเร็ว.  (The distinction changes everything. Think about how often people share articles they never finish reading, or how quickly a headline forms an opinion before the evidence is examined. Entire emotional reactions unfold in seconds. By the time careful analysis arrives, millions have already decided what they believe. The first story usually wins, even if it’s wrong. This isn’t a flaw in society. It’s a feature of human cognition. Our ancestors survive by make quick judgments.)

          นั่นฟังดูเป็นนักล่า/นักข่มเหงไปไหม?นักฟังดูแปลกหน้าหรือคุกคามไปไหม? การรอคอยข้อมูลที่สมบูรณ์ที่อาจเป็นว่า อันตรายมากที่จะขับรถเร็วเกินไปเมื่อเราได้รับการปกป้อง. ในตอนนี้มันสามารถควบคุมเราได้. โลกสมัยใหม่ให้รางวัล/ยอมรับเหล่าผู้ที่ได้เข้าใจทางลัดเชิงจิตวิทยานี้. นักโฆษณาทั้งหลายรู้ถึงมันดี. นักยุทธศาสตร์ทางการเมืองทั้งหลายรู้ถึงมันดี. บริษัทเทคโนโลยีรู้ถึงมันดี. คำถามก็คือว่า เรารู้ถึงมันดีหรือไม่.คุณเคยจับตัวเองได้ว่ามีปฏิกิริยาทางอารมณ์กับบางอย่างก่อนที่จะตรวจสอบว่ามันเป็นความจริงก่อนบ้างไหม?   (Is that sound a predator? Is that strange or a threat? Waiting for perfect information could be fatal speeder once protected us. Now it can manipulate us. The modern world rewards those who understand this psychological shortcut. Advertisers know it. Political strategists know it. Technology companies know it. The question is whether we know it. Have you ever caught yourself reacting emotionally to something before checking whether it was actually?)

          คุณเคยได้ตระหนักรู้ว่าความคิดเห็นที่คุณได้รู้สึกอย่างลึกซึ้งถึงนั้น เป็นเรื่องการก่อสร้างขึ้นมาโดยข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์? ชั่วขณะทั้งหลายเหล่านั้นไม่ใช่เป็นสัญญาณของความอ่อนแอ. ชั่วขณะของพวกนั้นคือสัมปชัญญะ/ความตื่นรู้เพราะว่าสนามรบแรกนั้นไม่ใช่การต่อสู้กับข้อมูลที่ผิดพลาด. มันต่อสู้กับมายาภาพความอุ่นอกอุ่นใจที่เราติดเชื้อไปจากมัน.ฟรีดิช นิทเช่ครั้งหนึ่งแนะว่า ผู้คนไม่ได้มักจะแสวงหาความสัจจริงอยู่เสมอ. บ่อยครั้ง, พวกเขาแสวงหาการตีความ/แปลความหมายที่ทำให้ชีวิตสามารถทนแบกรับได้. แนวคิดนั้นรู้สึกเกี่ยวข้องได้อย่างน่าประหลาดใจในทุกวันนี้. มากมายความเชื่อทั้งหลายอยู่รอดไม่ใช่เพราะว่าพวกเขาได้ถูกทดสอบมาอย่างถี่ถ้วน, แต่เพราะว่าพวกเขาสามารถจัดหาความมั่นคงปลอดภัยทางอารมณ์ให้ได้.   (Have you ever realized an opinion you felt deeply about was built on incomplete information? Those moments aren’t signs of weakness. Their moments of awakening because the first battle isn’t against misinformation. It’s against the comforting illusion that we’re immune to it. Friedrich Nitze4 once suggested that people don’t always seek truth. Often, they seek interpretations that make life bearable. That idea feels surprisingly relevant today. Many beliefs survive not because they’ve carefully tested, but because they provide emotional security.)

          4 ฟรีดริช นีทเชอ (หรือที่สะกดว่า นีตซ์เช/นิชเช่) เขียนจากชื่อภาษาเยอรมันว่า Friedrich Nietzsche หมายถึงชื่อของนักปรัชญาและนักวิจารณ์วัฒนธรรมชาวเยอรมันคนสำคัญในศตวรรษที่ 19

ประวัติโดยย่อ

  • เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1844 เสียชีวิตปี ค.ศ. 1900
  • เป็นนักปราชญ์ผู้ทรงอิทธิพลต่อแนวคิดโลกสมัยใหม่
  • มีชื่อเสียงจากการตั้งคำถามต่อศีลธรรมดั้งเดิมและศาสนา

          พวกเขาอธิบายถึงความไม่แน่นอน. พวกเขาทำให้ความวุ่นวายโกลาหลดูเรียบง่ายขึ้น. พวกเขาเสนอความเป็นส่วนหนึ่งอยู่ในโลกอันสับสนวุ่นวาย. และมนุษย์โหยหาการเป็นส่วนหนึ่งของอะไรมากเท่าๆกับที่โหยหาอาหาร. วิวัฒนากาได้รทำความมั่นใจของเรื่องนั่น. การปิดกั้นแยกตัวเองออกไปหมายถึงความตาย. การติดต่อได้หมายถึงความรอดชีวิต. ดังนั้น, เมื่อใดก็ตามที่ความเชื่อหนึ่งได้กลายเป็นสิ่งผูกโยงต่อชุมชนหนึ่ง, การท้าทายคัดค้านความเชื่อนั่นก็จะให้อารมณ์รู้สึกอันตราย. ถึงแม้ว่าอย่างสมเหตุสมผล, มันก็ไม่ได้เป็น. นี่คือทำไมการเปลี่ยนแปลงความคิดใครบางคนนั้นจึงเป็นเรื่องยากอย่างไม่น่าเชื่อ.  (They explain uncertainty. They simplify chaos. They offer belonging in a confusing world. And human beings crave belonging almost as much as they crave food. Evolution made sure of that. Isolation once meant death. Connection meant survival. So, whenever a belief becomes tied to community, challenging that belief feels emotionally dangerous. Even if rationally, it isn’t. This is why changing someone’s mind is so incredibly difficult.)

ข้อเท็จจริงทั้งหลายเพียงลำพังแทบจะไม่ทำให้มันสำเร็จลุล่วงได้ เพราะข้อเท็จจริงทั้งหลายพูดต่อความฉลาด. ความเข้มข้นรุนแรงพูดต่อความอยู่รอด. เมื่อทั้งสองเหล่านั้นมาปะทะกัน, ความอยู่รอดมักจะชนะอยู่เสมอ. ผู้มีทักษะในการโน้มน้าวใจผู้คนจะเข้าใจสิ่งนี้ได้โดยสัญชาตญาณ. พวกเขาไม่ได้แทบเสนอข้อโต้ค้านอะไรทั้งหลาย. พวกเขาเสนออัตลักษณ์ตัวตน. พวกเขาแทบไม่ได้บอกคุณอย่าง่ายๆว่าจะคิดอะไร. พวกเขาบอกคุณว่าใครคือผู้ที่คุณเป็นถ้าคุณเห็นด้วยกับพวกเขา. เมื่อใดที่นั่นบังเกิกดขึ้น, ข้อโต้แย้งค้านทั้งหลายก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกชาญฉลาดอีกต่อไป. มันรู้สึกเป็นเรื่องส่วนตัวไป.  (Facts alone rarely accomplish it because facts speak to the intellect. Intensity speaks to survival. When those two collide, survival usually wins. The most persuasive people understand this instinctively. They don’t merely offer arguments. They offer identity. They don’t simply tell you what to think. They tell you who you are if you agree with them. Once that happens, disagreement no longer feels intellectual. It feels personal.)

และเป็นเส้นที่มองไม่เห็นได้ที่ผู้คนซึ่งมีความคิดเต็มเปี่ยมอย่างช้าๆได้เปลี่ยนรูปไปสู่ความหลงใหลคลั่งไคล้โดยปราศจากการสังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลง. ประวัติศาสตร์เต็มไปด้วยอารยธรรมทั้งหลายที่ได้เชื่อว่าพวกเขาได้มาถึงสุดยอดของความรู้ความเข้าใจแล้ว ก่อนที่พวกเขาจะพังพาบพินาศลงภายใต้น้ำหนักของความเชื่อมั่นมั่นใจของตนเอง. ชื่อทั้งหลายนั้นเปลี่ยนไป, ธงทั้งหลายนั้นเปลี่ยนไป, เทคโนโลยีทั้งหลายนั้นเปลี่ยนไป. จิตวิทยามนุษย์ยังคงเป็นไปอยู่อย่างดื้อดึงสม่ำเสมออย่างน่าทึ่ง. บางทีนั่นคือทำไมปัญญาอันแท้จริงมันจะมีเสียงที่ค่อยเงียบกว่าความเชื่อมั่นมั่นใจ.    (And that’s the invisible line where thoughtful people slowly transform into fanatics without ever noticing the change. History is filled with civilizations that believed they had reached the pinnacle of understanding just before they collapsed under the weight of their own certainty. The names change, the flag change, the technologies change. Human psychology remains astonishingly consistent. Perhaps that’s why genuine wisdom has always sounded quieter than certainty.)

สื่อสังคม, AI, และการควบคุมสมัยใหม่ (Social media, AI, and modern control)

          ปัญญานั้นถามคำถามทั้งหลายแทนที่การสั่งให้เชื่อฟัง. ปัญญายอมรับความคลุมเครือแทนที่จะหวาดกลัวมัน. ปัญญาจดจำได้ถึงว่าจิตของมนุษย์นั้นมีความสามารถอันเลอเลิศพิเศษจำเพาะ และสามารถเป็นพิเศษจำเพาะในการหลอกลวงตนเองได้ในเวลาเดียวกัน. และถ้านั่นเป็นความจริง, แล้วการท้าทายคัดค้านอันยิ่งใหญ่ทั้งหลายก็ไม่ได้แยกแยะระบุตัวตนของคนโง่ทั้งหลายที่อยู่รายรอบตัวเรา, มันกำลังตระหนักรู้อยู่ว่าผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่อย่างเงียบๆภายในตัวของเรา, กำลังรอคอยชั่วขณะเชื่อมั่นมั่นใจกลายเป็นดึงดูดใจมากยิ่งกว่าความสัจจริง. การตระหนักรู้นั่นสามารถรูสึกได้ถึงความไม่หาญกล้าในทีแรก. ถ้าจิตทั้งหลายของเราเป็นที่เปราะบางมาเกินไป, ถ้าความสนใจของเราสามารถถูกักจูงได้. ถเความมั่นใจนั้นบ่อยครั้งเหลือเกินที่เอาชนะความสามารถได้, แล้วความหวังอะไรที่อยู่ที่นั้นมากย่างไปกว่าที่คุณอาจคิด? เพราะว่าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา, ผู้คนที่ได้เปลี่ยนแปลงโลกในหนทางมีความหมายเต็มเปี่ยมนั้น แทบจะไม่ได้เริ่มต้นขึ้นโดยการพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงทุกคนอื่น. พวกเขาได้เริ่มต้นโดยการเรียนรู้อย่างไรในการสังเกตตัวพวกเขาเอง.  (It asks questions instead of demanding obedience. It tolerates ambiguity instead of fearing it. It recognizes that the human mind is capable of extraordinary brilliance and extraordinary self-deception at exactly the same time. And if that’s true, then the greatest challenge isn’t identifying the fools around us. It’s recognizing the one that quietly lives inside each of us, waiting for the moment certainty becomes more attractive than truth. That realization can feel discouraging at first. If our minds are so vulnerable, if our attention can be manipulated, if confidence so often defeats competence, then what hope is there more than you might think? Because throughout history, the people who changed the world in meaningful ways rarely began by trying to change everyone else. They began by learning how to observe themselves.)

          นั่นอาจฟังดูเกือบจะง่ายเกินไป, แต่มันเป็นหนึ่งในสิ่งทั้งหลายที่ยากมากที่สุดซึ่งมนุษย์สามารถทำได้. เราส่วนมากใช้เวลาในชีวิตของเราในการมองออกไปข้างนอก. เราวิเคราะห์นักการเมืองทั้งหลาย, คนดังมีชื่อเสียงทั้งหลาย, เพื่อนร่วมงานทั้งหลาย, สมาชิกครอบครัวทั้งหลาย, ผู้แปลกหน้าทั้งหลายในอินเตอร์เน็ต. เราได้กลายมาเป็นผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายกับการระบุแยกแยะอัตลักษณ์จุดบอดของผู้คนอื่น ในขณะที่ยังคงเกือบจะไม่ได้ระแวดระวังอย่างเต็มที่ของตัวเราเอง. นักปรัชญาผู้ที่ได้ถามอย่างสม่ำเสมอต่อสมมติฐานทั้งหลายของตัวเขาเองได้แทบไม่ได้รับการเฉลิมฉลองในชีวิตของเขาเองเลย.   (That may sound almost too simple, but it is one of the most difficult things a human being can do. Most of us spend our lives looking outward. We analyze politicians, celebrities, co-workers, family members, strangers on internet. We become experts at identifying other people’s blind spot while remaining almost completely unaware of our own. The philosopher who constantly questioned his own assumptions was rarely celebrated in his own lifetime.)

          ผู้ปฏิวัติที่เสียงดังก็มักจะได้รับความสนใจเสมอ. ผู฿สังเกตการณ์อย่างรอบคอบไตร่ตรองบ่อยครั้งมักจะถูกมองข้ามเสมอ. และกระนั้น, เมื่อประวัติศาสตร์ได้ตั้งหลักฐาน, ตามความเป็นจริงแล้วมันก็เป็นผู้สังเกตการณ์อย่างเงียบๆผู้ซึ่งแนวคิดได้รับการยอมรับอย่างยั่งยืนยาวนาน. นี้เป็นความแตกต่างอย่างลึกซึ้งระหว่างการเป็นที่ชาญลาดและการเป็นที่ตื่นรู้. ความชาญฉลาดสามารถที่สามารถที่จะแก้สมการทั้งหลายได้, สร้างบริษัททั้งหลายได้, ประดิษฐ์เครื่องจักรทั้งหลายได้, และสามารถบันทึกจดจำจำนวนมากเป็นพิเศษของข้อมูลข่าวสาร.   (The loud revolutionary usually received attention. The thoughtful observer was often overlooked. And yet, when history settled, it was usually the quiet observer whose ideas endured. There is a profound difference between being intelligent and being awake. Intelligence can solve equations, build companies, invent machines, and memorize extraordinary amounts of information.)

          สัมปชัญญะ/-ความตื่นรู้ถามคำถามแปลกหน้าออกไปไกล. อะไรกำลังบังเกิดขึ้นข้างในตัวฉันในตอนนี้? คำถามนั่นขัดแทรกขึ้นมาโดยอัตโนมัติอย่างเป็นกลไกในจิต. ทำไมพาดหัวข่าวนี้จึงทำให้ฉันโกรธก่อนที่ฉันจพะได้อ่านข่าวนั้นจนจบก่อน? ทำไมฉันถึงละทิ้ง/ไม่ทันเห็นบุคคลผู้นั้น? ทำไมฉันรู้สึกถูกคุกคามข่มขู่โดยความคิดเห็นหนึ่งที่โดยที่ไม่ได้มีผลกระทบอะไรตามความเป็นจริงในชีวิตของฉัน? ทำไมฉันกลายเป็นคนปกป้องตนเองเกินไปไม่ว่าเมื่อใดก็ตามที่หัวข้อเรื่องเฉพาะนี้ปรากฏให้เห็น? คำถามทั้งหลายเหกมือนเช่นเหล่านี้ไม่ได้สร้างความอ่อนแอให้กับการเชื่อมั่นใดของคุณ? พวกมในสร้างเสริมความแข็งแรงในสัมพันธภาพต่อความเป็นจริงของคุณ. เพราะว่าเป้าหมายนั้นไม่ใช่การหยุดที่มีความเชื่อ. (Awareness asks a far stranger question. What is happening inside me right now? That question interrupts the automatic machinery of the mind. Why did that headline make me angry before I finish reading it? Why did I instantly dismiss that person? Why do I feel threatened by an opinion that doesn’t actually affect my life? Why do I become defensive whenever this particular topic appears? Questions like these don’t weaken your convictions? They strengthen your relationship with reality. Because the goal isn’t to stop having beliefs.)

          เป้าหมายนั้นคือการหยุดยั้งการกลายเป็นถูกคุมขังโดยพวกมัน. หนึ่งในข้อขัดแย้งในตนเองทั้งหลายอันยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตสมัยใหม่นั้นก็คือ เราไม่เคยได้มีโอกาสอย่างมากมายในการเข้าถึงต่อข้อมูลข่าวสาร ในขณะที่มีเวลาน้อยลงในการคิด. ความเงียบได้กลายเป็นความไม่สบายอกสบายใจ. ชั่วขณะนั้นที่เส้นตรงหนึ่งก่อรูปขึ้นที่ในร้านของชำ, โทรศัพท์หนึ่งปรากฏขึ้น. เมื่อชั่วขณะของความน่าเบื่อหน่ายมาถึง, จอภาพก็เข้ามาเติมเต็มช่องว่าง. เมื่อชั่วขณะของความไม่มั่นใจไม่แน่นอนเข้ามาถึงในจิต, ใครบางคนออนไลน์ก็พร้อมที่จะจัดหาคำตอบหนึ่งให้. แต่ปัญญาไม่ได้เคยกำเนิดขึ้นจากสิ่งซึ่งกระตุ้นเร้าอยู่สม่ำเสมอ. มันเติบโตขึ้นในชั่วขณะที่ซึ่งไม่มีอะไรได้สมบูรณ์สิ้นสำหรับความสนใจนั้นของคุณ. (The goal is to stop becoming imprisoned by them. One of the greatest paradoxes of modern life is we have never had more access to information while having less time to think. Silence has become uncomfortable. The moment a line forms at the grocery store, a phone appears. The moment boredom arrives; a screen fills the gap. The moment uncertainty enters the mind; someone online is ready to provide an answer. But wisdom never been born from constant stimulation. It grows in moment where nothing is complete for your attention.)

ลองคิดถึงญาณทัศน์อันยิ่งใหญ่ภายในที่คุณเคยมีสิ. พวกเขาบางทีไม่ได้บังเกิดขึ้นในขณะที่เลื่อนเม้าส์ผ่านไปตามความคิดเห็นอันไม่สิ นสุดเหล่านั้น. พวกเขาบังเกิดขึ้นในระหว่างการเดินเงียบๆ, ขณะขับรถตามลำพัง, ขณะที่กำลังจ้องออกไปทางนอกหน้าต่าง, ขณะที่กำลังนอนตื่นอยู่ภายหลังจากที่ทุกคนได้นอนหลับกันไปแล้ว. จิตนั้นจำเป็นต้องการที่ว่างเปล่าก่อนที่มันจะสามารถจดจำได้ถึงรูปแบบทั้งหลายของตัวมันเอง. ปราศจากที่ว่างเปล่านั้น, คุรก็อย่างง่ายๆเอื้อมออกไป,. และจิตที่มีปฏิกิริยารวดเร็วตอบสนองง่ายๆต่ออิทธิพลนั้นอย่างน่าสังเกตได้.   (Think about the greatest insights you’ve ever had. They probably didn’t happen while scrolling through endless opinions. They happen during a quiet walk, while driving alone, while staring out a window, while lying awake after everyone had fallen asleep. The mind needs empty space before it can recognize its own patterns. Without that space, you’re simply reaching. And reactive mind is remarkably easy to influence.)

เส้นทางไปสู่ปัญญาอันแท้จริง (The path to real wisdom)

ฮาราริได้บ่อยครั้งเตือนไว้ว่าในศตวรรษที่ 21 , การดิ้นรนต่อสู้อันยิ่งใหญ่นั้นอาจจะไม่ใช่ระหว่างในเรื่องของประชาชาติทั้งหลาย, ระหว่างศาสนาทั้งหลาย, หรือระบบเศรษฐกิจทั้งหลาย. มันอาจจะเป็นการดิ้นรนต่อสู้กันในเรื่องความสนใจของมนุษย์. AIกำลังกลายมาเป็นดีเก่งอย่างน่าทึ่งใจในพฤติกรรมการคาดการณ์. อัลกอริธึมได้รู้ไปแล้วว่าข่าวพาดหัวทั้งหลายอันไหนที่คุณจะบางทีคลิ๊กดู, วิดีโออันไหนที่คุณน่าจะชอบเฝ้าดู, โฆษณาทั้งหลายอันไหนจะยั่วยวนใจคุณ, อารมณ์รู้สึกอันไหนที่จะคอยทำให้คุณเชื่อมโยงพัวพันไว้.  (Harari has often warned that in the 21st century, the greatest struggle may not between nations, religious, or economic systems. It may be the struggle for human attention. Artificial intelligence is becoming astonishingly good at predicting behavior. Algorithms already know which headlines you’ll probably click, which videos you’ll likely watch, which advertisements will tempt you, which emotions keep you engaged.)

พวกเขาไม่จำเป็นต้องการที่จะเข้าใจชีวอัตตาของคุณก็ได้. พวกเขาเพียงแค่จำเป็นต้องเข้าใจถึงนิสัยทั้งหลายของคุณ. นั่นน่าจะทำให้เราทั้งหมดหยุดชั่วขณะ. เพราะว่าทุกนิสัยได้ทวนซ้ำมายาวนานเพียงพอที่อย่างช้าๆกลายเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์/ตัวตนของเรา. คุณไม่ได้ตื่นขึ้นมาในเช้าวันหนึ่งโดยถูกชักจูงครอบงำไปแล้วอย่างสมบูรณ์. มันบังเกิดขึ้นใหนึ่งชั่วขณะการตัดสินใจเล็กๆในทันทีนั้น. หนึ่งข้อความแจ้งเตือน, หนึ่งข้อความคิดเห็น, หนึ่งเรื่องราวทางอารมณ์ที่ทำความพอใจอันแล้วอันเล่าจนกระทั่งในท้ายสุดคุณก็หยุดการถามว่า นั้นเป็นความคิดทั้งหลายของคุณเองหรือไม่. น่าขลขันยิ่งที่เป็นเกือบเป็นไปไม่ได้ที่จะเมินเฉยพวกมัน.    (They don’t need to understand your soul. They only need to understand your habits. That should make all of us pause. Because every habit repeated long enough slowly becomes part of our identity. You don’t wake up one morning completely manipulated. It happens one small decision at a time. One notification, one recommendation, one emotionally satisfying story after another until eventually you stop asking whether your thoughts are truly yours. The irony is almost impossible to ignore.)

มนุษย์ได้สร้างสรรค์เทคโนโลยีเพื่อที่จะเพิ่มอิสรภาพ. แต่กระนั้นการปราศจากการตื่นรู้/สัมปชัญญะ, ว่าบางเทคโนโลยีสามารถอย่างเงียบๆที่จะผลมัน(อิสรภาพ)ลงไปได้ด้วย. อิสรภาพไม่ใช่ความสามารถอย่างง่ายที่จะเลือก. มันเป็นความสามารถที่จะจดจำได้ว่าใครหรืออะไรเป็นอิทธิพลต่อการเลือกทั้งหลายของคุณ. นี้คือทำไมที่ชาวสโตอิกโบราณถึงจัดวางให้ความสำคัญความสำคัญอย่างยิ่งกับสติ/ความมุ่งมั่นสนใจ. ไม่ใช่ความมุ่งมั่นสนใจไปยังโลก, แต่คือความมุ่งมั่นสนใจตงไปยังภายในตน. พวกเขาได้เข้าใจบางอย่างที่วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาในปัจจุบันนี้ดำเนินต่อไปในการที่จะให้คำยืนยันรับรองสิ่งนั้น.  (Human beings created technology to increase freedom. Yet without awareness, that same technology can quietly can quietly reduce it. Freedom isn’t simply the ability to choose. It’s the ability to recognize who or what is influencing your choices. This is why the ancient stoics placed so much importance on attention. Not attention directed toward the world, attention directed inward. They understood something neuroscience now continues to confirm.)

ระหว่างเหตุการณ์หนึ่งและปฏิกิริยาของคุณได้มีอยู่ชั่วขณะสั้นๆ, ช่องเปิดเล็กๆมากจนคนทั่วไปไม่ทันสังเกตเห็นมัน. ภายในการเปิดเหล่านั้นทอดวางไว้ด้วยอิสรภาพ. คนโง่มีปฏิกิริยาในทันที. บุคคลฉลาดกลายเป็นสงสัยใคร่รู้ก่อนเป็นอันดับแรก. ความสนใจใคร่รู้เป็นหนึ่งในรูปทรงทั้งหลายทางความฉลาดที่ถูกให้อัตราต่ำ/มองข้ามมากที่สุด. ไม่ใช่เพราะว่ามันให้ความรับประกั้นถังคำตอบที่ถูกต้อง. เพราะว่ามันคอยทำให้จิตมีชีวิตอยู่ในชั่วขณะของการใฝ่รู้ตายลง. ความเชื่อมั่นมั่นใจได้เข้ามาแทนที่มัน. และความเชื่อมั่นมั่นใจมีหนทางหอันแปลกหน้าหนึ่งของการปิดประตูทั้งหลายที่จะยังคงควรเปิดเอาไว้อยู่. คุรฌ๕ญ”ศํ.ฌฏ๖ฐ็ษ.”ฆฒ๔฿.ซ๋ษ ฌโฏ๔ษฒ๕ฎ๔ษฒ?”ฒ๋ฒ๊๗โฐฮญ๋ษ.”ณท(Between an event and your reaction exists a brief moment, a tiny opening so small that most people never notice it. Inside those opening lies freedom. The fool reacts immediately. The wise person becomes curious first. Curiosity is one of the most underrated forms of intelligence. Not because it guarantees correct answers. Because it keeps the mind alive the moment curiosity dies. Certainty takes its place. And certainty has a strange way of closing doors that should remain open. Have you ever noticed how children ask endless questions?)

ทำไมท้องฟห้าเป็นสีฟ้า? ทำไมผู้คนแก่เฒ่า? ทำไมเราถึงฝัน? ที่ไหนสักแห่งตามทางที่ผู้ใหญ่ได้หยุดการถามนั้น. ไม่ใช่เพราะความเป็นจริงกลายเป็นสิ่งง่ายๆขึ้น. เพราะว่าการเสแสร้งแกล้งทพว่าจะรู้กลายเป็นรางวัลทางสังคม. กระนั้นทุกวิทยาศาสตร์สาขาหลักทะลวงผ่านได้เริ่มต้นด้วยการที่ใครบางคนยอมรับว่าพวกเขาไม่ได้เข้าใจอะไรบางอย่าง. ทุกการปฏิวัติเชิงปรัชญาได้เริ่มต้นด้วยการสงสัยคาดเดา. ทุกการค้นพบได้เรียกร้องต้องการความกล้าหาญที่จะปรากฏให้เห็นถึงความไม่แน่นอนแน่ชัดมั่นใจว่าถูกต้อง. บางทีนั่นคือทำไมที่ความอ่อนน้อมถ่อมตนมักจะถูกเข้าใจผิดว่าคือความอ่อนแอโดยเหล่าผู้ที่ไม่เข้าใจมัน. ความถ่อมตนนั้นไม่ใช่การคิดน้อยลงของตัวคุรเอง.  (Why is the sky blue? Why do people get old? Why do we dream? Somewhere along the way many adults stop asking. Not because reality became simpler. Because pretending to know became socially rewarding. Yet every major scientific breakthrough began with someone admitting they didn’t understand something. Every philosophical revolution started with doubt. Every discovery required the courage to appear uncertain. Maybe that is why humility has always been mistaken for weakness by those who misunderstand it. Humility isn’t thinking less of yourself.)

มันเป็นการจดจำได้ว่าความเป็นจริงนั้นมักจะเป็นที่ใหญ่โตกว่าความเข้าใจในปัจจุบันนั้นของมัน. และอย่างน่าแปลกใจเพียงพอ, ความตระหนักรู้นั่นกลาสยเป็นสิ่งปลดปล่อย. คุณไม่จำเป็นต้องการอีกต่อไปในการที่จะปกป้องทุกความคิดเห็นราวกับว่ามันเป็นอัตลักษณ์ตัวตนของคุณที่พึ่งพาอยู่กับมัน. คุณสามารถเปลี่ยนแปลงจิตของคุรโดยปราศจากความรู้สึกของความพ่ายแพ้. คุณสามารถเรียนรู้โดยปราศจากความรู้สึกเขินอาย. คุณสามารถฟังโดยปราศจากการเตรียมพร้อมคำค้านโต้แย้งถัดไปของคุณ. ประเภทชนิดของอิสรภาพเช่นนั้นได้กำลังกลายเป็นยสิ่งหายากเพิ่มขึ้น เพราะวัฒนธรรมประเพณีสมัยใหม่กล้าหาญที่จะแสดงออกได้มากยิ่งกว่าการสะท้อนกลับ. สื่อสังคมให้รางวัลกับความไม่ถูกต้องที่ปรากฏขึ้น. โทรทัศน์ให้รางวัลกับความขัดแย้งทั้งหลาย, การเมืองให้รางวัลกับความเชื่อมั่นมั่นใจ. ตลาดให้รางวัลกับความไม่มั่นคงปลอดภัย.  (It’s recognizing that reality will always be larger than your current understanding of it. And strangely enough, that realization becomes liberating. You no longer need to defend every opinion as though your identity depends on it. You can change your mind without feeling defeated. You can learn without feeling embarrassed. You can listen without preparing your next argument. That kind of freedom is becoming increasingly rare because modern culture encourages performance more than reflection. Social media rewards appear incorrect. Television rewards conflict. politics rewards certainty. Marketing rewards insecurity.)

ทุกสถานที่มากมายให้รางวัลกับความมั่นใจเหนือความไตร่ตรอง. ทุกแห่งที่คุณมอง, มีความกดดันที่จะปรากฏให้เห็นราวกับว่าคุณได้คาดคิดว่าชีวิตจะพเป็นอย่างไรได้ออกมาแล้ว. แต่ชีวิตปฏิเสธที่จะเหมาะเจาะลงตัวข้างในคำตอบง่ายๆนั่น.(Even many workplaces reward confidence over contemplation. Everywhere you look, there is pressure to appear as though you’ve already figured life out. But life refuses to fit inside simple answers.)

บทเรียนที่เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง (The lesson that changes everything)

สัมพันธภาพทั้งหลายไม่ใช่. ความรักก็ไม่ใช่. ความหมายก็ไม่ใช่. จิตสำนึกยิ่งไม่ใช่อย่างแน่นอน. บางที่ผู้คนที่ฉลาดที่สุดก้ไม่ได้เป็นเหล่าผู้ที่ได้รวบรวมสะสมคำตอบจำนวนมากมายมหาศาลยิ่งนั้น. บางที่พวกเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่ได้เรียนรู้การที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสันติสุขอย่างไรตามไปกับคำถามที่ไม่มีคำตอบเหล่านั้น. นั่นหมายความว่าพวกเขาเป็นคนเฉื่อยชา.  (Relationships don’t. Love doesn’t. Meaning doesn’t. A consciousness certainly doesn’t. Perhaps the wisest people aren’t those who have collected the greatest number of answers. Perhaps they’re the ones who have learned how to live peacefully alongside unanswered questions. That doesn’t make them passive.)

มันทำให้พวกเขายากลำบากที่จะชักจูงเพราะว่าการชักจูงทั้งหลายนั้นพึ่งพาอยู่กับความรีบเร่งด่วนทางอารมณ์. มันกระซิบกระซาบว่าคุณต้องมีปฏิกิริยาตอบโต้ในทันทีทันใด. คุณต้องเลือกข้างอย่างทันทีทันใด. คุณต้องเกลียดอย่างทันทีทันใด. คุณต้องกลัวอย่างทันทีทันใด. สัมปชัญญะ/ความตื่นรู้ได้ตอบอย่างเงียบๆว่า, “บางทีฉันควรจะดูมันอย่างใกล้ชิดขึ้นอีกสักเล็กน้อยง” การหยุดชั่วขณะนั่นสามารถเปลี่ยนแปลงชีวิตทั้งหมดได้. ไม่ใช่แค่ในชั่วข้ามคืน, แต่ทีละเล็กละน้อยอย่างสม่ำเสมอ. หนึ่งในการสนทนากลายเป็นความเข้าอกเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น. หนึ่งสมมติฐานได้รับการถูกตั้งคำถาม. หนึ่งในอคติได้ถูกคลี่คลายลงอย่างเงียบๆ.   (It makes them difficult to manipulate because manipulation depends on emotional urgency. It whispers that you must react immediately. You must choose a side immediately. You must hate immediately. You must fear immediately. Awareness quietly replies, “Maybe I should look a little closer.” That single pause can change an entire life. Not overnight, but gradually. One conversation becomes more compassionate. One assumption gets questioned. One prejudice quietly dissolves.)

หนึ่งในปฏิกิริยาชั่ววูบกลายเป็นการยับยั้งชั่งใจอย่างมีสติ. การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ดูเหมือนจะมองไม่เห็นได้จากภายนอก. กระนั้น, อารยธรรมได้ก่อสร้างถึงสุดยอดจากหลายล้านของการตัดสินใจทั้งหลายที่มองไม่เห็นที่ถูกทำโดยผู้คนธรรมดาทั่วไป. ประวัติศาสตร์บ่อยครั้งมักจะบอกเล่านิทาน/เรื่องราวทั้งหลายของพระราชาทั้งหลาย, ประธานาธิบดีทั้งหลาย, นายพลทั้งหลายล และมหาเศรษฐีทั้งหลาย. แต่ประวัติศาสตร์ก็ยังถูกก่อรูปร่างด้วยเช่นกันโดยการตัดสินทั้งหลายของำพ่อแม่ที่จะเลี้ยงดูลูกของตนอย่างไร. การตัดสินใจของครูอาจารย์ทั้งหลายว่าทำอย่างไรที่จะกระตุ้นให้กล้าหาญกับการใฝ่รู้ใคร่รู้, การตัดสินใจของเพื่อนๆทั้งหลายว่าจะแผ่ขยายความดุดันโกรธออกไปหรือว่าทำความเข้าใจกันดีกว่า, การตัดสินใจของปัจเจกบุคคลทั้งหลายว่า พวกเขาจะให้คุณค่าการทำตัวให้ถูกมากกว่าการค้นพบว่าอะไรคือความจริงมากกว่า. การเลือกเช่นนั้นเป็นของทุกๆคนเรา.  (One impulsive reaction becomes thoughtful restraint. These changes seem invisible from the outside. Yet, civilization is ultimately built from millions of invisible decisions made by ordinary people. History often tells the stories of kings, presidents, generals, and billionaires. But history is also shaped by parents deciding how to raise children. Teachers deciding how to encourage curiosity, friends deciding whether to spread outrage or understanding, individuals deciding whether they value being right more than discovering what is true. That choice belongs to every one of us.)

ดังนั้น, นี่คือบางอย่างมีคุณค่าที่จะนั่งอยู่ด้วย. ถ้าคนโง่ทั้งหลายได้ปกครองโลกนี้อยู่ตลอดเวลาจริงๆ, บางทีมันไม่ได้ง่ายแค่การมีคนโง่ทั้งหลายอยู่. บางทีมันเป็นเพราะผู้คนที่คิดไต่ตรองประเมินต่ำเกินไปต่อความสำคัญของความมุ่งัม่นสนใจของตัวพวกเขาเอง. ทุกชั่วขณะที่ตุณเลือกสะท้อนกลับให้อยู่เหนือปฏิกิริยา, คุณสร้างความอ่อนแอใหก้กับแรงกำลังทั้งหลายที่พึ่งพาอยู่กับการโน้มน้าวชักจูงใจ. ทุกครั้งที่คุณยอมรับ, ว่า ฉันอาจจะผิด. คุณสร้างสรรค์ที่ว่างสำหรับปัญญาที่จะเข้าไป. ทุกครั้งที่คุณได้ยินก่อนที่จะวินิจฉัยตัดสินใจ, คุณทำให้มันยากขึ้นอีกเล็กน้อยดเพราะหวาดกลัวที่จะควบคุมคุณ. เหล่านี้ไม่ใช่การกระทำการละครกินใจใด. ไม่มีพาดหัวข่าวใดที่จะเฉิมฉลองพวกเขา. ไม่มีอับกอริธึ่มจะให้รางวัลพวกเขา. แต่นั่นพวกเขาเปลี่ยนรูปบุคคลที่สร้างทำพวกเขา. และผู้คนที่ถูกเปลี่ยนรูปก็มักจะได้เป็นที่เริ่มต้นอย่างเงียบของสังคมที่ถูกเปลี่ยนรูป.  (So, here’s something worth sitting with. If fools really do rule the world from time to time, perhaps it’s not simply because fools exist. Perhaps it’s because thoughtful people underestimate the importance of their own attention. Every moment you choose reflection over reaction; you weaken the forces that depend on manipulation. Every time you admit, I might be wrong. You create space for wisdom to enter. Every time you listen before judging, you make it slightly harder for fear to control you. These aren’t dramatic acts. No headlines will celebrate them. No algorithm will reward them. But that they transform the person making them. And transformed people have always been the quiet beginning of transformed societies.)

ดังนั้น, ขอให้ผมถามคุณบางอย่างที่ไม่ได้มีคำตอบอย่าง่ายๆ. ครั้งสุดท้ายเมื่อใดที่คุณได้เปลี่ยนจิตใจเกี่ยวกับบางอย่างที่ได้เป็นเรื่องสำคัญอย่างแท้จริง? ไม่ใช่เพราะว่าใครบางคนทำความเขินอายให้กับคุณ, ไม่ใช่เพราะว่าคุณสูญเสียคำโต้ค้าน, แต่เป็นเพราะว่าคุณได้ค้นพบอย่างแท้จริงถึงความสัจจริงที่ลึกล้ำกว่า. ผทรักที่จะได้ยินคำตอบของคุณในช่อง”ความคิดเห็น”. เพราะว่าชั่วขณะทั้งหลายเหล่านั้นเป็นที่หาได้ยากยิ่งอย่างไม่น่าเชื่อ, และพวกเขาบ่อยครั้งเป็นที่ซึ่งปัญญาแท้จริงเริ่มต้นขึ้น.     (So, let me ask you something that has no easy answer. When was the last time you changed your mind about something that truly mattered? Not because someone embarrassed you, not because you lost an argument, but because you genuinely discovered a deeper truth. I’d love to hear your answer in the comments. Because those moments are incredible rare, and they’re often where real wisdom begins.)

บางครั้งการอ่านเรื่องราวของคนอื่นๆเตือนเราถึงการเติบโตไม่ใช่เกี่ยวกับการเป็นผู้ผิด. มันเกี่ยวกับการปฏิเสธที่จะติดอยู่ในกับดักโดยความเชื่อมั่นมั่นใจของเมื่อวานนี้. บางที่นั่นคือบทเรียนที่ประวัติศาสตร์ได้เริ่มต้นขึ้นในการพยายามสอนเรามาโดยตลอด. ฝ่ายตรงข้ามของความโง่นั้นไม่ใช่ความเป็นอัจฉริยะ. มันเป็นสัมปชัญญะ/ความตื่นรู้. มันเป็นความมีเจตจำนงอย่างเงียบๆที่จะตั้งคำถามกับข้อสรุปของตัวคุณเองก่อนที่จะตั้งคำถามเอากับผู้อื่นทุกคน. มันเป็นการจดจำได้ว่าความฉลาดโดยปราศจากความอ่อนน้อมถ่อมตนนั้นสามารถกลายเป็นความอันตรายได้. ขณะที่ผูเคนธรรมดาทั่วไปด้วยความซื่อสัตย์ต่อความใฝ่รู่สามารถกลายเป็นผู้ฉลาดได้อย่างน่าสนใจ.   (Sometimes reading another person’s story reminds us that growth isn’t about never being wrong. It’s about refusing to stay trapped by yesterday’s certainty. Maybe that’s the lesson history been trying to teach us all along. The opposite of foolishness isn’t genius. It’s awareness. It’s the quiet willingness to question your own conclusions before questioning everyone else’s. It’s recognizing that intelligence without humidity can become dangerous. While ordinary people with honest curiosity can become remarkably wise.)

โลกไม่ได้จำเป็นต้องการตกเป็นของเสียงที่ดังที่สุดทั้งหลาย. มันบ่อยครั้งที่ตกเป็นของเหล่าผู้ซึ่งเข้าใจถึงว่า ความสนใจของมนุษย์นั้นทำงานอย่างไร. คำถามก็คือ คุณจะยินยอมให้ความสนใจของคุณตกไปเป็นของความหวาดกลัว, ความกล้าหาญ, และความไขว้เขวที่ไม่มีจุดสิ้นสุด, หรือว่าคุณจะทวงมันคืนมาในแต่ละชั่วขณะการมีสตินั้นๆ. เพราะว่าในท้ายสุดแล้ว, การปฏิวัติที่ยิ่งใหญ่ที่สุดไม่ได้เริ่มต้นที่ในรัฐบาลทั้งหลาย หรือเทคโนโลยีทั้งหลายฬ มันเริ่มต้นข้างในจิตเดียวของมนุษย์แต่ละคน ที่ตัดสินใจที่จะมองอีกเล็กน้อยให้กระจ่างชัดมากขึ้นกว่าที่มันได้ทำไปเมื่อวาน. (The world doesn’t necessarily belong to the loudest voices. It often belongs to those who understand how human attention works. The question is whether you’ll allow your attention to be own by fear, courage, and endless distraction, or whether you’ll reclaim it one conscious moment at a time. Because in the end, the greatest revolution doesn’t begin in governments or technologies. It begins inside a single human mind that decides to see a little more clearly than it did yesterday.)

บางทีนั่นคือทำไมที่ปัญญาได้มักจะเป็นที่รู้สึกเงียบแปลกๆอยู่เสมอ. มันไม่ได้จำเป็นต้องการการตะโกน. มันไม่ได้เรียกร้องเสียงปรบมือให้. มันแค่รอคอยอย่างง่ายๆสำหรับใครคนใดตั้งใจมถุ่งมั่นที่จะช้าลงให้นานพอที่จะสังเกตถึงมัน. และถ้าการสนทนาทั้งหลายเหล่านี้กำทอนสะท้อนไปกับคุณ, ถ้าคุณคือใครบางคนที่รื่นรมย์ในการสำรวจค้นหารูปแบบทั้งหลายที่ถูกซ่อนอยู่เบื้องหลังจิตวิทยา, ปรัชญา, ประวัติศาสตร์, วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา, และอะไรที่มันมีความหมายอย่างแท้จริงที่จะเป็นมนุษย์, เช่นนั้นแล้วผมหวังว่าคุณจะร่วมกับชุมชนที่กำลังเติบโตนี้. กด”ติดตาม”ไม่ใช่แค่ดเพื่อคำตอบที่รวดเร็ว, แต่เพื่อคำถามทั้งหลายที่ดีมากกว่า. เพราะว่าชั่วขณะพที่เราหยุดการไล่จับความเชื่อมมั่นมั่นใจนั้นและเริ่มต้นการแสวงหาความเข้าใจร่วมกัน, เราก็จะกลายเป็นที่ยากขึ้นอีกเล็กน้อยในการจะถูกหลอกลวง และใกล้ชิดมากขึ้นต่ออะไรประเภทที่คือปัญญาซึ่งโลกมักจะจำเป็นต้องการอยู่เสมอ.   (Maybe that’s why wisdom has always felt strangely quiet. It doesn’t need to shout. It doesn’t demand applause. It simply waits for anyone willing to slow down long enough to notice it. And if these conversations resonate with you, if you’re someone who enjoys exploring the hidden patterns behind psychology, philosophy, history, neuroscience, and what it truly means to be human, then I hope you’ll join this growing community. Subscribe not for quick answers, but for better questions. Because the moment we stop chasing certainty and start pursuing understanding together, we become a little harder to deceive and a little closer to the kind of wisdom the world has always needed.)

 https://youtu.be/2-dWi6-I6FQ?si=YNph9RQ9tv4EFfFn