หน้าเว็บ

วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน พ.ศ. 2569

2,500 ปีล่วงมาแล้ว เขาได้ทำแผนที่จิตของคุณอันสมบูรณ์ - พระพุทธเจ้า ปะทะวิทยาศาสตร์สมอง

2,500 ปีล่วงมาแล้ว เขาได้ทำแผนที่จิตของคุณอันสมบูรณ์ - พระพุทธเจ้า ปะทะวิทยาศาสตร์สมอง

2,500 Years Ago He Mapped Your Mind Perfectly — Buddhist vs Brain Science

          https://youtu.be/-7Aq0C8SVNE?si=OYJiyVx_Po69JeOM

บทนำ (Introduction)

          อะไรถ้าผมได้บอกคุณว่ากว่า 2,500 ปีมาแล้ว ก่อนกล้องจุลทรรศน์, ก่อนเครื่องสแกนสมอง, ก่อนวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา จะได้มีบังเกิดเป็นแม้กระทั่งแค่คำ ๆ หนึ่ง, พระพุทธเจ้าด้นั่งลงและได้ทำแผนที่จิตมนุษย์ ในรายละเอียดมใกยิ่งกว่าวิทยาศาสตร์สมัยใหม่จะทำได้ในทุกวันนี้. นักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาชั้นยอดของโลกกำลังศึกษาถึงจิตสำนึก. พวกเขามีเครื่องสแกนสมองราคาพันล้านดอลลาร์. พวกเขามีเครื่องจักร fMRI ที่สามารถเฝ้าดูเซลล์ประสาทของคุณยิงประจุได้อย่างตามเวลาจริงๆ. พวกเขามีการวิจัยค้นคว้ามาหลายทศวรรษ. และก็ยังไม่สามารถตอบคำถามที่เป็นพื้นฐานมากที่สุดของทั้งหมดง ว่า “ทำไมประสบการณ์รับรู้ จึงให้ความรู้สึกไม่ได้เหมือนสิ่งใดๆเลย?”(What if I told you that over 2,500 years ago before microscopes, before brain scanners, before neuroscience even existed as a word, Buddha sat down and mapped the human mind in more detail than modern science has produced today. The world’s top neuroscientists are studying consciousness. They have billion-dollar brain scanners. They have fMRI machines1 that can watch your neurons fire in real-time. They have decades of research. And still cannot answer the most basic question of all. Why does experience feel like anything at all?)

          1 fMRI (Functional Magnetic Resonance Imaging หรือ การถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเชิงฟังก์ชัน) คือ เครื่องมือทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์ที่ใช้ตรวจและแสดง "การทำงานของสมองแบบเรียลไทม์" โดยต่อยอดมาจากเครื่อง MRI แบบปกติ

หลักการทำงาน

  • MRI ทั่วไป: จะแสดงผลเฉพาะ "ภาพโครงสร้างทางกายวิภาค" ของสมอง (เห็นรูปร่าง เนื้อเยื่อ หรือความผิดปกติ เช่น เนื้องอก เส้นเลือดตีบ)
  • fMRI: ใช้สนามแม่เหล็กไฟฟ้ากำลังสูงร่วมกับคลื่นวิทยุ เพื่อตรวจจับ "การเปลี่ยนแปลงของการไหลเวียนเลือดและปริมาณออกซิเจนในสมอง" เมื่อสมองส่วนใดถูกใช้งาน เซลล์ประสาทในบริเวณนั้นจะต้องการออกซิเจนมากขึ้น เลือดที่มีออกซิเจนสูงจะไหลเข้าไปเลี้ยง เครื่อง fMRI จึงสามารถบันทึกและสร้างแผนที่แสดงได้ว่าสมองส่วนไหนกำลังทำงานอยู่ในขณะทำกิจกรรมนั้นๆ

ประโยชน์และการใช้งาน

  • วางแผนก่อนผ่าตัดสมอง: ช่วยให้ศัลยแพทย์ระบุตำแหน่งสำคัญ เช่น ศูนย์ควบคุมภาษา การมองเห็น หรือการเคลื่อนไหว เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนเนื้อเยื่อสำคัญ
  • ศึกษาวิจัยการทำงานของสมอง: ใช้ดูปฏิกิริยาของสมองเมื่อผู้รับการตรวจพูด คิด จำ ฟัง หรือทำภารกิจต่างๆ (Task-based fMRI) หรือดูการเชื่อมต่อของสมองในขณะพักผ่อน (Resting-state fMRI)
  • ประเมินผลกระทบจากโรค: ช่วยเข้าใจผลของโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) อาการบาดเจ็บที่สมอง หรือความผิดปกติทางระบบประสาทและจิตเวช

 

          แต่นี่คืออะไรที่เป็นพิเศษเฉพาะ. เมื่อคุณเปิดคัมภีร์พระอภิธรรม, คัมภีร์ที่สามของพระพุทธเจ้าและเป็นคำสอนที่ก้าวหน้ามากที่สุด, คุณจะพบกับระบบทางจิตวิทยาอันสมบูรณ์หนึ่ง, อันที่ระบุแยกแยะลักษณะจิตสำนึกออกเป็น 89 ชนิด, 52 องค์ประกอบทางจิตใจอันชัดเจน, กระบวนการรับรู้ที่ไม่เปิดเผยออกมาใน 17 ขั้นตอนอันแน่ชัด, แผนที่หนึ่งของจิตใต้สำนึก , กรอบโครงข่ายของอารมณ์รู้สึก, ความสนใจ, ความตั้งใจ, และ วิมุตติ - ความหลุดพ้น. ทั้งหมดถูกเขียนไว้ก่อนการกำเนิดของพระไครสต์. เรากำลังไปที่สถานที่ซึ่งพระอภิธรรมของชาวพุทธ และ วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสมัยใหม่เคียงข้างกัน, ประเด็นต่อประเด็น, และถามว่า, ระบบทั้งสองเหล่านี้ออิบายถึงความเป็นจริงเดียวกันหรือ? คำตอบกำลังที่จะเปลี่ยนแปลงหนทางที่คุณมองจิตของคุณเอง.  (But here is what is extraordinary. When you open the Abhidhamma, the Buddha’s third and most advanced teaching, you find a complete psychological system, you find a complete psychological system, one that identifies 89 distinct types of consciousness, 52 precise mental factors, a cognitive process that unfolds in 17 exact stages, a map of the subconscious mind, a framework for emotion, attention, intention, and liberation. All written before the birth of Christ. We are going to place Buddhist Abhidhamma and modern neuroscience side by side, point by point, and ask, are these two systems describing the same reality? The answer is going to change the way you see your own mind.)

กรอบโครงข่าย พระอภิธรรม (The Abhidhamma framework)

          ก่อนที่เราจะเปรียบเทียบอะไร, ขอให้ผมได้ให้คุณถึงรากฐานหนึ่ง เพราะว่าผู้นส่วนใหญ่ได้ยินกันมาถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า, แต่น้อยรายมากที่จะรู้ถึงพระอภิธรรม. คัมภีร์พุทธศาสนิกได้ถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนรวบรวมกันมาไว้ซึ่งเรียกว่า ไตรปิฎก - สามตะกร้า. ตะกร้าแรก, พระวินัย, คือข้อกำหนดบัญญัติทางวินัย/ปฏิบัติตนของพระภิกษุทั้งหลาย. ตะกร้าที่สอง, พระสูตต, บรรจุซึ่งบทสนทนาและคำสแอนทั้งหลายของพระพุทธองค์, เรื่องเล่าทั้งหลาย, เรื่องราวอุปมาทั้งหลาย, พระธรรมเทศนาอันมีชื่อเสียงโด่งดังในเรื่องทุกข์และความกรุณา. แต่ตะกร้าที่สาม, พระอภิธรรม,  เป็นที่แตกต่างไปจากสิ่งใดอื่นที่เคยถูกเขียนบันทึกไว้มาในประวัติศาสตร์มนุษย์.   (Before we compare anything, let me give you a foundation because most people have heard of the Buddha’s teachings, but very few know about Abhidhamma. The Buddhist scriptures are divided into three collections called the Tripitaka, The First Basket, the Vinaya, is the code of discipline for monks. The Second Basket, the Suttas, contains the Buddha’s conversations and teachings, the stories, the parables, the famous discourses on suffering and compassion. But the Third Basket. The Abhidhamma, is different from anything else ever written in human history.)

          คำว่า อภิธรรม หมายความว่า คำสอนอันสูงยิ่งกว่า หรือธรรมอันสูงสุด. และสิ่งที่บรรจุอยู่ก็ไม่ใช่เรื่องราว, ไม่ใช่เรื่องอุปมา, และไม่ใช่คำแนะนำ. เป็นเรื่องจริงจัง. การวิเคราะห์ความเป็นจริงอันสัมบูรณ์สุดอย่างเป็นระบบในตัวมันเอง. พระอภิธรรมถามว่า, อะไรคือจิต? ไม่ใช่เชิงอุปมาอุมัย, ไม่ใช่เชิงปรัชญา, แต่ตามความเป็นจริง, มันทำด้วยอะไร? มันเคลื่อนที่ได้รวดเร็วแค่ไหน? อะไรคือสภาวะทั้งหมดของมันที่เป็นไปได้? อะไรเป็นเหตุแห่งความทุกหข์ในระดับลึกที่สุด? และอะไรคือเส้นทางที่แน่ชัดสู่อิสรภาพ?  (The word Abhidhamma means the higher teaching or supreme Dhamma. And what it contains is not stories, not parables, not advice. It is rigorous. Systematic analysis of ultimately reality itself. The Abhidhamma asks, what is the Mind? Not metaphorically, not philosophically, but actually, what is it made of? How fast does it move? What are all its possible states? What causes suffering at the deepest level? And what is the exact path to freedom?)

          อ้างอิงจากพระอภิธรรม, มีเพียงสี่ความสัจจริงสัมบูรณ์สุดเท่านั้น, ที่เรียกว่า ปรมัตถธรรม. หมายเลข หนึ่ง, จิตตะ, จิตสำนึกในตัวมันเอง, การรู้ในสภาวะและต่อวัตถุตามจริงล้วน ๆ ไม่มีความปรุงแต่ง, ตัวรู้ล้วน ๆ. พระอภิธรรมจำแนกอัตลักษณ์ออก 89 แบบชนิดของจิตสำนึก, แต่ผุดอุบัติขึ้น, ทำงานของมัน, และผ่านไปในเวลาที่น้อยกว่าเศษเสี้ยวของหนึ่งวินาที.  (According to the Abhidhamma, there are only four ultimate realities, called Paramatthadammas. Number One, Citta, consciousness itself, the bare knowing of and object, pure awareness. The Abhidhamma identifies 89 distinct types of consciousness, each arising, doing its work, and passing away in less than a fraction of a second.

          หมายเลข สอง, เจตสิก, ปัจจัย/องค์ประกอบทางจิตใจ. เหล่านี้คือ52 คุณลักษณะที่ปรุงแต่งสีสันทุกชั่วขณะของจิตสำนึก. ตะกละเป็นเจตสิก. กรุณาเป็นเจตสิก. สนใจ, ปัญญา, เกลียดชัง, ปีติ, ทั้งหมดคือเจตสิก. พวกเขาผุดอุบัติขึ้นมากับจิตสำนึกและปรุงแต่งคุณภาพทางจริยธรรมองมัน (Number Two, Cetasika, mental factors. These are the 52 qualities that color every moment of consciousness. Greed is a Cetasika. Compassion is a Cetasika. Attention, wisdom, hatred, joy, all Cetasikas. They arise with consciousness and shape its moral quality.)

          หมายเลข สาม, รูป, ความเป็นจรอิงทางวัตถุ, โลกกายภาพ, ร่างกายของคุณ, สมองของคุณ, วัตถุ/สสารทั้งหมดแตกแยกกันลงมาสู่ 28 ปรากฏการณ์ทางวัตถุ. ทั้งหมดผุดอุบัติขึ้นจาก 4 ธาตุอันยิ่งใหญ่.  (Number Three, Rupa, material reality, the physical world, your body, your brain, all matter broke down into 28 distinct material phenomena. All arising from four great elements.)

          หมายเลข สี่, นิพพาน, สภาวะไม่ถูกปรุงแต่ง, ความเป็นจริงหนึ่งเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ผุดอุบัติและไม่ได้ผ่านเลยไป. เป้าหมาย. (Number Four, Nibbana, the unconditioned, the only reality that does not arise and does not pass away. The Goal.)

ปฏิสัมพันธ์ ของ จิตกับกาย (Mind-body interaction)

          ทีนี้, วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสมัยใหม่ได้มีโครงกรอบงานของมัน. เซลล์ประสาททั้งหลาย, ส่วนต่างๆของสมอง, จุดประสานประสาท, โครงข่ายเซลล์ประสาทเทียม, จิตสำนึก. ตรงนี้คือคำถาม. กรอบความคิด/การทำงาน ทั้งสองนี้ กำลังมองสิ่งเดียวกันจากคนละมุมที่แตกต่างกันหรือไม่? เรามาค้นหากัน. การเปรียบเทียบแรกเป็นสิ่งที่คือรากฐานมากที่สุดอันหนึ่ง. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาบอกว่า, “"ประสาทวิทยาศาสตร์บอกเราว่า จิตก็คือสิ่งที่สมองทำ. จิตสำนึกได้ถูกผลิตสร้างโดยเซลล์ประสาททั้งหลาย. คิดถึงมันเหมือนคอมพิวเตอร์หนึ่ง. สมองคือฮาร์ดแวร์; จิตคือซอฟท์แวร์ทำงานอยู่บนมัน.”    (Now, modern neuroscience has its own framework. Neurons2, synapses3, neurotransmitters, brain regions, neural networks4, consciousness. Here is the question. Are these two-framework looking at the same thing from different directions? Let’s find out. The first comparison is the most fundamental one. Neuroscience says, “The neuroscience says the mind is what the brain does. Consciousness is produced by neurons. Think of it like a computer. The brain is the hardware; the mind is the software running on it.)

          2 Neurons (รูปพหูพจน์ของ Neuron) แปลว่า "เซลล์ประสาท"

ในทางวิทยาศาสตร์และโครงข่ายประสาทเทียม มีรายละเอียดเพิ่มเติมดังนี้ครับ:

  • ระบบชีววิทยา: เป็นหน่วยทำงานพื้นฐานของสมองและระบบประสาท มีหน้าที่รับ-ส่งสัญญาณไฟฟ้าและเคมีเพื่อควบคุมการทำงานต่างๆ ของร่างกาย
  • โครงสร้างหลัก: ประกอบด้วย ตัวเซลล์ (Soma), เดนไดรต์ (Dendrite) ที่ทำหน้าที่รับสัญญาณ และ แอกซอน (Axon) ที่ทำหน้าที่ส่งสัญญาณ
  • เทคโนโลยี (AI / Machine Learning): อาจหมายถึง "โหนด" หรือหน่วยประมวลผลย่อยในโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Networks) ที่จำลองการทำงานมาจากสมองมนุษย์

            3 คำว่า Synapse (ไซแนปส์) หรือในรูปพหูพจน์ Synapses แปลเป็นภาษาไทยทางการแพทย์และชีววิทยาว่า "จุดประสานประสาท" หรือ "รอยต่อระหว่างเซลล์ประสาท"

จุดประสานประสาท - วิกิพีเดีย

ทำความรู้จักกับ <b>Synaptic</b> Plasticity ที่เกี่ยวข้องกับความทรง ...

<b>Synapse</b> คืออะไร? สัญญาณประสาทส่งต่อยังไง หลังจาก action ...

<b>Synapse</b> คืออะไร องค์ประกอบและขั้นตอนการส่งสัญญาณประสาท

Chemical <b>Synapse</b> คืออะไร? กลไกการส่งสัญญาณผ่านสารสื่อประสาท

<b>Synapse</b> คืออะไร องค์ประกอบและขั้นตอนการส่งสัญญาณประสาท

<b>Synapses</b> (ไซแนปส์)⚡️ คือรอยต่อของเซลล์ประสาทระหว่าง แอกซอน ...

<b>Synapse</b> คืออะไร องค์ประกอบและขั้นตอนการส่งสัญญาณประสาท

ความหมายโดยละเอียดมีดังนี้ครับ:

  • หน้าที่หลัก: เป็นบริเวณที่เป็น จุดเชื่อมต่อหรือช่องว่างขนาดเล็ก ระหว่างเซลล์ประสาทสองเซลล์ หรือระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์กล้ามเนื้อ/เซลล์ต่อม
  • กลไกการทำงาน: เป็นจุดที่ใช้ในการ ส่งผ่านกระแสประสาทหรือข้อมูล จากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง โดยอาศัยสารเคมีที่เรียกว่า "สารสื่อประสาท" (Neurotransmitter) หรือกระแสไฟฟ้า

เกร็ดเพิ่มเติมในบริบทอื่น:

Razer Synapse: ไอที/เกมมิ่ง: หากคุณหมายถึงซอฟต์แวร์ เช่น Razer Synapse จะเป็นชื่อเฉพาะของโปรแกรมที่ใช้สำหรับตั้งค่าและควบคุมอุปกรณ์เกมมิ่งของแบรนด์ Razer (เช่น เมาส์, คีย์บอร์ด)

          4 Neural Network แปลเป็นไทยว่า "โครงข่ายประสาทเทียม" หรือบางครั้งเรียกว่า "เครือข่ายประสาทเทียม"

ความหมายและการทำงาน

  • คำจำกัดความ: คือแบบจำลองทางคณิตศาสตร์หรือคอมพิวเตอร์ที่ถูกออกแบบมาให้เลียนแบบการทำงานของเซลล์ประสาท (Neurons) ในสมองของมนุษย์
  • หน้าที่หลัก: ใช้ประมวลผลข้อมูล ค้นหาความสัมพันธ์หรือรูปแบบที่ซับซ้อน (Pattern recognition) และช่วยให้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สามารถตัดสินใจ เรียนรู้จากความผิดพลาด และคาดการณ์สิ่งต่างๆ ได้ เช่น การจดจำใบหน้า การแปลภาษา หรือระบบแนะนำคอนเทนต์
  • โครงสร้างพื้นฐาน: ประกอบด้วยชั้นต่างๆ ได้แก่
    1. ชั้นรับข้อมูล (Input Layer)
    2. ชั้นซ่อน (Hidden Layer)
    3. ชั้นแสดงผลลัพธ์ (Output Layer)

          แต่นี่คือปัญหาที่ลึกล้ำที่สุดของวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา, และพวกเขาก็ได้ยอมรับเรื่องนี้อย่างเปิดกว้าง. พวกเขาสามารถอธิบายได้ว่าสมองมีกระบวนการกับข้อมูลอย่างไร.พวกเขาสามารถเฝ้าดูเซลล์ประสาทยิงปะจุได้. พวกสามารถทำแผนที่ได้ว่าส่วนไหนของสมองกระทำการขึ้นเมื่อคุณรู้สึกหวาดกลัวหรือรักหรือเจ็บปวด. แต่พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้เลยว่า ทำไมถึงได้มีประสบการณ์รับรู้ขึ้น. ทำไมการมองเห็นสีแดงถึงทำให้มีความรู้สึกเหมือนเป็นอะไรบางอย่าง? ทำไมการทำงานของสมองทั้งหมดถึงไม่เกิดขึ้นไปเงียบๆ มืดๆ โดยที่เราไม่ต้องมีประสบการรับรู้ภายในเลยล่ะ? นี้คืออะไรที่นักปรัชญาที่ชื่อ เดวิด ชาร์เมอร์ส ได้เรียกมันว่า ‘ปัญหาอันยากหนักหนาของ จิตสำนึก”. และ, จนถึงทุกวันนี้, วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาไม่มีคำตอบกับเรื่องนี้. ไม่มีเลย. (But here is neuroscience’s deepest problem, and they admit this openly. They can explain how the brain processes information. They can watch neurons fire. They can map which brain region activates when you feel fear or love or pain. But they cannot explain why there is experience at all. Why does seeing the color red feel like something? Why doesn’t all that brain processing just happen in the dark with no inner experience? This is what philosopher David Charmers called ‘the hard problem of consciousness’. And, as of today, neuroscience has no answer. None.)

ทีนี้, มาดูที่อะไรซึ่งพระอภิธรรมทำ. พระอภิธรรมได้ทำการจำแนกไว้อย่างชาญฉลาดเลิศ. พระอภิธรรมได้แบ่งแยกความเป็นจริงไปเป็น นาม, ทางจิตใจ, และรูป, ทางกายภาพ. ทั้งสองสิ่งเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน. พวกเขาผุดอุบัติขึ้นมาด้วยกัน. พวกเขาต่างกำหนดสภาวะซึ่งกันและกัน/เป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน. แต่ว่าพวกเขาคือความเป็นจริงที่แยกจากกันคนละชนิดโดยรากฐาน. สมองนั้น, อวัยวะทางถายภาพ, เซลล์ประสาททั้งหลาย, สารสื่อประสาททั้งหลาย, นั่นคือรูป, ความเป็นจริงเชิงวัตถุ. (Now, look at what the Abhidhamma does. The Abhidhamma makes a brilliant distinction. It separates reality into Nama, the mental, and Rupa, the physical. These two are not the same thing. They arise together. They condition each other. But they are fundamentally distinct categories of reality. The brain, the physical organ, the neurons, the neurotransmitters5, this is Rupa, material reality.)

5 สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) คือ สารเคมีที่เซลล์ประสาทสร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นตัวกลางในการสื่อสารและส่งข้อความจากเซลล์ประสาทหนึ่งไปยังเซลล์ประสาทอื่น ๆ หรือไปยังเซลล์เป้าหมาย เช่น เซลล์กล้ามเนื้อและต่อมต่าง ๆ ผ่านช่องว่างไซแนปส์ (Synapse) เพื่อควบคุมการทำงานของร่างกาย ความคิด อารมณ์ และความรู้สึก ข้อมูลจาก Cleveland Clinic

สารสื่อประสาทชนิดสำคัญและหน้าที่

  • เซโรโทนิน (Serotonin): ช่วยควบคุมอารมณ์ให้คงที่ การนอนหลับ ความอยากอาหาร และการรับมือกับความเจ็บปวด
  • โดปามีน (Dopamine): เกี่ยวข้องกับระบบรางวัล (Reward) แรงจูงใจ ความรู้สึกยินดี การโฟกัส และการเคลื่อนไหว
  • กาบา (GABA): เป็นสารสื่อประสาทชนิดยับยั้งหลัก ช่วยให้สมองและร่างกายผ่อนคลาย ลดความวิตกกังวล และช่วยให้นอนหลับได้ดี
  • กลูตาเมต (Glutamate): เป็นสารสื่อประสาทชนิดกระตุ้นหลัก มีบทบาทสำคัญต่อการเรียนรู้และความจำ
  • นอร์อีพิเนฟริน (Norepinephrine): ช่วยให้ร่างกายตื่นตัว มีสมาธิ และตอบสนองต่อภาวะเครียด (Fight-or-Flight)
  • อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine): ควบคุมการหดตัวของกล้ามเนื้อ ความจำ การเรียนรู้ และการนอนหลับช่วง REM

 

 

         

          จิตสำนึก, การรับรู้ล้วน ๆ – ไม่ปรุงแต่ง, ประสบการณ์รับรู้, นี้คือนาม, ความเป็นจริงทางจิตใจ. และพระอภิธรรมบอกว่า, “จิตสำนึกไม่ได้มาจากสมอง. ค่อนข้างว่า, สมองและจิตสำนึกผุดอุบัติขึ้นมาร่วมกัน, ต่างเป้นปัจจัยซึ่งกันและกัน ผ่าน ปฏิจจสมุปบาท, การกำเนิดขึ้นโดยเป็นเหตุปัจจัยจ่อกัน. ไม่มีอันไหนสร้างสรรค์อีกฝ่ายขึ้นมา. ไม่มีอันไหนดำรงอย๔ได้โดยเป็นเอกราช/ไม่พึ่งพาต่อกันและกัน.นี้ไม่ใช่เรื่องทางปรัชญา. นี่คือแบบจำลองที่แตกต่างไปอย่างสมบูรณ์ของ ปฏิสัมพันธ์ ของ จิตและกาย.”    (Consciousness, the bare knowing, the experience, this is Nama, mental reality. And the Abhidhamma says, “Consciousness does not come from the brain. Rather, the brain and consciousness arise together, mutually conditioning each other through Paticca samupada6, dependent origination. Neither creates the other Neither exists independently of the other. This is not just philosophy. This is a completely different model of mind-body interaction.)

          6 ปฏิจจสมุปบาท (บาลี: paṭiccasamuppāda) คือ หลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนา แปลว่า "การเกิดขึ้นโดยอาศัยเหตุปัจจัย" หรือการที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดขึ้น

หลักการพื้นฐานสรุปได้ว่า:

"เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนั้นจึงมี; เพราะสิ่งนี้เกิดขึ้น สิ่งนั้นจึงเกิดขึ้น"
"เพราะสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนั้นจึงไม่มี; เพราะสิ่งนี้ดับไป สิ่งนั้นจึงดับไป"

และนี่คือสิ่งน่าทึ่งยิ่งไปกว่านั้น. มันเป็นข้อสรุปเดียวกันกับที่สาขาการรับรู้ผ่านกายภาพในประสาทวิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังเดินทางมาถึงอย่างช้าๆ. การวิจัยค้นคว้าเมื่อเร็วๆนี้จาก 2025 ในวารสาร’การทบทวน/วิจารณ์ด้านวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา และ พฤติกรรมชีวภาพ’ ได้อธิบายไว้ถึงว่า สมองไม่ได้เป็นเช่นผู้ผลิตสร้างของจิตสำนึก, แต่เป็นเช่นส่วนหนึ่งความพึ่งพาอาศัยกันอย่างลึกล้ำที่สุดของระบบสภาพแวดล้อม จิต – กาย. สภาวะฉันท์มิตร, การผุดอุบัติขึ้นอย่างพึ่งพาต่อกัน. พระพุทธเจ้าได้อธิบายเรื่องนี้มา 25 ศตวรรษล่วงมาก่อนแล้ว.  (And here is what is stunning. It is the same conclusion that the field of embodied cognition in modern neuroscience is slowly arriving at. Recent research from 2025 in the journal ‘Neuroscience and Biobehavioral Reviews’ described the brain not as the producer of consciousness, but as part of a deeply interdependent mind-body environment system. Mutual conditioning, dependent arising. The Buddha described this 25 centuries ago.)

ตอนนี้, ตรงนี้คือคุณค่าเชิงปฏิบัติสำหรับชีวิตของคุณ. ถ้าคุณเชื่อในแง่มุมเชิงวัตถุ, ว่าคุณเป็นแค่สารเคมีทางสมอ, แค่เซลล์ประสาทและฮอร์โมนทั้งหลาย, ดังนั้นแล้ว, คุณไม่มีอำนาจในการตัดสินใจหรือควบคุมชีวิตตัวเองได้อย่างแท้จริง. แต่ถ้าคุณเข้าใจในแง่มุมของพระอภิธรรม, ว่าจิตสำนึกและสสารวัตถุมีสภาวะซึ่งกันและกัน, แต่จอิตสำนึกมีธรรมชาติของตนเอง, อิสรภาพของตัวมันเอง, ความสามารถในการทำตนเองให้บริสุทธิ์ได้, แล้วคุณก็จะตระหนักรู้ว่าคุณสามารถอย่างแท้จริงที่จะเปลี่ยนจิตของคุณได้. ไม่ใช่แค่ด้วยการปฏิบัติสมาธิ, ไม่ใช่แค่เพียงการปรับเปลี่ยนสารเคมีในสมองเท่านั้น, แต่ผ่านทางการทำความเข้าใ การใส่ใจ, และการฝึกปฏิบัติ. นั่นคือความแตกต่างในแง่ปฏิบัติที่สำคัญมากที่สุดของระบบทั้งสองเหล่านี้.  (Now, here is the practical value for your life. If you believe the materialist view, that you are just your brain chemistry, just neurons and hormones, then you have no real agency. You are just biology reacting. But if you understand the Abhidhamma view, that consciousness and matter condition each other, but consciousness has its own nature, it own freedom, its own compacity for purification, then you realize you can actually change your mind. Not just with medication, not just by manipulating brain chemistry, but through understanding, attention, and practice. That is the most important practical different between these two systems.)

กระบวนการรู้คิด (Cognitive processes)

          17 ทุกชั่วขณะเดี่ยวของประสบการณ์รับรู้ ในพระอภิธรรม, ทุกครั้งที่ตาของคุณมองเห็น, หูของคุณได้ยินเสียง, ได้คลี่เผยออกมาอย่างชัดเจนถึง 17 ชั่วขณะของความคิด. ไม่ใช่ 16, ไม่ 18. 17. และทุกชั่วขณะความคิดทั้งหลายนี้ผุดอุบัติขึ้น, สำแดงหน้าที่ประโยชน์ของมัน, และผ่านไปอย่างสมบูรณ์ก่อนที่อันถัดไปจะเริ่มต้น. และนี่คือที่มันทำงานอย่างไร, และผมรต้องการให้คุณอยู่กับผมที่นี่ เพราะว่านี้เป็นสิ่งโน้มน้าวจิตมากที่สุดที่คุณจะได้ยินในวันนี้. (17 in the Abhidhamma every single moment of experience, every time your eye sees something, every time your ear hears a sound, unfolds in exactly 17 thought moments. Not 16, not 18. 17. And each of thought moments arises, performs its function, and passes away completely before the next one begins. Here is how it works, and I want you to stay with me here because this is the most mind-bending thing you will hear today.)

ในตอนนี้, ขณะที่คุณชมวิดีโอนี้อยู่, แสงได้มากระทบดวงตาของคุณ. เปลือกสมองส่วนรับภาพของคุณกำลังประมวลผลภาพนั้นอยู่. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาบอกว่าการนี้ใช้เวลาประมาณ 10 ลิลิวินาที. 1/100 ของ 1 วินาที. แต่พระอ-ธรรมบอกว่า, เมื่อใดที่กระบวนการทางกายภาพนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์, อะไรบังเกิดขึ้นในจิตของคุณในการตอบสนองต่อมัน เป็นที่แน่ชัดว่าคือ 17 ลำกับขั้นตอนของเหตุการณ์ทั้งหลายทางจิตใจ. มาฟังในแต่ละขั้นตอนกัน.    (Right now, as you watch this video, light is hitting your eyes. Your visual cortex is processing that image. Neuroscience says this takes approximately 10 milliseconds, 1/100 of a second. But the Abhidhamma says, once that physical processing is complete, what happens in your mind in response to it is the precise sequence of 17 mental events. Listen to each one.)

ขั้นที่หนึ่ง, สอง, สาม. -ภวังค์คะ. นี้คือความต่อเนื่องของชีวิต. นี่คือกระแสสำนึกขั้นพื้นฐานของคุณที่ไหลเวียนอยู่เงียบ ๆ ในเบื้องหลัง ราวกับแม่น้ำใต้ดิน. เมื่อสิ่งรับรู้ทางประสาทสัมผัสมากระทบ ในขั้นแรกภวังคจิตจะสั่นสะเทือนตอบสนอง, จากนั้นจึงเกิดการสะดุด แล้วจึงถูกตัดขาด สามขั้นตอนนี้นั้นเป็นไปเพียงเพื่อปลุกจิตให้ตื่นขึ้นมารับสัญญาณที่กำลังเข้ามา.  (Stage One, Two, Three. Bhavanga7. This is the life continuum. This is you baseline consciousness flowing silently in the background like an underground river. When a sense object arrives, the bhavanga first vibrates in response, then this interrupted, then cut off. Three stages jut to wake the mind up to the incoming signal.)

7 ภวังคะ (บาลี: ภว + องฺคะ) หรือที่นิยมเรียกในพระอภิธรรมว่า ภวังคจิต (Bhavanga-citta) แปลตามพยัญชนะว่า "องค์ของภพ" หรือ "เงื่อนไขของการดำรงอยู่"

ความหมายและหน้าที่ของภวังคจิต

  • ความหมาย: คือ สภาวะจิตที่ทำหน้าที่สืบต่อความเป็นภพชาติ เป็นจิตในระดับจิตใต้สำนึก ที่ไม่ได้ขึ้นวิถี ไม่ได้รับอารมณ์ภายนอกผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ
  • ลักษณะการทำงาน:
    • เกิดขึ้นสืบต่อกันไปเรื่อยๆ เพื่อรักษาความเป็นตัวตนหรือภพภูมินั้นๆ
    • จะไหวตัว (ตัดกระแสภวังค์) เฉพาะเมื่อมีอารมณ์มากระทบทางทวารทั้ง 6 แล้วเปลี่ยนไปเป็น วิถีจิต (จิตที่รับรู้อารมณ์และคิดนึก)
    • เมื่อวิถีจิตนั้นดับลง จิตก็จะตกลงสู่กระแสภวังคจิตใหม่อีกครั้งสลับกันไปตลอดเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่

ขั้นที่ สี่, อาวัชชนะ - ห้าประตูหันรับรู้อารมณ์(ปัญจทวารวัชชนะ). จิตนั้นหันไปสู่ประตูสัมผัสรู้สึก. ความสนใจเริ่มต้นที่จะเคลื่อนที่.  (Stage Four. Avajjana8. Five-door adverting. The mind turns toward the sense door. Attention begins to move.)

8 Āvajjana (อาวัชชนะ) คือ ศัพท์ในทางพระอภิธรรม หมายถึง "การรำพึงถึงอารมณ์" หรือการที่จิตเบนความสนใจหันไปรับรู้สิ่งเร้า (อารมณ์) ที่เพิ่งเข้ามาปะทะ ถือเป็น "วิถีจิตดวงแรก" ในกระบวนการทำงานของจิตเมื่อพ้นจากภาวะหลับสนิท (ภวังค์) เพื่อเปิดรับการรับรู้ในทางทวารต่างๆ

ในการทำงานของจิต (วิถีจิต) อาวัชชนะจะทำหน้าที่เสมือนตัวเปิดประตูรับรู้ โดยแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักตามช่องทางที่อารมณ์มากระทบ: [1]

  • ปัญจทวาราวัชชนะ: การรำพึงถึงอารมณ์ทางทวารทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย เมื่อมีรูป เสียง กลิ่น รส หรือการสัมผัสมากระทบ จิตดวงนี้จะเกิดขึ้นเพื่อรับรู้ว่ามีสิ่งเร้ามาปะทะ แต่ยังไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคืออะไร (เกิดก่อนการเห็นหรือการได้ยิน)
  • มโนทวาราวัชชนะ: การรำพึงถึงอารมณ์ทางใจ (มโนทวาร) เป็นจุดเริ่มต้นของการนึกคิด เรื่องราว หรือความดำริต่างๆ ที่เกิดขึ้นภายในใจโดยตรง

ลักษณะสำคัญ: อาวัชชนะจัดเป็น "กิริยาจิต" คือเป็นเพียงกิริยาอาการรับรู้ของจิตตามธรรมชาติ ไม่ใช่ทั้งกุศลและอกุศล จึงยังไม่มีการตัดสินว่าเป็นบุญหรือบาปในขณะจิตนั้น

ขั้นที่ ห้า, ทัศนะ, การมองเห็นจิตสำนึกผุดอุบัติขึ้น. นี่คือการมองเห็นที่บริสุทธิ์, เปล่าเปลือยล้วน ๆ (ยังไม่มีการปรุงแต่ง). ยังไม่วินิจฉัยตัดสิน.ไม่มีการชอบหรือไม่ชอบ. แค่มองเห็น.   (Stage Five, Dasana, seeing consciousness arises. This is pure, bare seeing. No judgment yet. No like or dislike. Just seeing.)

ขั้นตอนที่ หก. สัมปฏิจฉนะ. การเปิดรับ. จิตรับวัตถุจากการมองเห็นขอแงจิตสำนึก และส่งมันต่อไปข้างหน้า.   (Stage Six. Sampatcchana9. Receiving. The mind the object from the seeing consciousness and passes it forward.)

9 Sampatcchana หรือในภาษาไทยเขียนว่า สัมปฏิจฉนะ (มักพบในรูปคำว่า สัมปฏิจฉนจิต หรือ สัมปฏิจฉนกิจ) คือ จิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากทวิปัญจวิญญาณ (วิญญาณทางตา หู จมูก ลิ้น หรือกาย) ในกระบวนการทำงานของวิถีจิตตามหลักพระอภิธรรมของพระพุทธศาสนา

เพื่อให้เข้าใจง่าย กระบวนการทำงานของจิตเมื่อมีสิ่งมากระทบจะมีลำดับดังนี้:

1.       การรับรู้ขั้นแรก (ทวิปัญจวิญญาณ): เช่น ตาเห็นรูป หูได้ยินเสียง เมื่อจิตเห็นหรือจิตได้ยินทำหน้าที่ของมันเสร็จแล้วก็จะดับไป

2.       การรับช่วงต่อ (สัมปฏิจฉนะ): สัมปฏิจฉนจิต จะเกิดขึ้นทันทีเพื่อทำหน้าที่ "รับพร้อมซึ่งอารมณ์" หรือรับช่วงต่อจากจิตเห็น/จิตได้ยินนั้นชั่วขณะหนึ่ง เพื่อส่งต่อไปยังจิตดวงถัดไป

3.       การไต่สวนและตัดสิน (สันตีรณะ และ โวฏฐัพพนะ): จิตดวงถัดไปจะทำการพิจารณาไต่สวนและตัดสินอารมณ์นั้น ก่อนจะเกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบตามมา

คุณลักษณะของสัมปฏิจฉนจิต

  • เป็นวิบากจิต (ผลของกรรม): สัมปฏิจฉนจิตเป็นผลมาจากกรรม ไม่ใช่ตัวสร้างกรรมใหม่
  • แบ่งเป็น 2 ประเภทตามอารมณ์ที่ได้รับ:
    • กุศลวิบาก: รับอารมณ์ที่ดี (เช่น ภาพที่สวยงาม เสียงที่ไพเราะ)
    • อกุศลวิบาก: รับอารมณ์ที่ไม่ดี (เช่น ภาพที่ไม่น่าดู เสียงที่ไม่พึงประสงค์) [1, 2, 3]
  • เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา: ไม่ว่าจะรับอารมณ์ที่ดีหรือไม่ดี ตัวสัมปฏิจฉนจิตจะรู้สึกเฉย ๆ (อุเบกขา) ในขณะที่ทำหน้าที่รับช่วงต่อ

ขั้นตอนที่ เจ็ด. สันตีรณะ. การพิจารณาสอบสวน. จิตตรวจสอบวัตถุที่เข้ามานั้น. นี้คืออะไร?  (Stage Seven. Santirana10, Investigating. The mind examines the object. What is this?)

10 "สันตีรณะ, การพิจารณาไตร่ตรอง. จิตทำการตรวจสอบอารมณ์ (หรือวัตถุที่รับรู้)"

คำอธิบายเพิ่มเติมตามหลักอภิธรรม (พุทธศาสนา):

  • Santirana (สันตีรณะ): แปลว่า การพิจารณา หรือการไตร่ตรอง
  • Investigating: การสืบสวน, การตรวจสอบ, การพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
  • The mind examines the object: จิตทำหน้าที่ตรวจตราหรือรับรู้อารมณ์ (คำว่า "object" ในทางธรรมหมายถึง "อารมณ์" หรือสิ่งที่จิตไปรับรู้ เช่น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)

ในทางพระอภิธรรม "สันตีรณจิต" คือจิตที่ทำหน้าที่พิจารณาอารมณ์เบื้องต้น หลังจากที่กายหรือประสาทสัมผัสได้รับรู้สิ่งนั้นเข้ามา ก่อนที่จะส่งต่อไปยังขั้นตอนการตัดสินใจ (โวฏฐัพพนะ) ต่อไป

ขั้นตอนที่ แปด. โวฏฐัพพนะ. ตัดสินอารมณ์. จิตได้จำแนกแยกแยะวัตถุที่เข้ามานั้น. นี้คือโฉมหน้า. นี้คือรางวัล. นี่คือความสวยงาม. นี้คืออาหาร.   (Stage Eight. Vatthapana11. Determining. The mind classifies the object. This is a face. This is a treat. This is beautiful. This is food.)

11 Vatthapana (บาลี: Votthapana หรือในภาษาไทยเขียนว่า โวฏฐัพพนะ / โวฏฐัพพนจิต) คือ จิตที่ทำหน้าที่ "ตัดสินอารมณ์" ซึ่งเป็นหนึ่งในขั้นตอนสำคัญของกระบวนการทำงานของจิตเมื่อมีสิ่งมากระทบตามหลักพระอภิธรรม (เรียกว่า "วิถีจิต")

ในกระบวนการรับรู้ทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) จิตจะทำงานต่อเนื่องกันเป็นลำดับขั้น โดยหน้าที่ของ Vatthapana มีความสำคัญดังนี้ครับ:

1. หน้าที่หลักในวิถีจิต

หลังจากที่ร่างกายได้รับสิ่งเร้า เช่น ตาเห็นภาพ หรือหูได้ยินเสียง จิตจะส่งต่อข้อมูลผ่านการรับและไต่สวน จนมาถึงขั้นตอนของ Vatthapana (โวฏฐัพพนะ) ซึ่งจะทำหน้าที่ ชี้ขาดและกำหนด ว่าอารมณ์หรือสิ่งที่เข้ามากระทบนั้นคืออะไร ดีหรือไม่ดี และควรจะจัดการหรือรู้สึกกับมันอย่างไรต่อไป

2. จุดเปลี่ยนสำคัญของการเกิด "กรรม"

Vatthapana เป็นเหมือนสะพานเชื่อมชิ้นสำคัญ:

  • เป็นจิตที่ทำหน้าที่จัดแจงทิศทาง (มนสิการ)
  • การตัดสินในขั้นตอนนี้จะเป็นตัวกำหนดว่า จิตในขณะถัดไป (เรียกว่า ชวนจิต หรือขั้นตอนการเสพเสวยอารมณ์) จะเกิดเป็น กุศล (คิดดี) หรือ อกุศล (คิดไม่ดี/กิเลส)
  • หากในขั้นตอนนี้ขาดสติ เป็น อโยนิโสมนสิการ (การพิจารณาไม่แยบคาย) จิตดวงต่อไปก็จะเป็นอกุศลกรรม แต่หากมีสติ เป็น โยนิโสมนสิการ (การพิจารณาโดยแยบคาย) ก็จะเปลี่ยนวิถีจิตให้เป็นกุศลกรรมได้

ขั้นตอนที่ 9 ไปถึง 15. ชวนะ. 7 ชั่วขณะของชวนะ. คำนี้ หมายถึงการวิ่งไปอย่างไหลลื่นรวดเร็ว. เหล่านี้คือชั่วขณะแรงกระตุ้นชั่ววูบทั้งหลาย. นี้คือที่ซึ่งความตั้งใจผุดอุบัติขึ้น. ยี้คือกรรมได้ถูกสร้างทำขึ้น. ใน 7 ชั่วขณะปานสายฟ้าแลบเหล่านี้เกิดขึ้นนั้น, จิตตอบสนองต่อวัตถุนั้น ด้วยความตะกละ, ด้วยความกรุณา, ด้วยความหวาดกลัว, ด้วยปัญญา, ด้วยมายาภาพ. อะไรก็ตามที่เจตสิกผุดอุบัติขึ้นใน 7 ชั่วขณะเหล่านี้ จะกำหนดคุณลักษณะกรรมของประสบการณ์รับรู้ทั้งปวง.´   (Stage Nine through 15. Javana12. Seven moments of javana. This word means running swiftly. These are the seven impulse moments. This is where intention arises. This is karma is made. In these seven lightning-fast moments, the mind responds to the object with greed, with passion, with fear, with wisdom, with delusion. Whatever Cetasika13 arise in these seven moments determine the karmic quality of the entire experience.)

12 "ชวนะ" (Javana) ในทางจิตวิทยาภาพยนตร์และพระพุทธศาสนา (จิตปรมัตถ์) แปลว่า "การแล่นไปของจิต" หรือ "ช่วงเวลาที่จิตเสวยอารมณ์"

อธิบายให้เข้าใจง่ายๆ คือ เป็น ขั้นตอนที่จิตตกลงใจ หรือทำการตอบสนอง (กุศล หรือ อกุศล) ต่อสิ่งที่เราได้รับรู้ผ่านตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เป็นจุดที่เกิดการปรุงแต่ง บุญ บาป หรือความรู้สึกชอบ ไม่ชอบ กลัว หรือโกรธ ขึ้นมาจริงๆ ในใจ [1]

หากเปรียบเทียบกระบวนการทำงานของจิตเป็นขั้นตอน จะเห็นภาพชัดขึ้นดังนี้:

1.       รับรู้: ตาเห็นภาพ (เช่น เห็นสุนัขตัวใหญ่)

2.       ตัดสิน: จิตแปลผลว่าสิ่งนี้คืออะไร (สุนัขตัวนี้กำลังแยกเขี้ยว)

3.       ชวนะ (Javana): จิตแล่นไปเกิดความรู้สึกและปฏิกิริยา (เช่น เกิดความกลัว เป็นอกุศลจิต หรือตกลงใจที่จะวิ่งหนี) ซึ่งจะเสวยอารมณ์นี้ซ้ำๆ กันอย่างรวดเร็ว (ตามหลักอภิธรรมคือเกิดดับติดต่อกัน 7 ครั้ง) [1, 2]

ดังนั้น ในทางจิตและวิถีจิต ชวนะ จึงหมายถึง ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการสร้างกรรม (Action/Reaction) ของจิตมนุษย์

          13 เจตสิก (บาลี: cetasika; สันสกฤต: caitasika) แปลว่า "ธรรมที่ประกอบกับจิต" หรือ "สิ่งที่เกิดขึ้นในใจ"

ความหมายตามหลักพระพุทธศาสนา (อภิธรรม)

เจตสิก คือ สภาพธรรมที่เป็นนามธรรม ซึ่งทำหน้าที่เป็นอาการหรือคุณสมบัติของจิต และคอยปรุงแต่งจิตให้คิดดี คิดชั่ว หรือเป็นกลาง โดยมีลักษณะ 4 ประการที่เกิดขึ้นพร้อมกับจิต:

1.       เกิดพร้อมกับจิต

2.       ดับพร้อมกับจิต

3.       มีอารมณ์เดียวกับจิต (รับรู้สิ่งเดียวกันในขณะนั้น)

4.       อาศัยวัตถุเดียวกับจิต (เกิดที่เดียวกัน เช่น ที่หทัยวัตถุ)

ประเภทของเจตสิก (ในทางเถรวาท มีทั้งหมด 52 ดวง)

แบ่งออกเป็น 4 กลุ่มหลัก ๆ:

1.       อัญญสมานาเจตสิก 13 (เจตสิกที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งฝ่ายดีและฝ่ายชั่ว ขึ้นอยู่กับว่าประกอบกับจิตประเภทไหน)

o    สัพพจิตตสาธารณเจตสิก 7 (เกิดร่วมกับจิตทุกดวง เช่น ผัสสะ, เวทนา, สัญญา, เจตนา, เอกัคคตา, ชีวิตินทริย, มนสิการ)

o    ปกิณณกเจตสิก 6 (เกิดร่วมกับจิตบางดวง เช่น วิตก, วิจาร, อธิโมกข์, วิริยะ, ปีติ, ฉันทะ)

2.       อกุศลเจตสิก 14 (เจตสิกที่มีลักษณะเป็นบาปหรือไม่ดี เช่น โลภะ, โทสะ, โมหะ, มานะ, ทิฏฐิ, วิจิกิจฉถะ, หิริ-โอตตัปปะที่ขาดหายไป, อหิริกะ, อโนตตัปปะ)

3.       โสภณเจตสิก 25 (เจตสิกที่มีลักษณะดีงาม เป็นกุศล เช่น สัทธา, สติ, หิริ, โอตตัปปะ, อโลภะ, อโทสะ, ปัญญา

ขั้นที่ 16 และ 17, ตฑาลัมพนะ, การลงทะเบียนยอมรับ. สองชั่วขณะสุดท้ายที่ซึ่งปรพะสบการณ์รับรู้ทั้งหลายถูหกบันทึกลงทะเบียนยอมรับขึเนในจิตเนื่อง. และแล้ว, ภวังคจิตก็ไหลเนื่องอีกครั้ง. 17 ขั้นตอนที่ใช้เวลาที่น้อยกว่าที่มันใช้ในการเซลล์ประสาทเดียวยิงประจุ.  (Stage 16 and 17, Tadaramana14, registration. Two final moments where the experience is registered in the mind continuum. And then, the bhavanga flows again. 17 stages in less time than it takes a single neuron to fire.)

14 Tadārammaṇa (บาลี: ตทารมณ์ หรือ ตทาลัมพนะ) ในทางพระพุทธศาสนา (พระอภิธรรม) แปลว่า "มีอารมณ์นั้น" หรือ "หน่วงเอาอารมณ์นั้น"

โดยคำนี้เกิดจากการประสมคำบาลี 2 คำ คือ:

  • ตท (ตํ) แปลว่า "นั้น"
  • อารมณ์ (อารมฺมณ) แปลว่า "สิ่งที่จิตยึดหน่วง, สิ่งที่ถูกรู้"

ในวิถีจิต (กระบวนการทำงานของจิต) ตทารมณจิต คือ จิตที่ทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากชวนจิต ยึดหน่วงอารมณ์เดิมที่เหลืออยู่ก่อนที่วิถีจิตนั้นจะสิ้นสุดลงและตกลงสู่ภวังค์ เปรียบเสมือนการ "บันทึก" หรือ "รับรู้เสร็จเด็ดขาด" (Registering or Retention consciousness) ในสิ่งที่เป็นผลมาจากกรรมนั่นเอง

 

ทีนี้, เปรียบเทียบสิ่งนี้กับแบบจำลองของกระบวนการการสัมผัสรู้สึกตามหลักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยายุคใหม่ระบุขั้นตอนการทำงานไว้ดังนี้, เริ่มจากการตรวจจับสิ่งเร้าที่อวัยวะรับสัมผัส, การส่งสัญญาณไปยังทาลามัสซึ่งเป็นศูนย์ส่งต่อกระแสประสาทของสมอง, จากนั้นจะถูกนำไปประมวลผลที่เปลือกสมองส่วนการรับรู้ปฐมภูมิ (Primary sensory cortex), ตามด้วยการประมวลผลขั้นที่สองในพื้นที่ส่วนประสานงาน (Association areas), แล้วจึงบูรณาการเข้ากับความจำและอารมณ์ความรู้สึกในสมองส่วนหน้า (Prefrontal cortex), ก่อนจะสิ้นสุดที่การสร้างการตอบสนองออกมา. คุณเห็นความคล้ายคลึงกันไหม? (Now compare this to neuroscience’s model of sensory processing. Modern neuroscience identifies stimulus detection at the sense organ, signal transmission to the thalamus, the brain’s relay center, then processing in the primary sensory cortex, then secondary processing in association areas, then integration with memory and emotion in the prefrontal cortex, then formation of a response. Do you see the parallel?)

ขั้นตอนทั้งหลายขอฃงพระอภิธรรม, อวัชชนะ, ทัศนะ, สัมปฏิจฉนะ, สันตีรณะ, และ โวฏฐัพพนะ กระจกเงาที่เกือบจะสะท้อนตรงชัดกับขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาในการ ตรวจหา, หน่วงช้า, กระบวนการปฐมภูมิ, การสอบสวน, และความตั้งใจมุ่งมั่น. แต่พระอภิธรรมไปในบางแห่งที่วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาไม่เคยได้ไปถึง, บรรดา 7 ชั่วขณะชวนะทั้งหลายนั้น. การระบุอย่างแน่ชัดที่จุดใดในลำดับขั้นตอนของกระบวนการรับรู้และคิด นี้ กรรมได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้น มี่ซึ่งความตั้งใจ, ความโลภ,  ความโกรธ, ความเมตตา และปัญญา อุบัติเกิดขึ้นและทิ้งร่องรอยพวกมันเอาไว้. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสามารถแสดงให้คุณเห็นได้ว่าสมองส่วนไหนทำงานในขณะที่เกิดกระบวนการทางอารมณ์, แต่ไม่สามารถแสดงให้เห็นถึงขณะจิตที่แน่ชัดที่ความตั้งใจ, ก่อตัวขึ้นมาได้. พระอภิธรรมสามารถทำได้ และนี่คือความสอดคล้องคู่ขนานที่ทำให้เหล่านักวิจัยถึงกับต้องหยุดชะงักตลึงงัน.  (The Abhidhamma stages of Avajjana, Dassana, Sampaticchana, Santirana, and Votthapana mirror almost exactly the neuroscience stages of detection, relay, primary processing, investigation, and determination. But the Abhidhamma goes somewhere neuroscience has never gone, those seven Javana moments. The exact identification of where in the cognitive sequence karma is created, where intention, greed, aversion, compassion, wisdom arise and leave their trace.)

(Neuroscience can show you which brain regions activate during emotional processing, bit it cannot show you the precise moment the intention forms. The Abhidhamma can. And here is the parallel that stopped researchers cold.)

จิต ใต้สำนึก (Subconscious mind15)

          15 Subconscious Mind (จิตใต้สำนึก) คือ จิตส่วนที่อยู่นอกเหนือจากการรับรู้ในปัจจุบัน แต่ทำหน้าที่เก็บข้อมูล ความทรงจำ ประสบการณ์ ความเชื่อ และอารมณ์ต่างๆ ที่เราสะสมมาตั้งแต่ในอดีต (รวมถึงวัยเด็ก) โดยที่ตัวเราในภาวะปกติอาจไม่รู้ตัว [1, 2, 3]

ลักษณะและการทำงานของจิตใต้สำนึก

  • เป็นคลังเก็บข้อมูลขนาดใหญ่: บันทึกทุกเหตุการณ์ ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เกิดขึ้นซ้ำๆ
  • ทำงานแบบอัตโนมัติ: ควบคุมการตอบสนอง พฤติกรรม อุปนิสัย และความรู้สึกบางอย่างโดยที่เราไม่สามารถสั่งการหรือห้ามได้ทันที เช่น อาการประหม่า ความกลัวอย่างไร้เหตุผล หรือความคุ้นชินในการกระทำต่างๆ
  • ไม่ใช้ตรรกะและเหตุผล: จิตใต้สำนึกจะรับข้อมูลและตอบสนองตามความรู้สึกหรือสิ่งที่ถูกป้อนซ้ำๆ โดยไม่วิเคราะห์ว่าถูกหรือผิด
  • ควบคุมการทำงานของร่างกาย: ดูแลระบบอัตโนมัติในร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ การหายใจ และการทำงานของระบบประสาท [1, 2, 3, 4]

ความแตกต่างระหว่างจิตสำนึกและจิตใต้สำนึก

  • จิตสำนึก (Conscious Mind): ส่วนที่เรากำลังรู้ตัว คิด วิเคราะห์ ตัดสินใจ และใช้เหตุผลอยู่ในขณะนี้
  • จิตใต้สำนึก (Subconscious Mind): ส่วนที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง ทำงานเงียบๆ แต่มีอิทธิพลต่อความคิด อารมณ์ และการตัดสินใจในชีวิตประจำวันเป็นอย่างมาก

          พระอภิธรรม อธิบายถึงภควังจิตว่าเป็นเช่นลำธารใต้สำนึกที่ไหลอยู่ของชีวิตที่เนื่องกัน, มักจะอยู่ภายใต้การรับรู้ที่ตื่นตัวอยู่เสมอ, ถูกกระตุ้นขึ้นระหว่างกระบวนการทางปัญญา, และมีความเชื่อมโยงกับความรู้สึกถึงความต่อเนื่องของตัวตนตลอดช่วงเวลา.  (The Abhidhamma describes the Bhavanga as a flowing subconscious stream of life continuum, always present beneath active cognition, activated between cognitive processes, associated with the sense of personal continuity across time.)

          ในปี 2011, บทความวิจัยชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Proceedings of the National Academy of Sciences ค้นพบถึง เครือข่ายการทำงานพื้นฐานของสมอง, กิจกรรมพื้นฐานของสมองเมื่อคุณไม่ได้เพ่งเน้นกับภาระงานใด, ทำงานในสภาวะที่จิตล่อยลอยไปไม่มีจุดหมาย, ความคิดที่อิงอยู่กับตนเอง, และสัมผัสรูสึกของความต่อเนื่อง ของอัตลักษณ์ส่วนบุคคล. ภวังคจิต, เป็น โครงข่ายรูปแบบทำงานเริ่มต้น, 2,500 ปีที่ห่างกัน, อธิบายถึงสิ่งเดียวกัน.   (In 2011, a landmark paper published in Proceedings of the National Academy of Sciences found that the default mode network, the brain’s baseline activity when you are not focused on a task, is active during mind-wandering, self-referential thought, and the sense of continuous, and the sense of continuous personal identity. The Bhavanga, the default mode network16, different words, 2 and ½ thousand years apart, describing the same thing.)

          16 Default Mode Network (DMN) แปลเป็นไทยว่า “เครือข่ายโหมดเริ่มต้น”

ความหมายและการทำงาน

DMN คือเครือข่ายหรือกลุ่มของบริเวณต่าง ๆ ในสมองที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งจะทำงานมากเป็นพิเศษในขณะที่เราไม่ได้จดจ่ออยู่กับโลกภายนอก หรือไม่ได้กำลังทำภารกิจที่ต้องใช้สมาธิ (เช่น ตอนนั่งเหม่อลอย ปล่อยใจไปเรื่อย ๆ นั่งคิดคนเดียว หรืออยู่ในสภาวะพักผ่อน)

  • หน้าที่หลัก: ใช้ในการประมวลผลโลกภายใน เช่น การหวนคิดถึงอดีต, การวางแผนหรือกังวลถึงอนาคต, การจินตนาการ, การคิดสร้างสรรค์, รวมไปถึงการทบทวนเรื่องราวเกี่ยวกับตัวตนและความรู้สึกของตัวเอง
  • ข้อดี: ช่วยให้เกิดความคิดสร้างสรรค์, การเชื่อมโยงประสบการณ์ในอดีตมาใช้กับปัจจุบัน, และการเข้าใจความรู้สึกหรือมุมมองของผู้อื่น
  • ข้อเสีย/จุดเปราะบาง: หาก DMN ทำงานมากเกินไป (Overactive) จะกลายเป็นตัวการที่ทำให้เกิดอาการ “คิดวน” (Rumination) ฟุ้งซ่าน ย้ำคิดย้ำทำกับเรื่องลบ ๆ จนนำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวล หรือภาวะซึมเศร้า

 

ปัจจัยทางจิตใจ และอารมณ์รู้สึก (Mental factors and emotion)

          ในตอนนี้, เรามาคุยกันเกี่ยวกับอารมณ์รู้สึก. เพราะว่านี้คือที่ซึ่งเรื่องนี้ได้ลงไปอย่างลึกถึงเรื่องส่วนบุคคล. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยายุคใหม่เข้าใจถึงอารมณ์รู้สึกผ่านเคมีในระบบประสาทเป็นหลัก. โดโปมีน คือรางวัลทางสารเคมี. มันขับดันการเสาะหา, การปรารถนา, การกระตุ้นเร้า. เซโรโตนิน ควบคุมอารมณ์และสุขภาวะ. คอร์ติโซลคือฮอร์โมนความตึงเครียด. ออกซิโตซินสรเงสรรค์ความยึดโยงและความไว้วางใจ. โนราเดรนาลีน ขับเคลื่อนการตอบสนองต่อการสูเหนือหนี. การค้นคว้าวิจัยอันสวยงาม, มีประโยชน์อย่างแท้จริง. ยาต้านความซึมเศร้าถูกพัฒนาขึ้นมาบนพื้นฐานความเข้าใจนี้, และมันช่วยผู้คนได้หลายล้านคน.  (Now, let’s talk about emotions. Because this is where this gets deeply personal. Modern neuroscience understands emotion primarily through neurochemistry17. Dopamine is the reward chemical. It drives seeking, craving, motivation, Serotonin regulates mood and well-being. Cortisol is the stress hormone. Oxytocin creates bonding and trust. Noradrenaline drives the fight or flight response. Beautiful research, genuinely useful. Antidepressants are built on this understanding, and they help millions of people.)

          17 Neurochemistry แปลเป็นภาษาไทยว่า "เคมีประสาท" หรือ "ประสาทชีวเคมี"

ความหมาย

  • เป็นสาขาวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับสารเคมีในระบบประสาท
  • ครอบคลุมถึงการศึกษาสารสื่อประสาท (Neurotransmitters), นิวโรเปปไทด์ (Neuropeptides) และโมเลกุลอื่นๆ รวมถึงยาทางจิตเวชที่คอยควบคุมและมีอิทธิพลต่อการทำงานของสมองและร่างกาย

 

แต่ในตอนนี้มามองดูที่อะไรซึ่งพระอภิธรรมเสนอให้. มี 52 ปัจจัยทางจิตใจ, เรียกว่า เจตสิก, นั่นผุดอุบัติกับทุกชั่วขณะของจิตสำนึกและกำหนดคุณลักษณะของมัน. ให้ผมพาคุณเดิน(นกลุ่มทั้งหลายที่เหตุสำคัญส่วนใหญ่ในชีวิตประจำวันของคุณ. 14 อกุศล เจตสิก, ปัจจัยทางจิตใจที่ไม่ดีงาม. เหล่านี้เป็นปัจจัยทางจิตใจที่สร้างสรรค์ความทุกข์/ความไม่สบายกายและใจ. พวกมันผุดอุบัติขึ้นในจิตสำนึกและปรุงแต่งมัน, หนทางเดียวกับที่หยดน้ำสีย้อมลงไปในน้ำใส.   (But now look at what the Abhidhamma offers. There are 52 mental factors, cetasikas, that arise with every moment of consciousness and determine its quality. Let me walk you through the groups that matter most for your daily life. The 14 akusala cetasikas, the unwholesome mental factors. These are the mental factors that create suffering. They arise in consciousness and taint it, the way a drop of dye colors clear water.)

          สามสำคัญมากที่สุด คือ สามรากของทุกข์, โลภะ, ตะกละ, ความติดยึด, ความอยากได้. เหตุปัจจัยทางจิตใจ(เจตสิก)ที่ทำให้คุณยึดติดอยู่กับประสบการณ์พึงพอใจ, ไล่ตามหลังอะไรที่คุณต้องการ, ตะครุบคว้าเอากับผู้คน, วัตถุทั้งหลาย, สถานะ, ความพอใจ. ความคล้ายคลึงคู่ขนานกันของวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา, โดพามีน-ขับเคลื่อนพฤติกรรมเสาะหารางวัลตอบแทน. แต่ที่ซึ่งวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยามองโดพามีนเป็นเช่นความเป็นกลางเชิงคุณค่า, แค่ทางเคมีหนึ่ง, พระอภิธรรมระบุอัตลักษณะโลภะว่าเป็นดุจรากของเหตุแห่งทุกข์. ไม่ใช่เพราะว่าความปรารถนาคือสิ่งชั่วร้าย, แต่เพราะการยึดติดต่อสิ่งๆไม่เที่ยง/จีรัง สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้. โทสะ, เกลียดชัง, สร้างความขัดแย้ง, โกรธ. เหตุปัจจัยที่ผลักดันให้ออกไปจากประสบหการณ์รับรู้อันไม่พึงพอใจ, สร้างความขัดแย้ง, ผลิตความร้อนระอุขึ้นในจิต. (The three most important are the three roots of suffering. Lobha, greed, attachment, craving. The mental factor that makes you cling to pleasant experiences, chase after what you want, grasp at people, objects, status, pleasure. Neuroscience’s parallel, dopamine-driven reward-seeking behavior. But where neuroscience sees dopamine as value-neutral, just a chemical, the Abhidhamma identifies Lobha as the root cause of suffering. Not because desire is evil, but because clinging to impermanent things creates inevitable pain. Dosa, hatred, aversion, anger. The mental factor that pushes away unpleasant experience, creates conflict, generates heat in the mind.)

          ความคล้ายคลึงของวิทยาศาสตร์วิทยาศาสตร์, คอร์ติโซลและ การเปิดรับสัญญาณของสมองส่วนอะมิกดาลา, การตอบสนองต่อภัยคุกคาม. แต่อีกครั้ง, วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาแค่อธิบายถึงกลไกการทำงาน. พระอภิธรรมบอกต่อคุณ, ปัจจัยทางจิตใจ, เมื่อมันผุดอุบัติขึ้น, ใส่พิษให้กับจิตสำนึกที่มันปรากฏขึ้นในนั้น. มันไม่ใช่แค่ความไม่สบายกายไม่สบายใจ; มันคือสาเหตุที่ส่งผลเป็นความทุกข์ของอนาคต.  (Neuroscience’s parallel, cortisol and amygdala activation, the threat response. But again, neuroscience just describes the mechanism. The Abhidhamma tells you, this mental factor, when it arises, poisons the consciousness it appears in. It is not just uncomfortable; it is the cause of future suffering.)

          โมหะ, มายาคติ, อวิชชา-ความไม่รู้, ความสับสน. เป็นรากฐานมากที่สุดในบรรดาทั้งสามสิ่ง´โมหะ เป็นปัจจัยของจิตใจของการไม่มองเห็นกระจ่างชัด, ไม่เข้าใจความไม่เที่ยง/ไม่จีรัง, ไม่เข้าใจถึงความไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้,ๆไม่เข้าใจว่าเหตุและผลทำงานเช่นไร. ทุกอกุศลจิต, ทุกชั่วขณะที่ไม่ดีงามของจิตสำนึก, บรรจุอยู่ด้วยโมหะ. มันเป็นรากอยู่ภายใต้รากทั้งหลายอื่นๆ.    (Moha, delusion. Ignorance, confusion. The most fundamental of the three. Moha is the mental factor of not seeing clearly, not understanding impermanence, not understanding the absence of a permanent self, not understanding how cause and effect work. Every akusala citta, every unwholesome moment of consciousness, contains moha. It is the root beneath the other roots.)

          และนออกเหนือจากรากทั้งสามนี้ก็ยังรากทั้งหลายอื่นอีก, พระอภิธรรมระบุอัตลักษณ์แยกแยะอีก 11 ปัจจัยทางจิตใจอันไม่ดีงาม, มีทั้ง มานะ - , ทิฏฐิ - ความเห็นผิด, อุทธัจจะ - ความฟุ้งซ่าน, กุกกุจจะ - ความรำคาญใจ/กังวลใจ, ถีนะ - ความหดหู่/ง่วงเหงา, มิธทะ - ความซึมเซา, เฉื่อยชา. (And in addition to these three roots, the Abhidhamma identifies 11 more unwholesome mental factors, including Mana, conceit, Ditthi, wrong view, Uddhacca, restlessness, Kukkucca, worry, Thina, sloth, Middha, torpor.)

          ในตอนนี้, นี่คือที่ซึ่งสิ่งนี้ได้กลายเป็นความเปลี่ยนรูปให้กับชีวิตของคุณ.วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสามารถแสดงให้เห็นว่า ความวิตกกังวลกระตุ้นต่อมอะมิกดาลา (สมองส่วนอารมณ์/ความกลัว) และทำให้ร่างกายท่วมท้นไปด้วยฮอร์โมนคอร์ติโซล. นั่นมีประโยชน์ที่จะรู้. แต่พระอภิธรรมบอกคุณอย่างแน่ชัดว่าปัจจัยทางจิตใจอันไหนที่ปรากฏปัจจุบัน เมื่อความกระตือรือร้นผุดอุบัติขึ้น. อุทธัจจะ, ความฟุ้งซ่าน. กุกกุจจะ, ความกังวล. มิจฉาทิฏฐิ, มุมมองผิดๆเกี่ยวกับอนาคต. โลภะ ความอยากได้ต่อสิ่งทั้งหลายที่จะเป็นแตกต่างจากอย่างไรที่พวกเขาเป็น. (Now here is where this becomes transformative for your life. Neuroscience can show that anxiety activates your amygdala and floods your system with cortisol. That is useful to know. But the Abhidhamma tells you exactly which mental factors are present when anxiety arises. Uddhacca, restlessness. Kukkucca, worry. Micchadirtthi, wrong view about the future. Lobha, craving for things to be different from how they are.)

และเพราะคุณรู้แน่ชัดว่ามีอะไรอยู่ตรงนั้น, คุณจึงรู้แน่ชัดว่าควรจะปลูกฝังอะไรขึ้นมาแทนที่. โสภณะ เจตสิก, ปัจจัยทางจิตใจ(เจตนิก)ฝ่ายดีงามทั้งหลาย. เหล่านี้คือปัจจัยทางจิตใจของความสุขภาพแข็งแรง, จิตที่ดีงาม. สิ่งต่าง ๆ ที่สร้างความสุขสมบูรณ์อันแท้จริง. ศรัทธา, ความเชื่อมั่นและเชื่อถือในคำสอนทั้งหลาย. ความกระจ่างแจ้ง, ลงหลักปักฐานความไว้วางใจในเส้นทางนั้น. สติ, จิตอันเต็มเปี่ยม. อันนี้ได้กลายเป็นที่โด่งดังในสาขาจิตวิทยาสมัยใหม่.   (And because you know exactly what is present, you know exactly what to cultivate in its place. The 25 sobhana cetasikas18, the beautiful mental factors. These are the mental factors of healthy, wholesome mind. The ones that create genuine well-being. Saddha, confidence and faith in the teaching. A clear, settled trust in the path. Sati mindfulness. This one has become famous in modern psychology.)

18 Sobhana Cetasika (โสภณเจตสิก) คือ เจตสิกฝ่ายดีงาม หรือสภาพธรรมที่ประกอบกับจิตแล้วทำให้จิตนั้นมีความผ่องใส ดีงาม ปราศจากกิเลส ในคัมภีร์อภิธรรม (เถรวาท) มีทั้งหมด 25 ดวง ซึ่งเกิดขึ้นร่วมกับโสภณจิต (จิตที่ดีงาม เช่น กุศลจิต วิบากจิตในภูมิที่ดี และกิริยาจิตของพระอรหันต์)

การแบ่งกลุ่มของโสภณเจตสิก 25 ดวง

โสภณเจตสิก 25 ดวง สามารถแบ่งย่อยออกเป็น 4 กลุ่มหลัก:

1.       โสภณสาธารณเจตสิก (19 ดวง)
เป็นเจตสิกที่ต้องเกิดร่วมกับโสภณจิตทุกดวง (เหมือนเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่ดี) ประกอบด้วย:

o    สัทธา (ความศรัทธา/ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ดี)

o    สติ (ความระลึกได้ ไม่เผลอตัว)

o    หิริ (ความละอายต่อบาป)

o    โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวต่อผลของบาป)

o    อโลภะ (ความไม่โลภ / ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

o    อโทสะ (ความไม่โกรธ / เมตตา)

o    ตัตตรมัชฌัตตตา (ความมีใจเป็นกลาง/วางเฉยอย่างพอดี - อุเบกขา)

o    และเจตสิกที่ทำให้กายและจิตสงบ คล่องแคล่ว ควรแก่การงานอีก 12 ดวง (เช่น ปัสสัทธิ, ละหุตา, มุทุตา, Kммаัญญตา, ปาคุญญตา, อุชุกตา)

2.       วิรัติเจตสิก (3 ดวง)
เป็นการงดเว้นจากความชั่วทางกาย วาจา และการเลี้ยงชีพ:

o    สัมมาวาจา (วาจาชอบ)

o    สัมมากัมมันตะ (การกระทำชอบ)

o    สัมมาอาชีวะ (การเลี้ยงชีวิตชอบ) [1]

3.       อัปปมัญญาเจตสิก (2 ดวง)
เป็นธรรมที่มีอารมณ์หรือเป้าหมายแผ่ไปถึงสัตว์ทั้งหลายอย่างไร้ขอบเขต:

o    กรุณา (ความสงสาร อยากช่วยให้พ้นทุกข์)

o    มุทิตา (ความพลอยยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี) [1]

4.       ปัญญินทรียเจตสิก หรือ ปัญญา (1 ดวง)

o    ปัญญา (ความรู้แจ้งตามความเป็นจริง / ความเข้าใจถูก หรือ อโมหะ)

แต่ในพระอภิธรรม, สติไม่ได้เป็นแค่เพียงให้ความสนใจ. มันคือปัจจัยทางจิตใจ(เจตสิก) ที่ช่วยหน่วงเหนี่ยวหรือยึดเกาะอารมณ์แห่งการทำสมาธิไว้อย่างกระจ่างแจ้งโดยไม่ลืมเลือน. ปราศจากสติ, ก็ไม่มีปัจจัยทางจิตใจที่งดงามอื่นใดที่จะเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์, หิริ, คือ ความละอายทางศีลธรรม. สัมผัสรู้สึกภายในที่เป็นเหตุให้คุณที่จะสะอิดสะเอียนจากการกระทำชั่วร้าย/เป็นโทษทั้งหลาย เพราะว่าคุณใส่ใจคำนึงถึงคุณถึงคุณธรรมของตัวคุณเอง. แตกต่างไปจากความรู้สึกผิด, นี้เป็นศักดิ์ศรีที่อยู่ข้างใน. (But in the Abhidhamma, Sati is not just paying attention. It is specifically the mental factor that holds the object of meditation clearly without forgetting. Without Sati, no other beautiful mental factor can arise fully, Hiri, moral shame. The inner sense that causes you to recoil from harmful actions because you care about your own integrity. Different from guilt, this is inner dignity.)

โอตตัปปะ, ความหวาดกลัวต่อศีลธรรม. ความกังวลอย่างแข็งแรงต่อการตระหนักรู้ถึงการกระทำที่เป็นอันตราย. ทั้งสองนี้, หิริ และโอตตัปปะ, พระพุทธเจ้าได้เรียกว่าเป็น ผู้พิทักษ์ทั้งหลายต่อโลก. อโลภะ ไม่-ตะกละ, ความเอื้ออาทร. ไม่ใช่แค่การปราศจากความโลภเท่านั้น, แต่คือคุณลักษณะอันเจิดจรัสและเปี่ยมด้วยพลังของการเปิดกว้างและการให้. ความคล้ายคลึงชของพระอภิธรรม ต่อ ฮอร์โมนออกซิโทซินในทางวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา แต่ถูกเข้าใจในฐานะคุณภาพทางจิตที่สามารถจงใจฝึกฝนหรือเพาะบ่มให้เกิดขึ้นได้. อโทสะ, ไม่-โกรธเกลียดชัง, ความรัก-เมตตา. (Ottappa, moral dread. The healthy concern for the consciousness of harmful actions. These two, Hiri and Ottappa, the Buddha called the guardians of the world. Alobha, non-greed, generosity. Not just the absence of Lobha, but an active, radiant quality of openness and giving. The Abhidhamma’s parallel to oxytocin in neuroscience but understood as a mental quality that can be deliberately cultivated. Adosa, non-hatred, loving-kindness.)

เมตตานี้. ไม่ได้เป็นแค่การหายไปของการโกรธ, แต่เป็นความอบอุ่น, คุณลักษณะที่กระทำของความดีซึ่งจะ ที่จะไปสู่ทุกสิ่งซึ่งดำรงอยู่, รวมทั้งตนเอง. กรุณา, ความปรารถนาดี. ความสั่นสะเทือนของหะวใจในการตอบสนองต่อความทุกข์. มุฑิตา, ความพลอยยินดี, ความสามารถในการร่วมยินดีไปกับความสุขของผู้อื่น. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยามีการพูดเพียงเล็กน้อยมากในอันนี้. พระอภิธรรมได้อุทิศเหตุปัจจัยทั้งปวงต่อมัน. ปํญญา, ความรอบรู้/วิชชา, ปัจจัยที่มองเห็น(วัตถุที่มากระทบ)อย่างกระจ่างแจ้ง, ความๆไม่จีรังยั่งยืนถาวร, การไม่มีตัวตนที่เที่ยงแท้, ธรรมชาติของความทุกข์, และความสิ้นสุดทุกข์ขแองมัน.  (This is Metta. Not just the absence of anger, but a warm, active quality of good will toward all beings, including oneself. Karuna, compassion. The trembling of the heart in response to suffering. Mudita, sympathetic joy, the ability to rejoice in the happiness of others. Neuroscience has very little to say about this one. The Abhidhamma dedicates an entire mental factor to it. Panna, wisdom, the mental factor that sees clearly, impermanence, the absence of a fixed self, the nature of suffering and its end.)

นี่คือความหมายของสิ่งนี้ต่อชีวิตประจำวันของคุณ. ทุกชั่วขณะที่คุณมีชีวิตอยู่, บางอันก้เป็นการผสมผสานกันของ 52 ปัจจัยทางจิตใจทั้งหลายนี้ปรากฏปัจจุบันในจิตสำนึกของคุณ. จิตของคุณในตอนนี้, ขณะที่คุณกำลังเฝ้าดู฿วิดีโอนี้ บรรจุไว้ด้วยบางการผสมกันของความสนใจ, ความตั้งใจ, อารมณ์รู้สึก, และเจตสิกอันหลากหลาย. บ้างก็ดกีงาม, บ้างก็อาจจะไม่ดีไม่งาม. พระอภิธรรมให้แผนที่หนึ่งกับคุณ, แผนที่ซึ่งมีรายละเอียดแน่ชัด, ปฏิบัติได้อันหนึ่ง. เมื่อคุณสังเกตได้ว่าคุณเป็นทุกข์, คุณสามารถถามได้ว่า, “เจตสิกอั้นไหนกำลังปรากฏปัจจุบัน? มันคือโลภะรึ? ฉันกำลังยึดติดอยู่รึ? มันเป็นโทสะรึ? ฉันกำลังผลักมันออกไปรึ?หรือว่ามันเป็นอุทธัจจะ? จิตของฉันกระวนกระวายและวุ่นวายหรือ?” และแล้ว, รู้ว่าอะไรแสดงปัจจุนอยู่, คุณสามารถเพาะปลูกอย่างเป็นอิสระได้ในทางตรงกันข้าม.    (Here is what this means for your daily life. Every moment you are alive, some combination of these 52 mental factors is present in your consciousness. Your mind right now, as you watch this video contains some mixture of attention, intention, feeling, and various cetasikas. Some wholesome, some possibly unwholesome. The Abhidhamma gives you a map, a precise, detailed, practical map. When you notice you are suffering, you can ask, “Which cetasikas are present? Is it Lobha? Am I clinging? Is it Dosa? Am I pushing away? Is it Uddhacca? Is my mind restless and agitated?” And then, knowing what is present, you can deliberately cultivate the opposite.)

โลภะ, เพาะปลูกอโลภะ ผ่านความใจ้กว้างเผื่อแผ่. โทสะ, เพาะปลูกอโทสะผ่านปฏิบัติสมาธิแผ่เมตตา.   โมหะ, เพราะปลูกปัญญาผ่านการศึกษาและฝึกฝนปฏิบัติญาณทัศน์ภายใน. นี้คือ, กรอบการทำงานด้านความฉลาดทางอารมณ์ที่ซับซ้อนและลึกซึ้งที่สุดเท่าที่เคยมีมา, และมันถูกคิดค้นขึ้นมาก่อนที่จะมีการบัญญัติคำว่าความฉลาดทางอารมณ์ถึง 2,500 ปี. (Lobha, cultivate Alobha through generosity. Dosa, cultivate adosa through Metta meditation. Moha, cultivate Panna through study and insight practice. This is the most sophisticated emotional intelligence frame work ever created, and it was available 2,500 before the term emotional intelligence was coined.)

การปฏิบัติสมาธิ และ การหลุดพ้น (Meditation and liberation)

ในตอนนี้, เรามาถึงส่วนที่มีการพิสูจน์และรับรองทางวิทยาศาสตร์มากที่สุดแล้ว, เพราะนี่คือจุดที่การวิจัยในยุคปัจจุบันเริ่มหันมาตอกย้ำและยืนยันในสิ่งที่พระอภิธรรมได้เคยสอนไว้. ขอผมให้ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ก่อน ในปี 2025, งานทบทวนวรรณกรรมชิ้นสำคัญที่ตีพิมพ์ในวารสาร Frontiers in Psychology ได้ยืนยันว่า การปฏิบัติสมาธิแบบพุทธ, โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สมถะ, วิปัสสนา และเมตตาภาวนา ส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนและวัดผลได้ในการทำงานของสมอง. สิ่งเหล่านีช่วยสร้างความแข็งแกร่งให้กับเครือข่ายระบบประสาทที่ควบคุมความสนใจ. ลดการทำงานของเครือข่ายสมองรูปแบบเริ่มต้น, และปรับเปลี่ยนระบบการควบคุมอารมณ์ของสมองใหม่ (Now, we come to the most scientifically validated section, because this is where modern research has actually begun to confirm what the Abhidhamma teaches. Let me give you the science first. In 2025, a major review published in Frontiers in Psychology confirmed that Buddhist meditation practices, specifically Samatha, vipassana, and metta, produce distinct and measurable changes in brain function. They strengthen attentional networks, reduce activity in the default mode network, and reshape the brain’s emotional regulation systems.)

งานวิจัยชิ้นหนึ่งที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS (Proceedings of the National Academy of Sciences) พบว่า ผู้ที่ฝึกสมาธิอย่างเชี่ยวชาญ (ซึ่งมีชั่วโมงการฝึกฝนตั้งแต่ 10,000 ถึง 40,000 ชั่วโมง) มีการทำงานของเครือข่ายสมองรูปแบบเริ่มต้น(Default Mode Network - DMN) ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แม้ในขณะที่อยู่ระหว่างการพักผ่อนก็ตาม. จิตใจของพวกเขาไม่ได้หวนกลับไปสู่ความคิดที่ฟุ้งซ่านและอ้างอิงถึงตัวเอง พวกเขาได้เปลี่ยนสภาวะพื้นฐานของจิตใจไปแล้ว. การศึกษาทาง EEGของผู้ฝึกปฏิบัติ ของการปฏิบัติสมาธิฌาน, สภาวะการดื่มด่ำดิ่งลึก (หรือสภาวะฌาน) ที่ถูกอธิบายไว้ในพระอภิธรรม. แสดงให้เห็นว่าพวกเขาสามารถถอนตัวจากสภาวะจิตสำนึกปกติเข้าสู่สภาวะภายในที่สงบนิ่งอย่างถึงที่สุดได้อย่างตั้งใจ, ซึ่งทำให้เกิดรูปแบบคลื่นสมองแกมมาที่โดดเด่นและแตกต่างจากสิ่งที่เราเห็นในจิตสำนึกยามตื่นตามปกติหรือยามหลับอย่างสิ้นเชิง.   (A study published in the Proceedings of the National Academy of Sciences found that experienced meditators, people with 10,000 to 40,000 hours of practice, showed significantly deactivated default mode networks even during rest. Their minds were not defaulting to self-referential wandering thought. They had changed their baseline. EEG studies of practitioners of jhana meditation, the deep absorption states described in the Abhidhamma, showed they could intentionally withdraw from default consciousness into an inward state of extreme stillness, producing distinctive gamma wave patterns unlike anything seen in ordinary waking consciousness or sleep.)

ในตอนนี้, ขอให้ผมบอกกับคุณถึงอะไรที่พระอภิธรรมพูดไว้เกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิ. ในพระอภิธรรม, การปฏิบัติสมาธิไม่ใช่การพักผ่อนคลาย. มันไม่ใช่การบริหารจัดการความตึงเครียด. มันคือการเพาะบ่มเจตสิกที่ฝ่ายกุศลอย่างเป็นระบบและตั้งใจ, และการลดกำลังลงจนกระทั่งกำจัดเจตสิกฝ่ายอกุศลออกไปอย่างตั้งใจ. พระอภิธรรมได้อธิบายถึงลำดับขั้นความก้าวหน้าของสภาวะจิตสำนึกในการปฏิบัติสมาธิ.  (Now, let me tell you what the Abhidhamma says about meditation. In the Abhidhamma, meditation is not relaxation. It is not stressing management. It is the systematic, deliberate cultivation of wholesome cetasikas and the deliberate weakening and eventual elimination of unwholesome ones. The Abhidhamama describes a progression of consciousness states in meditation.)

กามาวจร กุศลจิต, จิตสำนึกที่ดีงามในภพภูมิกามาวจร. สภาวะจิตที่ดีงามตามปกติประจำวันของคุณ. สิ่งเหล่านี้จะถูกทำให้เข้มแข็งขึ้นผ่านความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, การปฏิบัติตนตามหลักจริยธรรม, และการฝึกสมาธิเบื้องต้น. ฌาน จิต, จิตสำนึกการซึมซับ. เมื่อผ่านการปฏิบัติสมถะสมาธิ, นิวรณ์ทั้ง 5, ความปรารถนาทางกามารมณ์, ความอาฆาตพยาบาท, ความเกียจคร้านและความเฉื่อยชา, ความกระสับกระส่ายและความกังวล, และความสงสัย. คือตัวหน่วงเลื่อนช้าขั่วคราว, ต่อจิตที่เข้าไปในฌาน. ฌาน แรก, ที่สอง, ที่สาม, ที่สี่. แต่ละสิ่งยิ่งพัฒนาประณีตขึ้น, สงบนิ่งขึ้น และรวมเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้นเรื่อย ๆ.    (Kamavacara kusala cittas19, sense sphere wholesome consciousness. Your ordinary daily wholesome mind states. These are strengthened through generosity, ethical conduct, and basic meditation practice. Jhana cittas, absorption consciousness. When through Samatha meditation, the five hindrances20, sensual desire, ill will, sloth and torpor, restlessness and worry, and doubt, are temporarily suspended, the mind enters jhana. First jhana, second, third, fourth. Each one progressively more refined, more still, more unified.)

19 "sense sphere wholesome consciousness" ในทางอภิธรรมแปลเป็นภาษาไทยว่า "กามาวจรกุศลจิต"

  • Sense sphere = กามาวจร (จิตที่ท่องเที่ยวไปในกามภูมิ หรือเกี่ยวข้องกับกามคุณทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ)
  • Wholesome = กุศล (จิตที่ดีงาม มีสภาวะเป็นบุญเป็นกุศล)
  • Consciousness = จิต หรือ วิญญาณ (สภาวะที่รู้แจ้งอารมณ์)

ความหมายโดยสรุป

กามาวจรกุศลจิต คือ จิตที่ดีงามที่เกิดขึ้นในภูมิที่มีกาม (กามภูมิ 11 คือ มนุษย์ และสวรรค์ 6 ชั้น รวมถึงอบายภูมิด้วย แต่ในที่นี้เน้นฝั่งกุศล) ซึ่งมีทั้งหมด 8 ดวง (กามาวจรกุศลจิต 8) แบ่งเป็น:

  • มีความสุข (โสมนัส) หรือเฉยๆ (อุเบกขา)
  • ประกอบด้วยปัญญา (ญาณสัมปยุตต์) หรือไม่ประกอบด้วยปัญญา (ญาณวิปปยุตต์)
  • มีการกระทำด้วยความเต็มใจ/ชักชวน (สังขาริกะ) หรือทำเองโดยอัตโนมัติ (อสสังขาริกะ)

20 The five hindrances แปลว่า "นิวรณ์ 5" หรืออุปสรรค 5 ประการในทางพระพุทธศาสนา ที่คอยกั้นจิตไม่ให้สงบ ไม่ให้เกิดสมาธิ และขัดขวางการเจริญปัญญา [1, 2, 3]

ประกอบด้วย 5 ข้อ ได้แก่:

  • 1. Sensual Desire (กามฉันทะ): ความพอใจ ความอยากได้ หรือความเพลิดเพลินในกามคุณทั้ง 5 (รูป, รส, กลิ่น, เสียง, สัมผัส)
  • 2. Ill-will (พยาบาท): ความโกรธ ความหงุดหงิด ความไม่พอใจ หรือการผูกใจเจ็บ
  • 3. Sloth and Torpor / Apathy and Inertia (ถีนมิทธะ): ความเกียจคร้าน ความหดหู่ ความง่วงงุน และความเฉื่อยชาทางจิตใจ
  • 4. Restlessness and Agitation / Remorse (อุทธัจจกุกกุจจะ): ความฟุ้งซ่าน ความกระวนกระวายใจ และความกังวลหรือสำนึกผิด
  • 5. Doubt (วิจิกิจฉา): ความลังเลสงสัย ความไม่มั่นใจในตัวเอง หรือความสงสัยในพระรัตนตรัยและหลักปฏิบัติ

ผลจากการตรวจด้วยเครื่อง EEG ยืนยันว่าสิ่งเหล่านี้แยกออกจากกัน, อยู่ในสภาวะตรวจวัดได้ ของจิตสำนึก ไม่เหมือนสิ่งอื่นใดในวรรณกรรมวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา. วิปัสสนา, ญาณทัศน์ - การเห็นจากภายใน, ผ่านทางการเฝ้าสังเกตการเกิดขึ้นและดับไปของจิตและเจตสิกโดยตรง.  ผ่านการมองเห็นสามคุณลักษณะ, อนิจจา - ความไม่เที่ยงไม่จีรังยั่งยืน, ทุกขะ – ความเจ็บปวดทรมาน, อนัตตา - ไม่มี-ตัวตน, ในกระแสการไหลเวียนของจิตสำนึกที่เกิดขึ้นจริงขณะต่อขณะ จิตจะเริ่มมองเห็นทะลุปรุโปร่งถึงภาพลวงตาของการมีตัวตนที่ถาวร. (The EGG results confirm these are distinct, measurable states of consciousness unlike anything else in the neuroscience literature. Vipassana, insight, through the direct observation of citta and cetasika arising and passing away. Through seeing the three characteristics, anicca, impermanence, dukkha, suffering, and anatta, non-self, in the actual moment-to-moment flow of consciousness, the mind begins to see through the illusion of a permanent self.)

โลกกุตระ จิตตะ, จิตสำนึกอันพ้นวิสัยโลก, วิถีและผมไม้จิต ที่ผุดอุบัติขึ้นที่ชั่วขณะญาณทัศน์แท้จริง. นี่คือสภาวะของจิตที่ถอนรากถอนโคนกิเลสได้อย่างถาวร, ไม่ใช่แค่กดข่มไว้, ไม่ใช่แค่จัดการมันเฉยๆ, แต่ถอนรากถอนโคนมันลงไปถึงรากเหง้าอย่างเด็ดขาด. นี่คือความแตกต่างที่สำคัญ วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา สามารถยืนยันได้ว่าการปฏิบัติสมาธิทำให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลง. มันสามารถวัดการเปลี่ยนแปลงของการเชื่อมต่อในสมอง ความหนาของเปลือกสมองส่วนหน้า (prefrontal cortex) และรูปแบบของคลื่นสมองแกมมาได้, แต่กลับไม่มีแนวคิดหรือความเข้าใจใดๆ เลย เกี่ยวกับสิ่งที่พระอภิธรรมเรียกว่า 'โลกุตตรจิต' . ไม่มีแนวคิดเรื่องการหลุดพ้นจากกิเลสอย่างถาวร ไม่มีแนวคิดเรื่องนิพพานที่เป็นเป้าหมายสูงสุด.   (Lokuttara cittas, supermundane consciousness, the path and fruit cittas that arise at the moment of genuine insight. These are the consciousness types that permanently uproot defilements, not suppress them, not manage them, uproot them permanently at the root. Here is the difference that matters. Neuroscience can confirm that meditation changes the brain. It can measure the changes in connectivity, in thickness of the prefrontal cortex, in gamma wave patterns, but it has no concept, none, of what the Abhidhamma calls Lokutara citta . No concept of permanent liberation from defilement. No concept of Nibbana as a goal.)

วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสามารถนำคุณจากความกระวนกระวายใจไปสู่ความสงบใจมากกว่าได้, จากปฏิกิริยาตอบสนองฉับพลันไปสู่ความมีสติมากกว่า. พระอภิธรรมขี้ไปที่บางอย่างที่วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยายังไม่ได้ทำแผนที่ให้ได้,ที่คือการสิ้นสุดแห่งความทุกข์อย่างสมบูรณ์และถาวร. (Neuroscience can take you from anxious to calmer, from reactive to more mindful. The Abhidhamma points to something neuroscience hasn’t mapped yet, the complete and permanent ending of suffering itself.)

วิทยาศาสตร์ ปะทะ การทำแผนที่จากมุมมองบุคคลที่หนึ่ง/มุมมองจากประสบการณ์ตรง (Science vs. first-person mapping)   

          ผมอยากจะซื่อสัตย์กับคุณฬ ไม่ได้บอกว่าวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยานั้นผิด. มันไม่ได้ผิดเลย. มันน่าทึ่งมากต่างหาก. ความสามารถในการเฝ้ามองสมองที่ยังมีชีวิตอยู่ประมวลผลประสบการณ์ต่าง ๆ ได้แบบในเวลาตามจริงนั้น,  ถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอารยธรรมมนุษย์. แต่วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์แบบมุมมองบุคคลที่สาม. มันยืนอยู่ข้างนอกจิตและสังเกตการณ์จิตจากภายนอก ผ่านเครื่องมือต่างๆ. พระอภิธรรม เป็นวิทยาศาสตร์บุคคลที่หนึ่ง. มันคือการทำแผนที่ของจิตจากภายในจิตเอง โดยใช้เครื่องมือคือจิตสำนึกที่ได้รับการฝึกฝน, มีวินัย, และบริสุทธิ์   (I want to be honest with you. I am not saying neuroscience is wrong. It is not wrong. It is extraordinary. The ability to watch a living brain process experience in real time, that is one of the great achievements of human civilization. But neuroscience is a third-person science. It stands outside the mind and observes it from the outside, through instruments. The Abhidhamma is a first-person science. It maps the mind from inside the mind through the instrument of a trained disciplined, purified consciousness.)

          และนี่คือความแตกต่างที่ลึกซึ้งที่สุด, นั่นคือวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา ไม่มีกรอบงานด้านศีลธรรมที่ถูกสร้างขึ้นไว้ในแผนผังจิตของมัน. โดพามีนแค่หมายถึงรางวัลการเสาะหา. มันไม่ได้บอกคุณว่าคุณกำลังเสาะหานั้นดีหรือมีอันตรายหรือไม่. คอร์ติโซลแค่หมายถึงความตึงเครียด, มันไม่ได้บอกคุณว่า ความตึกเครียดประเภทอะไรที่นำไปสู่การเติบโตและประเภทอะไรนำไปสู่การพินาศ. แผนที่ของพระอภิธรรมเป็นที่ได้จัดรวมเข้าเป็นองค์กรอย่างสมบูรณ์โดยรอบแกนหนึ่งเดี่ยว, ความดีงามหรือความไม่ดีไม่งาม, กุศล หรือ อกุศล. ทุกจิต, ทุกเจตสิก, ทุกปัจจัยทางจิตใจ, ทุกชั่วขณะการตระหนักรู้ ได้ถูกจำแนกจัดหมวดหมู่.  (And here is the deepest difference, Neuroscience has no ethical framework built into its map of the mind. Dopamine just means reward seeking. It does not tell you whether what you are seeking is good or harmful. Cortisol just means stress, It does not tell you what kind of stress leads to growth and what kind leads to destruction. The Abhidhamma’s map is completely organized around a single axis, wholesome and unwholesome, Kusala and Akusala. Every Citta, every Cetasika, every mental factor, every cognitive moment is classifieds.)

          สิ่งนี้ดำเนินไปสู่ความทุกข์ หรือดำเนินไปสู่ความหลุดพ้น? สิ่งนี้สร้างเงื่อนไขให้เกิดความเจ็บปวดมากขึ้น หรือสร้างอิสรภาพที่มากขึ้น? นี่ไม่ใช่การสั่งสอนศีลธรรม. นี่คือจิตวิทยาของจิตเชิงลึกที่สุด. (พระอภิธรรมิ)กำลังบอกว่ามีทิศทางที่นำไปสู่ความทุกข์ที่มากขึ้น, และทิศทางที่นำไปสู่ความทุกข์ที่ลดลง, และคุณสามารถเรียนรู้, ผ่านการฝึกปฏิบัติ, ที่จะบอกถึงความแตกต่างนั้นได้ในตามเวลาจริงที่เกิดขึ้น. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาและครูผูเสอนพุทธศาสตร์ ทั้งสองเห็นพ้องกันกับหนึ่งสิ่ง. ดังที่ในเอกสารของปี 2021 Frontiers in Communications ได้สรุปไว้, ทั้งวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาและพุทธศาสนา ได้ค้นพบว่า สัมผัสรู้สึกของเราของอัตตา/ตัวตนที่ถูกยึดถือเป็นวิ่งตายตัว, เป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่อะไรอย่างที่เราคิดว่ามันเป็น.    (Does this move toward suffering or toward liberation? Does this create the conditions for more pain or for more freedom? This is not moralism. This is psychology of deepest mind. It is saying there is a direction toward greater suffering and a direction toward less suffering and you can learn, through practice, to tell the difference in real time. Neuroscientist and Buddhist teacher both agree on one thing. As a 2021 paper in Frontiers in Communications summarized, both neuroscience and Buddhism discover that our sense of a fixed, unified self is not what we think it is)

ทั้งสองจารีต, ผ่านวิธีการทั้งหลายอันแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง, มาถึงยังที่ญาณทัศน์/ การมองเห็นจากภายใน. อะไรที่เราเรียกว่า “ฉัน” ไม่ใช่สิ่ง. มันเป็นกระบวนการ, เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว. ปฏิสัมพันธ์ต่อกัน, การเกิดขึ้นแบบขณะต่อขณะของสภาวะจิต. พระพุทธเจ้า เรียกสิ่งนี้ว่าอนัตตา. ความไม่มีตัวตน. วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาเรียกมันว่า วิทยาศาสตร์ระบบประสาท (Neuroscience) เรียกสิ่งนี้ว่า ตัวตนที่ถูกสร้างขึ้น (constructed self) หรือ ตัวตนเชิงบรรยาย (narrative self). คำทั้งหลายที่แตกต่างกัน, การค้นพบเดียวกัน, 2,500 ปีห่างจากกัน. ให้ผมนำเรื่องนี้กลับบ้านเถอะ.   (Both traditions, through completely different methods, arrive at the same insight. What we call ‘I’ is not a thing. It is a process, a rapidly changing, interdependent, moment-to-moment arising of mental events. The Buddha called this Anatta, non-self. Neuroscience calls it the constructed self or the narrative self. Different words, same discovery, 2 and ½ thousand years apart. Let me bring this home.)

บทสรุป (Conclusion)

เราได้ค้นพบพื้นภูมิมากมายในวันนี้. ดังนั้น, ขอผมให้คุณดัวยแก่นสำคัญของออะไรที่เราได้ค้นพบกัน. ทั้งพระอภิธรรมและวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาเห็นพ้องกัน, ว่าจิตและกายนั้นมีปฏิสัมพันธ์เนื่องกันอย่างล้ำลึกที่สุด, ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน, แต่เป็นสภาวะฉันท์มิตร. ทั้งสองอย่างต่างระบุถึงจิตใต้สำนึกขั้นพื้นฐานที่ไหลเวียนอยู่ภายใต้การตระหนักรู้ที่ตื่นตัว.  (We have covered a lot of ground today. So, let me give you the essence of what we found. Both the Abhidhamma and Neuroscience agree, the Mind and Body are deeply interdependent, not the same thing, but mutually conditioning. Both identify a baseline subconscious mind that flows beneath active cognition.)

ทั้งสองสิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงลำดับกระบวนการตระหนักรู้, ตั้งแต่การสัมผัสรู้สึกไปจนถึงความตั้งใจ. ทั้งสองยืนยันว่าการปฏิบัติสมาธินั้นสร้างสรรค์การเปลี่ยนแปลงจริง, สามารถตรวจวัดได้ในจิตและสมอง. และทั้งคู่ต่างก็บรรลุถึงความเข้าใจอันลึกซึ้งที่แปลกใหม่/ปฏิวัติแนวคิดเดิมเหมือนกันว่า ตัวตนไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่คงที่, แต่เป็นกระบวนการอย่างหนึ่ง. ที่พวกเขาแตกต่างกัน, พระอภิธรรม ทำแผนที่จิตสำนึกจากข้างใน, และกรอบโครงงานของมันได้ถูกจัดรวมเข้าเป็นองค์กรอย่างทั้งหมด รายรอบคำถามถึงการหลุดพ้นจากทุกข์. (Both map a sequential cognitive process from sensation to intention. Both confirm that meditation creates real, measurable changes in the mind and brain. And both arrive at the same revolutionary insight, that the self is not a fixed thing, but a process. Where they differ, the Abhidhamma maps consciousness from the inside, and its framework is organized entirely around the question of liberation from suffering.)

วิทยาศาสตร์ประสารทวิทยาไม่ได้มีสิ่งนั้นเป็นเป้าหมายของมัน, และเพราะเช่นนั้นเอง มันจึงไม่ได้มีนั่นเป็นเช่นจุดหมายปลายทางของมัน. พระพุทธเจ้าทรงใช้ดเวลา 45 ปีเดินด้วยเท้าเปล่าข้ามไปทั่วอินเดียตอนเหนือ, ตรัสสอนใครก็ตามที่จะฟัง. พระองค์ไม่มีเครื่องมืออุปกรณ์ใด, ไม่มีห้องปฏิบัติการทดลอง, ไม่มีการตีพิมพ์วารสารทั้งหลาย. พระองค์ได้มีบางอย่างที่ทรงพลังมากยิ่งกว่า, จิตที่หลุดพ้นอย่างสมบูรณ์สิ้นและได้หันเข้าไปข้างในเพื่อตรวจสอบตัวมันเองด้วยความกระจ่างแจ้งอันสมบูรณ์สิ้น. อะไรที่พระองค์ได้เห็น, พระอภิธรรมเป็นเพียงที่ในตอนนี้คือส่วนหนึ่งที่ได้รับการยืนยันรับรองโดยนักวิทยาศาสตร์ ซึ่งมีสมองอันหรูดเลิศมากที่สุดที่เรามี.  (Neuroscience does not have that as its goal, and so it does not have that as its destination. The Buddha spent 45 years walking barefoot across Northern India, teaching whoever would listen. He had no equipment, no lab, no journal publications. He had something more powerful, a completely liberated mind turned inward to examine itself with perfect clarity. What he saw, the Abhidhamma, is only now being partially confirmed by the most sophisticated brain science we have.)

และนี่คืออะไรที่ผมต้องการให้คุณที่จะเอามันไปจากในวันนี้. คุณมีจิตหนึ่ง. มันไม่ได้มีสิ่งลี้ลับที่คุณจะต้องแค่ง่ายๆมีชีวิตอยู่ด้วย. มันเป็นความเป็นจริงที่สามารถรู้ได้, สามารถทำแผนที่ได้, สามารถฝึกฝนได้. 52 เจตสิกทั้งหลาย, บางอันเป็นสาเหตุให้คุณเป็นทุกข์, บางอันชี้ไปถึงสันติสุข. แผนที่ได้มีอยู่. คุณสามารถเรียนรู้มันได้. คุณสามารถใช้ประโยชน์มันได้. และนั่นคือประเด็นทั้งปวงของพระอภิธรรม.  (And here is what I want you to take away from today. You have a mind. It is not a mystery you have to simply live with. It is a knowable, mappable, trainable reality. The 52 cetasikas are arising in your consciousness right now. Some wholesome, some unwholesome, some causing you suffering, some pointing toward peace. The map exists. You can learn it. You can use it. And that is the whole point of the Abhidhamma.)

(If today’s video gave you something real, something you will carry with you, please subscribe to Buddhist Audiobooks, because the next video goes even deeper. We are going to break down the 17 thought moments in detail, And I am going to show you exactly where in your daily experience you can actually see these stages happening in your own mind. That video could genuinely change how you meditate forever. And if you want to go deeper right now, I will leave a link in the description to our playlist on more video about Buddhism. Start there if this is new to you. Thank you for your time. Thank you for your attention. May all beings be free from suffering. Sadhu sadhu sadhu.)

https://youtu.be/-7Aq0C8SVNE?si=iVRZKexqoDvdBvM1