เบอร์นี แซนเดอร์ - เรากำลังมีชีวิตอยู่ในเวลาอันตรายทั้งหลาย
We are Living in
Dangerous Times
https://youtu.be/-tRFM2K4Wj8?si=KFPc3D19_qxfoLmt
ขอขอบคุณอย่างมากที่มาร่วมกันกับผม.
ผมไม่ต้องบอกคุณหรอก, แต่เรากำลังมีชีวิตอยู่ในเวลาที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแลอันตรายอย่างยิ่ง.
มันดูเหมือนว่าทุกๆวันจะมีการกระทำหรือคำสั่ง/แถลงการณ์ออกมาจากรัฐบาลทรัมป์
ที่ผิดกฎหมายอย่างร้ายแรง, หยายบคาย, บ้าคลั่ง หรือทั้งหมดที่กล่าวมานี้. (Thank you very much for joining
me. I don’t have to tell you, but we are living in unprecedented
and dangerous times. It seems that every day there is an action or a statement
from the Trump administration that is grossly illegal, crazy, vulgar, or all of
the above.)
ในเมฆหมอกของความวุ่นวายจลาจลทั้งหลายทั้งหมดที่เรากำลังมองเห็นอยู่นี้,
ผมแค่ไกด้ต้องการที่จะพูดสักสองสามคำตรงนี้
เกี่ยวกับอะไรที่ผมและเพื่อนร่วมทำงานทั้งหลายได้ใส่ใจกับมันกัน,
และโดยพื้นฐานกับอะไรที่เรากำลังพยายามที่จะเป็นธุระด้วยกับสิ่งเหล่านี้ที่เป็นประเด็นสำคับอย่างหนึ่งซึ่งผู้คนอเมริกันได้กำลังเผชิญหน้า,
อันที่จิ่งแล้ว, ประเด็นทั้งหลายนี้ของโลกด้วย, วงาระประเด็นที่ ด้วยความเคารพมากมายเหลือเกินกับสภาคองเกรสและบริษัทสื่อ
ไม่ได้เป็นธุระอะไรด้วย. (In the
midst of all the chaos that we’re seeing, I just wanted to say a few words here
about what I and my coworkers have been concentrating on, and basically what we
are trying to deal with are dome of the most important issues facing the
American people, in fact, the world, issues that in too many respects, Congress
and the corporate media are not dealing with.)
ดังนั้น,
ให้ผมแค่เริ่มต้นออกไปด้วยลัทธิบ้าอำนาจ/รวมศูนย์เบ็ดเสร็จของทรัมป์.
ผมไม่ต้องบอกคุณว่าในทำเนียบขาววันนี้, เรามีประธานาธิบดีผู้ที่ไม่ได้แต่เพียงเป็นคนโกหกอย่างหน้าด้านเท่านั้น,
แต่เขาเป็นหลงตัวเอง, เป็นคนฉ้อฉล, และเป็นบุคคลอันตรายอย่างที่สุด. เขาได้ต้องการอำนาจมากขึ้นและมากยิ่งขึ้นเข้ามใอยู่ในกำมือของเขาเอง,
และสามารถที่จะใยดีใดๆน้อยลงไปกับรัฐธรรมนูญแห่งสหรัฐอเมริกา, หลักนิติธรรมใดๆ,
จิตสำนึกทั่วไปของมนุษย์, หรือประชาธิปไตย. และการต่อสู้กับลัทธิบ้าอำนาจก็คือการดิ้นรนต่อสู้ที่เรากำลังเกี่ยวพันด้วยในแนวรบทุถกๆด้าน. (So, let me just start off with
Trump’s authoritarianism. I don’t have to tell you that in the White House
today, we have a president who is not only a pathological liar, but he is a
narcissist, a kleptocrat, and an extremely dangerous person. He wanted more and
more power into his own hands, and could care less about the Constitution of
the United States, the rule of law, common decency, or democracy. And the fight
against authoritarianism is a struggle that we are engaging in on the number of
fronts.)
เมื่อเดือนที่แล้ว, ผมได้เสนอคำแปรญัตติแก้ไขร่างกฎหมายในวุฒิสภาที่ได้รับการรับรอง
49 เสียง, ทั้งหมดจากทั้งหมดของเดโมแครตส์และอีกสองรีพับลิกันส์,
เพื่อที่จะยกดเลิกเงินงบประมาณ 75 ล้านดอลลาร์ ที่ ICE
ได้รับ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ “รัฐบัญญัติงดงามอันใหญ่หลวง” ของทรัมป์,
ที่ในมุมมองของผมแล้วเป็นเป็นชิ้นที่เลวร้ายที่สุดกของกฎหมายฉบับนี้ที่ได้ผ่านยออกมาในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศของเรา.
ดังนั้น, เรากำลังพยายามที่จะเอาเงินออกมาจาก ICE
เพื่อที่ว่าพวกเขาจะไม่ได้กำเนินการอีกต่อไปที่จะบุกเข้ายึดครองชุมชนทั้งหลายทั่วทั้งประเทศนี้.
(Last month, I offered an
Amendment in the Senate that received 49 votes, all of the Democrats and two
Republicans, to rescind the $75 billion that ICE1
received as part of Trump’s ‘BIG BEAUTIFUL BILL2,”
which in my view was the worst piece of legislation passed in the modern
history of our country. So, we are trying to get money out of ICE so that they
do not continue to occupy communities throughout this country.)
1 หน่วยงานความมั่นคง (ความหมายที่นิยมที่สุดในข่าวปัจจุบัน)
- U.S. Immigration and Customs
Enforcement (ICE): คือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ เป็นหน่วยงานในสังกัดกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองภายในประเทศ สังเกตการณ์
และสืบสวนอาชญากรรมข้ามชาติ
- บริบทปัจจุบัน: ในปี 2026 ICE กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมากจากการดำเนินนโยบายเนรเทศครั้งใหญ่
(Mass Deportation) และปฏิบัติการต่าง ๆ
ภายใต้รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดปัจจุบัน
2 "Big Beautiful Bill" หรือ One Big
Beautiful Bill Act (OBBBA) คือร่างกฎหมายภาษีและงบประมาณฉบับใหญ่ของสหรัฐฯ
ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ผลักดันในช่วงวาระสมัยที่สอง (ปี 2025-2029)
เพื่อลดภาษีครั้งใหญ่, ต่ออายุมาตรการภาษีปี 2017
ให้ถาวร, และเพิ่มงบประมาณความมั่นคง
โดยมีเป้าหมายหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานภายในประเทศ
สาระสำคัญและผลกระทบของกฎหมาย
ได้แก่:
- การลดภาษี: ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล
โดยเน้นให้ผู้มีรายได้สูงและบริษัทได้ประโยชน์ เช่น การต่ออายุการลดภาษีจากปี
2017
- มาตรการสำหรับคนทำงาน: ยกเลิกภาษีทิปและค่าล่วงเวลา (Overtime)
- การหักลดหย่อน: เพิ่มเพดานการหักลดหย่อนภาษีรัฐและท้องถิ่น (SALT)
- การใช้จ่าย:
เพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมและความมั่นคงชายแดน
- ความกังวล: ร่างกฎหมายนี้คาดว่าจะเพิ่มหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ
อีกหลายล้านล้านดอลลาร์ใน 10 ปีข้างหน้า
และอาจลดสวัสดิการสังคม เช่น การลดงบ Medicaid
และไกลขึ้นไปอีก, ด้วยความช่วยเหลือชองคุณ, ด้วยการช่วยเหลือจากพวกคุณทั้งหลาย,
การรณรงค์สามารภเป็นไปได้ที่ระดมทุนถึง 200,000 ให้กับบางรายของผู้คนซึ่งกล้าหาญอย่างมากที่ในมินนีโซตา
และองค์กรทั้งหลายของพวกเขาผู้ได้ต่อสู้กลับต่อต้านการบุกเข้ามายึดครองชุมชนของICE.
และแสดงให้เราเห็นว่าอะไรที่นักเคลื่อนไหวรากหญ้าทั้งหลายเป็นอย่างไร. แลผมควรจะบอกต่อคุณด้วยเช่นกัน,
อย่างแน่ชัด, ว่าในการตระเตรียมสำหรับการเลือกตั้งในปี 2026, เรากำลังทำงานอย่างหนักจริงๆที่จะสนับสนุนผู้สมัครลงแข่งขันเลือกตั้งทั้งหมดทั่วประเทศ,
ผู้ซึ่งกำลังลุกขึ้นยืนหยัดให้กับผู้คนทำงาน/แรงงาน. (And further, with your help,
with many of you helping, our campaign was able to raise
200,000 for some of the very courageous people in
Minnesota and their organizations who fought back against the ICE occupation. And
show us what grassroots activism looks like. And I should also tell you,
obviously, that in preparation for the 2026 elections, we are working really
hard to support candidates all across the country, who are standing up for
working people.)
และบางทีส่วนใหญ่อย่างสำคัญ,
เรากำลังที่จะทำสิ่งที่ดีที่สุดของเราที่จะทำให้แน่ใจว่าการเลือกตั้งทั้งหลายเหล่านี้ว่าเป็นที่ยุติธรรม,
และไม่ได้ถูกออกแบบโดยพรรครีพับลิกันส์, เพื่อรักษาอำนาจการควบคุมอยู่เหนือรัฐผู้แทนและวุฒิสภา.
อย่างมากมายที่กำลังกดำเนินไปอยู่กับความวิตกกังวลทั้งหลายให้กับผมอย่างมากยิ่งเกี่ยวกับที่พวกเขากำลังพยายามสร้างสถานการณ์ทั้งหลาย
ที่ผู้คนไม่ได้มีโอกาสที่จะมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งที่เป็นอิสระและยุติธรรม.
และเราต้องสู้รบกับสิ่งนั้น. และเรา, อยู่ในหนทางทั้งหลายจำนวนมาก. (And perhaps
most importantly, we are going to do our best to make sure that these elections
are fairs, and are not designed by Republicans, to retain control over the
House and the Senate. A lot that is going on that worries me very much about
they’re trying to create situations where people do not have the opportunity to
participate in a free and fair election. And we’ve got to fight that. And we
are, in a number of ways.)
ไกลไปกว่านั้น, เราต้องดำเนินต่อไปที่จะเป็นธุระกับอะไรที่ผมพิจารณาว่าเป็นวาระประเด็นภายในประเทศซึ่งสำคัญมากที่สุดในช่วงเวลานี้ของเรา,
ชั่วขณะที่เรากำลังอาศัยอยู่ในมัน. และนั่นเป็นความเติบโตของคณาธิปไตยในสหรัฐอเมริกา.
และอย่างน่าเศร้าใจ, นี้เป็นวาระประเด็นที่สหายร่วมงานทั้งหลายอย่างมากมายของผมในคองเกรสชอบมากกว่าที่จะไม่เป็นธุระอะไรในเรื่องนี้ด้วย,
ด้วยเหตุผลทั้งหลายที่เห็นกันอย่างชัดเจน. บริษัทสื่อ, โดยเนื้อแท้แล้ว, ไม่ได้จัดการ/แก้ไข/พูดถึงมันกันเลย.
แต่ผมคิดว่าคนอเมริกันทั่วไปในเบื้องลึกแล้วรู้อยู่แก่ใจของพวกเขา, เข้าใจว่านั่นไม่เคยมีมาก่อน,
ในประวัติศาสตร์ของประเทศเรา มีปัจเจกบุคคลน้อยเหลือเกินถือครองความมั่งคั่งและอำนาจมากมายขนาดนี้. (Further, we have to continue to
deal with what I consider to be the most significant domestic issue of our
period, the moment that we’re living in. And that is the growth of oligarchy3 in the
United States. And sadly, this is an issue that many of my colleagues in the
Congress prefer not to deal with, for obvious reasons. The corporate media,
almost by definition, does not address it. But I think ordinary Americans in
their guts, understand that never before, in the history of our country have so
few individuals held so much wealth and so much power.)
3 Oligarchy (คณาธิปไตย) คือ
ระบอบการปกครองที่อำนาจสูงสุดอยู่ในมือของคนกลุ่มน้อย
ซึ่งเป็นกลุ่มชนชั้นนำที่มีอิทธิพล
ไม่ว่าจะเป็นขุนนาง, เศรษฐี, ทหาร
หรือกลุ่มการเมือง กลุ่มนี้ใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง
โดยมักสร้างความชอบธรรมผ่านกฎหมายที่บิดเบือนและกลไกผู้เชี่ยวชาญ
ลักษณะสำคัญของ
Oligarchy
- อำนาจรวมศูนย์: คนกลุ่มเล็กๆ ใช้อำนาจตัดสินใจในรัฐ
- เน้นประโยชน์กลุ่ม: ปกครองเพื่อตอบสนองความต้องการของพวกพ้อง ไม่ใช่ประชาชนส่วนใหญ่
- คัดเลือกเอง: มักสืบทอดอำนาจผ่านสายเลือด, ความมั่งคั่ง
หรือการเมืองที่ปิดกั้น
- ทุจริตแฝง: มักถูกมองว่าเป็นระบอบที่เสื่อมทราม
เพราะขาดหลักจริยธรรม
วันนี้, ด้วยคนยอดบน 1 เปอร์เซ็นต์, 1% เป็นเจ้าของความมั่งคั่งมากกว่าคนก้นล่าง 93%,
เรามีความไม่เสมอภาคของรายได้และความมั่งคั่งมากยิ่งกว่าแต่ก่อน.
ในขณะที่ 60% ของคนอเมริกันมีชีวิตอยู่กับรายได้วันต่อวัน/เดือนชนเดือน,
คณะผู้มีอำนาจไม่ได้เพียงร่ำรวยมากขึ้นเท่านั้น, แต่อย่างสำคัญย่าง,
พวกเขากำลังเพิ่มอำนาจของพวกเขาโดยการซื้อสื่อ. ผมไม่รู้ว่าพวกคุณได้ติดตามเรื่องนี้ไหม,
แลร์รี เอลลิสันและคนอื่นๆกำลังซื้อ CNN,
กำลังซื้อ CBS. เบซอสกำลังเปลี่ยนพลิกวอชิงตัน
โพสต์ไปเป็นหนังือพิมพ์ฝ่ายขวาจัด. (Today,
with the top one percent, 1% owning more wealth than the bottom 93%, we have
more income and wealth inequality than before. While 60% of Americans live
paycheck to paycheck, the oligarchs are not only getting richer, but
importantly, they are increasing their power by buying up media. I don’t know
if you’ve been following, you know, Larry Ellison4 and
others buying up CNN, buying up CBS. Bezos5
converting the Washington Post into a right-wing paper.)
4 แลร์รี
เอลลิสัน (Larry Ellison) คือผู้ร่วมก่อตั้ง Oracle
Corporation ยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์ฐานข้อมูลระดับโลก เป็นนักธุรกิจชาวอเมริกันผู้มีวิสัยทัศน์สูง เคยดำรงตำแหน่ง CEO
นาน 37 ปี และปัจจุบันเป็นประธานกรรมการและ CTO
ผู้ผลักดัน Oracle สู่ผู้นำ Cloud AI
Infrastructure จนก้าวขึ้นเป็นมหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลกในปี 2025–2026
ชีวประวัติและจุดเด่นของแลร์รี เอลลิสัน:
- ผู้ก่อตั้ง Oracle: เอลลิสันร่วมก่อตั้งซอฟต์แวร์ระบบจัดการฐานข้อมูล (RDBMS) ในปี ค.ศ. 1977 ซึ่งต่อมาเติบโตเป็นยักษ์ใหญ่ด้านซอฟต์แวร์องค์กรระดับโลก
- บทบาทการบริหาร: ดำรงตำแหน่ง CEO ตั้งแต่ปี 1977 จนถึง 2014 ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง CTO (ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี) และประธานกรรมการบริหาร
- ความมั่งคั่ง:
ในช่วงต้นปี 2026 เขาเป็นมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดอันดับ 6 ของโลก
โดยมีทรัพย์สินประมาณ 198 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
และในช่วงเดือนกันยายน 2025 เคยขึ้นแท่นเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลกอันดับ
1 แทนที่อีลอน มัสก์ ชั่วขณะหนึ่ง จากหุ้น Oracle ที่พุ่งสูงขึ้นจากการเติบโตของธุรกิจ Cloud AI
- วิสัยทัศน์: เขาเป็นผู้ที่เชื่อในเทคโนโลยีอย่างมาก
และมีกลยุทธ์การบริหารที่มุ่งเน้นการพัฒนาซอฟต์แวร์ที่มีความซับซ้อน
รวมถึงลงทุนมหาศาลในโครงสร้างพื้นฐานด้าน AI
5 เจฟฟ์
เบโซส (Jeff Bezos) คือผู้ก่อตั้งบริษัท
Amazon และเป็นหนึ่งในมหาเศรษฐีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดย ณ วันที่ 25 มีนาคม 2569 เขามีทรัพย์สินสุทธิประมาณ
230.2 พันล้านดอลลาร์
และครองตำแหน่งบุคคลที่ร่ำรวยที่สุดอันดับ 4 ของโลกตามการจัดอันดับของ Forbes
ข้อมูลล่าสุดและโปรเจกต์สำคัญ (อัปเดต มีนาคม 2569)
- กองทุน AI เพื่อการผลิต ($100 Billion Fund): เบโซสกำลังอยู่ในขั้นตอนการเจรจาระดมทุนจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างกองทุนสำหรับซื้อกิจการในภาคการผลิต (Manufacturing)
และนำเทคโนโลยี AI จากโปรเจกต์ลับชื่อ Project
Prometheus มาใช้เพื่อขับเคลื่อนการทำงานแบบอัตโนมัติ
(Automation)
- Blue Origin และ TeraWave: บริษัทด้านอวกาศของเขาได้ประกาศเปิดตัว TeraWave โครงข่ายอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียมจำนวน 5,408 ดวง
เพื่อเป็นคู่แข่งโดยตรงกับ Starlink ของ Elon
Musk
- ชีวิตส่วนตัว: เขาเข้าพิธีวิวาห์กับ ลอเรน ซานเชซ (Lauren Sánchez) เมื่อเดือนมิถุนายน
2568 ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี
ซึ่งเป็นงานแต่งงานที่หรูหราและมีแขกผู้มีชื่อเสียงระดับโลกเข้าร่วมมากมาย
แต่มันไม่ได้แค่การควบคุมสื่อของพวกเขา. คนทั้งหลายเหล่านี้กำลังสร้างทำโครงสร้างการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งขนาดมหึมา.
เรากำลังมองเห็นมันอยู่ในตอนนี้ในการเลือกตั้งทั้งหลายกลางวาระตำแหน่ง, (But it’s not only their control
of the media. These guys are now making huge campaign constructions. We’re
seeing it right now in the midterm elections6, and
we’re going to see it more as these elections unfold. They have unlimited
amounts of money, and they are prepared to spend it to elect candidates who
represent their interests and not the needs of working people.)
6 The Midterm
Elections หรือการเลือกตั้งกลางสมัยของสหรัฐฯ
คือการเลือกตั้งที่จัดขึ้นทุกๆ 2 ปี (ตรงกลางวาระ 4 ปีของประธานาธิบดี)
เพื่อเลือกสมาชิกสภาคองเกรสใหม่ทั้งหมด 435 ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎร
และประมาณ 1/3 ของวุฒิสภา (100 ที่นั่ง)
รวมถึงผู้ว่าการรัฐ มักถือเป็นการลงประชามติผลงานรัฐบาล
ข้อมูลสำคัญของ The Midterm Elections:
- เวลาจัด: พฤศจิกายน ของปีที่สองในวาระประธานาธิบดี
- สิ่งที่เลือก: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ทั้ง 435 ที่นั่ง),
สมาชิกวุฒิสภา (ประมาณ 33-35 ที่นั่ง),
ผู้ว่าการรัฐ, และตำแหน่งท้องถิ่น
- ความสำคัญ: เป็นการชี้ชะตาว่าพรรคใดจะครองเสียงข้างมากในสภาคองเกรส (Split
Congress) เพื่อผลักดันนโยบาย
หรือบล็อกร่างกฎหมายของประธานาธิบดีได้
- แนวโน้ม: โดยส่วนใหญ่
พรรคของประธานาธิบดีมักจะเสียที่นั่งในสภาช่วงการเลือกตั้งกลางสมัย
- คำที่เกี่ยวข้อง (Synonyms): การเลือกตั้งกลางเทอม, สภาครองเกรส, การเลือกตั้งรัฐสภาสหรัฐฯ
ดังนั้น, เมื่อเรากำลังพูดคุยเหี่ยวการรักความประชาธิปไตยให้อยี่อด,
มันไม่ได้แค่เพียงการข่มขู่คุกคามอย่างรุนแรงของโดนัลด์ ทรัมป์, นั่นก็เป็นความจริงอย่างยิ่ง,
แต่มันก็ยังมีความจำเป็นที่จะต้องสู้รบต่อต้านการระบบเงินทุนการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งที่ทุจริตนี้ด้วย,
เพื่อที่จะได้จบสิ้นคำตัดสินของศาลฎีกาสูงสุดในคดี Citizens
United อันเลวร้ายหายนะที่สุดนี้,
เพื่อที่จะได้นำเอากลุ่ม Super OACs ออกไปจากการเลือกตั้งขั้นต้นของพรรคการเมือง/ระบบประชาธิปไตย.
ดังนั้น, นั่นเป็นที่สำคัญอย่างมหึมา. (So,
when we are talking about saving democracy, it’s not only the very serious
threats of Donald Trump, that’s very real, but it is also the need to fight
back against a corrupt campaign finance system, to end this disastrous Citizens
United Supreme Court decision7, to
get super PACs8 out of
Democratic primaries. So, that is enormously important.)
7 Citizens United v.
FEC (2010) คือคำตัดสินประวัติศาสตร์ของศาลฎีกาสหรัฐฯ
ที่อนุญาตให้บริษัท สหภาพแรงงาน และองค์กรต่างๆ
สามารถใช้จ่ายเงินอย่างอิสระเพื่อสนับสนุนหรือโจมตีผู้สมัครทางการเมืองได้อย่างไม่จำกัด โดยมองว่าเป็นการแสดงออกภายใต้เสรีภาพในการพูด (First
Amendment) ส่งผลให้เกิดกลุ่ม Super PACs และ
"เงินมืด" (Dark Money) ในการเมืองสหรัฐฯ
อย่างกว้างขวาง
สรุปประเด็นสำคัญและตัวอย่างการใช้งาน:
- คำตัดสิน (Ruling): ศาลตัดสิน 5-4 ว่าการจำกัดการใช้จ่ายทางการเมืองขององค์กรเป็นการละเมิดเสรีภาพในการพูด
ซึ่งยกเลิกกฎหมายเดิมที่ห้ามองค์กรใช้เงินในการหาเสียงทางอ้อมในช่วงใกล้เลือกตั้ง
- การใช้งาน/ผลลัพธ์ (Usage
Examples):
- การเกิด
Super
PACs: กลุ่มคณะกรรมการดำเนินการทางการเมืองที่สามารถระดมทุนจากบุคคลหรือองค์กรได้ไม่จำกัด
เพื่อใช้หาเสียงสนับสนุนผู้สมัครโดยตรง โดยมักทำโฆษณาโจมตีคู่แข่ง
- "เงินมืด"
(Dark Money): องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร (เช่น กลุ่ม 501(c)(4))
ใช้จ่ายเงินในการเมืองโดยไม่ต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของเงินทุน
- การโฆษณาหาเสียงแบบอิสระ: องค์กรต่างๆ
สามารถสร้างภาพยนตร์หรือโฆษณาเพื่อชื่นชมหรือวิจารณ์ผู้สมัครได้โดยตรง
ไม่ผิดกฎหมาย
8 https://en.wikipedia.org/wiki/Super_PAC
และ, คุณก็รู้, ในฐานะส่วนหนึ่งของผลกระทบทั้งหมด, ผมภูมิใจที่ที่จะบอกกับคุณว่าการเดินสายรณรงค์ต่อสู้คณาธิปไตยทั้งหลายของเรา
ในตอนนี้ได้มีขึ้นใน 24 รัฐทั่วทั้งหมดของประเทศนี้, รวมทั้งบางรัฐที่เป็นกลุ่มอนุรักษ์นิยมด้วย.
และด้วยดีกับมี 300,000 ผู้คนได้ออกมาร่วมรณรงค์เดินสายทั้งหลายเหล่านี้ด้วย. และพวกเขาไม่ได้เป็นแต่กลุ่มก้าวหน้า.พวกเขาไม่ใช่เป็นแค่พวกพรรคเดโมแครตส์.
พวกเขาเป็นกลุ่มอิสระและรีพับลิกันด้วยเช่นกัน. (And,
you know, as part of that whole effort, I’m proud to tell you that our Fighting
Oligarchy rallies have now taken place in 24 states all over this country,
including some very conservative states. And well over 300,000 people have come
out to these rallies. And they’re not just progressives. They’re not just
Democrats. They are independents and Republicans as well.)
และที่ไกลยิ่งไปกว่านั้น, เมื่อเราพูดคุยถึงการสู้รบกับคณาธิปไตยและไปยุ่งเกี่ยวกับความไม่เสมอภาคทางรายได้และความมั่งคั่ง.
ผมคิดว่าเป็นเวลานานที่เราสมควรจะผ่านกฎหมายฉบับนี้ออกมา ที่จะจัดเก็บภาษีความมั่งคั่งจากเศรษฐีพันล้าน.
ภาษีความร่ำรวยกับเศรษฐีพันล้าน. และนั่นคืออะไรที่ผมได้แนะนำไว้.
และกฎหมายฉบับนี้จะระดมเงินได้กว่า 4 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า. และ จะนำเงินจำนวนนั้นกลับไปลงทุนเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของกลุ่มครอบครัวแรงงานที่กำลังลำบาก.
(And furthermore, when we talk
about fight oligarchy and dealing with massive income and wealth inequality. I
think the time is long overdue for us to pass legislation that would impose a
wealth tax on billionaires. A billionaires Wealth Tax. And that’s what I’ve
introduced. And this bill would raise over $4 trillion in the next ten years.
And it would plow that money back into improving the lives of struggling
working families.)
ดังนั้นแล้ว, ถึงเวลาเมื่อเศรษบีพันล้านทั้งหลายกำลังทำสิ่งอันไม่น่าเชื่อกันได้ดี
และครอบครัวผู้ใช้แรงงานทั้งหลายก็กำลังดิ้นรนต่อสู้, ผมคิดว่ามันถึงเวลาที่จะเก็บภาษีความมั่งคั่งร่ำรวยนั่นแล้วนำมันกลับมาเข้ากระเป๋าทั้งหลายของครอบครัวผู้ชายแรงงาน/ทำงานทั้งหลายและปรับปรุงคุณภาพชีวิตของพวกเขาให้ดีขึ้น. ดังนั้น, ใผมแค่บอกกับคุณอย่างสรุปสั้นในอะไรที่กฎหมายนั่นที่ผมได้แนะนำไปว่าจะทำอะไร.
อย่างแรก. มันจะจัดสรรให้กับทุกชาย, หญิง, และเด็กในปีแรกของมัน เอ่อ ด้วยเช็คเงิน
3,000 ดอลลาร์ในครอบครัวทั้งหลายที่มีรายได้ 150,000 ดอลลาร์หรือน้อยลงไปกว่านั้น.
ดังนั้น, ถ้าคุณอยู่ในครอบครัวที่มีรายได้ 150,000
ดอลลาร์(ต่อปี)หรือน้อยกว่านั้น, ชาย, หญิง, และเด็ก, 3,000 ดอลลาร์
จ่ายให้โดยตรง, ที่จะไปตามทางไกลที่จะช่วยผู้คนให้ซื้ออาหารที่พวกเขาจำเป็นต้องการ,
จ่ายค่าเช่าบ้าน, ได้การดูแลสุขภาพที่พวกเขาจำเป็นต้องการ, ที่เลยกำหนดและต้องการมันมานานแล้ว. (So, at a time when the
billionaires are doing unbelievably well and working families are struggling, I
think it’s time to tax that wealth put it back into the pockets of working
families and improve their lives. So, let me just briefly tell you what the legislation
that I’ve introduced would do. First, it would provide every man, woman, and
child in its first year uh with a $3,000 check in families earning $150,000 or
less. So, if you’re in a family $150,000 or less, man, woman, and child, $3,000
direct payment, which will go a long way to help people buy the food they need,
pay the rent, get the health care they need, long overdue.)
ไกลไปกว่านั้นอีก, เราจะได้จัดหานำเงินจำนวนก้อนโตสำคัญนี้เขาไปในการแก้วิกฤตการณ์ที่อยู่อาศัย.
ผู้ไร้บ้าน, ข้อเท็จจริงที่ผู้คนของเรามากมายกำลังใช้จ่ายเงินครึ่งหนึ่งของรายได้ของพวกเขาไปกับที่อยู่อาศัย.
แล้เราจะสร้างมันด้วยเงินนี้, ราว 7 ล้านหน่วยสำหรับผู้มีระดับรายได้ต่ำ กับบ้านและอพาร์ตเม้นท์ทั้งหลายซึ่งสามารถจ่ายได้. (Furthermore, we would provide very
substantial sums of money into addressing the housing crisis. Homelessness, the
fact that so many of our people are spending half of their incomes on housing. And
we would build with this money, some 7 million units of low income and
affordable homes and apartments.)
ไกลไปกว่านั้นอีก, ในเวลาที่เมื่อผู้สูงอายุมากมายของเราทั้งหลายกำลังมีช่วงเวลที่ยากลำบากในการดูแลฟันที่พวกเขาจำเป็นต้องการ,
สายตาที่พวกเขาจำเป็นต้องการ, การช่วยฟังที่พวกเขาจำเป็นต้องการ,
เราจำเป็นต้องขยาย Medicare ที่จะครอบคลุมความจำเป็นขั้นพื้นฐานทั้งหลายเหล่านี้.
นอกจากนี้เรายังจะจัดให้มีการดูแลเด็กในแบบครอบจักรวาลทั่วทั้งในประเทศของเรา
และทำให้แน่ใจได้ว่าไม่มีใคร, ไม่มีครอบครัวใดในอเมริกาต้องจ่ายไปกว่า 7% ของรายไดเที่มีอยู่อย่างจำกัดของพวกเขากับการดูแลสุขภาพเด็ก. ที่เวลาเมื่อโรงเรียนของรัฐได้รับเงินทุนสนับสนุนมันกันยากลำบากมาที่จะตจูงใจครูทั้งหลายที่พวกเขาจำเป็นต้องการ,
เราก็จะทำให้แน่ใจได้ว่า ไม่มีครูคนใดของอเมริกาได้รับค่าจ้างน้อยไปกว่า
60,000 ดอลลาร์ต่อปี. (Furthermore,
at a time when many of our elderly people are having a hard time getting the
dental care they need, the vision that they need, the hearing aids that they
need, we would expand Medicare9 to
cover those basic needs. We would also provide universal childcare in our
country and make sure that no one, no family in America pays more than 7% of
their limited incomes on childcare. At a time when public schools are finding
it very difficult to attract the teachers that they need, we would make certain
that no teacher ion America earns less than $60,000 a year.)
9 Medicare (เมดิแคร์) คือโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาล ซึ่งมีรายละเอียดแตกต่างกันไปตามประเทศ
โดยที่รู้จักกันแพร่หลายที่สุดคือใน สหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย ดังนี้ครับ
1.
Medicare ในสหรัฐอเมริกา (United States)
เป็นระบบประกันสุขภาพระดับชาติที่บริหารโดยรัฐบาลกลาง
เน้นกลุ่มเป้าหมายหลักคือ:
- ผู้ที่มีอายุ 65
ปีขึ้นไป
- ผู้ที่อายุน้อยกว่า 65 ปี แต่มีความทุพพลภาพบางประการ
- ผู้ป่วยโรคไตวายระยะสุดท้าย
(ESRD)
ส่วนประกอบหลักของ Medicare (Parts):
- Part A (Hospital Insurance): คุ้มครองค่าใช้จ่ายเมื่อต้องนอนโรงพยาบาล
หรือสถานดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
- Part B (Medical Insurance): คุ้มครองค่าบริการทางการแพทย์ เช่น การไปพบแพทย์ การดูแลผู้ป่วยนอก
และอุปกรณ์ทางการแพทย์ (มีค่าเบี้ยประกันรายเดือน)
- Part C (Medicare Advantage): แผนที่บริหารโดยบริษัทเอกชน ซึ่งรวมสิทธิประโยชน์ของ Part A และ B เข้าด้วยกัน และมักมีบริการเสริมอื่นๆ
- Part D (Prescription Drug Coverage): ช่วยคุ้มครองค่าจำหน่ายยาตามใบสั่งแพทย์
เราจะทำให้แน่ใจได้ว่าผู้สูงอายุทั้งหลายและผู้คนที่พิการจะได้รับการดูสุขภาพถึงบ้าน
นั่นคือสิ่งที่พวกหเขาจำเป็นต้องการผ่านโครงการ Medicaid, และเราจะป้องกัน
15 ล้านคนอเมริกันทั้งหลายจากการสูญเสียการประกันสุขภาพ ด้วยการยกเลิกกฎหมายการปรับลดงบประมาณจำนวน
1.1 ล้านล้านดอลลาร์ ของทรัมป์ ที่มีต่อโครงการMedicaid และกฎหมายโอบามาแคร์ (Affordable Care Act). ประเด็นจุดตรงนี้ก็คือว่า เศรษฐีพันล้านทั้งหลายมีเงินจำนวนมากมายเหลือเกินที่เป็นภาษีเพียงเล็กน้อยชนิดหนึ่งที่จะจัดเก็บเอาจากความมั่งคั่งของพวกเขา,
สามารถไปยาวไกลของหนทางที่จะค้ำจุนโครงการทั้งหลายที่คนแรงงาน/ทำงานทั้งหลาย,
ผู้คนที่มีรายได้น้อยมีคว่ามจำเป็นต้องการอย่างสิ้นหวังอยู่เช่นเดียวกับในปีแรก,
นำเอาเช็คเงิน 3,000 ดอลลาร์เข้าไปสู่ในกระเป๋าของทุกคน ชาย, หญิง, และเด็ก.
(We
would make sure that seniors and people with disabilities receive the home
healthcare that they need through Medicaid10, and
we would prevent 15 million Americans
from losing health care by repealing Trump’s $1.1 trillion cut to Medicaid and
the Affordable Care Act, The point here is that the billionaires have so much
money that a kind of modest tax on their wealth, could go a long, long way to
buttress up the programs that working families, low income people desperately
need as well as in the first year, put a check of $3,000 into the pockets of
every man. Woman and child.)
10 ผู้พิการได้รับบริการดูแลสุขภาพที่บ้าน
(Home Healthcare) ตามที่ต้องการผ่านโครงการ Medicaid
- Medicaid คือโครงการประกันสุขภาพของรัฐบาลสหรัฐฯ สำหรับผู้มีรายได้น้อย
ผู้สูงอายุ และผู้พิการ
- ความคุ้มครองมักครอบคลุมบริการพยาบาลที่บ้าน
การดูแลส่วนบุคคล และอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น
- ช่วยให้ผู้พิการสามารถพักอาศัยอยู่ที่บ้านแทนการเข้าสถานดูแล
และผมต้องบอกกับคุณ. คุณก็รู้ผมก็รู้ว่าหลายคนในสื่อและหลายคนในนักการเมือง,
พวกเขาแค่วิตกกังวลเป็นอย่างมากอยู่กับว่าเพื่อนเศรษฐีพันล้านทั้งหลายของพวกเรา
ผู้ที่สนับสนุนเงินให้แก่พวกเขาทุกวัน. เอาละ, นอกจากภาษีนี้แล้ว,
ผมมีคว่ามสุขอย่างยิ่งที่จะบอกกับพวกคุณว่า มร. มัสก์ และ มร.เบซอส,
และมร. ซัคเคอร์เบิร์ก และ มร. เอลลิสัน,
และท่านมหาเศรษฐีพันล้านอื่นๆจะยังคงมีเงินอีกสอสามร้อยพันล้านดอลลาร์เหลือให้เลี้ยงดูครอบครัวของพวกเขาทั้งหลาย.
ดังนั้น,
เราไม่ได้กำลังที่จะทำให้พวกเขาต้องออกมาอยู่เพิ่มกับพวกเราในถนนทั้งหลายแน่นอน. (And I got to tell you. You know I
know that many in the media and many of the politicians, they just worry so
much about our billionaire friends who fund them every day. Well, despite this
tax, I’m happy to tell you that Mr. Musk and Mr. Bezos, and Mr. Zuckerberg and
Mr. Ellison, and all the other multi, multi-billionaires would still have a few
hundred billion dollars left to feed their families. So, we’re not going to put
them out on the streets.)
ไกลไปกว่านั้นอีก. ผมคิดว่าอะไรที่เราจำเป็นต้องทำคือจัดการกับภัยคุกคามร้ายแรงที่มาจาก
AI และหุ่นยนต์ทั้งหลาย. และนี้คือวาระประเด็นที่ผมได้ต้องเป็นธุระเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยมากขึ้นและมากยิ่งขึ้น,
ขณะที่ผมพูดกับผู้คนไปทั่วทั้งประเทศนี้, อืม, และเราได้พูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญแถวหน้าทั้งรายบางรายของอเมริกา
ผู้ซี่งเข้าใจถึงเศรษฐศาสตร์ของ AI และ
หุ่นยนต์ทั้งหลายนี้, ผู้ซึ่งเข้าใจถึงการคุกคามที่สำคัญร้ายแรงที่เทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านี้มาเผชิญตรงหน้า.
(Furthermore.
I think what we need to do is address the very serious threat of AI and
robotics. And this is an issue that I have gotten more and more involved on, as
I speak to people all across this country. Um, and we have talked to some of
the leading experts in America who understand the economics of AI and robotics,
who understand the existential threat that these technologies face.)
ผมหมายความว่า, แค่วันนี้, สดๆร้อนๆกันในวันนี้, มันได้ถูกประกาศโดยเจฟฟ์
เบซอส, หัวหน้าใหญ่ของอะเมซอน,ไม่ได้แค่ต้องการที่จะกำจัดแรงงานคนทำงานทั้งหลายทั้งหมดในโกดังทั้งหลายของเขาเขาออกไป
และแทนที่พวกเขาด้วยหุ่นยนต์ทั้งหลายเท่านั้น, เขากำลังจัดตั้งกองทุน 100
พันล้านดอลลาร์หรือโครงงานหนึ่ง, ที่จะพยายามกำจัดมนุษย์ออกไป, แรงงาน/คนทำงานในโรงงานทั้งหลายและโกดัง,
ไม่ใช่แค่เพียงที่ในอเมริกาเท่านั้น, แต่ทั่วโลกทั้งหมด. ดังนั้น,
ความฝันของเขาก็คือว่า เรากำลังที่จะมีหุ่นยนต์ทั้งหลายเข้ามาทำงานทั้งหมดของการประกอบกิจการผลิตและการเก็บสินค้าในประเทศนี้. (I mean, just today, just literally
today, it was announced that Jeff Bezos, the head of Amazon, not only wants to
get rid of all of his warehouse workers and replace them with robots, he is
setting up a $100 billion fund or a program, to try to eliminate human being,
workers in factories and warehouse, not only in America, all over the world. So,
his dream is that you’re going to have robots do all of the manufacturing and
warehouse work in this country.)
แต่นั่นมันก็ไม่ใช่แค่คุกคาม, ภัยคุกคามที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างยิ่งที่เรากำลังจะสูญเสียหลายสิบของหลายล้านงานอาชีพในทศวรรษหน้า.
และนั่นก็ไม่ใช่แต่เพียงงานคอปกเสื้อฟ้า/งานแรงงานเท่านั้น,
มันเป็นงานคอปกเสื้อขาว/งานในสำนักงานด้วยเช่นกัน. ผู้คนหนุ่มสาวมากมายที่จบจากวิทยาลัย/มหาวิทยาลัยในตอนนี้,
กำลังพบว่ามันเป็นการยากลำบากมากๆยิ่งในการที่จะเขจ้าถึงงานอาชีพในระดับที่พวกเขาจำเป็นต้องการ. (But it is not just the threat,
the very legitimate threat that we’re going to be losing tens of millions of
jobs in the next decade. And it’s not only blue-collar jobs, it’s white-collar
jobs. Many young people graduating college right now, are finding it very, very
difficult to get entry level work that they need.)
แต่ผมจะบอกต่อคุณในบางอย่างอื่น. มันเป็น, สำคัญเท่าๆกับวาระประเด็นในด้านเศรษฐกิจ,
สำคัญเท่าๆกับ วาระประเด็นเรื่องความเป็นส่วนตัว, และมีความหวาดกลัวทั้งหลายแท้จริงเกี่ยวกับว่าอะไรที่
AI
สามารถทำได้ในการกวาดเอาอะไรทั้งหมดทุกชนิดประเภทของข่าวสาร/ข้อมูลเกี่ยวกับเราไปได้,
มากเท่าๆกับที่ผมหวาดกลัวงเกี่ยวกับมันได้ทำกับระบอบประชาธิปไตยและระบบการเมืองของเรา
ในการให้ข้อมูลข่าวสารทุกชนิดตต่อผู้มีอำนาจซึ่งแสวงงหากำไรเป็นพิเศษ
ผู้ซึ่งสามารถใช้มันที่ตจะโจมตีต่อรากฐานทั้งหลายของระบอบประชาธิปไตยอเมริกัน,
มีบางอย่างอื่นอยู่ที่ข้างนอกนั่นที่เราควรจะต้องเป็นกังวลถึง. (But
I’ll tell you something else. It is, as important as the economic issue is, as
important ah as the privacy issue is, and there’s real fears about what AI can
do in sweeping up all kinds of information about us, as much as I fear about
what it does to democracy and our political system in giving all kinds of information
to powerful special interests who could use it to attack the foundations of
American democracy, there’s something else out there that we should worry
about.)
และนั่นคือ, อะไรที่เคยเป็นนิยายวิทยาศาสตร์, โอ้ พระเจ้าของผม,
หุ่นยนต์ทั้งหลายและคอมพิวเตอร์ทั้งหลายกำลังที่จะเป็นเอกราชจากมนุษย์.
นั่นเป็นภาพยนตร์นิยายวิทยาศาสตร์. เอาละ, คุณรู้อะไรไหม? บางรายของผู้คนที่มีความสามารถรู้มากที่สุดในโลกในตอนนี้,
ผู้คนผู้ซึ่งได้ช่วยสร้างรากฐานทั้งหลายของปัญญาประดิษฐ์, ผู้คนซึ่งได้รับรางวัลโนเบลสำหรับงานของเขาในด้านฟิสิกส์,
ฯลฯ. พวกเขาในตอนนี้เชื่อว่ามีความเป็นไปได้ที่เมื่อ AI
ก้าวหน้าทั้งหลายและกลายเป็นปราดเปรื่องยิ่งกว่า, ถ้าคุณชอบพูดเช่นนั้น, มากยิ่งกว่ามนุษย์.
AI
นั่นสามารถกลายเป็นอิสรภาพจากการควบคุมของมนุษย์ ด้วยความเป็นไปได้ของผลกระทบมี่นำไปสู่หายนะ. (And that is, you know, what used
to be science fiction, oh my God, the robotics and the computers are going to
operate independently of human beings. That’s a good science fiction film. Well,
you know what? Some of the most knowledgeable people in the world right now,
people who have helped build the foundations of artificial intelligence, people
who have received Nobel Prizes for their work in physics, etc. They now believe
that there is a possibility that as AI advances and becomes smarter, if you
like, than human beings, That AI can become independent of human control with the
possibility of cataclysmic impacts.)
ดังนั้น, ไม่มีความจำเป็นที่ต้องพูดว่า,
นี้คือวาระประเด็นที่เราต้องพูดถึงและจัดการแก้ไขให้แน่ชัด. มันเป็นวาระประเด็นที่สภาคองเกรสแทบจะไม่ระแวดระวังถึงเลย.
พวกเขากำลังและเล็มไปรอบๆริมขอบของมัน. แต่วาระประเด็นรากฐานทั้งหลายของอะไรในเรื่องนี้นั้นหมายถึงในทางเศรษฐกิจ,
อะไรที่มันหมายถึงทางการเมือง, ในทางการมีชีวิตอยู่, อะไรที่ตจ่อสุขภาพจิตของเด็กๆของเราผู้ซึ่งถูกเสพติดเพอิ่มขึ้นอยู่กับผู้ช่วยอัจฉริยะ/AI เหล่านี้. การถกเถียงภิปรายนั่นไม่ได้เริ่มต้นกันในหนทางอันสำคัญใดเลย. (So, needless to say, this is an
issue that we have got to address. It’s an issue that Congress is barely aware
of. They’re nibbling around the edges. But the fundamental issues of what this
means economically, what it means politically, what it means existentially,
what it means to the mental health of our kids who increasingly are being
addicted to these AI agents, that discussion has not even begun in a
significant way.)
และนั่นคือทำไมผมจะแนะนำเสนอญัตติร้องขอให้มีการระงับการก่อสร้างศูนย์ข้อมูลไว้ชั่วคราในอเมริกา.
และเราทำเช่นนั้นไม่เพียงเท่านั้นเพราะว่าศูนย์ข้อมูลทั้งหลายกำลังใช้ประโยชน์บริโภคอย่างมหาศาลของทรัพยากรไฟฟ้าและน้ำขับดันให้อัตราไฟฟ้าสูงขึ้น.
แต่เราจำเป็นต้องให้กระบวนการนี้ช้าลง. เราจำเป็นต้องทำงานกับจีนและประเทศทั้งหลายอื่นทั่วทั้งโลก,
ที่จะเข้าใจและควบคุมได้ถึงผลกระทบทั้งหลายของ AI. (And that’s why I will be introducing
next week legislation calling for a moratorium on the construction of data
centers in America. And we do that not only because data centers are utilizing
an enormous amount of electricity and water resources driving up electric
rates. But we need to slow this process down. We need to work with China and
countries all over the world, to get a handle on the implications of AI.)
ดังนั้น, นั่นคือวาระประเด็นหนึ่งที่เรากำลังจะจำเป็นต้องการทุกคนที่จะถูกเกี่ยวข้องเข้ามา.
ในเส้นบรรทัดล่างสุดนี้คือว่า AI และหุ่นยนต์ทั้งหลายไม่ได้เป็นเทคโนโลยีทั้งหลายซึ่งชั่วร้ายในตัวของมันเอง.
แต่เมื่อพวกมันกำลังถูกผลีกดันโดยผู้มั่งคั่งที่สุดบนโลก, มัสก์, เบซอส,
เอลลิสันและรายอื่นทั้งหลาย, ที่เป้าหมายของพวกเขาอย่างง่ายๆคือร่ำรวยยิ่งขึ้นให้ได้มากและมีอำนาจให้มากยิ่งขึ้น,
เราก็จำเป็นต้องพูดว่า, ขอโทษครับ. ช้ามันลง. เราต้องการเทคโนโลยีทั้งหลายเหล่านี้ที่จะทำงานให้กับผู้คนแรงงาน,
ให้กับคนอเมริกันทั่วไป, และไม่เพียงแค่ทำงานให้กับผูเที่ร่ำรวย มากๆ.
(So, that is an issue we’re going
to need everybody to be involved in. Bottom line here is that AI and robotics
not unto themselves evil technologies. But when they are being pushed by the
wealthiest people on earth, Musk, Bezos, Ellison and others, whose goal is
simply to get much, much richer and more powerful, we have got to say, excuse
me. Slow it down. We want these technologies to work for working people, for
ordinary Americans, and not just for the very, very rich.)
ดังนั้น, มีเรื่องอื่นอีกมากมายที่กำลังเกิดขึ้นอยู่. คุณมีสางครามในอิหร่าน.
ฯลฯ, ฯลฯ, แต่ผมแค่เพียงต่องการที่จะพูดสักสองสามคำ, เกี่ยวกับบางวาระประเด็นทั้งหลายที่เรากำลังทำงานกันอยู่กับมัน.
และผมขอขอบคุณอย่างมากสำหรับการมาอยู่ร่วมกับผมในวันนี้. ดูแลตัวเองกันให้ดีนะ. (So,
there is a lot of other stuff that’s going on. You got war in Iran. Etc., etc.,
but I just did want to say a few words, about some of the issues that we are
working on. And I thank you very much for being with me today. Take care.)