หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

หลวงพ่อชา สุภัทโท – จิตคืออะไร (ยอมรับความจริง)

หลวงพ่อชา สุภัทโท – จิตคืออะไร (ยอมรับความจริง)

          https://youtu.be/W7NQnJNf2bk?si=mSPgsbdPy0z9Ga0T

          ...เอาละญาติโยมทั้งหลาย ทุกคน ต่อไปนี้ตั้งใจฟังธรรม แน่ะ ขอวางมือลงตามสบายก็ได้ ไม่ต้องพนมมือก็ได้ เอาจิตเคารพ นั่งให้มันสบาย อืม มันถนัดยังไงก็นั่งให้มันสบาย ความเป็นจริงนั้นก็ การฟังธรรมก็คือ นั่งให้มันสบายไม่ ให้มันขัดต่อร่างกายส่วนใดส่วนหนึ่ง ใจเราสบายเพื่อให้จิตเราสงบ เพื่อให้จิตเราสำรวม ระวัง ฟังธรรม นั่นเอง ในท่าที่ดีก็นั่ง เอามือวางบนตัก นั่งสมาธิเรา พูดง่ายๆก็ว่านั่งเข้าที่นั่นเองน่ะ มันไม่ค่อยเข้าที่กันคนเราน่ะ นี่เรียกว่าเข้าที่มัน วัน ๒ วันเราก็ไม่เคยเข้าที่มันหรอก นั้นนี่เรียกว่าเข้าที่พระพุทธเจ้าครูบาอาจารย์น่ะ เอาพากันนั่งเข้าที่ มันยังจะดีขึ้นมั้ย

เอ้า ทุกคน บัดนี้ วันนี้ พุทธบริษัททั้งหลาย ทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายด้วย มารวมกัน ณ สถานที่นี้ เพื่อการบำเพ็ญบุญ มีการทอดผ้าบังสุกุล เป็นพื้นประเพณีมาจากครั้งพุทธกาล วันนี้จึงได้มีผ้าป่า มาทอดผ้าป่า ๒ ราย ซึ่งมาเรียนอาตมาว่าจะทำยังไงดี จะพรุ่งนี้หรือตอนไหน จะทอด อาตมาเลยให้ความเห็น ว่าโนม มันไม่มากไม่น้อยเท่าไหร่ ก็เอามารวมทีเดียวกันซะ พรุงนี้ ๖ โมง พระก็จะออกไปบิณฑบาตแล้ว มันก็จะลำบาก มาทำให้เป็นอันเดียวกัน แล้วก็ โยมเค้าก็ไปปรึกษา ได้ความ มีความเห็นสามัคคีกันก็มารวมกันเป็นอันเดียวกัน ก็คือมะนเป็นอันเดียวกันอยู่แล้วล่ะ ถ้าเราไม่เอามารวม มันก็เป็นอันเดียวกันทั้งนั้นแหละ ผ้ามันก็ผ้าอันเดียวกัน หมอนมันก็หมอนอันเดียวกัน อะไรมันก็อะไรอันเดียวกันทั้งนั้น ถ้าเราเอามารวมกันเป็นเช่นนี้แหละ ความกลมเกลียวกันทุกอย่างทุกการนั้นมันก็ไม่มีอะไร มันก็สบาย

แต่ว่าวันนี้อาตมาจะพยายาม พูดธรรมะให้ฟัง ธรรมะอาตมานั้นมันไม่ค่อยมีต้นมีปลายกับเขาหรอก อืม มันธรรมะเบ็ดเตล็ด จับเอานู้นมั่งจับเอานี้มั่ง เพราะว่าเทศน์ตามความรู้สึก ไม่ได้ศึกษาตำรับตำรามาก ศึกษาแต่เฉพาะจิตแต่โดยมาก ดังนั้นจึงไม่รู้จักข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ กะเค้า เอามารวมมารวมรวมรวมกันเข้ามา มันก็เป็นธรรมะ ให้เราเข้าใจอย่างนั้น เทศน์ตามความรู้สึก ได้ยินข่าวว่าผ้าป่าจะมาทอด ก็นึกว่า โอ๊ จะเทศน์อะไรให้ศรัทธาฟังหนอ ก็ไม่ได้คิด นั่งอยู่ข้างล่างว่า วันนี้จะเทศน์อะไรให้โยมฟัง ก็ไม่ได้คิด ขึ้นมาธรรมาสน์แล้ว อาราธนาเทศน์แล้ว จะเทศน์อะไรให้โยมฟัง บางคน ก็ยังไม่รู้ น่ะ มันรู้แต่คำที่จะพูดต่อๆ ไปนี้แหละ อย่างนั้น จึงพากันตั้งใจฟัง คุณอาคมว่า นี่คือจุดสำคัญ จุดสำคัญคือจุดฟังธรรมนี่เป็นจุดสำคัญ แค่พระพุทธเจ้าว่า ให้ทานทั้งหลายทั้งปวง ก็ไม่เท่าให้ทานธรรมพูดเอาดีแต่คนเดียว บางทีก็ไม่รู้ อืม อย่างนี้บางคนก็คงจะไม่ค่อยสบายใจนะ อืม เดินมากระทั่งวันหลายๆวันนี่ ก็คนเป็นพระพุทธเจ้าเจ้าสอน ทานอะไรก็ดี สู้การให้ธรรมเป็นทานไม่ได้ โยมบางคนคงเห็นจะไม่ค่อยสบายใจเหมือนกันนะ อย่างนี้

ไอ้ความจริงเป็นอย่างนั้น โยม มันก็เป็นอย่างนั้น ให้ถือว่าวันนี้ทุกคนที่มาวันเนี๊ยะ อาตมาไม่ต้องการอะไรมาก ต้องการใจของโยมเท่านั้นแหละ อืม ต้องการใจ เพราะความสบายมันก็สบายที่ใจ ที่มันไม่สบายมันก็ไม่สบายที่ใจ นะ นี่ มันที่นั้นกายมันปวดมันก็ไม่สบายที่ใจ อะไรมันไปรวมอยู่ที่ใจ ที่จิตนั่นแน่ะ เป็นของสำคัญ ถ้าเราทุกคนพร้อมที่จะเอามาแล้วทุกอย่าง ที่เราจะต้องปฏิบัติในวันนี้ มีแล้วพร้อมแล้ว แต่บางคนก็ยังไม่รู้ว่าจะปฏิบัติที่ไหน จะปฏิบัติอย่างไร ธรรมะอยู่ที่ไหน ก็ยังไม่รู้ ก็คือไม่รู้จักว่ามันสุขที่ตรงไหน มันทุกข์ที่ตรงไหน มันสบายที่ตรงไหน ไม่รู้เรื่อง อืม จะหาความสบาย อยากได้แต่ความสบาย ได้ยินชื่อว่าสบายนี่ ก็เลยอยากจะได้ อย่างนี้เป็นต้น ปรารถนาความสบายกัน

ไอ้คนเรานั้นน่ะ มันไม่สบายหรอกโยม มันไม่สบาย แต่ไอ้ความไม่สบายนั้นมันให้เกิดความสบาย มันเป็นอย่างนั้น ดังนั้นมันต้องเปลี่ยนที่ไปมาอยู่อย่างนั้นแหละ มีการยืนการเดินการนั่งการนอน สลับซับซ้อนกันไป อยู่อย่างเงี๊ยะ เปลี่ยนอยู่อย่างเงี๊ยะ มันอาศัยการเปลี่ยนที่เราอยู่นี้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าของเรานั้นน่ะ แหม มันตรงไปทีเดียวเลย เพราะทำไม ไม่รู้ ใจเรามันไม่ตรง ท่านพูดตรงไปที่นี้ เราไม่ไปที่นั้น ไปคนละอย่างกัน น่ะ อาตมาเคบเล่าให้ฟังว่า เทศน์ให้ฟังกันทั้งคืนน่ะ ให้พูดถึงบ้านอาตรมาหรอก แถวๆนี้ เทศน์ให้ฟัง ก็นั่งฟังกันกระทั่งทั้งคืนก็ได้ แต่ว่าเทศน์จบแล้วก็พากันเดินกลับบ้าน ได้ยินเสียงบ่นกันว่า เอ้อ ท่านเทศน์อะไรก็ถูกของท่านเมิ่ด ทุกอย่างอ่ะแหละ แต่ว่าเราทำไม่ได้ เอ่อ เราก็ทำไม่ได้ เราทำไม่ได้ โดยมากก็เป็นกันซะอย่างนี้ ถ้าหากเช่นนั้นมันก็ไม่มีธรรมะ ไม่มีธรรมะมันก็ทุกข์ มันก็ลำบาก จะอยู่คนเดียวมันก็ลำบาก จะอยู่หลายคนมันก็ลำบาก จะรวยมันก็ลำบาก จะจนมันก็ลำบาก เพราะว่ามันหลง มันเป็นกันซะอยู่อย่างนี้ เพราะอะไร?

เพราะเราไม่ยอมรับความจริงของพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนไว้ ท่านว่าพระพุทธพระธรรมพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง เราก็บ่นว่า อะไรพระพุทธเป็นพระธรรมเป็นพระสงฆ์ ถึงว่าเราปล่อยเปล่งวาจาไปแล้ว ก็นึกว่ามันจะสบายอย่างนั้น อันนี้มันเป็นความจริง เพราะคนที่เข้ามานี้ หาอาตมานี่ ทุกจังหวัด โดยมากถ้ามีความสุขแล้ว ไม่ค่อยเขามาหรอก ถ้าไม่ค่อยสบายแล้วก็มา ทำไมถึงมาก็ไม่สบาย ไม่สบายอะไร ไม่สบายใจ ไม่เคยเห็นว่าไม่สบายจมูก ไม่สบายตา ไม่สบายหู ไม่สบายอะไรไม่เคยพูดว่า ฉันไม่สบายใจ จริง อันนี้ก็จริง เพราะว่าตาหูจมูกลิ้นกายมันทำมารวมให้ใจทำงานคนเดียว ถ้าทำงานอย่างถูกต้อง มันก็ใจมันสบาย แต่ความเป็นจริงมันมารวมที่ใจ อืม มันเป็นอินทรีย์ จักขุนทรีย์ โสตินทรีย์ กายินทรีย์ มยินทรีย์ อะไรทั้งหลายเหล่านี้ มันอินทรีย์ อันนี้คนก้ฟังไม่รู้เรื่องเหมือนกัน

อาตมาเคยได้ตอบโยมทั้งหลายที่มาวัดป่าพง ว่าหลวงพ่อ โบสถ์หลังนี้เอาแปลนมาจากที่ไหน? ว่า เอามาจากพระอินทร์ บางคนก็จะนึกว่าอาตมาพูดเล่น เอามาจากพระอินทร์น่ะ พระอินทร์เอาให้ ก็โยมไม่ได้รู้จักพระอินทร์ ก็แหงะหน้าแหงะหลังแล้ว ก็ไม่รู้ว่าจะคิดยังไงไม่เคยเห็นพระอินทร์น่ะ เรานั่งที่ไหนก็ไปที่นั่น จะนอนที่ไหนก็อยู่ที่นั่น เดินที่ไหนก็อยู่ที่นั่น  อืม พระอินทร์ พระอินทรีย์ทั้ง ๕ นั่นแหละ นี่ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ เป็นพระอินทร์ ฉะนั้นโบสถ์หลังนี้ อาตมาจึงว่า พระอินทร์ใหแปลนมา อย่างนั้น ไอ้ความเป็นจริงนั้น พระอินทร์ที่มีอยู่นี่เราไม่รู้จัก พระอินทร์ ไอ้ความเป็นจริง ธรรมะ มันมีอยู่ในเรา เราก็ไม่รู้จักธรรมะ เมื่อเราไม่รู้ก็เหมือนมันไม่มี ถึงมีอยู่ก็เหมือนว่ามันไม่มี ฉะนั้นพวกเราทั้งหลาย พุทธบริษัททั้งหลายนั้นจึงไม่ค่อยสมบูรณ์ เป็นพุทธบริษัทไม่ค่อยสมบูรณ์ คือไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับความจริงซึ่งพวกเราทั้งหลายมาในวันนี้ก็เพื่ออยากจะฟังธรรม เพื่อหาความจริง

คนที่ไม่รู้จักความจริง พูดความจริงให้ฟัง ก็ไม่รู้จักความจริง ไม่รู้ว่าทำอะไรน่ะ เหมือนคนตาบอดนั่นแหละ หลวงพ่อ สีขาวมันเป็นยังไง? มันก็เหมือนปูนขาวนั่นแหละ หลวงพ่อปูนขาวมันเป็นยังไง? เอ้า ไปอีกแหละ น่ะ ปูนขาวมันก็เหมือนขี้ฝ้าอยู่ในท้องฟ้าขาวๆน่ะ ท้องฟ้ามันเป็นยังไง? ก็เลยไม่จบเรื่องกันซักที พูดความจริงให้ฟังก็ไม่ยอมรับฟังความจริง เพราะไม่รู้จักความจริง มันเป็นไปอย่างนั้น อันนี้เพราะอะไร? เพราะว่ามีอะไรน้อยๆมาปิดบังไว้ที่ไม่ให้เห็นความจริง อืม ถ้าเราเห็นความจริง รับความจริงแล้วนั้นน่ะ มันก็สบาย ปัญหามันก็น้อย เช่นมาวันนี้ การให้ทาน การให้ทานทุกสิ่งสารพัดที่ญาติโยมนำมาให้ทานวันนี้ อันนี้เป็นทานบารมี เป็นบารมีที่ยวดยิ่ง เป็นบารมีที่ต้น เป็นบารมีอย่างใหญ่ทุกคนถ้าหากว่าไม่มีการให้ทาน มีการยอมสละยอมเสียสละ มันจะสบายที่ไหน ไม่ค่อยสบายหรอก จะอยู่คนเดียวก้ไม่สบาย จะอยู่หลายคนก็ไม่สบาย

บางคนก็นึกว่าการให้ทานนี่เป็นของเล่นๆ พระพุทธองค์จึงใหเชื่อว่า อันนี้มันเป็นบารมีนะ เป็นบารมีแท้ๆ แต่ว่าจะให้ทานเสียจริงๆ เพื่ออะไรคนไม่รู้จัก เพื่อระงับความมืดบอดทั้งหลายนั่นเอง วันนี้เราต้องคิดดูก็ได้ว่า ปัจจุบันในวันนี้มีอานิสงส์มั้ย? ทุกสิ่งสารพัดที่ญาติโยมรวบรวมมาทั้งหลายเดือน รวมกันมาเนี่ยะ เพื่อจะให้ทานมันเป้นของยุ่งมันเป็นของยาก มันเป็นของลำบาก ถ้าให้ทานไปแล้วก็สบายใจ ถ้าไปขโมยของเขามาสิ ที่เราเสียไปวันนี้ ยังไงวันนี้ก็นอนไม่หลับเสียแล้ว น่ะเนี่ยะ นี่คือการเห็นแก่ตัว ไม่สบายใจกระทั่งวันกระทั่งคืนซะแล้ว ฉะนั้นการให้อันนี้มันจึงเกิดประโยชน์ เฉพาะบุคคลที่มีปัญญา มีประโยชน์หลาย

อย่างวันนี้โยมทุกคนแม้จะมากหรือน้อยก็ตามทีเถอะ ตั้งใจมาแล้ว ถึงมาก็มาด้วยความพอใจ มาถึงแล้วก็พอใจ ถวายจตุปัจจัยไปแล้วก็พอใจ ก็เรียกว่าใจเรามันสบาย ไอ้ความสบายใจที่ว่า มันไม่มันถูกต้องนั่นแหละ เรียกว่าบุญ คนเราถ้าไม่รู้จักบุญ ก็ไม่เห็นบุญ ทำบุญก็ไม่เห็นบุญ การรู้สึกนึกคิดที่ถูกต้องนั่นเอง มันมีความสุขความสงบจากเหตุการณ์ต่างๆท่านเรียกว่าบุญ ความวุ่นวายต่างๆที่มันไม่สงบ นั่นท่านเรียกว่าบาป น่ะมันเป็นไปอย่างนี้ แต่ว่าบาปบุญมันมีอยู่แต่คนที่มืดบอดก็ว่าบุญไม่มี บาปก็ไม่มี อย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็คือคนหูหนวก เสียงมันดังอยู่พอดีก็ว่าเสียงไม่มี รูปมันมีอยู่คนตาบอดก็ว่ารูปมันไม่มี อย่างนั้นเป็นต้น เขาก็พูดถูกเหมือนกันพูดถูกคำของเขาพูดถูกความนึกคิดของเขา แต่ว่ามันไม่ถูกความจริง

ไอ้ความจริงนี้ไม่ใช่ว่าเราชอบอันใดมันจริง อันนั้นน่ะ ไม่ใช่อย่างนั้น อย่างนั้นใจของเขาก็ดเป็นความจริงนั่นน่ะ มันก็เป็นธรรมะที่แท้จริง อย่างงั้นก็ไม่ต้องปฏิบัติ มันเป็นซะอย่างนั้น จำเป็นที่เราจะต้องได้ยิน ที่เราจะต้องได้ฟังถ้าเราทั้งหลายรับความจริงมันแล้ว มันก็สบายกันทั้งนั้นแหละ ถ้าไม่สบายอย่างเราทุกคนที่มาฟังธรรมนี่ หรือนอกนี่ไปก็เหมือนกัน เกิดมาทำไม? ไอ้ความที่เราเกิดนั่นน่ะ ความที่เราเกิด นั่นคือเรารับ พูดง่ายๆก็ขอเอาไว้เลย รับมาตายนั่นเองเลย ใครจพะยอมตาย ฉันคนหนึ่งจะรับยอมตายทุกๆคนเนี่ยะ เป้นไปทำนองเนี๊ยะ จะเจ็บจะแก่จะเจ็บจะตาย รับรองเธอนั่นแหละ ฉันชอบก็ดี แต่ว่าเกิดมาแล้วมันปวดศีรษะที นิดเดียวก็ไม่ชอบซะแล้ว น่ะ มันจะเป็นอไรนิดเดียวก็ไม่ชอบไม่ชอบมันก็เกิดทุกข์นั่นแหละ ทำไมมันถึงทุกข์ ก็เพราะไม่ยอมรับความจริง จะไม่ชอบสักเท่าไหร่มันก็เป็นไปอยู่อย่างนั้น เนี่ยะ เป็นไปอยู่อย่างเนี๊ยะ

อันนี้คือแก่นของธรรมะ มันเป็นดังนั้น อาตมาถึงมาพูดให้ญาติโยมฟังทุกวันนี้ ไม่ค่อยจะพูดมากเท่าไหร่ พูดแต่น้อยๆ แต่ให้พูดหาความจริง ถ้าคนเรารู้จักความจริงแล้วมันไม่ต้องค้นคว้าอะไรมากมาย มันมีความสงบความระงับ เพราะโลกที่เราอยู่เนี๊ยะ ก็มันไม่ทำไมใครไม่เป็นอะไรกับใครนะ มันก็เป็นสภาวะของมันอยู่อย่างนั้น ทำไมบางครั้งเราถึงเป็นทุกข์ เพราะเราไม่ชอบมัน ทำไมบางครั้งเราถึงเป็นสุขเพราะไปชอบมันเข้า  ไอ้เรื่องสุขเรื่องทุกข์เรื่องชอบไม่ชอบ น่ะเป็นเรื่องของเป็นธรรมดาของมันเปลี่ยนแปลงไปมาอยู่เช่นนั้นแต่คนไม่ค่อยมองดูตัวของเจ้าของ ไปมองดูอย่างอื่นมาก มันจึงไม่เห็นตน

ถ้าคนเห็นตนมันก็เหฤนความจริง เห็นตนก็เห็นธรรมะ เห็นธรรมะมันก็เห็นตน อันนี้มันไม่เห็นตนมันก็ไม่เห็นธรรมะ เห็นตนไม่เห็นธรรมะ มันก็ไม่เห็นความจริง ถ้าไม่เห็นความจริงก็ไม่มีความถูกต้อง ตามความจริง ตามธรรมะ เพราะฉะนั้น คนไม่ได้รับธรรมะ มันจึงเป็นทุกข์ อ่ามันถึงไม่สบาย คนมีธรรมะในใจแล้ว มันสบาย อืม มันสบายก็เพราะมันเป็นอย่างงั้น มันเป็นความจริงอยู่ทุกอย่างในโลกนี้มันเป็นอยู่อย่างงั้น แต่ว่าคนไม่อยากจะฟังธรรมที่แท้ อืม อย่างในครั้งพระพุทธเจ้าก็ยังมีเลย ท่านพูดเรื่องอนิจจังทุกขังอนัตตา ไอ้สกลร่างกายที่เรามันไม่สวยไม่งามน่ะ แต่ไปพบกับหญิงคนหนึ่งอีกคนสวยๆเนี่ยะ พระพุทธเจ้าไปเทศน์ว่าไม่สวยก็โกรธท่าน ไม่ชอบจะฟังแน่ะ คือคนไม่ยอมรับความจริง ไม่ยอมรับ ทำไมไม่รู้จักความจริง มันหลงซะ จึงไม่เห็น แต่เรื่องที่ไม่เห็นนี้น่ะ ไม่ใช่เรื่องอยู่ไกลนะ ปลามันอยู่ในน้ำ มันก็ไม่เห็นน้ำก็ได้  ไส้เดือนมันอยู่กินขี้ดินอยู่ มันก็ไม่เห็นดินก็ได้

อย่างโครงกระดูกที่อยู่ในโหลนี่ ไม่เห็น บางคนมาเห็น กลัว ไม่อยากจะดูด้วย บางคนนี่ ตามบ้านนอก ไม่ค่อยเห็นอันนี้ ไม่กล้ามาดู ทั้งกลัวทั้งเกลียดด้วย วิ่งหนี กลัว นี้ก็เรียกว่าคนไม่เห็นตน ไอ้ที่วิ่งไปก้กระดูกนั่นน่ะ พาวิ่งไปก็ยังกลัวกระดูกอยู่นั่นเอง เมื่อคืนนี้นอนห่มผ้าผืนเดียวกันอยู่เลย มาเห็นโครงกระดูกก็ยังกลัวอยู่นั่นอีก อันนี้คือคนไม่เห็นตัวเห็นตนเห็นเจ้าของว่ามันเป็นอะไรต่ออะไร จึงเกิดความหวาดความกลัว แต่ของมีอยู่เป็นอยู่ก็ไม่เห็น เพราะเราไม่รู้ ธรรมะที่พระพุทธเจ้าท่านสอนนั้น ท่านก็สอนมีอยู่ที่ตัวของเรานี้ น่ะ ในตัวของเรา แม้เป็นนักบวชที่จะบวชมาในพุทธศาสนาอุปัชฌาย์บวชลูกหลานต่อ เกสาโลมานขาทันตาตะโจ  ไม่เห็น ไม่เห็น ทำไมไม่เห็นน่ะ มันมีอะไรปิดบังอยู่

เกสาคือผม นี่ไม่ท่านว่ามันไม่สวยไม่ยอมรับ น่ะไม่ยอมรับ มันไม่สวยไม่งามมันสกปรก น่าเกลียดมันโสโครก ไม่ยอม ไม่รับ ไม่เอาใจ เนี่ยะ มันก็ไม่เห็น ไม่เห็นสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็คือไม่เห็นธรรมะอันแท้จริงนั่นเอง ดังนั้นพวกเราทั้งหลายนั้นจึงมาฟังธรรม ฟังอยู่เรื่อย ๆ แล้วฟังก็ให้พิจารณา ให้มันรู้จัก อย่าฟังไปเฉยๆ การฟังธรรมนี้ได้บุญมาก แต่ว่าไม่ใช่ว่าได้บุญเพราะฟังเฉยๆ คล้ายๆที่หนามมันยอกเท้าเรานั่นน่ะ เราไปมอง โอ๊ ไอ้นี่มันเจ็บเท้า เป็นหนามนี่อยู่ตรงนี้ หนามเห็นมั้ยน่ะ เห็นมั้ย? นี่เห็นแล้ว เห็นหนามแล้ว ทำไมมันจะหายล่ะน่ะ บ่งมันออกเสีย ผ่ามันออกเสีย มันก็หายเท่านั้นแหละ อันนี้คิดว่าไอ้หนามเห็นอยู่แต่ไม่ถอนหนามออกจากเท้าเรา มันก็เจ็บปวดอยู่เช่นนั้นแหละ อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น

หรือบางคนไม่เห็นหนาม คือไม่รู้จักทุกข์อ่ะแหละ ทำไมมันไม่เห็นไม่รู้ ไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักเหตุเกิดของทุกข์ ไม่รู้จักความดับทุกข์ ไม่รู้จักข้อปฏิบัติถึงความดับทุกข์ นี่ ไม่รู้อันเนี๊ยะ ไม่รู้อะไรต่างๆก็มารวมอยู่ตรงไม่รู้จักทุกข์ ไม่รู้จักทุกข์ คือไม่รู้จักว่าไอ้ทุกข์ไอ้สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ มันจะก่อทุกข์ให้เรา ไม่รู้จัก ไม่รู้จัก ก็เพราะมันไม่เห็น เพราะว่ามันไม่ได้พิจารณา แล้วเหตุให้เกิดทุกข์ก็ไม่รู้จัก ฉะนั้นคนเราจึงชอบทำแต่ทุกข์ให้ทุกข์เกิดขึ้นมา แต่ไม่อยากจะให้มันทุกข์ แต่ไปก่อเหตุให้มันทุกข์อยู่นั่นแหละขึ้นมา แต่ไม่อยากทุกข์ เนี่ยะ มันไม่ยอมรับ มันก็แยกธรรมะ มันก็แยกคำสอนพระพุทธเจ้าเราเรื่อยไปนั่นแหละ มันจะเห็นที่ตรงไหน อืม เมื่อไม่รู้จัก ไม่รู้จักเหตุของทุกข์ ก็ไม่รู้จักความดับทุกข์ จะไปดับทุกข์อยู่ตรงไหนมันก็ดับไม่ได้ จะปฏิบัติให้มันดับทุกข์ก็ปฏิบัติไม่ได้ เพราะมันไม่รู้ นี้เราเรียกว่าความไม่รู้กัน ไม่ใช่ว่าไม่รู้อย่างอื่น ไม่รู้ตัวตนของเรานี่เองแหละ

ถ้าเรารู้ตัวรู้ตนของเราหมดก็คือก้อนธณรมะ ก้อนธรรมะมันอยู่ที่เนี่ยะ มีรูปแล้วมันมีนาม มาวันนี้พวกเราทั้งเตรียมพร้อมมาทุกคนเลย ไม่มีเหลืออยู่บ้านแล้ว เครื่องมือปฏิบัตินั่น ไม่มีเศษทิ้งอยู่ที่บ้าน เอามาหมดแล้ว มีมั้ย ตาหูจมูกลิ้นกาย เอามาหมดเลย ไม่มีเหลือ เครื่องมือปฏิบัติเอามาหมด ไม่มีเหลืออยู่บ้าน หอบมาวัดป่าพงหมดวันนี้ น่ะ เครื่องมือมีหมดแล้ว พร้อมหมดแล้ว แต่ว่าบางคนที่ยังไม่รู้ นะ บางคนก็ยังไม่รู้ ฟังธรรมะไม่รู้เหมือนกันแต่เอาเครื่องมือมาอยู่ แต่ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นวันนี้จึงว่าพากันอดทน ทุกคนอดทน ให้อดทน อดทนไปจนกว่ามันไม่มีความอดทน คือมันเห็นความจริงมันก็ปล่อยวาง เมื่อปล่อยวางแล้วมันก็เห็นความสงบเกิดขึ้นมา ความสงบขึ้นมามันก็หมดข้อปฏิบัติ ไม่ต้องปฏิบัติอีกแล้ว ก็เพราะว่ามันมีอยู่แล้ว อย่างนี้เป็นต้น

คล้ายๆกับเราว่า ตู้ใบหนึ่งเมื่อก่อนมันเป็นต้นไม้ มันเป็นท่อนไม้อยู่ มันก็มีปัญหาที่เราจะต้องทำมัน มาเลื่อยมาตัดมันได้สัดส่วน เพราะว่ามันมีเหตุจะต้องทำมีอยู่ เมื่อเราทำเสร็จแล้ว ทาชะแล็คแล้วเอาโชว์ไว้ เท่านั้น หมดที่จะต้องทำแล้ว มันหมดสิ่งที่จะต้องแล้ว  หมดในตู้ใบนั้นแหละ ตู้ใบนี้สมัยก่อนมันเป็นต้นไม้บัดนี้มาเป็นตู้ที่สวยงาม นับได้ว่าของที่ไม่สวยงามนั่นแหละ มันเกิดความสวยงาม เราทุกคนนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ทุกคนนี่ก็เป็นปุถุชนมาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ว่า แต่เรานะ พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ไม่ใช่พวกเราน่ะ พระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน เป็นปุถุชนมาทั้งนั้นแหละ เอ่อ ไม่รู้มาทั้งนั้นแหละมันถึงรู้

แต่โยมทั้งหลายอย่าลืมว่า จุดที่สำคัญน่ะ ไอ้ความสกปรกอยู่ที่ตรงไหน ความสะอาดอยู่ที่ตรงนั้น เคยคิดมั้ย? เหก็นบ้านมันสกปรกมั้ย? มันสกปรกอยู่ที่ตรงนี้ก็ไปเช็ดตรงนั้น ล้างมันที่ตรงนั้น ไอ้ความสะอาดก็เกิดที่ตรงนั้น ไม่เกิดที่อื่นน่ะ ถ้วยชามมันสกปรกก็เอาไปล้างมัน ที่มันสกปรกน่ะ มันก็มีความสะอาดเกิดขึ้นมาได้ในตรงนั้น ไม่ต้องไปหาที่อื่นแล้ว ธรรมะมันอยู่ตรงนั้นไอ้ความจริงมันอยู่ตรงนั้น ไอ้ความสกปรกอยู่ที่ไหนความสะอาดอยู่ที่นั้น ความวุ่นวายอยู่ที่ไหนความสงบอยู่ที่นั้น ความไม่ถูกอยู่ที่ไหนความถูกอยู่ที่นั้น มันมีพร้อมกัน ๒ อย่างอยู่แล้วล่ะ แต่เราไม่ไปดูมันซะ ถ้ามีอะไรไม่ชอบใจเกิกดขึ้น ไม่ชอบก็เหวี่ยงมันทิ้งเลย ไม่ต้องดูมันแล้ว เบื่อ เบื่อชนิดนี้ไม่ใช่เบื่อธรรมะอย่างพระพุทธเจ้าท่านเบื่อโลก แต่พระพุทธเจ้าท่านเบื่อโลก ท่านไม่ทำลายโลก ท่านไม่เหยียดหยามต่อโลก ท่านสร้างเบื่อทอดอาลัยนั้น เบื่อด้วยการปล่อยเบื่อด้วยการวาง เราเบื่อด้วยการผูกมัดรัดรึง เบื่อด้วยกิเลสเบื่อด้วยตัณหา

อย่างคนเบื่อคนอยู่เหมือนกัน ไม่อยากเห็นหน้ามัน ไม่อยากพูดกับมัน ไม่อยากจะไปหามัน อันนี้มันเบื่อด้วยกิเลส ไม่ใช่จะเบื่อที่มันสร่างจากกิเลสหรอก อันนี้ เบื่อมันก็มีอยู่ แต่มันเบื่อพระพุทธเจ้าท่านก็เบื่ออย่างนึง เราเบื่อเราก็เบื่อไปอย่างนึง มันคนละเรื่องกัน ฉะนั้นธรรมะของพระพุทธเข้านั้น มันอยู่ด้วยกัน ถ้าคนเราไม่พิจารณาด้วยธรรมะ ไม่เห็น อืม เช่นว่าของสกปรกอยู่ที่ไหนของสะอาดอยู่ที่นั้น นี่เป็นต้น มันไม่น่าน่ะ วุ่นวายอย่าที่ไหนสงบอยู่ที่นั่น มันไม่น่าคิด หนีเท่านั้นล่ะ วุ่นวายตรงนี้เราก็นึกว่าความสงบอยู่ที่โน้น ไปเรื่อยทีนี้ อืม หนีจากธรรมะ เราว่ามันสกปรก มันสกปรกตรงไหนเราก็มาทำความสะอาดให้มันหมดตรงนั้น มันก็เกิดความสะอาดขึ้นตรงนั้น เกิดโรคที่ตรงไหน ถ้าเรามาพิจารณาถึงความโลภความโกรธความหลงนี่ก็เหมือนกัน โลภตรงไหนความไม่โลภก็อยู่ตรงนั้น โกรธอยู่ตรงไหนก็ความไม่โกรธอยู่ตรงนั้น หลงอยู่ที่ตรงไหนความไม่หลงก็อยู่ที่ตรงนั้น แต่ว่าคนเราน่ะไม่ค่อยจับ มันวิ่งไปที่อื่นอยู่เรื่อย ๆไป กลับ ไม่กลับมามองดูธรรมะ ไม่กลับมามองดูตัวตนของเรา กลับไปมองที่ไม่มีธรรมะโน้น ไอ้ที่มีความจริงนี้ มองไม่เห็น อะไรไม่ให้มอง ไอ้ความมืดบอดนั่นแหละมันไม่ให้มอง

แม้แต่ฟังธรรมนีเก็ยังไม่อยากจะฟัง บางคนมันไม่สนุก มันไม่สบาย คือทำไมสบายไม่รู้เรื่อง อย่างภาษาเขมรพูดเขมรเงี๊ยะ นั่งไปก่อนง่วงนอนเท่านั้น อย่างวันนี้ก็เหมือนกัน ถ้าโยมไม่รู้จักธรรมะวันนี้ ก็ง่วงนอน เอาลิงเท่านั้นน่ะไม่ต้องอะไรอ่ะ เอาลิงมาเล่นกันก็ทั้งคืนนะ อย่างนั้นไม่นอน ไม่นอนเพราะลิง เพราะลิงที่เรียบร้อยคือมันแปลกใจขึ้นมาเนี่ยะ ธรรมะก็เหมือนกัน เมื่อผู้เข้าใจธรรมะแล้ว ถึงแม้ว่าจะพูดไว้ทั้งคืนนะ ก็ฟังได้ทั้งคืนทั้งวัน เพราะมีความดูดดื่ม ดูกดดื่มไปทั้งนั้น มันเป็นเช่นนั้น ทีนี้เช่นนั้นมันจึงว่า ถ้าเราฟังธรรมไม่เข้าใจ ก็เหนื่อยมันก็เหน็ดก็เหมือนพูดไปฟังภาษาที่เค้าพูดไม่รู้เรื่อง แล้วก็ง่วงนอนเท่านั้นแหละ อืม ไปฟังเพลงที่ไม่รู้ภาษามันก็ง่วงนอนเท่านั้น มันเป็นไปอย่างนั้น

คนไม่รูจักธรรมะก็เป็นเช่นนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นก็ไม่เข้าใจในธรรม ไม่เข้าใจในธรรม ก็ไม่รู้ว่าธรรมะอยู่ไหนกัน ไม่รู้เรื่องเท่านั้น ก็ให้โทษโลกนี่เท่านั้นเอง แต่นี้องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรานั้น ตั้งแต่ศีรษะลงมาหาปลายเท้า ตัเงแต่ปลายเท้าขึ้นไปหาศีรษะเนี่ยะ ของดีๆทั้งนั้นน่ะโยมนะ เอ่อ ของดีๆทั้งนั้นแหละ จะเห็นความสงบระงับก็ตรงนี้ ไม่ที่อื่น ไม่ใช่ที่อื่น เห็นไปตามเป็นจริงแล้วยอมรับ เมื่อเรายอมรับเห็นเหตุที่ทุกข์เกิดขึ้นมา ตรงไหนทุกข์ที่เกิดเราก็ไม่ทำมะนไม่ไปพูดมัน ไม่ปฏิบัติให้มันเกิดขึ้นมา ทุกข์มันก็ไม่เกิดเท่านั้น ไม่เพาะปลูกมันขึ้นมา ฉันใดก็ฉันนั้น

คนทำไมถึงไปทำความผิดอยู่บ่อยๆ เพราะไม่รู้จักความผิด น่ะ ไม่รู้จักไฟ ถ้ารู้จักจริงๆแล้วก็ อย่างไฟนี่ใครจะไปจับมันมั้ย? มันร้อนจริงๆน่ะ ใครไปจับมันก็ร้อนน่ะทุกคน ก็ผู้หญิงผู้เชายไปจับมันก็ร้อน ถ้ามันรู้จักเช่นนั้น ไม่มีใครจะไปจับไฟ ไอ้ความผิดนี่มันร้อนยิ่งกว่าไฟอีกน่ะ มันร้อนยิ่งกว่าไฟ แต่ไม่มีความรู้สึกว่ามันร้อน มันไม่เป็นไร อืม ว่าไม่เป็นไร ว่าไม่เป็นไร เท่านั้นแน่ะ คือมันยังไม่รู้สึก ไม่รู้จักไฟ ไอ้ความร้อนที่ความไม่ถูกต้อง มันร้อนยิ่งกว่าไฟ ฉะนั้นมนุษย์ทั้งหลายจึงฝืนทำ บางทีเอาทั้งรู้ๆนั่นแหละ รู้ว่ามันผิดก็ต้องทำ ทำไมมันเป็นขี้ข้าเขา มันเป็นทาสเขา มันเป็นคนใช้เขา เอ่อ ต้องไปทำ สิ่งที่มันไม่ถูกจริงๆ มันเป็นบาป นั่นแหละ เห็นน่ะ เจ้าของก็ว่ามันผิดอยู่ คนอื่นก็เห็นว่ามันผิดอยู่ แต่ว่าต้องทำ ไม่เห็นธรรม มันเป็นขี้ข้าตัณหา บอกให้วิ่งมันก็วิ่ง บอกให้เดินมันก็เดิน บอกให้นั่งมันก็นั่ง บอกให้นอนมันก็นอนทั้งนั้นแหละ แน่ ท่านว่าเป็นทาส

พวกเราทั้งหลายนี้ถ้าหากว่าไม่รู้ธรรมะ ก็เป็นทาสของตัณหาเท่านั้น ทาสเค้าแล้วสบายนะโยม ทาสเป็นไง? ทาสมันเป็นยังไง ดู ทางเป็นยังไง? สบายมั้ย? เราทุกวันนี้ก็เป็นทาสจริงๆอ่ะน่ะ ถ้าเราไม่พิจารณาแล้ว ไม่มีความรู้ปัญญา ก็เป็นทาสของมัน มันจะบอกให้ร้องไห้ก็ต้องร้องไห้ มันจะบอกให้หัวเราะมันก็ก็ต้องหัวเราะ แน่ะ มันจะบอกให้บูดให้เบี้ยวก้ต้องบูดต้องเบี้ยว มันจะบอกให้ยิ้มแย้มแจ่มใสก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ด฿แล้วก็น่าสงสาร ถ้าเราได้ทาสดียังงั้น มันก็สบายใจเหลือเกินเน๊าะ ได้คนใช้สักคนอยู่บ้าน อย่างงี้มันก็สบายแล้วนี่ บอกให้วิ่งมันก็วิ่ง บอกให้นั่งมันก็นั่ง บอกให้นอนมันก็นอน อันนี้ตัณหามันได้เราเป็นทาส แล้วมันสบายใจเหลือเกิน แต่เราก็ไม่รู้เรื่องว่าเราก็เป็นอะไรมันเป็นยังไง ถ้าเราเห็นกับมันที่นี่แล้วเราจะเห็นว่าตัวเราเป็นทาสของตัณหา เป็นทาสของพวกญาติ อืม แล้วทำยังดีเนี่ยะ ไม่ทำมาหากินเนี่ยะ ไม่ใช่อย่างนั้น

เช่นนักศึกษาเมื่อวานการอบรมเนี่ยะ นักศึกษามาอยู่ด้วยประมาณสัก 45 คนเนี่ยะ อยู่กันที่เขื่อนสิรินธร อาตมาไปโน้นไปอบรม อาตมาก็มาเทศน์เรื่องว่า เราทุกคนน่ะ โตมาพอสมควรพ่อแม่ให้เรียนหนังสือทั้งนั้น แหละ อืม ให้เรียนหนังสือกันทั้งนั้นแหละ บัดนี้มีบุญมีโอกาสมาอยู่ที่เขื่อนสิรินธร อยู่กับผมน่ะ มาฝึกประมาณสักเดือนนึงนี่ ควรเอาหนังสทอนี่เข้าไปในหีบปิดกุญแจมันดีๆเสีย อย่าไปอ่านมันเลย อ่านมาพอแรงแล้วมันไม่หายโลภโกรธหลงอะไรหรอก อ่านมันยิ่งวุ่น ให้ปิดดีๆซะ อ่านใจนี้น่ะ อ่านใจมันจะรู้สึกยังไงมันจะคิดยังไงจะดีจะชั่วประพการใด ให้มันรู้เรื่องของมัน แต่ว่าบางทีมันจะคิดเป็นสุข มันจะคิดเป็นทุกข์ มันจะคิดดีมันจะคิดชั่ว ก็ตามมันน่ะ ปฏิบัติต่อมันเราต้องปฏิบัติมัน อืม เอาอะไรกาหน้ามันไว้ กาหน้ามันไว้ บอกว่าไม่แน่ ไม่ต้องพูดมากหรอก มันคิดสุขมันคิดสนุกซะนี่ ไม่แน่ ไม่ต้องเอามากเหมือนเรียนพระไตรปิฎกหรอก พระไตรปิฎกมันมารวมอยู่ที่นี้ บางทีมันคิดเป็นทุกข์ยุ่งเหยิงกับมัน อันนี้ก็ไม่แน่ เท่านั้นแหละไม่ต้องมากหรอก เอาหนังสือไปในหีบนั้น สบาย สบายนี่ อ่านใจเรานะ บัดนี้มันไม่ชอบคนนั้นมันไม่แน่

วันนี้ไม่ชอบหลานคนนี้ ไม่แน่ วันนี้ไม่ชอบลูกคนนี้ ไม่แน่ อย่างญาติโยมเหมือนกัน มีครอบครัว วันนี้ไม่ชอบกะแม่บ้าน แม่บ้านก็ไม่ชอบกะพ่อบ้าน เพราะไม่ได้ภาวนากัน ถ้าภาวนาอย่างอาตมาว่า มันก็ดีนี่ ถวันนี้ไม่ชอบพ่อบ้าน ไม่แน่ เอาเข้าไปสิ ถ้าวันนี้ไม่ชอบแม่บ้าน ไม่แน่ อีกวันนึงมันจะชอบหรอกนะ อีกวันหนึ่งมันชอบแน่ เห็นแล้ว ตราหน้ามันไว้ เอ่อ มันคนๆนี้มันหลอกเราไม่หยุดนี่นะ เมื่อวานนี้ก็หลอกเรา อยู่อีกวันมันหลอกเราด้วยอีก เสมอทีเดียวแหละ ก็ดเราไปดเชื่อคนๆนี้ เราไม่เชื่อพระพุทธเจ้าคนๆนี้มันหลอกลวงเราอยู่เสมอแล้วนี่ เป็นอยู่อย่างนั้น อืม เป็นสุขมันก็ดีใจเป็นทุกข์มันก็เสียใจ อะไรมันก็เป็นอยู่อย่างเนี๊ยะ มันก็เป็นตัววัฏ ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้ ถ้าพอใจล่ะก็สบาย ถ้าไม่พอใจแล้วก็ทุกข์ร้องไห้ มันก็เรื่องเท่านี้ล่ะ เรื่องอะไรตรงนั้นแหละ ใครเป็นยังไงมั๊ย? พ่อบ้านแม่บ้านเคยชอบกันมั้ย? เคยรักกันมั้ย? เคยเกลียดกันมั้ย? มันก็มีอย่างั้นแหละ มันก็มี ๒ อย่างเท่านี้แหละ มันเป็นอยู่อย่างเงี๊ยะ

อาตมาก็ว่า ถ้ามันชอบไม่แน่ ถ้ามันเกลียดไม่แน่ เท่าเนี๊ยะ โยมปฏิบัติ ทำไมจะเห็นล่ะ โอ ไม่ วันนี้มันไม่ชอบวันหลังมันชอบแน่ เห็นมั้ยล่ะ? วันนี้ไม่ชอบวันหลังมา วันหน้าต่อไปมันชอบแน่ เห็นแล้ว เอาอะไรกาหน้ามันไว้ยังงี้ มันก็เห็นตัวจริงของมันแน่ะ เมื่อเห็นตัวจริงของมันก็เห็นว่า เอ่อ อันนี้มันไม่เที่ยง มันไม่เที่ยงนะ ทำไมมันไม่เที่ยง มันเปลี่ยนอยู่อย่างนี้ มันเปลี่ยนอยู่อย่างเนี๊ยะ ก็เห็นสังขารนี่ กายสังขารจิตสังขารมันไม่แน่นอนทุกอย่าง ทุกกระเบียดนิ้ว นะ เราจะอยู่ขณะไหนมันก็ไม่สบายถ้าไม่รู้สังขารนี้มันเปลี่ยนแปลง มันอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลง ของเรานี่ แต่พวกเราทั้งหลายไม่พิจารณาได้ลาภมาแล้วไม่อยากจะให้มันเสื่อมไป ได้ยศมาแล้วไม่ให้มันเสื่อมไป มีอะไรแล้วไม่อยากจะให้หาย หายไม่ได้ ไม่ได้ มันต้องเปลี่ยนแปลง เกิดมาแล้วไม่อยากเจ็บไข้ เกิดมาแล้วไม่อยากจะแก่อยากเป็นหนุ่มยังงั้น มันชัดเหลือเกิน ชัดเต็มลำเลยแท้ๆ แต่เราก็เข้าข้างมันอยู่ทุกที น่ะ มันจะแก่ก็ไม่อยากจะแก่ แปลว่าหนุ่มอยู่ยังงั้นแหละ เมื่อได้มาแล้วก็ไม่อยากให้มันเสีย ให้มันมีอยู่อย่างงั้นน่ะ อันนี้ไม่ได้มันขัด มันเป็นเรื่องอนิจจังมันเป็นของไม่แน่นอน

วันนี้ได้มาพรุ่งนี้มันเสียไป ได้ก็ได้มา ได้มาก็เสียไป ถ้ารู้จักความขริงเอาสิ ลมหายใจเราเนี่ยะ มันถ่ายทอดมั้ย? ถ้าโยมอยากจะให้มันได้ใจโยมน่ะนะ เอ่อ สืบดมเข้าไปอย่าให้มันออกซิ จะอยู่ได้กี่นาทีมั้ย? ไม่แน่ มันเข้าไปมันก็ต้องออกมาออก แล้วไม่ให้มันเข้าเอามาสิ อยู่ได้มั้ย? ไม่แน่ นี่โยมก็จะไม่ เอาอีกแล้ว มันก็ต้องเข้าแล้วก็ต้องออกแล้วก็ต้องเข้า เข้าแล้วก็ต้องออก มันเป็นอยู่อย่างนี้ มันเปลี่ยนแปลงไง เราอยู่ในความเปลี่ยนแปลงอย่างนี้ที่เราเป็นอยู่เนี่ยะ ไม่ใช่อย่างอื่น อืม อยู่ในความเปลี่ยนแปลงทุกอย่างสารพัดจิตใจของเรานี้ ก็เหมือนกันฉันนั้น ร่างกายจิตใจของเรานี้มันเป็นอนิจจัง มันเป็นของไม่แน่นอน มันเปลี่ยน ถ้ามันไม่เปลี่ยนมันไม่อยู่อย่างงี้หรอก มันไม่อยู่อย่างงี้ถ้ามันไม่เปลี่ยนแปลง นี่เราเห็นความเปลี่ยนแปลงไม่ดีซะแล้ว

อาตมาเห็นว่าความเปลี่ยนแปลงนั้นดีแล้วเพราะทุกวันนึงเราอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงน่ะ เราไม่โตมาขนาดนี้หรอกโยม มันนอนอยู่ในกระด้งเท่านั้นแหละ ยาวสักฟุตนึงเท่านั้นแหละ มันไม่โตถึงขนาดนี้หรอก ที่มันโตมาถึงขนาดนี้ก็เพราะความเปลี่ยนแปลง แหละ มันเกิดผลขึ้นมาน่ะ จากเป็นเด็กก็มาเป็นหนุ่ม เนี่ยะ มันก็เป็นยังงั้นนั่นน่ะ ทำไมถึงว่าความเปลี่ยนแปลง มันอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงทั้งนั้นถึงแม้ว่าอาหารการอยู่บริโภคการฉันก็เหมือนกัน เปลี่ยนแปลง เปลี่ยนแปลงทั้งนั้นน่ะพ มันเปลี่ยนแปลง มันเปลี่ยนแปลงยังไง อาตมาจะเล่านิทานให้ฟัง นิทานเรื่องกรรมฐานครับ

กรรมฐานนี่หาความสงบ อยู่บ้านน้อยก็ไม่สงบ อยู่บ้านใหญ่ก็ไม่สงบ มีของน้อยก็ไม่สงบ มีของมากก็ไม่สงบ รู้ความสงบมันอยู่ตรงไหน ก็ออกธุดงค์ไป ขึ้นเขาไปโน่นไปพบที่ไอ้ๆที่โยมไปเลี้ยงควายอยู่ในเขาน่ะ จวนพรรษาแล้วไม่มีบ้านคน นะ ที่เค้าไปเลี้ยงควายกัน ฤดูฝนแล้วโยมอาตมาน่ะ มันจวนพรรษาน่ะมันจวนพรรษาแล้วจะจำพรรษาที่นี่ได้มั้ย? โอ๊ย ถ้าจำกับผมได้ก็ดี แต่มันทุกข์มันจนนะ อื่อ อยู่ป่า ไม่มีอะไรโยมอยู่กันยังไง โยมปลูกฟักทองกัน กินฟักทองกันกินข้าวกันกินฟักทอง โอ๊ อาตมาปรารถนาอยู่นานแล้ว ฟักทองทองเนี่ยะ ชอบเหลือเกิน ขอให้มีฟักทองฉันเถอะน่ะ อยู่ที่ไหนก็อยู่ไปเหอะ แน่ เลยจำพรรษากับโยมเค้า เก็บฟักทองแต่ยุ้งไว้เต็ม ทุกวันเนี่ยะ แกงก็แกงฟักทอง นึงก็นึ่งฟักทอง ทุกวั้นทุกวัน ไม่ถึง ๓ เดือนน่ะโยม เอ้อ นั่งเห็นนึ่งฟักทองเห็นแกงฟักทองเลยขาดพรรษา เลยไป อยู่ไม่ได้ มันเบื่อ ไปมองเห็นเถาฟักทองแล้วก็ อื๊อ เบื่อซะแล้ว มันจะอาเจียนออกซะแล้ว เนี่ยะ ก่อนที่ยังไม่อยู่ โดยมนี่ฟักทองอาตมาชอบแล้ว ปรารถนาอยู่นานแล้ว ผลที่สุดขาดพรรษาย้อนฟักทองนั่นน่ะ มันไม่เอา นี่เรียกว่ามันต้องเปลี่ยนแปลง อืม มันต้องเปลี่ยนแปลงยังงั้น อาหารนี่มันสลับซับซ้อน มันเป็นยังงั้น เราจะชอบอะไรกันแน่เล่า ชอบ ไม่ชอบ อะไรแน่ ชอบเรื่องมันไม่แน่ เรานะ ชอบเรื่องมันไม่แน่ อาหารทุกวันก็ต้องเปลี่ยน วันนี้ทานนั่นวันนั้นทานนี่อันนั้นอยู่ยังงั้นมันต้องเปลี่ยนยอย่างงั้นน่ะ เอ่อ นี่คือความเปลี่ยนของมัน แล้วอยู่ด้วยความเปลี่ยนแปลงน่ะ เอ่อ อาหารการขบฉันนี่ เราก็เปลี่ยนแปลง วันนี้ฉันอาหารนั้น วันนี้ฉันนี้ มีอยู่ได้นะ ถ้ายืนขาเดียวเหมือนแกงฟักทอง ทุกวัน หลวงตาก็ขาดพรรษาเท่านั้น ไม่ได้อยู่แล้ว ลองดูสิ

ที่มันจะแน่นอนน่ะ อย่างมันแน่ยังไง? มันแน่เพราะมันไม่แน่นั่นแหละ ที่มันไม่แน่อยู่อย่างนั้น เรียกว่ามันแน่แล้ว มันไม่เที่ยง ที่เห็นมันไม่เที่ยงน่ะคือมันเที่ยง มันเป็นของมันอยู่อย่างนั้น ฉะนั้นเรื่องกายกับจิตของเรานี้ จะเอาอะไรกับมันแล้ว มันก็เป็นอยู่อย่างนี้แหละโยม มันเป็นอย่างงี้ ฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านจึงให้เห็น ท่านจึงให้รู้ว่า อันนี้มันคืออะไร อืม มันเป็นอะไรมั้ย? เราอยากจะได้สิ่งทั้งหลาย ใจของเรากายของเรานี่ อยากให้ได้ตามปรารถนาของเราทุกประกหารนั่น มันก็ทุกข์ถึงวันตาย ลองสิ อืม ลองดูน่ะ ไม่ถูก ไม่ถูกทั้งนั้นแหละ ลำบาก อาตมาค่อยๆสอน ไอ้เหตุที่มีครอบครัวลูกหลานคนแก่ คนแก่สอนเด็กสอนลูกสอนหลานนั่น โดยมากคนเราสอนกันกัน ชอบสอนเวลามันโกรธ น่ะ เมื่อใจมันไม่สบายแล้วอยากจะสอน คือสอนมันก็ด่าเค้าเท่านั้น แหละ เห็นมั้ยล่ะ? ต้องสอนเมื่อเวลาใจสบาย สบายดีๆล่ะ เราถึงสอน ลูกก็สอนเมื่อเวลามันโกรธ ไม่พอใจ สอนหลานก็สอนเมื่อเวลามันใจเศร้าหมอง มันโกรธ จะไปสอนเวลานั้น อืม จะไปสอนลูกสอนเมีย ก็ชอบจะชอบจะไปสอนในเวลาที่เราใจไม่สบายนั่นแหละ ไปสอนว่าใจไม่สบายก็ด่ากันเท่านั้นแหละนะ มันเป็นอย่างนี้คือไม่รู้เรื่อง แต่ความมันเป็นจริง อย่างเรามีลูกคนหนึ่งหรือ ๒ คนนี่ รักมันมาก ถ้ารักมันก็ต้องสอนให้มันดี ตอนเช้าก็สอนมันบอกมันเรื่อย  ๆ เรื่อย ๆ แหม ลูกชายมันรำคาญจะตายซะแล้ว แม่นี่บ่นตอนเช้าตอนเย็น จู้จี้ จุกจิกมันไม่ฟัง ว่าเราสอนมันแล้วแหละ แม่ก็เข้าใจว่าสอนลูก ลูกก็เข้าใจว่าแม่จู้จี้จุกจิก เดี๋ยวออกจากบ้านไปเท่านั้นแน่ะ มันเป็นเพราะอะไร?

นี้แหละคือคนไม่รู้เรื่องกัน เราไม่รู้เรื่องจิตเรื่องใจของเรานี้ก็แอย่างนั้น ไม่สบาย ฉะนั้นพระพุทธเจ้าของเราจึงไปสอนให้ภาวนา ภาวนาคือให้พิจารณารู้เรื่อง จิตของเจ้าของนี่แหละ ไม่รู้เรื่องอื่นน่ะ จิตนี้เป็นของสอนยาก เป็นของสอนลำบาก เพราะจิตนี่มีอำนาจ ถ้าไม่มีอำนาจมันก็สอนง่าย เท่านั้นแหละ ไอ้สิ่งที่มีอำนาจนั่นสอนยาก เมื่อสอนแล้วจึงจิตนี้จึงมีอำนาจ สามารถที่จะละอารมณ์ได้ทุกอย่างทุกประการ อันนี้เขาร้องไห้ สบายอันนี้เขาหัวเราะเยาะเราก็สบาย นนั้นรเขาเสียใจเราก็สบาย นี่อันนั้นเขาโศกเศร้าเราก็สบาย อันนั้นเขารื่นเริงก็สบายสงบอยู่เช่นนั้นแหละ ก็ไม่ไปที่ไหน ก็มันมีเท่านั้น

ฉะนั้นเราจึงภาวนากัน แล้วการภาวนาทุกวันนี้น่ะ ก็ภาวนากันหลายๆอย่างนะ ไปแห่งหนึ่งก็พูดไปอีกอย่างหนึ่ง ก็พูดไปอย่างหนึ่ง ไม่รู้เลยว่าเราจะภาวนาอะไรกัน ไม่รู้เรื่องไป นี่ก็ภาวนาพุทโธพุทโธ ไปที่หนึ่งก็ภาวนาธัมโม ไปอีกแห่งหนึ่งก็ภาวนาสังโฆ ที่นี่ก็สัมมาอรหังสัมมาอรหัง ไปแห่งหนึ่งยกมือขึ้นอย่างนี้ยกลงยังงี้ เอ่อไปอย่างหนึ่งก็เดินช้าๆ เดินตายไปเหมือนเก่าน่ะ บางองค์ก็ไปแห่งหนึ่งเดินพอดีพอดีก็เดินไปธรรมดาธรรมดา ไอ้คนที่ไม่รู้เรื่องไม่รู้ว่าจะเอาใครเป็นตัวอย่างเลย วุ่นอยู่อย่างนั้นแหละ เอาพุทโธมาว่าบ้าง เอาธัมโมมาว่าบ้าง เอาสังโฆมาบ่นบ้าง เอาอไรมาหลายๆอย่างก็อย่างนั้นแหละ มันไม่สบายใจนี่ เราไม่รู้เรื่องของมัน ไอ้ความเป็นจริง แล้วสิ่งจะสบายมันรู้จักของมันจริงๆเรื่องจิตใหญ่นี้ มันเป็นขอแงสอนยาก เป็นของสอนลำบาก แต่สอนได้แล้วมันก็เป็นของสบาย ถ้าทำใจใหเสบาย ถ้าทำใจให้ถูกต้องแล้ว กายมันก็ถูกต้องไปด้วย วาจาก็ถูกต้องไปด้วย ตาหูจมูกลิ้นมันถูกต้องไปทั้งนั้นแหละ มันเป็นเหตุอยู่ที่ใจ เราไม่เห็น สิ่งอื่นน่ะไม่เห็นมัน อันนี้ไม่เห็นตัวเจ้าของ มันไม่เห็นตัวเจ้าของเหมือนกันกับรถยนต์

โยมเคยนั่งรถยนต์มานะ ตารถยนต์มีมั้ยล่ะ? โอ้ มันสว่างโร่ไปโน่น แต่ปล่าว ความจริงรถยนต์ มันไม่เห็นหรอก มันไม่รู้เรื่อง แต่คนนั่งอยู่บนรถรู้เรื่องว่า เอ้ย มันสว่างไปตรงนั้นตรงนี้ได้ประโยชน์ แต่รถยนต์มันเฉยทั้งนั้นแหละ บางทีก็ขับไปโดนต้นไม้ มันโดนทั้งนั้นแหละ มันไม่รู้เรื่อง แต่ว่าทำไมมันไม่สว่างตามันมีอยู่ในตัวรถ ทำไมมันไม่สว่างทำไมมันไม่รู้จัก คนเรานี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ถ้าไม่พิจารณาธรรมะก็ไม่รู้จักเจ้าของอย่างนั้น จึงจัดว่าเป็นคนมือ หรือจะเป็นคนบอด ฉะนั้นทุกสิ่งทุกประการนั้น โยม มันมีแต่เรื่องผิดทั้งนั้นแหละ เป็นเหตุให้เราต้องทำให้ได้น่ะธรรมะ

ในครั้งพุทธกาลก็อย่างนั้น พราหมณ์คนหนึ่งมาฟังธรรมะ พระพุทธเจ้าของเราอ่ะ ทำอันนั้นก็บาปทำอันนี้ก็บาป มานั่งนั่งไม่สบายใจเลย นี่เรามองไปอดีตมีแต่บาปทั้งนั้น อยู่ในบ้านบาปทั้งนั้น ทำอะไรก็บาปทั้งนั้นแน่ะ เทศน์จบลงก็เลย ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า เป็นคนอยู่ในบ้านเป็นฆราวาสอย่างข้าพเจ้า อยู่ในบ้านที่จะทำยังไง ทำอะไรก็ผิดๆ ทำอะไรก็บาปหมด มันไม่ได้กินยังไง ทุกข์ใจ เถียงพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์บอกว่า อืม อย่ายังงั้นเลย อืม อย่างงั้นเนี่ยะ อยากจะทำบาป เมื่อไรมันมี ความผิดมันจะอดไม่ได้ จะทำบาป อด จำเป็นจะต้องทำนั้นก็ให้พราหมณ์ทำเสีย แต่อย่าทำมาก แน่ะ ทำแต่น้อย อีกประการหนึ่งแต่อย่าทำบ่อยๆ นี่เป็นประการที่ ๒ เอ่อ อย่างงี้ค่อยทำชั่วหน่อยเน๊าะ เนี่ยะพรามหณ์ก็สบายใจขึ้น น่ะ อันนั้นก็ผิดอันนั้นก็ผิด จิตมันก็วุ่นวายเท่านั้นแหละ ท่านบอกว่า เอ้อ ทำเถิด ทำเสียแต่ทำแต่น้อย ก็สบายขึ้น อย่าทำมาก อย่าทำบ่อยๆนะ

๒ อย่างเท่านั้นแหละโยม ข้อปฏิบัติ เราทุกคนลองๆทำดูซิ เอ้า จะกินเหล้าก็กิน แต่กินแต่น้อยๆ แต่อย่ากินเรื่อยนะ ทำไปเถอะ เดี๋ยวก็หยุดเท่านั้นแหละ เดี๋ยวก็หมด บาปอะไรเหมือนกันทั้งนั้น ทำความผิดก็เหมือยกัน ผิดแต่น้อยๆ ทีมันอดไม่ได้ ทำผิด แต่ว่าทำแต่น้อย อย่าทำบ่อยๆ อินทรีย์มันก็กล้าขึ้นมาเท่านั้นแหละ จักขุอินทรีย์ ฌสตอินทรีย์ กายอินทรีย์ มยินทรีย์ สารพัดอย่าง อินทรีย์ทั้ง ๕ เนี่ยะ มันกล้าขึ้นกล้าขึ้น มีกำลังขึ้นเรื่อย ๆมันก็สูงขึ้นสูงขึ้น เรียกว่าบารมีของเรา มันก็ค่อยๆเต็มขึ้นมาค่อยๆเต็มขึ้นมา รู้ขึ้นมา ตรงนั้นได้ว่า พระพุทธเจ้าท่านหย่อนเอาสัตว์ทั้งหลายที่ยังอินทรีย์ไม่กล้า ให้กล้าขึ้นมา เราเป็นฆราวาสอยู่ทุกคน ทุกคนก็เหมือนกันก็ฉันนั้น อย่าไปเข้าใจยังงั้นแหละ อะไรมันมากนั่นคือมันไม่น้อย มันถึงมากถ้าเราให้มันน้อยไม่ให้มันมาก มันก็ต้องน้อยก็จำนวนมันมากกว่าเนี่ยะ ให้เข้าใจเช่นนั้นทุกคน แล้วก็สบายใจกัน

ธรรมะไม่ได้อยูไกลแล้ว เราคิดที่ถูกแล้ว ไอ้สิ่งนี้มันถูกอยู่แล้วล่ะ แต่ว่าเราคิดยังไม่ถูก ท่านจึงมาปฏิบัติให้มันถูก ไอ้ความเป็นจริงมันถูกอยู่แล้ว แต่เราไม่รู้จักถูก มาภาวนาให้รู้จักดความถูก แล้วมันก็ เมื่อรู้จักถูกแล้วมันก็สบายขึ้นมาเท่านั้น ท่านเรียกว่าบรรลุธรรมะ ตรัสรู้ธรรมะ บรรลุธรรมะ เห็นธรรมะ ธรรมะ ก็คือเห็นความจริงเช่นนั้น ฉะนั้นวันนี้น่ะ ไอ้ความจริงทางเราเนี่ยะ เอามาหมดทุกผลนั่นแหละ แต่เราไม่ไปมองมัน จะมองเห็นความจริงแท้ๆ จริงๆ มันก็ไม่อยากจะมองนะ ดูที่ให้นั่งกำหนดพุทโธพุทโธ ให้บริกรรมอันเดียวแล้ว นั่งแพล่บเดียวไปนู่นและ นั่งแล้วก็จะไปนู้นไปนู่น ไม่รู้ว่ามันไปที่ไหน ไอ้ความเป็นจริงมันก็ฌไม่ไปหรอก มันเปลี่ยนแปลงเท่านั้นแหละ ก็เหมือนมันไป ร่างกายของเราก็ส่วนหนึ่ง จิตใจของเราก็เป็นส่วนหนึ่งก็เป็นอยู่อย่างนั้น โยม มันไม่แน่นอน ใจก็ไม่แน่นอน กายก็ไม่แน่นอน มันจะคิดดีก็อย่าไปเชื่อมันมาก ไปคิดชั่วก็อย่าไปเชื่อมันมาก ให้รับรู้มันไว้ กดูมันไปเรื่อย ๆ

ท่านสอนว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้ตามรักษาจิตของตนผู้นั้นจากพ้นจากบ่วงของมาร ให้ตามมันเถอะ มันทำผิดก็ให้รู้ว่ามันทำผิด มันทำถูกให้รู้ว่ามันทำถูก อย่างเงี๊ยะ ทุกวันให้มันรู้ไปเหอะ ภาวนาไปเถอะ เดี๋ยวมันก็เพลาลง เพลาลงนะ นี่เรียกว่าการภาวนา ไม่ใช่ว่าการนั่งหลับตาเฉยๆ  ไอ้ภาวนานี้บางคนก็เข้าใจว่า กดิฉันไม่มีโอกาสจะภาวนาหลวงพ่อ ทำไม แหมค้าขายทำมาหากิน นะมะ ยุ่ง ไม่ได้ภาวนา โยมเห็นการภาวนานั้นเป็นยังไง? โยมขายของมันยุ่งๆ ทำงานยุ่งๆ โยมหายใจมั้ย? หรือโยมหยุดหายใจ? เอ้อ ไม่หยุด ทำไมมีโอกาสไม่หยุดล่ะ? ถ้าไม่มีโอกาสหายใจเมื่อเราทำงานมากๆ มันยุ่งน่ะ แม้ร้องไห้อยู่มันก็หายใจนะ กินข้าวมันก็หายใจ นอนหลับมันก็หายใจ ทำไมมันมีโอกาส อันนี้ภาวนาเรื่องจิตนี้ ทำไมไอ้มันไม่ดี เกิดขึ้นมาเราก็พิจารณามัน คือเกิดขึ้นมาก็พิจารณามันซะ เรื่องชอบไม่ชอบเกิดขึ้นมาก็พิจารณามันเสีย เท่านี้ ทำไมจะไม่มีโอกาส ไอ้คนนั้นก็ได้ความเห็นผิด เห็นว่าการภาวนานี่ จะมานั่งหลับตาอยู่เฉยอย่างเดียว การยืนการเดินการนั่งการนอนเรื่องพิจารณาทั้งนั้น ฉะนั้นการภาวนานั้น ให้ญาติโยมทั้งหลายเข้าใจว่าจะยืนก็ภาวนา จะนั่งก็ภาวนา จะนอนก็ภาวนา หรือกิเลสมันเข้ามา ถึงว่าเรานั่งหลับตาล่ะ ลืมตามันไม่เข้ามา แล้วนั่งเอ่อเข้าใจทีนี เอ่อ แต่ก่อนเข้าใจว่าก็นั่งหลับตาภาวนากัน.

  https://youtu.be/W7NQnJNf2bk?si=niyKGCh0mQ3-uONS

                                                                                                                                                          

 

วันอาทิตย์ที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พุทธทาสภิกขุ - รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา

พุทธทาสภิกขุ - รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา

          https://youtu.be/lacRNdHLvgk?si=wUboyc0RkQEfIkPj

          ...ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรมทั้งหลาย การบรรยายประจำวันเสาร์ แห่งภาคอาสาฬหบูชา เป็นครั้งที่ ๖ ในวันนี้ อาตมาก็ยังพูดเรื่อง ธรรมะคือเรื่องของธรรมชาติ ต่อไปตามเดิม แต่มีหัวข้อบรรยายเฉพาะในครั้งนี้ว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา

          ขอทำความเข้าใจกันเป็นพิเศษ ในวันนี้ว่า มีคนมาใหม่เป็นจำนวนมาก ถ้าจะบรรยายที่ต่อไปจากการบรรยายครั้งที่แล้วๆมาตามลำดับ  ก็ดูว่าจะเป็นการยากที่จะเข้าใจ ดังนั้นก็ต้องมีการบรรยาย สิ่ที่มีการบรรยายกันมาแล้วแต่ก่อนบ้าง เพื่อให้เรื่องมันพอจะติดต่อกัน ฟังได้พอเข้าใจได้ เราพูดกันเรื่องธรรมชาติมาทุกครั้ง ในฐานะที่ถือว่าเป็นเรื่อง ที่มีความสำคัญ สำหรับพุทธบริษัท เพราะว่าการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้านั้น เป็นการตรัสรู้เรื่องของธรรมชาติ โดยทุกแง่ทุกมุม ไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ นี่เป็นหลักสำคัญที่ท่านจะต้องทำไว้ในใจเป็นข้อแรก ว่าไม่มีเรื่องอะไรที่มิใช่เรื่องธรรมชาติ ความทุกข์ก็ธรรมชาติ การดับทุกข์ก็ธรรมชาติ ธรรมะสำหรับดับทุกข์ก็ธรรมชาติ

          ไอ้ตัวบุคคลที่จะมีทุกข์ หรือจะดับทุกข์นั้น มิได้มี มีแต่ธรรมชาติ คือบุคคลที่เราเรียกันว่าคน ที่จะเป็นผู้มีความทุกข์ และพยายามดับความทุกข์นั้น มันก็มิได้เป็นบุคคล เรียกว่ามิใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา  มันเป็นไปตามธรรมชาติ มีร่างกายที่ประกอบขึ้นด้วยธรรมชาติ ฝ่ายกายหรือฝ่ายรูปธรรม แล้วก็มีจิตใจซึ่งเป็นธาตุตามธรรมชาติด้วยเหมือนกัน เมื่อมันได้อาศัยร่างกายอย่างถูกต้องครบถ้วนแล้ว ไอ้ธาตุจิตใจในตามธรรมชาตินั้น มันก็ทำงานของมันได้ ทำหน้าที่ของมันได้ คือรู้สึกได้ คิดนึกได้ เป็นทุกข์ได้ เป็นสุขได้ทุกอย่าง ความที่ทุกข์ดับลงไป ก็เหลือแต่ธรรมชาติที่ไม่เป็นทุกข์ ความที่ไม่เป็นทุกข์นั้น มันก็เป็นธรรมชาติ จนกระทั่งถึงพระนิพพาน อ่า เป็นที่สุด แม้พระนิพพานนั้นก็เป็นธรรมชาติชนิดหนึ่งด้วยเหมือนกัน

          ถ้าไม่เข้าใจหรือไม่ยอมเห็นด้วย ก็ขอให้ฟังไว้ก่อน อาตมาก็พูดเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ปรากฏว่ามีผู้ไม่เข้าใจเลย อาตมาก็นึกเสียว่า อ่า เป่าปี่ให้ตัวเองฟัง ไม่ได้เป่าปี่ให้แรดที่ไหนมันฟัง นี่ เป่าปี่ให้ตัวเองฟัง ไม่รู้จักเบื่อ ถ้าท่านผู้ฟังไม่เข้าใจ อาตมาก็ถือเสียว่าอย่างนี้ มันก็ยังคงบรรยายในรูปแบบนี้กันต่อไป ว่าไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ ผู้ที่อ้างตัวเองเรียกตัวเองเป็นคน มันก็เป็นธรรมชาติ แล้วมันก็ไปจับฉวยเข้ากับอารมณ์ต่างๆ ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ซึ่งก็เป็นธรรมชาติ เกิดผลขึ้นมาเป็นธรรมชาติ เป็นสุขก็มีเป็นทุกข์ก็มี โดยสมมติ แล้วก็โดยที่แท้แล้ว มันก็เป็นความทุกข์ เพราะมันปรุงแต่ง ใหก้เกิดความรู้สึกให้เป็นทุกข์ โดยอำนาจของอวิชชา ซึ่งคนธรรมดามีอยู่เป็นเจ้าเรือน

          ทำไมถึงถือว่าเป็นทุกข์ เพราะว่าคนธรรมดามีแต่อวิชชา สำหรับจะเป็นทุกข์ เพราะฉะนั้น เมื่อเขาได้รับอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ อะไรก็ตาม ก็เอามาสำหรับจะเป็นทุกข์ เพราะมันมีแต่อวิชชา สำหระบจะปรุงแต่งสิ่งทั้งหลายคืออารมณ์ที่เข้ามานั้นเพื่อความเป็นทุกข์ มันจึงมีธรรมชาติเป็นทุกข์ธรรมชาติ โดยธรรมชาติแก่ธรรมชาติ แล้วก็ได้ธรรมชาติที่เป็นทุกข์

          พุทธศาสนาบอกเรื่องนี้ว่า มันเป็นธรรมชาติ เป็นธาตุตามธรรมชาติ แล้วแต่จะเป็นธาตุอะไร มีอยู่หลายสิบธาตุ แต่ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ พระเณรเข้ามาบวชใหม่ก็สอนเรื่องนี้เป็นข้อแรก เป็นหัวใจของพุทธศาสนา เช่นสอนว่า จีวรอันนี้ก็ดี ห่มจีวรนี้ก็ดี เป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ ได้รับผล ความรู้สึกสุขสบายเพราะห่มจีวร หรือไม่สุขสบายเพราะห่มจีวร มันก็ยังคงเป็นธรรมชาติ ให้เห็นว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ ความสุขก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ ความทุกข์ก็เป็นธาตุตามธรรมชาติ  ไม่ถือว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ ก็ยังคงเป็นธาตุตามธรรมชาติ นี่ช่วยสังเกตดูให้ดีแต่เนิ่น ๆ ว่าอะไร อาตมาได้กล่าวอะไรบ้าง ว่าเป็นธาตุตามธรรมชาติ แล้วทีหลังท่านก็จะทราบได้เองว่า เราใช้ภาษาต่างกันอย่างไร

ภาษาของครูบาอาจารย์นักเรียนนักศึกษาในโรงเรียนนั้นน่ะ ก็มีความหมายให้กับคำว่าธรรมชาติอย่างไร แต่ในวัดของพระพุทธเจ้านี้ ให้ความหมายแก่คำว่าธรรมชาติอย่างไร ไอ้ความที่มันไม่เหมือนกันในข้อนี้แหละ ทำให้เข้าใจธรรมะได้โดยยาก เมื่อฝ่ายที่บอกว่าไม่มีอะไรนอกจากธรรมชาติ ทุกอย่างเป็นสักว่าธาตุตามธรรมชาติ พวกที่บ้านก้ไม่เข้าใจ เพราะว่าเขาให้ความหมายแก่คำว่าธรรมชาติ เป็นอย่างอื่น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องทำความเข้าใจ ไว้ล่วงหน้าว่า มันเข้าใจกันไม่ได้อย่างนี้ เพราะถือความหมายของถ้อยคำ ต่างกันอย่างนี้ แต่แล้วเราก็ยังต้องพูดกันต่อไป ทั้งที่จะพูดกันไม่รู้เรื่อง ฟังไม่รู้เรื่อง ก็ขอให้พยายามทำความเข้าใจ เพื่อจะรู้เรื่องว่าในฝ่ายวัดฝ่ายศาสนาฝ่ายธรรมะนี้ เขาพูดกันอย่างไร ในคำคำเดียวกันนั้น มีความหมายต่างกันอย่างไร

ขอให้ยุติกันไว้ เอ่อ ข้อหนึ่งก่อนว่า เรามีคำพูดคำเดียวกัน ที่มีความหมายไม่เหมือนกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือคำว่า ธรรมชาติ ความหมายอย่างสากลที่มีกันอยู่ในโลก ในภาษาต่างประเทศ คำว่าธรรมชาติก็มันมีความหมาย ตามที่เขาถือกันอยู่ หรือว่าคนไทยที่ไปเรียนอย่างฝรั่งมา ไปเรียกมาจากฝรั่งก็ได้คำว่าธรรมชาติ ที่มีความหมายอย่างแบบฝรั่งมา พอมาศึกษาพุทธศาสนาก็ตีกันยุ่ง อย่างน้อยมันก็ ขัด ขัดขวางกันอยู่ ขอให้เข้าใจไว้ทีก่อน ว่าไอ้คำว่าธรรมชาตินี้ เราถือความหมายต่างกันเป็น ๒ พวก อย่างนี้ ความหมายอย่างสากลของฝรั่งนั้นอย่างหนึ่ง ในความหมายอย่างพุทธบริษัทในพุทธศาสนานี้ ก็อีกอย่างหนึ่งโดยทั่วไปก็ถือว่า ถ้าไม่ ไม่ได้เป็นอยู่ตามธรรมชาติ เพราะว่ามนุษย์เข้าไปดัดแปลงเสียแล้ว อย่างนี้ก็ไม่เรียกว่าธรรมชาติแล้ว นี่ทำไมไม่ ไม่มองดูตัวเอง ว่าตัวเองคือเป็นคนนั่นน่ะ คนแท้ๆน่ะธรรมชาติ หรือว่าไม่ใช่ธรรมชาติ ถ้าตัวคนหนึ่งๆ ก็เป็นธรรมชาติ แล้วก็ไปเก็บเอาไม้เอาเหล็กเอาหินเอาอะไรมาทำเป็นบ้านเป็นเรือน เป็นตึกเป็นรามขึ้นมา แล้วของนั้นจะพ้นจากความเป็นธรรมชาติ ไปได้อย่างไร

นี่พุทธบริษัทมีสายตามองมันอย่างนี้ เอาและของตามธรรมชาติก็เรียกว่าตามธรรมชาติ นี่กระทั่งคนสัตว์ ที่เรียกกันว่าคนว่าสัตว์นี้ เราก็เรียกว่า ธรรมชาติหรือตามธรรมชาติ ทีนี้คนไปเอาของตามธรรมชาติ กลางดินในป่ามาทำเป็นนั่นเป็นนี่ กระทั่งเป็นของน่าอัศจรรย์เป็นเรือบิน เป็นยานอวกาศ แล้วก็ไม่เรียกว่าธรรมชาติ แต่ทางธรรมะยังคงถือว่ามันเป็นธรรมชาติ ที่นั่นแหละ เพราะคนเป็นธรรมชาติ ไปเก็บเอาวัตถุตามธรรมชาติมาปรุงอะไรขึ้นใหม่ ก็เรียกว่ามันยังคงเป็นธรรมชาติ หากแต่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เอง มันต้องมีธรรมชาติหนึ่งเข้าไปเกี่ยวข้อง ปรุงแต่งธรรมชาติหนึ่ง ให้เป็นอย่างอื่นหรือเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นมา นี้ก็เรียกว่ายังคงเป็นธรรมชาติ แต่พวกหนึ่งถือว่าไม่เรียกธรรมชาติเสียแล้ว นี่ถ้าเข้าใจกันได้อย่างนี้ก่อนแล้ว คงจะพูดกันได้ต่อไป ถ้ายังไม่ยอม ยังเถียงกันอยู่ในข้อนี้แล้ว ก็คงจะเข้าใจต่อไปได้ยาก ในเรื่องที่จะต้องพูดกัน

ฉะนั้น จะขอทำความเข้าใจเกี่ยวกับตำว่าธรรมชาตินี้ให้มากเป็นพิเศษ แล้วต้องพูดซ้ำถึงเรื่องแม้จะเคยพูดมามากแล้ว แต่บางคนยังไม่เคยได้ฟัง ก็ต้องพูดอยู่ดี ก็คือคำว่าธรรมชาติ ในทางวัดในทางศาสนาในทางธรรมะนี่ เห็นอะไรเป็นธรรมชาติไปหมด ของไร้ค่า ขี้ฝุ่นอันละเอียด ๑ อณูก็ธรรมชาติ แล้วมันจะมาเป็นของที่มีค่า เป็นเพชรเป็นพลอยเป็นอะไรก็ยังคงเป็นธรรมชาติ แล้วมีการปฏิบัติทางจิตใจได้รับมรรคผลนิพพาน ไอ้นิพพานนั้นก็ยังเป็นธรรมชาติ ก็เป็นอันว่าไม่มีอะไรที่ไม่ใช่ธรรมชาติ

ทีนี้เราจะแยกให้เห็นเป็น เอ่อ เป็นพวกๆเพื่อเข้าใจได้ง่าย โดยแบ่งธรรมชาตินี้ ออกเป็น ๔ พวก ๔ ประเภท ๔ อย่าง แล้วแต่จะเรียกให้มันเป็น ๔ ธรรมชาติ ก็แล้วกัน ข้อที่ ๑ คือธรรมชาติ ตัวธรรมชาติ หมายถึง สิ่งที่จะมีปรากฏการณ์หรือไม่มีปรากฏการณ์ก็ตาม ที่มันเป็นอยู่อย่างใดอย่างหนึ่ง นี้ก็เรียกว่าธรรมชาติ คือตัวธรรมชาติ มีปรากฏการณ์คือเราสัมผัสได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจ ด้วยก็ได้ ไม่มีปรากฏการณ์คือว่า ไม่มีทางจะสัมผัสได้ด้วย ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ด้วยก็ได้ แต่สัมผัสได้ด้วยสติปัญญา ฉะนั้นสิ่งที่มีปรากฏการณ์นี่ จึงเข้าใจได้ง่ายเห็นได้ง่าย รู้ทั่วไปได้ง่าย และสิ่งที่ไม่มีปรากฏการณ์เช่นพระนิพพาน เป็นต้น เราไม่สัมผัสได้ด้วยตาหูจมูกลิ้นกายใจธรรมดา แต่ต้องสัมผัสได้ด้วยปัญญาจักษุ ญาณทัศนะเฉพาะด้วย เป็นพิเศษ ดังนั้นจึงใช้คำรวมกันว่า มันจะมีปรากฏการณ์หรือจะไม่มีปรากฏการณ์ก็ตาม นี่เราจะเรียกว่าธรรมชาติทั้งนั้น

ถ้าพูดอย่างนี้มันก็กินหมดล่ะ ไม่ยกเว้นอะไร ถ้าจะพูดว่า เป็นวัตถุหรือเป็นจิตใจ อย่างนี้ก็ยังไม่พอ มันยังมีเหลือสิ่งที่ไม่ใช่วัตถุและจิตใจ จะพูดว่าสิ่งที่เป็นบุญเป็นกุศล อย่างนี้ก็ยังไม่พอเพราะมันยังมีสิ่งที่อยู่เหนือบุญเหนือกุศลไปอีก ก็เลยต้องใช้คำพูดที่ติดหู เราจะพูดให้ชัดเจน เป็นที่เข้าใจหรือกำหนดได้ง่ายว่า มันมีอยู่ ๒ พวกแอย่างนี้ มันมี่ความปรากฏทางอายตนะ ตามธรรมดา นี่เรียกว่า มีปรากฏการณ์ มันไม่มีความปรากฏทางอายตนะ ตามธรรมดา นี่เราเรียกว่า มันไม่มีปรากฏการณ์ ถ้าจะเทียบกันก็ต้องได้แก่ พวกที่เรียกว่า สังขารกับวิสังขาร สังขารทั้งหลายมีปรากฏการณ์ ปรากฏแก่ใจก็ได้ เรียกว่ามีปรากฏการณ์ อีกพวกหนึ่งเรียกวิสังขาร ไม่มีปรากฏการณ์ ไม่ว่าจะปรากฏแก่อายตนะ ตามธรรมดาสามัญทั่วไป จะปรากฏแก่ญาณทัศนำพิเศษ ที่อบรมถึงที่สุดแล้ว นี้เราเรียกว่าธรรมชาติทั้งนั้น ก็เป็นอันว่า ไม่ได้ยกเว้นอะไร ธรรมชาติในตัวธรรมชาติ

ในข้อที่ ๒ เรียกว่า กฎของธรรมชาติ ท่านถือความหมายคำว่ากฎให้ดีๆ แล้วก็จะรู้ว่ามันไม่ใช่ตัวธรรมชาติ ที่เป็นตัวธรรมชาติ แต่มันเป็นธรรมชาติ ที่เป็นกฎ สำหรับบังคับธรรมชาติ เอ่อ ทั่วไป ให้เป็นไปตามกฎ บางพวกอาจจะเห็นว่าไอ้กฎของธรรมชาตินั้น ไม่ใช่ธรรมชาติ ก็ตามใจ แต่ในทางธรรมในทางภาษาบาลีนี้ ก็เรียกว่าเป็นธรรมชาติ ด้วยเหมือนกัน คือยังเรียกว่าธรรม หรือธรรมะ คำเดียวกัน แล้วก็แปลว่า ธรรมชาติ ในธรรมชาติทั้งหลายมีกฎของธรรมชาติ สิงอยู่ ธรรมชาติในตัวเรา ก็มีกฎของธรรมชาติสำหรับสิงอยู่ ในตัวเราตัวคน ธรรมชาตินอกตัวเดราก็มีกฎของธรรมชาติสิงอยู่ ในธรรมชาตินั้นๆ และสิ่งทั้งหลายก็เกิดขึ้น ตั้งอยู่ดับกันไป โดยกฎของธรรมชาตินั่นเอง ตัวกฏของธรรมชาตินี้เป็นธรรมชาติในความหมายที่ ๒

ความหมายที่ ๓ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ สิ่งใดมีชีวิต โดยเฉพาะสิ่งที่มีชีวิต มันต้องการจะมีชีวิต มันก็มีหน้าที่ที่จะดำรงชีวิต เพราะฉะนั้นมันต้องทำหน้าที่อยู่ตามธรรมชาติโดยธรรมชาติ เช่นต้นไม้เหล่านี้อยากจะมีชีวิต มันต้องทำหน้าที่ ดูดน้ำดูดอาหารรับแสงแดด อ่า ปรุงแต่งเป็นต้นไม้ มีชีวิตอยู่ได้ น่ะหน้าที่ สำหรับรอดชีวิตอยู่ได้ แล้วก็จะต้องสืบพันธุ์หรือทำอะไรต่อไป อย่าให้สูญพันธุ์ นี้เป็นหน้าที่ ฉะนั้นต้นไม้จึงออกลูกเพื่อสืบพันธุ์ ต้นไม้ก็ยังรู้จักหลบหลีกอันตราย เพื่อมีชีวิตรอดอยู่ ก็เรียกว่าหน้าที่ ตามกฎของธรรมชาติ ถ้าเป็นถึงสัตว์ถึงคนแล้วก็ยิ่งมีหน้าที่ปรากฏชัด ต้องไปเที่ยวหาอาหาร หาอาหารต้องกินอาหาร ต้องถ่ายอุจจาระถ่ายปัสสาวะ เป็นหน้าที่เฉียบขาดตามกฎธรรมชาติ ไม่ทำไม่ได้ นี่เพื่อรอดชีวิตอยู่ครั้นรอดชีวิตอยู่แล้วยังมีหน้าที่พิเศษ ที่ต้องทำให้มันไปจนถึงที่สุด ให้ไปจนถึงจุดสูงสุดดีที่สุด ที่มันควรจะได้ ฉะนั้นเราจึงไม่ได้ขวนขวายเพียงให้รอดชีวิตอยู่ เราขวนขวายในธรรมะที่สูงขึ้นไป ให้เป็นชีวิตที่สูงสุด บรรลุนิพพาน นี่เป็นต้น

หน้าที่ที่มันต้องกระทำอยู่ สำหรับสิ่งที่มีชีวิตตั้งแต่ต้นไม้ถึงสัตวง์เดรัจฉานถึงมนุษย์ มันก็เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมชาติส่วนที่เป็นหน้าที่ อืม คนอื่นหรือคนที่ใช้ภาษาอย่างอื่นอาจจะไม่ยอมรับว่าหน้าที่นี้คือธรรมชาติก็ได้ ก็ตามใจ แต่พวกเราที่ใช้ภาษาบาลีเป็นหลัก มันก็ยังเป็นธรรมชาติ ธรรมทั้งหลายที่เป็นหน้าที่  หน้าที่ทั้งหลายที่เป็นธรรมเนี่ยะ ก็เรียกว่าธรรมชาติ หน้าที่ตามกฎของธรรมชาติ  มันก็ยังเป็นธรรมชาติ ทีนี้ผลที่เกิดขึ้นจากหน้าที่ ได้อย่างต้องการ ไม่ได้อย่างต้องการ เป็นสุขเป็นทุกข์กระทั่งถึงนิพพาน มันก็ยังเป็นธรรมชาติ ธรรมชาติส่วนที่เป็นผล มาจากเหตุคือการทำหน้าที่ นี้ลองคิดดู นักเรียนนักศึกษาครูบาอาจารย์ มารู้กันเสียทีว่า คำว่าธรรมชาติในภาษาธรรมะฝ่ายพุทธศาสนานี้ มันมีความหมายอย่างไร คำว่าธรรมชาติในหนังสือตำรับตำราเรียนของท่าน มีความหมายอย่างไร

เดี๋ยวนี้ถ้าจะมาเรียนศึกษาพุทธศาสนา ก็ต้องใช้คำความหมายในทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะคำว่าธรรมชาติ ถ้าท่านไม่พยายามทำความเข้าใจอย่างนี้แล้ว อาตมาก็ยังต้องเป่าปี่ให้ตัวเองฟังคนเดียวสืบต่อไป ไม่มีใครฟังเข้าใจ จะทำอย่างไร เมื่อรู้ว่าธรรมชาติคือทั้งหมด สิ่งทั้งหมดอย่างนี้แล้ว เรารู้จักมันให้ถึงที่สุด ปัญหาก็จะหมดไป เพราะไม่มีเหลืออะไรไว้ที่ไม่รู้จักและทำ ประพฤติกระทำไม่ถูกต้อง เราจะรู้จักหมดสิ้น แล้วเราก็จะรู้จักถูกต้องจนกระทำได้ สำเร็จประพโยชน์ มันก็ไม่มีปัญหาที่เกิด ที่ว่าเกิดมาแล้วจะต้องปฏิบัติธรรมะบรรลุมรรคผลนิพพาน มันเป็นไปได้อย่างนี้ ทีนี้จะเป็นเรื่องธรรมดาไปแล้ว เป็นปัญหาธรรมดาก็ไม่มีเหลือ เราจะค่อยพูดกันเรื่องตัวปัญหา

อาตมาจะพูดเรื่องคำว่าความรู้ นั่นเสียก่อน เพราะหัวข้อของเรื่องมีว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา คำว่ารู้หรือความรู้ ธรรมชาติเนี่ยะมันคืออย่างไร อะไรเรียกว่าความรู้ นี้ก็เหมือนกันอีก ภาษาชาวบ้านธรรมดา กระทั่งภาษาต่างประเทศ คำว่าความรู้ ก็หมายถึง ความรู้ที่เรียนจากโรงเรียน เรียนจากหนังสือหนังหา เรียนจากครูบาอาจารย์ นี่ก็เรียกว่าความรู้ แต่ถ้าในทางธรรมะยังไม่พอ ไอ้ความรู้ชนิดนั้นยังไม่พอที่จะมารู้ธรรมะ ต้องมีคตวามรู้ในระดับที่สูงขึ้นไปกว่านั้น ดังนั้นเราจึงมีความรู้ เอ่อ แบ่งเป็น ๒ ฝ่ายเสียก่อน คือความรู้ด้านนอก เป็นเรื่องทางวัตถุ อ่า ความรู้ด้านในเป็นเรื่องทางจิต ทางวิญญาณ คำนี้ก็ลำบากเหมือนกันที่ต้องใช้คำว่าทางวิญญาณ นี่มันเป็นละเอียดลึกซึ้งถึงที่สุด ไอ้ความรู้ทางวัตถุทางกายทางภายนอกนั้น มันไม่ลึกซึ้ง แม้จะรู้ด้วยจิตใจ ก็ยังเป็นภายนอก ต้องรู้ด้วยญาณทัศนะ ปัญญาสูงสุด จึงจะเป็นความรู้ชั้นที่เป็นภายใน

เราแบ่งความรู้ให้เป็น ๓ ชั้นเป็นอย่างน้อย คอยกำหนดดู ให้เห็นความแตกต่างของมัน ข้อที่ ๑ หรือชั้นนอกสุด รู้เพราะเรียนรู้อย่างเข้าโรงเรียน มีหลักที่ใช้กันทั่วไปว่า รู้จักฟังรู้จักคิดรู้จักถามรู้จักจำ สุจิปุรินั่น รู้จักฟังรู้จักคิดรู้จักถามรู้จักจำ แล้วเราก็ได้ความรู้อย่างที่เรียนในโรงเรียน ทีนี้ความรู้ชั้นที่เลยไปสูงกว่านั้น คือทำความเข้าใจ เอ่อ ทบทวนวิจัยค้นคว้า จนเข้าใจ นี่เป็นความรู้ที่มากไปกว่าสูงไปกว่าละเอียดกว่า เรียกว่า ความรู้ที่มาจากการใช้เหตุผลของฃตนเอง เรียกว่าความเข้าใจ ฟังง่าย ทีนี้ชั้นที่ ๓ ลึกไปกว่านั้นจะได้ซึมซาสบโดยผ่านตลอดไปในสิ่งนั้นๆ ด้วยจิตใจประจักษ์แก่ใจ ประจักษ์แก่ความรู้สึก นี่ความรู้สูงสุดมันอยู่ที่การผ่านไปด้วยจิตใจในสิ่งนั้น ดังเช่นว่าเหกลือ เขาบอกกันว่าเค็ม เราก็มีความรู้ว่ามันเค็ม หรือเกลือที่คนกินให้ดูแสดงอาการว่ามันเค็ม เราก็รู้ว่ามันเค็ม แต่ว่าเกลือนั้นเรามากินดูเอง ชิมดูเอง แล้วเราก็รู้ว่ามันเค็ม ไอ้การรู้ว่ามันเค็มนั้น มันต่างกันได้อย่างนี้

เรื่องธรรมะเกี่ยวกับสุขหรือทุกข์ หรือกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ก็ตาม เราเรียบนรู้กันได้ เป็น ๓ ชั้นน่ะ เราได้ยินได้ฟังว่ามันเป็นทุกข์ ก็อย่างหนึ่ง เรามองแล้วสันนิษฐานใคร่ครวญคำนวณแล้ว มันต้องเป็นทุกข์แน่ นี้อย่างหนึ่ง แล้วเราเป็นทุกข์จริงๆ รู้สึกความทุกข์ที่ปรากฏอยู่ในใจจริงๆ โดยไม่ต้องคำนวณนี้มันก็อย่างหนึ่ง ฉะนั้นการเรียนอะไรก็ตาม มันจะเป็นความรู้ ๓ ชั้นอยู่เสมอ ถ้าจะไปรู้ธรรมชาติ ก็ต้องผ่านธรรมชาติน่ะ โดยธรรมชาติถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ อย่างชีวิตเป็นธรรมชาติ เราก็ควรเรียนมันโดยธรรมชาติ คือจิตใจที่เป็นธรรมชาติ สติปัญญาที่เป็นธรรมชาติ จนรู้ธรรมชาติ นี่เป็นความรู้ธรรมชาติที่พอ ที่เพียงพอสำหรับจะฟหมดปัญหา

ขอสรุปความแต่เพียงว่า ไอ้เรื่องว่า รู้ๆๆๆๆนี่มันมีอยู่ หลายชั้น อย่างน้อยก็เป็น ๓ ชั้นอย่างนี้ คือรู้เพราะเรียนรู้ เพราะคิดค้น รู้เพราะซึมซาบโดยการผ่านมันไปเลย ฉะนั้นที่ว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์หมดปัญหา เนี่ยะ หมายถึงรู้อย่างที่ ๓ รู้ด้วยปัญญา รู้ด้วยญาณทัศนะ เช่นรู้ว่าสิ่งทั้งหลายทั้งปวงเป็นเพียงธรรมชาติแ จะเอามายึดถือว่าตัวเราของเราไม่ได้ อย่างนี้ต้องรู้ด้วยปัญญาเฉพาะตน เป็นสันทิฐิโกเฉพาะตน เป็นปัจจัตตังเววิตัพโพ วิญญูหิก็เฉพาะตน ได้ยินได้ฟังมาว่า ไม่ใช่ตน เป็นธรรมชาติ อย่างนี้มันจำได้เดี๋ยวมันก็ลืม หรือว่าเขาให้เหตุผล ถ้าเราเอาไปคิดไปคิดไปคิดไปคิดเข้า พอเข้ารู้เข้าใจ ว่าไม่ใช่ตน อย่างนี้มันก็ยังไม่ละความยึดถือว่าตัวตน  เพราะมันอยู่ด้วยความคิดความใช้เหตุผล มันยังไม่ใช่ความจริง

ฉะนั้นต้องทำจิตให้เป็นปัญญา ขนาดที่ว่าเป็นสมาธิเฉียบแหลม แล้วก็ทำให้เป็นปัญญา ให้เป็นญาณทัศนะ ดูสิ่งนั้นด้วยความรู้สึกซึมซาบ แล้วก็รู้ว่าไม่ใช่ตน เป็นความสุขเกิดขึ้นมาสัมผัสดูแล้วก็ไม่ใช่ตน ความสุขเกิดขึ้นมา ความทุกข์เกิดขึ้นมา ความรู้สึกใดๆที่เป็นที่ตั้งแห่งความรักความพอใจเกิดขึ้นมา ดูโวยปัญญาชนิดนี้แล้วก็เห็นความไม่ใช่ตน ต้องดูลงไปตามเป็นจริง ไม่ใช่ว่าคิดด้วยเหตุผลแวดล้อม ขอให้รู้จักธรรมชาติว่ามันเป็นสักว่าธรรมชาติ ไม่มีส่วนใดที่จะมาหลงรักหลงพอใจ ถ้าว่าไม่เข้าใจธรรมชาติ มันก็เกิดปัญหา คือทำให้หลงรักหลงพอใจหลงเกลียด หลงโกรธหลงอิจฉาริษยา หลงอะไรต่างๆเพราะไม่รู้จักไอ้ธรรมชาติเหล่านั้นตามที่เป็นจริง ทีนี้ปัญหามันก็เกิดขึ้น เกิดขึ้นจากการที่ไม่รู้จักธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงตามที่เป็นจริง ฉะนั้น ปัญหาพื้นฐานก็คือหลงรักและหลงเกลียด หลงรักก็แสวงหาไม่ได้อย่างเอ่อ อย่างสุจริตก็คดโกง หลงเกลียดมันก็ทำร้ายกันทำอันตราย เบียดเบียนกัน เกิดเป็นปัญหาขึ้นมา

ลองคิดดูให้ดีว่าเดี๋ยวนี้โลกทั้งโลกมีปัญหา รบราฆ่าฟันระหว่างครึ่งโลก ต่อครึ่งโลก มันมีมูลมาจากความโง่ของอะไร ไม่รู้จักความโง่เพราะไม่รู้ธรรมชาติ เพราะไม่รู้กฎของธรรมชาติ เพราะหลงใหลเหยื่อของกิเลส ต้องการจะครองโลกเพื่อจะได้เหยื่อของกิเลสมาก ไม่รู้ว่านั่นเป็นธรรมชาติ เหยื่อของกิเลสก็เป็นธรรมชาติ ไม่รู้จักพระเป็นเจ้า  ที่ไม่ต้องการให้คนทำสงครามกัน ไม่รู้จักมันไม่เชื่อฟัง มันก็ยังทำสงครามกัน พยายามที่จะทำสงครามกัน เพราะมันไม่รู้กฎของธรรมชาตินั่น คือพระเจ้าน่ะ พระเจ้าที่จะมา ที่จะเอามานับถือแล้วปฏิบัติตามน่ะ มันคือกฎของธรรมชาติ ศาสนาอื่นก็มีคำว่าพระเจ้า พุทธศาสนาเรามีคำว่ากฎของธรรมชาติ เป็นพระเจ้า ถ้าเรารู้จักกฎของธรรมชาติ ปฏิบัติให้ถูกต้อง แล้วจะไม่เกิดอะไรกระทบกระทั่งนั่น เราจะมีพระเจ้าที่แท้จริงคือกฎของธรรมชาติ มาปฏิบัติหน้าที่อย่างถูกต้องแล้ว ก้ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน

ปัญหามันเกิดขึ้นทั้งทางส่วนตัว และทางสังคม สังคมคือรบราฆ่าฟันกันเบียดเบียนกัน เป็นปัญหาฝ่ายสังคม ปัญหาส่วนตัวก็เช่นที่ว่า มันเป็นทุกข์ ส่วนบุคคลมันนอนไม่หลับ มันเป็นโรคประสาท มันเป็นโรคจิต อย่างนี้เรียกว่าปัญหาส่วนตัว ทางวัตถุก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ทางร่างกายก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ทางจิตก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง ทางวิญญาณก็ปฏิบัติไม่ถูกต้อง มันก็มีความทุกข์ เนี่ยะ แก้ปัญหานี้ไม่ได้ ถ้ารู้จักธรรมชาติ ไม่หลงธรรมชาติ ไม่หลงที่จะสำหรับรัก ไม่หลงสำหกรับที่จะโกรธ ไม่ยินดีไม่ยินร้าย ปกติอยู่ได้ มันก็ไม่มีปัญหา ไม่มีปัญหาในส่วนตัว คือนอนหลับสนิทไม่ต้องเป็นโรคประสาท ไม่ต้องเป็นโรคจิต ส่วนสังคมก็ไม่ต้องแย่งชิง ไม่ต้องรบราฆ่าฟันกัน เดี๋ยวนี้ เอ่อ ในสิ่งที่จะเป็นเหยื่อของกิเลส ฉลาดที่สุดในการพัฒนาวัตถุให้เป็นเหยื่อของกิเลส แล้วก็มาแย่งชิงกัน อิจฉาริษยากัน หก็ได้รบราฆ่าฟันกันจนมีวิกฤตการณ์อันถาวร แทนที่จะมีสันติภาพอันถาวร กลับมีวิกฤตการณ์อันถาวร โลกเรากำลังมีวิกฤตการณ์ถาวร มีความเลวร้ายสืบต่อกันไม่ขาดสาย เรียกว่ามันมีวิกฤตการณ์อันถาวร ไปดูเองเถอะ

เวลาไม่พอ ฝนจะตกแล้ว ที่เราไม่มีสันติภาพ อันถาวร เพราะไม่รู้จักบังคับจิตใจตัวเอง ไม่รู้จักดำเนินจิตใจของตัวเอง ให้มันเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎของธรรมชาติ เพราะฉะนั้นทางออกของมันก็คือ มามาทำความเข้าใจในธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง นับแต่ต้นตออันลึกที่สุด ที่เป็นต้นเหตุแห่งความยึดถือ ว่าตัวตนว่าของตน ว่าอาหารที่เราจะกินนี่ก็ ธรรมชาติ คนที่จะกินนี่ก็ธรรมชาติ เสื้อผ้าที่นุ่งห่มก็ธรรมชาติ คนที่นุ่งห่มเสื้อผ้าก็ธรรมชาติ เรื่องที่อยู่ที่อาศั้ย ใช้สอยหรือบำบัดโรคภัยไข้เจ็บก็เหมือนกัน มันเป็นธรรมชาติทั้ง ๒ ฝ่าย นี่ก็จะยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตน แล้วจะไม่เห็นแก่ตน เมื่อไม่เห็นแก่ตน มันก็ทำอันตรายใครไม่ได้ แล้วไม่ทำอันตรายตัวเองด้วย

ความสำคัญว่าตัวตนทำให้เกิดกิเลส แล้วทำลายตัวเองร้อนไปด้วยโลภะโทสะโมหะ นี่เรียกว่าทำลายตน แล้วก็ทำลายผู้อื่น เบียนดเบียนผู้อื่นแย่งชิงผู้อื่น การอิจฉาริษยาผู้อื่นนี่ก็ทำลายผู้อื่น เพราะว่าเขาไม่รู้จักธรรมชาติ ในทุกแง่ทุกมุมอย่างถูกต้อง เราก็ออกมาเสียจากปัญหาเหล้านั้น คือวิกฤตการณ์ทั้งหลายในโลก โดยมารู้จักไอ้ธรรมชาติ ว่าเป็นสิ่งที่ยึดถือไม่ได้ โดยความเป็นตัวตนไม่ต้องยึดถือ โดยความเป็นตัวตน มีความรู้ทางธรรมชาติที่เรียกว่าธรรมะ มีธรรมะคือความรู้ ของธรรมชาติอย่างเพียงพอ อยู่เหนืออิทธิพลของธรรมชาติ ธรรมชาติจะบังคับให้เราทุกข์เราก็ไม่เป็นทุกข์ เช่นเราจะต้องเกิดต้องแก่ต้องเจ็บต้องตายตามธรรมชาติ เราก็หัวเราะเยาะ พระอริยเจ้า หัวเราะเยาะความเกิดความแก่ความเจ็บความตาย เหมือนกับไม่มีไม่รู้ธรรมชาติถึงขนาดนี้ ไอ้ทุกข์ตามธรรมชาติแท้ๆ มันก็ไม่มีที่จะไปหลงเอามาสร้างเป็นของรักของพอใจ ยึดถือหวงแหน มันก็ไม่มี ถ้ามีก็เอามาใช้อย่างธรรมดาๆ เป็นเครื่องอำนวยความสะดวก ความสะดวกตามธรรมดาๆ ไม่ยึดมั่นถือมั่นถึงกับจะต้องเป็นทุกข์ จะเป็นบุตรภรรยาสามี สิ่งใดๆก็ตาม กลายเป็นเครื่องอุปกรณ์แก่กันและกันสำหรับอยู่เป็นยผาสุก หรือเพื่อศึกษาธรรมชาติให้ยิ่งๆขึ้นไป นี่ใครเป็นอย่างนี้บ้างก็ลองคิดดู

ใครมีลูกมีเมียมีภรรยามีสามีมีอะไรๆ ทรัพย์สมบัติทั้งหลาย เพื่อการศึกษาให้รู้ว่าธรรมชาติเป็นอย่างไร นี่ใครมีอย่างนี้ หรือว่าใครมีอย่างนี้เพื่อความเอร็ดอร่อยพอใจทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ  อะไรของตน เนี่ยะ ใครเป็นอย่างนี้ ใครมีอย่างนี้ มันต่างกันมาก ฉะนั้นอย่าลืมว่ามันเป็นธรรมชาติ อะไรที่รอบตัวเราแล้วจะมาถือว่าเป็นของเรา นี่มันเป็นสักแต่ว่าธณรมชาติ เราว่าเอาเองว่าของเรา เรายึดถือเอาเองว่าของเรา ตามธรรมดามันเป็นไม่ได้ อ่า ต่อให้เป็นบุตรภรรยาสามีทรัพย์สมบัติเงินทองอะไรก็ตาม ที่มีอยู่ว่าว่าของเรานั่นแหละ มันเป็นไม่ได้ ว่าเอาเองทั้งนั้น หยุดว่าเอาเองเสียทีสิ หยุดหลงว่าอย่างนั้นเสียทีจะนอนหลับ จะไม่เป็นโรคประสาท จะไม่เป็นโรคจิต เหมือนที่กำลังเป็นกันมากขึ้นทุกที ยานอนหลับนี่คงจะเป็นตันๆละมั้ง ที่ต้องซื้อมาขายให้พอแก่คนทั้งประเทศ ยาแก้ปวดหัวขอเหมือนกันแหละ ต้องมีเป็นตันๆนี่ถึงจะพอแก่คนทั้งประเทศปวดหัว ถ้าทั้งโลกแล้วก็คงจะหลายร้อยหลายพันตัน เพียงแต่ยาแก้ปวดหัวยาแก้นอนไม่หลับอย่างเดียว

ทีนี้มันมีโรคจิตในประเทศไทยนี้ ว่าตั้งเป็นหมื่นๆคน มีโรคประสาทเป็นแสนๆคน ได้ยินหมอเค้าว่าอย่างนั้น นี่เพราะมันไม่รู้จักธรรมชาติ มันไปยึดถือเอามาวิตกกังวล จนนอนไม่หลับ จนปวดหัวจนเป็นโรคประสาท เป็นโรคจิต ทรมานตัวด้วยอำนาจของกิเลส แล้วทีนี้ไปเบียดเบียนผู้อื่น ทำให้ผู้อื่นพลอยเดือดร้อนเป็นทุกข์อีก เพราะว่ามันหลงใหลในสิ่งที่จะบำรุงบำเรอตัว ไม่มองเป็นของธรรมชาติ มารู้จักธรรมชาติกันซะอย่างนี้ แล้วมนุษย์ก็จะหมดปัญหา อ่า คือจะไม่ทำตัวให้เป็นทุกข์เดือดร้อน เหมือนกับจมอยู่ในนรก แล้วก็ไม่เบียดเบียนผู้อื่นให้พลอดเดือดร้อนไปด้วย ปัญหาทางสังคมก็ไม่มี ปัญหาส่วนตัวก็ไม่มี ปัญหาจากธรรมชาติแท้ๆก็ไม่มี เช่นว่าฝนมันจะไม่ตกเลย เราก็ไม่เป็นทุกข์ ฝนมันตกมากเกินไปเราก็ไม่เป็นทุกข์ เพราะรู้จักปรับจิตใจให้เข้ากับธรรมชาติ ว่ามันเป็นอย่างนี้เอง กระทั่งว่าเราไม่มีข้าวจะกินจริงๆ จะต้องตายก็ไม่เป็นทุกข์ นี่เรียกว่าไม่มีอะไรเหลืออยู่สำหรับเป็นปัญหา

ธรรมะอย่างนี้เข้ามาแล้ว หรือความรู้เรื่องธรรมชาติอย่างนี้เข้ามาแล้ว คนมันหมดปัญหา ไม่มีความทุกข์ ไม่เป็นทุกข์ไม่ได้ ฟังดูแล้วก็แปลกว่า มันทุกข์ไม่ได้ มันทุกข์ไม่เป็น มันทุกข์กับเขาไม่เป็น คนอื่นเขาจะทุกข์กันอย่างไร คนนี้มันทุกข์ไม่เป็น เพราะมันรู้จักธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวงถูกต้องตามที่เป็นจริง นับตั้งแต่ขี้ฝุ่นเม็ดหนึ่งก็ไม่  เรื่องต่างๆทั้งหลายจนกระทั่งเรื่องพระนิพพานเป็นที่สุด มันรู้ดีมันเข้าใจดี ไม่ยึดมั่นสิ่งใดเป็นตัวตนของตน ไม่เกิดกิเลสสำหรับตัวเองเป็นทุกข์ ไม่เกิดกิเลสสำหรับเบียดเบียนผู้อื่นให้เป็นทุกข์ แล้วก็มีความรู้อยู่เหนือปัญหา เหนืออิทธิพลของธรรมชาติทั้งหลายทั้งปวง ธรรมชาติให้เกิดให้แก่ให้เจ็บให้ตาย เราก็มีความรู้อยู่เหนือการบีบคั้นของธรรมชาตินั้นๆ นี่เรียกว่าหมดปัญหา รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด ความเป็นมนุษย์ก็หมดปัญหา

ถ้าใครยังมีความทุกข์เหลืออยู่ โดยประการใดที่เหลืออยู่ เข้าโรงเรียนเข้ามหาวิทยาลัย บรมมหาวิทยาลัยถ้ามันมี มันก็ยังดับทุกข์ไม่ได้ มันก็ยังไม่หมดปัญหา มาลองคิดกันเสียใหม่ เอ่อ มาเรียนกับธรรมชาติ มาเข้ามหาวิทยาลัยของธรรมชาติทั้งภายนอกและภายในตัวเรา รู้จักธรรมชาติทั้งหลายถูกต้องตามที่เป็นจริง และจิตมันก็ปล่อยวางจากความยึดถือ จิตมันก็ว่างจากความยึดถือ มันก็ไม่มีปัญหา เพราะมันวางหมดมันว่างหมด มันจะมีปัญหาอะไรอ่ะ มันไม่มีปัญหา เดี๋ยวนี้จะมีปัญหาอีก ก็เป็นก็มีไปสิ ก็จะได้ทุกข์ทรมานไป อยากมีปัญหาก็มีไปสิ อ้าวบ้านเรือนไม่สะอาด นั่นนี่ไม่มี ไม่มีอะไรจะกิน อยากมีปัญหาก็มีไป แต่ถ้ามันเป็นอย่างนั้นเอง แล้วค่อยทำไปค่อยแก้ไขไปโดยไม่ต้องให้มันเป็นทุกข์ มันก็ไม่มีปัญหา

อาตมามองดูไก่แล้วก็ละอาย ไก่ไม่มีปัญหา ใครๆก็เคยมีไก่เคยเห็นไก่ก็ดูไก่กันซะบ้าง ว่าไก่ไม่มีปัญหาว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร แต่มนุษย์มีปัญหาว่าพรุ่งนี้จะกินอะไร แล้วมะรืนนี้จะกินอะไร  หรือว่ามีปัญหาเรื่อยไปทั้งเดือนทั้งปี ไอ้ไก่นี้ไม่มีปัญหา พรุ่งนี้จะกินอะไรไม่มีปัญหาด้วย หรือว่าตอนเช้าตอนเย็นจะกินอะไรก็ไม่มีปัญหา ปัญหา หิวก็หากินอิ่มแล้วก็นอน เมื่อหาเมื่อหากินก็ไม่มีความงุ่นง่านเหมือนกับคนหากิน ไอ้คนหากินความรู้สึกงุ่นง่าน โกรธเคืองเป็นทุกข์คับแค้น ถ้าเผอิญได้กำไรดีได้สะดวกดี หากินสะดวกดี ก็เป็นบ้าเป็นหลังไปด้วยเรื่องได้ สัตว์ไม่เป็น ไม่มีปัญหา จึงไม่เห็นไก่เนี่ยะ ไม่เคยปวดหัวไม่เคยนอนไม่หลับ ไก่ตัวไหนเป็นโรคประสาทเป็นโรคจิต ก็ไม่มีไม่เคยเห็นเลย มันไม่มียาปวดหัวยานอนหลับสำหรับสัตว์เหล่านี้ไม่มีสักเม็ดนึง ส่วนมนุษย์ต้องมียาเหล่านี้เป็นตันๆ หลายร้อยตันกินกันทั้งโลก ตลอดเวลา เพราะว่ามันปวดหัวมันนอนไม่หลับ เพราะมันทำผิดเกี่ยวกับธรรมชาติ

เอาละ ฝนก็คือธรรมชาติ มันจะมาแล้ว มันมาขัดคอธรรมชาติ ที่เราจะพูดกันมันต้องยุติกันที แม้เคยพูดมากกว่านี้ วันนี้มันพูดไปไม่ได้แล้ว มันต้องรู้จักธรรมชาติ มันต้องคล้อยกับธรรมชาติ ต้องสมคล้อยกันกับธรรมชาติแล้ว เราก็ไม่ต้องเป็นทุกข์ ใครเป็นทุกข์มันก็โง่เอง จะโทษใครอ่ะ มันไปเป็นทุกข์ มันก็โง่เอง ฝนจะตกลงมาก็ตกมาสิ ฉันไม่รู้ไม่ชี้ ยังพูดอยู่ได้ก็พูดไป ยังอยู่ไม่ได้ก็ต้องไป ไม่ต้องเป็นทุกข์ นี่ถ้าว่า รู้จักธรรมชาติถึงที่สุด มนุษย์ก็หมดปัญหา

การบรรยายในวันนี้เฉพาะวันนี้ เห็นว่าสมควรแก่เวลาแล้ว ไม่ควรจะพูดให้มากไปกว่านี้แล้ว จึงขอยุตอิการบรรยายไว้ ให้พระคุณเจ้าท่านสวดบทพระธรรมคณะสาธยาย ส่งเสริมกำลังใจให้ท่านทั้งหลาย มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรม และมีกำลังใจที่จะปฏิบัติพระธรรม เอาชนะธรรมชาติให้ได้สืบต่อไปในกาลบัดนี้.   

  https://youtu.be/lacRNdHLvgk?si=2vOdDUIYf_QsBIVe

              

                                    

 

วันเสาร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

พุทธทาสภิกขุ -สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต (ฉบับย่อ)

 พุทธทาสภิกขุ -สิ่งที่เราเรียกว่าชีวิต (ฉบับย่อ)

          https://youtu.be/MZeQG-svwsw?si=1xy00XEK-yKkmnIp

          ...รู้จักไอ้ตัวโครงร่างทั้งหมด ของสิ่งที่เรียกว่า ธรรมะ หรือชีวิตในร่างกายนี้

          ในชั้นแรกนี้จะต้องนึกถึงพระพุทธภาษิตที่ตรัสว่า บุรุษนี้ ประกอบไปด้วยธาตุ ๖ นี้เป็นหลักอันแรก ที่จะต้องกำหนดไว้ ตราไว้ก่อนเป็นต้น เข้าใจว่าทุกคนหรือหลายคนคงจะเคยได้ยิน คำนี้มาแล้ว ว่าบุรุษนี้ ประกอบไปด้วยธาตุ ๖ ทีนี้ ธาตุ ๖ อะไรบ้าง? บางคนก็รู้ บางคนก็ยังไม่รู้ ที่ยังไม่รู้ก็รู้เสีย ธาตุ ๖ นั่นคือ ดินน้ำลมไฟ แล้วก็อากาศ แล้วก็วิญญาณ

ธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟนี่ก็เรียกว่าเป็น ธาตุฝ่ายวัตถุ ฝ่ายรูปธาตุ ทีนี้วิญญาณนั้นเป็นฝ่ายนามธรรม คือไม่ใช่รูป ส่วนอากาศธาตุหมายถึงที่ว่าง เนี่ย มันก็ไม่ควรจะเรียกว่ารูป หรือมิใช่รูป เรียกมันว่าอากาศก็แล้วกัน ดูให้เห็นว่าในร่างกายยาววาหนึ่งนี้ มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุลมธาตุไฟ อยู่อย่างไร และมีธาตุอากาศอย่างไร ธาตุวิญญาณอย่างไร ร่างกายของเราประกอบไปด้วยธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม นี้มันเป็นส่วนที่เป็นเนื้อหนังร่างกาย เลือด อ่า ที่เป็นส่วนร่างกาย ประกหอบอยู่ด้วยร่างกาย ด้วยเนื้อด้วยเลือด

ทีนี้ วิญญาณ นั้นนเนื้อหนังรงกย มันก็เป็นเรื่องของ ธาตุ อีก ธาตุหนึ่งที่รู้สึกอะไรได้ นี้เป็นธาตุที่ค่อนข้างจะลึกซึ้ง เดี๋ยวก็ต้องค่อยๆทำความเข้าใจ ทีนี้ธาตุอากาศนั้นเป็นที่ว่าง หมายถึงที่ว่างสำหรับสิ่งอื่นตั้งอยู่ หมายความว่าธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม มันต้องตั้งอยู่บนที่ว่าง หรือในที่ว่าง ถ้าไม่มีที่ว่าง มันก็ไม่รู้จะไปตั้งอยู่ที่ไหน ดังนั้นต้องมีที่ว่างให้ตั้ง จึงตั้งอยู่ได้ ทีนี้มันตั้งอยู่ได้เป็นดินน้ำลมไฟ มันประชุมกุมกันเข้า ทำให้เกิดสิ่งที่จะเป็นที่ตั้งที่อาศัยของวิญญาณ วิญญาณจึงทำหน้าที่ในร่างกายนี้ได้ เราจะต้องดูไปตามลำดับ

ธาตุดิน หมายถึงสิ่งที่มีคุณสมบัติกินเนื้อที่ คือมันแข็ง เนี่ย คุณสมบัติที่มันมี การกินเนื้อที่ หรือทำให้เกิกดความรู้สึกว่าแข็งเป็นก้อนขึ้นมา นี่เรียกว่าธาตุดิน เห็นได้ง่ายที่ผมขนเล็บฟันหนัง เป็นต้น นี่เป็นธาตุดิน

ทีนี้ธาตุน้ำ คือคุณสมบัติที่มันเหลวไหลได้ แต่เกาะกุม คือจับกุมอยู่เสมอ การที่อะไรไม่กระจัดกระจายออกไปนี่ก็เพราะ มีธาตุธาตุหนึ่ง อ่า มีหน้าที่ทำการเกาะกุม น้ำนี้มันเกาะกุมตัวเองกันเป็นน้ำ คุณสมบัติที่เกาะกุมตัวเองนั่นแหละ เป็น เอ่อ ความหมายของคำว่าธาตุน้ำ มันไหลได้ มันเปลี่ยนรูปได้ มันไม่ยอมสลัดจากกัน มันก็ไหลไปด้วยกัน เพราะการเกาะกุม เพ่งดูเฉพาะคุณสมบัติที่เป็นการเกาะกุมนี้ เรียกว่าธาตุน้ำ ในร่างกายเรานี้ เห็นได้ว่าเลือด อ่า น้ำเหลือง น้ำตาน้ำหนองอะไรก็ตามที่มันเป็นของเหลว แต่ให้เพ่งดูเฉพาะ ที่มันมีลักษณะเกาะกุมหรือเหลว ไหลได้

ทีนี้ธาตุลม ก็สิ่งที่มีคุณสมบัติระเหยหรือขยายตัว คือพวกแก๊สทั้งหลาย อืม ลมนั้นไม่ใช่ที่ว่าง ลมมันเข้ามาอยู่ในในที่ว่าง มีสิ่งที่เรียกว่าลม เป็นธาตุลมอยู่ มันขยายตัว อ่า มันก็เลยพัดไปได้ เดี๋ยวนี้เราเรียกสับสนกันกับคำว่าอากาศ เรามักจะเรียกไอ้สิ่งนี้ ว่า อากาศ เสีย อย่าเอาไปปนกันให้ยุ่ง ธาตุลมนั่นไม่ใช่อากาศ ธาตุลมก็เป็นธาตุหนึ่งที่มีคุณสมบัติ ระเหยขยายตัว

ทีนี้มาถึงธาตุไฟ ก็คือธาตุที่มีคุณสมบัติ เผาไหม้ คือมันมีอุณหภูมิ มีความร้อน แล้วมันก็มีการเผาไหม้ สิ่งใดมีการเผาไหม้ก็มีคุณสมบัติของ ธาตุไฟ อ่า ทีนี้เราก็ดูสิว่าในร่างกายเราเนี่ยะ มันมีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลม อย่างไร

เนื้อของเราสดๆปาดเอามาสักก้อนหนึ่ง เราก็จะพบว่า ส่วนที่มันเป็น เส้นใยแข็งน่ะ มันเป็นธาตุดิน ที่ในเนื้อในก้อนเนื้อนั้นก็มีส่วนที่เป็นน้ำ นั่นก็เป็นธาตุน้ำ ในก้อนเนื้อชิ้นนี้ก็มีส่วนที่ระเหยได้ ขยายตัวได้เนี่ยะ เป็นแก๊สเนี่ยะ คือเป็นธาตุลม แล้วในเนื้อที่ยังเป็นๆอยู่เนี่ย มันมีอุณหภูมิมีความร้อนจึงเรียกว่าเป็นธาตุไฟ

นี่ต้องเอากะนที่คุณสมบัติ อย่าเอาง่ายๆเพียงไอ้ปรากฏการณ์ หยาบ ว่าเนื้อแล้วก็เป็นธาตุดิน เลือดแล้วก็เป็นธาตุน้ำ อย่างนี้มันไม่ถูก ถ้าจะพูดให้ถูก อย่างเป็นวิทยาศาสตร์ ก็ต้องที่คุณสมบัติของมัน คุณสมบัติแข็งกินเนื้อที่ก็เป็นธาตุดิน คุณสมบัติเหลว ไหลได้ เกาะตัวกันเกาะกุมกันอยู่เสมอ ก็เรียกว่าธาตุน้ำ ระเหยได้ขยายตัวได้ก็เป็นธาตุลม เผาไหม้ได้ก็เป็นธาตุไฟ

เมื่อเราจะเอาเลือดมา สักชามหนึ่ง แล้วมาพิจารณาดู ก็จะพบว่าในเลือดนั้นน่ะก็มีธาตุดิน คือส่วนที่จะจับตัวกันแข็งเป็นของแข็ง นั่นน่ะ ส่วนนั้นมันเป็นธาตุดิน ส่วนหนึ่งก็เป็นธาตุน้ำ ที่รองรับธาตุดินนั้นอยู่ ในเลือดนั้นมันมีส่วนที่เป็นน้ำ ใส แล้วก็มีเยื่อเนื้อ เป็นตัวเลือด แล้วก็มันมีการระเหย อ่า ขยายตัวซึ่งเป็นธาตุลม แล้วในเลือดชามนั้นมันก็มีอุณหภูมิคือความร้อน ซึ่งเป็นธาตุไฟ

บางทีเราจะดูว่า แม้แต่กระดูกชิ้นหนึ่ง ไอ้ส่วนที่เป็นน้ำมันก็มีอยู่ในกระดูกนั้นน่ะ แต่มันน้อย ส่วนที่เป็นเนื้อแข็งมันมีมาก ส่วนทมี่เป็นแก๊สระเหยได้ในกระดูก ซึ่งเป็นธาตุลมนั้นมันก็มี แล้วกระดูกที่มันของคนเป็นๆ อุณหภูมิเพราะมันมีธาตุไฟ อยู่ในกระดูก อ่า ถ้าพูดกันอย่างละเอียดแล้ว ในก็มีธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมแทรกไปอยู่ในที่ ในทุกๆส่วน ถ้าจะพูดกันง่ายๆ อย่างภาษาง่ายๆก็ชี้ไปที่ว่าเนื้อ เป็นธาตุเนื้อ กระดูกเป็นธาตุดิน เลือดหนองนี่เป็นธาตุน้ำ หรือว่าลมหายใจเป็นธาตุลม หรือว่า อ่า ความร้อน อ่า ไฟ ย่อยอาหารเป็นต้น นี้เป็นธาตุไฟ แล้วก็ถูกเหมือนกันเมื่อพูดกันหยาบๆ

แต่ถ้าพูดกันให้ละเอียดแล้ว มันก็มีเล็งถึงคุณสมบัติ นี่เรารู้กันเสียทีว่าในกายที่ยาวสักวาหนึ่งนี่ มีดินน้ำลมไฟ  ๔ ธาตุ เรื่องร่างกาย ผสมกันรูปนั้นเป็นเนื้อเป็นผมขนเล็บฟันหนัง ผสมกันในรูปนี้ เป็นเลือดเป็นน้ำมูกน้ำลายหนอง ผสมกันรูปนู้น ก็กลายเป็น อ่า ...อากาศ เป็นการ เป็นลมหายใจ ผสมกันอย่างนั้นอย่างนี้ กลายเป็นธาตุไฟ ที่มีความอบอุ่นอยู่ในร่างกาย ดินน้ำลมไฟผสมกันได้ทุกรูปแบบไปอยู่ในรูปแบบที่ต่างๆกัน มองดูให้ดีให้เข้าใจ ดเรื่องดินน้ำลมไฟที่มีอยู่ในร่างกาย ในนี้ก่อน

แล้วทีนี้ก็เลยออกไปถึงอีก ๒ ธาตุ คืออากาศธาตุ กับวิญญาณธาตุ อยากจะพูดถึงวิญญาณธาตุก่อน นี้มันแปลกมันตรงกันข้ามกับ เอ่อ รูปธาตุ มันไม่เหมือนกับดินน้ำลมไฟ มันเป็นธาตุอะไร ก็ยากที่จะเรียก ท่านจึงเรียกว่าวิญญาณธาตุ แปลว่า ธาตุสำหรับจะรู้สึกรู้แจ้ง วิญญาณธาตุแปลว่า ธาตุสำหรับจะทำความรู้สึก เนี่ย อันนี้มันจะเป็นจิตใจ นี้มันเป็น ๕ ธาตุขึ้นมาแล้ว

ทีนี้ทั้ง ๕ ธาตุเนี่ยะ มันอาศัยอยู่ในที่ว่าง ธาตุว่างนั้นน่ะคืออากาศธาตุ ฉะนั้นดูให้เห็น ธาตุทั้ง ๖ ที่ประกอบกันขึ้นเป็นมนุษย์คนหนึ่ง ถ้าดูหยาบๆจะๆไม่เห็นไอ้ธาตุว่าง ไอ้ดินน้ำลมไฟที่ประกอบกันขึ้นเป็นร่างกายนี่ ให้ร่างกายนี้เป็นที่อาศัยแห่งวิญญาณเนี่ยะ อ่า ทั้งร่างกายและวิญญาณ วิญญาณธาตุน่ะ มันอยู่บนที่ว่าง ไอ้เรื่องที่ว่างนี้ ทำให้เกิดปัญหาเถียงกันยุ่งยาก ก็ลองคิดดูว่า ถ้าเอาสิ่งที่มีอยู่นั่นออกเสีย มันก็เหลือที่ว่าง เอาธาตุดินธาตุน้ำธาตุไฟธาตุลมออกไปเสีย มันจะเหลือที่ว่าง อันนั้นก็เป็นธาตุอันหนึ่ง พวกฝรั่งเค้าชอบเรียกไอ้ธาตุว่างนี้ว่า อีเธอร์(ether) จะถูกหรือๆไม่ถูกก็ไม่ทราบ แต่พวกฝรั่งเค้าแปลกันอย่างนั้น เค้แต่เค้าเล็งถึงข้อที่ว่า ไอ้อีเธอร์นั้นน่ะ าเรียกกันอย่างนั้น ถ้าอีเธอร์เป็นตัวเป็นตน อะไรอีก ก็ไม่ใช่ธาตุว่าง  แต่เค้าเล็งถึงข้อที่ว่าไอ้อีเธอร์นั้นน่ะ เป็นที่รองรับสิ่งทั้งปวง ถ้าถามว่าโลกทั้งหมดนี้ตั้งอยู่อยู่บนอะไร เค้าบอกว่าตั้งอยู่บนอีเธอร์ ถ้าถามพวกเราว่าโลกทั้งหมดนี้ตั้งอยู่บนอะไรเราก็ตอบว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง สากลโลกทุกโลกนี่ ตั้งอยู่บนอะไร? เราตอบเขาว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง หรืออวกาศ แต่พวกฝรั่งเค้าแปลคำนี้ว่าอีเธอร์ จึงมักจะพูดว่า ไอ้โลกนี้มันตั้งอยู่บนสิ่งทมี่เรียกว่าอีเธอร์

เราจะไม่มาทะเลาะกัน ในส่วนนี้ เราจะพูดให้มันไปกันได้ว่า ไอ้โลกนี้หรือว่าธาตุทั้งหลายที่เป็นวัตถุนี่ มันต้องตั้งอยู่บนอะไรสักอย่างหนึ่งแหละ เราสมัครจะพูดว่าตั้งอยู่บนที่ว่าง หรือบนความว่าง ทุกอย่างมันตั้งอยู่บนที่ว่าง แม้วัตถุสิ่งของชิ้นหนึ่งๆเนี่ยะ มันต้องมีที่ว่างให้มันตั้ง ไม่มีที่ว่างให้มันตั้ง ก็ตั้งไม่ได้ ไอ้ที่ว่างเนี่ยะมีความหมายมาก ไปทางภาษาคนภาษาธรรม มีความหมายเข้าใจยาก ค่อยๆศึกษากันต่อไป เดี๋ยวนี้พูดเป็นเรื่อง วัตถุ เป็นเรื่องเกี่ยวกับวัตถุ มันต้องเป็นที่ว่างมันจึงจะมีอะไรวางลงไปได้ ถ้ามันมีอะไรอยู่ก่อนแล้ว มันก็วางลงไม่ได้

หรือว่าเราจะไปอยู่ในบ้านในเรือนน่ะ ห้องนั้นมันก็ต้องว่าง เราจึงจะเขไปอยู่ได้ ก็จะเอาน้ำใส่ลงไปในขวด ขวดนั้นมันต้องว่าง น้ำมันจึงจะลงไปได้ ที่นี้ดเราทำไมทำไมจึงไม่มอง ว่า ทุกสิ่งมันต้องตั้งอยู่บนที่ว่างหรือบนความว่าง ในที่นี้ก็ให้มองไปในทางที่ว่า ดินน้ำลมไฟ ๔ ธาตุที่ประกอบเป็นร่างกายเรามันต้องตั้งอยู่บนที่ว่างหรือความว่าง ที่เรียกในที่นี้ว่าอากาศธาตุ

เมื่อมีที่ว่างให้ตั้ง ดินน้ำลมไฟมันก็ตั้ง เมื อดินน้ำลมไฟมันก็ตั้งแล้ว มันก็ปรุงกันเข้าประชุมกุมกันเข้า ปรุงกันเข้า อ่า เพื่อให้เป็นรูปกายนี่ เพื่อให้มันเป็นรูปกาย เมื่อมันเป็นรูปกาย สูงขึ้นถึงเป็นระบบประสาท ...

https://youtu.be/MZeQG-svwsw?si=YZBmEp74832kCMQw