17 ก้าวขั้นทางจิตบังเกิดขึ้นในตอนนี้ ขณะที่คุณเฝ้าดูรายการนี้, พุทธอภิธรรม
The 17 Mental Steps Happening Right Now as You Watch This,
Buddhism Abhidhamma
https://youtu.be/IKJ35WVy-Ok?si=D9VTXKXlHsRN9su4

สถาปัตยกรรม แห่ง จิต (The
Architecture of mind)
ในตอนนี้,
ในเวลาที่มันได้นำคุณมาอ่านประโยคนี้, จิตของคุณได้ทำอะไรบางอย่างไปแล้วอย่างรวดเร็วมาก,
ซ้ำๆมาก, และมองไม่เห็นได้อย่างสิ้นเชิงต่อคุณ ที่เกือบจะไม่มีใครบนโลกนี้รู้ว่ามันกำลังบังเกิดขึ้น.
ทุกหนึ่งครั้งที่คุณมองเห็นใบหน้าหนึ่ง, ได้ยินชื่อหนึ่ง,
รู้สึกว่าโทรศัพท์ของคุณได้ดังหึ่งขึ้นในกระเป๋าของคุณ, จิตของคุณวิ่งผ่านไปอย่างชัดเจนถึง
17 ก้าวลำดับขั้นตอน. มีอยู่อย่างชัดเจนของสองประตู ที่คุณได้ผ่านเข้าไปในประสบการณ์รับรู้ทั้งปวงของความเป็นจริง
เข้าไปยังจิตของคุณ. ไม่ใช่ 5, ไม่ใช่ 10. แค่ 2 ประตู. (Right now, in the time it took
you to read this sentence, your mind has already done something so fast, so
repetitive, and so utterly invisible to you that almost nobody on Earth knows
it’s happening. Every single time you
see a face, hear a name, feel your phone buzz in your pocket, your mind runs
through an exact 17-step sequence. There are exactly two doors through which
you entire experience of reality enters your mind. Not 5, not 10. Two.)
ห้า - ประตู
และ จิต - ประตู (Five-door and mind-door)
ประตูแรกได้ถูกเรียกว่า
ปัญจะทวารา วิถี, กระบวนการห้า-ประตู. นี่คือทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านมาทางตา,
หู, จมูก, ลิ้น และร่างกายของคุณ. ทุกภาพ, ทุกเสียง,
ทุกกลิ่น, รส, และสัมผัส ที่คุณได้เคยมีประสบการณ์รับรู้ในชีวิตของคุณ,
ทั้งหมดถูกส่งผ่านช่องทางในหมวดหนึ่งหมู่นี้, เพียงแต่แยกออกเป็นห้าหนทาง
พึ่งพาอยู่กับประตูทางกายภาพที่มันได้ผ่านเข้าไป. กระบวนการประตู-ตา,
กระบวนการประตู-หู, กระบวนการประตู-จมูก, กระบวนการประตู-ลิ้น,
กระบวนการประตู-กาย. (The
first is called Pañcadvāra-vīthi 1, the
five-door process. This is everything that arrives through your eyes, your
ears, your nose, your tongue, and your body. Every sight, every sound, every
smell, taste, and touch you have ever experienced in your life, all funneled
through this one category, just split five ways depending on which physical
door it entered through. The eye-door process, the ear-door process, the nose-door
process, the tongue-door process, the body-door process.)
1 ปัญจทวารวิถี
(Pañcadvāra-vīthi)
ในทางพระอภิธรรม หมายถึง วิถีจิตที่เกิดขึ้นรับรู้อารมณ์ผ่านทางทวารทั้ง
5 (ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และกาย)
ลำดับการทำงานของจิตในปัญจทวารวิถี
(รวม 14
ขณะจิต)
เมื่อรูปภายนอกมากกระทบกับประสาทสัมผัสทั้ง
5
จะมีกระบวนการไหลของจิต (วิถีจิต) เกิดขึ้นตามลำดับ ดังนี้:
1.
อตีตภวังค์ (ภวังค์ที่ล่วงไปแล้ว - 3 ขณะจิต)
2.
ภวังคจลนะ (ภวังค์ไหวตัว - 1 ขณะจิต)
3.
ภวังคุปัจเฉท (ภวังค์ขาดตอนลง - 1 ขณะจิต)
4.
ปัญจทวาราวัชชนจิต (จิตคำนึงถึงอารมณ์ที่มาปรากฏทางทวารทั้ง 5 - 1 ขณะ)
5.
ทวิปัญจวิญญาณ (จิตที่ทำหน้าที่เห็น, ได้ยิน, ได้กลิ่น,
ลิ้มรส, หรือสัมผัส - 1 ขณะ)
6.
สัมปฏิจฉันนจิต (จิตรับอารมณ์ต่อจากทวิปัญจวิญญาณ - 1 ขณะ)
7.
สันตีรณจิต (จิตไต่สวนหรือพิจารณาอารมณ์นั้น - 1 ขณะ)
8.
โวฏฐัพพนจิต (จิตกำหนดตัดสินอารมณ์ - 1 ขณะ)
9.
ชวนจิต (จิตเสพรับอารมณ์ ทำกรรมหรือกุศล/อกุศล/กิริยา - 7 ขณะ)
10.
ตทาลัมพณจิต (จิตหน่วงอารมณ์ต่อจากชวนจิต - 2 ขณะ
เกิดขึ้นเฉพาะในบางกรณี)
ลักษณะสำคัญ
- อารมณ์ที่รับรู้:
มีเฉพาะ "รูปปรมัตถ์"
เท่านั้นเป็นอารมณ์ (เช่น เห็นแค่สี, ได้ยินแค่เสียง
โดยยังไม่คิดนึกเป็นเรื่องราว)
- ความแตกต่างจากมโนทวารวิถี:
ปัญจทวารวิถีเป็นการรับสัมผัสทางกายภาพทั้ง 5 ครั้งแรก
ก่อนที่เรื่องราวหรือความคิดจะถูกส่งต่อไปประมวลผลต่อใน มโนทวารวิถี
(วิถีจิตทางใจ)
ประตูที่สองได้ถูกเรียกว่า
มโนทวาร วิถี, กระบวนการจิต-ประตู. นี้คือทุกสิ่งที่ไม่ได้มาจากภายนอกแต่อย่างใดเลย.
ความทรงจำทั้งหลายของคุณ, จินตนาการทั้งหลายของคุณ, ความหมายที่คุณได้ยึดติดอยู่กับ”คำ”ที่ใครบางคนเพิ่งได้พูด,
แผนการที่คุณได้กำลังสร้างขึ้นเงียบๆอยู่ในหัวของคุณในตอนนี้. (The second is called Manodvara Vithi2, the
mind-door process. This is everything that doesn’t come from outside at all.
Your memories, your imagination, the meaning you attach to a word someone just said,
the plan you’re quietly building in your head right now.)
2 Mano-dvara-vithi
(บาลี: Manodvāravīthi)
หรือในภาษาไทยคือ มโนทวารวิถี คือ กระบวนการหรือทางเดินของวิถีจิตที่เกิดขึ้นเพื่อรับรู้และนึกคิดอารมณ์
(สิ่งรับรู้) ทางใจโดยตรง ไม่ต้องผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 (ตา หู จมูก ลิ้น กาย) เหมือนกับปัญจทวารวิถี
ตามหลักพระอภิธรรมในพระพุทธศาสนา
มโนทวารวิถีมีรายละเอียดและลักษณะการทำงานที่สำคัญดังนี้ครับ:
1. ลำดับการเกิดของวิถีจิตทางใจ
เมื่อจิตพ้นจากภวังค์
(จิตไร้สำนึกที่ทำหน้าที่สืบต่อภพชาติ) จิตจะไหวตัวและตัดกระแสภวังค์ลง
จากนั้นจะเกิด "วิถีจิต" ทำงานสืบต่อกันตามลำดับดังนี้:
1.
ภวังคจลนะ – ภวังค์ไหวตัวเมื่อมีอารมณ์มากระทบ
2.
ภวังคุปัจเฉทะ – ภวังค์ขาดจากอารมณ์เก่า
3.
มโนทวาราวัชชนจิต (1 ขณะ) – จิตที่ทำหน้าที่พิจารณาหรือรำพึงถึงอารมณ์ใหม่ที่มาปรากฏทางใจ
4.
ชวนจิต (7 ขณะ) – จิตที่ทำหน้าที่เสพและเสวยอารมณ์ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดบุญหรือบาป
(กุศล หรือ อกุศล)
5.
ตทาลัมพณจิต (2 ขณะ) – จิตที่บันทึกหรือรับอารมณ์ต่อจากชวนะ
(จะเกิดเฉพาะกรณีที่อารมณ์ชัดเจนมาก)
เนื่องจากมโนทวารวิถีไม่ต้องรับการกระทบจากรูปภาพหรือเสียงผ่านประสาทตาหรือหูโดยตรง
จึงไม่มี "อตีตภวังค์" (ภวังค์ที่ล่วงไปก่อนอารมณ์กระทบ)
เหมือนทางปัญจทวารวิถี
2. ประเภทของมโนทวารวิถี
มโนทวารวิถีสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ตามลักษณะการรับอารมณ์ คือ:
- 1. สุทธมโนทวารวิถี: เป็นวิถีจิตที่รับอารมณ์ทางใจโดยตรงล้วน
ๆ เช่น การนึกถึงเรื่องในอดีต การวางแผนอนาคต ความฝัน การคิดพิจารณาธรรม
หรือคิดสูตรคำนวณต่าง ๆ โดยไม่ได้มีสิ่งเร้าจากภายนอกมากระทบในขณะนั้น
- 2. ตทนุวัตติกมโนทวารวิถี (หรือ อนุพันธกมโนทวารวิถี):
เป็นวิถีจิตทางใจที่เกิดสืบต่อจากปัญจทวารวิถีทันที เนื่องจากเวลาเราตาเห็นรูปหรือหูได้ยินเสียง
ปัญจทวารวิถีจะรับรู้สิ่งนั้นเพียงแวบเดียวและดับไปอย่างรวดเร็ว
มโนทวารวิถีชุดนี้จะทำหน้าที่เข้ามารับช่วงต่อเพื่อประมวลผล ตีความ
และแปลความหมายสภาวะเหล่านั้นออกมาเป็นรูปร่าง รูปลักษณ์ และชื่อเรียก
(บัญญัติ) ให้เราเข้าใจว่าสิ่งที่เราเห็นหรือได้ยินคืออะไร

กระบวนการห้า-ประตูทั้งหลายยื่นโลกมาให้คุณในตอนนี้.
กระบวนการจิต-ประตูทั้งหลาย คือที่ซึ่งคุณในความจริงคิดเกี่ยวกับอะไรที่โลกได้ยื่นมาให้คุณ.
สอง ประตู. นั่นคือสถาปัตยกรรมทั้งปวง. ทุกสรรพสิ่งที่ได้เคยบังเกิดขึ้นในจิตของคุณ
ตั้งแต่วันที่คุรได้กำเนิดมา ได้ผ่านเข้ามาหนึ่งในสองประตูเหล่านี้. (Five door processes hand you the
world raw. Mind-door processes are where you actually think about what the
world handed you. Two doors. That’s entire architecture. Everything that has
ever happened in your mind since the day you were born has come through one of
those two.)
ความหลากหลายในกระบวนการ (Variations
in process)

และนี่คือส่วนนั้นเกือบทั้งหมดที่ไม่มีใครรู้.
แต่ละหนึ่งในเหล่านี้ไม่ได้เป็นแค่ลำดับขั้นตอนที่ตายตัวเพียงหนึ่งเดียว. กระบวนการห้า-ประตูตามลำพังได้แยกกันออกไปเป็น
75 ความหลากหลายแยกจากันพี่งพาอยู่กับว่าแข็งแรงอย่างไร, ชัดแจ้งอย่างไรและใกล้อย่างไรต่อวัตถุนั้นเป็น
เมื่อมันได้ชนปะทะกับคุณ. ใบหน้าเดิมที่ชัดเจนได้ถูกเห็นในแสงฃสว่างฃดเจิดจ้าสำหรับการถูกมองเห็นในหนึ่งวินาทีแยกจากกันในความมืดวิ่งผ่านกระบวนการคิดที่แตกต่างกันอย่างสมบูรณ์สิ้น,
นี่ไม่ใช่ในเชิงอุปมาอุมัย, เชิงโครงสร้างที่แตกต่างกันด้วยจำนวนที่แตกต่างกันของก้าวขั้นทั้งหลายทางจิตใจ.
(And
here’s the part almost nobody knows. Each one of these isn’t just one fixed
sequence. The five-door process alone splits into 75 separate variations
depending on how strong, how clear and how close the object is when it hits
you. The exact same face seen in bright light for seen for a split second in
the dark runs through a completely different thought process, not
metaphorically, structurally different with a different number of mental steps.)

ในวิดีโอวันนี้,
เรากำลังจะนำมาเพียงแค่หนึ่งใน 75 เหล่านั้น, ที่อันแข็งแรงที่สุด,
กระจ่างแจ้งที่สุด, สมบูรณ์ที่สุดที่มีอยู่. มันถูกเรียกว่า อติมหันตารมณ์ วิถี,
กระบวนการคิดทางวัตถุที่ยิ่งใหญ่เป็นที่สุดที่ยิ่งใหญ่มาก ดำเนินไปผ่านจักษุทวาร/ตา-ประตู,
และอย่างกระจ่างชัดที่มันได้มี 17 ชั่วขณะทั้งหลายขึ้น, แต่ละอันกับหนึ่งชื่อ,
แต่ละอันกับหนึ่งงานหน้าที่, แต่ละอันได้หายไปในทันทีเมื่อมันได้ทำงานของมันเสร็จแล้ว.
นี้คือแบบฉบับเต็ม, ภาพที่สมบูรณ์สิ้นมากที่สุดที่ระบบนี้ได้เคยระบายสีของหนึ่งชั่วขณพะในการมองเห็น.
เมื่อใดที่คุณเข้าใจอันนี้, ทุกรูปแบบอื่นทั้งหลาย, อันที่อ่อนกว่าทั้งหลาย, จิต-ประตูอื่นทั้งหลาย,
ทั้งหมดของ 75 อันของพวกเขา, ก็กลายเป็นง่ายดายเพราะพวกเขาทั้งหมดแค่แบบฉบับทั้งหลายที่สั้นกว่า
หรือเงียบกว่า อะไรที่คุณกำลังจะได้เห็นในฉบับเต็มเปี่ยม. เรามาย่อยมันลงไปกัน.(In
today’s video, we’re taking just one of those 75, the strongest, clearest, most
complete one that exists. It’s called the Atimahantarammana Vithi3, the
extremely great object thought process running through the eye door, and it has
exactly 17 mind moments, each one with a name, each one with a job, each one
disappearing the instant it’s done its work. This is the full version, the most
complete picture this system ever paints of a single moment of seeing. Once you
understanding this one, every other version, the weaker ones, the mind-door
ones, all 75 of them, becomes easy because they’re all just shorter or quieter
versions of exactly what you’re about to see in full. Let’s break it down.)
3 Atimahantarammana
Vithi (อติมหันตารมณ์วิถี)
คือ กระบวนการทำงานของจิต (วิถีจิต) ทางปัญจทวาร (ตา หู จมูก ลิ้น กาย)
ในการรับรู้ "อารมณ์ที่ใหญ่ยิ่งหรือเด่นชัดมากเป็นพิเศษ" ซึ่งเป็นหลักคำสอนที่ถูกอธิบายไว้อย่างละเอียดใน
พระอภิธรรม
(คัมภีร์อภิธัมมัตถสังคหะ ปริจเฉทที่ 4)
คำว่า "อติมหันตารมณ์"
มาจากคำบาลี 3
คำรวมกัน คือ:
- อติ = ยิ่ง, เกิน, ล่วง
- มหันต = ใหญ่, มาก
- อารมณ์ = สิ่งที่จิตยึดหน่วง (รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส)
เมื่อเกิดวิถีจิตประเภทนี้
จิตจะดำเนินกระบวนการครบถ้วนเต็มวงจรตั้งแต่ต้นจนจบสิ้นกระบวนการรับรู้อารมณ์
เนื่องจากอารมณ์มีความเด่นชัดเข้มข้นสูงสุด (เช่น ภาพที่เห็นชัดเจนมาก แสงจ้ามาก
หรือเสียงที่ดังชัดเจนมาก) โดยอายุของรูป (รูปารมณ์) จะมีอายุเท่ากับ 17 ขณะจิตพอดี
ลำดับขั้นตอนการเกิดจิตในอติมหันตารมณ์วิถี
(17
ขณะจิต)
เมื่อมีอารมณ์มากระทบ
จิตจะหลุดจากภวังค์แล้วเกิดดับต่อเนื่องกันเป็นลำดับดังนี้:
1.
อตีตภวังค์ (ภวังค์ที่ล่วงไป 1 ขณะหลังจากอารมณ์มากระทบ)
2.
ภวังคจลนะ (ภวังค์ไหวตัวเนื่องจากโดนอารมณ์รบกวน)
3.
ภวังคุปัจเฉท (ภวังค์ขาดจากอารมณ์เก่า เพื่อเตรียมรับอารมณ์ใหม่)
4.
ปัญจทวาราวัชชนะ (จิตที่พิจารณาอารมณ์ใหม่ที่มากระทบทวาร)
5.
ปัญจวิญญาณ (จิตที่ทำหน้าที่เห็น, ได้ยิน, รู้กลิ่น,
รู้รส หรือรู้สัมผัส)
6.
สัมปฏิจฉันนะ (จิตทำหน้าที่รับอารมณ์ต่อจากปัญจวิญญาณ)
7.
สันตีรณะ (จิตทำหน้าที่ไตร่ตรองและพิจารณาอารมณ์)
8.
โวฏฐัพพนะ (จิตทำหน้าที่ตัดสินอารมณ์ว่าดีหรือไม่ดี)
9.
ชวนจิต ขณะที่ 1 (จิตที่เสพเนื้อหาอารมณ์ เป็นกุศล หรือ อกุศล)
10.
ชวนจิต ขณะที่ 2
11.
ชวนจิต ขณะที่ 3
12.
ชวนจิต ขณะที่ 4
13.
ชวนจิต ขณะที่ 5
14.
ชวนจิต ขณะที่ 6
15.
ชวนจิต ขณะที่ 7 (ชวนจิตจะเกิดดับต่อเนื่องกัน 7 ขณะเสมอ)
16.
ตทาลัมพนะ ขณะที่ 1 (จิตที่รับอารมณ์ต่อจากชวนะ เก็บตกอารมณ์ที่ยังเหลืออยู่)
17.
ตทาลัมพนะ ขณะที่ 2 (อารมณ์นั้นดับลงพอดีในขณะนี้ แล้วจิตก็ตกสู่วิถีภวังค์ตามเดิม)
จุดเด่นของอติมหันตารมณ์วิถี
วิถีจิตประเภทนี้จะสิ้นสุดลงที่ "ตทาลัมพณวาระ" เสมอ (คือมีตทาลัมพนะเกิดขึ้น
2
ขณะปิดท้าย) แตกต่างจากวิถีอื่น ๆ เช่น มหันตารมณ์วิถี ที่สิ้นสุดแค่ชวนจิต
(ชวนวาระ) เนื่องจากอารมณ์มีกำลังไม่แรงพอ หรือดับไปก่อนที่ตทาลัมพนะจะเกิด

จิต, วัตถุ, และ จังหวะเวลา (Mind,
matter. And timing)
ก่อนที่เราสามารถเดินผ่านทั้ง
17, เราจำเป็นต้องเข้าใจถึงดินที่พวกเขาได้เติบโตขึ้นมา. สองสิ่งในระบบนี้ไม่เคยได้นั่งอยู่นิ่งๆ,
จิต และ สสารวัตถุ. (Before
we can walk through the 17, we need to understand the soil they grow out of.
Two things in this system never sit still, Mind and Matter.)

ทั้งคู่ไปผ่านสามช่วงระยะ,
การอุบัติขึ้น, การคงอยู่, และการดับสลาย. ช่วงระยะนี้สั้นมากอย่างยิ่ง
พวกเขาถูกเรียกว่าขณะ, ความรีบด่วน. และนี่คือความไม่สมมาตรอันแปลกประหลาดที่เป็นรากฐานของสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด.
ชั่วขณะหนึ่งของจิต, หนึ่งชั่วขณะจิต, อยู่ได้ที่สุดน้อยกว่าหนึ่งในแสนของเวลาที่มันใช้ในการกระพริบตาของคุณ.
แต่เป็นเพียงหน่วยย่อยหน่วยเดียวของสสารทางกายภาพ, แต่เป็นเพียงหน่วยย่อยหน่วยเดียวของสสารทางกายภาพ,
รูป กลาปะ, คงอยู่เป็นเวลา 17 ขณะจิตพอดี
ก่อนที่จะดับสลายไปและมีขณะจิตใหม่เกิดขึ้นมาแทนที่. นั่นไม่ใช่ภาษาเชิงกวีอุปมา,
แต่มันคือหน่วยวัดตามตัวอักษรที่ระบบนี้ทั้งหมดใช้ทำงานต่างหาก. (Both
pass through three phrases, arising, persisting, dissolving. These phases are
so brief they’re called khanas, instance. And here’s the strange asymmetry at
the foundation of all this. A single moment of mind, a chitta, lasts less than
a hundred thousandth of the time it takes to blink your eyes. But a single unit
of physical matter, a Rupa kalapa4, lasts
exactly 17 of those mind moments before it dissolves and a new one takes its
place. That’s not poetic language; that’s the literal unit measurement this
entire system runs on.)
4 รูปกาลาปะ
(บาลี: รูปกลาปะ / Rūpakalāpa) แปลว่า
"กลุ่มรูป" หรือ "มัดของสสาร/รูปธรรม"
ความหมายและการอธิบาย
- รูปะ
(Rūpa): แปลว่า รูป, สสาร, หรือปรากฏการณ์ทางกายภาพ
- กาลาปะ
(Kalāpa): แปลว่า มัด, กลุ่ม, หรือการรวมตัวกัน
ในพระพุทธศาสนาเถรวาด (อภิธรรม) รูปกาลาปะ หมายถึง
หน่วยที่เล็กที่สุดของสสารหรือรูปธรรม
ซึ่งไม่สามารถแยกย่อยหรืออยู่โดดเดี่ยวตามลำพังได้
แต่เกิดจากการรวมตัวกันของรูปพื้นฐานหลายชนิด (เช่น มหาภูตรูป 4 และอุปาทายรูป) กลายเป็นกลุ่มอนุภาคขนาดเล็กที่เกิดขึ้น ตั้งอยู่
และดับไปอย่างรวดเร็ว
จิตเป็นนาฬิกาจับเวลา
, สสารวัตถุคืออะไรที่ถูหกจับเวลา, และมีบางอย่างอื่นอีกเป็นที่สำคัญเช่นนั้น.
วัตถุไม่เคยกระทบต่อการรับรู้ของเราในทันทีที่มันเกิดขึ้น. มันกระทบเข้ากับประตูประสาทสัมผัสเท่านั้นในหนึ่งชั่วขณะจิตเต็มๆได้ผ่านเลยไปทันทีที่มันผุดขึ้นมา,
ซึ่งหมายถึงว่า, นุ่งลงอยู่ที่นี้แค่หนึ่งวินาที,
ที่คุณไม่เคยได้รับรู้ถึงการปรากฏนั้น. เมื่อถึงเวลาตอนที่สิ่งใดได้มาถึงคุณ,
มันก็ได้, ในทางเทคนิค, อยู่ในอดีตของมันเองไปแล้ว. (Mind is the stopwatch, matter is
what gets timed, and there’s something else just as important. The object never
strikes your awareness at the very instant it’s born. It strikes your sense
door only after one full mind moment has already passed since it arose, which
means. and sit with this for a second, you are never, ever perceiving the
present. By the time anything reaches you, it’s already, technically, in its past.)
กระทั่งประสาทสัมผัสที่สดใหม่ที่สุด,
บริสุทธิ์ที่สุดของคุณในตอนนี้ก็เป็นครึ่งขั้นก้าวอยู่ด้านหลังของความเป็นจริง.
จิตของคุณอยู่ในสภาวะพักผ่อนก่อนที่ใดๆจะบังเกิดขึ้นนี้ ได้ถูกเรียกว่าภวังค์คะ,
ความต่อเนื่องชีวิต. ไม่ใช่ไร้จิตสำนึก. คุณยังมีชีวิต. จิตของคุณยังทำงานอยู่,
แค่ไม่ได้เชื่อมต่อกับโลกภายนอก, มันทกำลังทำงานไปด้วยเชื้อเพลิงของตนเอง, ความทรงจำได้เชื่อมต่อกับอะไนบางอย่างที่คุณครั้งหนึ่งได้เป็น,
สัญญาณหนึ่งที่กระทำ, หรือสัญญาณของที่ซึ่งคุณได้ถูกมุ่งหน้าไปครั้งหน้า. คุณมีความตระหนักรู้ที่เป็นศูนย์นี้กำลังบังเกิดอยู่
นั่นอยู่ในสภาวะพักหน้าจอ. (Even
your freshest, purest sense of right now is a half-step behind reality. Your
mind’s resting state before any of this happens is called Bhavanga5, the
life-continuum. Not unconsciousness, You’re alive. Your mind is active, just not
engaged with the outside world, it’s running on its own fuel, a memory
connected to something you once did, a sign of that act, or a sign of where
you’re headed next. You have zero awareness this is happening. It’s the
screensaver state.)
5 ภวังคะ
หรือ ภวังคจิต (Bhavanga-citta) ในทางพระพุทธศาสนา
(โดยเฉพาะในคัมภีร์อภิธรรม) หมายถึง องค์แห่งภพ หรือ จิตที่ทำหน้าที่สืบต่อและดำรงภพชาติความเป็นบุคคลนี้ไว้
เปรียบเสมือน "จิตพื้นฐาน"
หรือกระแสจิตเดิมของชีวิตที่ไม่รับรู้อารมณ์ภายนอก
ลักษณะและการทำงานของภวังคจิต
- เป็นจิตในยามปกติหรือยามหลับสนิท:
เป็นสภาวะที่จิตไม่ได้ส่งออกไปรับรู้อารมณ์ (สิ่งเร้า) ทางตา หู จมูก ลิ้น
กาย หรือใจ (ถ้าเปรียบเทียบกับภาษาพูดทั่วไป คำว่า
"ตกอยู่ในภวังค์" จึงหมายถึงภาวะที่ใจเหม่อลอย
ไม่รับรู้สิ่งรอบข้างชั่วคราว)
- ทำงานสลับกับวิถีจิต:
- เมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบ
(เช่น เห็นภาพ ได้ยินเสียง) ภวังคจิตจะหยุดลง แล้ว "วิถีจิต" (จิตที่ทำหน้าที่รับรู้และคิดปรุงแต่งทางทวารทั้ง
6) จะเกิดขึ้นมารับช่วงต่อ
- เมื่อวิถีจิตรับรู้อารมณ์เสร็จสิ้นแล้ว
จิตจะตกลงสู่กระแสภวังคจิตอีกครั้ง วนเวียนสลับกันไปตลอดชีวิต
- ดำรงความเป็นชีวิต:
ภวังคจิตทำหน้าที่สืบต่อความทรงจำ อุปนิสัย
และความต่อเนื่องของชีวิตจากวินาทีแรกเกิด (ปฏิสนธิจิต)
ไปจนถึงวินาทีสุดท้ายก่อนตาย (จุติจิต)
หากขาดภวังคจิตหรือภวังคจิตขาดตอนลงเมื่อใด ก็คือการสิ้นชีวิต
สามก้าวขั้นตอนแรก (The first
three steps)
เครื่องจักรเปิดทำงานอยู่,
มันแค่ไม่ได้กำลังทำงานที่คุณได้นำเอามันมาเพื่อทำ. ใบหน้าหนึ่งเข้ามาในสนามการเห็นของคุณ.
17 ก้าวขั้นตอนวิ่งผลัดเริ่มต้น. ชั่วขณะที่หนึ่ง, ภวังค์คะ อดีต, ความเนื่อง-ชีวิตของอดีต.
นี่คือภวังคจิตสุดท้ายที่เกิดขึ้น ก่อนที่จะมีสิ่งใดได้ถูกลงทะเบียน/รับรู้.
มันไม่ได้มีปฏอิกิริยาต่อวัตถุใหม่ใดๆเลย.
(The machine is on. It just isn’t doing the job you brought
it for. Now. A face enters your field of vision. The 17-step relay begins. Moment
one, Atitha Bhavanga6, the Past
Life-Continuum. This is the very last bhavanga mind to run before anything has
registered. It doesn’t react to the new object at all.)

6 Atitha
Bhavanga (บาลี: อตีตภวังค์ แปลว่า
"ภวังค์ที่ล่วงแล้ว" หรือ "ภวังค์ที่ผ่านไป") คือ ภวังคจิตในขณะที่รูปารมณ์หรืออารมณ์ภายนอก
(เช่น แสง สี เสียง) เกิดขึ้นและเข้ามากระทบกับปสาทรูป (ประสาทรับรู้ เช่น ตา หู) แต่ในขณะนั้นจิตยังคงทำหน้าที่รักษาภพชาติ
(เป็นกระแสภวังค์) และยังไม่ขึ้นสู่วิถีจิตเพื่อรับรู้อารมณ์ใหม่
ในทางพระอภิธรรม
การทำงานของจิตเมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบ (ในปัญจทวารวิถี)
จะมีการทำงานของภวังคจิต 3 ขณะแรกเพื่อตัดกระแสภวังค์เดิม ดังนี้
ลำดับกระแสภวังค์ก่อนขึ้นวิถีจิต
1.
อตีตภวังค์ (Atitha
Bhavanga): จิตในขณะที่อารมณ์ภายนอกเกิดและกระทบประสาทรับรู้
จิตดวงนี้ยังนิ่งอยู่และผ่านไปโดยที่ยังไม่รับรู้อารมณ์ใหม่
(ใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการนับอายุของรูป ซึ่งรูปธรรมจะมีอายุสั้นมากเท่ากับ 17
ขณะจิตดวงนี้)
2.
ภวังคจลนะ (Bhavanga
Calana):
ภวังคจิตดวงต่อมาที่เกิดการไหวตัวหรือสั่นคลอน
เพราะเริ่มได้รับแรงกระทบจากอารมณ์ใหม่
3.
ภวังคุปัจเฉทะ (Bhavanga
Upaccheda): ภวังคจิตดวงสุดท้ายที่ทำหน้าที่ตัดกระแสภวังค์เดิมอย่างเด็ดขาด
เพื่อเปิดทางให้วิถีจิตดวงถัดไป (เช่น ปัญจทวาราวัชชนจิต)
เกิดขึ้นมารับรู้อารมณ์ใหม่นั้นอย่างเต็มตัว
สรุปแบบเข้าใจง่าย: อตีตภวังค์ ก็คือ "เสี้ยวเวลาแรกสุดที่อารมณ์ภายนอกวิ่งเข้ามาแตะประสาทรับรู้ของเรา" แต่จิตในขณะนั้นยังไม่รู้สึกตัวหรือยังไม่ได้หันไปมองอารมณ์นั้น
เนื่องจากยังจมอยู่ในกระแสภวังค์เดิมอยู่ นั่นเอง
มันคืออันที่เงียบสงบก่อนที่สัญญาณปลุกเตือนจะแผดเสียงขึ้น.
ตำราทั้งหลายระบุดเฉพาะไว้กับเรื่องนี้. ถ้ารูปได้เกิดขึ้นแค้หนึ่งชั่วขณะจิตก่อนหน้าหรือหลังจากนั้น,
ภวัคจิตนี้ในตัวมันเองก็น่าจะได้ถุกรบกวน. จังหวะเวลาเพียงลำพังตัดสินใจวาสจิตไหนที่ต้องถูกเป็นอันที่ได้พลาดมันไป. (It’s the calm one second before
the alarm goes off. The texts are specific about this. Had the form struck just
one mind moment earlier or later, this bhavanga itself would have been the one
disturbed. Timing alone decides which mind gets to be the one that missed it.)
ชั่วขณะที่สอง,
ภวังค์คะ จลนะ, การสั่นสะเทือนของ ความเนื่อง-ชีวิต. อรรถกถาโบราณ
บรรยายถึงสิ่งนี้ตามตัวอักษรว่าเป็นเช่นความสั่นสะเทือน. จิตที่นอนพักอยู่อย่างสงบได้ถูกเข่าสั่นโดยแรกกระแทก.
นี้คือในทันทีที่ระบบลงทะเบียนทั้งหลายของคุณได้รับรู้ว่ามีบางอย่างกำลังบังเกิดด้วยข้อมูลยังเป็นศูนย์เกียวกับอะไรนั้น.
(Moment two, Bhavanga Calana, the
vibrating life continuum. The old commentaries describe this literally as a
trembling. Your default resting mind gets shaken by the impact. This is the
instant your system registers something is happening with zero information yet
about what.)

ชั่วขณะที่สาม,
ภวังค์คะ อปัจเฉทะ, ความเนื่อง-ชีวิตที่ถูกจับกุม. การตัด. กระแสธารที่หยุดพักได้ถูกตัดขาดอย่างรุนแรงสมบูรณ์.
คุณในตอนนี้โดยโครงสร้างได้ปราศจากนักบินอัตโนมัติแล้ว.นี่คือรูปภาพที่น่าจะทำให้เรื่องลงจอดสู่พื้นดินได้.
คุณดื่มด่ำอยู่ในหนังสือดีๆเล่มหนึ่ง, ซึมซาบอย่างเต็มที่, และใครบางคนเรียกชื่อของคุณาจากอีกห้องอื่น.
ตอนแรกไม่มีอะไร. คุณไม่ได้มีปฏิกิริยา. ภวังค์คะ อดีต, จิตนั้นที่ได้พลาดมันไป. และแล้ว, แวบหนึ่ง. บางอย่างเปิดออกอ.
คุณไม่รู้ว่าอะไรกระนั้น. ภวังค์คะ จลนะ, ความสั่นสะเทือน. และแล้ว, มนตร์สะกดได้ถูกทำลายลงสมบูรณ์สิ้นเชิง.
คุณออกจากจากหนังสือนั่น. ภวังค์คะ
ปัจเจทะ, การตัด. สามชั่วขณะ, และประสบการณรับรู้สำนึกจิตของคุณต่อใบหน้านั้นก็ยังไม่ได้กระทั่งเริ่มต้นขึ้นเลย. (Moment three, Bhavanga
Upaccheda, the arrested life continuum. The cut. The resting stream is severed
completely. You are now structurally out of autopilot. Here’s an image that
might make this land. You’re deep in a good book, fully absorbed, and someone
calls your name from another room. First nothing. You don’t react. Avitha
Bhavanga, the mind that missed it. Then, a flicker. Something’s off. You don’t
know what yet. Chalana, the vibration. Then, the spell breaks completely.
You’re out of the book. Apaccheda, the cut. Three moments down, and your
conscious experience of that face hasn’t even started.)
การผูกพันและการสอบสวน (Engagement
and the investigation)
ในตอนนี้,
การผูกพันอันแม้จริงกันก็เริ่มต้นขึ้น. จิตทั้งห้าอันเชี่ยวชาญเฉพาะอย่างสูง,
แต่ละกับหนึ่งงานหน้าที่อันชัดเจน, ต่างฝ่ายต่างส่งทอดต่อกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ,
และไม่มีใครคอยสั่งการเรื่องนี้ดเลย. ไม่มีตัวตน, ไม่มีผู้ควบคุม, ไม่มีผู้ปฏิบัติการตัวเล็กๆกำลังนั่งอยู่เบื้องหลังดวงตาของคุณคอยดึงคันบังคับ.
เราจะย้อนกลับมายังที่ว่า ทำไมนั่นถึงเป็นเหตุสำคัญ. (Now,
the real engagement begins. Five highly specialized minds, each with exactly
one job, each handling off perfectly to the next, and nobody is directing this.
No self, no controller, no little operator sitting behind your eyes pulling
levers. We’ll come back to why that matters.)

ชั่วขณะที่สี่,
ปัญจทวาร วัจจนะ - จิตที่ทำหน้าที่รับรู้อารมณ์ทางทวารทั้ง 5, ห้าประตูหันอารมณ์รับรู้,
งานเพียงอย่างเดียวของมันคือ, หันเหความสนใจไปยังประตูที่ถูกกระแทกใส่.
ยังไม่มีอะไรถูกเห็น. ไม่มีอะไรถูกวินิจฉัยตัดสิน. มันคือแสงจากไฟฉายที่แกว่งสาดไปยังทิศทางของเสียงในความมืด. การกำหนดทิศทางของจิตใจอย่างบริสุทธิ์ ไม่มีสิ่งใดเจือปน. (Moment four, Pancadvaravajjana, five-door adverting. It’s only
job, turn attention toward the door that was struck. Nothing is seen yet.
Nothing is judged. It’s a flashlight beam swinging toward a sound in the dark.
Pure orientation, nothing else.)

ชั่วขณะที่ห้า,
จักษุวิญญาณ, จิตสำนึกทางตา. ในตอนนี้, คุณเห็น,
แต่อย่างเปลือยเปล่า. จิตนั้นลงทะเบียนรับรู้ข้อมูลการเห็นอย่างดิบๆเท่านั้นง
สี, รูปทรง, แสง. มันไม่ได้รู้ว่ามันคือใบหน้าหนึ่ง.
มันไม่ได้รู้ว่าเป็นใบหน้าของใคร. นี่คือการมองเห็นก่อนการตั้งชื่อ,
ก่อนให้ความหมาย, ก่อนเรื่องราว. รูปร่างที่กดิบหยาบที่สุดของที่มีขึ้นอยู่.สัมผัส (Moment five, Chakku Vinyana, eye-consciousness.
Now, you see, but barely. This mind registers raw visual data only. Color, shape,
light. It doesn’t know it’s a face. It doesn’t know whose face. This is seeing
before naming, before meaning, before story. The rawest form of contact that
exists.)

ชั่วขณะที่หก,
สัมปติจฉันนะ, การรับ. มันเป็นงานหน้าที่อย่างง่ายที่จะถือกุมอะไรที่จิตสำนึกทางตา
แค่ได้ลงทะเบียนรับรู้, และผ่านมันต่อออกไป. นักวิ่งผลัดคว้าตะครุบไม้.
ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. (Moment six, Sampaticchana, Receiving.
It’s job is simply to hold of what eye-consciousness just registered, and pass
it onward. A relay runner grabbing the baton. Nothing
more.)

ชั่วขณะที่เจ็ด, สันตีรณะ,
การสืบสวน. ในตอนนี้, ข้อมูลดิบได้ถูกตรวจสอบ, พึงพอใจ, ไม่พึงพอใจ, หรือเป็นกลางๆ.
นี้คือที่ซึ่งกระบวนการรับรู้ความรู้สึกขั้นพื้นฐานที่สุดเกิดขึ้น
ก่อนที่สมองจะประมวลผลจนคุณรู้ตัวว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าคืออะไร. (Moment seven, Santirana,
investigating. Now, the raw data gets
examined, pleasant, unpleasant, or neutral. This is where the most basic emotional
flavor gets attached before you even consciously know what you’re looking at.)

ชั่วขณะที่แปด,โวฏฐัพพนะ, วินิจฉัยตัดสิน. ประกาศเรียกครั้งสุดท้าย,
ได้ตั้งอยู่บนทุกสิ่งที่ได้รวบรนวมมา, จิตนี้ตัดสินว่าอะไรคือวัตถุนั้นเป็น
และจัดตั้งว่ากระบวนการนี้จะตอบสนองอย่างไร. นี้คือขั้นตอนเชิงกลไกเป็นกลางอย่างสุดท้ายก่อนที่สิ่งใดเป็นส่วนตัวจะเข้ามาในภาพนั้น.
ชั่วขณะจิตทั้งแปดเข้ามา, คุณเพียงแต่แค่ลงทะเบียนรนับรู้ในอะไรที่อยู่ตรงหน้าของคุณ.
คุณยังไม่ได้มีปฏิกิริยา, ไม่แม้กระทั่งครั้งเดียว. (Moment
eight, Vottjhapana, determining. the final call, based on everything gathered, this
mind decides what the object is and sets up how the process will respond. This
is the last neutral mechanical step before anything personal enters the
picture. Eight moments in, you have only just registered what’s in front of
you. You haven’t reacted yet, not even once.)
ชวนจิต: จิตที่แล่นไปตามแรงขับดัน (Javana: the
impulsive mind)

นี้คือที่ซึ่งทุกสิ่งเปลี่ยนแปลง. ชั่วขณะจิตที่ 9 ไปถึง
15, แรงขับดัน. การเกิดขึ้นซ้ำๆ ของจิตประเภทเดียวกัน 7 ครั้งติดต่อกัน. นี้คือที่ซึ่งสภาวะที่หล่อหลอมมาของคุณ, นิสัยของคุณ, กรรมของคุณ
ได้แสดงออกมาอย่างเต็มเปี่ยมในตัวของพวกมัน. คัมภีร์โบราณเรียกชวนะคือจิตที่จับกุมวัตถุนั้นอย่างเต็มที่มากที่สุด,
และมันก็เป็นจิตที่ตัดสินด้วยเช่นกันว่า อะไรกำลังบังเกิดอยู่ในตอนนี้
ว่าเป็นกุศลกรรมบถ, อกุศลกรรมบถ, หรือสำหรับบางคนที่ได้ตื่นรู้ขึ้นอย่างเต็มที่,
หน้าที่ใช้งานอย่างง่ายๆโดยไม่มีน้ำหนักกรรมได้แปะติดใดเลย. (This is where everything
changes. Moment nine through 15, the impulse. Seven repetitions of the same
type of mind back-to-back. This is where your conditioning, your habits, your karma
fully express themselves. The old texts call Javana the mind that grasps the
object most fully, and it’s also the mind that determines what’s happening
right now is wholesome, unwholesome, or for someone fully awakened, simply
functional with no karmic weight attached at all.)
ตรงนี้คืออะไรที่สร้างทำสิ่งสำคัญมากที่สุดหนึ่งเดียวนี้ในระบบทั้งปวง.
ทุกสิ่งก่อนถึงจุดนี้ก็ถูก ประกาศแจ้ง, มองเห็น, ได้รับ, สอบสวน, วินิจฉัย,
เป็นอัตโนมัติ, เป็นกลไก, และเป็นการเฉพาะตัวอย่างสมบูรณ์. มันทำงานได้เหมือนกันทุกประการ
ไม่ว่าจิตใจนั้นจะเป็นของนักบุญหรือของคนที่กำลังโกรธจัดจนขาดสติก็ตาม. การมองเห็นใบหน้าตามจริง
(โดยยังไม่ผ่านการตีความ) ของทั้งสองคนนั้นเหมือนกันทุกประการ. ความแตกต่างระหว่างจิตที่สงบกับจิตที่ตื่นตระหนก
(หรือจิตที่คอยตอบโต้) ไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่ตาเห็น
แต่อยู่ที่ว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงเวลาของชวนจิตทั้ง 7 ขณะนี้ต่างหาก. (Here’s what makes this single
most important insight in the whole system. Everything before this point,
averting, seeing, receiving, investigating, determining, is automatic, mechanical,
and completely impersonal. It runs identically whether the mind belongs to a
saint or to someone in blind rage. The raw seeing of a face is exactly the same
for both of them. The difference between a peaceful mind and a reactive one
isn’t in what was seen. It’s entirely in what happens during these seven Javana
moments.)
ไม่ว่าความอยากจะเข้าครอบงำ ไม่ว่าความเกลียดชังจะปะทุขึ้น
ไม่ว่าจิตใจจะยึดติด ผลักไส หรือจะยอมรับการฝึกฝนเพื่อเฝ้ามองดูอยู่เฉยๆ
แล้วปล่อยให้ช่วงเวลานั้นผ่านพ้นไป. คุณไม่สามารถควบคุมสิ่งที่จะเข้ามาในความตระหนักรู้ของคุณได้.
คุณมีอิทธิพลอย่างมหาศาลต่อการที่ ชวนะจิต ของคุณจะทำอย่างไรกับมันเมื่อมันไปถึงที่นั่นแล้ว.
นั่นคือความแตกต่างทั้งหมดระหว่างคนที่ระเบิดอารมณ์ทันทีที่โดนดูถูก
กับคนที่ได้ยินคำพูดเดียวกันทุกอย่าง แต่ไม่โกรธเป็นไฟ. (Whether craving grabs hold, whether
aversion flares, whether the mind clings, pushes away, or through training, simply
observes and less the moment pass. You don’t control whether something enters your
awareness. You have enormous influence over what your Javana do with it once it’s
there. That’s the entire difference between someone who explodes the instant
they’re insulted and someone who hears the exact same words and simply doesn’t
catch fire.)
จิตสำนึกทางตาเดียวกัน,
การสอลสวนเดียวกัน, การวินิจฉัยเดียวกัน, แต่เป็นชวนะจิตที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง.
นี่คือจุดที่การทำสมาธิได้ทำหน้าที่ของมันอย่างแท้จริงเช่นกัน. คุณไม่ได้กำลังฝึกตัวเองเพื่อให้หยุดมองเห็น,
หยุดได้ยิน, หรือหยุดรับรู้ความรู้สึกใด ๆ. คุณไม่สามารถทำได้
และคุณไม่ควรที่จะต้องการทำ. คุณกำลังฝึกฝนอะไรที่บังเกิดในดเจ็ดชั่วขณะจิต
ภายหลังการสัมผัสและก่อนจะมีปฏิกิริยาได้ดำเนินการไปจนสิ้นสุดกระบวนการของมันแล้ว. (Same eye-consciousness, same
investigating, same determining, completely different javana. This is also
precisely where meditation does its actual work. You’re not training yourself
to stop seeing, hearing, or sensing anything. You can’t and you wouldn’t want
to. You’re training what happens in the seven moments after contact and before
the reaction has already run its course.)
การลงทะเบียนรับรู้ และ
การเสร็จสิ้นสมบูรณ์ (Registration and completion)

ชั่วขณะ
16 และ 17, ดฑารมณะจิต, การลงทะเบียนรับรู้. สองชั่วขณะจิตสุดท้ายที่ผุดอุบัติขึ้นเพียงแต่วัตถุเท่านั้น,
จดจำไว้, ว่ามันมีช่วงอายุขัยที่คงที่เพียง 17 ขณะจิต แต่ในทางเทคนิคแล้วก็ยังคงปรากฏอยู่ที่ทวาร. ทั้งสองเหกล่านี้นั้นอ่อนแอ.
คัมภีร์ทั้งหลายไปไกลได้ถึงที่จะพูดว่าลงทะเบียนรับรู้ ข้อความเหล่านั้นระบุไปไกลถึงขนาดที่ว่า
การลงทะเบียนรับรู้นั้นไม่มีความจำเป็นเลยด้วยซ้ำ. พระพรหมในพรหมโลกชั้นสูงสามารถรับรู้และเข้าใจโลกได้อย่างสมบูรณ์ดี
โดยที่จิตของท่านไม่ได้เกิดความหวั่นไหวหรือฟุ้งขึ้นมาเลย.
สิ่งเหล่านั้นถูกอธิบายไว้ราวกับว่าเป็นเช่นหลัง-ความคิด, รสชาติตกค้าง
(หรือรสชาติที่ยังคงอบอวล) อยู่ในปาก หลังจากที่คุณเคี้ยวและกลืนอาหารลงไปแล้ว. หลังจากนั้นวัตถุก็สลายตัว.
(Moments 16 and 17, Tadarammana7,
Registration. Two final moments arising only the object, remember, it has a
fixed 17 mind moment lifespan, is still technically present at the door. These
two are weak. The texts go so far as to say registration isn’t even essential.
Beings in the higher Brahma realms see and process the world perfectly well
without it ever rising. It’s described almost as an after-thought, the
lingering taste left in your mouth after you’ve already finished chewing. Then
the object dissolves.)
7 Tadarammana
(เขียนตามรูปภาษาบาลีว่า Tadārammaṇa
หรือในภาษาไทยคือ ตทารมณ์ หรือ ตทารัมมณจิต) แปลว่า "มีอารมณ์นั้น" หรือ "การหน่วงเอาอารมณ์ที่เหลือมาจากชวนจิต" ซึ่งมาจากคำว่า Tada (นั้น) + Ārammaṇa
(อารมณ์/สิ่งที่เป็นตัวถูกรู้)
ในทางพระอภิธรรมวิถีจิต (Citta Vīthi) คำนี้มีหน้าที่และความสำคัญดังนี้ครับ:
- หน้าที่
(Function): ทำหน้าที่เป็น "การรับรู้และลงทะเบียนอารมณ์ซ้ำ"
(Registration) ต่อจากชวนจิต
เพื่อบันทึกข้อมูลประสบการณ์ทางประสาทสัมผัส (วิถีจิตทางปัญจทวารหรือมโนทวาร)
ก่อนที่จิตจะตัดลงสู่ภวังค์ (จิตไร้สำนึก/ภวังคจิต)
- การเกิดขึ้น:
จะเกิดขึ้นเฉพาะในวิถีจิตที่มีอารมณ์เด่นชัดมาก (อติมหันตารมณ์ หรือ
วิภูตารมณ์) โดยเกิดขึ้น 2 ขณะจิต ถัดจากชวนจิต
(จิตที่ทำหน้าที่เสพเสวยอารมณ์หรือสร้างกรรม
ชั่วขณะทั้ง 17
ได้สิ้นสุดลง. เมื่อไม่มีสิ่งใดให้เหนี่ยวรั้งความสนใจได้อีก จิตก็จมดิ่งกลับคืนสู่ความนิ่งสงบแห่งภวังค์,
กลับไปพักผ่อน จนกว่าจะโดนรบกวนครั้งต่อไป. 17 ช่วงเวลา
ตั้งแต่เริ่มต้นจนจบ ในช่วงเวลาที่คุณใช้ความคิดอย่างมีสติ, “โอ,
นั่นเป็นเพื่อนของผม.” โครงสร้างทั้งหมดนี้เคยถูกสร้างขึ้นและถูกรื้อถอนมาแล้ว
น่าจะหลายสิบครั้งด้วยซ้ำ
เพราะนี่เป็นเพียงกระบวนการเดียวที่ตอบสนองต่อวัตถุชิ้นเดียว ณ
ระดับความเข้มข้นเดียวเท่านั้น. วัตถุที่อ่อนแอกว่าจะสร้างห่วงโซ่ที่สั้นกว่า,
โมเมนต์ 6, 8, 10. ผู้ที่อ่อนแอที่สุด
ไม่แม้กระทั่งจะผ่านพ้นช่วงการสั่นสะเทือนของภวังค์ไปได้เลย. (Its
17 moments are spent. With nothing left to hold its attention, the mind sinks
back into Bhavanga, back to resting until the next disturbance arrives. 17
moments, start to finish. In the time it takes you to consciously think, “Oh,
that’s my friend.” This entire structure has already been built and dismantled,
probably dozens of times over because this is just one process answering to one
object at one level of intensity. Weaker objects produce shorter chains, 6, 8,
10 moments. The weakest never even make it past the vibration of Bhavanga.)
คุณไม่มีทางรู้เลยว่ามันเกิดขึ้นด้วยซ้ำ.
ในตอนนี้, มีทั้งเสียง, กลิ่น, และสัมผัสมากมายที่มากระทบประสาทสัมผัสของคุณ
แต่พวกมันเบาบางเกินกว่าที่ข้ามไปสู่ความตระหนักรู้ได้. สิ่งเหล่านั้นอย่างง่ายๆก็ไม่เคยเป็นที่รู้จักเลย.
มีบทเปรียบเปรยหนึ่งที่คัมภีร์โบราณมักยกมาอ้างอิง
เพื่อช่วยให้จดจำเรื่องนี้ได้อย่างไม่มีวันลืมเลือน,
และฉันอยากจะถ่ายทอดมันให้คุณฟังอย่างเที่ยงตรง
แบบเดียวกับที่ได้สืบทอดต่อกันมานานกว่าพันปี.
(You never know they happened at all. Right now, sounds,
smells, and sensations are striking your sense that are too faint to ever cross
into awareness. They’re simply never being known. There’s a simile the old
commentators used to make this unforgettable, and I want to give it to you
exactly as it’s been passed down for over a thousand years.)
อุปมากับเรื่องต้นมะม่วง
(The
mango tree simile)
ผู้ชายคนหนึ่งกำลังนอนหลับอยู่ใต้ต้นมะม่วง. มะม่วงผลหนึ่งสุกหงอมแล้วก็ร่วงลงมาและตกลงพื้นใกล้กับหูของเขา.
เสียงนั้นปลุกตื่นเขาขึ้น. การสั่นสะเทือนนั้นได้แทรกขัดตัดเข้าไปในภวังค์.
เขาเปิดตาของเขาขึ้นและมองไปยังเสียงนั้น. ห้าประตูช่องเข้าถึงของจิตสำนึกทางตา.
เขาหยิบมะม่วงขึ้นมา. ยอมรับมัน. เขาได้บีบลูบมันเพื่อจะตรวจสอบว่ามันสุกงอมแล้วหรือไม่.
การสอบสวน. เขาดมกลิ่นมันเพื่อยืนยัน. วินิจฉัยตัดสิน. เขากินมัน. ชั่วขณะจิต
ชวนะทั้ง 7. การผูกพันเต็มที่. การมีกรรมเป็นส่วนร่วมเต็มที่. น้ำมะม่วงเล็กน้อยยังคงอ้อยอิ่งอยู่ภายหลังการกลืนลงไปแล้ว.
2 ชั่วขณะลงทะเบียนรับรู้. และแล้วเขาก็กลับไปนอนหลับอีกครั้ง. กลับไปสู่ภวังค์คะ.
(A
man is asleep under a mango tree. A ripe mango falls and lands near his ear.
The sound wakes him. The vibration and break in Bhavanga. He opens his eyes and
looks toward the sound. Five-door adverting eye consciousness. He picks up the
mango. Receiving. He squeezes it to check if it’s ripe. Investigating. He
smells it to confirm. Determining. He eats it. The seven Javana moments. Full engagement,
Full karmic participation. A little juice lingers after swallowing. The two
registration moments. And then he falls back asleep. Back to Bhavanga.)
17 ก้าวขั้น. ถูกซ่อนอยู่ข้างในภาพหนึ่งที่เด็กน้อยผู้หนึ่งสามารถติดตามไปได้.
ครั้งต่อไปที่คุณรู้ตัวว่ากำลังจดจ่ออยู่กับมื้ออาหาร,
โทรศัพท์, หรือการตอบโต้สิ่งที่มีคนพูดไว้ในโลกออนไลน์อย่างเต็มที่,
มะม่วงนั่นเป็นที่แน่ชัดว่าคืออะไรซึ่งเพิ่งได้บังเกิดข้างในคุณ, ดำเนินไปเป็นหลายพันครั้งอย่างรวดเร็วกว่าที่คุณสามารถจะเคยตามรอยได้ด้วยสำนึกจิต.
แล้วทำไมเรื่องทั้งหมดนี้ถึงมีความสำคัญล่ะ
นอกเหนือไปจากการเป็นจิตวิทยาโบราณชิ้นหนึ่งที่มีความแม่นยำอย่างงดงาม? (17 steps. Hidden inside
an image a child could follow. The next time you catch yourself fully absorbed
in a meal, in your phone, in a reaction to something someone said online, that
mango is exactly what just happened inside you, running thousands of times faster
than you could ever consciously track. So, why does any of this matter beyond being
a beautifully precise piece of ancient psychology?)
ช่องว่าง กับ สติ (The gap and
mindfulness)
เพราะเมื่อคุณเข้าใจลำดับขั้นก้าวนี้อย่างแท้จริงแล้ว,
คุณเริ่มต้นที่จะสังเกตบางสิ่งบังเกิดขึ้นตามเวลาจริง. มีช่องว่างหนึ่ง. ความจริงทางโครงสร้างที่ได้ถูกสร้างเข้าไปในสถาปัตยกรรมของช่องว่างจิต
ระหว่างการวินิจฉัย, ชั่วขณะจิตที่แปด, และชวนะจิตที่เก้า,
จุดที่ปฏิกิริยาตอบสนองจนเป็นนิสัยของคุณเริ่มทำงานขึ้นมาจริงๆ. ช่องว่างนี้เล็กจิ๋ว.
ห่างไกลจากหนึ่งวินาทีเต็ม ๆ หากวัดกันที่ตัวเลขดิบ ๆ. แต่จุดประสงค์ทั้งหมดของการฝึกเจริญสติ,
ตามแผนที่นี้ได้ระบุไว้ชัดเจนยิ่ง, ก็คือการขยายความไวต่อความรู้สึกของคุณให้กว้างขึ้นต่อช่องว่างนั้น
จนกระทั่งคุณสามารถรู้สึกได้จริงๆ เมื่อมันมาถึง. (Because once you genuinely
understand this sequence, you start to notice something happening in real time.
There is a gap. A real, structural, built into the architecture of mind gap
between determining, moment eight, and Javana nine, where you habitual reaction
actually fires. The gap is tiny. Nowhere close to a full second in raw terms.
But the entire purpose of mindfulness training, according to this very map, is to
widen your sensitivity to that gap until you can actually feel it arriving.)
ไม่ได้หยุดการมองเห็นนั้น. ไม่ได้หยุดเสียงนั้น. สังเกตถึงครึ่งก้าวก่อนที่ปฏิกิริยาจะเข้ามายึดครอง
และมีการพูดบ้างว่า, อัเพียงนเล็กๆ, ในอะไรที่ 7 ชวนะจิตเหล่านั้นทำ.
นั่นไม่ใช่คำอุปมาสำหรับอะไรที่การปฏิบัติสมาธิเป็น. อ้างอิงจากระบบนี้, มันตรงตามลายลักษณ์อักษร,
ตามโครงสร้างในอะไรที่การฝึกฝนด้านปฏิบัติสมาธิเป็น. คุณไม่ได้กำลังพยายามที่จะทำให้จิตทั้งหลายเงียบ
หรือหยุดการรับรู้. คุณกำลังฝึกฝนหนึ่งส่วนของกระบวนการ 17 -ก้าวขั้นนี้
ที่ซึ่งสถาวะของคุณ, อดีตของคุณ, นิสัยทั้งหลายของคุณได้ยอมรับไม่ว่าจะทำการทวนซ้ำตัวพวกเขาเองเพิ่มขึ้นอีกครั้ง
หรือในท้ายที่สุด, แค่อีกครั้งนี้, ได้ปล่อยการกุมจับไว้ของพวกเขา. (Not stop the seeing. Not stop
the sound. Notice the half step before the reaction to takes over and have some
say, small one, in what those seven Javana moments do. That’s not a metaphor
for what meditation is. According to this system, it is literally, structurally
what meditation trains. You’re not trying to silence the minds or stop
perception. You’re training the one part of this 17-step process where your
conditioning, your past, your habits get to either repeat themselves one more
time or finally, just this once, loosen their grip.)
ดังนั้นแล้ว, ตรงนี้คืออะไรที่ผมต้องการให้คุณที่จะตามความเป็นจริงทำกับสิ่งนี้.
ไม่ใช่เฝ้าชมมันและปล่อยมันกลายเป็นข้อเท็จจริงที่น่าสนใจอีกอันหนึ่งที่คุณเลื่อนผ่านไปเป็นอดีตของพรุ่งนี้.
สำหรับ 14 ชั่วโมงถัดไปข้างหน้า, คราวหน้าที่คุณรู้สึกแว่บหนึ่งของความหงุดหงิดหรือทันทีทันใดของการถูกดึงกด้วยความอยาก,
จงหยุดสักชั่วขณะหนึ่งลมหายใจแล้วถามว่า, “ที่ไหนใน 17
ชั่วขณะจิตที่ฉันเป็นอยู่ในตอนนี้หรือ?” เกือบในทุกๆครั้ง คุณจะพบว่าการมองเห็นได้บังเกิดขึ้นไปแล้ว.
การได้ยินก็บังเกิดขึ้นไปแล้ว. ส่วนนั่นได้จบลงไปแล้ว. มันไม่เคยได้เป็นเรื่องส่วนตัว,
ไม่เคยสามารถควบคุมได้, ไม่เคยเป็นของคุณจริงๆเลยที่จ้ะรื่มต้นด้วย.
มันได้เป็นแค่การสัมผัส. จิตได้พบกับโลกเยี่ยงกลไก, ในหนทางเดียวกันที่มันบังเกิดกับทุกสิ่งที่มีชีวิตอยู่. (So, here’s what I want you to
actually do with this. Not just watch it and let it become another interesting
fact you scroll past tomorrow. For the next 24 hours, the next time you feel a
flash of irritation or a sudden pull of craving, pause for one breath and ask, “Where
in the 17 moments am I right now?” Almost every time you’ll find the seeing
already happened. The hearing already happened. That part is over. It was never
personal, never controllable, never truly yours to begin with. It was just contact.
Mind meeting world mechanically, the same way it happens for every being alive.)
แต่ชวนะจิต, นั่นแตกต่างไป.
นั่นเป็นอะไรที่คุณได้แสดงออกมา. และตรงนี้คือส่วนที่ได้เปลี่ยนแปลงทุกสิ่ง. ชวนะจิตเป็นชั่วขณะที่กรรมได้ถูกสร้างขึ้นอย่างแท้จริง.
ไม่ใช่การมองเห็น, ไม่ใช่การได้ยิน. เหล่านี้คือผลอันสุกงอมจากอดีต. แต่ในชั่วขณะชวนะจิตเหล่านั้น,
ไม่ว่าในกระบวนการห้า-ประตู หรือกระบวนการจิต-ประตู,
นั่นคือที่ซึ่งเมล็ดพันธุ์หม่สดได้ถูกเพาะปลูกลง. ทุกชวนะจิตไม่ว่าจะเป็นกุศลกรรมบถ
– กรรมดีหรืออกุศลกรรมบถ-กรรมไม่ดี. คุณกำลังประพันธ์สร้างอนาคตของตัวเองอย่างเงียบๆ
ในทุกช่วงเวลา ตลอดทั้งวัน ในทุกๆ วัน
โดยส่วนใหญ่แล้วคุณไม่ทันได้สังเกตเห็นด้วยซ้ำว่ามันกำลังเกิดขึ้น. (But
Javana, that’s different. That’s what you show up. And here is the part that changes
everything. Javana is the moment karma is actually made. Not the seeing, not
the hearing. Those are just results ripening from the past. But in those Javana
moments, whether in a five-door process or a mind-door process, that’s where a brand-new
seed gets planted. Every Javana is either Kusala, wholesome, or akusala, Unwholesome.
You are quietly authoring your future moment by moment all day, every day,
usually without ever noticing it’s happening.)
การหลุดพ้น
และ กรรม (Liberation
and karma)

และนี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมการทำสมาธิจึงเป็นเรื่องสำคัญ
ไม่ใช่ในฐานะเทคนิคเพื่อการผ่อนคลาย แต่เป็นการทำงานโดยตรงกับโครงสร้าง ณ จุดนี้. เมื่อคุณนั่งและจดจ่อจิตไปที่ลมหายใจ,
อยู่กับรักและเมตตา, กับเฝ้าดูอย่างง่ายๆต่อสิ่งที่อุบัติขึ้น,
จิตของคุณกำลังดำเนินกระบวนการประตูทางใจ, เกิดดับสืบต่อกันไป,
อย่างต่อเนื่อง. ในแต่ละอัน, มโนทวาร วัจจนะอย่างง่ายๆก็หันความสนใจไปยังสิ่งนั้น,
ลมหายใจ. ความรูสึก. ความคิด, และแล้วก็ก้าวหลีกไป. (And this is exactly meditation
matters, not as a relaxation technique, but as direct structural work on this
very point. When you sit and focus the mind on the breath, on loving-kindness,
on simply watching what arises, your mind is running mind-door process, one
after another, continuously. In each one, monodvaravajjana8
simply
turns attention toward the object, the breath. The feeling. The thought, and
then steps aside.)
8 monodvaravajjana
เขียนเป็นภาษาบาลีคือ Manodvārāvajjana
แปลไทยว่า มโนทวาราวัชชนะ (หรือ มโนทวาราวัชชนจิต)
ซึ่งเป็นอภิธรรมคำศัพท์ในทางพระพุทธศาสนา มีความหมายดังนี้ครับ
[1]
1. การแปลตามรากศัพท์
(Etymology)
คำนี้เกิดจากการผสมคำบาลี 3 คำ คือ:
- Mano (มโน): ใจ, ความคิด
- Dvāra (ทวาร):
ประตู,
ช่องทาง
- Āvajjana (อาวัชชนะ):
การคำนึงถึง, การเอาใจใส่, การนึกถึงอารมณ์
[1]
รวมกันแปลตรงตัวว่า "จิตที่คำนึงถึงอารมณ์ทางประตูใจ" หรือ "จิตที่นึกถึงอารมณ์ทางใจ" [1, 2]
ในกระบวนการทำงานของจิต (วิถีจิต) มโนทวาราวัชชนจิต
คือ จิตดวงแรกที่เกิดขึ้นทางใจ ทำหน้าที่หันไปรับรู้หรือนึกคิดเรื่องราวต่างๆ
ที่มากระทบใจ หลังจากที่จิตหลุดพ้นจากกระแสภวังค์ (จิตตื่นขึ้นมารับรู้เรื่องราว) [1, 2]
จิตดวงนี้เป็น อเหตุกกิริยาจิต (จิตที่เป็นเพียงกิริยา ไม่ใช่ผลของกรรมเก่า และไม่ส่งผลเป็นกรรมใหม่)
ซึ่งเกิดกับมนุษย์ทุกคนในเวลาที่คิดนึกเรื่องราวต่างๆ [1,
3. หน้าที่หลัก 2
อย่าง (ตามทวารที่เกิด)
จิตดวงนี้ทำหน้าที่สำคัญ 2 อย่างขึ้นอยู่กับว่าเรื่องราวนั้นมาทางไหน: [1]
1.
เมื่อเกิดทางใจ (มโนทวารวิถี): ทำหน้าที่เป็น
"อาวัชชนกิจ" คือ
เป็นผู้เปิดประตูใจรับเรื่องราวหรือความคิดนั้นเข้ามาเป็นดวงแรก
2. เมื่อเกิดทางประสาทสัมผัสทั้ง
5
(ปัญจทวารวิถี - ตา หู จมูก ลิ้น กาย): จะทำหน้าที่เป็น
"โวฏฐัพพนกิจ" คือ ตัดสินอารมณ์ (เช่น
ตัดสินว่าภาพหรือเสียงที่ได้ยินนั้นดีหรือไม่ดี)
ก่อนจะส่งต่อให้จิตดวงถัดไปเกิดความรู้สึกชอบหรือไม่ชอบ (ชวนจิต)
งานจริงที่บังเกิดขึ้นทันทีหลังจากนั่น,
ในชวนะจิต, การเติมเต็มช่วงเวลานั้นด้วยกุศล
แทนที่จะปล่อยให้ความเคยชินเก่าๆ เติมมันด้วยกุศล. ทุกนาทีของการปฏิบัติสมาธิจริงคือหลายร้อยของการเลือกทำซ้ำๆจิ๋วๆเหล่านี้,
สงบแทนที่วุ่นวาย, กรพะจ่างชัดแทนที่สับสน, เมตตากรุณาแทนที่ชังโกรธ, เพาะปลูกลงไปครั้งแล้วครั้งเล่าครั้งแล้วครั้งเล่า.
นั่นคืออะไรที่ชำระจิตให้บริสุทธิ์หมายความตามจริงในความหมายที่แท้จริงในทางปฏิบัติ.
มันไม่ใช่เป็นนามธรรม. มันคือชวนะจิต, และคุณก็กำลังฝึกฝนอย่างช้าๆในอะไรที่เติมเต็มในชั่วขณะหนึ่ง
ที่เป็นของคุณตามจริงที่จะเติมได้. (The
real work happens right after that, in the Javana, filling that moment with kusala
instead of letting old habits fill it with kusala. Every minute of real
meditation is hundreds of these tiny choices repeating, calm instead of
agitation, clarity instead of confusion, compassion instead of aversion, planted
again and again and again. That’s what purifying the mind actually means in
concrete terms. It’s not abstract. It’s Javana after Javana, and you’re slowly
training what fills the one moment that’s actually yours to fill.)
และสิ่งนี้ไม่ได้อยู่แค่บนเบาะรองนั่งสมาธิเท่านั้น.
กลไกแบบเดียวกันนี้พร้อมให้คุณใช้งานได้ในตอนนี้, วันนี้เลย, ไม่ว่าจะเป็นตอนรถติด, ตอนโต้เถียง,
หรือตอนที่ต้องพูดคุยเรื่องยากๆ. ทุกครั้งที่คุณเลือกความอดทนแทนความโกรธ
เลือกความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แทนการยึดติดตระหนี่ถี่เหนียว
และเลือกความมีสติรู้ตัวแทนการปล่อยใจไปตามความเคยชิน
คุณกำลังสร้างกรรมดีในชั่วขณะนั้นทันที มันคือกรรมที่ส่งผลอย่างแท้จริงในตอนนี้
ไม่ใช่ในวันข้างหน้า. และกรรมได้สร้างถูกทำขึ้นในหนทางนี้, เป็นกุศล.
ตระหนักรู้-สัมปชัญญะ, ทวนซ้ำ, คืออะไรอย่างแน่ชัดที่แบกพานำจิต,
ชีวิตภายหลังชีวิต, ให้เข้าไปใกล้ยังจุดหมายสุดท้าย, คือนิพพาน, การสิ้นสุดกิเลสอย่างสมบูรณ์,
จบสิ้นทุกข์ลงอย่างสมบูรณ์สิ้น. (And this doesn’t stay on the
meditation cushion. The same exact mechanism is available to you right now,
today, in traffic, in argument, in a hard conversation. Every time you choose
patience instead of anger, generosity instead of grasping, awareness instead of
autopilot, you are making good karma in that very instant, real fruit-bearing karma,
not someday, now. And karma made this way, wholesome. Aware, repeated, is
exactly what carries a mind life after life closer to the final goal, Nirvana,
the complete end of craving, the complete end of suffering.)

พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนมา 45 ปีเพื่อเหตุผลนี้อย่างชัดเจน. ไม่ใช่เพื่อพวกเราต้องมานั่งท่องจำชื่อสารพัด ทั้ง 17 ชื่อ. แต่เพื่อให้สรรพชีวิตสามารถค้นพบอิสรภาพนี้ได้ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ชั่วขณะนี้. นั่นคือที่เรื่องนี้ทำการสอนเพื่ออะไร. ไม่ใช่เพื่อเติมเต็มความรู้ให้กับจิตของคุณ, แต่เพื่อที่จะปลดปล่อยจิตของคุณอิสระจากทุกข์. (Buddha taught for 45 years for exactly this reason. Not so we’d memorize 17 poly names. But so every being could find this freedom alive in this very moment. That is what this teaching is for. Not to fill your mind with knowledge, but to free your mind from suffering.)
ถ้าเรื่องนี้เปิดบางอย่างในคุณ,
กรุณากด”ติดตาม”กับ ‘หนังสือเสียงชาวพุทธ’. ทุกสัปดาห์เราจะไปลึกยิ่งขึ้นในพระอภิธรรม. ไม่ใช่การศึกษาแต่เป็นเช่นเส้นทางดำรงชีวิต.
ขอบคุณที่มาอยู่ในที่นี้. ขอบคุณที่ในความสนใจของคุณ. ขอให้มันออกผลแห่งอิสรภาพ. สัพเพ
สัตตา สุขขี โหนตุ. (If
this opens something in you, please subscribe to Buddhist audiobooks. Every
week we go deeper into the Abhidhamma. Not a study but as a living path. Thank
you for being here. Thank you for your attention. May it bear the fruit of
liberation. Sabbe Sattha Sukhi Hontu. See you in the next video.)
