หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ หรือ ไม่ใช่ประชาธิปไตย?

 ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ หรือ ไม่ใช่ประชาธิปไตย?

Wolff Responds: “Imperfect Democracy or No Democracy” dated July 7, 2026

          https://youtu.be/e-BtNXdmgL4?si=GRvrEwk3Cg6B0x0v

ขอต้อนรับ, เพื่อนๆทั้งหลาย, สู่อีกตอนหนึ่งของรายการ ‘วูลฟ์ฟ ตอบสนอง’. ผมเรียนตอนนี้ว่า, ‘ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ หรือ ไม่ใช่ประชาธิปไตย.’ ผมเลือกหัวเรื่องนั่นเพราะว่าในทุกวันนี้มันเป็นเรื่องธรรมดาสามัญมาก ที่จะค้นพบว่าผู้คนกำลังปกป้องการไม่มีประชาธิปไตย โดยการอ้างสิทธิว่าในเป็นเพียงแค่การเป็นประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์แค่นั้นเอง, และจะว่าไปแล้ว, ทั้งหมดของประชาธิปไตยทั้งหลายของเราเป็นอย่างน้อยที่สุดก็ไม่สมบูรณ์อยู่ที่เล็กน้อย, คุรไม่รู้หรอกหรือ?  (Welcome, friends, to another ‘Wolf Responds”. I call this one, ‘Imperfect Democracy or no Democracy.’ I choose that title because nowadays it is very common to find people defending no democracy by claiming it’s only an imperfect democracy, and after all, all of our democracies are at least a little imperfect, don’t you know?)

การแสดงออกถึงแนวคิดนี้ครั้งล่าสุด, และเป็นไปในทางที่ดูน่าเกลียดน่าชังที่สุดในบางแง่มุม, ก็คือแนวคิดของเบนจามิน เนทันยาฮู, ผู้ที่เร็วๆนี้ไดพูดกับผู้สื่อข่าวหนึ่งในการให้สัมภาษณ์จ่าวว่า อิสราเอลเป็นประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์, ที่เขาและแล้วก็ได้เปรียบเทียบต่อสหรัฐอเมริกาว่า ก็เป็นเช่นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ด้วยเช่นกัน.  (The most recent articulation of this idea, and in some ways the most grotesque, was that of Benjamin Netanyahu, who recently said to a reporter in a news interview that Israel is an imperfect democracy, which he then compared to the United States as also an imperfect democracy.)

และผมกำลังที่จะเป็นที่โต้ค้านกับคุณในเดี๋ยวนี้ว่า ทั้งสองประเทศ อิสราเอลกับสหรัฐอเมริกา, และที่แท้จริงในอีกหลายประเทศอื่นๆ, ว่าไม่ได้เป็นประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ทั้งหลาย, พวกเขาไม่ได้มีประชาธิปไตยเลยทั้งสิ้นต่างหาก. และเราก็ควรจะเผชิญหน้ากับมัน, และเราควรที่จะย้อนจำมันได้อย่างชัดๆ เพราะว่าประชาธิปไตยคือคุณค่าอันยิ่งใหญ่ที่จะมี, หนึ่งในอันที่ผมแบ่งปัน, หนึ่งนั้นคือที่ ‘ประชาธิปไตย กำลังทำงาน’ได้ให้พันธะสัญญาไว้. และเพราะเช่นนั้น, มันสำคัญสำหรับเรา, และต่อทั้งหมดของพวกคุณ, ที่จะเป็นที่กระจ่างแจ้งถึงที่ซึ่งประชาธิปไตยเป็น และที่ซึ่งมันไม่ได้เป็น, การไม่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังการประนีประนอมที่คลุมเครือ อย่างการใช้คำว่า {คำอ้างอิง} ของระบอบประชาธิปไตยที่ยังไม่สมบูรณ์แบบ.   (And I’m going to be arguing with you right now that both Israel and the United States, and indeed many other countries, are not imperfect democracies, they are no democracy all. And we ought to face it, and we ought to recognize it precisely because democracy is a great value to have, one that I share, one that ‘Democracy at Work’ is committed to. And therefore, it’s important for us, as for all of you, to be really clear where that democracy is and where it isn’t, and not to hide behind vague fudges like [quote} {unquote} imperfect democracy.)

ผมกำลังที่จะเริ่มต้นด้วยอิสราเอล. ทำไมอิสราเอลไม่ใช่ประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ และไม่ได้เป็นประชาธิปไตยใดเลยทั้งสิ้น? เอาละ, คำตอบกับสิ่งนั้น, ที่ควรที่จะได้ถูกรู้กันโดยทุกคนยในทุกวันนี้, แต่อย่างกระจ่างแจ้งว่าไม่ได้เป็นที่สามารถถูกสรุปย่นย่อได้ด้วยข้อเท็จจริงทั้งหลายในทางประชาธิปไตยง่ายๆ.  (I’m going to begin with Israel. Why is Israel not an imperfect democracy and has no democracy at all? Well, the answer to that, which should be known by everybody nowadays, but clearly isn’t can be summarized with simple demographic facts.

ประชากรแห่งอิสราเอลในตอนนี้, และโดยอิสราเอล, ผมหมายถึงพื้นที่ระหว่างแม่น้ำจอร์แดนและทะเล, ที่ทุกคนจดจำได้ว่าเป็นอิสราเอล, เวสต์ แบงค์, กาซ่า, และอื่นๆ. ประชากรสูงสุดในที่นั้น, อย่างหยาบๆก็ 10 และอีกครึ่ง, 11 ล้านคน. ราวครึ่งหนึ่งของพวกเขา, บางทีอาจมากอีกนิด, มันไม่ชัดนัก, คือผู้คนชาวยิวผู้ที่ได้มีพันธะสัญญาที่จะศรัทธาในความเป็นยิว, ไม่มากก็น้อย.  (The population of Israel right now, and by Israel, I mean the area between the Jordan River and the sea, that everybody recognizes as Israel, West Bank, Gaza, and so forth. Total population there, roughly 10 and ½ 11 million people. About half of them, maybe slightly more, it’s not clear, are Jewish people who are committed to the Jewish faith, more or less.)

ในหมู่พวกเขานั้น, พวกเขาได้สิทธิเลือกตั้ง. ดังนั้น, พวกเขามีอะไรที่คุณอาจเรียกว่าประชาธิปไตยสำหรับพวกเขา, ถ้ากับประชาธิปไตยที่คุณหมายถึงคือการเลือกตั้ง. แต่ในตอนนี้เราได้มากันที่ส่วนที่ไม่ได้เป็นยิวของผู้คนที่อาศัยอยู่ในที่นั้น, ผู้ที่อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกัน, ผู้ที่อยู่ภายใต้กองทัพเดียวกัน, ผู้ที่อยู่ภายใต้กฎหมายชุดเดียวกัน. นี่คือที่เราจะไป. จากจำนวนชาวอาหรับประมาณ 5, 6 หรือ 7 ล้านคน, ตัวเลขเหล่านี้เป็นเพียงการประมาณคร่าว ๆ, แต่ก็อยู่ในระดับที่ใกล้เคียงความเป็นจริง,2 ล้าน, บางทีไม่ใช่แค่ 2 ล้าน, และคือพลเมืองชาวอาหรับแห่งอิสราเอล. (Among them, they have the vote. So, they have what you might call a democracy for them, if by democracy you mean elections. But now we come to the non-Jewish parts of the people who live there, who are subject to one government, who are subject to one military, who are subject to one set of laws. Here we go. Out of about 5-6 -7 million Arab people, more or less, the numbers are rough, but they’re the right order of magnitude, 2 million, maybe not even 2 million, and Arab citizens of Israel.)

พวกก็ได้สิทธิลงคะแนนเลือกตั้งด้วยเช่นกัน, ถึงแม้ว่าจะลงคะแนนอย่างไร, ใครคือผู้สามารถลงคะแนนให้ได้, พรรคการเมืองทั้งหลายอะไรที่สามารถยืนหยัดกับข้อจำกัดอันเข้มงวดทั้งหลายนั้น. แต่นี่มาถึงส่วนที่ทำให้พวกเขาอ้างได้ว่า มีประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์ที่น่าขบขัน. ชาวปาเลสไตน์ 5 ล้านคน, ดุงที่ผมสมมติเอาว่าพวกคุณหลายคนทราบกันดี, ไม่ใช่พลเมือง.พวกเขาคือผู้คนที่อาศัยอยู่ในสถานที่ทั้งหลายเหล่านั้นที่คุณได้ยินถึงกันมา, ฉนวนกาซ่าละเวสต์ แบงค์. ผู้คนเหล่านั้นไม่ใช่พลเมืองของอิสราเอล. พวกเขาอยู่ภายใต้อาณัติของรัฐบาลอิสราเอลเช่นเดียวกัน. พวกเขาอยู่ภายใต้กองทัพอิสราเอล, ที่ได้ปฏิบัติต่อพวกเขา ในแบบที่ทำให้คนส่วนใหญ่ในโลกเรียกนโยบายของอิสราเอลที่นั่นว่าเป็นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์.  (They also get to vote, although how to vote, whom they can vote for, what the political parties can stand for is very strictly limited. But here comes the part that makes their claim to have an imperfect democracy ridiculous. 5 million Palestinians, as I assume many of you know, are not citizens. They are the people who live in those places you’ve heard of, the Gaza Strip and the West Bank. Those people are not citizens of Israel. They’re subject to the Israeli government. They are subject to the Israeli military, which has treated them in that gets most of the world to refer to the Israeli policies there as genocide.

แต่การที่กล่าวอ้างว่าได้ลิดรอนสิทธิ์แทบจะทุกประการของคนเหล่านี้, แม้กระทั่งสิทธิ์ในการมีชีวิตอยู่โดยไม่ถูกทำร้ายจนเสียชีวิต, แล้วยังเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นประชาธิปไตยอีกนั้น, ถือเป็นเรื่องที่น่าตกตะลึงอย่างยิ่ง. และยิ่งถ้าเติมคำคุณศัพท์ว่า 'imperfect' (ที่ไม่สมบูรณ์แบบ) ไว้ข้างหน้ามันด้วยแล้วล่ะก็ มันจะยิ่งงดงามน่าตลึงงันขึ้นไปอีก. นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์. มันเป็นการไม่ใช่ประชาธิปไตย-ที่สมบูรณ์เลย. มันได้กีดกันผู้คนจำนวนมหาศาลออกจากสิทธิขั้นพื้นฐานต่าง ๆ มากมาย ที่บุคคลอื่นซึ่งรื่นรมย์อยู่ภายใต้รัฐบาลเดียวกันได้รับ.   (But to claim having denied these people virtually every right there is, even the right for many of them to live and not die violently, to call this a democracy is stunning. And to stick the adjective imperfect in front of it, that’s more stunning. That’s not an imperfect democracy. It’s a perfect non-democracy. It has excluded a huge number of people from a vast collection of the basic rights that other people subject to the same government enjoy.)

ให้ผมหันถัดไปมาที่สหรัฐอเมริกา. ทำไมถึงไม่เหมาะสมที่จะเรียกนี้ว่าประชาธิปไตยไม่สมบูรณ์? เอาละ, ตรงนี้คือวาระประเด็นใหญ่โตดังที่บ่อยครั้งมากเหตุกรณีกับสหรัฐอเมริกาก็คือ เงิน. ช่าย, เงิน. เพราะว่าเงินซื้อระบบการเมืองของเรา. พวกเรามีรัฐบาลที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะหาซื้อได้ — อย่างที่พวกชอบปล่อยมุกหลายคนได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้. และมันก็เป็นรัฐบาลที่ดีที่สุดเท่าที่เงินจะซื้อได้จริง ๆ ให้ฉันยกตัวอย่างที่ชัดเจนและน่าเกลียดที่สุดให้คุณฟังก็แล้วกัน.     (Let me turn next to the United States. Why is it inappropriate to call this an imperfect democracy? Well, here the big issue as is so often the case with the United States is money. Yep, money. Because money buys our political system. We have as many jokesters have pointed out the best government money can buy. And it’s certainly the best government money does buy. Let me give you simply the grossest example.)

ในระบอบประชาธิปไตยที่เราทุกคนต่างอยู่ภายใต้รัฐบาลที่เรามี, คุณและฉันต่างก็อยู่ภายใต้รัฐบาลอเมริกัน, และคุณและฉันสามารถเดินเข้าไปในคูหาลงคะแนนเสียงทางการเมืองแล้วสับคันโยก/ลงคะแนนได้. และบางทีถ้าเรามีเงินเหลือเล็กน้อย เราก็อาจจะบริจาคสัก 5 ดอลลาร์ หรืออาจจะมากถึง 500 ดอลลาร์ ให้กับผู้สมัครหรือพรรคการเมืองที่เราชอบ.  (In the democracy where we are all subject to the government we have, you and I are subject to the American government, and you and I can go into a political voting booth and pull the lever. And maybe if we have a little extra cash, we can contribute $5 or maybe even $500 to a candidate or a party we like.)

แล้วก็มีอีลอน มัสก์. คุณเห็นมั้ย, เขาบริจาคเงินให้โดนัลด์ ทรัมป์ อยู่ที่ประมาณ 250 ถึง 300 ล้านดอลลาร์. นั่นอาจจะเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงที่ว่า, ตอนที่คุณทรัมป์เข้าพิธีสาบานตนรับตำแหน่งที่วอชิงตันเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว, อิลอน มัสก์ก็นั่งอยู่ข้างหลังเขาพอดี. ในตอนนั้น, แน่นอนว่าเรื่องนั้นอาจจะไม่เกี่ยวข้องเลยกับเงินที่เขามอบให้คุณทรัมป์.เขาอาจจะแค่บังเอิญผ่านมาแถวนี้, ก็เลยคิดว่าจะแวะเข้าไปร่วมงานสาบานตนเข้ารับตำแหน่งสักหน่อย. แต่คุณรู้อยู่แล้วดีกว่าผม.  (Then there is Elon Musk. You see, he contributed to Donald Trump somewhere between 250 and 300 million dollars. That might be, maybe, connected to the fact when Mr. Trump took the both of office in Washington in January of last year, sitting right behind him was Elon Musk. Now. Of course, that may have had nothing to do with the money he gave Mr. Trump. It may have been he was just passing the neighborhood and thought he’d take in the inauguration. But you know better than I do.)

เงินซื้อการเลือกตั้ง. มันไม่ได้เพียงแค่ซื้อผู้ลงสมัครแข่งขัน, มันทำเช่นนั้น. นั่นถูกเรียกว่าการบริจาคให้กับผู้สมัครลงแข่งขันคนโปรดของพวกคุณ. มันให้เงินแก่พรรคการเมือง. มันให้เงินกับสัญญาณของกลุ่มภายนอกทุกประเภท. มันอาจจะเป็นการจ่ายเงินให้แก่ผู้ที่อ้างว่าถูกล่วงละเมิดโดยผู้สมัคร, และบังคับให้พวกเขาออกจากตำแหน่ง. เงินน่ะสามารถเอาไปใช้ทำอะไรต่อมิอะไรได้ตั้งหลายอย่าง. และจะว่าไปแล้ว, ไม่ใช่แค่ในสหรัฐอเมริกาเท่านั้น. เพราะเงินน่ะซื้อการเลือกตั้งได้ในทุก ๆ ที่.   (Money buys elections. It doesn’t just buy the candidate, it does that. That’s called donating to your favorite candidate. It gives money to the political party. It gives money to all signs of outside all kinds of outside groups. It may pay for people who claim to have been abused by the candidate and force them out of office. The money’s available to do all kinds of things. And by the way, not just in the United States, money buys elections all over the place.)

อดีตประธานาธิบดีฝรั่งเศส ชายที่ชื่อว่า ซาร์โกซี ถูกโทษจำคุกเนื่องจากเขาถูกจับได้ว่ารับกระเป๋าเดินทางที่อัดแน่นไปด้วยเงินจากผู้หญิงที่รวยที่สุดในประเทศฝรั่งเศส. และเขาก็ถูกจับได้เหมือนที่คนพวกนั้นมักจะเป็นกันนั่นแหละ. คุณทรัมป์ถูกจับได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า} แต่เขาภูมิใจในสิ่งที่ตัวเองทำ} ก็เลยไม่มีใครใส่ใจมันเท่าไหร่ .  (The former president of France, a man named Sarkozy, has jail time because he got caught collecting a suitcase full of the money from the richest woman in all of France. And he got caught as those folks often do. Mr. Trump has got caught over and over again, but he’s proud of what he does, so no one pays much attention.)

แต่คราวนี้ฉันมีข้อโต้แย้งที่ดีกว่าเดิม, ว่าทำไมมันถึงไม่ใช่ ประชาธิปไตย. และนี่เป็นสิ่งที่ฉันต้องย้ำเตือนคุณว่าความหมายตรงตัวของคำนี้คืออะไร. มาเริ่มกันเลย.  (But now I’m going to give you an even better argument for why it’s no democracy. And this requires me just to remind you of what the word literally means. Here we go.)

หากคุณได้รับผลกระทบจากการตัดสินใจที่มีผลและหล่อหลอมชีวิตของคุณ, ระบอบประชาธิปไตยก็หมายความว่าคุณมีสิทธิ์ในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่จะมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเหล่านั้น. ดังนั้น, ตัวอย่างเช่น, แนวคิดเบื้องหลังการเลือกตั้งก็คือ, นายกเทศมนตรีเมืองของคุณ, สมาชิกวุฒิสภาจากรัฐของคุณ, และประธานาธิบดีแห่งประเทศของคุณ, พวกเขาต่างก็มีอำนาจเหนือตัวคุณ. พวกเขาสามารถออกกฎ, กฎหมาย, และข้อบังคับต่างๆ, ที่ส่งผลกระทบและกำหนดทิศทางชีวิตของคุณได้. และดเช่นนั้นเอง, แนวคิดหลักก็คือการที่เรามีสิทธิ์ลงคะแนนเสียงเลือกตั้งพวกเขาเข้ามาหรือถอดถอนออกจากตำแหน่ง, เพื่อที่เราจะได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเรื่องต่างๆ ที่กำหนดทิศทางชีวิตของเราเอง.   (If you are affected by a decision that affects and shapes your life, then democracy means you have the right as a human being to participate in making those decisions. So, for example, the idea behind voting is that the mayor of your town, the senator from your state, the president of your country, they all have power over you. They can make rules, laws, regulations that affect and shape your life. And so, the idea is we get to vote them in and out of office so that we can participate in the decisions that shape our lives.)

(โอเค, รักษานั่นเอาไว้ในจิตใจของคุณ และในตอนนี้ผมกำลังจะถามคุณในคำถามง่ายๆหนึ่ง. เมื่อคุณไปทำงานที่โรงงาน หรือที่สำนักงานหรือที่ร้านของชำ, เมื่อคุณก้าวข้ามธรณีประตู, ทิ้งท้องถนนทั้งหลายที่ซึ่งคุณได้ใช้ให้มาถึงสถ่านที่ทำงานของคุณได้, และคุณในตอนนี้ก็เข้ามาในโรงงาน, สำนักงาน, หรือร้านของชำ, คุณกลายเป็นไปอยู่ใต้อาณัติต่ออำนาจของใครก็ตามที่เป็นเจ้าของและดำเนินกิจการสถานประกอบการที่คุณเพิ่งเข้าไป. คณะกรรมการบริหารและคณะผู้บริหารที่ได้รับการคัดเลือกโดยคณะกรรมการบริหาร หรือบุคคลหรือครอบครัวที่เป็นเจ้าของธุรกิจ. Okay, keep that in your mind and now I’m going to ask you a simple question. When you go to work in a factory or an office or a store, when you cross the threshold, leaving the street by which you got to your place of work, and you now enter into the factory, the office, or the store, you become subject to the authority of whoever owns and operates the enterprise you just entered. The board of directors, if it’s a corporation, and the executives that the board of directors selects, or the individual or the family that owns the business.)

พวกเขามีอำนาจเหนือคุณอย่างมหาศาล. ลองคิดถึงมันสิ. นี่คืออีกหนึ่งตัวอย่าง. พวกเขาสามารถยึดงานไปจากคุณ, บอกให้คุณกลับบ้าน, และคุณก็ต้องไป. บอกต่อคุณว่า, “พวกเราจะไม่จ่ายเงินเดือนหรือค่าจ้างให้คุณอีกต่อไปแล้ว. เราไม่สนใจใยดีว่าอะไรบังเกิดขึ้นกับคุณ หรือต่อครอบครัวของคุณ, ครอบครัว, เด็กๆ, สามี, ภรรยา ผู้ที่ได้พึ่งพาอยู่กับคุณ. เราไม่ต้องรับผิดชอบอะไร; เรามีอำนาจใหญ่โต.” ดังนั้น, ทุกสิ่งที่คุณทำ, คุณก็มีสิ่งที่อยู่ด้านหลังจิตใจของคุณบอกว่า, “โว้วๆ, นต้องระมัดระวังไว้ก่อนดีกว่า. ฉันไม่ต้องการจะเสียงานนี้ไป.”   (They have enormous authority over you. Think about it. Here’s one example. They can take the job away from you, tell you go home, you have to go. Say to you, “We’re not paying you a salary or a wage anymore. We don’t care what happens to you or to the family, the family, the children, the husband, the wife who depend on you. We have no response; we have enormous authority. Everything you do, you have in the back of your mind, “Whoa, I better be careful. I don’t want to lose my job.”)

ดังนั้น, ผู้คนเหล่านี้ที่คุณทำงานเพื่อใหเพวกเขามีอำนาจใหญ่โตกว่าพวกคุณ. คุณลงคะแนนเลือกตั้งให้กับพวกเขาด้วยรึ? ไม่เลยทั้งสิ้น. ถ้าคุณทำงานให้กับบริษัทห้างหุ้นส่วนหนึ่ง, และนั่นคือที่ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ทำ. ถ้าคุณทำงานให้บริษัทห้างหุ้นส่วนหนึ่ง, มีผู้คนผู้ซึ่งได้ลงคะแนนที่จะเลือกผู้คนในคณะกรรมการบริหารกิจการนั้นๆ. พวกเขาเรียกพวกคุณว่า “ผู้ถือหุ้น”. ไม่ใช่แรงงานทั้งหลายที่อยู่ใต้อาณัติต่อคณะผู้บริการกิจการเหล่านี้, ๆไม่ใช่พวกเขาแน่. พวกแรงงานทั้งหลายไม่มีสิทธิลงคะแนนเลือก. ผู้ถือหุ้นทั้งหลายผู้ที่ไม่ได้ทำงานที่ตรงนั้น, ผู้ที่แค่มีเงินที่จะซื้อหุ้นทั้งหลาย, พวกเขามีสิทธิในการลงคะแนน. และนี่มันคือการลงคะแนนเลือกตั้งกันอย่างเสมอภาคเท่าเทียมกันรึ? ไม่, ไม่, ไม่, ไม่, ไม่เลย.   (So, these people that you work for have enormous authority over you. Do you vote for them? Not at all. If you work for a corporation, and that’s where most Americans do, if you work for a corporation, there are people who have votes to select the people on the board of directors. They’re called shareholders. Not the workers who are subject to these boards of directors, not them. The workers have no vote. Shareholders who don’t work there, who only have the money to buy shares, they have the vote. And is it equal voting? One person, one vote? No, no, no, no, no.)

บริษัทห้างหุ้นส่วนทั้งหลายทำงานเหมือนเช่นนี้. มีเพียงผูเถือหุ้นทั้งหลายเท่านั้นที่ลงคะแนนเลือก, ไม่ใช่ใครอื่น, ไม่ใช่แรงงานทั้งหลาย, แค่ผู้ถทอหุ้นทั้งหลาย. และผู้ถือหุ้นทั้งหลาย, และผู้ถือหุ้น—เข้าใจตรงนี้เลยนะว่า—จะได้รับคะแนนเสียงเท่ากับจำนวนหุ้นที่พวกเขาถือครองอยู่. อีลอน มัสก์มีอยู่หลายล้านของคะแนนเสียงทั้งหลาย. คุณไม่มีสักเสียง. นั่นไม่ได้เป็นประชาธิปไตย. นั่นไม่ได้เป็นแม้กระทั่งว่าใกล้เคียง. นั่นไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่สมบูรณ์; นั่นคือความไม่เป็นประชาธิปไตยใดๆเลยทั้งสิ้น. (Corporations work like this. Only shareholders vote, nobody else, no workers, just shareholders. And shareholders, get this now, get as many votes as they own shares. Elon Musk has millions of votes. You don’t have any. That’s not a democracy. That’s not even close. That’s not an imperfect democracy; that’s no democracy at all.)

พวกคุณได้ใช้เวลาในวัยผู้ใหญ่ในที่ทำงาน, ห้าจากเจ็ดวันต่อสัปดาห์, ชั่วโมงที่ดีที่สุดของวัน, ณทำงาน. คุณไปที่โรงงาน, สำนักงาน, หรือร้านชำ. และคุณทำงาน, แม้ว่าคุณจะทำงานอยู่ที่บ้าน, เพื่อใครบางคน. คุณไม่เลือกตั้งลงคะแนนให้ใครบางคน. พวกเขามีอำนาจใหญ่โตเหนือคุณ, และการมีส่วนร่วมของคุณในอำนาจเหนือพวกเขา นั้นเป็นศูนย์. นั่นคือทำไมมันเป็นประชาธิปไตยใหม่. ดังนั้น, ไม่ว่ามันจะเป็น มร.เนทันยาฮูกำลังต้องการที่จะเล่นเกมทั้งหลายด้วยคำพูดทั้งหลาย ด้วยการชี้แนะว่าเขามีประชาธิปไตยอันไม่สมบูรณ์. ไม่. คุณไม่ได้เป็นเช่นนั้น. คุณไม่ไกด้มี(ประชาธิปไตย)แต่อย่างใดเลยทั้งสิ้น.  (You spend most of your adult life at work, five out of seven days, the best hours of the day, you work. You go to your factory, office, or store. And you work, even if you work at home, for somebody. You don’t elect that somebody. They have enormous power over you, and your participation in power over them is a zero. That’s why it’s new democracy. So, whether it’s Mr. Netanyahu wanting to play games with words by suggesting he has an imperfect democracy. No. you don’t. You have none at all.)

และสำหรับพวกเราบางคนที่อาจจะอยากพูดว่า, 'นั่นมันเรื่องของอิสราเอลต่างหาก'. รพะวังให้ดี, พี่น้อง. นั่นดเป็นเรื่องเกี่ยวกับสหรัฐอเมริกา, ด้วยเช่นกัน. และที่แท้จริง, เกี่ยวกับประเทศทั้งหลายอื่นอีกมากมาย. ถ้าคุณต้องการประชาธิปไตยจริงๆ, เอาละ, ดังนั้นคุณก็กำลังที่จะมีสถาบันของมันอยู่ในทุกที่. ไม่ใฝช่แค่อย่างทางการเมือง, เมื่อคุณได้ลงคะแนนให้กับนักการเมืองท้องถิ่นทั้งหลาย. ดีละ, เรามาทำมันกันในที่ตรงนั้น. แต่อะไรเกี่ยวกับที่ซึ่งคุณทำงานให้อยู่ล่ะ? ที่ซึ่งคุณได้ใช้เวลาทั้งชีวิตส่วนใหญ่ในวัยผู้ใหญ่ของคุณ? นายจ้างของคุณมีอำนาจทั้งหลายเหนือพวกคุณที่อยู่ในหนทางมากมายยิ่งใหญ่ไปกว่าเทศมนตรีของคุณเหล่านั้น, หรือว่าสมาชิกสภาเมืองของพวกคุณ, หรือวุฒิสมาชิกของคุณ, หรือผู้แทนราษฎรสภาของวกคุณ.    (And for those of us who might want to say, ‘Well, that’s about Israel.” Careful, folks. That’s about the United States, also. And indeed, about many other countries. If you want real democracy, well, then you’re going to have to institute it everywhere. Not just politically, when you vote for the local politicians. Fine, let’s do it there. But what about where you work? Where you spend most of your adult life? Your employer has powers over you that are in many ways greater than those of your mayor, or your councilperson, or your senator, or your representative.)

ทำไมในโลกที่คุณถึงพึงพอใจกับระบอบประชาธิปไตยในมิติทางการเมือง, แต่กลับไม่ยอมรับมันในมิติทางเศรษฐกิจ? มันเหมือนกับมร.เนทันยาฮู, จะมีบางประชาธิปไตยสำหรับผู้คนชาวยิว, แต่ไม่ใช่สำหรับผู้นปาเลสไตน์ทั้งหลาย. อะไร? อะไร? ขอสรุปด้วยการกล่าวถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ในปีนี้สหรัฐอเมริกากำลังเฉลิมฉลองครบรอบ 250 ปีแห่งการตกเป็นเมืองขึ้น.  (Why in the world, were you satisfied with a democracy in the political sphere, but not in the economic? It’s like Mr. Netanyahu, will have some democracy for Jewish people, but not for Palestinians people. What? What? Let me conclude with a nod towards the fact that this year the United States celebrates the 250th anniversary of its dependence.)

ในกรณีที่พวกคุณไม่รู้, ในหลายปีเริ่มแรกของการได้เอกราชของพวกเรา, ในทันทีภายหลังสงครามกอบกู้เอกราชกลับมาในปี 19, ในปี 1775, เมื่อเราเป็นประเทศเอกราชและเราได้จัดตั้งขึ้นในครั้งแรก, การลงคะแนนออกดเสียงสำหรับประชาธิปไตยของเราได้เป็นที่เข้มงวดอย่างมาก. พวกเราไม่ได้มีประชาธิปไตยที่แท้จริง. เราไม่ได้มีอันที่สมบูรณ์. เราไม่ได้มีมันเลยทั้งสิ้น. ตรงนี้คือที่มันได้ทำงานอย่างไร.   (In case you don’t know, in the early years of our independence, right after the war of the independence back in 19, in 1775, when we were an independent country and we were first set up, the vote of our democracy was very restricted. We didn’t have a real democracy. We didn’t have an imperfect one. We had none at all. Here’s how it worked.)

หากคุณไม่ใช่คนผิวขาว คุณก็ไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง หากคุณไม่ใช่ผู้ชาย คุณก็ไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง และหากคุณไม่ได้เป็นเจ้าของทรัพย์สิน—ซึ่งในความเป็นจริงแล้วต้องมีจำนวนมากพอสมควร—คุณก็จะไม่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งเช่นกัน ต่อให้คุณจะเป็นคนผิวขาว และต่อให้คุณจะเป็นผู้ชายก็ตาม. กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ} การลงคะแนนเสียงถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ประชากรกลุ่มน้อยนิดของชาวอเมริกันเท่านั้น} มันคือการต่อสู้ดิ้นรนที่ยาวนานถึง 250 ปี เพื่อให้ประชาชนที่เหลือในประเทศแห่งนี้ได้รับแม้กระทั่งสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง. และยังคงมีผู้คนอีกมากมายที่ถูกกีดกัน. และถึงกระนั้น ก็ยังมีความพยายามมากมายเกิดขึ้นทั่วประเทศนี้ ตั้งแต่ประธานาธิบดีลงมา เพื่อกีดกันผู้คนทุกรูปแบบต่อไป. (If you weren’t white, you had no right to vote. If you weren’t male, you had no right to vote. If you didn’t own property, quite a bit of it in fact, you did not have the right to vote even if you were white, even if you were male. In other words, the vote was restricted to a tiny minority of the American people. It’s been a 250-year struggle to get the rest of the people here to have the right just even to vote. And still many are excluded. And still many efforts are made across this country from the president on down to keep excluding all kinds of people.)

และการมีประชาธิปไตยในที่ทำงานนั้น, เอาละ, พวกเราเพิ่งจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของมันเท่านั้นเอง. เอาละ, เรามาว่าอย่างจริงใจกัน. เรามายอมรับต่อความเป็นจริง. ประชาธิปไตยเป็นแนวคิดที่น่าอัศจรรย์. เราควรที่จะมีมัน. เราควรจะพยายามมีมัน. เราควรจะใรโอกาสแก่มัน. เรายังไม่ได้ทำมันกัน. ประชาธิปไตยของเราไม่ได้ไม่สมบูรณ์., พวกมันไม่ได้อยู่ในที่นั้น. ยิ่งเร็วเท่าไหร่ที่เราได้ข้าใจถึงมันนั่น, ก็เร็วยิ่งขึ้นเท่านั้นที่เราจะทำความก้าวหน้าจริงๆในการที่จะได้ประชาธิปไตยที่เราจำเป็นต้องการและนั่นรสมควรได้รับ.   (And having democracy at the workplace, well, we’re just at the beginning of that. Well, let’s be honest. Let’s admit the reality. Democracy is the wonderful idea. We ought to have it. We ought to try it. We ought to give it a chance. We haven’t done that yet. Our democracy isn’t imperfect, they’re not there. The sooner we understand that; the sooner we’ll make real progress in getting the democracy we need and that deserve.)

ถ้าการสอดแทรกเหมือนเช่นการกระแทกใส่นี้ได้เป็นที่มีประโยชน์, บางทีในตอนนี้กับกสนครบรอบ 250 ปี(ของการได้เอกราชประเทศ), มากยิ่งไปกว่าที่เคย, ก็แล้วได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นทั้งหลาย. เพื่อนทั้งหลายของคุณ, เพื่อนบ้านทั้งหลายของคุณ, ดเพื่อนร่วมงานทั้งหลายของคุณ. นั่นคือทำไมเราถึงได้ผลิตทำพวกมัน. และแน่นอน, ถ้าพวกคุณสามารถช่วยเหลือเราในค่าใช้จ่ายทั้งหลายของพวกเรา. มีหลากหลายวิธีที่คุณสามารถร่วมบริจาคได้ และเราขอขอบคุณทุกๆ ความช่วยเหลือที่คุณมอบให้เป็นอย่างยิ่งครับ. ขอขอบคุณ.    (If interventions like this strike as useful, maybe now on the 250th anniversary, more than ever, then please share this video with others. You friends, your neighbors, your associates. That’s why we make them. And of course, if you can help us to defray the costs, please go to our website. There are many ways to donate and we will be grateful and appreciative of anything you can do in that regard. Thank you.)

 https://youtu.be/e-BtNXdmgL4?si=Fw-t1B-QRxhcTCB4

                                                          

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - สังคมนิยมแบบฝรั่งเศส ปะทะ สังคมนิยมแบบอเมริกัน

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - สังคมนิยมแบบฝรั่งเศส ปะทะ สังคมนิยมแบบอเมริกัน

Richard Wolff on French Socialism vs American Socialism

          https://youtu.be/UuHaHcQU0oc?si=9lzO81_snbPfrJfS

องค์กรพรรคการเมืองสังคมนิยม  (Socialist party organization)

          จะว่าไปแล้ว, ในประเทศอื่นๆทั้งหลาย, เพื่อที่จะช่วยในประเด็นนี้, อะไรที่ผมกำลังพูดให้เป็นที่เข้าใจ. สหรัฐอเมริกาเป็นที่ล้าหลัง. ในฝรั่งเศส, ประเทศหนึ่งที่ผมรู้จักดี, อะไรที่ผมกำลังพูดนี้ด้วยความเข้าใจดี. สหรัฐอเมริกายังเป็นที่ล้าหลัง.  (By the way, in other countries, just to help make this point, what I’m saying is understood. The United States is backward. In France, a country I know well, what I’m saying is understood. The United States is backward.)

          ในฝรั่งเศส, ประเทศหนึ่งที่ผมรู้จักดี, ในเยอรมนี, ประเทศหนึ่งที่ผมก็รู้จักเป็นอย่างดี, พรรคสังคมนิยมได้ถูกรวมตัวเป็นองค์กรเข้าด้วยกัน. มันมีสมาคมสังคมนิยมทั้งหลายในมุกเมือง, ในทุกชุมชนของนครใหญ่. คุณเกินไปทั่วปารีส, คุณก็จะเดินผ่านศูนย์บัญชาการพรรคสังคมนิยม สำหรับ "เขตที่ 15" - เขตการปกครองที่ 15 ของกรุงปารีส, ดังที่เป็นชื่อของการแบ่งเป็นเขตย่อย ๆทั้งหลายของนครปารีส, อารงดิสมง.   (In France, a country I know well, In Germany, a country I know pretty well, the Socialist Party is organized. It has Socialist associations in every town, in every neighborhood of the city. You walk around Paris, you’ll walk by the Socialist Party headquarters for the 15th arrondissement1, as the name of their subdivisions of the city of Paris, arrondissement.)

            1 arrondissement (อ่านออกเสียงในภาษาฝรั่งเศสว่า อารงดิสมง) เมื่อใช้เรียกการแบ่งเขตปกครองย่อยของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จะตรงกับคำในภาษาไทยว่า "เขต" ครับ

ตัวอย่างเช่น:

  • 1er arrondissement = เขต 1 (เขตแรกของปารีส ซึ่งอยู่ใจกลางเมือง)
  • กรุงปารีสมีทั้งหมด 20 เขต (20 arrondissements) วนตามเข็มนาฬิกาเป็นรูปก้นหอย

ถ้าเปรียบเทียบให้เห็นภาพในบริบทประเทศไทย "arrondissement" ของปารีสจะทำหน้าที่เหมือน "เขต" ในกรุงเทพมหานคร นั่นเอง

การระดมพลและพรรคการเมือง  (Mobilization and party)

อืม, คุณได้ถูกโทรเรียก. ผมได้อยู่ที่ในบ้านของนักสังคมนิยมที่ในฝรั่งเศส, ที่ในปารีส. กำลังนั่งอยู่ในที่นั่น, ผมจำได้เป้นครั้งแรกที่มันได้บังเกิดขึ้นหลายปีก่อน. เรากำลังมีดินเนอร์กัน, และเรากำลังมีสนทนาที่สวยงามอยู่ด้วยกัน. เสียงโทรศัพท์เรียกดังขึ้น. หัวหน้าของครอบครัวนั้นได้ขอโทษด้วยวตนเอง, เดินไปรับโทรศัพท์นั้น. เขาอยู่ที่นั่นไป 2-3 นาที, กลับมา, ประมาณว่า, นั่งลง, เราพูดคุย, และบุคคลที่ผมได้ถามไถ่อย่างไร้เดียงสาๆไปว่า, “มีอะไรหรือ? โทรศัพท์นั่นมีเรื่องอะไรกันหรือ?” (Um. You get a phone call. I’ve been in the home of Socialists in France, in Paris. Sitting there, I remember the first time it happened years ago. We’re having dinner, and we’re having a nice conversation. The phone rings. The head of the family excuses himself, goes in the other room, answers the telephone. He’s there for 2 or 3 minutes, come back, resumes, sits down, we talk, and the person I’m with asks, naively, “What was that about? What was that phone call?”)

ที่ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องก้าวก่ายไปสักหน่อย,แต่ก็ไม่เป็นไร. และแล้ว...และแล้วเขาก็มีความสุขที่จะได้ตอบ. “โอ้”. เขาพูด, “นั่นเป็นผู้ประสานงานพรรคสังคมนิยมในพื้นที่นี้.” ผมพูดว่า, “โอ้, แล้วเขาโทรมามีเรื่องอะไรหรือ?” เอ้อ, จะมีการเดินขบวนประท้วงพรุ่งนี้เช้าน่ะ เอ่อ เรื่องภาษีคนรวย หรือ โครงการบางอัน. แล้วพวกเขาจำเป็นต้องการ 10,000 ผู้คนไปรวมกันอยู่ที่ Place de la Re publique – จัตุรัสสาธารณรัฐ, ส่วนที่เป็นการรวมตัวหลักกันในปารีส.  (Which I thought was a bit intrusive, but all right. And then…And then he’s very happy to answer. Oh, he says, “That’s the Socialist Party organizer for this area.” I said, “Oh, what’s he calling about?” Well, there’s a demonstration tomorrow morning uh the tax the rich or some program. And they need 10,000 people at the Place de la Re publique2, a major gathering part of Paris.)

2 Place de la République (ปลาซเดอลาเรปูบลีก หรือ จัตุรัสแห่งสาธารณรัฐ) คือจัตุรัสและลานคนเดินขนาดใหญ่ใจกลางกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส ตั้งอยู่บนเส้นแบ่งเขตระหว่างเขตที่ 3, 10 และ 11

ข้อมูลสำคัญและประวัติ

  • ที่มาของชื่อ: ตั้งชื่อตามคำว่า République (สาธารณรัฐ) เพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 90 ปี การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1879
  • อนุสาวรีย์หลัก: ตรงกลางเป็นที่ตั้งของ อนุสาวรีย์แห่งสาธารณรัฐ (Monument à la République) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 กรกฎาคม 1883 ด้านบนสุดคือรูปปั้นของ เทพีมาริอานน์ (Marianne) ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตัวแทนแห่งเสรีภาพและสาธารณรัฐฝรั่งเศส
  • ความหมายของรูปปั้นรอบฐาน: มีรูปปั้นหญิงสาว 3 คน รอบอนุสาวรีย์ สื่อถึงคำขวัญของฝรั่งเศส ได้แก่ เสรีภาพ (Liberté), เสมอภาค (Égalité) และ ภราดรภาพ (Fraternité)
  • การเปลี่ยนแปลง: ในอดีตเคยเป็นวงเวียนจราจรขนาดใหญ่ แต่ได้รับการปรับปรุงครั้งใหญ่โดยเทศบาลกรุงปารีสให้กลายเป็นลานคนเดินเต็มรูปแบบสำหรับประชาชนในปี 2013
  • ความสำคัญทางสังคมและการเมือง: เป็นพื้นที่สำคัญอันดับต้น ๆ ของปารีสที่ใช้จัดกิจกรรมทางสังคม การรวมตัวกันของประชาชน และการชุมนุมประท้วงทางการเมืองในเหตุการณ์สำคัญของประเทศมาอย่างยาวนาน เช่น เหตุการณ์ไว้อาลัยหลังการโจมตีปารีสในปี 2015 หรือการประท้วงเคลื่อนไหวต่าง ๆ

เอาละ เอาละ, ทำไมเขาถึงโทรมาหาคุณ? เอ่อ, และแล้วเขาก็บอกกับเรา. เขาพูดว่า, “เอาละ, มันเป็นระบบนั่นน่ะ. เราเป็นสมาชิกทั้งหลายของพรรคสังคมนิยม. เขาแวะมาแบบนี้เดือนละหนเพื่อขอเงินสนับสนุน.” และแล้วเขาก็บอกว่า, นั่นเป็นหนทางที่ผได้ความคิดขึ้นมา. เขาพูดว่า, “เหมือนอยู่โบสถ์ไง.”เขาเข้าใจ, ชายคนนี้, ว่าพวกเขาได้มอบเงินให้กับพรรคสังคมนิยม เหมือนพวกเขาให้เงินใส่ตะกร้าในโบสถ์ เพื่อจะได้รักษาสถาบันนี้เอาไว้ ที่คืออะไรที่สำคัญกับพวกเขาทำต่อไป.   (Well. Well, why is he calling you? Well, he then he to us. He says, “Well, it’s the system. We’re members of the Socialist Party.” He comes around once a month to ask for money. And then he says, that’s the way I get the idea. He says, “Like in church.” He understood, this man, that they give money to the Socialist Party like they give money to the basket in the church to keep this institution which matters to them going.)

เขาได้พูดว่า, “และหนทางที่มันทำงานก็คือการที่เราได้ถูกยินยอมให้พูดคำว่า”ไม่”.” ผมพูดไปว่า, “ไม่, ผมจะไม่ไปร่วมชุมนุมประท้วงนั่น เพราะ เรามีแขกมาที่บ้าน, ก็คือคุณไง.”มองมาที่เรา. แต่เขาได้พูดว่า, “แต่, คุณก็รู้, นั่นทำให้ผมติดเบ็ดเพราะว่าคุณสามารถปฏิเสธในคราวนี้, แต่พวกเขาจะคอยบันทึกเอาไว้ครั้งหนึ่ง. คราวหน้าที่พวกเขาโทรมาอีก, คุณก็ไม่สามารถปฏิเสธได้. และกับคุณพวกเขาก็จะพูดว่า, “เราจำเป็นต้องการสองผู้คน. เราจำเป็นต้องการสามผู้คน. เราจำเป็นต้องการสี่ผู้คน.”    (He said, “And the way it works is we’re allowed to say no. I said, “No, I’m not going to that demonstration cuz we have guests, you.” Looking at us. But he said, “But, you know, that puts me on the hook because you can refuse, but they keep a record. The next time they call, you can’t refuse. And you they will say, “We need two people. We need three people. We need four people.”)

ขึ้นไปถึงสี่ได้ที่พวกเขาสามารถที่จะสั่งการได้. และถ้าเขาสามารถเอาออกมาจากครอบครัวของคุณได้เพียงเท่านั้น, คุณก็จำเป็นต้องไปเอามาอีกสองจากครอบครัวอื่น. ที่ซึ่งพวกเขาทำเช่นนั้น. มันกลายเป็นเครือข่ายที่จะขับเคลื่อนการระดมพลผู้คนได้. และพวกเขาก็ไม่ได้แค่คะแนนเสียง, แต่พวกเขาต้องมีการชุมนุมประท้วง. พวกเขาให้เงิน. พวกเขามีโครงการสำหรับผู้คนหนุ่มสาว. พวกเขาจำเป็นต้องการอาสาสมัครทั้งหลายนับโหลที่จะจัดการอาหาร หรือ...หรือ ดนตรีนั่น หรืออะไรก็ตามที่พวกเขากำลังจะทำกับคนหนุ่มสาว. นี้คือเรื่องราวทั้งหมด. และนี้คือแค่ส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเขา, เหมือนโบสถ์ หรือ สิ่งใดอื่นๆ. และนั่นคืออะไรที่พวกเขาทำกัน.  (Up to four they can demand. And if you can only bring from your family, you got to go get two from other family. Which they do. It becomes a network to mobilize people. And they get don’t just vote, but they got to the demonstration. They give money. They have programs for young people. They need a dozen volunteers to set up the food or…or the music or whatever they’re going to do with the young. This is a whole. And this is just part of their lives, like church or anything else. And that’s what they do.)

สังคมนิยม ใน อเมริกา (Socialism in America)

โอเค? เราไม่มีปแบบนั่นในที่นี่. คุณรู้ไหม, ผมหมายความว่า, DSA ผมแน่ใจว่ากำลังเคลื่อนไหวในทิศทางนั่น เพราะว่าพวกเขากำลังเรียนรู้อย่างช้าๆ. คุณรูไหม, เราไม่ได้มีสังคมนิยมที่แข็งแรงจริงจังนักในประเทศนี้ ผ่านยุคสงครามเย็นมา. นักคอมมิวนิสต์และนักสังคมนิยมทั้งหลายได้ถูกประหารสำหรับการทำอะไรในสิ่งประเภทนั้น. ดังนั้น, พวกเขาได้เป็น, พวกเขาได้หยุดลง. พวกเขาไม่ได้ไว้วางใจซึ่งกันและกัน. พวกเขาได้หวาดกลัวถึงผู้ท่าจะชี้นิเวมาที่พวกเขาให้กับตำรวจ บลา บลา บลา.   (Okay? We don’t have that here. You know, I mean, DSA3 I’m sure is moving in that direction because they slowly are learning. You know, we haven’t had serious socialism in this country throughout the Cold War. Communists and socialists were persecuted for doing that kind of thing. So, they were, they stopped. They didn’t trust each other. They were afraid of who would finger me to the police and blah blah.)

3 DSA หรือ พรรคสังคมนิยมประชาธิปไตยแห่งอเมริกา (Democratic Socialists of America) คือ องค์กรทางการเมืองและกลุ่มเคลื่อนไหวทางสังคมนิยมที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐอเมริกา

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับ DSA

  • การก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1982 จากการรวมตัวกันของ 2 กลุ่ม คือ คณะกรรมการจัดตั้งสังคมนิยมประชาธิปไตย (DSOC) และขบวนการอเมริกันใหม่ (NAM)
  • เป้าหมายหลัก:
    • เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่สหภาพแรงงาน
    • ผลักดันระบบการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าสำหรับประชาชนทุกคน
    • บรรลุความเสมอภาคทางเชื้อชาติและเพศ
    • ผลักดันนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจสีเขียว (Green New Deal) เพื่อแก้ปัญหาโลกร้อน
    • เชื่อว่าระบบทุนนิยมมีความไม่ยุติธรรมโดยพื้นฐาน และควรแทนที่ด้วยระบบประชาธิปไตยที่กระจายอำนาจทางเศรษฐกิจและสังคมให้แก่ประชาชน
  • กลยุทธ์ทางการเมือง: ใช้ยุทธศาสตร์ "การปรับแนว" (Realignment) โดยส่งสมาชิกทำงานภายในปีกเสรีนิยมของพรรคเดโมแครต เพื่อผลักดันนโยบายซ้าย/สังคมนิยมจากภายใน แทนการสร้างพรรคที่สามขึ้นมาแข่งอย่างอิสระ
  • บุคคลสำคัญที่เกี่ยวข้อง: เบอร์นี แซนเดอร์ส (Bernie Sanders) ซึ่งเป็นบุคคลสำคัญที่ช่วยปลุกกระแสสังคมนิยมประชาธิปไตยในสหรัฐฯ จนทำให้สมาชิกพรรคเติบโตขึ้นอย่างมาก, สมาชิกสภาคองเกรสบางส่วน (เช่น อเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เทซ หรือ AOC), และ โซห์ราน มามดานี (Zohran Mamdani) ซึ่งชนะการเลือกตั้งเป็นนายกเทศมนตรีนครนิวยอร์กในปี ค.ศ. 2025

 

ความหลากหลายทางการเมืองของคนยุโรป (European political diversity)

ดังนั้น, ในตอนนี้พวกเขากำลังจะฟื้นคืนกลับมา. และ DSA ก็เป็นรายแรก. สังคมนิยมมาในแบบหลากหลายเป็นโหล. ในยุโรป, และผมจะให้คุณด้วยตัวอย่างหนึ่งในเยอรมนี ได้มีในตอนนี้คือพรรคสังคมนิยม ที่เต็มไปกด้วยนักสังคมนิยมทั้งหลาย. ก็มีในตอนนี้อย่างเช่น พรรคฝ่ายซ้ายที่เป็นไปด้วยนักสังคมนิยมทั้งหลาย. ก็มี อืม พรรคซาราห์ วาเก็นคเน็คต์ เต็มไปด้วยนักสังคมนิยม. ดังนั้น, มีกันอยู่สามพรรคการเมือง, ทั้งหมดของนั่น, ถ้าคุณถามพวกดเขา, ก็จะอธิบายอัตลักษณ์ตัวตนของพวกเขาเองว่าเป็นนักสังคมนิยม.แล้วก็ยังมีนักสังคมนิยมทั้งหกลายอยู่ในพรรคการเมืองอื่นๆอีก.   (So, now they’re rediscovering. And DSA is the first one. Socialism comes in a dozen varieties. In Europe, and I’ll give you an example in Germany there is now the Socialist Party full of socialists. There’s now the Left Party full of socialists. There’s the um Sarah Wagenknecht Party full of socialists. So, there’s three parties, all of which, if you ask them, would identify themselves as socialists. Then there are socialists in other parties.)

ดังนั้น, พวกเขามีแนวคิดทั้งหลายแตกต่างกันไปเกี่ยวกับอะไรที่โครงการแบบสังคมนิยมในและเพื่อเยอรมนีอาจจะเป็น. พรรค-ปีกขวา, พรรคทางเลือกเพื่อด๊อยซ์แลนด์, ก็เต็มไปด้วยผู้คนที่ออกมาจากเยอรมนี ตะวันออก และผู้ที่ได้ลงคะแนนเลือกตั้งให้กับพรรคสังคมนิยม ที่นั่นมาตลอด 50 ปี. พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนความคิดมุมมองของพวกเขาแค่ชั่วข้ามคืน. พวกเขายังคงเป็นสังคมนิยม, แต่พวกเขาก็เป็นพรรค-ปีก-ขวา. เอาละ, พวกเข่ทำเช่นนั้นได้อย่างไร? และพวกเขาจะทำให้คุณเห็นว่าพวกเขากำลังทำมันอยู่. พวกเขามีวัฒนธรรมย่อยของตัวเองอยู่ภายในนั้น.    (So, they have different ideas about what a socialist program in and for Germany might be. The right-wing party, Alternative für Deutschland, is full of people who come out of East Germany and who voted for the Socialist Party there for 50 years. They didn’t change their view overnight. They’re still socialists, but they’re in a right-wing party. All right, how are they doing that? And they’ll you how they’re doing it. They have their own subculture within it.)

และพรรคนั้นก็ไม่อยากจะแตะต้องพวกเขา เพราะพวกเขามักจะหัวรุนแรงทางทหารมากไป. และพวกเขาก็ออกมา. และสมาชิกใหม่ของพวกเขาไม่มีสิ่งนั้น, เพราะพวกเขาไม่ได้ถูกฝึกฝนมาในวัฒนธรรมแบบนั้น. ดังนั้น, ชาวอเมริกันทั้งหลายเป็นแค่อยู่ในบันไดขั้นต้นๆในบรรดาเรื่องทั้งหมดนี้เท่านั้น.  (And the party doesn’t want to touch them because they are often very militant. And they come out. And their newer members don’t have that because they weren’t trained in that culture. So, Americans are at an early stage in all of this.)

 https://youtu.be/UuHaHcQU0oc?si=qcjxyEuVt0bBNbE4

วันอาทิตย์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ริขาร์ด วูลฟ์ฟ – “บทเรียนทั้งหลายจากฝรั่งเศส” วันที่ 21 ตุลาคม, 2026

ริขาร์ด วูลฟ์ฟ – “บทเรียนทั้งหลายจากฝรั่งเศส” วันที่ 21 ตุลาคม, 2026

Wolff Responds: "Lessons From France" Dated October 21, 2026

          https://youtu.be/CIIb22jnnX8?si=RQxGAleZifhC84Dj

          ขอต้อนรับเพื่อนทั้งหลายสู่อีกตอนหนึ่งของ ‘วูลฟ์ฟ ตอบสนอง’. ที่ผมเรียกคอนนี้ว่า “บทเรียนจากชาวฝรั่งเศส.” เพราะสิ่งทั้งหลายกำลังแตกระเบิดในฝรั่งเศสตอนนี้ เราจำเป็นต้องถอดบทเรียนให้ทุกคนได้เห็น จากสิ่งที่มีการดำเนินการอยู่ในที่แห่งนั้น. แต่ก่อนที่จะทำเช่นนั้น, ผมต้องการขะเตือนจำคุณก่อน. กำลังจะเริ่มต้นในวันพรุ่งนี้แล้ว, เราจะมีชั้นเรียนสี่บ่ายวันพฤหัสบดีที่ได้รับการสนับสนุนโดย ‘ประชาธิปไตย กำลังทำงาน’ และ โครงการฝ่ายซ้ายศึกษา.  (Welcome friends to another edition of ‘Wolf Responds’. I call this one ‘Lessons from Franch.’ Because things are exploding in France and we need to draw the lessons for everyone of what is being undertaken there. But before doing that, I want to remind you. Starting tomorrow, we will have our four Thursday afternoon classes sponsored by Democracy at Work and the Left Education Project.)

          เราได้พูดคุยเกี่ยวกับพวกนี้กันกับคุณมาก่อนหน้านี้แล้ว. คุณสามารถดูรายละเอียดที่เกี่ยวข้องทั้งหมดรวมถึงลงทะเบียนได้ที่นี่. คุณสามารถลงทะเบียนเรียนในส่วนที่หนึ่งซึ่งจะเริ่มในวันที่ 22 ตุลาคม หรือส่วนที่สองซึ่งจะเริ่มในวันที่ 5 พฤศจิกายน ได้. ทุกวันพฤหัสบดีติดต่อกัน 4 สัปดาห์ เวลา 16:00 น. ถึง 18:00 น. ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา ‘democracyatwork.info. เพียงแค่คลิกที่แบนเนอร์ด้านบนสุดของหน้าเว็บ.   (We’ve talked about them with you before. You can find out all the relevant details as well as register. You can register for part one that starts October 22 or part two that starts November 5th. Four Thursdays in a row, 4:00 to 6:00 p.m. The details at our website ‘democracyatwork,info’. Just click on the banner at the top of the page.)

          ทำไมผมกำลังพูดถึงบทเรียนทั้งหลายจากฝรั่งเศส? เพราะว่ามีอยู่พื้นที่ด้านหนึ่งที่ฝรั่งเศสเป็นอะไรประเภทผ๔บุกเบิก. ฝรั่งเศสเป็นผู้นำ; ฝรั่งเศสได้ไปถึงที่นั้นก่อนเป็นอันดับแรก. ไม่ใช่ในทุกเรื่อง, แน่นอนละ ทุกประเทศมีพื้นที่ทั้งหลายที่มัน จุดแข็งที่โดดเด่นของมัน และประเทศต่างๆ ที่ผลงานหรือการพัฒนายังคงตามหลังมาตรฐานอยู่เล็กน้อย. ในกรณีของฝรั่งเศส, ที่ซึ่งพวกเขาได้นำหน้าของทุกคน, ก็คือในการไปถึงการล้มเหลวของรัฐบาลโดยการ ลงไปสู่ถนนทั้งหลาย, โดยการเชิญชวนให้ประชาชนไปใช้สิทธิ์ตามระบอบประชาธิปไตยของพวกเขา, สิทธิที่จะพูดโดยเสรี, สิทธิของการประท้วงได้โดยเสรี, สิทธิที่จะทำให้เป็นที่รู้ต่อผู้นำของประเทศของคุณ เมื่อคุณมีความสุขหรือไม่มีความสุขด้วยอะไรที่พวกดเขากำลังทำกันอยู่นี้.  (Why am I talking about lessons from France? Because there’s an area where France is a kind of pioneer. France is a leader; France gets there first. Not in everything, of course. Every country has areas where it excels and countries where it’s a little bit behind the curve. In the case of France, where they’re ahead of everybody, is in reaching to government failure by getting into thew streets, by inviting the people to exercise their democratic rights, the right of free speech, the right of free protest, the right to make it known to the leadership of your country when you are happy or unhappy with what they are doing.)

          และมาถึงจุดที่คุณไม่ได้แค่บ่นกระปอดกระแปด, ไม่ได้แค่เปรยๆ กับสามี, ภรรยา, ลูกๆ ,หรือเพื่อนบ้านของคุณอีกต่อไปแล้ว. ที่ซึ่งคุณต้องการที่จะพูดต่อชุมชนทั้งปวง ซึ่งคุณเป็นส่วนหนึ่งของมัน. และคุณออกไปร่วมกับผู้คนอื่นๆ ผู้ซึ่งรู้สึกในหนทางนีเ และคุณทำให้มุมมอง/ความเห็นท้ะงหลายของคุณได้เป็นที่รู้จัก.   (To the point where you’re no longer just grumbling, you’re no longer just mentioning to your husband or your wife or your children or your neighbor. Where you want to speak to the whole community of which you are a part. And you get together with other people who feel this way and you make your views known.)

          และด้วยการทำมันเช่นนั้น, ด้วยการขัดจังหวะการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติของคนเรา เมื่อผู้คนไม่ได้กำลังทำนั่น, คุณทำให้เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นวาระสำหรับทุกคนต้องนำกลับไปคิดถึงมัน. บนการเดินทางของพวกเขาที่จะไปทำงานเมื่อพวกเขาหยิบกาแฟของพวกเขาขึ้นมา, พวกเขาเห็นคุณกำลังสวนสนามอยู่ในถนนกับป้ายทั้งหกลายของพวกคุณ. และคุณก็รู้ว่าอะไรที่พวกเขาเหล่านั้นจะจบลงในการพูดคุยถึงมันแค่ในระหว่างจิบกาแฟตอนเช้านั้นรึ?  เหมือนกับว่ามันไม่ใช่อะไรที่พวกเขาเพิ่งมองเห็น. และแม้กระทั่งถ้าพวกเขาไม่ได้เป็น, ผู้คนนั้นพวกเขารื่นรมย์กับการจิบกาแฟด้วยการนำมันขึ้นมาพูดกัน. (And by doing it, by disrupting the normal everyday life when people don’t do that, you put it on the agenda for everybody to think about. On their way to work when people pick up their coffee, they see you marching in the street with your signs. And you know what they end up talking about over coffee that morning? Like it is not what they just saw. And even if they don’t, the people they enjoy having coffee with will bring it up.)

          และมันจะถูกตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์, และมันจะถูกออกอากาศทางโทรทัศน์, และลูก ๆ ของคุณก็จะเป็นคนเอาเรื่องนี้มาบอกให้คุณรู้, และอะไรทำนองนั้น. ไม่มีใครทำเรื่องแบบนั้นได้บ่อย ได้อย่างรอบคอบถี่ถ้วน และอย่างเปิดเผย เท่ากับประชาชนชาวฝรั่งเศสอีกแล้ว. และการทำเช่นนั้นเป็นการย้อนกลับไปสู่การปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่ที่นำพาพวกเขาเข้าสู่โลกยุคใหม่ ในปี 1789, ซึ่งเป็นเวลาหลายศตวรรษมาแล้ว. แต่พวกเขาก็ทำมันจนได้ตอนนั้น, พวกเขาก็ได้ทำมันใน ปี 1630, พวกเขาได้ทำมันในปี 1848 กระนั้นอีกครั้ง, พวกเขาได้ทำมันในปี 1871 เมื่อพวกเขาได้สถาปนารัฐบาลหนึ่งของผู้คนทำงาน.  (And it’ll be in the newspaper, and it’ll be on television, and your children will bring it to your attention, and so on. Nobody does that as often as carefully and openly as the people of France. And doing so goes back to the great revolution that brought them into modern world, 1789, several centuries ago. But they did it then, they did it in 1830 again, they did it in 1848 yet again, they did in 1871 when they established a working people’s government.)

พวกเขาก็ได้โค่นล้มรัฐบาลเดิมในนครแห่งปารีสนั้น. และในปี 1871, พวกเขาได้สร้างสรรค์ the Paris Commune - ปารีสคอมมูน. หนึ่งในความพยายามทั้งหลายอันดับแรกที่เป็นดุจระบบแห่งรัฐบาลแนวสังคมนิยม. คาร์ล มาร์กซ์ตัวเขาเองจากลอนดอน, ที่ซึ่งไม่ได้ไกลขจากปารีส, ได้เป็นผู้ให้คำแนะนำและให้การปรึกษาให้กับปารีส คอมมูนนี้. และแล้วพวกเขาก็ได้ทำมันในปี 1968. และแล้วพวกเขาก็ได้ทำมันในหนทางทั้งหลาย พวกเขาได้ต่อต้านการเข้ามายึดครองของนาซีในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2. ผมสามารถพูดต่อไปได้อีกมากมาย.   (They threw out the old government in the city of Paris. And in 1871, they created the Paris Commune. One of the first efforts as a at a socialist governmental system. Karl Marx himself from London, which isn’t that far from Paris, was an adviser to and a consultant for the Paris Commune. And then they did it in 1968. And then they did it in the ways they resisted the Nazi occupation during World War II. I could go on.)

1 The Paris Commune (ปารีสคอมมูน) คือ รัฐบาลปฏิวัติแนวสังคมนิยมที่เข้ายึดอำนาจและปกครองกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลาสั้นๆ ตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม ถึง 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1871 ถือเป็นรัฐบาลของชนชั้นแรงงานหรือ "รัฐบาลคอมมิวนิสต์/สังคมนิยม" ยุคแรกๆ ของโลก

ความเป็นมาและบริบท

  • สาเหตุการเกิดขึ้น: เกิดจากความไม่พอใจของประชาชนและชนชั้นแรงงานในกรุงปารีส หลังฝรั่งเศสพ่ายแพ้ในสงครามฝรั่งเศส-ปรัสเซีย (1870–1871) และรัฐบาลชั่วคราวของฝรั่งเศสพยายามเจรจาสงบศึกกับปรัสเซีย รวมถึงพยายามปลดอาวุธกองกำลังพิทักษ์ชาติในปารีส
  • การลุกฮือ: ในวันที่ 18 มีนาคม ค.ศ. 1871 ชาวปารีสและกองกำลังพิทักษ์ชาติลุกฮือขึ้นปฏิเสธการควบคุมจากรัฐบาลกลาง และจัดตั้งการปกครองของตนเองขึ้นมา

นโยบายสำคัญ

  • ยกเลิกสิทธิพิเศษต่างๆ และจำกัดเพดานเงินเดือนของเจ้าหน้าที่รัฐให้เท่ากับค่าแรงของคนงานทั่วไป
  • แยกศาสนจักรออกจากรัฐ (Secularism) และยุติการสนับสนุนทางศาสนาจากรัฐบาล
  • ส่งเสริมการศึกษาภาคบังคับและเท่าเทียมสำหรับทุกคน
  • ให้คนงานเข้าควบคุมและบริหารจัดการโรงงานที่ถูกทิ้งร้าง
  • กำหนดนโยบายทางสังคม เช่น การกำหนดวันทำงาน 10 ชั่วโมง และยกเลิกการทำงานกะกลางคืนสำหรับคนทำขนมปัง

การล่มสลายและจุดจบ

  • สัปดาห์เลือด (Semaine sanglante): ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ. 1871 กองทัพฝรั่งเศสจากแวร์ซายได้บุกเข้าโจมตีและปราบปรามปารีสคอมมูนอย่างรุนแรงตั้งแต่วันที่ 21 ถึง 28 พฤษภาคม ค.ศ. 1871
  • ความสูญเสีย: มีผู้เสียชีวิตจากการสู้รบและการสังหารหมู่หลังการยึดเมืองคืนราว 10,000 ถึง 20,000 คน (บางประเมินสูงถึง 30,000-50,000 คน)

ความสำคัญทางประวัติศาสตร์

  • ได้รับการยกย่องจากนักคิดคนสำคัญ เช่น คาร์ล มาร์กซ์ (Karl Marx) ว่าเป็นต้นแบบรูปธรรมครั้งแรกของ "เผด็จการโดยชนชั้นกรรมาชีพ" (Dictatorship of the proletariat) [1, 2]
  • กลายเป็นสัญลักษณ์และบทเรียนสำคัญของการต่อสู้เชิงอุดมการณ์ระหว่างฝ่ายสังคมนิยม/แรงงานกับรัฐทุนนิยมและอนุรักษ์นิยมในประวัติศาสตร์การเมืองโลก อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ได้ที่ คณะก้าวหน้า และ ThoughtCo

 

และในตอนนี้เราก็มีอีกหนึ่ง. 2026. มันจะลงไปในตำราประวัติศาสตร์ทั้งหลายในแต่ละการลุกฮือของผูเคนชาวฝรั่งเศสได้ทำมันมา. กลายเป็นทรงพลัง, สร้างแรงดาลใจ, ชั่วขณะประวัติศาสตร์ที่ผู้คนทั่วโลกได้เรียนรู้จากมัน, ได้ฟังจากมัน, ได้ลอกแบบ, และได้คิดกันมายาวนานและอย่างหนักถึงมัน. และในวิถีทางนั้น, ผมต้องการที่จะให้เกียรติทั้งหมดของเรื่องนั้นด้วยการทำมันไปกับคุณในเดี๋ยวนี้เลย.   (And now we have this one. 2026, it’ll go down in the history books as each of these uprisings of the French people have done. Becoming powerful, inspiring, historical moments that people around the world have learned from, listened to, copied, and thought long and hard about. And in a way, I want to honor all of that by doing that with you right now.)

นี่คือที่มันได้เริ่มต้นขึ้นอย่างไร. เหมือนเช่นรัฐบาลทั้งหลายอื่นๆในยุโรป, รัฐบาลฝรั่งเศสไม่เคยได้ฟื้นคืนจากการสูญเสียอาณานิคมทั้งหลายไป. อาณานิคมทั้งหลายในลาติน อเมริกา เหมือนเช่นเฟรนซ์ กิยานา, มาร์ตินิค, กัวเดอลูเป, และอื่นๆอีกมาก. อาณานิคมทั้งหลายที่ในเอเชีย, เหมือนเช่นลาว, กัมพูชา, และเวียตนาม, และอีกมาก. อาณานิคมทั้งหลายในอาฟริกา, กาบอง, แวอรี โคสต์, อาณานอิคมทั้งหลายในอาฟริกาเหนือ, เหนือทั้งหมดนั้นคือ อัลจีเรีย.  (Here’s how it began. Like other governments in Europe, the French have never recovered from the loss of their colonies. Colonies in Latin America like French Guiana, Martinique, Guadeloupe, and so on. Colonies in Asia, like Laos, Cambodia, and Vietnam, and more. Colonies in Africa, Gabon, the Ivory Coast, colonies in North Africa, above all Algeria.)

จักรวรรดิฝรั่งเศสได้เป็นที่สองรองอยู่แค่จักรวรรดิบริติชเท่านั้น, ที่มีขอบเขตครอบคลุมไปทั่วโลก. และจักรวรรดิฝรั่งเศสได้ทำเพื่อประเทศฝรั่งเศสในอะไรที่จักรวรรดิบริติชได้ทำให้กับบริเทน. มันได้สูบเลือดสูบเนื้อ จากทุกพื้นที่ทั่วโลกที่มันได้เข้ายึดครองเป็นอาณานิคม. มันได้นำเข้ามาทั้งวัตถุดิบทั้งหลาย, ทองคำ, แร่เงิน, และเหล็ก. รวมถึงนำเข้าอาหารที่เพาะปลูกได้ในพื้นที่เหล่านั้นด้วย.  ฝ้ายที่ปลูกในพื้นที่เหล่านั้น. รวมถึงผลผลิตอื่น ๆ อีกมากมาย. มันยังดึงดูดผู้คนจำนวนมากให้เข้ามาทำงานในประเทศฝรั่งเศสและทำให้ประเทศนี้มั่งคั่งยิ่งขึ้น.  (The French Empire was second really only to the British, global in its scope. And the French Empire did for France what the British Empire did for Britain. It ripped off all those parts of the world that it colonized. It brought raw materials, gold, silver, iron. It brought food grown in those areas. Cotton grown in those areas. Many other products. It even brought large number of people to work in France and enrich it.)

ความมั่งคั่งทั้งหมดของอาณานิคมทั้งหลายที่ถูกสูบเอามาจากพวกเขาและนำมาซึ่งความร่ำรวยยังศูนย์กลาง, ประเทศมหาอำนาจ, ที่มุมเล็กๆของโลกรู้จักกันว่าคือ ยุโรป. อย่างหยาบๆ 5% ของผู้คนกอบโกยผลประโยชน์ไปมากยิ่งกว่านั้นอีกจากทุกแห่งอื่นในโลก. โปรดจำไว้ว่าเมื่อคุณมองเห็นคลิปทั้งหลายของผู้คนจำนวนเล็กน้อยกำลังบุกเข้าไปดเอาสิ่งของในร้านของชำหนึ่งในปารีส ว่านั่นพวกเขาไม่ได้ประดิษฐ์การปล้นชิงนั่นขึ้นมาเอง. พวกเขาไม่ได้เป็นผู้บุกเบิกการกอบโกยปล้นชิงนั้น. พวกเขาแค่อย่างง่ายๆทำการกอบโกยปล้นชิงเอาเศษเล็กเศษน้อยในอะไรที่ได้ถูกปล้มสะดมถูกกอบโกยเอามาจากบรรพบุรุษของพวกเขา และจากปู่ย่าตายายของพวกเขา และพวกเขาเอง, ด้วยเช่นกัน.  (All the wealth of the colonies was siphoned out of them and brought to enrich the center, the powerhouse, that little corner of the world known as Europe. Roughly 5% of the people of the world gathering way more than that by looting every other place. Please remember when you see clips of a few people looting a store in Paris that they didn’t invent looting. They didn’t pioneer looting. They are simply looting back a tiny fraction of what was looted from their ancestors and their grandparents and them, too.)

ปารีสและฝรั่งเศสเป็นเจ้าบ้านของผู้อพยพจำนวนมาก, โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากแอฟริกาเหนือและแอฟริกาใต้.  ส่วนอื่นๆอีกด้วย, แต่เป็นพิเศษก็จากที่นี่. และพวกเขาอาศัยอยู่ในย่านเพื่อนบ้านอันยากจนที่สุด, ในสลัมเก็ตโต, ด้วยงานที่แย่ที่สุดและการบริการสาธารณะที่ยากจนย่ำแย่ที่สุด. ผู้ชมชาวอเมริกันของฉันจะเข้าใจสิ่งที่คุณบอกพวกเขาอย่างแน่นอน, เพราะเราก็ทำแบบนั้นกับพี่น้องคนผิวดำและคนผิวสีของเราเหมือนกัน. ดังที่เรามี. ดังที่คนฝรั่งเสศมี. มายาวนาน.  (Paris and France are the hosts of many immigrants, particularly from North and South Africa. Other parts also, but particularly. And they live in the poorest neighborhood, in ghettos, with the lousy as jobs and the poorest public services. My American audience will understand exactly what I am telling them because we’d do that to our black and brown brothers and sisters, also. As we have, as the French have. For long time.)

ส่วนหนึ่งของการลุกฮือที่คุณเห็นในฝรั่งเศสทุกวันนี้ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นปัญหาเฉพาะหน้า, ที่ผมกำลังจะเล่าให้คุณฟังเท่านั้น, แต่ยังเกี่ยวกับมรดกตกทอดด้วย. ชายหนุ่มที่ขว้างก้อนอิฐใส่ตำรวจ, จำความอัปยศอดสูที่แม่ พ่อ หรือพี่สาวน้องสาวของเขาเคยเผชิญ, หรือท้ายที่สุดแล้วก็น่าจะเป็นพวกเขาทุกคนนั่นแหละที่ต้องทนเจอมาตลอดในช่วงที่เติบโตขึ้นมา. สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ถูกลืมเลือน, อย่างน้อยที่สุดก็ไม่ใช่โดยเหล่าผู้ตกเป็นเหยื่อของมัน.  (Part of the uprising you see in France today is not just about the immediate issues, which I’m about to tell you about, but they’re also about a legacy. The young person throwing a brick at a cop remembers an indignity suffered by his mother or his father or his sister or likely all of them as they were growing up. Those things are not forgotten, at least not by the victims of them.)

เอาละ,  แล้วอะไรล่ะที่ได้เป็นตัวเริ่มต้นกันในคราวนี้? ฝรั่งเศส, ประเทศของผู้มั่งคั่งร่ำรวยได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยอาณานิคมของจักรวรรดิซึ่งได้ดิ้นรนต่อสู้มาตั้งแต่ 1945 เมื่อการรวมเข้าด้วยกันของสงครามโลก ทั้ง 1 และ 2 ได้นำเอาอำนาจจากอาณานิคมทั้งหลาย, บริเทน, ฝรั่งเศส, สเปน, อิตาลี, เยอรมัน, รัสเซีย, ญี่ปุ่น ที่จะทำลายซึ่งกันและกันในการสังหารฆ่ากันอย่างโหดเหี้ยวเลวร้ายที่สุดของมนุษย์ ที่เราได้บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ใดๆ. ลัทธิล่าอาณานิคมได้จบสิ้นลงด้วยการฆ่าหมู่มวลมหาชน. แต่มันไม่จบสิ้นแค่นั้น.  (Well, what started it this time? France, a country of very wealthy people built up by the colonial empire has been struggling since 1945 when the combinations of World War 1 and 2 led the colonial powers, Britain, France, Spain, Italy, Germany, Russia, Japan to destroy each other in the worst slaughter of human beings of which we have any record. Colonialism ended in mass murder. But it didn’t end.)

มันได้จบลงสำหรับบริเทนและฝรั่งเศสและเยอรมนีและรัสเซียและญี่ปุ่น. แต่มีประเทศหนึ่งที่ไม่ได้ถูกทำลายลงไปในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ 2. สหรัฐอเมริกา. ได้รับการปกป้องจากมหาสมุทรแอตแลนติคและแปซิฟิค, พวกเขาไม่ได้ทุกข์ร้อนเจ็บปวดในที่แห่งใดเหมือนเช่นยุโรป. รัสเซ๊ยโดยลำพังในสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้สูญเสียไป 27 ล้านผู้คนที่ตายลงไป. คนอเมริกันทั้งหลายมากมายเท่าไรที่ตายไปในสงครามโลก ครั้งที่ 2 หรือ? คำตอบคือ 400,000. นั่นเปรียบได้กับช้างกับแมลงวัน. และผลกระทบต่าง ๆ ก็เป็นไปในทิศทางเดียวกัน. (It ended for Britain and France and Germany and Russia and Japan. But there was a country that didn’t get destroyed in World War 1 or 2. The United States. Protected by the Atlantic and Pacific Ocean they didn’t suffer anywhere like Europe. Russia alone in World War II lost 27 million people dead. How many Americans died in World War II? Answer, 400, 000. That’s an elephant and a fly. And the impacts are corresponding.)

สหรัฐอเมริกาได้มรดกสืบทอดจักรวรรดิ แต่ยุโรปทั้งหลายไม่ได้พวกมันกลับมา. พวกเขาได้พยายาม, มากที่สุดก็กับอัลจีเรียที่พวกเขาได้พยายามที่จะยึดกุมเอาไว้, แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำนั่นได้เช่นกัน. พวกเขาได้อ่อนแอเกินไปจากสงครามทั้งหลายที่จะจะยึดกุมอาณานิคมทั้งหลายของพวกเขาเอาไว้. และคุณก็รู้ว่าเมื่อจักรวรรดิหนึ่งล่มสลาย สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ บรรดาคนรวยและผู้มีอำนาจ, จะอยู่ในจุดหรือสถานะที่สามารถเหนี่ยวรั้งความมั่งคั่งที่จักรวรรดินั้นสร้างขึ้นมาเอาไว้กับตัวได้. ชนชั้นกลางและชนชั้นล่างต่างหากที่ไม่เคยมีส่วนร่วมกับจักรวรรดิมากนักตั้งแต่แรกเริ่ม และพวกเขายังต้องสูญเสียผลประโยชน์ใด ๆ ก็ตามที่เคยได้รับไป ในยามที่จักรวรรดิไม่สามารถส่งมอบความมั่งคั่งให้ได้เหมือนแต่ก่อน.  (The United States inherited the empire but the Europeans never got them back. They tried, most famously with Algeria they tried to hold on, but they couldn’t do that either. They had been too weakened by the wars to hold on their colonies. And you know when an empire goes down what happens is the rich and the powerful, they’re in a position to hold to the wealth that the empire built up. It’s the middle and lower classes who never participated that much in the empire to begin with and who lose whatever gains they might have gotten as the empire can’t deliver the wealth it once did.)

และดังนั้นเอง, ผู้คนนั้นได้หงุดหงิดและโกรธแค้น. มาตรฐานการดำรงชีพของพวกเขากำลังตกต่ำลงและอย่างรวดเร็ว. นั่นคืออะไรที่มันได้เป็นอยู่ในยุโรปมาในยุโรปตลอดช่วงสุดท้ายที่ผ่านมา 25, 30, 40 ปี. และตอนนี้มันได้มาถึงจุดที่ช่องว่างระหว่างกลุ่มคนรวยและผู้มีอำนาจที่มีบทบาทในจักรวรรดิอเมริกาและคอยตักตวงผลประโยชน์จากมัน กับกลุ่มประชาชนคนธรรมดาทั่วไป, กลายเป็นสิ่งที่ยากเกินจะแบกรับหรือทนไหวแล้ว. มันไม่มีความมั่งคั่งมากพอที่จะทำให้คนกลุ่มบนสุดพึงพอใจ และเหลือร่วงหล่นลงมาจากโต๊ะมากพอให้คนในลำดับขั้นทางสังคมที่อยู่ต่ำกว่าพวกเขาลงไปสามารถเก็บเกี่ยวไว้ได้.  (And so, the people get upset and angry. Their standard of living is going down and fast. That’s what it’s been doing in Europe for the last 25, 30, 40 years. And it’s really gotten to the point now where the gap between rich and powerful who have some role to play in the empire of the United States and piggyback off of it, the gap between them and the mass of people becoming unbearable. There’s just not enough wealth to keep those at the top happy with enough falling off the table to be captured by people below them in the social pecking order.)

และดังนั้นเอง,  ผลปรากฏว่ารัฐบาลฝรั่งเศสที่อยู่ในโลกความเป็นจริงนั้น เริ่มประหยัดงบประมาณกับโครงการทางการเมืองที่เป็นที่นิยมของประชาชน. ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า, ซึ่งชาวฝรั่งเศสมีใช้มานานสำหรับผู้คนหลายทศวรรษแล้ว. ที่อเมริกาเราไม่มีแบบนี้, แต่ที่นั่นเขามีกัน. การกดขี่ชนชั้นแรงงานผู้ซึ่งเมื่อหลายทศวรรษก่อนเคยเป็นฝ่ายชนะจนได้รับหลักประกันสิทธิ์การลาพักร้อนแบบได้รับค่าจ้าง 5 สัปดาห์ต่อปี. ถูกต้องแล้ว. คุณได้ยินถุกต้อง. การศึกษาที่สูงกว่าแบบฟรี. คุณจ่ายแค้ค่าห้องและค่ากระพดาน, แต่ม่มีอะไรอื่นอีก.   (And so, it came that the French government living in that reality started saving money on popular political programs for people. Universal health care, which the French have had for decades. We don’t have it in the US, but they do there. Coming down on the working class which decades ago won a guaranteed five weeks of paid vacation every year. That’s right. You heard me right. Free higher education. You pay for room and board, but nothing else.)

ผมสามารถพูดต่อไปอีกได้. ระบบการศึกษาอันโด่งดัง. และนั่นคืออะไรที่ความเดือดร้อนในวันนี้เริ่มต้นขึ้น. พวกเขาลดการใช้จ่ายด้านการศึกษาลง. พวกเขาไม่ได้คงธำรงรักษาโรงเรียนทั้งหลายเอาไว้. พวกเขาไม่ไดก้ทดแทนครูทั้งหลายที่ดำเนินการจากไปอยู่ตลอด, ผู้ที่ได้เกษียณอายุ, ผู้ที่ได้เปลี่ยนไปทำงานอาชีพอื่นของพวกเขา. ชั้นเรียนทั้งหลายกลายเป็นคับคั่งใหญ่โตขึ้น. ทรัพยากรทั้งหลายสำหรับครูทั้งหลายได้หกายากมากขึ้น. ในท้ายสุด, สองสามสัปดาห์ที่ผ่านมา, สหภาพครูทั้งหลาย, นั่นคือสิ่งที่มันได้เริ่มต้นขึ้น. และดังที่ผมพูด, คุณจะมองเห็นว่ามีส่วนทั้งหลายเหล่านี้ของสิ่งนี้ที่คุณไม่ได้รูถึง, แม้กระทั่งเหล่าพวกคุณที่ได้จ่ายความสนใจต่อทั้เรื่องงหมดนี้.  (I could go on. A famous educational system. And that’s where today’s trouble begins. They cut back on spending for education. They didn’t maintain the schools. They didn’t replace teachers who went on leave, who retired, who changed their jobs. Classes became larger. Resources for teachers scarcer. Finally, a few weeks ago, a union of teachers, that’s how it began. And as I speak, you’ll see there are parts of this that you didn’t know about, even those of you that paid attention to all of this.)

เนื่องจากสื่อมวลชนได้สมรู้ร่วมคิดกับรัฐบาล, และคุณจะได้เห็นว่าสิ่งนั้นหมายความว่าอย่างไรในอีกสักครู่. มันเริ่มต้นจากการที่บรรดาครูพากันนัดหยุดงานประท้วง. พวกเขาไม่ได้เรียกร้องให้ได้รับค่าจ้างที่มากขึ้น. พวกเขากำลังเรียกร้องให้มีการจ้างครูทดแทนตำแหน่งที่ว่างลงไป. เรียกร้องว่า โรงเรียนทั้งหลายต้องได้รับการบำรุงรักษาให้สะอาด, เพื่อที่จะได้ไม่มีหนูทั้งหลายเพ่นยพล่านวิ่งไปทั่ว, และสิ่งนั้นได้ถูกบันทึกเป็นเอกสารหลักฐานไว้ก่อนหน้านี้ไปแล้ว.    (Because the media have been complicit with the government, and you’ll see what that means in a moment. It begins with teachers going out on strike. They’re not asking for more pay. They’re asking that teachers who leave be replaced. That schools be maintained cleanly, so there aren’t rats running around, and that was documented.)

สิ่งที่สร้างความประหลาดใจให้กับสหภาพครู, คือ กลุ่มนักเรียนมัธยมปลาย, ไม่ใช่นักศึกษามหาวิทยาลัย, แต่เป็นนักเรียนมัธยมปลายของฝรั่งเศส, ที่เริ่มหันมาพูดคุยและติดต่อสื่อสารกันเอง โดยมีโซเชียลมีเดียเป็นตัวแปรสำคัญในเรื่องนี้, และพวกเขาได้ตัดสินใจที่จะเดินออกไปจากโรงเรียนทั้งหลายในการรวมพลังไปกับครูทั้งหลายของพวกเขา. ในจุดนั้น, ครูท้องถิ่นทั้งหลายรวมกันประท้วงหยุดงาน ได้กลายเป็นการเคลื่อนไหวระดับชาติ  กลายเป็นขบวนการระดับชาติที่คนหนุ่มสาว ซึ่งไม่ได้ถูกรั้งไว้โดยผู้ประกอบอาวุโสได้กล่าวต่อรัฐบาลว่า, “คุณกำลังทำอะไรอยู่? กำลังเสียสละไม่ใช่แค่พวกเรากับนักเรียนรุ่นพวกเรา แต่กำลังเสียสละอนาคตทั้งหมดด้วยซ้ำ.”  (To the surprise of the teachers union, the high school students, not the university students, the high school students of France, began to talk to one another, social media crucial here, and they decided to walk out of the schools in solidarity with their teachers. At that point, a local teachers strike became a national movement in which the young people, not held back by their elders, said to the government, “What are you doing sacrificing not just us and our generation of students, but the future.)

อนาคตของฝรั่งเศสพึ่งพาอยู่กับการมีกำลังแรงงานที่มีการศึกษาสูง. และหนึ่งในสถาบันหมาบเลขหนึ่งที่พัฒนาให้การศึกษาได้ดี ก็คือระบบโรงเรียนของคุณ. ดังนั้น, ถ้าห่วงใยทั้งหมดนั้นกับฝรั่งเศส, หนทางที่คุณไปต่อและสวดภาวนาให้ตลอดเวลาที่คุณทำ, มันก็ควรจะเป็นลำดับความสำคัญบนยอดสุดของลำดับความสำคัญสุดท้ายของคุณ. คุณช่างน่าละอายเหลือเกินแล้ว.   (France’s future depends on having a well-educated labor force. And the one number one institution that develops a well-educated is your school system. So, if you care at all about France, the way you go on and preach all the time you do, it would be your top priority instead of your last priority. Shame on you.)

อะไรที่รัฐบาลได้ทำหรือ? ยอมรับอย่างกระจ่างแจ้งว่ามันได้ทำความผิดพลาด, ว่ามันได้ล้มเหลว, ที่มันได้กระทำปรับเปลี่ยนลำดับความสำคัญเช่นนั้นอย่างสิ้นเชิง? ๆไม่มีแม้แต่นิดเดียว. พวกเขากลับได้เรียกสั่งตำรวจทั้งหลายมา. มีคำพูดทั่วไปกันเองในการเรียก “ตำรวจ”ในภาษาฝรั่งเศสว่า flic-ตัวทะเลาะ. F-l-i-c ในภาษาฝรั่งเศ. ตัวทะเลาะทั้งหลายนี้ได้ถูกเรียกสั่งมา. ตัวโหดร้าย, ตัวที่รู้แต่ว่าจะฉีดพ่นแก๊สน้ำตาหรือขว้างระเบิดแก๊สน้ำตาอย่างไร, และอะไรอื่นทั้งหลาย. คุณรู้ไหกมว่า อะไรจะบังเกิดขึ้นว่าถ้ามันได้เป็นเช่นนั้น? อะไรที่มันมะกจะเป็นขึ้นอยู่เสมอ. มันทำไห้คนหนุ่มสาวโมโหโกรธเมื่อพวกเขาได้เห็นแต่ละคนได้ถูกตีโดยตำรวจนั้น, ถูกทำร้ายโดยตำรวจ, และถูกยั่วยุจากตำรวจ.   (What did the government do? Admit clearly that it had made mistake, that it had failed, that it would radically alter its priorities? None of it. They called out the cops. The slang in French for cop is flic. Flic, f-l-i-c in French. The flics were called. The brutal ones, the ones that know how to spray you with tear gas or throw a grenade at you, a gas grenade, and so on. You know what that did? What it always does. It made the young people angry as they saw one another hit by the police, hurt by the police, and provoked by the police.)

แนวคิดของตำรวจคือการใช้กำลังที่เหนือกว่าเพื่อเข้าควบคุมสถานการณ์. คุณรู้ไหมว่าอะไรได้บังเกิดขึ้น? สิ่งเดียวกันที่ได้บังเกิดขึ้นเมื่อ ICE ได้เข้าไปที่ในมินนิอาโพลิส. และภายหลังสองสามวันในมินนีอาโพลิส, มันดูเหมือนว่านายกเทศมนตรีและผู้ว่าการรัฐของมลรัฐนั้นได้กำลังจะเรียกหา, เย้, คุณได้เดามันออก, การประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่. นั่นคืออะไรเมื่อ ICE ได้ออกมาจากที่นั้น, เมื่อพวกเขาได้ตระหนักรู้, ทั้งนครใหญ่นั้นกำลังจะออกมาไล่ตามพวกเขากัน.   (The idea of the police is to overwhelm them with force. You know what happened? The same thing that happened when ICE2 went into Minneapolis. And after a few days in Minneapolis, it looked like the mayor and the governor of that state were going to call, yeah, you guessed it, a general strike. That’s when ICE got out of there, when they realized, the whole city was going to come after them.)

2 ICE (หน่วยงานรัฐบาลสหรัฐฯ)

·         ชื่อเต็ม: Immigration and Customs Enforcement (สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐฯ)

·         สังกัด: กระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิของสหรัฐอเมริกา (DHS)

·         หน้าที่หลัก: บังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากร เช่น ติดตาม จับกุม และเนรเทศผู้ที่อาศัยหรือทำงานในสหรัฐอเมริกาโดยผิดกฎหมาย รวมถึงสืบสวนคดีอาชญากรรมข้ามชาติและการค้ามนุษย์

 

เอาละ, สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อ 3 วันก่อน และสื่อส่วนใหญ่ทั้งในฝรั่งเศส แต่ยิ่งกว่านั้นคือที่นี่ ต่างมองข้ามที่จะกล่าวถึงมัน, แต่ที่หนักกว่านั้นคือ คนแถวนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้เลย. พวกฝรั่งเศส มีสหภาพแรงงานอยู่ 5 กลุ่ม. คุณรู้ไหม, ที่นี่ในสหรัฐอเมริกา, เราโดยพื้นฐานมีอยู่แค่ 1, สหภาพของสหภาพแรงงานทั้งหมด. เอาละ,  5 สหภาพที่แตกต่างกันไปในแต่ละอัน. พวกเขามักจะขัดแย้งกันอยู่เสมอ, พวกเขาไม่เห็นพ้องต้องกันในเรื่องการเมืองและเรื่องอื่น ๆ.  (Well, the most important thing to the moment is what happened 3 days ago and most of the media coverage both in France, but even more here neglected to mention it. French has five union confederations. You know, here in the United States, we basically have one, the AFL-CIO3, the union of all the unions. Well, thew five different ones. They are often in conflict with one another; they don’t agree on politics and so on.)

3 AFL-CIO คือ สหพันธ์แรงงานอเมริกันและสภาองค์กรอุตสาหกรรม (American Federation of Labor and Congress of Industrial Organizations) [1, 2]

ข้อมูลสำคัญ

·         ประเภทองค์กร: เป็นศูนย์กลางสหภาพแรงงานระดับชาติ และเป็นสหพันธ์สหภาพแรงงานที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา [1]

·         การก่อตั้ง: ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1955 จากการควบรวมกันระหว่าง AFL (ก่อตั้งปี 1886 เน้นสหภาพแรงงานตามงานฝีมือ) และ CIO (ก่อตั้งปี 1935 เน้นสหภาพแรงงานตามอุตสาหกรรม)

แต่พวกเขาทั้งห้าคนต่างพร้อมใจกัน, ร่วมกันและในเวลาเดียวกัน, ได้ประกาศว่า ก., พวกเขาสนับสนุนการชุมนุมหยุดงานประท้วงของครูทั้งหลาย. ข., ด้วยความเคารพ, คำที่สำคัญมากในภาษาฝรั่งเศส, พวกเขาเคารพต่อเอกราชของเด็กนักเรียนทั้งหลาย. พวกเขาได้ขอใหแด็กนักเรียนทั้งหลายได้เข้าสังเกตการณ์กับสหภาพแรงงานทั้งหลายกับการประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่ ที่จะปิดฝรั่งเศสลงในวันที่ 5 พฤศจิกายน. โปรดสังเกต, นั่นคืออีก 2-3 สัปดาห์ข้างหน้าจากตอนนี้. ถึงเวลาต้องจัดระเบียบพวกรถไฟ รถบัส รถไฟใต้ดิน ร้านอาหาร แล้วก็... สารพัดสิ่งเท่าที่คุณจะนึกออกแล้วล่ะ, พวกเขาจะหยุดในฐานะประชาชนชาวฝรั่งเศส, สหภาพแรงงานทั้งหมด, นักเรียนนักศึกษาทุกคน, เพื่อแสดงให้ส่วนที่เหลือของฝรั่งเศสเห็นว่า พวกเราโกรธเคือง, พวกเราไม่ชอบสิ่งที่กำลังเกิดขึ้น, พวกเราต้องการความเปลี่ยนแปลง, พวกเราต้องการรัฐบาลชุดใหม่,  และ ไล่มาครงออกไป.    (But all five of them unanimously, together and at the same time, announced A, they support the strike teachers. B, the respect, very important word in French, they respect the independence of the students. They asked the students to observe with the unions a general strike to shut France down on the 5th of November. Notice, that’s 2-3 weeks from now. That’s tome to organize that the trains and the buses and the subways and the restaurants and the…you name it, they’re going to stop as the people of France all the unions, all the students, show the rest of France we are upset, we don’t like what’s going on, we want to change we want a new government, get rid of Mr. Macron.)

จะว่าไปแล้ว, คะแนนนิยมของเขาในฝรั่งเศสยังแย่กว่าคะแนนนิยมของทรัมป์ในสหรัฐอเมริกาเสียอีก. ประสบสำเร็จอันแท้จริง. จะมีการประท้วงหยุดงานทั่วไปครั้งใหญ่. ชาวฝรั่งเศสกำลังทำมัน. เข้าใช้ประชาธิปไตยกันอย่างจริงจัง. ไม่ได้รอคอยการเลือกตั้งครั้งหนเ. ไม่. ไม่รอคอย. ลงไปในถนนทั้งหลายในตอนนี้. และถ้าคุณส่งตำรวจมาที่จะยั่วยุผู้เรา. จะว่าไปแล้ว, คนฝรั่งเศสตั้งชื่อให้บุคคลผู้ที่ทำงานให้กับตำรวจทั้งหลายในการยั่วยุผู้คนให้ทำการรุนแรง, พวกนั้นถูกเรียกในภาษาฝรั่งเศสว่า provocateur - ตัวยุแยง. คำฝรั่งเศสสำหรับในภาษาอังกฤษ provocation.  (By the way, his polling numbers in France are worse than Trump’s polling numbers in the United States. A real achievement. There will be a general strike. The French are doing it. Taking democracy seriously. Not waiting for the next election. Not. No waiting. In the street now. And if you send the police to provoke us. By the way, the French name for a person who working for the cops provoking people to do a violence, they’re called in French provocateur. The French word for in English provocation or provocateur.)

แต่ก็มีสื่อมวลชนที่คอยถ่ายภาพถังขยะที่กำลังไฟไหม้, ถ่ายภาพตึกที่กำลังไฟไหม้. พวกนั้นเป็นเพียงเล็กน้อย. คนส่วนใหญ่ได้ตกลงปลงใจว่าจะไม่มีความรุนแรงกันขึ้น. ถ้าคุณเลือกเอาความรุนแรง, ส่วนนั้น—ส่วนที่ตำรวจของเราจะทำให้คุณทึ่งใจ. พราะนั่นเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ประท้วงดูแย่, ด้วยการกล่าวหาว่าพวกเขาใช้ความรุนแรง. และตำรวจในฝรั่งเศสก็รู้เรื่องนั้นและทำแบบนั้น แถมยังโดนจับได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า.  (But there are the media taking the pictures of the burning trash can, of the burning building. They’re very few. Most of the people are determined not to have violence. If you took the violence, the portion the portion of it that our police will amaze you. Because that a way to make the protesters look bad, accusing them of the violence. And the police have known that and done that in France and gotten caught at it over and over again.)

แต่บทเรียนขั้นพื้นฐาน, ที่ผมกำลังจะสรุปด้วยเรื่องนี้, ก็คือ หลังจากผ่านไปสักระยะหนึ่ง, ถ้าคุณกดขี่ขูดรีดประชาชนซ้ำแล้วซ้ำเล่า, พวกเขาหยุดทนรับมัน, พวกเขาหยุดนิ่งเงียบ, พวกเขาหยุดค้นหาอะไรบางอย่างอื่นที่จะพลิกหันเหความสนใจ. และเมื่อพวกเขาได้มาร่วมกัน, ระวังไว้. เพราะว่ามันกำลังที่จะเป็นจุดพลิกันครั้งใหญ่ทางประวัติศาสตร์. อะไรที่คนฝรั่งเศสได้บุกเบิกมาได้แผ่ขยายเข้าไปในอิตาลีแล้ว, ไปที่สเปน, ไปที่โปรตุเกศ, และไปยังเบลเยี่ยม ที่ผมรู้ถึงมัน. รายอื่นๆผมยังไม่ได้ยินมันไปถึง. แต่ถ้าคุณคิดว่ามันไม่มีวันบังเกิกดขึ้นได้ที่นี่, ลองคิดดูอีกครั้ง.   (But the basic lesson, and I’m going to conclude with that, after a while, if you squeeze the mass of people over and over again, they stop taking it, they stop being quiet, they stop finding something else to divert their attention. And when they get together, watch out. Because it’s going to be a big historic turning point. What the French pioneered has already spread to Italy, to Spain, to Portugal, and to Belgium that I know of. Others I haven’t heard about yet. But if you think it could never happen here, think again.)

ถ้าการสอดแทรกเหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใส่คุณว่ามีประโยชน์, ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับคนอื่นๆผู้ที่อาจสนใจในหัวข้อทั้งหลายนี้. นั่นคือทำไมที่เราทำวิดีโอทั้งหลายเหล่านี้ขึ้นมา. และแน่นอน, ถ้าคุณสามารถช่วยเหลือเราในค่าใฝช้จ่ายทั้งหลายของการผลิตสร้างและกระจายแจกรายการเหล่านี้, เราจะสำนึกในพระคถุณสำหรับการนั้นด้วยเช่นกัน. ขอขอบคถุณ.   (If interventions like this strike you as useful, please share this video with others who might be interested in this topic. That’s why we make these videos. And of course, if you can help us defray the costs of producing and distributing them, we will be grateful for that as well. Thank you.)

https://youtu.be/CIIb22jnnX8?si=JKHCsG_AU6G8u_if