หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ – พุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาเดียวเท่านั้นที่เป็นวิทยาศาสตร์

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ – พุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาเดียวเท่านั้นที่เป็นวิทยาศาสตร์

Albert Einstein: Buddhism is the only SCIENTIFIC Religion

          https://youtu.be/BWNunpr3rkk?si=ankCBpywMJLatTNU

บทนำ(Intro)

          อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์: พระพุทธเจ้าได้ค้นพบอะไรที่เจาได้เสาะหาอยู่. ไอน์สไตน์เป็นนักฟิสิกส์ระดับอัจฉริยะ, รู้จักกันในการประวัติวงการด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของเขา และพระพุทธเจ้าคือผู้นำทางจิตวิญญาณที่บรรลุแจ้ง/ตรัสรู้ ซึ่งการสอนของท่านได้เป็นแรงดาลใจให้กับคนหลายล้าน. มองคราแรกเผินๆคุณอาจคิดว่าเขาทั้งสองไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย, แต่เกาะจับอะไรไว้ให้แน่น, เพราะเรากำลังจะเปิดเผยการเชื่อมต่ออันน่าตื่นใจที่จะทิ้งคุณให้อยู่ในความตื่นตระหนก. ผมเป็นผู้ที่ไม่เคร่งในศาสนาใด. อย่างไรก็ตาม, พุทธศาสนาเป็นเพียงศาสนาเดียวเท่านั้นที่สามารถ “ตอบสนองความสงสัยทางวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิผล” - อัลเบิร์ต ไอนสไตน์พูดไว้.  (Albert Einstein: The Buddha found what he was searching for. Einstein the genius physicist, known for his groundbreaking theories on relativity and Buddha the enlightened spiritual leader whose teachings have inspired Millions. At first glance you might think they have nothing in common, but hold on tight because we’re about to uncover a mind-bending connection that will leave you in awe. I am a devout non-believer in religion. However, Buddhism is the only religion that could effectively address the demands of contemporary science, Albert Einstein.)

พุทธศาสนา, ลัทธิศาสน์ทางจิตวิญญาณ และปรัชญาแห่งชีวิต (Buddhism, a Spiritual Religion and a Philosophy of Life)

พุทธศาสนามีอะไรทั้งหมดที่ทำให้เป็นลัทธิศาสน์ซึ่งจะถูกฝึกปฏิบัติได้โดยผู้คนทั่วไปในอนาคต. ได้ถูกค้นพบอยู่กับความรู้สึกทางความเชื่อที่ผุดอุบัติขึ้นจากประสบการณ์ของสรรพสิ่งทั้งหลายทางธรรมชาติและทางจิตวิญญาณ. ด้วยการที่มีความหมายทั้งหลายเฉพาะเป็นหนึ่งเดียว. เป็นศาสนาที่ได้ก้าวข้ามตวามคิดที่ว่าพระเจ้าเป็นบุคคล และเป็นศาสนาที่หลีกพ้นลัทธิพิธีกรรมและเทววิทยาที่กำหนดบังคับยึดถือตายตัว.   (Buddhism has all the makings of a religion that will be practiced by all people in the future. It is founded on a religious feeling that emerges from the experience of all things natural and spiritual. As a meaningful Unity. It transcends the idea of a personal God and avoids dogma and theology.)

พุทธศาสนายังได้โอบรับทั้งโลกทางธรรมชาติและโลกทางจิตวิญญาณ. “ถ้าจะมีลัทธิศาสน์ใดที่สามารถตอบสนองความสงสัยจำเป็นต้องการขอวิทยาศาสตร์ยุคใหม่นี้ได้ ก็จะเป็นศาสนาพุทธนี้เอง.”  (It also embraces both the natural and spiritual worlds. “If there is any religion that could correspond to the needs of modern science it would be Buddhism.” – Albert Einstein.)

พุทธศาสนาไม่ได้เป็นเพียงลัทธิศาสน์/ความเชื่อทางจิตวิญญาณเท่านั้น ในมุมมองของไอน์สไตน์. พุทธศาสนายังเป็นปรัชญาของชีวิต. มุมมองเชิงองค์รวมของจักรวาลและมนุษยชาติ ที่ได้แสดงสาธิตให้เห็นถึงการดำรงอยู่ร่วมกันทางจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์. เขา(ไอน์สไตน์)ได้รู้สึกว่าพุทธศาสนาได้ให้ทัศนคติที่ยืดหยุ่น, จัดหาประตูทั้งหลายไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อิธรรมชาติของจักรวาล และตำแหน่งแห่งหนของเราภายในจักรวาลนั้น. ในโลกที่ได้ถูกปกครองโดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น. อะไรที่จิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์ ได้มีความพ้องต้องกันหรือ?  นเพียง็(Buddhism was not only a spiritual religion in Einstein’s view. It also a philosophy of life. A holistic view of the Cosmos and Humanity that demonstrated the coexistence of spirituality and science. He felt that Buddhism gives a flexible attitude, providing doors to profound understanding of the nature of the universe and our place within it. In a world increasingly ruled by technological and scientific advancements. What do spirituality and science have in common?)

ชีวิตของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (The Life of Albert Einstein)

          ด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของเขา, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เป็นผู้มั่นคงแน่วแน่เป็นลายน้ำพิมพ์ติดอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษย์ และได้เปิดศักราชนำมาซึ่งยุคใหม่ของความรู้ความเข้าใจของจักรวาลยุคใหม่. เขาได้ค้นพบว่าอวกาศและเวลาไม่ได้เป็นแนวคิดที่แยกออกจากกัน แต่ได้ถูกเกี่ยวพันและพึ่งพาต่อกันแปรผันไปตามตำแหน่งของผู้สังเกตการณ์และความเร็ว. โพ้นเลยไปจากสมการ E = mc2 สร้างความโต้แย้งอย่างแข็งแรงในเรื่อง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน/เอกภาวะของสสารและพลังงาน ที่คือความก้าวหน้าในองค์ความรู้ด้านฟิสิกส์.   (With his general theory of relativity, Albert Einstein unwavering figure in scientific history marked a water shed in human history and ushered in a new era in our comprehension of the Cosmos.  He found that Space and Time are not distinct concepts but rather are entwined and vary depending on the observer’s position and speed. Beyond just a formula the equation E = mc2makes a strong argument for the unity of matter and energy which advances the discipline of physics.)

แต่ไอน์สไตน์เป็นมากกว่าแค่นักค้นคว้าวิจัยเท่านั้น เขาเป็นนักปรัชญาและนักคิดอันปราดเปรื่อง ผู้ก้าวโพ้นเลยจากขอบเขตของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่จะค้นหาหนทางในการประนีประนอมเข้าด้วยกันของ ปรัชญา, วิทยาศาสตร์และศาสนา. ความเข้าใจของเขาในเรื่องศาสนานั้นได้สะท้อนถึงชีวอัตตาซึ่งเขาได้เสาะหามาอย่างสม่ำเสมอ. ความงดงามและสัจจะ. ค่อนข้างเป็นมากกว่าการศรัทธาอย่างขาดสติ แต่ค่อนข้างเป็นความเคารพนับถือเชิงลึกต่อความเป็นระเบียบและความน่าอัศจรรย์ของจักรวาล(But Einstein was more than a mere researcher in addition he was a brilliant philosopher and thinker who went beyond the bounds of scientific theory to find a way to reconcile philosophy science and religion. His understanding of religion reflected a soul that was constantly seeking, Beauty and Truth. Rather than a Mindless Faith but rather a deep respect for the order and wonder of the universe.)

เราะว่าความสามารถของเขาที่จะสร้างสะพานเชื่อมวิทยาศาสตร์, ปรัชญา และศาสนา, ไอน์สไตน์ได้กลายเป็นตัวแทนการสำรวจอันไม่มีที่สิ้นสุดและการแสวงหาซึ่งความรู้ในเรื่องจักรวาล. ความลี้ลับในธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่เข้าใจของมนุษยชาติ, พระพุทธเจ้าได้ประทานบทเรียน(ธรรมะ)อันละเอียดลึกซึ้ง ที่ช่วยให้มนุษย์ได้สำรวจตรวจค้นความสามารถอันไร้ขอบเขตจำกัดของจิต ซึ่งได้เปลี่ยนหันนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจอันประณีตลึกซึ้งของโลกภายนอก และในที่สุด, อิสรภาพจากวัฎสงสาร/วงจรอันไม่รู้จักจบสิ้นของการเกิดอีก. สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ในขณะที่ไอน์สไตน์ได้มองที่ภายนอกเพื่อหาทางออกทั้งหลายต่อปริศนานี้ของโลกภายนอก.  (Because of his ability to bridge science, philosophy and religion, Einstein came to represent endless inquiry and the quest for knowledge of the universe. All nature’s mystery is un-understand by Humanity the Buddha imparted to humanity a profound lesson that allowed one to completely explore the mind’s limitless capacity which in turn led to a profound comprehension of the outside world and in the end, to freedom from the Neverending Cycle of Reincarnation. The distinction is that whereas Einstein looked outward for solutions to the puzzles of the outside world.)

พระพุทธเจ้าได้เพ่งสนใจไปที่การเข้าถึงภายในในการบรรลุความรู้แจ้งผ่านภูมิปัญญาของผู้สังเกตการณ์ภายนอก และความคิดอย่างจริงใจจริง. พระพุทธเจ้าทรงยืนกรานว่า ข้อมูล(ที่ถูกต้อง)นั้นควรที่จะถูกยอมรับได้อย่างปราศจากคำถาม ท่านได้ผลักดันให้เปิดใจกว้างในการตรวจสอบอย่างปราศจากอคติ ตั้งอย่าบนพื้นฐานการได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและการยอมรับประสบการณ์ตรงเท่านั้นซึ่งได้ถูกแสดงให้เห็นประจักษ์ว่าเป็นความสัจจริง. พระพุทธเจ้าทรงบรรลุความรู้แจ้งด้วยตนเอง โดยผ่ากระบวนการ/หนทางเช่นนี้. (The Buddha focused inward approaching Enlightenment via Observation Wisdom and sincere thinking. While Einstein and the Buddha both approached their work with a scientific mindset. The Buddha was adamant that information ought to be accepted without question. He pushed for open-minded verification based on IC and firsthand experience accepting only that which has been demonstrated to be true. The Buddha attained the profound wisdom he sought via this way.)

มุมมองทางศาสนาของ ไอน์สไตน์ (Einstein’s Religious Views)

ไอน์สไตน์ เน้นย้ำในคุณค่าทางจริยธรรมและความซื่อสัตย์ของผู้คน แต่เขาคิดว่าความหวาดกลัวหรือการคาดการณ์ว่าจะถูกลงทัณฑ์จากพระเจ้า หรือแรงกำลังอะไรอื่นนั้นไม่ควรจะเป็นรากฐานของจริยธรรม. เขาได้ประกาศว่าจริยธรรมทั้งหลายของมนุษย์ไม่ได้จำเป็นต้องการพื้นฐานเทววิยา/หลักข้อบังคับทางศาสนา มากกว่าไหกว่าการที่พวกเขาตั้งอยู่ในพื้นฐานความเมตตากรุณา ความรู้ และภาระหน้าที่ทั้งหลายทางสังคม.   (Einstein highlighted the value of morality and honesty in people but he thought that fear or the prospect of punishment from God or any other force should not be the foundation of morality. He declared human ethnics do not require a theological basis rather they should be grounded in compassion knowledge and social obligations.)

มันเป็นเรื่องหดหู่ใจที่จะคิดว่าสิ่งเดียวเท่านั้นในการยึดเหนี่ยวผู้คนไว้คือการหวังข้างหน้าต่อรางวัลภายหลังการตาย และการหวาดกลัวว่าจะได้รับการลงทัณฑ์. มนุษยชาติช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่าสมเพชยิ่ง ถ้าหากเหตุผลหลักที่จะทำดี คือความหวาดกลัวที่จะถูกลงโทษ หรือการอยากได้รับรางวัลทั้งลาย -  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, ศาสนาและวิทยาศาสตร์,นิตยสาร นิวยอร์ค ไทมส์,  9 พฤศจิกายน, 1930.  (It is depressing to think that the only things holding people back are hope for rewards after death and fear of punishment. Humanity is a wretched species if the main reason for its goodness is its fear of punishment and desire for rewards. Albert Einstein, ‘religion and science’, New York Times magazine, November 9th, 1930.)

ถึงแม้ว่าไอน์สไตน์จะปฏิเสธความคิดในเรื่องพระเจ้ามีตัวตน, เขาก็ไม่สามารถที่จะอธิบายถึงเรื่องการสร้างสรรค์จักรวาลที่มีกฏระเบียบและอลังหการนี้ได้. เขาได้บอกไว้มากว่า, “ผมไม่เคยปฏิเสธเลยว่าผมไม่ได้เชื่อในเรื่องพระเจ้ามีตัวตน ผมได้เพียงแต่ทำสิ่งนี้ให้ปรากฏ. ถ้ามีสิ่งใดเชิงศาสนาเกี่ยวกับผม มันคือความชื่นชมอย่างสุดซึ้งสำหรับโครงสร้างของโลกตราบไกลเท่าที่วิทยาศาสตร์จะยินยอมมันที่จะไม่ปิดตัวมันเองมากไปกว่าพระเจ้าผู้ห่วงใยเกี่ยวกับการตัดสินใจและการกระทำของผู้คน. ผมเชื่อในพระเจ้าของสปิโนซา ผู้ซึ่งทำตนเองให้เป็นที่รู้จักในเรื่อง กฏระเบียบของสรรพสิ่งทั้งหลายอันสอดประสานกลมกลืนกัน.” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, 1954.   (Although Einstein rejected the idea of a personal God, he was unable to explain the universe’s orderly and elegant creation. He said as much, ‘I have never disputed that I do not believe in a personal God I have only made this apparent. If there is anything religious about me it is an unbridled appreciation for the world’s structure as far as science will allow it to disclose itself rather than a God who cares about the decisions and deeds of people. I believe in Spinoza’s God who makes himself known in the harmonious Order of Things, Albert Einstein, 1954.)

พระเจ้าไม่ใช่อะไรอื่นใดนอกจากธรรมชาติ นั่นคืออะไรที่คือพระเจ้าของสปิโนซา ดังที่ไอน์สไตน์ได้เอ่ยถึงไว้, นักปรัชญาชาวดัทช์, สปิโนซาอ้างว่าพระเจ้านั้นไม่ได้เป็นอะไรอื่นมากไปกว่า สสาร, พลังงาน, อะตอม, โมเลกุล, ชีวิต, ความคิด, สังคมปัจเจกบุคคลทั้งหลาย, กาแล๊กซี่ และบางทีกระทั่งจักรวาลจำนวนมากมายทั้งหลายนั้นคือ ทั้งหมดเป็นการสำแดงปรากฏในจักรวาลของสปิโนซา แต่ไม่เป็นอะไรอื่นเลย ไม่แม้กระทั่งปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณ หรือปรากฏการณ์อื่นโพ้นเลยความรู้ความเข้าใจของเราในปัจจุบันดำรงอยู่นอกเหนือไปจากธรรมชาติ.   (God is nothing but nature what is the God of Spinoza as mentioned by Einstein, the Dutch philosopher, Spinoza claimed that God is nothing more than nature matter, energy, atoms,  molecules, life, thought, individuals societies, galaxies and maybe even numerous universes are all present in Spinoza universe but nothing not even spiritual phenomena of or other phenomena beyond our current comprehension exists outside of nature.)

พวกเขานั้นเป็นบทหนึ่งของธรรมชาติถ้าพวกเขาดำรงอยู่. พุทธศาสนาถือว่าจักรวาลได้ถูกปกครองโดย 5 กฎธรรมชาติ หรือ 5 นิยาม ว่าอันไหนเป็นอะไรที่คือสาเหตุทำให้ทุกสิ่งอุบัติบังเกิดขึ้น. การกระทำทั้งหลายหรือกรรมเป็นแค่เพียงหนึ่งในองค์ประกอบเหล่านั้น. แรงกำลังทั้งหลายที่เปลี่ยนย้ายจำนวนมากมายได้นำไปสู่สภาวะปัจจุบันของกิจกรรมทั้งหลาย. ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ในอากัปกิริยาที่มันได้ทำไปตามเหตุและเหตุปัจจัยส่งผลปรากฏออกมา. (They are a chapter of nature if they exist. Buddhism holds that the cosmos is governed by five natural rules or the five Niyamas1 which are what cause everything to occur. Actions or Karma is merely one of those components. Numerous shifting forces have led to the current state of affairs. Everything exists in the manner that it does for a reason.)

1 นิยาม 5 (The Five Niyamas) ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง กฎธรรมชาติ หรือ ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ 5 ประการ ที่ควบคุมและอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งมีชีวิต หรือจิตใจ โดยไม่ได้เป็นกฎที่ตั้งขึ้นโดยเทวดาหรือพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นกฎแห่งเหตุผลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมดา [1, 2]

นิยาม 5 ประการ มีดังนี้:

1.       อุตุนิยาม (Physical/Seasonal Laws): กฎธรรมชาติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางกายภาพ ดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ และสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนฤดูกาล การเกิดฝนตก แผ่นดินไหว หรือการสลายตัวของวัตถุ

2.       พีชนิยาม (Biological Laws): กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับพันธุกรรม การสืบพันธุ์ และชีววิทยา เช่น “ปลูกพืชชนิดใด ย่อมได้ผลเป็นพืชชนิดนั้น” การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก

3.       จิตตนิยาม (Psychic Laws): กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต กระบวนการรับรู้อารมณ์ และกลไกของจิตใจ เช่น การเกิดดับของจิต การทำงานของเจตสิก (ความรู้สึกที่ประกอบกับจิต)

4.       กรรมนิยาม (Karmic Laws/Action Laws): กฎแห่งกรรม คือกฎแห่งการกระทำและผลของการกระทำ ซึ่งประกอบด้วยความตั้งใจ (เจตนา) ทำดีได้ผลดี ทำชั่วได้ผลชั่ว

5.       ธรรมนิยาม (General Laws/Universal Principles): กฎธรรมชาติทั่วไปที่ครอบคลุมถึงความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา)

ไอน์สไตน์: ความคิดว่าพระเจ้ามีตัวตนนั้นเป็นความคิดเหมือนเด็ก (Einstein: The Idea of a Personal God is Childlike)

“ผมได้พูดไว้หลายครั้งแล้วว่า ในความคิดเห็นของผม, ความคิดที่ว่าพระเจ้ามีตัวตน/พระเจ้าคือบุคคล คือความคิดเยี่ยงเด็กอันหนึ่ง แต่ผมไม่ได้แบ่งปันเรื่องนี้ร่วมกันกับนักอเทวนิยมมืออาชีพ ที่มุ่งมั่นจะทำการรบกับนักเทวนิยม ซึ่งอย่างกระตือรือร้นเป็นหลักใหญ่อันเกิดจากกระบวนการปลดปล่อยเสรีภาพอันเจ็บปวดจากการถูกปลูกฝังความเชื่อในวัยเยาว์.” ไอน์สไตน์ได้เขียนบันทึกไว้. (‘I have repeatedly said that in my opinion, the idea of a personal God is a childlike one but I do not share the professional atheists fervor for battling theism whose enthusiasm mainly stems from the painful Liberation’ Einstein wrote.)

แถลงการณ์นี้ทำให้มันเป็นหลักฐานได้ว่า แม้ว่าเขาได้ปฏิเสธต่อพระเจ้า แต่ก็ไม่ใช่พวกต่อต้านพระเจ้า. “ผมชอบทัศนคติที่ถ่อมตน ที่ยอมรับมีความรู้ทั้งหลายอันมีข้อจำกัด ของความสามารถในการทำความเข้าใจ/รู้ของเราค่อธรรมชาติทั้งหลายและตัวของเราเอง.”  (This statement makes it very evident that even though he rejected God he was not an atheist. ‘My preference is for a humble attitude that acknowledges the limitations of our cognitive comprehension of the natural world and ourselves.)

ทางสายกลาง (The Middle Way)

          พระพุทธเจ้าได้เป็นที่ตรงข้ามกับสัญญนิยม/ความเชื่อทั่วไปของฮินดูในเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกชั่วกาลนาน เช่นเดียวกับที่อยู่ตรงข้ามกับลัทธิวัตถุนิยมในท่ามกลางหมู่เหล่าผู้ที่ไม่ได้เชื่อในเรื่องพระเจ้า, ท่านเป็นนักปรัชญารายแรกที่ปฏิเสธความเห็นที่ว่าชีวอัตตา - the Soul เป็นตัวตนที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลง. ไอน์สไตน์ปรากฏออกมาว่าได้สนับสนุนทั้งสองความคิดนี้.  (The Buddha was opposed to the conventional Hindu of God creating the world eternalism as well as materialism among those who do not believe in God, he was the first philosopher to reject the notion that the soul is an unchangeable entity. Einstein appears to have supported both of these ideas.)

ไอน์สไตน์ได้แสดงปรากฏในคำแถลงถ่อมตนก่อนหน้านี้ของเขา ในการยอมรับเรื่องความรู้ที่มีขอบเขตจำกัดของความเชี่ยวชาญของตนเองในการไขปริศนาต่างๆของโลก. เรามาพิจารณากันถึงคำพูดจองไอน์สไตน์ที่ว่า, “มนุษย์คือบทหนึ่งของทั้งปวงที่ถูกเราเรียกกันว่า”จักรวาล,” บทหนึ่งอันถูกจำกัดไว้ด้วยเวลาและอวกาศ.”    (Einstein displayed humility in his prior statement acknowledging the limitations of his expertise in unraveling the world’s mysteries. Let’s consider Einstein’s words. ‘A human being is a chapter of the whole called by us ‘Universe’, a chapter limited in time and space.’)

เจาได้ตระหนักรู้ถึงตนเอง, ความคิดและอารมณ์รู้สึกของเขา แปลกแยกไปจากส่วนอื่นที่เหลือ.ภาพหลอนชนิดหนึ่งของจิตสำนึก. ความเข้าใจผิดนี้เป็นดุจกรงขังสำหรับเรา, จำกัดเราต่อความปรารถนาและความรักพิเศษจำเพาะทั้งหลายต่อผู้ใกล้ชิดไม่กี่ราย. งานของเราต้องเป็นที่จะแตกหักเป็นอิสนะจากคอกขังนี้. โดยการขยายวงล้อมของเราแห่งความเมตตากรุณาให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตทั้งหมด และความงดงามของธรรมชาติทั้งปวง. ไม่มีใครสวามารถประสบสำเร็จนีได้อย่างสุดยอดสิ้น แต่การพากเพียรเจริญขึ้นเป็นบทหนึ่งของเสรีภาพและรากฐานสำหรับความมีเสถียรภาพภายในของเรา. (He perceives himself his ideas and feelings as distinct from the rest. A type of optical hallucination of consciousness. This fallacy is like a cage for us, limiting us to our particular desires and affection foe a few people close to us. Our job must be to break free from this cage. By broad bring our circle of compassion to include all living species and all of nature’s beauty. Nobody can achieve this totally but striving for it is a chapter of liberty and a foundation for inner stability.)

แนวความคิดนี้สอดคล้องกับคำสอนพุทธศาสนิกชนอันสำคัญในเรื่อง ทางสายกลาง ที่หลีกเลี่ยงความสุดโต่งของลัทธินิรันดรนิยม และลัทธิสุญนิยม. พุทธศาสนาได้เน้นความสัมพันธ์ต่อกันดุจเดียวกันกับคุณค่าของความเมตตากรุณาและความเข้าใจที่โพ้นเลยไปกว่าตัวของตนเอง ด้วยเป้าหมายที่จะบรรลุความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ และการเชื่อมต่ออันยิ่งใหญ่กับจักรวาล.  (This concept is consistent with Buddhist teachings notably the middle way which avoids the extremes of eternalism and nihilism2. It emphasized interconnection as well as the value of compassion and understanding beyond oneself with the goal of achieving spiritual emancipation that offers inner serenity and a greater connection with the universe.)

2 1. Eternalism (นิรันดรนิยม)

  • คำแปล: นิรันดรนิยม หรือ มุมมองแบบกาลเวลาไม่สิ้นสุด
  • ความหมาย: เป็นปรัชญาเกี่ยวกับเวลาที่มองว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีความจริงแท้เท่าเทียมกันและดำรงอยู่พร้อมกันหมด
  • คำอธิบาย: เปรียบเสมือนภาพยนตร์ที่บันทึกไว้แล้วในฟิล์ม ทุกฉาก (อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต) มีอยู่จริงในม้วนฟิล์มนั้น เพียงแต่เรา (ผู้สังเกต) กำลังดูไปทีละเฟรมในตำแหน่งปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งตรงข้ามกับ Presentism ที่เชื่อว่ามีแค่ปัจจุบันที่เป็นความจริง [1]

   2. Nihilism (สุญนิยม)

  • คำแปล: สุญนิยม (คำว่า "สุญ" แปลว่า ว่างเปล่า)
  • ความหมาย: ปรัชญาที่ปฏิเสธคุณค่า ความหมาย หรือความจริงพื้นฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์
  • คำอธิบาย: เชื่อว่าชีวิตไม่มีความหมาย ไม่มีจุดประสงค์ ไม่มีคุณค่าที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทุกสิ่งไร้ความหมายในตัวเอง
    • Nihilism ในแง่ศีลธรรม: มองว่าไม่มีสิ่งที่ถูกหรือผิดอย่างแท้จริง
    • Nihilism ในแง่การดำรงอยู่: มองว่าการมีชีวิตอยู่ไม่มีความหมายสำคัญอะไร

 

ไอน์สไตน์และพระพุทธเจ้า เข้าใจจักรวาลอย่างไร (How Einstein and Buddha Understand the Universe)

          ไอน์สไตน์, พระพุทธเจ้าและความเข้าใจต่อจักรวาล. “แนวคิดเชิงฟิสิกส์คือการสร้างสรรค์อย่างอิสระทั้งหลายของจิตมนุษย์, และไม่ได้อย่างไรก็ตาม, มันอาจจะแหมือนว่าถูกกำหนดจากโลกภายนอกอย่างเป็นเอกภาวะอย่างชัดเจน.”- ไอนสไตน์. ข้อคิดเห็นจากไอน์สไตน์นี้ได้แสดงออกถึงมุมมองอันลึกซึ้งกับอย่างไรที่ความเข้าใจได้ผลิตข้อมูลข่าวสารขึ้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทั้งหลายของเรา.  (Einstein the Buddha and understanding the universe. ‘Physical concepts are free creations of the human mind, and are not however, it may seem uniquely determined by the external world.’ – Einstein. This comment from Einstein expresses a profound perspective on how understand and generate information about our surroundings.)

          เขาอ้างว่าแนวคิดทางฟิสิกส์ทั้งหลายในอย่างไรที่เราระบุและตีความปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ได้ถูกกำหนดแต่เพียงโลกภายนอกเพียงอย่างเดียว เป็นมากกว่าจากผลผลิตทั้งหลายของจิตมนุษย์, พูดได้อรกอย่างว่า, ในขณะที่โลกภายนอกดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระและเชื่อฟังกฎทั้งหลายของตัวมันเองในวิถีที่เราตะครุบเอามาและตีความมันผ่านแนวคิดและทฤษฎีเชิงกายภาพ/ฟิสิกส์ทั้งหลาย เป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาของเราเองจากพื้นฐานการได้สังเกตการณ์ตามเหตุผลและจินตนาการ. (He claims that physical concepts how we define and interpret natural phenomena are not solely governed by the external environment rather are products of the human mind in other words while the natural world exists independently and obeys its own rules the way we grasp and interpret it through physical conceptions and theories is our own invention based on observation reasoning and imagination.)

          ไอน์สไตน์ได้เน้นย้ำความยืดหยุ่นตัวของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเท่าๆกับความสัจจริง ที่ว่าไม่มีวิธีการเดียวหรือคำตอบที่ตายตัวต่อสิ่งใด. สิ่วนี้ได้สร้างสรรค์โอกาสทั้งหลายสำหรับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ และความก้าวหน้าดังที่นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างทำต่อมา และมีทางเลือกทางทฤษฎีทั้งหลายที่จะสะท้อนโลกธรรมชาติออกมาได้ดีขึ้น สิ่งนี้ได้ย้ำเน้นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งของการรู้ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้สัมบูรณ์สิ้น/ตายตัว.  (Einstein stressed science’s flexibility and innovation as well as the truth that there is no single method or definitive answer to any subject. This creates opportunities for scientific innovation and advancement as scientists build and alter their theories to better reflect the natural world this approach emphasizes the necessity of knowing that scientific knowledge is not absolute.)

          แนวความคิดและสมมติฐานเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้เป็นความท้าทายอยู่สม่ำเสมอและได้ทบทวนแก้ไขข้อเท็จจริงทั้งหลายและมุมมองใหม่ๆอุบัติขึ้นมาใหม่ๆอย่างน่าจดจำ. พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งได้มีชีวิตอยู่เมื่อ 2,500 ปีก่อน, ได้ประกาศความคิดนี้เช่นเดียวกันแต่ในภาษา/หนทางคนละอย่าง. “มโนทัศน์ทั้งหลายอย่างเช่นเหตุและผล, ลำดับจั้นตอน, อะตอม หรือปรมาณูธาตุที่เล็กทั้งหลาย ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงจินตนาการและการสำแดงปรากฏของจิตนั้น.”   (Scientific conceptions and hypotheses are constantly challenged and revised as new facts and world views emerge remarkably the Buddha who lived 2,5000 years ago, stated a similar idea albeit in a different way. ‘All notions such as cause-and-effect sequence atoms basic elements are all figments of imagination and manifestations of the mind.’)

พระพุทธเจ้า: “อัตตา/ตัวตน” คือมายาภาพ (The Buddha: The “Self” is an Illusion)

          พระพุทธเจ้า: “อัตตา/ตัวน”นั้น ไม่ใช่แนวคิดที่เป็นเหตุเป็นผล. พระพุทธเจ้าเชื่อว่าแนวความคิดเรื่องตัวตนไม่ใช่เหตุผลได้, อัตตา/ตัวตนเป็นง่ายๆแค่อารมณ์รู้สึก. ดังนั้น, การรู้สึกรับรู้จึงเป็นมายาภาพ และ สัมผัสรู้สึกแห่งอัตตา/ตัวตน คือเป็นอย่างง่ายๆของกิจกรรมทางสมอง. มนุษย์มีชีวิตอยู่ในสภาวะจิตไร้สำนึกดุจฝัน กับการเชื่อในการมีอยู่ของตนเองเป็นเช่นผลลัพธ์ปัจเจกบุคลลทั้งหลาย ซึ่งกลายเป็นอิสระแยกออกมาอยู่กบนแนวความคิดและรูปร่างทั้งหลาย, ไม่ตระหนักรู้ถึงว่าพวกเขากำลังไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่ากิจกรรมทางจิต(The Buddha: The “Self” is not a rational concept. The Buddha believes the concept of self is not reasonable the self is simply an emotion. So, awareness is an illusion and ‘The Sensation of Self’ is simply a brain activity. Human live in an unconscious dreamlike condition believing in their own existence as a result individuals become dependent on conceptions and forms, unaware that they are nothing more than mental activity.)

          พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ความเห็นผิดนั้นจะขัดขวางต่ออิสรภาพของมนุษยชาติ. พระพุทธเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่า ความเพิกเฉย/ไม่รู้ หรือ อวิชชา ที่ไอน์สไตน์ให้คำจำกัดความว่าเป็นมายาภาพของจิตสำนึก. แนวทางของพระพุทธเจ้าที่จะช่วยให้เราหนีพ้นไปจากคุกขังนี้ คือการที่จะพัฒนาและทำจิตของเราให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ในขณะที่ติดตามไปในวิถีอันชัดแจ้ง, อริยะมรรคมีองค์ 8 และ อริยสัจ 4.   (The Buddha declared that this misperception will impede humanity’s freedom. The Buddha called this Ignorance or Avijja3which Einstein defined as the illusion of Consciousness. The Buddha’s remedy to assist us escape this prison is to develop and purify our minds while following a clear road, the noble eight-fold road and four noble truths.)  

            3https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B2

          วิถีแห่งพระพุทธเจ้าก็ยังประกอบด้วยการแสดงความเมตตากรุณาอย่างไม่มีอคติลำเอียงต่อสัตว์โลกทั้งปวง. ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนนั้น, อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น และตัณหา -  ความปรารถนา เป็นเหตุแห่งทุกข์ ขณะที่ก็ยังป้องกันการหลบหนีไปจากคุกขังนี้. ตามคำกล่าวของไอน์สไตน์, คุกขังนี้จำกัดขอบเขตความรักของเราและความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดที่สุดของเรา. เขาประกาศว่าความเมตตากรุณานั้นต้องโอบรับต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เพื่อที่จะหลบหนีไปจากคุกขังนี้. ความพยายามของไอน์สไตน์ที่จะสำรวจค้นหาความลี้ลับทั้งหลายของโลกนี้ สามารถถูกพบเห็นได้ผ่านประโยคที่เขาพูดว่า, “ความงดงามและประสบการณ์อันละเอียดประณีตที่สุด คือสัมผัสรู้สึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับนั้นเป็นดุจคำตอบของวิทยาศาสตร์แท้จริวงทั้งหมด.” (The Buddha’s path also includes showing unbiased compassion to all beings according to the Buddha, attachment4, desire5 causes suffering while also preventing escape from this prison. According to Einstein, this prison limits our love to our closest relationships. He stated that compassion must embrace all living beings in order to escape this prison. Einstein’s effort to explore the mysteries of the world can be seen through this statement. “The most beautiful and profound experience is the sensation of the mystical. It is the answer of all true science.’)

          4 ในทางพุทธศาสนา คำว่า "Attachment" (ภาษาอังกฤษ) มักแปลตรงกับคำบาลีว่า "อุปาทาน" หรือ "ความยึดติดถือมั่น" ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดทุกข์และความไม่เป็นอิสระของจิตใจ

ความหมายหลักของ Attachment (อุปาทาน)

  • การยึดติดถือมั่น: คืออาการที่จิตเข้าไปรวบรั้ง ยึดเอาสิ่งต่างๆ ว่าเป็นตัวเรา ของเรา
  • ความผูกพัน: ความยึดมั่นต่อสิ่งซึ่งทำให้เกิดเวทนาที่ชอบ (พอใจ) หรือชัง (ไม่พอใจ)
  • การยึดติดในขันธ์ 5: การเห็นว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็น "ตัวฉัน" หรือ "ของฉัน" (เช่น ยึดติดในร่างกายนี่คือเรา, ยึดติดในความรู้สึกนี่คือความรู้สึกเรา)

ผลของการมี Attachment (ความยึดติด)

  • ทำให้เกิดทุกข์ (Suffering) เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป
  • ขัดขวางการบรรลุธรรม (การปล่อยวาง)
  • ทำให้จิตไม่เป็นอิสระ

การปฏิบัติเพื่อลด Attachment (ความยึดติด)

  • การดูจิต: เห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ไม่ยึดถือจิต ก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5
  • การ "ไหล" ไม่ใช่ "การยึด" (Mission vs. Attachment): ปฏิบัติหน้าที่ไปตามบทบาทหน้าที่แต่ไม่มีความยึดติดว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
  • ไม่มีความยึดติดแม้ในชีวิต: การไม่มี Attachment ในสิ่งใด แม้ในชีวิตนี้เอง ก็ไม่ยึดมั่น

5 Desire หรือความปรารถนาในทางพุทธศาสนา ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายทั้งหมด แต่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก โดยมีข้อสรุปที่สำคัญดังนี้:

  • ตัณหา (Unskillful Desire): คือความยากที่หิวโหย ความทะเยอทะยานที่เกิดจากความโลภ (โลภะ) ความหลง (โมหะ) หรืออยากให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามใจตนเอง ซึ่งจัดเป็นสาเหตุของความทุกข์ (สมุทัย) ตัณหาทำให้ชีวิตวุ่นวายและทำให้เกิดการยึดติด (อุปาทาน)
  • ฉันทะ (Skillful Desire): คือความอยากในทางที่ถูก ความอยากรู้ ความต้องการที่จะทำดี หรือความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ (เช่น อยากศึกษาธรรมะ, อยากปฏิบัติสมาธิ) ซึ่งถือเป็น "แรงจูงใจ" ในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่สาเหตุของความทุกข์

สรุปคือ: พุทธศาสนาสอนให้ละ "ตัณหา" (ความอยากที่ทำให้อยากเกินพอดีและยึดติด) แต่ส่งเสริมให้ใช้ "ฉันทะ" (ความอยากทำความดีและรู้เท่าทันเหตุผล) ในการดำเนินชีวิต

          สำหรับเขาที่มีต่อผู้ที่มีอารมณ์รู้สึกอันแรงกล้านี้, “ผู้ที่ไม่อาจหยุดนิ่งเพื่อชื่นชมความมหัศจรรย์และยืนตระการตา (ด้วยความทึ่ง) ได้อีกต่อไป คนผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาย. การรับรู้ว่าสิ่งซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของเรา (สิ่งที่เราผ่านเข้าไปไม่ได้/หยั่งไม่ถึง) มีอยู่จริง โดยแสดงตัวออกมาในรูปของภูมิปัญญาที่สูงสุดและความงามที่เฉิดฉายที่สุด ซึ่งความสามารถอันโง่เขลาของเราได้เพียงแค่รับรู้ในรูปแบบบุพกาลที่เรียบง่ายที่สุดบองพวกเขา. ตวามรู้และความรู้สึกนี้เป็นศูนย์กลางของศรัทธาศาสนาที่แท้จริง.” - อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์. การอุบัติขึ้นของจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์. (He to whom this emotion is a stranger who can no longer wonder and stand wrapped in awe is as good as dead. To know what is impenetrable to us really exists, manifesting itself as the highest wisdom and the most radiant beauty which are dull faculties can comprehend only in in their primitive forms. This knowledge, this feeling, is at the center of true religiousness – Abert Einstein. The Merging of spirit and science.)

ไอน์สไตน์และพระพุทธเจ้า และความเข้าใจจักรวาล (Einstein and Buddha and understanding the Universe).

          ไอน์สไตน์กล่าวว่า แม้ว่าสติปัญญาของมนุษย์จะมีมหาศาลแต่ปัญญานั้นก็ยังไม่สามารถที่จะรู้เข้าใจได้อย่างสมบูรณ์สิ้นในความลับทั้งหลายอันสุดหยั่งถึงของจักรวาล. เขาไม่เคยได้หยุดการยกย่องชื่นชมต่อความงดงามและเป็นระเบียบกับที่ซึ่งเป็นการปฏิบัติการทั้งหลายของธรรมชาติเลย. เขาได้บรรยายถึงการยอมรับนี้และการเข้าใจดียิ่งขึ้นในฐานะความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง ในความปฏิสัมพันธ์ชองพระพุทธองค์กับศิษย์ทั้งหลาย, ได้เผยถึงการเข้าถึงนี้เช่นเดียวกัน. เมื่อศิษย์รายหนึ่งถามว่า, “ข้าแต่พระพุทธองค์, จักรวาลนี้กว้างไฟศาลขนาดไหนหรือ?” และพระพุทธเจ้าทรงตอบสนองว่า, “การรู้ถึงขนาดของจักรวาลนี้ช่วยให้เจ้าหนีพ้นจากทุกข์ได้หรือ?” เมื่อศิษย์นั้นต่อตความจริงนั้นว่า มันไม่ใช่ที่พระพุทธองค์ได้ตอบต่อคำถามนั้น แต่แล้วทำไมต้องไปเพ่งสนใจในสิ่งทั้งหลายที่ไม่ได้ช่วยให้พ้นจากความทุกข์ด้วย. (Einstein stated that despite its enormous intelligence the human intellect is still incapable of fully comprehending the universe’s unfathomable secrets. He never stopped admiring the beauty and order with which nature operates. He described this acceptance and better understanding as authentic religiosity an intriguing interaction between the Buddha and one of his students, reveals a similar approach. The disciple said, ‘Lord Buddha, how vast is the universe?’ the Buddha responded. ‘Does knowing the size of the universe help you escape from suffering?’ When the disciple conceded that it did not the Buddha replied then why focus on matters that do not help in ending suffering.)

          พุทธศาสนาเน้นว่า แทนที่จะหมกหมุ่นอยู่กับการสอบถามและใคร่รู้ในเรื่องอภิปรัชญาเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้ชี้ถึงศูนย์กลางของประเด็นทางออกจากความทุกข์ของมนุษยชาติ ผู้ใดก็ควรที่จะมุ่งเน้นสนใจกับการพิจารณาถึงสาเหตุและคำตอบทั้งหลายที่มีต่อมัน. พุทธศาสนามองเห็นจักรวาลเป็นเช่นวงจร/วัฏจักรอันไม่มีที่สิ้นสุดของการเกิดใหม่ และการเริ่มต้นของยุคใหม่ของบทเรียนที่ได้ถูกแบ่งปันต่อโดยไอน์สไตน์ และพระพุทธเจ้านั้นได้ทรงปลดปล่อยตนเองขากข้อจำกัดขอบเขตอันไม่จำเป็น โดยการขยายจิตและความเมตตากรุณาของผู้นั้น, พากเพียรที่จะเข้าใจอย่างลึกแต่จู๋โจมอย่างเต็มที่ต่อปัญหาแห่งทุกข์.  (Buddhism emphasizes that instead of becoming preoccupied with metaphysical inquiries and curiosities that do not address Humanity’s central issue suffering one should concentrate on determining the causes and answers to it. Buddhism sees the universe as an infinite circle of cause and effect that exists eternally without a precise beginning but with cycles of renewal and new eras beginning the lesson shared by Einstein and the Buddha is to free oneself from unnecessary constraints by expanding one’s mind and compassion striving for deep understanding and completely tackling the problem of suffering.)

จุดจบของความทุกข์ (The End of Suffering)

          พระพุทธเจ้าได้สอนเหล่าผู้ที่วุ่นวายอยู่กับจุดกำเนิดของจักรวาล และหัวข้อทั้งหลายอื่นที่กำลังถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปจากจุดประสงค์ของการฝึกปฏิบัติทางศาสนา ด้วยบทเรียนนี้ในการอธิบายให้เห็นภาพอย่างง่ายๆด้วยนิทานเรื่องลูกศรอาบยาพิษ. สมมติว่าชายผู้หนึ่งถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ และญาติมิตรทั้งหลายของเขา ได้ตามหาแพทย์มืออาชีพผู้หนึ่งที่สามารถดึงเอาลูกศรนั้นออกมาได้. สมควรหรือไม่ที่คนผู้นั้นจะแถลงว่า, ข้าขอปฏิเสธที่จะดึงเอาลูกศีนี้ออกมามา จนกว่าที่ข้าจะได้แน่ใจได้ถึงตัวตนลักษณะและครอบครัวของผู้ยิงลูกศรนี้ และว่าพวกเขาเป็นพ่อค้า, นักบวช หรือเจ้าชาย หรือไม่, จนกว่าข้าจะค้นพบว่าคันธนูที่ใช้ยิงเป็นชนิดอะไร และหัวลูกศรนั้นเป็นเหล็กหรือสิ่งใดอื่นอันหลากหลายซึ่งมีใช้กันอยู่. ข้าจะไม่อนุญาตยอมให้มันถูกเอาออกมา.   (Buddha taught that those who are concerned with the origin of the universe and other topics are being distracted from the purpose of religious practice this lesson is commonly illustrated by the tale of the poisoned arrow. Suppose a man get shot with a poisoned arrow and his relatives and friends locate a medical professional who can extract the arrow. Should the guy declare, I refuse to have this arrow taken out until I have confirmation of the shooter’s identity and family and whether they were a merchant, priest or prince, until I find out what sort of bow was used and if the arrow head was iron or of the regular variety. I won’t permit it to be taken off.)

เขาจะไม่น่ามีโอกาสอื่นใดที่จะได้ยินการตอบต่อสิ่งนั้นเลย ก่อนที่เขาจะค้นพบสิ่งทั้งหมดขอิงเรื่องนี้. พระพุทธเจ้าใช้เรื่องราวเล็กๆนี้เป้นการสอนเราว่า การคลี่คลายปประเด็นทั้งหลายในทันทีเหมือนเช่นความเจ็บปวด และการไร้ความสงบในชีวิตนั้น สำคัญมากยิ่งกว่าการศึกษาเล่าเรียนถึงการกำเนิดของจักรวาล หรือการเกี่ยวกดองกับการแสวงหาที่ไม่เหมาะสม.    (He won’t likely get another chance to hear the replies before he finds out all of this. The Buddha uses this anecdote to teach us that solving immediate issues like pain and a lack of calm in life is more essential than studying the Genesis of the universe or engaging incomparable pursuits.)

นักปรัชญาที่รู้จักกันดี, เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์, ไม่นานมานี้ได้ให้คำอธิบายสำหรับการยอมรับของเขาต่อทฤษฎีชาวพุทธ ในเรื่องการเริ่มต้นของจักรวาล. จากบรรดาผู้สถาปนาศาสนา, ศาสดาทั้งปวงทั่วโลก. ฉันยกย่องว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่เคารพนับถือสูงสุด. สาเหตุแรกนั้นก็คือ พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรให้กังวลวุ่นวายใดเลยกับการเริ่มต้นกำเนิดของจักรวาล, เป็นผู้สอนเดียวผู้ซึ่งได้เข้าใจถึงคุณลักษณะตามความเป็นจริงของโลก ก็ตือพระพุทธเข้า. – เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์.   (Renowned philosopher, Bertrand Russell6. Previously gave a n explanation for his acceptance of the Buddhist theory of the beginning of the universe. Of all the religious Founders worldwide. I hold the Buddha in the highest regard. The first cause is that the Buddha said nothing concerning the world’s Beginnings, the only teacher who understood the actual character of the world was the Buddha - Russell. Bertrand.)

6 เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) คือนักปรัชญา นักตรรกวิทยา และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีอิทธิพลอย่างสูงในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ดังนี้: [1, 2]

  • ด้านวิชาการ: เขาเป็นผู้ให้กำเนิด "ปรัชญาวิเคราะห์" (Analytic Philosophy) และร่วมเขียนหนังสือ Principia Mathematica ซึ่งเป็นตำราคลาสสิกที่พยายามวางรากฐานคณิตศาสตร์ด้วยตรรกศาสตร์
  • รางวัลโนเบล: เขาได้รับ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) เพื่อยกย่องงานเขียนที่หลากหลายซึ่งส่งเสริมอุดมคติของมนุษยธรรมและเสรีภาพทางความคิด
  • การเคลื่อนไหวทางสังคม: รัสเซลล์เป็นนักกิจกรรมเพื่อสันติภาพ (Pacifist) ที่คัดค้านสงครามและอาวุธนิวเคลียร์อย่างแข็งขัน เขาเคยถูกจำคุกจากการรณรงค์ต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นเจ้าของทฤษฎี "กาต้มน้ำของรัสเซลล์" (Russell's Teapot) ที่ใช้โต้แย้งเรื่องภาระการพิสูจน์ในทางปรัชญา

มันน่าสนใจยิ่งที่จะจดบันทึกว่า ความสนใจมากอย่างไรที่นักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในยุคสมัยปัจจุบันได้อุทิศตนต่อความเข้าใจถึงเรื่องจิตและสมองกันอย่างไรในจิตวิทยาและทางการแพทย์ของฝ่ายตะวันตก, เทคนิคการปฏิบัติสมาธิของชาวพุทธ ที้ประกอบด้วย สติ, การกำหนดลมหายใจ และเมตตากรุณา ได้ถูกนำมาใช่บ่อยครั้ง. ในอนาคต มันจะเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ใจถ้ามีนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมากยิ่งขึ้นที่จะมีวิสัยทัศน์เช่นเดียวกับไอน์สไตน์ออกมาถึงความใกล้ชิดกันของช่องว่างระหว่างวิทยาศาสตร์และปรัชญาตะวันออก(It’s interesting to note how much attention psychologists and scientists in the present era devote to understanding the mind and brain In western psychology and medicine, Buddhist Meditation techniques including mindfulness, breath meditation and compassion are frequently employed. In the future it would be fantastic if more scientists with the same vision as Einstein came out to close the knowledge gap between science and Eastern philosophy.)

 https://youtu.be/BWNunpr3rkk?si=Q61jRcv1GNMkJ5j5 

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ริชาร์ด ฟายน์แมน - การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด อะไรที่ฟิสิกส์พูดถึงการตาย

ริชาร์ด ฟายน์แมน - การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด อะไรที่ฟิสิกส์พูดถึงการตาย

Death Is Not The End — Feynman Explains What Physics Says About Dying

          https://youtu.be/FXio_ECuH1s?si=cOS2R1IxmNyknMpY

          ให้ผมถามคุณบางอย่าง. ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ที่คุณได้ตาย? ไม่. ไม่. อย่ามองผมเหมือนเช่นนั่น. ผมหมายถึงจริงจังนะ. เพราะว่าถ้าผมได้บอกกับคุณว่ามากที่สุดของอะตอมทั้งหลายในร่างกายของคุณในตอนนี้, ไม่ได้อยู่ที่นั่นเมื่อหนึ่งปีก่อน., คุ๊ก็ตะต้องยอมรับว่าคุณนั้นเมื่อปีที่แล้วได้จากไปแล้ว, โดยทางกายภาพได้ไปแล้ว. และกระนั้นที่ตรงนี้ คุณกำลังนั่งคิดอยู่นี้ คุณก็ยังคงเป็นบุคคลเดิม. ดังนั้น, มันเป็นอันไหนกัน?  (Let me ask you something. When was the last time you died? No. No. Don’t look at me like that. I’m serious. Because if I told you that most of the atoms in your body right now, were not there a year ago, you’d have to admit that the you from last year is gone, physically gone. And yet here you sit thinking you’re the same person. So, which is it?)

          คุณกำลังมีชีวิตอยู่ไหม?    หรือว่าคุณคือผีขอวงใครบางคนผู้ที่ได้หายไปเรียบร้อยแล้ว? ในตอนสิ้นสุดของการพูดคุยนี้, ผมต้องการให้คุณที่จะมองเห็นบางอย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดเกี่ยวกับมัน. ผมต้องการให้คุณที่จะเข้าใจอะไรที่ฟิสิกส์พูดอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการตาย. และผมคิดว่าคุณจะค้นพบมันบอกบางอย่างที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ. ไม่ใช่ในหนทางปลอบประโลมใจนัก, นักเทศน์อาจจะปลอบประโลมใจคุณ, แต่นี่เป็นความประหบลาดใจในหนทางที่มีเพียงความสัจจริงเท่านั้นซึ่งสามารถเป็นได้.  (Are you alive? Or are you the ghost of someone who already vanished? By the end of this talk, I want you to see something that most people never think about. I want you to understand what physics actually says about dying. And I think you’ll find it says something quite surprising. Not comforting in the way, a preacher might comfort you, but surprising in the way that only the truth can be.)

          เราเริ่มต้นกันด้วยบางอย่างที่ง่ายๆ. เรามาเริ่มต้นด้วยเทียนไขเล่มหนึ่ง. คุณจุดเทียนไขเล่มหนึ่งสว่างขึ้น. เปลวไฟเต้นวอบแวบ. มันเผาไหม้อยู่เป้นหนึ่งชั่วโมง, สองชั่วโมง, แล้วมันก็ดับลงไป. ตอนนี้, ผมถามคุณ, เทียนไขนี้ได้ไปไหนหรือ? คุณอาจพูดว่า, “เอ่อ, มันได้ละลายไป.” แต่นั่นไม่ใช่คำตอบแท้จริง, ใช่ไหม? ขี้ผึ้งได้จากไปเกือบหมด. ไส้เทียนเหลือเป็นก้อนเถ้าถ่าน. บางอย่างได้บังเกิดขึ้นต่อสิ่งของพวกนี้ทั้งหมด. มันไปที่ไหนหรือ? นี่คือที่ซึ่งมันได้งดงาม.  (Let’s start with something simple. Let’s start with a candle. You light a candle. The flame flickers. It burns for an hour, two hours, and it goes out. Now, I ask you, where did the candle go? You might say, “Well, it melted.” But that’s not really an answer, is it? The wax is mostly gone. The wick is a little stub of char. Something happened to all that stuff. Where is it? Here’s where it gets beautiful.)

          ขี้ผึ้งนั้นได้ถูกทำขึ้นด้วยห่วงโซ่ยาวๆทั้งหลายของอะตอมคาร์บอนและไฮโดรเจน. เมื่อเปลวไฟลุกไหม้, อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน. พวกมันไม่สามารถทำเช่นนั้นได้. พวกมันได้รวมตัวเข้ากับออกซิเจนจากอากาศและได้ลอยจากไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ. ทุกอะตอมเดี่ยว ๆของเทียนไขยังคงอยู่ที่ข้างนอกนั้นในตอนนี้, จรไปรอบๆห้อง หรือออกไปทางหน้าต่างนั่น, ผสมปนเข้าไปในชั้นบรรยากาศ. เทียนไขได้จากไปแล้ว, ใช่, แต่ไม่ใช่หนึ่งอะตอมใดของมันได้ถูกทำลายไป. ไม่แม้แต่อะตอมเดียว. นี้คือกฎข้อแรกของเธอร์โมไดนามิคส์กฏการเปลี่ยนรูปพลังงาน และมันเป็นหนึ่งในรากฐานข้อเท็จจริงทั้งหลายในทั้งหมดของฟิสิกส์.   (The wax was made of long chains of carbon and hydrogen atoms. When the flame burned, those atoms didn’t disappear. They couldn’t. They combined with oxygen from the air and floated away as carbon dioxide and water vapor. Every single atom of candle is still out there right now, drifting around the room or out the window, mixing into the atmosphere. The candle is gone, yes, but not one atom of it has been destroyed. Not one. This is the first law of thermodynamics1 and it is one of the most fundamental facts in all of physics.)

          1 กฎข้อที่หนึ่งของเทอร์โมไดนามิกส์ (First Law of Thermodynamics) หรือ กฎอนุรักษ์พลังงาน คือหลักการพื้นฐานที่ว่า พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือทำลายได้ แต่พลังงานสามารถเปลี่ยนรูปหรือถ่ายโอนระหว่างระบบและสิ่งแวดล้อมได้ โดยพลังงานรวมของทั้งระบบและสิ่งแวดล้อมจะมีค่าคงที่เสมอ [1, 2, 3, 4]

สาระสำคัญของกฎข้อที่ 1:

  • นิยาม: พลังงานรวมของจักรวาลมีค่าคงที่
  • การอนุรักษ์: พลังงานเพียงแค่เปลี่ยนรูป (เช่น จากความร้อนเป็นงาน) ไม่ได้ถูกทำลายหรือสร้างใหม่
  • สมการหลัก: สำหรับระบบปิด ความร้อนที่ได้รับจะเท่ากับพลังงานภายในที่เพิ่มขึ้น บวกกับงานที่ระบบทำ
    \(\Delta U=Q-W\)
    • \(\Delta U\): การเปลี่ยนแปลงของพลังงานภายใน (Internal Energy)
    • \(Q\): ความร้อนที่ระบบได้รับ (เข้า)
    • \(W\): งานที่ระบบทำออกมา (ออก) [1, 2, 3, 4, 5]

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้:

  • เครื่องยนต์รถยนต์: เปลี่ยนพลังงานความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง (Q) ให้เป็นงานกล (W)
  • ร่างกายมนุษย์: อาหารที่กินเข้าไป (พลังงาน) เปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหว (งาน) และเก็บสะสมไว้ในร่างกาย (พลังงานภายใน)

          พลังงานไม่สามารถถูกสร้างสรรค์หรือถูกทำลายได้. มันสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้. มันสามารถเคลื่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง, แต่บอดรวมทั้งหมด, มันอยู่อย่างชัดเจน, เหมือนเดิมที่อยู่มาเสมอ. คุณอาจจะพูดว่า, “ก็ดี, ฟายน์แมน. นั่นเป็นกลเม็ดที่น่ารักในเรื่องเทียนไข. แต่แล้วอะไรกับผมล่ะ? อะไรกับบุคคลล่ะ?” และนี้คือที่ซึ่งมันได้เป็นที่น่าสนใจจริงๆ. (Energy cannot be created or destroyed. It can change form. It can move from one place to another, but the total amount, it stays exactly the same always. Now you might say, “Fine, Feynman. That’s a nice trick with a candle. But what about me? What about a person?” And this is where it gets really interesting.)

คุณได้ถูกสร้างมาด้วยอะตอมทั้งหลาย, ราวเจ็ดล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านของพวกมัน(ล้าน8ของอะตอม), ไม่มากก็น้อย. นั่นคือ 7 แล้วตามด้วยเลข 0 อีก 27 ตัว. มันเป็นตัวเลขที่ใหญ่โตเหลือเกินนั่นถ้าคุณได้พยายามที่จะนับพวกมัน หนึ่งตัวต่อวินาที, มันจะทำให้คุณใช้เวลายาวนานยิ่งกว่าอายุของจักรวาล. และอะตอมทั้งหลายเหล่านั้น, แต่ละอะตอมของพวกมันได้มาอยู่ที่นี่มายาวนานก่อนที่คุณจะเกิด. และแต่ละอะตอมของพวกมันหก็จะยังคงอยู่ที่นี่นานต่อไปภายหลังที่คุณจากไป. ขออนุญาตให้ผมนำมันไปในอีกหนทางอื่น. อะตอมคาร์บอนทั้งหลายฝยกล้ามเนื้อทั้งหลายของคุณได้เคยครั้งหนึ่งอยู่ข้าวงในดวงดาวหนึ่ง. ไม่ใช่เชิงกวีนิพนธ์, ไม่ใช่เชิงอุปมาอุมัย, แต่คือตรงตามความเป็นจริง.  (You are made of atoms, about octillion of them, give or take. That’s a seven followed by 27 zeros. It’s a number so large that if you tried to count them one per second, it would take you longer than the age of the universe. And those atoms, every single one of them were here long before you were born. And every single one of them will be here long after you are gone. Let me put it another way. The carbon atoms in your muscles were once inside a star. Not poetically, not metaphorically, literally.)

คาร์บอนในร่างกายของคุณได้ถูกหลอมในเตาปรมาณูของดาวดวงหนึ่งที่ได้มีชีวิตแบะได้ตายลงหลายพันล้านปีก่อนที่โลกจะกระทั่งได้ก่อรูปร่างขึ้น. นี่คือที่คือการทำงานทั้งหลายนั้นมาอย่างไร. ในตอนแรกเริ่มของจักรวาล, ทันทีภายหลังจากบิ๊ก แบง, ก็แทบจะไม่มีอะไรนอกจากไฮโดรเจนและอีกเล็กน้อยของฮีเลียม. นั่นที่มันเป็น. ไม่มีคาร์บอน, ไม่มีออกซิเจน, ไม่มีเหล็ก, ไม่มีแคลเซียม, ไม่มีสิ่งของพวกนั้นที่ได้นำมาประกอบขึ้นเป็นคุณ. ดังนั้น, ที่ไหนซึ่งมันมาจากรึ? มันมาจากดวงดาวทั้งหลาย. เมื่อดวงดาวหนึ่งเหมือนเช่นดวงอาทิตย์ของเราได้เผาไหม้. มันได้ทุบนิวคลรไอของไฮโดรเจนปะทะเข้าด้วยกันที่จะทำฮีเลียมขึ้นมา. นั่นคือการฟิวชั่น.    (The carbon in your body was forged in the nuclear furnace of a star that lived and died billions of years before the Earth even formed. Here’s how that works. In the early universe, right after the Big Bang2, there was almost nothing but hydrogen and a little helium. That’s it. No carbon, no oxygen, no iron, no calcium, none of the stuff you’re made of. So, where did it come from? It came from stars. When a star like our sun burns, it’s smashing hydrogen nuclei together to make helium. That’s fusion3.)

2 บิ๊กแบง (Big Bang) คือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายถึงจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ โดยเชื่อว่าจักรวาลเริ่มต้นจากจุดที่มีอุณหภูมิและความหนาแน่นสูงมหาศาล (Singularity) เมื่อประมาณ 13.8 พันล้านปีที่แล้ว ก่อนจะเกิดการขยายตัวครั้งใหญ่และเย็นตัวลง จนกลายเป็นดาวฤกษ์ กาแล็กซี และสสารต่างๆ อย่างในปัจจุบัน [1, 2, 3]

สาระสำคัญของทฤษฎีบิ๊กแบง

  • จุดกำเนิดกาลเวลาและอวกาศ: บิ๊กแบงไม่ใช่การระเบิดของวัตถุในอวกาศ แต่เป็นการระเบิดออกของอวกาศเอง ทำให้เวลาและพื้นที่เริ่มต้นขึ้น
  • การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง: เอกภพไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
  • หลักฐานสนับสนุน: ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องจากมีหลักฐานทางดาราศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น
    • การขยายตัวของเอกภพ: ค้นพบโดย เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble) ว่ากาแล็กซีต่างๆ กำลังเคลื่อนที่ห่างออกไป
    • รังสีไมโครเวฟพื้นหลัง (CMB): พลังงานความร้อนหลงเหลือจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่แผ่กระจายไปทั่วจักรวาล

3 Fusion (ฟิวชัน) มีความหมายหลักคือ "การหลอมรวม" หรือ "การผสมผสาน" โดยมีการนำไปใช้ในหลายวงการ ดังนี้ครับ: [1, 2]

1. วิทยาศาสตร์: ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion)

เป็นกระบวนการที่นิวเคลียสของอะตอมธาตุเบา (เช่น ไฮโดรเจน) หลอมรวมกันกลายเป็นนิวเคลียสที่หนักขึ้น และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา [1, 2]

  • แหล่งพลังงานของดวงอาทิตย์: เป็นปฏิกิริยาแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในใจกลางดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์
  • พลังงานสะอาด: นักวิทยาศาสตร์พยายามสร้าง พลังงานฟิวชัน บนโลกเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แต่ในดาวดวงใหญ่ๆทั้งหลาย, ดาวทั้งหลายที่หนักกว่า, กระบวนการไปไกลได้มากกว่า. นิวคลีไอฮีเลียมปะเข้าด้วยกัน  (But in bigger stars, heavier stars, the process goes further. Helium nuclei4 smash together to make carbon. Carbon and helium fuse to make oxygen. And keeps going up through neon, silicon, all the way to iron. Layer after layer like an onion of elements. Each one cooked in a furnace hotter than the last. And then when the star can’t burn anymore, when it runs out of fuel and the core collapses, the whole thing explodes. A supernova.)

4 Nuclei (อ่านว่า นิว-คลี-ไอ) สามารถแปลได้หลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ ดังนี้ครับ

1. ในทางภาษาศาสตร์ (ไวยากรณ์)

Nuclei เป็นรูป พหูพจน์ (Plural) ของคำว่า Nucleus ใช้เมื่อพูดถึงนิวเคลียสหลาย ๆ อันรวมกันครับ

2. ในทางวิทยาศาสตร์ (ชีววิทยาและฟิสิกส์)

คำนี้มักหมายถึง "แกนกลาง" ของสิ่งต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น 2 ด้านหลัก:

  • นิวเคลียสของเซลล์ (Cell Nuclei): เป็นส่วนสำคัญภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่เก็บรักษา สารพันธุกรรมหรือ DNA และควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของเซลล์
  • นิวเคลียสของอะตอม (Atomic Nuclei): เป็นแกนกลางที่อยู่ตรงใจกลางของอะตอมทุกชนิด ประกอบไปด้วยอนุภาค โปรตอนและนิวตรอน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของมวลและพลังงาน

และในการระเบิดนั้น, ธาตุทั้งหมดทั้งหลายเหล่านั้น, คาร์บอน, ออกซิเจน, เหล็ก, พวกเขาก็ได้ปลิวออกไปเข้าสู่อวกาศ. พวกเขาได้ล่องลอยเปลี่ยนย้ายผ่านไปทั่วกาแล๊กซี่มายาวนานหลายล้านของหลายปี. พวกเขาได้ผสมปนเข้ากับเมฆทั้งหลายของก๊าซและในท้ายสุดพวกเขาก็ได้ถูกดึงเข้ามาหากันโดยแรงโน้มถ่วงที่จะก่อรูปเป็นดาวดางใหม่ทั้งหลาย, ดาวเคราะห์ทั้งหลายใหม่ๆและบนอย่างน้อยที่สุดหนี่งในดาวเคราะห์ทั้งหลายเหล่านั้นก็คือ, ผู้คนใหม่ๆ.    (And in that explosion, all those elements, the carbon, the oxygen, the iron, they get flung out into space. They drift through the galaxy for millions of years. They mix with clouds of gas and eventually they get pulled together by gravity to form new stars, new planets and on at least one of those planets, new people.)

ดังนั้น,เป็นคสวามจริงอย่างยิ่งในแง่ที่ว่าคุณคือฝุ่นละอองดวงดาว. ทุกอะตอมของแคลเซยมในกระดูกของคุณได้ถูกผลิตขึ้นจากดวงดาวที่ได้ตายลงไป. เหล็กในเลือดของคุณ, ก็เป็นสิ่งเดียวกัน. ออกซิเจนที่คุฯกำลังหายใจอยู่ในตอนนี้ก็ได้ถูกปรุงขึ้นมาในแกนดวงดาวทั้งหลายและได้กระจัดกระจาบข้ามทั่วจักรวาล/เอกภพในการระเบิดอย่างรุนแรงมากๆของมัน ส่องสว่างออกมานยิ่งกว่ากาแล๊กซี่ทั้งปวงเป็นชาวงเวลาสั้นๆตลอดเวลา. ตอนนี้รอก่อน, เรามาระมัดระวังกันให้ดีที่ตรงนี้. เรามาคิดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างช้าๆมากขึ้น เพราะว่ามีบางอย่างกระทั่งแข็งแรงกว่ากำลังดำเนินอยู่. อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นที่ได้สร้างร่างกายของคุณขึ้นมาในตอนนี้, พวกเขาไม่ได้อยู่เฉยๆกับที่. พวกเขากำลังผ่านทะลุคุณไป. มีการผ่านทะลุไปด้วยอยู่.  (So, there’s a very real sense in which you are stardust. Every atom of calcium in your bones was manufactured in a dying star. The iron in your blood, same thing. The oxygen you’re breathing right now was cooked up in a stellar core and scattered across the cosmos in an explosion so violent it briefly outshone an entire galaxy. Now wait, let’s be careful here. Let’s think about this more slowly because there’s something even stranger going on. Those atoms that make up your body right now, they’re not staying put. They’re passing through you. There’s passing through you.)

มีการทดลองที่สวยงามอันหนึ่งและผมรับอันนี้มาก. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ติดตามอะตอมของฟอสฟอรัสด้วยจุดเครื่องหมายสารกัมมันตภาพรังสีซึ่งทำไว้ และได้แกะรอยตามพวกมันผ่านไปในร่างของหนูทั้งหลาย. อะไรที่พวกเขาได้ค้นพบเป็นที่น่าจดจำได้ยิ่ง. ฟอสฟอรัสนั้นในสมองของหนูเช่นเดียวกันด้วยกับที่ในสมองของผมและของคุณ ไม่ได้เป็นฟอสฟอรัสเดิมเดียวกันในขณะที่มันผ่านไปสองสัปดาห์แล้ว. ในแค่ 14 วัน, ครึ่งหนึ่งของมันได้ถูกกวาดหาย ออกไป, ได้ถูกแทนที่โดยอะตอมฟอสฟอรัสใหม่จากอาหารที่หนูตัวนั้นได้กิน. และนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฟอสฟอรัส . นี้เป็นกับทุกสิ่งด้วย. (There’s a beautiful experiment and I love this one. Scientists tagged phosphorus atoms with a radioactive marker and tracked them through the bodies of rats. What they found was remarkable. The phosphorus in the brain of a rat also in mine and yours is not the same phosphorus as it was two weeks ago. In just 14 days, half of it has been swapped out, replaced by new phosphorus atoms from the food the rat ate. And this is not just phosphorus. This is everything.)

อะตอมทั้งหลายในสมองของคุณฐ กล้ามเนื้อทั้งหลายของคุณ, ผิวหนังของคุณ, กระดูกทั้งหลายของคุณ, พวกมันอย่างสม่ำเสมอถูกเคลื่อนย้ายออกและถูกแทนที่. คุณกินมันฝรั่ง. อะตอมทั้งหลายจากมันฝรั่งก็ได้ถูกทำให้แตกลง, ถูกพาไปโดยผ่านเลือดของคุณ, และถูกสร้างเข้าไปในเนื้อยื่อทั้งหลายของคุณ. อะตอมเก่าทั้งหลาบนั้นได้ถูกพาออกไป, โดยการหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์, ไหลท่วมออกไป, ไหลออกไปในเหงื่อ, ถูกให้กลับคืนไปยังโลก. อะไรที่สิ่งนี้หมายความถึงเป็นสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่ง. (The atoms in your brain, your muscles, your skin, your bones, they are constantly being removed and replaced. You eat potato. The atoms from potato get broken down, carried through your blood, and built into your tissues. The old atoms get carried away, exhaled as carbon dioxide, flushed out, sweated off, given back to the world. What this means is staggering.)

ถ้าคุณคิดถึงมันอย่าวงระมัดระวังถี่ถ้วน, อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นที่อยู่ในสมองของคุณตอนนี้, ทั้งหลายที่กำลังทำงานในการคิดอยู่นี้, ทั้งหลายที่กำลังทำกระบวนการเป็นคำพูดทั้งหลายอย่างยิ่งอบู่เหล่านี้, พวกมันไม่ใช่อะตอมทั้งหลายเดิม ๆที่ได้เป็นอยู่มาตั้งแต่หนึ่งปีก่อน. พวกมันค่อนข้างชัดจริงว่าเป็นของมันฝรั่งทั้งหลายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว. และกระนั้นคุณจำได้ถึงอะไรที่ได้บังเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนด้วย. คุณยังจำได้ถึงชีวิตในวัยเด็กของคุณ. คุณยังจำได้ถึงชื่อของคุณ. ดังนั้น, อะไรคือจิตของเรา? อะไรที่อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นมีหับจิตสำนึกของเรา? ผมจะบอกกับคุณถึงอะไรที่พวกมันเป็น.  (If you think about it carefully, the atoms that are in your brain right now, the ones doing the thinking, the ones processing these very words, they are not the same atoms that were a year ago. They are quite literally last week’s potatoes. And yet you remember what happened a year ago. You remember your childhood. You remember your name. So, what is this mind of ours? What are these atoms with consciousness? I’ll tell you what they are.)

พวกมันคือรูปแบบ, การร่ายรำ/ลีลา. อะตอมทั้งหลายเข้ามาสู่ในสมอง, ร่ายรำ, และแล้วก็จากออกไป. พวกมันมักจะเป็นอะตอมใหม่อยู่เสมอ, แต่ก็มักจะทำการร่ายรำเดียวกันเสมอ, จดจำถึงอะไรที่ได้ร่ายรำเมื่อวานนี้. นี้เป็นอะไรที่คุณเป็น. ไม่ใช่การสะสมรวบรวมของสิ่งของ, แต่เป็นรูปแบบ, สัณฐาน/การจัดโครงร่าง, หนทาง/วิธีการที่สสาร/วัตถุได้ถูกจัดนวมเข้าด้วยกันในตัวมันเองอย่างชั่วคราว, อย่างงดงามไปสู่บางอย่างที่สามารถเงยขึ้นมองยังดวงดาวทั้งหลายและกังขาใจ. ตอนนี้, ผมต้องการจะหยุดพักที่ตรงนี้ และอธิบายสิ่งนี้ด้วยตัวอย่างหนึ่งอย่างง่ายๆเท่าที่ผมสามารถทำได้ เพราะว่านี้คือกุญแจหลักของความคิด.  (They are a pattern, a dance. The atoms come into your brain, dance, a dance, and then go out. They’re always new atoms, but always doing the same dance, remembering what the dance was yesterday. This is what you are. Not a collection of stuff, a pattern, a configuration, a way that matter has organized itself temporarily, beautifully into something that can look up at the stars and wonder. Now, I want to pause here and explain this as simply as I can because this is the key idea.)

ลองจินตนาการถึงคลื่นลูกหนึ่งในมหาสมุทร. คุณเห็นมันกำลังม้วนเข้ามายังชายฝั่ง. คุณอาจจะคิดว่า, “นี่มาอีกแล้ว นำเคลื่อนที่ในทะเลง” แต่นั่นไม่ใช่อะไรบังเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น. น้ำไม่ได้เดินทางไปไหนเลย. แต่ละส่วนเล็กแม้แต่น้อยนิดของน้ำแค่เคลื่อนที่ขึ้นและลงอยู่กับที่. อะไรที่เห็นไปการเดินทางนั้นเป็นแค่รูปทรง, รูปแบบ. คลื่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนคงที่. มันเป็นพฤติกรรมที่สสาร/วัตถุกำลังทำอยู่. คุณเป็นเหมือนคลื่นนั้น. อะตอมทั้งหลายนั้นเป็นเหกมือนน้ำ. พวกเขาเข้ามา, พวกเขาเคลื่อนที่ไปรอบๆ, พวกเขาได้จากไป. แต่รูปแบบนั้น, รูปร่างของคุณ, วิธีที่คุณพูด, วิธีที่คุณคิด, วิธีที่คุณหัวเราะ, สิ่งนั้นอยู่ต่อเนื่องไปสักระยะหนึ่ง.  (Imagine a wave in the ocean. You see it rolling toward the shore. You might think, Here goes that water moving across the sea.” But that’s not what’s happening at all. The water isn’t traveling. Each little bit of water just moves up and down in place. What travels is the shape, the pattern. The wave is not a thing. It’s a behavior that matter is doing. You are like that wave. The atoms are like the water. They come in, they move around, they leave. But the pattern, the shape of you, the way you talk, the way you think, the way you laugh, that keeps going for a while.)

ตอนนี้, ขอให้ผมมาพูดถึงความเข้าใจผิดนั้น. อันใหญ่หนึ่ง, อันหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ยึดถือไปทั่วโดยปราศจากกระทั่งได้รู้เข้าใจมัน. ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเมื่อคุณตาย, บางอย่างได้ถูกทำลาย. พวกเขาคิดว่าสสาร/วัตถุนั้น, พลังงานนั้น, สิ่งของนั้นที่คุณได้ถูกสร้างทำขึ้น, มันแค่หายไป. ปู๊บ. จากไป. และนี้คือความเข้าใจผิดอย่างสมบูรณ์. ไม่มีอะไรถูกทำลาย. ไม่มีอะไรเลย. ไม่แม้แต่หนึ่งอะตอม. ไม่แม่แต่หนึ่งแคลอรีของพลังงาน. เมื่อบุคคลผู้หนึ่งตายลง, อะตอมทั้งหลายที่ถูกที่ได้สร้างประกอบเป็นร่างกายพวกเขาขึ้นมา ก็กลับคืนไปสู่โลก. พวกเขาได้ถูกรับเอาไปโดยหญ้าใบแหลม, โดยต้นไม้ทั้งหลาย, โดยไส้เดือนทั้งหลาย, โดยบักเตรี. พวกเขาเข้าไปในดิน. พวกเขาได้ละลบายเข้าไปในน้ำ. พวกเขาได้ลอบเข้าไปในอากาศและอะตอมทั้งหลายเหล่านั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตอื่นๆต่อไป, โครงสร้างอื่นๆ, รูปแบบอิ่น.    (Now, let me come to the misconception. The big one, the one that most people carry around without even knowing it. Most people think that when you die, something is destroyed. They think that the matter, the energy, the stuff you’re made of, it just vanishes. Poof. Gone. And this is completely wrong. Nothing destroyed. Nothing. Not one atom, not one calorie of energy. When a person dies, the atoms that made up their body return to the earth. They get taken up by grass, by trees, by worms, by bacteria. They enter the soil. They dissolve into water. They float into the air and those atoms go on to become parts of other living things, other structures, other patterns.)

พลังงานนั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน. ทุกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของพลังงานทางเคมีได้ถูกเก็บเอาไว้ในกล้ามเนื้อ, ในไขมันของมัน, ในเนื้อเยื่อของคุณ, มันได้ถูกปล่อยออกมา. มันได้กลายเป็นความร้อน. มันกลายเป็นพลังงานของการแบกตัวอันประกอบกันอยู่. มันให้อาหารแก่ชีวอินทรีย์อื่นทั้งหลาย. มันเข้ามู่วงจรวัฏจักรยิ่งใหญ่ของพลังงาน ซึ่งได้ถูกดำเนินต่อไปเมื่อตั้งแต่จักรวาลได้เริ่มต้น. จากมุมมองหนึ่งของฟิสิกส์, ความตายนั้นไม่ได้เป็นการทำลายล้าง. มันเป็นการจัดองค์กรใหม่. มันเป็นจุดจบของรูปแบบหนึ่ง และเป็นการกระจายองค์ประกอบต่างๆออกไปเพื่อสร้างรูปแบบใหม่ทั้งหลาย. นั่นคือทั้งหมดที่มันเป็น.  (The energy is the same way. Every bit of chemical energy stored in your muscles, your fat, your tissues, it gets released. It becomes heat. It becomes the energy of decomposition. It feeds other organisms. It enters the great cycling of energy that has been going on since the universe began. From the point of view of physics, death is not destruction. It is reorganization. It’s the end of one pattern and the dispersal of the components to make new patterns. That is all it is.)

ในตอนนี้, บางรายของพวกคุณอาจจะพูดว่า, “เอาละ, ฟายน์แมน, นั่นทั้งหมดที่ฉลาดมาก, แต่รูปแบบนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ผมใส่ใจอยู่ถึง. ผมไม่ได้สนใจห่วงใยว่าอะตอมทั้งหลายของผมจะรอดชีวิตหรือไม่. ผมใส่ใจแต่ว่าผมรอดชีวิตหรือไม่?” และผมเข้าใจนั่น. ผมเข่าใจ. ผมไม่ได้กำลังจะยืนอยู่ที่นี่และบอกแก่คุณว่าฟิสิกส์ถอนย้ายเหล็กไนของความตายออกให้. มันไม่ได้ทำ.    (Now, some of you might say, ‘Well, Feynman, that’s all very clever, but the pattern is the part I care about. I don’t care that my atoms survive. I care that I survive.” And I understand that. I do. I am not going to stand here and tell you that physics removes the sting of death. It doesn’t.)

การสูญเสียรูปแบบ, การสูญเสีย(ความเป็น)บุคคลนั้นคือความจริง. นั้นเป็นความจริงเท่าๆกับสิ่งใดๆในจักรวาล. แต่ผมต้องการให้คุณยึดกุมสองความคิดนี้เอาไว้ในจิตของคุณในทันที. อย่างแรกก็คือรูปแบบ, ความเป็นบุคคลนั้นคือสิ่งชั่วคราว/ไม่ถาวร/ไม่เที่ยง. มันผุดอุบัติขึ้น. มันร่ายรำ, และมันก็เสื่อมสลายไป. นั่นคือธรรมชาตจิของทุกโครงสร้างซับซ้อนในจักรวาล, จากดวงดาวทั้งหลายไปสู่เกล็ดหิมะไปสู่อารยธรรม.  (The loss of the pattern, the loss of a person that is real. That is as real as anything in the universe. But I want you to hold two ideas in your mind at once. The first idea is that the pattern, the person is temporary. It emerges, it dances, and it dissolves. That is the nature of every complex structure in the universe, from stars to snowflakes to civilizations.)

ความคิดที่สองคือว่า แต่ส่วยประกอบทั้งหลายนั้นไม่ใช่สิ่งชั่วคราว. อะตอมทั้งหลายนั้นเก่าแก่มากกว่าภูเขาทั้งหลาย, เด่าแก่มากกว่าโลก, เก่าแก่มากยิ่งกว่าวันเวลาดวงอาทิตย์. พวกเขาได้ถูกหลอมอยู่ในดวงดาวทั้งหลายที่ได้ระเบิดตัวออกก่อนที่ระบบสุริยะของเราจะได้เป็นเมฆหมอกของเถ้าละออง. และภายหลังที่คุณได้จากไป, อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นก็จะไปต่อ. พวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของดิน, ฝน, อากาศ, และในท้ายที่สุดสิ่งมีชีวิตทั้งหลายอื่น. บางทีสิ่งมีชีวิตอื่นผู้ที่จะนั่งและกังขาใจถึงการดำรงแอยู่ของพวกเขาเองแค่ดังเช่นที่คุณกำลังทำอยู่ในตอนนี้.  (The second idea is that the components are not temporary. The atoms are older than the mountains, older than the earth, older than the Sunday. They were forged in the stars that exploded before our solar system was a cloud of dust. And after you’re gone, those atoms will go on. They will be part of the soil, the rain, the air, and eventually other living things. Perhaps other being who will sit and wonder about their own existence just as you are doing right now.)

ให้ผมลองพยายามดูกับการทดลองทางความคิดหนึ่ง. อะตอมคาร์บอนนี้ได้ถูกทำขึ้นข้างในดาวฤกษ์ขนาดใหญ่นั้น, เรามาพูดกันว่าสัก 10 เท่ามวลของดวงอาทิตย์ของเราในราว 5 พันล้าน. ดวงดาวนั้นได้ระเบิดออก. อะตอมนั้นล่องลอยไปผ่านอวกาศ. มันได้มาถูกจับได้ในเมฆหมอกของก๊าซและฝุ่นละอองที่ในท้ายสุดยุบตัวลงเพื่อก่อรูปเป็นระบบสุริยะของเรา. มันได้จบลงที่บนโลก, ได้ฝังอยู่ในหินปูนมาสองสามร้อยล้านปี. แล้วการระเบิดขึ้นอย่างภูเขาไฟได้ปลดปล่อยมันออกมาเป็นเช่นคาร์บอนไดออกไซด์. พืชหนึ่งได้ดูดซึมซับมันไปในระหว่างการสังเคราะห์แสง. กระต่ายตัวหนึ่งได้กินพืชนั้น. กระต่ายนั้นได้ตายลงและแยกเสื่อมสลายร่าง, ปลดปล่อยอะตอมนั้นกลับคืนลงไปในดิน. ต้นไม้หนึ่งกูดดูดซึมซับมัน. ต้นไม้นั้นได้ถูกตัดลงและได้ถูกเผา. อะตอมนั้นได้กลับไปสู่ในชั้นบรรยากาศ. พืชอีกรายหนึ่งตะครุบจับมัน. วัวตัวหนึ่งได้กินพืชนั้น. คุณได้กินวัวตัวนั้น. และในตอนนี้อะตอมคาร์บอนนั้นก็กำลังนั่งอยู่ในเซลล์หนึ่งในมือซ้ายของร่างกายคุณ.  (Let me try a thought experiment. Let’s follow a single carbon atom. This carbon atom was made inside a massive star, let’s say 10 times the mass of our Sun about 5 billion years ago. The star exploded. The atom drifted through space. It got caught up in the cloud of gas and dust that eventually collapsed to form our solar system. It ended up on Earth, buried in limestone for a few hundred million years. Then a volcanic eruption released it as carbon dioxide. A plant absorbed it during photosynthesis. A rabbit ate the plant. The rabbit died and decomposed, releasing the atom back to the soil. A tree absorbed it. The tree was cut down and burned. The atom went back into the atmosphere. Another plant grabbed it. A cow ate that plant. You ate the cow. And now that carbon atom is sitting in a cell in your left hand.)

เมื่อคุณตาย, อะตอมนั่นก็จะละทิ้งร่างกายของคุณไป. มันจะเข้าไปสู่ดิน. มันก็จะถูกดูดซึมซับไปโดยหญ้าใบแหลม. แกะตัวหนึ่งจะมากินหญ้านั้น. เด็กคนหนึ่งก็จะได้ดื่มนมจากแกะตัวนั้น. และอะตอมที่ครั้งหนึ่งอยู่ในดวงดาว, ครั้งหนึ่งอยู่ในหินปูน, ครั้งหนึ่งอยู่ในกระต่าย, ครั้งหนึ่งอยู่ในคุณ, จะเป็นส่วนหนึ่งของเด็กคนหนึ่งผู้ที่ไม่ได้มีความคิดเลยว่ามันมาจากที่ไหน. อะตอมนั้นได้ทำการร่ายรำมาแล้ว 10,000 รอบ. มันรไม่ได้รู้และมันไม่ได้สนใจใยดี, แต่มันคอยแต่ดำเนินการต่อไปเช่นนั้น.  (When you die, that atom will leave your body. It will enter the soil. It will be absorbed by a blade of grass. A sheep will eat the grass. A child will drink the sheep’s milk. And the atom that once in a star, once in a limestone, once in a rabbit, once in you, will be part of a child who has no idea where it came from. That atom has done this dance 10,000 times. It doesn’t know and it doesn’t care, but it’s keeps going.)

ทีนี้, นี่คือส่วนที่ได้ทำให้ผมตื่นใจจริงๆเมื่อผมได้คิดเกี่ยวกับมัน. กฎข้อแรกของเธอร์โมไดนามิคส์ (อุณหพลศาสตร์)บอกเราว่าพลังงานได้ถูกอนุรักษ์. มันไม่สามารถถูกสร้างขึ้นมาหรือถูกทำลายลงไปได้. และมีข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กับสสาร/วัตถุกด้วยความอนุเคราะห์จากนิวเคลียร์ฟิสิกส์ และความเข้าใจที่เราได้รับมาในศตวรรษนี้. ภายใต้สภาวะปกติทั่วไปทั้งหลาย,อะตอมทั้งหลายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นหรือถูกทำลายได้ด้วยเช่นกัน. พวกมันได้ถูกจัดแจงปรับเรียงขึ้นมาใหม่. จำนวนอะตอมคาร์บอนทั้งหลายบนโลกนี้ได้มีอยู่อย่างคร่าวๆเป็นเช่นเดิมเดียวกันกับเมื่อหลายพันล้านปีก่อน. พวกมันได้แค่เพียงคอยหมุนเวียนวะฏจักรผ่านก้องหินทั้งหลาย, อากาศทั้งหลาย, น้ำ, ผ่านสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย.  (Now, here’s the part that gives me a real thrill when I think about it. The first law of thermodynamics tells us that energy is conserved. It cannot be created or destroyed. And there is a related fact about matter courtesy of nuclear physics and the understanding we gained in this century. Under ordinary conditions, atoms are not created or destroyed either. They are rearranged. The number of carbon atoms on Earth has been roughly the same for billions of years. They just keep cycling through rocks, through air, through water, through living things.)

ดังนั้น, ในสัมผัสรู้สึก/ในแง่ตามเป็นจริงและเชิงลึก, ไม่มีอะไรที่คุณได้ถูกสร้างทำขึ้นมาตามเจตจำนงนี้จะถูกทำให้สูญไปได้เลย. มันจะเปลี่ยนรูปร่าง. มันจะถูกปรับจัดเรียบเรียงขึ้นใหม่. มันจะกลายเป็นอะไรบางอย่างอื่น, แต่มันจะไม่หยุดที่จะดำรวงอยู่. ผมควรที่จะระมัดระวังให้ดีและพูดบางอย่างในที่นี้เกี่ยวกับ Under ordinary conditionsกฎข้อที่สองของเธอโมไดนามิคส์ เพราะว่าผู้คนในบางครั้งจะสับสนได้.  (So, in a very deep and literal sense, nothing that you are made of will ever be lost. It will change form. It will be rearranged. It will become something else, but it will not cease to exist. I should be careful and say something here about the second law of thermodynamics because people sometimes get confused.)

กฎข้อที่สองของเธอร์โมไดนามิคส์(อุณหพลศาสตร์)บอกว่า เอนโทรปี – หน่วยวัดปริมาณความไร้ระเบียบ นั้น ของระบบปิดหนึ่งโน้มเอียงที่จะเพิ่มขึ้น. พูดในภาษาทั่วไปง่ายๆ, นั่นหมายความว่า สิ่งทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะไปจากความเป็นระเบียบ เป็นความไร้ระเบียบ. ปราสาททรายหนึ่งได้ร่วงลงแยกออกจากกัน. กาแฟร้อนถ้วยหนึ่งได้เย็นตัวลง. ร่างกายมีชีวิตหนึ่งได้เสื่อเน่าสลาย. นี้คือความจริงและมันสำคัญมาก. กฎข้อที่สองนี้คือเหตุผลว่ารูปแบบอันซับซ้อนทั้งหลายเหมือนเช่นคุณและผมไม่ได้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ฬ มันใช้พลังงานเพื่อการคงไว้ซึ่งรูปแบบนั้นๆ, ที่จะรักษาการร่ายรำไว้ต่อไป, ที่จะต่อสู้ความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะไปสู่ความไร้ระเบียบ. (The second law says that the entropy5 of a closed system tends to increase. In plain language, that means things tend to go from ordered to disordered. A sand castle falls apart. A hot cup of coffee cools down. A living body decays. This is real and it’s important. The second law is the reason that complex patterns like you and me don’t last forever. It takes energy to maintain the pattern, to keep the dance going, to fight the natural tendency toward disorder.)

5 เอนโทรปี (Entropy) คือปริมาณทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดความไม่เป็นระเบียบ (Disorder) ความสุ่ม หรือการกระจายตัวของพลังงานในระบบ ยิ่งระบบมีความไม่เป็นระเบียบสูง เอนโทรปีจะยิ่งสูง ตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ ธรรมชาติมักเปลี่ยนจากระเบียบไปสู่ความไร้ระเบียบ (เอนโทรปีเพิ่มขึ้น) โดยมักใช้สัญลักษณ์ \(S\) [1, 2, 3]

สาระสำคัญของเอนโทรปี

  • ความไม่เป็นระเบียบ: ตัวอย่างเช่น น้ำแข็ง (โมเลกุลเรียงตัวระเบียบ) มีเอนโทรปีต่ำ เมื่อละลายเป็นน้ำ (โมเลกุลกระจาย) เอนโทรปีจะสูงขึ้น
  • แนวโน้มธรรมชาติ: กระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มักจะทำให้ค่าเอนโทรปีรวมของจักรวาลเพิ่มขึ้นเสมอ
  • พลังงานที่ใช้งานไม่ได้: เอนโทรปีบอกถึงปริมาณพลังงานที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ในระบบ
  • ทฤษฎีสารสนเทศ (Information Theory): หมายถึงการวัดความไม่แน่นอน (Uncertainty) หรือปริมาณข้อมูลที่คาดเดาไม่ได้

ตัวอย่างเอนโทรปีในชีวิตประจำวัน

  • ห้องที่รก: หากไม่จัดห้อง ห้องมักจะรกขึ้นเอง (เอนโทรปีเพิ่ม) แต่การจัดห้องให้เรียบร้อย (ลดเอนโทรปี) ต้องใช้พลังงานจากภายนอกเข้าไปกระทำ
  • กาแฟร้อน: กาแฟร้อนวางทิ้งไว้จะเย็นลง พลังงานความร้อนกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้เอนโทรปีรวมเพิ่มขึ้น

โดยสรุป เอนโทรปีคือแนวโน้มของจักรวาลที่มุ่งสู่ความโกลาหลและความสม่ำเสมอของพลังงาน

เมื่อคุณตาย, การต่อสู้นั้นได้หยุดลงและแอนโทรปีชนะ. รูปแบบนั้นได้เสื่อมสลายลง. แต่โปรดสังเกตอะไรที่กฏข้อที่สองนี้ไม่ได้พูดถึง. มันไม่ได้บอกว่าสสารหรือพลังงานได้ถูกทำลายไปด้วย. มันบอกว่าองค์กรนั่นได้สูญไป. เนื้อในของสิ่งนั้นยังคงอยู่ที่นั้น. มันแค่สับสลับจัดเรียงใหม่ไม่เป็นระเบียบเหมือนเช่นของเดิมเท่านั้น. อะตอมทั้งหลายของร่างที่แยกสลายออกจากกันลงยังคงอยู่เป็นอะตอมทั้งหลาย. พลังงานของไฟที่เย็นลงก็ยังคงเป็นพลังงานอยู่ มันแค่แผ่กระจายออกไป, ได้เจอจางลง, ยากขึ้นที่จะใช้เพื่อสิ่งใดให้เป็นประโยชน์.  (When you die, that fight stops and entropy wins. The pattern dissolves. But notice what the second law does not say. It does not say that matter or energy is destroyed. It says that organization is lost. The stuff is still there. It’s just reshuffled into less organized arrangement. The atoms of a decomposed body are still atoms. The energy of a cooled down fire is still energy. It’s just spread out, diluted, harder to use for anything useful.)

และมีอีกหนึ่งสิ่งที่ผมต้องการจะคิดเกี่ยวกับมัน เพราะผมคิดว่ามันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งน่าพิศวงใจมากที่สุดในทั้งหมดของวิทยาศาสตร์. จักรวาลมีอายุเก่าแก่อยู่ราว 14 พันล้านปี, ไม่มากก็น้อย. สำหรับส่วนใหญ่ของเวลานั้น, ไม่มีใครรายรอบนี้ที่มองไปที่มันเลย. ไม่มีรดวงตา, ไม่มีสมอง, ไม่มีความคิดทั้งหลายใดๆ. แค่ไฮโดรเจนและฮีเลียมยุบตัวลงเป็นดาวฤกษ์ทั้งหลาย, ระเบิดตัวออก, สร้างทำอะตอมที่หนักกว่าทั้งหลาย, แล้วก็ยุบตัวกันอีก. ตลอดมาหลายพันล้านและหลายพันล้านปี, จักรวาลได้แค่สสารที่กำลังอะไรที่สสารทำอย่างตาบอด, และโง่เง่า.  (And here one more thing I want to think about because I think it’s the most astonishing fact in all of science. The universe is about 14 billion years old, give or take. For most of that time, there was no one around to look at it. No eyes, no brains, no thoughts. Just hydrogen and helium collapsing into stars, exploding, making heavier atoms, collapsing again. For billions and billions of years, the universe was just matter doing what matter does blindly, stupidly.)

แต่ละอะตอมสนใจอยู่แต่ธุระของตนเอง. และแล้วที่ไหนสักแห่งบนดาวเคราะห์ก้อนหินเล็กๆ กำลังโคจรไปเป็นเช่นดวงดาวทั่วไปในกาแล๊กซี่ทั่วๆไป, บางอะตอมทั้งหลายเหล่านั้นยได้จัดเรียงพวกมันเองเข้าเป็นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถคิด, ที่สามารถกังขาใจ, ที่สามารถเงยขึ้นมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีและถามว่า, “ทั้งหมดนี้คือเรื่องอะไร? ทำไมมีบางอย่างขึ้นมาแทนที่จะว่างเปล่าไม่มีอะไร?”  (Each atom minding its own business. And then somewhere on a small rocky planet orbiting an ordinary star in ordinary galaxy, some of those atoms arranged themselves into a pattern that could think, that could wonder, that could look up at the night sky and ask, “What is all this? Why is there something instead of nothing?”)

คุณคือจักรวาลที่กำลังมองดูตัวมันเอง. คุณคืออะตอมทั้งหลายที่ได้จัดเรียงตัวพวกมันเองมาสู่รูปแบบโครงสร้างหนึ่งที่ช่างสลับซับซ้อนเหลือเกิน, ที่ช่างพิเศษเหลือเกิน, ที่รูปแบบโครงสร้างนี้สามารถที่จะพินิจพิจารณาถึงการดำรงอยู่ของตนเองได้. นั่นไม่เคยได้บังเกิดขึ้นมาก่อนใน 14 พันล้านปีแห่งประวัติศาสตร์เอกภพ/จักรวาล. ตราบไกลเท่าที่เรารู้, ยกเว้นในที่นี้, ยกเว้นในตอนนี้, ยกเว้นในสิ่งทั้งหลายของคุณและผม. และใช่, รูปแบบนั้นไม่ถาวร/เที่ยง. มันจะจบลง. การร่ายรำจะหยุดลง. แต่ข้อเท็จจริงนั้นคือมันได้บังเกิดขึ้นทั้งสิ้น, อะตอมทั้งหลายนั่นสามารถที่จะจัดเรียงตัวพวกมันเองไปสู่บางอย่างที่รู้สึกได้ถึงปีติรื่นรมย์และกังขาใจและโศกเศร้าและรัก, นั้นไม่ได้ลดทอนลงโดยข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นการชั่วคราว/ไม่เที่ยงถาวร.   (You are the universe looking at itself. You are atoms that arranged themselves into a configuration so complex, so extraordinary that the configuration can contemplate its own existence. That has never happened before in 14 billion years of cosmic history. As far as we know, except here, except now, except in things like you and me. And yes, the pattern is temporary. It will end. The dance will stop. But the fact that it happened at all, that atoms could arrange themselves into something that feels joy and wonder and grief and love, that is not diminished by the fact that it’s temporary.)

ถ้าสิ่งใดๆ, มันได้ทำให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น. ผมไม่ยอมกับความคิดที่รู้ว่าวิทยาศาสตร์ได้นำเอาความงดงามออกไปจากดอกไม้หรือความลี้ลับออกไปจากชีวิต หรือความหมายออกไปจากการตาย. มันเป็นสิ่งตรงกันข้าม. เมื่อคุณเข้าใจถึงว่าทุกอะตอมในร่างกายของคุณได้ถูกปรุงขึ้นในดวงดาวหนึ่ง, ที่จิตสำนึกของคุณคือรูปแบบหนึ่งที่ถือกุมเข้าด้วยกันโดยสัญญาณไฟฟ้าทางเคมีทั้งหลายในก้อนก้อนหนึ่งของสสาร/วัตถุ ที่ครั้งหนึ่งได้เคยกระจัดกระจายอยู่ทั่วกาแลกซี, และว่าทุกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของคุณจะกลับไปสู่โลกและท้องฟ้าและมหาสมุทรที่จะกลายเป็นส่วนของสิ่งทั้งหลายอื่น, รูปแบบทั้งหลายอื่น, การร่ายรำทั้งหลายอื่น. นั่นสามารถเป็นสิ่งใดไปอย่างอื่นได้อีก นอกจากความสง่างดงามล่ะ?    (If anything, it’s made more remarkable. I have no patience for the idea that knowing the science takes the beauty out of a flower or the mystery out of life or the meaning out of death. It does the opposite. When you understand that every atom in your body was cooked in a star, that your consciousness is a pattern held together by electrochemical signals in a lump of matter that was once scattered across a galaxy, and that every bit of you will go back to the earth and the sky and the ocean to become part of other things, other patterns, other dances. How can that be anything but magnificent?)

เราไม่ได้แยกออกจากจักรวาล. เราคือจักรวาลที่ได้รวมตัวกันเข้าชั่วคราวรู้สึกตัวชั่วระยะสั้นๆ และเมื่อองค์รวมนี้สิ้นสุดลง ก็กลับคืนไปสู่สระอะไรที่จากมาซึ่งรูปแบบถัดไปจะถูกวาดขึ้น. ดังนั้น, การตายคือจุดจบจากมุมมองของรูปแบบนั้นหรือ? ใช่. การร่ายรำนั้นได้หยุดลงจากมุมมองในเรื่องอะตอมทั้งหลาย, พลังงาน, สิ่งรากฐานทั้งหลายของความเป็นจริง หรือ? ไม่เลย, มันไม่ได้แม้กระทั่งหยุดพัก. มันแค่เปลี่ยนคู่เต้นรำ.   (We are not separate from the universe. We are the universe temporarily organized briefly aware and when the organization ends the components return to the pool from which the next pattern will be drawn. So, is death the end from the point of view of the pattern? Yes. The dance stops from the point of view of the atoms, the energy, the fundamental stuff of reality? No, it’s not even a pause. It’s just a change of partner.)

ผมไม่รู้ว่าอะไรบังเกิดขึ้นกับจิตสำนึก เมื่อสมองหยุดทำงาน. ไม่มีใครรู้. ฟิสิกส์ไม่ได้มีทฤษฎีที่สมบูรณ์ของจิตสำนึก. และใครคนใดผู้ที่บอกกับคุณเป็นอย่างอื่นนั้นก็กำลังขายอะไรบางอย่างกับคุณ. อะไรที่ฟิสิกส์สามารถบอกคุณได้และสามารถบอกคุณด้วยความชัดเจนอย่างสัมบูรณ์สิ้นก็คือ ไม่มีแม้แต่อะตอมเดียวในร่างการยของคุณจะถูกทำลายลงไป. ไม่แม้แต่จูลส์(หน่วยวัดปริมาณพลังงาน)เดียวของพลังงานจะหายไป. ทุกอย่างที่คุณเป็นในแง่ทางกายภาพจะดำเนินต่อไปในรูปร่างที่แตกต่างไป, ในรูปแบบที่แตกต่างไป, แต่มันจะยังคงดำเนินต่อไป.  (I don’t know what happens to consciousness when the brain stops. Nobody does. Physics doesn’t have a complete theory of consciousness. And anyone who tells you otherwise is selling you something. What physics can tell you and tell you with absolute certainty is that not a single atom of your body will be destroyed. Not a single Jule of energy will vanish. Everything you are in the physical sense will continue in a different form, in a different pattern, but it will continue.)

และมีอีกสิ่งหนึ่ง. ทุกบุคคลผู้ที่เคยได้มีชีวิตอยู่, ทุกบุคคลผู้ที่ได้เคยรักคุณ, ทุกบุคคลที่อะตอมทั้งหลายของเขาได้ผ่านคุณมาและของคุณได้ผ่านพวกเขาไป , พวกเขาคือทั้งหมดได้ถูกถักทอเข้าไปสู่ผืนพรมอันยิ่งใหญ่ของสสารวัตถุและพลังงานเดียวกัน ที่สร้างทำจักรวาลนี้ขึ้น. อะตอมทั้งหลายในมือขวาของคุณอาจจะครั้งหนึ่งได้เคยอยู่ในร่างของชาวนาในสมัยอียิปต์โบราณ. ออกซิเจนที่คุณเพิ่งหายใจเข้าไปอาจจเคยะจบลงในปอดทั้งหลายของใครบางคนเมื่อหนึ่งพันปีก่อนย้อนไปจากตอนนี้. เราทั้งหมดได้เชื่อมต่ออยู่ไม่เพียงแค่โดยความรู้สึกทางจิตใจแต่โดยทางฟิสิกส์/กายภาพด้วยข้อเท็จจริงอันเรียบง่ายงดงามอย่างดื้อดึงที่ว่า อะตอมทั้งหลายนั้นคงอยู่ยั่งยืน.  (And there’s one more thing. Every person who has ever lived, every person who has ever loved you, every person whose atoms have passed through you and yours through them, they are all woven into the same great fabric of matter and energy that makes up this universe. The atoms in your right hand may have once been in the body of a farmer in ancient Egypt. The oxygen you just exhaled may end up in the lungs of someone a thousand years from now. We are all connected not by sentiment but by physics by the simple stubborn beautiful fact that atoms endure.)

ดังนั้น, คราวหน้าถ้ามีใครถามคุณว่า อะไรบังเกิดขึ้นภายหลังที่คุณตาย, คุณก็สามารถบอกถึงอะไรที่ฟิสิกส์ได้บอกไว้. เทียนไขที่ดับลง. ใช่, ทุกอะตอมของเทียนไขยังคงอยู่ที่นี่. เปลวไฟดับจากไป, แต่ความร้อนที่มันได้ผลิตขึ้นมายังคงทำความอบอุ่นอยู่ในห้อง, ทำความอบอุ่นให้กับอากาศ,ค่อยๆจางหายออกไปสู่โลก, เข้าร่วมกับมหาสมุทรพลังงานอันมหาศาลที่ได้ไหลล่องผ่านไปทั่วจักรวาลมาตั้งแต่การเริ่มต้นของเวลา. ไม่มีสิ่งใดที่สูญสิ้นไป. ไม่มีเลย. การร่ายรำได้เปลี่ยนแปลงไป. ดนตรียังคงบรรเลงอยู่.  (So, the next time someone asks you what happens when you die, you can tell what physics says. The candle goes out. Yes, but every atom of the candle is still here. The flame is gone, but the heat it produced is still warming the room, warming the air, dissipating out into the world, joining the immense ocean of energy that has been flowing through this universe since the beginning of time. Nothing is lost. Nothing. The dance changes. The music plays on.)

ตอนนี้, ผมต้องการที่จะได้ยินจากคุณ. นี่คือคำถามที่มีคุณค้าให้คิกเกี่ยวกับมัน. ถ้าทุกอะตอมในร่างกายของคุณได้ถูกแทนที่ใหม่มาตลอดในทุกช่วงเวลาสองสามปีผ่านไป และคุณก็เป็นรูปแบบหนึ่งจริง, ไม่ใช่สิ่งฺหนึ่ง, แล้วอะไรกันแน่ที่สร้างทำให้เป็นคุณขึ้นมา? เจียนคำตอยที่ดีที่สุดของคุณลงมา. ผมรักที่จะได้รู้ว่าอะไรที่คุณคิดออกมาได้? (Now, I want to hear from you. Here’s a question worth thinking about. If every atom in your body gets replaced over the course of a few years and you are really a pattern, not a thing, then what exactly makes you, you? Write down your best answer. I’d love know what you come up with?)

 https://youtu.be/FXio_ECuH1s?si=8T-qNLAJPO8pnNbu