หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 15 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - จีน ได้นำเสนอแบบจำลองการพัฒนาทางเลือกใหม่

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - จีน ได้นำเสนอแบบจำลองการพัฒนาทางเลือกใหม่

Richard Wolff (clip): China Introduced a Rival Development Model

          https://youtu.be/-1bI8dpi0_w?si=i3QSnih_qXUIagv2

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ(Richard Wolff):             ผมได้ถูกชักชวนในจุดนี้ที่จะได้ให้ความเห็นกับอะไรที่ผมได้ประสบรับรู้มา   ดังที่คุณกำลังมองที่มัน. ผมคิดว่าจีนได้สาธิตแสดงถึงวิสาหกิจหรือกิจการลูกผสมรัฐ-เอกชนที่บริหารจัดการโดยกลไกเครื่องมือของรัฐบาลและพรรคการเมืองที่ระบุตนเองว่าเป็นอย่างสังคมนิยม ที่เป็นงานสร้างที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นยิ่งนัก. เอ่อ, แต่มันได้ส่งมอบงานทั้งหลายสำเร็จตามคาดหวังแล้ว.  (I am persuaded at this point given what I’ve experienced and what I’m looking at with as you are looking at it. I think the Chinese have demonstrated this hybrid state-private uh enterprise governed by a socialistically self-defined governmental and political party apparatus is a very unique construction. Uh, but it has delivered the goods.)

คุณรู้มั้ย, และนั่นกำลังมีอิทธิผลชักนำต่อโลกอย่างยิ่งดังที่มันควรจะเป็น.  เราทั้งหมดกลับกำลังคลำหาทาง/งมโข่งในท้ายที่สุดว่าจะทำสิ่งทั้งหลายอย่างไร, จะแก้ไขซ่อมแซมปัญหาทั้งหลายอย่างไร, จะเคลื่อนไปยังอนาคตอย่างไร. และจีนกำลังพูดด้วยความเชื่อมั่นทั้งหมดในตอนนี้ว่าจะดำเนินไปกับมัน, เราได้คาดคิดมันออกมา. บางทีมีหนทางที่ดีกว่า, แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น, ก็ยังไม่มีใครนำเสนอมันออกมาได้.  (You know, and that is going to be very is already very persuasive around the world as well it should be. We are all groping in the end how to do things, how to fix problems, how to move into the future. And the Chinese are saying with all the confidence now that goes with it, we figured it out. Maybe there’s a better way, but if so, nobody’s offering it.)

อะไรคือทางเลือกสำหรับการพัฒนาของเราก็คืออยู่ที่ข้างนอกนั้นที่สามารถอวดอ้างว่าได้ประสบสำเร็จได้รึ? ประธานาธิบดีของสฟรัฐอเมริกากลับไปบ้านและในการเขียนบ้าบอตามวิธีของเขาใน เอ่อ บัญชีเล็กๆของเขาใน เอ่อ สื่อสังคมที่เขาต้องการจะเป่าลูกโป่งให้ใหญ่โตขึ้นมาในทำเนียบขาว ว่าเป็นเหมือนดังเช่นห้องอันแสนน่ารักอย่างจีนโน่นซึ่งเขาได้ไปสร้างความบันเทิงให้แก่สี จิ้นผิง. ผมหมายถึงว่า, มันเป็นเหมือนบทที่ถูกเขียนขึ้นโดยนักเขียนบทละครที่ไม่มีฝีมือดีพอที่จะมีมัน. ผมอยากจะมีอะไรดังที่เขามีมั่ง, โอเคมั้ย?   (What alternative to our development is there out there that can boast what we have achieved? The president of the United States goes home and in his crazy way writes in his uh his little you know account there uh social that he wants a ballroom as big in the White House as the lovely room in which he was entertained by Xi Jinping. I mean, it’s like a script written by a not so good playwright to have that. It is. I would like to have what he has, okay?)

โลกทั้งปวงชอบที่จะมีความเติบโตแข็งแรงทางเศรษฐกิจดังเช่นที่จีนได้แสดงมาตลอด 30 ปีที่ผ่านมานี้. ไม่มีแม้แต่ประเทศอื่นใดสักแห่งเดียวที่สามารถทำนั่นได้. แม้กระทั่งอินเดียที่ต้องการจะเป็นนั่นอีกครั้งก็ต้องแสดงออกมาให้เห็นนั่น. และมันก็ยังไม่เสร็จออกมา. มันได้ทำไปแค่บางความก้าวหน้า, แต่มันเป็นจีนที่นั่งอยู่ตรงนั้นและพวกเขาสามารถเป็นไปอย่างแสนสบายด้วย. ผมต้องการที่จะตอกย้ำให้ชัดเจนถึงว่า จีนได้ประสบสำเร็จในสิ่งนี้ด้วยเช่นกัน ภายใต้ร่มเงาของจักรวรรดิอเมริกัน.   (The whole world would like to have the economic growthy that that China has shown in the last 30 years. Not a single other country can do that. Even India wants to be that again has to show that. It hasn’t done that yet. It’s made some progress, but it’s China that sits there and they can be very comfortable. I want to hammer home also that China achieved this under the umbrella of the American empire.)

หนึ่งในเหตุผลทั้งหลายคือมันไม่ได้เร่งรีบไม่ได้ต้องการที่จะ ยั่วยุกระตุ้นสหรัฐอเมริกาให้ต้องทำอะไรรุนแรงหายนะขึ้นก็เป็นเพราะว่าอะไรคือที่ต้องรีบร้อนด้วยรึ? เรา, เราชาวจีนกำลังทำสิ่งพิเศษจำเพาะในโลกที่ซึ่งดอลลาร์สหรัฐอเมริกาคือกระแสเงินของโลก, ที่ซึ่งสหรัฐอเมริกาได้ทีฐานทัพ 700 แห่งอยู่รอบไปทั่วโลก. เอ่อ, และเรามีแค่แห่งเดียวที่ดจิบูติ. คุณรู้มั้ย, ในโง่เง่ามาก. พวกเขาไม่มีเหตุผลแต่อย่างใดเลยที่จะไปสร้างความปั่นป่วนให้กับสถานการณ์ทั่วโลก เพราะว่าพวกเขากำลังทำอะไรได้ดีอยู่แก้วให้กับมัน. (One of the reasons it is in no rush does not want to provoke the United States to do anything catastrophic is because what’s the hurry? We, we Chinese are doing spectacularly in a world in which the US dollar is the universal currency, in which the United States has 700 military bases around the world. Uh, and we have one in Djibouti1. You know, it’s silly. They have no reason to agitate the global situation because they are doing the very well within it.)

1 จิบูตี (Djibouti) หรือชื่อทางการคือ สาธารณรัฐจิบูตี เป็นประเทศขนาดเล็กในภูมิภาคแอฟริกาตะวันออก (บริเวณจะงอยแอฟริกา) ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์สำคัญซึ่งเป็นช่องทางเดินเรือเชื่อมระหว่างอ่าวเอเดนและทะเลแดง ประเทศมหาอำนาจจึงนิยมตั้งฐานทัพที่นี่เพื่อดูแลความปลอดภัยทางทะเล

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับประเทศจิบูตี

  • ที่ตั้ง: ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกาตะวันออก มีพรมแดนติดกับเอริเทรีย เอธิโอเปีย โซมาเลีย รวมถึงมีพื้นที่ชายฝั่งติดทะเลแดงและอ่าวเอเดน อยู่ห่างจากประเทศเยเมน (ฝั่งตะวันออกกลาง) เพียง 20 กิโลเมตร
  • เมืองหลวง: กรุงจิบูตี (Djibouti City)
  • พื้นที่: 23,200 ตารางกิโลเมตร (เป็นหนึ่งในประเทศที่เล็กที่สุดในทวีปแอฟริกา)
  • เศรษฐกิจ: รายได้หลักมาจากการเป็นเมืองท่าและศูนย์กลางการขนถ่ายสินค้าทางเรือ โดยเฉพาะการเป็นเส้นทางออกทะเลของประเทศเอธิโอเปีย
  • ภาษา: ใช้ภาษาฝรั่งเศสและภาษาอาหรับเป็นภาษาราชการ
  • สกุลเงิน: ฟรังก์จิบูตี (Djibouti Franc - DJF)

คุณรู้มั้ย, ถ้า BRICS ไม่พัฒนากระแสเงินตราของตนเอง, และผมไม่ดเหมายความว่ามันเป็นเหตุวิกฤติของจีน(สร้างขึ้น), แต่มันเป็นเพราะไม่ได้มีแรงกดดันมหาศาลใดจากจีนผู้ที่มีอิทธิพลโดดเด่นในการพูดทางเศรษฐกิจของBRICS. อะไรที่ต้องเร่งรีบรึ? เราทั้งหมดกำลังทำกันได้สวยดีอยู่แล้ว. และถ้าสหรัฐอเมริกาได้ที่จะตัดสินใจเลือกที่จะถอนตัวและไม่เป็นจักรวรรดิอีกต่อไป, มันไม่ได้กระจ่างแจ้งเกินไปที่เราจะแล่นเรือฝ่าไปได้อย่างราบรื่น.   (You know, if BRICS doesn’t develop its own currency, and I don’t mean to be critical of Chima, but it’s because there’s no great pressure from China who dominates the BRICS economically speaking. What’s the rush? We’re all doing pretty well. And if the United States were to decide to opt out and not be an empire, it’s not so clear we would have the same smooth sailing.)

การคาดเดาของผม, ในโถงประชุมทำการตัดสินใจของจีนนั้น, พวกเขาต่างก็ระแวดระวังอย่างยิ่งที่ผมได้พูดไปแล้วอย่างชัดเจนต่อปัญญาความเฉลียวฉลาดอย่างเพียงพอของจีนในชีวิตของผมที่รู้ว่าพวกเขาได้เข้าใจอะไรที่ผมเพิ่งได้พูดไป. ผมได้มันมาจากพวกเขา. ผมจำเป็นต้องถูกเขย่าเข้าไปในความระแวดระวัง. นั่นมันชัดเจนว่าประสบการณ์ของพวกเขาซึ่งได้สอนพวกเขาให้ใจเย็นๆ. โอ้, เรามาทำงานหาทางออกร่วมกันเพื่อที่เราจะได้ไม่ถูกติดอยู่กับกับดักธูซิดิดีสที่ตรงนี้.   (My guess is in the, in the decision-making halls of the Chinese, they are very aware that I have certainly spoken to enough Chinese intellectuals in my life to know that they understand what I just said. I got it from them. I had to be shaken into an awareness That it’s precisely their experience that teaches them take it easy. Oh, let’s work out so we don’t get caught in the Thucydides trap2 here.)

2 Thucydides Trap (กับดักธูซิดิดีส) คือทฤษฎีทางรัฐศาสตร์ที่อธิบายสภาวะความตึงเครียด เมื่อ “มหาอำนาจดั้งเดิม” เกิดความหวาดระแวงต่อการเติบโตของ “มหาอำนาจใหม่” จนนำไปสู่สงครามที่สร้างความเสียหายแก่ทุกฝ่าย

แนวคิดนี้ถูกบัญญัติขึ้นโดย เกรแฮม แอลลิสัน (Graham Allison) นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด โดยอ้างอิงจากบันทึกประวัติศาสตร์สงครามเพโลพอนนีเซียน (Peloponnesian War) ในสมัยกรีกโบราณ เมื่อความรุ่งเรืองของ "เอเธนส์" ทำให้ "สปาร์ตา" (มหาอำนาจเดิม) รู้สึกถูกคุกคามและหวาดกลัว จนนำไปสู่สงครามในที่สุด

  • รากฐานของปัญหา: ไม่ใช่เรื่องของความเกลียดชังส่วนตัว แต่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจโลก เมื่อมหาอำนาจใหม่เติบโตขึ้น การกระทำเพื่อป้องกันตนเองมักถูกอีกฝ่ายตีความว่าเป็นภัยคุกคาม
  • บริบทในปัจจุบัน: มักถูกนำมาใช้วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่าง สหรัฐอเมริกา (มหาอำนาจเดิม) กับ จีน (มหาอำนาจใหม่) เพื่อเตือนสติว่าทั้งสองประเทศอาจเดินซ้ำรอยประวัติศาสตร์หากไม่ระมัดระวังในการจัดการความขัดแย้ง

เรามาไม่ทำซ้ำกันในเรื่องนั่นเลย. คุณรู้มั้ย, บริเทนได้ต้อสู้รบอยู่สอง. ผมรู้ผมได้เอ่ยถึงเรื่องนี้กับคุณมาก่อนแล้ว, เกล็น. บริเทนต้องเผชิญหน้ากับทั้งสงครามประกาศอิสรภาพ และต่อด้วยสงครามปี 1812 ในความพยายามที่จะปราบปรามเอกราชของสหรัฐอเมริกา. พวกเขาได้ล้มเหลวกับความประหลาดใจของพวกเขาเอง. พวกเขามีทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือบริเทนอันใหญ่โต. สหรัฐอเมริกาไม่ได้มีสิ่งใดเลย. และพวกเขาก็พ่ายแพ้, บริติช. ภายหลังจากสองสงครามนั้นก็ไม่มีอีก. เพราะอีกศตวรรษถัดมาและต่อมา, ไม่มีสงคราม.พวกเขาได้หลบหนีกับดักธูซิดิดีสมาได้.   (Let’s not replicate that story. You know, Britain had to fight two. I know I’ve mentioned this to you before, Glenn. Britain had to define the war independence and then the war of 1812 trying to squash the independence of the United States. They failed to their own surprise. They had a big British army and navy. The United States didn’t have anything or hardly anything. And they lost, the British. After two wars they no more. For the next century and plus, no war. They escaped the Thucydides trap.)

ต้องใช้การพ่ายแพ้ในสองสงคราม. และกับจีน, อะไรเป็นความหวังของพวกเขา? ที่จะสามารุประสบสำเร็จในสิ่งเหมือนกันให้น้อยกว่าสองสงคราม, เพราะว่าเราสวามารถที่จะรองรับสงครามทั้งหลายได้ในตอนนี้. และที่ในสหรัฐอเมริกา, สงครามต่อต้านจีนคือสมมติฐานหนึ่งของผู้นำทางการเมืองทั้งหลายของเราที่นี่. พวกเขาสมมติมันกันอย่างง่ายๆ. มันเป็นไปแบบอัตโนมัติ. ไม่เช่นนั้นแล้ว, พวกเขาก็จะต้องยอมรับว่าทั้งด้านเวลาและประวัติศาสตร์และเศรษฐกิจกำลังหมายความว่าจักรวรรดิอเมริกันในตอนนี้ได้จบลงแล้ว.  (Took them two defeats in two wars. And the Chinese, what is their hope? To be able to achieve the same thing minus the two wars, because we can afford the wars now. And the in the United States, war against China is an assumption of our political leaders here. They simply assume it. It is sort of automatic. Otherwise, they would have to admit that the time and the history and the economics are meaning that the American empire is now over.)

และนั่นบางทีคือวาระแท้จริงที่เราในฐานะชาวอเมริกันควรจะมีส่วนร่วม/ปฏิสัมพันธ์. การถกเถียงอภิปรายนี้คือว่า ประวัติศาสตร์บรรทัดต่อไปของมนุษยชาติคือจักรวรรดิอีกอันหนึ่งหรือ? ในกระฯของจีน, หรือว่าเราจะในท่ายที่สุดสามารถที่จะมีระบอบการปกครองระดับโลกในแบบพหุภาคีที่หลายหลายประชาชาติ ที่คุณเคยได้เห็นดเค้าลางบอกเหตุกันมาแล้วกับสันนิบาตชาติภายหลังความสยดสยองของสงครามโลก ครั้งที่ 1 หรือสหปะชาชาติ ภายหลังความสยดสยองของสงครามโลก ครั้งที่ 2. ความสยดสยองทั้งหลายเหล่านั้นจะช่วยเราในคราวนี้ไปยังทิศทางใหม่ไหม?   (And that maybe the real issue that we as Americans should engage. Is the discussion is the next phase of human history another empire, in this case the Chinese, or will we finally be able to have the multinational, multilateral global regime that you saw foreshadowed in the League of Nations after horror of World War I or the United Nations after the horror of World War II. Will those horrors help us this time go in a new direction?)

ผมสังเกตได้ว่าจีนมีข้อถกเถียง/อภิปรายทั้งหลายเกี่ยวกับเรื่องนั่น. เราไม่ได้มีข้อถกเถียง/อภิปรายทั้งหลายเกี่ยวกับนั่นกันเลยในที่นี่ เพราะว่า ความคิดที่ว่านั่นคือทางเลือกทั้งหมดที่เรามี เป็นเรื่องที่ยากลำบากมากสำหรับชาวอเมริกัน จนพวกเขายังคงอยากจะยึดติดอยู่กับการปฏิเสธความจริง, ที่จะจินตนาการว่าจักรวรรดิอเมริกันยังคงมีชีวิตอยู่และทรงอิทธิฤทธิ์. ดังนั้น, ถ้าคุณได้ต้องการที่จะรู้ว่าทำไมผู้นำของประเทศนี้กระทำอะไรในหนทางมราเขากระทำ ผมรู้ว่ามันมีชื่อดเสียงโด่งดังกันอยู่แล้วที่จะกบ่าวได้ว่าเขาเป็นคนหลงตนเองและมีความเบี่ยงเบนทางจิตที่ไม่มั่นคงตลอดเวลาไม่ชนิดใดก็อีกชนิดหนึ่ง.   (I notice the Chinese have discussions about that. We don’t have any discussions about that here because the notion that those are our options is so difficult for Americans that they still want to hold on to denial, to imagining that the American empire is still alive and kicking. So, if you wanted to know why does the leader of this country act the way he acts? I know it’s popular to ascribe to him narcissism and mental deficiencies of one kind or another.)

ผมไม่เชื่ออันใดอันหนึ่งนั่น. ผมหมายถึงว่า, บางทีมันเป็นความจริง. ผมไม่คิดว่ามันเป็นสิ่งสำคัญ. เขากำลังเล่นบทบาที่เราอยู่ตรงนั้น. ถไม่ใช่เป็นเขาที่ทำมัน, มันก็จะมีอีกคนหนึ่งผู้ที่ก็จะได้ทำมันอยู่ดี. และโดยอีกผู้หนึ่ง, ไม่ว่าเป็นเป็น, จะเป็นไบเด็น, ก็อาจจะเป็นกมลา แฮร์รีส, หรือคนใดคนหนึ่งในอื่นๆนั้น. ที่ว่าเราจะไปยึดเอากรีนแลนด์. เรากำลังที่จะยึดปานามา. เรากำลังจะทำให้แคนาดา เอ่อ มาเป็นรัฐที่ 51จองเรา. เรากำลังที่จะทำ. นี่คือท่าทางที่แสดงออกอย่างทรงพลังของคนที่เรือกำลังจะจม และผู้ที่ต้อง...ได้แต่ดิ้นรนไปกับการพิชิตและขยายอาณาเขตในจินตนาการ เพราะของจริงทั้งหลายนั้นไม่มีให้หาได้แล้ว.  (I don’t believe any of that. I mean, maybe it’s true. I don’t think it matters. He is playing a role that we are at. If it weren’t him doing it, the other one would have done it. And by the other one, by the way, could be Mr. Biden, could be Kamala Harris, or any of the others. The we’re going to take Greenland. We’re going to take Panama. We’re going to make Canada uh a 51st state. We’re going to. This is the be the gestural dynamic of someone whose ship is sinking and who has to …flail around with imaginary uh conquests and expansions because the real ones are not available.)

ดีที่สุดที่สุดที่เขาสามารถทำได้ก็คือ เช้าไปฉกตัวเอา มร.มาดูโรและภรรยาออกมาจากเตียงที่ตอนกลางคืนและเอาพวกเขามาไว้ในคุกที่นี่ ในนิวยอร์ค ซิตี้. ผมหมายความว่า, มันเป็น, มันคคือความพยายามยามอย่างน่าสมเพชของความสิ้นหวัง.  (The best he can do is snatch Mr. Maduro and his wife out of their bed at night and put them in a jail here in New York City. I mean, it is, it is a pathetic effort of desperation.)

ศจ. เกล็น ดีเสน(Prof. Glen Diesen):     นั่นน่าสนในยิ่งวิธีของการตีกรอบมันขึ้น. เอ่อ. แต่, เอาละ, การได้ให้นั่นเอาไว้ทั้งสองด้านก็เป็นความน่าสนใจทั้งหลายซึ่งแตกต่างออกไป. ว่าจีนมองเห็นสิ่งนั้น, คุณก็รู้, เวลาอยู่ข้างพวกเขา. ในระยะยาว เอ่อ ที่สหรัฐอเมริกา ได้ยึดกุมมาอยู่กับเรื่องนี้ เอ่อ อย่างที่คุณรู้, ยิ่งสหรัฐอเมริกาใช้สถานะสิทธิพิเศษนี้เพื่อครอบงำระบบระหว่างประเทศมากเท่าไหร่ อำนาจหรือสถานะดังกล่าวก็จะยิ่งอ่อนแอลงในท้ายที่สุด.   (That’s an interesting way of framing it. Uh. But, well, given that the two sides have these different interests, that is China sees that, you know, time is on its side. The long uh the US holds on to this uh you know, exorbitant privilege status uh to…to rule the international system, the you know, the more it will weaken on its own.)

          ดังนั้นแล้ว, จีนมองเห็น, คุณก็รู้, ทั้งหมดที่มันต้องทำเป็นการบริหารอย่างถึงแก่นสำคัญที่จะมองเห็นกับดักนี้, นั่นคือคุณมีสหรัฐอเมริกาซึ่งกำลังเสื่อมถอยลงอย่างน้อยที่สุดใน ความเป็นประเทศมหาอำนาจที่ทรวงอิทธิพล, ในขณะที่จีนกำลังผงาดขึ้นมาเป็นผู้ท้าชิง. คุณก็รู้, มารดาแห่งกาละจะดูแลในเนื้อแท้ของเรื่องนี้, ว่าโลกจะเปลี่ยนถ่ายไปสู่พหุขั้วอำนาจ. ดังนั้น, วัตถุประสงค์หลักใหญ่ควรที่จะที่เราไม่โยกขย่มเรือ. เราอย่า เอ่อ ทำให้แน่ใจว่าเรื่องนี้จะมีผลลบัพธ์ออกมาเป็นการทำสงคราม.  (So, the, so China sees, you know, all it has to do is manage essentially the to see this trap, that is you have the US as this declining at least relative declining hegemon, while China’s rising as the challenger. You know, mother time will essentially take care of this, that the world will shift into multipolarity. So, their main objective should be let’s not uh rock the boat. Let’s not uh make sure, make sure this doesn’t result in any warfare.)

          เอ่อ อีกครั้ง, มันเป็นกาละที่ละเอียดบางในประวัติศาสตร์ที่จะบริหารจัดการ. ในขณะที่ด้านสหรัฐอเมริกา, คุณเห็นมากยิ่งขึ้นในเจตจำนงหลักของการฟื้นฟูจักรวรรดิ, นั่นคือที่จะเป็น. เอ่อ, แต่ผมไม่ได้แน่ใจว่า ถ้านั่นผมกำลังประหลาดใจ ถ้า, เย้, ไม่, บางทีพวกเขาได้คิดจริงจังว่าเรื่องนี้สามารถยังคงเป็นที่สัมฤทธิ์ผล. แต่การได้ให้สิ่งนั้นคุณได้มรมุมมองทั้งหลายเหล่านี้ซึ่งแตกต่างกันเกี่ยวกับที่ไหนของโลกซึ่งกำลังมุ่งหน้าไป, เอ่อ...อย่างไร...อย่างไรที่คุณมองเห็นว่าสิ่งนี้จะก่อให้เกิดความต้องการพิเศษจำเพาะ เอ้อ เรียกร้องกันในการพูดคุยของสองผู้นำครั้งนี้?   (Uh again, it’s a delicate time in history to manage. While on the US side, you see more the objective being to restore the empire, that is to uh. But I’m not sure if that’s I’m wondering if, yeah, no, probably they do think that this can still be achieved. But given that you have these different views about where the world is heading, uh how…how do you see this essentially producing specific uh demands in in this uh in this talk?)

          เพราะว่า ดังนั้นเอง, ถ้าคุณกำลังมองดูที่การประชุมพบกันครั้งนี้ระกว่างสีกับทรัมป์, อะไรที่เจตจำนงในแต่ละฝ่ายที่น่าจะต้องการพิเศษจำเพาะจากอีกฝ่าย?   (Because so, well, if you’re looking at this meeting between Xi and Trump, what would each side uh object to like specifically want from the other?)

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ(Richard Wolff):             เอาละ, ผมคิดว่าอะไร, การเดาของผมก็คือและผมมองเห็นตรรกะของคำถามของคุณ. การเดาของผมก็คืออะไรที่ประเทศจีนต้องการคืออะไรที่คุณได้เพิ่งพูดไปเมื่อสักครู่, อย่าขย่มเรือ. เรามาพยายามลดความรุนแรงกัน. เรามาพยายามคลี่คลายปัญหาของเรากัน. เราสามารถทำได้ถ้าเราสามารถเห็นด้วยพ้องกันว่าการที่จะให้ช่องแคบฮอร์มุชเปิดดีกว่าถูกปิด, เรามาเห็นพ้องด้วยกันนั่นเป็นอะไรที่คือเป้าหมายทั้งหลายของเรา.   (Well. I think what the, my guess is and I see the logic of your question. My guess is what the Chinese want is what you just said, no rock the boat. Let’s try to put a damper. Let’s try to resolve our problems. We can if we can agree that would be better to have the Strait of Hormuz open than closed, let’s agree that’s what our goals are.)

คุณทำงานในด้านของคุณที่จะพยายามจะเอาเราเข้าไปใกล้มากขึ้นกับสิ่งนั่น, เราทำงานในฝั่งด้านของเรา. อะไรที่ออกนอกลู่นอกทาง/ไม่ถูกต้องตามระเบียบและผมคิดว่าจีนเองก็ได้พูดแล้วว่า บางทีคือความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับไต้หวัน, แต่มันครอบคลุมมากมายยิ่งไปกว่าวาระประเด็นทั้งหลาย. เราจะไม่ทำสงคราม. เราไม่ได้ต้องการวาระประเด็นที่คือการระเบิดออกในไม่ว่าทั้งเพราะคุณต้องการที่จะฟื้นฟูสร้างอาณาจักรของคุณขึ้นมาใหม่ หรือว่ากับฝ่ายด้านของเราที่เรากำลังเร่งรัดประวัติศาสตร์ในแง่ที่ว่าเราไม่ได้พึงพอใจกับอัตราการเติบโจของเราอยู่ในตอนนี้, เราต้องการอันที่โตยิ่งกว่า.  (You work on your side to try to get us closer to that, we work on our side. What’s out of order and I think the Chinese said that perhaps in relationship to Taiwan, but it covers many more issues. We don’t warfare. We don’t want an issue that is explosive in either because you want to reconstitute your empire or on our side that we are going to hasten history in the sense that we’re not satisfied with our rate of growth now, we want a bigger one.)

คุณรู้มั้ย, ตรรกะประเภทที่วางนอนอยู่ข้างหลัง Lebensraum ถ้าคุณเป็น, คุณรู้มั้ย, ถ้าคุณจำได้ถึงข้อโต้แย้งของคนเยอรมัน. เราจำเป็นต้องการที่ว่างขนาดใหญ่โตกว่าที่จะอาศัยอยู่. ดังนั้น, เราจำเป็นต้องการ หรือ การขยายพื้นที่ในการอยู่อาศัยแบบอิสราเอล. คุณรู้มัย, เรากำลังพูดกันถึงตอนใต้ของเลบานอนและสิ่งอะไรประเภทนั้นๆ. เอ่อ, สำหรับสหรัฐอเมริกา, ผมกลัวกับการมองดูความเป็นผู้นำของเราในตอนนี้ และวิธีที่พวกเขาก้าวเดิน, พาเอาพวกเขาไปตามคำพูดของพวกเขา, พวกเขาไม่สามารถได้ยินข่าวสาส์นนั่น และพวกเขาไม่สามารถได้ยินคำอุทธรรณ์นั่นจากจีน. พวกเขาไม่ได้ต้องการที่จะทำงานไปถึงในชั้นระดับนั้นๆ. (You know, the kind of logic that lie behind Lebensraum3 if you’re a, you know, if you remember the German argument. We need a larger space to live. So, we need or the Israeli version of Lebensraum. You know, we’re taking southern Lebanon and that kind of thing. Uh, for the United States, I’m afraid looking at our leadership now and the way they walk, taking them at their word, they cannot hear that message and they cannot hear that appeal from China. They do not want to work at that level.)

3 Lebensraum (อ่านว่า เลเบินส์ราอุม) เป็นคำศัพท์ภาษาเยอรมันที่แปลตรงตัวว่า "พื้นที่อยู่อาศัย" ในทางประวัติศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ แนวคิดนี้ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างหลักของพรรคนาซีในการขยายดินแดนและก่อสงครามโลกครั้งที่ 2

เจาะลึกที่มาและความหมายของคำนี้:

1. ต้นกำเนิดแนวคิด

คำนี้ถูกบัญญัติขึ้นในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 โดยนักภูมิศาสตร์ชาวเยอรมัน ฟรีดริช รัตเซล (Friedrich Ratzel) เพื่ออธิบายถึงความต้องการทางภูมิศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตในการขยายพื้นที่เพื่อให้สามารถอยู่รอดและเติบโตได้ [1, 2]

2. การถูกนำไปใช้โดยอดอล์ฟ ฮิตเลอร์

ในทศวรรษ 1930 อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ได้นำแนวคิดนี้มาปรับใช้เป็นหัวใจหลักในอุดมการณ์ของนาซี โดยระบุว่าประเทศเยอรมนีจำเป็นต้องมีพื้นที่เพิ่มเติม เพื่อ:

  • จัดหาที่ดินทำกิน และรองรับประชากรเยอรมันที่เพิ่มขึ้น
  • พึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจและมีทรัพยากรธรรมชาติเพียงพอ

อะไรที่พวกเขาต่องการคืออิสรภาพที่จะพยายามฟื้นฟูกอบกู้จักรวรรดินั่น และพวกเขาต้องการให้จีนที่จะช่วยเหลือพวกเขาทำสิ่งนั้นและจีนจะไม่ทำให้. จีนจะไม่ยั่วยุพวกเขา, จีนจะไม่บุกโจมตีพวกเขา, แต่มันจะไม่ยินยอมให้พวกเขาทำอะไรตามใจชอบ และขอให้ผมให้คุณเป็นตัวอย่างเช่นที่อิหร่าน. อะไรคือวาระประเด็น/เนื้อแท้กับเรื่องอิหร่าน? (What they want is the freedom to try to resuscitate the empire and they want the Chinese to help them do that and the Chinese won’t. The Chinese will not provoke them, the Chinese will not attack them, but it will not allow them and let me give you as an example Iran. What’s the issue with Iran?)

เอาละ, ในชีวิตเยี่ยงเทพนิยายของความเป็นผู้นำแห่งสหรัฐอเมริกา, อิหร่านคือปัญหาเพราะว่าพวกเขาเป็น A, เราไม่สามารถควบคุมสั่งการผู้ที่พวกเขาจะขายน้ำมันให้ได้. อย่างที่สอง, เราไม่ได้ควบคุมสั่งการให้ใครที่พวกเขาจะคบหาเป็นพันธมิตรได้.และดังนั้นเอง, พวกเขาก็ฌป็นพันธมิตรกับฮูธีส์และพวกเขาก็เป็นพันธมิตรกับฮิซบอเลาะห์ และพวกเขาก็เป็นพันธมิตรกับฮามาส และนั่นคือปัญหาสำหรับพันธมิตรของเรา, อิสราเอล. เราไม่ต้องการที่จะให้พวกเขาทำนั่น. แล้วเราก็อยากจะฝห้พวกเขาไม่ไปเป็นพันธมิตรกับรัสเซียและจีน, ที่พวกเขาเป็นอยู่นี้.   (Well, in the fantasy life of the American leadership Iran is a problem because they A, we don’t control who they sell their oil to. Number two, we don’t control who they ally with. And so they ally with uh the Houthis and they ally with Hezbollah and they ally with Hamas and that’s a problem for our ally Israel. We don’t want them to do that. Then we would like them not to be the ally of Russia and China, which they are.)

และเช่นนั้นเอง, นี่คืออะไรที่เราน่าจะชอบ. เราน้าจะชอบในการกำจัดการปกครองนั่นและการทำสิ่งทั้งหลายเหล่านี้ออกไป, แทนที่มันด้วยลูกค้าซึ่งเชื่อฟังของสหรัฐอเมริกา, และแยกย่อยอิหร่านไปเป็นสามหรือสี่ประเทศเล็กๆอื่น. ถ้าคุณรู้เรื่องประวัติศาสตร์ของคุณฐ คุณก็จะรู้ว่าอิหร่านนั้นได้เคยใหญ่โตกว่ากระทั่งในทุกวันนี้, ครั้งหนึ่งและนั่นก็มีสองสามประเทศในส่วนของโลกทางภูมิภาคนี้ที่, ถ้าคุณดูประวัติศาสตร์ของพวกเขษ, พวกเขาเหล่านั้นครั้งหนึ่งต่างก็เคยเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรเปอร์เซีย. ดังนั้น, สหรัฐอเมริกาต้องการที่จะเอาอะไรที่มันได้ทำกับบริเทนไปแล้ว, กำจัดส่วนทั้งหลายของมหาอาณาจักรเปอร์เซีย และทำให้พวกมันเป็นเช่น กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทั้งหลาย และอะไรเช่นนั้น, แต่พวกเขาต้องการจะไปไกลยิ่งกว่านั้น. (And so, here’s what we would like. We would like to get rid of the regime that’s doing all these things, replace it with a client of the United States, and subdivide Iran into three or four other countries. If you know your history, you’ll know that Iran was much bigger than it is even today once upon a time and that there are quite a few countries in that part of the world which, if you look at their history, they were once part of greater Persia. So, the United States wants to take what it already did with Britain, get rid of parts of Persia and make them the Gulf states4 and so on, but they want to go further.)

4 the Gulf states (หรือ Gulf countries) แปลว่า "กลุ่มประเทศในอ่าวอาหรับ" หรือ "ประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย" เป็นคำเรียกกลุ่มประเทศที่ตั้งอยู่บริเวณอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งมีเศรษฐกิจร่ำรวยจากการส่งออกน้ำมัน

คำนี้มักจะหมายถึงสมาชิก 6 ประเทศใน คณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC) ได้แก่:

1.       ซาอุดีอาระเบีย

2.       สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

3.       คูเวต

4.       กาตาร์

5.       บาห์เรน

6.       โอมาน

 

ดังนั้น, พวกเขาต้องการจะทำทั้งหมดนั่นและพวกเขาได้ถูกสอนว่าสามารถทำได้. และเช่นนั้น, พวกเขาก็ได้เดินหน้าไปและพวกเขาได้ทำมัน. และจีนก็กำลังมองดูที่นั้นพูดว่า, “เราไม่สามารถทำได้. เราไม่สามารถยอมให้ทำเช่นนั้นได้.” และมันไม่ได้แค่เพราะว่าเรื่องของน้ำมันนั้น, นั่นผิดพลาด. ประเทศจีนมีน้ำมันในการสำรองไว้มาตั้งแต่ปี 2018. พวกเขามีบทเรียนใหญ่ที่สุด, ฉันกำลังพยายามสำรองไว้, ยุทธศาสตร์การสำรองน้ำมันในโลก, อย่างสำคัญยิ่งกว่าสหรัฐอเมริกา, ที่ซึ่งมีการสำรองทั้งหลาย, ด้วยเช่นกนัน, ถึงแม้ว่าพวกเขาจะเกือบใช้มันไปถึงครึ่งหนึ่งแล้วในตอนนี้หรือมากกว่านั้น.  (So, they want to do all of that and they taught they could. And so, they went ahead and they did. And the Chinese are looking there saying, “We can’t. We can’t allow this.” And it’s not just because of the oil, that’s mistake. China has oil in reserve ever since 2018. They have the largest lesson I’m trying reserves, strategic reserves of oil in the world, significantly more than the United States, which has reserves, too, although they’re about half used up now or more.)

เอ่อ. ดังนั้น, รัสเซีย, ผมหมายถึงว่าจีนไม่ได้อยู่ในความฉุกเฉินเกี่ยวกับน้ำมัน เอ่อ พวกเขาไม่ต้องการให้มีความหยุดชะงัก/แทรกขัดเสียหายเป็นเวลานาน. แต่พวกเขาไม่ได้ต้องการอะไรใดในเรื่องสหรัฐอเมริกาต้องการในอิหร่านนี้. พวกเขาต้องการอิหร่านที่จะอยู่ที่นั่น, ดำเนินงานช่องแคบฮอร์มุซในหนทางที่พวกเขาได้ทำมาก่อน, เอ่อ เป็นพันธมิตรที่ดีของรัสเซียและจีน, บลา-บลา. พวกเขาแค่ต้องการปล่อยให้เป็นไปตามลำพัง. นั่นคืออะไรที่พวกเขาต้องการ. และสหรัฐอเมริกาก็มีเทพนิยายของตัวมันเองที้ผมคิดว่าเป็นภาพสะท้อนย่อส่วนของสถานการณ์ที่เรากำลังเปผชิญหน้าอยู่.  (Uh. So, Russia, I mean China is not in an urgency about the oil uh but they don’t want a long-term disruption. But they don’t want any of what this United States wants in Iran. They want Iran to stay there, run the Strait of Hormuz the way they did before, uh be a good ally of Russia and China, blah-blah. They just want leave it alone. That’s what they want. And the United States has its fantasy that I think that’s a microcosm of where we’re at.)

และดังนั้น, คำถามนั้นกลายเป็นว่า ที่ไหนอื่นอีกในโลกเมื่อสิ่งที่เกิดขึ้นในอิหร่านนี้ได้เป็นนิทานก่อนนอนไปแล้ว? และสังเกตไว้ว่าเราเป็นพวกประเภทที่รู้ว่าอะไรกำลังจะบังเกิดขึ้น ถึงแม้ว่าถ้าเราไม่สามารถพยากรณ์ไปถึงรายละเอียดทั้งหลายได้. สหรัฐอเมริกาไม่สามารถเคลื่อนที่ไปข้างหน้ากับโครงการนั่นได้. นั่นจบแล้ว. พวกเขาไม่ได้มีหนทางด้านทหาร, พวกเขาไม่มีด้านเศรษฐกิจ, ด้านการเมือง, ไม่มีอะไรที่จำเป็นในการที่จะเอาชนะสงครามเทพนิยายที่พวกเขาได้มีเลย. ดังนั้น, พวกเขากำลังที่จะต้องไหค้นหาเทพนิยายที่ไหนอื่น.  (And so, the question becomes where else in the world once this Iran thing is put to bed? And notice we kind of all know what’s going to happen even if we can’t predict the details. The United States cannot move forward on that project. That’s over. They don’t have the military means, they don’t have the economic, political, nothing necessary to win the fantasy that they had. So, they’re going to have to go find their fantasy somewhere else.)

ตัวอย่างเช่น, ในคิวบา. พวกเขาอาจจะทำการแสดงบนเวทีได้สวยงามของการไม่ลบตำนานของฟิเดล คาสโตร และออกแบบใหม่กับคิวบา แล้วมันก็จะกลายเป็นสวรรค์การพนันนอกฝั่งที่มันได้เคยเป็นมาก่อนปี 1959. โอเค.ผมไม่ว่าอะไรที่ประเทศจีนได้บอกใบ้เป็นนัยมาแล้วว่าเขาจะปกป้องคิวบา. นั่นเป็นการตัดสินใจขนานโต. และมันไม่ได้แค่เกี่ยวกับคิวบา, มันคือไม่ว่าที่ไหนอื่นก็ตามที่สหรัฐอเมริกาตัดสินใจที่จะทำความพยายามของตน.  (For example, in Cuba. They may make a nice theater of un-erasing the legacy of Fidel Castro and redesigning Cuba so it’s the offshore gambling paradise that it was before 1959. Okay. I don’t know what China will do then. China has already hinted it might protect Cuba. That’s the big decision. And it’s not just about Cuba, it’s wherever else the United States decides to make its effort.)

แต่หนึ่งนั้นที่มันเพิ่งได้พยายามในอิหร่าน, มันใช้การไม่ได้/ไม่ได้ผล. นั่นเป็นความผิดพลาด. ผมไม่คิดว่าพวกเขาจะเรียนรู้ได้จากบทเรียนนั้น. ผมหวัวว่าผมจะผิด, แต่ผมไม่คิดว่าผมเห็นที่ในสหรัฐอเมริกาได้มีความตื่นรู้ระแวดระวังถึงว่าอะไรได้บังเกอิดขึ้น. แม้กระทั่งกับการพ่ายแพ้, ซึ่งจะว่าไปแล้ว, เกือบทั้งหมดของทัศนภาพทางการเมืองทั้งหลายรายอื่นนอกเหนือไปจากศฐานสียงสนับสนุนอันแข็งแรงของมร.ทรัมป์แล้ว, กระทั่งพวกอนุรักษ์นิยมใหม่ใน...ในประเทศนี้, นำโดยมร. แคแกน, เป็นตัวอย่าง, ได้พูดว่ามันคือความพ่ายแพ้. ผมหมายถึงว่า, พวกเขายอมรับมันได้, พวกเขาไม่สนใจมัน.  (But the one it just tried in Iran, that didn’t work. That was a mistake. They misunderstood. I don’t think they’ll learn the lesson. I hope I’m wrong, but I don’t think I see in the United States the awareness of what happened. Even with the defeat, which by the way, almost all political perspectives other than Mr. Trump’s hard base of support, even the neo-conservatives in the…this country, led by Mr. Kagan, for example, have said it’s a defeat. I mean, they get that, they blew it.)

พวกเขาจะสร้างทำแพะรับบาป/บูชายัญออกมาจากพวกอิสราเอลถ้าพวกเขาจำเป็นต้องทำ. พวกเขาจะทำแพะรับบาปออกมาจากมร.ทรัมป์ถ้าพวกเขาจำเป็นต้องทำ. แต่พวกเขาได้เรียนรู้บทเรียนอันนี้ไหม, บทเรียนอันใหญ่โตยิ่งที่ผมพยายามจะวาดภาพอยู่ตรงนี้. ที่ซึ่งจีนและอิหร่านอยู่ในชั่วขณะสำคัญทั้งหลายกัน? ผมไม่คิดว่าเป็นเช่นนั้น. ดังนั้น, ผมคาดหวังว่าจะมีการใช้ความพยายามมากขึ้นของการเสื่อมถอยของจักรวรรดิที่จะทำสิ่งทั้งหลาย ซึ่งยินยอมให้มันที่จะเชื่อว่ามันยังมีเวลาให้ทำได้อยู่อีกสองสามปี.   (They will make a scapegoat out of Israel if they have to. They will make a scapegoat out of Mr. Trump if they have to. But have they learned the lesson, the larger lesson I’m trying to draw here. In which China and Iran are important moments? I don’t think so. So, I expect there will be more efforts of declining empire to do things will allow it to believe that it’s got a few more years.)

 https://youtu.be/-1bI8dpi0_w?si=VAHWRDysTV7CDUqp

วันอาทิตย์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ?

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ?

Wolff Responds: "What is National Security?" Dated June 3, 2026

          https://youtu.be/2C6dgtnmTd0?si=mKXVM1SZR8AUVOWk

          ขอต้อนรับเพื่อนทั้งหลายสู่ อีกตอนหนึ่งของ”วูลฟ์ฟ ตอบสนอง.”ผมเรียกตอนนี้ด้วยหนึ่งเครื่องหมายคำถาม. อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ? และผมถามนั่นด้วยความจริงใจทั้งหมดเพราะว่าสองคำนี้ แห่งชาติและความมั่นคงเป็นที่สลับซับซ้อนและไม่ค่อยจะไปด้วยกันได้สักเท่าไหร่. เอาละ, ดังที่ผมคิดว่าผมสามารถแสดงให้คุณเห็นในอีกสองสามนาที่นี้.  (Welcome friends to another ‘Wolff Responds.’ I call this with a question mark. What is national security? And I ask that in all honesty because the two words national and security are complicated and don’t go together all that. Well, as I think I can show you in a few minutes.)

          ในทุกวันนี้มีการกล่าวอ้างว่าความั่นคงแห่งชาติเป็นอะไรที่ขับเคลื่อนอิสราเอลที่จะทำอะไรที่มันกำลังอยู่ในตะวันออกกลาง. มันขับเคลื่อนสหรัฐอเมริกาที่ได้กำลังทำอะไรซึ่งมันได้ทำมาตลอดสำหรับ 60 หรือ 70 ปีที่ผ่านมา. มันกำลังขับเคลื่อนประเทศยุโรปทั้งหลายในวันนี้ที่จะเข้าไปในสภาวะที่เกือบจะตื่นตระหนกจนเกินเหตุที่มีต่อรัสเซียผู้ที่พวกเขากำลังมองว่ากระทำคุกคาม เย้ ความมั่นคงแห่งชาติ ของพวกเขาอยู่.   (These days there is a claim that national security is what drives Israel to do what it is doing in the Middle East. It drives the United States to be doing what it has been doing for the last 60 or 70 years. It is driving European countries today to get in an almost hysterical state relative to Russia whom they see threatening their yeah national security.)

          ที่นี่ในสหรัฐอเมริกา, ความปลอดภัยแห่งชาติกำลังถูกสรุปความออกมาด้วยวลีเพียงวลีเดียว. ถ้าเราไม่สู้รบกับพวกเขาที่ตรงโน้น, เราก็จะต้องสู้รบกับพวกเขาที่นี่. เอาละ, ถ้าเราใช้ตรรกะนั้นและคุณคิดว่ามีการคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของคุณจากที่ใดสักแห่งในโลก, เอาละ, แล้วคุณก็จะไปยังที่ใดก็ได้ในโลก เพราะมันจะดีกว่าที่สู้รบกับพวกเขาอยู่ที่โน่นดีกว่า ที่มันจะมารอคอยจนกว่าพวกเขาจะขเมมายังที่นี่. นั่นคือวิธคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้.  (Here in the United States, national security is captured by a phrase. If we don’t fight them over there, we’ll have to fight them here. Well, if you use that logic and you think there are threats to your national security anywhere in the world, well, then you will go anywhere in the world because it’s better to fight them over there than it is to wait until they come over here. That’s a way of thinking about it.)

          อิสราเอลได้ถูกคุกคามโดยการมีอยู่ของผู้คนที่เป็นปรปักษ์ต่ออิสราเอล. พวกเขาไม่ได้สนใจใยดีมากนักจริงๆว่า ทำไมพวกเขาถึงแสดงท่าทีเป็นศัตรู หรือความเป็นมาประวัติศาสตร์ของเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร. คนอเมริกันส่วนใหญ่   (Israel feels its national security is threatened by the existence of people that are hostile to Israel. They don’t really much care why they’re hostile or what the history of it all was. Most Americans don’t seem to care that much either. They wait for their readers to tell them, “These people threaten our security, and so we’re going to fight them over there so they don’t come over here.”)

          ในยุโรป, ขอให้ผมทำความกระจ่างชัดกับประวัติศาสตร์นั้น. หลายปีมากๆที่ล่วงมาแล้ว, ฝรั่งเศสภายใต้ผู้นำอันยิ่งใหญ่ได้รู้สึกว่าความมั่นคงแห่งชาติว่าได้ถูกคุกคาม. ดังนั้น, พวกเขาจึงบุกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย  ในหนทางหนึ่งในประเทศที่ใหญ่ที่สุดทั้งหลายในยุโรป. ในสงครามโลกครั้งที่ 1, พวกเยอรมัน และคนอื่นๆได้โจมตีใส่รัสเซียเป็นเช่นส่วนหนึ่งหนึ่งขแองสงครามโลก ครั้งที่ 1 เพราะว่าพวกเขาได้รู้สึกว่าความมั่นคงของพวกเขาได้ถคุกคาม และพวกเขาก็ได้ไปที่รัสเซียเพื่อที่จะรบดีกว่าปล่อยให้พวกรัสเซียนเข้ามาเอง.  (In Europe, let’s be clear on the history. Many, many years ago, the French under their great leader Napoleon felt that their national security was threatened. So, they invaded Russia being in a way one of the biggest countries in Europe. In World War I, the Germans and others attacked Russia as part of World War I because they felt their security was threatened and they went to Russia to fight there rather than let the Russians come in.)

          ฮิตเลอร์ทำมันอีกครั้ง. ยุโรปได้บุกรุกรัสเซีย. ในขณะที่ก็กล่าวโทษรัสเซียว่าคือตัวปัญหา, ตัวเลว, เป็นตัวอันตราย. คำโต้ค้านของฮิตเลอร์, รัสเซียได้กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์โยผ่านการปฏิวัติใหญ่ปี 1917 และด้วยวิธีการทั้งหลายของพวกเขาหรือของสมุนรับใช้ทั้งหลายของพวกเขา, ประเทศที่มีระบอบปกครอง/แนวคิดคอมมิวนิสต์ทุกภาคส่วนของโลก, พวกเขาได้เป็นภัยคุกคามใครก็ตามที่ดำเนินการบริหารประเทศอยู่ในยุโรป. และดังนั้นเอง, พวกเขาได้กำลังที่จะสู้รบกับพวกเขาข้ามไปที่โน่น. ดังนั้น, คุณไม่จำเป็นต้องสู้รับกับพวกเขาข้ามมาที่นี่   Hitler did it again. Europe invaded Russia Meanwhile blaming Russia for being the problem, the bad guy, the endangerment. Hitler’s argument, Russia had become a communist country through the 1917 revolution and by means of them or their proxies, communists in order parts of the world, they threatened whoever it was running Europe. And so, they were going to fight them over there. So, you don’t have to fight them over here.)

          คุณก็รู้ว่าอะไรคือจุดจบของวิธีคิดเช่นนี้เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติคืออะไร? คุณเอาความมั่นคงของคุณไปวางไว้ที่ความเสี่ยง และคุณก็เอาประชาชาติของคุณไปที่ความเสี่ยงด้วยเช่นกัน. ดังนั้น, ผมอยากที่จะทำข้อเสนอหนึ่ง. เอาเป็นว่า เราคิดเกี่ยวกับคามมั่นคงแห่งชาติกันในวิธีที่แตกต่างไปกันดีมั้ย?   (You know what the end result of this way of thinking about national security is? You put your security at risk and you put your nation at risk also. So, I would like to make a proposal. How about we think about we think about national security in a different way?)

          สมมติว่าเราคิดว่าความมั่นคงปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่การสู้รบตรงโน้นก่อนที่พวกเขาจะข้ามมาที่ตรงนี้, แต่อยู่ที่การทำงานพยายามหาทางออกร่วมกัน ดังนั้น, เราไม่ใช่คือการว่าจะข้ามไปที่นั่นหรือว่าพวกเขาข้ามมายังที่นี่. นั่นคือภายหลังทั้งหมดของอะไรคือนโยบายต่างประเทศ และทั้งหมดของสิ่งอื่นๆเหล่านั้นซึ่งได้ถูกออกแบบมาให้สัมฤทธิ์ผล. สงครามทั้งหลายไม่ได้คลี่คลายแก้ปัญหาสิ่งใดเลย.   (Suppose we think that security is not in fighting over there before they come over here, but in trying to work out an arrangement. So, we neither go over there nor they come over here. That’s after all what diplomacy and all those other things were designed to achieve. Wars don’t solve hardly anything.)

และคุณก็รู้, เราดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอย่างยากลำบากในการที่จะเรียนรู้เรื่องนั้น. หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา, เลกน้อยไปกว่านั้น, เราได้มีสงครามโลก ครั้งที่ 1, สงครามที่ได้ทำลายล้างทั้งหมดของอำนาจทั้งหลายของชาวยุโรป ที่ในเวลานั้น. บริเทน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สเปน, มันไม่ได้สำคัญเลย. การพังทะลายลงโดยสงครามโลก ครั้งที่ 1. มันทำลายเศรษฐกิจทั้งหลายเหล่านั้น. มันได้ฆ่าสอิบล้านผู้คน. มันก็ยังได้เป็นที่กระจ่างชัดต่อผู้คนภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1 ว่าการสู้รบในสงครามหนึ่งเหมือนเช่นนั้นได้ไปไกลเลยยิ่งกว่าโง่เง่า.   (And you know, we seem to have a hard time learning that lesson. A hundred years ago, a little over, we had World War I, a war that devastated all of the European powers at that time. Britain, France, Germany. Italy. Spain, it didn’t matter. Wrecked by the World War I. It ruined those economies. It killed tens of people. It was so awful. It was so clear to people after World War I that fighting a war like that was beyond stupid.)

          มันเป็นการทำลายล้างตัวเอง. ดังนั้น, พวกเขาได้เข้ามารวมตัวกัน, ผู้คนผู้ซึ่งได้รอดชีวิต, และพวกเขาก็เลยจัดตั้งอะไรบางอย่างขึ้นที่ถูกเรียกว่า องค์การสันนิบาตชาติ. และแค่สองสามปีภายหลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 1 ที่เริ่มต้นในปี 1914, ก็จบลงในปี 1918. สำหรับสองสามปีหลังจากนั้น, องค์การสันนิบาตชาติพยายามที่จะเป็นเวทีในการเจรจาหาข้อตกลงและประนีประนอม เพื่อไม่ให้ความมั่นคงของชาติสมาชิกต้องถูกคุกคาม และคุณก็จะไม่ต้องสู้รบช้ามไปถึงที่นั้น ที่จะหลีกเลี่ยงพวกเขาไม่ให้ข้ามมายังที่นี่ด้วยเช่นกัน. แต่บางชาติไม่ได้ยึดอยู่โดยสันนิบาตชาติ. พวกเขาลาออก. เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น. และเดาสิว่าอะไร? อย่างรวดเร็วมาก,ทุกอย่างพังทลายลง แล้วเราก็ได้มีสงครามโลก ครั้งที่ 2.    (It was self-destructive. So, they got together, the people who survived, and they set up something called the League of Nations1. And for a few years after World War I, and remember World War I starts in 1914, ends in 1918. For a few years after that, the League of Nations tried to be a place where you work out a compromise so your national security wasn’t threatened and you wouldn’t have to fight over there to avoid them coming over here. But some nations didn’t abide by the League of Nations. They quit. Germany, Italy, Japan. And guess what? Very quickly, it all dissolved and we had World War II.)

          1 สันนิบาตชาติ (The League of Nations) คือองค์การระหว่างประเทศแห่งแรกของโลกที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษาสันติภาพและป้องกันสงคราม ก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก่อนที่จะยุติบทบาทลงในปี ค.ศ. 1946 และถูกแทนที่ด้วยองค์การสหประชาชาติ (UN) ในปัจจุบัน

คุณสามารถทำความเข้าใจรายละเอียดของสันนิบาตชาติได้ตามหัวข้อสำคัญดังนี้ครับ:

  • จุดประสงค์หลัก: เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ แก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี ลดกำลังอาวุธ และรับประกันความมั่นคงร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกขึ้นอีก
  • จุดเริ่มต้น: ริเริ่มโดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา ภายใต้สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles) ที่ใช้ยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ
  • ทำไมถึงล้มเหลว: แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี แต่สันนิบาตชาติขาดกองกำลังทหารของตนเองที่จะใช้บังคับมติ และสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่แรก รวมถึงประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เช่น เยอรมนี (ภายใต้ฮิตเลอร์) และญี่ปุ่น ก็ได้ถอนตัวออกไป ทำให้องค์กรอ่อนแอและไม่สามารถหยุดยั้งการปะทุของสงครามโลกครั้งที่สองได้
  • การสืบทอดองค์กร: ความล้มเหลวของสันนิบาตชาตินำไปสู่การก่อตั้ง องค์การสหประชาชาติ (UN) ในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งมีการปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพในการดูแลความสงบเรียบร้อยของโลกมากขึ้น

โดยพื้นฐานแล้ว, เริ่มต้นขึ้นในปี 1938 และ 39. นั่นไม่ได้หลายปีเลยภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1, ที่คุณจำได้ว่ามันสิ้นสุดลงในปี 1918. ดังนั้น, สงครามโลก ครั้งที่ 2, สองสามปีภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1, เห็นมั้ย, ประเทศทั้งหลายที่ได้แทบจะฟื้นคืนขึ้นมาจากความตื่นตระหนกสยดสยองของสงครามโลก ครั้งที่ 1 ก็กลับไปหามันและทำมันขึ้นอีกครั้ง. คนยุโรปทั้งหลายได้บุกรัสเซียเข้าไปอีกครั้ง. คราวนี้, ฮิตเลอร์, ได้เป็นผู้ริเริ่มที่จะรบในรัสเซียเพื่อที่คุณจะได้สามารถเอาชนะพวกบอลเชวิคและอะไรทั้งหมดนั่น. มันได้ผลมั้ย? ไม่เลย. คุณฟื้นฟูความมั่นคง ของยุโรปกลับคืนมาได้หรือ? ไม่เลย.   (Basically, beginning in 1938 and 39. That’s not many years after the World War I, which you remember ended in 1918. So, World War II, a few years after World War I, sees, countries that had barely recovered from the horror of World War I go and do it again. The Europeans invaded Russia. This time, Hitler, taking the initiative to fight in Russia so that you can defeat the Bolsheviks and all of that. Did it work? No. Did you defeat the Bolsheviks? No. Did you improve the security of Europe? No.)

          คุณได้สู้รบทำสงครามอันสยดสยองที่ได้ฆ่าผู้คนไปมากมายยิ่งกว่าสงครามโลก ครั้งที่ 1, การจัดการทั้งหลายเหล่านี้ในการมองถึงความมั่นคงของคุณดังที่จำเป็นต้องการให้คุณที่จะควบคุมกำกับโลกทั้งปวง และไปรบที่โน่น ก่อนที่พวกเขาจะมายังที่นี่ มันไม่ได้ผล. ภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2, เมื่อเราได้ตื่นกลัวดุจว่าสายพันธุ?มนุษย์ในอะไรที่เราได้ทำมันไปสองครั้งแล้วในตอนนี้, เราก็ได้จัดตั้งสหประชาชาติขึ้น. งานนั้นก็คือที่จะทำให้ดีไปกว่าสันนิบาตชาติได้เคยทำมาที่จะสัมฤทธิ์ผลให้ได้.  (You fought a horrible war that killed even more people than World War I. these arrangements of seeing your security as needing you to control the whole world and go fight there before they come here doesn’t work. After World War II, when we were horrified as a human race by what we had now done twice, we set up The United Nations. The job was to do a better job than the League of Nations had been able to achieve.)

          และเดาสิว่าอะไร? สักระยะหนึ่ง, มันได้ดูเหมือนว่าจะเป็นอะไรที่ใช้หการได้. ไม่ 100%, ไม่แม้กระทั่งใกล้เคียง. แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรปและกรพะทั่งดีกว่าสันนิบาตชาติเล็กน้อย. แต่สหประชาชาติได้ถูกฉ้อฉลจากตอนแรก เพราะว่ามีหนึ่งประเทศที่ได้หลบหนีสงครามโลก ครั้งที่ 2นี้มาได้อย่างมีความเสียหายต่ำสุด. มีเพียงหนึ่งเท่านั้น, และนั่นก็คือสหรัฐอเมริกา.ประเทศทรงอำนาจอิทธิพลทั้งหลายอื่นๆ, บริเทน, เยอรมนี, อิตาลี, ญึ่ปุ่น, รัสเซีย, จีน ได้ถูกกวาดออกไป, ได้ถูกทำลายหายนะ, การตายนับหลายล้าน. เศรษฐกิจเสียหายเกินเลยไปกว่าจินตนาการได้.แต่ไม่เลยกับสหรัฐอเมริกา.  (And guess what? For a while, it seemed to sort of work. Nor 100%, not even close. But better than nothing and even a little better than the League of Nations. But the United Nations was corrupted from the beginning because there was one country that escaped World War II with minimum damage. Only one, and that was the United States. All the other powerful countries, Britain, Germany, Italy, Japan, Russia, China, wiped out, devasted, deaths in the millions. Economic damage beyond the imagination. Not in the United States.)

          ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาเบอร์แล้ว, หนึ่งโอกาสเท่านั้น, ไม่มีระเบิดทั้งหลายใดๆถูกทิ้งลงไปในสหรัฐอเมริกาอีกเลย. ไม่มีโรงงานใดที่ถูกทำลาย. ไม่มีรางรถไฟใดที่พังพินาศเสียหาย. และเทียบไม่ได้เลยกับที่จำนวนชาวยุโรปหรือชาวจีน หรือชาวญี่ปุ่นที่ถูกฆ่าตาย, ชาวอเมริกันได้รับความเจ็บปวดที่เทียบกันแล้วก็เป็นเพียงเล็กน้อย. แต่คนอเมริกาก็มีอิทธิพลอำนาจเหนือสหประชาชาติ. และกว่า 50 ปีสุดท้ายที่ผ่านมา, ยิ่งองค์การสหประชาชาติกลายเป็นการรวมตัวของประเทศเอกราชต่างๆ ในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกามากเท่าใด สหรัฐอเมริกาก็ยิ่งถอนตัวออกไปมากเท่านั้น. ไม่ได้มากเท่าๆกับที่พวกเยอรมันหรืออิตาเลียนได้ถอนตัวจากองค์กรสันนิบาตชาติ, แต่ก็เกเกือบเป็นเช่นนั้น.  (After Pearl Habor2, one occasion, no bombs fell on the United States. No factories were destroyed. No railroad lines pulverized. And relative to the number of Europeans or Chinese or Japanese killed, Americans suffered relatively little. But America dominated the United Nations. And over the last 50 years, the more the United Nations meant all the independent countries in Asia, Africa, and Latin America, the United States withdrew. Not as much as the Germans and the Italians withdrew from the league of Nations, but almost.)

          2 เพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) คือฐานทัพเรือน้ำลึกและที่ตั้งกองบัญชาการกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา ตั้งอยู่บนเกาะโอวาฮู รัฐฮาวาย สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญระดับโลกเนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์

เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์

  • การถูกโจมตี: เช้าวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ส่งฝูงบินรบเข้าจู่โจมฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์อย่างฉับพลันโดยที่สหรัฐฯ ยังไม่ทันตั้งตัว
  • ความสูญเสีย: เหตุการณ์นี้ทำให้ทหารและพลเรือนอเมริกันเสียชีวิตกว่า 2,400 นาย เรือรบได้รับความเสียหายอย่างหนักหลายลำ และเครื่องบินถูกทำลายไปนับร้อยลำ
  • จุดเปลี่ยนสงคราม: การโจมตีครั้งนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ และเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว

มากยิ่งมากขึ้นกับความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาสามารถที่จะถูกคุกคามโดยเกือบจะไม่สักผู้ใดเลย. ในปี 1950, มันได้ถูกคุกคามโดยคนเกาหลีหลายพันไมลสิ์ห่างออกไป. แล้วมันก็ได้ถูกคุกคามโดยคนเวียตนาม, หลายพันไมลสิ์ห่างออกไป. (More and more with the national security of the United States could be threatened by almost anybody. In 1950, it was threatened by Koreans thousands of miles away. Then it was threatened by Vietnam, thousands of miles away.)

          อัฟกานิสถาน, น่าจะเป็นหนึ่งในประเทศทั้งหลายซึ่งยากจนที่สุดของโลก, เช่นเดียวกับที่อยู่ห่างไกลไปหลายพันไมลสิ์. และเราก็ได้ส่งกองทหารทั้งหลายของเราไปที่นั่น. และทำไม? เพื่อคสามมั่นคงแห่งชาติของเรา. ทุกประธานาธิบดีได้บอกกับเราเช่นนั้น. เราได้ถูกคาดหวังที่จะเชื่อว่าเราแค่ได้กำลังไปถึงที่นั่นเพื่อที่จะสู้รบกับพวกเขาถึงที่นั่น, ดังนั้นเราก็จะไม่ต้องสู้รบกับพวกเขาที่นี่.  สมมติฐานอะไรกันนี่? สมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ว่าเราไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะถามถึงว่าความมั่นคงแห่งชาติคืออะไร.  (The Afghanistan, arguably one of the poorest countries on Earth, as well as thousands of miles away. And we sent our troops there. And why? For our national security. Every president told us that. We were supposed to believe that we were just going over there to fight them over there, so we wouldn’t have to fight them here. What’s premise here? The premise is we’re not supposed to ask what national security is.)

เราแค่ถูกคาดหวังให้เชื่อว่าแต่ละครั้งที่เราได้บอกกับคุณว่าเราต้องส่งกองทหารของเราเขาไปสู่หนทางเจ็บปวดห่างไกลไปหลายพันไมลสิ์นั้น, กำลังทำให้พวกเราทุกคนต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาล, การเปลี่ยนบทบาทของรัฐบาลจากการช่วยเหลือดูแลพวกเรา ไปเป็นการทำสงครามในต่างแดน เพราะมันทำให้ความมั่นคงของเราอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นรึ? มันไม่ได้ทำเลย. วิธีคิดเช่นนั้นได้ถูกผลิตสร้างสงครามอันเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ขึ้นมา.   (We’re just supported to believe each time we’re told that we must send our military into harm’s way thousands of miles away, costing all of us huge amounts of money, shifting the government from helping us to fighting distant wars because it puts us our security in a better shape? It didn’t. That way of thinking has produced the worst war imaginable.)

และผมก็ไม่ได้กระทั่งพูดคุยถึงการได้ใช้จ่ายเงินหลายพันล้านไปเพื่อที่จะตระเตรียมสำหรับสงครามครั้งถัดไปด้วย ในการที่จะใช้ใช้จ่ายไปกับการทหาร เป็นเงินมากยิ่งกว่าที่เราได้ใช้ไปในสิ่งใดอื่นๆ อีกด้วย. มันไม่ได้ทำให้เรามั่นคงปลอดภัยอะไร.นั่นคือทำไมที่เราทั้งหมดได้หวาดกลัววันเวลาเหล่านี้เกี่ยวกับสงครามล่าสุดในตอนนี้ข้ามไปที่โน่นห่างไกลหลายพันไมลสิ์ที่อิหร่านโน่น.   (And I’m not even talking about the billions spent to prepare for the next one to spend on the military more money than we spend on anything else. It doesn’t make us secure. That’s why we’re all scared these days about latest war over there thousands of miles away in Iran.)

มันได้นำเอาความมั่นคงต่ออิสราเอลที่จะอยู่กับการสู้รบกับเพื่อนบ้านตลอดเวลาเช่นนี้รึ? ผมไม่คิดเช่นนั้น. เมื่อคุณข้ามไปที่โน่นและสู้รบ, คุณปล่อยทิ้งตำนานของความขื่นขมและโกรธเคืองที่วิ่งพล่านอยู่ลึกและยาวนานมาตลอด. นั่นไม่ดีเลยสำหรับความมั่นคงแห่งชาติของคุณ.   (Has it brought security to Israel to be constantly fighting with its neighboring? I don’t think so. When you go over there and fight, you leave a legacy of bitterness and anger that runs deep and lasts a long time. That’s not good for your national security.)

ประเด็นที่ถกเถียงกันไม่ใช่เรื่องของการเพิกเฉยต่อความมั่นคงแห่งชาติ. มันเป็นการที่จะเข้าใจว่ามันถูกบิดเบือนอย่างเลวร้ายมาตลอดว่าคือความคิดที่ถูกต้อง. มันควรจะหมายความว่า คุณใส่ใจที่จะปกป้องตัวเองจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต, แต่มันไม่ได้ให้ใบอนุญาตแก่คุณที่จะจินตนาการไปไม่ว่าอะไรก็ตามคืออันตรายที่คุณต้องการให้เป็น. และใหเผมนำมันกลับมาบ้านในตอนจบนี้.   (The argument is not to ignore national security. It’s to understand that it has been badly abused as an idea. It ought to mean that you care to protect yourself against a potential future danger, but it does not give you a license to imagine whatever danger you want to. And let me bring it home in the end.)

อิหร่านเคยเป็นภัยคุกคามที่สมเหตุสมผลต่อสหรัฐอเมริการึ? ไม่เลย. อิหร่านแทบไม่มีกองทัพอากาศใดให้พูดถึง. ไม่มีกองทัพเรือใดให้พูดถึง. ทั้งสองของเหล่านั้นได้ถูกเป่ากระเด็นไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆของอะไรรึ? ของการโจมตีรึ?. แต่พวกเขากลับพบความโกรธแค้นอันขมขื่น จากความจริงที่ว่าในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา พวกเขาถูกโจมตีมาโดยตลอดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง. การคว่ำบาตรทั้งหลาย, การโจมตีทางทหาร, สงครามโดยอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาต่อประเทศอิหร่านมายาวนานหลายปีแล้ว.   (Did Iran represent any reasonable threat to the United States? No. Has no air force to speak of. Has no navy to speak of. Both of those were blown away in the early days of what? Of an attack. But they found a bitter anger in the fact that for the last 45 years they have been attacked one way or another. Sanctions, military attacks, the war by Israel and the United States on Iran on years ago.)

พวกเขาต้องมีความทุกข์เจ็บปวดทั้งหมดในนามของความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา และความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล. ดังนั้นเดาดูสิว่าอะไร?   พวกเขาอิหร่านได้ตัดสินใจว่าพวกเขาจะไม่ตกเป็นเหยื่อโดยความคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติของเราที่บนความเดือดร้อนของพวกเขา. ดังนั้น, พวกเขาจึงกลับขึ้นมาด้วยหนทางการสู้รบแบบใหม่. กลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีขีปนาวุธทั้งหลาย. กลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีโดรนทั้งหลาย. และกลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีช่องแคบฮอร์มุซ และสามารถสู้รบได้ในวิธีนั้น. ความมั่นคงของเราก็เลยไม่ได้เสริมเพิ่มดีมากขึ้น.  (They have had to suffer all in the name of US national security and Israeli national security. So, guess what? They decided they’re not going to be victimized by our idea of national security at their expense. So, they came up with a new way of fighting. Turns out they have missiles. Turns out they have drones. And turns out they have the Straite of Hormuz3 and can fight that way. Our security therefore wasn’t enhanced.)

3 The Strait of Hormuz แปลเป็นไทยว่า "ช่องแคบฮอร์มุซ"

เป็นช่องแคบทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอิหร่านทางตอนเหนือ และประเทศโอมานทางตอนใต้ เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน

ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ:

  • จุดยุทธศาสตร์พลังงาน: เป็นเส้นทางเดินเรือหลักที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง (เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต อิหร่าน และกาตาร์) ออกสู่ทะเลหลวงเพื่อส่งต่อไปยังภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และอเมริกา
  • ปริมาณการขนส่ง: ประมาณ 20% ถึง 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก และราว 20% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ต้องผ่านช่องแคบนี้ในแต่ละวัน
  • ลักษณะทางกายภาพ: มีความกว้าง ณ จุดที่แคบที่สุดเพียงประมาณ 33 กิโลเมตรเท่านั้น

ไม่ใช่ด้วยสงครามนี้, ไม่ใช่สักรายก่อนหน้านี้. ไม่มีของมันเลย. และก็เช่นเดียวกับกับอิสราเอล. ทิ้งระเบิดถล่มเลบานอนแอย่างหนักหน่วง. อะไรที่คุณคิดว่านั่นได้อะไร? ทำให้คุณมั่นคงปลอดภัยรึ? กลับไปที่ปี 1982, อิสราเอล เข้ายึดครองเลบานอนโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ. ด้วยการต่อสู้กับสงครามมา 18 ปีที่คนอิสราเอลได้สูญเสียและต้องออกมาจากเลบานอน. ในตอนนี้พวกเขากำลังทำมันอีก. ว้าว. ข้อโต้แย้งที่สนับสนุนการทูตนั้น ไม่ใช่เพราะมันเป็นเพียงทางเลือกเพื่อทดแทนความมั่นคงของชาติด้วยปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้.     (Not by this war, not by the one before. None of it. And the same for Israel. Bomb the crap out of Lebanon. What do you think that does? Make you secure? Back in 1982, Israel occupied Lebanon all in the name of national security. Fought a war for 18 years which the Israelis lost and had to leave Lebanon. Now they’re doing it again. Wow. The argument for diplomacy is not that it’s just an alternative to national security by these military adventures.)

มันเป็นข้อโต้แย้งที่พูดว่า ปฏิบัติการทางทหารที่อ้างว่าทำในนามของความมั่นคงแห่งชาตินั้น ไม่ใช่ (ความมั่นคง) อย่างแท้จริง ปฏิบัติการเหล่านั้นไม่ได้เป็นเครื่องมือของความมั่นคงเลย. พวกมันคือความผิดพลาด. มันเป็นโครงการที่แย่มากๆ ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยบางส่วนของวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจของเราเพราะว่ามันทำกำไรได้. และอย่าโง่ไป. ระบบทุนนิยมนี้ตกอยู่ในความลำบากที่พยายามจะคลี่คลายปัญหาทั้งหลายด้วยสงคราม. และสิ่งนั้นได้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างเหลือคณนานับ และไม่เคยรับประกันความมั่นคงของชาติได้เลย แม้ว่าจะถูกเคลือบแฝงด้วยวาทศิลป์ (หรือถ้อยคำ) เหล่านั้นมาโดยตลอดก็ตาม.  (It’s argument that says the military adventures undertaken in the name of national security weren’t, they weren’t instruments of security. They were mistakes. They were horrible programs led by certain parts of our cultural and our economy because they were profitable. And don’t be fooled. This is a capitalist system in trouble that tries to solve its problems by war. And that has produced unspeakable suffering and never guaranteed national security, although always dressed up in that language.)

ถ้าการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและเสนอความคิดเห็นนี้เหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใจคุณว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง, ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นๆ, เพื่อนทั้งหลาย, ญาติทั้งหลาย, เพื่อนร่วมงานทั้งหลาย. นั่นคือทำไมที่เราทำพวกมัน. และแน่นอน, ถ้าคุณสามารถช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่เรามีขึ้นที่จะทำมัน, นั่นจะเป็นที่ชื่นชมนิยมอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน. แค่ไปที่เว็บไซท์ของเรา, democracyatwork.info, และมันจะเป็นที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเห็นว่าทำได้อย่างไรนั้น. ขอบคุณ. (If interventions like this strike you as useful, please share this video with friends, neighbors, co-workers, your family. That’s why we make them. And we always end at the very end with a modest appeal for financial assistance because it’s costly to do this and you know that and we will appreciate any help you can give us. Just go to our website ‘democracyatwork.info’ and you can contribute in any way that you like. Thank you.)

  https://youtu.be/2C6dgtnmTd0?si=L510E5xedUlkdgHW