หน้าเว็บ

วันพุธที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ริชาร์ด ฟายน์แมน - การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด อะไรที่ฟิสิกส์พูดถึงการตาย

ริชาร์ด ฟายน์แมน - การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด อะไรที่ฟิสิกส์พูดถึงการตาย

Death Is Not The End — Feynman Explains What Physics Says About Dying

          https://youtu.be/FXio_ECuH1s?si=cOS2R1IxmNyknMpY

          ให้ผมถามคุณบางอย่าง. ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ที่คุณได้ตาย? ไม่. ไม่. อย่ามองผมเหมือนเช่นนั่น. ผมหมายถึงจริงจังนะ. เพราะว่าถ้าผมได้บอกกับคุณว่ามากที่สุดของอะตอมทั้งหลายในร่างกายของคุณในตอนนี้, ไม่ได้อยู่ที่นั่นเมื่อหนึ่งปีก่อน., คุ๊ก็ตะต้องยอมรับว่าคุณนั้นเมื่อปีที่แล้วได้จากไปแล้ว, โดยทางกายภาพได้ไปแล้ว. และกระนั้นที่ตรงนี้ คุณกำลังนั่งคิดอยู่นี้ คุณก็ยังคงเป็นบุคคลเดิม. ดังนั้น, มันเป็นอันไหนกัน?  (Let me ask you something. When was the last time you died? No. No. Don’t look at me like that. I’m serious. Because if I told you that most of the atoms in your body right now, were not there a year ago, you’d have to admit that the you from last year is gone, physically gone. And yet here you sit thinking you’re the same person. So, which is it?)

          คุณกำลังมีชีวิตอยู่ไหม?    หรือว่าคุณคือผีขอวงใครบางคนผู้ที่ได้หายไปเรียบร้อยแล้ว? ในตอนสิ้นสุดของการพูดคุยนี้, ผมต้องการให้คุณที่จะมองเห็นบางอย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดเกี่ยวกับมัน. ผมต้องการให้คุณที่จะเข้าใจอะไรที่ฟิสิกส์พูดอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการตาย. และผมคิดว่าคุณจะค้นพบมันบอกบางอย่างที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ. ไม่ใช่ในหนทางปลอบประโลมใจนัก, นักเทศน์อาจจะปลอบประโลมใจคุณ, แต่นี่เป็นความประหบลาดใจในหนทางที่มีเพียงความสัจจริงเท่านั้นซึ่งสามารถเป็นได้.  (Are you alive? Or are you the ghost of someone who already vanished? By the end of this talk, I want you to see something that most people never think about. I want you to understand what physics actually says about dying. And I think you’ll find it says something quite surprising. Not comforting in the way, a preacher might comfort you, but surprising in the way that only the truth can be.)

          เราเริ่มต้นกันด้วยบางอย่างที่ง่ายๆ. เรามาเริ่มต้นด้วยเทียนไขเล่มหนึ่ง. คุณจุดเทียนไขเล่มหนึ่งสว่างขึ้น. เปลวไฟเต้นวอบแวบ. มันเผาไหม้อยู่เป้นหนึ่งชั่วโมง, สองชั่วโมง, แล้วมันก็ดับลงไป. ตอนนี้, ผมถามคุณ, เทียนไขนี้ได้ไปไหนหรือ? คุณอาจพูดว่า, “เอ่อ, มันได้ละลายไป.” แต่นั่นไม่ใช่คำตอบแท้จริง, ใช่ไหม? ขี้ผึ้งได้จากไปเกือบหมด. ไส้เทียนเหลือเป็นก้อนเถ้าถ่าน. บางอย่างได้บังเกิดขึ้นต่อสิ่งของพวกนี้ทั้งหมด. มันไปที่ไหนหรือ? นี่คือที่ซึ่งมันได้งดงาม.  (Let’s start with something simple. Let’s start with a candle. You light a candle. The flame flickers. It burns for an hour, two hours, and it goes out. Now, I ask you, where did the candle go? You might say, “Well, it melted.” But that’s not really an answer, is it? The wax is mostly gone. The wick is a little stub of char. Something happened to all that stuff. Where is it? Here’s where it gets beautiful.)

          ขี้ผึ้งนั้นได้ถูกทำขึ้นด้วยห่วงโซ่ยาวๆทั้งหลายของอะตอมคาร์บอนและไฮโดรเจน. เมื่อเปลวไฟลุกไหม้, อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน. พวกมันไม่สามารถทำเช่นนั้นได้. พวกมันได้รวมตัวเข้ากับออกซิเจนจากอากาศและได้ลอยจากไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ. ทุกอะตอมเดี่ยว ๆของเทียนไขยังคงอยู่ที่ข้างนอกนั้นในตอนนี้, จรไปรอบๆห้อง หรือออกไปทางหน้าต่างนั่น, ผสมปนเข้าไปในชั้นบรรยากาศ. เทียนไขได้จากไปแล้ว, ใช่, แต่ไม่ใช่หนึ่งอะตอมใดของมันได้ถูกทำลายไป. ไม่แม้แต่อะตอมเดียว. นี้คือกฎข้อแรกของเธอร์โมไดนามิคส์กฏการเปลี่ยนรูปพลังงาน และมันเป็นหนึ่งในรากฐานข้อเท็จจริงทั้งหลายในทั้งหมดของฟิสิกส์.   (The wax was made of long chains of carbon and hydrogen atoms. When the flame burned, those atoms didn’t disappear. They couldn’t. They combined with oxygen from the air and floated away as carbon dioxide and water vapor. Every single atom of candle is still out there right now, drifting around the room or out the window, mixing into the atmosphere. The candle is gone, yes, but not one atom of it has been destroyed. Not one. This is the first law of thermodynamics1 and it is one of the most fundamental facts in all of physics.)

          1 กฎข้อที่หนึ่งของเทอร์โมไดนามิกส์ (First Law of Thermodynamics) หรือ กฎอนุรักษ์พลังงาน คือหลักการพื้นฐานที่ว่า พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือทำลายได้ แต่พลังงานสามารถเปลี่ยนรูปหรือถ่ายโอนระหว่างระบบและสิ่งแวดล้อมได้ โดยพลังงานรวมของทั้งระบบและสิ่งแวดล้อมจะมีค่าคงที่เสมอ [1, 2, 3, 4]

สาระสำคัญของกฎข้อที่ 1:

  • นิยาม: พลังงานรวมของจักรวาลมีค่าคงที่
  • การอนุรักษ์: พลังงานเพียงแค่เปลี่ยนรูป (เช่น จากความร้อนเป็นงาน) ไม่ได้ถูกทำลายหรือสร้างใหม่
  • สมการหลัก: สำหรับระบบปิด ความร้อนที่ได้รับจะเท่ากับพลังงานภายในที่เพิ่มขึ้น บวกกับงานที่ระบบทำ
    \(\Delta U=Q-W\)
    • \(\Delta U\): การเปลี่ยนแปลงของพลังงานภายใน (Internal Energy)
    • \(Q\): ความร้อนที่ระบบได้รับ (เข้า)
    • \(W\): งานที่ระบบทำออกมา (ออก) [1, 2, 3, 4, 5]

ตัวอย่างการประยุกต์ใช้:

  • เครื่องยนต์รถยนต์: เปลี่ยนพลังงานความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง (Q) ให้เป็นงานกล (W)
  • ร่างกายมนุษย์: อาหารที่กินเข้าไป (พลังงาน) เปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหว (งาน) และเก็บสะสมไว้ในร่างกาย (พลังงานภายใน)

          พลังงานไม่สามารถถูกสร้างสรรค์หรือถูกทำลายได้. มันสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้. มันสามารถเคลื่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง, แต่บอดรวมทั้งหมด, มันอยู่อย่างชัดเจน, เหมือนเดิมที่อยู่มาเสมอ. คุณอาจจะพูดว่า, “ก็ดี, ฟายน์แมน. นั่นเป็นกลเม็ดที่น่ารักในเรื่องเทียนไข. แต่แล้วอะไรกับผมล่ะ? อะไรกับบุคคลล่ะ?” และนี้คือที่ซึ่งมันได้เป็นที่น่าสนใจจริงๆ. (Energy cannot be created or destroyed. It can change form. It can move from one place to another, but the total amount, it stays exactly the same always. Now you might say, “Fine, Feynman. That’s a nice trick with a candle. But what about me? What about a person?” And this is where it gets really interesting.)

คุณได้ถูกสร้างมาด้วยอะตอมทั้งหลาย, ราวเจ็ดล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านของพวกมัน(ล้าน8ของอะตอม), ไม่มากก็น้อย. นั่นคือ 7 แล้วตามด้วยเลข 0 อีก 27 ตัว. มันเป็นตัวเลขที่ใหญ่โตเหลือเกินนั่นถ้าคุณได้พยายามที่จะนับพวกมัน หนึ่งตัวต่อวินาที, มันจะทำให้คุณใช้เวลายาวนานยิ่งกว่าอายุของจักรวาล. และอะตอมทั้งหลายเหล่านั้น, แต่ละอะตอมของพวกมันได้มาอยู่ที่นี่มายาวนานก่อนที่คุณจะเกิด. และแต่ละอะตอมของพวกมันหก็จะยังคงอยู่ที่นี่นานต่อไปภายหลังที่คุณจากไป. ขออนุญาตให้ผมนำมันไปในอีกหนทางอื่น. อะตอมคาร์บอนทั้งหลายฝยกล้ามเนื้อทั้งหลายของคุณได้เคยครั้งหนึ่งอยู่ข้าวงในดวงดาวหนึ่ง. ไม่ใช่เชิงกวีนิพนธ์, ไม่ใช่เชิงอุปมาอุมัย, แต่คือตรงตามความเป็นจริง.  (You are made of atoms, about octillion of them, give or take. That’s a seven followed by 27 zeros. It’s a number so large that if you tried to count them one per second, it would take you longer than the age of the universe. And those atoms, every single one of them were here long before you were born. And every single one of them will be here long after you are gone. Let me put it another way. The carbon atoms in your muscles were once inside a star. Not poetically, not metaphorically, literally.)

คาร์บอนในร่างกายของคุณได้ถูกหลอมในเตาปรมาณูของดาวดวงหนึ่งที่ได้มีชีวิตแบะได้ตายลงหลายพันล้านปีก่อนที่โลกจะกระทั่งได้ก่อรูปร่างขึ้น. นี่คือที่คือการทำงานทั้งหลายนั้นมาอย่างไร. ในตอนแรกเริ่มของจักรวาล, ทันทีภายหลังจากบิ๊ก แบง, ก็แทบจะไม่มีอะไรนอกจากไฮโดรเจนและอีกเล็กน้อยของฮีเลียม. นั่นที่มันเป็น. ไม่มีคาร์บอน, ไม่มีออกซิเจน, ไม่มีเหล็ก, ไม่มีแคลเซียม, ไม่มีสิ่งของพวกนั้นที่ได้นำมาประกอบขึ้นเป็นคุณ. ดังนั้น, ที่ไหนซึ่งมันมาจากรึ? มันมาจากดวงดาวทั้งหลาย. เมื่อดวงดาวหนึ่งเหมือนเช่นดวงอาทิตย์ของเราได้เผาไหม้. มันได้ทุบนิวคลรไอของไฮโดรเจนปะทะเข้าด้วยกันที่จะทำฮีเลียมขึ้นมา. นั่นคือการฟิวชั่น.    (The carbon in your body was forged in the nuclear furnace of a star that lived and died billions of years before the Earth even formed. Here’s how that works. In the early universe, right after the Big Bang2, there was almost nothing but hydrogen and a little helium. That’s it. No carbon, no oxygen, no iron, no calcium, none of the stuff you’re made of. So, where did it come from? It came from stars. When a star like our sun burns, it’s smashing hydrogen nuclei together to make helium. That’s fusion3.)

2 บิ๊กแบง (Big Bang) คือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายถึงจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ โดยเชื่อว่าจักรวาลเริ่มต้นจากจุดที่มีอุณหภูมิและความหนาแน่นสูงมหาศาล (Singularity) เมื่อประมาณ 13.8 พันล้านปีที่แล้ว ก่อนจะเกิดการขยายตัวครั้งใหญ่และเย็นตัวลง จนกลายเป็นดาวฤกษ์ กาแล็กซี และสสารต่างๆ อย่างในปัจจุบัน [1, 2, 3]

สาระสำคัญของทฤษฎีบิ๊กแบง

  • จุดกำเนิดกาลเวลาและอวกาศ: บิ๊กแบงไม่ใช่การระเบิดของวัตถุในอวกาศ แต่เป็นการระเบิดออกของอวกาศเอง ทำให้เวลาและพื้นที่เริ่มต้นขึ้น
  • การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง: เอกภพไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงขยายตัวออกไปเรื่อยๆ จนถึงปัจจุบัน
  • หลักฐานสนับสนุน: ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องจากมีหลักฐานทางดาราศาสตร์ที่ชัดเจน เช่น
    • การขยายตัวของเอกภพ: ค้นพบโดย เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble) ว่ากาแล็กซีต่างๆ กำลังเคลื่อนที่ห่างออกไป
    • รังสีไมโครเวฟพื้นหลัง (CMB): พลังงานความร้อนหลงเหลือจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่แผ่กระจายไปทั่วจักรวาล

3 Fusion (ฟิวชัน) มีความหมายหลักคือ "การหลอมรวม" หรือ "การผสมผสาน" โดยมีการนำไปใช้ในหลายวงการ ดังนี้ครับ: [1, 2]

1. วิทยาศาสตร์: ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear Fusion)

เป็นกระบวนการที่นิวเคลียสของอะตอมธาตุเบา (เช่น ไฮโดรเจน) หลอมรวมกันกลายเป็นนิวเคลียสที่หนักขึ้น และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา [1, 2]

  • แหล่งพลังงานของดวงอาทิตย์: เป็นปฏิกิริยาแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในใจกลางดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์
  • พลังงานสะอาด: นักวิทยาศาสตร์พยายามสร้าง พลังงานฟิวชัน บนโลกเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แต่ในดาวดวงใหญ่ๆทั้งหลาย, ดาวทั้งหลายที่หนักกว่า, กระบวนการไปไกลได้มากกว่า. นิวคลีไอฮีเลียมปะเข้าด้วยกัน  (But in bigger stars, heavier stars, the process goes further. Helium nuclei4 smash together to make carbon. Carbon and helium fuse to make oxygen. And keeps going up through neon, silicon, all the way to iron. Layer after layer like an onion of elements. Each one cooked in a furnace hotter than the last. And then when the star can’t burn anymore, when it runs out of fuel and the core collapses, the whole thing explodes. A supernova.)

4 Nuclei (อ่านว่า นิว-คลี-ไอ) สามารถแปลได้หลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ ดังนี้ครับ

1. ในทางภาษาศาสตร์ (ไวยากรณ์)

Nuclei เป็นรูป พหูพจน์ (Plural) ของคำว่า Nucleus ใช้เมื่อพูดถึงนิวเคลียสหลาย ๆ อันรวมกันครับ

2. ในทางวิทยาศาสตร์ (ชีววิทยาและฟิสิกส์)

คำนี้มักหมายถึง "แกนกลาง" ของสิ่งต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น 2 ด้านหลัก:

  • นิวเคลียสของเซลล์ (Cell Nuclei): เป็นส่วนสำคัญภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่เก็บรักษา สารพันธุกรรมหรือ DNA และควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของเซลล์
  • นิวเคลียสของอะตอม (Atomic Nuclei): เป็นแกนกลางที่อยู่ตรงใจกลางของอะตอมทุกชนิด ประกอบไปด้วยอนุภาค โปรตอนและนิวตรอน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของมวลและพลังงาน

และในการระเบิดนั้น, ธาตุทั้งหมดทั้งหลายเหล่านั้น, คาร์บอน, ออกซิเจน, เหล็ก, พวกเขาก็ได้ปลิวออกไปเข้าสู่อวกาศ. พวกเขาได้ล่องลอยเปลี่ยนย้ายผ่านไปทั่วกาแล๊กซี่มายาวนานหลายล้านของหลายปี. พวกเขาได้ผสมปนเข้ากับเมฆทั้งหลายของก๊าซและในท้ายสุดพวกเขาก็ได้ถูกดึงเข้ามาหากันโดยแรงโน้มถ่วงที่จะก่อรูปเป็นดาวดางใหม่ทั้งหลาย, ดาวเคราะห์ทั้งหลายใหม่ๆและบนอย่างน้อยที่สุดหนี่งในดาวเคราะห์ทั้งหลายเหล่านั้นก็คือ, ผู้คนใหม่ๆ.    (And in that explosion, all those elements, the carbon, the oxygen, the iron, they get flung out into space. They drift through the galaxy for millions of years. They mix with clouds of gas and eventually they get pulled together by gravity to form new stars, new planets and on at least one of those planets, new people.)

ดังนั้น,เป็นคสวามจริงอย่างยิ่งในแง่ที่ว่าคุณคือฝุ่นละอองดวงดาว. ทุกอะตอมของแคลเซยมในกระดูกของคุณได้ถูกผลิตขึ้นจากดวงดาวที่ได้ตายลงไป. เหล็กในเลือดของคุณ, ก็เป็นสิ่งเดียวกัน. ออกซิเจนที่คุฯกำลังหายใจอยู่ในตอนนี้ก็ได้ถูกปรุงขึ้นมาในแกนดวงดาวทั้งหลายและได้กระจัดกระจาบข้ามทั่วจักรวาล/เอกภพในการระเบิดอย่างรุนแรงมากๆของมัน ส่องสว่างออกมานยิ่งกว่ากาแล๊กซี่ทั้งปวงเป็นชาวงเวลาสั้นๆตลอดเวลา. ตอนนี้รอก่อน, เรามาระมัดระวังกันให้ดีที่ตรงนี้. เรามาคิดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างช้าๆมากขึ้น เพราะว่ามีบางอย่างกระทั่งแข็งแรงกว่ากำลังดำเนินอยู่. อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นที่ได้สร้างร่างกายของคุณขึ้นมาในตอนนี้, พวกเขาไม่ได้อยู่เฉยๆกับที่. พวกเขากำลังผ่านทะลุคุณไป. มีการผ่านทะลุไปด้วยอยู่.  (So, there’s a very real sense in which you are stardust. Every atom of calcium in your bones was manufactured in a dying star. The iron in your blood, same thing. The oxygen you’re breathing right now was cooked up in a stellar core and scattered across the cosmos in an explosion so violent it briefly outshone an entire galaxy. Now wait, let’s be careful here. Let’s think about this more slowly because there’s something even stranger going on. Those atoms that make up your body right now, they’re not staying put. They’re passing through you. There’s passing through you.)

มีการทดลองที่สวยงามอันหนึ่งและผมรับอันนี้มาก. นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ติดตามอะตอมของฟอสฟอรัสด้วยจุดเครื่องหมายสารกัมมันตภาพรังสีซึ่งทำไว้ และได้แกะรอยตามพวกมันผ่านไปในร่างของหนูทั้งหลาย. อะไรที่พวกเขาได้ค้นพบเป็นที่น่าจดจำได้ยิ่ง. ฟอสฟอรัสนั้นในสมองของหนูเช่นเดียวกันด้วยกับที่ในสมองของผมและของคุณ ไม่ได้เป็นฟอสฟอรัสเดิมเดียวกันในขณะที่มันผ่านไปสองสัปดาห์แล้ว. ในแค่ 14 วัน, ครึ่งหนึ่งของมันได้ถูกกวาดหาย ออกไป, ได้ถูกแทนที่โดยอะตอมฟอสฟอรัสใหม่จากอาหารที่หนูตัวนั้นได้กิน. และนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฟอสฟอรัส . นี้เป็นกับทุกสิ่งด้วย. (There’s a beautiful experiment and I love this one. Scientists tagged phosphorus atoms with a radioactive marker and tracked them through the bodies of rats. What they found was remarkable. The phosphorus in the brain of a rat also in mine and yours is not the same phosphorus as it was two weeks ago. In just 14 days, half of it has been swapped out, replaced by new phosphorus atoms from the food the rat ate. And this is not just phosphorus. This is everything.)

อะตอมทั้งหลายในสมองของคุณฐ กล้ามเนื้อทั้งหลายของคุณ, ผิวหนังของคุณ, กระดูกทั้งหลายของคุณ, พวกมันอย่างสม่ำเสมอถูกเคลื่อนย้ายออกและถูกแทนที่. คุณกินมันฝรั่ง. อะตอมทั้งหลายจากมันฝรั่งก็ได้ถูกทำให้แตกลง, ถูกพาไปโดยผ่านเลือดของคุณ, และถูกสร้างเข้าไปในเนื้อยื่อทั้งหลายของคุณ. อะตอมเก่าทั้งหลาบนั้นได้ถูกพาออกไป, โดยการหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์, ไหลท่วมออกไป, ไหลออกไปในเหงื่อ, ถูกให้กลับคืนไปยังโลก. อะไรที่สิ่งนี้หมายความถึงเป็นสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่ง. (The atoms in your brain, your muscles, your skin, your bones, they are constantly being removed and replaced. You eat potato. The atoms from potato get broken down, carried through your blood, and built into your tissues. The old atoms get carried away, exhaled as carbon dioxide, flushed out, sweated off, given back to the world. What this means is staggering.)

ถ้าคุณคิดถึงมันอย่าวงระมัดระวังถี่ถ้วน, อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นที่อยู่ในสมองของคุณตอนนี้, ทั้งหลายที่กำลังทำงานในการคิดอยู่นี้, ทั้งหลายที่กำลังทำกระบวนการเป็นคำพูดทั้งหลายอย่างยิ่งอบู่เหล่านี้, พวกมันไม่ใช่อะตอมทั้งหลายเดิม ๆที่ได้เป็นอยู่มาตั้งแต่หนึ่งปีก่อน. พวกมันค่อนข้างชัดจริงว่าเป็นของมันฝรั่งทั้งหลายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว. และกระนั้นคุณจำได้ถึงอะไรที่ได้บังเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนด้วย. คุณยังจำได้ถึงชีวิตในวัยเด็กของคุณ. คุณยังจำได้ถึงชื่อของคุณ. ดังนั้น, อะไรคือจิตของเรา? อะไรที่อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นมีหับจิตสำนึกของเรา? ผมจะบอกกับคุณถึงอะไรที่พวกมันเป็น.  (If you think about it carefully, the atoms that are in your brain right now, the ones doing the thinking, the ones processing these very words, they are not the same atoms that were a year ago. They are quite literally last week’s potatoes. And yet you remember what happened a year ago. You remember your childhood. You remember your name. So, what is this mind of ours? What are these atoms with consciousness? I’ll tell you what they are.)

พวกมันคือรูปแบบ, การร่ายรำ/ลีลา. อะตอมทั้งหลายเข้ามาสู่ในสมอง, ร่ายรำ, และแล้วก็จากออกไป. พวกมันมักจะเป็นอะตอมใหม่อยู่เสมอ, แต่ก็มักจะทำการร่ายรำเดียวกันเสมอ, จดจำถึงอะไรที่ได้ร่ายรำเมื่อวานนี้. นี้เป็นอะไรที่คุณเป็น. ไม่ใช่การสะสมรวบรวมของสิ่งของ, แต่เป็นรูปแบบ, สัณฐาน/การจัดโครงร่าง, หนทาง/วิธีการที่สสาร/วัตถุได้ถูกจัดนวมเข้าด้วยกันในตัวมันเองอย่างชั่วคราว, อย่างงดงามไปสู่บางอย่างที่สามารถเงยขึ้นมองยังดวงดาวทั้งหลายและกังขาใจ. ตอนนี้, ผมต้องการจะหยุดพักที่ตรงนี้ และอธิบายสิ่งนี้ด้วยตัวอย่างหนึ่งอย่างง่ายๆเท่าที่ผมสามารถทำได้ เพราะว่านี้คือกุญแจหลักของความคิด.  (They are a pattern, a dance. The atoms come into your brain, dance, a dance, and then go out. They’re always new atoms, but always doing the same dance, remembering what the dance was yesterday. This is what you are. Not a collection of stuff, a pattern, a configuration, a way that matter has organized itself temporarily, beautifully into something that can look up at the stars and wonder. Now, I want to pause here and explain this as simply as I can because this is the key idea.)

ลองจินตนาการถึงคลื่นลูกหนึ่งในมหาสมุทร. คุณเห็นมันกำลังม้วนเข้ามายังชายฝั่ง. คุณอาจจะคิดว่า, “นี่มาอีกแล้ว นำเคลื่อนที่ในทะเลง” แต่นั่นไม่ใช่อะไรบังเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น. น้ำไม่ได้เดินทางไปไหนเลย. แต่ละส่วนเล็กแม้แต่น้อยนิดของน้ำแค่เคลื่อนที่ขึ้นและลงอยู่กับที่. อะไรที่เห็นไปการเดินทางนั้นเป็นแค่รูปทรง, รูปแบบ. คลื่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนคงที่. มันเป็นพฤติกรรมที่สสาร/วัตถุกำลังทำอยู่. คุณเป็นเหมือนคลื่นนั้น. อะตอมทั้งหลายนั้นเป็นเหกมือนน้ำ. พวกเขาเข้ามา, พวกเขาเคลื่อนที่ไปรอบๆ, พวกเขาได้จากไป. แต่รูปแบบนั้น, รูปร่างของคุณ, วิธีที่คุณพูด, วิธีที่คุณคิด, วิธีที่คุณหัวเราะ, สิ่งนั้นอยู่ต่อเนื่องไปสักระยะหนึ่ง.  (Imagine a wave in the ocean. You see it rolling toward the shore. You might think, Here goes that water moving across the sea.” But that’s not what’s happening at all. The water isn’t traveling. Each little bit of water just moves up and down in place. What travels is the shape, the pattern. The wave is not a thing. It’s a behavior that matter is doing. You are like that wave. The atoms are like the water. They come in, they move around, they leave. But the pattern, the shape of you, the way you talk, the way you think, the way you laugh, that keeps going for a while.)

ตอนนี้, ขอให้ผมมาพูดถึงความเข้าใจผิดนั้น. อันใหญ่หนึ่ง, อันหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ยึดถือไปทั่วโดยปราศจากกระทั่งได้รู้เข้าใจมัน. ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเมื่อคุณตาย, บางอย่างได้ถูกทำลาย. พวกเขาคิดว่าสสาร/วัตถุนั้น, พลังงานนั้น, สิ่งของนั้นที่คุณได้ถูกสร้างทำขึ้น, มันแค่หายไป. ปู๊บ. จากไป. และนี้คือความเข้าใจผิดอย่างสมบูรณ์. ไม่มีอะไรถูกทำลาย. ไม่มีอะไรเลย. ไม่แม้แต่หนึ่งอะตอม. ไม่แม่แต่หนึ่งแคลอรีของพลังงาน. เมื่อบุคคลผู้หนึ่งตายลง, อะตอมทั้งหลายที่ถูกที่ได้สร้างประกอบเป็นร่างกายพวกเขาขึ้นมา ก็กลับคืนไปสู่โลก. พวกเขาได้ถูกรับเอาไปโดยหญ้าใบแหลม, โดยต้นไม้ทั้งหลาย, โดยไส้เดือนทั้งหลาย, โดยบักเตรี. พวกเขาเข้าไปในดิน. พวกเขาได้ละลบายเข้าไปในน้ำ. พวกเขาได้ลอบเข้าไปในอากาศและอะตอมทั้งหลายเหล่านั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตอื่นๆต่อไป, โครงสร้างอื่นๆ, รูปแบบอิ่น.    (Now, let me come to the misconception. The big one, the one that most people carry around without even knowing it. Most people think that when you die, something is destroyed. They think that the matter, the energy, the stuff you’re made of, it just vanishes. Poof. Gone. And this is completely wrong. Nothing destroyed. Nothing. Not one atom, not one calorie of energy. When a person dies, the atoms that made up their body return to the earth. They get taken up by grass, by trees, by worms, by bacteria. They enter the soil. They dissolve into water. They float into the air and those atoms go on to become parts of other living things, other structures, other patterns.)

พลังงานนั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน. ทุกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของพลังงานทางเคมีได้ถูกเก็บเอาไว้ในกล้ามเนื้อ, ในไขมันของมัน, ในเนื้อเยื่อของคุณ, มันได้ถูกปล่อยออกมา. มันได้กลายเป็นความร้อน. มันกลายเป็นพลังงานของการแบกตัวอันประกอบกันอยู่. มันให้อาหารแก่ชีวอินทรีย์อื่นทั้งหลาย. มันเข้ามู่วงจรวัฏจักรยิ่งใหญ่ของพลังงาน ซึ่งได้ถูกดำเนินต่อไปเมื่อตั้งแต่จักรวาลได้เริ่มต้น. จากมุมมองหนึ่งของฟิสิกส์, ความตายนั้นไม่ได้เป็นการทำลายล้าง. มันเป็นการจัดองค์กรใหม่. มันเป็นจุดจบของรูปแบบหนึ่ง และเป็นการกระจายองค์ประกอบต่างๆออกไปเพื่อสร้างรูปแบบใหม่ทั้งหลาย. นั่นคือทั้งหมดที่มันเป็น.  (The energy is the same way. Every bit of chemical energy stored in your muscles, your fat, your tissues, it gets released. It becomes heat. It becomes the energy of decomposition. It feeds other organisms. It enters the great cycling of energy that has been going on since the universe began. From the point of view of physics, death is not destruction. It is reorganization. It’s the end of one pattern and the dispersal of the components to make new patterns. That is all it is.)

ในตอนนี้, บางรายของพวกคุณอาจจะพูดว่า, “เอาละ, ฟายน์แมน, นั่นทั้งหมดที่ฉลาดมาก, แต่รูปแบบนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ผมใส่ใจอยู่ถึง. ผมไม่ได้สนใจห่วงใยว่าอะตอมทั้งหลายของผมจะรอดชีวิตหรือไม่. ผมใส่ใจแต่ว่าผมรอดชีวิตหรือไม่?” และผมเข้าใจนั่น. ผมเข่าใจ. ผมไม่ได้กำลังจะยืนอยู่ที่นี่และบอกแก่คุณว่าฟิสิกส์ถอนย้ายเหล็กไนของความตายออกให้. มันไม่ได้ทำ.    (Now, some of you might say, ‘Well, Feynman, that’s all very clever, but the pattern is the part I care about. I don’t care that my atoms survive. I care that I survive.” And I understand that. I do. I am not going to stand here and tell you that physics removes the sting of death. It doesn’t.)

การสูญเสียรูปแบบ, การสูญเสีย(ความเป็น)บุคคลนั้นคือความจริง. นั้นเป็นความจริงเท่าๆกับสิ่งใดๆในจักรวาล. แต่ผมต้องการให้คุณยึดกุมสองความคิดนี้เอาไว้ในจิตของคุณในทันที. อย่างแรกก็คือรูปแบบ, ความเป็นบุคคลนั้นคือสิ่งชั่วคราว/ไม่ถาวร/ไม่เที่ยง. มันผุดอุบัติขึ้น. มันร่ายรำ, และมันก็เสื่อมสลายไป. นั่นคือธรรมชาตจิของทุกโครงสร้างซับซ้อนในจักรวาล, จากดวงดาวทั้งหลายไปสู่เกล็ดหิมะไปสู่อารยธรรม.  (The loss of the pattern, the loss of a person that is real. That is as real as anything in the universe. But I want you to hold two ideas in your mind at once. The first idea is that the pattern, the person is temporary. It emerges, it dances, and it dissolves. That is the nature of every complex structure in the universe, from stars to snowflakes to civilizations.)

ความคิดที่สองคือว่า แต่ส่วยประกอบทั้งหลายนั้นไม่ใช่สิ่งชั่วคราว. อะตอมทั้งหลายนั้นเก่าแก่มากกว่าภูเขาทั้งหลาย, เด่าแก่มากกว่าโลก, เก่าแก่มากยิ่งกว่าวันเวลาดวงอาทิตย์. พวกเขาได้ถูกหลอมอยู่ในดวงดาวทั้งหลายที่ได้ระเบิดตัวออกก่อนที่ระบบสุริยะของเราจะได้เป็นเมฆหมอกของเถ้าละออง. และภายหลังที่คุณได้จากไป, อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นก็จะไปต่อ. พวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของดิน, ฝน, อากาศ, และในท้ายที่สุดสิ่งมีชีวิตทั้งหลายอื่น. บางทีสิ่งมีชีวิตอื่นผู้ที่จะนั่งและกังขาใจถึงการดำรงแอยู่ของพวกเขาเองแค่ดังเช่นที่คุณกำลังทำอยู่ในตอนนี้.  (The second idea is that the components are not temporary. The atoms are older than the mountains, older than the earth, older than the Sunday. They were forged in the stars that exploded before our solar system was a cloud of dust. And after you’re gone, those atoms will go on. They will be part of the soil, the rain, the air, and eventually other living things. Perhaps other being who will sit and wonder about their own existence just as you are doing right now.)

ให้ผมลองพยายามดูกับการทดลองทางความคิดหนึ่ง. อะตอมคาร์บอนนี้ได้ถูกทำขึ้นข้างในดาวฤกษ์ขนาดใหญ่นั้น, เรามาพูดกันว่าสัก 10 เท่ามวลของดวงอาทิตย์ของเราในราว 5 พันล้าน. ดวงดาวนั้นได้ระเบิดออก. อะตอมนั้นล่องลอยไปผ่านอวกาศ. มันได้มาถูกจับได้ในเมฆหมอกของก๊าซและฝุ่นละอองที่ในท้ายสุดยุบตัวลงเพื่อก่อรูปเป็นระบบสุริยะของเรา. มันได้จบลงที่บนโลก, ได้ฝังอยู่ในหินปูนมาสองสามร้อยล้านปี. แล้วการระเบิดขึ้นอย่างภูเขาไฟได้ปลดปล่อยมันออกมาเป็นเช่นคาร์บอนไดออกไซด์. พืชหนึ่งได้ดูดซึมซับมันไปในระหว่างการสังเคราะห์แสง. กระต่ายตัวหนึ่งได้กินพืชนั้น. กระต่ายนั้นได้ตายลงและแยกเสื่อมสลายร่าง, ปลดปล่อยอะตอมนั้นกลับคืนลงไปในดิน. ต้นไม้หนึ่งกูดดูดซึมซับมัน. ต้นไม้นั้นได้ถูกตัดลงและได้ถูกเผา. อะตอมนั้นได้กลับไปสู่ในชั้นบรรยากาศ. พืชอีกรายหนึ่งตะครุบจับมัน. วัวตัวหนึ่งได้กินพืชนั้น. คุณได้กินวัวตัวนั้น. และในตอนนี้อะตอมคาร์บอนนั้นก็กำลังนั่งอยู่ในเซลล์หนึ่งในมือซ้ายของร่างกายคุณ.  (Let me try a thought experiment. Let’s follow a single carbon atom. This carbon atom was made inside a massive star, let’s say 10 times the mass of our Sun about 5 billion years ago. The star exploded. The atom drifted through space. It got caught up in the cloud of gas and dust that eventually collapsed to form our solar system. It ended up on Earth, buried in limestone for a few hundred million years. Then a volcanic eruption released it as carbon dioxide. A plant absorbed it during photosynthesis. A rabbit ate the plant. The rabbit died and decomposed, releasing the atom back to the soil. A tree absorbed it. The tree was cut down and burned. The atom went back into the atmosphere. Another plant grabbed it. A cow ate that plant. You ate the cow. And now that carbon atom is sitting in a cell in your left hand.)

เมื่อคุณตาย, อะตอมนั่นก็จะละทิ้งร่างกายของคุณไป. มันจะเข้าไปสู่ดิน. มันก็จะถูกดูดซึมซับไปโดยหญ้าใบแหลม. แกะตัวหนึ่งจะมากินหญ้านั้น. เด็กคนหนึ่งก็จะได้ดื่มนมจากแกะตัวนั้น. และอะตอมที่ครั้งหนึ่งอยู่ในดวงดาว, ครั้งหนึ่งอยู่ในหินปูน, ครั้งหนึ่งอยู่ในกระต่าย, ครั้งหนึ่งอยู่ในคุณ, จะเป็นส่วนหนึ่งของเด็กคนหนึ่งผู้ที่ไม่ได้มีความคิดเลยว่ามันมาจากที่ไหน. อะตอมนั้นได้ทำการร่ายรำมาแล้ว 10,000 รอบ. มันรไม่ได้รู้และมันไม่ได้สนใจใยดี, แต่มันคอยแต่ดำเนินการต่อไปเช่นนั้น.  (When you die, that atom will leave your body. It will enter the soil. It will be absorbed by a blade of grass. A sheep will eat the grass. A child will drink the sheep’s milk. And the atom that once in a star, once in a limestone, once in a rabbit, once in you, will be part of a child who has no idea where it came from. That atom has done this dance 10,000 times. It doesn’t know and it doesn’t care, but it’s keeps going.)

ทีนี้, นี่คือส่วนที่ได้ทำให้ผมตื่นใจจริงๆเมื่อผมได้คิดเกี่ยวกับมัน. กฎข้อแรกของเธอร์โมไดนามิคส์ (อุณหพลศาสตร์)บอกเราว่าพลังงานได้ถูกอนุรักษ์. มันไม่สามารถถูกสร้างขึ้นมาหรือถูกทำลายลงไปได้. และมีข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กับสสาร/วัตถุกด้วยความอนุเคราะห์จากนิวเคลียร์ฟิสิกส์ และความเข้าใจที่เราได้รับมาในศตวรรษนี้. ภายใต้สภาวะปกติทั่วไปทั้งหลาย,อะตอมทั้งหลายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นหรือถูกทำลายได้ด้วยเช่นกัน. พวกมันได้ถูกจัดแจงปรับเรียงขึ้นมาใหม่. จำนวนอะตอมคาร์บอนทั้งหลายบนโลกนี้ได้มีอยู่อย่างคร่าวๆเป็นเช่นเดิมเดียวกันกับเมื่อหลายพันล้านปีก่อน. พวกมันได้แค่เพียงคอยหมุนเวียนวะฏจักรผ่านก้องหินทั้งหลาย, อากาศทั้งหลาย, น้ำ, ผ่านสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย.  (Now, here’s the part that gives me a real thrill when I think about it. The first law of thermodynamics tells us that energy is conserved. It cannot be created or destroyed. And there is a related fact about matter courtesy of nuclear physics and the understanding we gained in this century. Under ordinary conditions, atoms are not created or destroyed either. They are rearranged. The number of carbon atoms on Earth has been roughly the same for billions of years. They just keep cycling through rocks, through air, through water, through living things.)

ดังนั้น, ในสัมผัสรู้สึก/ในแง่ตามเป็นจริงและเชิงลึก, ไม่มีอะไรที่คุณได้ถูกสร้างทำขึ้นมาตามเจตจำนงนี้จะถูกทำให้สูญไปได้เลย. มันจะเปลี่ยนรูปร่าง. มันจะถูกปรับจัดเรียบเรียงขึ้นใหม่. มันจะกลายเป็นอะไรบางอย่างอื่น, แต่มันจะไม่หยุดที่จะดำรวงอยู่. ผมควรที่จะระมัดระวังให้ดีและพูดบางอย่างในที่นี้เกี่ยวกับ Under ordinary conditionsกฎข้อที่สองของเธอโมไดนามิคส์ เพราะว่าผู้คนในบางครั้งจะสับสนได้.  (So, in a very deep and literal sense, nothing that you are made of will ever be lost. It will change form. It will be rearranged. It will become something else, but it will not cease to exist. I should be careful and say something here about the second law of thermodynamics because people sometimes get confused.)

กฎข้อที่สองของเธอร์โมไดนามิคส์(อุณหพลศาสตร์)บอกว่า เอนโทรปี – หน่วยวัดปริมาณความไร้ระเบียบ นั้น ของระบบปิดหนึ่งโน้มเอียงที่จะเพิ่มขึ้น. พูดในภาษาทั่วไปง่ายๆ, นั่นหมายความว่า สิ่งทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะไปจากความเป็นระเบียบ เป็นความไร้ระเบียบ. ปราสาททรายหนึ่งได้ร่วงลงแยกออกจากกัน. กาแฟร้อนถ้วยหนึ่งได้เย็นตัวลง. ร่างกายมีชีวิตหนึ่งได้เสื่อเน่าสลาย. นี้คือความจริงและมันสำคัญมาก. กฎข้อที่สองนี้คือเหตุผลว่ารูปแบบอันซับซ้อนทั้งหลายเหมือนเช่นคุณและผมไม่ได้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ฬ มันใช้พลังงานเพื่อการคงไว้ซึ่งรูปแบบนั้นๆ, ที่จะรักษาการร่ายรำไว้ต่อไป, ที่จะต่อสู้ความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะไปสู่ความไร้ระเบียบ. (The second law says that the entropy5 of a closed system tends to increase. In plain language, that means things tend to go from ordered to disordered. A sand castle falls apart. A hot cup of coffee cools down. A living body decays. This is real and it’s important. The second law is the reason that complex patterns like you and me don’t last forever. It takes energy to maintain the pattern, to keep the dance going, to fight the natural tendency toward disorder.)

5 เอนโทรปี (Entropy) คือปริมาณทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดความไม่เป็นระเบียบ (Disorder) ความสุ่ม หรือการกระจายตัวของพลังงานในระบบ ยิ่งระบบมีความไม่เป็นระเบียบสูง เอนโทรปีจะยิ่งสูง ตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์ ธรรมชาติมักเปลี่ยนจากระเบียบไปสู่ความไร้ระเบียบ (เอนโทรปีเพิ่มขึ้น) โดยมักใช้สัญลักษณ์ \(S\) [1, 2, 3]

สาระสำคัญของเอนโทรปี

  • ความไม่เป็นระเบียบ: ตัวอย่างเช่น น้ำแข็ง (โมเลกุลเรียงตัวระเบียบ) มีเอนโทรปีต่ำ เมื่อละลายเป็นน้ำ (โมเลกุลกระจาย) เอนโทรปีจะสูงขึ้น
  • แนวโน้มธรรมชาติ: กระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ มักจะทำให้ค่าเอนโทรปีรวมของจักรวาลเพิ่มขึ้นเสมอ
  • พลังงานที่ใช้งานไม่ได้: เอนโทรปีบอกถึงปริมาณพลังงานที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ในระบบ
  • ทฤษฎีสารสนเทศ (Information Theory): หมายถึงการวัดความไม่แน่นอน (Uncertainty) หรือปริมาณข้อมูลที่คาดเดาไม่ได้

ตัวอย่างเอนโทรปีในชีวิตประจำวัน

  • ห้องที่รก: หากไม่จัดห้อง ห้องมักจะรกขึ้นเอง (เอนโทรปีเพิ่ม) แต่การจัดห้องให้เรียบร้อย (ลดเอนโทรปี) ต้องใช้พลังงานจากภายนอกเข้าไปกระทำ
  • กาแฟร้อน: กาแฟร้อนวางทิ้งไว้จะเย็นลง พลังงานความร้อนกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้เอนโทรปีรวมเพิ่มขึ้น

โดยสรุป เอนโทรปีคือแนวโน้มของจักรวาลที่มุ่งสู่ความโกลาหลและความสม่ำเสมอของพลังงาน

เมื่อคุณตาย, การต่อสู้นั้นได้หยุดลงและแอนโทรปีชนะ. รูปแบบนั้นได้เสื่อมสลายลง. แต่โปรดสังเกตอะไรที่กฏข้อที่สองนี้ไม่ได้พูดถึง. มันไม่ได้บอกว่าสสารหรือพลังงานได้ถูกทำลายไปด้วย. มันบอกว่าองค์กรนั่นได้สูญไป. เนื้อในของสิ่งนั้นยังคงอยู่ที่นั้น. มันแค่สับสลับจัดเรียงใหม่ไม่เป็นระเบียบเหมือนเช่นของเดิมเท่านั้น. อะตอมทั้งหลายของร่างที่แยกสลายออกจากกันลงยังคงอยู่เป็นอะตอมทั้งหลาย. พลังงานของไฟที่เย็นลงก็ยังคงเป็นพลังงานอยู่ มันแค่แผ่กระจายออกไป, ได้เจอจางลง, ยากขึ้นที่จะใช้เพื่อสิ่งใดให้เป็นประโยชน์.  (When you die, that fight stops and entropy wins. The pattern dissolves. But notice what the second law does not say. It does not say that matter or energy is destroyed. It says that organization is lost. The stuff is still there. It’s just reshuffled into less organized arrangement. The atoms of a decomposed body are still atoms. The energy of a cooled down fire is still energy. It’s just spread out, diluted, harder to use for anything useful.)

และมีอีกหนึ่งสิ่งที่ผมต้องการจะคิดเกี่ยวกับมัน เพราะผมคิดว่ามันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งน่าพิศวงใจมากที่สุดในทั้งหมดของวิทยาศาสตร์. จักรวาลมีอายุเก่าแก่อยู่ราว 14 พันล้านปี, ไม่มากก็น้อย. สำหรับส่วนใหญ่ของเวลานั้น, ไม่มีใครรายรอบนี้ที่มองไปที่มันเลย. ไม่มีรดวงตา, ไม่มีสมอง, ไม่มีความคิดทั้งหลายใดๆ. แค่ไฮโดรเจนและฮีเลียมยุบตัวลงเป็นดาวฤกษ์ทั้งหลาย, ระเบิดตัวออก, สร้างทำอะตอมที่หนักกว่าทั้งหลาย, แล้วก็ยุบตัวกันอีก. ตลอดมาหลายพันล้านและหลายพันล้านปี, จักรวาลได้แค่สสารที่กำลังอะไรที่สสารทำอย่างตาบอด, และโง่เง่า.  (And here one more thing I want to think about because I think it’s the most astonishing fact in all of science. The universe is about 14 billion years old, give or take. For most of that time, there was no one around to look at it. No eyes, no brains, no thoughts. Just hydrogen and helium collapsing into stars, exploding, making heavier atoms, collapsing again. For billions and billions of years, the universe was just matter doing what matter does blindly, stupidly.)

แต่ละอะตอมสนใจอยู่แต่ธุระของตนเอง. และแล้วที่ไหนสักแห่งบนดาวเคราะห์ก้อนหินเล็กๆ กำลังโคจรไปเป็นเช่นดวงดาวทั่วไปในกาแล๊กซี่ทั่วๆไป, บางอะตอมทั้งหลายเหล่านั้นยได้จัดเรียงพวกมันเองเข้าเป็นรูปแบบหนึ่ง ซึ่งสามารถคิด, ที่สามารถกังขาใจ, ที่สามารถเงยขึ้นมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีและถามว่า, “ทั้งหมดนี้คือเรื่องอะไร? ทำไมมีบางอย่างขึ้นมาแทนที่จะว่างเปล่าไม่มีอะไร?”  (Each atom minding its own business. And then somewhere on a small rocky planet orbiting an ordinary star in ordinary galaxy, some of those atoms arranged themselves into a pattern that could think, that could wonder, that could look up at the night sky and ask, “What is all this? Why is there something instead of nothing?”)

คุณคือจักรวาลที่กำลังมองดูตัวมันเอง. คุณคืออะตอมทั้งหลายที่ได้จัดเรียงตัวพวกมันเองมาสู่รูปแบบโครงสร้างหนึ่งที่ช่างสลับซับซ้อนเหลือเกิน, ที่ช่างพิเศษเหลือเกิน, ที่รูปแบบโครงสร้างนี้สามารถที่จะพินิจพิจารณาถึงการดำรงอยู่ของตนเองได้. นั่นไม่เคยได้บังเกิดขึ้นมาก่อนใน 14 พันล้านปีแห่งประวัติศาสตร์เอกภพ/จักรวาล. ตราบไกลเท่าที่เรารู้, ยกเว้นในที่นี้, ยกเว้นในตอนนี้, ยกเว้นในสิ่งทั้งหลายของคุณและผม. และใช่, รูปแบบนั้นไม่ถาวร/เที่ยง. มันจะจบลง. การร่ายรำจะหยุดลง. แต่ข้อเท็จจริงนั้นคือมันได้บังเกิดขึ้นทั้งสิ้น, อะตอมทั้งหลายนั่นสามารถที่จะจัดเรียงตัวพวกมันเองไปสู่บางอย่างที่รู้สึกได้ถึงปีติรื่นรมย์และกังขาใจและโศกเศร้าและรัก, นั้นไม่ได้ลดทอนลงโดยข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นการชั่วคราว/ไม่เที่ยงถาวร.   (You are the universe looking at itself. You are atoms that arranged themselves into a configuration so complex, so extraordinary that the configuration can contemplate its own existence. That has never happened before in 14 billion years of cosmic history. As far as we know, except here, except now, except in things like you and me. And yes, the pattern is temporary. It will end. The dance will stop. But the fact that it happened at all, that atoms could arrange themselves into something that feels joy and wonder and grief and love, that is not diminished by the fact that it’s temporary.)

ถ้าสิ่งใดๆ, มันได้ทำให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น. ผมไม่ยอมกับความคิดที่รู้ว่าวิทยาศาสตร์ได้นำเอาความงดงามออกไปจากดอกไม้หรือความลี้ลับออกไปจากชีวิต หรือความหมายออกไปจากการตาย. มันเป็นสิ่งตรงกันข้าม. เมื่อคุณเข้าใจถึงว่าทุกอะตอมในร่างกายของคุณได้ถูกปรุงขึ้นในดวงดาวหนึ่ง, ที่จิตสำนึกของคุณคือรูปแบบหนึ่งที่ถือกุมเข้าด้วยกันโดยสัญญาณไฟฟ้าทางเคมีทั้งหลายในก้อนก้อนหนึ่งของสสาร/วัตถุ ที่ครั้งหนึ่งได้เคยกระจัดกระจายอยู่ทั่วกาแลกซี, และว่าทุกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของคุณจะกลับไปสู่โลกและท้องฟ้าและมหาสมุทรที่จะกลายเป็นส่วนของสิ่งทั้งหลายอื่น, รูปแบบทั้งหลายอื่น, การร่ายรำทั้งหลายอื่น. นั่นสามารถเป็นสิ่งใดไปอย่างอื่นได้อีก นอกจากความสง่างดงามล่ะ?    (If anything, it’s made more remarkable. I have no patience for the idea that knowing the science takes the beauty out of a flower or the mystery out of life or the meaning out of death. It does the opposite. When you understand that every atom in your body was cooked in a star, that your consciousness is a pattern held together by electrochemical signals in a lump of matter that was once scattered across a galaxy, and that every bit of you will go back to the earth and the sky and the ocean to become part of other things, other patterns, other dances. How can that be anything but magnificent?)

เราไม่ได้แยกออกจากจักรวาล. เราคือจักรวาลที่ได้รวมตัวกันเข้าชั่วคราวรู้สึกตัวชั่วระยะสั้นๆ และเมื่อองค์รวมนี้สิ้นสุดลง ก็กลับคืนไปสู่สระอะไรที่จากมาซึ่งรูปแบบถัดไปจะถูกวาดขึ้น. ดังนั้น, การตายคือจุดจบจากมุมมองของรูปแบบนั้นหรือ? ใช่. การร่ายรำนั้นได้หยุดลงจากมุมมองในเรื่องอะตอมทั้งหลาย, พลังงาน, สิ่งรากฐานทั้งหลายของความเป็นจริง หรือ? ไม่เลย, มันไม่ได้แม้กระทั่งหยุดพัก. มันแค่เปลี่ยนคู่เต้นรำ.   (We are not separate from the universe. We are the universe temporarily organized briefly aware and when the organization ends the components return to the pool from which the next pattern will be drawn. So, is death the end from the point of view of the pattern? Yes. The dance stops from the point of view of the atoms, the energy, the fundamental stuff of reality? No, it’s not even a pause. It’s just a change of partner.)

ผมไม่รู้ว่าอะไรบังเกิดขึ้นกับจิตสำนึก เมื่อสมองหยุดทำงาน. ไม่มีใครรู้. ฟิสิกส์ไม่ได้มีทฤษฎีที่สมบูรณ์ของจิตสำนึก. และใครคนใดผู้ที่บอกกับคุณเป็นอย่างอื่นนั้นก็กำลังขายอะไรบางอย่างกับคุณ. อะไรที่ฟิสิกส์สามารถบอกคุณได้และสามารถบอกคุณด้วยความชัดเจนอย่างสัมบูรณ์สิ้นก็คือ ไม่มีแม้แต่อะตอมเดียวในร่างการยของคุณจะถูกทำลายลงไป. ไม่แม้แต่จูลส์(หน่วยวัดปริมาณพลังงาน)เดียวของพลังงานจะหายไป. ทุกอย่างที่คุณเป็นในแง่ทางกายภาพจะดำเนินต่อไปในรูปร่างที่แตกต่างไป, ในรูปแบบที่แตกต่างไป, แต่มันจะยังคงดำเนินต่อไป.  (I don’t know what happens to consciousness when the brain stops. Nobody does. Physics doesn’t have a complete theory of consciousness. And anyone who tells you otherwise is selling you something. What physics can tell you and tell you with absolute certainty is that not a single atom of your body will be destroyed. Not a single Jule of energy will vanish. Everything you are in the physical sense will continue in a different form, in a different pattern, but it will continue.)

และมีอีกสิ่งหนึ่ง. ทุกบุคคลผู้ที่เคยได้มีชีวิตอยู่, ทุกบุคคลผู้ที่ได้เคยรักคุณ, ทุกบุคคลที่อะตอมทั้งหลายของเขาได้ผ่านคุณมาและของคุณได้ผ่านพวกเขาไป , พวกเขาคือทั้งหมดได้ถูกถักทอเข้าไปสู่ผืนพรมอันยิ่งใหญ่ของสสารวัตถุและพลังงานเดียวกัน ที่สร้างทำจักรวาลนี้ขึ้น. อะตอมทั้งหลายในมือขวาของคุณอาจจะครั้งหนึ่งได้เคยอยู่ในร่างของชาวนาในสมัยอียิปต์โบราณ. ออกซิเจนที่คุณเพิ่งหายใจเข้าไปอาจจเคยะจบลงในปอดทั้งหลายของใครบางคนเมื่อหนึ่งพันปีก่อนย้อนไปจากตอนนี้. เราทั้งหมดได้เชื่อมต่ออยู่ไม่เพียงแค่โดยความรู้สึกทางจิตใจแต่โดยทางฟิสิกส์/กายภาพด้วยข้อเท็จจริงอันเรียบง่ายงดงามอย่างดื้อดึงที่ว่า อะตอมทั้งหลายนั้นคงอยู่ยั่งยืน.  (And there’s one more thing. Every person who has ever lived, every person who has ever loved you, every person whose atoms have passed through you and yours through them, they are all woven into the same great fabric of matter and energy that makes up this universe. The atoms in your right hand may have once been in the body of a farmer in ancient Egypt. The oxygen you just exhaled may end up in the lungs of someone a thousand years from now. We are all connected not by sentiment but by physics by the simple stubborn beautiful fact that atoms endure.)

ดังนั้น, คราวหน้าถ้ามีใครถามคุณว่า อะไรบังเกิดขึ้นภายหลังที่คุณตาย, คุณก็สามารถบอกถึงอะไรที่ฟิสิกส์ได้บอกไว้. เทียนไขที่ดับลง. ใช่, ทุกอะตอมของเทียนไขยังคงอยู่ที่นี่. เปลวไฟดับจากไป, แต่ความร้อนที่มันได้ผลิตขึ้นมายังคงทำความอบอุ่นอยู่ในห้อง, ทำความอบอุ่นให้กับอากาศ,ค่อยๆจางหายออกไปสู่โลก, เข้าร่วมกับมหาสมุทรพลังงานอันมหาศาลที่ได้ไหลล่องผ่านไปทั่วจักรวาลมาตั้งแต่การเริ่มต้นของเวลา. ไม่มีสิ่งใดที่สูญสิ้นไป. ไม่มีเลย. การร่ายรำได้เปลี่ยนแปลงไป. ดนตรียังคงบรรเลงอยู่.  (So, the next time someone asks you what happens when you die, you can tell what physics says. The candle goes out. Yes, but every atom of the candle is still here. The flame is gone, but the heat it produced is still warming the room, warming the air, dissipating out into the world, joining the immense ocean of energy that has been flowing through this universe since the beginning of time. Nothing is lost. Nothing. The dance changes. The music plays on.)

ตอนนี้, ผมต้องการที่จะได้ยินจากคุณ. นี่คือคำถามที่มีคุณค้าให้คิกเกี่ยวกับมัน. ถ้าทุกอะตอมในร่างกายของคุณได้ถูกแทนที่ใหม่มาตลอดในทุกช่วงเวลาสองสามปีผ่านไป และคุณก็เป็นรูปแบบหนึ่งจริง, ไม่ใช่สิ่งฺหนึ่ง, แล้วอะไรกันแน่ที่สร้างทำให้เป็นคุณขึ้นมา? เจียนคำตอยที่ดีที่สุดของคุณลงมา. ผมรักที่จะได้รู้ว่าอะไรที่คุณคิดออกมาได้? (Now, I want to hear from you. Here’s a question worth thinking about. If every atom in your body gets replaced over the course of a few years and you are really a pattern, not a thing, then what exactly makes you, you? Write down your best answer. I’d love know what you come up with?)

 https://youtu.be/FXio_ECuH1s?si=8T-qNLAJPO8pnNbu

วันเสาร์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

จักรวาลเป็นเนื้อแท้สำนึกจิตเดียว - พระเจ้าของสปิโนซา

จักรวาลเป็นเนื้อแท้สำนึกจิตเดียว - พระเจ้าของสปิโนซา

The Universe is a Single Conscious Substance - Spinoza’s God

          https://youtu.be/Wlaf8C2cc1U?si=X-cDJD5sqkTAp2Si

บทนำ(Intro)

          ในปี1656, นักปรัชญาอายุ 23 ปีชื่อ บารุค สปิโนซาได้ถูกขับออกจากชุมชนยิวแห่งกรุงอัมเสตอร์ดัม. อาชญากรรมของเขาของเขารึ? คือการพูดในสิ่งที่ไม่น่าคิดออกมาได้ว่าพระเจ้าไม่ได้แยกขาดออกมาจากจักรวาล. พระเจ้าคือจักรวาล.  (In 1656, a 23-year-old philosopher named Baruk Spinoza1 was excommunicated from the Jewish community of Amsterdam. His crime? Saying something unthinkable for the time that God is not separate from the universe. God is the universe.)

          1 บารุค สปิโนซา (Baruch Spinoza, ค.ศ. 1632–1677) เป็นนักปรัชญาชาวดัตช์เชื้อสายยิวที่มีอิทธิพลสูงในศตวรรษที่ 17 เขาเป็นหนึ่งในนักเหตุผลนิยม (Rationalism) ที่สำคัญที่สุดในยุคเรืองปัญญา ผลงานชิ้นเอกของเขาคือหนังสือ Ethics (จริยศาสตร์) ซึ่งนำเสนอแนวคิดว่าพระเจ้าและธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน (Pantheism) [1, 2, 3, 4]

แนวคิดสำคัญและผลงาน:

  • พระเจ้าคือธรรมชาติ (Deus sive Natura): สปิโนซาปฏิเสธแนวคิดพระเจ้าที่สร้างโลกแบบมีรูปร่าง แต่เชื่อว่าพระเจ้าคือสสารและธรรมชาติทั้งหมดในจักรวาลนี้
  • แนวคิดเรื่องสสารเดียว (Monism): เขาเชื่อว่าทุกสิ่งในจักรวาลดำรงอยู่ภายใต้สสารเดียว (Substance) ที่เขาเรียกว่าพระเจ้าหรือธรรมชาติ

          เขาไม่ได้หมายความในเรื่องนี้เชิงอุปมาอุมัย. สปิโนซาได้เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งจากการหมุนของกาแล็กซี่ทั้งหลายมาสู่ชั่วขณะของการคิดทั้งหลายของคุณคือโหมด/รูปแบบวิธีการลักษณะเฉพาะ, คือระลอกคลื่นของเนื้อแท้ของสิ่งหนึ่งเดียวกันอันเป็นอนันต์. เนื้อแท้ที่มีคุณสมบัติสองอย่างที่เรารู้กันคือ, จิตและวัตถุ/นามกับรูป. สปิโนซาได้เรียกสิ่งนี้ว่า deosive natura - พระเจ้าหรือธรรมชาติ, พระเจ้าและธรรมชาติคือสิ่งเดียวกัน. และในการทำเช่นนั้น, เขาได้วางรากฐานอย่างเงียบๆสำหรับความคิดนั้นจะก้องสะท้อนข้ามกาลเวลา, เป็นอิทธิพลกับไอน์สไตน์, จักรวาลวิทยายุคใหม่, และกระทั่งปรัชญาตะวันออกทั้งหลายฝ่ายตะวันออกในเรื่อง อทวิภาวะ. ทุกวันนี้, เราถามว่า, จักรวาลเป็นสำนึกเอกะจิตมีชีวิตเพียงหนึ่งเดียวหรือ?  (He didn’t mean this metaphorically. Spinoza believed that everything from the rotation of galaxies to the moment of your thoughts is a mode, a ripple of one infinite substance. A substance with infinite attributes only two of which we know, mind and matter. Spinoza called it deosive natura, God or nature. And in doing so, he quietly laid the foundation for an idea that would echo across time, influencing Einstein, modern cosmology, and even Eastern philosophies of non-duality2. Today, we ask, is the universe one conscious being?)

          2 Non-duality (ภาวะไม่เป็นคู่ หรือ อทวิภาวะ) คือ ปรัชญาและทัศนะที่มองว่าสรรพสิ่งไม่ได้แยกออกจากกัน แต่เป็นเนื้อเดียวกัน ความจริงสูงสุดคือหนึ่งเดียว ไม่ใช่การแบ่งแยกเป็นขั้วตรงข้าม (Duality) เช่น สุข-ทุกข์, ตนเอง-ผู้อื่น, หรือ ร่างกาย-จิตใจ เป็นการตระหนักรู้ว่า "ความแยกแยก" เป็นเพียงภาพลวงตา และการดำรงอยู่คือการเป็นหนึ่งเดียวกับ ความตระหนักรู้ (Awareness) [1, 2, 3, 4]

คำพ้องความหมาย (Synonyms) และคำใกล้เคียง

  • อทวิภาวะ / อทวิลักษณ์ (Non-dualism)
  • ภาวะไม่เป็นคู่
  • ความเป็นหนึ่งเดียว (Oneness / Non-separation)
  • อสังขตธาตุ (ในพุทธปรัชญา)

 

และเราเป็นแค่ระลอกคลื่นบนผิวหน้าของมันหรือ? ลืมเรื่องชายชราบนท้องฟ้าได้เลย. พระเจ้าของสปิโนซาไม่ใช่บุคตคล, ไม่ใช่พระผู้สร้างภายนอกของสิ่งถูกสร้างสรรค์, แต่ดำรงอยู่ในตัวมันเอง, เป็นคัวสร้างเหตุด้วยตัวเอง, ไม่สามารถมองเห็นได้. เขาได้เสนอว่าสรรพสิ่งทั้งหมดไม่ใช่สิ่งที่มีอยู่/ตัวตนโดยแยกออกจากกัน, แต่เป็นรูปแบบทำงานเฉพาะ/อาการปรากฏทั้งหลายของสารัตถะเนื้อแท้เดียวกัน. ร่างก่านของคุณ, ดวงอาทิตย์, ใบแหลมของหญ้า. พวกเขาไม่ได้เป็นสิ่งมีชีวิตที่แยกออกจากกัน, แต่การแสดงปรากฏทั้งหลายของความจริงหนึ่งเดียวอันไร้ขอบเขต. (And are we just waves on its surface? Forget the old man in the sky. Spinoza’s God is not a person, not a creator outside creation, but existence itself, self-caused, infinite, invisible. He proposed that all things are not separate entities, but modes of a single underlying substance. Your body, the sun, a blade of grass. They’re not separate beings, but expressions of one infinite reality.)

นามและรูป/จิตกับวัตถุ (Mind and Matter)

ในกรอบควงามคิดของสปิโนซา, เนื้อแท้/สารัตถะนี้มีคุณสมบัติที่เป็นอนันต์/ไร้ขอบเขต. แต่มนุษย์ทั้งหลายสามารถแต่เพียงรับรู้/หยั่งรู้ได้แค่สองอย่าง, ความคิดและยายครองพื้นที่, หรืออะไรที่เราในตอนนี้ดเรียกว่าจิตและวัตถุ. แต่นี้คือสิ่งหักมุม/พลิกผัน. พวกเขาไม่ได้เป็นสารัตถะ/เนื้อแท้อันแตกต่างกัน. พวกเขาคือสองหนทางของการับรู้ในความจริงเดียวกัน. เหมือนเหรียญที่มีสองด้าน, ดังนั้น, ด้วยเช่นกันเป็นสิ่งมีชีวิตแสดงออกโดยตัวมันเองผ่านความคิดและรูปร่าง. และในสิ่งนี้, สปิโนซาได้คาดการณ์ความสัจจริงที่วิทยาศาสตร์ได้ใช้เวลาหลายศตวรรษที่จะไล่ตามได้ทัน.  (In Spinoza’s framework, this substance has infinite attributes. But humans can only perceive two, thought and extension, or what we’d now call mind and matter. But here’s the twist. They’re not different substances. They’re two ways of perceiving the same reality. Just like a coin has two sides, so, too does being express itself through thought and form. And in this, Spinoza anticipated a truth that would take centuries for science to catch up with.)

จิตสำนึกและสสาร/วัตถุนั่น ไม่ได้เป็นสิ่งตรงข้ามกันแต่เป็นรูปลักษณ์ทั้งหลายของเอกภาวะที่ลึกยิ่งกว่า. เราส่วนใหญ่มีชีวิตอยู่ข้างในแบบจำลองสองสภาวะนี้ ที่ซึ่งจิตและรูป/วัตถุได้แยกจากกัน ที่ซึ่งชีวอัตตาดูเหมือนแยกออกจากร่างกาย เหมือนดั่งพระเจ้าแยกออกจากผู้ถูกสร้างสรรค์. ทัศนคตินี้ได้ดำเนินมาฝังลึกในความคิดฝ่ายตะวันตก. แต่สปิโนซาทำลายมายาภาพผิดๆนั้นจนแตกกระจาย. เขาคือนักเอกนิยมบางคนผู้ที่ได้เชิ่อว่าหนึ่งสิ่งเพียงเท่านั้น.   (That consciousness and matter are not opposites but aspects of a deeper unity. Most of us live inside a dualistic model where mind and matter are separate where the soul is distinct from the body where God is apart from creation. This view runs deep in western thought. But Spinoza shattered that illusion. He a monist3 someone who believed that there is only one thing, one being, one substance and everything else is simply a modification of it.)

3 Monist (คำนาม) แปลว่า ผู้เชื่อในลัทธิเอกนิยม หรือ ลัทธิความจริงแท้เพียงหนึ่งเดียว (Monism) ซึ่งเชื่อว่าความจริงพื้นฐานของจักรวาล โลก หรือมนุษย์ เกิดจากสิ่งเดียว หรือปัจจัยเดียวเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นสสาร (materialism) หรือจิต (idealism) แทนที่จะแบ่งแยกเป็นสองสิ่งที่แยกจากกัน [1, 2, 3, 4, 5]

ความหมายเพิ่มเติมและบริบท:

  • ทางปรัชญา: หมายถึง ผู้ที่เชื่อว่าทุกสรรพสิ่งมีรากฐานมาจากสิ่งเดียว
  • ทางกฎหมาย: อ้างอิง ชี้ว่า ในบริบทกฎหมายระหว่างประเทศ ระบบมอนิสต์ (Monism) เชื่อว่ากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายภายในประเทศเป็นระบบเดียวกัน [1, 2, 3]

คำที่เกี่ยวข้อง:

  • Monism (n.): ลัทธิเอกนิยม, ความเชื่อเรื่องเอกภาพ

นี้เป็นการดัดแปลงขยายความของมัน. นี้ไม่ได้เหมือนกับอทวิภาวะ ของ อฑไวตะ เวทันตะ หรือชัดเจนอย่างสำนักมาหยานของศาสนาพุทธ ที่ซึ่งอัตตาและเอกภพ, ผู้สังเกตและผู้ถูกสังเกตเป็นหนึ่งเดียวกันโดยมูลฐาน. ญาณทัศน์ของสปิโนซาตัดทะลุมาภาภาพของความแยกกันนั้น. คุณไม่ได้เป็นผีในเครื่องจักร. คุณไม่ได้เฝ้าดูโลกด้วยตนเองอยู่. คุณคือการแสดงปรากฏพิเศษจำดเพาะของสิ่งหนึ่ง ที่มีอยู่, พระเจ้า, ธรรมชาติ, เนื้อแท้/สารัตถะอันไร้ขอบเขต. ทุกสิ่งอื่นคือความเข้าใจผิดกำเนิดจากภาษา, ทัศนภาพ, และขอบเขตจำกัดทั้งหลายชองจิตมนุษย์. ถ้าทุกสิ่งเป็นส่วนหนึ่งของเนื้อแท้/สารัตถะประกอบด้วยกันทั้งความคิดและความขยายครองพื้นที่, แล้วนั่นไม่ได้หมายความว่า ทุกสิ่งมีเรื่องของจิตใจเข้ามาเกี่ยวด้วยหรอกหรือ?  (This is a modification of it. This is not unlike the non-duality of Advaita Vedanta or certain schools of Mahayana Buddhism where the self and the cosmos, the observer and the observed are fundamentally one. Spinoza’s insight cuts through the illusion of separateness. You are not a ghost in a machine. You are not a self-watching a world. You are a particular expression of the one thing that exists. God, nature, the infinite substance. Everything else is a misunderstanding born of language, perspective, and the limitations of the human mind. If everything is part of the one substance, and if that substance includes both thought and extension, then doesn’t that mean everything has a mental aspect?)

จิตสำนึก (consciousness)

          สปิโนซาไม่ได้บอกว่า ก้อนหินทั้งหลายและแม่น้ำทั้งหลายมีความคิดเหมือนมนุษย์, แต่เขาได้เปรียบเปรยว่าทุกสิ่งต่างก็มีจิตอยู่ในระดับหนึ่งๆ. ความคิดที่ว่าจิตสำนึก เป็นคุณสมบัติที่ติดตัวมาของทุกสิ่งในปัจจุบันนี้เรียกันว่า ลัทธิปัญญจจิตนิยม และมันกำลังเป็นที่เบิกบานกระแสฟื้นฟูหลักของปรัชญาร่วมสมัย. (Spinoza didn’t say that rocks and rivers have thoughts like humans, but he did imply that everything has some degree of mind. This idea that consciousness is intrinsic to all things is now known as panpsychism4 and it’s enjoying a major renaissance in contemporary philosophy.)

          4 Panpsychism (แพนไซคิสม์) หรือลัทธิปัญจจิตนิยม คือแนวคิดทางปรัชญาที่เชื่อว่า "จิตสำนึก" (Consciousness) หรือคุณสมบัติคล้ายจิต เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่แพร่กระจายอยู่ทั่วไปในจักรวาล ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในมนุษย์หรือสัตว์ที่มีสมองซับซ้อน แต่สสารทุกชนิด ตั้งแต่อะตอมไปจนถึงอนุภาคพื้นฐาน ล้วนมีความรู้สึกหรือจิตในระดับพื้นฐาน [1, 2]

รายละเอียดที่สำคัญของ Panpsychism:

  • รากศัพท์: มาจากภาษากรีก pan (ทั้งหมด) และ psyche (จิตวิญญาณ/จิตใจ)
  • แนวคิดหลัก: สสารและจิตไม่ได้แยกจากกัน แต่เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน สสารมี "ด้านใน" (จิต) และ "ด้านนอก" (กายภาพ)
  • แก้ปัญหา "Hard Problem": นักปรัชญาใช้แนวคิดนี้อธิบายว่าจิตสำนึกเกิดขึ้นได้อย่างไรในจักรวาลที่เป็นกายภาพ โดยเสนอว่าจิตสำนึกเป็นสิ่งที่อยู่มาแต่แรก ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสมองวิวัฒนาการจนซับซ้อน

          นักคิดทั้งหลายเหมือนเช่น ฟิลิป กาฟฟ์, กาเลน สตรอว์สัน, และกระทั่งนักฟิสิกส์ ทั้งหลายต่างก็โต้แย้งว่านั่นอาจเป็นตุณสมบัติรากฐานของจักรวาล, ไม่ใช่บางอย่างที่ผุดอุบัติขึ้นในความสลับซับซ้อนระดับแน่นอนหนึ่ง ฐ แต่เป็นบางอย่างที่มักจะอยู่ที่นั้นเสมอ, เหมือนเช่นมวลหรือประจุ. ในหนทางนี้, ความคิดทั้งหลายของคุณ, อารมณ์รู้สึกทั้งหลายของคุณ, ความรู้สึกรู้ของคุณ ต่างไม่ได้ผลิตสร้างขึ้นจากความไม่มีอะไร. พวกเขาได้เพ่งสนใจอยู่ที่การแสดงปรากฏทั้งหลายของจิตสำนึกสากลทั่วไป ซึ่งได้ไหลผ่านสิ่งทั้งหลายทั้งหมดจากอิเล็คตรอนไปสู่ช้าง.  (Thinkers like Philip Goff, Galen Strawson, and even some physicists argue that might be a fundamental property of the universe, not something that emerges at a certain level of complexity, but something that’s always been there, just like mass or charge. In this view, you thoughts, your emotions, your awareness are not generated from nothing. They are focused expressions of a universal consciousness that flows through all things from electrons to elephants.)

          ตอนนี้, มาก้าวเข้าไปสู่ฟิสิกส์ยุคใหม่. ทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปแสดงให้เราเห็นว่า อวกาศ/ที่ว่างและเวลาไม่ได้เป็นที่สุด/ตายตัว. พวกมันเป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างถักทออันยืดหยุ่นเชื่อมสัมพันธ์ต่อกัน. กลศาสตร์ควอนตัมบอกเราว่าอนุภาคทั้งหลายไม่ได้ดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระในตัวเอง. คุณสมบัติทั้งหลายของพวกมัน ผุดอุบัติขึ้นมาอยู่ในความสัมพันธ์ต่อการสังเกตการณ์, พัวพัน, และเป็นบริบท. และทฤษฎีสนามควอนตัมไปกระทั่งไกลยิ่งกว่านั้น. ภายใต้อนุภาคทั้งหลายคือสนามพลัง, สนามพลังกเอกะเดี่ยวที่กระเพื่อมระลอกคลื่นด้วยพลังงานจากที่ซึ่งสสารวัตถุทั้งหมดผุดอุบัติขึ้น. นั่นฟังดูแล้วคุ้นๆมั้ย?   (Now, step into modern physics. General Relativity5 shows us that space and time are not absolute. They’re part of a flexible interconnected fabric. Quantum mechanics6 tells us that particles do not exist independently. Their properties arise in relationship to observation, entanglement, and context. And quantum field theory 7goes even further. Beneath particles is a field, a single unified field rippling with energy from which all matter arises. Doesn’t that sound familiar?)

          5  ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป (General Relativity) คือทฤษฎีแรงโน้มถ่วงที่อธิบายว่าแรงโน้มถ่วงไม่ใช่แรงดึงดูดระหว่างมวลแบบดั้งเดิม แต่เป็นผลจากการที่มวลขนาดใหญ่บิดเบี้ยว "กาลอวกาศ" (Spacetime) วัตถุที่เคลื่อนที่ผ่านกาลอวกาศที่โค้งงอนี้จึงเคลื่อนที่ไปตามแนวโค้ง ซึ่งเรามองเห็นเป็นแรงโน้มถ่วงนั่นเอง [1, 2, 3]

แนวคิดหลักและรายละเอียดเพิ่มเติม

  • กาลอวกาศที่โค้งงอ: ไอน์สไตน์เสนอว่ามวลและพลังงานทำให้อวกาศและเวลา (Spacetime) โค้งงอ
  • แรงโน้มถ่วงคือเรขาคณิต: วัตถุที่เคลื่อนที่ในบริเวณที่กาลอวกาศโค้งงอ จะเคลื่อนที่ไปตามเส้นทางที่โค้งไปตามพื้นผิวที่บิดเบี้ยวนั้น
  • การทดลองยืนยัน: ทฤษฎีนี้ทำนายเรื่องแสงหักเหผ่านดวงอาทิตย์ (เลนส์ความโน้มถ่วง) การส่ายของวงโคจรดาวพุธ และการตรวจพบคลื่นความโน้มถ่วง
  • หลุมดำ: เป็นผลลัพธ์หนึ่งจากทฤษฎีที่แสดงว่าแรงโน้มถ่วงสูงมากจนกาลอวกาศบิดเบี้ยวจนแสงไม่สามารถหนีออกมาได้ [1, 2, 3, 4]

ทฤษฎีนี้ตีพิมพ์โดย อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ในปี ค.ศ. 1915 และกลายเป็นรากฐานสำคัญของฟิสิกส์สมัยใหม่ในการอธิบายจักรวาลในระดับสเกลใหญ่ [1, 2]

          6 กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) คือทฤษฎีพื้นฐานทางฟิสิกส์ที่ใช้อธิบายพฤติกรรมของสสารและพลังงานในระดับอนุภาคที่เล็กมาก เช่น อะตอม อิเล็กตรอน และโปรตอน ซึ่งมีลักษณะพิเศษต่างจากฟิสิกส์คลาสสิก (กฎของนิวตัน) โดยอนุภาคเหล่านี้แสดงสมบัติเป็นทั้ง "อนุภาค" และ "คลื่น" พร้อมกัน [1, 2, 3]

สาระสำคัญของควอนตัม mechanics:

  • ภาวะทวิลักษณ์ของคลื่นและอนุภาค: สิ่งเล็กๆ สามารถทำตัวเป็นคลื่น (แพร่กระจาย) หรืออนุภาค (จุดที่แน่นอน) ได้
  • ความน่าจะเป็น (Probability): เราไม่สามารถระบุตำแหน่งและโมเมนตัมที่แน่นอนของอนุภาคได้พร้อมกัน (หลักความไม่แน่นอน) ได้เพียงแต่ระบุความน่าจะเป็นที่จะพบ

7 ทฤษฎีสนามควอนตัม (Quantum Field Theory - QFT) คือกรอบทฤษฎีทางฟิสิกส์ขั้นสูงที่รวม กลศาสตร์ควอนตัม (อนุภาคเล็ก) เข้ากับ ทฤษฎีสัมพัทธภาพพิเศษ (ความเร็วสูง) อธิบายว่าอนุภาคพื้นฐานไม่ใช่ก้อนสสารที่แยกอิสระ แต่เป็นการสั่นสะเทือนหรือการกระตุ้น (Excitation) ของสนาม (Field) ที่แผ่กระจายอยู่ทั่วจักรวาล [1, 2, 3]

แนวคิดหลักของทฤษฎีสนามควอนตัม

  • สนามและอนุภาค: ใน QFT พื้นฐานของเอกภพคือ "สนาม" (เช่น สนามแม่เหล็กไฟฟ้า) ส่วน "อนุภาค" (เช่น โฟตอน) คือพลังงานที่กระตุ้นขึ้นมาจากสนามนั้น
  • การสร้างและทำลาย: อนุภาคสามารถถูกสร้างขึ้นหรือทำลายลงได้ผ่านการแลกเปลี่ยนพลังงานระหว่างสนาม ซึ่งต่างจากกลศาสตร์ควอนตัมดั้งเดิมที่จำนวนอนุภาคคงที่
  • สูญญากาศที่ไม่ว่างเปล่า: สูตรศูนย์กาศในมุมมองของ QFT คือ "ซุปเดือด" ของอนุภาคและปฏิอนุภาคที่เกิดขึ้นและดับไปตลอดเวลา

 

          เนื้อแท้/สารัตถะเดี่ยวไร้ขอบเขตเป็นอนัตตาในศักยภาพแสดงปรากฏตัวมันเองในรูปแบบ/วิธีการทั้งหลาย. แม้กระทั่งไอน์สไตน์, ผู้ที่ได้เรียกสปิโนซาเป็นนักปรัชญาคนโปรดได้เขียนไว้ว่า, “ผมเชื่อในเรื่องพระเจ้าของสปิโนซา, ผู้ที่เปิดเผยตัวเขาเองในเรื่องการสอดประสานอันเป็นระเบียบของสรรพสิ่งที่ดำรงอยู่.”   (A single substance infinite in potential expressing itself in modes. Even Einstein, who called Spinoza his favorite philosopher wrote, “I believe in Spinoza’s God, who reveals himself in the orderly harmony of what exists.”)

          ในหนทางความเป็นจริงอย่างยิ่ง, ฟิสิกส์สมัยใหม่กำลังไล่ตามให้ทันสปิโนซา, ตระหนักรู้ว่าจักรวาลไม่ใช่ที่รวบเก็บของสิ่งทั้งหลาย, แต่เป็นเอก/หนึ่งเดียวของการมีอยู่และคลี่เปิดเป็นตนออกมาเป็นเช่นทุกสรรพสิ่ง. สปิโนซาไม่ได้หยุดแค่ metaphysicsอภิปรัชญานี้. เขาได้เชื่อเอกะ/หนึ่งเดียวนี้ มีลำดับผลสืบเนื่องทางจริยธรรม/คุณธรรมด้วย. ถ้าเราทั้งหมดคือการแสดงปรากฏของสิ่งดำรงเดียวกัน, แล้วก็รัก, เมตตากรุณา, ความเข้าใจ, พวกเขาทั้งหมดไม่ใช่ทางเลือกเชิงจริยธรรม.  (In a very real way, modern physics is catching up to Spinoza, recognizing that the universe is not a collection of things, but a single being unfolding as everything. Spinoza didn’t stop at metaphysics8. He believed this oneness had ethical consequences. If we are all expressions of the same being, then love, compassion, understanding, they’re not just moral options.)

          8 อภิปรัชญา (Metaphysics) คือ สาขาหลักของปรัชญาที่ศึกษาเกี่ยวกับรากฐานของความจริง (Reality) ธรรมชาติของการดำรงอยู่ (Existence) และโครงสร้างพื้นฐานของจักรวาล ซึ่งเป็นคำถามที่ลึกซึ้งเกินกว่าการตรวจสอบของวิทยาศาสตร์กายภาพทั่วไป เช่น เรื่องจิต วิญญาณ พระเจ้า เวลา และสาเหตุของสรรพสิ่ง [1, 2, 3]

ประเด็นหลักที่อภิปรัชญาศึกษา:

  • ธรรมชาติของความจริง: อะไรคือสิ่งที่มีอยู่จริงที่สุด? (ความจริงเชิงกายภาพ vs นามธรรม)
  • ภววิทยา (Ontology): ศึกษาเกี่ยวกับ "ความมีอยู่" (Being) แบ่งหมวดหมู่ของสรรพสิ่ง
  • จิตกับวัตถุ: ความสัมพันธ์ระหว่างจิตวิญญาณและร่างกาย
  • เสรีภาพ: มนุษย์มีเจตจำนงเสรี (Free Will) จริงหรือไม่?
  • เวลาและอวกาศ: ธรรมชาติของเวลาที่ไหลไปและการมีอยู่ของพื้นที่ [1, 2, 3, 4, 5]

อภิปรัชญาไม่ได้เน้นการทดลองในห้องปฏิบัติการ แต่ใช้การใช้เหตุผลเชิงตรรกะและการวิเคราะห์เชิงปรัชญาเพื่อหาคำตอบของปัญหาที่อยู่ "เหนือ" (Meta) กายภาพ (Physics) ตามที่อริสโตเติลเคยกล่าวไว้

พวกเขาเป็นตรรกะธรรมชาติของความเป็นเอกะ/รวมเป็นหนึ่ง. ความโกรธ, ความกัน, วิจารณญาณ, พวกนั้นผุดอุบัติขึ้นมาจากอวิชชา, จากมายาภาพที่เราแยกแบ่งกัน. สปิโนซาได้เขียนไว้ว่าสูงสุดของความรู้คือความรักอันรู้แจ้งแห่งพระเจ้า. ไม่ใช่จากความสรรเสริญสักการะของบุคคล, แต่คือความรับรู้/หยั่งรู้แห่งเอกภาวะของเรากับสรรพสิ่งอันดำรงอยู่ทั้งหมด. เมื่อคุณมองเห็นสิ่งนี้แอย่างกระจ่างแจ้ง. สปิโนซาพูดไว้ว่า, “อิสรภาพผุดอุบัติขึ้น. ไม่ใช่อิสรภาพจากความไม่เป็นเหตุเป็นผล, แต่อิสรภาพผ่านความเข้าใจ. คุณเริ่มต้นที่จะมองเห็นอารมณ์รู้สึกทั้งหลายของตน, แรงกระตุ้น/ผลักดันทั้งหลายของคุณ, ความคิดทั้งหลายของคุณ เป็นดุจส่วนทั้งหลายของทั้งปวงที่ใหญ่โตกว่า. คุณหยุดต่อต่านดื้อดึงกับอะไรที่เป็น. คุณจัดเรียวแนวเข้าแถวไปกับการไหลของธรรมชาติ. และในการทำเช่นนั้น, คุณก็กลายเป็นอิสระ. ไม่เพราะคุณอยู่ในการบังคับควบคุม, แต่เพราะคุณได้มองเห็นผ่านทะลุมายาภาแห่งการควบคุมบังคับ.”    (They’re the natural logic of unity. Hatred, fear, judgment, they arise from ignorance, from the illusion that we are separate. Spinoza wrote that the highest from knowledge is the intellectual love of God. Not a worship of a person, but a deep clear perception of our unity with all existence. When you see this clearly, Spinoza said, “Freedom arises. Not freedom from causality, but freedom through understanding. You begin to see your emotions, your impulses, your thoughts as part of a larger whole. You stop resisting what is. You align with the flow of nature. And doing so, you become free. Not because you are in control, but because you have seen through the illusion of control.”)

จารีตประเพณีทางจิตวิญญาณ (Spiritual Tradition)

          ถึงแม้ว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ในยุโรปศตวรรษที่ 17, ปรัชญาของสปิโนซาก้องสะท้อนอย่างลึกๆกับจารีตตะวันออกทั้งหลายด้านจิตวิญญาณ. ในลบัทธิอฑไวตะ เวฑันตะ, พรหมันคือความจริงอนันต์ไร้ขอบเขตที่ไร้เปลี่ยนแปลงที่อยู่เบื้องหลังการสำแดงปรากฏทั้งปวง. ในนิกายมหายานของศาสนาพุทธ, สุญญตา, ความว่าง ไม่ใช่ความเชื่อสุญนิยมที่ว่าความว่างจากการไม่มีตัวตน, แต่ตะหนักรู้ว่าทุกสรรพสิ่งต่างมีความสัมพันธ์เชื่อมต่อกันทั้งหมด, ว่างจากการมีตัวตนที่แยกขาดจากกัน แต่เป็นการเชื่อมต่อถึงกันของการมีอยู่. สปิโนซาไม่ได้เข้าถึงคำสอนทั้งหลายเหล่านี้ กระนั้นวิสัยทัศน์ของเขาก็เป็นกระจกสะท้อนถึงพวกนั้น. ทำไมรึ?  (Though he lived in 17th century Europe, Spinoza’s philosophy resonates deeply with Eastern spiritual traditions. In Advaita Vedanta, Brahman is the infinite unchanging reality behind all appearances. In Mahayana Buddhism, Sunyata9, emptiness is not nihilism, but the recognition that all things are interconnected, empty of separate selfhood and full of interbeing. Spinoza didn’t have access to these teachings yet his vision mirrors them. Why?)

          9 สุญญตา (Shunyata/Sunyata) หรือ ศูนยตา แปลว่า "ความว่าง" หรือ "ความเป็นสภาพสูญ" เป็นหลักธรรมขั้นสูงในพระพุทธศาสนา โดยมีสาระสำคัญสรุปได้ดังนี้ครับ: [1, 2]

  • ความหมายหลัก: ไม่ได้หมายถึงความว่างเปล่าไม่มีอะไรเลย (Nothingness) แต่หมายถึง ความว่างจากตัวตน (Voidness), ว่างจากความเป็นสัตว์ บุคคล เรา เขา หรือการยึดติดว่าสิ่งต่างๆ เป็นแก่นสารที่เที่ยงแท้
  • บริบทของอนัตตา: สุญญตาคือการอธิบาย "อนัตตา" (ความไม่ใช่ตัวตน) ในมุมที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น คือการมองเห็นว่าขันธ์ 5 หรือสิ่งทั้งปวงเกิดจากเหตุปัจจัยปรุงแต่ง ไม่สามารถถือเอาเป็นตัวตนที่แท้จริงได้
  • สุญญตา 4 (พจนานุกรมพุทธศาสน์):

1.       ว่างจากความเป็นสัตว์บุคคล: มองเห็นขันธ์ 5 ว่าไม่ใช่ตัวเรา

2.       ว่างจากกิเลส: สภาวะที่จิตปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ

3.       ว่างจากสังขาร/นิพพาน: สภาวะที่ดับกิเลสและสังขารทั้งปวง

4.       มรรคจิต: การรับรู้นิพพาน

  • ความสำคัญในมหายาน: เป็นหัวใจสำคัญของพุทธศาสนามหายาน โดยเฉพาะแนวคิดของนาคารชุน ที่เน้นว่ารูปคือความว่าง ความว่างคือรูป (สิ่งทั้งปวงว่างจากตัวตน)

เพราะว่าบางทีความสัจจริงเมื่อมองอย่างลึกๆแล้วได้เปิดเผยตนเองผ่านเลนส์ที่แตกต่างกันไปแต่ด้วยแสงสว่างเดียวกัน. เหมือนเช่นเดียวกับลัทธิเต๋า, พระเจ้าของสปิโนซาไม่ยื่นมือเข้ามาแทรกแซง, ไม่ได้ตัดสิน, ไม่ได้บัญชาการ. มันเรียบง่ายแค่เป็นอนัตตา/ไร้ที่สิ้นสุด, ซึ่งใกล้จะเกิดขึ้น, ไม่สามารถแบ่งแยกได้. ไม่ใช่อยู่ที่ข้างบนนั่น, แต่ที่นี่ในลมหายใจนี้, ในดวงดาวนั่น, ในความเงียบระหว่างความคิดทั้งหลายของคุณนั้น. ดังนั้น, อะไรที่คุณอยู่ในทั้งหมดนี้? เรื่องบังเอิญรึ? รูปกายชั่วคราว, ชีวอัตตาบนการเดินทางหนึ่ง. (Because perhaps truth when deeply seen reveals itself through different lenses but with the same light. Just like the Tao, Spinoza’s God does not intervene, does not judge, does not command. It simply is infinite, imminent, indivisible. Not up there, not out there, but here in this breath, in that star, in the silence between your thoughts. So, what you in all of this? A fluke, a fleeting form, a soul on a journey.)

สำหรับสปิโนซา, คุณคือความคิดหนึ่งในจิตอนัตตา/ไร้ขอบเขตของพระเจ้า. ไม่ใช่แยกจากกัน, ไม่ใช่โดยอัตโนมัติ, แต่คือส่วนของการเผยออกอันไม่มีสิ้นสุดของการมีอยู่. ความรื่นรมย์ปีติสุขและความเศร้าโสกของคุณ, การดิ้นรนต่อสู้ชองคุณและญาณทัศน์ทั้งหลายภายในของคุณเป็นทั้งหมดของระลอกคลื่นในทะเลแห่งเนื้อแท้สารัตถะหนึ่งเดียว. สิ่งนี้ไม่ได้ลดทอนด้อยค่าของคุณลงไป. มันเป็นการทำให้มันสูงส่งยิ่งขึ้น. เพราะว่าถ้าทุกสรรพสิ่งคือพระเจ้า, ดังนั้นไม่มีอะไรเลยที่เป็นการลบหลู่หมิ่นแคลนศาสนานั้นๆ. ทุกสิ่งเป็นที่ศักดิ์สิทธิ์. ทุกขณะ, ทุกความคิด, ทุกใบไม้ที่ร่วงคือการสำแดงปรากฏของจักรวาลในตัวมันเอง.   (For Spinoza, you are a thought in the infinite mind of God. Not separate, not autonomous, but part of the eternal unfolding of being. Your joys and your sorrows, your struggles and your insights are all ripples in the sea of the one substance. This doesn’t diminish your value. It dignifies it. Because if everything is God, then nothing is profane. Everything is sacred. Every moment, every thought, every falling leaf is the universe expressing itself.)

และที่ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อคุณได้เข้าใจเรื่องนี้, สปิโนซาได้เชื่อว่า, ยิ่งคุณจัดเรียงแนวเข้ากับความเป็นจริงมากขึ้น, คุณก็จะยิ่งตื่นรู้ยิ่งขึ้น, ไม่ใช่ชีวิตที่หลบหนี, แต่ด้วยการเห็นอย่างกระจ่างแจ้งนั้นในอะไรที่คุณเป็น, การสำแดงปรากฏเป็นเอกะ/หนึ่งเดียวของอนัตตา/ความไร้ขอบเขตไม่มีสิ้นสุด. สปิโนซาเสียชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มฐ ตามลำพัง, และถูกเข้าใจผิดๆ. แต่วิสัยทัศน์ของเขามีชีวิตคงอยู่ต่อมา, ไม่ใช่แค่ในเชิงปรัชญา, แต่เป็นวิทยาศาสตร์, ในความลึกซึ้ง, ในสัญฌารชน/สัมผัสรู้เงียบๆทั้งหลายของเหล่าผู้ที่มองขึ้นไปที่ท้องฟ้าและรู้สึกถึงตัวตนที่มีอยู่อันไม่แยกออกมาจากพวกเขา, แต่อยู่ภายในพวกเขา. (And the more you understand this, Spinoza believed, the more you align with reality, the more you awaken, not by escaping life, but by seeing clearly what you are, a unique expression of the infinite. Spinoza died young, alone, and misunderstood. But his vision lives on, not just in philosophy, but in science, in mysticism, in the quiet intuitions of those who look at the sky and feel a presence not apart from them, but within them.)

ในเวลาของความแบ่งแยก, ความแปลกแยก, และความแตกแยก, ปรัชญาของเขาเตือนจำเรา, ว่าคุณไม่เคยได้แยกแบ่งขาดออกมา. จักรวาลนั้นไม่ได้รายล้อมอยู่รอบตัวคุณ. มันประกอบไว้ด้วยคุณด้วย. คุณไม่ได้อยู่ข้างในมัน. คุณพูดอย่างสรุปสั้นว่าคือมัน, อันงดงาม, อันเป็นนิรันดร์. (In a time of division, alienation, and fragmentation, his philosophy reminds us, you were never separate. The universe does not surround you. It includes you. You are not in it. You are it briefly, beautifully, eternally.)

ถ้าเรื่องนี้ได้กวนบางอย่างในใจของคุณ, โปรดแบ่งปันความคิดของคุณในช่อง”ตวามคิดเห็น”ข้างล่างนี้. ว่าคุณได้เคยรู้สึกถึงความสัจจริงในวิสัยทัศน์นี้ของสปิโนซาที่ว่ามีเพียงเอกะ/หนึ่งเดียวและทุกสรรพสิ่งคือมัน. และถ้าคุณต้องการที่จะสำรวจค้นหาอยู่ต่อไปในพรมแดนอันเรืองรองนี้แห่งวิทยาศาสตร์, จิตสำนึก, และความลี้ลับอันยิ่งใหญ่ของการมีอยู่, กดsubscribe เพราะว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีอยู่เพียงช่องรายการนี้ที่เดียว. มันเป็นโหมดหนึ่งของเนื้อแท้หนึ่งเดียวของความไร้ที่สิ้นสุดที่จดจำได้ถึงตนเอง.   (If this stirred something in you, share your thoughts in the comments. Have you ever felt the truth of Spinoza’s vision that there is only one thing and everything is it. And if you want to keep exploring these luminous frontiers of science, consciousness, and the great mystery of being, subscribe because this isn’t just a channel. It’s a mode of that one infinite substance remembering itself.)

      https://youtu.be/Wlaf8C2cc1U?si=X-cDJD5sqkTAp2Si