หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – ทุนนิยมโลกานุวัฒน์กับริชาร์ด วูลฟ์ฟ: สงครามโลกครั้งที่สามของทุนนิยม (1)

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – ทุนนิยมโลกานุวัฒน์กับริชาร์ด วูลฟ์ฟ: สงครามโลกครั้งที่สามของทุนนิยม (1)

Global Capitalism with Richard D. Wolff: Capitalism’s Third World War

          https://youtu.be/n94eV5fSsfE?si=LMG-5lGkQk5VaBdF

          ยินดีต้อนรับเพื่อนทั้งหลายสู่อีกบทหนึ่งของรายการ   ทุนนิยมโลกานุวัฒน์”, การนำเสนอที่เราสแดงให้ทุกๆเดือน, ปกติในวันพุธที่สองของทุกเดือน, นอกเสียจากว่ามีบางอย่างมาขัดแทรกดังเช่นไข้หวัดทำเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา, เอ่อ, ที่จะเลื่อนรายการออกไป. แต่เราจะปกติมีเป็นประจำในทุกๆเดือน, วันพุธ, วันพุทธที่สองของตารางเวลาแต่ละเดือน. (Welcome friends to another edition of Global Capitalism, a presentation we offer every other month, usually on the second Wednesday, unless something interferes as the flu did this last week, uh, to postpone it. But we will normally be on the regular every other month, Wednesday, second Wednesday of the month schedule.)

          ผมอยากจะเริ่มต้นก่อนที่การแถลงประกาศทั้งหลาย หรือสิ่งใดอื่น ด้วยการแบ่งปันชั่วขณะประวัติศาสตร์ของอเมริกัน และความหมายของมันบางทีอาจในประวัติศาสตร์โลกที่ได้คลี่ออกให้เห็นอย่างชัดเจนในขณะที่ผมพูด. และหนทางทีผมกำลังจะทำเรื่องนี้คือที่จะอ่านแก่คุณจากการแถลงข่าวเมื่อในวันที่ 16 ของเดือนมกราคม, 2026, และถูกปล่อยโดย Minneapolis Minnesota Federation เอ่อ สหพันธ์แรงงาน, สหพันธ์แรงงานภูมิภาค, AFL CIO. (I want to begin before all announcements or anything else by sharing with you a historic moment in American history and its implications probably in world history that is unfolding literally as I speak. And the way I’m going to do this is to read to you from a press release dated on the uh 16th of January, 2026, and released by the Minneapolis Minnesota Federation uh labor federation, regional labor federation, AFL CIO.)

          มินิ, ผมกำลังจะอ่านให้คุณในตอนนี้ คำกล่าวนำของแถลงข่าว.  (Mini, I’m going to read to you now the lead of the press release.)

          คณะผู้แทนสหภาพแรงงานมินนีอาโพลิสและองค์กรแรงงานท้องถิ่น ขอรับรอง ที่ 23 มกราคม วันแห่งความสัจจริงและเสรีภาพนี่คือการเรียกร้องให้มีการผละงานประท้วงทั่วพื้นที่มินนีอาโพลิส ภายใต้สโลแกนและธงปะหกาศว่า “หยุดงาน. หยุดโรงเรียน. หรือการซื้อของ.  (“Minneapolis labor union delegation and local labor bodies endorse the January 23rd day of truth and freedom.” It is a call for a general strike in the Minneapolis area under the slogan and the banner. “NO WORK. NO SCHOOL. OR SHOPPING.”)

       นี้คือปฏิกิริยาของ นายกเทศมนตรีที่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนส่วนใหญ่อย่างท่วมท้น ผู้ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาแล้ว และตอนนี้กำลังเพิ่มระดับกิจกรรมของพวกเขาให้สูงขึ้น กับเรื่องการหยุดงานครั้งใหญ่นั่นเพื่อจะแสดงให้เห็นว่าอะไรที่ชุมชนนี้ได้รู้สึกและต้องการของตนเอง. และเพื่อเป็นการประท้วงต่อการใช้กำลังทหารของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการที่จะพยายามบีบบังคับผู้คนของตน, พลเมืองแห่งมินนิอาโปลีส มหานครใหญ่ในหัวใจของสหรัฐอเมริกา. นโยบายที่ผู้คนทั้งหลายปฏิเสธ.  (This is the reaction of the mayor of the overwhelming majority of the citizens who have already been active and are now raising the level of their activity to that of a general strike to show what this community feels and wants for itself. And to protest against President Trump’s use of the military to try to enforce on his own people the citizens of Minneapolis a major metropolis in the heart of the United States. A policy which the people reject.)

          นั่นถูกต้องแล้ว. มันเป็นผู้คนกับผู้นำที่ได้จัดหาไม่ใช่แต่เพียงการเคลื่อนไหวแรงงาน แต่ สิ่งสำคัญที่เข้ามามีส่วนร่วมในการเป็นผู้นำนั้น คือ ขบวนการแรงงานต้องร่วมมือกับกลุ่มอื่นๆที่จะประท้วงทุกอย่างที่ได้แสดงออกมาในการกระทำของ ICEสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองและศุลกากรสหรัฐ. การใช้ผู้อพยพเป็นแพะรับบาป,  การเบี่ยงเบนทรัพยากรทั้งหลายจากการแก้ไขปัญหาของประชาชน ไปสู่การบงการชีวิตชาวอเมริกัน ว่าอะไรที่พวกเขาสามารถและไม่สามารถพูด หรือกระทำ ต่อสาธารณะ.   (That’s right. It’s the people with leadership provided not only by the labor movement but crucially participating in that leadership is the labor movement joining with others to protest everything represented by ICE1. The scapegoating of immigrants, the deflection of resources from solving people’s problems to dictating to Americans what they can and cannot say or doing public.)

          1 https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_Immigration_and_Customs_Enforcement

          นี่คือการยกระดับความรุนแรงครั้งประวัติศาสตร์ของสิ่งที่พวกเราควรจะเริ่มเรียกมันด้วยชื่อที่แท้จริงได้แล้ว, การดิ้นรนยต่อสู้ทางชนชั้น. เอาละ, ให้ผมหันดงันั้นกลับไปที่การดำเนินงานปกติสำหรับช่วงเวลานี้. การนำเสนอทั้งหลายเหล่านี้ได้กลายเป็นความคิดเห็นทั้งหลายไป. คุณได้ถามหาในเรื่องนั้นและผมกำลังพยายามที่จะตอบสนองต่อคำร้องขอของพวกคุณ. ความคิดเห็นทั้งหลายบนการก่อตัวของอีกหนึ่งกระบวนการทางประวัติศาสตร์, กระบวนการทางประวัติศาสตร์จริงๆ ที่แผนการการประท้วงหยุดงายครั้งใหญ่สำหรับ มินนิอาโปลีส เป็นชั่วขณะที่สำคัญ.  (This is a historic escalation of something we should begin now to call by its rightful name, class struggle. All right, let me turn then to the regular business for this session. These presentations have become commentaries. You’ve asked for that and I’m trying to accommodate your request. Commentaries on the unfolding of another historic process, indeed a historic process in which that general strike plan for Minneapolis is an important moment.)

          กระบวนการครั้งใหญ่นี้คือ การล่มสลายของ จักรวรรดิอเมริกัน และเป็นการเติบโตของวิกฤตการณ์ ถ้าลัทธิทุนนิยมอเมริกันที่คืออะไรซึ่งทอดวางอยู่เบื้องหลังซึ่งจักรวรรดินั่นได้ขับเคลื่อนมัน และในตอนนี้กำลังเจ็บปวดกับการล่มสลายของมัน.  (The general process is the decline of the American Empire and the growing crisis if the American capitalism which is what lay behind that empire drove it and is now suffering its decline.)

          การแสดงเสนอทั้งหลายเหล่านี้อีกครั้งได้ถูกนำมาสู่พวกคุณโดย ประชาธิปไตยกำลังทำงาน และมในความร่วมมือหุ้นส่วนกันกับเวทีฝ่ายซ้าย. ทั้งองค์กรทั้งหลายที่ทำงานร่วมกันในการที่จะผลิตสร้าง, ที่จะออกแบบ, ที่จะนำเสนอ, และที่จะกระจายจ่ายแจกวิดีโอทั้งหลายเหล่านี้. กรุณาใช้พวกมันให้เป็นประโยชน์. แบ่งปันพวกมันให้กับเพื่อนทั้งหลายของคุณ, เพื่อนร่วมงานของคุณ, ญาติทั้งหลายของพวกคุณ, สมาชิกชุมชนของคุณ. นั่นคือทำไมที่เราทำพวกมัน. นั่นคือทำไมที่พวกมันถูกทำให้พวกคุณสามารถใช้ในรูปแบบทั้งหลายได้. มาเป็นเพื่อนช่วยงานกัน. ใช้งานพวกมัน.  (These presentations again are brought to you by ‘Democracy at Work’ and in cooperation with the left forum. Both organizations work together to produce, to design, to present, and to distribute these videos. Please make use of them. Share them with your friends, your co-workers, your relatives, your community members. That’s why we make them. That’s why they are made available to you in this usable form. Be a partner. Use them.)

          โอเค, ประกาศสุดท้ายก่อนที่เราจะกระโดดเข้าไปสู่หัวข้อเรื่องที่น่าสยดสยองซึ่งเราเลือกมาไม่ใช่ด้วยอารมณ์, แต่ที่จะบอกกับพวกคุณที่ซึ่งเราคิดว่าสิ่งทั้งหลายกำลังจะไป. เราเรียกเรื่อวงนี้ว่า “สงครามโลกครั้งสาม ของ ทุนนิยม.” และผมมีบางอย่างที่จะพูดถึงในชั่วขณะนั้น. ผมต้องการจะแจ้งเตือนคุณ, อย่างไรก็ตาม, ต่อข้อจริงที่ว่า ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา พวกเราถูกกระหน่ำโจมตีด้วยวิดีโอปลอมที่แพร่ระบาดอย่างหนัก.  (Okay, last announcement before we jump into the horrible topic title that we choose not to be sensational, but to tell you where we think things are going. We call this ‘Capitalism’s Third World War.’ And I’ll have something to say about that in a moment. I want to alert you, however, to the fact that we are have been besieged in the last 6 months with the explosion of fake videos.)

          วิดีโอทั้งหลายใช้ความเหมือนใบหน้าของผมหรือเสียงของผม หรือวิธีที่ผมนำเสนอเนื้อหาของเรื่อง, ไม่ได้ผลิตทำขึ้นโดยเรา, ไม่ได้รนับอนุญาตในสิทธิ์อำนาจของเรา. พวกเขาใช้ AI – ปัญญาประดิษฐ์. พวกเขาได้กำลังกลายเป็นยิ่งสร้างสรรค์ทำกันมากยิ่งขึ้น.   เราได้ระบุแยกแยะออกมาได้ถึง 12 ภาษาที่ใช้ที่สิ่งนี้ได้กำลังทำกันอยู่ ที่เรื่องนี้กำลังได้ทำกันด้วยหลายล้านวิดีโอหมุนเวียนไปทั่วโลก. บางอันของพวกเขาก็สุดจะหรรูเลิศมาก. คุณเห็นส่วนบนใบหน้าของ, แต่ส่วนล่างที่ต่ำมาไม่ใช่ปากของผม. และอะไรที่กำลังออกมาก็ไม่ใช่คำพูดขทั้งหลายของผม หรือสิ่งใดที่ผมได้อนุญาตให้ทำเช่นนั้น. คำแนะนำเดียวเท่านั้นที่ผมมีคือ ทำให้แน่ใจว่าคุณมองเห็นโลกโก้ ตราสัญลักษณ์ของเรา, Democracy at work. (Videos that use likeness of my face or my voice or my way of presenting material, but are not made by us, are not authorized by us. They use artificial intelligence. They are becoming more and more creative. We have identified at least 12 languages in which this is being done with millions of these videos circulating globally. Some of them are very sophisticated. You see upper part of my face, but the lower part is not my mouth. And what’s coming out is not my words or anything I’ve authorized. The only suggestion I have is make sure you see our logo, Democracy at work.)

          ถ้าคุณมองเห็นบางคนในชื่ออื่น, เราขอบอกว่าเราให้เนื้อออกมาภายใต้ Democracy at work. เรามีข่อง YouTubeของเรา, Democracy at Work. โปรแกรม Substack ของเรา, ที่ผมขอรบเร้าคุณให้ทำความคุ้นเคยใช้มันภายใต้ Democracy at Work. ถ้าสคุณให้ความใส่ใจอย่างใกล้ชิด, คุณจะเป็นที่สามารถที่จะเห็นพวกเขา. จริงๆแล้ว, หลายคนของพวกคุณก็มี, และผมชื่นชมมันเ พราะว่าพวกคุณได้ส่ง อี-เมล์มาหาเราและแจ้งให้เราได้รู้ และส่งสำเนาทั้งหลายของอะไรที่คุณได้สงสัยว่าเป็นวิดีโอปลอมทั้งหลาย. เราได้รายงานพวกเขาไปทั้งหมด. เรามีนักกฎหมายทั้งหลายกำลังทำงานกับเรื่องนี้. เรามีลำดับขั้นตอนการทำงานทั้งหลาย เรากำลังติดตามและเราติดต่อกับ Google เกี่ยวกับมันทั้งหมด. แต่มันเป็นอะไรบางอย่างเราจำเป็นต้องการความช่วยเหลือจากพวกคุณที่จะมีบางอย่างแบบว่าความหวังในการที่จะนำมันเข้ามาสู่ภายใต้การควบคุม. ผู้คนอื่นอีกมากและมากที่ทำงานขยันในอินเตอร์เน็ตเหมือนเช่นผมกับอีกหลายมุมมอง ที่กำลังเจ็บปวดกับบางปัญหา. เราเองก็ไม่ได้เป็นที่เอกอุหรือเชี่ยวชาญอะไรพิเศษนักจะว่าไปแล้ว. ดังนั้น,คุณจะได้รับข่าวสารนี้จากผม, แต่คุณกำลังได้มันจากผู้อื่นๆที่โปรแกรมทั้งหลายของเขาคุณได้มาเพื่อต้องการจะชม.  (If you see somebody else’s name, we only put out material under Democracy at Work. We have our YouTube channel, Democracy at Work. We have our Substack program, which I urge you to make use of under Democracy at Work. If you pay close attention, you’ll be able to see them. Indeed, many of you have, and I appreciate it because you’ve been e-mailing us and letting us know and sending us copies of what you suspected were fake videos. We report them all. We have lawyers working on this. We have procedures we’re following and we are in contact with Google about it all. But it is something we need help from you to have some kind of hope of bringing it under control. Many, many other people active in the internet like me with varying points of view are suffering the same problem. We are not unique or special in anyway. So, you will get this message from me, but you’ll getting it from others whose programs you have come to want to see.)

          เอาละ สงครามโลกครั้งที่สาม ของทุนนิยม.   (All right. Capitalism’s Third World War.)

          ทำไมผมพูดเช่นนั้น? เอาละ, เพราะว่าศตวรรษที่ 20, อันหนึ่งที่อยู่ข้างหลังเราตรงนี้, เป็นที่ไม่มีความสุขอย่างน่าจดจำจากสอง, สองสงครามโลกที่มีขึ้นในหนึ่งศตวรรษเดียว. หนึ่งนั้นในตอนเริ่มต้นของศตวรรษและหนึ่งในตอนกลางศตวรรษ, สงครามโลก ครั้งที่ 1 และ 2. และมีความสามารถเป็นที่จดจำได้ เพราะว่าพวกมันเป็นการปะทะกันครั้งใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับผู้คนเกือบทั่วทั้งโลก เน้นหนักที่อยู่ในยุโรปแน่นอนเลย, แต่ก็ประกอบไปด้วยอีกมากและมากยิ่งในส่วนที่เหลือของโลก เพราะว่าพวกเขาเป็นทั้งหมดของประเด็นที่เกี่ยวพันกันถึงลัทธิล่าอาณานิคม.  (Why do I say that? Well, because the 20th century, the one right behind us, was unhappily notable for two, two world wars in one century. One at beginning and one in the middle, Worls War One and Two. And there were remarkable because they were incredible clashes that involved almost all the people in the world focused in on Europe for sure, but including more and more of the rest of the world because they were all about among other basic issues colonialism2.)

          2 colonialism (ลัทธิอาณานิคม) คือนโยบายหรือการกระทำที่รัฐหรือมหาอำนาจต่างชาติเข้ายึดครองพื้นที่ ควบคุมทางการเมือง และแสวงหาประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากดินแดนอื่น รวมไปถึงการเข้าไปตั้งถิ่นฐานและบังคับใช้วัฒนธรรมของตนเองกับประชากรท้องถิ่น โดยมักสร้างความสัมพันธ์ที่ไม่เท่าเทียมกันระหว่างผู้ปกครองและผู้ถูกปกครอง 

รายละเอียดสำคัญของ Colonialism:

  • ความหมาย: การล่าอาณานิคมหรือการล่าเมืองขึ้น คือการสถาปนาอำนาจเหนือพื้นที่ห่างไกล เพื่อขยายอิทธิพลและใช้ทรัพยากร
  • รูปแบบ: เจ้าอาณานิคมจะรุกรานและสถาปนาการปกครอง บังคับใช้ภาษา ศาสนา และบรรทัดฐานทางวัฒนธรรมของตนเองแทนที่วัฒนธรรมพื้นเมือง
  • เป้าหมาย: มักทำเพื่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เช่น แหล่งวัตถุดิบ การค้า และเป็นตลาดระบายสินค้า
  • ช่วงเวลา: ยุคการล่าอาณานิคมของยุโรปที่โดดเด่นเกิดขึ้นระหว่างคริสต์ศตวรรษที่ 16 ถึงกลางศตวรรษที่ 20 โดยมีมหาอำนาจเช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สเปน และโปรตุเกส ยึดครองดินแดนในเอเชีย แอฟริกา และอเมริกา
  • ผลกระทบ: ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสังคม เศรษฐกิจ และการแบ่งแยกทางเชื้อชาติ รวมทั้งเกิดชุมชนลูกผสม 

Colonialism มักถูกแยกออกจาก Imperialism (จักรวรรดินิยม) โดยลัทธิอาณานิคมเน้นการตั้งถิ่นฐานและควบคุมโดยตรง ในขณะที่จักรวรรดินิยมเน้นการแผ่อำนาจครอบงำแนวคิดหรือนโยบายจากเมืองหลวง 

          พวกเขาต่อสู้แย่งชิงอำนาจกันเพื่อแบ่งส่วนแบ่งของโลก. สงครามโลก ครั้งที่ 1, การแบ่งแยกที่ว่าได้มีทีท่าเป็นเช่นนี้. จักรวรรดิใหญ่โตล้นหลามที่ได้ครอบงำอยู่เหนืออื่นๆทั้งหมดก็คือ จักรวรรดิอังกฤษ. ในศตวรรษที่ 18 และ 19, อย่างง่ายๆได้มีอำนาจโดดเด่นเป็นผู้นำของโลก. ไม่ว่าจะได้บุกเข้ายึดครองประเทศทั้งหลายไปทั่วโลกจากไม่ว่าใครก็ตามที่ถือครองอยู่ที่นั้นมาก่อน หรือได้แข่งขันเอาชนะกับผู้ล่าอาณานิยมอื่น เช่น ฝรั่งเศส, สเปน, โปร์ตุเกศ, ดัทช์, เยอรมัน และทั้งหลายอื่น.  (They were fights over the division of the world. World War I, the division looked like this. The big overwhelming empire that had overwhelmed all the others was the British Empire3. In the 18th and 19th century, it had simply dominated the world. It either took countries over all over the world from whoever lived there before or competed with other colonialisms, the French, the Spanish, the Portuguese, the Dutch, the German and so on.)

          3 จักรวรรดิอังกฤษ (British Empire) เป็นจักรวรรดิที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก โดยในช่วงที่รุ่งเรืองที่สุด (ค.ศ. 1922) ได้ปกครองประชากรเกือบ 1 ใน 4 ของโลก และมีดินแดนครอบคลุมพื้นที่กว่า 33 ล้านตารางกิโลเมตร จนได้รับฉายาว่า "ดินแดนที่ดวงอาทิตย์ไม่เคยตกดิน" 

ข้อมูลสำคัญและลำดับเหตุการณ์

  • จุดเริ่มต้น (คริสต์ศตวรรษที่ 16-17): เริ่มจากการสร้างสถานีการค้าและอาณานิคมโพ้นทะเลโดยอังกฤษและสกอตแลนด์ อาณานิคมถาวรแห่งแรกก่อตั้งที่ เจมส์ทาวน์ (Jamestown) ในอเมริกาเหนือเมื่อปี ค.ศ. 1607
  • จักรวรรดิที่หนึ่ง (1583–1783): เน้นการขยายตัวในอเมริกาเหนือและแคริบเบียน รวมถึงการค้าทาสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก ยุคนี้สิ้นสุดลงเมื่อเสีย 13 อาณานิคม ในสงครามประกาศอิสรภาพสหรัฐอเมริกา (ค.ศ. 1783)

แต่มันได้ท้าทายเพิ่มมากยิ่งขึ้นเป็นพิเศษในตอนช่วงครึ่งที่สองของศตวรรษที่ 19 โดยสามผู้ท้าชิงที่ตามขึ้นมา. สหรัฐอเมริกาตัวมันเองที่อดีตเป็นอาณานิคมของอังกฤษ/บริเทน, เยอรมนี, และญี่ปุ่น คือผู้ล่าอาณานิคมที่เข้าแข่งขัน. ประเทศอาณานิคมอื่นทั้งหลาย หรือผู้คน หรือประเทศทั้งหลายด้วยการออกแบบเชิงอาณานิคมได้ถูกผสมกันเข้ามาในรัสเซีย, ฝรั่งเศส และทั้งหลายอื่น. มันได้เป็นการปะทะกันของการแข่งขันในลัทธิล่าอาณานิคม. มันได้ระเบิดออกเมื่อในท้ายที่สุด, หนทางเดียวเท่านั้นที่จะเอาชนะต่อคสวามพยายามของอาณานิคมอื่นได้ก็คือการใช้กำลังทหารหรือพยายามที่ตจะใช้มัน.   (But it was increasingly challenged particularly in the second half of the 19th century by three up and coming challengers. The United States itself an ex-colony of Britain, Germany, a competing colonialism and Japan another competing colonialism. Others colonial countries or people or countries with colonial designs were mixed in Russia, France and so on. It was a clash of competing colonialism. It blew up when finally, the only way to prevail against the effort of another colony was to use military force or try to.)

เมื่อฝุ่นได้จางเลือนลง. สงครามโลก ครั้งที่ 1 ผมได้ถือว่าเป็นสงครามที่สร้างวิบัติหายนะมากที่สุด บางที, ในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ ในการทำลายชีวิตและทรัพย์สินเพียงอย่างเดียว. แต่มันก็ยังเป็นจุดจบของจักรวรรดิอังกฤษด้วยเช่นกัน.. โอ้, มันใช้เวลาหลายปีที่จะจากได้อย่างชัดเจน. แต่บริเทนก็ไม่เคยได้รื้อฟื้นคืนกลับมาในตำแหน่งเดิมที่มีมาก่อนสงครามโลก ครั้งที่ 1 ได้อีกเลย.  (When the dust cleared, World War I proved to be the most devastating war probably in human history for the sheer destruction of life and property. But it was also the end of the British Empire. Oh, it took more years to literally go away. But Britain never recovered the position it had before World War I.)

          ภายหลังจากนั้น, ก็มีการจดจำได้หนึ่งโดยผู้คนว่าลัทธิทุนนิยมได้สร้างลัทธิล่าอาณานิคมทั้งหลายขึ้น ซึ่งในที่สุดได้เกิดการปะทะขึ้นเพราะลัทธิล่าอาณานิคมได้ถูกก่อสร้างสำเร็จรูปเป็นแกนที่จำเป็นต้องแผ่ขยาย. จำกันได้ถึงทุกบริษัทคือความสำเร็จถ้ามันเติบโตขึ้นไป. ทุกผู้บริหารสร้างชื่อเสียงให้กับตนเองได้ ถ้าหากพวกเขาหรือเธอสามารถทำให้ส่วนแบ่งการตลาดเติบโตขึ้นได้. หนึ่งร้อยหนทางกระทำของการวางไว้เช่นนี้, ตามมันคือระบบที่ถูกตั้งอยู่บนฐานการเติบโตไม่มีที่สิ้นสุด. นั่นคือทำไมเรามีวิฤตการณ์ด้านภูมิอากาศ. เรามีจริงๆ. มันได้ทำลายขีดจำกัดความสามารถของโลกในการรองรับพวกเราไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว เพราะว่าเราไม่ได้ดสินใจอยู่กับอะไรที่เป็นเหตุเป็นผล หรืออย่างมีเหตุผล.     (Afterward, there was a recognition by people that capitalism produced colonialisms that eventually clashed because capitalism has this built-in core need to expand. Remember every company is successful if it grows. Every executive builds his or her reputation if they’re presiding over a growing market share. A hundred ways of putting this, but it’s a system that’s based on endless growth. That’s why we have the climate crisis. We do. It has run rough-shot over the literal capacity of the planet to support us because we don’t make decisions on what’s reasonable or rational.)

          เราต้องเจริญเติบโตเพราะว่ามันเป็นหนทางที่ระบบได้ถูกรวมขึ้นเป็นองค์กรไว้. ทุนนิยม ให้กำเนิดลัทธิล่าอาณานิคม. แม้กระทั่งลัทธิล่าอาณานิคมที่ได้มีอยู่มาก่อนลัทธิทุนนิยม ก็ถูกทำให้เข้มข้นและแพร่กระจายเป็นโลกานุวัฒน์ทั่วโลกโดยลัทธิทุนนิยม. และผู้คนได้เข้าใจมันภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1, ภายหลังความตื่นกลัวของทั้งหมดของการฆ่าอย่างน่าสยดสยองทั้งหลายนั้น. และดังนั้นเอง, ความพยายามอย่างหนึ่งได้กระทำกันขึ้น, อย่างน่าจดจำ, ที่จะยึดถือเอาไว้ซึ่งความมีเหตุผลเอาไว้บ้างสักนิด.  (We have to grow because it’s the way the system is organized. Capitalism breeds colonialism. Even the colonialism that existed before capitalism were intensified and globalized by capitalism. And people understood it after World War I after the shock of all of that horrible killing. And so, an effort was made, remarkable, to hold on to some bit of rationality.)

          บางอย่างที่ถูกเรียกว่า “สันนิบาตประชาชาติ” ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1. และจุดประสงค์นั้นก็ได้ชัดเจนและกระจ่างแจ้ง. ทุกอย่างที่สามารถถูกทำได้ก็จะถูกทำเพื่อที่จะ ไม่เกิดสงครามระดับโลกอีกครั้งหนึ่งขึ้นเหมือนเช่นนั่น. ทุกคนถูกคาดว่าจะมีส่วนร่วม. ในตอนแรกแทบทุกคนก็ทำเช่นนั้น. แต่ต่อมา, หนึ่งในจักรวรรดินิยมมหาอำนาจใหญ่ทั้งหลาย, เยอรมนี, ผู้ซึ่งเพราะพวกเขาพ่ายแพ้ในสงครามโลก ครั้งที่ 1, ที่มีอาณานิคมทั้งหลายของตนได้ถูกยึดเอาไปจากพวกเขา, ผ่านการบอบช้ำทั้งทางจิตใจจากการพ่ายแพ้ในสงครามนั้น, เกี่ยวกับหนี้ที่พวกเขาต้องจ่ายชดใช้ในเยอรมนีภายหลังสงครามแก่ผู้ชนะทั้งหลาย.  (Something called the League of Nations4 was created after World War I. And the purpose was obvious and clear. Everything that could be done would be done to never another global war like that. Everybody was supposed to participate. Initially almost everybody did. But then one of the major colonial powers, Germany, who because they lost World War I, had their colonies taken away from them, went through traumas around the loss of that war, around the reparations debt they had to pay in Germany after the war to the winners.)

          4 สันนิบาตชาติ (League of Nations) ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่งสิ้นสุดลง โดยมีเป้าหมายหลักในการป้องกันสงคราม ผ่านการเจรจาทางการทูต ความมั่นคงร่วมกัน และการลดอาวุธ ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศแห่งแรกที่เน้นรักษาสันติภาพโลก สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ 

ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับสันนิบาตชาติ:

  • การก่อตั้ง: ก่อตั้งจากข้อตกลงในการประชุมสันติภาพปารีส (Paris Peace Conference) หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จบลง
  • วัตถุประสงค์: ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ, รักษาสันติภาพและความมั่นคง, ระงับข้อพิพาทด้วยสันติวิธี, และลดอาวุธยุทโธปกรณ์
  • สมาชิก:

 เริ่มต้นมี 42 ประเทศ (รวมประเทศไทย) และเพิ่มสูงสุดถึง 58 ประเทศในปี ค.ศ. 1934-1935

  • ความล้มเหลวและสิ้นสุด: สันนิบาตชาติไม่สามารถป้องกันสงครามโลกครั้งที่สองได้ เนื่องจากขาดกองกำลังของตนเองและไม่ได้รับการสนับสนุนจากมหาอำนาจอย่างเต็มที่ (เช่น สหรัฐฯ ไม่ได้เข้าร่วม) จึงถูกยุบลงในปี ค.ศ. 1946 และแทนที่ด้วยองค์การสหประชาชาติ (UN)

ผู้แพ้ทั้งหลายต้องจ่ายเป็นเงินมากมาย. นั่นหมายความว่าเศรษฐกิจพวกเขาไม่สามารถจะฟื้นขึ้นได้เลยจากความสยดสยองของสงครามนั้น. และจำได้ไหมว่าสงครามนั้นได้จบลงในปี 1918 และ 11 ปีถัดมาในปี 1929 โลกก็ได้รู้สึกแตกแยกกันลงไปอีกในภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ที่กระหน่ำใส่ในปีนั้น. นั่นหมายความว่าชนชั้นแรงงานที่ในเยอรมนีในช่วงระยะเวลาสั้นมากหลังการพ่ายแพ้สงครามโลก ได้ทุกข์ทรมานเจ็บปวด และแล้วก็เกิดการวิกฤตการณ์ตลาดหุ้นวอลล์ สตรีท และชนชั้นแรงงานเยอรมันก็กลายเป็นบ้าคลั่ง. มันเป็นความเจ็บปวดที่มากเกินไป, ตื่นตกใจมากเกินไป, สูญเสียมากเกินไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ. (The losers had to pay a lot of money. That meant they economy couldn’t recover from the horror of the war. And remember the war only ended in 1918 and 11 years later in 1929 the world felt apart in the great depression5 that hit in that year. That means the Germany working class in a very short time lost the world war had suffered the worst inflation based on their reparations that any modern country has suffered and then the great crash of 19296 and the German working class went crazy. It was too much suffering, too much shock, too much loss in too short a time.)

5 The Great Depression (ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่) คือวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงและยาวนานที่สุดในโลกช่วงปี 1929-1939 เริ่มต้นจากตลาดหุ้นสหรัฐฯ ล่มสลายในวัน "Black Tuesday" (29 ต.ค. 1929) ส่งผลให้ธุรกิจปิดตัว คนว่างงานจำนวนมาก และเกิดภาวะเงินฝืดทั่วโลก 

สรุปประเด็นสำคัญของ The Great Depression

  • ช่วงเวลา: เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษที่ 1930 โดยเริ่มตั้งแต่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทล่มสลายในปี 1929 ยาวนานจนถึงช่วงต้นสงครามโลกครั้งที่สอง (ประมาณปี 1941)
  • สาเหตุหลัก: การล่มสลายของตลาดหุ้น (Stock Market Crash of 1929), ธนาคารล้มละลาย, และปริมาณเงินในระบบลดลงอย่างรวดเร็ว
  • ผลกระทบ:
    • การว่างงาน: อัตราการว่างงานพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ คนตกงานจำนวนมาก
    • ธุรกิจปิดตัว: ธุรกิจจำนวนมากปิดตัวลง ส่งผลให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงอย่างมาก
    • ภาวะเงินฝืด: ราคาสินค้าลดลงอย่างหนัก
    • ความยากจน: เกิดภาวะความยากจนและการขาดที่อยู่อาศัยแพร่กระจายไปทั่ว
  • พื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ: แม้จะเริ่มต้นในสหรัฐฯ แต่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างทั่วโลก โดยเฉพาะในทวีปยุโรป
  • คำจำกัดความ/คำพ้องความหมาย (Synonyms): บางครั้งเรียกกันว่า "ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่", "วิกฤตเศรษฐกิจช่วงทศวรรษ 1930", หรือ "ยุคเศรษฐกิจตกต่ำ"
  • การสิ้นสุด: วิกฤตการณ์นี้เริ่มคลี่คลายลงในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งรัฐบาลนำมาตรการต่างๆ มาใช้ รวมถึง "New Deal" ของประธานาธิบดีแฟรงคลิน ดี. รูสเวลต์ 

6 The Great Crash of 1929 หรือ วิกฤตการณ์ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปี 1929 คือการล่มสลายของตลาดหลักทรัพย์ที่รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐฯ เริ่มต้นช่วงเดือนตุลาคม 1929 (วันพฤหัสบดีสีดำ-วันอังคารสีดำ) หุ้นร่วงหนักกว่า 25% ใน 4 วัน เกิดจากภาวะเก็งกำไรเกินจริง จนส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ทั่วโลก 

ข้อมูลสำคัญของเหตุการณ์

  • ช่วงเวลา: ตุลาคม พ.ศ. 2472 (1929)
  • สถานที่: ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE), วอลล์สตรีท สหรัฐอเมริกา
  • สาเหตุหลัก: การเก็งกำไรหุ้นสูงเกินจริง, การกู้เงินมาลงทุน (Margin Buying), และปัญหาภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมชะลอตัว
  • ผลลัพธ์: เงินลงทุนมูลค่ามหาศาลสูญหาย, ธนาคารล้มละลาย, คนว่างงานจำนวนมาก
  • เหตุการณ์ต่อเนื่อง: นำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ที่ยาวนานเกือบทศวรรษ 

และพวกเขาได้มองหาใครสักคนที่จะช่วยชีวิตพวกเขาให้รอดได้ และคิดว่าพวกเขาได้หาพบเจอมันแล้วในตัวของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์.  (And they looked for somebody to save them and thought they had found it in Adolf Hiler.)

          และเขาก็รำเอาพวกเขาออกมาจากสันนิบาตประชาชาติ. เขาต้องการโอกาสอีกครั้งในการก่อสร้างจักรวรรดิขึ้นมาใหม่, ไรช์, จักรวรรดิไรช์ที่สาม, ความพยายามครั้งที่สาม ของชนเยอรมันที่จะมีจักรวรรดิโลก ที่พวกเขามีกจะได้ต้องการอยู่เสมอที่จะมีมาแทนที่จักรวรรดิอังกฤษ.  (And he took them out of the League of Nations. He wanted another shot at building empire. The German word for empire, Reich, the Third Reich7, the third effort of the Germans to have the global empire that they always wanted to replace the British Empire.)

          7https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%8B%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%B5

          ถ้าสงครามโลก ครั้งที่ 1 จบสิ้นอำนาจผู้นำของจักรวรรดิอังกฤษลง, สงครามโลก ครั้งที่ 2 ได้ทำในสิ่งเดียวกันกับสองหรือสามผู้ท้าชิงทั้งหลายของบริทิช. มันได้กวาดล้างความพยายามของชนเยอรมันและกวาดล้างความพยายามของชนญี่ปุ่นไปจนหมดสิ้น. แต่มันไม่ได้ทำเช่นนั้นกับความพยายามของชนอเมริกัน.  (If World War I ended the dominance of the British Empire, World War II did the same thing for two of the three challengers of the British. It wiped out the German effort and it wiped out the Japanese effort. But it didn’t do that to the American effort. And so, after World War II, we get the American Empire. And that is what’s crumbling now.)

          และที่พังทะลายลงนั่น, โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันได้ถูกจับตาดูจกาส่วนอื่นของโลกที่ได้รับความเสียหายมากที่สุดจากฝ่ายตะวันตก, จีน, รัสเซีย, BRICS, โลกฝ่ายใต้, กำลังเริ่มต้นที่จะระดมพลเคลื่อนไหวดังที่พวกเขาเข้าใจด้วยเช่นกัน ถึงการที่เราได้ตั้งหัวข้อเรื่องที่นำเสนอเช่นนี้, ว่ามีอะไรบางอย่างกำลังเกิดขึ้นอยู่ที่ดูท่าทางและมีกลิ่นเหมือนการสร้างขึ้นที่จะนำไปสู่สงครามทุนนิยมโลกครั้งที่สาม.  (And that crumbling, especially as it is watched by the part of the world most damaged by the west, China, Russia, the BRICS, the global south, beginning to mobilized as they too understand what we’ve titled this presentation, that there is something going on that looks and smells like the buildup to a third capitalist world war.)

          และเช่นนั้นเอง, ผมต้องการที่จะทำเหตุกรณีนี้ให้กับคุณ, เพื่อคุณ, ในวันนี้เป็นเช่นความคิดเห็นกับอะไรที่กำลังบังเกิดขึ้น เป็นเช่นหนทางที่จะมองดูอะไรที่นำมาร่วมกันของปรากฏการณ์ความแตกต่างที่โดดเด่นนำอยู่ชัดในหัวข้อข่าวทั้งหลายของเรา และอีกทั้งแน่นอนว่าที่จะเคลื่อนไหวเท่าที่ผู้คนมากมายเป็นไปได้ที่จะก้าวขั้นทั้งหลายเข้าไปในการคิดของพวกเขา, ในการเมืองของพวกเขา. ดังนั้นเองทิศทางที่เรากำลังพูดคุยกันเกี่ยวกับการไม่เคยตระหนักถึงจุดจบมันอาจจะบรรลุความสำเร็จได้.  (And so, I want to make that case to you, for you, today as a commentary on what’s happening as a way to see what brings together the different phenomena that dominate our headlines and also of course to mobilize as many people as possible to take the steps in their thinking, in their action, in their politics. So that the direction we’re talking about never realizes the end point it might otherwise achieve.)

       โอเค. การล่มสลายของจักรวรรดิ. การล่มสลายของจักรวรรดิอเมริกัน ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในชีวิตชาวอเมริกัน. อาการเหล่านี้ไม่ได้ถูกระบุหรือเข้าใจโดยทั่วไปว่าเป็นอาการของการเสื่อมถอยของจักรวรรดิ เพราะความคิดอย่างยิ่งนั่นคือสิ่งต้องห้ามที่ยังคงมีอยู่ในสหรัฐอเมริกา. ใช่, มีผู้คนมากยิ่งมากยิ่งขึ้นผู้ที่กำลังเริ่มต้นที่จะมองเห็นมัน. นั่นเป็นความจริง. แต่พวกเขายังคงเป็นเสียงส่วนน้อย/คนกลุ่มน้อย. และวาทกรรมครอบงำกะแสหลักก็มาจากของผู้นำทางการเมืองทั้งหลาย, ผู้นำทางสื่อใหญ่ทั้งหลาย, จากผู้นำทางปัญญาทั้งหลาย ที่แสร้งว่า ไม่มีการล่มสลายท่างเศรษฐกิจของจักรวรรดิของเรากำลังเกิดขึ้นอยู่.    (Okay. A declining empire, a declining American Empire has provoked profound shifts and changes in American life. They are not listed or understood generally as symptoms of empire decline because that very idea is a taboo still in the United States. Yes, there are more and more people who are beginning to see it. That’s true. But they are still a minority. And the dominant discourse of the political leaders, of the media leaders, of the intellectual leaders is to pretend that no such economic decline of our empire is underway.)

          ใช่, เราพ่ายแพ้ในสงครามเวียตนาม. ใช่, เราแพ้สงครามที่ในอัฟกานิสถาน. มันค่อนข้างกระจ่างชัดว่าการพ่ายแพ้สงครามเป็นหลักใหญ่ว่าเรามีปฏิสัมพัทธ์กับพวกมันอย่างไรในประวัติศาสตร์ที่เพิ่งผ่านมา. คุณอาจต้องการจะคิดเกี่ยวกับว่าอะไรที่นั่นหมายถึง, แต่เราไม่. สหรัฐอเมริกาในตอนนี้คือแกนหลักของกลุ่มพันธมิตร. และผมใช้คำว่าพันธมิตรทั้งหลายอย่างหลวมๆที่เรากำลังอยู่ในกระบวนการทำลายส่วนใหญ่ของพันธมิตรทั้งหลายเหล่านั้น. แต่พันธมิตรทั้งหลายที่เราได้เคยเรียกว่า G7, มี สหรัฐอเมริกา, บริเทน, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, แคนาดา, และญี่ปุ่น และมีการประสานงานกันน้อยลง, และน้อยยิ่งน้อยลงไปในการตกลงเห็นพ้องกัน, มากยิ่งมากขึ้นในความขัดแย้งกัน.   (Yes, we lost the war in Vietnam. Yes, we lost the war in Afghanistan. Yes, we lost the war in Ukraine. It’s pretty clear losing wars is mainly how we interact with them in recent history. You might want to think about what that means, but we don’t. The United States is now the core of a collection of allies. And I use the word allies loosely we’re in the process of destroying most of those alliances. But the allies we used to call the G7, the United States, Britain, France, Germany, Italy, Canada, and Japan and less coordinated, less and less in agreement, more and more in conflict.)

       และถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่, ถ้าคุณรวมความมั่งคั่งทั้งหมดของพวกเขาเข้าด้วยกัน, มันก็น้อยกว่าของ จีน, รัสเซีย, และ BRICS. จุดสนใจใหม่ทั้งปวง, แปกนหลักใหม่ทั้งปวง, ศูนย์กลางใหม่ทั้งปวงของโลกทางเศรษฐกิจ ได้อุถบัติขึ้น และกลายเป็นใหญ่โตมากขึ้นกว่าที่ได้ทอดสมอที่ในสหรัฐอเมริกา. และนั่นได้นำไปสู่การกระทำอย่างสิ้นหวัง, เป็นพิเศษ เพราะว่ามันไม่สามารถเข้าถึงความเป็นจริงที่ว่า มันเป็นส่วนหนึ่งของการนั้น. มันต้องจำต้องหาคำอธิบายทั้งหลายอื่นขึ้นมา, ซึ่งมันก็ทำเช่นนั้น.    (And even if they weren’t, if you add up all their wealth, it’s less than that of China, Russia, and the BRICS. A whole new focus, a whole new core, a whole new center of the world economy has risen up and become larger than that anchored in and by the United States. And that has led to desperate action, especially because it can’t access the reality that it’s part of. It has to come up with other explanations, which it does.)

          นี่คือตัวอย่างยอดนิยมอันหนึ่ง. คุณกล่าวหาผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลาย. ไม่มีเหตุผลใดเลย. ไม่ได้อธิบายถึงการเสื่อมถอยของจักรวรรดิ. แต่ไม่, ไม่, ไม่. คุณสามารถสร้างภาพให้กับผู้อื่นเป็นปีศาจได้. ฮิตเลอร์ ได้สร้างภาพให้ผู้อื่นเป็นปีศาจกับฝ่ายอื่นทั้งหลาย. มร. ทรัมป์ก็ทำด้วยเช่นกัน. หรือไม่ก็ทำลำพังผู้เดียว. เหล่านักการเมืองจำนวนมากภายใต้ระบอบทุนนิยมที่กำลังเสื่อมถอย, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรปล รื่นรมย์เบิกบานกับแพะรับบาปผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลาย ราวกับว่าว่าการทำลายพวกเขานั้น หรือส่งพวกเขาออกไป หรือจับพวกเขาขังคุก กำลังเป็นการคลี่คลายปัญหาเศรษฐกิจทั้งหลายของพวกเขา.   (Here’s a popular one. You blame immigrants. Makes no sense at all. Doesn’t explain the empire’s decline. If anything, the opposite. But no, no, no. You can demonize the other. Hitler demonized his others. Mr. Trump also does. Nor is he alone. Plenty of other politicians in declining capitalism, particularly in Europe, enjoy scapegoating immigrants as if destroying them or exporting them or imprisoning them is going to solve your economic problems.)

...มีต่อ (2)

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น