ริชาร์ด ฟายน์แมน - การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุด อะไรที่ฟิสิกส์พูดถึงการตาย
Death Is Not The
End — Feynman Explains What Physics Says About Dying
https://youtu.be/FXio_ECuH1s?si=cOS2R1IxmNyknMpY
ให้ผมถามคุณบางอย่าง.
ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ที่คุณได้ตาย? ไม่. ไม่. อย่ามองผมเหมือนเช่นนั่น.
ผมหมายถึงจริงจังนะ. เพราะว่าถ้าผมได้บอกกับคุณว่ามากที่สุดของอะตอมทั้งหลายในร่างกายของคุณในตอนนี้,
ไม่ได้อยู่ที่นั่นเมื่อหนึ่งปีก่อน., คุ๊ก็ตะต้องยอมรับว่าคุณนั้นเมื่อปีที่แล้วได้จากไปแล้ว,
โดยทางกายภาพได้ไปแล้ว. และกระนั้นที่ตรงนี้ คุณกำลังนั่งคิดอยู่นี้
คุณก็ยังคงเป็นบุคคลเดิม. ดังนั้น, มันเป็นอันไหนกัน? (Let me ask you something. When
was the last time you died? No. No. Don’t look at me like that. I’m serious. Because
if I told you that most of the atoms in your body right now, were not there a
year ago, you’d have to admit that the you from last year is gone, physically
gone. And yet here you sit thinking you’re the same person. So, which is it?)
คุณกำลังมีชีวิตอยู่ไหม? หรือว่าคุณคือผีขอวงใครบางคนผู้ที่ได้หายไปเรียบร้อยแล้ว?
ในตอนสิ้นสุดของการพูดคุยนี้, ผมต้องการให้คุณที่จะมองเห็นบางอย่างที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยคิดเกี่ยวกับมัน.
ผมต้องการให้คุณที่จะเข้าใจอะไรที่ฟิสิกส์พูดอย่างแท้จริงเกี่ยวกับการตาย.
และผมคิดว่าคุณจะค้นพบมันบอกบางอย่างที่ค่อนข้างน่าประหลาดใจ. ไม่ใช่ในหนทางปลอบประโลมใจนัก,
นักเทศน์อาจจะปลอบประโลมใจคุณ, แต่นี่เป็นความประหบลาดใจในหนทางที่มีเพียงความสัจจริงเท่านั้นซึ่งสามารถเป็นได้. (Are you alive? Or are you the
ghost of someone who already vanished? By the end of this talk, I want you to
see something that most people never think about. I want you to understand what
physics actually says about dying. And I think you’ll find it says something quite
surprising. Not comforting in the way, a preacher might comfort you, but
surprising in the way that only the truth can be.)
เราเริ่มต้นกันด้วยบางอย่างที่ง่ายๆ.
เรามาเริ่มต้นด้วยเทียนไขเล่มหนึ่ง. คุณจุดเทียนไขเล่มหนึ่งสว่างขึ้น. เปลวไฟเต้นวอบแวบ.
มันเผาไหม้อยู่เป้นหนึ่งชั่วโมง, สองชั่วโมง, แล้วมันก็ดับลงไป. ตอนนี้, ผมถามคุณ,
เทียนไขนี้ได้ไปไหนหรือ? คุณอาจพูดว่า, “เอ่อ, มันได้ละลายไป.” แต่นั่นไม่ใช่คำตอบแท้จริง,
ใช่ไหม? ขี้ผึ้งได้จากไปเกือบหมด. ไส้เทียนเหลือเป็นก้อนเถ้าถ่าน. บางอย่างได้บังเกิดขึ้นต่อสิ่งของพวกนี้ทั้งหมด.
มันไปที่ไหนหรือ? นี่คือที่ซึ่งมันได้งดงาม.
(Let’s start with something simple. Let’s start with a
candle. You light a candle. The flame flickers. It burns for an hour, two
hours, and it goes out. Now, I ask you, where did the candle go? You might say,
“Well, it melted.” But that’s not really an answer, is it? The wax is mostly
gone. The wick is a little stub of char. Something happened to all that stuff.
Where is it? Here’s where it gets beautiful.)
ขี้ผึ้งนั้นได้ถูกทำขึ้นด้วยห่วงโซ่ยาวๆทั้งหลายของอะตอมคาร์บอนและไฮโดรเจน.
เมื่อเปลวไฟลุกไหม้, อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นไม่ได้หายไปไหน.
พวกมันไม่สามารถทำเช่นนั้นได้. พวกมันได้รวมตัวเข้ากับออกซิเจนจากอากาศและได้ลอยจากไปเป็นคาร์บอนไดออกไซด์และไอน้ำ.
ทุกอะตอมเดี่ยว ๆของเทียนไขยังคงอยู่ที่ข้างนอกนั้นในตอนนี้, จรไปรอบๆห้อง
หรือออกไปทางหน้าต่างนั่น, ผสมปนเข้าไปในชั้นบรรยากาศ. เทียนไขได้จากไปแล้ว, ใช่, แต่ไม่ใช่หนึ่งอะตอมใดของมันได้ถูกทำลายไป.
ไม่แม้แต่อะตอมเดียว. นี้คือกฎข้อแรกของเธอร์โมไดนามิคส์ – กฏการเปลี่ยนรูปพลังงาน
และมันเป็นหนึ่งในรากฐานข้อเท็จจริงทั้งหลายในทั้งหมดของฟิสิกส์. (The wax was made of long chains of carbon
and hydrogen atoms. When the flame burned, those atoms didn’t disappear. They
couldn’t. They combined with oxygen from the air and floated away as carbon
dioxide and water vapor. Every single atom of candle is still out there right
now, drifting around the room or out the window, mixing into the atmosphere.
The candle is gone, yes, but not one atom of it has been destroyed. Not one. This
is the first law of thermodynamics1 and it
is one of the most fundamental facts in all of physics.)
1 กฎข้อที่หนึ่งของเทอร์โมไดนามิกส์ (First Law of Thermodynamics) หรือ กฎอนุรักษ์พลังงาน
คือหลักการพื้นฐานที่ว่า พลังงานไม่สามารถสร้างขึ้นใหม่หรือทำลายได้
แต่พลังงานสามารถเปลี่ยนรูปหรือถ่ายโอนระหว่างระบบและสิ่งแวดล้อมได้
โดยพลังงานรวมของทั้งระบบและสิ่งแวดล้อมจะมีค่าคงที่เสมอ [1, 2, 3, 4]
สาระสำคัญของกฎข้อที่ 1:
- นิยาม: พลังงานรวมของจักรวาลมีค่าคงที่
- การอนุรักษ์: พลังงานเพียงแค่เปลี่ยนรูป (เช่น จากความร้อนเป็นงาน)
ไม่ได้ถูกทำลายหรือสร้างใหม่
- สมการหลัก: สำหรับระบบปิด
ความร้อนที่ได้รับจะเท่ากับพลังงานภายในที่เพิ่มขึ้น บวกกับงานที่ระบบทำ
\(\Delta U=Q-W\)
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้:
- เครื่องยนต์รถยนต์: เปลี่ยนพลังงานความร้อนจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง (Q) ให้เป็นงานกล (W)
- ร่างกายมนุษย์: อาหารที่กินเข้าไป (พลังงาน)
เปลี่ยนเป็นพลังงานที่ใช้ในการเคลื่อนไหว (งาน) และเก็บสะสมไว้ในร่างกาย
(พลังงานภายใน)
พลังงานไม่สามารถถูกสร้างสรรค์หรือถูกทำลายได้.
มันสามารถเปลี่ยนแปลงรูปร่างได้. มันสามารถเคลื่อนจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง,
แต่บอดรวมทั้งหมด, มันอยู่อย่างชัดเจน, เหมือนเดิมที่อยู่มาเสมอ. คุณอาจจะพูดว่า, “ก็ดี,
ฟายน์แมน. นั่นเป็นกลเม็ดที่น่ารักในเรื่องเทียนไข. แต่แล้วอะไรกับผมล่ะ? อะไรกับบุคคลล่ะ?”
และนี้คือที่ซึ่งมันได้เป็นที่น่าสนใจจริงๆ. (Energy
cannot be created or destroyed. It can change form. It can move from one place
to another, but the total amount, it stays exactly the same always. Now you
might say, “Fine, Feynman. That’s a nice trick with a candle. But what about me?
What about a person?” And this is where it gets really interesting.)
คุณได้ถูกสร้างมาด้วยอะตอมทั้งหลาย, ราวเจ็ดล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านล้านของพวกมัน(ล้าน8ของอะตอม),
ไม่มากก็น้อย. นั่นคือ 7 แล้วตามด้วยเลข 0 อีก 27 ตัว.
มันเป็นตัวเลขที่ใหญ่โตเหลือเกินนั่นถ้าคุณได้พยายามที่จะนับพวกมัน
หนึ่งตัวต่อวินาที, มันจะทำให้คุณใช้เวลายาวนานยิ่งกว่าอายุของจักรวาล. และอะตอมทั้งหลายเหล่านั้น,
แต่ละอะตอมของพวกมันได้มาอยู่ที่นี่มายาวนานก่อนที่คุณจะเกิด.
และแต่ละอะตอมของพวกมันหก็จะยังคงอยู่ที่นี่นานต่อไปภายหลังที่คุณจากไป.
ขออนุญาตให้ผมนำมันไปในอีกหนทางอื่น. อะตอมคาร์บอนทั้งหลายฝยกล้ามเนื้อทั้งหลายของคุณได้เคยครั้งหนึ่งอยู่ข้าวงในดวงดาวหนึ่ง.
ไม่ใช่เชิงกวีนิพนธ์, ไม่ใช่เชิงอุปมาอุมัย, แต่คือตรงตามความเป็นจริง. (You are made of atoms, about
octillion of them, give or take. That’s a seven followed by 27 zeros. It’s a
number so large that if you tried to count them one per second, it would take
you longer than the age of the universe. And those atoms, every single one of
them were here long before you were born. And every single one of them will be
here long after you are gone. Let me put it another way. The carbon atoms in
your muscles were once inside a star. Not poetically, not metaphorically, literally.)
คาร์บอนในร่างกายของคุณได้ถูกหลอมในเตาปรมาณูของดาวดวงหนึ่งที่ได้มีชีวิตแบะได้ตายลงหลายพันล้านปีก่อนที่โลกจะกระทั่งได้ก่อรูปร่างขึ้น.
นี่คือที่คือการทำงานทั้งหลายนั้นมาอย่างไร. ในตอนแรกเริ่มของจักรวาล, ทันทีภายหลังจากบิ๊ก
แบง, ก็แทบจะไม่มีอะไรนอกจากไฮโดรเจนและอีกเล็กน้อยของฮีเลียม. นั่นที่มันเป็น.
ไม่มีคาร์บอน, ไม่มีออกซิเจน, ไม่มีเหล็ก, ไม่มีแคลเซียม,
ไม่มีสิ่งของพวกนั้นที่ได้นำมาประกอบขึ้นเป็นคุณ. ดังนั้น, ที่ไหนซึ่งมันมาจากรึ? มันมาจากดวงดาวทั้งหลาย.
เมื่อดวงดาวหนึ่งเหมือนเช่นดวงอาทิตย์ของเราได้เผาไหม้. มันได้ทุบนิวคลรไอของไฮโดรเจนปะทะเข้าด้วยกันที่จะทำฮีเลียมขึ้นมา.
นั่นคือการฟิวชั่น. (The
carbon in your body was forged in the nuclear furnace of a star that lived and
died billions of years before the Earth even formed. Here’s how that works. In
the early universe, right after the Big Bang2, there
was almost nothing but hydrogen and a little helium. That’s it. No carbon, no
oxygen, no iron, no calcium, none of the stuff you’re made of. So, where did it
come from? It came from stars. When a star like our sun burns, it’s smashing hydrogen
nuclei together to make helium. That’s fusion3.)
2 บิ๊กแบง (Big Bang) คือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายถึงจุดกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ
โดยเชื่อว่าจักรวาลเริ่มต้นจากจุดที่มีอุณหภูมิและความหนาแน่นสูงมหาศาล (Singularity)
เมื่อประมาณ 13.8 พันล้านปีที่แล้ว
ก่อนจะเกิดการขยายตัวครั้งใหญ่และเย็นตัวลง จนกลายเป็นดาวฤกษ์ กาแล็กซี
และสสารต่างๆ อย่างในปัจจุบัน [1, 2, 3]
สาระสำคัญของทฤษฎีบิ๊กแบง
- จุดกำเนิดกาลเวลาและอวกาศ: บิ๊กแบงไม่ใช่การระเบิดของวัตถุในอวกาศ
แต่เป็นการระเบิดออกของอวกาศเอง ทำให้เวลาและพื้นที่เริ่มต้นขึ้น
- การขยายตัวอย่างต่อเนื่อง: เอกภพไม่ได้หยุดนิ่ง แต่ยังคงขยายตัวออกไปเรื่อยๆ
จนถึงปัจจุบัน
- หลักฐานสนับสนุน: ทฤษฎีนี้ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางเนื่องจากมีหลักฐานทางดาราศาสตร์ที่ชัดเจน
เช่น
- การขยายตัวของเอกภพ: ค้นพบโดย เอ็ดวิน ฮับเบิล (Edwin Hubble) ว่ากาแล็กซีต่างๆ
กำลังเคลื่อนที่ห่างออกไป
- รังสีไมโครเวฟพื้นหลัง
(CMB): พลังงานความร้อนหลงเหลือจากการระเบิดครั้งใหญ่ที่แผ่กระจายไปทั่วจักรวาล
3 Fusion (ฟิวชัน) มีความหมายหลักคือ "การหลอมรวม" หรือ "การผสมผสาน" โดยมีการนำไปใช้ในหลายวงการ ดังนี้ครับ: [1, 2]
1. วิทยาศาสตร์: ปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิวชัน (Nuclear
Fusion)
เป็นกระบวนการที่นิวเคลียสของอะตอมธาตุเบา (เช่น ไฮโดรเจน)
หลอมรวมกันกลายเป็นนิวเคลียสที่หนักขึ้น และปลดปล่อยพลังงานมหาศาลออกมา [1, 2]
- แหล่งพลังงานของดวงอาทิตย์: เป็นปฏิกิริยาแบบเดียวกับที่เกิดขึ้นในใจกลางดวงอาทิตย์และดาวฤกษ์
- พลังงานสะอาด: นักวิทยาศาสตร์พยายามสร้าง พลังงานฟิวชัน บนโลกเพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานที่ไร้ขีดจำกัดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แต่ในดาวดวงใหญ่ๆทั้งหลาย, ดาวทั้งหลายที่หนักกว่า,
กระบวนการไปไกลได้มากกว่า. นิวคลีไอฮีเลียมปะเข้าด้วยกัน (But in bigger stars, heavier
stars, the process goes further. Helium nuclei4 smash
together to make carbon. Carbon and helium fuse to make oxygen. And keeps going
up through neon, silicon, all the way to iron. Layer after layer like an onion
of elements. Each one cooked in a furnace hotter than the last. And then when
the star can’t burn anymore, when it runs out of fuel and the core collapses,
the whole thing explodes. A supernova.)
4 Nuclei (อ่านว่า นิว-คลี-ไอ)
สามารถแปลได้หลายความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ ดังนี้ครับ
1. ในทางภาษาศาสตร์
(ไวยากรณ์)
Nuclei เป็นรูป พหูพจน์ (Plural) ของคำว่า Nucleus ใช้เมื่อพูดถึงนิวเคลียสหลาย
ๆ อันรวมกันครับ
2. ในทางวิทยาศาสตร์
(ชีววิทยาและฟิสิกส์)
คำนี้มักหมายถึง "แกนกลาง" ของสิ่งต่าง ๆ โดยแบ่งเป็น 2 ด้านหลัก:
- นิวเคลียสของเซลล์
(Cell Nuclei): เป็นส่วนสำคัญภายในเซลล์ของสิ่งมีชีวิต ทำหน้าที่เก็บรักษา สารพันธุกรรมหรือ DNA และควบคุมการทำงานต่าง ๆ ของเซลล์
- นิวเคลียสของอะตอม (Atomic Nuclei): เป็นแกนกลางที่อยู่ตรงใจกลางของอะตอมทุกชนิด ประกอบไปด้วยอนุภาค โปรตอนและนิวตรอน ซึ่งเป็นศูนย์กลางของมวลและพลังงาน
และในการระเบิดนั้น, ธาตุทั้งหมดทั้งหลายเหล่านั้น,
คาร์บอน, ออกซิเจน, เหล็ก, พวกเขาก็ได้ปลิวออกไปเข้าสู่อวกาศ.
พวกเขาได้ล่องลอยเปลี่ยนย้ายผ่านไปทั่วกาแล๊กซี่มายาวนานหลายล้านของหลายปี.
พวกเขาได้ผสมปนเข้ากับเมฆทั้งหลายของก๊าซและในท้ายสุดพวกเขาก็ได้ถูกดึงเข้ามาหากันโดยแรงโน้มถ่วงที่จะก่อรูปเป็นดาวดางใหม่ทั้งหลาย,
ดาวเคราะห์ทั้งหลายใหม่ๆและบนอย่างน้อยที่สุดหนี่งในดาวเคราะห์ทั้งหลายเหล่านั้นก็คือ,
ผู้คนใหม่ๆ. (And in
that explosion, all those elements, the carbon, the oxygen, the iron, they get
flung out into space. They drift through the galaxy for millions of years. They
mix with clouds of gas and eventually they get pulled together by gravity to form
new stars, new planets and on at least one of those planets, new people.)
ดังนั้น,เป็นคสวามจริงอย่างยิ่งในแง่ที่ว่าคุณคือฝุ่นละอองดวงดาว.
ทุกอะตอมของแคลเซยมในกระดูกของคุณได้ถูกผลิตขึ้นจากดวงดาวที่ได้ตายลงไป.
เหล็กในเลือดของคุณ, ก็เป็นสิ่งเดียวกัน. ออกซิเจนที่คุฯกำลังหายใจอยู่ในตอนนี้ก็ได้ถูกปรุงขึ้นมาในแกนดวงดาวทั้งหลายและได้กระจัดกระจาบข้ามทั่วจักรวาล/เอกภพในการระเบิดอย่างรุนแรงมากๆของมัน
ส่องสว่างออกมานยิ่งกว่ากาแล๊กซี่ทั้งปวงเป็นชาวงเวลาสั้นๆตลอดเวลา. ตอนนี้รอก่อน,
เรามาระมัดระวังกันให้ดีที่ตรงนี้. เรามาคิดกันเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างช้าๆมากขึ้น
เพราะว่ามีบางอย่างกระทั่งแข็งแรงกว่ากำลังดำเนินอยู่. อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นที่ได้สร้างร่างกายของคุณขึ้นมาในตอนนี้,
พวกเขาไม่ได้อยู่เฉยๆกับที่. พวกเขากำลังผ่านทะลุคุณไป. มีการผ่านทะลุไปด้วยอยู่. (So, there’s a very real sense in
which you are stardust. Every atom of calcium in your
bones was manufactured in a dying star. The iron in your blood, same thing. The
oxygen you’re breathing right now was cooked up in a stellar core and scattered
across the cosmos in an explosion so violent it briefly outshone an entire
galaxy. Now wait, let’s be careful here. Let’s think about
this more slowly because there’s something even stranger going on. Those atoms
that make up your body right now, they’re not staying put. They’re passing
through you. There’s passing through you.)
มีการทดลองที่สวยงามอันหนึ่งและผมรับอันนี้มาก.
นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้ติดตามอะตอมของฟอสฟอรัสด้วยจุดเครื่องหมายสารกัมมันตภาพรังสีซึ่งทำไว้
และได้แกะรอยตามพวกมันผ่านไปในร่างของหนูทั้งหลาย.
อะไรที่พวกเขาได้ค้นพบเป็นที่น่าจดจำได้ยิ่ง.
ฟอสฟอรัสนั้นในสมองของหนูเช่นเดียวกันด้วยกับที่ในสมองของผมและของคุณ
ไม่ได้เป็นฟอสฟอรัสเดิมเดียวกันในขณะที่มันผ่านไปสองสัปดาห์แล้ว. ในแค่ 14 วัน,
ครึ่งหนึ่งของมันได้ถูกกวาดหาย ออกไป, ได้ถูกแทนที่โดยอะตอมฟอสฟอรัสใหม่จากอาหารที่หนูตัวนั้นได้กิน.
และนี้ไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฟอสฟอรัส . นี้เป็นกับทุกสิ่งด้วย. (There’s
a beautiful experiment and I love this one. Scientists tagged phosphorus atoms with
a radioactive marker and tracked them through the bodies of rats. What they
found was remarkable. The phosphorus in the brain of a rat also in mine and
yours is not the same phosphorus as it was two weeks ago. In just 14 days, half
of it has been swapped out, replaced by new phosphorus atoms from the food the
rat ate. And this is not just phosphorus. This is everything.)
อะตอมทั้งหลายในสมองของคุณฐ กล้ามเนื้อทั้งหลายของคุณ,
ผิวหนังของคุณ, กระดูกทั้งหลายของคุณ, พวกมันอย่างสม่ำเสมอถูกเคลื่อนย้ายออกและถูกแทนที่.
คุณกินมันฝรั่ง. อะตอมทั้งหลายจากมันฝรั่งก็ได้ถูกทำให้แตกลง,
ถูกพาไปโดยผ่านเลือดของคุณ, และถูกสร้างเข้าไปในเนื้อยื่อทั้งหลายของคุณ. อะตอมเก่าทั้งหลาบนั้นได้ถูกพาออกไป,
โดยการหายใจออกเป็นคาร์บอนไดออกไซด์, ไหลท่วมออกไป, ไหลออกไปในเหงื่อ,
ถูกให้กลับคืนไปยังโลก. อะไรที่สิ่งนี้หมายความถึงเป็นสิ่งที่น่าตกตะลึงยิ่ง. (The
atoms in your brain, your muscles, your skin, your bones, they are constantly
being removed and replaced. You eat potato. The atoms from potato get broken
down, carried through your blood, and built into your tissues. The old atoms get
carried away, exhaled as carbon dioxide, flushed out, sweated off, given back
to the world. What this means is staggering.)
ถ้าคุณคิดถึงมันอย่าวงระมัดระวังถี่ถ้วน,
อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นที่อยู่ในสมองของคุณตอนนี้, ทั้งหลายที่กำลังทำงานในการคิดอยู่นี้,
ทั้งหลายที่กำลังทำกระบวนการเป็นคำพูดทั้งหลายอย่างยิ่งอบู่เหล่านี้,
พวกมันไม่ใช่อะตอมทั้งหลายเดิม ๆที่ได้เป็นอยู่มาตั้งแต่หนึ่งปีก่อน. พวกมันค่อนข้างชัดจริงว่าเป็นของมันฝรั่งทั้งหลายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว.
และกระนั้นคุณจำได้ถึงอะไรที่ได้บังเกิดขึ้นเมื่อหนึ่งปีก่อนด้วย.
คุณยังจำได้ถึงชีวิตในวัยเด็กของคุณ. คุณยังจำได้ถึงชื่อของคุณ. ดังนั้น, อะไรคือจิตของเรา?
อะไรที่อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นมีหับจิตสำนึกของเรา?
ผมจะบอกกับคุณถึงอะไรที่พวกมันเป็น. (If you
think about it carefully, the atoms that are in your brain right now, the ones
doing the thinking, the ones processing these very words, they are not the same
atoms that were a year ago. They are quite literally last week’s potatoes. And
yet you remember what happened a year ago. You remember your childhood. You
remember your name. So, what is this mind of ours? What are these atoms with
consciousness? I’ll tell you what they are.)
พวกมันคือรูปแบบ, การร่ายรำ/ลีลา.
อะตอมทั้งหลายเข้ามาสู่ในสมอง, ร่ายรำ, และแล้วก็จากออกไป. พวกมันมักจะเป็นอะตอมใหม่อยู่เสมอ,
แต่ก็มักจะทำการร่ายรำเดียวกันเสมอ, จดจำถึงอะไรที่ได้ร่ายรำเมื่อวานนี้.
นี้เป็นอะไรที่คุณเป็น. ไม่ใช่การสะสมรวบรวมของสิ่งของ, แต่เป็นรูปแบบ, สัณฐาน/การจัดโครงร่าง,
หนทาง/วิธีการที่สสาร/วัตถุได้ถูกจัดนวมเข้าด้วยกันในตัวมันเองอย่างชั่วคราว,
อย่างงดงามไปสู่บางอย่างที่สามารถเงยขึ้นมองยังดวงดาวทั้งหลายและกังขาใจ. ตอนนี้,
ผมต้องการจะหยุดพักที่ตรงนี้ และอธิบายสิ่งนี้ด้วยตัวอย่างหนึ่งอย่างง่ายๆเท่าที่ผมสามารถทำได้
เพราะว่านี้คือกุญแจหลักของความคิด. (They
are a pattern, a dance. The atoms come into your brain, dance, a dance, and then
go out. They’re always new atoms, but always doing the same dance, remembering
what the dance was yesterday. This is what you are. Not a collection of stuff, a
pattern, a configuration, a way that matter has organized itself temporarily,
beautifully into something that can look up at the stars and wonder. Now, I
want to pause here and explain this as simply as I can because this is the key
idea.)
ลองจินตนาการถึงคลื่นลูกหนึ่งในมหาสมุทร.
คุณเห็นมันกำลังม้วนเข้ามายังชายฝั่ง. คุณอาจจะคิดว่า, “นี่มาอีกแล้ว
นำเคลื่อนที่ในทะเลง” แต่นั่นไม่ใช่อะไรบังเกิดขึ้นเลยทั้งสิ้น. น้ำไม่ได้เดินทางไปไหนเลย.
แต่ละส่วนเล็กแม้แต่น้อยนิดของน้ำแค่เคลื่อนที่ขึ้นและลงอยู่กับที่.
อะไรที่เห็นไปการเดินทางนั้นเป็นแค่รูปทรง, รูปแบบ. คลื่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่มีตัวตนคงที่.
มันเป็นพฤติกรรมที่สสาร/วัตถุกำลังทำอยู่. คุณเป็นเหมือนคลื่นนั้น. อะตอมทั้งหลายนั้นเป็นเหกมือนน้ำ.
พวกเขาเข้ามา, พวกเขาเคลื่อนที่ไปรอบๆ, พวกเขาได้จากไป. แต่รูปแบบนั้น,
รูปร่างของคุณ, วิธีที่คุณพูด, วิธีที่คุณคิด, วิธีที่คุณหัวเราะ, สิ่งนั้นอยู่ต่อเนื่องไปสักระยะหนึ่ง.
(Imagine a wave in the ocean. You
see it rolling toward the shore. You might think, “Here
goes that water moving across the sea.” But that’s not what’s happening at all.
The water isn’t traveling. Each little bit of water just moves up and down in
place. What travels is the shape, the pattern. The wave is not a thing. It’s a
behavior that matter is doing. You are like that wave. The atoms are like the
water. They come in, they move around, they leave. But the pattern, the shape
of you, the way you talk, the way you think, the way you laugh, that keeps
going for a while.)
ตอนนี้, ขอให้ผมมาพูดถึงความเข้าใจผิดนั้น.
อันใหญ่หนึ่ง, อันหนึ่งที่ผู้คนส่วนใหญ่ยึดถือไปทั่วโดยปราศจากกระทั่งได้รู้เข้าใจมัน.
ผู้คนส่วนใหญ่คิดว่าเมื่อคุณตาย, บางอย่างได้ถูกทำลาย. พวกเขาคิดว่าสสาร/วัตถุนั้น,
พลังงานนั้น, สิ่งของนั้นที่คุณได้ถูกสร้างทำขึ้น, มันแค่หายไป. ปู๊บ. จากไป. และนี้คือความเข้าใจผิดอย่างสมบูรณ์.
ไม่มีอะไรถูกทำลาย. ไม่มีอะไรเลย. ไม่แม้แต่หนึ่งอะตอม. ไม่แม่แต่หนึ่งแคลอรีของพลังงาน.
เมื่อบุคคลผู้หนึ่งตายลง, อะตอมทั้งหลายที่ถูกที่ได้สร้างประกอบเป็นร่างกายพวกเขาขึ้นมา
ก็กลับคืนไปสู่โลก. พวกเขาได้ถูกรับเอาไปโดยหญ้าใบแหลม, โดยต้นไม้ทั้งหลาย,
โดยไส้เดือนทั้งหลาย, โดยบักเตรี. พวกเขาเข้าไปในดิน. พวกเขาได้ละลบายเข้าไปในน้ำ.
พวกเขาได้ลอบเข้าไปในอากาศและอะตอมทั้งหลายเหล่านั้นจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตอื่นๆต่อไป,
โครงสร้างอื่นๆ, รูปแบบอิ่น. (Now,
let me come to the misconception. The big one, the one that most people carry
around without even knowing it. Most people think that when you die, something
is destroyed. They think that the matter, the energy, the stuff you’re made of,
it just vanishes. Poof. Gone. And this is completely wrong. Nothing destroyed.
Nothing. Not one atom, not one calorie of energy. When a person dies, the atoms
that made up their body return to the earth. They get taken up by grass, by
trees, by worms, by bacteria. They enter the soil. They dissolve into water.
They float into the air and those atoms go on to become parts of other living things,
other structures, other patterns.)
พลังงานนั้นก็เป็นเช่นเดียวกัน.
ทุกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของพลังงานทางเคมีได้ถูกเก็บเอาไว้ในกล้ามเนื้อ,
ในไขมันของมัน, ในเนื้อเยื่อของคุณ, มันได้ถูกปล่อยออกมา. มันได้กลายเป็นความร้อน.
มันกลายเป็นพลังงานของการแบกตัวอันประกอบกันอยู่.
มันให้อาหารแก่ชีวอินทรีย์อื่นทั้งหลาย. มันเข้ามู่วงจรวัฏจักรยิ่งใหญ่ของพลังงาน
ซึ่งได้ถูกดำเนินต่อไปเมื่อตั้งแต่จักรวาลได้เริ่มต้น. จากมุมมองหนึ่งของฟิสิกส์, ความตายนั้นไม่ได้เป็นการทำลายล้าง.
มันเป็นการจัดองค์กรใหม่. มันเป็นจุดจบของรูปแบบหนึ่ง และเป็นการกระจายองค์ประกอบต่างๆออกไปเพื่อสร้างรูปแบบใหม่ทั้งหลาย.
นั่นคือทั้งหมดที่มันเป็น. (The
energy is the same way. Every bit of chemical energy stored in your muscles,
your fat, your tissues, it gets released. It becomes heat. It becomes the
energy of decomposition. It feeds other organisms. It enters the great cycling
of energy that has been going on since the universe began. From the point of
view of physics, death is not destruction. It is reorganization. It’s the end
of one pattern and the dispersal of the components to make new patterns. That
is all it is.)
ในตอนนี้, บางรายของพวกคุณอาจจะพูดว่า, “เอาละ, ฟายน์แมน,
นั่นทั้งหมดที่ฉลาดมาก, แต่รูปแบบนั้นเป็นส่วนหนึ่งที่ผมใส่ใจอยู่ถึง.
ผมไม่ได้สนใจห่วงใยว่าอะตอมทั้งหลายของผมจะรอดชีวิตหรือไม่. ผมใส่ใจแต่ว่าผมรอดชีวิตหรือไม่?”
และผมเข้าใจนั่น. ผมเข่าใจ. ผมไม่ได้กำลังจะยืนอยู่ที่นี่และบอกแก่คุณว่าฟิสิกส์ถอนย้ายเหล็กไนของความตายออกให้.
มันไม่ได้ทำ. (Now,
some of you might say, ‘Well, Feynman, that’s all very clever, but the pattern
is the part I care about. I don’t care that my atoms survive. I care that I
survive.” And I understand that. I do. I am not going to stand here and tell
you that physics removes the sting of death. It doesn’t.)
การสูญเสียรูปแบบ, การสูญเสีย(ความเป็น)บุคคลนั้นคือความจริง.
นั้นเป็นความจริงเท่าๆกับสิ่งใดๆในจักรวาล. แต่ผมต้องการให้คุณยึดกุมสองความคิดนี้เอาไว้ในจิตของคุณในทันที.
อย่างแรกก็คือรูปแบบ, ความเป็นบุคคลนั้นคือสิ่งชั่วคราว/ไม่ถาวร/ไม่เที่ยง.
มันผุดอุบัติขึ้น. มันร่ายรำ, และมันก็เสื่อมสลายไป. นั่นคือธรรมชาตจิของทุกโครงสร้างซับซ้อนในจักรวาล,
จากดวงดาวทั้งหลายไปสู่เกล็ดหิมะไปสู่อารยธรรม.
(The loss of the pattern, the loss of a person that is real.
That is as real as anything in the universe. But I want you to hold two ideas
in your mind at once. The first idea is that the pattern, the person is
temporary. It emerges, it dances, and it dissolves. That is the nature of every
complex structure in the universe, from stars to snowflakes to civilizations.)
ความคิดที่สองคือว่า แต่ส่วยประกอบทั้งหลายนั้นไม่ใช่สิ่งชั่วคราว.
อะตอมทั้งหลายนั้นเก่าแก่มากกว่าภูเขาทั้งหลาย, เด่าแก่มากกว่าโลก,
เก่าแก่มากยิ่งกว่าวันเวลาดวงอาทิตย์. พวกเขาได้ถูกหลอมอยู่ในดวงดาวทั้งหลายที่ได้ระเบิดตัวออกก่อนที่ระบบสุริยะของเราจะได้เป็นเมฆหมอกของเถ้าละออง.
และภายหลังที่คุณได้จากไป, อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นก็จะไปต่อ. พวกเขาจะเป็นส่วนหนึ่งของดิน,
ฝน, อากาศ, และในท้ายที่สุดสิ่งมีชีวิตทั้งหลายอื่น. บางทีสิ่งมีชีวิตอื่นผู้ที่จะนั่งและกังขาใจถึงการดำรงแอยู่ของพวกเขาเองแค่ดังเช่นที่คุณกำลังทำอยู่ในตอนนี้. (The second idea is that the
components are not temporary. The atoms are older than the mountains, older
than the earth, older than the Sunday. They were forged in the stars that
exploded before our solar system was a cloud of dust. And after you’re gone, those
atoms will go on. They will be part of the soil, the rain, the air, and
eventually other living things. Perhaps other being who will sit and wonder
about their own existence just as you are doing right now.)
ให้ผมลองพยายามดูกับการทดลองทางความคิดหนึ่ง. อะตอมคาร์บอนนี้ได้ถูกทำขึ้นข้างในดาวฤกษ์ขนาดใหญ่นั้น,
เรามาพูดกันว่าสัก 10 เท่ามวลของดวงอาทิตย์ของเราในราว 5 พันล้าน.
ดวงดาวนั้นได้ระเบิดออก. อะตอมนั้นล่องลอยไปผ่านอวกาศ. มันได้มาถูกจับได้ในเมฆหมอกของก๊าซและฝุ่นละอองที่ในท้ายสุดยุบตัวลงเพื่อก่อรูปเป็นระบบสุริยะของเรา.
มันได้จบลงที่บนโลก, ได้ฝังอยู่ในหินปูนมาสองสามร้อยล้านปี.
แล้วการระเบิดขึ้นอย่างภูเขาไฟได้ปลดปล่อยมันออกมาเป็นเช่นคาร์บอนไดออกไซด์. พืชหนึ่งได้ดูดซึมซับมันไปในระหว่างการสังเคราะห์แสง.
กระต่ายตัวหนึ่งได้กินพืชนั้น. กระต่ายนั้นได้ตายลงและแยกเสื่อมสลายร่าง,
ปลดปล่อยอะตอมนั้นกลับคืนลงไปในดิน. ต้นไม้หนึ่งกูดดูดซึมซับมัน.
ต้นไม้นั้นได้ถูกตัดลงและได้ถูกเผา. อะตอมนั้นได้กลับไปสู่ในชั้นบรรยากาศ. พืชอีกรายหนึ่งตะครุบจับมัน.
วัวตัวหนึ่งได้กินพืชนั้น. คุณได้กินวัวตัวนั้น. และในตอนนี้อะตอมคาร์บอนนั้นก็กำลังนั่งอยู่ในเซลล์หนึ่งในมือซ้ายของร่างกายคุณ. (Let me try a thought experiment.
Let’s follow a single carbon atom. This carbon atom was made inside a massive
star, let’s say 10 times the mass of our Sun about 5 billion years ago. The
star exploded. The atom drifted through space. It got caught up in the cloud of
gas and dust that eventually collapsed to form our solar system. It ended up on
Earth, buried in limestone for a few hundred million years. Then a volcanic
eruption released it as carbon dioxide. A plant absorbed it during photosynthesis.
A rabbit ate the plant. The rabbit died and decomposed, releasing the atom back
to the soil. A tree absorbed it. The tree was cut down and burned. The atom
went back into the atmosphere. Another plant grabbed it. A cow ate that plant.
You ate the cow. And now that carbon atom is sitting in a cell in your left
hand.)
เมื่อคุณตาย, อะตอมนั่นก็จะละทิ้งร่างกายของคุณไป.
มันจะเข้าไปสู่ดิน. มันก็จะถูกดูดซึมซับไปโดยหญ้าใบแหลม. แกะตัวหนึ่งจะมากินหญ้านั้น.
เด็กคนหนึ่งก็จะได้ดื่มนมจากแกะตัวนั้น. และอะตอมที่ครั้งหนึ่งอยู่ในดวงดาว,
ครั้งหนึ่งอยู่ในหินปูน, ครั้งหนึ่งอยู่ในกระต่าย, ครั้งหนึ่งอยู่ในคุณ,
จะเป็นส่วนหนึ่งของเด็กคนหนึ่งผู้ที่ไม่ได้มีความคิดเลยว่ามันมาจากที่ไหน. อะตอมนั้นได้ทำการร่ายรำมาแล้ว
10,000 รอบ. มันรไม่ได้รู้และมันไม่ได้สนใจใยดี, แต่มันคอยแต่ดำเนินการต่อไปเช่นนั้น. (When you die, that atom will
leave your body. It will enter the soil. It will be absorbed by a blade of
grass. A sheep will eat the grass. A child will drink the sheep’s milk. And the
atom that once in a star, once in a limestone, once in a rabbit, once in you,
will be part of a child who has no idea where it came from. That atom has done
this dance 10,000 times. It doesn’t know and it doesn’t care, but it’s keeps
going.)
ทีนี้, นี่คือส่วนที่ได้ทำให้ผมตื่นใจจริงๆเมื่อผมได้คิดเกี่ยวกับมัน.
กฎข้อแรกของเธอร์โมไดนามิคส์ (อุณหพลศาสตร์)บอกเราว่าพลังงานได้ถูกอนุรักษ์.
มันไม่สามารถถูกสร้างขึ้นมาหรือถูกทำลายลงไปได้. และมีข้อเท็จจริงที่สัมพันธ์กับสสาร/วัตถุกด้วยความอนุเคราะห์จากนิวเคลียร์ฟิสิกส์
และความเข้าใจที่เราได้รับมาในศตวรรษนี้. ภายใต้สภาวะปกติทั่วไปทั้งหลาย,อะตอมทั้งหลายไม่ได้ถูกสร้างขึ้นหรือถูกทำลายได้ด้วยเช่นกัน.
พวกมันได้ถูกจัดแจงปรับเรียงขึ้นมาใหม่. จำนวนอะตอมคาร์บอนทั้งหลายบนโลกนี้ได้มีอยู่อย่างคร่าวๆเป็นเช่นเดิมเดียวกันกับเมื่อหลายพันล้านปีก่อน.
พวกมันได้แค่เพียงคอยหมุนเวียนวะฏจักรผ่านก้องหินทั้งหลาย, อากาศทั้งหลาย, น้ำ,
ผ่านสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย. (Now,
here’s the part that gives me a real thrill when I think about it. The first
law of thermodynamics tells us that energy is conserved. It cannot be created
or destroyed. And there is a related fact about matter courtesy of nuclear
physics and the understanding we gained in this century. Under ordinary
conditions, atoms are not created or destroyed either. They are rearranged. The
number of carbon atoms on Earth has been roughly the same for billions of years.
They just keep cycling through rocks, through air, through water, through living
things.)
ดังนั้น,
ในสัมผัสรู้สึก/ในแง่ตามเป็นจริงและเชิงลึก, ไม่มีอะไรที่คุณได้ถูกสร้างทำขึ้นมาตามเจตจำนงนี้จะถูกทำให้สูญไปได้เลย.
มันจะเปลี่ยนรูปร่าง. มันจะถูกปรับจัดเรียบเรียงขึ้นใหม่.
มันจะกลายเป็นอะไรบางอย่างอื่น, แต่มันจะไม่หยุดที่จะดำรวงอยู่.
ผมควรที่จะระมัดระวังให้ดีและพูดบางอย่างในที่นี้เกี่ยวกับ Under
ordinary conditionsกฎข้อที่สองของเธอโมไดนามิคส์ เพราะว่าผู้คนในบางครั้งจะสับสนได้. (So, in a very deep and literal
sense, nothing that you are made of will ever be lost. It will change form. It
will be rearranged. It will become something else, but it will not cease to
exist. I should be careful and say something here about the second law of
thermodynamics because people sometimes get confused.)
กฎข้อที่สองของเธอร์โมไดนามิคส์(อุณหพลศาสตร์)บอกว่า
เอนโทรปี – หน่วยวัดปริมาณความไร้ระเบียบ นั้น ของระบบปิดหนึ่งโน้มเอียงที่จะเพิ่มขึ้น.
พูดในภาษาทั่วไปง่ายๆ, นั่นหมายความว่า สิ่งทั้งหลายมีแนวโน้มที่จะไปจากความเป็นระเบียบ
เป็นความไร้ระเบียบ. ปราสาททรายหนึ่งได้ร่วงลงแยกออกจากกัน. กาแฟร้อนถ้วยหนึ่งได้เย็นตัวลง.
ร่างกายมีชีวิตหนึ่งได้เสื่อเน่าสลาย. นี้คือความจริงและมันสำคัญมาก. กฎข้อที่สองนี้คือเหตุผลว่ารูปแบบอันซับซ้อนทั้งหลายเหมือนเช่นคุณและผมไม่ได้คงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ฬ
มันใช้พลังงานเพื่อการคงไว้ซึ่งรูปแบบนั้นๆ, ที่จะรักษาการร่ายรำไว้ต่อไป,
ที่จะต่อสู้ความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะไปสู่ความไร้ระเบียบ. (The
second law says that the entropy5 of a
closed system tends to increase. In plain language, that means things tend to
go from ordered to disordered. A sand castle falls apart. A hot cup of coffee
cools down. A living body decays. This is real and it’s important. The second
law is the reason that complex patterns like you and me don’t last forever. It
takes energy to maintain the pattern, to keep the dance going, to fight the
natural tendency toward disorder.)
5 เอนโทรปี (Entropy) คือปริมาณทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้วัดความไม่เป็นระเบียบ
(Disorder) ความสุ่ม หรือการกระจายตัวของพลังงานในระบบ ยิ่งระบบมีความไม่เป็นระเบียบสูง
เอนโทรปีจะยิ่งสูง ตามกฎข้อที่สองของเทอร์โมไดนามิกส์
ธรรมชาติมักเปลี่ยนจากระเบียบไปสู่ความไร้ระเบียบ (เอนโทรปีเพิ่มขึ้น)
โดยมักใช้สัญลักษณ์ \(S\) [1, 2, 3]
สาระสำคัญของเอนโทรปี
- ความไม่เป็นระเบียบ: ตัวอย่างเช่น น้ำแข็ง (โมเลกุลเรียงตัวระเบียบ)
มีเอนโทรปีต่ำ เมื่อละลายเป็นน้ำ (โมเลกุลกระจาย) เอนโทรปีจะสูงขึ้น
- แนวโน้มธรรมชาติ: กระบวนการที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ
มักจะทำให้ค่าเอนโทรปีรวมของจักรวาลเพิ่มขึ้นเสมอ
- พลังงานที่ใช้งานไม่ได้: เอนโทรปีบอกถึงปริมาณพลังงานที่ไม่สามารถนำมาใช้งานได้ในระบบ
- ทฤษฎีสารสนเทศ
(Information Theory): หมายถึงการวัดความไม่แน่นอน (Uncertainty)
หรือปริมาณข้อมูลที่คาดเดาไม่ได้
ตัวอย่างเอนโทรปีในชีวิตประจำวัน
- ห้องที่รก: หากไม่จัดห้อง ห้องมักจะรกขึ้นเอง (เอนโทรปีเพิ่ม)
แต่การจัดห้องให้เรียบร้อย (ลดเอนโทรปี) ต้องใช้พลังงานจากภายนอกเข้าไปกระทำ
- กาแฟร้อน: กาแฟร้อนวางทิ้งไว้จะเย็นลง
พลังงานความร้อนกระจายออกสู่สิ่งแวดล้อม ทำให้เอนโทรปีรวมเพิ่มขึ้น
โดยสรุป
เอนโทรปีคือแนวโน้มของจักรวาลที่มุ่งสู่ความโกลาหลและความสม่ำเสมอของพลังงาน
เมื่อคุณตาย, การต่อสู้นั้นได้หยุดลงและแอนโทรปีชนะ.
รูปแบบนั้นได้เสื่อมสลายลง. แต่โปรดสังเกตอะไรที่กฏข้อที่สองนี้ไม่ได้พูดถึง.
มันไม่ได้บอกว่าสสารหรือพลังงานได้ถูกทำลายไปด้วย. มันบอกว่าองค์กรนั่นได้สูญไป.
เนื้อในของสิ่งนั้นยังคงอยู่ที่นั้น. มันแค่สับสลับจัดเรียงใหม่ไม่เป็นระเบียบเหมือนเช่นของเดิมเท่านั้น.
อะตอมทั้งหลายของร่างที่แยกสลายออกจากกันลงยังคงอยู่เป็นอะตอมทั้งหลาย. พลังงานของไฟที่เย็นลงก็ยังคงเป็นพลังงานอยู่
มันแค่แผ่กระจายออกไป, ได้เจอจางลง, ยากขึ้นที่จะใช้เพื่อสิ่งใดให้เป็นประโยชน์. (When you die, that fight stops
and entropy wins. The pattern dissolves. But notice what the second law does
not say. It does not say that matter or energy is destroyed. It says that
organization is lost. The stuff is still there. It’s just reshuffled into less
organized arrangement. The atoms of a decomposed body are still atoms. The
energy of a cooled down fire is still energy. It’s just spread out, diluted, harder
to use for anything useful.)
และมีอีกหนึ่งสิ่งที่ผมต้องการจะคิดเกี่ยวกับมัน
เพราะผมคิดว่ามันเป็นข้อเท็จจริงซึ่งน่าพิศวงใจมากที่สุดในทั้งหมดของวิทยาศาสตร์.
จักรวาลมีอายุเก่าแก่อยู่ราว 14 พันล้านปี, ไม่มากก็น้อย. สำหรับส่วนใหญ่ของเวลานั้น,
ไม่มีใครรายรอบนี้ที่มองไปที่มันเลย. ไม่มีรดวงตา, ไม่มีสมอง,
ไม่มีความคิดทั้งหลายใดๆ. แค่ไฮโดรเจนและฮีเลียมยุบตัวลงเป็นดาวฤกษ์ทั้งหลาย,
ระเบิดตัวออก, สร้างทำอะตอมที่หนักกว่าทั้งหลาย, แล้วก็ยุบตัวกันอีก. ตลอดมาหลายพันล้านและหลายพันล้านปี,
จักรวาลได้แค่สสารที่กำลังอะไรที่สสารทำอย่างตาบอด, และโง่เง่า. (And here one more thing I want
to think about because I think it’s the most astonishing fact in all of science.
The universe is about 14 billion years old, give or take. For most of that time,
there was no one around to look at it. No eyes, no brains, no thoughts. Just
hydrogen and helium collapsing into stars, exploding, making heavier atoms,
collapsing again. For billions and billions of years, the universe was just
matter doing what matter does blindly, stupidly.)
แต่ละอะตอมสนใจอยู่แต่ธุระของตนเอง. และแล้วที่ไหนสักแห่งบนดาวเคราะห์ก้อนหินเล็กๆ
กำลังโคจรไปเป็นเช่นดวงดาวทั่วไปในกาแล๊กซี่ทั่วๆไป, บางอะตอมทั้งหลายเหล่านั้นยได้จัดเรียงพวกมันเองเข้าเป็นรูปแบบหนึ่ง
ซึ่งสามารถคิด, ที่สามารถกังขาใจ, ที่สามารถเงยขึ้นมองไปยังท้องฟ้ายามราตรีและถามว่า,
“ทั้งหมดนี้คือเรื่องอะไร? ทำไมมีบางอย่างขึ้นมาแทนที่จะว่างเปล่าไม่มีอะไร?” (Each atom minding its own
business. And then somewhere on a small rocky planet orbiting an ordinary star
in ordinary galaxy, some of those atoms arranged themselves into a pattern that
could think, that could wonder, that could look up at the night sky and ask, “What
is all this? Why is there something instead of nothing?”)
คุณคือจักรวาลที่กำลังมองดูตัวมันเอง. คุณคืออะตอมทั้งหลายที่ได้จัดเรียงตัวพวกมันเองมาสู่รูปแบบโครงสร้างหนึ่งที่ช่างสลับซับซ้อนเหลือเกิน,
ที่ช่างพิเศษเหลือเกิน, ที่รูปแบบโครงสร้างนี้สามารถที่จะพินิจพิจารณาถึงการดำรงอยู่ของตนเองได้.
นั่นไม่เคยได้บังเกิดขึ้นมาก่อนใน 14 พันล้านปีแห่งประวัติศาสตร์เอกภพ/จักรวาล.
ตราบไกลเท่าที่เรารู้, ยกเว้นในที่นี้, ยกเว้นในตอนนี้,
ยกเว้นในสิ่งทั้งหลายของคุณและผม. และใช่, รูปแบบนั้นไม่ถาวร/เที่ยง.
มันจะจบลง. การร่ายรำจะหยุดลง. แต่ข้อเท็จจริงนั้นคือมันได้บังเกิดขึ้นทั้งสิ้น, อะตอมทั้งหลายนั่นสามารถที่จะจัดเรียงตัวพวกมันเองไปสู่บางอย่างที่รู้สึกได้ถึงปีติรื่นรมย์และกังขาใจและโศกเศร้าและรัก,
นั้นไม่ได้ลดทอนลงโดยข้อเท็จจริงที่ว่าเป็นการชั่วคราว/ไม่เที่ยงถาวร. (You are the universe looking at
itself. You are atoms that arranged themselves into a configuration so complex,
so extraordinary that the configuration can contemplate its own existence. That
has never happened before in 14 billion years of cosmic history. As far as we
know, except here, except now, except in things like you and me. And yes, the
pattern is temporary. It will end. The dance will stop. But the fact that it
happened at all, that atoms could arrange themselves into something that feels joy
and wonder and grief and love, that is not diminished by the fact that it’s
temporary.)
ถ้าสิ่งใดๆ, มันได้ทำให้น่าจดจำมากยิ่งขึ้น. ผมไม่ยอมกับความคิดที่รู้ว่าวิทยาศาสตร์ได้นำเอาความงดงามออกไปจากดอกไม้หรือความลี้ลับออกไปจากชีวิต
หรือความหมายออกไปจากการตาย. มันเป็นสิ่งตรงกันข้าม. เมื่อคุณเข้าใจถึงว่าทุกอะตอมในร่างกายของคุณได้ถูกปรุงขึ้นในดวงดาวหนึ่ง,
ที่จิตสำนึกของคุณคือรูปแบบหนึ่งที่ถือกุมเข้าด้วยกันโดยสัญญาณไฟฟ้าทางเคมีทั้งหลายในก้อนก้อนหนึ่งของสสาร/วัตถุ
ที่ครั้งหนึ่งได้เคยกระจัดกระจายอยู่ทั่วกาแลกซี, และว่าทุกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของคุณจะกลับไปสู่โลกและท้องฟ้าและมหาสมุทรที่จะกลายเป็นส่วนของสิ่งทั้งหลายอื่น,
รูปแบบทั้งหลายอื่น, การร่ายรำทั้งหลายอื่น. นั่นสามารถเป็นสิ่งใดไปอย่างอื่นได้อีก
นอกจากความสง่างดงามล่ะ? (If
anything, it’s made more remarkable. I have no patience for the idea that knowing
the science takes the beauty out of a flower or the mystery out of life or the
meaning out of death. It does the opposite. When you understand that every atom
in your body was cooked in a star, that your consciousness is a pattern held
together by electrochemical signals in a lump of matter that was once scattered
across a galaxy, and that every bit of you will go back to the earth and the
sky and the ocean to become part of other things, other patterns, other dances.
How can that be anything but magnificent?)
เราไม่ได้แยกออกจากจักรวาล. เราคือจักรวาลที่ได้รวมตัวกันเข้าชั่วคราวรู้สึกตัวชั่วระยะสั้นๆ
และเมื่อองค์รวมนี้สิ้นสุดลง ก็กลับคืนไปสู่สระอะไรที่จากมาซึ่งรูปแบบถัดไปจะถูกวาดขึ้น.
ดังนั้น, การตายคือจุดจบจากมุมมองของรูปแบบนั้นหรือ? ใช่. การร่ายรำนั้นได้หยุดลงจากมุมมองในเรื่องอะตอมทั้งหลาย,
พลังงาน, สิ่งรากฐานทั้งหลายของความเป็นจริง หรือ? ไม่เลย, มันไม่ได้แม้กระทั่งหยุดพัก.
มันแค่เปลี่ยนคู่เต้นรำ. (We are
not separate from the universe. We are the universe temporarily organized
briefly aware and when the organization ends the components return to the pool
from which the next pattern will be drawn. So, is death the end from the point
of view of the pattern? Yes. The dance stops from the point of view of the atoms,
the energy, the fundamental stuff of reality? No, it’s not even a pause. It’s
just a change of partner.)
ผมไม่รู้ว่าอะไรบังเกิดขึ้นกับจิตสำนึก
เมื่อสมองหยุดทำงาน. ไม่มีใครรู้. ฟิสิกส์ไม่ได้มีทฤษฎีที่สมบูรณ์ของจิตสำนึก.
และใครคนใดผู้ที่บอกกับคุณเป็นอย่างอื่นนั้นก็กำลังขายอะไรบางอย่างกับคุณ.
อะไรที่ฟิสิกส์สามารถบอกคุณได้และสามารถบอกคุณด้วยความชัดเจนอย่างสัมบูรณ์สิ้นก็คือ
ไม่มีแม้แต่อะตอมเดียวในร่างการยของคุณจะถูกทำลายลงไป. ไม่แม้แต่จูลส์(หน่วยวัดปริมาณพลังงาน)เดียวของพลังงานจะหายไป.
ทุกอย่างที่คุณเป็นในแง่ทางกายภาพจะดำเนินต่อไปในรูปร่างที่แตกต่างไป, ในรูปแบบที่แตกต่างไป,
แต่มันจะยังคงดำเนินต่อไป. (I
don’t know what happens to consciousness when the brain stops. Nobody does. Physics
doesn’t have a complete theory of consciousness. And anyone who tells you otherwise
is selling you something. What physics can tell you and tell you with absolute
certainty is that not a single atom of your body will be destroyed. Not a
single Jule of energy will vanish. Everything you are in the physical sense will
continue in a different form, in a different pattern, but it will continue.)
และมีอีกสิ่งหนึ่ง. ทุกบุคคลผู้ที่เคยได้มีชีวิตอยู่, ทุกบุคคลผู้ที่ได้เคยรักคุณ,
ทุกบุคคลที่อะตอมทั้งหลายของเขาได้ผ่านคุณมาและของคุณได้ผ่านพวกเขาไป , พวกเขาคือทั้งหมดได้ถูกถักทอเข้าไปสู่ผืนพรมอันยิ่งใหญ่ของสสารวัตถุและพลังงานเดียวกัน
ที่สร้างทำจักรวาลนี้ขึ้น. อะตอมทั้งหลายในมือขวาของคุณอาจจะครั้งหนึ่งได้เคยอยู่ในร่างของชาวนาในสมัยอียิปต์โบราณ.
ออกซิเจนที่คุณเพิ่งหายใจเข้าไปอาจจเคยะจบลงในปอดทั้งหลายของใครบางคนเมื่อหนึ่งพันปีก่อนย้อนไปจากตอนนี้.
เราทั้งหมดได้เชื่อมต่ออยู่ไม่เพียงแค่โดยความรู้สึกทางจิตใจแต่โดยทางฟิสิกส์/กายภาพด้วยข้อเท็จจริงอันเรียบง่ายงดงามอย่างดื้อดึงที่ว่า
อะตอมทั้งหลายนั้นคงอยู่ยั่งยืน. (And
there’s one more thing. Every person who has ever lived, every person who has
ever loved you, every person whose atoms have passed through you and yours
through them, they are all woven into the same great fabric of matter and energy
that makes up this universe. The atoms in your right hand may have once been in
the body of a farmer in ancient Egypt. The oxygen you just exhaled may end up
in the lungs of someone a thousand years from now. We are all connected not by
sentiment but by physics by the simple stubborn beautiful fact that atoms
endure.)
ดังนั้น, คราวหน้าถ้ามีใครถามคุณว่า
อะไรบังเกิดขึ้นภายหลังที่คุณตาย, คุณก็สามารถบอกถึงอะไรที่ฟิสิกส์ได้บอกไว้.
เทียนไขที่ดับลง. ใช่, ทุกอะตอมของเทียนไขยังคงอยู่ที่นี่. เปลวไฟดับจากไป, แต่ความร้อนที่มันได้ผลิตขึ้นมายังคงทำความอบอุ่นอยู่ในห้อง,
ทำความอบอุ่นให้กับอากาศ,ค่อยๆจางหายออกไปสู่โลก, เข้าร่วมกับมหาสมุทรพลังงานอันมหาศาลที่ได้ไหลล่องผ่านไปทั่วจักรวาลมาตั้งแต่การเริ่มต้นของเวลา.
ไม่มีสิ่งใดที่สูญสิ้นไป. ไม่มีเลย. การร่ายรำได้เปลี่ยนแปลงไป.
ดนตรียังคงบรรเลงอยู่. (So,
the next time someone asks you what happens when you die, you can tell what
physics says. The candle goes out. Yes, but every atom of the candle is still
here. The flame is gone, but the heat it produced is still warming the room,
warming the air, dissipating out into the world, joining the immense ocean of
energy that has been flowing through this universe since the beginning of time.
Nothing is lost. Nothing. The dance changes. The music plays on.)
ตอนนี้, ผมต้องการที่จะได้ยินจากคุณ. นี่คือคำถามที่มีคุณค้าให้คิกเกี่ยวกับมัน.
ถ้าทุกอะตอมในร่างกายของคุณได้ถูกแทนที่ใหม่มาตลอดในทุกช่วงเวลาสองสามปีผ่านไป
และคุณก็เป็นรูปแบบหนึ่งจริง, ไม่ใช่สิ่งฺหนึ่ง, แล้วอะไรกันแน่ที่สร้างทำให้เป็นคุณขึ้นมา?
เจียนคำตอยที่ดีที่สุดของคุณลงมา. ผมรักที่จะได้รู้ว่าอะไรที่คุณคิดออกมาได้? (Now, I
want to hear from you. Here’s a question worth thinking about. If every atom in
your body gets replaced over the course of a few years and you are really a
pattern, not a thing, then what exactly makes you, you? Write down your best
answer. I’d love know what you come up with?)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น