หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2557

จะเอาวัวลากเกวียนมารีดนม มันจะพอกินหรือ?



บรมธรรม  กับระบบการเมือง


          วันนี้จะได้พูดกันถึงเรื่อง  บรมธรรม กับระบบการเมืองในโลกปัจจุบันซึ่งบางคนอาจจะคิดว่า บรมธรรม กับระบบการเมืองนี้มันจะเกี่ยวข้องกันอย่างไร มันเป็นคนละเรื่อง.  เมื่อกล่าวโดยแท้แล้วไม่ใช่อย่างนั้น มันเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กันอย่างยิ่ง, ถ้าระบบการเมืองในโลกไม่ดี โลกนี้ก็ไม่มีหวังที่จะได้รับบรมธรรม แม้ที่จะเป็นอย่างจริยธรรมสากล.
ขอให้ระลึกไว้เสมอว่า บรมธรรมอย่างจริยธรรมสากล เขาเล็งถึงปรากฏ ลักษณะ และมูลเหตุ จึงแจกเป็นว่า : อยู่เป็นสุข, มีความเต็มแห่งความเป็นมนุษย์, มีหน้าที่เพื่อหน้าที่, และความรักสากล.  ส่วนคำว่าบรมธรรมตามหลักพระพุทธศาสนา หรือวัฒนธรรมอินเดียทั้งหมด เล็งถึงความไม่เบียดเบียนกันแต่อย่างเดียว คำเดียวคือไม่เบียดเบียนตนเอง มีความสุขอย่างที่เรียกว่า มีนิพพานเป็นสิ่งสูงสุด หรืออย่างน้อยก็เป็นนิพพานชั่วคราว;  สำหรับผู้อื่นนั้น ก็คือไม่มีการกระทบกระทั่งกันเลย.  บรมธรรมตามหลักจริยธรรมสากลใหม่ๆหยกๆนี้ก็ดี  บรมธรรมตามความหมายดั้งเดิมในประเทศอินเดียก็ดี ไม่มีแก่โลก ที่มีระบบการเมืองอันเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน.
สำหรับระบบการเมืองในโลก เวลานี้ เป็นอย่างไร ก็เห็นๆกันอยู่แต่จะดูไม่มีใครสนใจว่าโดยส่วนลึก หรือทั้งหมด ตามที่ธรรมชาติต้องการนั้น ระบบการเมืองของโลกเราสมัยนี้เป็นอยู่ในลักษณะเช่นไร, ข้อนี้รู้ได้ยากเพราะว่าสิ่งที่เรียกว่าความจริง นั้นมันมีเท่าที่บุคคลนั้นจะรู้สึกได้เท่านั้น ที่เหนือหรือลึกไปกว่านั้นมันรู้ไม่ได้.  ฉะนั้นเรากำลังบูชาระบบการเมืองในระบบไหนกัน ก็รู้แค่เท่านั้น นี่อาจจะมีลักษณะเหมือนกับกบ ในหนองเล็กๆ หรือในรอยเท้าควายก็ได้ คือมันรู้เท่านั้น เพราะไม่ได้ศึกษาเรื่องมนุษย์กันในแง่อื่นในทุกด้านทุกมุม มัวแต่ศึกษากันสำหรับแสวงหาประโยชน์อย่างเดียว เอาการเมืองเป็นเครื่องมือหาประโยชน์อย่างเดียว ไม่ใช่การเมืองเพื่ออะไร ที่สูงไปถึงเรื่องจิตใจของมนุษย์ที่อยู่เป็นผาสุก ซึ่งเป็นประโยชน์อันสูงสุด.  แปลว่าไม่รู้จักประโยชน์สูงสุด รู้จักหาประโยชน์ทางวัตถุทางเนื้อหนังกันไปเท่านั้น เพราะฉะนั้นการเมืองของโลกสมัยนี้ มันจึงเป็นแต่เรื่องอย่างนี้ คือ เพื่อประโยชน์สุขทางวัตถุ หรือทางเนื้อหนัง.
ทีนี้เมื่อพูดถึงการเมือง-การเมือง ก็อยากจะพูดถึง เรื่องอธิปไตยในทางธรรม ให้เป็นที่เข้าใจกันสักหน่อย เพราะว่าเดี๋ยวนี้เราก็ใช้คำว่าอธิปไตย เช่น ประชาธิปไตย ราชาธิปไตย อัตตาธิปไตย คณาธิปไตย อะไรก็ตาม มีคำว่า อธิปไตยมาใช้.  ทีนี้ควรจะรู้ว่า คำว่า “อธิปไตย” ในทางหลักธรรมที่เก่าแก่ บรมโบราณเป็นพันๆปีนั้น มีอะไรบ้าง.  อธิปไตยตามหลักธรรมมีอยู่ 3 อย่าง;
อัตตาธิปไตย    เอาประโยชน์หรือความคิดเห็นของตนเป็นใหญ่
โลกาธิปไตย    เอาประโยชน์หรือความคิดเห็นจของสังคมรวมๆกันเป็นใหญ่ คือเอาโลกเป็นใหญ่
ธรรมธิปไตย    เอาความถูกต้องของธรรมชาติเป็นใหญ่

คุณลองเปรียบเทียบกันดูว่า มันอยู่กันอย่างไร และมันต่างกันอย่างไร.  การเอาความคิดหรือประโยชน์ของตนเป็นใหญ่ กับการเอาความคิดหรือประโยชน์ของสังคมทั้งหมด เช่น โลกเป็นต้นนี้เป็นใหญ่ กับเอาความถุกต้องของธรรมชาติเป็นใหญ่ นี่เรียกว่าอธิปไตย มีอยู่ 3 อย่างตามหลักธรรม.
เดี๋ยวนี้ระบบการปกครอง เรามีอธิปไตยอะไรกันบ้าง แต่ก่อนก็มีราชาธิปไตยแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์.  เดี๋ยวนี้ก็มีราชาธิปไตยแบบจำกัดอำนาจ  ที่เขาเคยเรียกกันว่า ปรมิตาญา-สิทธิราชย์ แล้วเราก็มาเรียกกันเสียใหม่ว่า ประชาธิปไตยแบบมีพระราชาหรือแบบมีกษัตริย์.  แล้วก็มีแบบประชาธิปไตยล้วนๆที่ไม่มีกษัตริย์.  แต่แล้วในอธิปไตยทั้งหมดนี้ มันมีลักษณะเป็นอย่างไร เป็นอัตตาธิปไตยจริงๆหรือเป็นโลกาธิปไตยจริงๆ เป็นประชาธิปไตยจริงๆ หรือกระทั่งว่าเป็นธรรมาธิปไตยจริงๆกันหรือไม่ที่ตรงไหน;  เขาถือหลักที่จะใช้ระบบการปกครองการเมืองนี้กันอย่างไร; ดูก็แตกต่างกันไปมากในโลกนี้,  เพราะฉะนั้น ชื่อที่ใช้เรียกนั้น ดูจะเป็นแต่เพียงชื่อเสียงมากกว่า  เพราะว่าจุดที่เขาเพ่งเล็งนั้น มันอยู่ที่ประโยชน์เขาจะใช้ระบบการปกครองระบบไหนกัน ในสมัยนี้ก็เพ่งเล็งอยู่ที่ประโยชน์ประเทศไหนใช้อธิปไตยแบบไหน ก็เพ่งเล็งอยู่ที่ประโยชน์อย่างเดียว นี่ตรงกันหมดเลย.  โดยเนื้อแท้มันเป็นประโยชน์อธิปไตย หรือประโยชนาธิปไตย แล้วก็ยักไปเรียกเสียว่าประชาธิปไตย แล้วก็ให้คำจำกัดความ หรือว่าคำขวัญว่าของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน.  แต่แล้วมันก็มีปัญหาตรงที่ว่า ประชาชนนั้นเป็นอย่างไร ถ้าประชาชนเป็นวัตถุนิยม ประโยชน์นั้นก็เป็นวัตถุนิยม ถ้าประชาชนเป็นธรรมนิยม เป็นมโนธรรม หรือเป็นอย่างที่เรียกว่า วิญญาณนิยม อะไรก็แล้วแต่ ประโยชน์นั้นมันก็เป็นเรื่องธรรมนิยม.
แต่เดี๋ยวนี้ ในโลกนี้ ไปดูเถอะ วัตถุนิยมเข้าตา ที่เรียกว่าเลือดเข้าตา เป็นเลือดของวัตถุนิยมเข้าตา เพราะฉะนั้นการเมืองแม้จะเรียกว่า ประชาธิปไตยมันก็เพื่อวัตถุนิยม เพราะคนทุกคนมันเป็นวัตถุนิยม โลกนี้มันกำลังตกอยู่ในอำนาจของวัตถุนิยม ของปีศาจแห่งวัตถุนิยม เพราะฉะนั้น ที่ว่าของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชนนั้น มันก็ของวัตถุนิยมเป็นแน่นอน ไม่เกี่ยวกันเลยกับธรรมนิยมหรือธรรมธิปไตย;  มันไม่เกี่ยวกันเลย เพราะนั่นมันเป็นเรื่องทางมโนธรรม.
ทีนี้ นักศึกษา หรือคนสมัยนี้ เขาเอาวัตถุนิยมมาเป็นมโนธรรม ที่ว่าเลือดเข้าตา นั้นมันหมายอย่างนี้ คือมองไม่เห็นอะไร จนเอาวัตถุนิยมเนื้อหนังนี้เป็นมโนธรรม.  มันก็พูดถึงมโนธรรม ถึงธรรมะ ถึงอะไรกันอยู่มาก แต่มันไม่ใช่ มันไม่ตรงกับคำว่าธรรมาธิปไตย ความถูกต้องของธรรมชาติเป็นหลัก.  ดังนั้นมันจึงกลายเป็นเพียงโลกาธิปไตยเอาความคิด ความเห็น ความต้องการของประชาชนนั้นเป็นหลัก แล้วในที่สุดมันก็อวดดีไปไม่ได้ คือจะเอาคนดี คนจริง คนยุติธรรมมาจากไหนเป็นฝูงๆ มันไม่ใช่วัวควายที่จะหามาได้เป็นฝูงๆ.  มันก็ต้องมอบอำนาจให้คนใดคนหนึ่ง ให้ประธานาธิบดี หรือให้ใครก็ตาม ในที่สุดมันก็เป็นอัตตาธิปไตย หรือเอกาธิปไตยไปโดยไม่รู้สึกตัว.  ทั้งที่ปิดฉลากว่าประชาธิปไตย มันก็คืออัตตาธิปไตย ตามความคิดหรือสติปัญญา ของบุคคลคนใดคนหนึ่งเป็นหลัก ตามที่เขามอบอำนาจให้ใครชั่วเวลากี่ปี หรือตลอดกาลก็ตาม.  เพราะฉะนั้น ระบบการเมืองหรือการปกครองในโลกมันจึงสับสนชนิดพูไม่ได้ว่ามันเป็นอะไรแน่ นอกจากจะพูดได้เป็นอย่างเดียวว่า มันเป็นกิเลสาธิปไตย คืออธิปไตยของกิเลสของคนทุกคนในโลกรวมกัน.  อย่างนี้เราเรียกว่า ที่แท้จริงนั้นคือ กิเลสธิปไตย.
ถ้าพูดถึงกิเลส มันก็คือซาตาน หรือพญามาร ไม่มีอะไรอื่น ฉะนั้น โลกทุกวันนี้ถูกปกครองด้วยซาตาน เป็นซาตานอธิปไตย หรือมาราธิปไตย มันจึงเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า ไม่เดือดร้อนทางกาย ก็เดือดร้อนทางจิต ไม่เดือดร้อนทางจิต ก็เดือดร้อนทางวิญญาณ มันมีผลเป็นความนอนไม่หลับ แก่บุคคลธรรมดา คือบุคคลที่ยังปล่อยวางไม่ได้;  หรือที่เรียกล้อๆกันอยู่เดี๋ยวนี้ว่า ทำจิตว่างไม่ได้ มันก็นอนไม่ค่อยหลับกันอยู่ทุกหย่อมหญ้า เพราะว่าการปกครองเป็นระบอบมาราธิปไตย ซาตานอธิปไตย ในเมื่อพูดโดยบุคคลาธิษฐาน;  ถ้าพูดโดยธรรมาธิษฐาน มันก็เป็น กิเลสาธิปไตย-อธิปไตยของกิเลส ของทุกคนในโลกรวมกัน.  ถ้าพูดอย่างภาษาธรรมชาติอย่างนักวิทยาศาสตร์สักหน่อยก็พูดว่า “วัตถุนิยมาธิปไตย” คือมีวัตถุนิยม materialism นั่นแหละเป็นอธิปไตย.  วัตถุนิย-มาธิปไตย หรือวัตถุอธิปไตยก็แล้วแต่จะเรียก.
          ลองเปรียบเทียบกันดู จะเห็นได้ว่า มันไกลกันเท่าใด กับธรรมาธิปไตยตามหลักของพุทธศาสนา ซึ่งเอาธรรมหรือพระธรรมเป็นหลัก เอาความจริงความถูกต้องตามธรรม คือตามกฏเกณฑ์อันลึกซึ้งของธรรมชาติเป็นหลักซึ่งเราเรียกได้อย่างหนึ่งว่าพระเจ้า.  ถ้ามีพระเจ้าเป็นอธิปไตยกัน โลกนี้ก็ไม่มีปัญหาอะไรกัน เดี๋ยวมีพระเจ้ากันแต่ปาก ในกองทัพออกชื่อพระเจ้ากันแต่ปาก ที่บ้านก็ออกชื่อพระเจ้ากันแต่ปาก ในโบสถ์ก็ออกชื่อพระเจ้ากันแต่ปาก ไม่รู้ว่าพระเจ้าที่แท้จริงคืออะไร อยู่ในภาพอย่างไร.
          พุทธศาสตร์เราก็เรียกว่า ธรรม หรือพระธรรม แต่ส่วนใหญ่พุทธบริษัทก็ออกชื่อกันแต่ปาก ก็พลอยตามก้นพวกฝรั่ง ซึ่งเป็นเจ้าตำรับตำราเรื่องประชาธิปไตย เรื่องอะไรไปโน่น มันจึงสับสนวุ่นวายกันไปหมด ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไรกันแน่.
          สำหรับคำว่าธรรมาธิปไตยนี้ มันเล็งถึงความดี ความสงบ ความจริง ความยุติธรรม เรียกสั้นๆว่าความดี ก็แล้วกัน แล้วคุณจะต้องพิจารณากันแง่ที่ว่าเดี่ยวนี้มันขาดคนดี มันขาดความดีในโลก คือขาดคนดี มีแต่คนวัตถุนิยม มีแต่คนต้องการประโยชน์ส่วนตัวและพวกของตัว, ถ้าว่ามีความดีหรือมีคนดีแล้ว  ระบบการปกครองชนิดไหนก็เป็นเรื่องถูกต้องไปหมด มันเป็นธรรมาธิปไตยไปหมด.  ถ้าเรามีคนดีจริงเพียงคนเดียวเท่านั้น มันหาง่ายกว่าหาตั้งฝูง แม้ให้เป็นเผด็จการ เขาก้เป็นเผด็จการไปอย่างดีที่สุดและรวดเร็วที่สุด ระบอบเผด็จการมันก้ดี เป็นของดี;  หากเราหาคนดีมาได้ตั้งฝูง มาเป็นประชาธิปไตย มันก็ดีได้เท่านั้น และดีเท่ากันนั่นแหละ จะดีมากไปกว่านั้นไม่ได้.  ถ้าเรามีคนดีอย่างเดียวเท่านั้น มันก็เป็นการปกครองระบอบธรรมาธิปไตยขึ้นมาทันที แม้จะให้คนดีคนเดียวปกครองหรือจะให้คนดีตั้งฝูงปกครองก็ตาม.
          เรื่องนี้คุณพิจารณาดูเถอะ  คนดีหาทำยายามก จนเกือบจะเรียกว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว มันมีอยู่บ้างแต่ก้ไม่ปรากฏ หรือมันมีขึ้นมาอย่างมีอำนาจไม่ได้ มันต้องว่อนเร้นต้องมุดอยู่ เพราะฉะนั้นที่มาทำหน้าที่ปกครองคนทั้งโลกอยู่นี้ คือกิเลส กิเลสรวมหมดของคนทั้งโลก ไม่แหวกโอกาส ไม่เปิดโอกาสให้คนดีหรือความดี เพราะฉะนั้นเราต้องถือว่า มันเป็นระบอบเผด็จการทารุณ เป็นประชาธิปไตย ที่อาจจะสร้างโลกนี้ให้เป็นนรกไปได้ในพริบตาเดียว.  คนทั้งโลกเป็นวัตถุนิยม เห็นแก่เนื้อหนัง แล้วเอาทั้งหมดนั้นมาเป็นรัฐสภา เป็นอะไรก็ตาม เป้นผู้ปกครองโลก มันก็พลิกโลกนี้ให้กลับเป็นนรกได้ทันที คือเป็นโลกแห่งการแข่งขันแย่งชิง เบียดเบียนบูชาวัตถุนิยมเป็นพระเจ้า แล้วก็ไม่เห็นแก่หน้าใคร ฉะนั้นจึงทำอะไรได้อย่างนี้ไม่น่าทำ  อย่างเดี๋ยวนี้ปัญหาทางศีลธรรม เกิดขึ้นอย่างที่เรียกว่ามันจะเหลือทนอยู่แล้ว;  ปัญหาทางความสงบเรียบร้อย มันเกิดขึ้นอย่างที่ว่าเหลือทนอยู่แล้ว;  จนจะทำให้นึกไปว่า คนดีสูญพันธุ์ไปแล้วจากโลกหรืออย่างไร.  ถ้าคนดีสูญพันธุ์ไป  มันก็หมายความว่าธรรมะไม่มีในโลก  ธรรมาธิปไตยไม่อาจจะมีได้ในโลก  มันก็มีแต่อัตตาธิปไตย  โลกาธิปไตยตามแบบของวัตถุนิยมไป  สรุปอยู่ที่วัตถุเป็นใหญ่  เป็นเหยื่อของกิเลส  ซึ่งเป็นผู้ต้องการวัตถุ มันก็เป็นกิเลสาธิปไตย มาราธิปไตย ซาตานอธิปไตยไป ดังที่กล่าว.
          ทีนี้เราลองนึกดูกันใหม่ว่า ครั้งพุทธกาลโบราณจริงนั้น มีระบบการเมืองหรือระบบการปกครองเป็นอย่างไร.  เราจะเห็นได้ว่า พ้องๆสมัยกัน ในโลกเวลานั้น ทางฝ่ายอินเดียชมภูทวีปนี้ก็ดี ทางฝ่ายตะวันตกพวกกรีกอะไรก็ดี  เขามีระบบการปกครองอะไรชนิดหนึ่ง ซึ่งน่าสนใจ คือไม่เหมือนสมัยนี้.  ในอินเดียมีระบบวรรณะ คือกษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร แบ่งกันมีวรรณะ 4 ชั้น  แบ่งคนเป็น 4 วรรณะ วรรณะกษัตริย์มาหน้า มีความหมายเป็นกษัตริย์อย่างที่เรารู้ๆกันอยู่ เพราะว่ามีหน้าที่ที่จะปกครองหรือคุ้มครอง.  ยามปกติมีหน้าที่ปกครอง คือวรรณะที่เป็นใหญ่ในการปกครอง หรือระบบการเมือง มีการปกครองโดยวรรณะกษัตริย์.  ส่วนวรรณะพราหมณ์นั้น คือเจ้าตำรับตำรา เจ้าวิชา ครูบาอาจารย์ ตั้งแต่เบื้องต่ำขึ้นไปจนถึงขั้นทางจิตทางวิญญาณ ทางศาสนาเหล่านี้ ตกอยู่ในกำมือของวรรณะพราหมณ์  ทีนี้การทำมาหากินต่างๆเป็น artificer หรือผู้มี craftsmanship นี้ ในทุกแขนงของวิชาเทคนิคอย่างที่เรียกกันเดี๋ยวนี้ทุกแขนง รวมกระทั่งการค้า การเศรษฐกิจ อะไรก็ตาม มันอยู่ในวรรณะแพศย์ หรือแต่เดิมเขาเรียกกันว่า ไวศยะ แปลมาเป็นไทย เป็น แพศย์ คือพลเมืองที่มีฝีไม้ลายมือ มีสิลปะตามหน้าที่การงานของตนๆ วรรณะอันที่สี่คือวรรณะศูทร วรรณะสุดท้าย ได้แก่พวกไม่มีสติปัญญา พวกไม่มีฝีไม้ลายมือ จึงเป็นกรรมกรกระทั่งเป็นผู้รับใช้ หรือเป็นบ่าวเป็นทาส ทำงานต่ำๆโดยไม่ต้องมีสติปัญญา.  นี่เขาแบ่งเป็น 4 วรรณะอย่างนี้.
          ที่เขามีการแบ่งวรรณะทั้งสี่อย่างนี้ เขาก็อยู่กันได้ ในเมื่อมันแบ่งวรรณะกันโดยหน้าที่การงาน.  ต่อมามันเหลวแหลก  ไม่แบ่งวรรณะกันโดยหน้าที่การงาน เกิดไปแบ่งวรรณะกันโดยชาติหรือกำเนิด  เกิดมาอย่างไรในวรรณะไหน  ก็จะเป็นวรรณะนั้นไป จนยกตัวเหนือผู้อื่นเหนือวรรณะอื่น;  ผลมันต่างกัน  คุณต้องเข้าใจให้ดี  ว่าระบบวรรณะ caste system มันมี 2 ความหมาย  อนัหนึ่งเลวร้ายที่สุด  ก็คือถือเอาชาติกำเนิดเป็นหลัก  อีกอันหนึ่งถุกต้องตามธรรมชาติที่สุด  ก็คือเอาหน้าที่การงานเป็นหลัก.  อย่างหลังนี้ ธรรมชาติจัดสรร เอาหน้าที่การงานเป็นหลัก;  ถ้ามนุษย์ผู้มีกิเลสจัดสรร ก้เอาชาติกำเนิดเป็นหลัก.  วรรณะที่เอาชาติกำเนิดเป็นหลักนี้ พระพุทธเจ้าท่านติเตียน ท่านสอนให้เลิก แล้วท่านตรัสเรื่องกรรม ว่ากรรมเป็นผู้จำแนกสัตว์ให้เป็นประเภทๆหรือเป็นพวกๆไป.
          นี่ก็แปลว่าวรรณะตามหน้าที่การงาน ก็ให้มันยังคงมีอยู่ตามเดิม ใครทำหน้าที่ปกครองและคุ้มครองประเทศชาติ ก็เป็นพวกวรรณะกษัตริย์, ใครเป็นครูบาอาจารย์ในทุกแขนง ก็เป็นวรรณะพราหมณ์, ใครประกอบกรรมอันเป็นกระดูกสันหลังของประเทศชาติ  เขาก็เป็นวรรณะแพศย์ คนนอกนั้นไม่มีสติปัญญาเขาก็เป็นวรรณะศูทร.  เรื่องนี้พวกกรีกบางพวก บางสมัยเขาก็มีหลักอย่างนี้ คือว่าทำหน้าที่กันเป็นพวกๆไป แล้วก็เตรียมๆ เตรียมให้มันได้อย่างนั้น มีการเตรียมให้ได้อย่างนั้น วรรณะไหน พวกไหน ก็มีการเตรียม ให้เขาได้ทำหน้าที่ของเขาโดยสมบูรณ์ ให้พร้อมให้เหมาะ ที่จะทำหน้าที่โดยสมบูรณ์ มันก็มีความสมบูรณ์กันทั้ง 4 วรรณะ ในหน้าที่การงานของตน.  ประเทศชาติมันก็เป็นปึกแผ่น หรือมั่นคงไม่ก้าวก่าย.
          นี่เราจะเห็นได้ทันทีว่า การแบ่งวรรณะก็มีอะไรดี มันไม่ปนกันยุ่งเหมือนอย่างสมัยนี้ วรรณะกัตริย์ก็เตรียมไว้สำหรับการปกครองโดยเฉพาะ แล้วเขาก็รักษาหน้าที่ รักษาเครดิตของตัวไว้ ก็มีแต่คนที่เหมาะสมที่จะเป็นผู้ปกครองหรือคุ้มครอง.  ยกตัวอย่างเช่นประเทศศากยะ ที่เป็นประเทศที่พระพุทธเจ้าถือชาติกำเนิด แม้จะเป็นประเทศเล็กๆเช่นเดียวกับประเทศลิจฉวี ที่ว่าเก่งนักในการรบก็เป็นประเทศเล็กๆแล้วยังมีประเทศอื่นๆอีกมาก  ที่เป็นประเทสเล็กอย่างนี้ปกครองกันโดยวรรณะกัตริย์.  วรรณะกษัตริย์ก็มีจำนวนมากมายเหมือนกัน เพราะอยู่ในวรรณะกษัตริย์.  วรรณะกษัตริย์ก็มีจำนวนมากมายเหมือนกัน เพราะอยู่ในวรรณะกษัตริย์ อบรมกันอย่างกษัตริย์ เอากัตริย์เท่านั้นมาเป็นสมาชิกแห่งรัฐสภา  ไม่มีวรรณะอื่นเข้ามาเลย.  รัฐสภาคือที่ประชุมของวรรณะกษัตริย์ มีจำนวนร้อยจำนวนพัน แล้วพระราชาองค์หนึ่งนั้น ก้แล้วแต่จะสมมติ เช่นประเทศศากยะก็สมมติให้กัตริย์คนใดคนหนึ่ง ที่ได้รับเลือกดีแล้วนี้ หรือตามระบบมณเฑียรบาลหรืออะไรก็ตาม เป็นกษัตริย์จนตลอดชีวิตก็มีอย่างประเทศศากยะ; หรือเป็นกษัตริย์เพียงชั่วกำหนดปี อย่างพวกลิจฉวีอย่างนี้ก็มี; หรือจะผลัดกันเป็นเพียงเดือนๆนี้ก็มีในบางคราว  มันก็คล้ายๆกับประธานสภา  ประธานรัฐสภา.  ทุกคนเป็นกษัตริย์อบรมมาอย่างกษัตริย์ ก็ต้องทำหน้าที่ให้ดี ทั้งในการปกครองและการคุ้มครอง เพราะฝึกฝนแต่หน้าที่นั้นโดยเฉพาะ.  อย่างที่ผมเล่าให้ฟังเกี่ยวกับกัตริย์ลิจฉวีครั้งนั้น ซึ่งจะต้องตื่นตั้งแต่ตี 3 ตี 4 ฝึกเพลงอาวุธ ไม่เห็นแก่นอนเหมือนคนสมัยนี้แล้วก็ให้ความนับถือแก่สตรี นั่นก็เป็นเรื่องของสุภาพบุรุษที่สุด  และเป็นนักรบที่สุภาพที่สุด  จึงเก่งขนาดรบกับประเทศใหญ่ๆอย่างประเทศมคธได้.
          นี่เราดูตรงที่รัฐบาลเป็นกษัตริย์ล้วน ก็ย่อมทำหน้าที่ได้ดี ตามลักษณะของบุคคล ที่จัดไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ มันเป็นกฏของธรรมชาติที่สุดแล้ว.  เราต้องการนมที่ดีและมาก เราก็ต้องจัดสรรพันธุ์วัวไว้โดยเฉพาะ เพื่อเป็นวัวนม.  ถ้าเราต้องการเนื้อของมัน เราก็ต้องจัดสรรพันธุ์เนื้อโดยเฉพาะ เพื่อจะให้มันมีเนื้อดีและมาก ถ้าเราต้องการวัวใช้งาน เราก็จะต้องจัดสรรพันธุ์วัวใช้งาน ไถนาลากเกวียนโดยเฉพาะ มันจึงดีที่สุด.  ผมไปเห็นวัวที่อินเดียมันมีนมโตกว่าปีปน้ำมันก๊าด เท่าโอ่งเล็กเห็นจะได้ แล้วรีดนมได้ทีหนึ่งก็ปีปหนึ่งก็มี  มันคล้ายๆสัตว์ครึ่งวัวครึ่งความอะไรก็ไม่รู้ วัวชนิดนี้ตัวมันก็โตพอสมควร ไม่ใช่ใหญ่โตอะไรนัก แต่นมของมันใหญ่ จนขาหุบไม่ได้ แล้วเป็นวัวชนิดที่เดินไปไนหมาไหนไม่ค่อยได้ ต้องนอนอยู่กะที่เป็นส่วนใหญ่ เพราะมันถุกจัดสรรไว้โดยเฉพาะ จึงได้วัวนมพันธุ์นี้.
          ทีนี้คนก็เหมือนกัน  ที่ตจะเป็นวรรณะกัตริย์หรือพราหมณ์ แพศย์หรือศูทรก็ต้องเป็นเรื่องจัดไว้เฉพาะ มันจึงจะได้ผลดี.  เดี๋ยวนี้ไปเก็บเอาตาสีตาสามาเป็นสมาชิกรัฐสภา มันเป็นเรื่องบ้าหรือเรื่องดีลองคิดดู แล้วก็ร้องตะโกน ว่าประชาธิปไตนย-ประชาธิปไตย ให้ทุกคนมีสิทธิ์ มีอะไรเสมอกัน แล้วมันเป็นได้หรือ? จะเอาวัวนมชนิดนี้ไปลากเกวียน มันจะทำได้หรือ? จะเอาวัวลากเกวียนมารีดนม มันจะพอกินหรือ? เพราะฉะนั้นผมจึงบูชาระบบวรรณะกษัตริย์ ซึ่งมีไว้เฉพาะเพื่อการคุ้มครองและการปกครองอยู่ในใจ ว่าถ้าได้จัดสรรให้ดีโดยเฉพาะ ให้มีกลุ่มหนึ่งไว้สำหรับเป็นนักการเมือง มันก็ดีเท่านั้น.  วรรณะกษัตริย์นั่นแหละ คือนักการเมืองของสมัยพุทธกาลอย่างที่ว่านี้ เพราะว่ารัฐสภานั้นมีแต่วรรณะกษัตริย์ล้วนจัดไว้เฉพาะเพื่อการนั้น.  ก็มีเหมือนกัน ที่เกิดเหลวไหลกันขึ้นในวรรณะกัตริย์บ้านแตกสาแหรกขาดอย่างนี้ก็มี แต่มันเป็นเรื่องทำผิดหลักการ เป็นไปนอกหลักการ.  ถ้าไปตามหลักการแล้ว มันก็จะดี, แล้วมันก็ควรจะมีการเข้มงวดจัดสรรกันให้ดี เหมือนพวกสะปาตาร์ เอากันอย่างรุนแรงขนาดนั้นมันก็ยังดี แต่ว่าถ้าจะเกินไปบ้าง ก็ลดลงมาเสีย เรื่องอย่างนี้ พวกกรีกพวกโรมันสมัยหนึ่งจึงวเจริญด้วยการรบหรือการปกครองเป็นต้น เพราะเขามีการจัดสรรเฉพาะ.
          เดี๋ยวนี้ตาสีตาสาก็ไปเป็นสมาชิกรัฐสภา นายทุนก็เป็นสมาชิกรัฐสภา กรรมกรก็เป็นรัฐสภา มันก็ปนกันยุ่งไปหมด มันก็เป็นที่ทะเลาะวิวาท.  ทีนี้ก็”ปเกิดระบบพรรค ก้าวหน้าไปในระบบพรรค มันก็คือการด่ากันอย่างที่สุนัขก็ไม่ฟัง  เหมือนเมื่อเร็วๆนี้ มีการโฆษณาระหว่างพรรค มีการคุ้ยอะไรมาด่ากันอย่างที่ถ้าพูดตามภาษาพุทธบริษัทแล้ว เรียกว่าคำพูดอย่างนั้นแม้สุนัขก็จะไม่ฟัง.  นี่คือความก้าวหน้าของระบบการเมืองอย่างแบบวัตถุนิยม หรือประโยชนาธิปไตย, มาราธิปไตย.  แล้วใช้เงิน ใช้อะไรไปเป็นเครื่องมือหาอำนาจทางการเมือง อย่างนี้มันไม่เป็นธรรมาธิปไตยได้ มือใครยาวก็สาวเอา ใครดีใครได้ ใช้เงินเพื่อมีอำนาจในการปกครองบ้านเมือง เพื่อจะเป็นสมาชิกรัฐสภาด้วยกันทุกๆวรรณะ แม้แต่วรรณะศูทรซึ่งมีหน้าที่เทขยะ กวาดถนนก็ต้องการจะเป็นสมาชิกรัฐสภา มันก็เลือกไปตามอารมณ์ ตามใจชอบ ตามประโยชน์อีกนั่นเอง ฉะนั้นมันก็เป็นลัทธิประโยชนาธิปไตยอยู่เรื่อยไป ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น.
          ย้อนกลับไปดูระบบการเมืองครั้งพุทธกาลอีกนิดหนึ่งว่า วรรณะกษัตริย์อันมหาศาล คือมีมาก และอบรมมาโดยเฉพาะ ประชุมกันเป็นรัฐสภา แล้วก็มอบอำนาจเผด็จการให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง ในขอบเขตจำกัด หรือชั่วเวลาจำกัด เป็นประธานรัฐสภา.  คุณมองดูเถอะ ว่าความถูกต้องหรือความสะอาดบริสุทธิ์ มันมีได้ง่าย หรือมีได้ยากเพียงไร ผิดกันอย่างไร; แล้วไม่ปรากฏการทะเลาะวิวาทในรัฐสภา ซึ่งเดี๋ยวนี้มีการด่ากัน มีการขว้างกันด้วยขวดหมึก ขว้างกันด้วยรองเท้า ชักปืนยิงกันท่ามกลางรัฐสภามันก็มาราธิปไตย คือเอาอำนาจเป็นใหญ่.  ผมจึงกล้าพูดด้วยใจจริงว่า ชอบระบบเผด็จการโดยคนดี เผด็จการโดยธรรม โดยคนดีมีธรรม โดยเห็นว่าพระพุทธเจ้า ท่านทำถูกแล้ว คือพระพุทธเจ้าท่านเป็นเผด็จการ.  ครั้งพระองค์ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านปกครองคณะสงฆ์โดยวิธีเผด็จการ 100 เปอร์เซ็นต์ทั้งทางวินัยและทั้งทางธรรม.  ทางระเบียบวินัย พระพุทธเจ้าอยู่เหนือวินัย เป็นเผด็จการ ท่านว่าอะไรเป็นนั่น ถอนก็ได้ เพิ่มก็ได้ แล้วอาบัติที่ภิกษุต้อง พระองค์ไม่ต้อง คือว่าทรงเป็นเผด็จการทางวินัยอย่างนี้.  ส่วนเผด็จการทางธรรม คือบัญญัติหลักธรรมตามความตรัสรู้ ที่ยืนยันความถูกต้อง เรียกพระองค์เองว่าเป็นธรรมราชา.
          พระพุทธเจ้าเป็นเผด็จการเต็มเนื้อเต็มตัว ทั้งเนื้อตัว ผมมองแล้วก็รู้สึกชอบเผด็จการโดยคนดี.  ทีนี้เดี๋ยวนี้เขามาแก้ตัวว่า คนดีมันหาไม่ได้; ก็แน่ละซิ จะเอาทั้งฝูงมาเผด็จการ แล้วมันจะดีได้อย่างไร ในเมื่อคนดีคนเดียวก็ยังหาไม่ได้ แล้วจะหาคนดีเป็นฝูงๆได้อย่างไร มันก็เปะปะไปหมด.  ฉะนั้นมันจึงควรจะเตรียม มีการเตรียมสมาชิกของประเทศไว้เป็นพวกๆโดยถือธรรมเป็นหลัก  ให้ผู้มีธรรมเป็นผู้ปกครองประเทศ เป็นธรรมาธิปไตยขึ้นมา.  เมื่อพระพุทธเจ้าจะนิพพานแล้ว ท่านตรัสว่า “ธรรมวินัยอันใด ที่เราตถาคตบัญญัติไว้ แสดงไว้ อันนั้นจะอยู่เป็นศาสดาแก่พวกเธอ หลังจากตถาคตล่วงลับไปแล้ว” นี่ลองคิดดู พระองค์ให้เอาธรรมวินัยเป็นศาสดา มีธรรมวินัยเป็นพระศาสดา คือถ้าระบบการปกครองให้ถือเอาวินัยเป็นหลัก, ถ้าระบบปฏิบัติดับทุกข์ ให้เอาธรรมเป็นหลัก.  เอาวินัยเป็นหลัก คือเป็นไปในรูปคณะสงฆ์ มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่เอาวินัยนั้นเป็นหลัก คือเป็นไปในรูปคณะสงฆ์ มีลักษณะเป็นประชาธิปไตยที่เอาวินัยนั้นเป็นหลัก ไม่ใช่เอามติเอาเสียงคนเป็นหลัก.  ถึงแม้ว่าจะมอบให้คณะสงฆ์เป็นใหญ่ ยังทรงกำชับว่า ให้ฟังเสียงพระเถระ ผู้รู้มาก ผู้มีอายุมาก, คือผู้มีอายุมาก ผู้มีราตรียาวนาน นั้นหมายความว่าท่านเป็นผู้มี experience มาก ให้เชื่อฟังหรือปรึกษาคนอย่างนั้น.  ให้เอาวินัยเป็นหลักให้ถือว่าพระศาสดายังมีชีวิตอยู่ โดยธรรมวินัย.  นี่กล่าวให้ถุกต้องที่สุดแล้วก็คือ ธรรมาธิปไตย มีธรรมเป็นหลักอยู่เสมอไป แล้วก็ให้ธรรมวินัยนั่นแหละเผด็จการ.  ในก็มีวิญญาณแห่งเผด็จการอยู่เรื่อย ฉะนั้น พุทธบริษัทเราจึงมีการปกครองอย่างเผด็จการโดยธรรมของธรรมอยู่เรื่อยไป เป็นธรรมาธิปไตยทั้งเนื้อทั้งตัว โดยประการทั้งปวงเลย.
          เดี๋ยวนี้ ระวังให้ดี แม้พุทธบริษัทนี้ก็กำลังทิ้งพระบรมธรรม กำลังทิ้งพระวินัย มีธรรม มีวินัยกันแต่ปากเสียโดยมาก มันก็รวนเร แล้วก็เผลอไปเดินตามก้นชาวบ้าน เกิดจะมีรัฐสภาแบบชาวบ้าน จะมีสมาชิกสังฆสภาแบบชาวบ้าน แล้วก็จะมีอะไรกันตามก้นฝรั่ง ก็เลยทำให้น่าสงสารที่สุด.  มีอยู่คราวหนึ่งซึ่งเกิดเมาประชาธิปไตยขึ้นมาในหมู่คณะสงฆ์ ไปเอาแบบชาวบ้านมาใช้ มันก็”ปไม่รอด คือมันเป็นธรรมาธิปไตยยากขึ้นทุกที เพราะไปเมาแบบชาวบ้าน ก็เลยเป็นธรรมาธิปไตยยากขึ้นทุกที; มันต้องเป็นตัวเอง ตัวเองเป็นธรรมะ ธรรมะเป็นตัวเอง จึงจะมีธรรมาธิปไตยเหลืออยู่.  เพราะฉะนั้นเมื่อเรามีปัญหาเกิดขึ้นในเรื่องนี้ ก็จะต้องนึกถึงสปิริตดัง้เดิมของพุทธบริษัท มีธรรมะ มีวินัย นี่แหละเป็นหลัก เป็นเผด็จการ.
          เมื่อเป็นไปอย่างว่านี้ การบริหาร จะบริหารไปโดยบุคคลก็ได้ โดยหมู่คณะก็ได้ หากว่ามันเป็นธรรมาธิปไตย คือมีธรรมเป็นหลัก และมีคนดี.  บุคคลเผด็จการก็ดี หมู่คณะเผด็จการก็ดี หรือว่าถ้าทำได้ก็เอาทั้งหมดเผด็จการก็ดี แต่มันเป็นไปไม่ได้ จะเอาคนดีที่ไหนมาเป็นฝูงๆ เหมือนที่ว่าแล้ว.  แล้วยิ่งมาถึงเดี๋ยวนี้ เป็นประชาธิปไตยถึงขนาดที่ว่า ไม่ยอมใครให้ใครมีอะไรพิเศษตามแบบของตัว  มีแต่จะให้มันเหมือนกันไปหมด เลยกลายเป็นหลับตาทำ หลับตาคิด หลับตาพูด : วรรณะกษัตริย์ก็ไม่ได้รับโอกาสที่จะเป็นวรรณะกษัตริย์, วรรณะครูบาอาจารย์ก็ไม่มีโอกาสที่จะเป็นครูบาอาจารย์เต็มตัว, วรรณะช่างเทคนิคผู้ประกอบการงาน ก็ไปเป็นนักการเมือง ไม่มีการทำอะไรตามหน้าที่ของตนๆ, วรรณะศูทรก็มีสิทธิที่จะตะโกนด่า ซึ่งเมื่อก่อนเขาเจียมตัว มัธยัสถ์ไม่อ้าปาก.  เดี๋ยวนี้วรรณะชนกรรมาชีพอะไรก็ตาม มีสิทธิที่จะตะโกนด่าและจับอาวุธขึ้นต่อสู้ ไม่รู้ว่าเป็นระบบการเมืองประเภทไหน ผมจึงเรียกว่า ปีศาจอธิปไตย มาราธิปไตย ซาตานอธิปไตย ถูกหรือไม่ถูก คุณไปคิดกันดู.  แล้วก็โฆษณาในนามประชาธิปไตยอย่างหรูหรา อย่างไพเราะที่สุดว่าของประชาชน เพื่อประชาชน โดยประชาชน แล้วประชาชนแต่ละคนอยู่ใต้อำนาจของกิเลสหรือซาตานเลยดูไม่ออก ว่าเป็นอะไรกันแน่.
          ด้วยเหตุผลดังกล่าวนี้ บรมธรรม เข้ามาไม่จุ ไม่มีใครทำหน้าที่เพื่อหน้าที่ ไม่มีใครมความรักสากล ไม่มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ ไม่มีความสงบสุขตามที่มนุษย์ควรจะได้รับ นี่คือผลของระบบการเมืองที่สับสน จนไม่รู้ว่าเป็นอะไร เพราะฉะนั้นสิ่งที่เรียกว่า นิพพาน จึงหายาก แม้แต่นิพพานชั่วขณะจิตหนึ่ง ชั่วขณะหนึ่งๆ.  นี้มันเลวกว่าธรรมชาติ ถ้าปล่อยไปตามธรรมชาติ มันก็ยังมีนิพพานชั่วคราวมากพอที่จะดูได้ มีความสงบเย็นไปตามธรรมชาติ ตามความบังเอิญ ตามความประจวบเหมาะ นี้ก็ยังมีให้ดูอยู่มาก.  ฉะนั้นควรจะตะโกนกันใหม่ว่า ธรรมาธิปไตย-ธรรมาธิปไตย ใครมีสติปัญญาก็ควรที่จะตะโกนหาธรรมาธิปไตย อย่าตะโกนหาประชาธิปไตย เพราะว่ามันกำกวมไม่รู้ว่าประชานั้นยเป็นประชาของซาตาน หรือว่าประชาชนของธรรมะ ของพระเจ้า.  ถ้าเป็นประชาชนของพระเจ้า ก็วิเศษ ถ้าเป็นประชาชนของซาตาน ก็ฉิบหายหมดเลย.  ซาตานนั้นเป็นภาวะทดสอบของพระเจ้า มายั่วให้คนแสดงการประพฤติ หรือกระทำออกมาผิดจะได้ลงโทษให้สาสม ถุกจะให้รางวัล; พระเจ้าส่งซาตานมาทดสอบมนุษย์อย่างนี้.  เดี๋ยวนี้มนุษย์ตกหลุมพรางของซาตาน มีประโยชน์เป็นใหญ่ มีเนื้อหนังเป็นใหญ่ พระเจ้าก็หัวเราะอยู่ แล้วก็ลงโทษมนุษย์เรื่อยไป ให้มีวิกฤตกาลถาวรนานาชนิด.  นี่เราจะต้องตะโกนกันใหม่ เรียกหาธรรมาธิปไตย เรียกหาพระเจ้าที่ถูกต้อง มให้พ้นอำนาจซาตานกันเสียที.  เรียกหาธรรมะที่ถูกต้อง แล้วมันก็จะมีบรมธรรมงอกงามขึ้นมาๆมีความสุข มีความเต็มเปี่ยมแห่งความเป็นมนุษย์ ทุกคนทำหน้าที่ของมนุษย์เพื่อหน้าที่ ไม่เรียกร้องสิทธิอะไร เรียกร้องสิทธิเพื่อจะทำหน้าที่ของมนุษย์อย่างเดียว.
          เมื่อเป็นอย่างนี้ ประโยชน์หรืออาหาร หรืออะไรก็ตาม เครื่องอุปโภคบริโภคอะไรก็ตาม มันก็เหลือ คือเหลือกิน เหลือใช้ เพราะไม่มีใครอยากกิน อยากใช้ที่เกินกว่าจำเป็น มันก็เหลือกิน-เหลือใช้.  เดี๋ยวนี้เอาไปพล่าเป็นเหยื่อทางกามารมณ์ ยกตัวอย่างสักอย่างหนึ่ง ในหลายร้อยหลายพันอย่าง เช่นน้ำมันรถยนต์ที่เอามาเผากัน วันหนึ่งๆนั้น มันเพื่ออะไร เพื่อความจำเป็นแก่ชีวิตมนุษย์นั้นไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นก็เพื่อกามารมณ์ความสนุกสนานในการไปเที่ยวกับเพื่อนระหว่างเพศ หรือว่าไปสนุกสนานอย่างอื่น และที่มากที่สุดก็คือเผาไปในการรบราฆ่าฟัน หรือการทำสงครามเพื่อล้างผลาญมนุษย์เพื่อประโยชน์เป็นวัตถุของตนเอง เพื่อกามารมณ์ในที่สุดอีกเหมือนกัน. คุณต้องมองสงครามนี้ให้เห็นว่ามันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและทำไปเพื่อผลสุดท้ายคือกามารมณ์.  เขาต้องการได้รับชัยชนะเพื่อได้อะไรมามากๆเพื่ออยู่ดี-กินดีของตัว เลยระดับธรรมชาติ ไปเป็นระบบกามารมณ์ทั้งนั้น ก็เหมือนกับพวกชฎิลบูชายัญ บอกว่าทั้งหมดนี้เพื่อผล คือสตรี.  มนุษย์ในโลกดิ้นรนนานาชนิด ทุกวันนี้ เพื่อผลทางวัตถุหรือเนื้อหนัง เพราะฉะนั้นน้ำมันเชื้อเพลิงทุกชนิด จึงถูกเผาไปเพื่อซาตานเพื่อพญามารตั้ง 99 เปอร์เซ็นต์ เพียง 1 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ใช้ไปเพื่อความจำเป็นของมนุษย์ที่แท้จริง.  แล้วคุณต้องรู้จักคำนวณว่า ที่มันขยายอะไรออกไปให้มากนั้น มันขยายเพื่อกามารมณ์ เพื่อความฟุ้งเฟ้อเกินจำเป็นทั้งนั้น ขยายนั่น ขยายนี่ ที่จริงคนก็ไม่ต้องไป ไม่ต้องบินไปไหน-มาไหนในโลกนี้ก็ได้ ก็ยังทำความผาสุกได้.  นี้มันเหมือนกับแกล้ง แกล้งขยายเรื่องให้มันมากออกไป จนต้องบินไปนั่น-มานี่ ต้องวิ่งไปนั่น-มานี่ ต้องใช้น้ำมัน แต่ความจริงไม่ต้องไปก็ได้ คุณไปคิดดูเองที่คุณอยากจะไปเมืองนอกเมืองนานั้นไปคิดดูเอง ความจริงไม่ต้องไปก็ได้ ธรรมชาติไม่ได้ต้องการอะไรมากถึงขนาดนั้น อยู่กันได้เป็นสงบสุขตามเดิม โดยไม่ต้องมีอะไรมากถึงขนาดนั้น.  เดี๋ยวนี้ทำเรื่องให้เป็นเรื่องของเปรต คือหิวไม่มีสิ้นสุดเสียแล้ว ฉะนั้นจึงต้องมีอะไรมาก จนไม่พออยู่เรื่อยไป.  น้ำมันก็ไม่พอใช้ อะไรก็ไม่พอใช้ กระทั่งข้าวสารก็ไม่พอใช้  นี้เพราะขยายระบบวัตถุนิยมออกไปไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นการเป็นอยู่ การครองชีพ อะไรๆมันก็ไม่พออยู่เรื่อยไป เพิ่มเงิน เพิ่มเงินเดือน เพิ่มรายได้ กันอีกสักเท่าไร มันก็จะไม่พออยู่เรื่อยไป เพราะมันเป็นระบบเปรต คือหิวไม่มีที่สิ้นสุด.
          ระบบการเมืองนี้ ถ้าตกอยู่ใต้อำนาจของกิเลสแล้ว มีนก็เป็นการหิวไม่มีที่สิ้นสุด เรียกว่าพลเมืองเป็นเปรตทั้งนั้น เพราะหิวไม่มีที่สิ้นสุด เพราะฉะนั้นระบบการปกครองก็คือกิเลสาธิปไตย คือทำให้หิวไม่มีสิ้นสุด.  จะแก้ได้ก็โดยตะโกนกันเสียใหม่ ตะโกนหาธรรมาธิปไตย หาพระเจ้า หาธรรมะ หาบรมธรรมก็ยิ่งดี.  คำเหล่านี้ก็เข้าใจกันแล้ว ในการบรรยายครั้งก่อนๆ.
          เดี๋ยวนี้ เราดูกันให้ดี ว่าระบบการเมือง การปกครองที่แท้จริง เป็นอย่างไร.  คนรู้จักบางคน เพื่อนฝูงบางคน กำลังเสียผลเลิศ เขียนเล่ามาถึงผมก็มี ว่าเดี๋ยวนี้การเมืองกำลังจะเป็นธรรมะ กำลังจะหมุนกลับไปเป็นธรรมะ แล้วยังคุยอีกว่า ประเทศไทยจะเป็นประเทศแรก และเป็นต้นกำเนิดที่การเมืองจะกลับไปเป็นธรรม ผมก็อนุโมทนาสาธุด้วย ยินดีด้วยภาวนาอย่างยิ่ง ขอให้เป็นอย่างนั้นเถอะ.  ให้ระบบการเมืองนี้ กลับไปเป็นธรรม ประกอบไปด้วยธรรม ให้ประเทศไทยนี้เป็นจุดแรก ประเทศแรกเป็นที่ก่อกำเนิดของการเมืองระบอบใหม่ที่เป็นธรรม.  การเมืองทั้งโลกมันเป็นระบอบกิเลสาธิปไตย เป็นอธรรมอธิปไตยไปหมดแล้ว ให้ประเทศไทยเป็นจุดกำเนิดของการเมืองที่เป็นธรรม ก็ขอโมทนาสาธุ ขออธิษฐาน ขอภาวนาแป็นอย่างยิ่ง ถ้าคุณเห็นด้วย ก็ให้ช่วยกันภาวนาให้เป็นอย่างนั้น ให้การเมืองเป็นธรรม ให้ธรรมปกครองโลก แล้วบรมธรรมอันเป็นอย่างวิเศษนี้ ก็จะเต็มไปหมดทุกหนทุกแห่ง ไม่มีความเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าเหมือนเดี๋ยวนี้.
          แต่ดูแล้วยังหวังยาก เพราะระบบการเมืองได้ก้าวหน้ามาถึงระบบพรรคที่สาวไส้มาด่ากันจนสุนัขไม่ฟังแล้ว เหมือนอย่างที่ว่าแล้ว มันจะเป็นไปได้หรือไม่ คุณก็คอยดูกันต่อไป.
          เวลาของเราจะหมดแล้ว ผมก็อยากจะพูดนิดหนึ่งว่า ผมพูนี้เป็นการพูดอย่าง emotional หรือเปล่า?  มีบางคนมักจะหาว่า ผมด่าคนตามอารมณ์ emotional;  ผมยืนยันได้ ว่าผมพูดไปตามความรู้สึก พูดไปตามความจริงที่มองเห็น ไม่ปล่อยจิตให้เป็นไปตามอารมณ์ หรือเป็นเจ้าอารมณ์ หรือใช้อารมณ์ขัดแค้น แล้วด่าใคร.  ผมนึกถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก และอยากจะทำอะไรๆให้เหมือนที่พระพุทธเจ้าท่านแนะ ท่านต้องการ และท่านทำเป็นตัวอย่าง อยากจะให้มีธรรมราชาครองโลก ในลักษณะเผด็จการ ให้มันเร็วกว่า ดีกว่า ง่ายกว่า;  มีคนดีคนเดียว หาได้ง่ายกว่าหาคนดีมาเป็นฝูงๆ ให้พยายามที่จะมีระบบจัดสรร เหมือนจัดสรรวัวนมเพื่อกินนม จัดสรรวัวเนื้อเพื่อกินเนื้อ จัดสรรวัวแรงงานเพื่อใช้แรงงาน นั่นแหละดี มันจะได้ผลเต็มตามความมุ่งหมายให้ระบบการเมืองของเรามีการจัดสรรอย่างนี้ อย่าเอาไปปนกันยุ่งจนไม่รู้ว่าในรัฐสภานั้น มีสมาชิกชนิดไหน จะได้เป็นสมาชิกของรัฐบาลที่ถูกต้อง.  มีพุทธภาษิตว่า ถ้าไม่มีสัตบุรุษในที่ประชุมนั้นแล้ว นั่นไม่ใช่สภา.  สัตบุรุษคือบุคคลที่มีศีละรรมะ มีความสงบ เขาเรียกว่า “สัตบุรุษ” ถ้าไม่มีในที่ประชุมใดที่ประชุมนั้นไม่เรียกว่าสภา.  ในรัฐสภานั้นถ้าไม่มีสัตบุรุษก็เป็นรัฐสภาไปไม่ได้ มันเป็นกลุ่มคนขี้เมา คนเห็นแก่ตัว คนเลือดเข้าตาด้วยเอาประโยชน์เป็นใหญ่ไปหมด ไม่มีบรมธรรม.  เมื่อไม่มีบรมธรรมในรัฐสภา ไม่มีบรมธรรมในหมู่คนที่มีอำนาจปกครองและคุ้มครอง จะมีบรมธรรมในหมู่คนทั้งหลายทั่วประเทศได้อย่างไร ขอให้ไปคิดดู.
          ถ้าใครสมัครจะเป็นพลเมืองของประเทศ พลเมืองของโลกที่ดี ก็ต้องนึกถึงระบบการปกครองหรือระบบการเมืองที่ดี ที่จะเป็นธรรมาธิปไตยอื่นๆลบออกไปหมดได้ ให้เหลือแต่คำว่า ธรรมาธิปไตยรูปเผด็ตจการก็ได้ ได้ทั้งนั้น ขอให้เป็นดีแล้ว มันก็ใช้ได้ดี.  เดี๋ยวนี้ทั่วไปทุกหนทุกแห่งขาดคนดีเห็นไหม?  แผนการหรือหลักการ หรือเทคนิคถุกต้องและดีหมด แต่แล้วปฏิบัติไปไม่ได้ เพราะขาดคนดี เราจึงยากลำบากอยู่ในการที่จะสร้างความสงบ และง่ายที่สุดที่จะสร้างความโกลาหลวุ่นวายไปตามๆกัน;  ทุกชาติ ทุกประเทศ สร้างความเจริญแบบรกไปด้วยความโกลาหลวุ่นวาย.
          คำว่า “เจริญ” นี้ แปลว่า รก คุณเป็นถึงนิสิตมหาวิทยาลัยแล้ว คุณอาจจะไม่รู้ก็ได้ ว่าคำว่าวัฑฒนะ นี้ แปลว่า รก รกหนาแน่นขึ้นมา.  ถ้ารกไปในทางที่ดี มันก็ดี ถ้ารกไปในทางไม่ดี มันก็ไม่ไหว. เผ้าผมรกรุงรังจนต้องตัด นี่ก็ใช้คำว่าวัฑฒนะเหมือนกัน ในภาษาบาลี.  เส้นผมขึ้นรกรุงรัง จนต้องไปโกนไปตัด นี่เรียกว่าผมมันวัฑฒนะ.  หญ้านั้นมันรกจนทำให้ลำบาก ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้ นั่นก็เรียกว่าวัฑฒนะเหมือนกัน.  คำว่า วัฑฒนะ นี้ มันแปลว่า รกมากขึ้น รกหนามากขึ้น; จึงมีคำว่า “อย่าเป็นโลกวัฑฒนะ” คือ ย่าเป็นคนรกโลก – น สิยา โลกวฑฺฒโน; ไปเปิดดูในสมุดพุทธภาษิตนั้น มีคำว่า “อย่าเป็นคนรกโลก” คำนั้นคือ โลกวัฑฒนะ.  หนาแน่นรกไปในโลก เป็นคนรกโลก.  ถ้าแปลตามตัวหนังสือ ตามความรู้ของคุณแล้ว มันก็จะได้ความว่า อย่าเป็นคนทำโลกให้เจริญ อย่างนี้ก็บ้าเต็มที่ “อย่าเป็นคนทำโลกให้เจริญ”.  ถ้าแปลให้ถูกก็ต้องว่าเป็นคนรกโลก, วัฑฒนะตัวนี้ แปลว่ารก นั้นถูกแล้ว, อย่าเป็นรกโลก คือรกรุงรังไม่มีประโยชน์อะไร.  เดี๋ยวนี้เราใช้คำว่า วัฑฒนะ หรือ พัฒนา เช่น ไปพัฒนานั่น พัฒนานี่ ระวังให้ดี มันจะรกโลก คือรกไปด้วยความโกลาหลวุ่นวายหาความสงบไม่ได้.  ไม่ใช่ว่าเราจะมีกินมีใช้ หรูหราฟุ่มเฟือยกันแล้ว มันจะเป็นความสงบสุข ที่แท้จะโกลาหลวุ่นวายยิ่งไปกว่าเดิม เพราะฉะนั้น การพัฒนาทางวัตถุที่ล้ำหน้า ยิ่งกว่าพัฒนาทางจิตใจนี้ มันจะต้องนำมาซึ่งผลร้าย นี่ผมกล้าท้าอย่างนี้.
          ประเทสไหนก็ตาม จะทำการพัฒนาเป็นการใหญ่โตมโหฬาร ถ้ามันพัฒนาไปจนเกิน เกินความพัฒนาทางจิตใจแล้ว  จะมีแต่ผลร้ายอย่างเดียว เพราะฉะนั้นผมไม่นับถือ ไม่บูชาการพัฒนา ที่เขากำลังตื่นตูมกันอยู่ในเวลานี้ นี้ก็เนื่องมาจากระบบการเมืองไม่เป็นธรรมาธิปไตยนั่นเอง นักการเมืองจึงอนุญาตให้มีการพัฒนากันไปในทางรกโลก และสร้างความโกลาหลวุ่นวายในโลกให้มากขึ้นกว่าเดิม.1








1          ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส  เรื่องบรมธรรม, ลำดับที่ 19 บนแถบพื้นสีแดง, เรื่องที่ 9  บรมธรรม กับระบบการเมือง.    
            บรรยายวันที่ 14 เมษายน 2512, หน้า 155-172.

วันอังคารที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2557

"มันจะทำได้อย่างไรกันโว้ย!"



วัตถุนิยม มโนนิยมความเสมอภาค

          เรามีไก่ 2 ตัว มันเพิ่งเกิดมา เป็นหนุ่มอยู่ที่กุฏิ เมื่อเล็กๆก็อยู่กันมาได้ดีไม่มีอะไร; พอเป็นหนุ่มขึ้นมา มันสอนขัน ตัวนั้นก็ขันตัวนี้ก็ขัน,  ขันๆขึ้นมาเลยตีกัน. นี่ดูซิ มันเลยตีกันอยู่หลายวัน เดี๋ยวตี-เดี๋ยวตี จนต้องจับไปแช่น้ำ หยุดตี: แล้วปล่อยอีก ก็ตีกันอีก.
                   ทีนี้พอมาหลายวันเข้า ไอ้ตัวหนึ่งซึ่งมันมีท่าไม่เก่งในการตี มันก็สู้ไม่ได้ มันก็ยอมแพ้วิ่งหนี; แต่พอเลี้ยวไปกุฏิฝ่ายโน้น มันขันขึ้นมาอีก; เอ้า, ไอ้ตัวนี้วิ่งตามไปตีอีก, พอตัวนั้นขันขึ้นมาอีก ตัวนี้วิ่งตามไปตีอีก.  พอครั้งสุดท้ายนี้ไอ้ตัวนั้นมันไม่ขันแล้ว มันกระต๊ากๆๆ; ไอ้ตัวนี้ก็ไม่วิ่งตามไปตี.  ไอ้ตัวชนะมันไม่วิ่งตามไปตี.  มันคล้ายๆกับมันจะบอกว่า : กระต๊ากซิ, อย่าขันท้าซิ; ไอ้ตัวนั้นมันก็ไม่วิ่งตามไปตี เพราะมันกระต๊ากเสีย.  ไอ้คำว่า กระต๊ากนี้ มันก็หมายความว่า “ยอมแพ้” หรือว่า “ขอความช่วยเหลือ””.
                    อาตมาสังเกตเห็นว่า ไก่กระต๊ากนั่นคือไก่ที่ขอความช่วยเหลือ, ไม่ต้องหมายถึงการแพ้ก็ได้ แต่ขอความช่วยเหลือ พอกระต๊ากก็หยุดตี; แต่ถ้าขัน; ไม่ได้, วิ่งไปตีอีก.  นี่มันอยู่เสมอกัน มันไม่ลงกันมันก็อย่างนี้.  แต่ที่นี้ความหมายมันกว้างกว่านี้ ว่าเสมอกันนั้น คือพูดกันไม่ได้; ลองในครอบครัวของคุณทองนี่ เอ้า, พ่อ แม่ ลูก หลาน เหลน อะไร มันว่ากล่าวกันไม่ได้ มันเสมอกันนี้ จะเป็นอย่างไร; มันจะเป็นทุกข์หรือว่าจะเป็นสุข.
                   นั่นหลักใหญ่ก็มีอย่างนี้ก่อน : มันต้องลงกันเป็นลดหลั่น ในโลกนี้ในบ้านเมืองนี้ มันก็ต้องมีการลดหลั่นกัน ตามสติปัญญาสามารถตามอำนาจ สุดแท้แต่มันจะจำเป็นอย่างไร.  ฉะนั้น ศาสนาจึงไม่สอนความเสมอภาคแบบัน้น คือแบบที่ว่าใครทำอะไรก็ได้.  ศาสนาต้องการที่จะให้ยกเอาพระเจ้าขึ้นเป็นเอก เป็นเอกอุตม์เลย ใครเสมอไม่ได้, ต้องเชื่อฟังพระเจ้า ให้พระเจ้าเผด็จการ, นี่ไม่ต้องเสมอกัน, แล้วก็มีรองพระเจ้า ผู้ช่วยพระเจ้า อะไรเป็นลดหลั่นลงมา; ทุกคนต้องเชื่อฟัง.
ทีนี้พอมาถึงประชาชนของพระเจ้านี้ มันก็ยังเสมอกันไม่ได้อีกแหละ; เพราะมันมีสติปัญญาไม่เท่ากัน ต้องมีกีรบังคับบัญชากันเรื่อยไป, หรือว่ามันเกิดก่อนเกิดหลังกัน.  เพราะฉะนั้นให้พ่อแม่นี้บับงคับลูกได้, ฉะนั้น อบรมลูกให้มันเข้าใจถูกต้องเสียในเรื่องนี้ : ว่าอย่ามีประชาธิปไตยบ้าๆบอๆเหมือนที่เขากำลังมีอยู่ในเวลานี้เลย.  ให้มีการบังคับกันได้, ว่ากล่าวกันได้โดยธรรม.  อย่าลืมนะต้องโดยธรรมเสมอนะ, คำว่า “โดยธรรม” ทิ้งไม่ได้.
บังคับโดยธรรม ก็คือ เมตตา กรุณา หวังดี, ถ้าบังคับโดยกิเลสนี่ มันทำนาบนหลังคนอื่น นี้ใช้ไม่ได้; ต้องโดยธรรม ไม่ใช่โดยกิเลส.  เพราะฉะนั้นเราต้องมีการว่ากล่าวกันได้ บังัคบกันได้ แต่โดยธรรม; ตามหลักของพระศาสนามีอย่างนี้.  อาตมาก็ศึกษาไปศึกษามา ก็รู้สึกอย่างนี้; ถ้าไม่อย่างนี้รู้สึกว่ามันเป็นความบ้าบออะไรชนิดหนึ่ง คือ หลับหูหลับตาเสมอภาคกัน มันผิดหลักธรรมชาติ; ธรรมชาติมันก็จัดให้ลดหลั่นกันมาตามลำดับ ของสิ่งที่มันมีอะไรเหนือกว่า.
ทีนี้เมื่อมีการบังคับแล้วก็ต้องให้สำเร็จประโยชน์ในการบังคับหรือการว่ากล่าวกันได้.  อย่างในวัดหนึ่งนี้ ต้องมีการบังคับบัญชาว่ากล่าวกันได้ แล้วก็ต้องสำเร็จประโยชน์ ในการว่ากล่าวบังคับบัญชาด้วย.
ในคณะสงห์ทั้งหมดนี้ก็เหมือนกันล ในประเทศไทยนี้ ก็ต้องเป็นอย่างนั้น; หรือคณะสงฆ์ของพระพุทธเจ้าทั้งโลกเลย.  โลกชาวพุทธทั้งโลกนี้ก็ต้องเป็นอย่างนั้น; ฉะนั้นท่านจึงเน้นหนักว่า ในการเคารพพระเถระผู้รัตตัญญูรู้ราตรีนาน คือคนแก่นั่นแหละ; ให้เคารพเชื่อฟังคนแก่ที่รู้อะไรมากกว่า.
ส่วนเสมอภาคโดยสิทธิอะไรบางอย่าง ในทางการเมืองก็ดี ทางคณะสงฆ์ก็ดี นั่นมันอยู่ในวงแคบนะ มันไม่ใช่โดยธรรมชาติ.  แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ใช่จะเป็นอย่างนั้นได้ทุกคน : เช่น สิทธิที่จะเลือกผู้แทนนี้ มันมีทุกคนเมื่อไหร่; คนที่เลือกไม่ได้มันก็มี.  หรือว่าเข้าไปเป็นผู้แทน อะไรเสมอกันแล้ว มันก็ยังต้องแบ่งหน้าที่ ที่มันยังลดหลั่นกันอยู่เรื่อยไป.
สงฆ์มีสิทธิบางอย่างเสมอกัน : เรื่องฉันทะ เรื่องปวารณา เรื่องอุโบสถ ปวารณาปาริสุทธินี้เสมอกัน; แต่เรื่องอื่นมันก็ยังมี ที่จะบังคับว่ากล่าวตักเตือนกัน.  ฉะนั้น ส่วนที่ว่าเสมอภาคกันนั้น อยู่ในขอบเขตจำกัดที่สุด.  ส่วนที่ว่ากล่าวบังคับกันได้ โดยลดหลั่นกันลงไป นี้คือทั้งหมด, คือตัวที่จะรอดอยู่ได้.
นี้พุทธบริษัทมีลักษณะอย่างนี้อยู่แล้ว เป็นอุปกรณ์การเมืองที่ดีอยู่แล้ว ในความเป็นพุทธบริษัท.  ถ้าจะมีระบบการเมืองอะไรมาให้พุทธบริษัท; มันก็ต้องเป็นระบบการเมืองที่ว่ากล่าวบังคับกันได้; ไม่ใช่เสรีประชาธิปไตยบ้าๆบอๆ มือใครยาวสาวเอา, หรือว่า ใครว่าไม่ได้ใครค้านไม่ได้.1








1              ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส  เรื่อง  ธรรมะกับการเมือง, ลำดับที่ 18.จ  บนแถบพื้นสีแดง, เรื่องที่ 10 องค์ประกอบเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของพุทธบริษัท.  บรรยายวันที่ 18 กันยายน 2519, หน้า 515-518.

ต้องรู้จักขอบเขต

...ถ้าวันไหนบ้านเมืองไม่น่าดู พระอริยสาวกในเมืองนั้น จะส่งข่าวไปยังพระพุทธเจ้าว่า อย่าออกไปบิณฑบาต จะส่งอาหารบิณฑบาตไปถวายที่วัด.  นี่คิดดู, พระอริยสาวกเหล่านั้น ไม่ต้องการให้พระพุทธเจ้าเสด็จไปเห็นสิ่งต่างๆที่มันไม่น่าดู.  ในเรื่องนี้ก็มีว่า ในเมืองสาวัตถีอีกนั่นแหละ ถึงวันหนึ่ง เขาเล่นนักขัตฤกษ์ เขาเรียกกันว่า พาลนกฺขตฺต พาลนักษัตร จะเป็นชื่อที่เรียกทับถมทีหลังก้ได้ แต่มันก็เป็นเรื่องที่เข้ารูป.  พาลแปลว่า คนโง่, คนพาลคือคนโง่, พาลนักษัตร คือนักษัตรของคนโง่.  คนโง่เขาก็เล่นนักษัตรกันอย่างสนุกเต็มบ้านเต็มเมือง ตลอดเวลา 7 วัน.
ทีนี้พวกที่เป็นอริยสาวก อุบาสก อุบาสิกา นี้ ก็ส่งข่าวไปยังพระพุทธเจ้าว่าอย่าเสด็จบิณฑบาต 7 วัน จะขนอาหารไปถวายที่วัด เพราะเขากำลังเล่นพาลนักษัตรกัน เต็มไปทั้งเมืองทุกหนทุกแห่ง, เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระสงฆ์ทั้งหลาย ไม่ควรจะได้เห็นเลย.
ขอให้คิดดูว่า นี่เป็นโอกาสอันยากที่พระพุทธเจ้าท่านจะได้มาเกี่ยวข้องกับพวกคนพาลเหล่านี้ เมื่อท่านได้รับทราบข่าวนี้ที่วัด ท่านก็ได้ตรัสคาถานี้ว่า : ปมาทมนุยุญฺชนฺติ พาลาทุมฺเมธิโ ชนา – พวกคนพาล คนโง่ คนไร้ปัญญานี่ ย่อมประกอบอยู่แต่ความประมาท, อปฺมาทญฺจ เมธาวี ธนํ เสฏฐํ ว รกฺขติ – ส่วนคนที่มีปัญญานั้น เขารักษาไว้แต่ความไม่ประมาท ในฐานะที่เป็นทรัพย์อันประเสริฐ.  คนพาลมัวแต่ประกอบความประมาท; คือพวกเล่นนักษัตร, พาลนักษัตรนี้.  ทีนี้พวกมีปัญญาก็รักษาความไม่ประมาทไว้ในฐานะเป็นพระที่ประเสริฐ, มา ปมาทมนุยุญฺเชถ – เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลาย จงอย่าประกอบในความประมาท, มา กามารติ สนฺถวํ – อย่าประกอบความนิยมชมชอบ ด้วยความยินดีในทางกาม อปฺปมตฺโตหิ ฌายนฺโต ปปฺโปติ วิปุลํ สุขํ – เพราะว่า ผู้ไม่ประมาทแล้วเพ่งพินิจอยู่ ย่อมจะได้ซึ่งความสุขอันไพบูลย์.  คนพาลไม่มีปัญญา นี้แสดงว่ามันโง่ไปตามประสาคนโง่ กระทำไปตามประสาคนโง่ หมดเปลืองไปตามประสาคนโง่; เรื่องที่ไม่ต้องทำก็ไปทำ ทั้งเงินก็เสีย; ทั้งต้องยุ่งยากลำบากไปหมด จนพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาในเมืองไม่ได้.
อย่างคนสมัยนี้ ทำอะไรที่ไม่ควรทำ ที่พระไม่ควรจะไปดูไปเห็น มันมีอยู่หรือไปทำอะไรอย่างโง่เขลานั้น มันยังมีเหลืออยู่ เรื่องเมามายที่เรียกว่า กามรติ สนฺถวํ ทุกอย่าง.  ทำไปเพื่อประโยชน์แก่ความเพลิดเพลินในทางกาม ทางกามารมณ์ เงินก็เสีย เวลาก็เสีย กิริยาอาการก็”ม่น่าดู จขนพระอริยสาวกสั่งไปทูลห้ามว่า พระพุทธเจ้าอย่าเสด็จเข้ามาในเมืองในระหว่างเวลา 7 วันนี้ เขาจะกินเหล้าเมามายกัน อจะทำอะไรอย่างที่เรียกว่าเป็นอนาจารนั้น, หรือแต่ที่สุดเขาจะเล่นสาดน้ำสงกรานต์กันอย่างเลวที่สุด; พระพุทธเจ้าก็ไม่ควรจะเข้ามาในเมือง.
เรื่องเล่นโง่ๆประสาคนพาลนี้ มันยังเหลืออยู่มาก.  นี่แสดงให้เห็นว่าในเมืองสาวัตถีสมัยโน้เน ก็มีประชาธิปไตยเหมือนกัน.  ทำไมบ้านเมืองจึงยอมให้เล่นพาลนักษัตรไม่น่าดูกันแบบนี้ ก็คงจะมีประชาธิปไตยเหมือนกัน; แต่มันเป็นประชาธิปไตยของคนโง่ ที่จะได้ทำอะไรไปตามประสาคนโง่, แล้วก็ทำกันเต็มบ้านเต็มเมือง จนพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามาในเมืองไม่ได้.
นี่ขอให้เราระลึกถึงข้อนี้ไว้ ถ้าจะเล่นอะไรกันให้สนุกสนาน ก็อย่าให้มันเป็นอย่างนี้.  ให้ระลึกถึงอริยวินัย จะเล่นจะหัว ก็ให้เล่นหัว อยู่ในระบอบระเบียบของอริยวินัย พอที่จะให้พระพุทธเจ้าท่านเสด็จผ่านมาได้ แม้จะไปบิณฑบาต.  นี่จะเล่นแบบพาลนักษัตรกัน จนแม้แต่ว่าพระพุทธเจ้ามาบิณฑบาตในเมืองก็ไม่ได้, นี่ไม่สมควร.  นี่เป็นประชาธิปไตยที่เป็นพาล ประชาธิปไตยของคนพาล สีสิทธิเสรีภาพดที่จะทำกันอย่างนั้น ที่จะเล่นกันอย่างนั้น.
นี่ถ้าถือตามอรรถกถานี้ ก็หมายความว่า ในเมืองสาวัตถี ในสมัยพุทธกาล มันก็มีประชาธิปไตยอันธพาล อย่างนี้แล้วด้วย.  ควรจะเข้าใจกันไว้ว่า ประชาธิปไตยๆนั่นมันหมายความว่าอย่างไร?  แล้วเมื่อไรมันเป็นโทษ?  เมื่อไรมันเป็นคุณ?  ถ้ามันไม่ประกอบไปด้วยธรรมแล้ว มันก็เป็นโทษ.  มันลำบากถึงขนาดว่าพระพุทธเจ้าก็เสด็จไปโปรดสัตว์ถึงในเมืองไม่ได้.  นี่ตามถนนหนทาง มันมีอะไรอย่างนี้ จนถึงว่าพระพุทธเจ้าไม่ควรไป, เพราะฉะนั้น ในวันนั้นจึงไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น.  ถ้าสมมติว่าพระพุทธเจ้าไม่ทรงทราบ และเสด็จเข้าไปในเมืองในวันนั้น คงจะสนุกกันใหญ่ มันจะยิ่งกว่าเด็กเอาทรายใส่บาตร หรือจะยิ่งกว่าตีงูอะไร หลายอย่างหลายประการทีเดียว.1










1              ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส  เรื่อง  พุทธจริยา  ตอนที่ 12, ลำดับที่ 11 บนแถบพื้นสีแดง,  เรื่องที่ 12 พระพุทธเจ้าท่านเป็นอะไรต่อผู้ที่พบตามถนนหนทาง.  บรรยายวันที่ 17 มิถุนายน 2515, หน้า 405-407.

วัตถุนิยม

เราก็มีปัญหาต่อไปว่า มีความทุกข์ชนิดไหนบ้าง ที่ทางวัตถุนี้เอาชนะไม่ได้ คำว่า “ทางวัตถุ”นั้น อาตมาหมายถึงมีเงิน มีทอง มีอำนาจวาสนาและมีวัตถุ มีความเจริญก้าวหน้าทางวัตถุ มีความรู้สึกทางวัตถุนี้ กระทั่งมีเงินมากมีทรัพย์สมบัติมาก มีอำนาจวาสนามาก มีเครื่องมือสารพัดอย่างนี้แล้ว ยังมีความทุกข์ชนิดไหนอยู่อีก ที่อำนาจทางวัตถุเช่นนี้ เอาชนะมันไม่ได้ ลองคิดดูต่อไป.
ในที่สุดเราก็จะย้อนมาพบว่า ความทุกข์ที่เกิดมาจากความเห็นแก่ตัวตน คือตัวกู ที่ปรุงแต่งขึ้นมานี้แหละ เป็นสิ่งที่วัตถุแก้ไม่ได้ ชนะไม่ได้ เพราะว่าสิ่งนั้นแหละ มันปรุงวัตถุขึ้นมา หรือวัตถุไปตกอยู่ใต้อำนาจของสิ่งนั้น ถูกสร้างขึ้นมาโดยสิ่งนั้น; ฉะนั้น วัตถุแม้จะมีมาก มีอิทธิพลสูงอย่างไรก็จะแก้ความทุกข์ชนิดนี้ไม่ได้ จึงต้องอาศัยสิ่งอื่นที่ดีกว่า ที่ประเสริฐกว่า มากมายทีเดียว.  นั่นแหละ คือ ธรรมะ! ธรรมะจะเข้ารมาที่ตรงนี้ มีช่องทางที่ธรรมะจะต้องเข้ามาตรงนี้ เพื่อเป็นประโยชน์แก่เรา; เราจึงรับเอาธรรมะเข้ามาในฐานะเป็นเครื่องมือ สำหรับเอาชนะความทุกข์ประเภทที่วัตถุช่วยแก้ให้ไม่ได้นั่นเอง.
ท่านครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ลองคิดดูให้ดีว่า เรากำลังมีสิ่งที่ว่านี้ มีเครื่องมืออันนี้แล้วหรือยัง; หรือว่าสิ่งที่เรากำลังเรียน กำลังทำ กำลังศึกษา กำลังมุ่งมาดปรารถนานั้น มันออกไปจากขอบวงของวัตถุแล้วหรือยัง; หรือว่ายังตกอยู่ในวงของวัตถุ ยังเป็นเรื่องมัวเมามาทางวัตถุ; ถ้าอย่างนั้นมันก็ยังไม่ใช่ธรรมะ เราจะต้องอยู่เหนือนั้นไปอีก จะต้องมีจิตใจ มีความรู้สึก ที่อยู่เหนือวัตถุ จึงจะเป็นธรรมะ จึงจะมาควบคุมวัตถุ ที่เป็นปัญหายุ่งยากในชีวิตประจำวันได้.  ปัญหายุ่งยากในชีวิตประจำวัน หรือชีวิตประจำวันที่เป็นปัญหายุ่งยากนั้น ไม่มีอะไรเลย ล้วนแต่เนื่องมาจากวัตถุทั้งนั้น.  ความยุ่งยากเหล่านี้ไม่อาจจะเกิดมาจากธรรมะ หรือจากเรื่องทางฝ่ายธรรมะ ซึ่งเป็นเรื่องทางจิตใจได้เลย.  แต่เมื่อจิตใจตกมาเป็นบ่าวของวัตถุ เป็นทางของวัตถุ หมดอิสรภาพแล้ว วัตถุก็สร้างปัญหาขึ้นแก่จิตใจในชีวิตประจำวัน.  เราจะแก้อย่างไร เราต้องมี สิ่งที่เหนือกว่าคือ ธรรมะที่สามารถจะครอบงำอำนาจของวัตถุได้ นั่นเอง.  นี่แหละเราจะพบว่ามีความทุกข์อยู่อีกแบบหนึ่ง ซึ่งวัตถุไม่อาจจะเอาชนะได้ แต่จะต้องเอาชนะด้วยสิ่งซึ่งมีอำนาจเหนือวัตถุ คือ “ธรรมะ”ในฝ่ายทางจิตใจ หรือทางฝ่ายวิญญาณ ที่หลายๆคนไม่ชอบให้เอ่ยชื่อถึงนั่นเอง เมื่อเป็นดังนี้ก็แปลว่า ธรรมะนั้นเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งในส่วนนี้ คือในชีวิตประจำวันนี้เอง.
ปัญหาควรจะดำเนินต่อไปมีว่า เมื่อเป็นดังนั้นแล้ว อะไรจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์เราควรจะได้ เป็นประจำวสัน? คือได้แก่เรื่องทางวัตถุ หรือเรื่องทางจิตใจกันแน่ ที่เราควรจะได้ในฐานะเป็นสิ่งที่ดำที่สุดเป็นประจำวันหรือตลอดชีวิต? ข้อนี้พุทธศาสนาไม่ได้เป็นเอามากๆ จนถึงกับรังเกียจฝ่ายโน้น รักฝ่ายนี้โดยส่วนเดียว; เพราะว่าถ้าทำดังนั้นก็ไม่เป็นสายกลาง ไม่ใช่มัชฌิมาปฏิปทา.  เราไม่รังเกียจอะไรหมด แต่แล้วเราก็ใม่หลงรักอะไรหมด; แต่ว่า เรายังมีสติปัญญาที่จะควบคุมมันทุกอย่างทีเดียว.  สำหรับวัตถุนั้น เราต้องใช้ เราต้องเข้าไปเกี่ยวข้องเสมอ แต่เราทำไปด้วยสติปัญญาหรือด้วยธรรมะที่ควบคุมมันได้; เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นวัตถุหน้าใหม่เข้ามา คือเป็นวัตถุที่ถูกควบคุมแล้ว ที่ควบคุมได้เป็นอย่างดีแล้ว และ อยู่ในอำนาจของเรา.
เรื่องทางฝ่ายกนามธรรมหรือทางฝ่ายจิตใจ เราก็ระบุเอาเฉพาะตรงที่เป็นความรู้อย่างถูกต้อง อย่างพอเพียง อยู่ในระดับกลางๆ ไม่ต้องเป็นเอามากๆเหมือนกับคนบางพวกที่คิดว่า จะทำลายร่างกายนี้เสีย ให้เหลือแต่จิตใจล้วนๆ ซึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิพวกหนี่ง ซึ่งบำเพ็ยอัตตกิลมถานุโยค ทำลายร่างกายหรืออะไรยิ่งไปกว่านั้น.  หรืออีกอย่างหนึ่ง ที่มีกล่าวถึงพวกพรหมชนิดหนึ่งที่ไม่มีใจมีแต่ร่างกาย เพราะความคิดของเขารุนแรงมากถึงกับเกลียดใจ ไปโทษใจว่า เพราะมีใจนี่แหละ จึงเกิดความทุกข์ขึ้นอย่างนี้ก็มี.  เรื่องจริงๆจะมีได้อย่างไรนั้นไม่แน่ แต่ความคิดอย่างอุตริวิตถารเช่นนี้นั้น มีได้แน่ มีได้แก่คนที่ชอบคิด หรือตั้งใจคิด และคิดรุนแรงตะพึดตะพือไป.
พระพุทธศาสนาเราจะถือหลักไปในทางที่ว่า จะมีจิตใจที่ควบคุมแล้วจะมีวัตถุที่ควบคุมแล้ว จัดแจงปรับปรุงสร้างสรรค์ให้สัมพันธ์กันเป็นอย่างดีแล้ว คือในสภาพที่เหมาะสมแก่การที่จะไม่เป็นทุกข์นั่นเอง.
ปัญหาที่ว่า แพเป็นสิ่งที่ดี่สุด ที่มนุษย์เราควรจะได้นี้ ขอให้จำเอาไปด้วย:  ถ้าคิดปัญหาข้อนี้ถูกแล้ว การใช้ธรรมะในชีวิตประจำวันจะง่ายดายที่สุด.  แต่ถึงอย่างไรก็ดี เราก็ยังจำเป็นที่จะต้องแยกเรื่องวัตถุกับเรื่องทางวิญญาณ หรือจิตใจนี้ ออกเป็น 2 เรื่องได้เสมอไป เพื่อเห็นความแตกต่าง แล้วควบคุมให้ได้นั่นเอง คือเราจะต้องมองให้เห็นว่า พวกที่หลงไปทางวัตถุนิยมนี้ เขาแสวงหาความสุขจากวัตถุ และด้วยการตามใจกิเลส.  นี่ ขอให้จำประโยคนี้ให้ดีๆว่า พวกที่ตกไปฝ่ายวัตถุนั้น จะแสวงหาความสุขจากอะไรกันปแน่:  จากวัตถุต่างๆที่เรามุ่งหมายจะสร้างสม สะสมขึ้นข้างหน้าให้มากมายใช่หรือไม่ หรือมุ่งหมายจะแสวงหาความสุขจากการกระทำต่อจิตใจให้ถุกต้อง และให้เกิดความสงบสุขอย่างประเสริฐขึ้นมาโดยไม่ต้องเกี่ยวกับวัตถุเลย.
ถ้าเรามุ่งหมายทางวัตถุตะพึดตะพือไป โดยถือหลักว่า เมื่อวัตถุสมบูรณ์แล้ว จิตใจก็สมบูรณ์เอง เมื่อวัตถุถึงที่สุดแล้ว จิตใจก็มีความสุขถึงที่สุด; ก็ขอให้ทราบว่า นี่แหละคือ dialectic materialism ซึ่งเป็นต้นกำเนิดและหัวใจของคอมมิวนิสต์ จะเอาหรือไม่เอา ก็ลองคิดดูเอง !
ถ้าหากว่า แสวงหาความสุขทางฝ่ายนามธรรม ซึ่งอยากจะเรียก หรือขอเรียกไปทีว่า มโนนิยม; เพราะไม่ทราบว่าจะเรียกว่าอะไร มันเป็นการบัญญัติคำที่ก้าวหน้าเร็วเกินไปก็ได้ ขอเรียกไปทีก่อน เพื่อพอพูดกันได้เท่านั้นเอง; คือถ้าเราไม่เป็นวัตถุนิยม แต่ เป็นมโนนิยม แล้ว ก็แสวงหาสุขจากความเป็นอิสระเหนือวัตถุ ด้วยการแผดเผากิเลสนั้นเสีย; มันตรงกันข้ามอย่างนี้.
ถ้าเป็นวัตถุนิยม ก็ต้องแสวงหาความสุขจากวัตถุ ด้วยการตามใจกิเลส ปรนเปรอกิเลส; แต่การแสวงหาความสุขทางวิญญาณนี้ เป็นมโนนิยม และแสวงหาความสุขจากความเป็นอิสระอยู่เหนือวัตถุ ไม่ตกเป็นทางของวัตถุและก็ด้วยการเล่นงานกิเลส แผดเผากิเลส ทำลายกิเลส ไม่ตามใจกิเลส; เพราะอ่อนแอ กลัวจะไม่ได้สนุกสนานตามความฝันที่ฝันไว้นานมาแล้ว และที่ฝันมากมายทั้งยังฝันต่อไปอีกข้างหน้า โดยไม่สิ้นสุด.
ถ้ามีคนกล้า กล้านึก กล้าคิด กล้าตัดสินใจกันใหม่ นี่แหละจะค่อยเป็นไปได้ คือมีช่องทางที่เราจะเอาชนะวัตถุได้.  ถ้าเดินมารูปนี้แล้ว ปัญหาในชีวิตประจำวันแทบจะไม่มีอะไรเหลือ คือจะไม่มีปัญหาอะไรเหลือ แต่มันจะราบรื่นไปหมด; จะไม่มีปัยหาชีวิตประจำวันเกิดขึ้นมาก จนยื่นคำถามข้อนี้มาก เพราะคงจะล้วนแต่ประสบปัญหาทางวัตถุทั้งนั้น ซึ่งจะประมวลได้ว่า เพราะสิ่งต่างๆทางวัตถุนี้ หรือที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกนี้ ล้วนแต่เป็นไปตามที่กิเลสต้องการ; ไม่ใช่ที่สติปัญญาต้องการ คือมีกิเลสออกมาแสดเงบทบาทเป็นใหญ่ เป็นประธษนเสียเรื่อย ฉะนั้นจึงมีความปหระสงค์มุ่งหมาย คือมี aim หรือมี goal อยู่ตรงที่จะได้วัตถุเต็มตามความต้องการของกิเลส.  เมื่อเป็นอย่างนี้ มันก็เป็นไปไม่ได้ ที่จะไม่ให้ปัยหาประจำวันเกิดขึ้นมทากมายจนสางไม่ไหว อาตมาใช้คำว่า จนสางไม่ไหว มันจนเกิดขึ้นมามากมายจนสางไม่ไหว คือปัญหาประจำวันที่มีอยู่ทุกวันๆ จะเกิดเสียจนสางไม่ไหว.  แต่ถ้ากลับตรงข้ามเสียแล้ว ปัญหาชีวิตประจำวันมันสลายตัวไปเองทันที อย่างนี้เป็นต้น.  เพราะฉะนั้น สิ่งที่พวกเราทุกคนกำลังขาดอยู่อย่างยิ่ง ก็คือ ความมีนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ตลอดเวลานั่นเอง.
ความมีนิพพานเป็น goal เป็น object เป็นวัตถุที่ประสงค์มุ่งหมายอยู่ตลอดเวลานั้น เป็นสิ่งที่เราทุกคนกำลังขาดกันอยู่ และทำให้ปัญหาประจำวันมีมากขึ้น ในการปฏิบัติหน้าที่การงานของตน, คงจะมีคนบางคึนตะโกนอยู่ในใจว่า “มันจะทำได้อย่างไรกันโว้ย1” ที่อาตมาต้องใช้คำหยาบคายว่า “โว้ย” นี้เพราะมันเป็นความรู้สึกอยู่ในใจท่านอย่างนั้นจริงๆก็ได้.  เพราะเหตุเป็นสิ่งที่มองไม่เห็นได้ทันที และล้วนแต่มืดมนอยู่ไกลสุดเอื้อมไปเสียทั้งนั้น;  คงจะต้องตะโกนว่าโว้ยแน่; “มันจะทำได้อย่างไรกันโว้ย”;  การที่จะนิพพานเป็นอารมณ์อยู่ได้ตลอดเวลานั้น จะทำได้อย่างไร?
ที่ว่า ยังขาดอยู่ทุกคน นี้ก็อธิบายอยู่ในตัวแล้วว่า ทุกคนมุ่งหมายวัตถุ มุ่งหมายความสุขทางวัตถุ หรือความสุขทางเนื้อทางหนัง; ไม่ได้มุ่งหมายที่จะให้ว่างจากความรบกวนเหล่านี้ ไม่ได้มุ่งหมายที่จะให้ว่างจากตัวกู ของกู ต้องการจะมีตัวกู ของกู ออกรับวัตถุ บริโภคใช้สอยข้าวของวัตถุ เพลิดเพลินมัวเมาอยู่ด้วยวัตถุ; อย่างนี้เรียกว่า มีวัตถุเป็นอารมณ์ ไม่ใช่มีนิพพานเป็นอารมณ์.
ถ้ามีนิพพานเป็นอารมณ์ ก็คือมีความว่าง ความสะอาด สว่าง สงบ แห่งจิตเป็นอารมณ์; ไม่มีอะไรรบกวน มุ่งมั่นจะได้สิ่งนั้นอยู่เป็นประจำ นี่เรียกว่านิพพานเป็นอารมณ์ที่มุ่งหมายอยู่ตลอดเวลา.  ถ้าถามว่า “จะทำอย่างไรกันโว้ย” ละก็ ต้องดูให้ดีตรงที่ว่า ชีวิตนี้มันมีสภาพอย่างไร เพราะเหตุไร ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นนั่นเอง ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น; จนกระทั่งเห็นชัดประจักษ์ด้วยตนเองนั่นแหละ ว่าเพราะมันมีวัตถุเป็นอารมณ์นั่นแหละ มันจึงยุ่งยากไปหมด ทั้งส้วนบุคคล ส่วนสังคม หรือส่วนโลก ทั่วโลกหรือทุกๆโลก ถ้าหากจะมี นี่แหละคือโลกๆดที่มีวัตถุเป็นอารมณ์!  คอมมิวนิสต์ก็มีวัตถุเป็นอารมณ์! ประชาธิปไตยก็มีวัตถุเป็นอารมณ!  รายไหนก็ล้วนแต่มีวัตถุเป็นอารมณ์!  ไม่เคยมีใครนิพพานเป็นอารมณื; ปัญหาต่างๆเกิดขึ้นทั่วไปหมด กระทั่งปัญหาจริยธรรม ปัญหาจริยศึกษา ปัญหาศีลธรรมเสื่อม.  ปัยหาที่สิ่งเหล่านี้เสื่อมมันมีมูลมาจากความมีวัตถุเป็นอารมณ์ ในโลกนี้ บรรยากาศกลุ้มไปด้วย ความมีวัตถุเป็นอารมณ์ ในแบบอย่างต่างๆกัน;  แล้วก็”ด้รบกัน เป็นวิกฤตกาลถาวรไม่เคยประสบสันติภาพ.  แต่ถ้าทุกคนเห็นโทษณแห่งความยึดมั่นถือมั่นเท่านั้น จิตจะน้อมไปเองเพื่อนิพพาน.  คำอย่างนี้พระพุทธเจ้าตรัส ไม่ใช่อาตมาว่า; เป็นพระพุทธภาษิตที่มีอยู่ในหลักบาลีชัดๆ.
ถ้ามองเห็นโทษของความยึดมั่นถือมั่นในวัตถุนั้น จิตจะน้อมไปเองเพื่อนิพพาน และนั่นแหละคือมีนิพพานเป็นอารมณ์; ฉะนั้นถ้าอยากจะมีนิพพานเป็นอารมณ์ ก็ง่ายนิดเดียว คือ พยายามดูให้เห็นโทษอันร้ายกาจที่ครอบคลุมพวกเราทั้งโดยส่วนรวมและโดยส่วนตัวอยู่นี้ ว่า เพราะมันมีมูลเหตุมาจากความเห็นแก่ตัวเป็นอารมณ์ มีความตกอยู่ในอำนาจของวัตถุเป็นอารมณ์ นั่นเอง.
เพื่อแก้ปัญหาเหล่านี้คราวเดียวกัน เราก็อย่าบูชาวัตถุเป็นสรณะ แต่บูชาธรรม ซึ่งไม่ใช่วัตถุ ซึ่งเป็นเครื่องปราบวัตถุนี้ เป็นสรณะ; มีธรรมเป็นเครื่องรางคุ้มครองไม่ให้วัตถุมาแผ้วพานเรา.  เลยเกิดมีระเบียบ ประพฤติปฏิบัติชนิดที่เรียบกว่า ธรรม นี้ขึ้น หรือจะเรียกว่า จริยธรรม ก็”ด้.  อาตมากล้ายืนยันว่า คำว่า “จริยธรรม” คำเดียว ก็ใช้ได้ตลอดตั้งแต่ต้นจนปลาย ใช้ได้ตลอดจนกระทั่งถึงนิพพานได้เหมือนกัน;  ใช้ได้ตั้งแต่เรื่องโลกๆ จนกระทั่งถึงนิพพานทีเดียว.1














1              ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส  เรื่อง  พุทธิกจริยธรรม,  ลำดับที่ 18 บนแถบพื้นสีแดง,  ปาฐกถาชุด  แนะแนวจริยธรรม ครั้งที่ 7 เรื่อง จริยธรรมในชีวิตประจำวัน บรรยายวันที่ 20 มกราคม 2505, หน้า 219-225.

วันพฤหัสบดีที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2556

ในที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ที่นั่นไม่ใช่สภา




๏    รัฐบาลแทบทุกรัฐบาลในโลก มัว
แต่มัวแก้ไขนั่นนิด นี่หน่อยนับ
ร้อยเรื่อง พันเรื่อง ที่นั่นนิดนี่
หน่อย ไม่ใคร่มุ่งระดมแก้ไข
ปัญหาทางศีลธรรม ซึ่งเป็นที่
รวมแห่งปัญหาทั้งปวง.๛


ชนชั้นปกครอง

เราจะดู ชนชั้นปกครอง กันบ้าง: จะเรียกว่ารัฐบาลหรือเรียกอะไรก็ได้ ไม่ต้องเกรงใจเรียกได้เลย แต่เรียกรวมๆก็ต้องเรียกว่า ชนชั้นปกครองจัดเป็นรูปรัฐบาล หรือหลังฉากรัฐบาล หรือหน้าฉากรัฐบาล อะไรก็สุดแท้: ชนชั้นปกครองนี้ กำลังให้ความหมายแก่ศีลธรรมอย่างไร?  ชนชั้นปกครองในโลก กำลังให้คุณค่าทางศีลธรรมอย่างไร?
ถ้าชนชั้นปกครองเหล่านี้ เขารู้จักศีลธรรมดี ให้ความหมายแก่ศีลธรรมดี ก็ต้องจัดศีลธรรมในรูปที่มีประโยชน์แก่มนุษย์ คือสันติภาพให้แก่มนุษย์เป็นแน่.
เดี๋ยวนี้เราจะดูว่าชนชั้นปกครองทั้งหลาย ที่คุมอำนาจการปกครองไว้นี้ เขามีจิตใจเป็นอย่างไร? คนเหล่านี้รู้จักบาปบุญคุณโทษเท่าไร? รู้จักบิดามารดา ครูบาอาจารย์อย่างไร? รู้จักศีลธรรม วัฒนธรรม ศาสนาพระเจ้าพระสงฆ์อย่างไร? รู้จักการเสียชาติ หรือสูญชาติกันในลักษณะไหน?
เขารู้จักหรือไม่ว่าประชาธิปไตยนั้นมันเหมาะแก่ผู้มีศีลธรรมเท่านั้น ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้ว ประชาธิปไตยอยู่ไม่ได้.  ประชาธิปไตยอยู่ได้ ก็เพราะว่ามันมีศีลธรรมเป็นรากฐาน: นี้เขาไปหลงกันแต่ในส่วนประชาธิปไตย แล้วก็ไม่มองในส่วนศีลธรรม มันก็มีประชาธิปไตยที่เป็นที่พึ่งไม่ได้ ส่วนใหญ่มันจึงเป็นพิษ คือมันผิดต่อความจริง ต่อข้อเท็จจริง ของธรรมชาติของอะไรต่างๆ.
มีภาษิตอยู่ข้อหนึ่งดีมาก ซึ่งควรจะจำไว้ว่า เนสา สภา ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต : เนสา สภา ว่านั้นมิใช่สภา, ยตฺถ น สนฺติ สนฺโต คือ ในที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ที่นั่นไม่ใช่สภา.  ในสภาผู้แทนราษฎรของชาติทั้งหลายต่างๆในโลกนี้ มีสัตบุรุษหรือไม่: ถ้าไม่มีสัตบุรุษนั่นไม่ควรเรียกว่าสภา, มันเป็นเพียงกลุ่มของคนบ้า ประชุมกันถกเถียงอะไรต่างๆนานา ไปตามแบบของคนบ้า.  ถ้าจะเป็นสภาตามความหมายของพระบาลีนี้ ของภาษานี้มันต้องประกอบไปด้วยสันโต สันตบุคคล คือสัตบุรุษ: นั่นมิใช่สภา ถ้าที่ใดไม่มีสัตบุรุษ, ในที่ใดไม่มีสัตบุรุษ ในที่นั้นไม่ใช่สภา.
นี่เดี๋ยวนี้เขามีสภา เป็นสภาสำหรับปกครองประเทศชาติ, แล้วมาดูกันหรือเปล่าว่า ในสภานั้นมีสัตบุรุษหรือไม่? ถ้าไม่มีสัตบุรุษมันก็เป็นที่รวมกลุ่มของคนบ้าคนเมา ครึ่งบ้าครึ่งเมา หลงใหลอะไรต่างๆนานา: ไม่รู้จักสิ่งที่เรียกว่าศีลธรรมกันเสียเลย จะพาบ้านเมืองไปไม่ได้ หรือพาโลกนี้ไปไม่ได้.  นี่ความรู้จักบาปบุญคุณโทษ มีในสภาเหล่านั้นหรือเปล่า? ยิ่งกว่านั้น มีสัตบุรุษหรือเปล่า?
แล้วคำว่า “สูญชาติ, เสียชาติ” นี้ มันเป็นคำที่สำคัญที่สุด.  เขาจะรู้กันหรือเปล่า ว่าเสียชาติ สูญชาติทางวัฒนธรรม นั่นมันร้ายกาจ ยิ่งกว่าเสียชาติ สูญชาติ สูญชาติทางวัฒนธรรม นั่นมันร้ายกาจ ยิ่งกว่าเสียชาติ สูญชาติ ทางการเมือง? ถ้าสมมติเราต้องพ่ายแพ้ ตกไปเป็นข้าเขาเป็นเมืองขึ้นเขา แต่ยังคงมีศีลธรรม วัฒนธรรมของคนไทย พุทธบริษัทอยู่ได้ ก็ไม่เรียกว่าเสียชาติไทย ไม่เรียกว่าสูญชาติไทย: แม้ว่าโดยภูมิศาสตร์ หรือโดยการเมือง มันไปรวมอยู่กับประเทศอื่น ชาติไทยยังอยู่ที่ตัวบุคคลนั้น, วัฒนธรรมไทย ศีลธรรมไทยยังอยู่.
แต่เดี๋ยวนี้ถ้าเราละทิ้งศีลธรรม วัฒนธรรมไทยอย่างพุทธบริษัทเสียแต่เดี๋ยวนี้ที่นี่แล้ว: มันสูญชาติเสียแล้ว.  มันสูญชาติอยู่ในสภา ที่เขาประชุมกันเพื่อบริหารประเทศนั่นเอง, ไม่มีความเป็นคนไทยแล้ว สูญชาติไทยแล้ว ทั้งที่แผ่นดินนี้ยังไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร.  เดี๋ยวนี้แผ่นดินไทยยังไม่เป็นเมืองขึ้นของใคร:  แต่ว่าชาติไทยสูญไปเสียแล้วก็ได้ คือไม่มีวัฒนธรรมไทย ไม่มีศีลธรรมไทย ไม่มีความเป็นพุทธบริษัทอย่างไทยๆ อย่างที่สัตบุรุษ บรรพบุรุษ พุทธบริษัท ปู่ ย่า ตา ยายของเรา เคยมีมาแต่กาลก่อน.  เดี๋ยวนี้เรียกว่าชาติไทยในทางวัฒนธรรมมันสูญไปแล้ว: ถ้าเป็นอย่างนี้ สูญชาติแล้ว.  แม้ว่าแผ่นดินยังไม่เป็นคนอื่น.
เดี๋ยวนี้เขามาหลับตามองเห็นแต่ แผ่นดินนี้ๆอย่างเป็นความบ้าหลัง มุทะลุ มุมานะ อย่างเดียว ด้านเดียว ข้างเดียว ไม่มองความเสียชาติ สูญชาติทางนามธรรม ทางจิตใจ ทางมโนธรรมกันเสียเลย: เพราะฉะนั้นจึงสูญชาติในส่วนจิตใจ หรือส่วนวัฒนธรรม, แล้วไม่เท่าไร ความสูญชาติอันนี้จะนำไปสู่ความสูญชาติ ทางเนื้อหนัง ทางแผ่นดิน ทางวัตถุอะไรหมด.  เดี๋ยวนี้เมื่อเราไปตามก้นเขา ทุกอย่างทุกประการ ในการกินการอยู่ การทุกๆอย่างทุกประการ ไปตามก้นเขาหมด จนไม่มีความเป็นไทยเหลือ: ไม่เท่าไรก็สมัครที่จะเป็นทาส เป็นข้าเขา เท่านั้นแหละ.  ปากก็พูดไปอีกอย่างหนึ่ง, แต่น้ำใจนั้นไปหมดแล้ว.  นี่เรียกว่า ความสูญชาติไทย ที่น่ากลัวที่สุด.
ที่นี้ประเทศอื่นก็เหมือนกันอีก ไม่เฉพาะแต่ประเทศนี้ นี้มันขึ้นอยู่ที่ว่าชนชั้นปกครอง จะเป็นรัฐบาลหรือเป็นรัฐสภา เป็นอะไรที่ไหนกันอีกก็สุดแท้ ที่ว่ารวมกันเป็นผู้ทำหน้าที่คุ้มครองประเทศชาตินั้น มีศีลธรรมกันเพียงไหน?  ถ้ามีศีลธรรมมากพอ ความเป็นชาติเป็นไทยเป็นอะไรก็อยู่ได้ ความเป็นมนุษย์ก็อยู่ได้: ถ้าไม่มีศีลธรรมแล้วก็หมดไปๆในทางจิตใจก่อน แล้วในที่สุดก็จะหมดไปทั้งทางร่างกาย ทางวัตถุ. 1




1          ธรรมโฆษณ์ของพุทธทาส เรื่องอริยศีลธรรม, ลำดับที่ 18.ค บนแถบพื้นสีแดง, เรื่อง ที่ 6 ความรู้สึกของมนุษย์ต่อปัญหาทางศีลธรรม (ต่อ).  บรรยายวันที่ 10 สิงหาคม 2517, หน้า 188-191.