หน้าเว็บ

วันเสาร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ธรรมะ ในฐานะลัทธิการเมือง - พุทธทาสภิกขุ

ธรรมะ ในฐานะลัทธิการเมือง.
17 ก.ย. 21



ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย,
         
          ปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะได้กล่าวโดยหัวข้อว่า “ธรรมะ ในฐานะลัทธิการเมือง”,  การกล่าวเช่นนี้เป็นที่เชื่อได้ว่าคนเป็นอันมากไม่ยอมเห็นด้วย;  คือเขาถือกันว่าการเมืองก็เป็นอย่างหนึ่ง, ธรรมะก็เป็นอย่างหนึ่ง, ไม่อาจจะเนื่องกันหรือเป็นอันเดียวกันได้.  เมื่อเข้าใจกันอย่างนี้ ก็ทำไมไม่ลองสังเกตดูต่อไปว่า เมื่อการเมืองลัทธิไหนปราศจากธรรมะแล้วมันจะเป็นอย่างไรฦ? การที่แยกธรรมะออกไปเสียจากการเมือง การเมืองนั้นก็กลายเป็นเรื่องสกปรก ไม่ว่าการเมืองลัทธิไหน, ระดับไหน, ของโลกในส่วนไหน.
(การเมืองสกปรกเพราะปราศจากธรรมะ.)
          คำว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก” นี้ เป็นเรื่องที่ยอมรับกันอยู่ คือหาความจริงใจต่อกันและกันไม่ได้; หาความจริงใจต่อสันติภาพของโลกทั้งโลกก้ไม่ได้; มุ่งหมายแต่จะหาประโยชน์เพื่อตน หรือพรรคพวกพวกภาคีของตนเท่านั้น.  เมื่อปราศจากธรรมะเสียอย่างนี้แล้ว การเมืองก็เป็นเรื่องสกปรก.  แม้จะมองเห็นอยู่อย่างนี้ คนยังพยายามแยกธรรมะออกจากการเมืองอยู่นั่นเอง  เพราะว่านักการเมืองเหล่านั้นเล่นการเมือง เพื่อประโยชน์ส่วนตัว หรือพรรคพวกของตัวไม่ได้เล่นการเมืองเพื่อประโยชน์แก่สันติภาพของมนุษย์.

ธรรมะเป็นลัทธิการเมืองของพระเจ้า.
       อาตมามีความเห็นว่า ธรรมะเป็นลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่ง  แม้จะเป็นลัทธิการเมืองของพระเจ้า ไม่ใช่ลัทธิการเมืองของคนธรรมดาสามัญ  ก็ต้องถือว่าธรรมะเป็นลัทธิการเมืองลัทธิหนึ่ง ขอให้พยายามฟังดูว่า อาตมาจะกล่าวว่าอย่างไร.
          ท่านคงจะยอมรับในข้อที่ว่า แยกธรรมะออกเสียจากการเมืองแล้วการเมืองก็เป็นเรื่องสกปรก.  อาตมาก็กล่าวว่า โดยที่จริงแล้ว การเมืองเป็นธรรมะในความหมายหนึ่ง.  การเมืองเป็นตัวธรรมะ; นี้มันยิ่งกว่าที่จะพูดว่า การเมืองก็เนื่องด้วยธรรมะ.  เดี๋ยวนี้อาตมากำลังจะพูดว่าการเมืองเป็นตัวธรรมะเสียเอง. ถ้าจะเข้าใจข้อนี้กันให้ได้ต้องทำความเข้าใจในคำว่า ธรรมะ ให้ถูกต้อง : ขอได้โปรดสนใจฟังสักหน่อยว่า คำว่า “ธรรมะ” นั้นหมายถึงอะไร?
          คำว่า “ธรรมะ” ในภาษาบาลี หรือ “ธรรม” เฉยๆ ในภาษาไทยนั้นมีความหมายถึง 4 ความหมาย.  เมื่อเอาภาษาบาลีเป็นหลัก ท่านควรจะทราบให้มากไปกว่านั้น คำว่า “ธรรม”ในภาษาบาลี นั้น หมายถึงสิ่งทุกสิ่งไม่ยกเว้นอะไรนับไม่ไหว;  แต่ว่าสิ่งทุกสิ่งนั้น ถ้าจะเอามาจัดเป็นประเภทแล้วก็จะได้สัก 4 ประเภท หรือ 4 พวกด้วยกัน.  อาตมาจึงว่าคำว่า “ธรรมะ” มีความหมายอยู่ 4 ความหมาย.
          “ธรรมะ” ความหมายที่ 1  หมายถึง “ตัวธรรมชาติ” ทั้งหลาย, จะเป็นธรรมชาติที่มีปรากฏการณ์ หรือไม่มีปรากฏการณ์ก็ตาม.  คำว่าธรรมชาติทั้งหมดนี้เรียกเป็นภาษาว่า “ธมฺม” หรือ “ธรรม” เฉยๆในภาษาไทย. นี่คือความหมายของคำว่า “ธรรมะ” นี่เป็นความหมายที่ 1 หมายถึง ตัวธรรมชาติ.
          “ธรรมะ” ในความหมายที่ 2 หมายถึง กฏของธรรมชาติ ที่ไหนมีธรรมชาติ ในธรรมชาตินั้นมีกฏของธรรมชาติควบคุมอยู่ หรือว่าธรรมชาติทั้งหลายได้เกิดขึ้นและเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ คือตามกฏของมันเอง.  กฏของธรรมชาตินี้เรียกว่า “ธรรม” หรือ “ธมฺม” ในภาษาบาลีนี่เป็นความหมายที่ 2.
          ความหมายที่ 3 คำว่า “ธรรม” หมายถึง หน้าที่อันถูกต้องตามกฏของธรรมชาติ  ที่หมายถึง หน้าที่ที่สิ่งมีชีวิตจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้อง ตามกฏของธรรมชาติ นี้คือธรรมในความหมายที่ 3.
          ความหมายที่ 4 คือ ผลที่จะได้รับจากการปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ.  จะเป็นผลทางโลก ทางธรรม ทางโลกียะทางโลกุตตระหรืออะไรก็ตาม.   ผลทั้งหมดนั้นก็เรียกว่าผล. ซึ่งเป็นธรรมะในฐานะที่เป็นผล.
          ถ้าสรุปความสั้นๆ ก็พูดได้ว่า ธรรมะคือ ตัวธรรมชาติ อย่างหนึ่ง, ธรรมคือกฏของธรรมชาตินี้อีกอย่างหนึ่ง, ธรรมะคือ หน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ นั้นอีกอย่างหนึ่ง, ธรรมะในฐานะที่เป็น ผลเอามาจากการปฏิบัติหน้าที่ นั้นอีกอย่างหนึ่ง. รวมเป็น 4 อย่าง ทั้ง 4 อย่างเป็นความหมายของคำว่า “ธรรม” เพียงคำเดียว.
          เมื่อท่านรู้จักธรรมในความหมายทั้ง 4 อย่างเหล่านี้แล้ว ก็เรียกว่ารู้จักสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” อย่างสมบูรณ์, คือสิ่งทุกสิ่งไม่ว่าจะกี่ร้อย กี่พัน กี่หมื่น กี่ล้าน กี่โกฏิสิ่งมันรวมอยู่ใน  4 ความหมายนี้ทั้งนั้น.

การเมืองเป็นธรรมะในความหมายที่ 3.
          ทีนี้ความหมายไหนเล่า ที่จะตั้งอยู่ในฐานะเป็นลัทธิการเมือง? ก็ลองไล่มาตามลำดับ ธรรมะในความหมายที่ 1 ก็คือตัวธรรมชาติ. ความหมายที่ 2 คือกฏของธรรมชาติ. ความหมายที่ 3 คือหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ. ความหมายที่ 4 คือผลที่ได้จะได้รับจากหน้าที่.  เรื่องมันก็จะไปลง อยู่ที่ความหมายที่ 3 คือหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ.  สิ่งที่มีชีวิตทั้งหลายจะต้องมีหน้าที่ ที่จะต้องปกระพฤติกระทำให้ถูกตามกฏของธรรมชาติ เพื่อความอยู่รอด และความอยู่เป็นผาสุก.
          ทีนี้มาพูดถึง คำว่า “การเมือง” ในความรู้สึกของอาตมา : การเมืองคือการทำหน้าที่เพื่อให้โลกนี้เป็นอยู่อย่างผาสุก โดยไม่ต้องใช้อาชญา. การเมืองที่จะต้องใช้อาชญานั้น เป็นการเมืองที่ยิ่งกว่าสกปรก, มันเป็นการเมืองที่หลอกลวง, เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจมากกว่า.
          การเมืองที่แท้จริงต้องเป็นการสร้างสันติภาพโดยไม่ต้องใช้อาชญา, หมายถึงใช้สติปัญญา ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันในหมู่สัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย เพื่ออยู่กันเป็นผาสุก.  สิ่งมีชีวิตมีหน้าที่ ที่จะต้องทำเพื่อให้อยู่กันเป็นผาสุกโดยไม่ต้องใช้อาชญา, ไม่ต้องขบกันกัดกัน, ไม่ต้องทำลายล้างกัน นี้เรียกว่า ไม่ต้องใช้อาชญา.  ธรรมะในความหมายที่ 3 หมายถึงหน้าที่ ที่มนุษย์จะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฏของธรรมชาติ โดยไม่ต้องใช้อาชญาแก่ฝ่ายใด.
          นี่ขอให้เราคิดดูว่า การเมืองก็คือ สิ่งที่มีความมุ่งหมายจะทำโลกให้มีสันติโดยไม่ต้องใช้อาชญา.
          ธรรมะ ก็คือ หน้าที่ของสิ่งที่มีชีวิต ที่จะต้องประพฤติปฏิบัติกระทำไป ให้อยู่กันเป็นผาสุกโดยไม่ต้องใช้อาชญา.
          ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่า การเมือง นั้นก็คือ ธรรมะในความหมายที่ 3 นั่นเอง



ธรรมะคือหน้าที่
ต้องทำให้ถูกต้องตามกฏธรรมชาติ
          ขอเน้นลงไปที่คำนี้อีกครั้งหนึ่งว่า ธรรมะคือหน้าที่ ที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายจะต้องประพฤติกระทำให้ถูกต้องตามกฏของธรรมชาติ.  ถ้าต้องการความอยู่กันเป็นผาสุก ก็ต้องถูกต้องตามกฏของการอยู่เป็นผาสุก;  ต้องการให้มันเป็นทุกข์ ก็ต้องให้มันถูกต้องตามกฏ ที่มันจะต้องเป็นทุกข์.  แต่เดี๋ยวนี้ไม่มีใครปรารถนาความทุกข์;  เราก็ไม่ต้องพูดกันถึงกฏฝ่ายที่จะทำให้เกิดความทุกข์.  เราจะมาพูดกันถึงกฏฝ่ายที่จะทำให้เกิดความเป็นสุข.
          ธรรมะคือหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติเพื่อสันติภาพของโลก การเมืองก็คือการกระทำเพื่อให้เกิดสันติภาพของโลก.  แล้วก็ต้องเป็นไปให้ถูกต้องตามกฏของธรรมชาติซึ่งเป็นธรรมะในความหมายที่ 2.
          อาตมาเอ่ยถึงคำว่า การเมืองของพระเจ้า.  บางคนก็คงประหลาดใจ พูดกันเสียใหม่ก็ได้ว่า ท่านจงนึกถึงความหมายของธรรมะในความหมายที่ 2 ว่าธรรมะคือ กฎของธรรมชาติ มองให้เห็นว่า กฏของธรรมชาติมีอยู่ก่อนสิ่งใด จึงทำให้ธรรมชาติได้เกิดขึ้น”  ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ โลกนี้โลกไหนก็ตาม เป็นตัวธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยกฏของธรรมชาติ.  กฏของธรรมชาติจึงมีอยู่ก่อนสิ่งใดทำหน้าที่ให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นมา เพราะฉะนั้น กฏของธรรมชาติ นั่นเอง มีค่าเท่ากันกับสิ่งที่เรียกว่า “พระเจ้า”.
          คำว่า พระเจ้า มีความหมายโดยทั่วไปคือ ผู้สร้างโลก ผู้ควบคุมโลก และ ผู้ทำลายโลก เสียเป็นคราวๆ.  สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก ในความหมายของ คำว่า เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป; นั่นคือ กฏของธรรมชาติ มีอำนาจ มีความสามารถเท่ากับสิ่งที่เราเรียกกันว่า “พระเป็นเจ้า”.

การเมืองบริสุทธิ์ต้องเป็นไปตามกฏ
ของพระเจ้า
          ทีนี้การเมืองเป็นสิ่งที่ต้องเป็นไปตามกฏของธรรมชาติ สังคมก็เป็นสิ่งที่ต้องทำไปตามกฏของพระเป็นเจ้า, จึงเรียกว่า การเมืองอันบริสุทธิ์ นั้นต้องเป็นการเมืองที่เป็นไปตามกฏของพระเจ้า; ยกพระเจ้าให้เป็นยอดสุดของนักการเมืองเสียได้เลย, หมายถึง กฏของธรรมชาติที่จะจัดโลกให้เป็นไปอย่างไรก็ได้.  เมื่อเราประพฤติให้ถูกต้องตามกฏของพระเจ้าในส่วนที่มีสันติภาพ โลกนี้ก็มีสันติภาพ; ฉะนั้นเราจึงมีการเมืองชนิดของพระเจ้ากันดีกว่า.  พระเจ้าในที่นี้คือกฏของธรรมชาติในความหมายที่ 2.
          เรื่องขบขันมีอยู่เกี่ยวกับภาษา คือตรงนี้ อยากจะเล่าให้ฟังสักหน่อยว่าพวกฝรั่งเขาพูดว่า พุทธศาสนาไม่มีพระเจ้า คือ ไม่มีก็อด (God).  อาตมาบอกเขาในฐานะคนกันเองว่า พุทธศาสนาก็มีพระเจ้า และมีก็อด.  พระเจ้าคือกฏของธรรมชาติ ในภาษาไทยเราเรียกว่า “กฏ”.  แต่เดี๋ยวนี้เราออกเสียงมันสั้นไปว่า “กฏ”.  เราลองออกเสียงให้ยาว คำว่า กฏ ก็กลายเป็น ก็อด; เราก็เลยมีก็อด.  ก็ได้หัวเราะกันว่าในพุทธศาสนานี้ก็มี ก็อด คือพระเจ้า แต่เล็งถึงกฏของธรรมชาติ ซึ่งเป็นธรรมะในความหมายที่ 2.
          ขอย้ำอีกทีหนึ่งเดี๋ยวจะลืมกันเสียหมดว่า ธรรมะในความหมายที่ 1 คือตัวธรรมชาติ, ธรรมะในความหมายที่ 2 คือ กฏของธรรมชาติ, ธรรมะในความหมายที่ 3 คือหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ, ธรรมะในความหมายที่ 4 คือผลจากหน้าที่นั้น.  พูดอย่างเปรียบเทียบก็ว่า ตัวธรรมชาติทั้งหลายเป็น กายของพระเจ้า, กฏของธรรมชาติเป็น จิตของพระเจ้า, หน้าที่ตามกฏธรรมชาตินั้นคือ พระประสงค์หรือข้อเรียกร้องของพระเป็นเจ้า, ส่วนผลตามหน้าที่นั้น คือ ผลที่พระเจ้าประทานให้ เราไม่มีทางที่จะหลีกเลี่ยงความหมายของคำว่า ธรรม 4 ความหมายนี้เลย.
          คำว่า พระเจ้า ถ้ากล่าวอย่างบุคลาธิษฐาน พูดให้เป็นคน กห็เหมือนอย่างที่เขากล่าวกันในศาสนาต่างๆ ที่มีก็อดอย่างเป็นคน.  ส่วน ในพุทธศาสนา นี้มีพระเจ้าอย่างธรรมาธิษฐาน คือกฏของธรรมชาติ.  เราก็เรียกว่า กฎ. มีกฏเป็นพระเจ้า, มีพระเจ้าเป็นกฏ, ใครอยากจะให้เป็น พระเจ้าอย่างบุคคล ก็ออกเสียงให้ยาวว่า ก็อด ก็แล้วกัน; จะเป็นพระเจ้าอย่างบุคคล ก็มีคตวามหมายอยู่ ที่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก;  จะเป็นความหมายอย่างธรรม เป็นนามธรรม ก็เป็น สิ่งที่สร้างโลก ควบคุมโลก ทำลายโลก.  เรื่องมันก็เท่ากัน : จะเป็น พระเจ้าอย่างบุคลาธิษฐาน, หรือจะเป็น พระเจ้าอย่างธรรมาธิษฐาน ก็ทำหน้าที่เหมือนกัน; เป็นพระเจ้าที่แท้จริงได้ก็เพราะทำหน้าที่อันนี้.
          ท่านจะถือพระเจ้าอย่างบุคคลก็ได้, ถือพระเจ้าอย่างนามธรรมที่เป็นกฏของธรรมชาติก็ได้, แต่ให้รู้ว่าเป็นสิ่งสูงสุด ไม่ลำเอียงต่อใคร; เฉียบขาดในการทำหน้าที่ของตน.  พระเจ้าจึงออกกฏมาว่า สิ่งที่มีชีวิตจะต้องมีหน้าที่ในการสร้างสันติภาพให้แก่กันและกันโดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะอยู่กันเป็นผาสุก.
การเมืองบริสุทธิ์จะทำให้มีสันติภาพ
โดยไม่ใช้อาชญา

สิ่งที่เรียกว่าการเมือง  ก็คือ ช่วยกันทำหน้าที่ให้เกิดสันติภาพขึ้นในโลกนี้ โดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะเป็นการเมืองบริสุทธิ์, เป็นการเมืองของพระเจ้า, มีพระเจ้าเป็นยอดสุดของนักการเมือง. ถ้าเป็นการเมืองอย่างอื่นผิดไปจากนี้ แล้วก็เป็นการเมืองสกปรกแสนที่จะสกปรก; มันก็กลายเป็นการเมืองของพวกภูตผีปีศาจ ไม่เกี่ยวกับพระเจ้า
          ให้ท่านไปลองคิดดู; ฉะนั้นถ้าเราหวังจะเอาลัทธิการเมืองสร้างสันติถภาพให้แก่มนุษย์ เราหลีกไม่พ้นที่เราจะเลือกเอาการเมืองตามแบบของพระเจ้า, มีพระเจ้าเป็นยอดสุดของนักการเมือง.  ทุกคนจะต้องประพฤติให้ตรงตามความประสงค์ของพระเป็นเจ้าหรือกฏของธรรมชาติส่วนนี้.ฃ
          ใน ทุกๆศาสนาจะมีหลักสำคัญ เหมือนกันหมดอยู่อย่างหนึ่งคือ ให้ถือว่า ทุกคนเป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตายด้วยกัน.  ทุกคนเป็นเพื่อนร่วมสุข ร่วมทุกข์ มีปัญหาอย่างเดียวกัน. ทุกศาสนาจะเน้นถึงผู้อื่นยิ่งกว่าที่จะมาเน้นถึงแต่ตัวเอง : สอนให้คนรักผู้อื่นยิ่งกว่าตัวเองบ้าง, เท่ากับตัวเองบ้าง, ล้วนแต่มุ่งหมายจะทำลายความเห็นแก่ตัวให้เห็นแก่ผู้อื่นด้วยกันทั้งนั้น นั่นก็คือความหมายแห่งคำว่า “สังคมนิยม” คือ นิยมสังคม, อย่ามานิยมตัวคนเดียว.
          อาตมาอยากจะกล่าวชัดลงไปว่า ทุกศาสนามีวิญญาณแห่งสังคมนิยม, ทุกศาสนามีพระเจ้าเป็นยอดสุด อย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ว่าพระเจ้าอย่างบุคคลก็ได้, พระเจ้าอย่างนามธรรมก็ได้, ก็คือ มีธรรมะเป็นที่สูงสุด. เพราะฉะนั้น สังคมนิยมตามแบบพระศาสนาทั้งหลาย ต้องเป็นสังคมนิยมที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ  จึงจะมีความบริสุทธิ์อยู่ในตัวลัทธิ. เป็นไปเพื่อประโยชน์สุขแก่คนทุกคน โดยไม่ต้องใช้อาชญา จึงจะเรียกว่าสังคมนิยมตามแบบของพระเจ้า.  ถ้าจะพูดให้ชัดเป็นภาษาสั้นๆก็ว่า ธรรมิกสังคม คือ สังคมนิยมที่ประกอบอยู่ด้วยธรรม.
          นี่แหละคือลัทธิการเมืองของพระเจ้า,  มีพระเจ้าเป็นยอดสุดของลัทธิการเมืองชนิดนี้.  อาตมาจึงพูดว่า ธรรมะในฐานะเป็นลัทธิการเมือง, คือ หมายถึงธรรมะในฐานะที่เป็นหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ ซึ่งเราต้องประพฤติกระทำตามกฏของธรรมชาติ เพื่อจะเกิดสันติภาพขึ้นมาในหมู่มนุษย์ โดยไม่ต้องใช้อาชญา.
          ธรรมะในความหมายที่ 3 นี้ จึงเป็นลัทธิการเมืองหนึ่งอยู่ในตัวมันเอง, เป็นตัวธรรมะเสียเอง, เป็นลัทธิการเมืองเสียเอง, ไม่ต้องพูดว่าเกี่ยวเนื่องอย่างนั้นอย่างนี้กันก็ได้.  หน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ นั้นเป็นธรรมะ, ธรรมะชนิดนี้คือลัทธิการเมืองของพระเจ้า หรือของมนุษย์ที่ประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ในความหมายที่ว่า มีความถูกต้อง.
          เรามีหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ จะต้องประพฤติปฏิบัติต่อกัน ในฐานะที่เป็นเพื่อนเกิด แก่ เจ็บ ตาย ด้วยกัน; เราจึงควรทำความเข้าใจกันในข้อนี้ โดยเฉพาะในโลกปัจจุบันนี้ คือให้ธรรมะเป็นการเมือง, ให้กฏของธรรมชาติเป็นพระเจ้า ผู้เป็นยอดสุดของนักดการเมือง การเมืองก็จะเป็นของพระเจ้า เป็นของธรรมะ.
          เรารู้จักสิ่งที่เรียกว่า การเมืองในฐานะที่เป็นธรรมะ คือหน้าที่ตามกฏของธรรมชาติ ด้วยกันอย่างนี้เถิด.  การประพฤติธรรมก็จะเป็นการเมือง, การเมืองก็จะเป็นการประพฤติธรรมะ.  ถ้ามิฉะนั้นแล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้ภูตผีปีศาจ ซาตาน พญามารมาสิงเอา ถือเอาประโยชน์แห่งตัวกู-ของกูเป็นสิ่งสูงสุด.  ไม่นับถือพระเจ้า.  ไม่นับถือกฏเกณฑ์ของธรรมะ, เอาประโยชน์แห่งตัวกู-ของกูเป็นสิ่งสูงสุด, แล้วก็ดำเนินการเมืองไปตามเจตนารมณ์อันนั้น; มันก็เป็นการเมืองของภูตผีปีศาจไม่เกี่ยวกับธรรมะ; ถ้าการเมืองเกี่ยวกับธรรมะ มันก็เป็นการประพฤติธรรมะอยู่ในตัวการเมืองนั้นเอง.
          ขอให้นักการเมืองทั้งหลายในโลกนี้ มองเห็นธรรมะในฐานะเป็นลัทธิการเมือง, หรือมองเห็นลัทธิการเมืองนั้นว่าเป็นตัวธรรมะโดยแท้จริง, แล้วเราก็จะมีธรรมะเป็นเครื่องคุ้มครองโลก.  ธรรมะซึ่งขจัดกิเลสอันเป็นดังยาเสพติดทั้งหลายเสียได้นั้น ก็จะมาเป็นเครื่องคุ้มครองโลก.

การเมืองเป็นธรรมะแล้ว
จะพาโลกพ้นความชั่วร้าย.
          ธรรมะมิใช่สิ่งเสพติด แต่ธรรมะจะเป็นเครื่องกำจัดสิ่งเสพติด; ดังนั้นการเมืองที่เป็นธรรมะ ธรรมะที่เป็นการเมืองนั้น จะทำโลกให้พ้นจากกิเลสความชั่วร้าย ความเลวทราม, ความเห็นแก่ตัวกู-ของกูโดยส่วนเดียวนั้นออกไปเสียได้.  เราก็จะได้อยู่กันในโลกของพระเจ้าอันแท้จริง ประพฤติปฏิบัติอยู่อย่างถูกต้องตามประสงค์ของพระเจ้าอันแท้จริง.  ไม่มีคำว่า “การเมืองเป็นเรื่องสกปรก” ในโลกของพระเจ้าชนิดนี้; เพราะว่าการเมืองนั้นเป็นเรื่องของความถูกต้องของความยุติธรรม ของความดีความงามสูงสุด, กล่าวคือ การช่วยกันจัดให้โลกนี้มีสันติภาพ, มีสันติสุขอยู่ตลอดเวลา โดยไม่ต้องใช้อาชญา คือไม่มีการทำอันตรายแก่กันและกัน ทั้งบนดินและทั้งใต้ดิน หรือโดยประการใดๆ.
          ขอภาวนาให้ธรรมะปรากฏแก่จิตใจของคนทุกคนในโลกนี้ ครบถ้วนทั้ง 4 ความหมาย, แล้วถือเอาความหมายที่ 2 คือกฏของธรรมชาตินั้นเป็นพระเจ้า, แล้วถือเอาความหมายที่ 3 หน้าที่ตามกฏธรรมชาตินั้นเป็นการเมืองของมนุษย์ ที่จะต้องประพฤติ ให้ถูกตรงตามความประสงค์ ของพระเจ้าอยู่ตลอดเวลา.  เราก็จะได้ชื่อว่าเป็น มนุษย์ สมตามความหมายขอคำคำนี้คือ สัตว์ที่มีใจสูง สูงอยู่เหนือปัญหาทุกอย่างทุกประการ ไม่เสียทีที่ว่าเป็นมนุษย์, และมีศาสนาสำหรับขจัดปัญหาทุกๆอย่างอันพึงจะมี.
          อย่าเอ่ยชื่อถึงพระเจ้าแต่เพียงสักแต่ว่าปากเอ่ยชื่อ, จงมีพระเจ้ากันให้จริงๆ.  อ้อนวอนพระเจ้าด้วยการพยายามประพฤติปฏิบัติให้ดี ให้งาม ให้ตรงตามหน้าที่ที่กฏของธรรมชาติมีอยู่แล้วอย่างไร; ก็จะเป็นอันว่าเป็นมนุษย์ที่อยู่เหนือปัญหาได้ เพราะยึดถือธรรมะ ในฐานะเป็นลัทธิการเมืองดังที่กล่าวมา.

          เวลาสำหรับปาฐกถาธรรมในวันนี้ ก็หมดลงแล้ว.  อาตมาขอยุติการบรรยายไว้เพียงเท่านี้.


**********

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

กินซ์ - สุรชัย จันทิมาธร




กินซ์
สุรชัย  จันทิมาธร  เขียน




 - ภาพประกอบ : ไพบูลย์  ชะนะมา
อย่างทีคุณพอจะรู้ๆกันนั่นแหละครับ  เราตื่นเช้าขึ้นท่ามกลางแสงแดดอ่อนอุ่นสายลมจางๆ พิศใบไม้สีเขียว(หลายเขียว) ฟ้าสีฟ้า ซึ่งบางวันก็มีเมฆสีเมฆลอยเรี่ยราด บางแหล่งราวว่าถูกปาดด้วยเกรียง (คือประหนึ่งจะแนบสนิทติดกับแผ่นฟ้าเสียทีเดียว มองจากพื้นดิน) บางกลุ่มเหมือนว่าลอยฟูประดุจสำลี และเวลาประมาณนี้แหละที่ชาวบ้านต้อนควายออกเลี้ยงนอกหมู่บ้าน ในห่อผ้าข้าวม้ากระดำกระด่างและทอเองของเขามีห่อข้าว+กับข้าวอีกที ซึ่งดูเหมือนว่าจะยังไม่คลายไออุ่นหรอก ห่อข้าวนี่แหละที่เขาจะไปแก้กิน ณ ใต้ร่มไม้ (ร่มหว้า ร่มตาด ร่มจบก ฯลฯ) หรือริมฝั่งห้วย หรือบนกิ่งก้านของต้นไทรย้อยเหนือลำธาร พลางโรยเม็ดข้าวขาวๆให้ฝูงปลาซิวในน้ำรุมแทะกินเป็นที่สำราญ แต่ถ้าเราไม่ได้ออกไปธุระที่ไหนเช่นใครอื่น เราควรจะเริ่มตั้งวงกินอาหารเช้ากันเสียที ด้วยความเอร็ดอร่อยไม่รู้ตัว เพราะแม่ครัวย่อมปรุงอย่างสุดฝีมือเพราะอย่างน้อยก็คิดว่าทำให้ตัวเองกินพร้อมๆกับสามีลูกหลานน้องๆพี่ๆพ่อแม่ตายาปู่ย่า
หมก   ในที่นี่ หมายความว่า อาหารที่จะปรุง ห่ออยู่ในใบตอง(สด) ยัดเข้าไปใต้เตาไฟหมกไว้ในขี้เถ้า เชื่อว่าทำให้บังเกิดกลิ่นหอมชวนกิน
ข้าวหุงหม้อดิน   ใกล้จะสูญพันธุ์เต็มที แม้นขอร้องกันได้ จะขอร้องให้ช่วยกันรักษาความอร่อยของมันไว้ด้วยเถิด โดยเฉพาะข้างตังก้นหม้อ
ข้าวเหนียวนึ่งหวด   แม้ใครดูถูกดูหมิ่นศิลปการทำกินนี้ ก็เท่ากับดูหมิ่นตัวเอง
น้ำข้าวหุง   ไม่ควรหมิ่นแคลนใช่ไหม

          ต่อไปนี้  ใคร่จะกล่าวถึงรายละเอียดของอาหารเท่าที่ผมพอจะนึกออกได้ แต่ทั้งสิ้นก็อย่างที่คุณพอจะรู้ๆกันนั่นแหละครับ ใครที่รู้ดีกว่าผมก็ขอร้องอย่าได้เย้ยหยันกันเลย และถ้าผมผิดก้อย่าได้ถือสาหาความ เพราะสมองของผมมีสมองเดียว เขียนหนังสือด้วยมือขวาข้างเดียวเท่านั้น
หมกปลาซิว   ปลาซิวสักกำหรือสองกำมือ ห่อใบตองหลายชั้นหมกไว้ในเถ้าไฟจนรู้สึกว่าใบตองเริ่มไหม้เกรียม นั่นแหละเราจะพบกับผองปลาซิวสุกหอม รสมันผสมขมนิดๆเพราะขี้ของมัน – เป็นอาหารที่อร่อย—อร่อย
หมกปลาซ่อน  จัดการให้ปลาซ่อนตายเสียก่อน กองไฟถ่านเถ้าอยู่ข้างๆ โคลนท้องนาโปะ(พอก)รอบๆตัวของมันหมกเข้ากับกองไฟ พอรู้สึกว่าจะได้ที่สุก คุณจงเขี่ยมันออกมาแกะโคลนออก ไม่ใช่แกะโคลนอย่างเดียวกระมังครับ เพราะเกล็ดปลาก็พลอยหลุดออกด้วย คราวนี้คุณคงจะได้อร่อยกับเนื้อทิพย์ของมัน อย่างเลวที่สุดก็จิ้มเกลือ+พริกกินกับข้าว ผมคิดถึงแล้วใคร่จะกินเต็มที เถอะ—ตอนนั้นผมไม่ได้คิดเรื่องบาปเรื่องกรรมเหมือนตอนนี้หรอกครับ

ถ้าไม่พูดถึงคำว่าจี่ ให้รู้สึกเขินตัวเองเหมือนกัน จี่เป็นคำกริยาแปลตามที่ผมเข้าใจว่า ลักษณะการโยนอะไรลงไปในกองไฟใช้ไม้พลิกๆนิดหน่อยจนอะไรที่ว่านั้นเกิดความสุก  จี่ต่างกัยคำว่าปิ้งหรือย่าง ผิดกับคำว่าหมกหน่อยเดียวตรงที่ว่าหมกนั้น ลักษณะหมกลงไปในเถ้า แต่จี่คือการโยนอะไรลงไปในกองไฟเหมือนๆกับโยนหอยลงไป เมื่อคิดว่ามันสุกเขาจะเขี่ยหอยออกมาทุบเปลือกกินข้างในของมันชาวบ้านเรียกหอยจี่ คำว่าหอยจี่นี้กลายเป็นคำฮิตไม่รู้สร่างจนเดี๋ยวนี้ ขอโทษด้วยครับที่ออกนอกเรื่อง
ปลาร้า   ชาวบ้านทางอีสานเขาเรียกกันว่า ปลาแดก นิยมทำกันมาก บางแห่งถือกันว่าบ้านใครมีปลาร้ามากบ้านนั้นละบ้านเศรษฐี มันเริ่มต้นจากว่าถึงฤดูหาปลา ปลาที่หาได้มานั้นมีมากมาย เขาจะแบ่งปลาไว้ทำปลาร้านอกจากการขายสดๆกินสดๆ ปลาร้า เป็นปลาที่เก็บไว้กินตลอดปี กล่าวได้ว่าเป็นอาหารสำคัญอย่างหนึ่งของอีสาน ลองมาสัมผัสรสชาติของเขาบ้างปะไร คงเริ่มจาก.....
ปลาร้าดิบ   นี้คือการกินง่ายที่สุด ไม่ว่าคุณจะเดินทางไปไหนหรืออยู่กับบ้าน คร้านจะปรุงแต่อาหารกิน คุณจะล้วงปลาร้าในไหมาสักสามสี่ตัว (เห็นจะมิพักพูดถึงกลิ่นเหม็นหรอกเพราะมันเหม็นแน่ แต่เหม็นอร่อย—นี่ผมว่า)  เริ่มด้วยมีข้าวจ้าวหรือข้าวเหนียว พริกสดหรือพริกแห้ง หัวหอมหรือหัวกระเทียม นิ้วมือมีเล็บยาวพอประมาณสำหรับฉีกปลาร้าทุกตัวที่จะกิน ก็เท่านี้เอง มือที่จับข้าวผสมปลาร้าพริกหอมใส่ปากเคี้ยว ลิ้นคงจะรายงานความอร่อยได้ ในที่สุดท้องก็รายงานความอิ่มและคุณจงอย้าลืมล้างมือล้างปากให้ดีหลังอาหาร เพราะว่ามือของคุณจะเค็มปากของคุณจะเค็ม
ปลาร้าบอง (ปลาแดกบอง)  อาหารบรรดาศักดิ์นี้อร่อยได้รสชาติดีนัก ปล้าร้าบองเป็นปลาร้าทรงเครื่อง กล่าวคือปรุงด้วยเครื่องเคราต่างๆหลายอย่าง เท่าที่นึกออก – ตะไคร้ – หอม – พริก – สะระแหน่...สับปนกับปลาร้าปนกันให้แน่นแฟ้น กินกับผัก(เป็นต้นว่าลูกขนุน) อร่อยครับ ผมจำได้ว่าเมื่อคราวที่ลุงผมเขาเข้ามารับงานสร้างบ้านให้ท่านผู้ดีกรุงเทพฯท่านหนึ่งนั้น ลุงพาช่าง(คนงาน) มาร่วม 10 กว่าคน และวันหนึ่งผมไปเยี่ยมลุงเลยถือโอกาสกินข้าวเย็นที่นั่นเลย โชคดีเหมือนกันที่วันนั้นทางบ้านท่านผู้ดีท่านนั้นเกิดใจดีบอกว่าจะเลี้ยงอาหารชนิดหนึ่งเพิ่มเติมการกินเองอย่างง่ายๆของคนงานชาวเรา แต่ริ้วรอยที่ทำ ดูเหมือนว่าจะสะอาดเป็นพิเศษหน่อย ผมจึงนึกคำเรียกหได้ว่าอาหารบรรดาศักดิ์ด้วยประการฉะนี้
อื่นๆ  ทำกินอย่างอื่นๆได้หลายประการ จะห่อใบตองสดปิ้งเหนือไฟก็ได้ ต้มแล้วต้มอีกเอาน้ำไว้ประกอบอาหารก็ได้ ที่ว่าต้มแล้วต้มอีดก เพราะกว่าเขาจะเปลี่ยนชุดก็หลายวันหลายคืน เมื่อน้ำหมดเขาจะเปลี่ยนน้ำเข้าไปในเครื่องปลาร้าเก่า หม้อน้ำปลาร้านี้มีประจำครัว ยามอดจริงๆก็ได้เพียงน้ำต้มของปลาร้าคลุกข้าวพริกป่นก็คร้านจะกินให้อิ่มด้วยซ้ำ
          ความคำนึงถึงปลาร้าหรือปลาแดกคงจะจบลงเพียงนี้กระมัง

คราวนี้ผมใคร่จะคิดถึงของหวานของเขาบ้าง
          จะกินของหวานกันเสียที มักจะเป็นฤดูงานวัดหรือมีการแสดงเกิดขึ้นในหมู่บ้าน ก็อย่างที่ชาวกรุงทำของหวานขายตามแผงนี่แหละครับ แต่รสชาติย่อมผิดแปลกกันเป็นธรรมดาฝีมือ เพราะชาวบ้านมีอุปกรณ์ไม่สมบูรณ์บ้าง ฝีมือไม่ได้ดิบดีบ้าง ที่ทำเพราะว่าจะทำกันประเภทสมัครเล่นบ้าง ผมเองไม่ใคร่ถนัดนักหรอกเรื่องพรรค์นี้ แต่ก็จะเล่าถึงความแปร่งออกจากของหวานชาวกรุง แปร่งทั้งรสแปร่งทั้งความรู้สึกต่างๆอย่างที่เขาเรียกกันว่า เชย นั่นแหละครับ จงมาดูความเชยอันน่ารักของคนบ้านนอกบ้างปะไร อย่าได้หมิ่นแคลนเขาเลย
          ผมจำได้ว่า ตลาดอำเภอที่ผมอยู่นั้น ตรงสี่แยกกลางตลาดมีต้นโพธิ์หนามริมถนน(จำได้ว่าเราชอบเอาผลแก่ๆของมันหรือไม่ผลแห้งๆของมันมาทำเป็นล้อรถเล็กๆเพราะลักษณะของมันเหมือนล้อรถมาก และปัจจุบันนี้ต้นโพธิ์ถูกทำลายลงหลายต้นแล้ว – เสียดาย) ใต้ร่มโพธิ์นี่แหละที่แม่ค้าชาวเมืองจะตั้งหาบขนมไว้ขายกัน มีขนมหลักอยู่สองอย่าง คือ ขนมจีนกับลอดช่อง (ลอดช่องชั้นดีหน่อยผสมน้ำใบเตย – ไม่ใช่ลอดช่องอย่างที่ใส่น้ำหวาน + น้ำแข็งนะครับ) โดยเฉพาะลอดช่องนี้ เขามักทำให้มันเป็นสีเขียวสีแดงวางเป็นกาละมังๆ เรียกว่าของหวานหลังจากกินของคาว (ขนมจีบน้ำยา)
          ปกติชาวอำเภอเรามักจะหยิ่งว่าตัวเองเป็นชาวเมืองกินลอดช่องกันที จานเล็กจานน้อย แต่ชาวบ้านนอกๆเขาไม่กินกันอย่างเราหรอก เขากินกันเป็นกาละมังเลยทีเดียว
          คงเริ่มจากว่า เขาต่างหาบสินค้าดิบเข้ามาขายในเมือง หลังจากที่ได้เงินซื้อสิ่งที่ต้องการในตลาด เป็นต้นว่ากางเกง เสื้อ ผ้าห่ม แล้วเขาจะจับกลุ่มกันอยู่แถวใต้ร่มพธิ์ ตั้งหาบกระบุงหาบตะกร้านั่งยองๆคุยกันเบาๆรอพรรครอพวกที่จะเดินกลับหมู่บ้านด้วยกัน ระหว่างรอก็ต้องกินขนมนมเนยชาวเมืองให้ชื่นใจ และจะกินทีน้อยๆเกรงว่าชาวเมืองเขาจะหาว่าจนกระมัง จึงกินทีเป็นกาละมังอย่างที่ว่า
          สี่หรือหาคนรวมกันเหมาขนมแม่ค้า ส่วนมากเขาชอบกินของหวาน สมัยที่ผมเห็นนั้นยังไม่มีขนมปังไปขายกันหรอก ถ้าเป็นขนมร้านกาแฟมักจะเป็นข้าวพองหวาน ถั่วตัดขนมโก๋อะไรพรรค์นี้ ซึ่งของหวานแห้งเหล่านี้เขามักจะซื้อไปฝากลูกหลานทางบ้าน
          แม่ค้าจะตักน้ำหวานใส่ลงไปในกาละมังลอดช่องให้ได้ส่วนสัด แจกช้อนให้ครบทุกๆคน ยกกาละมังลอดช่องนั่นแหละมาให้ลูกค้าผู้มั่งคั่งกินกันแบกะดินเลย เขาจะล้อมวงตักลอดช่องกินเป็นที่สนาน ผมคิดว่าเขากินได้อร่อยพิลึกดีกว่าชาวเมืองที่กินจานเล็กๆจานละ 25 สตางค์เสียอีก
          นี่คือความแปร่งอย่างหนึ่งของเขา
ขนมงานวัด  พวกนี้มักเป็นแม่ค้าเร่ เร่ไปตามงานต่างๆในหมู่บ้านต่างๆที่มีงานวงัด ขนมที่ขาย บางทีจึงเป็นขนมถูกเก็บแห้ง เย็นชืด แต่ก็ขายได้ เอาความรู้สึกง่ายๆจากบุหรี่ก้แล้วกัน อย่างที่เขาวางขายในงานวัดเป็นซองๆนี่แหละ ผมเคยซื้อพลาดเสียท่าพวกพ่อค้าแม่ค้าหัวใสจนได้ เพราะพอเปิดซองเท่านั้นเอง คุณจะพบกับยาเส้นลุ่นๆแทนที่จะเป็นบุหรี่เป็นมวนๆ เอาความรู้สึกจากขนมหวานที่เขาขายก็คงไม่ผิดแผกกันนัก กล่าวง่ายๆก็คือเขามักขายของไม่จริงกัน เป็นต้นว่า ขนมบูด บุหรี่ปลอม การพนันโกง (ไพ่สามใบ, ตับแกเข้าโกน, เสี่ยงลูกเต๋าแบบเจ้ามือโกง, เม็ดละหุ่งหายหัว, หมุนไม้สีเขวี้ยงลูกดอก, หมุนลุกศร ฯลฯ) และชาวบ้านมักชอบกันเหลือเกิน เขาชอบลองดีและมักจะเกิดเรื่องถึงเลือดตกยางออกโดยเฉพาะการพนัน

          วกเข้าเรื่องฃองกินเสียที
ขนมเปียกปูน  เละๆตัดเป็นก้อนๆแบบสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูนนั่นแหละ บางทีคุณจะพบกับความหวานทะแม่ง แข็งเพราะค้างคืน ทั้งนี้รวมทั้งพวกขนมชั้นด้วย แต่คุณลองคิดถึงการทำของเขาดูซิว่าจะเป็นอย่างไร เขาตำแป้งด้วยสากกะเบือครกม็อง หวานด้วยน้ำตาลปี๊บ
ขนมนางเล็ด  แป้งทอดบวกกับข้าวแห้งทอด ฉาบหน้าด้สยน้ำตาลต้มเดือด ขายได้ตลอดวันหรือสองวันไม่บูดเสีย
ข้าวเหนียวแดง  ทำกันไม่ยากเย็นเลย เริ่มด้วยต้มน้ำตาล ข้าวเหนียวนึ่งแล้วผสมกันตักใส่ถาด ปล่อยให้แห้ง ตัดเป็นช่องๆก้อนๆก้อนละ 25 สตางค์ ผมชอบกินเพราะพอจะนึกการทำของเขาออกเห็นว่าง่ายๆซื่อๆดี มาไม่ชอบกินเมื่อเข้ากรุงเทพฯแล้ว เพราะรู้สึกว่าที่กรุงเทพฯมันหวานจนข้นจนเอียน คล้ายกินน้ำเมือกอะไรสักอย่างเข้าไปด้วย

เรื่องความหวานของขนมขาดแคลนเหลือเกิน คงเป็นเพราะว่าผมไม่ใคร่จะคุ้นเคยหรอกกระมัง ที่มีอีกคงมีแน่ แต่รสชาติย่อมแปร่งออกจากขนมในเมืองเป็นลำดับ
และผมจะคิดถึงผลไม้ป่าที่กินกันได้บ้าง ละแวกโน้นขาดแคลนผลไม้เหลือเกิน ไม่มีทุเรียน ลำไย ละมุด เงาะ ฯลฯ ที่มี(ซึ่งเป็นผลไม้ปลูก) เห็นจะได้แก่ มะม่วง ขนุน น้อยหน่า มะเฟือง มะไฟ ส้มโอสีดา.....คิดถึงผลไม้ป่าคงเข้าทีกระมัง
ผีผ่วน  ผลแดงขนาดผลตำลึง พอตกฤดูออกผลดีมันจะแดงเถือกไปเป็นพู่พวง เรามักจะได้ไต่เครือเถาอันเหนียวแน่นของมันเก็ยกินเป็นที่สำราญ
เงาะป่า  เขาอาจจะเรียกชื่ออื่นก็ได้ เปลือกนอกเหมือนเจาะแต่ข้างในเหมือนผีผ่วนคือเป็นเม็ดๆ เนื้อหุ้มเม็ด เงาะป่าออกผลฤดูเดียวกับผีผ่วน อร่อยกว่าผีผ่วน และสามารถขายได้ในท้องตลาด
หม้อ  ชนิดนี้รูปชั่วตัวดำแต่รสชาติอร่อยหวานอย่างลึกซึ้ง ชนิดนี้เป็นชนิดที่ผมรักมากที่สุดเมื่อคำนึงถึงในตอนนี้ ผลของมันเป็นเปลือกหนาแข็งแบบผลมังคุด เราจะใช้ไม้ขว้าง เมื่อหล่นลงมาคุณจะแงะเปลือกของมันออกแล้วพบกับเนื้อหุ้มเม็ดอันหวานไหวสีดำกำมะหยี่ของมัน และน่ากินมากครับ
บักเค็ง  ชนิดนี้เป็นเมล็ดเล็กๆ ลำต้นใหญ่สูง อยู่กันเป็นพู่ๆ กินได้ทั้งตอนดิบและตอนสุก ดูเหมือนชาวเมืองเขาขนานชื่อให้ว่าเม็ดนางดำหรืออะไรทำนองนี้แหละ เทือกแถวบ้านผมมีชุมจนมีหมู่บ้านหมู่หนึ่งชื่อว่าหมู่บ้านดงเค็ง
ลูกยาง  อร่อยครับ ชนิดนี้ต้องรอ ให้มันสุก และต้องปีนเถาของมันหรือไม่ก็เขวี้ยงให้แม่นยำ และรสชาติคุ้มค่าต่อการหากิน
หัวลิง  ชนิดนี้เปรี้ยวชะมัดไปเลย หาได้ง่ายตามป่าละเมาะ ต้นเตี้ยๆ เพียงแต่คุณเดินผ่านมีมีดตอดมีดโต้สักด้าม ตัดกิ่งของมันทั้งกิ่งมาเลย เพราะผลของมันแตกออกจากกิ่งเหมือนใบมะขามอ่อนหรือผลมะขามนั่นแหละ จิ้มกับเกลือเสียด้วยนะครับ
ลูกข่อย  จะเป็นลูกหรือเป็นดอกก็ไม่ทราบแน่ แต่คุณมีสิทธิ์จะนั่งอยู่บนกิ่งของมันพลางเด็ดมากินให้สมอยาก รายนี้มักจะผสมกับการซุ่มยิงนกไปด้วยเพราะนกมันชอบกินเหมือนกัน
จบก  ผมจำได้ว่าหน้านาต้นจบกจะทำความรำคาญให้แก่เรามาก เพราะลูกของมันที่หล่นลงกระทบน้ำมักจะทำมให้น้ำเน่าเหม็น แต่พอหน้าเกี่ยวเสร็จสิ้นแล้ว คุณจะได้สำพราญใจกันใหญ่เมื่อนั่งใต้ต้นจบก เพราะคุณจะต้องเที่ยวงัดเอาเมล็ดแข็งๆของมันมาจากดิน หรือเก็บเอาที่มันตกอยู่เรี่ยราดนั่นแหลละ มีมีดโต้มีดตอกสักด้าม มีท่อนไม้สักท่อนปักคมมีดลงระหว่างกลางเมล็ดแข็งของจบก แงะเอาเนื้อในอันหอมมันของมันออกมากิน เพลินใจมากทีเดียวครับ เรื่องจบกยังไม่จบแค่นี้ คุณยังจะต้องเที่ยวไปตามคอกวัวควายของชาวบ้านอีก แล้วก้เก็บเมล็ดจบกที่เรี่ยราดอยู่ในมูลวัวควายแห้งๆ นั่นแหละใส่ตะกร้ามานั่งงัดแงะด้วยมีดที่บ้านอีกที
แต้  จำได้ว่าหน้านานี่กระมังที่เราจะเขวี้ยงเอาเม็ดแต้อ่อนๆมาแทะเปลือกแข็งของมันออกแล้วกิน  เม็ดของมันออกจะเหม็นเขียวคล้ายๆเม็ดกระถินหรือสะตอของชาวปักษ์ใต้ แต่ก็อร่อยจนได้ และเมื่อเม็ดแต้แก่ตัวเข้าคุณจะไม่มีสิทธิ์กินมันเพราะแข็งมาก เรามักจะเอามาเล่นทอยกันในตลาดอำเภอ นิยมพอกับยางยืดทีเดียว
          พอหอมปากหอคอแล้วกระมัง
          แล้วผมก็ได้คิดถึง ป้าโขน ป้านางน้อย ซึ่งแก่ชรามากแล้ว ตอนก่อนที่ผมจะเข้ากรุงเทพฯ สองป้านี้ชอบเข้าป่าออกทุ่งอยู่เนืองนิจ
          ป้าโขนหรือยายโขนรูปร่างง็อกแง้ก อดทน บึกบึน วันไหนแดดส่องใสแกมักจะหิ้วตะกร้าแบกเสียมคู่มือออกจากบ้าน หายเข้าไปในป่า ทะลุออกทุ่ง ผมรู้ว่าแกคุ้นกับมันทุกชนิดในป่า ผัก เห็ด กบ เขียด ปู ปลา และภาพที่ผมนึกเห็นแกคือภาพที่แกลงไปอยู่ในหลุมมัน แกตามหัวมันที่ลึกลงไปในดินประมาณวาหนึ่ง นั่นแหละเป็นสินค้าของแกนอกจากพวกเห็ดผักอื่นๆ
          ป้านางน้อยหรือยายนางน้อย ออกจะถนัดกับสัตว์เล็กสัตว์น้อยมากกว่า ลูกฮวก ปลาหางแดง (เล็กกว่าปลาซิว) เขียด กบ งู จุดจี่ ป้านางน้อยดูสันทัดจัดเจนต่อมันมากที่เดียว
          อีกคน ผู้เฒ่าจ่อย – แกมีเสียมมีข้องติดตัวสำหรับออกทุ่ง แกขุดรูกบรูปู ในขณะที่คนส่วนหนึ่งกำลังล่าปลาวาฬกัน นี่ผมพยายามจะบอกว่าแกไม่สนใจอะไรมากไปกว่าท้องทุ่งสัตว์เล้กสัตว์น้อย และแกขายสินค้าเหล่านี้เพื่อซื้อเหล้าซื้อข้าวกิน แกไม่เคยไปไหน และอายุยืนจนคนแปลกใจ
          คนเหล่านีเมาประกอบภาพพจน์ของผมให้เกิดขึ้น ผมไม่รู้ว่าใครจะอยู่ใครจะตายไปบ้างแล้ว เพราะล้วนแต่เป็นคนชราของหมู่บ้านด้วยกันทั้งนั้นแต่ที่แน่ เมื่อผมกลับบ้านทีผมจะต้องถามใครต่อใครว่า ใครอยู่ใครตายบ้างฃหรือเปล่า และตราวต่อไปนี้ ผมคิดว่าจะไปคุยกับตะแกให้ละเอียดอ่อนเสียที เพราะเท่าที่ผมเขียนมานี้ คนยังไม่เท่าครึ่งที่ตะแกเหล่านี้เป็นอยู่ เริ่มจากเรื่องกิน กินตั้งแต่เล็กจนแก่ชรา กินเพื่ออยู่จนกว่าจะตายจากไป
          และผมควรจะจบเรื่องที่ผมเขียนเสียที.

-  จากหนังสือชุดเฟื่องนคร ฉบับ พฤศจิกายน ชารี โดย ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ กับเพื่อนหนุ่ม


วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

คำนำจากหนังสือ - มนุษย์ที่แท้ มรรควิถีของจางจื้อ - โดย พระราชวรมุนี (ประยุทธ ปยุตฺโต)

มนุษย์ที่แท้ มรรควิถีของจางจื้อ
คำนำ
         
          เมื่ออ่านคำสอนของจางจื้อ รู้สึกสะดุดใจว่า ได้พบแนวความคิดหลายอย่างที่ละม้ายกับหลักพระพุทธศาสนา แต่จะตัดสินใจแน่ชัดลงไปว่าเหมือนกันหรือแตกหต่างกันและมีคุณค่ามากน้อยอย่างไร ก็ยังไม่เห็นว่าตนอยู่ในฐานะจะเป็นผู้วินิจฉัย จึงเพียงแต่ตั้งข้อสังเกตไว้
          ความรู้สึกสะดุดใจแต่เบื้องต้นที่ได้อ่าน คือ แนวความคิดของจางจื้อดูเหมือนจะโน้มไปข้างโลกุตตรธรรมเป็นอันมาก คำสอนเกี่ยวกับอกรรมก็ดี การสลัดความยึดถือในตัวตนก็ดี ภาวะที่ไม่อาจจะบรรยายได้ก็ดี ชีวิตที่ปลีกออกสู่วิเวกดไม่เกาะเกี่ยวกับสังคมและกิจการของโลกก็ดี ล้วนมุ่งเข้าสู่แนวทางของโลกุตตระธรรม และดูจะเข้ากันกับหลักสำคัญของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น อีกอย่างหนึ่ง การที่จางจื้อสอนวิถีแห่งโลกุตตระโดยมิได้ปฏิเสธจริยธรรม และแบบแผนประเพณีของสังคมที่สามัญชนจะพึงประพฤติปฏิบัติ ภายในขอบข่ายแห่งเหตุผล ก็นับว่าเป็นแนวทางที่เข้ากันได้กับพระพุทธศาสนาเช่นเดียวกัน ความข้อนี้จะเห็นชัดขึ้น เมื่อพิจารณาตามหลักพระพุทธศาสนา ในเรื่องอัตถะ (เป้าหมายหรือประโยชน์ 3 อย่าง) คือ
1.     ทิฏฐธัมมิกัตถะ  ประโยชน์ปัจจุบันหรือประโยชน์ชั้นต้น หมายถึงการแสวงหาและได้มาซึ่งสิ่งอันเป็นหลักประกันความมั่นคงของชีวิต ความเจริญรุ่งเรืองและความเพียบพร้อมสมบูรณ์ ในส่วนที่เป็นโลกธรรม มี ทรัพย์ ยศ สุข ไมตรี เป็นต้น
2.     สัมปรายิกัตถะ  ประโยชน์เบื้องหน้าหรือประโยชน์ที่สูงขึ้นไป หมายถึงความเจริญแห่งคุณธรรมความงอกงามทางจิตใจ ข้อปฏิบัติที่เป็นทางแห่งสวรรค์
3.     ปรมัตถะ  ประโยชน์อย่างยิ่งหรือประโยชน์สูงสุด  หมายถึงการเข้าถึงนิพพาน ภาวะอันเป็นโลกุตตระ พ้นจากความดีความชั่ว พ้นจากสุขทุกข์ พ้นจากภาวะที่มีการแบ่งแยกและขอบเขตจำกัด
อัตถะ 2 อย่างแรก  เป็นวิถีของคนดี วิถีที่ยังเนื่องอยู่ในโลก เกี่ยวข้องกับอัตตา คือความยึดถือในตัวตน อย่างที่ 1 เป็นอย่างหยาบ เป็นไปในทางขยายอัตตาให้กว้างขวางใหญ่โตขึ้น อย่างที่ 2 ช่วยยับยั้งขัดเกลาการแสวงประโยชน์อย่างแรกให้อยู่ในแนวทางที่ดีงาม ไม่ให้มัวเมาประมาทจนตกเป็นทาสของโลกธรรมให้อยู่ในแนวทางที่ดีงาม ไม่ให้มัวเมาประมาทจนตกเป็นทาสของโลกธรรมโดยสิ้นเชิง พูดอีกอย่างว่า ทำให้ความขยายตัวของอัตตาเป็นไปในทางที่ดีงามประณีตขึ้น แต่ทั้ง 2 อย่างยังคงจำกัดอยู่ในขอบเขตของกรรม คือ บุญกับบาปหริอดีกับชั่ว มุ่งเพียงให้ละบาปมาสู่บุญ ส่วนประโยชน์อย่างที่ 3 เป็นวิถีโลกุตตระ พ้นจากบุญบาปหรือดีชั่ว เป็นประโยชน์สำหรับผู้ไม่คิดหวังประโยชน์ เข้าถึงเมื่อเลิกแสวงหา ไม่มีตัวตนที่เข้าถึง และไม่มีตัวตนที่เสวยประโยชน์นั้น
          ปราชญ์จางจื้อ จะบรรลุภาวะที่เรียกว่าโลกุตตรธรรม ตามความหมายของพระพุทธศาสนาหรือไม่ หรือเป็นเพียงนักปราชญ์ผู้ฝักใฝ่ทางนี้โดยอัธยาศัย มิใช่เรื่องที่จะวินิจฉัยในที่นี้ แต่คำสอนของท่านผู้นี้ที่ย้ำนักในเรื่องการดำรงชีวิตอย่างอิสระ การปลีกตัวอยู่วิเวก การไม่เข้าไปเกี่ยวเกาะวุ่นวายกับกิจการของโลก หรือที่สรุปได้สั้นๆว่าอยู่ในโลกที่ไม่วุ่นไปกับโลกนั้น คงจะต้องมีแกนร่วมบางส่วนที่ประสานกันได้กับคติในฝ่ายปรมัตถ์ของพระพุทธศาสนา ซึ่งก็มีคำแสดงภาวะของผู้หลุดพ้นไว้คล้ายกันว่า อยู่ในโลก แต่ไม่ติดโลก ยิ่งคำสอนของท่านผู้นี้มีลักษณะพิเศษ เป็นถ้อยคำจี้ความคิด พลิกความรู้สึก และมุ่งผ่าตรงลงไปหาปัญหาอีกด้วย จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า คำสอนของท่านได้มีรอิทธิพลต่อพุทธศาสนานิกายเซนแต่เริ่มต้น และวาทะของท่านเป็นหลักที่ปราชญ์เซนยังนำมาอ้างกันอยู่
          หลักที่ว่า อยู่ในโลกโดยไม่วุ่นกับโลก หรืออยู่ในโลกแต่ไม่ติดโลกนั้น แสดงให้เห็นว่าคติในส่วนปรมัตถ์นั้น มิใช่สิ่งที่แยกขาดออกไป หรือเป็นทางดำเนินต่างหากจากการดำรงชีวิตอย่างสามัญท่ามกลางสังคมในโลก แต่เป็นสิ่งที่สามัญชนประพฤติปฏิบัติได้ในชีวิตประจำวันด้วย แม้ว่าจะมีบางท่านที่พอใจโดยอัธยาศัยที่จะปลีกตัวออกจากสังคมไปอยู่วิเวก ความข้อนี้นับว่าเป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งที่ควรกำหนดไว้ เพราะปัจจุบันมีคนไม่น้อยโดยเฉพาะท่านที่เรียกว่า มีการศึกษาสูงแล้ว กำลังจะนำคนอื่นๆให้เข้าใจเขวไปว่า โลกุตตรธรรม เป็นข้อปฏิบัติของพระสงฆ์ หรือผู้ที่สละเหย้าเรือนออกไปอยู่ในวิเวกแล้วฝ่ายเดียว มิใช่เรื่องที่คฤหัสถ์จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง หลักความประพฤติของคฤหัสถ์ คือ โลกียธรรมอย่างเดียวเท่านั้น  ความเข้าใจเช่นนี้เป็นความผิดพลาดและจะก่อให้เกิดความเสียหายร้ายแรง กลายเป็นอุปสรรคขัดขวางการเข้าถึงธรรมอย่างหนึ่ง ความจริงโลกุตตรธรรมเป็นของสำหรับทุกคน เป็นเครื่องช่วยทรงตัวและเชิดชูผู้ที่อยู่ท่ามกลางโลกียธรรมนั่นเอง ไม่ให้จมมิดลงไปในโลกียธรรมนั้น เป็นเครื่องดำรงรักษาและอำนวยอิสรภาพแก่มนุษย์ ผู้อยู่ในวงล้อมของโลกธรรมที่กำลังจะกดเอาตัวเขาลงเป็นทาส สำหรับมนุษย์ปุถุชน อย่างน้อยคำสอนฝ่ายโลกุตตระ ก็ยังช่วยเกื้อกูล 2 ประการ  ประการแรก เป็นเครื่องเตือนสติให้รู้จักมองโลกและชีวิตในแง่มุมหนึ่ง ซึ่งเป็นแง่ของความเป็นจริง เป็นแรงประทะหรือเครื่องเหนี่ยวรั้งไม่ให้ลุ่มหลงมัวเมาในโลกธรรม ให้รู้จักขอบเขตและรู้จักขีดที่จะยับยั้งได้บ้าง ประการที่สอง เป็นผลกำไรแก่ชีวิตด้านใน ทำให้รู้จักและได้ลิ้มรสความสุขที่แท้ คือ นิรามิสสุข หรือสุขอันไม่ต้องอาศัยอามิส แม้ในยามที่อามิสสุขอันอาศัยโลกธรรมถึงความเสื่อมถอยหรือหมดความหมายลง ก็ไม่ว้าเหว่ ห่อเหี่ยว หรือถึงกับทอดถอนละห้อยละเหี่ย ยังมีหลักยืนตัวที่ชื่นบานมั่นคง ให้ความรู้สึกแห่งความมีชีวิตที่มีคุณค่าและความหมายอย่างแท้จริงแก่มนุษย์ คำสอนของจางจื้อนี้มีใครจะวัดระดับให้แค่ใดหรือไม่ก็ตาม แต่เมื่อว่าในแง่ของคุณค่าเท่าที่กล่าวมานี้ เห็นว่าจะให้ประโยชน์แก่ผู้ตั้งใจอ่านได้ทั้งสองประการ แม้แต่พุทธศาสนิกที่เป็นพหูสูต ก็น่าจะได้ข้อคิดบางอย่างเสริมปัญญาขึ้นอีก  ทั้งขอเสนอเพิ่มเติมว่า ผู้ใช้ประโยชน์จากคำสอนนี้ น่าจะสำนึกตัวไว้ให้ชัดด้วยว่า คำสอนนี้เข้าไปสัมพันธ์กับตนจากจุดไหน ฐานใด ในการดำรงชีวิตอย่างสามัญโลก เพราะการเข้าถึงความจริงนั้นจะต้องมีการยอมรับความจริงทุกระดับ รวมทั้งความจริงที่สมมติกันในชีวิตประจำวันด้วย แม้ว่าจะไม่ติดในข้อสมมตินั้นก็ตาม ถึงตอนนี้ เห็นจะต้องอ้างพุทธภาษิตที่ว่า “ถ้อยคำเหล่านี้ เป็นชื่อที่ชาวโลกกำหนดกันขึ้น เป็นภาษาของโลกซึ่งตถาคตก็ใช้เรียก แต่ไม่ยึด” (ที.สี. 9/312/248)  ในแง่นี้ คำสอนของจางจื้อจะสอดคล้องด้วยหรือไม่ ควรจะเป็นเรื่องที่ต้องคิดใคร่ครวญ พยายามวินิจฉัย ในเมื่อได้อ่านคำสอนของจางจื้อแล้วโดยตลอดหรือส่วนมากและคงจะขึ้นกับการแปลความหมายด้วยไม่มากก็น้อย
          การที่คำสอนของจางจื้อละม้ายกับคำสอนในพระพุทธศาสนานั้น ย่อมมิได้หมายความว่า จะต้องเหมือนกันแท้ทีเดียว แต่ความคล้ายคลึงก็ยังคงเป็นความคล้าย หาได้หมายความว่าจะต้องเหมือนกันจริงไม่ สำหรับนักศึกษาความละม้ายหรือคล้ายกัน ที่พบในเบื้องต้น อาจจะเป็นจุดเริ่มนำไปสู่การพิสูจน์หาความเหมือนหรือความต่างต่อไป ถ้าจะพิสูจน์อย่างนี้ ก็มีเรื่องให้พิจารณาหลายอย่าง เช่น ระหว่างอกรรมของจางจื้อ กับ ความดับกรรมของพระพุทธศาสนา การไม่ยึดถือตัวตน กับ หลักอนัตตา การไม่วางแผน กับ การไม่คิดหวัง การไม่อยู่เพื่ออนาคตและการอยู่กับปัจจุบัน วิเวกหรือการปลีกตัวจากสังคม มีความเหมือนกันและแตกต่างกันแค่ไหน เพียงใด ดังนี้เป็นต้น แต่ถึงแม้จะไม่ศึกษาถึงขั้นนี้ คำสอนของจางจื้อก็มีคุณค่าอยู่ในตัวเอง ที่จะเพิ่มพูนปัญญาบารมีขึ้นได้ ดังที่กล่าวมาแล้ว
          ในฐานะของจางจื้อ ที่เป็นนักปราชญ์สำคัญยิ่งผู้หนึ่ง ในบรรดาปราชญ์ใหญ่เพียจง 7-8 ท่านในยุคต้นก่อกำเนิดลัทธิศาสนาของจีนก็ดี ที่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อการกำเนิดของพุทธศาสนานิกายเซนก็ดี ผลงานของท่านย่อมเป็นสิ่งที่ควรแก่การศึกษาเป็นอย่างยิ่ง แต่เท่าที่ได้ยิน  ยังไม่เคยเห็นมีใครแปลผลงานของจางจื้อเช่นนี้มาก่อน การที่ ส. ศิวรักษ์ แปลออกมาเผยแพร่ จึงเป็นข้อมี่น่าอนุโมทนาอย่างมาก ลีลาการแปลของ ส. ศิวรักษ์ ในเรื่องฝ่ายศาสนานั้น เคยได้เห็นครั้งต้นในเรื่องพระถังซัมจั๋ง (ดู “พระดีที่น่ารู้จัก” แพร่พิทยา) พ.ศ. 2511 หน้า 117)  และชื่นชมว่าอ่านง่ายได้รสดี แต่ครั้งนั้นเป็นเรื่องประวัติ คราวนี้เป็นเรื่องฝ่ายปรัชญา แม้จะเห็นว่าคำแปลโดยทั่วไปสนิทแนบเนียนดี แต่ก็มีข้อยากลำบากกว่าหลายประการ ประการแรกเรื่องที่แปครั้งนี้เป็นถ้อยคำทางปรัชญา แสดงแนวความคิดอันลึกซึ้ง ผู้แปลก็ตาม จะต้องแปลความหมายอีกครั้งหนึ่ง และการแปลความหมายนั้น อาจเห็นต่างๆกันไปได้หลายอย่าง  ประการที่สอง จางจื้อเองมีวิธีใช้ถ้อยคำแสดงความคิดที่เป็นลักษณะพิเศษของตนเอง ซึ่งทำให้การแปลความหมายยากและทำได้หกลายนัยซับซ้อนยิ่งขึ้นไปอีก จะเห็นได้ว่ามีคำสอนบางข้ออ่านเข้าใจยาก หรือดูเหมือนไม่มีสาระ ซึ่งความยากนั้นดูเหมือนจะอยู่ที่เนื้อความมากกว่าถ้อยคำ ความยากนั้นจึงอาจเป็นมาแต่ต้นจากข้อความในคำสอนเดิมก็ได้ และความไม่เห็นสาระ อาจเป็นเพราะผู้อ่านไม่เข้าถึงความหมายที่จางจื้อต้องการก็ได้ อย่างไรก็ตาม เมื่อว่าโดยทั่วไป คงจะต้องกล่าวว่า เป็นหนังสือแปลที่ใช้เวลาอ่านไม่มาก แต่อาจให้คิดไปอีกยาวนาน ผู้ต้องการศึกษาลัทธิศาสนา และความคิดตะวันออกฝ่ายจีนก็ดี ผู้ใคร่รู้คำสอนอันเกี่ยวเนื่องกับเซนก็ดี ผู้แสวงความเจริญปัญญาและคติในการดำเนินชีวิตก็ดี ย่อมถือเอาประโยชน์จาก มนุษย์ที่แท้ หรือมรรควิถีของจางจื้อ  ได้ตามควรแก่ความต้องการและกำลังสติปัญญาของตน

                                                                        พระราชวรมุนี

18  ตุลาคม  17


วันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม พ.ศ. 2562

ชีวิตเป็นของน้อย - หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี


การเกิดมาเรียกว่า
มาสร้างบารมี
การกระทำนั่นแหละ
เป็นการสร้างบารมี
เป็นการสร้างวาสนา


ชีวิตเป็นของน้อย

          จะเทศน์ถึงเรื่อง “ชีวิตเป็นของน้อย” ให้ฟัง เป็นการตักเตือนเพื่อให้มีสติ ระมัดระวังตั้งจิตให้มั่นคงต่อไป พระพุทธเจ้าทรงเทศนาว่า
          อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา               ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ
          อายุ ขียติ มจฺจานํ                 กุนฺนทีนํว โอทกํ
อจฺจยนฺติ อโหรตฺตา     แปลว่า วันคืนล่วงไปล่วงไป
ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ          ชีวิตคนเราหมดเปลือง สิ้นไป
อายุ ขียติ มจฺจานํ       อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป
กุนฺนทีนํว โอทกํ         เปรียบเหมือนกับน้ำที่มีน้อย อยู่ในรอยโค พลันที่จะเสื่อม พลันที่จะแห้งด้วยแสงแดด ท่านว่าอย่างนั้น
ชีวิตของคนเราเป็นของน่าเสียดาย ในวันหนึ่งๆซึ่งมันหมดเปลืองไป โดยที่วันเวลา นาที วินาที หมดไป หมดไป วันเวลา นาที วินาที มันเป็นเครื่องวัดของคนเรา วินาทีล่วงไปก็เรียกว่าหมดไปแล้ว ตลอดถึงนาที ตลอดถึงชั่วโมง หมดไป เสื่อมสูญสิ้นไป แต่ว่าคนผู้เป็นเจ้าของชีวิต ลืมคิดนึกถึงเรื่องมันหมดไป มันเสื่อมไป จึงว่าน่าเสียดายคุณค่าของชีวิต
การยังตัวเราให้เป็นอยู่ เป็นคุณค่าของชีวิต แต่ว่ามันค่อยเสื่อมไปทีละเล็กละน้อย เสื่อมไปโดยไม่รู้ตัว เราไม่เห็นการเสื่อมสูญสิ้นไป เปรียบเหมือนกับ น้ำน้อยในรอยโค ถูกแสงแดดย่อมพลันสูญไปฉะนั้น อันนั้นมันยังไกลไป หากเปรียบเหมือนกับน้ำมันเบนซินในถัง เปิดมาแล้วย่อมหายไป หายไป โดยที่มองไม่เห็น เราไม่รู้จักว่าชีวิตของเราหายไป หมดไป เมื่อชีวิตหายไปหมดไป ก็ยังเหลือแต่ถัง คือตัวของเรายังเหลือแต่โครงกระดูก ยังเหลือแต่ซากศพ นั่นแหละเรียกว่า ยังเหลือแต่เครื่องภาชนะที่ใส่น้ำมัน ชีวิตที่มันค่อยๆ หายไปนั้น คือมันค่อยตายไปนั่นเอง
ผู้ประมาทย่อมลืมคิดถึงตัวของตน ที่มันหมดไปแล้วได้อะไรบ้าง เราได้ทำให้คุณงามความดีอะไรไว้แก่ตัวของเราบ้าง ถ้าหากเป็นผู้ไม่ประมาท คิดถึงชีวิตที่หมดไป เราจะตั้งสติให้มั่นคงให้แน่วแน่ลงไป ถึงชีวิตมันหมดไป แต่ตัวสติของเรายังคงอยู่ นั่นคือคุณงามความดี ความดีนั้นไม่หมดสิ้นไป
เรามีชีวิตอยู่ชั่วขณะหนึ่งก็ตาม หากว่าเรามีสติตั้งมั่น เรารักษาควบคุมจิตของเราอยู่ได้ ไม่ให้กวัดแกว่ง ไม่ให้ดิ้นรนกระเสือกกระสนไปในที่ต่างๆ เรียกว่าเราคุมสติอยู่ มีสติมั่นคง ธรรมดาชีวิตมันเป็นอยู่ของมันอย่างนั้น มันต้องเป็นอย่างนั้น ต้องเสื่อมสูญสิ้นไป คนเกิดมาตั้งร้อยปีพันปีก็ช่างเถิด ก็ได้ชื่อว่าตายทุกวันๆ นั่นแหละ ที่มันจะไม่ตายไม่มี คนที่มีสติตั้งมั่นอยู่ ผู้นั้นได้คุณค่าของชีวิต ตายแล้วไม่ได้ทำอย่างนี้หรอก
มิหนำซ้ำ สติที่เรารักษาไว้ดีแล้วนั้น เวลาจะตายยังกระสับกระส่าย เดือดร้อนวุ่นวาย ด้วยความไม่อยากตาย อาลัยอาวรณ์สิ่งต่างๆ สติที่เรารักษาดีๆอยู่นี่ เวลาจะตายจริงๆจังๆ มันไม่ได้ อย่างนี้หรอก เช่น คนบางคนกล้าหาญอาจหาญ ว่าจะตายอย่างนั้นอย่างนี้ เราจะรักษาสติไว้อย่างนั้นอย่างนั้น ให้มั่นคงถาวร อันนั้นเป็นความคาดคะเน ก็ดีอยู่เพื่อความกล้าหาญ ผจญต่อสู้กับความตายก็ได้
แต่เวลาจะตายขตริงๆมันไม่เป็นอย่างนั้น มันต้องเสื่อมไปทีละนิดละหน่อยโดยการเจ็บ การป่วย โดยการทุรนทุราย แล้วการที่เราไม่ได้ทำความเพียรภาวนาไม่ได้ฝึกฝนอบรมอะไรไว้ มัวแต่เจ็บมัวแต่ป่วยไข้ สติก็ต้องอ่อนลงไปตามธรรมดา คนที่จะมีสติกล้าหาญ ต่อสู้ได้ต่างๆ มีน้อยนัก โดยมากมีแต่เสื่อมลงไป เวลาตายจริงๆจังๆ มันเป็นอย่างนั้น ใครจะมีความกล้าหาญสักเท่าใดก็ตาม มันเป็นอย่างนั้น ใครจะมีความกล้าหาญสักเท่าใดก็ตาม มีวิชาความรู้สักเท่าใดก็ตาม
เหตุนั้นจึงว่า ในเมื่อจะตายนั่น มันเสื่อมสูญไปหมด มันยังเหลือแต่ความกระสับกระส่าย ยังเหลือแต่ความกระวนกระวาย ยังเหลือแต่กิเลสอันที่เราละแล้ว ที่เราละเราถอนอยู่ทุกวันๆนั่น อันนั้นมันจะกลับฟื้นคืนมา เป็นผลให้เรายึดถือ ผู้มีสติมั่นคงดำรงไว้ซึ่งจิตที่มั่นคงนั่นแหละ จึงรักษาได้ เป็นของทำได้น้อยนักน้อยหนา
ผู้มีสติตั้งมั่นจึงได้ชื่อว่ามีอายุยืน คนที่มีอายุตั้งร้อยปี แต่หากว่าเกิดความประมาทเสีย มีความลุ่มหลงมัวเมาด้วยเข้าของ ด้วยบ้านด้วยช่องเรือนชาน สิ่งต่างๆ เมาไปหมดทุกสิ่งทุกอย่าง ติดข้องหมดทุกอย่าง นั่นเรียกว่าผู้ประมาท มีอายุตั้งร้อยปีไม่มีดีอะไรเลย เด็กเกิดมาในวันนั้นมีสติมั่นคง ยังดีกว่า
ทุกศาสนา ทุกสถาบัน ทุกแห่งหน ผู้มีสติตั้งมั่นแล้ว ท่านชมเชยทั้งนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทรงสอน “สติ” อันเดียว นอกจาก “สติ”แล้วไม่มีอะไร จะมีความรู้ความสามารถอาจหาญเท่าไรก็ตาม ถ้าขาดสติแล้วได้ชื่อว่า หลงไปตามตำหรับตำรา หลงไปตามควงามรู้วิชชา แต่ขาดการรักษาตัว คือสติต้องมีรักษาตัว สติเรียกว่าผู้รักษา รักษาตัวเอง
สติมา วิเนยฺยโลเก อภิชฺฌาโทมนสฺสํ  ท่านเทศนาว่า สติเป็นเครื่องระลึกได้ สติอันนี้แหละระงับเสียซึ่งอภิชฌาและโทรมมนัส (ความโลภอยากได้ของเขาและความทุกข์ใจ) ทั้งหมดในโลก เราจึงควรที่จะรีบเร่งฝึกฝนอบรมไว้ อายุของเราป่านนี้แล้วทุกคน อย่างน้อยก็ต้อง 20. 30 ปีขึ้นไป นั่นคือตายไปหมดไปแล้ว 20. 30 ปี ที่นับอายุนั่นไม่ใช่อะไรหรอก คือนับความตายไปแล้ว อันที่ยังเหลือนั้นยังไม่มีใครนับสักคนเดียว ไม่มีใครนับได้ จึงหลงถึงเรื่องอันที่มันยังเหลือนี่แหละ.
เรามาตั้งสติกำหนดจิต รักษาจิตของตนอยู่ทุกเมื่อเชื่อยาม เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ขยันหมั่นเพียรพยายามประกอบด้วยสติอยู่ตลอดเวลา อันนี้เป็นหนทางพ้นจากทุกข์ เป็นหนทางพ้นจากบ่วงแห่งมาร พ้นจากเครื่องผูกมัดของมาร
พ้นอย่างไร? เมื่อมีสติแล้ว อะไรจะมาผูกมัดไม่ได้ ถ้ามีสติอยู่ทุกเมื่อ มันก็ไม่หลงใหล นั่นแหละมารไม่สามารถจะมองเห็นได้ ตัวมารคือไม่มีสติ ตัวมารคือความลุ่มหลง คือความประมาท เพลิดเพลินในกามคุณทั้งห้า อันมี รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (สัมผัสกาย) เป็นดอกไม้ของมาร
เมื่อไปชมดอกไม้ มันก็ดักเอาตรงนั้นน่ะซี ตาเห็นรูป มารก็ไปดักเอาตรงนั้น มีความยินดีพอใจ หลงมัวเมาประมาท ตรงนั้นแหละไปถูกบ่วงของมารแล้ว หูได้ยินเสียง มันก็ดีกเอาตรงนั้น ที่ชอบใจไม่ชอบใจอะไรต่างๆ ถูกบ่วงหมด กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ทั้งหมดทั้งดีและชั่ว เรียกว่าถูกบ่วงของมารทั้งนั้น เราทุกคนไม่มีสติได้ชื่อว่า ถูกบ่วงมารแล้วเวลานี้
พระพุทธเจ้าทรงเทศนาให้พวกที่อยากพ้นจากทุกข์ ต้องการพ้นจากทุกข์ฟัง ด้วยประการอย่างนี้แหละ ถ้าหากว่าผู้ปรารถนาพ้นจากทุกข์ไม่ดำเนินตาม ก็ไม่มีทางที่จะดำเนินให้พ้นทุกข์ ไม่ทราบจะไปเดินทางไหน
ฆราวาส ไม่ใช่พระ ไม่ใช่เณร ไม่ใช่บรรพชิตผู้บวชในศาสนา เมื่อต้องการพ้นทุกข์ ก็ต้องดำเนินการตามทางนี้เหมือนกัน นอกจากนี้แล้วก็ไม่มีทางอื่นแล้ว เป็นพระเป็นเณรไม่ดำเนินตามรอยนี้ ก็ได้ชื่อว่าไม่ผิดแปลกอะไรกับฆราวาสเลย เครื่องวัดของพระและเครื่องวัดของฆราวาสอยู่ตรงนี้แหละ ฆราวาสจะเป็นพระก็ตรงนี้ พระจะเป็นฆราวาสก็อยู่ตรงนี้ละ
เพราะฉะนั้น จงพากันตั้งสติกำหนดจิตให้คิดพิจารณาอย่างนี้ อยู่ด้วยความไม่ประมาท อาจจะถึงความหลุดพ้นได้ ถึงไม่หลุดพ้นก็ได้ชื่อว่าเบาบางลงไป เห็นจิตของตนเบาบางลงไป ได้รับความเยือกเย็นเป็นสุข เอาละ.
***************







นำนั่งสมาธิ

ที่อธิบายว่า ชีวิตเป็นของน้อย ก็หมายความถึงเรื่องมรณานุสตินั่นเอง ให้พิจารณามรณานุสติว่า กายของเรานี้มันเป็นสิ่งที่ตาย พิจารณาหมดทุกส่วน มันตายไปตั้งแต่ มือ เท้า มันเย็น มันเหน็บ มันชา มันเย็นเลยตายไปทุกชิ้นทุกดส่วนหมดไปๆ ยังอุ่นอยู่แต่หัวใจ เต้นอยู่ที่กลางอก มันอุ่นตรงนั้นกับลมหายใจ ถ้ามันไม่อบอุ่น มันเย็นหมด ก็ไม่มีลมหายใจ
ไม่มีลมแล้วคราวนี้ตัวใจแท้มันไปไหน?  ใจแท้มันก็ไปตามเรื่องของกรรม ถ้าหากว่าหมดลมหายใจแล้ว ตัวใจนั้นมันอยู่เป็นกลางไม่ได้ อยู่กัลลมหายใจก็จริงอยู่ ถ้ามีลมมันจึงค่อยอยู่ในนั้น ถ้าไม่มีสติแล้วมันก็ไม่อยู่ในที่นั้น ถ้ากรรมดี มันก็ไปติดกรรมนั้นเสีย กรรมชั่วมันก็ไปติดกรรมชั่วนั้นเสีย อันนั้นละเป็นที่รักษาไว้ไม่ได้ เมื่อเรายังมีชีวิตดีๆอยู่นี่ ก็รักษาตรงนั้นแหละให้อยู่เป็นกลาง หากไม่รักษา เมื่อหมดลมหายใจแล้ว ก็ไม่มีทางแล้ว มันไปตามเรื่อง
เหตุนั้น ถ้าหากว่าเรารักษาสติคุมจิตอยู่ได้ คืออยู่ตรงกลาง เมื่อลมหายใจหมด ก็อยู่ตรงกลางนั้น ด้วยอำนาจพลังจิต มีพลังเพียงพอ มันถึงไม่หวั่นไหวเอนเอียงไปทางไหน มันก็อยู่คงที่ เมื่อมันไม่ไปตามกรรมชั่วและกรรมดีแล้ว มันจะไปเกิดที่ไหนล่ะ? มันก็หมดเรื่อง ความเกิดไม่มี นั่นแหละจึงต้องรักษาตรงนั้น
สรุปว่า ในเมื่อเรายังมีสติอยู่ ชีวิตยังมีอยู่นี่แหละ พิจารณาความตายในเบื้องต้น ส่วนไหนมันตายไป มันเย็นไปหมดทุกอย่าง ให้พิจารณาตรงนั้น จนกระทั่งจิตแน่วแน่จริงๆ กายก็ไม่ปรากฏ ไม่ทราบมันหายไปไหน จะปรากฏแต่ใจที่ตรงนั้น ตรงกลางๆนั่นแหละ ความสุขความสบายเกิดขึ้นมาจาดกจิต ที่ไม่ไปยึดถึงในสิ่งใด เป็นของโล่งของว่าง นั่นเป็นสิ่งที่ปรารถนาอย่างยิ่ง คำว่า “ปรารถนา”นั้นเป็นคำพูด ที่ตรงนั้นมันไม่มีปรารถนาอะไร มันหมดเรื่องแล้วไม่มีปรารถนา จึงให้พิจารณาเอาตรงนั้นแหละ.
***************


วันเวลา นาที วินาที หมดไป หมดไป
แต่ว่าผู้เป็นเจ้าของชีวิตนั่น
ลืมคิดนึกถึงเรื่องมันหมดไป
มันเสื่อมไป โดยไม่รู้ตัว
จึงว่าน่าเสียดายคุณค่าของชีวิต