หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2566

ไพศาล พืชมงคล - เคล็ดวิชาเคลื่อนขยายเส้นเอ็น (ตอนที่่ 2)

 

เคล็ดวิชาเคลื่อนขยายเส้นเอ็น ตอนที่ ๒

         กระบวนท่าแรกที่มีชื่อว่า “อินทรีขยุ้มเหยื่อ”นั้น จะต้องทำความเข้าใจถึงที่มาก่อน คือลักษณะของนกอินทรีขยุ้มเหยื่อ หรือเหยี่ยวขยุ้มก็ได้ว่า ประสาททั้งหลายกับกรงเล็บนั้นสัมพันธ์กันอย่างไร

         ในคัมภีร์พระธรรมศาสตร์ซึ่งเป็นหลักแห่งการวินิจฉัยอรรถคดีก็มีบัญญัติว่า ผู้พิพากษาซึ่งจะพิจารณาตัดสินคดีนั้นจะต้องเล็งสายตาและปัญญาสอดส่องประเด็นอันพิพาททั้งปวงตลอดจนข้ออ้าง ข้อเถียง และพยานหลักฐานแม่นยำแล้วจึงถลาลงโฉบเอาเหยื่อนั้นไป

         แม้ในธรรมชาติที่เป็นจริงของอินทรีหรือเหยี่ยวที่จะจับเหยื่อเป็นอาหาร ย่มอบินอยู่ในที่สูง สำรวมประสาททั้งกายให้มีความพร้อมสูงสุด เพ่งสายตาเล็งเปแหมายอย่างแม่นยำในขณะเดียวกันก็สู่กรงเล็บแล้วถลาลงไปที่เหยื่ออย่างรวดเร็วพอได้ระยะอันเหมาะก็กางกรงเล็บอันคมกริบนั้นตะครุบเอาเหยื่ออย่างหนักหน่วงแม่นยำ แล้วโฉบขึ้นไปบนอากาศ

         แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างประสาทภายในกับส่วนสมอง และบัญชาการมายังปีก หาง และกรงเล็บ ในขณะเข้าโจมตีก็ลู่กรงเล็บลงเพื่อไม่ให้ปะทะกับอากาศ ครั้นได้ระยะอันเหมาะก็ขยายกรงเล็บและเดินพลังอย่างหนักหน่วง ถลาลงโจมตีเอากรงเล็บขยุ้มจับเหยื่อถลาขึ้นไปบนอากาศ

         ธรรมชาติเป็นเช่นนั้น โบราณาจารย์ทั้งหลาย แม้ในวิชาพระธรรมศาสตร์ก็ได้เห็นและเข้าใจธรรมชาตินี้ โบราณาจารย์ทางด้านกำลังภายในก็รู้และเข้าใจในธรรมชาตินี้ จึงปรับแปรมาใช้เป็นกระบวนท่าแรก

         เมื่อเข้าใจธรรมชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างสมอง ประสาท การบังคับร่างกายเคลื่อนพลังปราณ การขยับนิ้วทั้งมือและเท้าดังนี้แล้ว ก็จะรู้และเข้าใจถึงหลักการพื้นฐานแห่งวิชาพลังภายในกระบวนท่านี้

         จากนี้ไปก็จะเป็นการเริ่มปฏิบัติหรือฝึกปฏิบัติในกระบวนท่าที่หนึ่ง ซึ่งมีชื่อเรียกว่า “อินทรีขยุ้มเหยื่อ”

         เริ่มต้นด้วยการยกมือทั้งสองข้างที่วางราบตรงไว้ข้างลำตัวขึ้นมาไว้ในลักษณะตั้งฉากกับลำตัว ข้อศอกชิดลำตัวและติดกับพื้น ตอนที่ยกมือขึ้นมาให้หุบนิ้วทั้งห้า เอาปลายนิ้วจรดกันแล้วค่อยๆเกร็งแขนจากแขนท่อนบนขึ้นไปยังแขนท่อนล่าง ขึ้นไปยังที่มือและปลายนิ้วทั้งห้า แล้วขยับเคลื่อนการเกร็งโดยลำดับอีกครั้วงหนึ่ง ลงไปยังจุดเดิม แล้วเคลื่อนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง

         ขั้นที่สอง ให้อ้านิ้วทั้งห้าออกในลักษณะกางนิ้ว แล้วงุ้มนิ้วเข้ามาประดุจดังกรงเล็บอินทรีและเกร็งพลังไว้ที่นิ้วทั้งห้า จากนั้นก็ขยุ้มนิ้วทั้งห้า จนปลายนิ้วทั้งหมดจรดที่ฝ่ามือ

         ขั้นที่สาม คลายนิ้วที่จรดอยู่ที่ฝ่ามือแล้วค่อยๆกางออกไปยังลักษณะแบมือ

         เมื่อกระทำในขั้นที่สามแล้วก็กลับไปเริ่มขั้นที่หนึ่ง สอง และสามใหม่ กระทำเช่นนี้สัก ๕ นาที ในขณะเดียวกันก็เริ่มเกร็งพลังที่โคนขาเคลื่อนไปยังหน้าแข้ง เท้า และปลายนิ้วเท้า ในลักษณะอย่างเดียวกัน แต่คงไม่เหมือนกันแน่ เพราะนิ้วเท้าสั้น ไม่อาจกระทำในลักษณะงอแบบขยุ้มได้ ก็ให้กระทำในลักษณะงอแบบขยุ้มได้ ก็ให้กระทำและเคลื่อนไหวในทำนองเดียวกันก็เป็นอันใช้ได้

         เมื่อขยับมือและเท้าดังกล่าวแล้ว จากนั้นก็ให้กระทำพร้อมกันทั้งมือและเท้าอีกสัก ๕ นาที

         ในระหว่างปฏิบัตินั้น อาจจะได้ยินเสียงเส้นเอ็นและข้อกระดูกลั่นดังกรุ๊บกรั๊บ หกรือกร๊อบแกร๊บ หรือกรึ๊บกรึ๊บ ก็อย่าได้ตกใจประการใด ให้สังเกตเสียงดังนั้นให้จงดี

         ถ้าลักษณะของเสียงดังกรุ่บกรุ่บ หรือกริ๊บกริ๊บ ก็แสดงว่าข้อกระดูกต่างๆ ยังมีความเป็นปกติดีเป็นส่วนใหญ่ แต่เส้นเอ็นและพังผืดเริ่มจะติดยึดกันบ้างแล้ว การปฏิบัติเช่นนี้จะส่งผลในภายหน้าให้การติดยึดของเอ็นและพังผืดค่อยๆคลายตัวจนมีความเป็นปกติในที่สุด

         ถ้าเสียงดังกร๊อบกร๊อบ ก็แสดงว่าข้อกระดูกต่างๆ เริ่มติดยึดหรือติดขัดหรือเกิดความไม่สะดวกขึ้นแล้ว อันเป็นอาการเริ่มต้นของโรครูมาตอยด์หรือโรคไขข้อ หรือสภาพที่กระดูกเสื่อมไปเพราะอายุขัยที่ล่วงไปก็ได้ ในกรณีเช่นนี้ต้องใช้อาหารเข้าช่วยบ้าง คือกินอาหการจำพวกที่มีแคลเซียมเพิ่มขึ้น เพื่อบำรุงกระดูกให้สมบูรณ์แข็งแรง

         แต่ถ้าเสียงดังแกร๊บแกร๊บ ก็แสดงว่ากระดูกข้อต่างๆเริ่มบางลง ซึ่งมีมาแต่เหตุสองสถานคือเพราะความแก่ชราอย่างหนึ่ง หรือเพราะโรคข้อกระดูกที่ทำให้ไขกระดูกไม่สมบูรณ์ เปราะบางจึงเกิดเสียงดังแกร๊บแกร๊บ ถ้าถึงขั้นนี้แล้วก็ควรไปปรึกษาแพทย์เพื่อบำรุงกระดูกอย่างจริงจังให้มากขึ้น

         แต่พึงระวังว่ายาบำรุงกระดูกทุกชนิดมีผลข้างเคียงมากด อาจเกิดโรคกระเพาะ ลำไส้ หรือแพ้ยาจนตายไปเลยก็ได้ และถ้าตัดใจได้ว่าจะเยียวยาโดยวิถีธรรมชาติก็หมั่นกินอาหารที่บำรุงกระดูก ดื่มน้ำสะอาด หรือปฏิบัติตนโดยการดื่มน้ำ ๕ แก้วก็จะยิ่งได้ผลดี เห็นที่จะฟื้นฟูให้ดีได้ หรืออย่างร้ายอาการก็จะไม่ทรุดจากระดับเดิม

         ระยะเวลาปฏิบัติ ๕ นาทีหรือ ๑๐ นาทีในท่านี้ ให้สังเกตดูโดยแยบคายหรือจะพบว่า อาการตึงหรือความเครียดหรือการติดขัดบริเวณต้นคอหรืออาการปวดบริเวณศีรษะ จะเหมือนมีอะไรมากระตุ้นปรี๊ดปรี๊ด หรือจี๊ดจี๊ด สักครู่หนึ่งก็จะค่อยบรรเทาลงไป

         ในกรณีรู้สึกปวดจี๊ดที่ศีรษะ แสดงว่าการเกร็งกำลังอาจจะมากเกินไปแ ดังนั้นในระยะต้นก็ให้ผป่อนการเกร็งลงมาสักหน่อยหนึ่ง อาการปวดจี๊ดที่ศีรษะก็จะบรรเทาลง จากนั้นจึงค่อยๆเพิ่มพลังขึ้นโดยสอดคล้องกับความรู้สึกเจ็บจี๊ดจี๊ดที่น้อยลงนั้น

         หกากมีอาการเช่นนี้ก็จงรู้เถิดว่ามันมีอะไรมาอุดหรือเกรอะในท่อหรือเส้นเลือดในบริเวณสมองแล้ว แต่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องตกใจ เพราะนี่คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าพลังที่ขับเคลื่อนไหวนั้น เริ่มกระตุ้นให้สิ่งที่ติดขัดหรือเกรอะกรังหรือตีบตันค่อยๆทะลุทะลวงเป็นลำดับๆไป

         เมื่อเข้าใจอย่างนี้ก็อย่าเป็นคนใจร้อนด่วนหาย เพราะความใจร้อนนั้นไม่เป็นคุณประโยชน์อันใดเลย ทำความเข้าใจเสียว่ายังมีเวลาอีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน ถ้านึกสนุกๆก็นึกเสียว่าเราจะปฏิบัติรักษาตัวแบบนี้ไปสัก ๕๐-๖๐ ปี ก็ไม่เห็นเป็นไร เพราะมีความหมายอยู่ในตัวว่าจะยังไม่ตายใน ๕๐-๖๐ ปีนี้ นี่เป็นเรื่องกล่าวสนุกๆเล่นๆเพื่อเป็นกำลังใจในการฝึกปฏิบัติเท่านั้น

         เพียงไม่ถึง ๕ นาทีที่ปฏิบัติก็จะรู้สึกเหนื่อย บางครั้งก็มีเหงื่อออก เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าอวัยวะภายในได้รับการออกกำลังด้วยวิธีการเดินพลัง ซึ่งเป็นทำนองเดียวกัยบการออกกกำลังภายนอก

         เป็นแต่ว่าการออกกำลังในภายในนี้มันมีผลกระทบและเกิดโดยตรงขึ้นกับหัวใจ ปอด ตับ โต สมอง และประสาททั้งมวล ดังนั้นแม้แต่เวลา ๕ นาทีก็มีผลไม่ต่างกับการจ๊อกกิ้งหรือวิ่งรอบสนาม ๓๐ นาทีเลย

         เริ่มต้นทำได้อย่างนี้ก็ถือได้ว่าเป็นการเริ่มต้นที่ดี ย่อมมีผลมาก เมื่อหมั่นทำทุกวันเข้าก็จะได้รับผลและอานิสงส์ของการปฏิบัติตนเป็นลำดับๆไป จนในที่สุดสิ่งที่เคล็ดขัดยอกหรือติดขัดในกายหรือสิ่งที่ตีบตันเกรอะกรังอยู่ในประสาท หรือเส้นเลือด หรือท่อเลือดต่างๆก็จะค่อยๆสร่างหายไปจนเป็นปกติ

         การปฏิบัติอย่างนี้มีเป้าหมายทำให้กายนี้มีความเป็นปกติตามสภาพที่พึงเป็น เพราะถึงเป็นวิชาที่ล้ำเลิศประการใดก็ไม่อาจล่วงพ้นกฏแห่งพระไตรลักษณ์ได้ คือไม่อาจห้ามหรือหนีความขราไปได้เลย แต่ว่าให้มันช้าสักหน่อย จนอายุค่อยๆเคลื่อนไปใกล้กัปหรือถึงกัปนั่นแล

         ไม่เกินเดือน ๔๕ วันดอก ก็จะรู้สึกว่าร่างกายมีความเบา มีความคล่องตัว หูตา การเคลื่อนไหวฉับไวขึ้น แม่นยำขึ้น อาการปวดศีรษะหากเคยเป็นก็จะหายไป อาการติดขัดตามคอตามไหล่ แขน ขา หรือเท้าก็จะหายไป นี่เรียกว่าได้นำพากายนี้ให้ถึงซึ่งความเป็นปกติแล้ว

         แต่เท่านั้นก็ยังคงไม่พอ สำหรับผู้ที่มีความปรารถนาให้เกิดความก้าวหน้ามากขึ้นก็ปฏิบัติให้สูงขึ้นได้อีก ทำนองเดียวกับหลักปฏิบัติในวิชาพลังเอกธาตุ คือหลอมกาย ใจ และปราณให้เป็นหนึ่งเดียว

         หมายความว่าเมื่อฝึกฝนแลปฏิบัติจนมีความชำนาญ ร่างกายเข้าสู่ความเป็นปกติแล้ว ก็ใช้โอกาสนั้นฝึกปราณและฝึกใจในระดับที่สูงขึ้นไปด้วย ก็จะได้รับอานิสงส์อันประเสริฐ สมกับที่ได้เกิดมาเป็นเวไนยสัตว์

         เริ่มต้นด้วยการประสานกายกับปราณก่อน นั่นคือเมื่อขยายนิ้วมือออกก็ให้หายใจเข้าให้เต็มปอด เวลาขยุ้มนิ้วก็ให้หายใจออกให้หมดปอด พยายามรักษาความสม่ำเสมอของระยะการขยายหรือการขยุ้มมือกับระยะการหายใจให้สอดคล้องต้องกัน

         หายใจเข้าเต็มปอดเมื่อใด นิ้วมือก็กางขยายเต็มที่เมื่อนั้น

         หายใจออกหมดปอดเมื่อใด นิ้วมือก็ขยุ้มเข้ามาจนจรดฝ่ามือเมื่อนั้น

         นี่คือหลักการประสานงานกายและปราณให้เป็นเอกภาพ ตามหลักวิชาพลังเอกธาตุ

         จากนั้นก็ผนึกจิตหรือใจกับกายและปราณให้เป็นเอกภาพต่อไป โดยสละละวางความนึกคิดทั้งปวงเสีย หันมาสนใจเพ่งเล็งอยู่ที่ปลายนิ้วมือหรือที่ปลายจมูกก็ได้เพียงจุดเดียวตลอดระยะเวลาที่หายใจออกและหายใจเข้า

         ฝึกฝนจนชำนาญก็จะเกิดความสัมพันธ์ที่เป็นเอกภาพระหว่างกาย ใจ และปราณ ซึ่งก็คือการบรรลุถึงขั้นสูงประการหนึ่งในการฝึกพลังเออกธาตุด้วย

         ต่อไปก็จะเป็นกระบวนท่าที่สอง ที่มีชื่อเรียกว่า “เสือบี้เห็บ”

         การเลียนแบบธรรมชาติของสัตว์โดยเฉพาะเสือนั้นมีมาช้านานและถูกนำไปใช้ในหลักวิชาหลายแขนง ดังเช่นในตำราพิชัยสงครามก็มีวิธีจัดตั้งค่ายและวางรี้พลในลักษณะท่าทางของเสือ ในการฝึกวิชายุทธ์ของสำนักเส้าหลินและอีกหลายสำนักก็ใช้กิริยาอาการตามธรรมชาติของเสือมาเป็นพื้นฐานฝึกฝน

         การฝึกฝนปฏิบัติในกระบวนท่าที่สองนี้ก็มีพื้นฐานมาจากธรรมชาติประการหนึ่งของเสือ คือเป็นปกติของสัตว์ทั้งหลายที้มักจะมีสัตว์เล็กๆ เบียดเบียน เช่น เห็บ เหกา หรือหมัด ซึ่งจะเกาะอาศัยอยู่ตามซอกนิ้วมือนิ้วเท้า แล้วกัดกินดูดเลือดของเสือ ทำใหก้เกิดความรำพคาญ เป็นที่มาแห่งโรค และบางครั้งก็อาจเป็นอันตรายถึงแก่ความตายได้ด้วย

         กระบวนท่า “เสือบี้เห็บ” ก็คือการนำพื้นฐานจากการที่เสือใช้อุ้งตีนบดขยี้บี้เห็บ เหาหรือหมัดนั่นเอง.       



ไพศาล พืชมงคล - เคล็ดวิชาเคลื่อนขยายเส้นเอ็น (ตอนที่ 1)

 

เคล็ดวิชาเคลื่อนขยายเส้นเอ็น ตอนที่ ๑

         พักนี้เป็นอะไรก็ไม่รู้ แทบทุกสัปดาห์มักจะได้ข่าวคราวมิตรคนนั้น ญาติคนนี้มีความไข้เข้าครอบงำ และเป็นความไข้เกี่ยวกับเส้นเลือดในสมองแตกบ้าง หรือตีบบ้าง หรือขา แขนขาไม่มีแรงบ้าง

         แน่นอนว่าความไข้เหล่านั้นเป็นโรคภัยชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต คือเมื่อชีวิตเกิดขึ้นแล้วความชราก็ครอบงำเรื่อยไปตั้งแต่เกิดไปเรื่อยๆจนกระทั่งตาย และระหว่างนั้นก็อาจมีความเจ็บป่วยหรือพยาธิเข้าแทรก ทำให้ได้รับความทุกข์ทรมานเพิ่มขึ้นอีก

เป็นธรรมดาของชีวิตที่ชราและพยาธิต้องครอบงำ เพราะทั้งสองอย่างนี้คืออุ้งหัตถ์ของมัจจุราชที่จะมาคร่าชีวิตไปสู่ความตาย ไม่มีใครที่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นไปได้เลย

แต่เมื่อทุกคนจะต้องตายแล้วก็ควรที่จะหาทางตายให้สบายๆสักหน่อย ให้มีความทุกข์ทรมานน้อยสักหน่อย โดยเฉพาะความป่วยไข้หรือพยาธิที่ทำให้เส้นเลือดในสมองแตก หรือตีบหรือตัน หรือแขน ขา อ่อนร้าไร้เรี่ยวแรงหรือเป็นอัมพฤกษ์อัมพาตนั้น ทำให้ตายอย่างทรมานและทำให้ผู้คนในครอบครัวเดือดร้อนมากและน้อยตามเวลาที่ต้องรักษาพยาบาล

ยกเว้นก็แต่เส้นเลือดใหญ่ในสมองแตกแล้วตายไปเลยก็ตายสบายหน่อย เดือดร้อนวุ่นวายน้อยสักหน่อย และผลาญทรัพย์สมบัติน้อยลงหน่อย

วันนี้จึงจำเป็นที่จะต้องแสดงเรื่องวิชาบางเรื่องที่พอป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาพยาธิหรือความป่วยไข้ที่เกี่ยวกับเส้นเลือดในสมองแตก ตีบ ตัน หรือแขนขา ชาไร้รเรี่ยวแรงหรืออัมพฤกษ์อัมพาตได้ ขอท่านทั้งหลายได้สนใจศึกษาพิจารณาและลองฝึกฝนปฏิบัติ เพราะไม่เสียเวลา ไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ยุ่งยากลำบากอะไรเลย

จะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ลองศึกษาพิจารณาทำความเข้าใจและฝึกฝนดูก่อนก็ได้ ไม่เสียหายอะไรเลย คิดเสียว่าลองของเล่นสนุกๆ เพื่อความเพลิดเพลินบันเทิงใจก็ได้ แต่ถ้าได้มรรคผลขึ้นมาก็จะเป็นผลดีต่อสุขภาพชนิดที่น่าพิศวงทีเดียว

เป็นผลดีต่อการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาความป่วยไข้หรือพยาธิที่ว่ามาข้างต้นนี้ได้ แค่นี้ก็นับว่าเป็นบุญโขและคุ้มค่ายิ่งแล้ว

หลักวิชาที่ว่านี้มีชื่อว่า “เคล็ดวิชาเคลื่อนขยายเส้นเอ็น” ซึ่งเป็นเคล็ดวิชาโบราณคล้ายๆกับหลักวิชาเคลื่อนย้ายเส้นเอ็นของปรมาจารย์ตั้กม้อแห่งเส้าหลิน แต่ต่างกันตรงที่มุ่งบำบัดรักษาโรคที่เกี่ยวกับหลอดลเอด ประสาท และเส้นเอ็น และเนื้อแท้ก็คือการออกกำลังชนิดหนึ่ง แต่ไม่เหมือนกับการออกกำลังจากภายใน ทำนองที่หนังสือกำลังภายในเรียกว่าเดินพลังปราณนั่นเอง

เรารู้จักกันแต่การออกกำลังกายซึ่งเป็นเรื่องของภายนอกด ไม่ว่าการวิ่ง การจ๊อกกิ้งการฟิตเนส การว่ายน้ำ หรืออะไรในทำนองเดียวกันนี้ ล้วนแต่เป็นการออกกำลังกายภายนอกทั้งนั้น

ในส่วนภายในคือหัวใจ ตับ ไต ปอด ม้าม เส้นเลือดต่างๆ และเส้นประสาทต่างๆไม่ได้ออกกำลังกายตามไปด้วย หรือถ้ามีการขยับขับเคลื่อนบ้างก็เป็นผลต่อเนื่องและบางครั้งก็ได้รับอันตรายด้วยซ้ำไป

การออกกำลังจากภายในนั้นเป็นหลักวิชาที่มีมานับพันๆปี แต่น่าเสียดายที่ไม่แพร่หลายเข้ามายังบ้านเมืองของเรา เพราะถูกอิทธิพลหลักวิชาทางตะสวันตกปิดกั้นครอบคลุมเอาไว้จนหกมดสิ้น อย่างมากจึงได้แค่อ่านจากหนังสือกำลังภายในแล้วก็ไม่รู้ไม่เข้าใจว่ามันเป็นอย่างไรหรือไม่ก็อาจคิดว่าเป็นรเรื่องเพ้อเจ้อเพ้อฝันเท่านั้น

ความจริงมันมีอยู่จริง แต่ก็เป็นสิ่งที่เรายังไม่รู้แล้วก็รีบชิงปฏิเสธเสีย แล้วถือว่าสิ่งที่ยังไม่รู้นั้นเป็นสิ่งที่ไม่มี ทั้งๆที่สิ่งที่ไม่รู้นั้นมีมากกว่าสิ่งที่รู้สุดจะประมาณนัก

การป่วยไข้เพราะเหตุเส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบหรือตัน หรือแขน ขาอ่อนกำลัง หรือที่เรียกว่าเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตนั้นเป็นความป่วยไข้ที่มีเทือกเถาเหล่ากอเดียวกัน คือเกิดจากเส้นเลือด หรือหลอดเลือด หรือท่อเลือดโดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับสมองหรือส่วนที่เชื่อมใกล้ชิดกับสมองและยังเชื่อมโยงกับเส้นปแระสาทต่างๆที่เชื่อมต่อจากสมองไปยังมือไม้แขนขา

ชีวิตเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ความแก่ก็ติดตามมาควบคู่กัน ยิ่งกินอาหาร ประพฤติปฏิบัติตนในทางที่ทำให้อายุขัยสั้นลง ไม่ว่าการกินของมันมากๆ การพักผ่อนน้อยๆ การดื่มของเมามากๆ หรือยึดมั่นถือมั่นในสิ่งไรๆมากๆ ไม่รู้จักปล่อยปละละวาง ก็จะทำให้เส้นเลือดและเส้นประสาททั้งหลายเปราะบาง ตีบแคบ หรือมีการอุดตันขึ้น

ไม่ต้องดูอะไรมาก ให้ดูจากท่อน้ำทิ้งหรือท่อน้ำประปาที่ใช้กันอยู่ทุกบ้านเรือนก็ได้ พอใช้ไป ๒ ปี ๓ ปี ก็มีความเกรอะกรัง ทำให้ท่อตีบตันและแตกฉันใด เส้นเลือดและเส้นประสาทในร่างกายนี้ก็เป็นฉันนั้นไม่ต่างกันเลย

ท่อปแระปานั้นมันชำระสะสางความตีบความตัน และความเกรอะกรังด้วยตนเองไม่ได้ ต้องอาศัยคนไปชำระชะล้าง ไม่ว่าด้วยวิธีใดๆก็ตาม หรือเมื่อชำรุดหนักก็เปลี่ยนยใหม่ไปเสียเลย

นั่นเป็นขนาดเป็นวัตถุที่คงทนก็ใช้ได้ไม่กี่ปี แต่ร่างกายของมนุษย์เรานี้วิเศษนัก เส้นเลือดเส้นประสาทที่เป็นแค่เนื้อเยื่อ ยืดหยุ่น บอบบาง แต่อยู่กับร่างกดายนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย อาจจะอยู่ได้นานที่สุดถึงกัปหรือ ๑๒๐ ปีด้วยซ้ำไป จึงนับว่าเป็นส่วนอวัยวะที่แข็งแรงทนทานอย่างยิ่งจนน่าพิศวง

ความจริงทั้งเส้นเลือด เส้นประสาทก็มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความตายสลายไปเป็ฌนธรรมดาเหมือนกัน เป็นแต่ว่าเราแทบไม่รู้ เพราะมันเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมาก เซลล์ต่างๆย่อมแก่ตัว ย่อมตายไปและหลุดออกไป แล้วมีเซลล์ใหม่เกิดขึ้นแทนที่เป็นลำดับๆไป จนกระทั่งเมื่ออายุขัยล่วงไปมากๆเข้า เซลล์ใหม่ก็เกิดน้อยลง แข็งแรงน้อยลง แล้วทำให้อ่อนแอลงโดยลำพดับ กระทั่งตาย

นอกจากนั้น คนเรายังมีวิธีการเอาสิ่งเกรอะกรังหรือทำให้ควงามตีบตันบรรเทาลงหรือหายไปได้ ไม่ว่าด้วยการใช้ยาหรือด้วยการประพฤติปฏิบัติตนบางประการ ในที่นี้ไม่พูดถึงการใช้ยา แต่พูดถึงการประพฤติปฏิบัติตน

เป็นการประพฤติตนที่มีหลักวิชาสืบเนื่องมานับพันปีแล้ว เป็นส่วนหนึ่งของหลักวิชาเคลื่อนย้ายเส้นเอ็น แต่ไม่ใช่วิชาเคลื่อนย้ายเส้นเอ็นโดยตรง เป็นวิชาที่นักบวชในศาสนาพุทธนิกายมหายานใช้กันโดยทั่วไป

บางทีก็เรียกว่าเป็นการเดินกำลังภายใน หรือเป็นการเดินพลังปราณอย่างหนึ่ง อแต่จะเรียกว่าอย่างไรไม่สำคัญ ความสำคัญอยู่ที่ปฏิบัติให้บังเกิดผลต่างหาก

ดังนั้นหลักวิชาที่ว่านี้คือการประพฤติปฏิบัติด้วยตนเอง ทำแทนกันไม่ได้ ใช้เวลาไม่มาก แต่ขอให้ทำอย่างต่อเนื่อง ก็จะสัมฤทธิผลเป็นแน่นอน

เริ่มต้นที่เวลาประพฤติปฏิบัติตนตามหลักวิชานี้ก่อน ให้เริ่มทำครั้งแรกตอนตื่นนอนคือไม่ว่าจะตื่นนอนเวลาไหนก็ปแระพฤติปฏิบัติไปใช้เวลาสัก ๑๐ นาที หรือ ๑๕ นาที หรืออย่างน้อยแค่ ๕ นาทีก็ได้ สุดแท้แต่ความจำเป็นหรือความสามารถจะปฏิบัติได้

การประพฤติปฏิบัติเมื่อตื่นนอนนั้น ขณะนี้สอดคล้องกับหลักวิชาทางตะวันตกแล้ว เพราะผลการวิจัยทางการแพทย์แผนตะวันตกนั้น พบว่าคนเราตายในเวลากลางคืนถึง ๗๐% ตายในเวลากลางวันแค่ ๓๐%

ปมเงื่อนของมันคือ ความเปลี่ยนแปลงของร่างกายในเวลากลางคืนซึ่งเป็นเวลานอนนั้น มีมากกว่าเวลากลางวัน เพราะเมื่อคนเรานอนหลับ น้ำตาลในเลือดจะลดต่ำ การทำงานของสมองก็ลดลงเหลือเพียง ๑ ใน ๓ เท่านั้น คือเหลือเฉพาะส่วนที่เรียกว่าระบบควบคุมสำรองหรือระบบ stand by ของอวัยวะบางส่วนเท่านั้น ในขณะที่อวัยวะสำคัญๆอื่นก็จะพักหรือแทบจะหยุดทำงาน

ครั้นตื่นขึ้นร่างกายปรับสู่ถภาวะปกติ หากลุกดขึ้นทันทีก็อาจรองรับกับความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน และเป็นเหตุให้หลายบคนเส้นเลือดในสมองแตกหรือล้มลงหลังจากดผุดลุกในทันทีทันใดที่ตื่น

ดังนั้นการเริ่มต้นการฝึกปฏิบัติในทันทีที่ตื่นนอน โดยทำบนที่นอนนั้นจึงเท่ากับเป็นการป้องกันไม่ให้เส้นเลือดแตกหลังตื่นนอนได้อย่างมีผลยิ่ง และทำให้ร่างกายปรับสภาพจากสภาพที่เป็นอยู่ในขณะหลับสู่ภาวะตื่นอย่างค่อยเป็นค่อยไป ยิ่งเป็นคนมีอายุตั้งแต่ ๔๐ ปีขึ้นไปแล้ว การปรับสภาพอย่างค่อยเป็นค่อยไปนี้คือการป้องกันอันตรายจากการตายแบบฉับพลันทันทีได้อีกด้วย

         ดังนั้นจึงพึงตั้งใจเอาไว้ว่า ทันทีที่รู้สึกตัวตื่นก็ให้นอนอยู่นิ่งๆก่อน อย่าเพิ่งผุดลุกผุดนั่งไปไหน เตรียมกาย เตรียมใจที่จะฝึกวิชาที่ว่านี้

         ระยะเวลาที่ฝึกฝนปฏิบัติ ถ้าจะให้ได้ผลดีก็อยู่ระหว่าง ๑๕-๒๐ นาที แต่ถ้าจำเป็นหรือมีภารกิจเร่งด่วนก็ควรทำอย่างน้อยสัก  นาทีด้วยเวลาเพียงเท่านี้ก็จะเห็นผลชัดว่าเมื่อลุกขึ้น ก็จะลุกขึ้นอย่างสะดวกสบาย แคล่วคล่อง ว่องไวและมีความรู้สึกว่าตัวเบาขึ้น นั่นเพราะร่างกายมีความพร้อม และได้ปรับสภาพจากภาวะหลับสู่ภาวะตื่นอย่างเต็มที่แล้ว

         อยากจะรับรองว่าถ้าทำได้ทุกวันวันละ ๒๐ นาที ก็จะมีชีวิตยืนยาวอย่างน้อย ๘๐ ปี โดยไม่มีวันที่เส้นเลือดในสมองจะแตก หรือตีบ หรือตัน ไม่มีวันที่จะเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาตเป็นอันขาด หรือถ้าใครเป็นและถ้าฝืนใจกล้ำกลืนปฏิบัติตนให้ได้ ไม่ช้าไม่นานเกิน ๖ เดือนดอกก็จะได้สัมผัสกับชีวิตใหม่ที่มีความเป็นปกติสุขมากขึ้น

         การปฏิบัติตามหลักวิชานี้ใช้เพียงแค่ฝ่ามือทั้งสองและฝ่าเท้าทั้งสองเท่านั้น โดยเวลาเริ่มต้นการฝึกปฏิบัติ ให้นอนหงาย เหยียดเท้าทั้งสองตรง และทอดมือทั้งสองไว้ข้างลำตัวในลักษณะตรง หงายมือทั้งสองขึ้น

         เมื่อนอนนิ่งในลักษณะที่ยืดแขน ขาให้ตรง พร้อมกับหงายฝ่ามือทั้งสองดังกล่าวแล้ว ก็ให้ลองเกร็งแขนทั้งสองก่อนแล้วค่อยๆเคลื่อนไปถึงฝ่ามือทั้งสอง เพิ่มความเกร็งขึ้นเหมือนกับการถือลูกน้ำหนักไว้ในมือ เคลื่อนการเกร็งไปมาสัก ๒-๓ ครั้ง

         ถัดจากนั้นก็ลองเกร็งขาในลักษณะเดียวกัน คือเกร็งจากโคนขาไปก่อนถึงหัวเข่า ถึงหน้าแข้ง ถึงตาตุ่ม และเท้าทั้งสอง เคลื่อนการเกร็งจนสุดปลายนิ้วเท้าแล้วเคลื่อนกลับทวนขึ้นมา

         ย้อนลงไป เคลื่อนขึ้นมา ย้อนลงไป เคลื่อนขึ้นมา แล้วย้อนลงไป เพียงเท่านี้ก็เท่ากับได้สองกำลังหรือพลังจกาภายในกายนี้แล้ว อาจจะรู้สึกเหนื่อยบ้างก็เป็นธรรมดา ซึ่งต้องตระหนักรู้ว่าการเคลื่อนพลังภายในนั้นแม้ใช้เวลาอันน้อยอันสั้น แต่ความเหนื่อยจะเหมือนกับการออกกกำลังกายภายนอกมากๆนั่นเอง

         เมื่อพูถึงเวลาเริ่มต้นการปฏิบัติ ระยะเวลาที่ใช้และการเตรียมดังกล่าวแล้วก็มาถึงกระบวนท่าที่จะฝึกหรือปฏิบัติ ซึ่งมีอยู่ ๓ กระบวนท่าง่ายๆไม่ยากไม่ลำบากเลย

 

กระบวนท่าแรก มีชื่อเรียกว่า “อินทรีขยุ้มเหยื่อ” กระบวนท่าที่สอง มีชื่อเรียกว่า “เสือบี้เห็บ” กระบวนท่าที่สาม มีชื่อเรียกว่า “กรงเล็บกรีดพิณ”.



วันอังคารที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2566

ไพศาล พืชมงคล - เคล็ดวิชาเคลื่อนขยายเส้นเอ็น (1) คำรำพึง

 

คำรำพึง

เนื่องในวาระคล้ายวันเกิด

๙ ตุลาคม ๒๕๕๒

 

         วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๕๒ มาเยือนแล้ว เป็นวันคล้ายวันเกิดที่เมื่อมาถึงแล้วก็ย่อมทำให้อายุขัยครบรอบอีกปีหนึ่ง ซึ่งหมายความความแก่ก็มากขึ้นอีกปีหนึ่ง และไกลออกมาจากวันเกิดมากขึ้นอีกดปีหนึ่ง นั่นคือใกล้ความตายเข้าไปอีกปีหนึ่งแล้ว

         ชีวิตเกิดมาแล้วย่อมตั้งอยู่และดับไปในที่สุด เกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นสภาวะธรรมธรรมดาธรรมชาติที่ย่อมเกิดขึ้นแก่ทุกชีวิตและไม่มีใครที่จะหลีกลี้หนีให้พ้นไปได้ ไม่ว่าจะมีอำนาจวาสนา ยากจนเข็ญใจ หรือมั่งมีศรีศักดิ์สักเพียงไหน ล้วนย่อมเป็นไปตามกฏแห่งพระไตรลักษณ์ทั้งสิ้น

         เมื่อวันเกิดมาถึง โดยสมัยนิยมก็มักจะมีการฉลองวันเกิดกันมากบ้าง น้อยบ้าง เล็กบ้าง ใหญ่บ้าง ตามขนาดครองอำนาจวาสนาและความคิดติดยึดของแต่ละคน แม้บางครั้งบางปีจำเป็นที่จะต้องคล้อยตามสมัยนิยมบ้าง แต่น้ำใจแท้ยังคงเห็นว่าในวาระวันคล้ายวันเกิดนั้นเป็นวาระอันควรคิดถึงแม่ คิดถึงพระคุณแม่ น้อมนำรำลึกถึงคุณธรรมของแม่ เข้าสู่จิตใจตนและนำไปประพฤติปฏิบัติ ก็ย่อมบังเกิดความเป็นสิริมงคลแก่ตน

         “แม่” เป็นคำที่มีความหมายยิ่งใหญ่นักเพราะแม่เป็นผู้ให้กำเนิดสรรพสิ่ง กล่อมเกลี้ยงเลี้ยงดูทำนุบำรุงสรรพสิ่งให้ตั้งอยู่และเป็นไปตามธรรมชาติที่จะพึงเป็น

         แม่หนึ่งนั้นคือแม่บังเกิดเกล้า ที่ให้กำเนิดลูกน้อยด้วยเลือดเนื้อชีวิตของแม่ หล่อเลี้ยงด้วยน้ำนมและบำรุงเลี้ยงด้วยจิตใจอันเปี่ยมด้วยความรักที่บริสุทธิ์สูงส่ง ที่หาความรักไหนเทียบด้วยความรักของแม่นั้นเป็นอันไม่มี แม่นี้คือพระอรหันต์ของลูก เป็นพรหมของลูก ที่ถ้าหากใครได้ปรนนิบัติรับใช้ แม้ในยามแก่เฒ่าหรือป่วยไข้ อย่อมถือได้ว่าเป็นบุญมาก มีอานิสงส์มากเสมอด้วยการปรนนิบัติรับใช้พระอรหันต์ ที่จะไม่มีวันไปไปสู่อบายได้เลย

         แม่หนึ่งคือพระแม่ธรณี ที่ให้ที่อยู่ ที่อาศัย ที่กิน ให้อาหาร ให้น้ำ ให้อากาศ ทำให้ชีวิตนี้ตั้งอยู่ได้ ดำรงอยู่ได้ และกดำเนินไปได้กว่าจะถึง วาระสุดท้ายของชีวิตที่มุกคนจะต้องไปยังจุดนั้น พระแม่ธรณีจึงเป็นแม่ผู้ให้กำเนิด ให้ถิ่นเกิดและมาตุภูมิ ที่ถ้าหากใครได้สนองคุณแผ่นดิน ไม่ขายแผ่นดิน ไม่ขายชาติ ย่อมถือได้ว่าเป็นบุญมาก มีอานิสงส์มาก และไม่เสียชาติเกิด

         แม่หนึ่งนั้นคือแม่ซื้อหรือแม่ชื้อ นั่นคือสติอันกำกับกาย ใจ ให้เป็นผู้เป็นคนที่มีความเป็นปกติธรรมดาสามัญ ไม่ฟู ไม่ยุบ ไม่วิปริต ไม่วิปลาส ทำให้คนเป็นมนุษย์ ทำให้มนุษย์เป็นเวไนยสัตว์ และทำให้ชีวิตเป็นชีวิต ที่ถ้าหากใครได้สนองคุณแม่ซื้อด้วยดี หมั่นฝึกฝนอบรมจิตให้มีความตั้งมั่นเป็นสมาหิโจ ให้มีความบริสุทธิ์เป็นปาริสุทโธ ให้มีพลังที่สามารถทำหน้าที่การงาน อันเป็นหกน้าที่ของจิตหรือเป็นกัมมนิโยแล้ว ย่อมมีผลมาก มีอานิสงส์มาก สามารถยังปีติและสุขให้เกิดขึ้นได้เป็นปฐม สามารถถึงซึ่งความไม่หวั่นไหวในพรหมวิหารธรรม คืออุเบกขาวิหารได้ และสามารถถึงซึ่งวิมุตตะมิติได้ในที่สุดด้วย

         วันคล้ายวันเกิดจึงเป็นวันพึงรำลึกถึงแม่ทั้งสาม และนำพระคุณแม่ คุณธรรมของแม่ แล้วกระทำกตเวทิตาธรรมต่อแม่ให้สมบูรณ์ยิ่งๆขึ้นไปความเป็นสิริมงคลย่อมบังเกิดแก่ตนโดยไม่ต้องสงสัย

         วันคล้ายวันเกิดเป็นวันที่จะสามารถน้อมรำลึกเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า เป็นวันที่แม่มีความเจ็บปวดรวดร้าวและทุกข์ทรมานเป็นที่สุด แต่ก็เป็นวันที่แม่ปีติปลื้มใจมากที่สุด เพราะเป็นวันที่บุตรซึ่งอุ้มท้องมาถึง ๙ เดือน จะลืมตาขึ้นดูโลกเป็นหน่อเนื้อเชื้อไขผู้สืบสันดานชีวิตจิตวิญญาณของแม่ไปตลอดกาลนาน

         วันเช่นนี้จึงไม่ใช่วันแห่งความสุขของลูก ไม่ใช่วันที่ลูกจะดื่มกินด้วยความสนุกสนานเมามายและสรวลเสเฮฮา หากเป็นวันเวลาที่ลูกควรอยู่ในความวิเวก อยู่ในความสงบ อยู่ในความสงัด เพราะความวิเวก สงบ สงัดนั้นย่อมเกื้อกูลต่อการน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของแม่ และเห็นความจริงของชีวิตได้กระจ่างแจ้งมากที่สุดวาระหนึ่งในแต่ละปี จึงไม่ควรที่จะปล่อยให้เวลาวาระอันประเสริฐนี้ผ่านพ้นไปผโดยไร้ประโยชน์

         เมื่อวันคล้ายวันเกิดเวียนมาถึงก็เป็นสัญญาณหมายว่า ชีวิตนี้เดินไกลออกมาจากความเกิดมากขึ้น มากขึ้น และมากขึ้น และย่อมจะต้องเผชิญกับความแก่ ความเจ็บ และความตาย ตามธรรมดา ธรรมชาติ

         เมื่อรำลึกแล้วก็เห็นกระจ่างว่าวันนี้ปู่ย่าตายายหรือคนรุ่นเดียวกันล้วนล่วงลับดับสูญไปหมดแล้ว แม่และคนรุ่นของแม่ทั้งญาติสนิทใกล้ชิดและห่างไกลออกไปก็ล่วงลับดับสูญไปหมดเช่นเดียวกัน เหลืออยู่ก็แต่พ่อหรือที่เรียกว่าเตี่ย ซึ่งปีนี้ก็มีอายุล่วงวัยถึง ๙๐ ปีแล้ว บรรดาผู้คนที่เคยรู้จัก เคยได้รับพระคุณตั้งแต่ครั้งยังเป็นเด็กตัวน้อยๆ มาถึงวันนี้ล้วนล้มหายตายจากไปหมดสิ้น แม้กระทั่งครูบาอาจารย์ที่เคยประสิทธิ์ประสาทวิชาปัญญาคุณก็ล้มหกายตายจากไปหมดแล้ว เพื่อนร่วมรุ่นร่วมชั้นตั้งแค่ครั้งยังเป็นวัยนักเรียน หรือแม้ในชั้นมหาวิทยาลัยร่วมครึ่งหนึ่งก็ถึงการลาโลกไปแล้ว ยังคงมีชีวิตอยู่ก็แค่ครึ่งเดียวเท่านั้น งานสังสรรค์รุ่นประจำปีก็มีมิตรสหายเพื่อนฝูงมาร่วมงานน้อยลงทุกปี ครูประจำชั้นและครูที่เคยพร่ำสอนที่เคยมาร่วมงานของศิษย์ก็ล้มหายตายขากไปหมด ในวันนี้ก็เหลืออยู่ต่ครูสุมนา เปผ่าประเสริฐ แต่คนเดียว คนที่รู้จักมักคุ้นในทุกวันนี้ล้วนแต่เป็นคนหน้าใหม่ ที่รู้จักกันใหม่ๆอย่างมากสุดก็รู้จักมักคุ้นกันมาไม่เกิน ๓๐ หรือ ๔๐ ปี

         ดูไปแล้วชีวิตของคนเรานี้ย่อมมีแต่วันที่จะเปล่าเปลี่ยวเดียวดายมากขึ้นทุกที และในที่สุดเมื่อวันสุดท้ายของชีวิตมาถึงก็ยังคงต้องเดินทางไกลไปแต่ผู้เดียว คู่ชีวิต ลูกหลาน ลูกน้อง หรือคนสนิทคู่จิตคู่ใจที่รักใคร่ผูกพันสักปานไหน ก็ไม่มีใครยอมไปด้วยเป็นอันขาด ร่างกายเมื่อขาดวิญญาณแล้วก็เหมือนท่อนไม้กองอยู่บนดิน ย่อมเป็นที่น่ารังเกียจ ย่อมเป็นของปฏิกูลที่ไม่มีใครเขาต้องการ และไร้ค่าอย่างยิ่ง ในที่สุดเขาก็เอาไปเผา ไม่เหลืออะไรไว้จะเหลือไว้ก็เพียงความรำลึกถึงในทางดีหรือทางร้าย ซึ่งเป็นผลหรือวิบากกรมที่ทำไว้ในยามมีชีวิตอยู่ด้วยกันทั้งนั้น

         ทำกรรมชั่วไว้ คนข้างหลังเขาก็นึกถึง   ในทางชั่ว และเมื่อนึกถึงแล้วก็ย่อมส่งผลแก่ลูกหลานข้างหลังให้ต้องรับวิบากกรรมนั้นแทน

         ทำกรรมดีไว้ คนข้างหลังเขาก็นึกถึงในทางดี และเมื่อนึกถึงแล้วก็ย่อมส่งผลแก่ลูกหลานข้างหลังให้ได้รับวิบากกรรมนั้น

         ดังนั้นอย่าคิดว่าตายแล้วจะไม่ให้คุณหรือไม่ให้โทษแก่ลูกหลาน การซึ่งจะให้คุณหรือให้โทษประการใด จึงขึ้นอยู่กับกรรม อันได้ทำไว้ในยามมีชีวิตนั้น ที่ไม่มีวันผันแปรเป็นอื่นไปได้เลย

         โลกทุกวันนี้ร้อนเร่านัก เพราะคนเราไม่ค่อยคิดถึงแม่ ถึงวันเกิดก็ไม่คิดถึงแม่ แต่คิดถึงตัวเอง ไม่สร้างความมงคลให้เกิดขึ้นในวาระสำคัญในแต่ละปีของชีวิต กลับไปสร้างในสิ่งที่วิปริตแลพะเป็นโทษแทน ดังนั้นจึงไม่สามารถได้รับประโยชน์อันพึงได้ในโอกาสสำคัญของวันเกิดในแต่ละปี

         เพราะเหตุนี้คนเราจึงมองข้ามความจริงของชีวิตที่เกิดมาแล้วจะต้องแก่ ต้องเจ็บ และต้องตาย ไม่สามารถปล่อยปละละวางความยึดมั่นใดๆได้ กลับยึดมั่นถือมั่นแน่นหนาหนักหน่วงขึ้น ทั้งทรัพย์สิน เงินทอง ชื่อเสียงเกียรติภูมิ คลอดจนยศศักดิ์วาสนาต่างๆ จนเป็นภาระอันหนักอึ้งที่ถึงขนาดแบกรับไว้ไม่ไหวก็ยังแสวงหาต่อไปไม่ยอมหยุด กลายเป็นผู้รุ่มร้อนเร่าร้อนหิวโหยประหนึ่งตกอยู่ในสภาพเปรตวิสัยฉะนั้น

         วันคล้ายวันเกิดจึงเป็นวันสำคัญของชีวิตในปีหนึ่งๆ ที่จะระงับยับยั้งหรือหยุดยั้งคนเราไม่ให้ไหลไปในทางต่ำ ไม่ให้ไหลล้ำลงไปในทางที่จะเป็นเปรตวิสัย และหากน้อมนำรำลึกถึงแม่ด้วยดีโดยชอบ ก็ย่อมเกิดปัญญาเห็นความจริงที่จะปล่อยปละละวางของหนักลงจากใจกายนี้ จะทำให้ชีวิตว่าง เบา สบาย ไม่วิตกทุกข์ร้อนในเรื่องใดๆ เห็นสิ่งไรๆ ห็เห็นไปตามความเป็นจริงของความเป็นเช่นนั้นเอง

         ในวาระวันคล้ายวันเกิดปีนี้ มีความคิดว่าจะพิมพ์หนังสือขึ้นสักเล่มหนึ่งเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับแม่ ตลอดจนครูบาอาจารย์และบรรดาญาติมิตรทั้งหลายที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งพอจะนับว่าเป็นการทำกุศลอย่างหนึ่งที่พึงบังเกอิดประโยชน์ทั้งแก่ตนและแก่ท่าน

         ได้พิจารณาเห็นว่างานเขียนสามเรื่องที่เคยเขียนไว้คือ “เคล็ดวิชาเคลื่อนขยายเส้นเอ็น” “พลังเอกธาตุ” และ “วิธีเจริญอายุด้วยอิทธิบาท” แม้จะได้นำลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์รายวันมาแล้ว และได้นำลงในเว็บไซต์ www.paisalvision.comแล้ว แต่ถ้าหากได้รวบรวมพิมพ์เข้าเป็นเล่มเดียวกัน ก็จะเป็นประโยชน์แก่ผู้ที่จะได้อ่านหรือได้พบเห็นอีกทางหนึ่ง

         เรื่องเคล็ดวิชาเคลื่อนขยายเส้นเอ็นนั้น เป็นหลักวิชาของพระลามะธิเบต เป็นการฝึกฝนการออกกำลังของสมอง หลอดเลือดและเส้นเอ็น ให้มีความแข็งแรง มีความกระชุ่มกระชวยและมีประสิทธิภาพ ดำรงความหนุ่มสาว ฟื้นคืนความแก่เฒ่าชราให้กลับสู่ความหนุ่มสาวอีกครั้งหนึ่ง แก้อัมพาต มือำม้สั่น ความจำหลงลืมเลอะเลือน ป้องกันเส้นเลือดตีบตันแตกอย่างด้ผลเป็นที่อัศจรรย์นัก ฝึกฝนไปโดยลำดับแล้วเป็นอันไม่ต้องตื่นปัสสาวะกลางดึก ปัสสาวะจะไร้สี ไร้กลิ่น หากกลับมีขาวเหมือนปัสสาวะเด็ก นั่นเป็นสัญญาณของความหนุ่มสาวที่จะฟื้นคืนมาอีกครั้งหนึ่ง

         เรื่องพลังเอกธาตุนั้นเป็นวิธีการฝึกฝนร่างกายและจิตใจที่ได้รับการแนะนำจากนายแพทย์ทหารของจีน เป็นการฝึกออกกำลังกาย กำลังจิต และกำลังปราณ ให้มีความเป็นเอกภาพ จึงได้ชื่อว่าเป็นพลังเอกธาตุ ซึ่งเป็นวิธีการออกกกำลังที่ลึกซึ้งและให้ผลอย่างใหญ่หลวงกับชีวิตเป็นที่ประจักษ์

         ส่วนวิธีเจริญอายุด้วยอิทธิบาทนั้น เป็นความอันมีมาในพระสูตรที่พระบรมศาสดาทรงตรัสรับรองไว้ในหลายที่หลายแห่งว่า อิทธิบาทสี่นั้นเมื่อได้เจริญให้มาก ปรารภด้วยดีโดยชอบแล้ว เมื่อปรารถนาก็สามารถมีอายุได้ตลอดกัปหรือเกินกว่ากัปคือ ๑๒๐ ปีก็ได้ คำตรัสในหลายที่เหกล่านั้นมิได้ทรงตรัสในรายละเอียดและวิธีการไว้ เพราะในโพธิกาลนั้นคำตรัสเพียงเท่านี้ย่อมเป็นที่เข้าใจและนำไปปฏิบัติได้ แต่เมื่อเวลาล่วงไปๆ แม้คำตรัสจะมีอยู่เหมือนเดิม แต่ความเข้าใจและวิธีปฏิบัติก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร จึงได้ทำเป็นคำอธิบายขึ้นตามความรู้ ความเข้าใจ ในฐานะที่เป็นอุบาสกคนหนึ่งที่มีความสนใจในพระธรรม

         จึงเป็นที่หวังได้ว่าหนังสือที่ประกอบด้วยเรื่องสามเรื่องดังพรรณนามานี้ จักเป็นประโยชน์ จักเกิดผลประโยชน์และความสุขแก่เพื่อนผู้ร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตาย ที่ได้มีโอกาสพบเห็นหรือได้อ่าน และขออานิสงส์แก่กุศลกรรมนี้จงบังเกิดแก่นางประภา พืชมงคล ผู้เป็นแม่บังเกิดเกล้า ตลอดจนนายประพันธ์(ซุ่ยฮ่อง) - นางกี้ ปราการนพคุณ นายบุ้นจ้ง – นางกิมเตี้ยว พืชมงคล นางประไพ - นายอุดม (เอ็งหิ้น) ดำรงศิลป์ นายประดิษฐ์ เปรมโยธิน นายบุศย์ ขันธวิทย์ ครูบุญยัง ทรวดทรง พระครูบรรหารศาสนกิจ(พ่อท่านพลับ) วัดระโนด พระราชรัตนโมลี(พ่อท่านเส้ง) วัดแหลมทราย พระครูพิศิษฐ์ ธรรมคุณ(พ่อท่านแช่ม) วัดมะขามเฒ่า พ่อท่านปลอด ปุญญัสสะโร วัดหัวป่า พระมหาวิสุทธิ์ จันทนะเสถียร วัดระฆังโฆสิตารามวรวิหาร ตลอดจนญาติมิตรทั้งหลายที่มิได้เอ่ยนามด้วยเทอญ

 

นายไพศาล พืชมงคล

๙ ตุลาคม ๒๕๕๒




วันพฤหัสบดีที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2566

หลวงพ่อพุธ ฐานิโย - จิด กับ กาย

 หลวงพ่อพุธ ฐานิโย – จิต กับ กาย

พระราชสังวรญาณ (พุธ ฐานิโย) วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา หลวงพ่อพุธ ฐานิโย ท่านมีนามเดิมว่า พุธ อินทรหา ท่านเกิดเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2464 หมู่บ้านชนบท ตำบลหนองหญ้าเซ้ง อำเภอหนองโดน จังหวัดสระบุรี เป็นบุตรคนเดียวของบิดามารดา ครอบครัวมีอาชีพทำนาทำไร่ ในช่วงอายุได้ 4 ขวบ บิดามารดาได้ถึงแก่กรรม ท่านจึงย้ายมาอยู่กับญาติพี่น้องที่ หมู่บ้านโคกพุทรา ตำบลตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร บรรพชาเป็นสามเณรเมื่อปี พ.ศ. 2479 เมื่อมีอายุได้ 15 ปี ที่วัดอินทร์สุวรรณ บ้าน โคกพุทรา ตำบลตาลเนิ้ง อำเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร หลังจากบรรพชาแล้ว ท่านก็อาศัยอยู่กับท่านพระครูโพธิภูมิไพโรจน์นั่นเอง ท่านได้รับเมตตา จากพระอาจารย์ให้ได้ศึกษาทางด้านปริยัติธรรมด้วย และในพรรษาแรกนี้เอง สามเณรพุธสามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี และเริ่มรับการฝึกอบรมด้าน ปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐาน จากท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นครั้งแรก ต่อมาในปี พ.ศ. 2483 ท่านพระอาจารย์เสาร์ ได้พาหลวงพ่อไปฝากตัวเป็นศิษย์พระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปญฺโญ) ณ วัดปทุมวนาราม กรุงเทพมหานคร ซึ่งหลวงพ่อได้จำพรรษาเรื่อยมาจนอายุครบบวช 21 ปี จึงได้อุปสมบทเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2485 ณ วัดแห่งนี้ หลวงพ่อได้ปฏิบัติศาสนกิจช่วยงานพระศาสนาตลอดมา หลวงพ่อพุธ ท่านได้ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2542 รวมสิริอายุได้ 78 ปี

         https://youtu.be/4wCRWHGLmgg

         เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุฒัมปิ  ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ

         ธัมมัญจะ สังฆัญจะ  พุทธะ มามะโกติ มัง สังโฆ ธาเรตุ

         อัชชะตัคดค ปาณุเปตัง สรณัง คะตัง 

ข้าพเจ้า ขอปฏิญาณตน เป็นอุบาสก อุบาสิกา ผู้นับถือ พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะที่พึ่ง ที่ระลึก ขอพระคุณเจ้าจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นอบาสกอุบาสิกา ผู้นับถือพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะที่พึ่งที่ระลึก ตราบเท่าสิ้นชีวิต ของข้าพเจ้านี้แล.

ต่อไปขอเชิญท่านทั้งหลายนั่งสมาธิ.

โอกาสต่อไปนี้ ขอเชิญทุกท่าน กำหนดจิต ทำสมาธิในท่านั่ง ในกายของเรานี้มีจิตเป็นใหญ่ มีจิตเป็นหัวหน้า มีจิตเป็นประธาน ทุกสิ่งทุกอย่างสำเร็จแล้วแต่จิต ในขณะนี้กายกับจิตของท่าน ยังมีความสัมพันธ์คือรับรู้กันอยู่.

เมื่อท่านกำหนดรู้ที่จิตท่านก็ยังรู้ว่ากายยังมี เมื่อกายยังมีอยู่ จิตของท่านก็รู้เรื่องของกาย โดยไม่ได้ตั้งใจ เวลานี้ท่านนั่งอยู่กายสบายมั๊ย จิตสบายมั๊ย ท่านก็รู้  มีอะไรมาสัมผัสกายท่านมั๊ยท่านก็รู้ การเจ็บปวดเกิดขึ้นที่กาย ท่านก็รู้ เพราะกายกับจิตของท่านยังอยู่ด้วยกัน ยังไม่แยกจากกัน ถ้าหากว่าจิตของท่าน กำหนดรู้ความสุขหรือความทุกข์ หรือความเฉยๆที่เกิดที่กาย สุขก็ดีทุกข์ก็ดี เกิดขึ้นเมื่อกายยังปรากฏอยู่กับการรู้สึก เมื่อท่านกำหนดรู้กายอยู่ สติก็ตั้งอยู่ที่กาย ระลึกอยู่ที่กาย โดยเพียงแค่นึกรู้สึกว่ากายยังมีอยู่ แม้ว่าท่านไม่ได้นึกเช่นนั้น ท่านก็ยังรู้ว่ากายมีอยู่ เมื่อจิตของท่านรู้สึกว่ากายมีอยู่ เวทนาสุขทุกข์ย่อมเกิดขึ้นที่กาย.

เมื่อท่านมีสติ รู้อยู่ ท่านก็รู้ว่าเวทนามี สุขทุกข์เรียกว่าเวทนา สุขก็เรียกว่าสุขเวทนา ทุกข์เรียกว่าทุกขเวทนา เฉยๆไม่สุขไม่ทุกข์เรียกว่าอุเบกขาเวทนา เมื่อสติของท่านกำหนดรู้เวทนา สติไปตังอยู่ที่นั่น ก็เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน1 ตามรู้ตามคิด คิดว่านี่กาย นี่เวทนา นี่สุขเวท

         1https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AA%E0%B8%95%E0%B8%B4%E0%B8%9B%E0%B8%B1%E0%B8%8F%E0%B8%90%E0%B8%B2%E0%B8%99_4

-นานี่ทุกขเวทนา นี่อุเบกขาเวทนา ความคิดหรือรู้ เป็นอาการของจิต เมื่อสติมากำหนดรู้พร้อมอยู่

กับความคิดเช่นนั้น ถ้าสติตั้งมั่น หรือสติตามรู้ รู้ความคิดอันนั้นเรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

เมื่อหากว่าสุขเวทนาเกิดขึ้น ทุกขเวทนาเกิดขึ้น จิตปรุงแต่ง ธรรมชาติของคนเรามีความรู้สึกชอบความสบาย ถ้าหากจิตของท่านใฝ่หาความสบาย โดยไม่อยากทำอะไร ไม่ปฏิบัติ บางทีอาจจะคิดว่า เลิกปฏิบัติซะดีกว่า อยู่เฉยๆสบายดี แสดงว่าจิตของท่านใกล้ต่อความสบาย ติดความสบาย เมื่อจิตติดความสุขความสบาย จิตก็มีความใคร่ในกาม  กามก็คือความสบาย ใคร่ในความสุข คือไม่อยากทำอะไร เรียกว่ากามฉันทะ ความใคร่พอใจในความสบาย เมื่อเป็นเช่นนั้น จิตปรุงแต่งว่า จะปฏิบัติต่อไปดีหรือหยุดเพียงแค่นี้ ความคิดเช่นนี้เป็นลักษณะของพยาบาท คือเป็นความคิดที่จะตัดรอนคุณความดี เมื่อความคิดกังวลสงสัยว่าจะเอาดีหรือไม่เอาดี ความหงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญ บังเกิดขึ้น เรียกว่า อุทธัจจะ กุกกุจจะ2  เมื่อมีความฟุ้งซ่านรำคาญบังเกิดขึ้น

         2https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%93%E0%B9%8C

วิจิกิจฉา ความง่วง...อ้ะ ไม่ใช่....ถีนมิทธะ3 ความง่วงเหงาหาวนอนเกิดขึ้นมาแทรก เหตุเพราะปรุงแต่งขึ้นมาว่าจะเอาหรือไม่เอาดี หรือจะหยุดกันเพียงแค่นี้ เป็นวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัย ลังเลใจไม่แน่ใจ.

เมื่อตัดสินใจเด็ดขาดลงไป ไม่เอาล่ะ เลิกดีกว่า พยาปาทะวิ่งเข้ามาตัดรอน เมื่อจิตมากำหนดรู้อยู่ที่นี้ นิวรณ์ 5  คือกามฉันทะ ความใคร่ในความสุขสบาย พยาปาทะ ความลิดรอนหรือตัดรอน อุทัจจะ ความฟุ้งซ่านรำคาญ ถีนมิทธะ ความง่วงเหงาหาวนอน วิจิกิจฉา ความสงสัยเอาจริง ถ้าจิตมากำหนดรู้อยู่ที่ตรงนี้ อันนี้เป็นธรรมฝ่ายอกุศล เป็นนิวารณะธรรม เป็นธรรมที่คอยกางกั้นคุณงามความดี ไม่ให้บังเกิดขึ้น จึงเรียกว่านิวรณ์หรือนิวาระณะ สิ่งกีดกั้น กั้นสมาธิไม่ให้เกิด กั้นปัญญาไม่ให้เกิด กั้นกุศลไม่ให้เกิด เพราะอันนี้เป็นธรรมฝ่ายอกุศล เมื่อจิตมากำหนดรู้ธรรมที่เป็นกุศล-อกุศล เรียกว่า ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

ถ้าสติมากำหนดตั้งมั่นพิจารณาอยู่ที่ธรรม ก็เรียกว่าธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธรรมะเป็นฐานที่ตั้งของสติ จิตรู้ว่ากายมีอยู่ และมีสติตั้งมั่นอยู่ที่กาย อย่างน้อยก็ตั้งมั่นอยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ลมหายใจเข้าออกก็เป็นส่วนหนึ่งของกาย เพราะก็เป็นผู้ทำหน้าที่ ทำหน้าที่หายใจเข้าหายใจออก เมื่อสติก็ไปตั้งอยู่ที่ลมหายใจก็ได้ชื่อว่า สติไปตั้งอยู่ที่กาย เกิดเป็นอานาปานะสติด้วยกายานุปัสสนาสติปัฏฐานด้วย.

ในมหาสติปัฏฐานบรรพ ท่านจำแนกแจกวิธีการพิจารณา กายเวทนาจิตธรรมไว้อย่างกว้างขวางพิสดาร แต่อันนั้นเป็นภาคปฏิบัติ ท่านเริ่มต้นจะให้พิจารณาผมและฟันหนังและเอ็นร้อยกระดูก รวมความเป็นของปฏิกูลน่าเกลียด โดยความเป็นธาตุ 4 ลมน้ำดินไฟบ้าง เพื่อจะให้จิตหรือสติไปตั้งอยู่ที่กาย จะได้เกิดความรู้ว่ากายสักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ท่านให้เริ่มพิจารณาตั้งแต่กายภายนอก คือกายของคนอื่น หรือพิจารณาซากอสุภ หมายถึงซากอสุภะ แล้วก็น้อมเข้ามาเปรียบเทียบกับตนเอง เช่นอย่างไปเห็นซากศพ ที่นอนตายอยู่ ท่านให้พิจารณาซากศพว่า เมื่อก่อนนี้ซากศพก็มีชีวิตจิตใจเดินเหินไปมาได้เหมือนเรา บัดนี้เค้าปราศจากวิญญาณแล้วก็จะเน่าเปื่อยผุพัง แล้วก็น้อมเข้ามาเปรียบเทียบกับตนเองว่า แม้เราก็เช่นกัน เวลานี้เรามีกายและมีจิต มีวิญญาณ เราก็ย่อมยังเดินเหินไปไหนมาไหนได้ ทำอะไรได้จิปาถะ เมื่อวิญญาณออกจากร่างแล้ว ร่างกายก็มีแต่จะเน่าเปื่อยผุพัง ทับถมแผ่นดินเป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก เมื่อสลายตัวไปก็จะเป็นธาตุ 4 ดินน้ำลมไฟ หาสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ร่างกายภายนอกกับกายภายในเป็นเช่นไร กายภายนอกเป็นเช่นไร กายภายในก็ย่อมเป็นเช่นนั้น.

ทีนี้การพิจารณากายภายนอก สักแต่ว่ากาย แต่ว่ามันเป็นกายของคนอื่น ฉะนั้นเรียกว่าเห็นกายภายนอก แต่เมื่อมาพิจารณากายของตนเอง ให้เห็นว่ากายของเราก็จัดเป็นเช่นนั้น ผมขนเล็บเนื้อหนังเอ็นกระดูก แม้ปัจจุบันนี้จะยังสดสวยงดงามพอดูกันได้ แต่เมื่อแตกกายสลายลงไปแล้วก็จะเน่าเปื่อยผุพัง เป็นของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครก แล้วเราจะได้รู้ได้เห็นว่ากายของเรานี้สักแต่ว่ากาย ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา ว่ากายเป็นแต่เพียงกาย กายเป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติ กายนี้ไม่ใช่สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา แต่ที่สมมติว่าบุคคลตัวตนเราเขาและสัตว์นั้น เป็นแต่เพียงสมมติบัญญัติตามภาษาโลก แต่เมื่อความเป็นจริงแล้วสมมติบัญญัติอันนี้เป็นกาย ก็สักแต่ว่ากายเท่านั้น.

ในเมื่อเรามิจารณาเห็นกายภายใน คือกายของเราเป็นเช่นนั้น เรียกว่าพิจารณากายในกาย ถ้าสติไปตั้งมั่นอยู่ในการพิจารณากาย โดยยึดเอากายเป็นอารมณ์ตั้งมั่นอยู่ที่ตรงนั้น จนกระทั่งว่า ในขณะที่พิจารณาในสมาธิก็เป็นเช่นนั้น ออกจากสมาธิไปแล้ว สติก็กำหนดการรู้ การยืนเดินนั่งนอนกินดื่มทำพูด ซึ่งเป็นเรื่องของกาย ก็เรียกว่าสติไปตั้งอยู่ที่กาย เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าสติเพียงว่าควบคุมบังคับให้ระลึกไปในกาย ที่ระลึกเห็นผมขนเล็บฟันหนังเนื้อเอ็นกระดูกเป็นต้น อันนี้เรียกว่าเป็นภาคปฏิบัติ เป็นสติปัญญาธรรมดา แต่ถ้าหากว่าสติมีกำหนดรู้เรื่องของกายอยู่ตลอดเวลาโดยอัตโนมัติ และตั้งใจก็กำหนดรู้ไม่ตั้งใจก็กำหนดรู้ กำหนดรู้อยู่ตลอดเวลาทุกขณะจิต ทุกลมหายใจ สติไม่พรากจากกาย ไม่ว่าเราจะยืนเดินนั่งนอนกินดื่มทำพูดคิด สติก็รู้พร้อมอยู่ที่กายอยู่ตลอดเวลา อันนี้เรียกว่ากายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ถ้าสติตั้งมั่นไม่หวั่นไหวก็เป็นมหาสติปัฏฐาน.

ในเมื่อสติมาตั้งมั่นอยู่ที่กายและระลึกรู้อยู่ที่กายตลอดเวลา เรื่องเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน เราไม่ตั้ง...ไม่ได้ตั้งใจกำหนดรู้ ไม่ได้ตั้งใจจะพิจารณา จิตของเราก็รู้เอง เพราะจิตมีกาย กายเป็นที่เกิดแห่งเวทนา เมื่อจิตมาจดจ่อเอาใจใส่ต่อกาย อะไรเกิดขึ้นที่กาย จิตของเรารู้หมด ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อจิตมาตั้งมั่นอยู่ที่กายเอากายเป็นอารมณ์ สติตั้งมั่นอยู่ที่กาย แม้แต่ความคิดที่เกิดขึ้นก็เพราะอาศัยกายนั่นแหละ เป็นเครื่องมือ เมื่อมีกายอยู่จิตก็มีความคิด ความคิดที่เกิดขึ้นนั้นแม้เราไม่ได้ตั้งใจจะไปกำหนดรู้ จิตของเราก็จะรู้ เพราะการคิดเป็นเรื่องของจิต ในเมื่อสติของเราไปตั้งมั่นอยู่กับเรื่องการคิด ที่คิดอยู่ในปัจจุบัน คิดอะไรขึ้นมาก็รู้ คิดอะไรขึ้นมาก็รู้ แต่ความคิดนั้นคิดแล้วก็ปล่อยวางไป ไม่ยึดมั่นอะไรไว้สร้างปัญหาให้ตัวเองเดือดร้อน สติกำหนดตั้งมั่นอยู่ที่ความคิดนั้น เรียกว่าจิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน.

 ทีนี้ความคิดที่ปรุงแต่งนั้น อาศัยเวทนาเป็นสิ่งหนุน สุขเวทนาเป็นเหตุให้จิต มีความเพลิดเพลินยินดี ทุกขเวทนาเป็นเหตุให้จิต เกิดความไม่พอใจ หรือบางทีอาจจะเกิดคับแคบใจ และเมื่อกิเลสที่เป็นตัวการคือความใฝ่ในความสุขในความสบายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในขณะนั้น ทีนี้พอนั่งๆไปก็ปฏิบัติไป บางทีก็เกิดทุกขเวทนาบางอย่างเกิดขึ้น มีความรู้สึกว่ามีอาการง่วงๆ แล้วก็เกิดปวดต้นคอ หรือบางทีหายใจอึดอัด เป็นนักปฏิบัติทั้งหลายจะต้องผ่านสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นแหละ เป็นชนวนให้เกิดความหงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญ ในเมื่อจิตมากำหนดรู้อยู่ที่ความหงุดหงิดงุ่นง่านรำคาญ จิตก็เริ่มกำหนดรู้เรื่องของธรรม แล้วก็จะมองเห็นนิวรณ์ทั้ง 5 ได้ชัดเจน คือมองเห็นความใคร่ในความสุขสบาย ทำให้เกิดขี้เกียจขี้คร้าน มองเห็นได้ชัด แล้วก็มองเห็นความหงุดหงิดรำคาญ อุทธัจจะกุกกุจจะ ได้ชัดเจน แล้วยิ่งเกิดความง่วงเหงาหาวนอนเข้ามาแทรกด้วย เราก็มองเห็นได้ชัดเจน เราเกิดสงสัยว่าจะปฏิบัติต่อไปดีหรือจะหยุดเพียงแค่นี้ เราก็มองเห็นชัดเจน แต่เมื่อเราเกิดความสงสัยว่าจะปฏิบัติต่อไปหรือจะหยุดแค่นี้ พยาปาทะคือตัวคอยตัดรอน ได้โอกาสก็วิ่งเข้าไปตัด พอตัดลงไปแล้วเราก็จะนึกว่า เอาแค่นี้พอแล้ว เอาไว้วันหลังปฏิบัติต่อใหม่ ทีนี้ถ้าหากว่าจิตของเราเป็นอย่างนี้เรื่อยไป พอเกิดหงุดหงิดมาก็เอาละแค่นี้ ฝากไว้วันหลังจึงปฏิบัติต่อใหม่ เราก็จะไม่ได้ประสบกับความสำเร็จ เพราะอันนี้มันเป็นนิวรณ์ ที่คอยตัดรอนคุณงามความดี.

ถ้าจิตของเรามาตั้งสติพิจารณาคุณโทษแห่งนิวรณ์ 5 ดังที่กล่าว แล้วก็พยายามหาอุบายปลดเปลื้อง อุบายปลดเปลื้องนิวรณ์ 5 ก็คือเอาตัวนิวรณ์ 5 นั้นแหละเป็นเครื่องแก้ คือพิจารณาหาโทษของ...ให้เห็นโทษของนิวรณ์ โดยพิจารณาว่ากามฉันทะ ถ้าเราทำจิตให้ไปติดในความสุขความสบาย จนเกินไปอย่างไม่มีเหตุผล ก็จะทำให้เราเสียการเสียเวลา เสียการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัตินี่ก็ต้องลงทุนลงแรงบ้างพอสมควร ต้องอาศัยความอดทน ถ้าเราใช้ขันติความอดทน ปฏิบัติไปสักพักหนึ่ง นิวรณ์ 5 ทั้งหลายนั้น ย่อมสงบระงับไปได้เพราะพลังของสมาธิ ถ้าหากกามฉันทะ ความใคร่หรือความสุขเกิดขึ้น ให้กำหนดสติรู้ ถ้าพยาปาทะมันเกิดขึ้น ก็กำหนดสติรู้ ถ้าอุทธัจจะกุกกุจจะความฟุ้งซ่านรำคาญเกิดขึ้น ก็กำหนดสติรู้ ถ้าถีนมิทธะความง่วงเหงาหาวนอนเกิดขึ้น กำหนดสติรู้ ความลังเลสงสัยเกิดขึ้น กำหนดสติรู้.

โดยเอาสิ่งเหล่านี้เป็นอารมณ์ของจิต เป็นที่ระลึกของสติ กำหนดจดจ้องพิจารณาอยู่อย่างนั้น ในเมื่อสติสัมปชัญญะมีพลังแก่กล้าขึ้น แล้วก็จะเกิดสมาธิความมั่นใจ ซึ่งอาศัยขันติความอดทน พิจารณาให้จิตของเรารู้แจ้งเห็นชัด ในคุณและโทษของธรรม คือนิวรณ์ เมื่อรู้แจ้งเห็นจริงรู้ชัดแล้ว จิตของเราก็จะปล่อยวาง เข้าไปสู่ความสงบ แล้วเราก็จะได้สมาธิ เพราะอาศัยธรรมคือนิวรณ์ เป็นที่ตั้งของสติ เป็นที่ระลึกของ...อ้า เป็นสิ่งรู้ของจิต เป็นที่ตั้งของสติ เป็นเครื่องรู้ของจิต ธรรมชาติของจิต ถ้ามีสิ่งรู้ สติมีสิ่งระลึกถ้าเราตั้งใจจดจ่อพิจารณาเพ่งดูอยู่ จิตจะสงบเป็นสมาธิ.

เพราะฉะนั้นแผนการปฏิบัติมหาสติปัฏฐาน 4 กำหนดพิจารณา กาย เวทนา จิตและธรรม เรากำหนดหมายเอาง่ายๆ คือว่านั่งสมาธิปั๊บลงไปกำหนดรู้จิต กิริยาที่ตั้งใจกำหนดรู้จิตนั้น เราอาศัยประสาททางกายเป็นเครื่องช่วย ถ้าจิตไม่มีกายแล้วไม่มีความตั้งใจ จะทำอะไรจะคิดอะไร เพราะจิตเป็นธาตุรู้อยู่เฉยๆ ถ้าลำพังแต่จิตดวงเดียวที่ถอดออกไปจากร่างอันนี้ เค้าจะไปลอยเด่นใสสว่าง ไม่มีตัวไม่มีตน คิดไม่เป็น อยู่เฉยๆ แต่ถ้ายังมีความสัมพันธ์กับกายนี้อยู่ คิดเป็นเพราะมีเครื่องมือ จิตเป็นแต่เพียงพลังงาน ร่างกายเป็นเครื่องมือ จิตเหมือนกระแสไฟฟ้า และเมื่อกระแสไฟฟ้าวิ่งเข้าไปสู่แม่เหล็กและทองแดง เกิดความหมุน พอหมุนแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันก็เกิดความเคลื่อนไหว ทำให้เกิดพลังต่างๆขึ้นมาได้ ดังนั้นในเมื่อกายมีอยู่ จิตก็มีความคิด เพราะกระแสของจิตไปกระทบกับร่างกาย เครื่องของกาย เราคิดได้เพราะอาศัยประสาททางสมอง.

เพราะฉะนั้นเมื่อเรากำหนดรู้ที่จิตของเรา เราย่อมรู้ว่าในกายของเรานี่มีอะไรบ้าง อย่างน้อยก็รู้ว่ากายของเรามีศีรษะ 1 มีแขน 2 ขา 2 มีลำตัว มีตาหูจมูกลิ้นกายและใจ เมื่อเราตั้งใจกำหนดรู้อย่างนี้ เรียกว่ากำหนดรู้กาย ทีนี้เมื่อเรากำหนดรู้กายอยู่ ก็กลายเป็นที่เกิดของสิ่งต่างๆ สุขเกิดที่กาย ทุกข์เกิดที่กาย แต่ผู้ใดเป็นผู้ยึดมั่นถือมั่นอยู่ในกายนี้ กายเป็นที่เกิดของความเจ็บ แต่การเจ็บอันนี้จิตเป็นผู้รับรู้.

ทีนี้ถ้าจิตไม่มีกายก็ไม่รู้จักเจ็บ เพราะฉะนั้นเวทนาเกิดที่กาย สุขเวทนาก็เกิดที่กาย ทุกขเวทนาก็เกิดที่กาย หรือไม่สุขไม่ทุกข์ก็เกิดที่กาย เมื่อเรากำหนดรู้ว่ากายมีอยู่ เราจะรู้พร้อม ทั้งเวทนา จิตและธรรม จิตก็คือตัวผู้รู้ ธรรมก็คือสิ่งที่กำหนดรู้อยู่ เรากำหนดรู้จิตกำหนดรู้อารมณ์ คือจิตกำหนดรู้อยู่ในอารมณ์ปัจจุบัน เมื่อจิตเสวยสุขซึ่งเกิดจากปีติ นิวรณ์ 5 กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ ก็หายไป.

ทีนี้เมื่อสมาธิจิตสงบละเอียดลงไป จนกระทั่งตัวหายไปหมดแล้ว วิตกวิจารณ์ปีติสุขก็หายไปหมด เพราะสิ่งเหล่านี้อาศัยกายเกิด ถ้าไม่มีกาย วิตกวิจารณ์ปีติสุขก็ไม่มีได้ เพราะฉะนั้นเมื่อกายหายไปแล้ว ยังเหลือแต่จิตดวงเดียว จึงมีชื่อว่ามีแต่จิตดวงเดียวซึ่งเรียกว่า เอกัคคตา3 กับ

         3https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%E0%CD%A1%D1%A4%A4%B5%D2

อุเบกขา ความเป็นกลางของจิต ร่างกายหดตัวหายไปหมด.

         เพราะฉะนั้นการบำเพ็ญสมาธิ ซึ่งเดินตามหลักของมหาสติปัฏฐาน 4 จึงเป็นอุบายทำจิตให้ตั้งมั่นลงเป็นสมาธิ เพื่อขจัดนิวรณ์ธรรม 5 ประการ ให้หมดไปจากจิต ในขณะที่มีสมาธิ จิตของเราจะได้ดำเนินไปสู่โพรงจิตโพรงธรรมตามลำดับขั้นตอน เช่นสุดแท้แต่พลังจิตพลังสมาธิของท่านผู้ใด จะปฏิวัติจิตของตนเองให้เป็นไปได้.

เพราะนั้นการฝึกฝนอบรมสมาธินี้ เราอาศัยหลักภาวิตา4  อบรมให้มากๆ พหุลีกตา ทำให้

         4 https://84000.org/tipitaka/attha/attha.php?b=23&i=167

มากๆ ทำให้คล่องตัว ทำจนชำนิชำนาญ ทำจนกระทั่งถึงขั้นเป็นเอก ในเมื่อจิตได้ดำเนินตามหลักของมหาสติปัฏฐาน ทั้ง 4 ประการ จึงเป็นฐานทำให้เกิดธรรมะ อันเป็นองค์พระคุณแห่งการตรัสรู้ คือสติสัมโพชฌงค์ ในเมื่อเรามาทำสมาธิ จิตรวมเป็นหนึ่งเป็นเอกมรรค เป็นเอกธรรม สติเป็นเองโดยอัตโนมัติ สามารถที่จะกำหนดรู้กาย จิต สถานการณืและสิ่งแวดล้อมได้เองโดยตลอดเวลา ก็เรียกว่ามีสติสัมปชัญญะ รู้พร้อม อยู่ที่การยืนเดินนั่งนอนและกินดื่มทำพูดคิด ได้ชื่อว่าสติได้สัมโพชฌงค์ เป็นองค์แห่งการตรัสรู้.

เวลาแห่งการบรรยายธรรมะ ตามหลักแห่งมหาสติปัฏฐาน 4 ก็จบลงด้วยเวลาเพียงเท่านี้.

สาธุ.

 

การนั่งสมาธิ เรียกว่าวิธีนั่งสมาธิ ท่านั่งเอาขาขวาทับขาซ้าย ขัดสมาธิ เอามือซ้ายวางลงที่ตักใช้มือขวาวางทับ ให้หัวแม่มือจรดกันเบาๆ บ่าไม่ตก ตั้งกายให้ตรง คือนั่งให้รู้สึกว่ากายตรง ให้เป็นที่สบาย อย่าเกร็จกล้ามเนื้อหรือส่วนต่างๆของร่างกาย นั่งพอพยุงกายให้ตรงอยู่ อย่าให้มีส่วนใดตึง อย่าให้เอียงซ้ายเอียงขวา อย่าก้มนักอย่าเงยนัก วางหน้าให้ตรง สง่าผ่าเผย เหมือนพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิ อันนี้เป็นวิธีนั่ง.

ต่อไปเป็นวิธีกำหนดจิต คือทำความรู้สึกที่จิตของตนเอง ความรู้สึกอยู่ที่ตรงไหน จิตของเราก็อยู่ตรงนั้น เพื่อจะให้จิตมีฐานที่ตั้ง ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออก จะนึก”พุท”พร้อมลมเข้า “โธ”พร้อมลมออกก็ได้ หรือใครจะไม่นึกอะไร เพียงแต่กำหนดรู้ลมหายใจซึ่งออกเข้าอยู่ โดยธรรมชาติของการหายใจก็ได้ .

อันนี้เป็นจุดเริ่มต้น มราเราจะเรียนให้รู้ธรรมชาติของร่างกาย ทำไมลมหายใจจึงชื่อว่าเป็นธรรมชาติของร่างกาย       เพราะเหตุว่า เราจะตั้งใจก็ตามไม่ตั้งใจก็ตาม กายของเราก็หายใจอยู่โดยธรรมชาติ เพียงแต่เรากำหนดรู้ลมหายใจเฉยๆอยู่ อย่าบังคับจิตให้สงบ แต่ประคองจิตให้อยู่ที่ลมหายใจตลอดเวลา จิตของเราจะเป็นอย่างไร เราไม่คำนึงถึง คำนึงแต่ว่าจะรู้ที่ลมหายใจอย่างเดียว หายใจเข้ารู้หายใจออกรู้ หานใจสั้นรู้ หายใจยาวรู้ เพียงแต่เอารู้ตัวเดียวกำหนดรู้ อยู่ที่ตรงนี้.

การกำหนดรู้ลมหายใจ เป็นหลักสาธารณะทั่วไป และการปฏิบัติสมาธิก็เป็นหลักสาธารณะทั่วไป ไม่สังกัดในลัทธิและศาสนาใดๆทั้งสิ้น เพราะการฝึกสมาธินี้ เราจะมาฝึกจิตของเราให้สามารถกำหนดรู้ธรรมชาติ การปฏิบัติธรรมหรือการเรียนธรรม ก็คือเรียนให้รู้ธรรมชาติ วิชาการที่เราเรียนกันมา ในศาสตร์ใดๆก็ตาม เป็นการเรียนรู้ธรรมชาติและกฎธรรมชาติทั้งนั้น การฝึกสมาธิไม่เฉพาะแต่เราจะมานั่งขัดสมาธิ หลับตากำหนดรู้ลมหายใจ เพียงอย่างเดียว แม้ว่าเรามีสติอยู่อยู่กับเรื่องชีวิตประจำวันทุกขณะจิต ทุกขณะลมหายใจ ก็ชื่อว่าเป็นการฝึกสมาธิ ทั้งนั้น แต่เพื่อจะให้มีวิธีการเข้มข้นเข้าไปหน่อย เราจึงมาฝึกกันแบบมีพิธีรีตอง อย่างที่เรามาฝึกกันอยู่เวลานี้.

นอกจากเราจะมากำหนดรู้ลมหายใจ แล้วเราอาจจะนึกคิดซ้อนพุทลมเข้าโธซ้อนลมออกก็ได้ หรือเราจะท่องบริกรรมภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่ง จะพุทโธสัมมาอรหังยุบหนอพองหนอก็ได้ หรือเราจะกำหนดรู้จิตไปตั้งจิตของเรา เมื่อความคิดอะไรเกิดขึ้นให้มีสติกำหนดการรู้ไปก็ได้ เป็นวิธีการฝึกสมาธิทั้งนั้น การฝึกสมาธิดังที่กล่าวมานี้ เราสามารถจะทำได้ทั้งในท่านั่ง ท่ายืน ท่าเดิน ท่านอน ใช้อารมณ์อย่างเดียวกัน เพราะสมาธิเป็นกิริยาของจิต การปฏิบัติสมาธิเป็นกิริยาของจิต ไม่ใช่การยืนเดินนั่งนอน แต่การยืนเดินนั่งนอน เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ เป็นการบริหารร่างกาย ว่าอย่างง่ายๆคือการออกกำลังกายนั้นเอง เพราะถ้าเรานั่งมากมันจะเมื่อย ทรมานร่างกายต้องเปลี่ยนไปเดิน เดินมากทรมานก็เปลี่ยนเป็นยืน เดินมากทรมานเปลี่ยนเป็นนอน เปลี่ยนอิริยาบถสม่ำเสมอเพื่อให้เกิดความคล่องกาย ในเมื่อกายของเราคล่องแคล่วว่องไว จิตของเราก็คล่องแคล่วว่องไวขึ้นด้วย.

เพราะฉะนั้นยืนเดินนั่งนอนจึงเป็นท่าประกอบเท่านั้น แต่สมาธิที่แน่ๆก็คือกิริยาของจิต ดังนั้นเราจะปฏิบัติสมาธิในท่าไหนได้ทั้งนั้น ยืนเดินนั่งนอนกินดื่มทำพูดคิด เพียงแค่มีสติสัมปชัญญะรู้พร้อมอยู่ ในขณะที่เราทำอะไรอยู่ในปัจจุบันเท่านั้น เราทำสติความรู้การยืนเดินนั่งนอนรับประทานดื่มทำพูดคิด เป็นการเรียนให้รู้ธรรมชาติ ธรรมชาติของร่างกายย่อมมีการยืนเดินนั่งนอนรับประทานดื่มทำพูดคิด นับจากไม่ว่าในศาสนาใดๆ สั่งสอนมนุษย์ให้รู้จักความเป็นของตัวเองในเบื้องต้น ในเมื่อรู้จักความเป็นรู้จักธรรมชาติของตนเองได้ถ่องแท้แน่นอน การที่จะไปเรียนรู้ธรรมชาตินอกตัวเองนั้น เป็นประกอบไม่ยากนัก.

เพราะฉะนั้นท่านจึงสอนให้เราเรียนให้รู้ธรรมชาติของตนเอง ธรรมชาติของร่างกายต้องมีการยืนเดินนั่งนอนกินดื่มทำพูดและคิด ธรรมชาติของจิตก็คือผู้มีหน้าที่คอยบังคับบัญชา สั่งให้ร่างกายทำอะไร และเป็นผู้รับผิดชอบในกิจการทั้งปวง เพราะตนเองเป็นนาย ตนเองเป็นผู้สั่งการ สั่งการลงไปแล้วย่อมมีความรับผิดชอบ จึงจะสมศักดิ์ศรีของผู้เป็นนาย ฉะนั้นในตัวของเรานี้ใจเป็นนายกายเป็นบ่าว การปฏิบัติธรรมจึงอาศัยกายกับจิต ทั้งสองอย่างเป็นของคู่กัน เป็นหลักของการปฏิบัติ.

เพราะฉะนั้น วิธีการทั้งหลายนั้น เป็นแต่เพียงวิธีการสำหรับประกอบการปฏิบัติ แต่แท้ที่จริงสมาธิ สมาธิเป็นกิริยาของจิต ในขณะนี้เรามานั่งกำหนดรู้ลมหายใจ เรามาเรียนรู้ธรรมชาติของลมหายใจ เมื่อเรารู้อยู่ เราก็จะรู้ว่า ธรรมชาติของกายย่อมมีการหายใจอยู่เป็นปกติ ขาดไม่ได้ เมื่อเรามีสติกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจยาวเราก็จะรู้ ลมหายใจสั้นเราก็จะรู้ ลมหายใจหยาบเรารู้ ลมหายใจละเอียดเรารู้ เรารู้ตัวเดียวเท่านั้น รู้นี่เป็นกิริยาของจิต ทุกคนมีจิตรู้กันทั้งนั้น ไม่เฉพาะแต่มนุษย์ สัตว์ก็มีจิตรู้ ทีนี้รู้ตัวนี้ไม่ได้สังกัดในลัทธิศาสนาใดๆทั้งสิ้น.

ดังนั้นที่เรามาเรียนรู้ธรรมชาตินี้ เพื่อจะให้รู้ความจริงของกฎธรรมชาติ เมื่อรู้ความจริงของธรรมชาติแล้วก็ควรจะรู้ความจริงของกฎธรรมชาติด้วย กฎของธรรมชาติทั้งหลายนั้น ธรรมชาติอันนี้คือกายกับใจ แต่สถานการณ์และสิ่งแวดล้อม ดินฟ้าอากาศ ที่เรียกว่าจักรวาลทั้งสิ้นนี่แหละเรียกว่าธรรมชาติ ทีนี้กฎของธรรมชาติ ก็คือความเปลี่ยนแปลง ทุกสิ่งทุกอย่างในจักรวาลนี้ตั้งแต่อณู ปรมาณู จนกระทั่งมวลสารที่ก่อกันเป็นก้อนใหญ่โต ก็ย่อมตกอยู่อยู่ในกฎของธรรมชาติ คือมีความเปลี่ยนแปลง มีปรากฏการณ์ขึ้นในเบื้องต้น ทรงตัวอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ในที่สุดย่อมสลายตัว อันนี้เป็นหลักภาษาวิทยาศาสตร์ ซึ่งเป็นหลักสาธารณะทั่วไป และหลักบัญญัติของภาษาอินเดีย ความเปลี่ยนแปลงเค้าเรียก อนิจจัง ความทนไม่ได้อยู่ตลอดกาลเค้าเรียกว่า ทุกขัง ความสลายตัวเค้าเรียกว่า อนัตตา ภาษาไทยว่า ไม่เที่ยง ทนอยู่ไม่ได้ตลอดกาล ไม่เป็นตัวของตัว อันนี่เป็นคำสมมติบัญญัติเท่านั้น แต่แล้วโลกทั้งโลกยอมรับว่าทุกสิ่งทุกอย่าง เกิดขึ้นทรงอยู่สลายตัวเกิดขึ้นทรงอยู่สลายตัว อันนี่ภาษาโลกที่เค้านิยมใช้กันโดยทั่วๆไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาในหลักวิทยาศาสตร์ เค้าใช้กัน แต่พวกอินเดียเค้าใช้คำว่าอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ไทยเรียกว่า เปลี่ยนแปลงยักย้าย ทนอยู่กับที่ไม่ได้ ไม่เป็นตัวของตัวคือสลายตัวอยู่ตลอดเวลา ที่เรามาฝึกหัดสมาธิ เพียงแค่กหนดรู้ลมหายใจเข้าออกเท่านั้น เมื่อเรามีสติปัญญาเกิดขึ้น เราก็รู้ว่าลมหายใจนี้มันก็เปลี่ยนแปลงมีออกมีเข้าอยู่ตลอดเวลา เมื่อเห็นลมหายใจหยาบลมหายใจละเอียด เราก็รู้แต่ว่าลมหายใจมันเปลี่ยนจากหยาบเป็นละเอียด ละเอียดเป็นหยาบ และในบางครั้งถ้าจิตสงบ เป็นสมาธิอย่างลึกซึ้งถึงขั้นขนาดกายหายไป ลมหายใจมันก็หายไปด้วย เพราะลมหายใจมันเป็นส่วนกาย เหลือแต่จิตสงบนิ่งสว่างอยู่.

ใครภาวนาแบบไหนอย่างไร เมื่อจิตสงบลงเป็นสมาธิแล้วก็นิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน ใครทำก็ได้ถ้าทำจริง ไม่เฉพาะแต่ชาวพุทธผู้นับถือพุทธศาสนา คนในศาสนาอื่นทำก็ได้ คนไม่มีศาสนาทำก็ได้ และเมื่อทำลงไปแล้วจิตสงบนิ่ง สว่างรู้ตื่นเบิกบาน ใครจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่สมมติบัญญัติ รู้เป็นธรรมชาติของจิต จิตเป็นธาตุรู้ จิตมีสภาวะรู้สึกรู้นึกรู้คิด แต่ถ้าขาดสติสัมปชัญญะจะไม่รู้จักดีจักชั่ว ไม่รู้จักผิดรู้จักถูก เพราะสติสัมปชัญญะของเรายังอ่อน เราจึงมาฝึกสมาธิเพื่อให้สติเพิ่มพลังเข้มแข็งขึ้น จะได้กำหนดรู้สิ่งต่างๆ ให้รู้จริงตามกฎของธรรมชาติ.

ทีนี้กฎของธรรมชาติเหล่านี้ที่มันเกี่ยวข้องกับเรา เมื่อเราไปยึดมั่นถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นเราเป็นเขาเป็นของเราของเขา สิ่งที่เราถือว่าเป็นเราเป็นเขา เป็นของเราของเขานั้น เมื่อหากว่าสิ่งนั้นเป็นไปในทางที่เราไม่พอใจ เราก็เกิดทุกข์ เพราะเราเอาความรู้สึกของเราไปขัดอยู่กับความเป็นไปของกฏธรรมชาติ ดังนั้นนักปราชญ์ไม่ว่าในลัทธิศาสนาใดๆ จึงสอนให้ทุกคนให้เรียนรู้กฎของธรรมชาติ เผื่อจะได้แก้ไขปรับปรุงธรรมชาติบางอย่างซึ่งพอที่จะเป็นไปได้ ให้อยู่ในสภาพที่เป็นไปตามความต้องการของเรา เครื่องยนต์เครื่องกลทั้งหลายต่างๆ วัตถุดั้งเดิมเขาเป็นธรรมชาติที่มีอยู่ในดินในน้ำ แต่ผู้ฉลาดไปค้นคว้าคิดเอามาสร้างโน่นสร้างนี่ สร้างรถยนต์สร้างเครื่องบินสร้างจรวด สร้างปรมาณูนิวเคลียร์ เอามาเป็นพลังงานสำหรับเป็นเครื่องปฏิกรณ์ต่อชีวิตหรือทำลายซึ่งกันและกัน สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ ดั้งเดิมวัตถุทั้งหลายมาจากธรรมชาติ แต่ผู้ที่มีความฉลาดเฉลียวก็สามารถเอามาดัดแปลงแต่งเป็นโน่นเป็นนี่ ให้ใช้ในประโยชน์แก่ชีวิตของเราได้ ทีนี้ธรรมะซึ่งเป็นธรรมชาติส่วนหนึ่งซึ่งเป็นนามธรรม ซึ่งเป็นรูปธรรมนามธรรม ก็สามารถฝึกฝนสร้างสมรรถภาพให้เข้มแข็ง มีพลังทางสติปัญญา เพื่อเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตประจำวัน เป็นการดัดแปลงธรรมชาติเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์ได้.

อันนี้เป็นวิสัยของมนุษย์จะต้องเป็นไปอย่างนั้น มนุษย์จะปล่อยชีวิตให้เป็นไปตามบุญตามกรรมเหมือนอย่างสัตว์เดรัจฉานนั้น มันไปได้ไม่สมศักดิ์ของความเป็นมนุษย์ ดังนั้นมนุษย์จึงมีการสร้าง แก้ไข เปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ชีวิตของตนเอง ซึ่งแล้วแต่ความสามารถสติปัญญาของผู้ใดจะสามารถทำใด แม้เราจะไม่ได้คำนึงถึงที่จะสร้างวัตถุ แต่เรามาสร้างพลังจิตพลังใจของเรา ให้มีสติสัมปชัญญะให้มีปัญญา แก้ไขปัญหาชีวิตประจำวัน ปรับปรุงชีวิตของเราให้เป็นอยู่ให้สบายภายในสังคม ก็เป็นการเพียงพอสำหรับการปฏิบัติธรรม.

ดังนั้นในการทำสมาธินี้ จึงเป็นอุบายวิธีอันหนึ่ง เพื่อสร้างพลังดังที่กล่าวมาแล้วนั้น เพื่อสร้างจิตสร้างใจสร้างชีวิตของเราให้มีคุณภาพดียิ่งขึ้น เราก็จะได้สามารถทำภารกิจการงานต่างๆด้วยความมั่นใจ ด้วยความมีสติสัมปชัญญะ เพื่อเป็นการสร้างสรรค์ชีวิตของตนเองและสังคม ให้มีความเจริญสืบไป.

ดังนั้นจึงขอให้ท่านทั้งหลายตั้งใจฝึกฝนอบรม เอาให้ได้ ไม่ว่าเราจะทำอะไรก็อาศัยสมาธิทั้งนั้นแหละ ผู้ทำสมาธิส่วนใหญ่ก็มุ่งสู่พระนิพพาน แต่เมื่อเรายังไม่ถึงพระนิพพานเราก็ต้องหาเอาประโยชน์ในระหว่างทางก็ได้ ดังนั้นขอให้ท่านทั้งหลายจงไปกำหนดจิต รู้ลมหายใจออกหายใจเข้า กำหนดรู้อยู่เฉยๆ ในช่วงที่ท่านกำหนดรู้ลมหายใจอยู่ ถ้าหากมีอาการเคลิ้มๆเหมือนจะง่วงนอน ก็ให้มีสติกำหนดรู้อยู่เฉยๆ หากมีการรู้สึกอีดอัดหรือหนักหน่วงตรงต้นคอ หรือเวียนศีรษะ ก็กำหนดรู้อยู่เฉยๆ กำหนดรู้ลมหายใจไว้เป็นหลัก ถ้าหากว่าจิตปล่อยวางลมหายใจ จิตมีอาการเคลิ้มวูบวาบลงไป ถ้าไปคิดสิ่งอื่นขึ้นมาก็ควรปล่อยให้คิดไป แต่ให้มีสติตามรู้ไปทุกขณะที่จิตมีการคิด ให้ปฏิบัติสลับกันไปอย่างนี้ พยายามทำให้มากๆ อบรมให้มากๆ ในขณะที่ปฏิบัติอยู่อย่าไปบังคับจิตให้สงบ หน้าที่ของเรากำหนดรู้ลมหายใจ และอารมณ์ภาวนาอยู่เท่านั้น เมื่อไรจิตจะสงบก็อย่าไปคิด เมื่อไรจะรู้จะเห็นก็อย่าคิด ให้รู้อยู่กับสิ่งรู้ในปัจจุบันเท่านั้น ความสงบของจิตก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของจิตไป ความรู้ก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของจิตไป ส่วนความรู้สึกในการตั้งใจจิตจะรู้หรือไม่รู้ ไม่สำคัญ สำคัญอยู่ตรงที่กำหนดรู้อารมณ์จิตในขณะนี้ แล้วเมื่อเรากำหนดรู้อารมณ์จิตในขณะนี้ จิตของเราก็จะมีความสัมพันธ์กับอารมณ์จิตเอง เมื่อมีอารมณ์สัมพันธ์กับจิต จิตมีอารมณ์เป็นสิ่งที่กำหนดรู้อยู่ อารมณ์กับจิตไม่พรากจากกัน เราจะกำหนดก็ตามไม่กำหนดก็ตาม เราจะรู้อารมณ์จิตอย่างนั้น นั่นแสดงว่าจิตได้วิตก มีสติรู้อยู่ได้วิจาร ถ้าเกิดมีปีติสุขเอกะคัคตา ก็ได้ปีติสุขเอกะคัคตา ถ้าจิตเสวยวิตกวิจารปีติสุขเอกะคัคตาอยู่เป็นเวลาไปนานๆ ก็ได้ปฐมฌาน5 คือฌานที่ 1.

5https://84000.org/tipitaka/dic/v_seek.php?text=%BB%B0%C1%AC%D2%B9&detail=on

อันนี่เป็นวิธีการนั่งสมาธิ ปฏิบัติสมาธิในท่านั่ง ทีนี้ปฏิบัติสมาธิในท่าเดินเรียกว่า เดินจงกรม ก็กำหนดอารมณ์อย่างเดียวกับการนั่ง ปฏิบัติสมาธิในท่าเดินเรียกว่าเดินจงกรม ....ฯ