ใครฝันให้ฝันทั้งหลายของคุณ? มัณฑุกายะ อุปนิษัท สำรวจค้นสภาวะการฝัน
Who Dreams Your
Dreams? | The Mandukya Upanishad Explores the Dream State | S03E03
https://youtu.be/QNKKAT-m-jQ?si=ZKdK_e3xgDx_SCm6
ทุกคืนคุณปิดตาลงในห้องมืดเงียบหนึ่ง,
และกระนั้นคุณก็เปิดประตูหนึ่งออกยังภูเขาทั้งหลาย, ใบหน้าทั้งหลาย, และความหวาดผวาขึ้นมาทันทีทันใดทั้งหลาย.
คุณอาศัยอยู่ในความจริงทั้งหมดที่ไม่ได้มีอยู่จริงทางกายภาพ.
ดวงตากายภาพของคุณได้ปิดอยู่และห้องเป็นหลุมดำมืด. กระนั้นคุณก็กำลังรับรู้อย่างกระจ่างชัดถึงแสง,
สี, และความเคลื่อนไหว. ใครตามความเป็นจริงที่กำลังทำการมองอยู่นั่นหรือ? (Every night you close your eyes
in a dak quiet room, and yet you open a door to mountains, faces, and sudden
terrors. You inhabit a complete reality that does not physically exist. Your
physical eyes are shut and room is pitch black. Yet you are clearly perceiving
light, color, and motion. Who is actually doing the seeing?)
วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาสมัยใหม่ทำแผนที่กระบวนการนี้. ภาพสแกนสมองสว่างวาบขึ้นขณะติดตามสัญญาณเคมีและไฟฟ้าที่แลบแปลบผ่านจุดประสาทระหว่างการนอนหลับช่วง
REM. คัมภีร์อุปนิษัท ได้สืบสวนในปัญญาที่แตกต่างไปอย่างหนึ่ง.
พวกเขาไม่ได้มองไปที่กลไกทางชีวภาพของการนอนหลับ, แต่สำหรับศาสตร์ทางจิตวิญญาณพยายามที่จะแยกแยะตัวตนที่ประสบกับความฝันนั้น.
(Modern neurobiology maps
this process. Brain scans light up tracking the chemical and electrical signals
flashing across synapses during REM sleep1. The Upanishads2
investigate a different problem. They are not looking for the biological
mechanism of sleep, but for the science of the spirit trying to isolate the
entity that experiences the dream.)
1 REM
Sleep (Rapid Eye Movement) คือ ช่วงการนอนหลับที่มีการเคลื่อนไหวของดวงตาอย่างรวดเร็วใต้เปลือกตา
โดยเป็นระยะที่สมองทำงานอย่างตื่นตัวและมักจะเกิดอาการฝัน
ลักษณะสำคัญของ
REM
Sleep
- ดวงตาขยับ:
ลูกตาเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วใต้เปลือกตาที่ปิดอยู่
- สมองทำงานมาก:
คลื่นสมองมีความถี่สูงคล้ายกับตอนที่เราตื่นนอน
- กล้ามเนื้อหยุดนิ่ง:
ร่างกายจะบล็อกการทำงานของกล้ามเนื้อชั่วคราวเพื่อไม่ให้เราขยับตามความฝัน
2 อุปนิษัท
คือ คัมภีร์โบราณทางปรัชญาและจิตวิญญาณของศาสนาฮินดู
ที่ถือเป็นส่วนสุดท้ายของวรรณกรรมพระเวท หรือที่เรียกว่า "เวทานตะ" (ความรู้ส่วนสุดท้ายของพระเวท)
โดยคำว่า "อุปนิษัท" หมายถึง การนั่งลงใกล้ๆ
เพื่อรับฟังคำสอนความจริงจากอาจารย์
ความหมายและที่มา
- แปลว่า
การนั่งใกล้ๆ : ศิษย์นั่งใกล้ครูเพื่อฟังความลับทางธรรม
- เป็นส่วนท้ายของพระเวท
: เน้นเรื่องปัญญาและความรู้แจ้ง มากกว่าพิธีกรรม
หลักคำสอนสำคัญ
- พรหม
(Brahman) : สัจธรรมหรือความจริงสูงสุดของจักรวาล
- อาตมัน
(Atman) : ดวงวิญญาณหรือตัวตนที่แท้จริงของมนุษย์
- เป้าหมายสูงสุดคือการตระหนักว่าอาตมันกับพรหมเป็นหนึ่งเดียวกัน
เพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
ในการมองที่ผ่านมาของเรายัง
มัณฑุกายะ อุปนิษัท, เราได้ระเบิดขั้นแรกของสภาวะจิตสำนึกออกมา,
สภาวะการทำงาน, ที่ได้ถูกวิศวการที่จะนำทางไปในโลกกายภาพ. ข้อมูลประสาทสัมผัสหยุดไหลเข้ามา
ซึ่งทำให้เกิดปัญหาทางตรรกะเกี่ยวกับธรรมชาติของการรับรู้.
ปราศจากดวงอาทิตย์ภายนอกที่จะส่องสว่างหนทาง และโดยปราศจากวัตถุทั้งหลายทางกายภาพที่จะมองดู,
การสืบสวนทั้งหลายหันกลับมายังกลไกข้างในไปเลยทั้งหมดของการที่ว่าเรารับรู้อย่างไรต่อสิ่งใด.
(In our previous look at
the Mandukya Upanishad3, we
exploded the first of state consciousness, the waking state, which is
engineered to navigate the physical world. Sleep removes that physical world.
The sensory data stops flowing in creating a logical problem for the nature of
perception. Without an external sun to light the way and without physical
objects to look at, the investigation turns toward the internal mechanics of
how we perceive anything at all.)
3
https://en.wikipedia.org/wiki/Mandukya_Upanishad
สิ่งนี้ทำให้สภาวะความฝันเป็นพื้นที่ทดสอบ
ที่ซึ่งเราสามารถสังเกตถึงจิตสำนึกมนุษย์กำลังปฏิบัติการ โดยปราศจากข้อมูลภายนอกป้อนเข้ามา.
มัณฑุกายะ อุปนิษัท นิยาม/ระบุว่าอาณาเขตที่ถูกตัดขาดนี้ว่าเป็นเสี้ยวที่สองของอัตตา/ตัวตน,
สภาวะฝัน. การแปลข้อความนี้กำหนดให้สภาวะนี้เรียกว่า ไตชสะ
(Taijasa), ผู้สว่างเจิดจ้า. ชื่อตรงตามความหมายนั้นๆ.
ในเมื่อไม่มีดวงอาทิตย์, ดวงจันทร์, หรือฏคมไฟอยู่ในจิตที่หลับนั้น, อัตตา/ตัวตนก็ผลิตสร้างความเรืองรองสุกใสของตัวมันเองขึ้น.
มันกลายเป็นแหล่งกำเนิดจองแสงสว่างของตัวมันเอง.
(This makes the dream state a
testing ground where we can observe human consciousness operating without
external inputs. The Mandukya Upanishad defines this isolated realm as the
second quarter of the self, the state of dream. This translation of the text
designates this state as Taijasa4, the brilliant
one. The name is literal. Since there is no sun, moon, or lamp inside the
sleeping mind, the self generates its own radiance. It becomes its own source
of illumination.)
4 Taijasa
(ไทชะ หรือ ไตชัส) เป็นภาษาสันสกฤต หมายถึง ผู้มีความสว่าง, ผู้มีประกายเจิดจ้า หรือจิตในสภาวะฝัน
ความหมายหลักในปรัชญาอินเดีย
- สภาวะจิตแห่งความฝัน:
เป็นชื่อเรียกสภาวะจิตของมนุษย์ในขณะที่กำลังนอนหลับและฝัน (Dream
state) ซึ่งรับรู้สิ่งต่างๆ ภายในจิตใจ
- ความสว่างหรือพลังงาน:
รากศัพท์มาจากคำว่า Tejas ที่แปลว่า
แสงสว่าง ความร้อน หรือความรุ่งเรือง
- กายทิพย์หรือกายละเอียด:
ในคัมภีร์อุปนิษัทและศาสนาเชน หมายถึง จิตวิญญาณภายในหรือกายเนื้อละเอียด (Subtle
body) ที่อยู่เบื้องหลังสภาวะตื่นและฝัน
สิ่งนี้สร้างสรรค์สภาวะการรับรู้จิตสำนึกภายในตน.
พลังแห่งการรับรู้ถอนตัวออกจากผัสสะทางกาย และถอยกลับเข้าสู่พื้นที่ภายในจิตใจ.
เครื่องมือผัสสะทั้งหลายของจิต, 19 ทวาร, หยุดการและเล็มพื้นทผิวทางกายภาพ.
แทนที่การทำเช่นนั้น, พวกเขาได้เริ่มต้นบริโภคสิ่งประณีตทั้งหลาย, ความทรงจำทั้งหลาย,
ความหวาดกลัวที่ถูกกดดัน, และความปรารถนาที่ไม่ถูกเติมเต็ม. เมื่อแสงสว่างจากภายนอกหายไป,
จิตก็ปรับทิศทางพลังงานที่ตามปกติได้ใช้ไปกับการนำทางกายภาพมาสู่ส่องสว่างในภูมิทัศน์ภายในของมันเอง. (This creates an inward-facing consciousness.
The cognitive powers pull away from the physical sense and retreat into the
space within the heart. The sensory instruments of the mind, the 19 mouths,
stop grazing on physical terrain. Instead, they begin consuming refined things,
memories, suppressed fears, and unfulfilled desires. When the external light
vanishes, the mind redirects the energy usually spent on physical navigation to
illuminate its internal landscape.)
ตามคัมภีร์พริหาฑารานิยกะ อุปนิษัท ผู้สังเกตการณ์ที่อยู่ที่ว่างนี้,
ไม่มีพาหนะทางกายภาพ, ไม่มีถนนทั้งหลาย, และไม่มีแม่น้ำทั้งหลาย. ผู้ฝัน ผู้ฝันหยิบเอาวัตถุดิบดิบจากโลกแห่งความจริงยามตื่นมา
แล้วฉีกทึ้งมันเป็นชิ้นๆ, และก่อสร้างพวกมันอีกครั้งจากชิ้นเล็กชิ้นน้อยเหล่านั้น.
คัมภีร์ได้ให้คำนิยามการกระทำนี้โดยตรง. เขาได้สร้างสรรค์ขึ้นมาให้ตนเองในความรื่นรมย์,
ความพึงพอใจ, และความปีติยินดีของผู้สร้าง. สิ่งนี้ทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวมันเองขึ้นมา.
(The Brihadaranyaka Upanishad5
observers
that in this space, there are no physical carriages, no roads, and no rivers.
The dreamer takes the raw materials of the waking world, tears them apart, and
builds them again from scratch. The text defines this action directly. He
creates for himself joys, pleasures, and delights, for he is a creator. This
raises a paradox.
5 พฤหทารัณยกอุปนิษัท
(Brihadaranyaka Upanishad) คือหนึ่งในคัมภีร์อุปนิษัทที่เก่าแก่ ใหญ่ที่สุด
และมีความสำคัญมากที่สุดในศาสนาพราหมณ์-ฮินดู จัดเป็นคัมภีร์ประเภทศรุติ
(สิ่งที่ได้ยินได้ฟังมา) ที่อยู่ในสังกัดศุกละ ยชุรเวท (Shukla Yajur Veda)
ชื่อนี้แปลว่า "คัมภีร์ป่าใหญ่" (Great Forest
Book)
เนื้อหาสำคัญ
- อาตมันกับพราหมณ์:
สอนเรื่องความจริงสูงสุดสากลหรือ พราหมณ์ (Brahman) และตัวตนที่แท้จริงภายในหรือ อาตมัน (Atman) ว่าเป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาอไทวตเวทานตะ (Advaita
Vedanta)
- โศลกอมตะ:
เป็นแหล่งที่มาของบทสวดสันติมนต์อันโด่งดังอย่าง Asato
ma sad gamaya (ขอจงนำเราจากความหลงสู่ความจริง)
- โครงสร้าง:
แบ่งออกเป็น 6 บทใหญ่ (Adhyayas) ครอบคลุมเรื่องการสร้างจักรวาล
ทฤษฎีความฝัน วิญญาณ และหลักจริยธรรม
ดังที่นักปรัชญาสังฆกราจารย์ได้ชี้ว่า,
ถ้าจิตนั้นควบคุมการสร้างสรรค์ของมันเอง, ทำไมมันถึงได้เขียนบทเป็นฝันร้ายด้วยหรือ?
คำอธิบายนี้คลี่คลายปัญหานี้โดยการแบ่งแยกจิตไปเป็นแรงกำลังทั้งหลายซึ่งแตกต่างกัน.
การตีความความฝันคือ เรื่องราวของความฝันถูกกระตุ้นโดยความประทับใจในอดีตและแนวโน้มที่ซ่อนอยู่ภายใน,
คือ วาสนา, สิ่งเหล่านี้เป็นตัวกำหนดเรื่องราวต่างๆ
ไม่ว่าจะน่ากลัวเพียงใดก็ตาม
และที่ดำเนินคู่ขนานไปกับความรู้สึกประทับใจเหล่านั้นก็คือจิตสำนึกอันบริสุทธิ์,
คือเจตนา. (As the
philosopher Shankaracharya6
points
out, if the mind controls its own creation, why would it write a nightmare? The
commentary resolves this by separating the mind into different forces. The
dream’s narrative is instigated by past impressions and laten tendencies, the
vasanas, these dictate the plots, no matter how terrifying. Running parallel to
those impressions is pure consciousness, or chetana.)
6 ศังกราจารย์
หรือ อาทิศังกราจารย์ (Adi Shankaracharya) คือ นักปรัชญาและนักบวชชาวอินเดียคนสำคัญ
ผู้ฟื้นฟูศาสนาพราหมณ์-ฮินดูและก่อตั้งสำนักปรัชญาอไทวตะ เวทันตะ (Advaita
Vedanta) ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5-8
ประวัติและตัวตน
- เกิดที่หมู่บ้านกาลฑี
แคว้นเกรละ ทางใต้ของอินเดีย
- เป็นนักบวชผู้เดินทางไปทั่วอินเดียเพื่อโต้วาทีและเผยแพร่คำสอน
- ตั้งอารามสำคัญ
4
แห่ง (มัฐ) ไว้ใน 4 ภูมิภาคของอินเดีย
นี้เป็นแสงสว่างที่สร้างชีวิตชีวาให้กะบบทที่เขียน,
พลิกเปลี่ยนความหวาดกลัวเชิงนามธรรมไปเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสรับรู้ได้จริง. เพราะว่าการแยกจากกันนี้,
จิตได้เล่นในสองบทบาททันที. มันคืออาคารที่สถาปนิกออกแบบเป็นบ้านผีสิงและมันเป็นผู้ถูกจับขังตัวไว้กำลังวิ่งตื่นตระหนกผ่านห้องโถงของมัน.
ความสามารถในการสร้างความเป็นจริงอันแจ่มชัดขึ้นมาจากความว่างเปล่านี้
แสดงให้เห็นถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ภายในของจิตใจ, ปฏิบัติหการโดยปราศจากวัตถุดิบภายนอกใดๆ.
(This is the light that enlivens
the script, turning an abstract fear into a visceral experience. Because of
this split, the mind plays two roles at once. It is the architect building a
haunted house, and it is the terrified captive running through its halls. This
capacity to generate a vivid reality from nothing demonstrates the mind’s
internal creative agency, operating without any external raw materials.)
ความจริงของความฝันแสดงให้เห็นว่าจิตสำนึกทำงานเป็นอิสระจากข้อมูลทางกายภาพ.
คัมภีร์อุปนิษัท ถือเอาว่าความฝันเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์.
เพราะว่าประสบการณ์นั้นสามารถแยกออกจากร่างเนื้อทางกายภาพได้และทำหน้าที่ของตนต่อไป,
ข้อสรุปที่ตามมาถัดไปก็คือจิตสำนึกมีความเป็นอิสระ. (The reality of dreams
demonstrates that consciousness operates independently of physical data. The
Upanishads treat dreams as empirical evidence. Because the experiencer can
detach from the physical body and continue to function, the next conclude that
consciousness is independent.)
ตามคัมภีร์พริหาฑารานิยกะ
อุปนิษัท เรียกสภาวะนี้ว่า สนธยา, สถานที่ประชุมกันระหว่างโลกที่ตื่นอยู่กับการหลับลึก.
คัมภีร์นั้นได้เปรียบเทียบว่า ผู้หลับเป็นเหมือนยปลาตัวหนึ่งที่ว่ายอยู่ระหว่างสองฝั่งแม่น้ำ,
ว่ายจากอาณาจักรที่ตื่นอยู่ไปยังฝั่งอันห่างไกลและหวนกลับมาอีก. (The Brihadaranyaka calls this
state Sandhya7, a
meeting place between the waking world and deep sleep. The text compares the
sleeper to a fish moving between two riverbanks, swimming from the waking realm
to the farther shore and back again.)
7 Sandhya
(สันธยา) เป็นคำในภาษาสันสกฤตและภาษาฮินดี
แปลว่า "พลบค่ำ" "สนธยา" หรือ
"จุดเชื่อมต่อระหว่างช่วงเวลา"
(เช่น ช่วงเวลาระหว่างกลางวันกับกลางคืน)
โดยคำนี้ถูกนำไปใช้ในหลายบริบทที่สำคัญ ดังนี้ครับ
1. บริบททางศาสนาและพิธีกรรมฮินดู
- Sandhya
Vandanam: พิธีกรรมสวดมนต์และทำสมาธิโบราณของชาวฮินดู
ทำเป็นประจำ 3 เวลาต่อวัน คือ ช่วงรุ่งเช้า เที่ยงวัน
และพลบค่ำ เพื่อบูชาพระอาทิตย์และสวดบทสวดพระแม่กายาตรี
- Bhajan
Sandhya: กิจกรรมรวมตัวกันในตอนเย็นเพื่อร้องเพลงภักติ
(เพลงสวดสรรเสริญพระผู้เป็นเจ้า)
ร่างกายทางกายภาพถูกทิ้งไว้เบื้องหลังรังตาข่ายที่ตำกว่า,
ถูกพิทักษ์ไว้ด้วยลมหายใจ, ในขณะที่จิตสำนึกอันไร้ศีลธรรม, ห่านทองคำผู้โดดเดี่ยว,
ท่องไปอยู่ข้างนอก, เดินทางยังที่ทั้งหลายสูงและต่ำ. ความสารถภายในที่จะมองเห็น,
ที่จะรู้สึก, และที่จะรู้ ก็ยังคงอยู่ครบถ้วนไม่ได้รับความเสียหาย,
เป็นอิสระจากร่างกายนั้นและดวงอาทิตย์กายภาพ. แต่ถ้าอัตตา/ตัวตนนั้นเป็นผู้ล้ำเลิศส่องสว่างเรืองรองความฝันทั้งหลายของเรา.
แสงนั้นหายไปไหนเมื่อเราหลับสนิทโดยไม่มีความฝัน? (The
physical body is left behind like a lower nest, guarded by the breath, while
the immoral consciousness, the solitary golden goose, roams outside, traveling
to places high and low. The inner capacity to see, to feel, and to know remains
completely intact, independent of the body and the physical sun. But if the
self is the brilliant one illuminating our dreams. What happens to that light
when we slip into dreamless sleep?)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น