หน้าเว็บ

วันอาทิตย์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ – พุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาเดียวเท่านั้นที่เป็นวิทยาศาสตร์

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ – พุทธศาสนา เป็นเพียงศาสนาเดียวเท่านั้นที่เป็นวิทยาศาสตร์

Albert Einstein: Buddhism is the only SCIENTIFIC Religion

          https://youtu.be/BWNunpr3rkk?si=ankCBpywMJLatTNU

บทนำ(Intro)

          อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์: พระพุทธเจ้าได้ค้นพบอะไรที่เจาได้เสาะหาอยู่. ไอน์สไตน์เป็นนักฟิสิกส์ระดับอัจฉริยะ, รู้จักกันในการประวัติวงการด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของเขา และพระพุทธเจ้าคือผู้นำทางจิตวิญญาณที่บรรลุแจ้ง/ตรัสรู้ ซึ่งการสอนของท่านได้เป็นแรงดาลใจให้กับคนหลายล้าน. มองคราแรกเผินๆคุณอาจคิดว่าเขาทั้งสองไม่มีอะไรที่เหมือนกันเลย, แต่เกาะจับอะไรไว้ให้แน่น, เพราะเรากำลังจะเปิดเผยการเชื่อมต่ออันน่าตื่นใจที่จะทิ้งคุณให้อยู่ในความตื่นตระหนก. ผมเป็นผู้ที่ไม่เคร่งในศาสนาใด. อย่างไรก็ตาม, พุทธศาสนาเป็นเพียงศาสนาเดียวเท่านั้นที่สามารถ “ตอบสนองความสงสัยทางวิทยาศาสตร์ร่วมสมัยได้อย่างมีประสิทธิผล” - อัลเบิร์ต ไอนสไตน์พูดไว้.  (Albert Einstein: The Buddha found what he was searching for. Einstein the genius physicist, known for his groundbreaking theories on relativity and Buddha the enlightened spiritual leader whose teachings have inspired Millions. At first glance you might think they have nothing in common, but hold on tight because we’re about to uncover a mind-bending connection that will leave you in awe. I am a devout non-believer in religion. However, Buddhism is the only religion that could effectively address the demands of contemporary science, Albert Einstein.)

พุทธศาสนา, ลัทธิศาสน์ทางจิตวิญญาณ และปรัชญาแห่งชีวิต (Buddhism, a Spiritual Religion and a Philosophy of Life)

พุทธศาสนามีอะไรทั้งหมดที่ทำให้เป็นลัทธิศาสน์ซึ่งจะถูกฝึกปฏิบัติได้โดยผู้คนทั่วไปในอนาคต. ได้ถูกค้นพบอยู่กับความรู้สึกทางความเชื่อที่ผุดอุบัติขึ้นจากประสบการณ์ของสรรพสิ่งทั้งหลายทางธรรมชาติและทางจิตวิญญาณ. ด้วยการที่มีความหมายทั้งหลายเฉพาะเป็นหนึ่งเดียว. เป็นศาสนาที่ได้ก้าวข้ามตวามคิดที่ว่าพระเจ้าเป็นบุคคล และเป็นศาสนาที่หลีกพ้นลัทธิพิธีกรรมและเทววิทยาที่กำหนดบังคับยึดถือตายตัว.   (Buddhism has all the makings of a religion that will be practiced by all people in the future. It is founded on a religious feeling that emerges from the experience of all things natural and spiritual. As a meaningful Unity. It transcends the idea of a personal God and avoids dogma and theology.)

พุทธศาสนายังได้โอบรับทั้งโลกทางธรรมชาติและโลกทางจิตวิญญาณ. “ถ้าจะมีลัทธิศาสน์ใดที่สามารถตอบสนองความสงสัยจำเป็นต้องการขอวิทยาศาสตร์ยุคใหม่นี้ได้ ก็จะเป็นศาสนาพุทธนี้เอง.”  (It also embraces both the natural and spiritual worlds. “If there is any religion that could correspond to the needs of modern science it would be Buddhism.” – Albert Einstein.)

พุทธศาสนาไม่ได้เป็นเพียงลัทธิศาสน์/ความเชื่อทางจิตวิญญาณเท่านั้น ในมุมมองของไอน์สไตน์. พุทธศาสนายังเป็นปรัชญาของชีวิต. มุมมองเชิงองค์รวมของจักรวาลและมนุษยชาติ ที่ได้แสดงสาธิตให้เห็นถึงการดำรงอยู่ร่วมกันทางจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์. เขา(ไอน์สไตน์)ได้รู้สึกว่าพุทธศาสนาได้ให้ทัศนคติที่ยืดหยุ่น, จัดหาประตูทั้งหลายไปสู่ความเข้าใจอันลึกซึ้งต่อิธรรมชาติของจักรวาล และตำแหน่งแห่งหนของเราภายในจักรวาลนั้น. ในโลกที่ได้ถูกปกครองโดยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เพิ่มมากขึ้น. อะไรที่จิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์ ได้มีความพ้องต้องกันหรือ?  นเพียง็(Buddhism was not only a spiritual religion in Einstein’s view. It also a philosophy of life. A holistic view of the Cosmos and Humanity that demonstrated the coexistence of spirituality and science. He felt that Buddhism gives a flexible attitude, providing doors to profound understanding of the nature of the universe and our place within it. In a world increasingly ruled by technological and scientific advancements. What do spirituality and science have in common?)

ชีวิตของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ (The Life of Albert Einstein)

          ด้วยทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไปของเขา, อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์เป็นผู้มั่นคงแน่วแน่เป็นลายน้ำพิมพ์ติดอยู่ในประวัติศาสตร์มนุษย์ และได้เปิดศักราชนำมาซึ่งยุคใหม่ของความรู้ความเข้าใจของจักรวาลยุคใหม่. เขาได้ค้นพบว่าอวกาศและเวลาไม่ได้เป็นแนวคิดที่แยกออกจากกัน แต่ได้ถูกเกี่ยวพันและพึ่งพาต่อกันแปรผันไปตามตำแหน่งของผู้สังเกตการณ์และความเร็ว. โพ้นเลยไปจากสมการ E = mc2 สร้างความโต้แย้งอย่างแข็งแรงในเรื่อง ความเป็นหนึ่งเดียวกัน/เอกภาวะของสสารและพลังงาน ที่คือความก้าวหน้าในองค์ความรู้ด้านฟิสิกส์.   (With his general theory of relativity, Albert Einstein unwavering figure in scientific history marked a water shed in human history and ushered in a new era in our comprehension of the Cosmos.  He found that Space and Time are not distinct concepts but rather are entwined and vary depending on the observer’s position and speed. Beyond just a formula the equation E = mc2makes a strong argument for the unity of matter and energy which advances the discipline of physics.)

แต่ไอน์สไตน์เป็นมากกว่าแค่นักค้นคว้าวิจัยเท่านั้น เขาเป็นนักปรัชญาและนักคิดอันปราดเปรื่อง ผู้ก้าวโพ้นเลยจากขอบเขตของทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่จะค้นหาหนทางในการประนีประนอมเข้าด้วยกันของ ปรัชญา, วิทยาศาสตร์และศาสนา. ความเข้าใจของเขาในเรื่องศาสนานั้นได้สะท้อนถึงชีวอัตตาซึ่งเขาได้เสาะหามาอย่างสม่ำเสมอ. ความงดงามและสัจจะ. ค่อนข้างเป็นมากกว่าการศรัทธาอย่างขาดสติ แต่ค่อนข้างเป็นความเคารพนับถือเชิงลึกต่อความเป็นระเบียบและความน่าอัศจรรย์ของจักรวาล(But Einstein was more than a mere researcher in addition he was a brilliant philosopher and thinker who went beyond the bounds of scientific theory to find a way to reconcile philosophy science and religion. His understanding of religion reflected a soul that was constantly seeking, Beauty and Truth. Rather than a Mindless Faith but rather a deep respect for the order and wonder of the universe.)

เราะว่าความสามารถของเขาที่จะสร้างสะพานเชื่อมวิทยาศาสตร์, ปรัชญา และศาสนา, ไอน์สไตน์ได้กลายเป็นตัวแทนการสำรวจอันไม่มีที่สิ้นสุดและการแสวงหาซึ่งความรู้ในเรื่องจักรวาล. ความลี้ลับในธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่เป็นที่เข้าใจของมนุษยชาติ, พระพุทธเจ้าได้ประทานบทเรียน(ธรรมะ)อันละเอียดลึกซึ้ง ที่ช่วยให้มนุษย์ได้สำรวจตรวจค้นความสามารถอันไร้ขอบเขตจำกัดของจิต ซึ่งได้เปลี่ยนหันนำไปสู่ความรู้ความเข้าใจอันประณีตลึกซึ้งของโลกภายนอก และในที่สุด, อิสรภาพจากวัฎสงสาร/วงจรอันไม่รู้จักจบสิ้นของการเกิดอีก. สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ ในขณะที่ไอน์สไตน์ได้มองที่ภายนอกเพื่อหาทางออกทั้งหลายต่อปริศนานี้ของโลกภายนอก.  (Because of his ability to bridge science, philosophy and religion, Einstein came to represent endless inquiry and the quest for knowledge of the universe. All nature’s mystery is un-understand by Humanity the Buddha imparted to humanity a profound lesson that allowed one to completely explore the mind’s limitless capacity which in turn led to a profound comprehension of the outside world and in the end, to freedom from the Neverending Cycle of Reincarnation. The distinction is that whereas Einstein looked outward for solutions to the puzzles of the outside world.)

พระพุทธเจ้าได้เพ่งสนใจไปที่การเข้าถึงภายในในการบรรลุความรู้แจ้งผ่านภูมิปัญญาของผู้สังเกตการณ์ภายนอก และความคิดอย่างจริงใจจริง. พระพุทธเจ้าทรงยืนกรานว่า ข้อมูล(ที่ถูกต้อง)นั้นควรที่จะถูกยอมรับได้อย่างปราศจากคำถาม ท่านได้ผลักดันให้เปิดใจกว้างในการตรวจสอบอย่างปราศจากอคติ ตั้งอย่าบนพื้นฐานการได้ข้อมูลอย่างครบถ้วนและการยอมรับประสบการณ์ตรงเท่านั้นซึ่งได้ถูกแสดงให้เห็นประจักษ์ว่าเป็นความสัจจริง. พระพุทธเจ้าทรงบรรลุความรู้แจ้งด้วยตนเอง โดยผ่ากระบวนการ/หนทางเช่นนี้. (The Buddha focused inward approaching Enlightenment via Observation Wisdom and sincere thinking. While Einstein and the Buddha both approached their work with a scientific mindset. The Buddha was adamant that information ought to be accepted without question. He pushed for open-minded verification based on IC and firsthand experience accepting only that which has been demonstrated to be true. The Buddha attained the profound wisdom he sought via this way.)

มุมมองทางศาสนาของ ไอน์สไตน์ (Einstein’s Religious Views)

ไอน์สไตน์ เน้นย้ำในคุณค่าทางจริยธรรมและความซื่อสัตย์ของผู้คน แต่เขาคิดว่าความหวาดกลัวหรือการคาดการณ์ว่าจะถูกลงทัณฑ์จากพระเจ้า หรือแรงกำลังอะไรอื่นนั้นไม่ควรจะเป็นรากฐานของจริยธรรม. เขาได้ประกาศว่าจริยธรรมทั้งหลายของมนุษย์ไม่ได้จำเป็นต้องการพื้นฐานเทววิยา/หลักข้อบังคับทางศาสนา มากกว่าไหกว่าการที่พวกเขาตั้งอยู่ในพื้นฐานความเมตตากรุณา ความรู้ และภาระหน้าที่ทั้งหลายทางสังคม.   (Einstein highlighted the value of morality and honesty in people but he thought that fear or the prospect of punishment from God or any other force should not be the foundation of morality. He declared human ethnics do not require a theological basis rather they should be grounded in compassion knowledge and social obligations.)

มันเป็นเรื่องหดหู่ใจที่จะคิดว่าสิ่งเดียวเท่านั้นในการยึดเหนี่ยวผู้คนไว้คือการหวังข้างหน้าต่อรางวัลภายหลังการตาย และการหวาดกลัวว่าจะได้รับการลงทัณฑ์. มนุษยชาติช่างเป็นเผ่าพันธุ์ที่น่าสมเพชยิ่ง ถ้าหากเหตุผลหลักที่จะทำดี คือความหวาดกลัวที่จะถูกลงโทษ หรือการอยากได้รับรางวัลทั้งลาย -  อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, ศาสนาและวิทยาศาสตร์,นิตยสาร นิวยอร์ค ไทมส์,  9 พฤศจิกายน, 1930.  (It is depressing to think that the only things holding people back are hope for rewards after death and fear of punishment. Humanity is a wretched species if the main reason for its goodness is its fear of punishment and desire for rewards. Albert Einstein, ‘religion and science’, New York Times magazine, November 9th, 1930.)

ถึงแม้ว่าไอน์สไตน์จะปฏิเสธความคิดในเรื่องพระเจ้ามีตัวตน, เขาก็ไม่สามารถที่จะอธิบายถึงเรื่องการสร้างสรรค์จักรวาลที่มีกฏระเบียบและอลังหการนี้ได้. เขาได้บอกไว้มากว่า, “ผมไม่เคยปฏิเสธเลยว่าผมไม่ได้เชื่อในเรื่องพระเจ้ามีตัวตน ผมได้เพียงแต่ทำสิ่งนี้ให้ปรากฏ. ถ้ามีสิ่งใดเชิงศาสนาเกี่ยวกับผม มันคือความชื่นชมอย่างสุดซึ้งสำหรับโครงสร้างของโลกตราบไกลเท่าที่วิทยาศาสตร์จะยินยอมมันที่จะไม่ปิดตัวมันเองมากไปกว่าพระเจ้าผู้ห่วงใยเกี่ยวกับการตัดสินใจและการกระทำของผู้คน. ผมเชื่อในพระเจ้าของสปิโนซา ผู้ซึ่งทำตนเองให้เป็นที่รู้จักในเรื่อง กฏระเบียบของสรรพสิ่งทั้งหลายอันสอดประสานกลมกลืนกัน.” อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, 1954.   (Although Einstein rejected the idea of a personal God, he was unable to explain the universe’s orderly and elegant creation. He said as much, ‘I have never disputed that I do not believe in a personal God I have only made this apparent. If there is anything religious about me it is an unbridled appreciation for the world’s structure as far as science will allow it to disclose itself rather than a God who cares about the decisions and deeds of people. I believe in Spinoza’s God who makes himself known in the harmonious Order of Things, Albert Einstein, 1954.)

พระเจ้าไม่ใช่อะไรอื่นใดนอกจากธรรมชาติ นั่นคืออะไรที่คือพระเจ้าของสปิโนซา ดังที่ไอน์สไตน์ได้เอ่ยถึงไว้, นักปรัชญาชาวดัทช์, สปิโนซาอ้างว่าพระเจ้านั้นไม่ได้เป็นอะไรอื่นมากไปกว่า สสาร, พลังงาน, อะตอม, โมเลกุล, ชีวิต, ความคิด, สังคมปัจเจกบุคคลทั้งหลาย, กาแล๊กซี่ และบางทีกระทั่งจักรวาลจำนวนมากมายทั้งหลายนั้นคือ ทั้งหมดเป็นการสำแดงปรากฏในจักรวาลของสปิโนซา แต่ไม่เป็นอะไรอื่นเลย ไม่แม้กระทั่งปรากฏการณ์ทางจิตวิญญาณ หรือปรากฏการณ์อื่นโพ้นเลยความรู้ความเข้าใจของเราในปัจจุบันดำรงอยู่นอกเหนือไปจากธรรมชาติ.   (God is nothing but nature what is the God of Spinoza as mentioned by Einstein, the Dutch philosopher, Spinoza claimed that God is nothing more than nature matter, energy, atoms,  molecules, life, thought, individuals societies, galaxies and maybe even numerous universes are all present in Spinoza universe but nothing not even spiritual phenomena of or other phenomena beyond our current comprehension exists outside of nature.)

พวกเขานั้นเป็นบทหนึ่งของธรรมชาติถ้าพวกเขาดำรงอยู่. พุทธศาสนาถือว่าจักรวาลได้ถูกปกครองโดย 5 กฎธรรมชาติ หรือ 5 นิยาม ว่าอันไหนเป็นอะไรที่คือสาเหตุทำให้ทุกสิ่งอุบัติบังเกิดขึ้น. การกระทำทั้งหลายหรือกรรมเป็นแค่เพียงหนึ่งในองค์ประกอบเหล่านั้น. แรงกำลังทั้งหลายที่เปลี่ยนย้ายจำนวนมากมายได้นำไปสู่สภาวะปัจจุบันของกิจกรรมทั้งหลาย. ทุกสรรพสิ่งดำรงอยู่ในอากัปกิริยาที่มันได้ทำไปตามเหตุและเหตุปัจจัยส่งผลปรากฏออกมา. (They are a chapter of nature if they exist. Buddhism holds that the cosmos is governed by five natural rules or the five Niyamas1 which are what cause everything to occur. Actions or Karma is merely one of those components. Numerous shifting forces have led to the current state of affairs. Everything exists in the manner that it does for a reason.)

1 นิยาม 5 (The Five Niyamas) ในทางพระพุทธศาสนา หมายถึง กฎธรรมชาติ หรือ ความเป็นไปอันมีระเบียบแน่นอนของธรรมชาติ 5 ประการ ที่ควบคุมและอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ ในจักรวาล ไม่ว่าจะเป็นวัตถุ สิ่งมีชีวิต หรือจิตใจ โดยไม่ได้เป็นกฎที่ตั้งขึ้นโดยเทวดาหรือพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นกฎแห่งเหตุผลที่เกิดขึ้นเองตามธรรมดา [1, 2]

นิยาม 5 ประการ มีดังนี้:

1.       อุตุนิยาม (Physical/Seasonal Laws): กฎธรรมชาติเกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางกายภาพ ดินฟ้าอากาศ อุณหภูมิ และสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนฤดูกาล การเกิดฝนตก แผ่นดินไหว หรือการสลายตัวของวัตถุ

2.       พีชนิยาม (Biological Laws): กฎธรรมชาติที่เกี่ยวกับพันธุกรรม การสืบพันธุ์ และชีววิทยา เช่น “ปลูกพืชชนิดใด ย่อมได้ผลเป็นพืชชนิดนั้น” การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก

3.       จิตตนิยาม (Psychic Laws): กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการทำงานของจิต กระบวนการรับรู้อารมณ์ และกลไกของจิตใจ เช่น การเกิดดับของจิต การทำงานของเจตสิก (ความรู้สึกที่ประกอบกับจิต)

4.       กรรมนิยาม (Karmic Laws/Action Laws): กฎแห่งกรรม คือกฎแห่งการกระทำและผลของการกระทำ ซึ่งประกอบด้วยความตั้งใจ (เจตนา) ทำดีได้ผลดี ทำชั่วได้ผลชั่ว

5.       ธรรมนิยาม (General Laws/Universal Principles): กฎธรรมชาติทั่วไปที่ครอบคลุมถึงความสัมพันธ์เป็นเหตุเป็นผลของสิ่งทั้งหลาย ความไม่เที่ยง (อนิจจัง) ความเป็นทุกข์ (ทุกขัง) และความไม่มีตัวตน (อนัตตา)

ไอน์สไตน์: ความคิดว่าพระเจ้ามีตัวตนนั้นเป็นความคิดเหมือนเด็ก (Einstein: The Idea of a Personal God is Childlike)

“ผมได้พูดไว้หลายครั้งแล้วว่า ในความคิดเห็นของผม, ความคิดที่ว่าพระเจ้ามีตัวตน/พระเจ้าคือบุคคล คือความคิดเยี่ยงเด็กอันหนึ่ง แต่ผมไม่ได้แบ่งปันเรื่องนี้ร่วมกันกับนักอเทวนิยมมืออาชีพ ที่มุ่งมั่นจะทำการรบกับนักเทวนิยม ซึ่งอย่างกระตือรือร้นเป็นหลักใหญ่อันเกิดจากกระบวนการปลดปล่อยเสรีภาพอันเจ็บปวดจากการถูกปลูกฝังความเชื่อในวัยเยาว์.” ไอน์สไตน์ได้เขียนบันทึกไว้. (‘I have repeatedly said that in my opinion, the idea of a personal God is a childlike one but I do not share the professional atheists fervor for battling theism whose enthusiasm mainly stems from the painful Liberation’ Einstein wrote.)

แถลงการณ์นี้ทำให้มันเป็นหลักฐานได้ว่า แม้ว่าเขาได้ปฏิเสธต่อพระเจ้า แต่ก็ไม่ใช่พวกต่อต้านพระเจ้า. “ผมชอบทัศนคติที่ถ่อมตน ที่ยอมรับมีความรู้ทั้งหลายอันมีข้อจำกัด ของความสามารถในการทำความเข้าใจ/รู้ของเราค่อธรรมชาติทั้งหลายและตัวของเราเอง.”  (This statement makes it very evident that even though he rejected God he was not an atheist. ‘My preference is for a humble attitude that acknowledges the limitations of our cognitive comprehension of the natural world and ourselves.)

ทางสายกลาง (The Middle Way)

          พระพุทธเจ้าได้เป็นที่ตรงข้ามกับสัญญนิยม/ความเชื่อทั่วไปของฮินดูในเรื่องพระเจ้าเป็นผู้สร้างโลกชั่วกาลนาน เช่นเดียวกับที่อยู่ตรงข้ามกับลัทธิวัตถุนิยมในท่ามกลางหมู่เหล่าผู้ที่ไม่ได้เชื่อในเรื่องพระเจ้า, ท่านเป็นนักปรัชญารายแรกที่ปฏิเสธความเห็นที่ว่าชีวอัตตา - the Soul เป็นตัวตนที่ไม่มีความเปลี่ยนแปลง. ไอน์สไตน์ปรากฏออกมาว่าได้สนับสนุนทั้งสองความคิดนี้.  (The Buddha was opposed to the conventional Hindu of God creating the world eternalism as well as materialism among those who do not believe in God, he was the first philosopher to reject the notion that the soul is an unchangeable entity. Einstein appears to have supported both of these ideas.)

ไอน์สไตน์ได้แสดงปรากฏในคำแถลงถ่อมตนก่อนหน้านี้ของเขา ในการยอมรับเรื่องความรู้ที่มีขอบเขตจำกัดของความเชี่ยวชาญของตนเองในการไขปริศนาต่างๆของโลก. เรามาพิจารณากันถึงคำพูดจองไอน์สไตน์ที่ว่า, “มนุษย์คือบทหนึ่งของทั้งปวงที่ถูกเราเรียกกันว่า”จักรวาล,” บทหนึ่งอันถูกจำกัดไว้ด้วยเวลาและอวกาศ.”    (Einstein displayed humility in his prior statement acknowledging the limitations of his expertise in unraveling the world’s mysteries. Let’s consider Einstein’s words. ‘A human being is a chapter of the whole called by us ‘Universe’, a chapter limited in time and space.’)

เจาได้ตระหนักรู้ถึงตนเอง, ความคิดและอารมณ์รู้สึกของเขา แปลกแยกไปจากส่วนอื่นที่เหลือ.ภาพหลอนชนิดหนึ่งของจิตสำนึก. ความเข้าใจผิดนี้เป็นดุจกรงขังสำหรับเรา, จำกัดเราต่อความปรารถนาและความรักพิเศษจำเพาะทั้งหลายต่อผู้ใกล้ชิดไม่กี่ราย. งานของเราต้องเป็นที่จะแตกหักเป็นอิสนะจากคอกขังนี้. โดยการขยายวงล้อมของเราแห่งความเมตตากรุณาให้ครอบคลุมสิ่งมีชีวิตทั้งหมด และความงดงามของธรรมชาติทั้งปวง. ไม่มีใครสวามารถประสบสำเร็จนีได้อย่างสุดยอดสิ้น แต่การพากเพียรเจริญขึ้นเป็นบทหนึ่งของเสรีภาพและรากฐานสำหรับความมีเสถียรภาพภายในของเรา. (He perceives himself his ideas and feelings as distinct from the rest. A type of optical hallucination of consciousness. This fallacy is like a cage for us, limiting us to our particular desires and affection foe a few people close to us. Our job must be to break free from this cage. By broad bring our circle of compassion to include all living species and all of nature’s beauty. Nobody can achieve this totally but striving for it is a chapter of liberty and a foundation for inner stability.)

แนวความคิดนี้สอดคล้องกับคำสอนพุทธศาสนิกชนอันสำคัญในเรื่อง ทางสายกลาง ที่หลีกเลี่ยงความสุดโต่งของลัทธินิรันดรนิยม และลัทธิสุญนิยม. พุทธศาสนาได้เน้นความสัมพันธ์ต่อกันดุจเดียวกันกับคุณค่าของความเมตตากรุณาและความเข้าใจที่โพ้นเลยไปกว่าตัวของตนเอง ด้วยเป้าหมายที่จะบรรลุความหลุดพ้นทางจิตวิญญาณ และการเชื่อมต่ออันยิ่งใหญ่กับจักรวาล.  (This concept is consistent with Buddhist teachings notably the middle way which avoids the extremes of eternalism and nihilism2. It emphasized interconnection as well as the value of compassion and understanding beyond oneself with the goal of achieving spiritual emancipation that offers inner serenity and a greater connection with the universe.)

2 1. Eternalism (นิรันดรนิยม)

  • คำแปล: นิรันดรนิยม หรือ มุมมองแบบกาลเวลาไม่สิ้นสุด
  • ความหมาย: เป็นปรัชญาเกี่ยวกับเวลาที่มองว่า อดีต ปัจจุบัน และอนาคต มีความจริงแท้เท่าเทียมกันและดำรงอยู่พร้อมกันหมด
  • คำอธิบาย: เปรียบเสมือนภาพยนตร์ที่บันทึกไว้แล้วในฟิล์ม ทุกฉาก (อดีต-ปัจจุบัน-อนาคต) มีอยู่จริงในม้วนฟิล์มนั้น เพียงแต่เรา (ผู้สังเกต) กำลังดูไปทีละเฟรมในตำแหน่งปัจจุบันเท่านั้น ซึ่งตรงข้ามกับ Presentism ที่เชื่อว่ามีแค่ปัจจุบันที่เป็นความจริง [1]

   2. Nihilism (สุญนิยม)

  • คำแปล: สุญนิยม (คำว่า "สุญ" แปลว่า ว่างเปล่า)
  • ความหมาย: ปรัชญาที่ปฏิเสธคุณค่า ความหมาย หรือความจริงพื้นฐานของการดำรงอยู่ของมนุษย์
  • คำอธิบาย: เชื่อว่าชีวิตไม่มีความหมาย ไม่มีจุดประสงค์ ไม่มีคุณค่าที่ติดตัวมาแต่กำเนิด ทุกสิ่งไร้ความหมายในตัวเอง
    • Nihilism ในแง่ศีลธรรม: มองว่าไม่มีสิ่งที่ถูกหรือผิดอย่างแท้จริง
    • Nihilism ในแง่การดำรงอยู่: มองว่าการมีชีวิตอยู่ไม่มีความหมายสำคัญอะไร

 

ไอน์สไตน์และพระพุทธเจ้า เข้าใจจักรวาลอย่างไร (How Einstein and Buddha Understand the Universe)

          ไอน์สไตน์, พระพุทธเจ้าและความเข้าใจต่อจักรวาล. “แนวคิดเชิงฟิสิกส์คือการสร้างสรรค์อย่างอิสระทั้งหลายของจิตมนุษย์, และไม่ได้อย่างไรก็ตาม, มันอาจจะแหมือนว่าถูกกำหนดจากโลกภายนอกอย่างเป็นเอกภาวะอย่างชัดเจน.”- ไอนสไตน์. ข้อคิดเห็นจากไอน์สไตน์นี้ได้แสดงออกถึงมุมมองอันลึกซึ้งกับอย่างไรที่ความเข้าใจได้ผลิตข้อมูลข่าวสารขึ้นเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทั้งหลายของเรา.  (Einstein the Buddha and understanding the universe. ‘Physical concepts are free creations of the human mind, and are not however, it may seem uniquely determined by the external world.’ – Einstein. This comment from Einstein expresses a profound perspective on how understand and generate information about our surroundings.)

          เขาอ้างว่าแนวคิดทางฟิสิกส์ทั้งหลายในอย่างไรที่เราระบุและตีความปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ได้ถูกกำหนดแต่เพียงโลกภายนอกเพียงอย่างเดียว เป็นมากกว่าจากผลผลิตทั้งหลายของจิตมนุษย์, พูดได้อรกอย่างว่า, ในขณะที่โลกภายนอกดำรงอยู่อย่างเป็นอิสระและเชื่อฟังกฎทั้งหลายของตัวมันเองในวิถีที่เราตะครุบเอามาและตีความมันผ่านแนวคิดและทฤษฎีเชิงกายภาพ/ฟิสิกส์ทั้งหลาย เป็นการประดิษฐ์ขึ้นมาของเราเองจากพื้นฐานการได้สังเกตการณ์ตามเหตุผลและจินตนาการ. (He claims that physical concepts how we define and interpret natural phenomena are not solely governed by the external environment rather are products of the human mind in other words while the natural world exists independently and obeys its own rules the way we grasp and interpret it through physical conceptions and theories is our own invention based on observation reasoning and imagination.)

          ไอน์สไตน์ได้เน้นย้ำความยืดหยุ่นตัวของวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมเท่าๆกับความสัจจริง ที่ว่าไม่มีวิธีการเดียวหรือคำตอบที่ตายตัวต่อสิ่งใด. สิ่วนี้ได้สร้างสรรค์โอกาสทั้งหลายสำหรับนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ และความก้าวหน้าดังที่นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างทำต่อมา และมีทางเลือกทางทฤษฎีทั้งหลายที่จะสะท้อนโลกธรรมชาติออกมาได้ดีขึ้น สิ่งนี้ได้ย้ำเน้นถึงความจำเป็นอย่างยิ่งของการรู้ว่า ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นั้นไม่ได้สัมบูรณ์สิ้น/ตายตัว.  (Einstein stressed science’s flexibility and innovation as well as the truth that there is no single method or definitive answer to any subject. This creates opportunities for scientific innovation and advancement as scientists build and alter their theories to better reflect the natural world this approach emphasizes the necessity of knowing that scientific knowledge is not absolute.)

          แนวความคิดและสมมติฐานเชิงวิทยาศาสตร์ทั้งหลายได้เป็นความท้าทายอยู่สม่ำเสมอและได้ทบทวนแก้ไขข้อเท็จจริงทั้งหลายและมุมมองใหม่ๆอุบัติขึ้นมาใหม่ๆอย่างน่าจดจำ. พระพุทธเจ้าผู้ซึ่งได้มีชีวิตอยู่เมื่อ 2,500 ปีก่อน, ได้ประกาศความคิดนี้เช่นเดียวกันแต่ในภาษา/หนทางคนละอย่าง. “มโนทัศน์ทั้งหลายอย่างเช่นเหตุและผล, ลำดับจั้นตอน, อะตอม หรือปรมาณูธาตุที่เล็กทั้งหลาย ทั้งหมดล้วนเป็นเพียงจินตนาการและการสำแดงปรากฏของจิตนั้น.”   (Scientific conceptions and hypotheses are constantly challenged and revised as new facts and world views emerge remarkably the Buddha who lived 2,5000 years ago, stated a similar idea albeit in a different way. ‘All notions such as cause-and-effect sequence atoms basic elements are all figments of imagination and manifestations of the mind.’)

พระพุทธเจ้า: “อัตตา/ตัวตน” คือมายาภาพ (The Buddha: The “Self” is an Illusion)

          พระพุทธเจ้า: “อัตตา/ตัวน”นั้น ไม่ใช่แนวคิดที่เป็นเหตุเป็นผล. พระพุทธเจ้าเชื่อว่าแนวความคิดเรื่องตัวตนไม่ใช่เหตุผลได้, อัตตา/ตัวตนเป็นง่ายๆแค่อารมณ์รู้สึก. ดังนั้น, การรู้สึกรับรู้จึงเป็นมายาภาพ และ สัมผัสรู้สึกแห่งอัตตา/ตัวตน คือเป็นอย่างง่ายๆของกิจกรรมทางสมอง. มนุษย์มีชีวิตอยู่ในสภาวะจิตไร้สำนึกดุจฝัน กับการเชื่อในการมีอยู่ของตนเองเป็นเช่นผลลัพธ์ปัจเจกบุคลลทั้งหลาย ซึ่งกลายเป็นอิสระแยกออกมาอยู่กบนแนวความคิดและรูปร่างทั้งหลาย, ไม่ตระหนักรู้ถึงว่าพวกเขากำลังไม่ได้เป็นอะไรที่มากไปกว่ากิจกรรมทางจิต(The Buddha: The “Self” is not a rational concept. The Buddha believes the concept of self is not reasonable the self is simply an emotion. So, awareness is an illusion and ‘The Sensation of Self’ is simply a brain activity. Human live in an unconscious dreamlike condition believing in their own existence as a result individuals become dependent on conceptions and forms, unaware that they are nothing more than mental activity.)

          พระพุทธเจ้าได้ตรัสว่า ความเห็นผิดนั้นจะขัดขวางต่ออิสรภาพของมนุษยชาติ. พระพุทธเจ้าเรียกสิ่งนี้ว่า ความเพิกเฉย/ไม่รู้ หรือ อวิชชา ที่ไอน์สไตน์ให้คำจำกัดความว่าเป็นมายาภาพของจิตสำนึก. แนวทางของพระพุทธเจ้าที่จะช่วยให้เราหนีพ้นไปจากคุกขังนี้ คือการที่จะพัฒนาและทำจิตของเราให้บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ในขณะที่ติดตามไปในวิถีอันชัดแจ้ง, อริยะมรรคมีองค์ 8 และ อริยสัจ 4.   (The Buddha declared that this misperception will impede humanity’s freedom. The Buddha called this Ignorance or Avijja3which Einstein defined as the illusion of Consciousness. The Buddha’s remedy to assist us escape this prison is to develop and purify our minds while following a clear road, the noble eight-fold road and four noble truths.)  

            3https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B2

          วิถีแห่งพระพุทธเจ้าก็ยังประกอบด้วยการแสดงความเมตตากรุณาอย่างไม่มีอคติลำเอียงต่อสัตว์โลกทั้งปวง. ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนนั้น, อุปาทาน ความยึดมั่นถือมั่น และตัณหา -  ความปรารถนา เป็นเหตุแห่งทุกข์ ขณะที่ก็ยังป้องกันการหลบหนีไปจากคุกขังนี้. ตามคำกล่าวของไอน์สไตน์, คุกขังนี้จำกัดขอบเขตความรักของเราและความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดที่สุดของเรา. เขาประกาศว่าความเมตตากรุณานั้นต้องโอบรับต่อสิ่งมีชีวิตทั้งปวง เพื่อที่จะหลบหนีไปจากคุกขังนี้. ความพยายามของไอน์สไตน์ที่จะสำรวจค้นหาความลี้ลับทั้งหลายของโลกนี้ สามารถถูกพบเห็นได้ผ่านประโยคที่เขาพูดว่า, “ความงดงามและประสบการณ์อันละเอียดประณีตที่สุด คือสัมผัสรู้สึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ลี้ลับนั้นเป็นดุจคำตอบของวิทยาศาสตร์แท้จริวงทั้งหมด.” (The Buddha’s path also includes showing unbiased compassion to all beings according to the Buddha, attachment4, desire5 causes suffering while also preventing escape from this prison. According to Einstein, this prison limits our love to our closest relationships. He stated that compassion must embrace all living beings in order to escape this prison. Einstein’s effort to explore the mysteries of the world can be seen through this statement. “The most beautiful and profound experience is the sensation of the mystical. It is the answer of all true science.’)

          4 ในทางพุทธศาสนา คำว่า "Attachment" (ภาษาอังกฤษ) มักแปลตรงกับคำบาลีว่า "อุปาทาน" หรือ "ความยึดติดถือมั่น" ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดทุกข์และความไม่เป็นอิสระของจิตใจ

ความหมายหลักของ Attachment (อุปาทาน)

  • การยึดติดถือมั่น: คืออาการที่จิตเข้าไปรวบรั้ง ยึดเอาสิ่งต่างๆ ว่าเป็นตัวเรา ของเรา
  • ความผูกพัน: ความยึดมั่นต่อสิ่งซึ่งทำให้เกิดเวทนาที่ชอบ (พอใจ) หรือชัง (ไม่พอใจ)
  • การยึดติดในขันธ์ 5: การเห็นว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เป็น "ตัวฉัน" หรือ "ของฉัน" (เช่น ยึดติดในร่างกายนี่คือเรา, ยึดติดในความรู้สึกนี่คือความรู้สึกเรา)

ผลของการมี Attachment (ความยึดติด)

  • ทำให้เกิดทุกข์ (Suffering) เมื่อสิ่งเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไป
  • ขัดขวางการบรรลุธรรม (การปล่อยวาง)
  • ทำให้จิตไม่เป็นอิสระ

การปฏิบัติเพื่อลด Attachment (ความยึดติด)

  • การดูจิต: เห็นว่าจิตไม่ใช่เรา ขันธ์ 5 ไม่ใช่เรา ไม่ยึดถือจิต ก็ไม่ยึดถือขันธ์ 5
  • การ "ไหล" ไม่ใช่ "การยึด" (Mission vs. Attachment): ปฏิบัติหน้าที่ไปตามบทบาทหน้าที่แต่ไม่มีความยึดติดว่าต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้
  • ไม่มีความยึดติดแม้ในชีวิต: การไม่มี Attachment ในสิ่งใด แม้ในชีวิตนี้เอง ก็ไม่ยึดมั่น

5 Desire หรือความปรารถนาในทางพุทธศาสนา ไม่ได้หมายความว่าเป็นสิ่งชั่วร้ายทั้งหมด แต่แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลัก โดยมีข้อสรุปที่สำคัญดังนี้:

  • ตัณหา (Unskillful Desire): คือความยากที่หิวโหย ความทะเยอทะยานที่เกิดจากความโลภ (โลภะ) ความหลง (โมหะ) หรืออยากให้สิ่งต่างๆ เป็นไปตามใจตนเอง ซึ่งจัดเป็นสาเหตุของความทุกข์ (สมุทัย) ตัณหาทำให้ชีวิตวุ่นวายและทำให้เกิดการยึดติด (อุปาทาน)
  • ฉันทะ (Skillful Desire): คือความอยากในทางที่ถูก ความอยากรู้ ความต้องการที่จะทำดี หรือความปรารถนาที่จะพ้นทุกข์ (เช่น อยากศึกษาธรรมะ, อยากปฏิบัติสมาธิ) ซึ่งถือเป็น "แรงจูงใจ" ในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่สาเหตุของความทุกข์

สรุปคือ: พุทธศาสนาสอนให้ละ "ตัณหา" (ความอยากที่ทำให้อยากเกินพอดีและยึดติด) แต่ส่งเสริมให้ใช้ "ฉันทะ" (ความอยากทำความดีและรู้เท่าทันเหตุผล) ในการดำเนินชีวิต

          สำหรับเขาที่มีต่อผู้ที่มีอารมณ์รู้สึกอันแรงกล้านี้, “ผู้ที่ไม่อาจหยุดนิ่งเพื่อชื่นชมความมหัศจรรย์และยืนตระการตา (ด้วยความทึ่ง) ได้อีกต่อไป คนผู้นั้นก็ไม่ต่างอะไรกับคนตาย. การรับรู้ว่าสิ่งซึ่งอยู่เหนือความเข้าใจของเรา (สิ่งที่เราผ่านเข้าไปไม่ได้/หยั่งไม่ถึง) มีอยู่จริง โดยแสดงตัวออกมาในรูปของภูมิปัญญาที่สูงสุดและความงามที่เฉิดฉายที่สุด ซึ่งความสามารถอันโง่เขลาของเราได้เพียงแค่รับรู้ในรูปแบบบุพกาลที่เรียบง่ายที่สุดบองพวกเขา. ตวามรู้และความรู้สึกนี้เป็นศูนย์กลางของศรัทธาศาสนาที่แท้จริง.” - อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์. การอุบัติขึ้นของจิตวิญญาณและวิทยาศาสตร์. (He to whom this emotion is a stranger who can no longer wonder and stand wrapped in awe is as good as dead. To know what is impenetrable to us really exists, manifesting itself as the highest wisdom and the most radiant beauty which are dull faculties can comprehend only in in their primitive forms. This knowledge, this feeling, is at the center of true religiousness – Abert Einstein. The Merging of spirit and science.)

ไอน์สไตน์และพระพุทธเจ้า และความเข้าใจจักรวาล (Einstein and Buddha and understanding the Universe).

          ไอน์สไตน์กล่าวว่า แม้ว่าสติปัญญาของมนุษย์จะมีมหาศาลแต่ปัญญานั้นก็ยังไม่สามารถที่จะรู้เข้าใจได้อย่างสมบูรณ์สิ้นในความลับทั้งหลายอันสุดหยั่งถึงของจักรวาล. เขาไม่เคยได้หยุดการยกย่องชื่นชมต่อความงดงามและเป็นระเบียบกับที่ซึ่งเป็นการปฏิบัติการทั้งหลายของธรรมชาติเลย. เขาได้บรรยายถึงการยอมรับนี้และการเข้าใจดียิ่งขึ้นในฐานะความเลื่อมใสศรัทธาอย่างแท้จริง ในความปฏิสัมพันธ์ชองพระพุทธองค์กับศิษย์ทั้งหลาย, ได้เผยถึงการเข้าถึงนี้เช่นเดียวกัน. เมื่อศิษย์รายหนึ่งถามว่า, “ข้าแต่พระพุทธองค์, จักรวาลนี้กว้างไฟศาลขนาดไหนหรือ?” และพระพุทธเจ้าทรงตอบสนองว่า, “การรู้ถึงขนาดของจักรวาลนี้ช่วยให้เจ้าหนีพ้นจากทุกข์ได้หรือ?” เมื่อศิษย์นั้นต่อตความจริงนั้นว่า มันไม่ใช่ที่พระพุทธองค์ได้ตอบต่อคำถามนั้น แต่แล้วทำไมต้องไปเพ่งสนใจในสิ่งทั้งหลายที่ไม่ได้ช่วยให้พ้นจากความทุกข์ด้วย. (Einstein stated that despite its enormous intelligence the human intellect is still incapable of fully comprehending the universe’s unfathomable secrets. He never stopped admiring the beauty and order with which nature operates. He described this acceptance and better understanding as authentic religiosity an intriguing interaction between the Buddha and one of his students, reveals a similar approach. The disciple said, ‘Lord Buddha, how vast is the universe?’ the Buddha responded. ‘Does knowing the size of the universe help you escape from suffering?’ When the disciple conceded that it did not the Buddha replied then why focus on matters that do not help in ending suffering.)

          พุทธศาสนาเน้นว่า แทนที่จะหมกหมุ่นอยู่กับการสอบถามและใคร่รู้ในเรื่องอภิปรัชญาเหล่านั้น ซึ่งไม่ได้ชี้ถึงศูนย์กลางของประเด็นทางออกจากความทุกข์ของมนุษยชาติ ผู้ใดก็ควรที่จะมุ่งเน้นสนใจกับการพิจารณาถึงสาเหตุและคำตอบทั้งหลายที่มีต่อมัน. พุทธศาสนามองเห็นจักรวาลเป็นเช่นวงจร/วัฏจักรอันไม่มีที่สิ้นสุดของการเกิดใหม่ และการเริ่มต้นของยุคใหม่ของบทเรียนที่ได้ถูกแบ่งปันต่อโดยไอน์สไตน์ และพระพุทธเจ้านั้นได้ทรงปลดปล่อยตนเองขากข้อจำกัดขอบเขตอันไม่จำเป็น โดยการขยายจิตและความเมตตากรุณาของผู้นั้น, พากเพียรที่จะเข้าใจอย่างลึกแต่จู๋โจมอย่างเต็มที่ต่อปัญหาแห่งทุกข์.  (Buddhism emphasizes that instead of becoming preoccupied with metaphysical inquiries and curiosities that do not address Humanity’s central issue suffering one should concentrate on determining the causes and answers to it. Buddhism sees the universe as an infinite circle of cause and effect that exists eternally without a precise beginning but with cycles of renewal and new eras beginning the lesson shared by Einstein and the Buddha is to free oneself from unnecessary constraints by expanding one’s mind and compassion striving for deep understanding and completely tackling the problem of suffering.)

จุดจบของความทุกข์ (The End of Suffering)

          พระพุทธเจ้าได้สอนเหล่าผู้ที่วุ่นวายอยู่กับจุดกำเนิดของจักรวาล และหัวข้อทั้งหลายอื่นที่กำลังถูกเบี่ยงเบนความสนใจไปจากจุดประสงค์ของการฝึกปฏิบัติทางศาสนา ด้วยบทเรียนนี้ในการอธิบายให้เห็นภาพอย่างง่ายๆด้วยนิทานเรื่องลูกศรอาบยาพิษ. สมมติว่าชายผู้หนึ่งถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ และญาติมิตรทั้งหลายของเขา ได้ตามหาแพทย์มืออาชีพผู้หนึ่งที่สามารถดึงเอาลูกศรนั้นออกมาได้. สมควรหรือไม่ที่คนผู้นั้นจะแถลงว่า, ข้าขอปฏิเสธที่จะดึงเอาลูกศีนี้ออกมามา จนกว่าที่ข้าจะได้แน่ใจได้ถึงตัวตนลักษณะและครอบครัวของผู้ยิงลูกศรนี้ และว่าพวกเขาเป็นพ่อค้า, นักบวช หรือเจ้าชาย หรือไม่, จนกว่าข้าจะค้นพบว่าคันธนูที่ใช้ยิงเป็นชนิดอะไร และหัวลูกศรนั้นเป็นเหล็กหรือสิ่งใดอื่นอันหลากหลายซึ่งมีใช้กันอยู่. ข้าจะไม่อนุญาตยอมให้มันถูกเอาออกมา.   (Buddha taught that those who are concerned with the origin of the universe and other topics are being distracted from the purpose of religious practice this lesson is commonly illustrated by the tale of the poisoned arrow. Suppose a man get shot with a poisoned arrow and his relatives and friends locate a medical professional who can extract the arrow. Should the guy declare, I refuse to have this arrow taken out until I have confirmation of the shooter’s identity and family and whether they were a merchant, priest or prince, until I find out what sort of bow was used and if the arrow head was iron or of the regular variety. I won’t permit it to be taken off.)

เขาจะไม่น่ามีโอกาสอื่นใดที่จะได้ยินการตอบต่อสิ่งนั้นเลย ก่อนที่เขาจะค้นพบสิ่งทั้งหมดขอิงเรื่องนี้. พระพุทธเจ้าใช้เรื่องราวเล็กๆนี้เป้นการสอนเราว่า การคลี่คลายปประเด็นทั้งหลายในทันทีเหมือนเช่นความเจ็บปวด และการไร้ความสงบในชีวิตนั้น สำคัญมากยิ่งกว่าการศึกษาเล่าเรียนถึงการกำเนิดของจักรวาล หรือการเกี่ยวกดองกับการแสวงหาที่ไม่เหมาะสม.    (He won’t likely get another chance to hear the replies before he finds out all of this. The Buddha uses this anecdote to teach us that solving immediate issues like pain and a lack of calm in life is more essential than studying the Genesis of the universe or engaging incomparable pursuits.)

นักปรัชญาที่รู้จักกันดี, เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์, ไม่นานมานี้ได้ให้คำอธิบายสำหรับการยอมรับของเขาต่อทฤษฎีชาวพุทธ ในเรื่องการเริ่มต้นของจักรวาล. จากบรรดาผู้สถาปนาศาสนา, ศาสดาทั้งปวงทั่วโลก. ฉันยกย่องว่าพระพุทธเจ้าเป็นที่เคารพนับถือสูงสุด. สาเหตุแรกนั้นก็คือ พระพุทธเจ้าได้กล่าวไว้ว่า ไม่มีอะไรให้กังวลวุ่นวายใดเลยกับการเริ่มต้นกำเนิดของจักรวาล, เป็นผู้สอนเดียวผู้ซึ่งได้เข้าใจถึงคุณลักษณะตามความเป็นจริงของโลก ก็ตือพระพุทธเข้า. – เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์.   (Renowned philosopher, Bertrand Russell6. Previously gave a n explanation for his acceptance of the Buddhist theory of the beginning of the universe. Of all the religious Founders worldwide. I hold the Buddha in the highest regard. The first cause is that the Buddha said nothing concerning the world’s Beginnings, the only teacher who understood the actual character of the world was the Buddha - Russell. Bertrand.)

6 เบอร์ทรันด์ รัสเซลล์ (Bertrand Russell) คือนักปรัชญา นักตรรกวิทยา และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษที่มีอิทธิพลอย่างสูงในคริสต์ศตวรรษที่ 20 โดยมีบทบาทสำคัญในหลายด้าน ดังนี้: [1, 2]

  • ด้านวิชาการ: เขาเป็นผู้ให้กำเนิด "ปรัชญาวิเคราะห์" (Analytic Philosophy) และร่วมเขียนหนังสือ Principia Mathematica ซึ่งเป็นตำราคลาสสิกที่พยายามวางรากฐานคณิตศาสตร์ด้วยตรรกศาสตร์
  • รางวัลโนเบล: เขาได้รับ รางวัลโนเบลสาขาวรรณกรรม ในปี ค.ศ. 1950 (พ.ศ. 2493) เพื่อยกย่องงานเขียนที่หลากหลายซึ่งส่งเสริมอุดมคติของมนุษยธรรมและเสรีภาพทางความคิด
  • การเคลื่อนไหวทางสังคม: รัสเซลล์เป็นนักกิจกรรมเพื่อสันติภาพ (Pacifist) ที่คัดค้านสงครามและอาวุธนิวเคลียร์อย่างแข็งขัน เขาเคยถูกจำคุกจากการรณรงค์ต่อต้านสงครามโลกครั้งที่ 1 และเป็นเจ้าของทฤษฎี "กาต้มน้ำของรัสเซลล์" (Russell's Teapot) ที่ใช้โต้แย้งเรื่องภาระการพิสูจน์ในทางปรัชญา

มันน่าสนใจยิ่งที่จะจดบันทึกว่า ความสนใจมากอย่างไรที่นักจิตวิทยาและนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายในยุคสมัยปัจจุบันได้อุทิศตนต่อความเข้าใจถึงเรื่องจิตและสมองกันอย่างไรในจิตวิทยาและทางการแพทย์ของฝ่ายตะวันตก, เทคนิคการปฏิบัติสมาธิของชาวพุทธ ที้ประกอบด้วย สติ, การกำหนดลมหายใจ และเมตตากรุณา ได้ถูกนำมาใช่บ่อยครั้ง. ในอนาคต มันจะเป็นสิ่งน่าอัศจรรย์ใจถ้ามีนักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมากยิ่งขึ้นที่จะมีวิสัยทัศน์เช่นเดียวกับไอน์สไตน์ออกมาถึงความใกล้ชิดกันของช่องว่างระหว่างวิทยาศาสตร์และปรัชญาตะวันออก(It’s interesting to note how much attention psychologists and scientists in the present era devote to understanding the mind and brain In western psychology and medicine, Buddhist Meditation techniques including mindfulness, breath meditation and compassion are frequently employed. In the future it would be fantastic if more scientists with the same vision as Einstein came out to close the knowledge gap between science and Eastern philosophy.)

 https://youtu.be/BWNunpr3rkk?si=Q61jRcv1GNMkJ5j5 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น