ซาบีน โฮสเสนเฟลเดอร์ - จิตสำนึกและกลศาสตร์ควอนตัม: พวกเขาได้เชื่อมโยงกันอย่างไร
Consciousness and Quantum Mechanics: How are they related?
https://youtu.be/v1wqUCATYUA?si=howjzZQ-qBazru8H
บทนำ (Intro)
นักฟิสิกส์ทั้งหลายได้ถูกโต้วาทีถึงบทบาทของจิตสำนึก
ในกลศาสตร์ควอนตัม ตลอดมากว่า 100 ปี. บางพอดแคสต์บางตอนในไม่ช้าจะอาจจะยาวไปถึงตอนนั้น,
แต่ดิฉันมีนัดกับหมอฟันในอีก 2 ชั่วโมง, ดังนั้นเราจะต้องรวบรัดมันให้เร็วขึ้นสักเล็กน้อยหน่อย.
ทำไมบางนักฟิสิกส์ทั้งหลายเหมือนเช่น ฟอน นอยมานน์ และ วิจเนอร์ คิดว่า
จิตสำนึกนั่นจำเป็นที่รับฟังได้สมเหตุสมผลของกลศาสตร์ควอนตัม, และจิตสำนึกสามารถมีอิทธิผลต่อผลลัพธ์ที่ออกมาในการทดลองเชิงควอนตัมหรือไม่?
นั่นคืออะไรที่เรากำลังจะพูกดคุยกันถึงในวันนี้.
(Physicists have
debated the role of consciousness in quantum mechanics for more than 100 years.
Some podcast episodes will soon reach that length, but I have a dentist
appointment in 2 hours, so we’ll have to wrap it up a little more quickly. Why
did some physicists like von Neumann and Wigner think that consciousness is
necessary to make sense of quantum mechanics, and can consciousness influence
the outcome of a quantum experiment? That’s what we’ll talk about today.)
วิจเนอร์
และเพื่อนๆ (Wigner and his friends)
ในกลศาสตร์ควอนตัม, ทุกอย่างได้ถูกอธิบายโดย
wave-function หรือฟังค์ชั่นคลื่น. ยกตัวอย่างเช่น
มีฟังก์ชันคลื่นสำหรับอนุภาคที่เคลื่อนที่ไปทางซ้าย
และอีกฟังก์ชันหนึ่งสำหรับอนุภาคที่เคลื่อนที่ไปทางขวา
ซึ่งฟังดูน่าตื่นเต้นเท่าที่คุณคาดหวังจากวิชาฟิสิกส์นั่นแหละ. แต่ส่วนที่แปลกก็คือ
มันยังมีฟังก์ชันคลื่นสำหรับอนุภาคที่วิ่งไปทั้งทางซ้ายและทางขวาพร้อม ๆ กัน
ซึ่งสิ่งนี้เรียกว่า "ซูเปอร์โพซิชัน" – การทับซ้อนรวมตัวกันของคลื่นสองสถานะ..
(In quantum mechanics,
everything is described by a wave-function1. There’s for example a wave-function for a particle going left, and
one for a particle going right which sounds about as exciting as you expect
physics to be. But the weird bit is that there’s also a wave-function for a
particle that goes both left and right. This is called a superposition2.)
1 wave function
แปลเป็นไทยว่า "ฟังก์ชันคลื่น"
ในฟิสิกส์ควอนตัม ฟังก์ชันคลื่น (อังกฤษ: wave function) คือคำอธิบายทางคณิตศาสตร์ของสถานะควอนตัมของระบบควอนตัมที่แยกออกจากสิ่งแวดล้อม
สัญลักษณ์ที่ใช้แทนฟังก์ชันคลื่นที่พบบ่อยที่สุดคืออักษรกรีก ψ และ Ψ (พไซตัวเล็กและตัวใหญ่ ตามลำดับ)
ตามหลักการซ้อนทับของกลศาสตร์ควอนตัม
ฟังก์ชันคลื่นสามารถนำมาบวกกันและคูณด้วยจำนวนเชิงซ้อนเพื่อสร้างฟังก์ชันคลื่นใหม่
และก่อให้เกิดโครงสร้างที่เรียกว่า ปริภูมิฮิลเบิร์ท ผลคูณภายในของฟังก์ชันคลื่นสองตัวเป็นตัววัดระดับการซ้อนทับกันของสถานะทางกายภาพที่สอดคล้องกัน
และถูกใช้ในความหมายเชิงความน่าจะเป็นพื้นฐานของกลศาสตร์ควอนตัม ตามกฎของบอร์น ซึ่งเชื่อมโยงความน่าจะเป็นของการเปลี่ยนสถานะกับค่าผลคูณภายใน สมการชเรอดิงเงอร์เป็นตัวกำหนดว่าฟังก์ชันคลื่นเปลี่ยนแปลงไปตามเวลาอย่างไร
และฟังก์ชันคลื่นมีพฤติกรรมโดยรวมคล้ายกับคลื่นชนิดอื่น ๆ เช่น คลื่นน้ำหรือคลื่นบนเส้นเชือก
เนื่องจากสมการชเรอดิงเงอร์มีรูปแบบทางคณิตศาสตร์เป็นสมการคลื่นชนิดหนึ่ง
สิ่งนี้อธิบายที่มาของชื่อ "ฟังก์ชันคลื่น" และนำไปสู่แนวคิดเรื่องทวิภาคคลื่น–อนุภาค อย่างไรก็ตาม
ยังไม่มีข้อสรุปแน่ชัดว่าฟังก์ชันคลื่นในกลศาสตร์ควอนตัมแท้จริงแล้วอธิบายปรากฏการณ์ทางกายภาพชนิดใด
ซึ่งทำให้มันแตกต่างจากคลื่นในกลศาสตร์แบบดั้งเดิมอย่างพื้นฐาน
2 Superposition (ซูเปอร์โพซิชัน) หรือ หลักการซ้อนทับ คือ หลักการทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ที่ระบุว่า
เมื่อมีสถานะหรือคลื่นตั้งแต่สองสถานะขึ้นไปมารวมกัน
ผลลัพธ์ที่ได้คือการบวกกันของสถานะเหล่านั้น
คำว่า Superposition
มักพบใน 3 สาขาหลัก ดังนี้
1. ควอนตัมฟิสิกส์ (Quantum
Superposition)
- ความหมาย:
อนุภาคหรือระบบควอนตัมสามารถดำรงอยู่ในหลายสถานะพร้อมกันได้ในเวลาเดียวกัน
(เช่น เป็นทั้ง 0 และ 1 พร้อมกัน)
จนกว่าจะมีการวัดผลหรือสังเกตการณ์
- ตัวอย่าง:
เปรียบเสมือนเหรียญที่กำลังหมุนอยู่บนโต๊ะ ก่อนที่มันจะหยุดนิ่งและล้มลง
เราจะถือว่ามันมีทั้งหน้าหัวและหน้าก้อยปะปนกันอยู่ในขณะที่หมุน
2. ฟิสิกส์ทั่วไปและคลื่น (Superposition
of Waves)
- ความหมาย:
การที่คลื่นตั้งแต่สองขบวนขึ้นไปเคลื่อนที่มาพบกันแล้วรวมกัน ณ จุดใดจุดหนึ่ง
ทำให้เกิดคลื่นใหม่ที่มีการกระจัดเท่ากับผลบวกของการกระจัดของแต่ละคลื่น
- ตัวอย่าง:
คลื่นน้ำสองลูกวิ่งมาชนกัน ถ้าสันคลื่นมาเจอสันคลื่นจะเสริมกันให้สูงขึ้น
แต่ถ้าสันคลื่นมาเจอท้องคลื่นจะหักล้างกัน
3. วิศวกรรมและวงจรไฟฟ้า (Superposition
Theorem)
- ความหมาย:
ทฤษฎีการทับซ้อนในวงจรไฟฟ้าเชิงเส้น
ที่กล่าวว่ากระแสไฟฟ้าหรือความต่างศักย์ในอุปกรณ์ตัวใดตัวหนึ่ง
เกิดจากผลรวมของกระแสหรือความต่างศักย์ที่มาจากแต่ละแหล่งจ่ายไฟทีละตัวมารวมกัน
ตามการตีความมาตรฐานของกลศาสตร์ควอนตัม
การซ้อนทับกัน (superposition) ดังกล่าวหมายความว่า อนุภาคไม่ได้อยู่ทั้งทางซ้ายและทางขวาอย่างแท้จริง,
แต่เป็นทั้งสองอย่าง, จนกว่าคุณจะทำการวัด. ทันทีที่คุณวัดอนุภาค
คุณจะรู้ว่ามันไปทางซ้ายหรือทางขวา และฟังก์ชันคลื่นจะ “ยุบตัว”
ลงเหลือเพียงสถานะที่ตรงกับการสังเกตของคุณ.
(According to the standard interpretation of quantum
mechanics such a superposition means that the particle is indeed neither left
nor right, but both, until you make a measurement. The moment you measure the
particle, you know whether it went left or right, and the wave-function “collapse”
to one that fits to your observation.)
อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ ไม่ได้ชอบในเรื่องเลย. ใช่,
ชายผู้นั้นอีกแล้ว. ไอน์สไตน์ได้พูดว่า, การยุบตัวนี้บังเกิดขึ้นเร็วกว่าแสง,
นั่นคือ “การกระทำอย่างผีน้อยในระยะไกล”, ดังนั้นมันต้องเป็นเรื่องผิด. แต่บอห์รได้พูดว่า,
ไม่มีอะไรที่ผิดกับอะไร, เพราะว่าฟังก์ชั่นคลื่นไม่ได้เป็นจริง. มันแค่คำอธิอบายถึงอะไรที่เรา
*รู้. และเราสามารถแก้ไขปรับเพิ่มข้อมูลให้ทันสมัยได้รวดเร็วกว่าความเร็วของแสง. จอห์น
เบลล์ได้ใช้ตัวอย่างที่ตามมานี้: “เมื่อราชินีนั้นได้สิ้นพระชนม์ลงที่ในลอนดอน, เจ้าชายแห่งเวลสิ์ได้กลายเป็นกษัตริย์โดยทันที.”
ไม่ว่าตัวเขาจะอยู่ที่ไหน. (Albert
Einstein didn’t like this at all. Yes, that guy again. Einstein said, this
collapse happens faster than light, that’s a “spooky action at a distance”, so
it has to be wrong. But Bohr said, there’s nothing wrong with what, because the
wave-function isn’t real. It just describes what we *know. And you can update knowledge
faster than the speed of light. John Bell used the following example: “When the
Queen dies in London, the Prince of Wales becomes instantaneously king.” No matter where he is.)
ดังนั้น, ทำไมข้อจำกัดของความเร็วแสงไม่ได้ถูกทำลายลง
เมื่อราชินิสิ้นพระชนม์ลงล่ะ? เพราะว่าเราสามารถแก้ไขปรับเพิ่มความรู้ได้ทันสมัยขึ้นได้ว่าอะไรได้บังเกิดขึ้นในที่อื่นโดยปราศจากเป็นสาเหตุให้เหตุบังเกิดขึ้นในที่อื่น.
และนี้คือย่างไรที่บอห์รได้คิดเกี่ยวกับการยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่น.
คุณสามารถปรับแก้เพิ่มให้ทันกาลได้ในทันที เพราะว่ามันเป็นแค่คำอธิบายถึงอะไรที่เรารู้
ไอน์สไตน์ไม่ได้ปักใจเชื่อ แต่บอห์รได้ชนะในการโต้ค้าน. ดังนั้น,
ถ้าคุณเชื่อบอห์ร, แล้วเมื่อฟังก์ชั่นคลื่นมีบางอย่างที่จะทำกับความรู้.
แต่ใครหรืออะไรรู้ล่ะ? เอาละ, ผู้สังเกตทำ. โดยตรรกะนั้น,
การปรับแก้เพิ่มการู้ให้ทันกาลของฟังก์ชั่นคลื่น หลายเป็นได้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับสิ่งนั้น
ที่สามารถรู้บางอย่าง, ที่ซึ่งสมองมนุษย์? (So, why wasn’t the speed of light limit broken when the queen died? Because
we can update our *knowledge about what happened elsewhere without causing any
event elsewhere. And this is how Bohr thought about the collapse of the
wave-function. You can update it instantaneously because it just describes what
we know Einstein wasn’t convinced, but Bohr won the argument. So, if you
believe Bohr, then the wave-function has something to do with knowing. But who
or what knows? Well, the observer does. By the logic, the update of the
wave-function becomes linked to the thing that can know something, which is the
human brain.)
บอห์รไม่ได้อธิบายอย่างแน่ชัดว่าทั้งหมดนี้หมายความอย่างไร.
เขาค่อนข้างพอใจกับการที่ไม่มีใครเข้าใจ
และนักฟิสิกส์อีกหลายคนก็ทำตามตัวอย่างของเขานับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา. แต่ยูจีน
วิจเนอร์ได้ใส่ใจจริงจังกับเรื่องนี้. เขาคิดว่าแนวคิดที่ว่าฟังก์ชั่นคลื่นอธิบายถึงความรู้ได้มีปัญหาใหญ่.
ในการที่จะแสดงภาพอธิบายเรื่องนี้, เขาได้เสนอออกมาเป็นอะไรที่ในตอนนี้เรียกว่า “การทอดลองทางความคิดแบบเพื่อนของวิจเนอร์”. (Bohr didn’t actually explain what this all means. He was quite content
with being incomprehensible, and a lot of physicists have since followed his
example. But Eugene Wigner has bothered. He thought the idea that the
wave-function describes knowledge has a big problem. To illustrate this, he
came up with what is now called the “Wigner’s friend experiment”3.)
3 การทดลองทางความคิดในวิชาฟิสิกส์ควอนตัม ที่เสนอโดย Eugene Wigner นักฟิสิกส์ชาวฮังการี-อเมริกัน
ในปี ค.ศ. 1961 เพื่อชี้ให้เห็นปัญหาเกี่ยวกับการวัด (Measurement
Problem) ในกลศาสตร์ควอนตัม
และความขัดแย้งของการรับรู้ความจริงระหว่างผู้สังเกตการณ์สองคน
สรุปสาระสำคัญ
- สถานการณ์จำลอง:
มีเพื่อนของวิกเนอร์อยู่ "ข้างใน"
ห้องทดลองที่ปิดทึบ กำลังทำการวัดระบบควอนตัมชิ้นหนึ่ง (เช่น อนุภาค)
ส่วนตัวของวิกเนอร์ยืนอยู่ "ข้างนอก"
ห้องนั้น
- มุมมองของเพื่อน (ข้างใน):
เมื่อเพื่อนทำการวัดอนุภาค สถานะควอนตัมจะเกิดการยุบตัว (Wavefunction
collapse) และได้ผลลัพธ์ที่แน่นอนชัดเจนหนึ่งอย่าง (เช่น
ขึ้นค่า 0 หรือ 1
- มุมมองของวิกเนอร์ (ข้างนอก):
วิกเนอร์ซึ่งอยู่ข้างนอกและมองห้องนั้นเป็นระบบปิด
มองว่าทั้งเพื่อนและอนุภาคยังคงอยู่ในสถานะซ้อนทับกัน (Superposition)
และพัวพันกันอยู่ (Entangled state) โดยที่ยังไม่มีการยุบตัวจนกว่าเขาจะเปิดประตูเข้าไปดูเอง
- ความขัดแย้ง:
เกิดคำถามว่าตกลงแล้วสถานะควอนตัมยุบตัวตอนที่เพื่อนวัด
หรือยุบตัวตอนที่วิกเนอร์เปิดประตูมารับรู้ผลลัพธ์กันแน่
ทำให้เห็นว่าผู้สังเกตการณ์สองคนอาจมองเห็น "ความจริง"
ของระบบไม่เหมือนกัน ซึ่งคล้ายคลึงกับแนวคิดเรื่องแมวของชเรอดิงกร์ (Schrödinger's
cat) แต่เปลี่ยนจากแมวเป็นมนุษย์ (เพื่อน)
เขาได้บอกว่า, สมมติว่าคุณได้สร้างอนุภาคหนึ่งขึ้นมาในสภาวะ
“superposition” – (สามารถเคลื่อนที่ได้ 2 ทิศทางตรงกันข้ามสลับกันไปมา)
ของซ้ายและขวา และคุณทำการวัดระยะขนาดมัน. แต่คุณอยู่ข้างในห้องปฏิบัติการ
และมีเพื่อนอีกคนหนึ่งรออยู่ที่ข้างนอก, ตรงหน้าประตูที่ปิดอยู่เพราะว่านั่นคืออย่างไรที่นักฟิสิกส์ทั้งหลายปฏิบัติกับเพื่อนๆกัน.
เพื่อนของคุณไม่ได้รู้ว่าผลที่ออกมาของการตรวจวัดจนกว่าคุณจะเปิดประตูเพื่อบอกเขาว่าอะไรที่คุณวัดได้.
วิจเจอร์บอกว่า นั่นสำหรับเธอแล้วก็อยู่ในสภาวะsuperposition ของการถูกตรวจวัดอนุภาคซ้ายและขวา,
จนกระทั่งเธอยุบตัวฟังกชั่นคลื่นของเธอไปแล้ว. แล้วเขาก็ได้โต้ค้านว่า
มันน่าจะเป็นที่ “ไร้สาระ” ถ้าจิตสำนึกได้อยู่ในสภาวะsuperposition. และตั้งแต่นั้นมาก็ไม่มีใครได้รู้แค่ว่าอะไรเป็นสาเหตุของฟังก์ชั่นคลื่น
ที่จะยุบตัวลง เขาตั้งข้อสันนิษฐานว่าสิ่งนั้นคือจิตสำนึก. (He said, suppose you have created a particle
in a superposition of left and right and you measure it. But you’re inside a
laboratory and have a friend waiting outside, in front of the closed door
because that’s how physicists treat their friends. Your friend doesn’t know the
outcome of the measurement until you open the door to tell her what you
measured. Wigner said that for her, you are in a superposition of having
measured the particle left and right, until she collapses your wave-function.
He then argued that it would be “absurd” if consciousness was in a
superposition. And since no one knew just what caused a wave-function to collapse
he postulated that it was consciousness.)
เข้าไปสู่ ฟอน นอยมานน์ (Enter
von Neumann)
นักฟิสิกส์ส่วนใหญ่คิดว่าทุกวันนี้นั่นเป็นการตรวจวัดที่เป็นแค่ปฏิกิริยาหนึ่งของบางอุปกรณ์เครื่องมือ.
มันไม่มีอะไรที่ทำอะไรด้วย ไม่ว่าคุณหรือใครบางคนอื่นที่มองดูผลลัพธ์ทั้งหลายที่ออกมานั้น,
หรือไม่ว่าคุณบอกใครบางคนเกี่ยวกับมัน. แต่ในสมัยแรกเริ่มทั้งหลายของกลศาสตร์ควอนตัม,
มันการตีความกลศาสตร์ควอนตัมในรูปแบบที่คล้ายคลึงกับของวิจเนอร์
(Wigner)
ได้เคยถูกเสนอไว้ก่อนหน้านั้นแล้วโดย จอห์น ฟอน นอยมันน์. (John
von Neumann). (Most physicists think today that
a measurement is an interaction with some apparatus. It has nothing to do with
whether you or someone else looks at the result, or whether you tell someone
about it. But in the early days of quantum mechanics, it was unclear what the
mathematics means. A similar interpretation of quantum mechanics as Wigner’s
had been put forward earlier by John von Neumann.)
แม้จะมีชื่อที่ฟังดูเหมือนภาษาเยอรมัน
แต่ ฟอน นอยมันน์ เป็นชาวฮังการี เช่นเดียวกับ ยูจีน วิจเนอร์.
ทั้งคู่ในภายหลังได้อพยพไปยังสหรัฐอเมริกา. ข้อโต้แย้งของฟอน นอยมานน์ คือว่า
อนุภาคหนึ่งนั้นในสภาวะ”superposition”นั้นสามารถเป็นเหตุให้เกิด”superpositions ทั้งหลายทีมันมีปฏิสัมพันธ์ด้วยได้หรือไม่. สิ่งนี้นำไปสู่สภาวะsuperpositionsของเครื่องมือการตรวจวัดทั้งปวง, และทุกอย่างที่ตามมาจากการนั้น. พ๔ดได้ว่า,
คุณใช้ผลออกมาจากการตรวจวัดนั้นในการที่จะตัดสินใจว่า จะระเบิดทิ้งไปหรือไม่, แล้วเราก็จะได้สภาวะ
superposition -ซ้อนทับสภาวะ superposition
ของระเบิดที่ระเบิดไปแล้วกับระเบิดที่ยังไม่ได้ระเบิด. และนั่นนำไปสู่สภาวะsuperpositionหนึ่งของโลกทั้งหลายที่ซึ่งคุณไปต่อได้รางวัลโนเบล
และหนึ่งในที่ซึ่งคุณไม่ได้รางวัล, และอีกมากมาย. (Despite the German-sounding
name, von Neumann was Hungarian, like Eugene Wigner. Both later emigrated to
the United States. Von Neumann’s argument was that a particle in a
superposition can cause superpositions of things it interacts with. This leads
to superpositions of entire measurement apparatus, and everything that follows
from that. Say, you use the measurement outcome to decide whether to blow up or
not, then get a superposition of superposition of a bomb that’s blown up and
one that didn’t. And that leads to a superposition of a world in which you died
and one in which you didn’t. And a superposition of worlds in which you go on
to win the Nobel Prize and one in which you didn’t, and so on.)
ฟอน
นอยมานน์ได้บอกว่า,
ห่วงโซ่ของเหตุการณ์ทั้งหลายนี้ จำเป็นต้องให้ถูกตัดขาดในบางครั้ง, และในเมื่อทุกอย่าง
*ในฟิสิกส์ได้ดูเหมือนว่าจะคอยรักษาสภาวะsuperpositionนั้นให้มีชีวิตไว้,
เขาคิดว่าการยุบตัวลงต้องถูกเป็นสาเหตุให้เกิดโดยบางอย่างที่เป็น “กายภาพ-พิเศษ”
หรือ “ฟิสิกส์เชิงจิตวิทยา”. มันต้องเป็นสัญฌาณ/การหยั่งรู้ อย่างมีสำนึกของผู้สังเกตการณ์เอง.
ไม่ว่าผู้สังเกตการณ์จะเห็นระเบิด ระเบิดออกหรือไม่ระเบิดก็ตาม. นั่นคือจุดจบของห่วงโซ่สภาวะsuperpositionทั้งหลายนั้นๆ, และบางทีก็ยังเป็นจุดจบของผู้สังเกตการณ์ด้วยเช่นกัน. (Von Neumann said that this chain of events needs to be cut somehow,
and since everything *in physics seemed to keep the superpositions alive, he
thought the collapse had to be caused by something “extra-physical” or “psychophysical”.
It had to be the conscious perception of an observer. The observer either sees
a bomb explode or not. That’s the end of that chain of superpositions, and
maybe also the end of the observer.)
แนวคิดนี้ของวิจเนอร์และฟอน นอยมานน์ที่ว่า จิตสำนึกเป็นเหตุให้เกิดการยุบตัวลงของฟังก์ชั่นคลื่น
เป็นการแปลความหมายของกลศาสตร์ควอนตัม ที่ค่อนข้างเป็นทฤษฎีใหม่มากกว่า
เพราะว่าในเชิงคณิตศาสตร์แล้วมันไม่ได้มีอะไรที่ทำให้เกิดความแตกต่างอะไรขึ้นมา. นั่นเป็นเพราะว่าผู้สังเกตการณ์ทั้งหลายเพียงเท่านั้น
ที่เราสามารถทำแถลงการทั้งหลายใดได้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือเหล่าที่ในท้ายที่สุดได้ลงทะเบียนไว้ในสมองของเราเท่านั้น.
ถึงแม้คุณจะโต้ค้านว่า จริงๆแล้วมีเพียงแค่หนึ่งสมองเท่านั้นที่ซึ่งเป็นของตัวคุณเอง
และทุกสิ่งอื่นเป็นแค่จินตนาการของคุณ, ที่ซึ่งในกรณีนี้,
ขอบคุณที่ได้จินตนาการดิฉันขึ้นมา. (This idea of Wigner and von Neumann that consciousness causes the
collapse of the wave-function is an interpretation of quantum mechanics rather
than a new theory because mathematically it doesn’t make any difference. That’s
because the only observations we can make any statements about are those which
were eventually registered in our brain. Though you might argue that really
there’s only one brain which is your own and everything else is your
imagination, in which case, thanks for imaging me.)
ปัญหาทั้งหลายกับ
วิจเนอร์ (Problems with the
Wigner)
วิจเนอร์และฟอน นอยมานน์แปลความหมายมีปัญหาทั้งหลาย เพราะการแปลความหมายของกลศาสตร์ควอนตัมทั้งหมดมีปัญหา.
การตีความคณิตศาสตร์ใหม่ ก็แค่การปัดปัญหาให้พ้นตา
เหมือนกับการเหยียบหนุนปมปูดใต้พรมให้ไปโผล่อีกที่หนึ่งเท่านั้น. ในการตีความแบบวิจเนอร์–ฟอน
นอยมันน์, ปัญหาต่าง ๆ จะปรากฏให้เห็นในลักษณะของผู้สังเกตการณ์ที่มีสำนึกจิต,
ซึ่งมีความรู้เกี่ยวกับความจริงที่ไม่สอดคล้องกัน. หากคุณจริงจังกับเรื่องนี้
มันจะหมายความว่าตัวความจริงแท้เองนั้น ขึ้นอยู่กับว่าใครกำลังสังเกตอะไรอยู่. (The Wigner von Neumann
interpretation has problems because all interpretations of quantum mechanics
have problems. Reinterpreting math’s just pushes problems around like bumps
under the carpet. In the Wigner von Neumann interpretations, the problems
manifest themselves as conscious observers who have inconsistent knowledge
about reality. If you take this seriously it would imply that reality itself
depends on who’s observing what.)
ดิฉันเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้วในวิดีโอก่อนหน้านี้,
แต่วันนี้ฉันอยากจะเน้นไปที่ประเด็นเรื่องจิตสำนึกเป็นหลัก. การตีความของวิจเนอร์และฟอน
นอยมันน์นั้นแปลก แต่ไม่ผิด. ก็ยังคง, มันไม่เคยได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลายเลย,
และฉันเชื่อว่าเหตุผลสำคัญที่ทำให้มันไม่เคยเป็นที่นิยมในหมู่เหล่านักฟิสิกส์,
ก็คือความซับซ้อนที่เกินความจำเป็น. อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครรู้จริงๆ ว่า จิตสำนึก
คืออะไร และถ้าคุณต้องการคำนวณผลลัพธ์ของการวัดในกลศาสตร์ควอนตัม,
คุณก็ไม่จำเป็นต้องรู้มันอยู่ดี. ดังนั้น, การหยิบยกปัจจัยทางจิตฟิสิกส์บางประการขึ้นมาอธิบายเพื่อเหนี่ยวนำให้เกิดการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นนั้น
เป็นแค่การสรรหาคำหรูหราที่ไร้สาระโดยไม่จำเป็น . (I talked about this in an earlier video, but today I want to focus on
the consciousness issue. The interpretation from Wigner and von Neumann is
weird but not wrong. Still, it never became widely accepted, I believe the
major reason it’s never been popular with physicists is that it’s unnecessarily
complicated. No one knows what consciousness is anyway and if you want to
calculate the outcome of a measurement in quantum mechanics you don’t need to
know. So, introducing some psychophysical factors to induce the collapse of the
wave-function is just unnecessary word salad.)
นักปรัชญาไม่ชอบการตีความนี้ด้วยเหตุผลที่ต่างออกไป,
นั่นคือเพราะมันมีความขัดแย้งในตัวเอง. คุณเริ่มต้นด้วยการสมมติว่า จิตสำนึกไม่ได้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติแบบเดียวกับสิ่งอื่น
ๆ เพราะมันเป็นสิ่งที่มี 'กายภาพ-พิเศษ)' แต่แล้วจิตสำนึกมีปฏิกิริยากับโลกเชิงกายภาพ
และนั่นหมายความว่า คุณสามารถทดสอบผลกระทบของมันเองอยู่กับผู้สังเกตการณ์ทั้งหลายของเรา.
มันเป็นปัญหาเดียวกันเช่นเดียวกับแนวคิดทวินิยม. ถ้าจิตเป็นนามธรรม
– ไม่ใช่กายภาพ, แล้วมันไม่ได้ช่วยคุณอธิบายผู้สังเกตการณ์ทั้งหลายในโลกกายภาพ
– คุณไม่สามารถได้ทั้งสองอย่างพร้อมกันได้.
(Philosophers dislike this interpretation for a different
reason, namely because it’s internally inconsistent. You start with assuming
that consciousness is not subject to the same laws of nature as everything else
because it’s “extra-physical”. But then consciousness interacts with physical
world and that means it’s itself physical because you can test its effects on
our observations. it’s the same problem as dualism. If the mind is non-physical,
then it doesn’t help you explain observations in the physical world – you can’t
have your cake and eat it too.)
การยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นที่เหนี่ยวนำด้วยจิตสำนึก (Consciousness
induced wave-function collapse)
แต่ก็ยังคงที่ผู้คนทำงานกับมันอยู่.
ตัวอย่างเช่น, เมื่อสองสามเดือนที่ผ่านมา, เดวิด ชาร์เมอร์และเควิน
แม็คควีนได้เขียนเอกสารเกี่ยวกับเรื่องนี้. พวกเขาได้เสนอที่จะ ที่จะแก้ปัญหาการตีความของวิจเนอร์-ฟอน
นอยมันน์ โดยใช้แบบจำลองทางคณิตศาสตร์เฉพาะสำหรับจิตสำนึก. นั่นคือทฤษฎีข้อมูลบูรณาการ
หรือเรียกสั้น ๆ ว่า IIT. (But there still people working on it. For example, just a few months
ago, David Charmeras and Kevin MacQueen wrote a paper about this. They proposed
to address the issues of the Wigner -von Neumann interpretation by using a
particular mathematical model for consciousness, that is integrated information
theory, IIT for short.)
เราได้คุยสรุปกันสั้นๆเกี่ยวกับ
IIT ไปในวิดีโอก่อนหน้านี้. แนวคิดพื้นฐานที่ว่า
แต่ละระบบได้ถูกค่าปริมาณขนาดไว้, Psi,
ที่คุณสามารถคำนวณจาก การถูกเชื่อมต่อดีอย่างไรที่ระบบนั้นเป็น, และมันประมวลผลข้อมูลอย่างไร,
จิตสำนึกมันไม่ได้เป็นเลขฐานสอง, มันไม่ได้เป็นแบบ เปิดหรือปิด,
มันเกิดขึ้นทีละน้อย. นี้คือทำไมที่ คริสทอฟ ค็อตช์, หนึ่งในผู้สนับสนุนทฤษฎีบูรณาการข้อมูล
– IIT, คิดว่ามันเป็นทฤษฎีสรรพจิตนิยม.
ทุกสิ่งคือสำนึกจิตเล็กๆ, มันก็แค่ว่ามนุษย์เรามีความรู้สึกนึกคิดมากกว่าแครอทขึ้นมาอีกนิดนึงเท่านั้นเอง.
(We briefly talked about
IIT in an earlier video. The basic idea is that each system is assigned a
quantity, big Psi, that you can calculate from how well-connected the system
is, and how it processes information. The bigger Psi, the more conscious the
system. In this theory, consciousness it’s not binary4, it’s not on or off, it’s gradual. This is why Christof Kotch, one of the
proponents of Integrated Information Theory5, think it’s a panpsychist theory6. Everything is a little bit conscious, it’s just that humans are a
little bit more conscious than carrots.)
4 Binary (ไบนารี) หรือ ระบบเลขฐานสอง คือ
ระบบตัวเลขที่ประกอบด้วยสัญลักษณ์เพียงสองตัวคือ 0 และ 1 ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานของคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ดิจิทัลทั้งหมด
ความหมายและการทำงาน
- ฐาน 2: เรียกอีกอย่างว่าระบบฐาน 2 เพราะใช้ตัวเลขเพียงสองตัวในการแสดงปริมาณหรือข้อมูล
- สถานะไฟฟ้า:
ในทางฮาร์ดแวร์ เลข 0 แทนสถานะปิด (ไม่มีกระแสไฟฟ้า) และเลข 1
แทนสถานะเปิด (มีกระแสไฟฟ้า)
- หน่วยความจำ:
ข้อมูลต่างๆ เช่น ตัวอักษร ภาพ หรือเสียง จะถูกแปลงเป็นชุดรหัส 0 และ 1 (เช่น ระบบ ASCII) เพื่อให้คอมพิวเตอร์เข้าใจและประมวลผลได้
5 Integrated Information Theory (IIT) แปลเป็นภาษาไทยว่า "ทฤษฎีสารสนเทศบูรณาการ"
หรือ "ทฤษฎีข้อมูลบูรณาการ"
ความหมายและใจความสำคัญ
- เป็นทฤษฎีทางประสาทวิทยาศาสตร์และประสาทวิทยา
- เสนอโดย จูลิโอ โตนินี (Giulio Tononi) นักประสาทวิทยาศาสตร์ ในปี ค.ศ. 2004
- อธิบายว่า "จิตสำนึก"
หรือ "ความรู้สึกตัว" (Consciousness) คืออะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร
- ระบุว่าระบบกายภาพใดก็ตามที่มีการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลเข้าด้วยกันอย่างเป็นหนึ่งเดียว
(วัดค่าความบูรณาการได้ด้วยสัญลักษณ์ Φ หรือ Phi) ระบบนั้นจะมีจิตสำนึก
6 Panpsychism theory แปลเป็นไทยว่า "ทฤษฎีสรรพจิตนิยม" หรือ "ทฤษฎีจิตครอบคลุม"
ความหมายของทฤษฎี
- คำจำกัดความ:
เป็นแนวคิดทางปรัชญาที่เชื่อว่า "จิตใจ"
หรือ "ความรู้สึกสำนึก"
เป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่มีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ
และมีอยู่ในทุกสิ่งในจักรวาล ไม่เว้นแม้กระทั่งสสารหรืออนุภาคที่เล็กที่สุด
- ไม่ใช่การคิดแบบมนุษย์:
ทฤษฎีนี้ไม่ได้หมายความว่าก้อนหิน ต้นไม้
หรืออิเล็กตรอนจะมีความคิดซับซ้อนหรือมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์
แต่หมายถึงพวกมันมี
"มิติด้านจิตใจหรือการรับรู้ในขั้นพื้นฐานที่สุด" ซ่อนอยู่
ดังนั้น,
ดิฉันต้องการที่จะขออภัยต่อบรรดาแครอททั้งหมดผ๔เที่กำลังชมรายการนี้อยู่.
ในเอกสารชิ้นใหม่ของพวกเขา, ชาร์เมอร์และแม็คควีนใช้ IITที่จะสร้างแบบจำลองของการยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่น ที่ได้ถูกทำให้เกิดขึ้นโดยระบบทั้งหลายซึ่งคือ
“สำนึกจิตอย่างเพียงพอ” ในแง่ที่สามารถคำนวณเป็นตัวเลขได้นี้. นี่ไม่ใช่แค่การตีความกลศาสตร์ควอนตัมอีกต่อไป
แต่มันคือการปรับเปลี่ยนทฤษฎีต่างหาก, และมันนำไปสู่ การคาดการณ์ที่แตกต่างจากการคาดการณ์ของกลศาสตร์ควอนตัม. (So, I want to apologize to all carrots who are watching. In their new
paper, Chalmers and MacQueen use IIT to build a model for wave-function
collapse that is induced by systems which are “sufficiently – conscious” in
this quantifiable sense. This is no longer an interpretation of quantum
mechanics but q modification, and it leads to predictions that differ from
those of quantum mechanics.)
ตัวอย่างเช่น, พวกเขาเสนอว่า บางสภาวะทั้งหลายที่คอมพิวเตอร์ควอนตัมสามารถผลิต
อาจจะเป็น “สำนึกจิตอย่างพอเพียง” และเช่นนั้นจึงทำให้เกิดการยุบตัว,
ถึงแม้ว่ารายละเอียดทั้งหลายยังขึ้นอยู่กับแบบจำลองนั้น. สำหรับเอกสารหนึ่งโดยสองนักปรัชญา,
มันก็ไม่เลวเลย. ข้อกังขาหลักของดิฉันเกี่ยวกับแบบจำลองการยุบตัวที่ถูกกระตุ้นสร้างด้วยจิตสำนึกของพวกเขาก็คือ,
มันมีความซับซ้อนโดยไม่จำเป็น. หากคุณกำลังสร้างแบบจำลองที่การยุบตัวถูกกระตุ้นสร้างโดยสิ่งที่มีขนาดมหภาค,
ทำไมไม่ใช้สมอง. ทำไมไม่ใช้เครื่องมือตรวจวัด? หรือเนย,
กิฉันอยากที่จะเสนอว่า มันเป็นเนยจริงๆที่ทำการยุบตัวฟังก์ชั่นคลื่น.
พิสูจน์มาสิว่าดิฉันผิด. (For example, they propose that some states that a quantum computer
could generate might be “sufficiently conscious” and thus induce a collapse,
though the details depend on the model. For a paper by two philosophers, it
isn’t bad. My major misgiving about their consciousness induced collapse model
is that it’s unnecessarily complicated. If you’re building a model in which
collapse is induced by a macroscopic thing, why use a brain. Why not use the
measurement device? Or cheese. I would like to propose that it’s really cheese
that collapses the wave-function. Prove me wrong.)
จิตสำนึก มีอิทธิพลในการยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่น
(Consciousness influenced wave-function
collapse)
โอเค,ดังนั้นตรงนี้เรามีผู้คนกำลังคิดว่า
มันในบางที จิตสำนึกจำนวนหนึ่งในระบบที่ได้กระตุ้นสร้างการยุบตัว,
ซึ่งเป็นอะไรประเภทที่พิลึกไปแล้ว. แต่ก็ยังมีผู้คนด้วยเช่นกันผู้ที่คิดว่า การจดจ่อความสนใจอย่างตั้งใจ
ส่งผลกระทบต่อ รูปแบบ การล่มสลายของระบบอย่างแท้จริง.
แนวคิดนี้ถูกยกขึ้นมาพูดถึงโดยวิจเนอร์เช่นกัน
ถึงแม้ฉันจะคิดว่ามันไม่ใช่ความตั้งใจของเขาตั้งแต่แรกก็ตาม. ในปี 1967, วิจเนอร์ได้เตีพิมพ์เรียงความที่ทรงอิทธิพลอย่างยิ่งในชื่อรเองว่า
“ข้อสังเกตเกี่ยวกับปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างจิตกับร่างกาย” ซึ่งเขาได้เขียนไว้ว่า,
“เราไม่รู้จักปรากฏการณ์ใดเลยที่สิ่งหนึ่งได้รับอิทธิพลจากอีกสิ่งหนึ่ง
โดยที่ตัวมันเองไม่ได้ส่งอิทธิพลตอบกลับไป” จากจุดนั้น
มันก็ไม่ใช่เรื่องไกลเกินจริงเลยที่จะสรุปว่า
หากความรู้ความเข้าใจในระดับจิตสำนึกสามารถถูกสั่งสมหรือได้รับอิทธิพลมาจากผลลัพธ์ของการทดลองทางควอนตัม,
ถ้าเช่นนั้น ความรู้ที่เกิดจากความตระหนักรู้ของคุณ
ก็สามารถส่งผลกระทบต่อผลลัพธ์ของการทดลองทางควอนตัมได้เช่นกัน. (Okay, so here we have people thinking that it’s somehow the amount of
consciousness in a system that induces collapse, which is kind of weird
already. But there are also people who think that deliberately focused attention
actually influences *how* a system collapses. This idea was also brought up by
Wigner, though I think it wasn’t his intention. In 1967, Wigner published a
very influential essay titled “remarks on the mind-body problem” in which he
wrote “we do not know of any phenomenon in which one subject is influenced by
another without exerting an influence thereupon.” It’s not a big step from
there to conclude that if conscious knowledge can be influenced by the result
of a quantum experiment, then your conscious knowledge can also influence the
result of a quantum experiment.)
แถมตอนนั้น
นักวิทยาศาสตร์ยังคงอยู่ในช่วงทดลองเรื่องการโทรจิตด้วย. บางคนในพวกเขากำลังศึกษาอยู่เช่นกันว่า
การเพ่งจิต ไปที่ผลลัพธ์ของเครื่องสุ่มตัวเลข
จะสามารถเปลี่ยนแปลงผลลัพธ์นั้นได้หรือไม่. หากคุณเพ่งความสนใจไปที่โฟตอนที่กำลังวิ่งผ่านช่องคู่
(double slit) มันจะส่งผลกระทบต่อลวดลายที่ปรากฏบนฉากรับ.
ฉันไม่ได้โมเมขึ้นมาเองนะ, การทดลองพวกนั้นมันทำงานแบบนี้จริงๆ. มีผลงานเกิดขึ้นสองสามอย่าง
ตั้งแต่ทศวรรษ 1990 โดยฉบับล่าสุดได้รับการตีพิมพ์ในปี 2012. (Now add to this that back then
scientists were still experimenting with telepathy. Some of them were also
studying if concentrating on the outcome of a random number generator would change
the outcome. It was just a small step from there to the idea that if you focus
your attention on photons going through a double slit that affects the pattern
on the screen. I’m not making this up, this is literally how those experiments
work. There have been a few of them since the 1990s. The most recent one was
published in 2012.)
แนวคิดก็คือ
เมื่อสิ่งมีชีวิตที่มีจิตรับรู้เพ่งความสนใจไปที่แสงที่เดินทางผ่านช่องคู่
(Double Slit),
และแล้วนั่นมีผลกระทบคล้ายคลึงกัน ราวกับว่าคุณได้ตรวจวัดที่ช่องรูนั้นที่แสงได้ส่องรอดไป,
ดังนั้น รูปแบบการแทรกสอดจึงควรจะเปลี่ยนไป. มีการอธิบาย
[ให้ผู้เข้าร่วมการทดลองฟัง] ว่าพวกเขาสามารถทดลอง ‘มองเห็น’ ในใจดูได้ หรือการใช้จิต
‘หักเห’ ลำแสงเลเซอร์ เพื่อบังคับให้มันเคลื่อนที่ผ่านช่องแคบเพียงช่องเดียว
แทนที่จะผ่านทั้งสองช่อง.” (The idea is that when a
conscious being concentrates on the light passing through a double slit, then
that has a similar effect as if you had measured which slit the light went
through, so the interference pattern should change. The authors describes their
experiment as follows “It was explained [to the participants] that they could
try mentally “see” or imagine which of the two slits the photons were passing
through, to “become one with” the optical system in a contemplative way, to
mentally block one of the two slits, or to mentally “bend” the laser beam so as
to cause it to pass through one slit rather than both.”)
จากนั้น
พวกเขาจึงวิเคราะห์ทางสถิติเกี่ยวกับความแตกต่างของรูปแบบการแทรกสอด
ระหว่างกรณีที่ผู้เข้าร่วมการทดลองถูกบอกให้เพ่งสมาธิไปยังช่องคู่
กับกรณีที่ไม่ได้บอก
โดยผู้เขียนงานวิจัยอ้างว่าพบความแตกต่างที่มีนัยสำคัญทางสถิติ. ผู้เขียนอ้างว่าพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ. วิธีวิเคราะห์ของพวกเขาถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเวลาต่อมาโดยกลุ่มอื่น
ซึ่งโต้แย้งว่าวิธีการวิเคราะห์นั้นเชื่อถือไม่ได้และไม่สามารถไว้วางใจผลลัพธ์ได้.
(They then statistically analyze the
difference in the interference pattern between the cases where the participants
were told to concentrate on the double slit and not. The authors claim to see a
statistically significant difference. Their analysis method was later
criticized by another group which argued that the method of analysis is
unreliable and the result can’t be trusted.)
ข้อวิพากษ์วิจารณ์ในทำนองเดียวกันนี้เคยถูกยกขึ้นมาพูดถึงในการทดลองก่อนหน้านี้เช่นกัน,
คุณอาจจะถามว่า มันจะยากสักแค่ไหนกันเชียว กับการดูว่ารูปแบบของช่องรูคู่เปลี่ยนไปหรือไม่? เอาละ, ปัญหาคือ
ภาพประกอบทั่วไปที่แสดงเป็นแถบหลายๆแถบสำหรับกรณีที่ไม่มีการสังเกตการณ์ช่องคู่
และแถบหนาๆ สองแถบสำหรับกรณีที่มีการสังเกตการณ์นั้น,
มันสร้างความเข้าใจผิดอย่างมาก จนดิฉันบอกได้คำเดียวเลยว่ามันผิด. เป็นเพราะว่าช่องรูเดี่ยวก็ทำให้เกิดลวดลายการแทรกสอดได้เหมือนกัน,
เพียงแต่มันดูแตกต่างจากช่องรูคู่เล็กน้อยเท่านั้น. (Similar criticisms have been raised
about earlier experiments. How difficult can it be you may ask, to figure out
whether the pattern of a double slit changed? Well, the issue is that the
common illustration with multiple stripes for unobserved double slit and two
thick bands for the observed one is so misleading I can only call it wrong.
It’s because a single slit also makes an interference pattern, it just looks
slightly difference from that of a double slit.)
ดังนั้น, หากคุณไม่ได้คาดคิดว่าการสังเกตอย่างมีสติของคุณจะส่งผลกระทบต่อโฟตอนแต่ละตัวจริง
ๆ มันก็อาจจะเป็นเรื่องยากที่จะบอกถึงความแตกต่าง. มันอาจจะมีตัวอย่างที่ดูง่ายกว่านี้ให้ศึกษา
แต่พวกเขาอาจจะไม่ได้อยากให้เป็นแบบนั้นก็ได้. สรุปสั้น ๆ
ก็คือ ผลการทดลองที่อ้างว่า "ความคิดของจิตสำนึก"
มีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของการทดลองทางควอนตัมนั้น
ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากและยังไม่มีใครสามารถทำซ้ำได้สำเร็จ. (So, if you don’t expect your conscious
observes to affect really each photon it can actually be difficult to tell the
difference. There’d be easier example to look at but maybe they didn’t want
that. In any case the brief summary is that the results of experiments that
claimed to find an influence of conscious thought on the outcome of quantum experiments
have remained highly controversial and have not been reproduced.)
นอกจากนี้, แนวคิดที่ว่าจิตสำนึกหรือความใส่ใจของคุณส่งผลต่อรูปแบบการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นนั้น
ไม่มีความสมเหตุสมผลเลย, วิจเนอร์ได้ถูกต้องในการพูดว่า ในแง่ฟิสิกส์นั้น, สิ่งหนึ่งสามารถมีผลกระทบต่อสิ่งอื่น,
ดังนั้นแล้วอิทธิพลนั้นก็สามารถส่งผลกันได้ทั้งสองทาง. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า
อิทธิพลทั้งสองทางนั้นจะเท่า ๆกันไปเลยทั้งสองทิศทาง. ถ้าฝนตก, คุณจะเปียก, ถ้าคุณสาบานไปกับท้องฟ้าในการตอบโต้,
แล้วความกดดันส่งคลื่นออกมาจากปากของคุณสามารถที่จะเคลื่อนย้ายบางโมเลกุลบางตัวได้. (In addition, the idea that your conscious attention somehow influences
what a wave-function collapse into doesn’t make sense, Wigner was right in
saying that in physics, if one thing can affect another, then that influence
can go both ways. But that doesn’t mean that the influence is equally relevant
in both directions. If the rains, you’ll
get wet, If you swear at the sky in response, then the pressure waves coming
out of your mouth move some air molecules.)
ดังนั้น, พวกเขามีอิทธิพลต่อฝนจริง.
แต่ในทางปฏิบัติแล้ว มันไม่ได้สร้างความแตกต่างอะไรขึ้นมาให้เห็น. และสมองของคุณมีอิทธิพลทางกายภาพต่อสิ่งแวดล้อมรอบตัวมันจริง.
นั่นเป็นเพราะว่าการคิดทำให้เกิดสนามไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก.
แต่มันอ่อนเกินกว่าที่จะทำให้แสงที่วิ่งผ่านช่องคู่ยุบตัวได้. ฉันเชื่อว่านี่คือจุดเริ่มต้นของแนวคิดเรื่อง
'การบำบัดด้วยควอนตัม'
(Quantum Healing)มาจากไหน, การที่คุณเพ่งความสนใจไปที่สิ่งใดสิ่งหนึ่ง
จะสามารถช่วยส่งผลต่อกระบวนการทำงานต่างๆ
ที่เกิดขึ้นในร่างกายของคุณได้ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง. ปัญหาใหญ่ที่สุดของฉันกับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ว่ามันเป็นวิทยาศาสตร์เทียมด้วยซ้ำ
แต่เป็นเรื่องที่มันไปโทษว่าเป็นความผิดของคนไข้เองที่เจ็บป่วย. (So, they indeed influence the
rain. But for all practical purpose it doesn’t make any difference. And your
brain indeed has a physical influence on its environment. That’s because
thinking generates electric and magnetic fields. But they’re too weak to
collapse the light going through a double slit. I believe this is where the
idea of “quantum healing” comes from, that by focusing your attention you can
somehow influence what processes happen in your body. My major problem this
isn’t even that it’s pseudoscience, but that it blames patients for being ill.)
เฮ้!
ถ้าคุณกำลังจะตายด้วยโรคมะเร็ง, นั่นเป็นความผิดของคุณเอง, ก็ควรที่จะได้เรียนรู้มากยิ่งขึ้นในกลศาสตร์ควอนตัม
เมื่อตอนที่คุณยังคงสามารถทำได้. ในท้ายที่สุดของให้ดิฉันเพิ่มเติมความคิดเห็นข้อสรุปสั้นๆเกี่ยวกับโรเจอร์
เพนโรสและสจ๊วร์ต ฮาเมอรอฟฟ์,
ผู้ที่อาจจะมีชื่อดเสียงโด่งดังมาทกที่สุดสำหรับการอ้างว่า จิตสำนึกมีอะไรบางอย่างที่ทำกับหกลศาสตร์ควอนตัม.ฅ ข้อโต้ค้านของพวกเขาอย่างไรก็ตาม
ก็เป็นที่แตกต่างอย่างสมบ฿รณ์สิ้นอันหนึ่ง. มันคือว่า การยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่นนำไปสู่จิตสำนึก, ไม่ใช่จิตสำนึกนำไปสู่การยุบตัว. (Hey, if you’re dying from
cancer, that’s your own fault, should have learned more quantum mechanics when
you still could. Finally let me add a brief comment about Roger Penrose and
Stuart Hammeroff, who are maybe most famous for claiming that consciousness has
something to do with quantum mechanics. Their argument however is a completely
different one. It’s that the collapse of the wave-function leads to
consciousness, not that consciousness leads to the collapse.)
เพนสโรส และ ฮามารอฟฟ์ (Penrose and Hamaroff)
พวกเขามีแนวคิดนี้ว่า
ในสมองมนุษย์คือ โมเลกุลขนาดใหญ่ทั้งหลายบางชนิด, ไมโครทูบูล,
ที่สามารถก่อรูป ที่สามารถก่อตัวเป็นสถานะควอนตัมที่มีความสอดคล้องกัน,
และการยุบตัวของพวกเขาที่มีการเกี่ยวโยงกับจิตสำนึก. มีปัญหาหลากหลายกับสิ่งนี้.
อย่างแรกของทั้งหมด, คุณคงไม่คาดคิดว่าโมเลกุลขนาดใหญ่เช่นนี้จะสามารถคงอยู่ในสภาวะซ้อนทับควอนตัม
(quantum superposition) ได้นานเพียงพอในสมองของมนุษย์. (They
have this idea that in the human brain there are certain large molecules, the
microtubules6, that can form coherent quantum states, and
their collapse is relevant for consciousness. There are several problems with
this. First of all, you wouldn’t expect such large molecules to remain in
quantum superpositions for a sufficiently long time in the human brain.)
6 ไมโครทิวบูล (Microtubule) คือ โครงสร้างรูปทรงท่อกลวงขนาดเล็กมากซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงร่างเซลล์
(Cytoskeleton) ในเซลล์ยูคาริโอต
มีหน้าที่หลักในการรักษารูปทรงของเซลล์ และช่วยในกระบวนการสำคัญต่างๆ
ลักษณะและโครงสร้าง
- ขนาด:
มีลักษณะเป็นท่อกลวง เส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 25 นาโนเมตร
- หน่วยย่อย:
สร้างจากโปรตีนทรงกลมที่เรียกว่า ทิวบูลิน (Tubulin) ชนิดแอลฟาและเบตา มาต่อเรียงกันเป็นท่อแข็ง
หน้าที่สำคัญ
- คงรูปทรงเซลล์:
ช่วยค้ำจุนโครงสร้างและรูปร่างของเซลล์ไม่ให้ยุบตัว
- การแบ่งเซลล์:
เป็นองค์ประกอบของเส้นใยสปินเดิล (Spindle fiber) ที่ทำหน้าที่ดึงแยกโครโมโซมขณะแบ่งเซลล์
- การขนส่งภายในเซลล์:
เป็นรางให้โปรตีนมอเตอร์ (เช่น คิเนซินและไดนีอิน)
ขนส่งออร์แกเนลล์และสารต่างๆ ภายในเซลล์
- การเคลื่อนไหว:
เป็นแกนโครงสร้างหลักของซิเลีย (Cilia) และแฟลเจลลัม
(Flagellum) ซึ่งช่วยให้เซลล์เคลื่อนที่ได้
อย่างที่สอง,
เซลล์ทั้งหมดทีไมโครทูบูลทั้งหลายนั้น, ดังนั้นแล้วตับของดิฉันไม่ได้มีสำนึกจิตได้อย่างไรล่ะ?
และอย่างที่สาม, แล้วไอ้เรื่องธุรกิจไมโครทูบูลทั้งหมดนี้
มันไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องจิตสำนึกอะไรกันแน่เนี่ย? อีกประการหนึ่ง, ในหนังสือของดิฉัน
“ฟิสิกส์การมีอยู่” ดิฉันได้ทีสัมภาษณ์หนึ่งกับโรเจอร์ เพนโรสเกี่ยวกับเรื่องนี้.
(Second, all cells have microtubules,
so how come my liver isn’t also conscious? And third, what’s this whole
microtubule business got to do with consciousness anyway? By the way, in my
book “Existential Physics” I have an interview with Roger Penrose about this.)
สรุป (Summary)
ดังนั้น, ในข้อสรุป. A) จิตสำนึกเป็นสาเหตุให้เกิดการยุบตัวของฟังก์ชั่นคลื่น
คือความเป็นไปได้ในการตีความเชิงคณิตศาสตร์, แต่มันมันก็เป็นปัญหาเท่าๆกับการตีความกลศาสตร์ควอนตัมแบบอื่นๆทั้งหมด.
B) สามารถสร้างแบบจำลองการยุบตัว (collapse model) ขึ้นมาตามแนวคิดนี้,
ซึ่งถือเป็นการปรับเปลี่ยนกลศาสตร์ควอนตัมที่สามารถทดสอบได้.
แต่ทั้งหมดด้วยความซื่อสัตย์, ดิฉันคิดว่าถ้าทดสอบมัน, พวกเขาแค่จะตัดมันออกไปจากการพิจารณา.
C) แนวคิดที่ว่าคุณสามารถส่งผลกระทบต่อการยุบตัวของฟังก์ชันคลื่นได้ด้วยการนึกคิด
ถือเป็นวิทยาศาสตร์เทียม. และ D) ไม่มีอะไรในกลุ่มนั้นเลยที่เป็นสิ่งที่เพนโรส
และฮามารอฟฟ์ กำลังพูดถึง ซึ่งนั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเลยโดยสิ้นเชิง. (So,
in summary. A) That consciousness causes the collapse of the wave-function is a
possible interpretation of the mathematics, but it’s as problematic as all
other interpretations of quantum mechanics. B) One can formulate a collapse
model based on this idea which is a testable modification of quantum mechanics.
But in all honesty, I think if they test it, they’ll just rule it out. C) The
idea that you can influence the collapse of wave-function by thinking is pseudoscience.
And D) none of that is what Penrose and Hamaroff are on about, which is another
story entirely.)
เข้ามาลองดูหลักสูตรกลศาสตร์ควอนตัมของดิฉันสิ
(Check out my Quantum Mechanics
Course)
ใช่, ฉันได้พูดคุยถึงเกี่ยวกับกลศาสตร์ควอนตัมอีกแล้ว! แต่ถ้าคุณต้องการที่จะเข้าใจอย่างแท้จริงว่ากลศาสตร์ควอนตัมทำงานอย่างไร,
แล้วการดูวิดีโอฝ่ายเดียวคงไม่เพียงพอ, คุณต้องเกี่ยวดองแบบมีส่วนร่วมกับหัวข้อนั้น.
ผ็สนับสนุนทางการเงินของเรา, Brilliant เสนอหลักสูตรทั้งหลายบนหลายหัวข้อที่หลากหลายในวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ทั้งหลาย.
ข้อดีของหลักสูตรของพวกเขาก็คือ เป็นบทเรียนรูปแบบโต้ตอบ (Interactive) ที่มาพร้อมกับภาพประกอบ/แผนภาพช่วยจำ (Visualization) และคำถามทบทวนความเข้าใจ, ดังนั้นคุณสามารถตรวจสอบความเข้าใจของคุณได้ในทันที.
นี่คือสาเหตุที่ฉันชอบค้นหาข้อมูลบน Brilliant เพราะมันเร็ว
ง่าย และบอกสิ่งที่ดิฉันจำเป็นต้องรู้. (Yes, I’ve been talking about
quantum mechanics again! But if you want to really understand how quantum
mechanics works, then passively watching videos isn’t enough, you have to
actively engage with the subject. Our sponsor, Brilliant can help you with that.
Brilliant offers courses on a large variety subjects in science and
mathematics. The great thing about their courses is that they’re all
interactive with visualization and follow-up questions, so you can check your
understanding right away. This is why I like to look things up on Brilliant.
It’s fast, it’s easy and it tells me what I need to know.)
(To understand
better what I talked about in this video, check out for example my course about
quantum mechanics. It gives you an introduction to interference, superpositions
and entanglement, the uncertainty principle, and Bell’s theorem. It begins from
the very basics, so you don’t need to bring any background knowledge. And after
that, you can continue maybe with their course on quantum objects, or quantum
computing, or wherever your curiosity drives you. If you’re interested in
trying Brilliant out, use our link Brilliant dot org slash Sabine and sign up
for a free trial where you’ll get to try out everything Brilliant has to offer for
a whole week. The first 200 subscribers using this link will also get 20
percent off the annual premium subscription. Thanks for watching, see you next
week.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น