หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2569

ไบรอัน ค็อกซ์ ปะทะ พระเจ้า – ความสัจจริงเกี่ยวกับ จิตสำนึก

ไบรอัน ค็อกซ์ ปะทะ พระเจ้า – ความสัจจริงเกี่ยวกับ จิตสำนึก

Brian Cox Vs God - The Truth About Consciousness

          https://youtu.be/AwQrTywsbFs?si=CGDoOj4xU216hgSg

          ในเดือนพฤศจิกายน 2025, ไบรอัน ค็อกซ์ นักฟิสิกส์ผู้ที่ได้ทำมากกว่าบางที, ผู้ใดที่ยังมีชีวิตอยู่, ที่จะทำให้วิทยาศาสตร์เกี่ยวโยงกับผู้คนธรรมดาทั่วไป, ได้นั่งลงหารือกับนักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาทั้งหลาย และได้ถามถึงว่า อะไรคือจิตสำนึก.   (In November 2025, Brian Cox the physicist who has done more than perhaps anyone alive to make science engaging for ordinary people, sat down with a panel of neuroscientists and asked what consciousness is,)

          รายการตอนนี้ได้ผลิตสร้างขึ้นสำหรับสถาบัน ฟรานซิส คริค และถูกปล่อยออกมาในฐานที่เป็นส่วนหนึ่งของ ชุดพอดคาสต์ทั้งหลายของเขา ผลิตขึ้นประเภทกลุ่มผู้ฟังข้ามสาขา ที่นักสื่อสารด้านวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ทั้งหลายเพียงแค่ฝันถึงของด้านฟิสิกส์, ปรัชญา, และผู้คนซึ่งปราศจากภูมิหลังเป็นพิเศษ ในไม่ว่าทั้งหมดถึงลากเข้ามาด้วยคำถามที่ ค็อกซ์ตั้งท่าทีและมีความสับสนงุนงงอย่างแท้จริงกับคำถามที่เขาตั้งมันไว้. เขาได้เปิดขึ้นโดยการพูดบางอย่างที่น่าจดจำสำหรับนักวัตถุนิยมที่เหนียวแน่น.   (This episode produced for the Francis Crick Institute and released as part of his podcast series generated the kind of crossover audience that most science communicators only dream of physicists, philosophers, and people with no particular background in either all drawn in by the question Cox posed and the honest bewilderment with which he posed it. He opened by saying something remarkable for a committed materialist.)

          เรายังห่างไกล, ผมคิดว่ามันยุติธรรมที่จะพูดเช่นนี้, ในการมีทฤษฎีที่อธิบายได้ว่า อย่างไรที่ประสารณ์รับรู้ของเราผุดอุบัติขึ้นจากกระบวนการทั้งหลายทางกายภาพในสมอง. ประโยคนั่นไม่ใช่การยอมอ่อนข้อให้เล็กๆน้อยๆเลย. มันเป็นคำทั้งหลายที่แตกต่างกับ ปัญหาที่ยากหนักหนาของจิตสำนึก. ช่องว่างที่ เดวิด ชาร์เมอร์สได้ตั้งชื่อเอาไว้, ที่ นาเจล ได้โต้ค้านเชิงวัตถุนิยม ที่ไม่สามารถเชื่อมสะพานที่ เพนโรส ได้แสดงไว้ว่าไม่สามารถถูกทำการประมวลผลได้, และนั่นเอ็กนอร์, ค็อช, แวน ล็อมเมล, และบรรดานักวิจัยค้นคว้าเอกในเรื่องจิตสำนึก ในแค็ตตาลอกนี้ได้เผชิญมากับด้านที่แตกต่างกันไป. สิ่งที่จะโต้แย้งในบทความนี้คือ การวางกรอบคำถามของเขาเอง ทำให้ไม่สามารถหาคำตอบทางประสาทวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้ และนั่น (We are nowhere near, I think it is fair to say, having a theory that explains how our experience emerges from physical processes in the brain. That sentence is not a small concession. It is in different words the hard problem of consciousness. The gap that Chalmers named, that Nagel argued materialism cannot bridge that Penrose showed cannot be computational, and that Egnor, Koch, VAN Lommel, and every major consciousness researcher in this catalog has encountered from different sides.)

          ค็อกซ์ ได้วางกรอบมันเป็นเช่นคำถามหนึ่งที่จะถูกตอบโดยนักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาที่ดีกว่า.  สิ่งที่จะโต้แย้งในบทความนี้คือ การวางกรอบคำถามของเขาเอง ทำให้ไม่สามารถหาคำตอบทางประสาทวิทยาศาสตร์มาอธิบายได้ และการปฏิบัติตามสิ่งที่เขาพูดอย่างจริงใจ ก็นำไปสู่จุดที่รูปแบบ (หรือข้อจำกัด) ของเขาไม่เอื้อให้เขาไปถึง. ในแผงของค็อกซ์ ประกอบด้วย แอนิล เซ็ธ, นักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาด้านการรู้คิด ผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับการหลอนประสาทที่ถูกควบคุม (controlled hallucination) ซึ่งมองว่าจิตสำนึกคือสิ่งที่สมองคาดเดาได้ดีที่สุดในการสร้างแบบจำลองความเป็นจริง, เครื่องจักรที่ทำงานเชิงรุก มากกว่าที่จะเป็นเพียงผู้รับข้อมูลอย่างเฉื่อยชา.    (Cox framed it as a question to be answered by better neuroscience. What this script will argue is that his own framing of the question makes the neuroscientific answer unavailable and that the honest follow-through on what he said leads somewhere his format does not permit him to go. Cox’s panel included Anil Seth, the cognitive neuroscientist whose controlled hallucination framework proposes that consciousness is the brain’s best guess at modeling reality, machine rather than a passive receiver.)

          แนวคิดของ เซ็ธ นั้นมีความเฉียบคมและสามารถอธิบายแง่มุมต่างๆ ของการตระหนักรู้ได้อย่างทรงพลังแท้จริง. อะไรที่มันไม่สามารถอธิบายคือหนึ่งสิ่งที่ค็อกซ์ได้ยอมรับว่าไม่สามารถถูกอธิบสายได้, คือ  ทำไมเราจึงสามารถรับรู้หรือสัมผัสถึงสิ่งจำลองนี้ได้เลย. เครื่องจักรทำนายผลที่ทำงานในความมืด, โดยสร้างแบบจำลองของมันขึ้นมาโดยไม่มีชีวิตจิตใจภายใน, ก็จะสร้างผลลัพธ์ทางพฤติกรรมออกมาได้เหมือนกันทุกประการโดยปราศจากจิตสำนึกใด. แบบจำลองที่ได้ควบคุมภาพหลอน อธิบายถึงอะไรที่จิตสำนึกทำงาน.  (Seth’s position is elegant and has genuine explanatory power for many aspects of perception. What it cannot explain is one thing Cox admitted was unexplained, why the modeling is experienced at all. A prediction machine that runs in the dark, generating its models without any inner life, would produce the same behavioral outputs without any consciousness. The controlled hallucination model describes what consciousness does.)

          มันไม่ได้กล่าวถึงว่าทำไมมันถึงเป็นเช่นนั้น. ช่องว่างที่ค็อกซ์ระบุไว้ยังคงอยู่ที่เดิมอย่างแม่นยำ แม้ว่าเซ็ธจะเข้ามามีส่วนร่วมแล้วก็ตาม.นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมข้อสรุปของค็อกซ์ในช่วงท้ายของการสนทนา จึงเป็นสิ่งที่มีความจริงใจที่สุดเท่าที่มีใครพูดขึ้นมาในเย็นวันนั้น. เห็นด้วยอย่างเต็มที่, เขาทำตลก. เรายังคงไม่รู้. สิ่งที่ Spiritual Quest สามารถทำได้ แต่รูปแบบของ ค็อกซ์ ไม่เอื้อให้ทำในการนำคำถามนั้นมาพิจารณาอย่างจริงจังจนถึงที่สุดเพื่อหาข้อสรุป. หากเรายังห่างไกลจากการมีทฤษฎีที่สามารถอธิบายได้ว่า ประสบการณ์ผุดอุบัติขึ้นจากกระบวนการทางกายภาพได้อย่างไร, มันก็มีความเป็นไปได้อยู่ 3 ทาง.  (It does not address why it is. T0he gap Cox identified remains precisely where he found it after Seth’s contribution. Which is why C0ox’s summary at the close of the conversation is the most honest thing anyone said that evening. Complete agreement, he joked. We still don’t know. What Spiritual Quest can do that Cox’s format does not permit is take the question seriously all the way to its conclusions. If we are nowhere near having a theory that explains how experience emerges from physical process, there are three possibilities.)

          อย่างแรก, เราอย่างชั่วคราวอยู่ข้างหลัง และวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาอนาคตจะเป็นตัวผอิดช่องว่างนั้น. อย่างที่สอง, ช่องว่างนี้เป็นสิ่งถาวร เพราะว่าประสบการณ์ไม่สามารถถูกเปลี่ยนรูปหรือแยกย่อยมาจากกระบวนการทางกายภาพได้ ซึ่งนี่คือจุดยืนของแชมเมอร์ส และมันบ่งชี้ว่าจิตสำนึก เป็นสิ่งพื้นฐานที่มีอยู่เดิม ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งปรากฏขึ้นมาใหม่. อย่างที่สาม, คำถามกำลังถูกตั้งกรอบขึ้นมาอย่างไม่ถูกต้อง และประสบการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นมาจากกระบวนการทางกายภาพ เพราะว่ามันไม่เคยถูกผลิตโดยพวกเขาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ซึ่งนั่นคือจุดยืนของพลังค์, ชเราว์ดิง, ฟอกกิน, แคสตรุป, และทุกนักคิดในแต็ตตาล็อคนี้.  (First, we are temporarily behind and future neuroscience will close the gap. Second, the gap is permanent because experience cannot be derived from physical processes which is Chalmer’s position and which implies consciousness is fundamental rather than emergent. Third, the question is being framed incorrectly and experience does not emerge from physical processes because it was never produced by them in the first place which is the position of Plank, Shrouding, Faggin, Kastrup and every idealist framework in this catalog.)

ค็อกซ์มุ่งเน้นในความเป็นไปได้อย่างแรก. วิทยาศาสตร์ยังไม่ได้พิสูจน์รับรองความมุ่งมั่นนี้. 40 ปีของวิทยาศาสตรืประสาทวิทยาได้ผลิตสร้างความรู้พิเศษจำเพาะเกี่ยวกับ การทำงานของเซลล์ประสาทที่มีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกับจิตสำนึก, ภูมิภาคของสมอง,  ความถี่ของการแกว่ง, และรูปแบบเครือข่ายที่เกิดขึ้นร่วมกับประสบการณ์เฉพาะเจาะจง.  (Cox is committed to the first possibility. The science has not yet vindicated this commitment. 40 years of neuroscience have produced extraordinary knowledge about the neural correlates of consciousness, the brain regions, the oscillation frequencies, the network patterns that accompany specific experiences.)

สิ่งที่พวกเขาผลิกแพลงหรือสร้างขึ้นมาไม่ได้เลย ก็คือการอธิบายว่า เพราะเหตุใดรูปแบบเหล่านั้นจึงต้องเกิดขึ้นมาพร้อมกับประสบการณ์รับรู้ แทนที่จะเกิดขึ้นไปเฉย ๆในความมืด. กระบวนการนั้นเป็นจริง. ช่องว่างนั้นไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง. การที่ค็อกซ์พูดออกมาอย่างซื่อสัตย์แบบนั้น มันมีความหมายลึกซึ้งในทางปรัชญา ยิ่งกว่าที่เจ้าตัวเขาจะตระหนักรู้. หากช่องว่างนี้ยังไม่สามารถถูกเติมเต็มได้ หลังจากผ่านการพัฒนาอย่างซับซ้อนของประสาทวิทยาศาสตร์มานานถึง 40 ปี คำถามที่ว่าวิทยาศาตร์ในรูปแบบเดิมนี้จะสามารถเติมเต็มช่องว่างดังกล่าวในทางหลักการได้จริงหรือไม่นั้น จึงเป็นเรื่องที่ควรนำมาพิจารณาอย่างจริงจัง มากกว่าที่จะทึกทักเอาเองว่ามันสามารถทำได้.   (What they have not produced is any movement toward explaining why those patterns are accompanied by experience rather than occurring in the dark. The progress is real. The gap is unchanged. Cox’s honesty in saying so is more philosophically significant than he may realize. If the gap has not closed after 40 years of increasingly sophisticated neuroscience, the question of whether it is in principle closable by more of the same science deserves to be taken seriously rather than assumed away.)

นัยทางเทววิทยาที่ค็อกซ์ไม่ได้ติดตามต่อ แต่คำถามของเขากำลังชี้ไปถึงนั้น คือแนวคิดที่แคตตาล็อกนี้ได้สร้างและสะสมมาอย่างต่อเนื่องผ่านบทละครทั้ง 60 บท. หากจิตสำนึกไม่สามารถแยกย่อยหรืออธิบายได้ด้วยกระบวนการทางกายภาพ และนั่นไม่ใช่เพราะว่าเรายังพยายามไม่มากพอ, แต่เนื่องจากไม่สามารถหาที่มาในเชิงโครงสร้างได้ ความตระหนักรู้ (หรือจิตสำนึก) จึงเกิดก่อนกระบวนการทางกายภาพที่คิดกันว่ามันอุบัติขึ้นมา. มันไม่ใช่ผลผลิตของจักรวาล แต่เป็นดังเช่นที่พลังค์ได้กล่าวไว้ มันคือแม่พิมพ์ที่จักรวาลถือกำเนิดขึ้นมา.   (The theological implication Cox does not follow, but which his question points toward is the one this catalog has been building across 60 scripts. If consciousness cannot be derived from physical processes, not because we haven’t tried hard enough, but because the derivation is structurally unavailable, then consciousness is prior to the physical processes it is supposed to emerge from. It is not a product of the universe. It is, as Plank said, the matrix from which the universe emerges.)

ประสบการณ์ที่ค็อกซ์ไม่สามารถอธิบาย โดยการชี้ไปที่สมอง ก็ไม่ได้เป็นอะไรที่สมองนั้นได้เติมเพิ่มให้กับโลกทางกายภาพ. มันคือสิ่งที่โลกทางกายภาพกำลังแสดงออกอย่างสั้นๆ เฉพาะที่, และเพียงบางส่วน ผ่านทางอวัยวะที่เปิดรับสิ่งนั้น. สมองไม่ได้กำลังผลิตสร้างจิตสำนึก. มันคือการรวมศูนย์สิ่งนั้นอย่างที่ ฮาเมอร์รอฟฟ์ กล่าวไว้ และเป็นการตีกรอบหรือควบคุมทิศทางสิ่งนั้นอย่างที่ แบร์กซอนได้กล่าวไว้, ระบายมันออกมา.  (The experience that Cox cannot explain by pointing at the brain is not something the brain added to the physical world. It is what the physical world is expressing briefly, locally partially through the organ that receives it. The brain is not generating consciousness. It is, as Hameroff says, focusing it, as Bergson said, channeling it.)

ดังที่ข้อมูลของ แวน ล็อมเมลแสดงไว้, การรอดพ้นจากความเสียหายในรูปแบบที่กระบวนการผลิตไม่สามารถอธิบายได้ . ค็อกซ์ถามคำถามอย่างเบาๆ. รูปแบบของเขา, คือการเสวนาพูดคุยกันอย่างเป็นกันเองในรูปแบบของคณะผู้เชี่ยวชาญ (Panel Discussion) สำหรับกลุ่มผู้ชมทางด้านวิทยาศาสตร์ทั่วไป ผลิตโดยสถาบันฟรานซิส คริก, การปิดกั้นไม่ปล่อยให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไปตามความจริงหรือทิศทางที่มันควรจะเป็น. ช่องทางนี้ถูกสร้างขึ้นมา/มีอยู่เพื่อการติดตามผลสิ่งนั้นโดยเฉพาะ. คำตอบที่ว่าทำไมประสบการณ์รับรู้ ไม่สามารถเกิดขึ้นจากกระบวนการทางกายภาพได้นั้น ไม่ใช่เรื่องของประสาทวิทยาที่มากขึ้น.  (As van Lommel’s data shows, surviving its damage in ways that production cannot explain. Cox asked the light question. His format, a friendly panel discussion for a general science audience produced by the Francis Crick Institute, does not leave room to follow it to where it honestly goes. This channel exists precisely for that follow-through. The answer to why experience cannot be derived from physical processes is not more neuroscience.)

มันคือการตระหนักรู้ว่า แนวทางการอธิบายที่ผ่านมานั้นผิดมาโดยตลอด. ประสบการณ์รับรู้ไม่เคยได้เป็นกระแสไหลของฟิสิกส์. ฟิสิกส์เป็นสิ่งที่ตามหลังกระแสไหลของประสบการณ์เสมอ. นักฟิสิกส์ผู้ตั้งคำถามอย่างซื่อตรง ได้สร้างข้อสนับสนุนให้กับจุดยืนที่รูปแบบของเขาไม่มีวันเอื้อมถึงไปโดยไม่ตั้งใจ. (It is the recognition that the direction of explanation was always wrong. Experience was never downstream of physics. Physics has always been downstream of experience. The physicist who asked the honest question inadvertently built the case for the position his format will not let him reach.)

เราสามารถทำได้. หากคำถามของค็อกซ์ส่งผลกระทบนี่แตกต่างไปจากตอนที่อยู่ในพอดแคสต์ของเขา, บอกมาเช่นนั้นได้ในช่องความคิดเห็นข้างล่างนี้. หากคุณต้องการติดตามคำถามต่าง ๆ ต่อไป ที่การสื่อสารทางวิทยาศาสตร์ที่ซื่อสัตย์ที่สุดได้เปิดประเด็นไว้และไม่สามารถหาคำตอบมาปิดลงได้, ก็กดปุ่มติดตาม. ช่องว่างที่ค็อกซ์กล่าวถึง ไม่ใช่ช่องว่างที่กำลังรอให้ใครมาเติมเต็ม. มันกำลังชี้ไปที่บางอย่างที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับมันมาโดยตลอด.   (We can. If Cox’s question landed differently here than it did in his podcast, say so in the comments. If you want to keep following the questions that the most honest science communications open and cannot close, subscribe. The gap Cox described is not waiting to be filled. It is pointing at something that was always on the other side of it.)

  https://youtu.be/AwQrTywsbFs?si=Ltc1E4ptQ37Fhdye

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น