หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

จ. กฤษณะมูรติ - สมองคือ จิต เมื่อมันเป็นอิสระอย่างที่สุด

 จ. กฤษณะมูรติ - สมองคือ จิต เมื่อมันเป็นอิสระอย่างที่สุด

The brain is the mind when it is totally free | Krishnamurti

          https://youtu.be/K9x578ArFhU?si=TBLt_0PZbAM8xPSl


พ.จ.:    อะไรคือความแตกต่างแยกกันออกระหว่างความคิด และสมอง? (What is the distinction between thought and the brain?)

กฤษณะมูรติ:     ความคิดคือกิจกรรม/การทำงานของสมอง (Thought is the activity of the brain.)

พ.จ.:    มีสิ่งใดหรือไม่ในสมองที่แยกจากความคิด? (Is there anything in the brain apart from thought?)

กฤษณะมูรติ:     หะหะหะ ฉันจะไม่ตกลงไปในหลุมพรางนั่น. คุณตอนนี้กำลังกลับไปหาเรื่องเก่า...(I won’t fall into that trap. You are now going back to the old…)

พ.จ.:    ไม่. ฉันไม่ได้, นะขอรับ, ฉันเปล่านะ. ถ้าเรายอมรับว่าสมองนั้นมีศักยภาพอันมหึมาน่าเกรงขามนี้. และเรากำลังใช้เพียงส่วนเล็กน้อยอยู่เท่านั้น. (No, I’m not, sir, I’m not. If we accept that the brain has this tremendous potential. And we only using a very small part.)

กฤษณะมูรติ:     และเราก็กำลังใช้แต่เพียงส่วนน้อยนิดมากเท่านั้น. (And we only using a very small part)

พ.จ.:    อย่างชัดเจนเลย. แม้กระทั่งในระดับทั่วไป, ไม่ต้องพูดถึงสิ่งใดเหมือนเช่นนั้น. ถ้าคุณสามารถทำด้วยจิตกับอะไรที่ได้ทำด้วยเทคโนโลยี...(Obviously. Even at the ordinary level, not talking of anything like that. If you could do with the psyche what you have done with technology…)

กฤษณะมูรติ:     นั่นคือทั้งหมดที่ฉันกำลังพูดอยู่. จักรวาลกำลังเปิดออกต่อคุณ. (That’s all I am saying. The universe is open to you.)

พ.จ.:    มันเป็นเช่นนั้นแหละ. (It’s just that.)

กฤษณะมูรติ:     ตอนนี้, นั่นคือทั้งหมดที่ฉันกำลังพูดอยู่. ถ้าสมองนี้ได้มีความสามารถที่จะทำเช่นสิ่งทั้งหลายพิเศษเฉพาะอย่างเช่นเชิงเทคโนโลยีนั้น, ถ้าสมองสามารถเป็นอิสระจากข้อจำกัดทั้งหลายของจิตใจ, มันเป็นที่น่าทึ่งมากในอะไรที่มันสามารถทำได้. แล้วฉันกำลังพูดว่า, สมองก็คือจิต – เมื่อมันเป็นอิสระถึงที่สุดสัมบูรณ์. (Now, that’s all I am saying. If the brain has been able to do such extraordinary things technologically, if the brain can be free from the limitations of the psyche, it is incredible what it can do.  Then I am saying, the brain is the Mind – when it is totally free.)

          สมรรถนะความจุนั้น - ไม่, ฉันไม่ควรใช้คำว่า ความจุ’ – นั่นไม่มีสัมผัสสำนึกของการแยกกัน, มันเป็นสัมผัสรู้สึกของทั้งปวง, สมบูรณ์สิ้น, ความเป็นทั้งหมดสิ้น. ฉันจะไม่เข้าไปในนั้น. คุณเข้าใจในอะไรที่ฉันหมายถึงไหม?  (The capacity – no, I shouldn’t use the word ‘capacity’ – then there is no sense of division, it is the sense of whole, completely, wholeness. I don’t to enter into that. You understand what I mean?)

พ.จ.:    ฉันเข้าใจค่ะ. ตอนนี้, ขอให้ฉันไปไกลขึ้นอีก. ถ้าสมองนั้นได้ ได้ทิ่มแทง, ขับดันนั่น, หยั่งรู้/ญาณนั่น, พลังงานที่จะแสวงหาเทคโนโลยี, ทำไมมันถึง... (I understand. Now, if I may go further. If the brain has had that thrust, that drive, that insight, the energy to pursue technology, why is it…)

กฤษณะมูรติ:     นั่นพวกเขาไม่ได้ถูกหันไปถูกทาง. (…that they haven’t turned the other way.)

พ.จ.:    พวกเขาขึ้นไปในอวกาศและได้เตรียมตัวที่จะตาย, มันไม่ได้เป็นว่ามันเป็นคำถามถึงความตาย, หรือความหายไป หรือความแยกสลายไป, พวกเขาได้เตรียมพร้อมที่จะยอมรับดำเนินการผจญภัยทั้งหลาย...(They go up into space and prepared to die, it is not that it is a question of death, or disappear or disintegration, they are prepared to undertake adventures…)

กฤษณะมูรติ:     ไม่หรอก, มีเรื่องอยู่มากเบื้องหลังมัน: ความภูมิใจของประชาชาติ, วีรบุรุษ, คำสรรเสริญต่อประเทศ, พวกเขาไม่ได้ถูกเตรียมพร้อมที่จะตาย, พวกเขาได้ถูกโฆษณาที่จะตาย, ในนามของประเทศของคุณ หรือในนามของพระเจ้า. ในนามของผู้ไถ่บาป, อะไรที่พวกเขาได้ทำไปแล้ว, เผาไหม้ผู้คน, ทรมานผู้คน  (No, there is a great deal behind it: national pride, hero, praise by the country, they are not prepared to die, they have been propagandized to die, in the name of your country or in the name of God, in the name of the Savior, what they have done, burnt people, tortured people.)  

พ.จ.:    คุณไม่ได้ตอบคำถามอะไรที่ฉันกำลังพูดอยู่, เจ้าค่ะ. อะไรคือธาตุที่ให้แก่มนุษย์, ให้แก่เขาได้ใคร่จะรู้ - ความอยากรู้อยากเห็น - ที่จะขับดันในทิศทางของวิทยาศาสตร์? (You are not answer what I am saying, sir. What is the element which enable man, give him the curiosity – curiosity – to drive in the direction of science?)

กฤษณะมูรติ:     ใช่, ฉันคิดว่าการศึกษาของคุณเป็นสิ่งต้องรับผิดชอบสำหรับมัน เพราะว่าเรามีการได้เน้นในทุกวัฒนธรรม, ยกเว้นแต่ว่า, บางทีนะวัฒนธรรมที่ตายแล้วสองสามอย่าง, ที่คุณต้องหาเลี้ยงชีพ, ทำงาน, ทำงาน, ทำงาน. (Yes, I think our education is responsible for it because we have all emphasized, every culture, except perhaps a few dead cultures, that you must earn a livelihood, work, work, work.)

          และในการที่จะทำเช่นนั้น, ศึกษา, ซ้ำแล้วซ้ำอีก, ซ้ำๆๆ. เช้าวันนี้ฉันได้พบกับบางนักเรียนทั้งหลาย - ขออภัยฉันด้วยถ้าบางคนอยู่ในที่นี้. พวกไม่ได้มีความคิดเกี่ยวกับสิ่งใดเลยนอกจาก: คณิตศาสตร์, ประวัติศาสตร์, ภูมิศาสตร์. ถ้าคุณขอให้คุณเคลื่อนไปสักเล็กน้อยจากพวกนั้น พวกเขาก็จะหลงทาง. (And to do that, study, memorize, repeat, repeat, repeat. This morning, I met some of the studentsforgive me if some of you are here. They haven’t thought about anything except this: mathematics, history, geography. If you ask them to move a little away from that they are lost.)

อ.พ.:    ดังนั้น, เมื่อเป็นในหมู่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายมีแค่สองสามรายผู้ที่ไปสู่คำถามที่เป็นไปไม่ได้นั่น. (So, just as among the scientists there are only a few who go to the impossible question.)

กฤษณะมูรติ:     แต่, ขอรับท่าน, แม้กระทั่งเหล่าที่...(But, sir, even those are…)

อ.พ.:    น้อยมาก. ผมพูดเหมือนวันนี้ในวิกฤตการณ์ปัจจุบันในการอยู่รอดของมนุษยชาติ ให้มีการเคลื่อนไหวที่พอเพียง – ผมพูดว่าการกระตุ้นเร้าอย่างตั้งใจจงใจ เพราะว่ามีพื้นภูมิพอเพียงสำหรับมนุษย์ที่จะพูดว่า นี้เป็นสถานการณ์ที่ไม่สามารถทนได้สำหรับมนุษย์, และสมองนั้นต้องถูกสำรวจค้นคว้า. (Very few. I say similarly today in the present crisis of the survival of humanity there is sufficient motivation - I say motivation deliberately because there is sufficient ground for man to say that this is the most intolerable predicament for man, and the brain must be explored.)

กฤษณะมูรติ:ไม่, ขอรับ. พวกเขาสำรวจค้นค้วาการกระทำ/กิจกรรมทำงาน...ของสมอง. (No, sir. They are exploring the activity…of the brain.)

พ.จ.:    ...ไม่ใช่ในจิตใจ. (…not of the psyche.)

 อ.พ.:   ไม่, ขอรับ, มันเป็นแบบนี้: เราในตอนนี้กำลังเป็น, เราต้องเข้าใจเรื่องนั้น, อย่างไปก็แล้วแต่, ทุกกิจกรรม/การทำงานของจิตใจได้ถูกแสวงหาผ่านเซลล์สมอง. (No, sir, it is like this: we are now, we must understand that, after all, every activity of the psyche is pursued through the brain cells.)

กฤษณะมูรติ:     ขอรับท่าน, ไม่เลย. สักเดี๋ยวหนึ่งนะ, ขอรับ, อย่าเข้าไปในธุระเรื่องที่ว่าสมองคืออะไร. อะไรทีเรากำลังพูดกันอยู่เป็นอะไรที่เรียบง่ายกว่านั่น, ขอรับ. สมองมีสมรรถภาพที่พิเศษจำเพาะ, ผมไม่อย่ากที่จะใช้คำว่า “ความจุ” เพราะว่ามันมีความหมายถูกตั้งอยู่บนพื้นฐานประสบการณ์, และสมรรถภาพความจุถูกตั้งอยู่บนประสบการณ์นั้นก็ไม่ใช่สมรรถภาพ. ขออภัย. (Sir, no. Just a minute, sir, don’t go into the business of what the brain is. What we are saying is a very simple thing, sir. The brain has extraordinary capacity, I don’t like to use the word ‘capacity’ because it means based on experience, and capacity based on experience is not capacity. Sorry.)

          มีอะไรที่แตกต่างกัน...ของความเคลื่อนไหวที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของประสบการณ์, ความรู้. สมองได้ทำสิ่งพิเศษจำเพาะทั้งหลาย. และโดยกายภาพ, โดยจิตวิทยา, มันไม่ได้เคลื่อนที่ไปแม้แต่สักนิ้วเดียวภายหลังจากทั้งหมดของสี่สิบพันปีมานี้. (There is a different kind of…movement which is not based on experience, knowledge. That’s a different matter. The brain has done extraordinary things. And physically, psychologically it has not moved an inch after all these forty thousand years.)

          ตอนนี้, ถ้ามีการทะลวงผ่านซึ่งวงจรนั้น ฉันกำลังพูดว่า ไม่มีการแบ่งแยกกันระหว่างจิตกับสมอง, และพลังงานนั้นของสมอง - ฉันจะใช้คำนั้น - คุณเข้าใจได้ไหม? พลังงานนั้นของสมองได้ทำโลกของเทคโนโลยีไปแล้ว, ถูกมั้ย? (Now, if there is a breakthrough of that cycle then I am saying there is no division between the Mind and the Brain, and the energy of the brain – I will use that – You understand? The energy of the brain has done the technological world, right?)

          https://youtu.be/K9x578ArFhU?si=jlyyCZlr9IGgA25g

จ. กฤษณะมูรติ - ความคิด สร้าง ทุกข์

 จ. กฤษณะมูรติ - ความคิด สร้าง ทุกข์

Thought creates suffering | Krishnamurti

          https://youtu.be/f4AmzngJEoc?si=uxnzQ8ixxZAL3INF


จ. กฤษณะมูรติ:   ความทุกข์นั่นสามารถจบสิ้นได้ไหม? (Can that suffering end?)

เดวิด โบห์ม(David Bohm1):      ใช่, และมันไม่สามารถจบสิ้นได้โดยการกระทำของสมอง เพราะว่าสองนั้นถูกจับติดอยู่ในความทุกข์นี้, และมันไม่สามารถกระทำการได้เอากับความทุกข์ของตัวมันเอง. (Yes, and it cannot end by an action of the brain because the brain is caught in this suffering, and it cannot take an action towards its own suffering.)

          1 https://en.wikipedia.org/wiki/David_Bohm

จ. กฤษณะมูรติ:   แน่นอน, มันไม่สามารถทำได้. นั่นคือทำไมความคิดไม่สามารถจบสิ้นมันได้. ความคิดได้สร้างสรรค์มันขึ้นมาเอง. (Of course, it cannot. That is why thought cannot end it. Thought created it.)

เดวิด โบห์ม:     และไม่ว่าหนทางใดก็ตาม, มันไม่มีความสามารถที่จะควบคุมมัน. (And anyway, it is unable to get hold of it.)

จ. กฤษณะมูรติ:   ใช่, ความคิดได้สร้างสรรค์สงครามทั้งหลาย, ความทุกข์ยาก, ความวุ่นวาย, และความคิดได้กลายเป็นความสำคัญโดดเด่นในสัมพันธภาพของมนุษย์. (Yes, thought has created the wars, the misery, the confusion, and thought has become the prominent in human relationship.)

เดวิด โบห์ม:     ผมคิดว่าผู้คนอาจจะเห็นด้วยกับนั่นและยังคงคิดเป็นว่า, ความคิดสามารถทำสิ่งเลวร้ายทั้งหลาย, มันก็สามารถทำสิ่งดีๆทั้งหลายได้. พวกเขาสามารถ... (I think people might agree with that and still think, as thought can do bad things, it can do good things. They can…)

จ. กฤษณะมูรติ:   ไม่, ความคิดไม่สามารถทำสดีหรือเลวได้. มันเป็นแค่ความคิด.(No, thought cannot do good or bad. It is thought.)

เดวิด โบห์ม:     หะหะหะ...ความคิดไม่สามารถควบคุมความทุกข์นี้ได้. ความทุกข์นี้สภาวะทางกายภาพของสมอง, และทางเคมี, ความคิดไม่มีหนทางแม้กระทั่งการรู้ว่ามันคืออะไร. โดยการคิด, ผมไม่รู้ว่าอะไรกำลังดำเนินไปข้างในตัวผมอยู่. ผมไม่สามารถเปลี่ยนแปลงความทุกข์ข้างใน, เพราะว่าผมไม่...การคิดจะไม่แสดงให้ผมเห็นว่ามันคืออะไร. ตอนนี้, ผมกำลังพูดว่าบางที่อาจจะมีปัญญาหนึ่ง.  (…Thought cannot get hold of this suffering. This suffering being in the physical conditioning of the brain, and chemical, thought has no way of even knowing what it is. By thinking, I don’t know what is going on inside me. I can’t change the suffering inside, because I don’t …thinking will not show me what it is. Now, I’m saying maybe there is an intelligence.)

จ. กฤษณะมูรติ:   แต่แน่นอนละ. ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม, เรากำลังถามว่า ความทุกข์สามารถที่จะจบสิ้นได้หรือไม่, นั่นคือปัญหา. (But of course. After all, we are asking can suffering end, that is a problem.)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, และมันชัดเจนว่าการคิดไม่สามารถทำมันได้. (Yes, and it is clear that thinking cannot do it.)                   

จ. กฤษณะมูรติ:   ความคิดไม่สามารถทำมันได้. (Thought cannot do it.)

เดวิด โบห์ม:     ไม่เลย. (No.)

จ. กฤษณะมูรติ:   นั้นคือจุดสำคัญ. ถ้าผมมีญาณ/การหยั่งรู้ เข้าไปสู่มัน...(That is the point. If I have an insight into it…)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, ญาณ/การหยั่งรู้นี้จะเป็นการกระทำของจิตผ่านปัญญาและมนสิการ/การเอาใจใส่...(Yes, this insight will be the action of the Mind through the intelligence and attention…)

จ. กฤษณะมูรติ:   เมื่อญาณที่วส่านั่น, ปัญญาก็กวาดกำจัดความทุกข์ออกไป. (When there is that insight, intelligence wipes away suffering.)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, คุณกำลังพูดว่ามีการติดต่อจากจิตมีเคลื่อนย้ายโครงสร้างทางกายภาพและเคมีทั้งปวงออกไป ที่คอยทำให้เราดำเนินไปกับความทุกข์. (Yes, you are saying that there is a contact from mind to matter which removes the whole physical, chemical structure which keeps us going on with suffering.)

จ. กฤษณะมูรติ:   นั่นถูกต้อง. ในการจบสิ้นนั้นมีการกลายพันธุ์หนึ่งในเซลล์สมอง. เราได้ถกเถียงเรื่องนี้ในหลายบปีมาก่อนแล้ว, คำถามนี้. (That is right. In that ending there is a mutation in the brain cells. We discussed this some years ago, this question.)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, การกลายพันธุ์นั่นแค่กวาดกำจัดโครงสร้างทั้งปวงนั้นที่ทำให้คุณทุกข์ออกไป. (Yes, that mutation just wipes out the whole structure that makes you suffer.)

จ. กฤษณะมูรติ:   ใช่, มันเหมือนกับว่าผมได้ไปกับจารีตนิยมบางอย่าง, ผมในทันทีนั้นเปลี่ยนแปลงจารีตนิยมนั่น, มีการเปลี่ยนแปลงหนึ่งในสมองทั้งปวง ซึ่งได้ดำเนินไปทางเหนือ - และตอนนี้มันไปทางตะวันออก.(Yes, it is like I have been going along in a certain tradition, I suddenly change that tradition, there is a change in the whole brain which has been going North – and now it goes East.)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, มันเป็นความคิดสมุฏฐานหนึ่งจากประเด็นมุมมองของความคิดเชิงจารีตนิยมทั้งหลายในวิทยาศาสตร์. เพราะ...ถ้าเรายอมรับว่าจิตนั้นแตกต่างจากวัตถุ, แล้วผู้คนก็น่าจะพบว่ามันยากที่จะพูดว่าจิตน่าจะจริงๆแล้ว...(Yes, this is a radical notion from the point of view of traditional ideas in science. Because…if we accept that Mind is different from Matter, then people would find it hard to say that Mind would actually…)

จ. กฤษณะมูรติ:   คุณจะถือเอาว่า, จิตคือพลังงานบริสุทธิ์? (Would you put it, Mind is pure energy?)

เดวิด โบห์ม:     เอาละ, คุณสามารถถือเอาตามหนทางนั้นได้, แต่พูดเสียว่า, วัตถุก็เป็นพลังงานด้วยเช่นกัน. (Well, you could put it that way, but say , Matter is energy too.)

จ. กฤษณะมูรติ:   เพราะเช่นนั้น, วัตถุได้ถูกจำกัด, ความคิดก็ถูกจำกัด. (Therefore, Matter is limited, thought is limited.)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, แต่เรากำลังบอกว่าพลังงานบริสุทธิ์ของจิตนั้นสามารถที่จะเข้าไปถึงพลังงานที่ถูกจำกัดของวัตถุ. (Yes, but we are saying that the pure energy of Mind is able to reach into the limited energy of Matter.)

จ. กฤษณะมูรติ:   ใช่, นั่นถูกต้อง. และเปลี่ยนแปลงขอบเขตจำกัดนั้น. (Yes, that is right. And change the limitation.)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, ที่จะเคลื่อนย้ายข้อจำกัดนั้นออกไป. (Yes, to remove some of the limitation.)

จ. กฤษณะมูรติ:   เมื่อมีเรื่องเชิงลึก, หรือปัญหาหนึ่ง หรือการท้าทายหนึ่งที่คุณกำลังเผชิญหน้า. (When there is a deep issue or a problem or a challenge which you are facing.)

เดวิด โบห์ม:     เย้, อื้อ เรามีความคิดหนึ่ง, และเราเพิ่มเติมนั่นด้วยเช่นกันที่หนทางเชิงจารีตนิยมของการพยายามที่จะทำนี้ไม่สามารถใช้การได้. เพราะว่ามี...(Yeah, uh we have a thought, and we also add that all the traditional ways of trying to do this cannot work. Because there…)

จ. กฤษณะมูรติ:   มันใช้การไม่ได้. (It hasn’t worked.)

เดวิด โบห์ม:     นั่นไม่เพียงพอ, ผมต้องพูดนะ, เพราะว่าผู้คนยังคงอาจจะคาดหวังว่ามันสามารถทำได้, มันไม่สามารถทำได้อย่างแท้จริง. เพราะว่าคว่ามคิดไม่ส่ามารถจะไปถึงที่พื้นฐานของพื้นฐานทางกายภาพ, ทางเคมีของตัวมันเองในเซลล์และทำสิ่งใดกับเซลล์เหล่านั้น. (That is not enough, I have to say, because people still might hope it could, it cannot actually. Because thought cannot get at the basis of its own physical, chemical basis in the cells and do anything about those cells.)

จ. กฤษณะมูรติ:   ใช่, เราได้พูดนั่นกันมากระจ่างชัดไปแล้ว. ความคิดไม่สามารถนำเอาการเปลี่ยนแปลงขึ้นมาในตัวมันเองได้. (Yes, we have said that very clearly. Thought cannot bring about a change in itself.)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, และก็ยังทุกสิ่งในแง่ปฏิบัติที่มนุษยชาติได้พยายามกันมาที่จะทำ คือตั้งอยู่บนพื้นฐานบนความคิด. มีพื้นที่ถูกจำกัดขอบเขตซึ่งนั่นไม่เป็นไร, แต่เราไม่สามารถทำได้, เพราะเช่นนั้น - อย่างที่เราได้พูด, เราได้ถกเถียงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว - ทำสิ่งใดเกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติจากการเข้าถึงตามปกติเคย. (Yes, and yet practically everything that mankind has been trying to do is based on thought. There is a limited area where that is alright, but we cannot, therefore – as we said, we were discussing before – do anything about the future of mankind from the usual approach.)

จ. กฤษณะมูรติ:   เมื่อคุณฟังนักการเมืองทั้งหลายผู้ที่กระตื้อรือร้นในโลกอย่างมากเหลือเกิน, พวกเขากำลังสร้างสรรค์ปัญหาตามหลังปัญหา, และต่อพวกเขา, ความคิดเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุด, ตามอุดมคติทั้งหลาย. (When you listen to the politicians who so very active in the world, they are creating problem after problem, and to them, thought is the most important thing, ideals.)

เดวิด โบห์ม:     เอาละ, พูดกันอย่างทั่วไป, ไม่มีใครสามารถกระทั่งสามารถรู้ได้ถึงสิ่งใดอื่นเลย. (Well, generally speaking, nobody can even know of anything else.)

จ. กฤษณะมูรติ:   ชัดเลย. เรากำลังพูดว่าเครื่องมือเก่าๆ, ที่คือความคิด, ได้หมดสภาพไปแล้วนอกจากบางพื้นที่. (Exactly. We are saying the old instrument, which is thought, is worn out except in the certain area.)

เดวิด โบห์ม:     เอาละ, มันไม่พอเหมาะเลยยกเว้นในพื้นที่เหล่านั้น. (Well, it never was adequate except in those area.)

จ. กฤษณะมูรติ:   แน่นอน. (Of course.)

เดวิด โบห์ม:     และมนุษย์ได้มักจะอยู่ในความเดือดร้อนเสมอตราบไกลเท่าที่เราสามารถจำได้, ตราบนานเท่าที่ประวัติศาสตร์มีมา. (And man has always been in trouble as far as we can remember, as far as history goes.)

จ. กฤษณะมูรติ:   ใช่, มนุษย์ได้มักจะอยู่เสมอในความเดือดร้อน, ความยุ่งยาก, ความหวาดกลัว. เราต้องไม่ลดทอนและโต้แย้งกับปัญญา. แต่เฉกเช่นเป็นมนุษย์, การเผชิญหน้าความวุ่นวายสับสนทั้งหมดของโลกนี้, สามารถจะเป็นที่คลี่คลายต่อทั้งหมดนี้ได้ไหม? (Yes, man has always been in trouble, turmoil, fear. We mustn’t reduce to and intellectual argument. But as human beings, facing all the confusion of the world, can that be the solution to all this?)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, และนั่นกลับย้อนมาที่คำถามซึ่งผมอยากที่จะทวนซ้ำ. มันดูเหมือนมีผู้คนน้อยนิดผู้ซึ่งกำลังพูดถึงมัน, และบางทีปฏิบัติสมาธิและอะไรอื่นๆ, แต่สิ่งนี้จะมีผลกระทบอย่างไรกับกระแสอันกว้างไกลของมนุษย์นี้? (Yes, and that comes back to the question I would like to repeat. It seems there are a few people who are talking about it, and perhaps meditating and so on, but how is that going to affect this vast current of mankind?)

จ. กฤษณะมูรติ:   บางทีน้อยมาก. แต่ทำไมคุณถึงยกขึ้นมา – มันจะมีผลกระทบ? (Probably very little. But why do you raise – will it affect?)

เดวิด โบห์ม:     มันอาจจะหรืออาจจะไม่. (It might or it might not.)

จ. กฤษณะมูรติ:   แต่แล้วก็มีใครสักคนยกเอาคำถามนั่นมา: แล้วมันมีประโยชน์อะไรล่ะ? (But then one puts that question: then what is the use of it?)

เดวิด โบห์ม:     ใช่, นั่นคือจุดสำคัญ. ผมคิดว่ามีความรู้สึกตามสัญชาตญาณเดิมที่ทำให้ใครยกขึ้นมาถามเช่นนั้น.(Yes, that is the point. I think there is an instinctive feeling that makes one put the question.)

จ. กฤษณะมูรติ:   ใช่. ผมคิดว่านั่นเป็นคำถามที่ผิด. (Yes. I think that is a wrong question.)

เดวิด โบห์ม:     มันเป็นคำถามที่ผิด. นั่นคือ, สัญชาตญาณอย่างแรกที่ควรจะพูด, อะไรที่เราสามารถทำที่จะหยุดความหายนะอันใหญ่หลวงนี้ได้? (It’s a wrong question. That is, the first instinct is to say, what can we do to stop this tremendous catastrophe?)

จ. กฤษณะมูรติ:   แต่เราแต่ละเรา, ใครก็ตามที่ฟัง, มองเห็นความสัจจริงของเรื่องนี้, ว่าความคิดในการกระทำของมันเอง, ทั้งอย่างภายนอกและเข้าไปข้างใน, ได้สร้างสรรค์ความทุกข์อันแสนจะยุ่งยากเดือดร้อนยิ่งใหญ่, แล้วใครก็ต้องถามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่า: มีจุดจบสิ้นกับทั้งหมดนี้ไหม? ถ้าความคิดไม่สามาราถ, อะไรจะทำได้หรือ? (But each one of us, whoever listens, sees the truth of this, that thought in its activity, both externally and inwardly, has created a terrible mess, great suffering, then one must inevitably ask: is there an ending to all this? If thought cannot end it, what will?)

เดวิด โบห์ม:     ใช่. (Yes.)

จ. กฤษณะมูรติ:   อะไรคือเครื่องมือใหม่ที่จะจัดการเอาจุดจบสิ้นมาให้กับความทุกข์ยากทั้งหมดนี้หรือ? มีเครื่องมือใหม่อยู่อย่างหนึ่ง, นั่นก็คือ จิต, และอะไรอื่นๆอีก.(What is the new instrument that will put an end to all this misery? There is the new instrument, which is the Mind, and so on.)

          https://youtu.be/f4AmzngJEoc?si=UAsSZOvSk8HrauDm

วันอาทิตย์ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

พระอาจารย์ชยสาโร - เป็นฟืน เป็นไฟ

พระอาจารย์ชยสาโร - เป็นฟืน เป็นไฟ

          https://youtu.be/1kXrswiZwrY?si=_61Wj-qzlQMsGVQX



          นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

          นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

          นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

          พุทธัง ธัมมัง สังฆัง อะนุตตะรัง คุณุตตะรัง อุปัชฌาย์ยัง นะมัสสามิ.

...ใช้ได้ใช่มั้ย? ไมโครโฟน...

          ในภาษาไทยมีสำนวนว่า “โกรธเป็นฟืน เป็นไฟ” โทสะหรือว่าความโกรธ เป็นไฟ.

          ไม่นานมานี้มี มีคนต่างชาติถามอาตมาเรื่องความโกรธ คล้ายๆกับว่าไม่ได้เป็นปัญหาอะไรมาก เพราะเป็นครั้งเป็นคราว จะเสียหายอะไร? นี้อาตมาก็เปรียบเทียบ อ่า เหมือนป่าไม้มีกว้างใหญ่ หลายแสนหลายล้านไร่ จุดไฟจุดเดียว ที่เดียว ไม้ขีดก้านเดียว ก็สามารถทำลายได้หมด ต้นไม้ที่เสียเวลาในการเติบโต หลายสิบปีหลายร้อยปี ก็ทำลายได้หมดเลย เพราะไฟมีธรรมชาติว่าลาม.

          ทีนี้ไฟของมนุษย์ ในขณะที่เราโกรธ ในเวลานั้นปัญญารู้บาปบุญคุณโทษดับ  คือความโกรธและปัญญาอยู่ด้วยกันไม่ได้ ในขณะที่โกรธทำได้ทุกอย่าง พูดได้ทุกอย่าง ทั้ง ๆที่ก่อนโกรธรู้เลยว่าอะไรถูกอะไรผิด อะไรน่าเกลียดอะไรไม่น่า...รู้หมด พอหายโกรธแล้ว รู้หมด แต่ในขณะที่โกรธ ไม่รู้อะไรสักอย่าง ในขณะที่โกรธ การศึกษาทางโลกไม่มีความหมาย ไม่ว่าจบ ป.6 ม.6 จบปริญญาตรีปริญญาโทปริญญาเอก จบมหาเปรียญ 9 ประโยค ไม่มีความหมาย ในขณะที่โกรธทำได้ทุกอย่าง พูดได้ทุกอย่าง. ฉะนั้น ในขณะเดียว ในวินาทีเดียว คนเราสามารถจุดไฟที่ทำลายบุญกุศล ที่สั่งสมมาหลายนภพหลายชาติ แสนภพล้านชาติ ได้ มันจึงน่ากลัวเหลือเกิน.

          ฉะนั้นในการพัฒนาชีวิต ให้เราเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดที่เราเป็นได้ คือจัดการกับความโกรธ มันสำคัญยิ่ง หลายๆคนก็ยอมรับในหลักการ แต่ในภาคปฏิบัติ ขี้เกียจ แต่คนเราไม่ค่อยอยากจะยอมรับว่าตนเองขี้เกียจ หรือใช้คำว่า “ยังไม่พร้อม” ไม่พร้อม แปลจากบาลีแปลว่า ขี้เกียจ ขี้เกียจทำ กลัวลำบาก แต่เราต้องพร้อม คือชีวิตที่ดีงาม คือชีวิตที่พร้อม พร้อมที่จะทำความถูกต้องในทุกสถานการณ์ ทุกเหตุการณ์ นี่แหละคือชีวิต ที่ไม่ประมาท ความไม่ประมาทก็คือความพร้อม ที่จะกระทำ พร้อมที่จะพูด พร้อมที่จะคิด ในสิ่ง...ในทางที่ถูกต้อง ทั้ง ๆที่ไม่ถูกใจบ้าง.

          ถ้าเราแบ่งเรื่องราวต่างๆในชีวิต ออกเป็น ๔ อย่าง คือ ถูกต้องถูกใจ ถูกต้องไม่ถูกใจ ไม่ถูกต้องแต่ถูกใจ ไม่ถูกต้องไม่ถูกใจ ไอ้เรื่องไม่ถูกต้องไม่ถูกใจ ไม่มีใครอยากทำแล้ว ไม่อันตรายน่ะ ไอ้เรื่องถูกต้องด้วยถูกใจด้วย ใครๆก็อยากขยันนะ แต่เราจะดูคนออกในข้อที่ ๒ ข้อที่ ๓ นะ เราจะดูวุฒิภาวะของคน ในเมื่อเราเจอสิ่งที่ถูกใจเหลือเกินแต่ไม่ถูกต้อง ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจเลย ถ้าคนเราสามารถทำในสิ่งที่ถูกต้องได้ทั้ง ๆที่ไม่ถูกใจ อันนั้นแหละที่เป็น มนุษย์ที่งดงาม น่าชื่นชม สิ่งที่ถูกต้องแต่ไม่ถูกใจทำได้ ไม่ถูกต้องแต่ถูกใจไม่ทำเป็นอันขาด อันนี้คือชีวิตของผู้ไม่ประมาท พร้อมที่จะอยู่กับความถูกต้องตลอดเวลา.

          ฉะนั้นสิ่งใดเป็นอุปสรรคขัดข้อง ไม่ให้เราทำพูดคิดอย่างถูกต้อง สิ่งนั้นเราต้องจัดการ แล้วคอยไม่ได้ เพราะยิ่งปล่อย อ่า ยิ่งคอยยิ่งยาก ด้วยความคิดผิดของคนจำนวนมากก็คือ ระหว่างนี้เราก็อยู่ไป อ่า เฉยๆไว้ก่อน แต่ว้าทำมาหากินธรรมดาไว้ก่อน พอมีเวลาว่างเราจคงจะปฏิบัติ เหมือนกับว่าทุกวันนี้ อยู่ไปกลางๆ ไม่ดีมากและไม่...ไม่ชั่วมาก แท้ที่จริงแล้วพุทธองค์ทุกขณะจิต ถ้าจิตไม่อยู่ในสิ่งที่เป็นบุญ ไม่ยินดีในสิ่งที่เป็นบุญ ต้องยินดีในสิ่งที่เป็นบาป ถึงจะเป็นบาปเล็กๆ บาปอ่อนๆ มันไอ้...ตัวเล็กๆตัวอ่อนๆ มันจะสะสม ไปเรื่อย ๆ จนกลายเป็นความเคยชิน เป็นนิสัยใจคอ เป็นสิ่งที่แก้ยาก ยากมาก.

          อย่างในที่อาตมา อยู่ที่วัดที่อุบลนะ มีชาวต่างชาติมาปฏิบัติธรรม ปีหนึ่งหลายสิบคน แล้วมีผู้มาขออุปสมบทปีละ อ่า แล้วแต่แต่ละปี แต่ทั้งหมดนี้อาตมาได้เห็นแล้ว อ่า ก็เป็นร้อยเหมือนกัน แล้วอาตมาสังเกตว่า ถ้าผู้มาขอบวชในวัดเรา อายุเกิน ๓๐ โอกาสยากมากที่จะเอาตัวรอด ต้องมี...มีบารมีมาก ตัวอย่างที่ดีก็คือหลวงพ่อสุเมโธ ท่านอุปสมบทตอนอายุ ๓๒ แต่ส่วนมากส่วนใหญ่ ในเรื่องทิฐิ มานะ ความเคยชินในสิ่งที่ไม่เป็นบุญเป็นกุศล มันจะ...พอถึงอายุประมาณ ๓๐ มันจะเริ่มแข็งตัว ดังนั้นแก้ยาก ฉะนั้นอายุเกิน ๓๐ น่ะก็เป็นเวลาที่สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องทำความเพียร ไม่ใช่เอาไว้ตอน ๕๐-๖๐ ขึ้นไป คือไม่ใช่ว่าไม่มีหวังเลยนะ มัน...มันก็ทำได้ แต่ที่อยากจะให้ทราบก็คือ ยิ่งนานยิ่งยาก เพราะความเคยชิน ไอ้...ไอ้พลังของกิเลส ความเคยชินที่จะโต้ตอบ สิ่งท้าทายและสิ่งยั่วยุ สิ่งกดดันด้วยกิเลส มันก็มีเพิ่มขึ้น ทุกวันๆๆๆ เวลาเราไม่รู้ว่าจะเหลือไว้กี่วัน กี่ชั่วโมง กี่ลมหายใจ เราต้องทำไม่ประมาท.

          ฉะนั้นในชีวิตของเรา งาน เอ่องานเราก็มีหลายอย่าง ความรับผิดชอบมีหลายอย่าง แต่เราก็ไม่ควรจะมองข้ามความรับผิดชอบต่อชีวิตตัวเอง ในการจัดการกับกิเลส สิ่งเศร้าหมอง ทั้งความโลภ ความโกรธ ความหลง ถือว่าเป็นงานเลย ถึงว่าเป็นงาน ที่ว่าผลงานไม่ค่อยชัดเจน นี่จะหาตัวชี้วัดได้ยาก แล้วจะไม่มีสิ่งตอบแทนที่เป็นวัตถุที่นับได้ ที่ฝากธนาคารได้ แต่ที่ได้ก็คือ อริยทรัพย์ อริยทรัพย์ผู้ที่มองด้านในนี้จะสัมผัส สำนึกได้ เราจึงรู้ว่าเป็นสิ่งมีค่ายิ่งกว่า ทรัพย์สมบัติเงินทองที่ อ่า ที่เป็นรูปธรรม.

          ฉะนั้นในการ...ในการปฏิบัติ เราจึงต้องวางยุทธศาสตร์ ยุทธวิธีในการแก้กิเลสแต่ละตัว พุทธองค์สอนเรื่องความรู้อย่างน่าสนใจ หลายข้อ อาตมาเคยพูดบ่อยๆว่า พุทธองค์บัญญัติศัพท์ที่น่าสนใจเกิด สัจจนุรักษ์ คือคำว่าอนุรักษ์เราก็คุ้นเคย ใช่มั้ย? อนุรักษ์ธรรมชาติ เป็นต้น คำว่า สัจจะ สัจจะทำความจริง เราก็คุ้นเคน แต่งั้นเอา ๒ คำนี้เชื่อมกันว่า สัจจนุรักษ์ ไม่ค่อยมีใครคุ้นเคยเท่าไหร่ แต่ความหมายก็คือ อนุรักษ์ความจริง แล้วอนุรักษ์ความจริงอย่างไร? อนุรักษ์คว่ามจริงก็คือ ไม่ยืนยัน ไม่ด่วนสรุป ไม่ผูกขาดว่า ใช่หรือไม่ใช่ ในสิ่งเรายังไม่รู้ ยังไม่เป็นประสบการณ์จริงด้วยจิตที่พ้นจากนิวรณ์ ที่พ้นจากกิเลส นี้หมายความว่า ในขณะที่เกิดความเชื่อ เกิดศรัทธา อ่านอะไรฟังอะไรแล้ว โอ้ ศรัทธา ใช่ ใช่ ใช่! อันนั้นเราไม่ควรจะบอกว่ารู้แล้ว เราไม่รู้หรอก เราแค่เชื่อ.

รู้กับเชื่อ ไม่เหมือนกัน อันนี้เป็นปัญญาในพุทธศาสนาที่อยากบริจาคให้กับศาสนาอื่นบ้าง เพราะทุกวันนี้ โลกสับสนวุ่นวาย เพราะศาสนิกชนทั่วไป ไม่รู้จักการอนุรักษ์สัจจะ ด้วยการแยกแยะระหว่างความเชื่อกับความรู้ อย่างนี้เราก็ฌต้อวงพัฒนาความรู้ และในระหว่างนี้ก็อยู่กับความเชื่อได้ แต่เราไม่ลืมว่าเป็นแค่ความเชื่อ ไม่ใช่ความรู้ อย่างเวลาเราดู...เราดูในชีวิตประจำวัน คนเค้าแสดงอาการ เค้าพูดอะไรบางสิ่งบางอย่าง มีการกระทำบางสิ่งบางอย่าง คนส่วนใหญ่ก็ด่วนสรุปว่า โอ้ เค้าอิจฉาเรานะ หรือเค้าโกรธเรา คือ...นี่ก็คือการไม่อนุรักษ์สัจจะ เพราะอะไร? เพราะเราไม่มี...ไม่มีญาณ รู้วาระจิตของใคร ใช่มั้ย?

ที่จริงถ้าเราจะพูดอย่างอนุรักษ์สัจจะ ก็ต้องพูดว่า ที่พูดอย่างนั้น ที่ทำอย่างนั้นชวนให้คิดว่า เค้าโกรธเรา ชวนให้คิดว่าเค้าอิจฉาเรา ชวนให้คิดว่าเค้าเป็นศัตรูเรา เป็นต้น คือจะต้องมีคำว่า ชวนให้คิด ชวนให้เข้าใจ คือไม่ได้สรุปว่า เค้าโกรธเค้าอะไรแน่ ๆ เค้าอิจฉาเราแน่ ๆ เค้ารักเราแน่ ๆ คือเราอาจจะเชื่อถึง ๙๐% ก็ได้ อาจจะมีการแสดงออกที่ชัดเจนมาก แต่ด้วยการอนุรักษ์สัจจะ เราไม่ตัดสินว่าทั้ง ๑๐๐% อย่างในกาลามสูตร1(วิธีปฏิบัติต่อสิ่งที่ตนสงสัย) ที่หลังๆนี้ ทาง...คงเป็นที่รู้จักกันมาก ได้มีถูกเอาไปอธิบายผิดๆเยอะเลยว่า ไม่ต้องเชื่อใคร ไม่ต้องเชื่อครุ

1https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%AA%E0%B8%B9%E0%B8%95%E0%B8%A3

บาอาจารย์ ไม่ต้องเชื่อพระพุทธเจ้า เชื่อใคร? ก็เชื่อตัวเอง  อันนี้...อันนี้มันจะเข้ากับยุคสมัยมาก เชื่อใคร? เชื่อตัวเอง พระพุทธเจ้าบอกว่า เราเชื่อเอง เชื่อได้หรือ? เรารู้จักตัวเองหรือ?

          แต่ความหมายในกาลามสูตรก็คือ ถึงแม้ว่าเป็นผู้ที่(น่า)เชื่อถือที่สุดในโลกคือพระพุทธเจ้า (น่า)เชื่อถือที่สุดคือพระอรหันต์ เรายังไม่เชื่อ ๑๐๐% เพราะเรายังไม่เห็นเอง คือไม่ใช่ปฏิเสธกับผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ปฏิเสธผู้มีปีระสบการณ์มากกว่าเรา ว่าเราต้องหาเส้นทางของเราเอง และถึงแม้ว่าผู้ที่พูดเป็นนักปราชญ์ เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ที่ซื่อสัตย์สุจริต อย่างไรก็ตาม เรายังไม่ควรสรุปว่า ใช่ ๑๐๐% เพราะเรายังไม่เห็นกับตัวเอง นี่เรียกว่าเกิดอนุรักษ์สัจจะดูแล.

          ทีนี้ในการรู้ เรารู้ยังไง? อะไรคือลักษณะที่ว่า รู้? พระพุทธเจ้าบางโอกาสท่านบอกว่ามี ๕ ข้อนะ ส่วนประกอบของความรู้ หนึ่งต้องรู้ว่าสิ่งนั้นเกิดจากอะไร? ต้องรู้จักว่าสิ่งนั้นดับอย่างไร? ต้องรู้ว่าส่วนดีของสิ่งนั้นน่ะ เสน่ห์ของมัน สิ่งที่มันเป็น ทำให้เรายึดติดในสิ่งนั้นมันคืออะไร? อยู่ตรงไหน และโทษของมัน ทุกข์ของมัน อยู่ตรงไหน? แล้ววิธีที่จะหลุดพ้นจากความยึดมั่นถือมั่นในสิ่งนั้น อยู่ตรงไหน? ต้องครบทั้ง ๕ ข้อ ถึงระบุว่าเรารู้สิ่งนั้น.

อย่างเช่นในกรณีของความโกรธ เราต้องศึกษาความโกรธ คือความโกรธไม่ใช่สิ่งที่ จะหายไปด้วยศรัทธา หายไปด้วยการทำพิธีกรรมอะไร ใช่มั้ย? ไม่ใช่คำว่า อวยพร รดน้ำมนต์ แล้วความโกรธจะหาย แต่ความโกรธจะหายด้วยความรู้ เริ่มต้นนั้นก็ศึกษาว่าปกติเวลาเราโกรธ เราโกรธด้วยเหตุใด? เหตุปัจจัยอะไรบ้าง? อะไรที่ทำให้เราโกรธ? ส่วนมากเราก็จะโทษคนอื่น ใช่มั้ย? โทษสิ่งอื่นว่าเค้าทำให้เราโกรธ ทีนี้ถ้าเราพบว่าคนนั้นเค้าทำให้เราโกรธ ก็แปลว่าไม่มีปัญญาใน...ในภาษา ถึงจะเป็นภาษาแม่ เราก็ยังหลงภาษา ภาษามันก็เหตุผลของภาษา เหตุผลในไวยากรณ์ของมัน แต่มัน...ภาษากับสัจธรรม ความจริง ไม่ต้องตรวงกันทีเดียว ไม่...คำว่าในภาษาไทย ถ้าพูดว่า เค้าทำให้เราโกรธ ถูกต้องตามหลักภาษาไทย ใช่มั้ย? แต่ตามหลักความจริงเนี่ยะ ไม่ถูกต้องเพราะ ไม่มีใครสามารถทำให้อีกคนหนึ่งโกรธได้ คนเราจะโกรธ ก็จะมี อาจจะมีการกระทำ หรือคำพูดของผู้อื่นเป็น ตัวกระตุ้น หรือชวนให้โกรธ ยั่วยุให้โกรธ กดดันให้โกรธ แต่ความโกรธจะสำเร็จ จะปรากฏอยู่ในใจ เพราะมีการผสมโรงจากตัวเรา มีการยอม ยอมโกรธ ปล่อยให้โกรธ ถ้าหากว่ามีแต่การทำของเขาอย่างเดียว คำพูดของเขาอย่างเดียว แล้วไม่มีอะไรอยู่ในใจเรา มันโกรธไม่ได้.

ถ้าหากว่าความโกรธเกิดเพราะการกระทำและการพูดของคนอื่น เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ก็ต้องโกรธด้วยสินะ ใช่มั้ย? ทำไมพระอรหันต์ไม่โกรธ ทั้ง ๆที่บางครั้งก็มีผู้กลั่นแกล้ง ใส่ร้ายเบียดเบียนทำร้ายร่างกาย แต่ท่านไม่โกรธเพราะอะไร? เพราะมีแต่การกระทำขแองคนอื่น แต่ไม่มีกิเลสอยู่ในจิตใจของท่าน ไม่ต้อนรับ มาสร้างความโกรธขึ้นมาได้ ฉะนั้นพระอรหันต์เป็นผู้ที่ให้ความหวังกับเราว่า ไอเความโกรธไม่จำเป็นต้องเกิดในจิตใจของเราได้ ถ้าเราฝึกหัดจิตใจ ให้...ให้ครบวงจร หรือว่าให้ถูกต้องตามกระบวนของอริยมรรค มีองค์ ๘ ก็คือ ถ้าเราปฏิบัติดีปฏิบัติชอบได้แล้ว ความโกรธเกิดไม่ได้ ถ้าโกรธนะ เราจะบอกโทษที่เราโกรธ เราจะไปว่า...เราจะไปหเมเค้า ใช่มั้ย? ห้ามเค้าไม่อยู่ ห้ามเขาไม่ได้ แต่ส่วนใหญ่จะรู้ว่า ถ้าโกรธเนี่ยะ ต้องรู้ว่า อืม เรายังปฏิบัติไม่ถึง ไม่ถึงธรรม อาจจะโทษใครแต่ไม่โทษตัวเองนะ โทษว่าธรรมะหรือว่ากุศลธรรมอยู่ในใจเรา ยังไม่ถึงขั้นที่จะปกป้องตัวเราได้.

ความโกรธเกิดเพราะอะไร? พุทธองค์ให้คำตอบง่าย ๆ แต่เราต้องเอาไปย่อยต่อ เอาไปดู ก็เอาไปเทียบเคียงกับประสบการณ์ พระพุทธเจ้าบอกว่าจะทุกข์เมื่อไหร่? ก็เพราะตันหา เราถึงหยุด...เอ่อ ตัณหาก็คือ อยากให้เป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง และไม่เป็นอย่างนั้น ใช่หรือเปล่า? อย่างเค้าทำอะไรแล้วอยาก ทำไมเราถึงโกรธ? เราบอกว่าเพราะทำอย่างนั้นมันน่าโกรธจริงๆ อืม อาจจะมีส่วนอยู่ แต่ต้องถามตัวเองต่อว่า เคยมีใครอย่างนั้นเรามาก่อนมั้ย? แล้วเราโกรธทุกครั้งมั้ย? แล้วโกรธแบบพอๆกันทุกครั้งมั้ย? หรือว่าเป็นไปได้มั้ยว่าบางครั้งที่เคยโดนอย่างนี้ แต่โกรธมากกว่านี้ก็มี? โกรธน้อยกว่านี้ก็มี ไม่โกรธเลยก็มี อ้าว แล้วทำไมล่ะ? ถ้าเป็นเหตุเป็นผล เค้าทำอย่างนั้นเกิดโกรธ มัน...มันก็อยู่ที่เราใช่มั้ย?

เอ้า เราพยายามพิจารณาต่ออีก อะไรที่เป็นตัวแปร ที่ทำให้บางครั้งโกรธมาก บาครั้งโกรธน้อย? ที่จะเจอบ่อยๆ คือความคาดหวัง ใช่มั้ย? คนรอบข้างน่ะ ทำมั้ยคนที่เรามักจะโกรธที่สุดคือคนที่เรารักที่สุด เพราะความคาดหวังนี้สูง เพราะเราต้องการให้เค้าเป็นอย่างหนึ่ง แล้วก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ไม่อยากให้เค้าพูดอย่างนั้นก็ยังพูดได้ ถ้าเป็นคนที่เราไม่รู้จัก เราก็เฉยๆได้ แต่ถ้าเป็นคนรักที่เราอยู่ด้วยกันมีความคาดหวัง มีความเป็นห่วงเนี่ยะ นั้นจะทนได้ยาก ความโกรธเนี่ยะ เกิดขึ้นได้มาก.

อย่างหนึ่งความโกรธนั้นก็สัมพันธ์กับความกลัว ใช่หรือเปล่า? ถ้าสิ่งไหนที่เรากลัวนี่เราจะกลัวในสิ่งที้กลัว เพราะเราก็โทษว่าเค้าทำให้เรากลัว เราไม่ต้องการรู้สึกกลัว เราจึงโกรธผู้ที่ทำให้เรารู้สึกกลัว เป็นต้น ดังนั้นก็วิเคราะห์อย่างนี้ มันเกิดอะไร? แล้วอะไรเป็น...เป็นส่วนของอารมณ์ล่ะ? เราก็สังเกตว่า เมื่อไหร่เราเหนื่อย เราทำงานหนัก สติเราไม่เข้มแข็ง อ่อนลง มันก็พร้อมที่จะหงุดหงิดรำคาญในสิ่งที่ปกติไม่ค่อยจะรู้สึกเท่าไหร่ เราจึงเห็นได้ว่า โอ้ ในเรื่องสตินี้ สำคัญมาก ถ้าเราไม่ดูแลสติของเรา มันจะมีปัญหาได้ตลอดเวลา อืม เราต้องฝึกสติ.

ทีนี้การสติก็คือ รู้กาย รู้ใจ รู้กายรู้ใจในปัจจุบัน และพร้อมทั้งการรู้กายรู้ใจในปัจจุบัน ก็มีสัมปชัญญะ รู้บาปบุญคุณโทษด้วย อย่าง...อย่างปัญหาว่า เอ่ นักปลันธนาคารเค้ามีสติมั้ย? ก็ค่อย ค่อย ค่อย เอ้ ตำรวจมารึเปล่า? คืออยู่ในปัจจุบันมากนะ ตื่น ไม่ง่วง ใช่มั้ย? แต่เราไม่ถือว่าเป็นสติ เพราะมันขาดความละอายต่อบาป ความเกรงกลัวต่อบาป ขาดความสำนึกในบริบทในสิ่งแวดล้อม ในความหมายของสิ่งที่กำลังทำอยู่ เพราะฉะนั้นสติเราก็จะแยกออกจากสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ ถ้ายังงั้นเราก็บอกว่า มันก็อยู่ในปัจจุบัน แต่เราไม่ให้เกียรติว่าเป็นสติ หรือสัมมาสติ รู้กายรู้ใจเหมือนกันไม่ใช่แค่ รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่ กำลังคิดอะไรอยู่ ซึ่งมันก็ยากอยู่แล้ว แต่ก็ยังต้องสำนึกว่า ดีหรือไม่ดี ดีหรือชั่ว ควรทำหรือไม่ควรทำ เป็นกุศลเป็นอกุศล อันนี้ต้องรู้อย่างนี้ด้วย.

ทีนี้เมื่อเรา อ่า ดูกายดูใจ ก็สังเกตได้ว่าอารมณ์ โดยเฉพาะอารมณ์หยาบคายอย่างเช่นความโกรธ  เป็นต้นนะ มันจะเป็น...อารมณ์นั้น คือนามธรรม สิ่งที่เกิดในใจ แต่พร้อมกับนามธรรม มันจะมีอาการทางกาย อาหการทางกายมันจะจับได้ง่ายกว่าอาการของใจเป็นส่วนใหญ่ แล้วก่อนที่เราจะโกรธใครเต็มที่ มันจะต้องมีเหมือนกับเป็น pattern มันจะมีความผิดปกติของร่ายกาย เกิดแบบอ่อนๆไว้ก่อน นั่นคือสัญญาณเตือนภัย ว่าต้องระวังนะ เอ่อ ถ้าเกิดความเกร็งตรงนั้น เกิดไอ้เรื่องหัวใจเต้นเร็วขึ้น เหงื่อออก หรืออะไรบางสิ่งบางอย่าง แล้วแต่ละคนไม่เหมือนกันทีเดียว แต่ต้องสังเกตของเรานะ อะไรก็เป็นนิมิตรหมายว่า ความโกรธกำลังจะเกิดขึ้น เพราะถ้าเรามีสาติตรงนั้นนี่ ตัด มันตัดง่ายมาก มันยังไม่โกรธเต็มที่ นี่คือความสำรวมโดยสติ สติสังวร.

และต้องการความอดทนด้วย ฉะนั้นบางทีความโกรธจะเริ่มเกิดขึ้น แต่เราก็ยังไม่ต้องแสดงออกทั้งกายทั้งวาจาได้ เราก็ระงับไว้ได้ กลืนลงไปได้ ถ้าเราเห็นคุณค่า และถ้าเราทำบ่อยๆ ทีนี้ถ้าเราเคยโกรธ เราแสดงออกทางกายทางวาจา แม้แต่ครั้งเดียวนะ พอมีเรื่องซ้ำเติมน่ะ สมมติว่ามีคนเรา ที่ทำงาน อ่า พฤติกรรมอะไรต่ออะไรของเขาเนี่ยะ ใช้ไม่ได้ เราไม่ค่อยยอมรับ แต่เราพยายามสำรวม ไม่พูด วันใดวันหนึ่งเนี่ยะไม่ไหวแล้ว พูดออกไป โกรธ โกรธเค้า ทีนี้ถ้าเรื่องมันเกิดซ้ำ นี่จะอดทนยากขึ้นมาก เพราะเราเคยระเบิด เราเคยระบายออกไป มันเกิดแรงเฉื่อยของมัน มันเกิดเคยชินของมัน มันจะกลายเป็นการตกร่องว่า ถ้าเคยโกรธทุกครั้งที่เราโกรธ แสดงความโกรธออกมา โอกาสที่จะแสดงต่อไปก็เพิ่มมากขึ้น.

ถ้าเราสำรวมครั้งแรกนี่ ถ้าเราเคยด่าเคยว่า เคยระบายอารมณ์ออกไป ทีนี้ครั้งแรกที่อดทน อดทน อดทน คือไม่เก็บกดนะ รู้ว่าโกรธแต่ ไม่แสดงออกด้วยกายด้วยวาจา โอ้ ยากมาก ยากทีเดียว แต่ถ้าเราทำได้แล้ว ครั้งที่ 2 ง่ายขึ้น ครั้งที่ 3 ง่าย...ง่ายขึ้นไปอีก อันนี้ก็คือ กฎแห่งกรรม ที่เราเห็นได้ในชีวิตประจำวัน ทำอะไรพูดอะไรด้วยเจตนา ก็จะเพิ่มพลัง เพิ่มความเคยชิน  และเพิ่ม...เพิ่มพลังเพิ่มเคยชินและเพิ่มโอกาสที่จะเป็นอย่างนั้นต่อไป ทั้งไม่ว่ากุศลธรรมและอกุศลธรรม นี่ก็คือเราสร้างชีวิตสร้างโลกที่เราอยู่อาศัยด้วยการกระทำ การพูด คิด.

ทีนี้เมื่อกี้นี้ก็พูดถึง ส่วนที่ดีของมันคือ กิเลสที่มันเรื้อรังเนี่ยะ ที่ยังไงมัน...มันไม่ค่อยจะหาย เพราะอะไร? เพราะส่วนหนึ่งใจ...ใจส่วนหนึ่งมันยังชอบอยู่ รับรองได้ว่ามีกิเลสตัวไหนที่มัน อ่า ฝังลึกน่ะ ส่วนหนึ่งของเรานี้ยัง...ยังต้องการอยู่ ดังนั้นมันยังมีความขัดแย้งอยู่ในใจ ใจหนึ่งมันก็ไม่อยากจะเป็นแบบนั้นเลย ไม่อยากจะไปโกรธใครเลย แต่อีกใจหนึ่งมันยังชอบ ฉะนั้นอะไรคือเสน่ห์ของความโกรธ โดยการแสดงออกมา? ว่าทำให้รู้สึกว่ามีพลังอ่ะนะ อืม อย่างถ้าเราอยู่ในที่ที่เราเป็นผู้ไม่มีอำนาจ และอย่างในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ ส่วนมากผู้หญิงก็อยู่ใน อ่า อยู่ใต้อำนาจของผู้ชาย ไม่ค่อยมีอำนาจ พูดอะไรผู้ชายก็ไม่ค่อยให้เกียรติ ไม่ค่อยรับฟังเท่าไหร่เป็นเหตุเป็นผล เว้นแต่โกรธขึ้นมา เวลาเราโกรธน่ะทุกคนก็หยุด รับฟัง ใช่มั้ย? อันนี้เสน่ห์ของมันก็คือผู้ไม่มีอำนาจ มีอำนาจขึ้นมาได้ทันที เวลาแสดงอารมณ์ออกมาทำให้คนกลัว คนต้องฟัง.

แต่ความรู้สึกมีพลัง มันเป็นของเสพติดอย่างหนึ่ง และก็ทำ...เวลาเราโกรธเราทำอะไรบางที คนที่ไม่เคยทำตามเค้าก็ทำตาม เค้าคงกลัว กลัวเราจะรุนแรง กลัวเราจะ มันจะเริ่ม...ไม่อยากมีเรื่อง ยิ่งในเมืองไทยนี่ ไม่มีใครอยากมีเรื่อง ไม่อยากจะยุ่ง มันก็เหมือนกับสนับสนุนให้คนแสดงความโกรธ เพราะว่าจะได้ดังใจ ฉะนั้นเราต้องดูว่า เรามีความยินดีในความโกรธมั่งมั้ย? เราเคยโกรธมั้ย แล้วเราลองทบทวนว่า มันรู้สึกยังไงมั้ย ในขณะที่กำลังโกรธ? ส่วนมากก็จะเห็นว่ามีส่วนหนึ่ง ที่ยินดี หายโกรธแล้วรู้สึกเดือดร้อน เสียใจ เอาอีกแล้ว ทำไมเราเป็นอย่างนี้ เราเป็นคนแย่มาก ไปว่าตัวเอง แต่ในขณะที่โกรธ มันก็ส่วนที่มันยินดี เพราะฉะนั้นมันก็ไม่โกรธ แต่เราก็ต้องปล่อยวางตัวเองนี้ด้วย แล้วพิจารณาในโทษ เมื่อกี้นี้ก็เอาโทษใหญ่ว่า ทำลายบุญกุศลที่สะสมมา หลายภพหลายชาตินั้นได้ และในระดับรองลงมานี่ ก็ทำให้เกิดมีปัญหามาก เพราะในขณะที่เราโกรธ เราจะมองทุกสิ่งทุกอย่าง ว่าเป็นขาวเป็นดำหมด ในการพิจารณาเหตุการณ์ พิจารณาว่าอะไรควร อะไรไม่ควร มันหายไป เพราะในขณะที่โกรธมักจะตัดสินอะไรที่ผิดพลาด บ่อยๆ.

ฉะนั้นจะดูว่าที่ไหนเมื่อมีการแข่งขัน หรือมีการ...ไม่ว่าจะเป็นรับสงครามหรือว่ากีฬา วิธีที่ อ่า ที่ได้ผลมาก ก็ยุให้เค้าโกรธ อีกฝ่ายหนึ่งเขาโกรธเดี๋ยวเค้าใบแดง เดี๋ยวเค้าเสียสติ อารมณ์เสีย เค้าเล่นไม่ออก เค้าทำไม่ถูก เพราะอารมณ์ครอบงำ  ฉะนั้นคสวามโกรธทำให้เราคงไม่รู้จักกาลเทศะ เราไม่สามารถพิจารณาดเรื่องอย่างละเอียดว่า เอ้อ ถ้าทำอย่างนี้ ผลกระทบระยะสั้นระยะยาวเป็นยังไง? ผลกระทบต่อตัวเอง ผลกระทบต่อผู้อื่น เราไม่คิด มันมีแต่อยากแสดง มีแต่อยากระบาย มีแต่อยากได้ความรู้สึกว่าสะใจ นั่นเป็นเป้าหมายของเรา แล้วมันทำให้เกิดปัญหามากในครอบครัว ในชุมชนที่ทำงาน และคนที่ใช้อารมณ์คนที่หลงอารมณ์ เจ้าอารมณ์ ใช้ความโกรธนั้น ปัญหาเยอะเลย.

แล้วที่อาตมา เอ่อ พยายามพูดบ่อยๆในเรื่องศีลธรรม ศีลธรรมคือการให้ความรู้สึกปลอดภัย กับคนรอบข้าง เป็นสิ่งเราให้ไว้กับโลก ในบางคนมันจะน้อยใจว่า โอ้ เงินทองเราก็น้อย การให้ทานนี้มันก็มีจำกัด ไม่ค่อยได้ทำบุญอะไรมาก ทีนี้การทำบุญที่พุทธองค์ยกย่องว่า มหาทาน คือการให้ความรู้สึกปลอดภัย ให้กับคนรอบข้าง และการที่เราถึงจะอารมณ์เสียบ้าง โมโหบ้าง อะไรบ้าง ถ้าเราสัญญาไว้กับคนรอบข้างว่า จะไม่เบียดเบียนด้วยกาย ด้วยวาจาเป็นอันขาด อันนี้ก็คือ ทุกคนก็โล่งใจ มีความสบาย เป็นการให้ทานที่มีค่ามาก ศีลแต่ละข้อ ไม่ใช่ข้อห้าม แต่ว่าเป็นอุบายที่จะ ให้ความรู้สึกปลอดภัยกับคนรอบข้าง แต่ละแง่มุมของชีวิต. ทีนี้ความโกรธก็เป็นพลัง และเราก็ชอบรู้สึกว่ามีพลัง อันนี้ก็เป็นเสน่ห์ของมัน ที่ว่าเมื่อกี้นี้ แต่ไม่ใช่ว่าจะต้องอดทนแบบกัดฟัน อย่างเดียว แต่ถ้าเราฉลาด เราสามารถเอาพลังนั้นไปใช้ในทางที่เป็นบุญเป็นกุศลได้ เหมือนกับเป็นกระแส เราก็เปลี่ยนเส้นทางของกระแส เปลี่ยนการแสดงออก เป็นพลังที่นำมาใช้ใน...ในสิ่งดีงามได้.

แต่ไอ้การที่เป็นพลังนี้ ก็ทำให้เกิดความคิดผิดหลายประการ อย่างในโลกตะวันตก โดยเฉพาะเค้ามีความเชื่อว่า ความโกรธนั่นแหและเป็นพลัง ที่จะสู้ กับความไม่ยุติธรรม ความไม่ดีในสังคม ถ้าไม่โกรธแล้วก็จะเฉยๆ แล้วก็ความไม่ยุติธรรม ความ อ่า ความไม่ดีต่างๆ ก็ไม่มีวันจบ ต้องใช้พลังความโกรธ สิ่งที่ไม่ดี เพื่อชนะความไม่ดี และที่...สิ่วงที่มองข้ามก็พอเราโกรธ สิ่งที่ไม่ดีก็กลายเป็นคนไม่ดี ทั้งที่ดี แล้วก็เป็นไม่ต่างกับเขาเท่าไหร่ แต่ที่สำคัญก็คือ อ่า ผู้ที่ภาวนาได้แล้วก็จะรู้ว่า จิตที่ปล่อยวางความโกรธนั้น ไม่ใช่ว่าเฉยๆอย่างเดียว คืออุเบกขากับความเฉยเมยนี่ มันคนละเรื่องกัน จิตใจเป็นกลาง นั้นก็คือยอมรับสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง ว่าเป็นเรื่องกฎแห่งกรรม คือไม่ให้เกิดอารมณ์ปฏิเสธธรรมชาติ ปฏิเสธความเป็นจริง และไม่ได้เสียพลังกับอารมณ์โกรธเคือง อะไรต่างๆ แต่ว่ามีพลังที่จะให้เป็นฉันทะในการสร้างคุณวงามความดีขึ้นมา นี่ก็คือเปลี่ยนโกรธเป็นฉันทะ ทำให้เราสามารถทำความดี แล้วก็ทำความดีที่ถูกต้อง ถูกกาลเทศะ ได้มากขึ้น.

อย่างเรื่อง เหตุที่ทำให้เกิดโกรธ มีพระสูตรๆหนึ่งว่าพุทธองค์ว่า มีสาเหตุ ๑๐ อย่าง ถ้าจำถูกนะ คือมองเพราะว่าเค้าเบียดเบียนเรา เค้าทำอะไรแบบขัดข้อง ขัดขวาง แกล้งๆ เราแล้ว อันนี้จะเป็นเหตุให้เกิดความอาฆาต หรือเค้ากำลัง...กำลังเบียดเบียน กำลังขัดขวาง กำลังแกล้ง เราก็อาฆาต หรือเขาจะ เขากำลังจะ เบียดเบียน เพราะเช่นนั้น มันมีอดีต ปัจจุบัน อนาคต และข้อที่ ๒ ก็คือ เค้าเบียดเบียน เค้าขัดขวางผลประโยชน์ เขากลั่นแกล้งอะไรคนที่เป็นที่รักที่ชอบใจของเรา หรือว่าเขากำลังทำอยู่ หรือว่าจะทำอยู่ อันนี้ก็อีก ๓ ข้อ แล้วก็เค้ากำลังทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ ทำสิ่งที่อนุการ...อนุเคราะห์คนที่เป็นศัตรูของเรา หรือคนที่เราไม่ชอบเลย หรือว่าเค้า...เค้าช่วยเหลือ สนับสนุนคนที่เราไม่ชอบ เราก็อาฆาตได้ หรือเขากำลังทำ หรือเค้าจะทำ เป็น ๙ ข้อ ข้อที่ ๑๐ ก็คือโกรธไม่มีสาเหตุ อันนี้ก็หมายถึงว่า ไปเดิน...เดอินชนอะไร สมมติว่าชนเสา เลยโกรธเสา แหะแหะแหะ หรือว่า โดนหนามอะไรเนี่ยะ เลยโกรธหนาม โกรธสิ่งที่ไม่มีชีวิต ทั้งที่เพราะว่าเราไม่ระมัดระวัง เลยโกรธ บางครนถึงกับตีต้นไม้ก็มี ไอ้นี่คือความโกรธ ทำให้เราบ้าได้นะ อืม.

ดังนั้นพุทธองค์เปรียบเทียบมนุษย์ที่ยินดีในความโกรธ เหมือนงูมีพิษ บางคนก็บอก โอ๋ เหมือนกับอวดว่า ฉันเนี่ยะ โกรธง่ายแต่หายเร็ว เหมือนกับเป็นคุณธรรมที่น่า...ที่น่าได้รับความชื่นชม ใช่ คุณหายเร็ว แต่คนที่เค้าถูกด่าที่ว่าไปกลั่นแกล้งเค้านั้นหายเร็วหรือเปล่าล่ะ? คนละเรื่อง เอาแต่ตัวเอง ไม่มีอะไร ไม่มีอะไร หายแล้ว อันนั้นไม่ใช่ ไม่ควรจะเป็นข้ออ้าง.

ฉะนั้นเราต้องรู้งานจริง ในชีวิตของเรานี่อะไรบ้าง? มีการจัดการกับความโกรธ ไม่ใช่ว่า ฟังเทศน์แล้ว ซาบซึ้งแล้ว ก็ไปไหว้พระ ต่อจากนี้ไปข้าพเจ้าจะไม่โกรธใครเลย ข้าพเจ้าจะมีแต่ความเมตตา กรุณา จะมองทุกคนเป็นพี่เป็นน้อง เป็นพ่อเป็นแม่ เป็นลูกเป็นหลาน คน...หึหึหึ คือถ้ากล่าวอธิษฐานอย่างนี้ รู้สึกดีมาก แต่...แต่มันไม่ยั่งยืน ใช่มั้ย? พอ คือเราไม่ฉลาดเรื่องอารมณ์ ไม่ได้ฝึกตัวเอง มันก็เป็นไปไม่ได้ เพราะมันเป็นการคาดหวังเกิน ที่จะเป็นได้ ฉะนั้นพุทธองค์จึงให้เราปฏิบัติ ๓ ใน ๓ ด้านพร้อมทั้งพฤติกรรม ใช้เจตนางดเว้นว่า โกรธเท่าไร โมโหเท่าไร เราจะไม่แสดงออกทางกาย ทางวาจา ให้ความรู้สึกปลอดภัยแก่คนทุกคน แล้วก็ไม่เพิ่มความเคยชิน ในการ เอ่อ ในการหลงอยู่กับความโกรธ ส่วนจิตใจเราจะสร้างคุณธรรมที่เป็นปฏิบัติโดยตรงกับความโกรธ เช่น สติ ความอดทน เมตตา  สามเราก็จะฝึกปัญญา พิจารณา พยายามดูในความโกรธว่าเป็นสักแต่ว่าอาการ ไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา พยายามดูความคิด ที่อยู่เบื้องหลัง เป็นความคาดหวัง แล้วก็พยายามปล่อยวาง จนกระทั่งในที่สุด จิตใจ เกิดวิปัสสนา จนเห็นว่า ความโกรธเป็นอาการ ที่เกิดขึ้นแล้วดับไปตามเหตุตามปัจจัย ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา อันนี้ในคำวิปัสสนาเหมือนกันตัด ตัดให้มันตายไปเลย แต่ตัดหัวมัน มันจะหมด แต่ว่าอีกนาน ในระหว่างนี้เราต้องฝึกในด้านศีล ด้านสมาธิ ในด้านปัญญาระดับของความคิดเสียก่อน จึงจะถึงปัญญา ในระดับไม่ต้องคิด ที่จะรู้เหตุการณ์ตามความเป็นจริง.

เอาละ วันนี้ก็คงพอสมควรแก่เวลา.

สาธุ สาธุ สาธุ.

https://youtu.be/1kXrswiZwrY?si=xPMVTQHTD7saOnMA 

วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2567

พระอาจารย์ชยสาโร - โลก ณ ปัจจุบัน

 พระอาจารย์ชยสาโร โลก ณ ปัจจุบัน

          https://youtu.be/py61kfhNNw4?si=b5yLrPu2xCFjVda1



          ...เช่นนั้น พุทธศาสนาสอนให้เรา มีสติ ทีนี้ถ้าเราดูในพระไตรปิฎก พุทธองค์อธิบายขยายคว่ามว่าการมีสติเป็นอย่างไร

           ทั้งว่าจะอธิบายว่าสิ่งที่เคยทำ สิ่งที่เคยพูด สิ่งที่เคยเรียน เคยรู้ในอดีต จำได้หมด หมายความว่าความทรงจำมีส่วนสำคัญ ในการเจริญสติ แล้วเราถ้าพระหรือว่านักปฏิบัติ ต้องอยู่ในปัจจุบันด้วย แล้วก็ต้องจำไว้ จำได้ สิ่งที่มีประโยชน์ต่อชีวิตด้วย แล้วมันจะไม่ขัดแย้งอยู่ในตัวเรา.

อย่างหนึ่งในการทำงาน พุทธองค์ให้เราแยกระหว่าง สิ่งที่สำคัญมีสาระ และสิ่งที่มีสาระน้อย หรือมีสาระหรือมีประโยชน์หรือว่าไม่มีสาระประโยชน์เลย และสิ่งที่มีสาระประโยชน์ทำก่อน ฉะนั้นก็ต้องจัดลำดับการทำงาน โดยเอาสิ่งที่มีสาระเป็นที่ตั้งการตัดสินว่า ทำอะไรก่อนทำอะไรหลัง.

ฉะนั้นทำความเข้าใจว่าอยู่ในปัจจุบัน คือแบบอยู่ในปัจจุบันแบบลอย ๆ ไม่มีความคิดในสมอง อันนั้นไม่ใช่การอยู่ในปัจจุบันของพระพุทธเจ้า ไอ้การอยู่ในปัจจุบันของพระพุทธเจ้าก็คือ รู้เท่าทัน ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในใจในปัจจุบัน อยู่ในปัจจุบันอย่างรู้เท่าทัน นี่คือการอยู่ในปัจจุบันของพุทธศาสนา แล้วสิ่งที่ต้องรู้เท่าทัน มีอะไรบ้าง? ก็คือความรู้สึกนึกคิดทั้งหลาย ฉะนั้นถ้าเรากำลังเจอปัญหา ปัญหาใหม่ ผู้มีปัญญาจะต้องทบทวนในความทรงจำใช่มั้ยว่า ไอ้ปัญหาที่คล้าย ๆอย่างนี้ เราเคยเผชิญมั้ย? เคยแก้ได้มั้ย? ใช้วิธีอย่างไรมั้ย? หรือว่าในปัญหานี้ครูบาอาจารย์ท่านเคยสอนอย่างไร? และว่าเราควรจะปฏิบัติอย่างไร กับปัญหาตัวนี้.

นี้ก็คือเราเอาเรื่องจากอดีตมาคิด โดยรู้ตัวว่านี่คือการใช้ความทรงจำให้เป็นประโยชน์ และว่ารู้เท่าทันความทรงจำ ใช้ความทรงจำในปัจจุบันโดยไม่หลุดออกจากปัจจุบัน สิ่งพุทธองค์ทรงเตือนคือการหลงอยู่ในความทรงจำ เพลินอยู่กับความจำเรื่องนั้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ๆ ไม่มี อ่า ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ได้เอาความจำมาใช้เพื่อประโยชน์ต่อปัจจุบัน หรือว่าคิดในเรื่องที่คนนั้นเคยล่วงเกิน เรื่องไม่ดีต่าง ๆ ไปคิดวกไปเวียนมา อันนี้ก็คือหลงอยู่ในอดีต หรือหลงอยู่ในความทรงจำ.

ทีนี้ในการทำงานเราจะต้องจัดว่า ทำอะไรก่อนทำอะไรหลัง อย่างที่ท่านอาจารย์เคยเตือนบ่อย ๆในเรื่องความเครียด ไอ้ความเครียดมันจะเกิดจากการบริหารเวลาไม่ค่อยเป็น เป็นหลักใหญ่ ฉะนั้นการบริหารเวลาคือการจัดสรรว่า ทำอะไรอย่างไรเมื่อไหร่ ซึ่งก็เป็นการคิดเรื่องอนาคต  อ่า คิดแบบนี้เราบอกว่าวางแผน ใช่มั้ย? คือการวางแผนเป็นสิ่งที่สำคัญมาก เพราะปัญหาหลายอย่างต้องใช้เวลาแก้ปัญหา  หลายปี หรือจะเป็นหลายสิบปี เพราะฉะนั้นเราจะเอาแต่ปัจจุบันได้อย่างไร ใช่มั้ย?

สมมติว่าเรา นักวิทยาศาสตร์บอกว่าภายใน 5 ปี จะเป็นปัญหาอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ไม่ใช่ว่าเราจะรอถึงวันที่ปัญหาเกิด เราจึงไปหาวิธีแก้ ใช่มั้ย? เราต้องไม่ประมาท คิดวางแผนว่าจะป้องกัน หรือจะบรรเทาปัญหาได้อย่างไร เพราะฉะนั้นการใช้ความคิดในเรื่องที่สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น เพื่อเป็นประโยชน์ มีจุดมุ่งหมาย มีเหตุมีผล แล้วก็รู้สิ่งในความคิด ซึ่งก็มีปัญญาคอยกำกับว่า อะไรใหม่มันก็ไม่แน่นอน เพราะสิ่งทั้งหลายก็เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาทั้งในรูปแบบที่เราพอพยากรณ์ได้บ้าง ในสิ่งที่เราพยากรณ์ไม่ได้เลยก็มี.

ฉะนั้นเราอยู่ในปัจจุบัน ก็คืออยู่อย่างรู้เท่าทัน รู้เท้าทันความทรงจำ ใช้ความทรงจำให้เกิดประโยชน์ นั้นก็คืออยู่ในปัจจุบัน ใช้ความคิดอย่างเรื่องการบริหารเวลา และการวางแผน และสำหรับอนาคตด้วยเหตุด้วยผล ก็เรียกว่าอยู่ในปัจจุบัน อย่างรู้เท่าทัน.

อย่างใน...ถ้าเราดูในไตรปิฎก ก็มีตัวอย่าง อย่างเช่นพุทธองค์ ก็มีบางโอกาสที่พุทธองค์ทรงเล่าถึงอดีตชาติของพระพุทธองค์ ตั้งแต่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ แล้วเรียกว่าเป็นเรื่องของชาดก นี้เป็นตัวอย่างที่พุทธองค์เอาเรื่องอดีตมาพูด เพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน แล้วพุทธองค์ก็ยังตรัสถึงอนาคตเหมือนกัน แต่พุทธองค์ไม่ได้ตรัสในอนาคตเหมือนเป็นหมอดู เพราะอนาคต สิ่งที่จะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในอนาคต มันมากมายก่ายกอง จริงๆ มันเหลือที่จะ...เหลือที่จะ อ่า จะเข้าใจได้ แม้แต่พุทธองค์เอง เพราะไอ้ตัวแปรที่ไม่แน่ไม่นอน มันเยอะมาก แต่พุทธองค์ตรัสถึงเรื่องอนาคต พุทธองค์ก็จะตรัสในตามหลักการว่า ถ้าทำอย่างนี้ อย่างเช่นตัวอย่างเนี่ยะ ถ้าทำอย่างนี้พุทธศาสนาจะอยู่ได้นาน ถ้าทำอย่างนี้พุทธศาสนาอยู่ไม่ได้นาน ถ้าทำอย่างนี้จะเจริญ ถ้าทำอย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้ในอนาคต พุทธศาสนาจะเจริญ ทำอย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้ในอนาคตพุทธศาสนาไม่เจริญ ถ้าทำอย่างนี้อย่างนี้อย่างนี้ในอนาคตสังคมจะเจริญ อย่างนี้นี้นี้อนาคตสังคมไม่เจริญ คือพุทธองค์เอาหลักธรรม

สิ่งที่พระพุทธองค์ทรงค้นพบ เปิดเผย อ่า ชี้แจงให้เป็นหลักให้เห็นความไม่แน่นอนในอนาคต ก็ยังมีมุมมองที่เรายังพอจะพิจารณาให้เกิดประโยชน์ได้ อย่างเช่นพุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่า ถ้าเป็นรัฐบาลหรือเป็นประเทศ หรือเป็นชุมชน องค์กร  ท่านจะเน้นในเรื่องการพร้อมเพรียงกัน ประชุมพร้อมเพรียงกัน จัดการกับธุระ เขาต้องพร้อมเพรียงกันเลิกการประชุม คือเน้นที่ความสามัคคี และการสื่อสารที่ดี เป็นหลักประกันความเจริญ พุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่า ประเทศไหนที่ดูแลปกป้องให้เกียรติผู้หญิง สังคมนั้นจะเจริญ สังคมไหนเอารัดเอาเปรียบผู้หญิง อ่า จะไม่เจริญ สังคมไหนให้เกียรติแก่นักปราชญ์ ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วก็จะเจริญ แต่ไม่ให้เกียรติไม่ให้ความสำคัญกับผู้ที่ทรงปัญญา เป็นผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็จะเสื่อม.

ทีนี้มีข้อหนึ่งที่น่าสนใจ คือพุทธองค์ก็ตรัสไว้ว่า ตราบใดที่พระภิกษุสงฆ์ยินดีในสิ่งอาสนะป่า ชอบอยู่กับต้นไม้ พุทธศาสนาจะไม่หายจากโลก พุทธศาสนาจะไม่เสื่อม แต่ถ้าพระยุคไหน พระไม่ยินดีอยู่กับธรรมชาติ ไม่ยินดีอยู่กับป่าแล้ว พุทธศาสนาจะเสื่อม นั้นก็เป็นพุทธวจนะข้อหนึ่งที่ มีย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ที่ดี เวลา อ่า เราก็รู้ อ่า ความสัมพันธ์นี้ปรากฏแม้แต่ในพุทธประวัติ ตั้งแต่พุทธองค์ทรงประสูติใต้ต้นไม้ บรรลุพระอนุตตราสัมมาสัมโพธิญาณใต้ไม้ และยังปรินิพพานใต้ต้นไม้ และมนุษย์กับต้นไม้นี่มีความสำคัญมาก แล้วพระตั้งแต่สมัยพุทธกาล พระออกธุดงค์ออกจาริก แล้วก็จะอยู่รุกขมูล อยู่ใต้ต้นไม้ มีต้นไม้เป็นร่ม ซึ่งเราดูความพิเศษ และอานิสงส์ของต้นไม้ได้ว่า ถ้าเราอยู่...อยู่กลางแจ้ง บางทีไม่กี่นาทีนะ เราจะทรมานแล้ว ใช่มั้ย? ถ้าเราไม่มีหมวก ไม่มีอะไรป้องกันความร้อน.

และทุกวันนี้ประเทศที่เราเรียกว่าประเทศร้อน แถบร้อน แม้แต่ประเทศทางยุโรป ตอนนี้ก็เจอความร้อนอย่าง อ่า อย่างรุนแรงมาก 40 กว่าองศา ลองสังเกตว่าถ้าอยู่กลางแจ้งอย่างเนี้ยะ ป่วยนะ ไม่สบายหรืออย่างน้อยก็ทรมาน แต่ถ้ามีต้นไม้แม้แต่ต้นเดียว เดินเข้าร่มของต้นไม้ หายทุกข์เลยนะ โอ้ ทำไมต้นไม้นั้นมีอำนาจขนาดนี้มีอำนาจเหนือพระอาทิตย์นะ พระอาทิตย์จะทรมานแต่ต้นไม้ทำให้อยู่ได้ อืม ฉะนั้นต้นไม้มีบุญคุณของมนุษย์เรามาก เริ่มตั้งแต่การให้ร่ม และให้สถานที่ที่เรียกว่ารมณีย เป็นรมณียสถาน.

ตอนนี้โรงเรียนของเราก็เริ่มเป็นรมณียสถาน ใช่มั้ย? เราเดินเข้ามาในโรงเรียนนี่ นักเรียนอาจจะสังเกตบางทีอาตมาก็พาแขกมาจากต่างประเทศ ล่าสุดก็มีท่านทูตจากประเทศอินเดีย มาชมโรงเรียน พอเดินเข้ามาในโรงเรียนทูตก็ โห น่าอยู่มาก เหมือนสวรรค์ ก็จะ...สำหรับคนมาใหม่ไม่เคยมามาก่อนนะ แล้วทำไมถึงชื่นชมมาก อาคารอาจจะมีส่วนหนึ่ง แต่อาคารก็ไม่มีอะไร อ่า พิเศษมาก แต่สิ่งที่ทำให้เกิดบรรยากาศที่ประทับใจก็คือธรรมชาติ ในการที่เรามีต้นไม้เยอะแยะ แล้วอาคารกับต้นไม้อยู่ด้วยกัน อย่าง...อย่างสามัคคีกัน กลมกลืนกัน.

ฉะนั้นธรรมชาติจึงเป็น สิ่งที่มีอานิสงส์ต่อเรามาก และการอยู่กับต้นไม้ก็มีส่วนหนึ่งที่ทำให้จิตใจเย็นลง อ่า อารมณ์ที่จะเกิดขึ้นเอง ในเมื่อเราอยู่กับต้นไม้มันจะต่างกับการอยู่ในเมือง และการอยู่แต่มองข้างในเห็นแต่คอนกรีต เห็นแต่อาคาร เห็นแต่สิ่งที่มนุษย์สร้างอย่างเดียว ไอ้การอยู่กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติ อย่างต้นไม้ เป็นต้นนั้น มันเป็นยาบำบัดจิตในระดับหนึ่ง อาตมาก็ยังเคยอ่านบทการวิจัย ทำที่อังกฤษที่อเมริกา จำไม่ได้ ได้ดูผลการสอบของ อ่า ของเด็กที่อยู่ในโรงเรียนที่มีต้นไม้เยอะแยะ และที่ไม่มีต้นไม้ ในโรงเรียนที่ต้นไม้มาก โดยเฉพาะที่มองเห็นจากห้องเรียน ก็ผลการสอบดีกว่า เรียกว่ามีผลขนาดนี้ด้วย.

ในตอนนี้เราอยู่ในโลกที่เราถือว่ามนุษย์ฉลาด มนุษย์เราเจริญ แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ มนุษย์อยู่ในโลก อยู่กับธรรมชาติ ล้านกว่าปี อ่า จำตัวเลขไม่ได้ อ่า อยู่ด้วยกัน แต่หลังจากปฏิวัติอุตสาหกรรมซึ่งเริ่มที่อังกฤษ เกือบจะ 300 ปี 250 เกือบ 300 ปี มนุษย์ใช้เทคโนโลยี เปลี่ยนโลก ทำให้อนาคตชองโลกดูจะน่าเป็นห่วงมาก จนกระทั่งนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำหลายท่านก็ยังไม่แน่ใจว่า 100 ปีข้างหน้าโลกของเราจะยังอยู่รอดได้หรือเปล่า ในขณะที่มนุษย์อยู่แบบธรรมดาๆ กี่พันกี่หมื่นกี่แสนปีล้านปี ก็อยู่ด้วยกันไปเรื่อย ๆ แต่พอมนุษย์มีอำนาจเหนือธรรมชาติ มนุษย์ก็ทำลายธรรมชาติและกลายเป็นว่า ทำลายตัวเองอยู่ในตัว เพราะว่ามนุษย์แยกออกจากธรรมชาติไม่ได้.

ทีนี้ในอิทธิพลของอารยธรรมตะวันตก ความคิดของตะวันตก ชาวพุทธซึ่งเคยซาบซึ้งเข้าใจในเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ แล้วก็ยังมองธรรมชาติเหมือนเป็นสินค้า หรือเป็นวัตถุดิบ หรือเป็นสิ่งที่มนุษย์มีสิทธิจะเอาไปใช้ เพื่อความต้องการ และการทำลายธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม เพื่อสิ่งที่เป็นประโยชน์แท้ของมนุษย์ ก็มีแน่นอน แต่ในขณะเดียวกันมีการทำลายในทางที่ไม่จำเป็น ไม่เหมาะสม ว่าเพียงเพื่อตอบสนองกิเลสของคน ซึ่งอาจจะเป็นช่วงหนึ่งที่เรายัง อ่า ยังไม่ต้อง อ่า ระวังมาก จะถือว่าช่วง 200 ปี 300 ปีที่แล้วตอบสนองกิเลสบ้าง ไม่เป็นไร เดี๋ยวนี้ไม่ได้แล้ว เพราะว่ายุคเรานี้เป็น ยุครับผลกรรม ที่บรรพบุรุษสร้าง ที่มนุษย์เราสร้างตลอด  2-300 ปีที่ผ่านมา ที่เราเห็นชัดขึ้นทุกวัน ๆ ก็ปัญหาธรรมชาติสิ่งแวดล้อมซึ่งก็ทำให้เกิดความ อ่า ความทุกข์ใจ และเมื่อทุกข์ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม คนส่วนมากใช้วิธีหลับหูหลับตาไม่อยากฟัง ฟังแล้วหดหู่ใจ ไม่คิดดีกว่า อันนี้ก็รูปธรรมชาติของปุถุชนอยู่เหมือนกันเน๊าะ อ่า สิ่งใดที่ทำให้สบายใจก็พยายามไม่คิดดีกว่า แต่พุทธศาสนาสอนเราว่า เราต้องฝึกจิตให้เข้มแข็ง ให้กล้าเผชิญหน้ากับความจริง แล้วก็ดูความจริงที่ปรากฏ แล้วก็พิจารณาว่า ทำไมมันเป็นอย่างนี้? ด้วยเหตุปัจจัยอะไรบ้าง? และเราจะแก้ได้มั้ย? มีทางแก้มั้ย? และมี...ไม่มีทางแก้สิ้นเชิง ทางที่จะทำใหม่ให้ดีขึ้น ได้มั้ย? และเราต้องทำยังไง? นี้ก็เป็นหลักอริยสัจ 4 ประยุกต์ กับปัญหารอบตัว.

ทีนี้ในเรื่องของธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม สิ่งที่ทุกคนทำได้ ก็เป็น...หนึ่งก็เป็นเรื่องของความประหยัดในความใช้วัตถุดิบของโลก สองอาจจะต่อไป อาจจะเริ่มต้องมีการเปลี่ยนพฤติกรรมบางอย่าง อย่างที่อาตมาเคยอธิบายเรื่องว่า เหตุปัจจัยสำคัญของการทำลายสิ่งแวดล้อม คือการเลี้ยงสัตว์ เพราะเมื่อมนุษย์อยู่ในการกินการทานเนื้อสัตว์ ซึ่งในอนาคตถ้าเราอยากจะ...หรือว่าปัจจุบันเราอยากจะช่วยสิ่งแวดล้อม สิ่งที่ทำได้ทันทีเลย คือทานเนื้อสัตว์น้อยลง คือบางท่านบางคนอาจจะอยากทานเจไปเลยนะ แต่ถ้านั่นไม่ไหว อย่างน้อยเราก็ลด ลดน้อยลง อย่างเช่นว่า ทานอาหาร 3 มื้อ ให้ทานอาหารเหลือ 1 มื้อ ไม่ทานเนื้อสัตว์ 2 มื้อ เนี่ยะ ก็เป็นตัวอย่างของการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่จำเป็นซึ่งเกิดจากนิสัยการกิน.

และความสัมพันธ์ระหว่างการกินเนื้อสัตว์ กับการทำลายสิ่งแวดล้อม ก็ในข้อหนึ่งทุกวันนี้ก็มีการปลูกพืชปลูกพืชให้สัตว์กิน เพื่อเราจะได้กินเนื้อของสัตว์ แต่แล้วแต่ว้าเป็นสัตว์ประเภทไหน แต่โดยเฉลี่ยต้องปลูกพืชประมาณ สมมติว่า 15 กิโล อย่างน้อยถึง 20 กิโล เพื่อจะได้เนื้อสัตว์ 1 กิโล ซึ่งเป็นแลกเปลี่ยนที่ ที่ขาดประสิทธิภาพ สมติว่าที่เราปลูกพืชให้สัตว์กิน ก็ปลูกให้คนกินจะไม่ดีกว่าหรือ?

นอกจากนั้นสัตว์ทั่วไปมันก็มีการปล่อยแก๊สมีเธน2 พวกวัวควายเนี่ยะ โดยเฉพาะวัว ซึ่งถ้าวัวเป็นล้าน ๆตัว

2 https://en.wikipedia.org/wiki/Methane

นั้น ก็มีเศษแก๊สที่ปล่อยออกไปแต่ละวัน ก็มีผลกระทบต่อโอโซน เป็นการทำลายธรรมชาติที้สำคัญ. นอกจากนั้นที่อเมริกาใต้ มีการทำลายป่าเพื่อทำเป็นที่เลี้ยงสัตว์ เพื่อฆ่าสัตว์ เพื่อให้คนกินเนื้อสัตว์ ดังนั้นจึงมีการฆ่าเพื่อเลี้ยงสัตว์โดยเฉพาะ ไม่ใช่น้อย อย่างเช่นในอมาซอน(Amazon3)ในสิบกว่าปีที่ผ่านไปหลายร้อยล้านต้นนะ ต้นไม้ที่ถูกตัดไป.

 3 https://en.wikipedia.org/wiki/Amazon_rainforest

ฉะนั้นในเมื่อเราอยู่ในปัจจุบัน สิ่งที่เราเห็นได้ในปัจจุบัน อาจจะรู้ปีนี้ร้อนเป็นพิเศษ อ่า แล้งเป็นพิเศษ แล้วเราก็ดูข่าว ดูความ...ปีนี้ก็เป็น อ่า เดือนกรกฎา เป็นเดือนกรกฎาทั่วโลกที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ ในปีที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์ใน 5 ปีที่ร้อนที่สุด 3 หรือ 4 ปีก็มาในเวลาที่เพิ่งผ่านไปเนี่ยะ 4-5 ปีที่ผ่านมา แสดงว่าโลกมันร้อนขึ้นมากๆ และพร้อมกับความร้อนของโลก ก็จะเห็นเรื่องของการ...ปัญหาน้ำท่วม ไฟไหม้ พายุอะไรพวกนี้ รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ แล้วเราจะทำยังไง เราก็เลือกเรื่องประหยัดก็ช่วยได้ เปลี่ยนนิสัยการกินก็ช่วยได้.

แต่อีกข้อหนึ่งที่เหมาะกับมาก กับชาวพุทธเรา ก็คือการปลูกต้นไม้ เพราะว่าการปลูกต้นไม้ก็มีการ...เป็นการส่งเสริมสิ่งที่ดูดเอาคาร์บอนไดออกไซด์จาก...จากอากาศแล้วก็ปล่อยออกซิเยน ซึ่งเป็นสิ่งที่โลกต้องการมากที่สุดตอนนี้ ต้องการให้คาร์บอนไดออกไซด์น้อยลง ต้องการให้ออกซิเยนมากขึ้น ฉะนั้นการปลูกต้นไม้ ถือว่าก็เป็นการทำสิ่งที่ดี เรียกว่าเป็นการทำบุญ หนึ่ง เพราะว่าต้นไม้ให้ความร่มเย็นกับมนุษย์ ต้นไม้หลายต้นก็ให้ผลไม้ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ ปลูกต้นไม้ก็เป็นการสร้างรมณียสถาน ก็เป็นสถานที่มี อ่า มีผลต่อจิตใจของมนุษย์ ทำให้จิตใจของมนุษย์ได้คลายคว่ามเครียดได้ ถ้าเราปลูกต้นไม้แล้ว ไปเดินอยู่ในป่า โห มีความสุขง่ายๆ ไม่ต้องไปใช้เงิน ไม่ต้องมีค่าใช้จ่ายอะไรเลย.

ในยุโรปตอนนี้ก็มี โครงการใหญ่หลายประเทศ ที่อังกฤษ ที่สก็อตแลนด์ ที่ยุโรปหลายประเทศ ที่เค้าเรียกว่า rewilding…rewilding ก็คือให้มันเป็น wild เหมือนสมัยก่อน มีการปลูกต้นด้วยปลูกต้นไม้เป็นแถวๆ เป็นอาหารเพื่อการค้า ไม่ใช่เป็นธุรกิจ อ่า ต้นไม้ เพื่อจะรื้อฟื้น ระบบนิเวศดั้งเดิมของอังกฤษ ของสก็อตแลนด์ ถ้าใครเคยไปเที่ยวสก็อตแลนด์และเคยเห็นรูปของสก็อตแลนด์ มันก็มีเสน่ห์มาก คนชอบไปเที่ยว แต่ที่คนไม่ค่อยคิดก็คือสก็อตแลนด์เป็นอย่างนี้ เพราะเค้าตัดต้นไม้ อ่า ทิ้งหมดแล้ว คือสก็อตแลนด์ก็เป็นประเทศที่มีการทำลายป่ามากที้สุดในโลก แต่ว่าเป็นเนื่องจากว่า ตัดต้นไม้นานมากแล้ว เกือบ 100-200 ปี คนก็ไม่รู้ว่าอดีตของสก็อตแลนด์เป็นยังไง ถ้าไม่มีโครงการปลูกต้นไม้ อีกรอบหนึ่งให้มันกลับเหมือนเดิม เพื่อประโยชน์กับธรรมชาติด้วย และเพื่อช่วยในด้านสิ่งแวดล้อม ในการเปลี่ยนแปลงของอากาศ.

ตอนนี้อาตมาก็เป็นที่ปรึกษา เป็นประธานที่ปรึกษาของ...เป็นที่ปรึกษาเฉยๆมั้ง จำตำแหน่งตัวเองไม่ได้ ของมูลนิธิ ชื่อว่า ปลูกต้นไม้ ปลูกธรรมะ ซึ่งมีอุดมการณ์ อ่า อยากจะสร้างกระแสใหม่ในสังคมไทย ให้เห็นว่าการปลูกต้นไม้คือการทำบุญ ไปวัดเนี่ยะ ไม่ต้องไปเอาอาหาร เอา อ่า...สิ่งที่เป็นบริวารต่างๆที่...ผ้าไตร หรือว่า ยา อะไรต่างๆไปถวายสงฆ์ อย่างเดียว ถ้ามีโอกาสไปปลูกต้นไม้ในวัด หรือว่าที่ไหนที่มีโครงการ ก็ไปช่วย มีส่วนร่วม ซึ่งมูลนิธินี้ก็มีจัดทุกปี อ่า วัดที่เข้าในโครงการทั่วประเทศ ให้ผู้ที่ต้องการทำบุญด้วยการปลูกต้นไม้ ก็จะได้ไปร่วมกิจกรรม อาตมาว่า บางทีนะ เมื่อวันอาทิตย์ที่แล้วก็ไปปลูก...ที่แล้วเราก็ไปปลูกต้นไม้กันที่อำเภอสีคิ้ว ที่เรากำลังจะสร้างศูนย์พักฟื้นพระภิกษุอาพาธ แล้วใรนโครงการนี้จะมี 2 ด้าน ด้านตะวันตก ก็เป็นศูนย์พักฟื้น แล้วทางตะวันตกเราก็จะสร้างเป็นวัด เพื่อให้พระจิตอาสาก็จะได้มาพักในวัดแล้วก็ไปช่วยดูแลพระอาพาธได้ และที่ดินก่อนหน้านี้ก็เป็น หน้าข้าว ยังไม่มีต้นไม้ เราต้องเริ่มจากศูนย์ แล้วเริ่มปลูก วันอาทิตย์ที่แล้วก็ปลูกต้นกล้าบ้างต้นใหญ่บ้าง และก็ต้นหนุ่มสาวบ้าง และพรุ่งนี้เราก็จะ...นักเรียนของเรา ม.1 ม.2 ก็จะไปปลูกต้นชบาเพื่อจะทำรั้วรอบ อ่า รอบวัด ก็เป็นกิจกรรมที่ อยากให้มีบ่อยๆ ต่อไป.

เพราะว่าในโรงเรียนเรา เราก็มีหลักภาวนาศีลนี่ สร้างความสัมพันธ์ที่ดี  ถูกต้อง ดีงามและวางมนุษย์กับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ที่ว่าเป็นเป้าหมาย ของการศึกษาที่รับผิดชอบสำนึก ก็พยายามมีกิจกรรมในการช่วย ในการตอบสนองความ บุญคุณ เค้าเรียกว่า การแสดงความกตัญญู ต่อโลก ที่ให้ชีวิตเรา ในร่างกายเราเนี่ยะ ธาตุดินน้ำไฟลม เป็นสิ่งที่เรายืมมาใช้ ที่จริงไม่ใช่ของเรา ดินน้ำไฟลมทุกอย่าง ยืมธรรมชาติมาใช้ ถึงวันตายก็ต้องคืนให้กับธรรมชาติ อยู่ได้เพราะธรรมชาติ ถ้าไม่มีออกซิเยน เราก็หายใจไม่ตายรึ? ตายสิไม่มีพืช ไม่มีอาหาร ที่ปลูกไว้ในดินแล้ว ก็ตาย ไม่มีน้ำบริสุทธิให้กินเราก็ตาย นี้เรามีชีวิตได้เพราะอะไรบ้าง?

นี้นัก...พวกเราจะเกินความซาบซึ้งในบุญคุณ ซาบซึ้งในบุญคุณของคุณพ่อคุณแม่ และของครูบาอาจารย์ ของธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ด้วยการหยุดคิดหยุดสำนึก หยุดทำว่าทุกวันนี้ ที่เป็นอย่างนี้ ด้วยเหตุปัจจัยยังไง? ทำไมเราจึงอยู่ได้? ทำไมเรามีชีวิตได้? ในเมื่อทุกคนรักชีวิตตัวเอง ก็ต้องคำนึงถึงสิ่งและบุคคล ผู้ที่ให้ชีวิตเรามา ในคว่ามรู้สึกกตัญญู เป็นึความรู้สึกที่งดงาม เป็นอาริยะทรัพย์อยู่ในใจ.

เอาละ วันนี้ก็ได้คุยไปเล็กน้อย ถึงเรื่องของปัจจุบัน และความสัมพันธ์ ความสำคัญของการรู้เท่าทันอดีตและอนาคต แล้วการกล่าวถึงอนาคต ที่เราควรจะคำนึงถึงบ่อยๆ นั้นก็คือเรื่องธรรมชาติสิ่งแวดล้อม  แล้วก็พิจารณาว่า เราคนเดียวก็ทำอะไรไม่ได้มากหรอก แต่เราอยากจะมีอะไรสักอย่างที่ เรารู้สึก โอ้ อย่างน้อยเราก็รับผิดชอบในส่วนที่พอไปได้.

So now I’m gonna to give short summary in English. And I began talking about the Buddhist teachings that everyone knows about Living in the Present moment. But what is that really means because we cannot function as human being without Memories or without Thoughts and planning. So, it’s the Buddha challenge us we should not make use about Memories as apart Experiences in dealing with a challenge in daily life that we shouldn’t plan anything that we just be completely in one day at a time. O no of course, he did not. So, the Buddha said we should Living in Present moment knowing Thoughts, as Thoughts and Memories.

So, Living in Present moment with Wisdom. So, the Past now, what’s a Past? Buddha means the Past what the Past is Memory, isn’t it? As it…as something that we can experience directly in alive. And so when we consciously make use of our Memories that we’ve learned things with experiences in the Past for benefit and happiness in Present. Then it is not considered to be in conflict with the teaching’s Living in the Present. We’re living in the Present aware of the Past as Memories to be use appropriately.

We also as to think and plan and priory times and manage our times …So, this’s a…also importance activities. But again, we’re aware of Thoughts as thoughts, now we’re using the thinking mind for searching, go to achieve searching goals. So, what the Buddha was advising us to abandon or let go, it is quoted up in Memory, let’s going over, over, over for the gaining the things that hurt or upset in the Past, to think what’s the people has done and sad or think what you’ve done and sad. And just losing all awareness in that…um in Memory.

And similarly the Thoughts, imagination, using sorts of imaginations as and escape from the Present moment or present responsibility, playing to Dreamworld. And believing in your Thoughts and imagination too much.

So, knowing Thoughts as thoughts and knowing Memories as memories, we abide in the Present moment.

So, that just was also the first 5 minutes I’ve talked, that I think that just be my English summary.

https://youtu.be/py61kfhNNw4?si=o5MiBJg3_AsPGpcn