หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

อิบราฮิม ตราโอเร่ - ส่งข่าวสารอันทรงพลังสู่โลก

อิบราฮิม ตราโอเร่ - ส่งข่าวสารอันทรงพลังสู่โลก

Ibrahim Traoré’s Powerful Message to the World | Full Speech Breakdown | WorldStory249

          https://youtu.be/IPUZagc_WuY?si=_jhjX-w4WRu_m_AQ

          ข้าพเจ้ากำลังรวบรวมจัดเก็บอย่างอย่างถาวรกับทุกการบิดเบือนใส่ความทั้งหลาย. ข้าพเจ้า อิบราฮิม ตราโอเร่ และวันนี้ข้าพเจ้ากำลังกระชากหน้ากากของพวกคุณออกมา.  (I’m archiving every distortion. I am Ibrahim Traore1 and today I’m pulling off your masks.)

            1 https://en.wikipedia.org/wiki/Ibrahim_Traor%C3%A9

          ใช่, คุณได้ยินถูกต้องแล้ว. ข้าพเจ้า, ผู้ที่คุณเรียกว่า ผู้นำเผด็จการทหารวัยเยาว์ ผู้ซึ่งพวกคุณสร้างเครื่องหมายการค้าว่าเป็นเช่นตัวอันตรายหัวรุนแรง, ผู้ซึ่งพวกคุณเสนอขึ้นมาให้เป็นเช่นเผด็จการต่อต้านตะวันตก, ในตอนนี้กำลังบอกกับพวกคุณถึงความสัจจริง. และคราวนี้คุณไม่สามารถที่จะเปิดไมโครโฟนของคุณได้. คราวนี้คุณไม่สามารถหันกล้องทั้งหลายของคุณหนีไปทางอื่นได้. คราวนี้บรรณาธิการทั้งหลายของคุณไม่สามารถตัดต่อคำพูดนี้ได้ เพราะว่าโลกที่คุณได้ถูกผูกขาดนั้น ไม่มีอยู่อีกต่อไปแล้ว.  (Yes, you heard correctly. I, who you call a young military-Hunta leader, whom you brand as a dangerous radical, whom you serve up as an anti-western dictator, am now telling you the truth. And this time you cannot turn off your microphones. This time you cannot turn away your cameras. This time your editors cannot cut this speech because the world you monopolized no longer exists.)

เพราะว่าหลายล้านผู้คนจะได้ยินคำพดูดทั้งหลายเหล่านี้ในตอนนี้, โดยปราศจากผ่านเครื่องกรองทั้งหลายของพวกคุณ, ปราศจากการถูกบิดเบือนทั้งหลายโดยพวกคุณ, ปราศจากการถูกสาดโคลนโดยการโกหกทั้งหลายของพวกคุณ.  (Because millions will hear these words now, without passing through your filters, without being subjected to your distortions, without being muddied by your lies.)

ข้าพเจ้าอายุ 34 ปี. ทุกวันของชีวิตข้าพเจ้า, ข้าพเจ้าเติบโตมากกับการโกหกทั้งหลายของพวกคุณ. ขณะเป็นเด็ก, ขาพเจาจะเฝ้าดูอาฟริกาบนโทรทัศน์. มักจะเป็นภาพเดิม ๆทั้งหลายอยู่เสมอ.  เด็กทั้งหลายกับแมลงวัน, แผ่นดินทั้งหลายอันแห้งแล้ง, อาวุธทั้งหลาย, ความตาย. นี้คืออาฟริกา, พวกเขาได้บอกกับเรา. นี้คืออะไรที่อาฟริกาเป็น. และเราได้เชื่อมัน. เราได้ละอายต่อแผ่นดินทั้งหลายของเราเอง, ต่อผู้คนของเราเอง.  (I am 34-year-olds. Every day of my life, I grew up with your lies. As a child, I would watch Africa on television. Always the same images. Children with flies, dry lands, weapons, death. This is Africa, they told us. This is what Africa is. And we believed it. We were ashamed of our own lands, of our own people.)

แต่แล้วเมื่อข้าพเจ้าได้เติบโตขึ้น.  ผมได้อ่าน. ผมได้ค้นคว้า. ผมได้ถาม. และผมได้เข้าใจว่า อาฟริกาที่พวกคุณได้แสดงให้เราเห็นนั้นไม่เป็นความจริง. เรื่องราวที่พวกคุณได้บอกกับเรานั้นเป็นคำโกหก. ชะตากรรมที่คุณกำหนดต่อเราคือบทละครที่คุณได้เขียนกันมาหลายปี. พวกคุณได้วาดภาพอาฟริกาเช่นนั้นได้อย่างไร? พวกคุณได้แสดงมันให้เห็นเช่นนั้นได้อย่างไร? พวกเขาได้ขายมันต่อผู้ดูทั้งหลายเช่นนั้นอย่างไร?    (But then I grew up. I read. I researched. I questioned. And I understood that the Africa you showed us wasn’t real. The story you told us was a lie. The fate you imposed in us was a script you had written for years. How have you portrayed Africa? How have you shown it? How have you sold it to your viewers?)

ราวกับว่าพวกเราคือสัตว์โลกผู้ที่ไม่ได้มีส่วนแบ่งร่วมอะไรในมนุษยชาติ. ราวกับว่าเราคือสิ่งป่าเถื่อนถูกปล่อยทิ้งอยู่ด้านนอกของอารยธรรม. ราวกับว่าเราคือพวกน่าเวทนาเคราะห์ร้ายที่กำลังรอคอยให้พวกคุณมาช่วยชีวิตเรา0 ทุกวัน, ทุกชั่วโมง, ทุกนาที, เรืองราวเหมือนเดิมเล่นแสดงอยู่บนฉากหน้าจอภาพทั้งหลายของพวกคุณ. ผู้หิวโหยฺ, สงคราม, โรคระบาด, ทุจริตคอรัปชั่น, ก่อการร้าย, จลาจลวุ่นวายทั้งหลาย. เหล่านี้คือคำพูดทั้งหลายที่ได้มาสู่จิตใจเมื่ออาฟริกาได้ถูกบรรยายถึง.  (As if we were creature who had no share of humanity. As if we were savages left outside of civilization. As if we were wretches waiting for you to save us. Every day, every hour, every minute, the same story plays on your screens. Hunger, war, disease, corruption, terror, chaos. These are the words that come to mind when Africa is mentioned.)

อาฟริกาในพจนานุกรมของพวกคุณไม่มีคำพูดทั้งหลายใดอื่น. ไม่มีความหวัง. ไม่มีความสำเร็จ, ไม่มีความพัฒนา, ไม่มีความต้านทาน, ไม่มีเกียรติ, ไม่มีชัยชนะ. ดังนั้น, ข้าพเจ้าถามพวกคุณ, นิวยอร์ค ไทมสิ์, วอชิงตัน โพสต์, การ์เดียน, ลามองด์, พวกคุณเคยทำความสำเร็จทั้งหลายของอาฟริกาได้พาดหัวข่าวทั้งหลายของพวกคุณบ้างไหม? (In your Africa dictionary, there are no other words. No hope. No success, no development, no resistance, no honor, no pride, no victory. So, I ask you, New York Times, Washington Post, Guardian, Lamond, have you ever made Africa’s successes your headlines?)

มากมายกี่ครั้งที่พวกคุณได้เขียนเกี่ยวกับปาฏิหาริย์ทางเทคโนโลยีของราวันดา? กี่มากมายครั้งที่พวกคุณได้แสดงถึงโครงการฟื้นฟูป่าไม้กลับมาของเอธิโอเปีย? มากมายกี่ครั้งที่คุณได้บรรยายถึงระบบนิเวศผู้ประกอบการของเคนยา?   (How many times have you written about Rwanda’s technology Miracle? How many times have you shown Ethiopia’s reforestation project? How many times have you praised Botswana’s democratic success? How many times have you described Kenya’s entrepreneurial ecosystem2?)

2 https://en.wikipedia.org/wiki/Entrepreneurship_ecosystem

ไม่เลย, เพราะว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เข้ากันกับฉากทัศน์ของพวกคุณ.  อาฟริกาไม่สามารถที่จะเป็นที่มีความสำเร็จใดได้. มันไม่สามารถเป็นได้เพราะว่าแล้วจะทำให้คุณแสวงประโยชน์ของคุณเป็นที่ถูกกฎหมายได้อย่างไร? ถ้ามันไม่ได้เป็นที่จำเป็นต้องการความช่วยเหลืออะไร, คุณก็จะเข้าไปแทรกแซงได้อย่างไร? มันไม่ได้ถอยหลัง, แล้วคุณจะดูหมิ่นดูถูกมันได้อย่างไร? คุพวกณเคยได้ถามตัวพวกคุณทั้งหลายเองหรือไม่, ที่คีย์บอร์ดของพวกเขาได้คิด, “ทำไมผู้คนที่ดินแดนอันมั่งคั่งร่ำรวย ถึงได้ยากจนข้นแค้น?”  (No, because these don’t fit your scenario. Your Africa cannot be successful. It cannot because then how will you legitimize your exploitation? If it’s not in need of help, how will you intervene? If it’s not backward, how will you look down on it? Have you ever asked yourselves, at their keyboard ever thought, “Why are the people of the world’s richest lands poor?”)

นี่คือตัวเลขสำหรับพวกคุณ. ตัวเลขจริงทั้งหลาย. อาฟริกาเป็นเจ้าของ 70% แหล่งสำรองโคบอลท์ของโลก. โทรศัพท์มือถือของพวกคุณ, คอมพิวเตอร์ของพวกคุณ, รถยนต์ไฟฟ้าของพวกคุณ จะไม่ทำงานได้เลยถ้าปราศจากโคบอลท์. โคบอลท์นี้มาจากคองโก, แต่คนคองโกเลสไม่สามารถมีเงินซื้อโทรศัพท์มือถือได้.  (Here are the number for you. Real numbers. Africa owns 70% of the world’s cobalt3 reserves. Your cell-phone, your computer, your electric car won’t work without cobalt. This cobalt comes from Congo, but Congolese can’t afford cell-phone.)

3 https://en.wikipedia.org/wiki/Cobalt

อาฟริกาเป็นจ้าของ 90% แหล่งสำรองพลาตินั่ม - ทองคำขาวของโลก. ตัวเร่งปฏิกิริยาฟอกกรองในท่อไอเสีย, อุปกรณ์ไฟฟ้าทั้งหลาย, อุปกรณ์ทางวการแพทย์ที่ฝังเข้าไปในร่างกาย, พวกนี้ทั้งหมดจำเป็นต้องการพลาตินั่ม. พลาตินั่มพวกนี้มาจากอาฟรอิกาใต้. แต่อาฟริกาใต้ได้ถูกบดขยี้ด้วยการการว่างงาน. (Africa own 90% of the world’s platinum4 reserves. Catalytic converters5, electric devices, medical implants, they all need platinum. This platinum comes from South Africa. But South Africa is crushed by unemployment.)

4https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%81%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%97%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%A1

5 https://en.wikipedia.org/wiki/Catalytic_converter

อาฟริกาจัดให้ซึ่ง 30% ผลผลิตทองคำของโลก. มาลี, กานา, แทนซาเนีย. ทองคำไหลเหมือนแม่น้ำทั้งหลายไปจากแผ่นดินทั้งหลายของเรา. แต่ผู้คนของเราว่ายอยู่ในความยากจน.  อาฟริกาจัดส่งเสบียง 65% ของผลผลิตเพชรของโลก. บอตสวานา, แองโกลา, คองโก, เซียรา ลีโอน. มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ของเพชรทั้งหลายได้ถูกสกัดเอาออกไป. แต่บรรดาคนเหมืองทั้งหลายของเรามีชีวิตอยู่ด้วยเงิน 1 ดอลลาร์ต่อวัน. (Africa provides 30% of the world’s gold production. Mali, Burkina Faso, Ghana, Tanzania. Gold flows like rivers from our lands. But our people swim in poverty. Africa supplies 65% of the world’s diamond production. Botswana, Angola, Congo, Sierra Leone. Billions of dollars’ worth of diamonds are extracted. But our miners live on 1 dollar a day.)

อาฟริกาเป็นเจ้าของ 35% ของแหล่งสำรองยูเรเนียม. ไนเจอร์, นามีเบีย, อาฟริกาใต้. โรงงานไฟฟ้าปรมาณูทั้งหลายทำงานอยู่ได้ด้วยยูเรเนียม. แสงสว่างของกรุงปารีสเผาไหม้ด้วยยูเรเนียม. แต่หมู่บ้านทั้งหลายของเราไม่มีไฟฟ้าใช้. (Africa owns 35% of uranium6 reserves. Niger, Namibia, South Africa. Nuclear plants run on our uranium. Paris lights burn with our uranium. But our villages have no electricity.)

6https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A1

และพวกคุณก็ยังคงถามว่า, ทำไมอาฟริกาถึงยากจนรึ? ไม่เลย. คำถามที่ถูกต้องคือ, อย่างไรที่อาฟริกาถึงคอยแต่ยากจนในขณะที่พวกคุณช่างร่ำรวยเหลือเกิน? นี่คือคำตอบสำหรับพวกคุณ.  (And you still ask, why is Africa poor? No. The right question is, how was Africa kept poor while being so rich? Here’s your answer.)

ลัทธิล่าอาณานิคมไม่ได้จบสิ้นไปแล้ว, มันแค่ได้เปลี่ยนรูปร่างไป. (Colonialism didn’t end, It changed shape.)

คุณเคยได้เป็นเจ้าของดินแดนทั้งหลายของเรา. ตอนนี้คุณมาและสถาปนาเป็นบริษัททั้งหลาย. คุณเคยมราจะเอาไปด้วยกำลัง. ตอนนี้คุณทำข้อตกลงทั้งหลาย. คุณเคยปกครองด้วยแซ่. ตอนนี้คุณปกครองด้วยเครดิต.  (You used to occupy our lands. Now you come and establish companies. You used to take by force. Now you make agreements. You used to rule with the whip. Now you rule with credit.)

ให้ข้าพเจ้าให้ตัวอย่างอันแข็งแรงแก่พวกคุณด้วยทั้งหลายของตัวเลข, ชื่อ, วันที่, แต่คุณจะไม่มีวันเขียนถึงสิ่งเหล่านี้. เกลนคอริ์, เหมืองยักษ์ใหญ่สัญชาติสวิส, ขุดเอาโคบอลท์ไปจากที่ในคองโก. 2022 มีรายได้จากการนี้ 256 พันล้านดอลลาร์ ได้จ่ายภาษีแก่คองโก 550 ล้านดอลลาร์. นั่นคือ 0.2% นี้เป็นความยุติธรรมรึ? ริโอ ตินโต บริติช-ออสเตรเลีย บริษัทเหมืองยักษ์ใหญ่ขุดโกยเอาบอกไซท์ที่ในกินี, 20 ล้านตันในแต่ละปี. อะไรที่เหลือทิ้งไว้ให้แก่กินีรึ? สภาพแวดล้อมมลพิษและมะเร็ง. โททัล, ตอนนี้เป็นโททัล เอเนอร์จีส์, ยักษ์ใหญ่น้ำมันฝรั่งเศสในแองโกลา, ไนจีเรีย, คองโก, ปี 2022 มีรายได้ 36พันล้านดอลลาร์จากการลงทุนในอาฟริกา. (Let me give you concrete examples with numbers, names, dates, but you’ll never write about these. Glencore7, Swiss-based mining giant, extracting cobalt in Congo. 2022 revenue $256 billion a tax paid to Congo $500 million. That’s 0.2% is this justice? Rio Tinto8 British – Australian mining giant extracting Bauxite9 in Guinea, 20 million tons annually. What’s left for Guinea? Environmental pollution and cancer. TOTAL, now TOTAL Energies, French oil giant extracting oil in Angola, Nigeria, Congo, 2022 profit $36 billion investment in Africa.)

7 https://en.wikipedia.org/wiki/Glencore

8 https://en.wikipedia.org/wiki/Rio_Tinto_(corporation)

9 https://en.wikipedia.org/wiki/Bauxite

ท่อสกปรกแองโกลา-อเมริกันได้ก่อตั้งขึ้นในอาฟริกาใต้ แต่ในตอนนี้อยู่ในลอนดอน. เพชรทั้งหลาย, พลาตินั่ม, เหล็ก, เอาไปทุกอย่าง. อะไรที่มันทิ้งไว้ในอาฟริกาใต้, คือ 6 ล้าน คนงานเหมืองว่างงานทั้งหลาย. และเหล่านี้คือแค่ยอดของก้อนภูเขาน้ำแข็ง.  อะไรที่มองไม่เห็นรึ? ข้อตกลงลับทั้งหลาย. บัญชีนอกชายฝั่งทั้งหลาย. กลเม็ดการกำหนดราคาโอน. ทุกปี, 88 พันล้านดอลลาร์ในเงินได้ไหลออกไปจากอาฟริกา อย่างผิดกฎหมาย. (Dirty pipeline Anglo – American founded in South Africa but now in London. Diamonds, platinum, iron, taking everything. What it left in South Africa, 6 million unemployed miners. And these are just the tip of the iceberg. What about the invisible? The secret deals. The offshore accounts10. The transfer pricing11 tricks. Every year, $88 billion in illegal money flows out of Africa.)

10 https://en.wikipedia.org/wiki/Offshore_bank

11 https://en.wikipedia.org/wiki/Transfer_pricing

ใครบ้างที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้? ทุกๆปี, 4 พันล้านดอลลาร์ในความช่วยเหลือได้มาสู่อาฟริกา. ทุกคนเขียนถึงเรื่องนี้, แต่ไม่มีใครเลยที่ได้พูดว่า อาฟริกาไม่ได้เป็นทวีปผู้รับความช่วยเหลือนี้. มันคือทวีปที่กำลังให้ความช่วยเหลือ. ทั้งหมดที่พวกคุณซูมกล้องทั้งหลายของคุณไปบนท้องที่บวมเป่งทั้งหลาย; มีระบบมหึมาอยู่ในฉากหลังนั้น. ทุกๆวัน, หลายตันของมองคำ, เพชร, โคบอลท์, ยูเรเนียม, น้ำมัน, ออกไปจากดินแดนของเรา. แต่อย่างไร?  (Who writes about this? Every year, $4 billion in aid comes to Africa. Everyone writes about this, but no one says Africa is not the continent receiving aid. It’s the continent giving aid. Whole you zoom your cameras on swollen bellies; there is a huge system silently in the background. Every day, tons of gold, diamonds, cobalt, uranium, oil, leave our land. But how?)

นี่คือระบบที่ว่านั้น. ขั้นที่หนึ่ง,  สร้างสรรค์การทุจริต/คอรัปชั่น. ติดสินบนผู้นำทั้งหลายของเรา. เปิดบัญชีนอกชายฝั่งทั้งหลาย. ให้สัญญากับพวกเขาว่าจะมีชีวิตอู้ฟู่หรูเลิศ. ส่งลูกหลานของพวกเขาไปยังโรงเรียนดีเลิศของพวกคุณ.  (Here is the system. Step One, create corruption. Bribe our leaders. Open offshore accounts. Promise them a life of luxury. Send their children to your schools.

ขั้นที่สอง, ทำข้อตกลงทั้งหลาย. สัมปทานได้ 50-ปี, 99-ปี. ขอการยกเว้นภาษีทั้งหลาย. ถูกยกเว้นกฎเกณฑ์ด้านสภาพแวดล้อมทั้งหลาย. ไม่ต้องสนใจในสิทธิแรงงานทั้งหลาย.  (Step Two, make deals. Get 50-year, 99-year concession. Ask for tax exemptions. Be exempt from environmental rules. Ignore labor rights.)

ขั้นที่สาม, ควบคุมโครงสร้างพื้นฐาน. ยึดครองท่าเรือทั้งหลาย, สนามบินทั้งหลาย, รถไฟทั้งหลาย, แต่แค่จากเหมืองไปยังท่าเรือเท่านั้น. ไม่สร้างถนนไปสู่หมู่บ้านทั้งหลาย. อย่าได้นำไฟฟ้าไปยังโรงเรียนทั้งหลาย. (Step Three, control the infrastructure. Take over ports, airports, railways, but only from the mine to the harbor. Don’t build roads to the villages. Don’t bring electricity to schools.)

ขั้นที่สี่, จัดเหาความมั่นคงปลอดภัย. จัดตั้งบริษัทรักษาความปลอดภัยเอกชนทั้งหลาย. ติดอาวุธให้พวกเขา. ประกาศแสดงการคัดค้านอย่างเป็นทางการ. (Step Four, provide security. Set up private security companies. Arm them. Declare protesting.)

ขั้นที่ห้า, ปิดปากสื่อ, ซื้อนักข่าวท้องถิ่นทั้งหลาย, กดข่มเสียงของฝ่ายตรงข้ามทั้งหลาย, สร้างข่าวความไม่สงบทางการเมืองภายในประเทศออกไปสู่สื่อนานาชาติ.   (Step Five, silence the media, buy local journalists, suppress opposing voices, serve internal unrest news to international media.)

และนี้คือที่ระบบนั้นทำงานอย่างไร. มันได้ทำงานเหกมือนเช่นนี้กันมา 100 ปี. และคุณไม่ได้มองเห็นถึงระบบนี้. คุณไม่ต้องการที่จะเห็น เพราะว่าคุณเป็นส่วนหนึ่งของระบบนี้, ด้วยเช่นกัน. ใครคือผู้ซื้อโฆษณารายใหญ่ที่สุดของ นิวยอร์ค ไทมสิ์, CNN, BBC, บริษัทน้ำมันทั้งหลาย, เหมืองแร่ทั้งหลาย, บริษัทอาวุธทั้งหลาย, กลุ่มผู้ผลิตและผูกขาดยาทั้งหลาย, บริษัททั้งหลายที่เอารัดเอาเปรียบอาฟริกา. (And this is how the system works. It’s been working like this for 100 years. And you don’t see the system. You don’t want to see it because you’re the part of the system, too. Who are the biggest advertisers of New York Times, CNN, BBC, oil companies, mining companies, arms companies, pharmaceutical cartels, the companies that exploit Africa.)

คุณอาศัยอยู่ด้วยเงินของพวกเขา. คุณปกป้องผลประโยชน์ของพวกเขา. และอะไรที่ข้าพเจ้ากำลังจะบอกกับพวกคุณมีราคาถึงชีวิตของข้าพเจ้า, แต่มันไม่มีเวลาอีกต่อไปแล้วที่จะหุบปากเงียบ. ระบบของฝรั่งเศสก็คือ CFAเงินฟรังค์. 14 ประเทศอาฟริกายังคงใช้เงินตราอาณานิคมของฝรั่งเศส. 50% ธนาคารกลางของประเทศทั้งหลายเหล่านี้สำรองเงินตราอยู่ในกระทรวงคลังฝรั่งเศส. ฝรั่งเศสประยุกต์ใช้อัตราดอกเบี้ยติดลบ เอากับเงินเหล่านี้. ดังนั้น, เราจ่ายให้ฝรั่งเศสในการนำเงินของเราไปใช้.  (You live on their money. You defend their interests. And what I’m about to tell you might cost me my life, but it’s no longer time to be silent. France’s system in Africa is the CFA franc. 14 African countries still use French colonial currency. 50% of these country’s central bank reserves sit in the French treasury. France applies negative interest to this money. So, we pay France to use our own money.)

ผ่านระบบเช่นนี้, ฝรั่งเศสเปลี่ยนมูลค่าทรัพยากรทั้งหลายจากอาฟริกาเป็นเงิน 500 พันล้านดอลลาร์ในทุกปี. มีใครคนใดเขียนถึงเรื่องราวนี้บ้างไหม? ไม่เลย. แต่เมื่อฝรั่งเศสให้เงินอาฟริกา 10 ล้านยูโรในความช่วยเหลือ, มันสร้างหัวข่าวพาดไปทั่ว. (Through this system, France transfers $500 billion worth of resources from Africa every year. Does anyone write about this? NO. But when France gives Africa 10 billion euros in aid, it makes headlines.)

ระบบของบริเทนได้เป็นที่หรูเลิศเนียนนุ่มยิ่งกว่า. ลอนดอนคือศูนย์กลางของการฟอกเงินของโลก. นครลอนดอน, สวรรค์ของบัฯชีนอกชายฝั่ง. ทุกเพนนีที่ได้ขโมยมาจากอาฟริกาผ่านทะลุลอนดอนไป. เจอร์ซีย์, เกิร์นซีย์, เกาะเคย์แมน, เวอร์จิน ไอส์แลนด์, ทั้งหมดอยู่ภายใต้การควบคุมของบริติช. ความมั่งคั่งของอาฟริกาถูกซ่อนอยู่ที่นี่.  (Britain’s system is more sophisticated. London is the world’s money laundering center. City of London, offshore paradise. Every penny stolen from Africa passes through London. Jersey, Guernsey, Cayman Islands, Virgin Island, all under British control. Africa’s wealth hides there.)

ระบบอเมริกาคืออาฟริคอม. กองบัญชาการอาฟริกาสหรัฐ. 46 ฐานทัพตั้งอยู่บนภาคพื้นทวีปนี้. จุดประสงค์อย่างเป็นทางการ, ความมั่นคงปลอดภัย. จุดเป้าหมายที่แท้จริงคือควบคุมแหล่งทรัพยากร. โดรน - อากาศยานไร้คนขับทั้งหลายบินว่อนในน่านฟ้าของเราทุกวัน, อุปกรณ์การดักฟังอยู่ทุกแห่ง. พวกเขาบอกว่าเป็นการต่อสู้กับการก่อการร้าย, แต่มันไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายทั้งหลาย, มันคือผู้นำประชาชนที่ตกเป็นเป้าหมาย. (America’s system is Africom12. Africa command. 46 military bases on the continent. Official purpose, security. Real purpose resource control. Drones13 in our airspace every day, listening devices everywhere. They say fighting terrorism, but it’s not terrorists, it’s people’s leaders who are targeted.)

12 https://en.wikipedia.org/wiki/United_States_Africa_Command

13  https://en.wikipedia.org/wiki/Unmanned_aerial_vehicle

จีนเป็นผู้เล่นรายใหม่, บอกว่า ชนะ-ชนะ. ก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน, ให้เครดิต, แต่ในการแลกเปลี่ยนกับอะไร? สัมปทานท่าเรือ 99-ปี, สิทธิในเหมืองแร่ทั้งหลาย, การทูตกับดักหนี้. ถามศรีลังกา, ถามแซมเบีย, และคุณก็ไม่ได้เขียนถึงเรื่องนี้กันเลยแม้แต่นิดเดียว. ทำไม?  (China is the new player, says win-win. Builds infrastructure, gives credit, but in exchange for what? 99-year port concession, mining rights, agricultural lands, debt trap diplomacy. Ask Sri Lanka, ask Zambia, and you write about none of this. Why?)

เพราะว่าพวกคุณไม่ใช่สื่อเสรีอย่างที่คุย. คุณคือสื่อหุ้นส่วน. เจ้ายายทั้งหลายของพวกคุณเศรษฐีพันล้านทั้งหลาย. เจฟฟ์ เบซอส ได้ซื้อวอชิงตัน โพสต์. ทำไมรึ? ด้วยรักนึความเป็นผู้สื่อข่าวทั้งหลายรึ? อาณาจักรสื่อของรูเพิร์ต เมอร์ด็อค, ฟ็อกซ์ นิวส์, วอลล์สตรีท เจอร์นัล, เดอะ ซัน, เดอะ ไทมสิ์, ทั้งหมดนั้นมาจากมือเดียวกัน, ทั้งหมดให้ข่าวสารเดียวกัน.  (Because you’re not free press. You’re corporate press. Your bosses are billionaires. Jeff Bezos14 bought Washington Post. Why? For love of journalism. Rupert Murdoch’s media empire, Fox News, Wall Street Journal, The Sun, The Times, all from the same hand, all giving the same message.)

14 https://en.wikipedia.org/wiki/Jeff_Bezos

ตะวันตกนั้นดี, อื่นๆทั้งหลายนั้นเลว. การ์ลอส สลิมเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ที่สุดของนิวยอร์ค ไทมสิ์, เศรษฐีพันล้านชาวเม็กซิกัน. ความมั่งคั่งของเขามาจากที่ไหนรึ? การผูกขาดสื่อสารโทรมนาคมทั้งหลาย, ได้ร่ำรวยมาจากข้างหลังของละติน อเมริกา, ตอนนี้ได้ควบคุมสื่อหนังสือพิมพ์ซึ่งเป็นที่ถูกเคารพนับถือมากที่สุดของอเมริกา, และคุณอ้างว่าเป็นลัทธิสื่ออิสระ.  (West is good, others are bad. Carlos Slim15 is the largest shareholder of New York Times, Mexican billionaire. Where’s his wealth from? Monopolized telecommunications, got rich off Latin America’s back, now controls America’s most respected newspaper, and you claim to do independent journalism16.)

15 https://en.wikipedia.org/wiki/Carlos_Slim

16 https://en.wikipedia.org/wiki/Independent_media

ใครคือบรรณาธิการของพวกคุณ?  โรงเรียนทั้งหลายที่พวกเขาจบการศึกษามารึ, ฮาวาร์ด, เยล, อ็อกซฟอร์ด, แคมบริดจ์. มักจะเป็นพวกโรงเรียน ชนชั้นนำผู้ลากมากดีทั้งหลายนี้เสมอ, มักมีมุมมองโลกเหมือนเดิมเดียวกันเสมอ, มักจะมีอคติทั้งหลายเหมือนเดิมเช่นเดียวกันเสมอ.  (Who are your editors? Which schools did they graduate from? Havard, Yale, Oxford, Cambridge. Always the same elite17 schools, always the same worldview, always the same prejudices.)

17https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%94%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%99%E0%B8%B3

ผู้สื่อข่าวทั้งหลายของพวกคุณได้ถูกเลือกกันมาอย่างไรรึ? ผู้สื่อข่าวอาฟริกาของพวกคุณพูดกันมากมายกี่ภาษารึ? ฝรั่งเศส, อังกฤษ, ทั้งหมดแค่นั้น.  แล้ว สวาฮิลี, เฮาซา, ยูรูบา ล่ะ? (How are your reporters selected? How many languages does your Africa correspondent speak? French, English, that’s all. Swahili, Hausa, Yoruba?)

https://youtu.be/IPUZagc_WuY?si=jYZ367QiP_HSyEmp

วันเสาร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

วราวุธ แถลงการณ์ภาษาอังกฤษ เรียกร้องประชาคมโลก ประณามกัมพูชา

วราวุธ แถลงการณ์ภาษาอังกฤษ เรียกร้องประชาคมโลก ประณามกัมพูชา

          https://youtu.be/Rg60dZVUYag?si=f-Vv5RsdqpeexPMm

        * วราวุธ ศิลปอาชา ( ไทย : วราวุธ ศิลปอาชา ; RTGS :  วราวุธ ศิลปอาชา ) เป็นนักการเมืองไทยและปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ภายใต้รัฐบาลผสมของนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2566 ก่อนหน้านี้เขาเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในคณะรัฐมนตรีชุดที่ 2ของนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา

        **  https://en.wikipedia.org/wiki/Varawut_Silpa-archa

          ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษทั้งหลาย, สมาชิกทั้งหลายของสื่อมวลชน, สวัสดีครับ. ในนามของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ แห่งประเทศไทย, ข้าพเจ้าขอแสดงความเสียใจอย่างที่สุดของเรา, ความเจ็บแค้นของเรา, และความสามัคคีอันไม่เปลี่ยนแปลงของเรา ต่อเหยื่อทั้งหลาย, ครอบครัวทั้งหลายของพวกเขา, และผู้ที่ได้รับผลกระทบทั้งหมดโดยการโจมตีอย่างป่าเถื่อน, เจตนาอันโหดร้ายที่ได้ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนคนไทยทั้งหลายโดย กัมพูชา. (Ladies and gentlemen, members of the press, สวัสดีครับ. On behalf of the Ministry of Social Development and Human Security of Thailand, I express our deepest sorrow, our outrage, and our unwavering solidarity with the victims, their families, and all affected by the cruel, deliberated attacks launched by Cambodia on Thai civilian areas.)

          นี่ไม่ใช่แค่เป็นการละเมิดพรมแดนทั้งหลาย. มันเป็นการละเมิดต่อมนุษยชาติ. ในวันที่ 16 และวันที่ 23 ของเดือนกรกฎาคม, ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลทั้งหลาสยได้ถูกนำมาวางฝังที่ดินแดนไทย. พวกมันไม่ได้แค่ทำให้ทหารทั้งหลายบาดเจ็บง่ายๆแค่นั้น. พวกมันได้ปล้นขาจากชายไทน 2 รายไปจากพวกเขา, ปล้นชีวิตความเป็นอยู่ทั้งหลายของพวกเขา, และปล้นอนาคตทั้งหลายที่ครั้งหนึ่งพวกเขาเคยได้จินตนาการไว้. (This is not just the breach of borders. It is a breach of humanity. On the 16th and the 23rd of July, anti-personal landmines1 were planted on Thai soil. They did not simply injure soldiers. They robbed 2 Thai men of their limbs, their livelihoods, and the futures they once imagined.)

        1 https://en.wikipedia.org/wiki/Anti-personnel_mine

และราวกับว่านั่นยังไม่เพียงพอ, อีกหนึ่งวันถัดมา 24 ของเดือนกรกฎาคม, ความรุนแรงก็ได้ข้ามเส้นที่ไม่สามารถถูกเพอิกเฉยได้เข้ามา. พลเรือนทั้งหลายได้ถูกเป็นเป้าหมาย, โยปราศจากการแจ้งเตือน, ปราศจากความเมตตา. ไม่มีมีละเว้นแม้กระทั่งเด็กทั้งหลาย. ร้านสะดวกซื้อ, โรงพยาบาล, สถานที่ทั้งหลายที่เราทังหมดทราบดีว่าเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ได้กลายเป็นฉากของความสยดสยอง.  (And as if that were not enough, just a day later on 24th of July, the violence crossed the line that cannot be ignored. Civilians were targeted, without warning, without mercy. Not even children were spared. A convenience store, a hospital, places we all know as partly daily life were turned into scenes of horror.)

ในท่ามกลาง 13 ผู้คนที่ถูกฆ่าเป็นเด็กชายอายุ 9 ขวบ 2 รายและเด็กหญิงอายุ 15 ปีหนึ่งราย. พวกเขาไม่ได้ตายที่ในสนามรบ. พวกเขาตายในขณะใช้ชีวิตอยู่อย่างง่ายๆ. ถวามฝันทั้งหลายของพวกเขา, อนาคตทั้งหลายของพวกเขาได้ถูกลบออกไปในไม่กี่วินาที. (Among the 13 killed were two 9-year-old boys and a 15-year-old-girl. They did not die in the battlefield. They died while simply living. Their dreams, their futures obliterated in seconds.)

กว่า 30 รายอื่นได้รับบาดเจ็บ. มารดาทั้งหลายสูญเสียลูก. ปู่ต้องฝังศพหลาน. พ่อทั้งหลายตอนนี้ยืนอยู่ข้างเตียงเฝ้าดูคนที่พวกเขารักต่อสู้เพื่อรอดชีวิต หรือกำลังเรียนรู้ที่จะอยู่กับการสูญเสียแขนขาได้อย่างไร. อะไรที่ได้ถูกขโมยไปจากครอบครัวทั้งหลายเหล่านี้ไม่สามารถถูกฟื้นคืนกลับมาได้ด้วยคำพูดทั้งหลาย หรือการนิ่งเงียบ. (Over 30 others were injured. Mothers lost sons. Grandparents buried grandchildren. Fathers now stand besides hospital beds watching their loved ones fight to survive or learning to live with missing limbs. What was stolen from these families cannot be restored by words nor by silence.)

นี้ไม่ใช่เป็นความเสียหายโดยบังเอิญไม่ได้ตั้งใจ. นี้คืออาชญากรรมต่อศักดิ์ศรีมนุษยชาติ. เหล่านี้คือการกระจายการโจมตีทำลายความมั่นคงปลอดภัยต่อผู้คนธรรมดาและสร้างความหวาดกลัวเข้าไปในชุมชนทั้งหลายที่อยู่กันโดยสันติสุข.  (This is not collateral damage. This is a crime against human dignity. These attacks have shattered the sense of safety for ordinary people and cast fear into peaceful communities.)

ความทุกข์นี้ไม่ใช่เป็นนามธรรม.  มันไม่ใช่ตัวเลข. มันเป็นส่วนตัว. มันเป็นถาวรและไม่ยุติธรรม. (This suffering is not abstract. It is not number. It is personal. It is permanent and it is unjust.)

เราประนามการทำทั้งหลายเหล่านี้อย่างที่สุดและในเงื่อนไขที่ไม่มีการผ่อนปรนใด. นี่คือการบุกโจมตีโดยตรงต่ออธิปไตยของประเทศไทย และเป็นการละเมิดอย่างรุนแรงต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ (We condemn these acts in the strongest and most unrelenting terms. This is a direct assault on Thailand sovereignty and a grave violation of International Humanity Law2.)

2  https://blogs.icrc.org/th/2022/07/27/ihl-ihrl/

กัมพูชาต้องถูกบังคับให้รับผิดชอบต่อการกระทำเยี่ยงนี้ภายใต้อนุสัญญาเจนีวา และพิธีสารเพิ่มเติมทั้งหลายของอนุสัญญานี้.  อีกทั้งอนุสัญญาออตตาวาต่อต้านทุ่นระเบิดต่อต้านบุคคล, อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก, บัญญัติที่ 10 และ 11, และ ปฏิญญาทางการเมืองของการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรีแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 69 (CSW69)  (Cambodia must be held accountable under the Geneva Convention3 and their additional protocols. The Ottawa Convention Banning Landmines4, the Convention on the Rights of the Child5, Article 38. The Convention on the Rights of Persons with Disabilities, Article 10 and 11, and the political declaration of the 69th session of the UN Commission on the Status of Women6.)

3https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%B2

4 https://en.wikipedia.org/wiki/Ottawa_Treaty

5https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B8%E0%B8%AA%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%8D%E0%B8%B2%E0%B8%A7%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%A7%E0%B8%A2%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%97%E0%B8%98%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%81

6  ปฏิญญาทางการเมืองของการประชุมคณะกรรมาธิการว่าด้วยสถานภาพสตรีแห่งสหประชาชาติ สมัยที่ 69 (CSW69) คือเอกสารที่ประเทศสมาชิกสหประชาชาติได้ร่วมกันรับรอง ซึ่งมุ่งเน้นที่การเคารพ ปกป้อง และส่งเสริมสิทธิ ความเสมอภาค และการเสริมพลังอำนาจให้กับผู้หญิงและเด็กหญิงทุกคน ปฏิญญานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการประชุมเพื่อทบทวนความคืบหน้าในการปฏิบัติตามปฏิญญาปักกิ่งและแผนปฏิบัติการ ซึ่งเป็นแผนงานด้านความเสมอภาคทางเพศที่สำคัญที่สุด นอกจากนี้ การประชุม CSW69 ยังเป็นโอกาสสำคัญในการประเมินความท้าทายที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินการตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป้าหมายที่ 5 เกี่ยวกับความเสมอภาคทางเพศ และการเสริมพลังสตรี ภายในปี 2030 

 

เราขอเรียกร้องต่อชุมชนชาวโลก, ขออย่าได้หันหลังหนี. อย่า. อย่าได้ยังคงนิ่งเงียบ เพราะว่าในการเผชิญหน้าต่อความป่าเถื่อนโหดเหี้ยมเช่นนี้, ก็คือการสมรู้ร่วมคิด.  (We called on the international community, do not turn away. Do not remain silent because in the face of such brutality, silence is complicity.)

ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ขอเรียกร้องให้กัมพูชา หยุดการกระทำโดยเจตนาร้ายทั้งหมดนี้ในทันที. เคารพต่ออธิปไตยของประเทศไทย, และแสดงความรับผิดชอบอย่างเต็มเปี่ยมต่อความเสียหายที่ไม่อาจชดเชยใดได้ ที่ได้เกิดขึ้นต่อผู้บริสุทธิ์ เพื่อเห็นแก่สันติสุข, เพื่อเห็นแก่ความยุติธรรม, และเพื่อเห็นแก่เด็กทั้งหลายเหล่านั้นผู้ที่จะไม่มีวันเจริญเติบโตขึ้นอีกต่อไป.  (The Ministry of Social Development and Human Security of Thailand demands that Cambodia immediately seize all hostile actions, respect Thailand’s sovereignty, and take full responsibility for the irreparable harm caused to innocent lives for the sake of peace, for the sake of justice, and for the sake of those children who will never grow up.)

ขอบคุณครับ. (Thank you. ขอบคุณครับ.)

 https://youtu.be/Rg60dZVUYag?si=DdJDbH8eeEHqxIs2

วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2568

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “กำแพงภาษีสินค้านำเข้า กัดเอาคืน”

ริชาร์ด วูลฟ์ฟ – “กำแพงภาษีสินค้านำเข้า กัดเอาคืน”

Wolff Responds: "Tariffs Bite Back" Dated July 23, 2025

          https://youtu.be/XHikLlHZkFQ?si=0scYlLqEBtyi_BFY

          ยินดีต้อนรับเพื่อนทั้งหลายสู่อีกตอนหนึ่งของรายการวูลฟ์ฟ ตอบสนอง. รายการตอนนี้เกี่ยวกับกำแพงภาษีสินค้านำเข้า และผมเรียกมันว่า “กำแพงภาษีสินค้านำเข้ากัดกลับคืน.” และผมเรียนกมันเช่นนั้นก็เพราะว่ากำแพงภาษีสินค้านำเข้านี้ กำลังผลิตสร้างผลลัพธ์ทั้งหลายทั้งหมดที่ตามมา ซึ่งน่าจะสร้างความกังวลให้แก่เรา และมีน้อยรายอย่างมากที่ยืนยันในคำมั่นสัญญาตามที่ มร. ทรัมป์ได้ทำไว้เมื่อเขาเริ่มต้นโครงการนี้. (Welcome friends to another edition of Wolff Responds. This one is about tariffs and I call it “Tariffs Bite Back.” And I call it that because the tariffs are producing all kinds of consequences that ought to worry us and very few to confirm the promises Mr. Trump made when he began his program.)

ผมสามารถเข้าใจได้ว่า ทำไมมร. ทรัมป์ถึงชอบกำแพงภาษีสินค้านำเข้าทั้งหลายนี้. เขาอย่างปรากฏว่าไม่ได้จำเป็นต้องการสภาคองเกรส/รัฐสภาที่จะมาเห็นด้วย ถึงแม้ว่าอย่างกระจ่างชัดว่า เป็นเจตนาที่จะแบ่งแยกอำนาจ เมื่อรัฐธรรมนูญได้ให้อำนาจในการตัดสินงบประมาณเพียงเท่านั้น.  (I can see why Mr. Trump likes the tariffs. He apparently does not need the Congress to agree even though clearly that was the intent of the separation of powers when the Constitution gave the Congress the monetary purse only.)

เขาอย่างปรากฏให้เห็นชัดสามารถกำหนดพวกมันได้ตามใจชอบ และเขาทำมันเปลี่ยนไปได้ในแต่ละวัน, ในแต่ละชั่วโมง. ทุกคนกำลังบ่นว่ากันไปทั่วโลก, นักธุรกิจอเมริกันและธุรกิจต่างชาติเหมือนกันในเรื่องการอ้างอิง/ไม่อ้างอิงผันผวนนี้.   (He can apparently impose them at will and he does it changing from day to day, from hour to hour. Everybody is complaining around the world, American businesses and foreign business alike about this quote-unquote volatility.)

ไม่มีธุรกิจใดสามารถทำแผนได้ถ้าไม่รู้ว่าอะไรในโลก, สถานการณ์ตลาดว่ากำลังจะเป็นอะไร. ผู้คนที่ปกติธรรมดาจะซื้อผลิตภัณฑ์จะสามารถทำเช่นนั้นได้ไหม? หรือจะมีกำแพงภาษีสินค้านำเข้าแปะติดเข้าไปกับมันโดย มร. ทรัมป์ไหม ที่จะห้ามปรามผู้คนไปจากการซื้อมัน? และอะไรที่คุณจะทำในสถานการณ์นั่น?   (No business can make plans not knowing what in the world the market situation is going to be. Will the people who normally buy the product be able to do so? Or will there be a tariff attached to it by Mr. Trump that will dissuade people from buying it? And what do you do in that situation?)

ธุรกิจทั้งหลายมากมายกำลังระงับ/ชะลอการตัดสินใจทั้งหลายเกี่ยวกับเงินลงทุน. และเมื่อพวกเขาทำเช่นนั้น, เมื่อพวกเขาไม่ได้ลงทุน, แล้วพวกเขาไม่ได้ไปเกี่ยวพันในกิจกรรมทั้งหลายที่รวมทั้งการจ่ายภาษี.  ดังนั้น, เงินที่กำลังเข้ามาสู่รัฐบาลจากกำแพงภาษีสินค้านำเข้าที่ได้ถูกจ่าย ก็ต้องถูกลบออกไปจากมันในภาษีทั้งหลาย ที่ไม่ได้กำลังถูกจ่าย เพราะว่าผู้คนได้รับผลกระทบโดยกำแพงภาษีสินค้านำเข้า ได้กำลังถูกระงับถอนไปจากกิจกรรมทั้งหลายทางเศรษฐกิจปกติทั้งหลายที่อย่างที่เคยผ่านมา. (Many, many businesses are holding back on decisions about how to invest money. And when they do that, when they don’t invest, then they’re not engaged in activities that include paying taxes. So, the money coming into the government from a tariff that is paid has to have subtracted from it the taxes that aren’t being paid because people affected by tariffs are holding back from their normal and previous economic activities.)

ห้องปฏิบัติการเศรษฐศาสตร์หมาวิทยาลัยเยล ได้ประมาณการว่ากำแพงภาษีสินค้านำเข้าทั้งหลายนี้ใน 6 เดือนของพวกเขา, นั่นคือระยะเวลานานเท่าที่เราได้มีรัฐบาล มร. ทรัมป์เข้ามาบริหารประเทศ, ได้นำเข้ามา 50 พันล้านดอลลาร์. และจากนั่น, คุณน่าจะต้องลบธุรกิจอะไรก็ตามที่กำลังพ้นจากธุรกิจไปเพราะกำแพงภาษีสินค้านำเข้าทั้งหลายนี้. และผมกำลังจะให้บางตัวอย่างทั้งหลายแก่คุณ.  (The Yale Economics Lab estimated that the tariffs in their first 6 months, that’s how long we’ve had Mr. Trump government, brought in maybe $ 50 billion. And from that, you would have to subtract whatever business are going out of business because of the tariffs. And I’m going to give you some examples.)

ธุรกิจอะไรก็ตามที่กำลังทำธุรกิจน้อยลงและเพราะเช่นนั้นก็กำลังจ่ายภาษีทั้งหลายน้อยลงกว่าที่พวกเขาเคยทำ, ทั้งหมดของเหล่านั้นคือตัวลบทั้งหลายจาก 50 พิเศษ ที่กำแพงภาษีสินค้านำเข้านำมันเข้ามา.  ดังนั้น, ผลลัพธ์สุทธิของกำแพงภาษีสินค้านำเข้าในตอนนี้จึงอยู่ที่ 20 ถึง 30 พันล้าน, บางทีมากกว่านั้นเล็กน้อย. และผมสามารถให้คุณแน่ใจได้ในงบประมาณของรัฐบาลที่ลงบัญชีไว้เป็นหลายล้านล้าน นั้น แค่ 20, 30, 40 พันล้านนี้เป็นมันฝรั่งเล็กๆน้อยๆ และจะไม่ได้เปลี่ยนแปลงข้อจริงที่ว่า สหกรัฐอเมริกาเป็นประเทศลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดในโลก ที่หนี้กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ขึ้นอย่างเห็นได้ชัดกว่าGDP, ผลผลิตทางเศรษฐกิจ เป็นเช่นทั้งปวง, ที่ได้เป็นมาและสัญญานเตือนภัย.  (Whatever business are doing less business and therefore paying fewer taxes than they used to, all of those are subtractions from the extra 50 that the tariffs bring in. So, the net effect of the tariffs now is in the 20 to 30 billion, maybe a bit more. And I can assure you in a government budget that is counted in the trillions 20, 30, 40 billion is a small potato and will not change the fact that the United States is the biggest debtor country in the world whose debt are now rising significantly faster than the GDP the productivity of the economy as a whole, which has been and is a warning sign.)

มันพลิกเปลี่ยนออกมาไปในหนทางทั้งหลายที่ผมกำลังจะพาคุณไปสู่การที่กำแพงภาษีสินค้านำเข้านี้กัดเอาคืนกลับมา, ใครก็ตามที่มันได้พยายามจะไปเก็บภาษีเอากับพวกเขาในส่วนที่เหลือของโลก. ดังนั้น, นี่คือที่เราไปกัน,. ขอให้เรามามองนี่. (It turns out in ways I’m about to take you through that tariffs can bite back, whoever it is that in tries to impose them on the rest of the world. So, here we go. Let’s take a look.)

หนึ่งในประเทศทั้งหลายที่เป็นเป้าหมายสูงสุดของกำแพงภาษีสินค้านำเข้าก็คือประเทศจีน. จีนเคยเป็นผู้ส่งออกหลักใหญ่ในสินค้าและบริการทั้งหลาย, โดยเฉพาะสินค้าทั้งหลายที่สหรัฐอเมริกา. กำแพงภาษีสินค้านำเข้าหมายถึงว่าธุรกิจอเมริกัน หรือ ปัจเจกบุคคผู้ซื้อสินค้าโภคภัณฑ์ซึ่งได้ผลิตในจีน ต้องจ่ายไม่ว่าอะไรก็ตามที่ราคาของสินค้าโภคภัณฑ์นั้นเป็น และแล้วก็ที่ยอดบนสุดของกำแพงภาษีสินค้านำเข้านี้.  (One of the countries subjected to the highest tariffs has been China. China used to be a major exporter of goods and services, particularly goods to the Unites States. The tariffs mean that an American business or individual who buys a commodity produced in China has to pay whatever the price of that commodity is and then on top of it pay the tariff.)

และดังที่ผมได้อธิบายมามากมายหลายครั้งแล้ว, กำแพงภาษีสินค้านำเข้านั้นเป็นภาษีที่กำหนดโดย มร. ทรัมป์และได้ถูกจ่ายโดยบริษัทอเมริกันที่นำสินค้าที่ได้ผลิตต่างประเทศ เข้ามายังสหรัฐอเมริกาเพื่อที่จะดำเนินธุรกิจของตน. ตัวอย่างเช่น, อะไรที่เป็นจำนวนมหึมาซึ่งคุณสามารถซื้อได้ที่วอลมาร์ท หรือ ผ่านอะเมซอน หรือที่ ทาร์เก็ต หรือร้านค้าอื่นๆทั้งหลายที่สินค้ามาจากจีน.  (And as I have explained many times, the tariff is a tax imposed by Mr. Trump and paid by the American company that brings foreign-made products into the United States to conduct its business. For example, a huge amount of what you can buy at Walmart or through Amazon or at Target or any other store comes from China.)

ดังนั้น, ในตอนนี้บริษัทนั้น, บริษัทอเมริกัน, ทาร์เก็ต, วอลมาร์ท, ต้องจ่ายให้จีนดเพื่อที่จะได้ผลิตภัณฑ์ และแล้วก็ต้องมาจ่ายให้ลุงแซม ไม่ว่าอะไรก็ตามที่กำแพงภาษีสินค้านำเข้าอยู่บนยอดของมัน. เอาละ, นี่คือความสัจจริง.(So, now the company, the American company, Target, Walmart, Amazon, has to pay China to get the product and then pay Uncle Sam whatever the tariff is on top of it. Well, here’s the truth.)

ห้องปฏิบัติการเยล แสดง, ดังที่เอกสารทั้งหลายได้ทำ, บอกว่าชาวต่างประเทศทั้งหลายนั้นไม่ได้ลดราคาทั้งหลายของพวกเขาต่ำลงเพราะว่าชาวอเมริกันทั้งหลายต้องจ่ายเพิ่มมากขึ้น, เพราะต้องจ่ายค่าภาษีของกำแพงภาษีสินค้านำเข้าต่อลุงแซม. มร. ทรัมป์อาจจะได้หวังไว้วสำหรับเรื่องนั่น. บางทีนั่นคือทำไมเขาได้คอยพูดในคำทั้งหลายที่ได้ตลกขบขัน เพราะว่าพวกเขาได้คิดผิดว่ากำแพงภาษีสินค้านำเข้านั้นเป็นอะไรที่ได้อย่างไรก็ตาม จ่ายโดยพวกเขา.  (Yale Lab shows, as documents do, that foreigners are not lowering their prices because Americans have to pay more, having to pay this tariff tax to Uncle Sam. Mr. Trump may have hoped for that. Maybe that’s why he kept saying in words that were funny because they were wrong that tariffs are somehow paid by them.)

ที่ว่ากำแพงภาษีสินค้านำเข้าเป็นภาระกับจีน. นั่นไม่ใช่เลย. คนจีนไม่ได้จ่ายต่อกำแพงภาษีสินค้านเข้านั้นที่กระทำต่อจีน. คนอเมริกันทั้งหลายต่างหากที่ต้องจ่าย. และเมื่อคนอเมริกันจ่าย, คุณอาจหวังได้ว่าต่างประเทศนั้น, รู้ว่าคนแอเมริกันทั้งหลายต้องจ่ายมากขึ้นเพราะว่ามีกำแพงภาษีสินค้านำเข้าอยู่ที่ตรงนั้น, ก็จะลดราคาของพวกเขาต่ำลง และเพราะเช่นนั้นเองโดยบังเอิญที่เป็นค่าใช้จ่ายต่อกำแพงภาษีสินค้านำเข้านี้.  (That the tariff is a burden on China. No, China doesn’t pay the tariffs against China. Americans do. And when Americans do, you might hope that the foreign country, knowing that Americans have to pay more because the tariff is there, will lower their price and therefore in a way pick up the cost of the tariff.)

แต่พวกเขาไม่ได้กำลังทำเช่นนั้น. เราสามารถเห็นได้ไปแล้วหลังจาก 6 เ ดือนของการเก็บภาษีศุลกากรอันหนักหน่วงตามกำแพงภาษีสินค้านำเข้านี้มีมาเพียงนิดหน่อย หรือไม่มีสัญญานใดที่ผู้ผลิตต่างประเทศทั้งหลายชองสินค้าที่กำลังเข้ามาได้ลดราคาทั้งหลายของพวกเขาต่ำลง. และคุณก็รู้ว่าอะไรที่นั่นหมายถึง?  (But they’re not doing that. We can already see after 6 months of hefty tariff impositions that there is little or no sign that foreign producers of good coming here are lowing their prices. And you know what that means?)

มันหมายความว่าราคาที่สูงขึ้นเพราะบริษัทอเมริกันทั้งหลายกำลังเป็นผู้จ่ายค่ากำแพงภาษีสินค้านำเข้านี้เอง, กำลังที่ไม่ว่าจะกินไปในกำไรทั้งหลายของบริษัททั้งหลายเหล่านั้น หรือไม่พวกเขาก็กำลังที่จะผ่านภาษีที่พวกเขาต้องจ่ายดังกล่าวนี้มาสู่ที่เหลือทั้งหมดของพวกเรา, มาที่ผู้บริโภคทั้งหลายและเราต้องจ่ายกัน.  (It means that the higher price because American companies are paying tariffs, are either going to eat into the profits of those companies or they’re going to pass on the tax they now have to pay that tariff to the rest of us, to consumers and we have to pay.)

ดังนั้น, ตัวอย่างเช่น, เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้ มีการประชาสัมพันธ์จากสื่อที่เกาะติดอยู่กับมร. ทรัมป์ว่ากำลังวางกำแพงภาษีสินค้านำเข้าอย่างมโหฬาร 50%กับบราซิล, ประเทษใหญ่ที่สุดในละติน อเมริกา, ประเทศซึ่งสำคัญอย่างมากในเศรษฐกิจโลกทั้งปวง และประเทศหนึ่งที่บังเอิญเป็นแหล่งผลิตเดียวอันโตที่สุดของกาแฟที่เข้ามาใสสหรัฐอเมริกา.  (So, for example, in recent days a lot of publicity attached to Mr. Trump’s putting an enormous 50% tariff on Brazil, the largest country in Latin America, a very important country in the whole world economy and a country that happens to be the largest single source of coffee coming into the United States.)

นั่นหมายความว่าบริษัททั้งหลายที่นำกาแฟจากบราซิลเข้ามาในสหรัฐอเมริกาขนลงเรือมาขึ้นที่ท่าเรืออเมริกัน. และแล้วบริษัทนั้นก็ต้องจ่ายลุงแซม 50%ของสิ่งนั้นเพิ่มเติมขึ้นไปสำหรับกาแฟที่จะไปตกอยู่ในมือของบริษัทนั้นๆ. (That means that the companies bringing coffee from Brazil into the United States are now going to have to pay whatever it costs per pound of that coffee to get it from Brazil shipped to an American port. And then the company has to pay Uncle Sam 50% of that in addition to get that coffee into the company’s hands.)

และคุณก็รู้ว่าอะไรที่นั่นหมายถึง? ในครึ่งหลังของปีนี้, คุณกำลังจะได้เห็นค่าภาษีนั่นเพิ่มขึ้นไปที่ราคาค่ากาแฟของคุณ.  ไม่ว่าคุณจะซื้อมันเป็นปอนด์ต่อปอนด์ หรือว่าคุณเลือกซื้อเป็นลาเต้ที่ร้านกาแฟ, เรากำลังที่จะจ่ายมากขึ้น. ว้าว! (And you know what that means? In the second half of this year, you’re going to see hefty increases in the price of your coffee. Whether you buy it by the pound or you pick up the Latte at the coffee shop, we’re going to pay more. Wow!)

และคุณก็รู้ว่าอะไรที่นั่นหมายถึง?  เรากำลังที่จะประหยัด/รัดเข็มขัดเอากับสิ่งทั้งหลายอื่น. เรากำลังที่จะต้องทำหรืออะไรอื่น เ รากำลังที่จะต้องทำอะไรโดยประสบการปราศจากร้านกาแฟหรือแม้กระทั่งปราศจากกาแฟไปเลย.  และนั่นหมายความว่าร้านกาแฟจำนวนมากมายใหญ่โตกำลังที่จะเดือดร้อนกับการสูญเสียธุรกิจ.  สำหรับพวกเขามากมาย, ในเมื่ออัตรากำไรเป็นที่บางเรียวในร้านกาแฟหนึ่ง, พวกเขาก็กำลังที่จะออกไปจากธุรกิจนี้, ซึ่งหมายถึงว่าพวกเขาก็จะได้จ่ายภาษีน้อยลงไปด้วย.  (And you know what that means? We’re going to economize in other things. We’re going to have to or else we’re going to have to do without the coffee shop experience or without the coffee altogether. And that means large numbers of coffee shops are going to suffer a loss of business. For many of them, since the profit margin is thin in a coffee shop, they’re going to go out of business, which means they’ll pay fewer taxes.)

และเมื่อพวกเขาต้องปลดคนงานทั้งหลาย, เหล่าคนทำงานทั้งหลายผู้ที่ได้ถูกออกจากงานก็จะจ่ายภาษีต่ำลงไป เพราะว่ารายได้ของพวกเขาคือบรรดาที่ถูกลบล้างออกไปทั้งหลายทั้งหมดนั้นจากเงินอะไรก็ตามที่รัฐบาลได้จากภาษีของกำแพงภาษีสินค้านำเข้าเอากับบราซิล.  มันก็ออกมาจากพวกคุณ. มันมาจากผมและ มันก็กัดเอาคืน.  (And when they lay-off workers, those laid off workers will be paying lower taxes because their income is those are all subtractions from whatever money the government gets from the tariff on Brazil. It comes out of you. It comes out of me and it bites back.)

ให้ผมเสนอตัวอย่างที่สำคัญมากยิ่งกว่าแก่พวกคุณ. กว่าหลายปีและหลายเดือนที่ผ่านมา, ราคาของไอศกรีมได้ขึ้นไปสูง. ที่นี่เรากำลังอยู่กลางฤดูร้อน. ผู้คนอย่างปกติก็กินไอศกรีมกัน. มันได้กำลังกลายเป็นสิ่งราคาแพงยิ่งขึ้น. มันได้สูงขึ้น, ตัวอย่างเช่น, กว่าเมื่อปีที่แล้วโดยหลายเท่ามากมายในอัตราของเงินเฟ้อของสินค้าและบริการทั้งหลายโดยเฉลี่ย, อสกรีมเหมือนเช่นกาแฟกำลังกลายเป็นสิ่งราคาแพงและดังนั้นผู้คนก็จะประหยัดเอากับมัน.  (Let me give you a more important example. Over recent years and months, the price of ice-cream has gone way up. Here we are in the middle of summer. People normally eat ice-cream. It’s becoming more expensive. It rose, for example, over the last year by several times the rate of inflation of average goods and services. Ice-cream like coffee is becoming expensive and so people are economizing on it.)

ตอนนี้กระทั่งตัวอย่างที่สำคัญมากขึ้นไปกว่าอีก, สงครามในยูเครนได้ขุดหลุมให้สหรัฐอเมริกาเป็นตัวใหญ่ลงไปต่อต้านรัสเซีย. สหรัฐอเมริกาได้พยายามลากเอาประเทศทั้งหลายของยูโรเปียนให้เป็นพันธมิตรในสงครามต่อต้านรัสเซีย. และรัสเซียนั้น, สำหรับในส่วนของพวกเขา, ได้พยายามที่จะหาพันธมิตรโดยไปที่จีน, อินเดีย, และกลุ่มประเทศทั้งหลายของพวกเขา, ที่ได้เป็นกลุ่มซึ่งกำลังเจริญเติบโตเป็นที่รู้จักกันคือ BRICKS.  (Now even more important example, the war in Ukraine has pit the United States mostly against Russia. The United States tried to get the European countries to be allied in this war against Russia. And the Russia, for their part, tried to get an alliance going with China, India, and their group of countries, that growing group of countries known as the BRICKS.)

รัสเซียได้รับความช่วยเหลือในการสร้างพันธมิตรอันทรงพลังอำนาจโดย กำแพงภาษีสินค้านำเข้าของ มร. ทรัมป์.  ทำไมรึ? ก็เพราะว่าประเทศทั้งหลายที่ได้เจ็บปวดเพราะสินค้าทั้งหลาย, ที่พวกเขาต้องการจะส่งไปยังอเมริกาได้มีราคาค่าใช้จ่ายสูงมากขึ้น เพราะรัฐบาลสหรัฐเก็บภาษีเอากับพวกมัน.  นั่นคืออะไรที่กำแพงภาษีสินค้านำเข้าทำ, กำลังทำให้เกิดการตัดสินใจธุรกิจเชิงตรรกะ. ส่งสินค้าทั้งหลายน้อยลงไปยังสหรัฐอเมริกา. (Russia has been helped in building a powerful alliance by Mr. Trump’s tariffs. Why? Because the countries that are hurt because the goods, they want to send to America are costing more because the US government taxes them. That’s what the tariffs do, are making the logical business decision. Send fewer goods to the United States.)

ส่งผลิตภัณฑ์ทั้งหลายของคุณไปยังประเทศทั้งหลายอื่นที่ไม่ได้มีกำแพงภาษีสินค้านำเข้า, นั่นจะไม่ได้มี มร. ทรัมป์ มาคอยขึ้นกำแพงภาษีสินค้านำเข้าอยู฿ตลอดเวลาให้, ไม่มีอะไรเหมือนมัน. ประเทศหลักใหญ่ทั้งหลายจำนวนมากในโลกกำลังไม่ทำในสิ่งที่ มร. ทรัมป์กำลังทำ. ในความจริงแล้ว, ไม่มีใครเลยในพวกเขาทำ, ไม่แม้แต่หนึ่ง, ที่กำลังทำ.  (Send your products to other countries that don’t have a tariff, that do not have a Mr. Trump raising tariffs all the time, have nothing like it. The vast majority of countries in the world are not doing what Mr. Trump is doing. In fact, none of them, not a one, is doing it.)

ดังนั้น, ประเทศทั้งหลายได้เป็นกังวลไปกับอะไรที่สหรัฐอเมริกากำลังทำ, กำลังพยายามที่จะปรับปรุงเศรษฐกิจของมันเองที่ค่าใช้จ่ายของทุกคนอื่น.  โอ, คุณสามารถเรียกมันว่าทำให้อเมริกา หมายเลขหนึ่งก็ได้. แต่มาเหลือของโลกเข้าใจว่ามันเป็นเช่น ความเจ็บปวดทางเศรษฐกิจเชิงปรปักษ์ที่มากำหนดใส่พวกเขา และพวกเขาไม่ได้ชอบมันและพวกเขาไม่ได้ต้องการมัน. (So, countries are upset with what the United States is doing, trying to improve its own economy at the expense of everybody else. Oh, you can call it make America number one. But the rest of the world understands it as a hostile economic hurt imposed on them and they don’t like it and they don’t want it.)

และหนึ่งในหนทางทั้งหลายที่จะจัดการกับมัน ก็คือขายผลิตภัณฑ์ทั้งหลายของคุณไปยังที่อื่น. และเช่นนั้นเอง, พวกเขาก็กำลังทำงานต่อกันและกัน. นั่นคือทำไม BRICKSถึงได้กำลังเพิ่มขึ้นในอำนาจของมัน, ขนาดของมัน, ลัอิทธิพลทางเศรษฐกิจของมัน. ในการตัดแตกต่างกันอย่างแหลมคม, เพราะมร. ทรัมป์ได้นำเอากำแพงภาษีสินค้านำเข้าไปใช้กับเม็กซิโก, แคนาดา, และประชาคมยุโรปเปียน.  (And one of the ways to deal with it is to sell your products somewhere else. And so, they are working with one another. That’s why BRICKS is increasing its power, its size, and its economic clout. In sharp contrast, because Mr. Trump has imposed tariffs on Mexico, Canada, and the Europeans.)

พันธมิตรของสหรัฐอเมริกาที่เคยเป็นที่เรียกขานกันว่ากลุ่มทั้งเจ็ด, G7. สหรัฐอเมริกา, แคนาดา, ญี่ปุ่น, บริเทน, ฝรั่งเศส, อิจาลี, เอ่อ และเยอรมนี ต่างมีกำแพงภาษีสินค้านำเข้าขึ้นมาจุกอยู่ที่คอหอของแต่ละคน. ประชาคมยูโรเปีบยกำลังตอบโต้กลับต่อมร. ทรัมป์. ชาวแคนาดาทั้งหลายตอบกลับอย่างโกรธเกรี้ยวต่อมร. ทรัมป์. ชาวเม็กซิกันทั้งหลายตอบกลับอย่างโกรธเกรี้ยวต่อมร. ทรัมป์.  (The alliance of the United States used to be called the Group of Seven, the G7. United States, Canada, Japan, Britain, France, Italy, uh and Germany are at each other’s throats heaving tariffs against one another. The Europeans responding angrily to Mr. Trump. The Canadians responding angrily to Mr. Trump. The Mexicans responding angrily to Mr. Trump.)

คุณคิดว่าเท่ฉลาดในโลกทั้งปวง ที่ซึ่งอำนาจเศรษฐกิจอื่นอีกหนึ่งได้อุบัติขึ้นแล้ว, สาธารณรัฐประชาชนจีน. คุณต้องการจริงๆหรือที่จะจัดเก็บภาษีด้วยกำแพงภาษีสินค้านำเข้า ที่ทำลายพันธมิตรทั้งหลายที่คุณจำเป็นต้องการที่จะพึ่งพา?  (You think it’s smart in a world where a whole another economic power competitor has arisen, the People’s Republic of China. Do you really want to impose tariffs that destroy the alliances you need to depend on?)

ว้าว! นั่นคือตัวอย่างที่กำแพงภาษีสินค้านำเข้าทั้งหลายกำลังกัดกลับคืนมา. ขอให้ผมสรุปโดยการอธิบายถึงจักรวรรดิของสหรัฐอเมริกา ดังที่เราได้ติดตารางอันดับมา กำลังที่จะพังพินาศลงและด้วยมันที่เศรษฐกิจสหรัฐที่พึ่งพาอยู่กับว่าจักรวรรดินั้นอยู่ในหนทางทั้งหลายมากมายยิ่งกว่าคนอเมริกันทั้งหลายส่วนใหญ่จะยอมรับต่อมันได้. การเก็บภาษีด้วยกำแพงภาษีสินค้านำเข้าอาจจะรู้สึกดี, อาจจะสร้างเรื่องสวยๆได้ภายใต้คำขวัญที่ว่าอเมริกามาก่อน, แต่มันกำลังผลิตสร้างสถานการณ์ทั้งหลายที่ทำให้สหรัฐอเมริกาอ่อนแอลงไปมากขึ้น, ไม่แข็งแรงยิ่งขึ้น, คำถามนั้นต่อเงินดอลลาณ์มีมากขึ้น, ไม่ได้น้อยลง. นั่นนำเอาการพูดของศัตรูทั้งหลายของเราทั่วโลกเป็นที่น่าสนใจยิ่งขึ้น และพันธมิตรทั้งหลายทั้งหมดของเราอ่อนแอลง, อย่างน้อยที่สุดผู้เหล่านั้นได้ถูฏถือว่าเป็นศัตรูทั้งหลาย และถือว่าเป็นพันธมิตรทั้งหลาย โดยเหล่าผู้ที่เป็นผู้นำสหรัฐอเมริกา. (Wow! That’s an example of the tariffs biting back. Let me conclude by explaining the United States’s empire as we have been charting is declining and with it the US economy which depends on that empire in a lot more ways than most Americans are willing to admit. Imposing tariffs may feel good, may work a nice story under the slogan America First, but it is producing consequences that make the United States weaker, not stronger, that question the dollar more, not less. That bring our enemies nationally speaking to be stringer and our allies weaker, at least those that are counted enemies and counted allies by those who lead the United States.)

กำแพงภาษีสินค้านำเข้าเป็นความคิดที่เลวร้ายจริงๆ และอะไรก็ตามที่ให้ประโยชน์ทางการเมืองซึ่ง มร. ทรัมป์สามารถได้รับโดยการโบกกวัดแกว่งอวดโอ่พวกมันว่าเป็นอาวุธร้อนแรงชิ้นใหม่ ที่จะถล่มใส่โลกได้ทุกวัน.  ปฏิกิริยาต่อมัน, คือความเป็นปรปักษ์ล และขมขื่นและโกรธเคือง, มันกำลังขับเคลื่อนโลกที่จะได้รู้สึกว่าคือหนทางอันตรายอย่างยิ่งของความพยายามที่จะคลี่คลายปัญหาทางเศรษฐกิจ.  (Tariffs are a really bad idea and whatever benefit politically Mr. Trump can get by brandishing them around as a hot new weapon to dump on the world every day. The reaction to it, the hostility and bitterness and anger it is driving the world to feel is a very dangerous way of trying to solve an economy’s problems.)

(We can and we should do much better.)

ถ้าการแทรกแซงก้าวก่ายทั้งหลายเยี่ยงนี้, กระแทกใจคุณเหมือนเช่นเคย, กรุณาแบ่งปันพวกมันให้กับญาติมิตรอื่นทั้งหลายที่อาจจะสนใจและเรียนรู้บางอย่างให้ด้วย. นั่นคือทำไมผมถึงทำพวกดนี้. และแน่นอน, พวกมันมีค่าใช้จ่ายเป็นเงิน, และถ้าคุณสามารถช่วยออกค่าใช้จ่ายทั้งหลายนี้ให้เราได้. โปรดทราบว่านั่นเป็นสิ่งที่เรายินดีชื่นชมอย่างยิ่ง ขอบคุณ.  (If interventions like this strike you as worth thinking about, worth discussing, please share this video with friends, family, anyone you think might be interested. That’s why we make them. And of course, we will be grateful for any donations financial that can help us pay the costs of what we do. Thank you.)

 https://youtu.be/XHikLlHZkFQ?si=QCgjbiRa79TX2_2g