อะไรคือชีวิต? ความตายเป็นจริงหรือ?
What Is
Life? Is Death Real?
https://youtu.be/QOCaacO8wus?si=8THUFgQ1rh6FSe9C
ชีวิตนั้นแตกต่างโดยมูลฐานจากสิ่งที่ตาย
– หรือไม่ใช่ล่ะ? (Life is fundamentally different from dead stuff – or isn’t
it?)
นักฟิสิกส์เออร์วิน ชโรดิงเจอร์ได้นิยามชีวิตไว้วิธีนี้: สิ่งมีชีวิตทั้งหลายหลีกเลี่ยงการเสื่อมสลายไปสู่การไร้ระเบียบและ-สภาวะไร้สมดุล.
แล้วนี้หมายถึงอะไร? เรามาแสร้งว่าแฟ้มดาวน์โหลดของคุณ(your
download folder)คือจักรวาล. มันได้เริ่มต้นอย่างเป็นระเบียบและก็มีความวุ่นวายจราจลมากขึ้นและมากเพิ่มขึ้นทุกทีเมื่อเวลาผ่านไป.
โดยการลงทุนทางพลังงาน,
คุณสามารถที่จะสร้างสรรค์ระเบียบขึ้นมาได้อีกและทำความสะอาดมันออกไป. นี้คืออะไรที่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายทำ. (Physicist Erwin Schrödinger defined life this way: Living things avoid decay into disorder
and equilibrium. What does this mean? Let’s pretend that your download folder
is the universe. It started orderly and got more and more chaotic over time. By
investing energy, you can create order and clean it up. This is what living
things do.)
แต่อะไรคือชีวิตล่ะ? (But what is life?)
ทุกสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์นี้ได้ถูกสร้างทำด้วยเซลล์ทั้งหลาย.
โดยพื้นฐานแล้ว, เซลล์หนึ่งก็คือหุ่นยนต์ทำด้วยโปรตีนที่เล็กเกินไปที่จะรู้สึกได้หรือประสบรับรู้ในสิ่งใด.
มันมีคุณสมบัติทั้งหลายที่เราแค่ได้กำหนดมอบหมายให้กับชีวิตว่า: มันมีกำแพง/ผนังหนึ่งที่แบ่งแยกมันออกจากสิ่งรายรอบ,
สร้างระเบียบขึ้น; มันควบคุมกำกับตนเองและดำรงรักษาสภาวะให้คงที่; มันกินสิ่งอื่นเพื่อที่ตนมีชีวิต; มันเติบโตและพัฒนา; มันมีปฏิกิริยาต่อสภาพแวดล้อม; และมันเปลี่ยนแปลงไปขึ้นอยู่กับวิวัฒนาการ; และมัน ก็ยังผลิตสร้างตัวเองเพิ่มขึ้นมาได้อีก. (Every living thing on this planet
is made of cells. Basically, a cell is a protein-based robot too small to feel
or experience anything. It has the properties we just assign to life: it has a
wall that separates it from the surroundings, creating order; it regulates
itself and maintains a constant state; it eats stuff to stay alive; it grows
and develops; it reacts to the environment; and it’s subject to evolution; and
it makes more of itself.)
แต่ในบรรดาสิ่งทั้งหลายที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นเซลล์,
ไม่มีส่วนไหนที่มีชีวิต. สิ่งนั้นมีปฏิกิริยาทางเคมีกับสิ่งอื่น ก่อรูปปฏิกิริยาทั้งหลายที่จะไปเริ่มต้นปฏิกิริยาอื่นทั้งหลาย.
ในเซลล์เดี่ยว ๆ หนึ่ง, ทุกวินาที ปฏิกิริยาทั้งหลายอันหลากหลายล้านทางเคมีได้เกิดเหตุขึ้น,
ก่อรูปเช่นวงดนตรีออเครสตร้าอันสลับซับซ้อน.
(But of all the stuff that makes up a cell, no
part is alive. Stuff reacts chemically with other stuff forming reactions that
start other reactions which start other reactions. In a single cell, every
second several million chemical reaction take place, forming a complex
orchestra.)
เซลล์หนึ่งสามารถสร้างโปรตีนได้หลากหลายพันชนิด: จินตนการว่ากำลังขับรถคันหนึ่งที่ความเร็ว 100
กม/ชม. ในขณะที่กำลังสร้างใหม่ทุกชิ้นส่วนเดี่ยว
ๆของมันด้วยสิ่งที่คุณสะสมรวบรวมมาจากถนน. นั่นคืออะไรที่เซลล์ทั้งหลายทำ.
แต่ไม่มีชิ้นส่วนใดของเซลล์กำลังมีชีวิต;
ทุกอย่างเป็นวัตถุ/สสารตาย โดยกฎทั้งหลายของจักรวาล. (A cell can build several thousand
types of protein: some very simple. Some complex micromachines. Imagine driving
a car at 100 km/h while constantly rebuild every single part of it with stuff
you collect from the street. That is what cells do. But no part of the cell is
alive; everything is dead matter moved by the laws of the universe.)
ดังนั้น, ชีวิตคือผลรวมของกระบวนการทำปฏิกิริยาทั้งหมดที่กำลังขึ้นเหล่านี้ใช่หรือไม่?
ในท้ายที่สุด, ทุกสิ่งมีชีวิตก็จะตาย. เป้าหมายของกระบวนการทั้งปวงคือที่จะป้องกันสิ่งนี้โดยการผลิตสร้างรูปลักษณ์ใหม่ทั้งหลาย; และด้วยสิ่งนี้, เราหมายถึง DNA. ชีวิตเป็น, ในแง่หนึ่ง, ก็แค่สารพัดสิ่งมากมายที่แบกเอาข้อมูลพันธุกรรมไปรอบๆ. (So, is life the aggregate of all
these reaction processes that are taking place? Eventually, every living thing
will die. The goal of the whole process is to prevent this by producing new
entities; and by this, we mean DNA. Life is, in a way, just a lot of stuff that
carries genetic information around.)
ทุกสิ่งมีชีวิตคือเรื่องของวิวัฒนาการ, และDNAนั้นที่ได้พัฒนาสิ่งมีชีวิตที่ดีที่สุดวนอยู่รอบมัน
ก็จะยังคงอยู่ในเกมนี้. ดังนั้น, DNAคือชีวิตหรือ? ถ้าคุณเอา
DNA ออกมาจากเปลือกโครงหุ้มของมัน, มันอย่างชัดเจนเลยว่าเป็นเพียงโมเลกุลหนึ่งที่สลับซับซ้อน,
แต่มันไม่สามารถทำสิ่งใดได้ด้วยตนเอง. นี้คือที่ซึ่งไวรัสทั้งหลายทำทุกอย่างซึ่งสลับซับซ้อนไปมากยิ่งขึ้น.
พวกมันคือเส้รนพื้นฐานทั้งหลายของ RNA หรือ DNA ในเปลือกหุ้มเล็กๆและจำเป็นต้องการเซลล์ทั้งหลายที่จะทำสิ่งใด. เราไม่แน่ใจว่าจะนับเอาพวกมันว่ามีชีวิตหรือตายอยู่. (Every
living thing is subject to evolution, and the DNA1 that develops the best
living thing around it will stay in the game. So, is DNA life, then? If you
take DNA out of its hull, it certainly is a very complex molecule, but it can’t
do anything by itself. This is where viruses make everything more complicated. They
are basically strings of RNA2 or DNA in a small hull and need cells to do anything. We’re not
sure if they count as living or dead.)
1
DNA (Deoxyribonucleic Acid) หรือ ดีเอ็นเอ คือ สารพันธุกรรมที่ทำหน้าที่เก็บข้อมูลทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต
เปรียบเสมือน "พิมพ์เขียว" ที่กำหนดลักษณะต่างๆ ของร่างกาย เช่น สีตา
สีผม ความสูง และควบคุมการทำงานของเซลล์
ดีเอ็นเอพบได้ในเซลล์ของสิ่งมีชีวิตเกือบทุกชนิด
โครงสร้างของ
DNA
DNA มีโครงสร้างเป็นเกลียวคู่ (Double
Helix) คล้ายบันไดเวียน โดยมีองค์ประกอบหลัก 3 ส่วน ได้แก่ [1, 2, 3]
1.
น้ำตาลดีออกซีไรโบส (Deoxyribose)
2.
หมู่ฟอสเฟต
3.
นิวคลีโอเบส (เบส) 4 ชนิด ซึ่งจับคู่กันอย่างจำเพาะเจาะจง ได้แก่
o A (อะดีนีน) จับคู่กับ T (ไทมีน)
o C (ไซโตซีน) จับคู่กับ G (กัวนีน)
หน้าที่ที่สำคัญ
1.
เก็บข้อมูลทางพันธุกรรม: ลำดับการเรียงตัวของเบส
(A,
T, C, G) จะถูกนำไปถอดรหัสเพื่อสร้างโปรตีนที่จำเป็นต่อการทำงานและการเติบโตของร่างกาย
2. ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม: สามารถจำลองตัวเอง
(DNA
Replication) เพื่อถ่ายทอดข้อมูลจากรุ่นสู่รุ่น
ทำให้ลูกหลานมีลักษณะคล้ายคลึงกับบรรพบุรุษ
2 RNA
(Ribonucleic Acid) คือสารพันธุกรรมชนิดหนึ่ง ทำหน้าที่เป็น
"ผู้ส่งสาร" คัดลอกคำสั่งจาก DNA เพื่อนำไปสร้างโปรตีนในเซลล์
นอกจากนี้ RNA ยังมีบทบาทในการควบคุมการทำงานของยีนและเร่งปฏิกิริยาชีวเคมี
โดยไวรัสบางชนิดใช้ RNA เป็นสารพันธุกรรมหลักแทน DNA
RNA ประกอบด้วยสายโซ่ของนิวคลีโอไทด์
(Nucleotide) ซึ่งมีโครงสร้างหลัก 3 ส่วน
ได้แก่ น้ำตาลไรโบส (Ribose) หมู่ฟอสเฟต และเบสไนโตรเจน 4
ชนิด คือ อะดีนีน (A), กัวนีน (G), ไซโตซีน (C) และยูราซิล (U) ซึ่งเข้ามาแทนที่ไทมีน
(T) ใน DNA
ประเภทและหน้าที่ของ
RNA
RNA ในเซลล์สิ่งมีชีวิตแบ่งออกเป็น 3 ชนิดหลักที่มีหน้าที่จำเพาะ ดังนี้
- mRNA
(Messenger RNA): ทำหน้าที่เป็นแม่พิมพ์หรือผู้ส่งสาร
โดยคัดลอกรหัสพันธุกรรมจาก DNA แล้วนำออกจากนิวเคลียสไปยังไรโบโซมเพื่อสร้างโปรตีน
- tRNA
(Transfer RNA): ทำหน้าที่ขนย้ายกรดอะมิโนที่อยู่ในเซลล์มาเรียงต่อกันตามรหัสที่
mRNA กำหนด เพื่อสร้างเป็นสายโปรตีน
- rRNA
(Ribosomal RNA): ทำหน้าที่เป็นองค์ประกอบหลักของไรโบโซม
ซึ่งเป็นแหล่งผลิตโปรตีนของเซลล์
และกระนั้นก็ยังคง, มีไวรัสอยู่ 225,000,000
ลูกบาศกเมตรบนโลกนี้. พวกมันไม่ได้ดูเหมือนว่าจะใยดีอะไรที่เราคิดกับพวกมัน. มีกระทั่งไวรัสทั้งหลายที่บุกรุกเซลล์ทั้งหลายที่ตายแล้วและชุบชีวิตเซลล์นั้นขึ้นมาใหม่เพื่อให้สามารถเป็นที่อยู่อาศัยของพวกมันได้,
ซึ่งยิ่งทำให้เส้นแบ่งเลือนรางลงไปอีก. หรือไมโตคอนเดรีย. พวกมันคือโรงงานผลิตพลังงานของเซลล์ทั้งหลายอันสลับซับซ้อนมากที่สุดและเป็นเคยเป็นบักเตรีที่มีอย่างชีวิตอิสระมาก่อน
ที่เข้าไปเป็นหุ้นส่วนกับเซลล์ขนาดใหญ่ทั้งหลาย. พวกมันยังคงมีDNAของพวกมันเอง
และสามารถที่จะเพิ่มจำนวนของพวกมันเองได้, แต่พวกมันไม่ได้มีชีวิตอยู่อีกต่อไป; พวกมันตายแล้ว. (And
still, there are 225,000,000 m3of viruses on Earth. They don’t seem to care what we think of
them. There are even viruses that invade dead cells and reanimate them so they
can be a host for them, which blurs the line even more. Or mitochondria3. They are the power
plants of most complex cells and were previously free-living bacteria
that entered a partnership with bigger cells. They still have their own DNA and can multiply
on their own, but they are not alive anymore; they are dead.)
3
ไมโทคอนเดรีย (Mitochondria)
คือ ออร์แกเนลล์ (ส่วนประกอบของเซลล์) ที่ทำหน้าที่เป็นเสมือน
"โรงงานผลิตพลังงาน" ของเซลล์ โดยมีหน้าที่หลักในการเปลี่ยนสารอาหารที่เราทานเข้าไปให้กลายเป็นพลังงาน
(ATP) เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ในการทำกิจกรรมต่างๆ
สรุปหน้าที่สำคัญของไมโทคอนเดรีย
- ผลิตพลังงาน:
เปลี่ยนสารอาหาร (เช่น กลูโคส) และออกซิเจนให้เป็นพลังงาน (ATP) ผ่านกระบวนการหายใจระดับเซลล์
- ควบคุมการตายของเซลล์
(Apoptosis): ช่วยควบคุมวงจรชีวิตและการตายของเซลล์ หากเซลล์ทำงานผิดปกติ
- เก็บสารพันธุกรรม:
มี DNA
เป็นของตัวเอง (เรียกว่า mtDNA) ซึ่งโดยทั่วไปจะถ่ายทอดจากแม่สู่ลูกเท่านั้น
ดังนั้นแล้ว, พวกมันได้ค้าขายแลกเปลี่ยนชีวิตของพวกมันเองสำหรับการอยู่รอดต่อไปของDNAของพวกมัน, ที่หมายความว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลายสามารถวิวัฒนะไปสู่สิ่งที่ตายทั้งหลายตราบนานเท่าที่มันได้ผลประโยชน์กำไรต่อรหัสพันธุกรรมของพวกมัน.
บางรายอาจจะมีชีวิตเป็นข้อมูลข่าวสารที่บริหารจัดการที่จะสร้างความมั่นใจการดำรงอยู่ของตัวมันได้ต่อไป.
แต่อะไรเกี่ยวกับ AI(ปัญญาประดิษฐ์)? โดยคำจำกัดความเกือบทั่วไปของเรา,
เราใกล้ชิดอย่างมากกับการสร้างชีวิตประดิษฐ์ในคอมพิวเตอร์ทั้งหลาย. มันเป็นแค่คำถามหนึ่งของยุคสมัยที่ก่อนเทคโนโลยีที่เราสร้างจะไปถึงที่นั้น.
และนี้ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์, แต่ก็; มีคนชาญฉลาดมากมายกำลังทำงานกันอย่างกระตือรือร้นร่วมกันในเรื่องนี้.
คุณอาจจะสามารถโต้แย้งได้ว่าไวรัสคอมพิวเตอร์ทั้งหลายนั้นก็มีชีวิต. (So, they traded their own life for
the survival of their DNA, which means living things can evolve into dead
things as long as long as it’s beneficial to their genetic code. Some maybe
life is information that manages to ensure its continued existence. But what
about AI (artificial intelligence)? By our almost common definitions, we are
very close to creating artificial life in computers. It’s just a question of
time before the technology we build gets there. And this is not science fiction,
either; there are a lot of smart people actively working on this. You could
already argue that computer viruses are alive.)
หืม, โอเค. ดังนั้นแล้ว, อะไรคือชีวิต,
งั้น? สิ่งทั้งหลาย, กระบวนการทั้งหลาย, DNA,
ข้อมูล? นี้ได้เป็นที่สับสนรวดเร็วมาก. หนึ่งสิ่งที่แน่นอนได้; ความคิดที่ว่าชีวิตคือโดยพื้นฐานนั้นแตกต่างไปจากสิ่งที่ไม่มีชีวิต
ก็เพราะว่าพวกมันบรรจุไว้ด้วยการมีองค์ประกอบที่ไม่ใช่กายภาพบางอย่าง
หรือถูกปกครองควบคุมโดยหลักการซึ่งแตกต่างมากไปจากวัตถุไร้ชีวิตทั้งหลาย, เหล่านี้ได้พลิกหันว่าคือความคิดซึ่งผิด. (Hm, okay. So, what is life, then?
Things, processes, DNA, information? This got confusing very fast. One thing is
for sure: the idea that life is fundamentally different from non-living things
because they contain some non-physical element or are governed by different
principles than inanimate objects turned out to be wrong.)
ก่อนชาร์ลส์ ดาร์วิน, มนุษย์ทั้งหลายถูกลากเส้นแบ่งระหว่างตัวพวกเขาเองกับสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เหลือ; มีบางอย่างดุจมนตร์ขลังเกี่ยวกับเราที่ทำให้เราเป็นสิ่งพิเศษ.
เมื่อใดที่เราได้ยอมรับว่าเราเป็นเหมือนทุกสิ่งมีชีวิต, ผลผลิตของวิวัฒนาการ,
เราก็ได้ลากเส้นใหม่ที่แตกต่างไปจากเดิม. (Before
Charles Darwin, humans drew a line between themselves and the rest of living
things; there was something magical about us that made us special. Once we had
to accept we are like every living being, a product of evolution, we drew a
different line.)
แต่ยิ่งเราเรียนรู้มากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ทั้งหลายว่าสามารถทำอะไรได้ และชีวิตทำงานอย่างไร, เราก็ยิ่งใกล้เข้าไปมากยิ่งขึ้นกับการที่เราจะสร้างสรรค์เครื่องจักรกลอันแรกซึ่งเหมาะเจาะเข้ากับคำจำกัดความของชีวิตของเรา,
มากยิ่งขึ้นที่ภาพของตัวเราจะอยู่ในอันตรายมากขึ้นอีกครั้ง.
และนี้จะบังเกิดขึ้นในไม่ช้าก็เร็วนี้. และนี่คืออักคำถามสำหรับคุณ: ถ้าทุกอย่างในจักรวาลได้ทำด้วยสิ่งเดียวกัน,
แล้วนี้หมายถึงว่าทุกสิ่งในจักรวาลได้ตายอยู่ไหม? หรือว่าทุกสิ่งในจักรวาลก็มีชีวิตอยู่กันทั้งหมด? (But
the more we learn about what computers can do and how life works, the closer we
get to creating the first machine that fits our description of life, the more
our image of ourselves is in danger again. And this will happen sooner or
later. And here’s another question for you: if everything in the universe is
made of the same stuff, does this mean everything in the universe is dead or
that everything in the universe is alive?)
นั่นเป็นแค่คำถามหนึ่งของความสลับซับซ้อนหรือ? นี้หมายถึงว่าเราสามารถไม่มีวันตายเพราะว่าเราไม่เคยมีชีวิตอยู่ตั้งแต่แรกแล้วหรือ?
ชีวิตและตายเป็นคำถามที้ไม่เข้าท่า ซึ่งเรายังไม่ได้เคยสังเกตถึงมันหรือ?
มันเป็นไปได้ไหมที่เราเป็นมากยิ่งไปกว่าแค่ส่วนหนึ่งของจักรวาลอันรายรอบเราอยู่อย่างที่เราคิด?
อย่ามองมาที่พวกเรา; เราไม่ได้มีคำตอบใดให้กับพวกคุณ.
แค่คำถามทั้งหลายให้พวกคุณไปคิดเกี่ยวกับมัน.
(That it’s just a question of complexity? Does this mean we
can never die because we were never alive in the first place? Is life and death
an irrelevant question and we haven’t noticed it yet? Is it possible we are
much more part of the universe around us than we thought? Don’t look at us; we don’t have any answers
for you. Just questions for you to think about.)
อย่างไรก็ดี, การคิดเกี่ยวกับคำถามทั้งหลายเหมือนเช่นนี้นั่นช่วยให้เรารู้สึกว่ามีชีวิตอยู่และให้เราถึงความอุ่นใจบางอย่าง.
(After all, it’s thinking about questions like this that makes
us feel alive and give us some comfort.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น