หน้าเว็บ

วันจันทร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2569

โรเจอร์ เพนโรส - สมองคุณคือเสาอากาศ – ทฤษฎีที่ชนะรางวัลโนเบล ซึ่งเขียนความเป็นจริงขึ้นมาใหม่

โรเจอร์ เพนโรส - สมองคุณคือเสาอากาศ – ทฤษฎีที่ชนะรางวัลโนเบล ซึ่งเขียนความเป็นจริงขึ้นมาใหม่

Your Brain Is an Antenna — The Nobel Prize-Winning Theory That Rewrites Reality

          https://youtu.be/EaXZw_SRUWU?si=XOcsrBuXMWnREdyr

การตัดสินใจที่คุณไม่เคยได้ทำ (The decision you never made)

          คุณได้เคยทำการตัดสินใจมาก่อน, แต่คุณไม่ได้ตัดสินใจจริงๆเอง. บางอย่างได้เคลื่อนที่คุณไป. ก่อนที่ความคิดจะได้ก่อรูป, ก่อนที่ภาษาจะได้แสดงตัวขึ้นมา, ก่อนที่คุณจะสามารถอธิบายมันได้, คุณได้เรียกมันว่าปรีชาญาณ/การหยั่งรู้โดยสัญชาตญาณ. ลางสังหรณ์, ความรู้สึกสังหรณ์ใจ. อะไรบางอย่างที่จริงจังน้อยกว่าความคิด. แต่อะไรถ้ามันไม่ใช่ล่ะ? แล้วถ้าเกิดว่ามันเป็นส่วนเดียวเท่านั้นในตัวคุณที่กำลังคิดอยู่จริงๆ? และอะไรที่คุณเรียกว่ากำลังคิด, เสียงช้าๆในหัวของคุณ, เป็นแค่ส่วนนั้นที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น. ผู้บรรยาย, ผู้แปลเรื่องราว, และเรื่องเล่าที่จิตของคุณสร้างขึ้นเกี่ยวกับการตัดสินใจเลือกที่มันไม่ได้ทำ.คุณพยายามที่จะวิเคราะห์เสียงนั้นแล้ว, แต่เสียงนั้นกลับมาก่อนการวิเคราะห์ในทุกๆ ครั้ง.  (You’ve made a decision before, but you don’t actually decide. Something moved you. Before the thought had formed, before language showed up, before you could explain it, you’ve called it intuition. A hunch, a gut feeling. Something less serious than thinking. But what if it isn’t? What if it’s the only part of you that is actually thinking? And what you call thinking, the slow voice inside your head, is just the part that comes afterward. The narrator, the translator, the story your mind tells about a decision it didn’t make. You’ve tried to analyze that voice, but the voice arrived before the analysis every time.)

          นักคณิตศาสตร์หนึ่งที่ออกฟอร์ดได้ให้ชื่อของเสียงนั้น. ชื่อของเขาคือโรเจอร์ เพนโรส. เขาได้บอกว่า, จิตสำนึกไม่ใช่การประมวลผล. และโดยคณิตศาสตร์นั้น, เขาได้ใช้ที่จะพิสูจน์มันเปิดประตูที่ไม่มีใครเคยสามารถทำได้. ทฤษฎีควอนตัมที่พิสูจน์คุณไม่ใช่เครื่องจักร.    (A mathematician at Oxford gave that voice a name. His name was Roger Penrose. He said, consciousness is not a computation. And the mathematics he used to prove it open a door no one has been able to close. The quantum theory that proves you are not a machine.)

          อยู่กับผม เพราะว่าโดยตอนจบของเรื่องนี้แล้ว, วิธีที่คุณเคยเข้าใจว่าคุณเป็นคนทำการคิดเองก็จะไม่เหลือรอดอยู่อีกต่อไป.   (Stay with me, because by the end of this, the way you understand your own thinking will not survive.)

ทำไม แบบจำลองที่ว่า “สมองเป็นเช่นคอมพิวเตอร์” จึงล้มเหลว (Why the “brain as computer” model fails)

          นี่คืออะไรที่เราได้ถูกบอกมานาน 60 ปีในทุกหนังสือตำรา, ในทุกเอกสาร, ทุกสารคดี, ทุกหลักสูตรวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา. สมองคือคอมพิวเตอร์. เซลล์ประสาทยิงประจุ, สัญญาณแพร่กระจาย. ความคิดอุบัติขึ้นมาจากโครงข่ายเส้นใยประสาท.  (Here is what we’ve been told for 60 years in every textbook, every documentary, every neuroscience course. The brain is a computer. Neuron fire. Signals propagate, Thought emerges from the wiring.)

          แค่นั้นแหละ.   นั่นคือเรื่องราวทั้งหมด. เนื้อเปียกสามปอนด์กำลังทำการคำนวณทางไฟฟ้าเคมี, และที่ไหนสักแห่งในคณิตศาสตร์นั่น, คุณก็แสดงปรากฏออกมา. สำนึกของจิต, รู้ตัว, สงสาดส่องมาจับต้อง. มีบางอย่างที่มันเป็นเหมือนว่ามีตัวคุณอยู่, ในตอนนี้, ได้ยินคำพูดทั้งหลายเหล่านี้, และแบบจำลองมาตรฐานก็ไม่มีคำอธิบายสำหรับประโยคสุดท้ายนั้น.    (That’s it. That’s the whole story. Three pounds wet meat doing electrochemical arithmetic, and somewhere in that arithmetic, you show up. Conscious, aware, the lights are on. There is something it is like to be you, right now, hearing these words. And the Standard Model has no explanation for that last sentence.)

          คุณไม่ได้กำลังคำนวณอยู่ในตอนนี้, ตุณกำลังประสบรับรู้. ผิวสัมผัสของอากาศ. น้ำหนักของความสนใจ. เสียงฮัมเงียบๆของการตื่นรู้ข้างในร่างกายคุณ. นั่นคือคุณลักษณะที่รู้สึกได้. นั่นคือสิ่งที่แบบจำลองมาตรฐานไม่สามารถกำหนดตำแหน่งได้. มันมีชื่อว่า “ปัญหายากหนักหนาของจิตสำนึก.”   (You’re not calculating right now, you’re experiencing. The texture of the air. The weight of attention. The quiet hum of being awake inside a body. That felt quality. That is the thing the Standard Model cannot locate. It has a name. “The hard problem of consciousness.”)

          มันไม่ได้เคลื่อนขยับไปไหนเลยมา 30 ปี. และนี่คือประเด็นสำคัญ. นี่ไม่ใช่เรื่องสมมติ. คุณรู้ไปอยู่แล้วว่าผมกำลังพูดถึงเรื่องอะไร. คุณรู้ว่าใครได้กำลังโทรมาหาก่อนที่โทรศัพท์จะดังขึ้น. หรือว่าคุณได้เดินเข้าไปในห้องและคุณก็รู้ว่ามีอะไรบางอย่างได้ผิดปกติไปก่อนที่จะมีใครได้พูดออกมา. อากาศนั้นมีคุณลักษณะแลพะคุณก็รู้ถึงมัน. คุณไม่ได้คำนวณมัน. คุณไม่ได้ตรวจสอบบัญชีรายการ. คุณไม่ได้มีเวลา. การรู้นั้นมาถึงอย่างครบถ้วน, อย่างสมบูรณ์เสร็จสิ้นไปแล้ว, ก่อแนที่เสียงช้าๆในสหัวขอแงคุณจะได้เริ่มต้นก่อสร้างเหตุผลทั้งหลาย.   (It has not moved in 30 years. And here’s the thing. This isn’t theoretical. You already know what I’m talking about. You knew who was calling before the phone rang. Or you walked into a room and you know something was wrong before anyone had spoken. The air had a quality and you knew. You didn’t calculate it. You didn’t consult a checklist. You didn’t have time. The knowing arrived intact, already finished, before the slow voice in your head began constructing reasons.)

          คุณได้รู้สึกถึงสิ่งนี้. มากไปกว่าหนึ่งครั้ง. และคุณก็ได้เชื่อถือมัน, แม้ว่าเมื่อคุณไม่สามารถวินิจฉัยมันได้.  วิทยาศาสตร์การรู้คิดแนวทางหลักพยายามที่จะหาเหตุผลมาอธิบายเพื่อปฏิเสธหรือลดความสำคัญของสิ่งนี้. การจับคู่รูปแบบ, การตัดสินจากเสี้ยวข้อมูล, การยืนยันโดยอคติ. ไม่มีคำใดของพวกนั้นอธิบายถึงความเร็วนั้น. ไม่มีคำใดของพวกนั้นอธิบายความกระจ่างแจ้ง. การรู้ได้มาถึงก่อนแบบจำลองที่ได้ถูกคาดหมายว่าได้ผลิตสร้างมันขึ้นมา. ช่องว่างนั่นไม่ใช่ความผิดพลาด. มันคือสิ่งทั้งหมดที่วิดีโอนี้กำลังจะพูดถึง. คุณยังไม่จำเป็นต้องเชื่อใดๆของเรื่องนี้ไปก่อน. แค่สังเกตการสังเกตที่คุณได้รู้สึกถึงมัน. นั่นก็เพียงพอแล้วในตอนนี้.  (You’ve felt this. More than once. And you’ve trusted it, even when you couldn’t justify it. Standard cognitive science1 tries to explain this away. Pattern matching, thin slicing, confirmation bias2. None of those words explain the speed. None of them explain the clarity. The knowing arrives before the model that’s supposed to produce it. That gap is not a glitch. It is the thing this entire video is about. You don’t need to believe any of this yet. Just notice that you’ve felt it. That’s enough for now.)

          1 ปริชานศาสตร์ (Cognitive Science) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่าวิทยาศาสตร์การรู้คิด คือการศึกษาเชิงสหวิทยาการเกี่ยวกับจิตใจและการทำงานของสมอง

องค์ประกอบหลัก

ศาสตร์นี้รวมเอาความรู้จากหลายสาขาวิชาเข้าด้วยกันเพื่ออธิบายว่ามนุษย์หรือระบบอัจฉริยะรับข้อมูล ประมวลผล และแสดงออกอย่างไร:

  • จิตวิทยาการรู้คิด (Cognitive Psychology): ศึกษาพฤติกรรมและกระบวนการคิดภายใน
  • ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience): ศึกษาการทำงานของสมองและระบบประสาท
  • วิทยาการคอมพิวเตอร์ / ปัญญาประดิษฐ์ (Computer Science / AI): ศึกษาการประมวลผลข้อมูลและการสร้างระบบเลียนแบบสมองมนุษย์
  • ภาษาศาสตร์ (Linguistics): ศึกษาการใช้และการเข้าใจภาษา
  • ปรัชญา (Philosophy): ศึกษาธรรมชาติของจิตใจและความรู้
  • มานุษยวิทยา (Anthropology): ศึกษาวิวัฒนาการและวัฒนธรรมที่มีผลต่อความคิด

2 Pattern matching แปลว่า การจับคู่รูปแบบ

  • ความหมาย: ในทางจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์พุทธิปัญญา (Cognitive Science) หมายถึง กระบวนการที่สมองเปรียบเทียบข้อมูลหรือสิ่งกระตุ้นใหม่ที่พบเจอ เข้ากับรูปแบบหรือประสบการณ์ที่เคยบันทึกไว้ในความทรงจำ เพื่อระบุและทำความเข้าใจสิ่งนั้นได้อย่างรวดเร็ว (นอกจากนี้ยังเป็นคำศัพท์เทคนิคในทางคอมพิวเตอร์ที่แปลว่า การจับคู่รูปแบบของข้อความหรือข้อมูล ด้วย)

 Thin slicing แปลว่า การตัดสินจากข้อมูลส่วนเสี้ยว หรือ การประเมินจากข้อมูลอันน้อยนิด

  • ความหมาย: ความสามารถของมนุษย์ในการหาแบบแผนหรือข้อสรุปเกี่ยวกับสถานการณ์ คน หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ได้อย่างแม่นยำโดยใช้เวลาเพียงเสี้ยววินาที หรือจากข้อมูลเพียงเล็กน้อย (มักทำงานร่วมกับสัญชาตญาณ)

Confirmation bias แปลว่า ความลำเอียงเข้าข้างตัวเอง หรือ อคติยืนยันสิ่งที่เป็นจริงในใจ

  • ความหมาย: แนวโน้มทางจิตวิทยาที่มนุษย์มักจะเลือกรับ ฟัง หรือจดจำเฉพาะข้อมูลที่ช่วยยืนยันความเชื่อหรือสมมติฐานเดิมของตัวเอง และมีแนวโน้มที่จะมองข้ามหรือปฏิเสธข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อนั้น

คำถามอันเป็นไปไม่ได้ของ โรเจอร์ เพนโรส (Roger Penrose’s impossible question)

          และในปี 1989, นักคณิตศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยออกฟอร์ดได้เริ่มต้นการถามคำถามหนึ่งจากทิศทางที่แตกต่างไปอย่างสมบูรณ์สิ้น. เขาไม่ได้ถามว่าสมองทำอะไร, เขาได้ถามว่าสมองไม่สามารถทำอะไรได้. และคำตอบที่เขาได้ค้นพบได้เป็นคำตอบที่ก่อรบกวนมากที่สุดต่อวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับการทำงานรับรู้/ตระหนักรู้/คิดรู้ของสมอง.   (And in 1989, a mathematician at Oxford started asking a question from a completely different direction. He didn’t ask what the brain does, he asked what the brain can’t do. And the answer he found was the most disturbing answer in cognitive science.)

          โรเจอร์ เพนโรส, ได้ร่วมงานกับสตีเฟน ฮอว์กิง, ที่ได้พิสูจน์ทางคณิตศาสตร์ถึงเบื้องหลังของหลุมดำ, ชนะรางวัลโนเบล ในปี 2020. เขาไม่ใช่เป็นบุคคลนอกสายตาชายขอบใดๆ. นี่คือหนึ่งในนักฟิสิกส์ที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดซึ่งยังมีชีวิตอยู่. และในปี 1989, เขาได้เขียนหนังสือเล่มหนึ่ง. และในหนังสือเล่มนั้น, อย่างสงบนิ่ง, อย่างระมัดระวัง, เขาได้พูดอะไรบางอย่างในสาขาด้านของความฉลาดประดิษฐ์ที่ไม่เคยได้ให้อภัยเขาในเรื่องนี้.  (Roger Penrose, collaborated with Stephen Hawking, proved the mathematics behind black holes, won the Nobel Prize in 2020. This is not a fringe figure. This is one of the most decorated physicists alive. And in 1989, he wrote a book. And in that book, calmly, carefully, he said something the field of artificial intelligence has never forgiven him for.)

          เขาได้พูดว่า, จิตสำนึกไม่สามารถถูกจำลองลอกเลียนได้.  เขาได้บอกว่า, จิตมนุษย์ได้ทำสิ่งทั้งหลายซึ่งไม่มีอัลกอริธึมสามารถทำได้. เขาได้บอกว่า, อะไรก็ตามที่คุณกำลังทำเมื่อคุณเข้าใจถึงความสัจจริงทางคณิตศาสตร์, ไม่มีดเครื่องจักรทัวริงใดสามารถเคยทำได้. และเขาได้พิสูจน์มันโดยการใช้เครื่องมือซึ่งไม่น่าจะนำมาใช้ในทางปรัชญาของเรื่องจิต. เขาได้พิสูจน์มันโดยการใช้ เกอเดิล. เราจะย้อนกลับไปหาเกอเดิล, จำยึดชื่อนี้เอาไว้.  (He said, consciousness cannot be simulated. He said, the human mind does things no algorithm3 can do. He said, whatever you are doing when you understand a mathematical truth, no Turing machine4 could ever do. And he proved it using the most unlikely tool in the philosophy of mind. He proved it using Gödel5. We’ll come back to Gödel, hold the name.)

          3 อัลกอริทึม (Algorithm) หรือที่ในภาษาไทยเรียกว่า "ขั้นตอนวิธี" คือ ชุดคำสั่งหรือลำดับขั้นตอนการทำงานอย่างเป็นระบบและชัดเจน เพื่อใช้ในการแก้ปัญหาหรือทำงานให้บรรลุผลลัพธ์ที่ต้องการ

ลักษณะสำคัญของอัลกอริทึม

  • มีลำดับขั้นตอน: ทำงานเรียงตามลำดับก่อน-หลังอย่างชัดเจน
  • มีความแน่นอน: แต่ละขั้นตอนต้องเข้าใจง่าย ไม่กำกวม และให้ผลลัพธ์เดิมเสมอเมื่อมีข้อมูลนำเข้าเหมือนกัน
  • มีจุดสิ้นสุด: กระบวนการต้องทำงานเสร็จสิ้นและหยุดการทำงานได้ในเวลาอันจำกัด

4 Turing Machine (เครื่องทัวริง) คือ แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ที่อธิบายเครื่องจักรนามธรรม ซึ่งทำหน้าที่อ่าน เขียน และจัดการสัญลักษณ์บนแถบเทปยาวไม่จำกัด ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ล่วงหน้า

แนวคิดนี้ถูกคิดค้นขึ้นในปี ค.ศ. 1936 (พ.ศ. 2479) โดย อลัน ทัวริง นักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ เพื่อใช้เป็น ต้นแบบพื้นฐานของคอมพิวเตอร์ดิจิทัลสมัยใหม่ ในปัจจุบัน

ส่วนประกอบสำคัญ

  • เทป (Tape): สายเทปยาวไม่จำกัดความยาว แบ่งเป็นช่องๆ แต่ละช่องเก็บสัญลักษณ์ได้ 1 ตัว
  • หัวอ่าน/เขียน (Head): อุปกรณ์ที่เลื่อนไปซ้ายหรือขวาเพื่ออ่านและเปลี่ยนสัญลักษณ์บนเทป
  • หน่วยควบคุมสถานะ (State Register): หน่วยความจำที่จดจำสถานะการทำงานปัจจุบันของเครื่อง
  • ตารางกฎ (Table of Instructions): ชุดคำสั่งหรืออัลกอริทึมที่บอกว่าต้องทำอะไรเมื่อเจอสัญลักษณ์และสถานะแบบนี้

ความสำคัญ

  • รากฐานคอมพิวเตอร์: สามารถจำลองการทำงานของ อัลกอริทึมหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ได้ทุกรูปแบบเท่าที่คอมพิวเตอร์จริงจะทำได้
  • ข้อนิพนธ์เชิร์ช–ทัวริง (Church–Turing Thesis): แนวคิดที่ระบุว่ากระบวนการคำนวณใดๆ ที่สามารถทำได้ด้วยวิธีเชิงกลหรืออัลกอริทึม จะต้องสามารถคำนวณได้ด้วยเครื่องทัวริงเช่นกัน

5 เคิร์ท เกอเดิล (Kurt Gödel) คือนักตรรกศาสตร์ นักคณิตศาสตร์ และนักปรัชญาชาวออสเตรีย-อเมริกัน ผู้มีชื่อเสียงระดับโลกจากผลงานพลิกวงการคณิตศาสตร์และปรัชญา

ประวัติโดยย่อ

  • ช่วงชีวิต: ค.ศ. 1906–1978
  • ความสำคัญ: ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักตรรกศาสตร์ที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ เคียงคู่กับอาริสโตเติล [1, 2]

ผลงานสำคัญ: ทฤษฎีบทความไม่บริบูรณ์ของเกอเดิล (Gödel's Incompleteness Theorems)

เกอเดิลตีพิมพ์ทฤษฎีนี้ในปี ค.ศ. 1931 ซึ่งสั่นสะเทือนวงการคณิตศาสตร์อย่างรุนแรง โดยสรุปใจความสำคัญได้ดังนี้: [1]

  • ระบบตรรกะมีข้อจำกัด: ในระบบคณิตศาสตร์หรือระบบตรรกะใดๆ ที่มีความซับซ้อนพอสมควร จะมี "ความจริง" บางอย่างที่เป็นจริง แต่ไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงภายในระบบนั้น
  • พิสูจน์ความสมบูรณ์ไม่ได้: ระบบคณิตศาสตร์ไม่สามารถพิสูจน์ความไร้ข้อขัดแย้ง (consistency) ของตัวมันเองได้
  • ผลกระทบ: ทฤษฎีนี้ทำลายความเชื่อดั้งเดิมที่ว่าคณิตศาสตร์สมบูรณ์แบบและสามารถอธิบายทุกอย่างได้ด้วยกฎเกณฑ์ชุดเดียว

ความลับเกี่ยวกับยาสลบที่ไม่มีใครพูดถึง (The anesthesia secret no one talks about)

          อันดับแรก, ชายผู้ที่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากับปลายอีกด้านของทฤษฎีของเพนโรส, สจ๊วร์ท ฮาเมอรอฟฟ์, นักวิสัญญีแพทย์, 30 ปีที่ได้วางยาสลบผู้คนมาให้หลับเพื่อการผ่าตัด. และนี่คือความลับอันเงียบ, น่าเขินอายที่จุดศูนย์กลางของงานอาชีพของเขา. ไม่มีใครได้รู้เลยว่ายาสลบทำงานได้อย่างไร. เราได้รู้แค่ว่ามันทำงานได้, ตลอดมา.  (First, the man who picked up the phone on the other end of Penrose’s theory, Stuart Hameroff, an anesthesiologist, 30 years putting people to sleep for surgery. And here is the quiet, embarrassing secret at the center of his profession. Nobody knew how anesthesia worked. We knew that it worked, every time.)

คุณหายใจก๊าซนั่น, คุณนับถอยหลังจาก 10, และที่ความเข้มข้นซึ่งกำหนดจำเพาะบางอย่าง. แสงสว่างกับปิดดับลง. จิตสำนึกสิ้นสุดลง. ไม่ฝัน, ไม่ทรงจำ, จิตสำนึกตัวมันเอง. แต่ในกลไกนั้น, สิ่งทางกายภาพที่ชัดเจนบังเกิดขึ้นในสมองที่จะทำให้การรู้สึกตัวหยุดลง, ได้รู้จักกัน. หลายทศวรรษของทฤษฎีทั้งหลาย, ไม่มีที่ยึดถือได้เลย.   (You breathe the gas, you count down from 10, and at some specific concentration, the lights go off. Consciousness ends. Not dreams, not memory, consciousness itself. But the mechanism, the actual physical thing happening in the brain to make awareness stop, was known. Decades of the theories, none of them held.)

ฮาเมอรอฟฟ์ได้มองไปที่บางแห่งมาตลอดมากที่สุดในบรรดานักวิสัญญีแพทย์ทั้งหลายซึ่งไม่เคยมอง. ไม่ใช่ที่เซลล์ประสาททั้งหลาย, แต่ที่โครงสร้างทั้งหลายข้างในเซลล์ประสาททั้งหลายนั้น. หลอดท่อโปรตีนกลวงทั้งหลาย, ไมโครสกอปิค,เชิงเรขาคณิต, ไมโครทูบูลทั้งหลาย. และเขาได้สังเกตเห็นบางอย่าง. ก๊าซยาสลบที่ปิดสวิทช์จิตสำนึกได้. พวกมันยึดติดอยู่กับหลอดท่อเหล่านั้น.  ไม่ใช่ที่ไซแนปส์(จุดประสานประสาทระหว่างเซลล์), ไม่ใช่ที่เยื่อหุ้ม/เมมเบรนด้านนอก, แต่กับหลอดท่อข้างใน.   (Hameroff had been looking somewhere most neuroscientists never look. Not at the neurons, at the structures inside the neurons. Hollow protein tubes, microscopic6, geometrical, microtubules7. And he had noticed something. The gasses that turn off consciousness, they bind to those tubes. Not to the synapses, not to the outer membrane, to the tubes inside.)

6 microscopic หมายถึง สิ่งที่มีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และจำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ (Microscope) ในการส่องดู

7 ไมโครทูบูล (Microtubule) คือ หลอดโปรตีนขนาดเล็กที่เป็นส่วนประกอบหลักของโครงร่างเซลล์ (cytoskeleton) ในสิ่งมีชีวิตกลุ่มยูคาริโอต

ลักษณะโครงสร้าง

  • เป็นท่อกลวงและแข็ง
  • มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 24-25 นาโนเมตร
  • สร้างจากหน่วยย่อยของโปรตีนทรงกลมที่ชื่อว่า ทูบูลิน (tubulin) ชนิดอัลฟ่า (alpha) และเบต้า (beta)

เขาได้อ่านหนังสือของเพนโรส. เขาได้หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเลย. ลองนึกภาพพวกเขานี้ดูสักครู่สิ. นักคณิตศาสตร์ฟิสิกส์ผู้ที่ได้ทำงานมากับแนวคิดนามธรรมขั้นสูงสุดอย่างทฤษฎีสัมพันธภาพทั่วไป, และนักวิสัญญีแพทย์ผู้ที่มือได้ทำมานาน 30 ปี ในการวางจับหน้ากากครอบจมูก/ปากคนไข้ทั้งหลายและได้เฝ้าดูจิตสำนึกและนาฬิกาจับเวลา.  (He read Penrose’s book. He picked up the phone. Picture them for a moment. A mathematical physicist who has worked at the highest abstractions of general relativity, and an anesthesiologist whose hands have, for 30 years, placed the mask on patients and watched consciousness and on a stopwatch.)

เครื่อง Orch-OR ได้เกิดขึ้นมาอย่างไร (How Orch-OR was born)

เหล่านี้ไม่ได้เป็นประเภทเดียวกันของจิต. พวกเขาไม่น่าจะมีการสนทนาที่มีผลผลิตอะไรขึ้นมานัก. แต่อะไรที่แต่ละคนของพวกเขาได้จำเป็นต้องทำคือการนั่งลงที่โต๊ะของอีกฝ่ายหนึ่งกัน. เพนโรสจำเป็นต้องการในเรื่องที่ทางกายภาพตรงไหนในสมอง, เล็กเพียงพอ, เงียบเพียงพอ, ที่จะสนับสนุนปรากฏการณ์ควอนตัม. ฮาเมอรอฟฟ์เองก็จำเป็นต้องการทฤษฎีหนึ่งที่อธิบายได้ว่าทำไมหน้ากากยาสลบของเขาได้เป็น การสลับสวิตช์ปิดจิตสำนึกที่น่าเชื่อถือที่สุดเท่าที่เคยค้นพบมา.  (These are not the same kind of mind. They shouldn’t have a productive conversation. But what each of them needed was sitting on the other one’s desk. Penrose needed a physical place in the brain, small enough, quiet enough, to support quantum effects7. Hameroff needed a theory that explained why his anesthesia mask was the most reliable consciousness switch ever discovered.)

7 Quantum effects (ปรากฏการณ์ควอนตัม) คือ พฤติกรรมและปรากฏการณ์ทางฟิสิกส์ที่เกิดขึ้นในระดับอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก ๆ เช่น อะตอม หรืออิเล็กตรอน ซึ่งแตกต่างจากกฎฟิสิกส์ทั่วไปในชีวิตประจำวันอย่างสิ้นเชิง [1, 2, 3]

ปรากฏการณ์ควอนตัมที่สำคัญ

  • การซ้อนทับ (Superposition): อนุภาคสามารถอยู่ในหลายสถานะพร้อม ๆ กันได้ จนกว่าจะมีการวัดหรือสังเกตการณ์ เช่น เปรียบเหมือนเหรียญที่กำลังหมุนอยู่ ซึ่งเป็นทั้งหัวและก้อยในเวลาเดียวกัน [1, 2]
  • การพัวพันเชิงควอนตัม (Quantum Entanglement): อนุภาคสองตัวเชื่อมโยงถึงกันได้ แม้จะอยู่ห่างกันไกลคนละมุมจักรวาล เมื่อสถานะของอนุภาคหนึ่งเปลี่ยน อีกตัวจะเปลี่ยนตามทันที
  • การทะลุกำแพงศักย์ (Quantum Tunneling): อนุภาคสามารถทะลุผ่านกำแพงหรือสิ่งกีดขวางที่ตามหลักฟิสิกส์ทั่วไปมันควรจะผ่านไปไม่ได้
  • ความเป็นคลื่นและอนุภาค (Wave-Particle Duality): อนุภาคเล็ก ๆ เช่น อิเล็กตรอน มีพฤติกรรมแสดงตัวเป็นทั้ง "คลื่น" และ "อนุภาค" ได้ในเวลาเดียวกัน

 

          ไมโครทูบูลทั้งหลาย, โครงสร้างผลึกรูปทรงเรขาคณิตที่ทำหน้าที่เป็นนั่งร้านค้ำจุนอยู่ภายในเซลล์ประสาททุกเซลล์, นั่งอยู่จุดตัดแยกนั้น. ดังนั้น, นักคณิตศาสตร์และนักวิสัญญีแพทย์ได้นั่งลงร่วมกัน, และพวกเขาได้สร้างทฤษฎีหนึ่งขึ้น. Orch-OR. Orchestrated objective reduction. คำตอบที่ทะเยอทะยานที่สุดเท่าที่เคยมีผู้เสนอมาต่อคำถามที่ว่า “คุณคืออะไร”. (The microtubules, geometric crystalline scaffolds inside every neuron, sat at the intersection. So, the mathematician and the anesthesiologist sat down together, and they built a theory. Orch-OR. Orchestrated objective reduction. The single most ambitious answer ever proposed to the question of what you are.)

แต่ก่อนที่เราจะเข้าไปสู่ทฤษฎีนั้น, อีกหนึ่งชั่วขณะที่คุณได้รู้กันแล้ว. เพราะว่าอีกอันหนึ่งถัดไปจะบอกกับคุณว่า ทำไมที่แนวคิดของเพนโรสไม่ได้เป็นเพียงนามธรรม. คุณได้อาศัยมีชีวิตข้างในมันมาทั้งตลอดชีวิตของคุณ. คุณได้ทำงานกับปัญหามานานหลายชั่วโมง. ที่โต๊ะทำงานของคุณ, ด้วยเครื่องมือทั้งหลายของคุณ, เพ่งเน้นเต็มที่, กาแฟ, บันทึกทั้งหลาย, ไม่มีอะไรมา. คุณยืนขึ้น, คุณได้เดินออกไป. คุณได้แสดงตัว, หรือออกไปเดินเล่น, หรือจัดการจานทั้งหลายแล้ว. และคำตอบก็ได้มาถึง. ทั้งปวง. สมบูรณ์สิ้น. ปราศจากการพยายามใด.  (But before we get into the theory, one more moment you already know. Because the next one will tell you why Penrose’s idea isn’t just abstract. You’ve been living inside it your whole life. You’d been working on the problem for hours. At your desk, with your tools, full focus, coffee, notes, nothing came. You stood up, you walked away. You showed, or went for a walk, or did the dishes. And the answer arrived. Whole. Complete. Without effort.)

            คนที่มีความคิดสร้างสรรค์ทุกคนรู้เรื่องนี้ดี, ทุกนักคณิตศาสตร์. ทุกวิศวกร. ทุกนักเขียน. คำตอยไม่เคยมาเมื่อคุณกดดัน. คำตอบมาเมื่อคุณหยุดการกดดัน. เรื่องราวมาตรฐานเรียกสิ่งนี้ว่า รูปแบบแบบกระจาย. การประมวลผลโดยไม่รู้สึกตัวทางเบื้องหลัง. ก็ดี. แต่ว่าคำจำกัดความนั้นไม่ได้อธิบายได้ว่าทำไม. ทำไมสมองได้คลี่คลายปัญหาได้ดีขึ้น เมื่อเราปล่อยวางความพยายามทางสำนึกของจิต?    (Every creative person knows this, every mathematician. Every engineer. Every writer. The answer never comes when you press. The answer comes when you stop pressing. The standard story calls this diffuse mode8, unconscious processing in the background. Fine, but that description doesn’t explain why. Why does the brain solve better when conscious effort lets go?)

          8 Diffuse mode (โหมดฟุ้งกระจาย) คือ การทำงานของสมองในสภาวะที่ผ่อนคลาย ไม่ได้จดจ่อหรือบังคับให้คิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ [1, 2]

การทำงานของ Diffuse Mode

  • ปล่อยใจสบาย ๆ: เกิดขึ้นเมื่อเราไม่ได้พยายามหาคำตอบอย่างเคร่งเครียด เช่น ตอนอาบน้ำ, เดินเล่น, ฟังเพลง, ออกกำลังกาย หรือนอนหลับ
  • เชื่อมโยงไอเดีย: ช่วยให้สมองรวบรวมข้อมูล จัดระเบียบ และเชื่อมโยงความคิดต่าง ๆ ที่กระจัดกระจายเข้าด้วยกันจนเกิดเป็นมุมมองหรือทางออกใหม่ ๆ (ต่างจาก Focused mode ที่เป็นโหมดตั้งใจจดจ่อวิเคราะห์ข้อมูลตรงหน้า)

Orch-OR มีคำตอบ. ความคิดแบบคลาสสิกที่เป็นเหตุเป็นผลตามลำดับ จะเข้ามารบกวนกระบวนการทางควอนตัม. กการบีบบังคับให้จดจ่อเพ่งเน้นทำให้เกิดการยุบตัว(ฟังก์ชั่นคลื่น)ของ superposition ตั้งแต่แรก, ก่อนเวลาอันควร. เมื่อคุณเดินหนี, เมื่อเมื่อเสียงผู้บรรยายเงียบลง, คลื่นได้ถูกยินยอมให้คงความกว้างอยู่, ที่จะคงเอาไว้ซึ่งความมากมายของความเป็นไปได้ทั้งหลายในทันที, และแล้วถึงยุบตัว(ฟังก์ชั่นคลื่น)เมื่อได้อันที่เหมาะเจาะเข้ากันพอดี.   (Orch-OR has an answer. Classical, sequential thinking interferes with the quantum process. Forced focus collapses the superposition9 early, prematurely. When you walk away, when the verbal narrator goes quiet, the wave is allowed to stay wide, to hold many possibilities at once, and then collapse on the one that fits.)

9 Superposition (การซ้อนทับ) คือหลักการที่ระบุว่า เมื่อมีเหตุการณ์หรือคลื่นตั้งแต่สองอย่างขึ้นไปมารวมกัน ผลลัพธ์ที่ได้คือผลรวมของแต่ละส่วนมารวมกัน

คำนี้มีความหมายสำคัญในหลายสาขาวิชา ดังนี้:

1. ฟิสิกส์และกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Superposition)

  • ความหมาย: อนุภาคหรือระบบควอนตัมสามารถอยู่ในหลายๆ สถานะพร้อมกันได้ จนกว่าจะมีการวัดหรือสังเกตการณ์
  • ตัวอย่าง: เปรียบเสมือนเหรียญที่กำลังหมุนอยู่บนโต๊ะ ในขณะที่มันหมุน มันไม่ได้เป็นหัวหรือก้อยอย่างชัดเจน แต่มีสถานะผสมกันทั้งหัวและก้อยจนกว่าจะหยุดนิ่ง
  • การใช้งาน: เป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานของคอมพิวเตอร์ควอนตัม ที่ช่วยให้ประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้พร้อมกัน

2. ฟิสิกส์ทั่วไปและคลื่น (Superposition of Waves)

  • ความหมาย: การที่คลื่นสองขบวนหรือมากกว่าเคลื่อนที่มาพบกันแล้วรวมกัน
  • ลักษณะการรวม:
    • เสริมกัน: สันคลื่นพบสันคลื่น ทำให้คลื่นรวมกันใหญ่ขึ้น
    • หักล้าง: สันคลื่นพบท้องคลื่น ทำให้คลื่นหักล้างหรือเบาบางลง

การซัดสาดอย่างต่อเนื่อง ช่วยรักษาให้ฟังก์ชันคลื่นยังคงแผ่ขยายออกไป (ไม่ยุบตัว). คำตอบได้มาถึงเพราะว่าคุณได้ก้าวออกไปหนทางจากมัน. หยุดเรื่องนี้ไว้สักหนึ่งวินาที. สัญชาตญาณ แรกที่มายังจิตของคุณในขณะที่เฝ้าชมเรื่องนี้, เขียนมันมาที่ช่องความคิดเห็นข้างล่างนี้. คำเดียว, ไม่ต้องวิเคราะห์มัน, อย่าได้ตัดแต่งมัน. จุดสำคัญของแบบทดสแอบนี้คือ การที่จพะสังเหกตถึงอะไรที่เข้ามาก่อนที่คุณตัดสินใจถึงอะไรที่จะเขียน. การมาถึงนั่น, คำตอบก่อนคำพูดนั่น, คือสิ่งที่วิดีโอทั้งปวงนี้ถึงมัน.   (The shower lets the wave stay wide. The answer arrives because you stepped out of its way. Pause this for a second. The first intuition that came to mind while watching this, write in the comments. One word, don’t analyze it, don’t edit it. The point of the exercise is to notice what arrives before you decide what to write. That arrival, that pre-verbal answer, is the thing this entire video is about.)

ไมโครทูบูล, การทับซ้อนควอนตัม และจิตสำนึกของคุณ (Microtubules, quantum superposition & your consciousness)

          ตอนนี้ให้ผมแสดงต่อคุณ, อย่างง่ายๆเท่าที่ผมจะสามารถทำได้, ว่าอะไรที่เพนโรสลและฮาเมอรอฟฟ์ ได้อ้างว่าตามเป็นจริง. ไม่ใช่สมการ, ไม่ใช่ศัพท์เทคนิค, แค่ดเวยภาพ. ลึกลงไปในเซลล์ประสาททั้งหลายของคุณ, ลึกไปยิ่งหกว่าทางเคมี, ลึกไปยิ่งกว่าไซแนปส์(จุดประสานประสาท), มีไมโครทูบูลทั้งหลายเหล่านี้, หลอดท่อกลวงทั้งหลาย, นั่งร้านโปรตีนทั้งหลาย. หลายทศวรรษมา, พวกมันถูกพิจารณาว่าเป็นโครงสร้าง, แค่กระดูกทั้งหลายข้างในของเซลล์, คงให้เป็นรูปร่างไว้ได้.   (Now let me show you, as plainly as I can, what Penrose and Hameroff actually claim. No equation, no jargon, just picture. Deep inside your neurons, deeper than chemistry, deeper than synapses10, there are these microtubules, hollow lattices, protein scaffolds. For decades they were considered structural, just bones inside the cell, holding shape.)

          10 Synapse (ไซแนปส์ หรือ จุดประสานประสาท) คือ ช่องว่างหรือบริเวณรอยต่อระหว่างเซลล์ประสาทสองเซลล์ หรือระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์เป้าหมาย (เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหรือต่อม) เพื่อใช้ส่งและรับสัญญาณข้อมูลใน ระบบประสาท

ชนิดของไซแนปส์

  • ไซแนปส์เคมี (Chemical synapse):
    • ใช้สารเคมีที่เรียกว่า สารสื่อประสาท (Neurotransmitter) เป็นตัวกลางในการส่งสัญญาณ
    • พบได้เป็นส่วนใหญ่ในระบบประสาทของมนุษย์ [1, 2]
  • ไซแนปส์ไฟฟ้า (Electrical synapse):
    • กระแสไฟฟ้าไหลผ่านส่งถึงกันได้โดยตรงผ่านช่องว่างเชื่อมต่อ (Gap junction)
    • ส่งสัญญาณได้รวดเร็วและเกิดขึ้นได้สองทิศทาง [1, 2]

หน้าที่สำคัญ

  • ถ่ายทอดกระแสประสาทจากเซลล์หนึ่งไปยังอีกเซลล์หนึ่ง
  • ควบคุมทิศทางและปรับเปลี่ยนความแรงของสัญญาณประสาท

 

          เพนสโรสและฮาเมอรอฟฟ์บอกว่า, ไม่เลย, พวกมันไม่ใช่เป็นเช่นโครงสร้าง, พวกมันเป็นเช่นตัวประมวลผล. และไม่ใช่ประเภทของการประมวลผลเยี่ยงคอมพิวเตอร์ทำงาน. ข้างในของหลอกท่อทั้งหลายเหล่านั้น. ในสัดส่วนขนาดที่เล็กกว่าเคมีของสารสื่อประสาททั้งหลาย, โปรตีนเชิงเดี่ยวที่เรียกว่า ทูบูลินทั้งหลายซึ่งสามารถมีอยู่ได้ในสภาวะการทับซ้อนควอนตัม. หลายสถานะในทันที, ไม่ใช่ 0 หรือ 1. แต่ทั้งคู่, คลื่นของความเป็นไปได้ที่ได้แผ่กระจายข้ามไปทั่วอะไรที่สามารถเป็นได้.  (Penrose and Hameroff said, no, they are not structural, they are computational. And not the kind of computational a computer does. Inside those tubes, at scales smaller than the chemistry of neurotransmitters11, individual proteins called tubulins can exist in a quantum superposition. Multiple states at once, not zero or one. Both, a wave of possibility smeared across what could be.)

          11 Neurotransmitter (สารสื่อประสาท) คือ สารเคมีที่ร่างกายสร้างขึ้นเพื่อทำหน้าที่เป็นตัวส่งสัญญาณ หรือตัวกลางในการสื่อสารระหว่างเซลล์ประสาท หรือจากเซลล์ประสาทไปยังอวัยวะเป้าหมาย เช่น กล้ามเนื้อหรือต่อมต่างๆ

การทำงานของสารสื่อประสาท

  • สารสื่อประสาทถูกเก็บไว้ในถุงพักที่ปลายประสาท (แอกซอน)
  • เมื่อมีกระแสไฟฟ้าเดินทางมาถึง สารเหล่านี้จะถูกปล่อยออกสู่ช่องว่างเล็กๆ ที่เรียกว่า ไซแนปส์ (Synapse)
  • สารจะวิ่งไปจับกับตัวรับของเซลล์ถัดไปเพื่อส่งต่อคำสั่ง
  • มีผลทั้งกระตุ้น ยับยั้ง หรือปรับเปลี่ยนการทำงานของร่างกาย

ตัวอย่างสารสื่อประสาทที่สำคัญ

  • โดปามีน (Dopamine): เกี่ยวกับความสุข รางวัล แรงจูงใจ และการเคลื่อนไหว
  • เซโรโทนิน (Serotonin): ควบคุมอารมณ์ การนอนหลับ และความวิตกกังวล
  • อะเซทิลโคลีน (Acetylcholine): ควบคุมการทำงานของกล้ามเนื้อและความจำ
  • นอร์อีพิเนฟริน (Norepinephrine): ช่วยในการตื่นตัว การตอบสนองต่อความเครียด

 

          แต่ละทูบูลินเป็นดัมบ์เบลล์จิ๋วมีอิเล็คตรอนเดียวอยู่ที่แกนของมัน. กระพริบสลับไปมาระหว่างสัณฐานทั้งสอง. ทวีคูณนั่นโดยหลายล้านของทูบงู฿ลินทั้งหหลายข้างในหนึ่งเซลล์ประสาทเดี่ยว, แล้วเป็น 86 พันล้านเซลล์ประสาทในหนึ่งสมองเดี่ยว. ที่ว่างการจัดเรียงเข้าด้วยกันนั้นมากเยอะอย่างน่าตกใจ. สมองของคุณอาจเป็นสิ่งที่มีความ อุดม-ควอนตัมที่สุดในจักรวาลที่เรารู้จัก. และแล้ว...บางอย่างบังเกิดขึ้น. (ฟังก์ชั่น)คลื่นได้ยุบตัวลง. สภาวะทับซ้อนควอนตัมได้คลี่คลายลงเหลือสถานะใดสถานะหนึ่งเพียงอันเดียว. หนึ่งความเป็นจริงเดี่ยวผุดอุบัติขึ้น. หนึ่งการเลือก. หนึ่งรูปแบบสถานะ. หนึ่งสภาวะที่ได้เลือกมาจากที่มากมาย.   (Each tubulin is a tiny dumbbell with a single electron at its core, flickering between two configurations. Multiply that by the millions of tubulins inside a single neuron, then by 86 billion neurons in a single brain. The combinational space is staggering. Your brain may be the most quantum-rich object in the known universe. And then…Something happens. The wave collapses. The superposition resolves. A single reality emerges. One choice. One configuration. One state selected from many.)

          กลไกควอนตัมมาตรฐาน, การยุบตัวนั่นจำเป็นต้องการผู้สังเกตการณ์หนึ่ง, การตจรวจวัดหนึ่ง, โปรตอนหนึ่งที่วิ่งไปชนเข้ากับจอภาพ. แต่เพนสโรสได้เสนอถึงบางอย่างที่แปลกออกไป. การยุบตัวนั้นสามารถบังเกิดขึ้นได้ด้วยตัวมันเอง. ถูกกระตุ้นด้วยแรงโน้มถ่วงมันเอง. ด้วยเรขาคณิตของอวกาศ-เวลา, มันก็จะเริ่มไม่มั่นคงเมื่อความเป็นไปได้ทั้งหลายอยู่ในสภาวะซ้อนทับกันมากเกินไปและยาวนานเกินไป. การลดลงทางภววิสัย. จักวาลยุบตัวในฟังก์ชั่นคลื่น ของตัวมันเอง. โดยไม่มีการสังเกตการณ์ใดจำเป็นต้องการ. และในสมองของคุณ, การยุบตัวทั้งหลายเหล่านี้บังเกิดขึ้นอย่างเป็นจังหวะ. 40 ครั้งต่อวินาทีร. บางทีมากกว่านี้. แต่ละการยุบตัวคือชั่วขณะหนึ่งของจิตสำนึก. นั่นคือทฤษฎีนี้.  (In standard quantum mechanics, that collapse needs an observer, a measurement, a proton hitting a screen. But Penrose proposed something stranger. The collapse can happen on its own. Triggered by gravity itself. By the geometry of space-time, becoming unstable when too many possibilities are held in superposition too long. Objective reduction. The universe collapsing its own wave function. With no observe required. And in your brain, across billions of microtubules, orchestrated by the structure of the neuron, these collapses happen rhythmically. 40 times a second. Maybe more. Each collapse is a moment of consciousness. That is the theory.)

แบบจำลองเสาอากาศที่สมองของคุณไม่ได้สร้างสรรค์ขึ้นมา; มันแค่ปรับหาคลื่น  (The Antenna Model your brain doesn’t create; it tunes)

          นั่นคือทฤษฎีทั้งปวง, พูดอย่างง่ายๆ.   คุณไม่ได้ถูกผลิตสร้างโดยสมอง.  ประจุสัญญาณของเซลล์ประสาทคือผลลัพธ์ที่ตามมา. ร่องรอยทางเคมีไฟฟ้าอันเชื่องช้าและคลาสสิก ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นข้างใต้นั้น. เหตุการณ์ในตัวมันเองก็เป็นการยุบตัว. ชั่วขณะของ(ฟังก์ชั่น)คลื่นความเป็นไปได้ได้กลายเป็นหนึ่งความเป็นจริงของประสบการณ์เดี่ยว, การคลี่คลายสรุปออกมานั้น, คือคุณ.40 ครั้งต่อ 1 วินาที. เป็นเวลานานเท่าๆกับที่คุณยังมีชีวิตอยู่.  (That is the whole theory, said plainly. You are not produced by the brain. The neural firing is the aftermath. The slow, classical, electrochemical wake of an event that happened underneath. The event itself is the collapse. The moment a wave of possibility becomes a single experienced reality. And that experienced reality, that resolving, is you. 40 times a second. For as long as you have been alive.)

          ถ้าเรื่องนี้ถูกต้อง, และจะมาถึงที่ว่า มันเป็นสิ่งถูกต้องหรือไม่, แล้วก็ได้หยุดคำถามที่ว่า สมองได้เป็นผู้ผลิตสร้างจิตสำนึกขึ้นมาได้อย่างไรลง. เพราะว่าสมองไม่ได้ผลิตสร้างจิตสำนึก. สมองแค่ทำการปรับแต่งหาคลื่นมัน. วิธีเดียวกับที่วิทยุปรับแต่หาสัญญาณ. วิธีเดียวกับที่เลนส์ปรับโฟกัสแสงสว่างที่ได้มีอยู่ที่นั่นแล้ว. คุณไม่ได้ถูกผลิตสร้างขึ้นมาโดยเครื่องจักร. คุณคือสัญญาณที่ถูกรับได้โดยมัน.” ประโยคนี้กำลังทำงานสำคัญเอาไว้อย่างมากมาย.  (If this is right, and we will come to whether it is right, then the question stops being how the brain produces consciousness. Because the brain doesn’t produce consciousness. The brain tunes it. The way a radio tunes a signal. The way a lens focuses light that was already there. “You are not generated by the machine. You are received by it.” That sentence is doing a lot of work.)

          ขอผมให้คุณอีกหนึ่งชั่วขณะจากชีวิตของคุณเองเพื่อที่จะทำให้แน่ใจว่ามันลงสู่พื้นได้อย่างเป็นจริง. นั่งลงกับอันนี้อย่างระมัดระวัง. คุณได้มีชั่วขณะทั้งหลาย, บางทีที่ช่วงกึ่งหลับกึ่งตื่น, บางทีในการยืนอยู่ตรงหน้าของอะไรบางอย่างที่งดงามอย่างแท้จริง. , เมื่อคุณรู้อะไรบางอย่าง, และคุณไม่สามารถเอามันออกมาเป็นคำพูดได้. ยังไม่ใช่ตอนนี้.   (Let me give you one more moment from your own life to make sure it actually lands. Sit with this one carefully. You’ve had moments, perhaps at the edge of sleep, perhaps standing in front of something genuinely beautiful, when you knew something, and you could not put it into words. Not yet.)

          ไม่ใช่เพราะว่าคำทั้งหลายนั้นยังไม่ได้มีอยู่. แต่เพราะว่าการรู้ถึงรูปร่างที่ไม่มีประโยคใดอธิบายถึงได้. คุณได้พยายามที่จะแปลมัน. แน่นอน, คุณได้ทำมัน. และประโยคอะไรก็ตามที่คุณได้ผลิตสร้างขึ้นมาก็เล็กไปกว่าการรู้นั้น. มักจะเล็กยิ่งกว่าเสมอ. ประโยคนั้นเป็นแค่ใบเสร็จ. นั่นคืออะไรที่ Orch-OR ได้อธิบายความไว้. เหตุการณ์ทั้งหลายข้างใต้คำพูดทั้งหลาย. การยุบตัวลงก่อนที่การแปลความ. ชั่วขณะที่จิตของคุณกลายมาเป็นรูปร่างหนึ่งจำเพาะ, และแล้วภาษาของคุณก็ยุ่งเหยิงสับสนภายหลังความจริงที่จะประทับตราบอกว่าอะไรได้บังเกิดขึ้น. คุณไม่ใช่ประโยคของคุณ. คุณคือสิ่งซึ่งมมาถึงก่อนพวกมัน.   (Not because the words didn’t exist. Because the knowing was a shape that no sentence could hold. You tried to translate it. Of course you did. And whatever sentence you produced was smaller than the knowing. Always smaller. The sentence was the receipt. The knowing was the event. That is what Orch-OR is describing. The event underneath the words. The collapse before the translation. The moment your mind became one specific shape, and then your language scrambled after the fact to label what had happened. You are not your sentences. You are the thing that arrives before them.)

ข้อพิสูจน์ของเกอเดิล ที่ว่าคุณไม่ใช่เครื่องจักรกล (Gödel’s proof that you are not a machine)

          นี่ไม่ใช่เนื้อหาเรื่องที่ง่าย. คุณไม่จำเป็นต้องปักหลักจัดการมันให้รู้เรื่องไปเลยในคืนนี้ก็ได้. แค่สังเกต, เมื่อคำพูดทั้งหลายวิ่งออกมา, อะไรที่เหลืออยู่. เราต้องย้อนกลับไปหาเกอเดิลกันก่อนในตอนนี้, เพราะว่านี้คือที่ซึ่งข้อโต้ค้านของเพนโรสเริ่มต้นขึ้นอย่างแท้จริง. และเมื่อใดที่คุณมองเห็นรูปร่างของมัน, คุณก็ไม่อาจมองไม่เห็นมันอีกได้.  (This isn’t easy material. You don’t have to settle it tonight. Just notice, when the words run out, what is left. We have to come back to Gödel now, because this is where Penrose’s argument actually begins. And once you see the shape of it, you can’t unsee it.)

          ในปี 1931, นักตรรกะวิทยาหนุ่มชาวออสเตรียนได้พิสูจน์บางอย่างที่นักคณิตศาสตร์ทั้งหลายคิดว่ามันเป็นไปไม่ได้. เขาได้พิสูจน์สิ่งนี้. ไม่มีสูตรคณิตศาสตร์อย่างเป็นรูปแบบทางการ, ซับซ้อนเพียงพอที่จะทำได้โดยเลขคณิตเบื้องต้น, สามารถพิสูจน์ทั้งหมดของความสัจจริงทั้งหลายได้ในภายในตัวมันเอง. จะมีข้อความทั้งหลาย, ที่เป็นความจริงอยู่เสมอ, ซึ่งระบบไม่สามารถเอื้อมไปถึงได้ด้วยกฎของตัวระบบเอง.  (In 1931, a young Austrian logician proved something mathematicians thought was impossible. He proved this. No formal system of mathematics, complex enough to do basic arithmetic, can prove all of the truths within itself. There will always be statements, true statements, that the system cannot reach by its own rules.)

นี้คือทฤษฎีบท-ความไม่สมบูรณ์, หนึ่งในผลลัพธ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในประวัติศาสตร์ความคิดของมนุษย์.  และมันส่งผลลัพธ์ที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง, คือแทบจะไม่มีใครเลยที่ได้ยินเรื่องนี้แล้วจะถูกบอกเล่าต่อ. มันหมายความว่าระบบใดของกฏทั้งหลายนั้น, อัลกอริธึมใด, โปรแกรมคอมพิวเตอร์ใด, เครื่องทัวริงใด, มีความจริงบางอย่างที่ตัวมันเอง ไม่สามารถมองเห็นได้จากภายใน. ระบบสามารถถูกบอกถึงความสัจจรนิงได้จากภายนอก, แต่มันไม่สามารถตรวจสอบยืนยันตัวมันเองได้.   (This is the incompleteness theorem12, one of the most famous results in the history of human thought. And it has a strange consequence that almost no one who hears about it ever gets told. It means any system of rules, any algorithm, any computer program, any Touring machine, has truths it cannot see from inside. The system can be told the truth from outside, but it cannot prove it. It cannot verify itself.)

12 "The incompleteness theorem" แปลเป็นภาษาไทยว่า "ทฤษฎีบทความไม่บริบูรณ์" หรือ "ทฤษฎีบทความไม่สมบูรณ์"

รายละเอียดเพิ่มเติม

  • ความหมาย: เป็นทฤษฎีทางคณิตตรรกศาสตร์ ที่คิดค้นโดย เคิร์ท เกอเดิล (Kurt Gödel) นักตรรกศาสตร์ชาวออสเตรียในปี ค.ศ. 1931
  • ใจความสำคัญ: ทฤษฎีนี้ระบุว่า ในระบบสัจพจน์ทางคณิตศาสตร์ใด ๆ ที่มีความซับซ้อนพอสมควร (เช่น ระบบที่ใช้บวกหรือคูณจำนวนนับได้) จะมี "ประพจน์หรือข้อความที่เป็นจริง" บางข้อความที่ไม่สามารถพิสูจน์ว่าเป็นจริงได้ภายในระบบนั้น ๆ ซึ่งหมายความว่าคณิตศาสตร์มีความสมบูรณ์ไม่พึ่งพากันได้ทั้งหมด (ระบบไม่สามารถพิสูจน์ความสอดคล้องของตัวเองได้)

ในตอนนี้, นี่คือการขยับเคลื่อนของเพนโรส. สิ่งหนึ่งที่ทำให้แผนกปรัชญาทั้งหลายครึ่งหนึ่งในเกิดความเดือดดาล. เพนโรสได้บอก, แต่นักคณิตศาสตร์ทั้งหลายสามารถมองเห็นความสัจจริงทั้งหลายเหล่านี้ได้. เมื่อคุณถูกแสดงให้เห็นโดยประโยคเกอเดล (Gödel statement), ประโยคหนึ่งที่บอกว่า ระบบไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจริงหรือเท็จด้วยตัวมันเอง, แต่เป็นสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนและสามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงเมื่อมองจากมุมมองภายนอกระบบ, คุณ, ที่เป็นมนุษย์, สามารถมองเห็นได้ว่ามันเป็นความสัจจริง. คุณไม่ได้ดำเนินไปตามอัลกอริธึม. คุณมองเห็นมัน. และถ้าคุณสามารถมองเห็นอะไรบาองย่างที่อัลกอริธึมไม่สามารถพิสูจน์ว่ามองเห็นได้, แล้วอะไรบางอย่างข้างในคุณก็ย่อมไม่ใช่อัลกอริธึม.   (Now, here is Penrose’s move. The one that infuriated half the philosophy departments in the world. Penrose said, but mathematicians can see those truths. When you are shown a girdle statement, a sentence the system cannot prove but that is plainly, demonstrably true from outside, you, the human, can see that it is true. You don’t run the algorithm. You see it. And if you can see something an algorithm provably cannot see, then something inside you is not an algorithm.)

          นี่คือที่ซึ่งข้อโต้ค้านมาตรฐานได้มาถึง. แต่บางทีสมองก็เป็นแค่อัลกอริธึมขนาดโตมากอันหนึ่ง. บางทีกฎทั้งหลายเป็นที่สลับซับซ้อนมากเกินไปเกินกว่าที่จะถู฿กเขียนลงไปได้, แต่พวกมันก็ยังเป็นกฎทั้งหลายอยู่. การตอบโต้ของเพนโรสนั้นสั้นชัด. ถ้าพวกมันคือกฎ, พวกมันก็ย่อมผลิตระบเป็นทางการหนึ่งขึ้น. ทฤษฎีบทของเกอเดิล ประบุกต์เข้าได้กับระบบเป็นทางการทั้งหลายทั้งหมดนั้น. ดังนั้น, ไม่ว่านักคณิตศาสตร์ไม่สามารถมองเห็นความสัจจริงทั้งหลายของเกอเดิล, ที่เป็นตรงข้ามกับประวัติศาสตร์ทั้งปวงของคณิตศาสตร์ทั้งหลาย, หรือนักคณิตศาสตร์ทั้งหลายกำลังทำอะไรบางอย่างที่ ไม่เป็น-อัลกอริธึม. (This is where the standard objection arrives. But maybe the brain is just a very large algorithm. Maybe the rules are too complex to write down, but they’re still rules. Penrose’s response is precise. If they’re rules, they generate a formal system. Gödel’s theorem applies to all formal systems. So, either the mathematician cannot see Gödel truths, which contradicts the entire history of mathematics, or the mathematician is doing something non-algorithmic.)

          อะไรบางอย่างที่ไม่ได้การทำงานของโปรแกรม. อะไรบางอย่างที่ที่ต้องการฟิสิกส์ซึ่งลงลึกไปยิ่งกว่าฟิสิกส์ของการประมวลผล. และ, นั่นคือจุดที่ส่วนของควอนตัมเริ่มไม่รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องที่เข้าใจยากเกินไปอีกต่อไป. หากฟิสิกส์แบบดั้งเดิมที่คำนวณได้, ไม่สามารถสร้างจิตที่มองเห็นความสัจจริงของเกอเดิลได้, ดังนั้นแล้ว, จิตก็ต้องทำงานอยู่บนฟิสิกส์ที่ไม่ได้เป็นแบบดั้งเดิม และไม่สามารถประมวลได้. และมีเพียงฟิสิกส์ทั้งหลายที่เรามีรซึ่งเหมาะเจาะลงตัวเข้ากันได้ก็คือควอนตัมเท่านั้น. โดยเฉพาะอย่างยิ่ง, การยุบตัว. ความไม่แน่นอน. ความไม่เป็นอัลกอริธึม. ชั่วขณะที่ไม่อาจย้อนกลับไปได้เมื่อ(ฟังก์ชั่น)คลื่นได้กลายเป็นอนุภาค.    (Something that is not the running of a program. Something that requires a physics deeper than the physics of computation. And, that is where the quantum part stops feeling like a leap. And that is where the quantum part stops feeling like a leap. If classical, computable physics cannot produce a mind that sees Gödel truths, then the mind must be running on physics that is not classical and not computable. And the only physics we have that fits is quantum. Specifically, the collapse. The non-deterministic. The non-algorithmic. The irreducible moment when the wave becomes a particle.)

ข้อวิพากษ์วิจารณ์โตที่สุด (และมันยุบตัวอย่างไร) (The biggest critique (and how it collapsed))

“การยุบตัวคือที่ซึ่งจักรวาลหยุดการประมวลผล.

และการยุบตัวคือที่ซึ่ง เพนโรส บอกว่า คุณก็มีชีวิตขึ้น.

          ที่แห่งเดียวในฟิสิกส์ทั้งหมดอย่างเป็นเอกลักษณ์ ที่ไม่มีอัลกอริทึมใดสามารถทำนายได้. การยุบตัวคือที่ซึ่งจักรวาลหยุดการประมวลผล. และการยุบตัวคือที่ซึ่ง เพนโรส บอกว่า คุณก็มีชีวิตขึ้น. ผมต้องการที่จะทำความกระจ่างชัด. นี่ไม่ได้เป็นการยุติ. (The one place, uniquely in all of physics, that no algorithm can predict. The collapse is where the universe stops computing. And the collapse is where Penrose says, you live. I want to be clear. This isn’t settled.)

          ข้อโต้ค้านต่อทฤษฎีของเกอเดิลมีช่องว่าง. ผูเคนที่ชาญฉลาดได้โต้ค้านต่อมันกันมาสามสิบปี. และข้อเท็จจริงที่ว่าฝ่ายเสียงส่วนใหญ่ยังคงต้องโต้เถียงกัน, ต่อมานานถึงสามทศวรรษนั้น, ในตัวมันเองก็เป็นสัญญาณบ่งชี้แล้ว. การโต้เถียงนั้นยังมีชีวิตอยู่.มันยังไม่ได้ยุติ. มันยังไม่ได้ถูกยกเอาไปที่เตียงนอน. (The Gödelian argument has gaps. Smart people have argued against it for thirty years. And the fact that the consensus had to keep arguing, for three decades, is itself a signal. The argument is alive. It is unsettled. It has not been put to bed. And while the philosophers have argued, the experiments have started to arrive.)

          ผมเป็นหนี้คุณถึงวิสัยทัศน์อันแข็งแรงที่สุดของการวิพากษ์วิจารณ์นี้. เพราะว่าเมื่อทฤษฎีหนึ่งรู้สึกว่างดงามแล้ว,  และในขณะที่นักปรัชญาทั้งหลายได้โต้แย้งกัน, การทดลองทั้งหลายก็ได้เริ่มต้นมีชีวิตขึ้นอีกครั้ง. มันน่าห้ามใจตัวเองให้ข้ามตอนที่มันถูกโจมตีไป, แต่ผมจะไม่ทำอย่างนั้นหรอก. ในปี 2000, นักฟิสิกส์ชื่อแมกซ์ เทตมาร์ค, บุคลิกจริงจัง, เสียงที่มีน้ำหนักน่าเชื่อถือ, ได้ตีพิมพ์การคำนวณหนึ่งออกมา. เขาได้นำสภาวะทั้งหลายในไมโครทูบูลทั้งหลายมานำเสนอ.  เขาได้ตรวจวัดอุณหภูมิของสมองมนุษย์, ที่ซึ่งทั้งอุ่น, ชื้น, และวุ่นวายเต็มไปด้วยสัญญาณไฟฟ้า. และเขาได้ถาม, ความสอดคล้องเชิงควอนตัม (Quantum coherence) จะสามารถคงอยู่ได้นานแค่ไหนในสภาพแวดล้อมนั้น? คำตอบของเขาคือเฟมโตวินาที (เศษเสี้ยววินาทีที่สั้นมากๆ) ซึ่งเร็วกว่าการรับรู้หรือการคิดทำความเข้าใจอย่างมหาศาล. การรับรู้เกิดขึ้นในระดับเสี้ยววินาที (มิลลิวินาที) ซึ่งช้ากว่าเป็นล้านล้านเท่า.     (I owe you the strongest version of the criticism. Because when a theory feels beautiful, the temptation is to skip the part where it gets attacked. I’m not going to do that. In 2000, the physicist Max Tegmark, serious figure, credible voice, published a calculation. He took the proposed quantum states in microtubules. He took the temperature of the human brain, warm, wet, electrically noisy. And he asked, how long could a quantum coherence survive in that environment? His answer was femtoseconds, far, far faster than cognition. Cognition happens on the scale of milliseconds, trillions of times slower.)

          ข้อสรุปนี้, หากคุณเชื่อตามที่เห็นที่ตรงหน้านั้น, มันก็เรียบง่าย. ความสอดคล้องทางควอนตัมในสมองนั้นเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้. Orch-OR ได้ตายไปแล้วตอนมาถึง. เป็นเวลานานที่มุมมอง (หรือความคิดเห็น) นั้นเคยเป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลาย. แล้วอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนบังเอิญที่ไม่น่าเชื่อได้บังเกิดขึ้น, ในสาขาหนึ่งที่แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง.  (The conclusion, if you took it at face value, was simple. Quantum coherence in the brain is impossible. Orch-OR was dead on arrival. For a long time, that was the prevailing view. Then something in convenient happened, in a completely different field.)

ในปี 2007, นักวิจัยค้นคว้ากลุ่มหนึ่งที่เบอร์คลีย์, นำโดยแกรห์ม เฟลมิ่ง, ได้กำพลังศึกษาถึงการสังเคราะห์แสง.วิธีที่พืชดักจับแสงแดดอย่างไรด้วยประสิทธิภาพที่เกือบจะสมบูรณ์แบบ. ไม่มีอะไรที่มนุษย์สร้างได้ใกล้เคียงเลย. และอะไรที่พวกเขาได้ค้นพบด้วยการใช้เทคนิคที่เรียกว่า สเปกโทรสโกปีอิเล็กทรอนิกส์สองมิติ ก็คือ การถ่ายทอดพลังงานในสารประกอบในเชิงซ้อนที่ใช้ในการสังเคราะห์แสงเกิดขึ้นผ่านกระบวนการความสอดพ้องกันทางควอนตัม. (Quantum Coherence) (In 2007, a research group at Berkeley, led by Graham Fleming, was studying photosynthesis. How plants capture sunlight with near-perfect efficiency. Nothing humans build comes close. And what they found using a technique called two-dimensional electronic spectroscopy13 was that the energy transfer in photosynthetic complexes14 was happening through quantum coherence.)

13 Two-dimensional electronic spectroscopy (2DES) หรือ สเปกโทรสโกปีอิเล็กทรอนิกส์สองมิติ คือ เทคนิคเลเซอร์สเปกโทรสโกปีความเร็วสูงระดับเฟมโตวินาที (femtosecond) ที่ใช้แสงในช่วงความถี่ที่มองเห็นได้ (visible range) เพื่อกระตุ้นและศึกษาการเปลี่ยนแปลงสถานะพลังงานอิเล็กตรอน ในระบบสสารควบแน่น (condensed-phase systems)

หลักการทำงานพื้นฐาน

  • การใช้พัลส์เลเซอร์: ใช้ชุดพัลส์เลเซอร์จำนวน 3 ครั้งยิงไปยังตัวอย่าง เพื่อบันทึกสัญญาณที่ตัวอย่างปล่อยออกมา
  • สเปกตรัมสองมิติ: ผลลัพธ์ที่ได้คือ กราฟสเปกตรัม 2 มิติ ที่แสดงความสัมพันธ์ระหว่างความถี่ในการกระตุ้น (excitation frequency) และความถี่ในการตรวจวัด (detection frequency)
  • เปรียบเสมือน NMR: เทคนิคนี้เปรียบได้กับ Nuclear Magnetic Resonance (NMR) ในย่านแสง (Optical analogue)

การนำไปใช้งานสำคัญ

  • ติดตามการถ่ายโอนพลังงาน: ใช้ติดตามกระบวนการถ่ายโอนพลังงานการกระตุ้น (excitation energy transfer) ในระบบสังเคราะห์ด้วยแสง
  • ศึกษาควอนตัมโคฮีเรนซ์: ตรวจสอบกระบวนการควอนตัมแบบโคฮีเรนต์และอินโคฮีเรนต์ (coherent and incoherent dynamics) ในระดับเวลาจริง
  • วิเคราะห์วัสดุนาโน: ใช้สำรวจคุณสมบัติของวัสดุนาโนและอุปกรณ์ออปโตอิเล็กทรอนิกส์ (optoelectronic devices) เช่น ควอนตัมดอท (quantum dots

14 Photosynthetic complexes (สารประกอบเชิงซ้อนที่ใช้ในการสังเคราะห์ด้วยแสง) คือ กลุ่มของโปรตีนและสารสี (Pigment-protein complexes) ที่ฝังตัวอยู่บนเยื่อหุ้มเซลล์ (เช่น เยื่อหุ้มไทลาคอยด์ในคลอโรพลาสต์ของพืช หรือเยื่อหุ้มเซลล์ของแบคทีเรียบางชนิด) ทำหน้าที่ร่วมกันในการดักจับพลังงานแสงอาทิตย์และเปลี่ยนให้เป็นพลังงานเคมีในกระบวนการสังเคราะห์ด้วยแสง [

โครงสร้างเหล่านี้ทำงานสอดประสานกันเป็นระบบ โดยสามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้:

1. ระบบแสง (Photosystems)

เป็นศูนย์กลางหลักในการทำงาน ประกอบด้วย 2 ส่วนย่อย: [1]

  • Antenna Complex (Light-Harvesting Complex): กลุ่มของสารสี เช่น คลอโรฟิลล์ และแคโรทีนอยด์ ที่ทำหน้าที่เหมือน "เสาอากาศ" คอยดักจับพลังงานแสงแล้วส่งต่อพลังงานนั้นไปยังศูนย์กลางปฏิกิริยา [1, 2]
  • Reaction Center: ศูนย์กลางปฏิกิริยาที่มีคลอโรฟิลล์ เอ ชนิดพิเศษ (เช่น P680 ใน PSII หรือ P700 ใน PSI) ทำหน้าที่รับพลังงานต่อจากเสาอากาศแล้วส่งประจุอิเล็กตรอนที่ถูกกระตุ้นเข้าสู่กระบวนการถัดไป

2. กลุ่มโปรตีนขนส่งอิเล็กตรอน (Electron Transport Complexes)

เมื่ออิเล็กตรอนหลุดออกจากระบบแสง มันจะถูกส่งผ่านกลุ่มโปรตีนเชิงซ้อนเหล่านี้เพื่อสร้างพลังงานเคมี:

  • Photosystem II (PSII): ทำหน้าที่รับแสง แตกโมเลกุลน้ำ (Photolysis) เพื่อดึงอิเล็กตรอนและปลดปล่อยแก๊สออกซิเจน
  • Cytochrome b6f complex: กลุ่มโปรตีนที่ทำหน้าที่เป็นทางผ่านของอิเล็กตรอนระหว่าง PSII และ PSI พร้อมทั้งปั๊มโปรตอน (H) เพื่อสร้างแรงดันเคมีออสโมซิส (Chemiosmosis)
  • Photosystem I (PSI): ทำหน้าที่รับแสงอีกครั้งเพื่อส่งอิเล็กตรอนไปสร้างสารพลังงานสูงอย่าง NADPH

3. เอนไซม์สร้างพลังงาน (ATP Synthase)

  • ATP Synthase complex: ถึงแม้จะไม่ใช่กลุ่มโปรตีนที่ดูดกลืนแสงโดยตรง แต่เป็นโปรตีนเชิงซ้อนที่สำคัญมาก โดยอาศัยแรงขับเคลื่อนจากการไหลผ่านของโปรตอน (ที่สะสมมาจากขั้นตอนก่อนหน้า) เพื่อนำมาสังเคราะห์พลังงานในรูปของ ATP

สรุปคือ Photosynthetic complexes เปรียบเสมือน "โรงงานผลิตไฟฟ้าขนาดจิ๋ว" บนเยื่อหุ้มเซลล์ ที่เปลี่ยนพลังงานโฟตอนจากแสงแดดให้กลายเป็นพลังงานเคมี (ATP และ NADPH) เพื่อให้พืชนำไปใช้สร้างน้ำตาลในปฏิกิริยาถัดไป

ข้างในระบบชีวอินทรีย์ที่อุ่น, เปียกที่อุณหภูมิห้อง,สภาวะทั้งหลายที่ชัดเจนซึ่งเท็จมาร์คได้บอกว่าเป็นไปไม่ได้. ใบไม้นั้นได้คิดออกมาได้ว่า อย่างไรที่จะรักษา(ฟังก์ชั่น)คลื่นเกิดการยุบตัว. ใบไม้นั้นได้คิดออกว่า จะคิดอย่างไรเป็นเชิงกลไกควอนตัมที่อุณหภูมิห้องในน้ำ. ถ้าใบไม้สามารถทำมันได้, ทำไมสมองเราจะทำไม่ได้? (Inside a warm, wet biological system at room temperature, the exact conditions Tegmark said were impossible. The leaf had figured out how to keep the wave from collapsing. The leaf had figured out how to think quantum mechanically at room temperature in water. If a leaf can do it, why not a brain?)

การศึกษาในปี 2024 ที่เปลี่ยนแปลงการโต้วาที (The 2024 study that changes the debate)

          และแล้ว 2024 ก็ได้บังเกิดขึ้น. กลุ่มวิจัยค้นคว้าที่เวลลิ์สลีย์ คอลเลจนำโดย ไมค์ วีสต์ได้ดำเนินการทดลองหนึ่ง. ทำในวงจำกัด, อย่างรอบคอบ, และมีการควบคุมที่รัดกุม. พวกเขาใช้หนูทดลองทั้งหลาย. พวกเขาแบ่งพวกมันเป็นสองกลุ่ม. หนึ่งกลุ่มได้ยาที่ชื่อ อีโพธิอโลน บี, สารประกอบที่จับกับไมโครทูบูลและทำให้พวกมันมีความเสถียร.   (And then 2024 happened. A research group at Wellesley College led by Mike Wiest ran an experiment. Small, careful, properly controlled. They took rats. They divided them into two groups. One group got a drug called epothilone B15, a compound that binds to microtubules and stabilizes them. Then they exposed both groups to anesthetic gas, and they measured how long it took each rat to lose consciousness. If consciousness has nothing to do with microtubules, as the standard theory has insisted for decades, stabilizing the tubes should have no effect.)

          15 Epothilone B (อิโพทิโลน บี) คือ สารผลิตภัณฑ์ธรรมชาติกลุ่มหนึ่งที่ได้จากแบคทีเรียในกลุ่มมิกโซแบคทีเรีย (Myxobacteria) เช่น Sorangium cellulosum และจัดเป็นยาต้านมะเร็ง (Antineoplastic/Anticancer drug)

ข้อมูลสำคัญ

  • กลไกการออกฤทธิ์: ช่วยเพิ่มความเสถียรของไมโครทูบูล (Microtubule stabilizer) ป้องกันไม่ให้เซลล์มะเร็งแบ่งตัว ทำให้เซลล์มะเร็งตายในที่สุด (Apoptosis)
  • จุดเด่น: มีฤทธิ์แรงกว่า Epothilone A และยีนต้านมะเร็งอย่าง Paclitaxel (Taxol) ละลายน้ำได้ดีกว่า และมีประสิทธิภาพในการจัดการกับเซลล์มะเร็งที่ดื้อยาหลายชนิด

          หนูทั้งหลายที่ได้รับอีโพธิโลนใช้เวลา, ในค่าเฉลี่ย, 69 วินาทีนานขึ้นกว่าที่จะหมดสติ. สิ่งสำคัญเชิงสถิติ. ผลกระทบขนาดใหญ่. ยานั้นที่เข้าไปปกป้องให้กับไมโครทูบูลก็ยังปกป้องจิตสำนึกด้วยเช่นกัน. นี้เป้นหนึ่งการศึกษาในหนึ่งสายพันธุ์ด้วยหนึ่งตัวยา.  (The rats given epothilone took, on average, 69 seconds longer to become unconscious. Statistically significant. A large effect size. The drug that protects microtubules also protects consciousness. This is one study in one species with one drug.)

ผมไม่ได้บอกกับคุณถึงเรื่องข้อพิสูจน์ชของOrch-OPR. ผมกำลังบอกคุณถึง การทำนายที่เพนโรสและฮาเมรอฟฟ์เคยคาดการณ์ไว้เมื่อหลายทศวรรษก่อน เริ่มได้รับการยืนยันจากการทดลองในห้องปฏิบัติการแล้ว. ทฤษฎีนั้นไม่ได้เป็นเพียงเชิงปรัชญาล้วน ๆอีกต่อไป. มันกำลังสัมผัสได้กับการทดลอง. และในสาขาที่ได้ถูกคาดหมายว่าได้ฝังทฤษฎีนี้ลงไปแล้วเมื่อ 25 ปีที่ก่อน, ก็กำลังเปิดแฟ้มเรื่องนี้ใหม่อีกครั้ง. ซึ่งก็ทิ้งคำถามหนึ่งไว้ให้กับเรา, และมันไม่ใช่อันเล็กๆเลย. ผมไม่สามารถบอกกับคุณได้ว่าเพนสราได้พูดไว้ถูกต้อง.  (I am not telling you Orch-OR is proven. I’m telling you the prediction Penrose and Hameroff made decades ago has begun to be confirmed at the bench. The theory is no longer purely philosophical. It is making contact with experiment. And the field that was supposed to have buried this theory 25 years ago is quietly reopening the file. Which leave us with one question, and it is not a small one. I cannot tell you Penrose is right.)

ทฤษฎีนั้นไม่ได้ถูกพิสูจน์, คณอิตศาสตร์นั้นยังคงถูกประกวดประชัน, การทดลองนั้นยังเริ่มแรกอยู่, แต่ผมสามารถบอกคุณได้ว่าอะไรคือเดิมพัน, และผมสามารถบอกกับคุณได้เว่าอะไรเปลี่ยนถ่ายไปข้างในคุณ เมื่อปล่อยยอมให้ความเป็นไปได้เป็นจริงสำหรับชั่วขณะหนึ่ง. ถ้าเพนโรสพูดถูก, แม้ว่าจะเป็นบางส่วน, แล้วภาพนั้นที่คุณได้รับมาเมื่อตอนอายุ 15 นั้นเป็นสิ่งผิด. คุณไม่ใช่อัลกอริธึมที่ดำเนินการอยู่บนฮาร์ดแวริ์เปียกๆ. คุณไม่ใช่อุบัติ้หกตุทางเคมีที่ได้ตื่นขึ้นมา. คุณไม่ได้เป็นเครื่องคำนวณที่ได้เรียนรู้ที่จะรู้สึก. คุร๕ฮฏษณญูฐ๖ซผ๘ฮ.ฤ.ฏื๙ฯ๕,ฯป(The theory is unproven, the mathematics is still contested, the experiments are early, but I can tell you what is stake, and I can tell you what shifts inside you when let the possibility be real for one minute. If Penrose is right, even partially, then the picture you were handed at age 15 is wrong. You are not an algorithm running on wet hardware. You are not a chemical accident that woke up. You are not a calculation that learned to feel. You are the collapse.)

 

          ชั่วขณะที่จักรวาลแห่งความเป็นไปได้ได้คลี่คลายมาสู่หนึ่งความเป็นจริงจำเพาะ, 40 ครั้งใน 1 วินาที, เป้นเวนานเท่าที่คุณได้มีชีวิต. สมองนั้นไม่ได้ผลิตสร้างคุณขึ้นมา. สมองเป็นแค่เสาอากาศ, เครื่องมือในการปรับแต่หาคลื่นสัญญาณมาโดยหลายล้านปีของวิวัฒนาการที่จะรับสัญญาณที่บังเกิดขึ้นมาเป็นคุณได้. นี้ไม่ใช่เรื่องทางศาสนา. ผมต้องการทำให้กระจ่างชัด. นี้ไม่ใช่ข้อสรุปทางอภิปรัชญาที่มาดิ้นรนอยู่ภายใต้ชุดแต่งกายของวิทยาศาสตร์. ทฤษฎีนั้นสามารถยังคงเป้นที่ผิด.  (The moment a universe of possibility resolves into one specific reality, 40 times a second, for as long as you have been alive. The brain is not generating you. The brain is the antenna, the instrument tuned by millions of years of evolution to receive the kind of signal that you happen to be. This is not religion. I want to be clear. This is not a metaphysical conclusion smuggled in under scientific dress. The theory could still be wrong.)

          การทดลองต่างๆ อาจจะยังคงล้มเหลวในการทำซ้ำ. คณิตศาสตร์นั้นยังคงสามารถหาช่องว่างได้อยู่. แต่บางอย่างได้เปลี่ยนแปลงไปในห้าปีสุดท้ายที่ผ่านมา. การสนทนานั้นได้ถูกขับเคลื่อน. นักฟิสิกส์เคร่งครัดทั้งหลายไม่ได้หัวเราะกันอีกต่อไปกับคำถามนั้น. นักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาที่เคร่งครัดทั้งหลายไม่ได้สมมติว่าสมองคือคอมพิวเตอร์ชนิดเปียกอีกต่อไป. ปัญหายากหนักหนาของจิตสำนึก”, ที่ได้ถูกคาดหมายว่าจะคลี่คลายปัญหาได้ในภายใต้ขจ้อมูลที่มากขึ้น, ได้ถูกปฏิเสธที่จะคลี่คลาย. มันไดแป็นที่ยากหนักนายิ่งขึ้นไปอีก.  (The experiments could still fail to replicate. The mathematics could still find its gap. But something has changed in the last five years. The conversation has moved. Serious Physicists no longer laugh at the question. Serious neuroscientists no longer assume the brain is a wet computer. “The hard problem of consciousness”, which was supposed to dissolve under more data, has refused to dissolve. It has gotten harder.)

       และในช่องว่างนั่นที่ปแบบจำลองมาตรฐานได้ทิ้งให้เปิดอยู่, ในคำอธิบายที่ขาดหายไปว่าทำไมบางสิ่งบางอย่างจึงเหมือนกับการเป็นคุณ, ทฤษฎีของเพนโรสที่ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นโดยการสมมติเอาในสิ่งที่ตนพยายามที่จะอธิบาย. นั่นไม่ใช่ไม่มีอะไรเลย. นั่นคือสิ่งที่คุณสามารถคาดหวังได้มากที่สุดแล้วจากทฤษฎีที่อยู่ในระดับแนวหน้า. คิดถึงอะไรที่สิ่งนี้หมายถึงสิ. จากคำถามใคร่รู้ที่มีมานาน, อันที่ไม่มีใครได้ถามกันอย่างซื่อตรง, ว่า อะไรบังเกิดขึ้นเมื่อเสาอากาศหยุดทำงาน?  (And in the gap that the Standard Model has left open, in the missing explanation for why there is something it is like to be you, Penrose’s theory is the only theory that does not begin by assuming the very thing it is trying to explain. That is not nothing. That is the most you can ask of a theory at the frontier. Think about what this means. For the long, anxious question, the one nobody asks honestly, what happens when the antenna stop working?)

          แบบจำลองมาตรฐานได้บอกว่า, แสงได้ดับลง. การแสดงจบ. และนั่นอาจจะยังคงเป็นเรื่องสัจจริง. ผมไม่ได้กำลังทำการกล่าวอ้างเชิงอภิปรัชญาในที่นี้. แต่แบบจำลองเสาอากาศนี้ได้ทิ้งคำถามเปิดไว้อย่างแท้จริง. ในทางหนึ่ง, แบบจำลองเรื่องคอมพิวเตอร์เปียกไม่เคยใช้การได้. เพราะว่าถ้าสมองนั้นกำลังรับอะไรมากไปกว่าการผลิตสร้าง, แล้วคำถามที่ว่า อะไรบังเกิดขึ้นต่อจิตสำนึก เมื่อตัวรับสัญญาณล้มเหลวลง, ไม่ได้เป็นคำถามเชิงโวหารอีกต่อไป. มันเป็นเรื่องเชิงประจักษ์.   (The Standard Model says, when the brain dies, the lights go off. The show is over. And that may still be true. I am not making a metaphysical claim here. But the Antenna Model leaves the question genuinely open. In a way, the wet computer model never did. Because if the brain is receiving rather than generating, then the question of what happens to consciousness when the receiver fails is no longer rhetorical. It is empirical.)

       และนั่นคือคำถามเดียวกันกับที่เรื่องเล่าจากประสบการณ์เฉียดตายหลายพันเรื่อง—ซึ่งเคยถูกปัดตกไปว่าเป็นแค่ภาพหลอนมานานหลายทศวรรษ,ได้เรียกร้องอย่างเงียบๆ ให้สาขาด้านนี้พิจารณาอย่างจริงจัง. ผมไม่ได้กำลังบอกให้คุณเชื่องเรื่องเหล่านั้น. ผมกำลังบอกกับคุณว่า, ถ้ากรอบโครงงานของเพนโรสยึดถือไว้, พวกมันก็กลายเป็นยากหนักหนายิ่งขึ้นที่จะทำพลาดหล่นไปจากมือได้. กรอบโครงงานนั้นไม่ได้พิสูจน์พวกมัน. มันเปลี่ยนแปลงประเด็น.คุณไม่ไกด้เคยเป็นเครื่องจักรกล. คุณอาจจะได้ใช้เวลามาทั้งหมดของชีวิตคุณกับการถูกบอกมาเช่นนั้น.  คุณอาจจะได้ใช้เวลายาวนานมาตลอดชีวิตในการที่จะพยายามเป็นอะไรอื่น. ที่สมเหตุสมผลยิ่งกว่า. ที่มีความเป็นลำดับขั้นตอนมากขึ้น.  เหมือนกับบรรทัดโค้ดที่สะอาดเรียบร้อยมากยิ่งขึ้น. การระงับเสียงที่ปรากฏขึ้นก่อนการวิเคราะห์.   (And it is exactly the question several thousand near-death experience accounts, dismissed as hallucinations for decades, have been quietly asking the field to take seriously. I am not telling you to believe those accounts. I am telling you that, if Penrose’s framework holds, they become harder to dismiss out of hand. The framework doesn’t prove them. It changes the terms. You were never a machine. You may have spent your whole life being told otherwise. You may have spent your whole life trying to be otherwise. More rational. More sequential. More like a clean line of code. Suppressing the voice that arrives before the analysis.)

          การไม่ไว้วางใจความรู้ที่มาถึงก่อนเวลา. ถ้าเพนโรสพูดถูกแม้แค่บางส่วน, เสียงนั้นก็ไม่ใช่เสียงรบกวน. การรู้นั้นไม่ใช่ความอ่อนแอ. มันเป็นส่วนหนึ่งของคุณที่ตามความเป็นจริงกำลังทำการคิด. ทุกอย่างอื่นเป็นใบเสร็จ. ดังนั้น, หนึ่งคำถามสุดท้าย. ผมจะไม่ตอบมันเพื่อคุณ. ที่ว่า จอิตสำนึกคืออะไรบางอย่างที่สมองผลิตสร้างขึ้นมาหรือ? หรือว่าจิตสำนึกเป็นอะไรบางอย่างที่สมองได้ปรับแต่งหาสัญญาณคลื่นกับมัน?   (Distrusting the knowing that arrives before the words. If Penrose is even partially right, that voice is not noise. That knowing is not weakness. It is the part of you that is actually doing the thinking. Everything else is the receipt. So, one last question. I will not answer it for you. Is consciousness something the brain produces? Or is consciousness something the brain tunes into?)

คำตอบนี้จะเปลี่ยนทุกสิ่งทุกอย่าง, และการที่เรายังไม่รู้ว่าความจริงคือข้อไหน อาจเป็นประโยคที่สำคัญที่สุดในวิทยาศาสตร์ยุคใหม่. แสดงความคิดเห็นบอกให้ผมรู้หน่อยว่าคุณคิดยังไงด้านล่างนี้. ผม Codex Origin ยังแปลกอยู่ครับ.   (The answer changes everything, and the fact that we don’t yet know which one is true maybe the most important sentence in modern science. Tell me what you think in the comments below. I’m Codex Origin. Stay Strange.)

 https://youtu.be/EaXZw_SRUWU?si=7uvDvqvDW7r_U9qq

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น