เอ็ดมันด์ ฮุสเสิร์ล - จิตสำนึก ไม่ได้อยู่ที่ข้างในหัวของคุณ
Consciousness Is Not Inside Your Head (Edmund Husserl)
https://youtu.be/4kqbT-p2FSM?si=pLwqWYiywZX-OEPO
** เอ็ดมุนด์
ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl, ค.ศ. 1859–1938) เป็นนักปรัชญาชาวเยอรมันเชื้อสายออสเตรีย และได้รับการยกย่องว่าเป็น
"บิดาแห่งสำนักปรากฏการณ์วิทยา" (Phenomenology)
แนวคิดและหลักการสำคัญของฮุสเซิร์ล
- ปรากฏการณ์วิทยา
(Phenomenology): คือการศึกษาประสบการณ์ที่มนุษย์รับรู้ด้วยจิตสำนึก (Consciousness)
ในมุมมองบุคคลที่หนึ่ง โดยมุ่งกลับไปหา "สิ่งนั้นๆ
เองตามที่มันปรากฏ" (To the things themselves) โดยไม่ดึงอคติ
ทฤษฎี หรือความเชื่อเดิมมาตัดสิน
- การแขวนหรือละวางความเชื่อ
(Bracketing
/ Epoché): วิธีการทางปรัชญาที่ให้เรา
"พัก" หรือ "ระงับ" การตัดสินใจว่าโลกภายนอกมีอยู่จริงหรือไม่
เพื่อจะเพ่งพินิจไปที่โครงสร้างของการรับรู้ภายในจิตสำนึกล้วนๆ
- เจตจำนงหรือความมุ่งหมาย
(Intentionality): แนวคิดที่รับมาจาก ฟรานซ์ เบรนตาโน (Franz Brentano) ซึ่งอธิบายว่า จิตสำนึกของมนุษย์ไม่เคยอยู่โดดเดี่ยว แต่มัน
"พุ่งไปหา" หรือ "เกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างเสมอ" (เช่น
จิตสำนึกต้องคิดถึงบางสิ่ง กลัวบางสิ่ง หรือต้องการบางสิ่ง)
- โลกแห่งชีวิต
(Life-world
/ Lebenswelt): โลกสามัญธรรมดาที่มนุษย์สัมผัสและใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันก่อนที่มันจะถูกจัดระเบียบหรืออธิบายด้วยวิทยาศาสตร์
ผลงานและอิทธิพลต่อวงการปรัชญา
- ผลงานสำคัญ:
เช่น Logical
Investigations (1900–1901) และ Cartesian
Meditations (1931)
- ลูกศิษย์และผู้สืบทอดแนวคิด:
แนวคิดของเขาได้ต่อยอดและทรงอิทธิพลอย่างมากต่อนักปรัชญารุ่นหลัง เช่น
มาร์ติน ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger), มอริซ เมอร์โล-ปองตี (Maurice
Merleau-Ponty), ฌอน-โปล ซาร์ตร์ (Jean-Paul Sartre) รวมถึงในทางสังคมวิทยาอย่าง อัลเฟรด ชุตส์ (Alfred Schütz
สมมติฐานของนักวัตถุนิยม (The
materialist assumption)
มีสมมติฐานอย่างหนึ่งที่ฝังลึกอยู่ในวิธีคิดของวัฒนธรรมยุคปัจจุบันเกี่ยวกับจิต
ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่าตนเองกำลังเชื่อแบบนั้นอยู่. สมมติฐานนั่นก็อันนี้: จิตสำนึกคืออะไรบางอย่างที่บังเกิดขึ้นข้างในคุณ. โรงละครส่วนตัวในหัวกะโหลกของคุณ
ที่ซึ่งสมองของคุณผลิตสร้างภาพตัวแทนของโลกภายนอก ที่คุณไม่เคยได้สัมผัสมันโดยตรงเลย. (There
is an assumption so embedded in how in how modern culture thinks about mind
that most people have never noticed they are making it. The assumption is this:
consciousness is something that happens inside you. Private theater in your
skull where your brain produces representations of an external you never
directly touch.)
คุณมองเห็นลูกแอปเปิลเพราะว่าดวงตาของคุณได้ส่งสัญญาณทั้งหลายไปยัง
เปลือกสมองส่วนรับภาพของคุณ, ที่ซึ่งผลิตสร้างประสบการณ์รับรู้ของ ความเป็น-แอปเปิลข้างในหัวของคุณ.
แอปเปิลที่คุณเห็นนั้นไม่ใช่เป็นแอปเปิล. มันเป็นแบบจำลองที่สมองนั้นก่อสร้างขึ้น.
โลกความจริงอยู่ที่ข้างนอกนั่น. คุณอยู่ในที่นี่.
และช่องห่างระหว่างทั้งสองนั้นก็คือ ที่ซึ่งทั้งหมดของปัญหาหนักยากนักหนาเชอิงปรัชญาทั้งหลายมีชีวิตอยู่.
(You
see the apple because your eyes send signals to your visual cortex, which
generates an experience of apple-ness inside your head. The apple you see is
not the apple. It is a model the brain constructed. The real world is out
there. You are in here. And the gap between the two is where all the hard
philosophical problems live.)
คำนำสู่
ปรากฏการณ์วิทยา (Introduction to phenomenology1)
เอ็ดมันด์
ฮุสเสิร์ล ได้มองดูที่ภาพนี้และโต้ค้านว่า มันได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความสับสนระดับรากฐาน.
อันหนึ่งที่ปรัชญาและวิทยาศาสตร์ถูกนำไปผิดฟมาตั้งแต่ เดส์การิ์ตส์.
และนั่นคือ และมีเพียงการหันมาใส่ใจอย่างจริงจังกับโครงสร้างของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น
จึงจะช่วยแก้ไขให้ถูกต้องได้. (Edmund Husserl looked at this
picture and argued that it based on a fundamental confusion. One that had
misled philosophy and science since Descartes2. And
that only rigorous attention to the actual structure experience could correct.)
1 Phenomenology
หรือ ปรากฏการณ์วิทยา คือ กระแสความคิดและวิธีการทางปรัชญาที่มุ่งศึกษาและทำความเข้าใจ
"ประสบการณ์ทางจิตสำนึก" ของมนุษย์ตามที่ปรากฏขึ้นจริง โดยละทิ้งอคติ
ข้อสมมติฐาน หรือคำอธิบายเชิงวิทยาศาสตร์แบบเดิม
แล้วมองสิ่งที่เกิดขึ้นผ่านมุมมองของผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรง
แนวคิดและหลักการสำคัญ
- กลับสู่สิ่งต่างๆ
ด้วยตัวมันเอง (Zu den Sachen selbst): คำขวัญหลักที่ต้องการให้ศึกษาปรากฏการณ์ตรงหน้าอย่างซื่อสัตย์ที่สุด
ปราศจากการครอบงำด้วยทฤษฎีภายนอก
- เจตจำนงหรือการมุ่งไปสู่เป้าหมาย
(Intentionality): แนวคิดที่ว่าจิตสำนึกของมนุษย์จะไม่ว่างเปล่า แต่มันจะ
"พุ่งไปสู่วัตถุหรือเรื่องราวใดเรื่องหนึ่งเสมอ" เช่น
การคิดต้องคิดถึงบางสิ่ง หรือการกลัวต้องกลัวเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
- การระงับความเชื่อ
(Epochē): การพักหรือแขวนข้อสมมติฐานเกี่ยวกับความจริงภายนอกไว้ชั่วคราว
เพื่อสำรวจว่าประสบการณ์และความหมายนั้นก่อตัวขึ้นในจิตใจอย่างไร
2 Descartes
– เดส์การ์ตส์ เป็นชื่อเฉพาะ หมายถึง เรอเน เดส์การ์ตส์ (René
Descartes) นักปรัชญา, นักคณิตศาสตร์
และนักวิทยาศาสตร์ ชาวฝรั่งเศส
ประวัติและผลงานสำคัญ
- บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่:
ได้รับการยกย่องเพราะเปลี่ยนแนวคิดการหาความจริงโดยเน้นเหตุผล (Rationalism)
- เจ้าของวลี
"ฉันคิด ฉันจึงมีอยู่": หรือในภาษาละตินว่า "Cogito,
ergo sum" หมายถึงการใช้ความคิดพิสูจน์การมีอยู่ของตัวตน
- ผู้ให้กำเนิดเรขาคณิตวิเคราะห์:
เชื่อมโยงพีชคณิตและเรขาคณิตเข้าด้วยกัน จนเกิดเป็นระบบพิกัดคาร์ทีเซียน (Cartesian
coordinate system) ที่ใช้แกน X และแกน Y
ในปัจจุบัน
ฮุสเสิร์ลเกิดที่
โมราเวีย ปี 1859, ได้รับการฝึกฝนมาด้านคณิตศาสตร์, หันมายังด้านปรัชญาในตอนวัย
30 ของเขา, และใช้เวลาที่เหลือของอาชีพอันยาวนานของเขาไปในการพัฒนาวิธีการที่เขาเรียกว่าปรากฏการณ์วิทยา,
การวิเคราะห์อย่างเป็นระเบียบขั้นตอนในเรื่องจิตสำนึกจากด้านใน. การตรวจสอบอย่างชัดเจนว่าอะไรเป็นประสบการณ์รับรู้
มากกว่าที่จะเป็นอะไรซึ่งด้านฟิสิกส์ได้บอกว่ามันต้องเป็น. เขาเป็นผู้ก่อตั้งแนวคิดที่ได้ผลิตสร้างนักคิดอย่างไฮเด็กเกอร์,
แมร์โล-ปองตี, ซาตริ์ และลาวินาส. และอิทธิพลของเขาในยุค
ศตวรรษที่ 20 แทบไม่มีใครคิดแบบนี้ได้เลย
นอกเสียจากว่าพวกเขาจะเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ เท่านั้น. (He was born in Moravia in 1859,
trained in mathematics, turned to philosophy in his 30s, and spent the rest of
his long career developing the method he called phenomenology. A disciplined
analysis of consciousness from the inside. Examining exactly what experience
rather than what physics says it must be. He founded the tradition that
produced Heidegger, Merleau-Ponty, Satre, and Levinas3. And
his influence on 20th century thought is matched by almost nobody who
is not a household name.)
3 Merleau-Ponty,
Sartre และ Levinas คือ 3 นักปรัชญาชาวฝรั่งเศสผู้มีอิทธิพลอย่างสูงในศตวรรษที่ 20 โดยทั้งสามคนจัดอยู่ในกลุ่มแนวคิด ปรากฏการณ์วิทยา (Phenomenology)
และ อัตถิภาวนิยม (Existentialism) ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์การรับรู้ของมนุษย์ การมีอยู่
และความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับสิ่งรอบตัว
แม้จะมีพื้นฐานความสนใจที่ใกล้เคียงกันและอยู่ในยุคสมัยเดียวกัน
แต่แต่ละคนมีจุดเน้นและแนวคิดที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดังนี้ครับ
1. ฌ็อง-ปอล ซาทร์ (Jean-Paul Sartre)
- จุดเน้นสำคัญ:
เสรีภาพอย่างสมบูรณ์แบบและความรับผิดชอบของมนุษย์
- แนวคิดหลัก:
ซาทร์เป็นผู้นำของลัทธิอัตถิภาวนิยม (Existentialism) เขามองว่า
"การมีอยู่มาก่อนแก่นสาร" (Existence
precedes essence) หมายความว่ามนุษย์เกิดมาโดยไม่มีเป้าหมายหรือโชคชะตาที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า
เรามีเสรีภาพอย่างเต็มที่ในการเลือกที่จะเป็น
และต้องรับผิดชอบต่อผลจากการเลือกของตัวเอง 100%
2. โมริส แมร์โล-ปงตี (Maurice
Merleau-Ponty)
- จุดเน้นสำคัญ:
ร่างกายและการรับรู้ทางประสาทสัมผัส
- แนวคิดหลัก:
เขาพัฒนาแนวคิดปรากฏการณ์วิทยาโดยเน้นเรื่อง "ร่างกายเชิงประสบการณ์" (The Lived Body) แมร์โล-ปงตีมองว่ามนุษย์ไม่ได้รับรู้โลกผ่านแค่ความคิดหรือสมอง
(แบบที่ซาทร์หรือเดส์การ์ตส์คิด)
แต่เราเข้าใจโลกผ่านประสบการณ์ทางร่างกายและการเคลื่อนไหว
ร่างกายไม่ใช่แค่สิ่งวัตถุ แต่เป็นสื่อกลางหลักที่ทำให้เราเชื่อมต่อกับโลก
3. แอมานุแอล เลวีนัส (Emmanuel Levinas)
- จุดเน้นสำคัญ:
จริยธรรมและความสัมพันธ์กับ "ผู้อื่น"
- แนวคิดหลัก:
เลวีนัสฉีกแนวออกจากนักปรัชญาคนอื่นๆ โดยยกให้ จริยธรรม (Ethics) เป็นปรัชญาขั้นสูงสุด (First Philosophy) เขามุ่งเน้นไปที่ความสัมพันธ์ระหว่าง
"ตัวเรา" กับ "ผู้อื่น" (The
Other) โดยมองว่าเมื่อเราเผชิญหน้ากับความทุกข์หรือ
"ใบหน้า" (The Face) ของผู้อื่น
เราจะเกิดความรับผิดชอบอย่างไม่มีเงื่อนไขที่จะต้องดูแลและไม่ทำร้ายพวกเขา
แนวความคิด
เรื่อง ความตั้งใจอย่างมีเป้าหมาย (The concept of intentionality)
จุดเริ่มต้นของเขาก็คือแนวความคิดที่เขาเรียกว่า
ความตั้งใจอย่างมีเป้าหมาย. ไม่ใช่ความตั้งใจในแง่ธรรมดาปกติของความหมายถึงการจะทำอะไรบางอย่าง.
แต่เป็นรูปลักษณ์โครงสร้างของจิตสำนึก ที่จิอตสำนึกทั้งหมดคือจิตสำนึกของอะไรบางอย่าง.
คุณไม่สามารถมีสำนึกของจิตได้โดยปราศจากการมีสำนึกจแองจิตต่ออะไรบางอย่าง.
จิตสำนึกจึงเป็นที่มักจะเอื้อมออกไปเสมอ, เป็นอย่างทางตรงเสมอ,
มักจะโพ้นเลยตัวมันเองไปยังวัตถุเป้าหมายนั้น. (His starting point is a concept
he called intentionality. Not intention in the ordinary sense of meaning to do
something. But the structural feature of consciousness that all consciousness
is consciousness of something. You cannot be conscious without being conscious
of something. Consciousness is always reaching, always directed, always beyond
itself toward an object.)
ไม่มีสิ่งใดที่เรียกว่าประสบการณ์ที่ไม่มีเนื้อหา,
หรือประสบการณ์ที่เป็นเพียงแค่ประสบการณ์เปล่า ๆ โดยไม่มีสิ่งอื่นใดเลย. ประสบการณ์รับรู้มักจะเป็นประสบการณ์ของอะไรบางอย่าง,
สีแดงของผลแอปเปิล, เสียงของดนตรี, ความหมายของประโยคหนึ่ง,
ใบหน้าของบุคคลผู้อื่นอีก. สิ่งนี้ดูเหมือนแน่ชัดจนกระทั่งคุณมองเห็นอะไรที่มันบอกถึงอะไร.
ภาพ-ข้างใน-สมองหนึ่งสมมติจิตสำนึกว่าเป็นสิ่งหนึ่ง, กระบวนการหนึ่ง
หรือสภาวะที่บังเกิดข้างหัวกะโหลกหนึ่ง และแล้วได้แสดงเสนออกมาเป็นโลกภายนอก (There is no such thing as
experience that has no content, experience that is simply experience and nothing
else. Experience is always experience of something, the red of the apple, the
sound of music, the meaning of a sentence, the face of another person. This seems
obvious until you see what it implies. The inside-a-brain picture assumes consciousness
is a thing, a process or state that happens inside a skull and then represents
the external world.)
จิตสำนึก
เป็นเช่น ความสัมพันธ์ (Consciousness as relation)
การวิเคราะห์ของฮุสเสิร์ลเผยให้เห็นว่าจิตสำนึกนั้นไม่ได้เป็นสิ่งใดเลย,
เป็นความสัมพันธ์, ความสัมพันธ์ของตัวตนต่อโลก. คุณไม่สามารถแยกจิตสำนึกออกไปจากวัตถุของมัน
และยังคงมีจิตสำนึกอยู่. คุณไม่สามารถมีประสบการณ์รับรู้ของสีแดงได้โดยปราศจากความเป็นสีแดง.
คุณไม่สามารถมีการตระหนักรับรู้ได้โดยปราศจากสิ่งที่ถูกรับรู้. (Husserl’s analysis reveals that
consciousness is not a thing at all. Is a relation, the relation of a subject
to a world. You cannot separate consciousness from its object and still have
consciousness. You cannot have experience of red without the redness. You
cannot have perception without the perceived.)
จิตสำนึกไม่ได้ผลิตสร้างภาพแทนเสนอทั้งหลายของโลก.
มันคือการเปิดออกของตัวตนหนึ่งไปสู่โลก, ความสัมพันธ์รากฐานที่อยู่ก่อนการแบ่งแยกออกเป็นภายในกับภายนอก.
ตัวตนกับวัตถุ.แอปเปิลไม่ได้เป็นแบบจำลองหนึ่งข้างในหัวของคุณ.
ประสบการณ์รับรู้คือแอปเปิลนั้นกำลังแสดงปรากฏตัวมันเองต่อคุณ.
โลกไม่ได้อยู่เบื้องหลังผ้าคลุมของภาแทนเสนอทั้งหลายนั้น.
ในอยู่ที่ตรงนี้ในโครงสร้างของประสบการณ์รับรู้ของคุณ เป็นเช่นสิ่งที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องอยู่ด้วยไปกับจิตสำนึกของคุณ. (Consciousness does not produce
representations of the world. It is the opening of a subject toward the world,
a fundamental relatedness that precedes any division into inner and outer, subject
and object. The apple is not a model inside your head. Your experience is the
apple presenting itself to you. The world is not behind a veil of
representations. It is right here in the structure of your experience as the
correlate of your consciousness.)
สิ่งนี้ทำลายภาพแบบสสารนิยมจากภายใน
โดยไม่ได้ปฏิเสธต่อวิทยาศาสตร์. มันแสดงว่าภาพของนักวัตถุนิยมนั้นได้ถูกสร้างขึ้นอยู่กับการหลงผิดในเชิงแยกแยะพิจารณาแบ่งประเภท,
การปฏิบัติต่อความสัมพันธ์ระหว่างจิตสำนึกกับโลก
ราวกับว่ามันเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในสิ่งหนึ่งที่มีความสัมพันธ์ต่อกันนั้น. (This
dismantles the materialist picture from within and not by denying science. It
shows that the materialist picture is built on a category error, treating the
relation of consciousness to world as if it were a process inside one of the
relata.)
โลก-ชีวิต
และวิกฤตการณ์ (The life world and crisis)
สมองนั้นเป็นส่วนหนึ่งของโลกที่จิตสำนึก
เปิดออกออกไปสู่. มันไม่ใช่ภาชนะที่จิตสำนึกได้ถูกผลิตสร้างขึ้นในนั้น. การที่จะอธิบายถึงจิตสำนึกโดยชี้ไปที่สมอง
ก็คือการที่จะอธิบายถึงดวงตาโดยชี้ไปที่อะไรที่มันมอง. สมองคือหนึ่งในสิ่งทั้งหลายที่จิตสำนึกมีสำนึกรับรู้ถึง.
มันไม่ใช่สิ่งที่จิตสำนึกเป็น. (The brain is part of the world
that consciousness opens onto. It is not the container in which consciousness
is generated. To explain consciousness by pointing at the brain is to explain
the eye by pointing at what it sees. The brain is one of the things
consciousness is conscious of. It is not the thing consciousness is.)
งานในยุคหลังของฮุสเสิร์ลได้ลงไปลึกในเรื่องนี้ยิ่งขึ้น
ในทางที่ไม่เคยถูกดูดซับรับได้อย่างเต็มที่โดยปรัชญาหรือวิทยาศาสตร์กระแสหลัก. ในวิกฤตการณ์ของวิทยาศาสตร์ทั้งหลายของยุโรป,
ถูกเขียนขึ้นในปี 1930, เมื่อฮุสเสิร์ลอยู่ในตอนปลายอายุ 70 ของเขา, ได้ถูกห้ามนำเข้าจากห้องสมุดโดยพวกนาซีทั้งหลาย,
เขาได้พัฒนาแนวความคิดของโลกด-ชีวิตขึ้นมา, Lebenswelt - โลกแห่งชีวิต. (Husserl’s later work
deepened this in a direction that has never been fully absorbed by mainstream
philosophy or science. In the crisis of European sciences, written in the
1930s, when Husserl was in his late 70s, and banned from the library by the
Nazis, he developed the concept of the life-world, the Lebenswelt4.)
4 Lebenswelt
(อ่านว่า เลเบนส์เวลต์) เป็นภาษาเยอรมัน
แปลตรงตัวว่า "โลกแห่งชีวิต" (Lifeworld) เป็นมโนทัศน์ (Concept) สำคัญในทางปรัชญาสายปรากฏการณ์วิทยา
(Phenomenology) ที่เสนอโดย เอ็ดมุนด์
ฮุสเซิร์ล (Edmund Husserl) นักปรัชญาชาวเยอรมัน
สรุปใจความสำคัญของ Lebenswelt ได้ดังนี้ครับ:
- โลกแห่งประสบการณ์ตรง:
หมายถึง โลกที่เราทุกคนรับรู้ สัมผัส
และใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันในชีวิตประจำวันก่อนที่จะถูกจัดระเบียบ ดัดแปลง
หรือตีความด้วยทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ กฎหมาย หรือคณิตศาสตร์
- ความเป็นสากลที่ถูกมองข้าม:
มันคือสิ่งแวดล้อมทางสังคม วัฒนธรรม
และธรรมชาติรอบตัวที่เราทึกทักเอาเองว่ามันมีอยู่แล้ว (Taken
for granted) โดยที่เราแทบไม่ได้หยุดคิดหรือตั้งคำถามกับมัน
เช่น การที่เราเข้าใจตรงกันว่า "เก้าอี้" มีไว้ต่อนั่ง หรือ
"เงิน" มีไว้ใช้ซื้อของ โดยไม่ต้องมานั่งเปิดตำรานิยามในทุกๆ วัน
- ฐานรากของวิทยาศาสตร์:
ฮุสเซิร์ลมองว่า
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่พยายามสร้างระบบโครงสร้างและสูตรคำนวณที่เป็นนามธรรมขึ้นมาครอบโลกความจริง
จนบางครั้งเราหลงลืมไปว่า วิทยาศาสตร์เองก็มีรากฐานมาจากประสบการณ์และกิจกรรมในโลกแห่งชีวิต
(Lebenswelt)
ของมนุษย์เรานี่เอง
การนำไปใช้ต่อ:
แนวคิดนี้ได้รับการพัฒนาต่ออย่างกว้างขวางโดยนักปรัชญาและนักสังคมวิทยาคนอื่นๆ
เช่น
- มาร์ติน
ไฮเดกเกอร์ (Martin Heidegger) นำไปพัฒนาต่อเป็นแนวคิดเรื่อง
"การอยู่ในโลก" (Being-in-the-world)
- อัลเฟรด
ชุทซ์ (Alfred Schütz) และ เยือร์เกิน
ฮาเบอร์มาส (Jürgen Habermas) นำไปประยุกต์ใช้ในทางสังคมวิทยา
เพื่ออธิบายว่ามนุษย์สื่อสาร สร้างความเข้าใจร่วมกัน
และสร้างระบบสังคมขึ้นมาจากฐานของ "โลกแห่งชีวิต"
ที่มีร่วมกันได้อย่างไร
โลก-ชีวิตคือพื้นภูมิดั้งเดิมของประสบการณ์รับรู้ทั้งหมด,
โลกก่อนยุคทฤษฎีแห่งการเผชิญหน้าโดยตรง
ซึ่งเกิดขึ้นก่อนและเป็นรากฐานของการสร้างแนวคิดเชิงนามธรรมทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมด.
วิทยาศาสตร์รับเอาโลก-ชีวิตเป็นเช่นจุดเริ่มต้น.
มันคืออะไรที่วิทยาศาสตร์กำลังพยายามที่จะอธิบาย. แต่วิทยาศาสตร์ต่อมาก็ได้ผลิตสร้างแบบจำลองคณิตศาสตร์เชิงอุดมคติ
เป็นเช่นว่านั่นคือก้าวขั้นอันหนึ่งที่ถูกย้ายออกจากการเผชิญหน้าอย่างมีชีวิตดั้งเดิม.
โลก-ชีวิตเป็นอะไรที่อยู่ที่นั้นตามความจริง. (The
life-world is the original ground of all experience, the pre-theoretical world
of direct encounter that precedes and underlies all scientific abstraction. Science
takes the life-world as its starting point. It is what science is trying to
explain. But science then produces idealized mathematical model as that are one
step removed from the original living encounter. The life-world is what is
actually there.)
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์คือการแสดงแทนที่ได้รับการขัดเกลามาเป็นอย่างดีของสิ่งนั้น. และข้อผิดพลาดของโลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่—สิ่งที่ฮุสเสิร์ล
เรียกว่า "วิกฤตการณ์"—คือการหลงทึกทักเอา
"สิ่งที่เป็นตัวแทน" (representation) มาเป็น
"สิ่งที่เป็นต้นฉบับ", การมองว่าแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ของฟิสิกส์นั้นมีความเป็นจริง
ยิ่งกว่าประสบการณ์ในชีวิตจริงที่เป็นต้นตอของการสรุปเป็นหลักการทางคณิตศาสตร์เหล่านั้น.
(Scientific theory us a
highly refines representation of it. And the mistake of the modern scientific
worldview, what Husserl called the crisis, is to take the representation for
the original, to threat the mathematical models of physics as more real than
the lived encounter which they were abstracted.)
พื้นภูมิอันเหนือประสบการณ์วิสัย
(Transcendental
grounding)
สิ่งนี้ส่งผลต่อประเด็นในเรื่องพระเจ้า ที่ฮุสเสิร์ลไม่ได้แสวงหาโดยตรงต่อไป.
เขาเป็นนักระเบียบวิธีที่ทำงานอย่างเคร่งครัด ผู้ที่พักประเด็นคำถามทั้งหลายทางเทววิทยาเอาไว้ก่อน,
แต่โครงสร้างของคำโต้ค้านของเขาทำให้สามารถมีขึ้นได้. โลก-ชีวิตเป็นเช่นพื้นภูมิของทุกประสบการณ์ทั้งหมดและความสมเหตุผล.
ขอบฟ้าที่ทุก ๆ
ประสบการณ์เกิดขึ้นภายในนั้น
และไม่มีโครงสร้างทางทฤษฎีใดที่จะสามารถจับใจความได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์
มีความคล้ายคลึงกันในเชิงโครงสร้างกับสิ่งที่ประเพณีทางเทววิทยาเรียกว่า พื้นภูมิแห่งการมีอยู่. (This has a consequence for the
question of God that Husserl did not pursue directly. He was a rigorous
methodologist who bracketed theological questions, but the structure of his
argument makes available. The life-world as the original ground of all experience
and validity, the horizon that every experience occurs within and that no
theoretical construction can fully capture is structurally similar to what the
theological traditions call the ground of being.)
มันไม่ใช่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อยู่ภายในโลก
แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้มีโลกดำรงอยู่ตั้งแต่แรก. ความเปิดเผยดั้งเดิม
ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่ถูกเผชิญหน้า จะถูกเผชิญหน้าในนั้น. ฮุสเสิร์ลได้อธิบายถึงจิตสำนึกเหนือประสบการณ์วิสัยดังเช่นต้นกำเนิดดั้งเดิมที่แท้จริง,
Urquelle – ต้นน้ำ, น้ำพุดึกดำบรรพ์ซึ่งเป็นที่มาแห่งความถูกต้องสมเหตุผลทั้งปวง.
เขาดึงดันว่านี่ไม่ใช่พระเจ้าในแง่มุมทุกของลัทธิศาสนาใด, แต่เป็นหน้าที่ประโยชน์ซึ่งจิตสำนึกเหนือประสบการณ์วิสัย
ได้แสดงให้เห็นเป็นดุจพื้นภูมิจากที่ซึ่งโลกได้ถูกกำหนดบัญญัติขึ้น, แหล่งกำเนิดในตัวมันเองที่ไม่สามารถถูกลดลงไปเป็นสิ่งใดได้ภายในโลกซึ่งมันตั้งอยู่,
คือหน้าที่ประโยชน์ที่นักดเทววิทยาเชิงปรัชญาจาก อะควินาสไปถึง แพลนติงจาไปถึงบัลธาซาร์,
ได้ลงทะเบียนไว้ว่าคือพระเจ้า. (It is
not a thing inside the world. It is the condition of there being a world at all.
The original openness in which everything that is encountered is encountered.
Husserl described transcendental consciousness as the absolute source, the
Urquelle, the primal spring from which all validity flows. He insisted this was
not God in any religious sense, but the function his transcendental consciousness
performs as the ground from which the world is constituted, the source that
cannot itself be reduced to anything within the world it grounds, is the
function that every philosophical theology from Aquinas to Plantinga to
Balthasar, has assigned to God.)
การให้คำนิยามใหม่กับ
ปัญหาที่ยากหนักหนานั้น (Redefining the hard problem)
อะไรที่ฮุสเสิร์ลได้สถาปนาขึ้นด้วยความจริงจังเคร่งครัดของการทำงาน
ที่ปรัชญาจิตวิทยาในยุคต่อมายังไม่สามารถก้าวข้ามไปได้, ก็คือแนวคิดที่ว่า จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่สมองผลิตสร้างขึ้น.
มันคือโครงสร้างที่แท้จริงของความสัมพันธ์ระหว่างตัวตนกับโลก
มันคือความเปิดรับอันไม่อาจลดทอนได้
ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้ว่าเป็นเพียงสิ่งของสิ่งหนึ่งท่ามกลางสิ่งของทั้งหลาย. ปัญหาที่ยากหนักหนาของจิตสำนึก
(The
hard problem of consciousness) นั้นยาก เป็นเพราะว่าภาพจำแบบวัตถุนิยมเริ่มต้นช้าเกินไป
มันทึกทักเอาว่าจิตสำนึกอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งภายในระบบทางกายภาพ
แล้วหลังจากนั้นก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันเข้าไปอยู่ตรงนั้นได้อย่างไร. (What Husserl established with a
rigor that subsequent philosophy of mind has not surpassed is that consciousness
is not something the brain produces. It is the very structure of the relation
between a subject and a world, the irreducible openness that cannot be
explained as a thing among things. The hard problem of consciousness is hard because
the materialist picture starts too late. It assumes consciousness is somewhere
inside the physical system and then cannot explain how it got there.)
ปรากฏการณ์วิทยาของฮุสเสิร์ลเริ่มต้นที่การเริ่มต้นด้วยข้อเท็จจริงของประสบการณ์รับรู้อ
เป็นดุจแกนอ้างอิงหลัก. ไม่สามารถลดทอนได้
และอยู่ก่อนการสร้างใหม่ทางทฤษฎีใดๆ. ถ้าจิตสำนึกเป็นพื้นภูมิดังเดิม, การเปิดออกของปฐมกาล,
แหล่งที่มาซึ่งเป็นจุดกำเนิดของประสบการณ์และความไหลของความชอบธรรมทั้งปวง, แล้ว คำถามที่ว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นรากฐานของสิ่งที่เป็นเหตุผลรองรับของเหตุผลรองรับ,
ไม่ใช่คำถามที่วิทยาศาสตร์ธรรมชาติจะสามารถตอบได้. มันคือคำถามที่เก่าแก่ที่สุดที่มีอยู่,
และมันมีชื่อที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้. (Husserl’s phenomenology begins
at the beginning with the fact of experience as the primary datum. Irreducible
and prior to any theoretical reconstruction. If consciousness is the original
ground, the primal opening, the source from which all experience and all
validity flow, then the question of what grounds the ground is not a question
that natural science can answer. It is the oldest question available, and it
has the oldest possible name.)
หากสิ่งนี้ทำให้คุณรู้สึกหรือมองโครงสร้างประสบการณ์ของตัวเองเปลี่ยนไป,
จงบอกว่าในช่อง”ความคิดเห็น”ทั้งหลาย.และถ้าคุณต้องการที่จะคอยติดตามปรากฏการณ์วิทยา
ไปสู่คำถามที่มันเปิดโดยปราศจากการปิดในทีเดียว, ก็กดปุ่ม”ติดตาม”. โลก-ชีวิตยังคงอยู่ที่นั้น.
เรามักจะอยู่ข้างในในที่นั้นเสมอ. (If
this changes how the structure of your own experience sits with you, say so in
the comments. And if you want to keep following phenomenology toward the
question it opens without quite closing, subscribe. The life-world is still
there. We have always been inside it.)
https://youtu.be/4kqbT-p2FSM?si=u-CLh_HDUAbub03a
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น