เจฟฟรีย์ แซ็คส์ - ชุดความคิดของ เนทันยาฮู ทั้งผิดกฎหมายและอันตราย
Netanyahu's Mindset Is Both Illegal & Dangerous:
Veteran Economist Jeffrey Sachs | West Asia War
https://youtu.be/biN2BaQNcBQ?si=MHNPwVSthzX53cN-
พิธีกร: สวัสดีและขอต้อนรับสู่การออกอากาศรายการพิเศษในที่นี้ตลอดทั่วโรงละครด้านตะสวันตก,
ตลอดทั่วเอเชียตะวันตก. กว่า 5 วันสุดท้ายที่ผ่านมา, เราได้เห็นความขัดแย้งอย่างร้อนระอุระหว่างสองด้าน.
เอ่อ. เราได้เห็นว่าอย่างไร เอ่อ ที่เป็นเหตุนำไปสู่การตายและอย่างแน่นอน, การทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นของความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างนานาประเทศทั้งหลาย.
มันได้เริ่มต้นจากการเป็นความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา
กับมืออีกข้างหนึ่งในอิหร่านกับรายอื่นๆ.
(Hello and welcome to our special broadcast right here in CNBC
TV18. Bow, the United States and Israel’s jointed operations have continued
across the western theater, across West Asia. Over the last 5 days, we’ve seen
heated conflict between the two sides. Uh. We’ve seen how uh caused leading to
death and of course, an aggravation of the geopolitical tensions uh between
multiple countries. It started off as a conflict between Israel and US on one hand
in Iran on the other.)
ตอนนี้เรากำลังมองดูทเงาของความขัดแย้งนี้แผ่ขยายออกไปกว้างไกลทั่วภูมิภาคนี้.
เอ่อ อะไรที่เป็นผลกระทบเกิดขึ้นในอนาคต? อะไรที่ได้เป็นความตั้งใจทั้งหลายและแรงกระตุ้นทั้งหลาย
เอ่อ ซึ่งอยู่เบื้องหลังความขัดแย้งนี้ และอย่างที่จะแสดงออกเห็นอีกสองสามวันข้างหน้า
เป็นเช่นความก้าวหน้าของความขัดแย้งทั้งหลาย. เอ่อ ที่จะช่วยเราให้คำตอบบางอย่างของคำถามทั้งหลายนี้
คือที่ได้มาอยู่กับเราอีกครั้ง เอ่อ นักเศรษฐกิจอาวุโส, เจฟฟรีย์ แซ็คส์ ตอนนี้ร่วมกับเราในรายการ.
เอ่อ มร. แซ็คสฺ, ขอขอบคุณเป็นอย่างยิ่งกับการให้เวลากับเราในวันอันแสนวุ่นวายนี้. (Now we’re looking at the specter
of this conflict spreading gar and wide across the region. Uh what are the
implications of this going forward? What were the intentions and the
motivations uh behind this conflict and how will the next few days play out as
this conflict progresses. Uh, to help us answer some of these questions is with
us uh veteran economist Jeffrey Sachs now joining us on the show. Uh Mr. Sachs,
thank you so much for taking our time on a busy day.)
ขอให้ผมเริ่มต้นโดยการถามที่ขึ้นอยู่กับว่า
ใครคือผู้ได้ฟังต่อแรงจูงใจเบื้องหลังการโจมตีนี้. มีเสียงทั้งหลายจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกาว่า...ที่พูดว่าเรื่องนี้ได้ทำเพื่อให้แน่ใจว่ามีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลปกครองประเทศนั้น.
แล้วก็มีเสียงทั้งหลายที่พูดว่า, ไม่เลย, เราต้องการที่จะตรวจสอบความสามารถทางนิวเคลียร์ที่เป็นไปได้ทั้งหลาย.
แล้วก็มีเสียงทั้งหลายที่ เอ่อ ใส่ร้ายอิหร่านว่าเป็นผู้สนับสนุนการก่อการร้าย
และแล้วเลยเป็นแรงจูงใจเช่นการชุมนุมเคลื่อนไหว และแล้วก็มีบาเสียงทั้งหลายที่พูดว่า
เราต้องการที่จะสนับสนุนอิสราเอล หรือมันไม่ได้มีความคิดนื้นกันอยู่เลยทั้งสิ้น? (Let me begin by asking that
depend on who one has been listening to the motivations behind this attack.
There are voces from the US administration that…that say that this was done for
ensuring a regime change. Then there are voices which say, no, we want to check
the nuclear capabilities. Then there are voces which uh ban dandy Iran as a sponsor
of terror and then that is cited as a motivation and then there are some that
voices that say that we want to support Isarael and that’s the reason why we
went in.)
อะไรในการประเมินของคุณที่เป็นแรงจูงใจนี้
หรือว่าไม่ได้มีการคิดกันมาก่อนใดเลย? (What
in your assessment is the motivation or has it not been thought at all?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: มีแรงจูงใจสำหรับอิสราเอล
และสำหรับสหรัฐอเมริกา. อิสราเอล เอ่อ ถูกนำโดยเบนจามิน
เนทันยาฮู ผู้ที่ได้ทวีตส์เมื่อสองวันก่อน ว่าสงครามนี้ได้ เอ่อ เติมเต็มความฝันของเขมา
40 ปีที่จะล้มล้างการปกครองอิหร่าน. เป้าประสงค์ของเนทันยาฮู คือการกำจัดอย่างถาวรต่อรัฐใดของปาเสไตน์
และที่จะล้มล้างรัฐบาลทั้งหลายใดๆในเอเชียตะวันตกซึ่งสนับสยุยปาเลสไตน์.
และเขาได้นำสงครามทั้งหลายข้ามไปทั่วอาฟริกาและตะวันออกกลางเพื่อเป้าประสงค์นั้นมาตั้งแต่
1996, รวมทั้งที่ลิเบีย, ซูดาน, โซมาเลีย, กาซ่า, เวสต์
แบงก์, เลบานอน, ซีเรีย, อิรัก, และในตอนนี้ฝันของเขา, อิหร่าน.
(There are uh motivation for
Israel and for the United States. Israel uh is led by Benjamin Netanyahu who
tweets two days ago that this war uh fulfills his dream of 40 years to
overthrow Iran. That Netanyahu’s objective is to permanently eliminate any
state of Palestine and to bring down any governments in West Asia that support
Palestine. And he has led wars across Africa and the Middle East for this
objective since 1996, including Libya, Sudan, Somalia, Gaza, West Bank,
Lebanon, Syria, Iraq, and now his dream, Iran.)
ในมุมมองของผม, นี้เป็นสิ่งชั่วร้าย, อย่างสัมบูรณ์ยิ่งที่เป็นชุดความคิดอันผิดกฎหมายและอันตราย.
มากไปกว่าการมีรัฐแห่งปาเลสไตน์อยู่ไปตามด้านข้างกับอิสราเอล, ที่น่าจะนำสันติภาพมาสู่โลก,
เนทันยาฮู เป็นพวกสุดโต่งผู้ที่ต้องการให้อิสราเอลที่จะมีอำนาจโดดเด่นในภูมิภาคตะวันออกกลางนี้.
สหรัฐอเมริกาได้ เอ่อ แบ่งปันเป้าประสงค์ของอิสราเอลนี้ด้วย
เพราะว่าเป้าประสงค์ขแองสหรัฐอเมริกาเองก็คือการควบคุม/บงการโลก,
เชื่อหรือไม่ก็ตาม, และอิสราเอลได้ให้บริการเสนอเป้าประสงค์ของการควบคุมตะวันออกกลางนี้. (In my view, this is a malevolent
uh absolutely illegal and dangerous mindset. Rather than having a state of
Palestine alongside a state of Israel, which would bring peace to the world, Netanyahu
is a maximalist who wants Israel to dominate the region of the Middle East. The
United States has uh shared Israel’s objective because the US objective is
world control, believe it or not, and Israel serves the purpose of control of
the Middle East.)
เรามองเห็นว่าสหรัฐอเมริกามีฐานทัพทางทหารอยู่ทั่วทั้งหมดของภูมิภาคอ่าวในบาห์เรน.
ในซาอุดิ อาระเบีย, ในสหรัฐ อาหรับอามิดเรตส์,
และอีกมากมายในที่อื่นๆ. มันเคยมีฐานทัพทั้งหลายที่ในอิหร่านด้วย, แต่มันได้สูญเสียไปเมื่อรัฐเผด็จการที่สหรัฐอเมริกาหนุนหลัง
ได้ถูกล้มล้างการปกครองในการปฏิวัติอิสลามปี 1979. สหรัฐอเมริกาได้นำการปกครองแบบรัฐบาลเผด็จการตำรวจขึ้นมาเมื่อปี
1953 เมื่อ CIA ได้ล้มล้างรัฐบาลอิหร่านในการปกครองแบบกษัตริย์. (We see that the United States has
military bases all across the Gulf region in Bahrain, in Saudi Arabia, in
United Arab Emirates, and in many other places. It used to have bases in Iran,
but it lost that when the US backed police state was overthrown in a revolution
in 1979. The US had brought in that police state regime in 1953 when the CIA overthrew
the Iranian government.)
ดังนั้น, สหรัฐอเมริกาต้องการควบคุมเอเชียตะวันตก.
มันต้องการควบคุมทวีปอเมริกา. มันต้องการควบคุมทวีปยุโรป. และทรัมป์เป้นเฉพาะพิเศษต้องการที่จะควบคุมบงการโลกเศรษฐกิจน้ำมันทั้งปวง.
นั่นคือทำไมที่เขาได้เข้าไปบัญชาการ/ยึดครองน้ำมันของเวเนซูเอลา และทำไมเขากำลังบุกโจมตีอิหร่านในฐานะเป็นตัวคุกคามต่อการคงอำนาจอิทธิพลที่ในตะวันออกกลางของเขา.
ดังนั้น, นี้คือโครงการที่เป็นมายางไกลย้อนกลับไป.
มันไม่ได้ไม่มีอะไรที่ทำเกี่ยวกับอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
เพราะว่ามันไม่ได้มีอาวุธนิวเคลียร์ทั้งหลายที่ว่านั่นเลย. (So, the
United States wants control of West Asia. It wants control of the Americas. It
wants control of Europe. And Trump in particular wants to control the entire
world oil economy. That’s why he has commandeered Venezuela’s oil and why he is
attacking Iran as a threat to American dominance in the Middle East. So, this
is a project that goes a long way back. It has nothing to do with Iran’s
nuclear weapons because there are no nuclear weapons.)
พวกเขา, ผู้นำทางศาสนาของอิหร่านนั้น
เอ่อ ได้พูดว่า เรื่องนี้ได้เป็นการต่อต้านอิสลามชีอะห์ และดังนั้นสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ฆ่าเขา.
ผู้ที่ได้พูดว่าไม่มีอาวุธนิวเคลียร์อะไรทั้งหลาย, อิหร่านและสหประชาชาติได้บรรลุข้อตกลงไปสมบูรณ์แล้ว
เอ่อ มาตรการการตรวจสอบสำหรับอิหร่าน ย้อนไปเมื่อปี 2015, แต่เนทันยาฮูและทรัมป์ได้ฉีกข้อตกลงเห็นด้วยนั่นทิ้งไปเมื่อปี
2018, สิ่งที่เรียกว่า “แผนปฏิบัติการร่วมฉบับสมบูรณ์.” (They, the religious leader of Iran uh
said that this was against uh Shiah Islam and so the US and Israel killed him.
The one that said no nuclear weapons. Iran and the UN had negotiated a complete
uh inspection regime for Iran back in 2015, but Netanyahu and Trump ripped up
that agreement in 2018, the so-called joint comprehensive plan of action.)
นี่เป็นเรื่องอำนาจการครอบงำเป็นการเฉพาะพิเศษ.
และแน่นอนว่ามันพาเอาเอเชีย, อินเดีย, จีน, อินโดนีเซีย,
และที่เหลือของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ตกไปในวิกฤติเชิงลึกเข้าไปด้วย. อิสราเอลได้ปรับแต่งรูปวิกฤตการณ์เศรษฐกิจในเอเชียในตอนนี้.
และวิกฤตการณ์นั้นจะจะได้เลวร้ายลงไปยิ่งขึ้นอีก จนกว่าประเทศทั้งหลายของโลกจะยืนขึ้นและบอกกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่า,
“หยุดสงครามนี้. หยุดการพิชิตของเจ้า. กลับไปยังสันติภาพ, อยู่กันโดยสหประชาชาติ,”
มิเช่นนั้นแล้ว อินเดีย, จีน, และประเทศอื่นๆทั้งหลายก็จำลังจ่ายในราคาที่สูงลิ่ว.
(This is specially
about hegemony. And of course it puts Asia, India, China, Indonesia, the rest
of Southeast Asia deeply in crisis. Israel has a sharped economic crisis in
Asia now. And the crisis will get worse unless the countries of the world stand
up and tell the United States and Israel, “Stop this war. Stop your conquest. Go
back to peace, live by the United Nations”, otherwise India, China and others
are going to pay a very high price.)
พิธีกร: งั้นขอให้ผม,
มร. แซ็คส์, ถามคุณด้วยคำถามตามมาเลย. โดนัลด์ ทรัมป์ได้พูดว่านี่เป็นแบบฝึกหัดบทหนึ่ง,
คุณซื้อคำพูดนั่นไหม? เพราะอะไรที่นักวิเคราะห์ทั้งหลายพูดก็คือว่านั่นขาดการระบุเป้าประสงค์ชัดเจนอย่างเห็นได้กระจ่าง.
อะไรคือที่สหรัฐอเมริกากำลังดำเนินไปกับเป้าประสงค์ที่ไม่ได้กำหนดชัดเจนนั่น?
หลายคนอาจจะไม่สามารถซื้อคำพูกดเช่นนั้นได้ในเรื่องเส้นตาย 4 หรือ 5
สัปดาห์เหล่านั้นที่สหรัฐอเมริกาดูเหมือนจะได้ให้มาด้วยตัวมันเอง. (Let me then, Mr. Sachs, ask you a
follow-up question. Donald Trump says that this is going to be an exercise,
this endeavor will take about to 5 weeks. Do you buy that? Because what many
analysists say is that in the lack of a very clearly defined objective. What is
US going for with that objective not clearly defined? Many are not able to buy
into those 4 to 5 weeks deadline that the US seems to have given itself.)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: สหรัฐอเมริกาไม่มียุทธศาสตร์. ทรัมป์, เรารู้จากประสบการณ์ทั้งหมด, เป็นมายาคติ.
เชาไมมีความมั่นคงทางสภาวะจิต. เขาไม่สามารถรักษาข้อตกลงทั้งหลายได้.
เขาไม่ได้มีแผนยุทธศาสตร์ระยะยาว. ดูที่เขาได้เคยทำข้อตกลงกับอินเดียในช่วงปีที่ผ่านมานี้สิ.
ดูที่ว่าเขาเขาได้ตกลงในเรื่องกำแพงภาษีสินค้านำเข้าอย่างไร
ในเมื่อเขาไม่ได้มีอำนาจตามกฎหมายที่จะทำเรื่องนี้. เขาปฏิบัติการโดยการข่มชู่และโดยการประกาศอย่างใหญ่ทั้งหลายโดตโดยไม่มีเหตุผลใดรองรับในการพิจารณาตัดสิน.
เขาได้พูดเมื่อวานนี้, “อย่าไปห่วงในเรื่องน้ำมันและก๊าซ. สหรัฐอเมริกาจะคุ้มครองดูแลเรือบรรทุกน้ำมันทั้งหลายผ่านช่องแคบฮอร์มุซ.”
(The US has no strategy.
Trump, we know from all experience, is delusional. He’s psychologically
unstable. He can’t keep agreements. He does not have a long-term strategy. Look
at how he dealt with India during the past year. Look at how he dealt with the
tariff issue when he had no legal authority to do this. He operates by bullying
and by grand uh pronouncements that have no justification. He said yesterday,
“Don’t worry about oil and gas. The US will escort tankers through the Strate
of Hormuz.”)
เอ่อ, เอาละ, เกือบทุกคนที่ไม่ได้มีความรู้ใดกับเรื่องความเห็นย้อนแย้งนี้.
มันมีอย่างแน่นอนละ, ในอุตสาหกรรมโตที่สุดของการนั้นคือการประชาสัมพันธ์ต่อสาธารณะงหลายด้วยเช่นกันที่รู้กันว่าคือคำโฆษณาชวนเชื่อ.
ดังนั้น, เราไม่ควรที่จะฟังต่อทรัมป์เกี่ยวกับสิ่งใดๆในเรื่องนี้. เราไม่ควรที่จะฟังเนทันยาฮูเกี่ยวกับสิ่งใดของเรื่องนี้.
จำได้ไหมว่าเป็นอย่างไรสงครามกาซ่าได้กำลังจะจบอย่างไรอันรวดเร็ว. จำได้ไหม,
จะว่าเป็นแล้ว, อย่างไรที่รัฐบาลซีเรียได้กำกลังถูกล้มล้างการปกครองในปี
2011 หรืออย่างไรที่สงครามอัฟกานิสถานได้กำลังที่จะกลายเป็นการนำมาของระบอบประชาธิปไตยแบบสหรัฐอเมริกา
หรือ เกี่ยวกับอิรักว่าจะกลายเป็นประเทศที่มีเสถียรภาพมั่นคง. (Uh,
well, almost everybody with any knowledge of this begs to differ. There is of
course in the biggest industry of that is public relations also known as
propaganda. So, we shouldn’t listen to Trump about any of this. We shouldn’t
listen to Netanyahu about any of this. Remember how Trump was going to end the
Ukraine war with one phone call? Remember how the Gaza war was going to end
quickly. Remember, by the way, how the Syrian government was going to overthrow
in 2011 or about how Afghanistan was going to become a US-led democracy or
about how Iraq would become a stable country.)
พวกเขาเคยพูดสิ่งเดียวกันนั้นในตอนผมเป็นเด็กหนุ่มเกี่ยวกับที่เวียตนาม.
มันเป็นยุคสมัยไม่นานมานี้เอง. ผู้คนเหล่านี้เป็นนักโฆษณาชาวนเชื่อ. พวกเขาไม่ได้กำลังพูดถึงเรื่องที่มาจากการวิเคราะห์ประเมินใดอย่างจริงจัง.
สงครามจะไม่จบลงใน 4 สัปดาห์. สงครามนี้จะสร้างสรรค์มหายนะทางเศรษฐกิจ.
นอกเสียจากว่าประเทศ BRICS ทั้งหลายจะพูดกับสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลว่า,
นายต้องหยุดได้แล้ว. นายไม่มีสิทธิที่จะทำลายเศรษฐกิจไปทั้งโลก. (They
used to say the same thing in my youth about Vietnam. It’s just a short period
away. These people are propagandists. They are not telling any serious analysis.
This war will not end in four weeks. This war will create an economic
catastrophe. Unless the BRICS countries say to the United States and Israel,
you’ve got to stop. You have no right to ruin the whole world economy.)
พิธีกร: แน่นอนละ, ขอให้ผมมาที่ตรงนั้น.
เมื่อคุณพูดถึงความขัดแย้งนี้ ว่าจะไปจบลงในเวลา 4 สัปดาห์, คำถามเชิงตรรกะถัดไปก็คือ
อะไรจะบังเกิดกับประเทศอ่าวทั้งหลาย, ประเทศกลุ่ม GCC ทั้งหลาย ผู้ที่ได้อดทนมากับความสามานย์นี้.
เราได้มีบางการวิเคราะห์บนช่องรายการอื่นเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้.
อะไรที่พวกเขากำลังบอกกับเราคือ การเป็นเจ้าบ้านให้กับฐานทัพอากาศทั้งหลายของสหรัฐอเมริกา,
ที่ในทางอุดมคติแล้วน่าจะเป็นการกระทำเช่นโลหืป้องกันแนปลอดภัยอย่างหนึ่ง. (Sure. Let me come in there. When
you talk of this conflict not ending in four weeks’ time,
the next logical question is what happens to the Gulf countries, the GCC
countries1
who’ve been bearing the brunt. We’ve had some analysis on the channel in the
last few days. What they’re telling us is that hosting of the US air bases,
which ideally should have acted as a safety shield.)
1 GCC (Gulf Cooperation Council) หรือคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ คือกลุ่มพันธมิตรทางการเมืองและเศรษฐกิจ 6 ประเทศในตะวันออกกลาง ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย, คูเวต, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, กาตาร์, บาห์เรน และ โอมาน ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี
พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) โดยมีเป้าหมายเพื่อความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ
การค้า และความมั่นคง
เป็นกลุ่มที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงและเป็นผู้ผลิตน้ำมัน/ก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ GCC
- สำนักงานใหญ่: ตั้งอยู่ในเมืองริยาด ประเทศซาอุดีอาระเบีย
- ความสำคัญทางเศรษฐกิจ: กลุ่มประเทศ GCC เป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐกิจที่เติบโตเร็วที่สุดในโลก
โดยมีการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรวมกันประมาณ
ของโลก
- เป้าหมาย: เสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างประเทศสมาชิกในด้านต่างๆ
เช่น เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน การทหาร และวัฒนธรรม
- การพัฒนา: ในปัจจุบันเน้นการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน
การปรับปรุงกฎหมายการลงทุน เพื่อลดการพึ่งพาการส่งออกน้ำมันเพียงอย่างเดียว
ไกลไปกว่านั้นแล้ว, มันตามความเป็นจริงแล้วได้นำเอาประเทศอ่าวทั้งหลายเหล่านี้เข้าไปอยู่ในแนวไฟ.
คุณมองว่าประเทศอ่าวเหล่านี้จะเล่นบทบาทกันอย่างไรออกมา? คุณมองว่าการเปลี่ยนหันไปเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อที่ประเทศอ่าวทั้งหลายเหล่านี้ด้วยเช่นกันที่รู้สึกว่าต้องก้าวเข้ามาและแทรกแซงในรูปแบบของปฏิบัติการใช้กำลังระยะไกลไหม? (Far from
that, it’s actually put these Gulf countries in the line of fire. How do you
see the role of these Gulf countries play out? Do you see this turning into a
protracted conflict where the Gulf countries too feel the
need to come in and intervene in terms of kinetic operations?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: เอาละ, มีคำกล่าวที่มีชื่อเสียงโด่งดังหนึ่งของ
เฮนร คิสซิงเจอร์ ผู้พูดไว้ว่า การเป็นศัตรูต่อสหรัฐอเมริกาคืออันตราย,
แต่การที่จะเพื่อนนั้นคืออันตรายถึงตาย. และนั่น,
ความจริงนี้ได้ปรากฏให้เห็นครั้งแล้วครั้งเล่า. ผมได้เพิ่งอยู่ในภูมิภาคอ่าวมาเมื่อสองสามสัปดาห์ที่แล้ว.
ผมได้พบกับผู้นำทั้งหลายทั่วภูมิภาคอ่าวนั้น. พวกเขาทั้งหมดคิดว่าสหรัฐอเมริกาคือ
ความมั่นคงปลอดภัย. มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น. สหรัฐอเมริกาเป็นความไม่มั่นคงปลอดภัยของพวกเขาแล้ว. (Well, there’s a famous adage of
Henry Kissinger who said that to be enemy of the United States is dangerous,
but to be a friend is fatal. And that, this reality appears over and over
again. I was just in the Gulf region a few weeks ago. I met with the leaders
across the Gulf region. They all thought the US is security. This is not the
case. The US is their insecurity.)
สหรัฐอเมริกาเป็นเหมือนแม่เหล็กที่ดูเอาระเบิดและโดรนทั้งหลายตรงมายังประเทศทั้งหลายของพวกเขา.
ถ้าได้มีสันติภาพตั้งอยู่บนฐานของตรรกะแห่งสันติภาพที่ครอบคลุมไปทั่วภูมิภาคฉันท์เพื่อนบ้าน,
พวกเขาก็จะเป็นที่ปลอดภัย. แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น, อิสราเอลและสหรัฐอเมริกาต้องการที่คระควบคุมบงการ.
การควบุมบงการไม่ได้นำมาซึ่งความมั่นคงปลอดภัย. ดังนั้น, ประเทศทั้งหลายเหล่านี้กำลังที่จะได้รับความเจ็บปวดอย่างเลวร้าย.
พวกเขาไม่มีศักยภาพสำหรับที่จะต้านทานปฏิบัติการด้านกำลังระยะไกลของอิหร่าน.
เรื่องนั้นเป็นไปไม่ได้แม้แต่จะคิดด้วยซ้ำ.
(The US is like a magnet drawing the bombs and the drones
right to their countries. If there had been peace based on the logic of peace
across the neighborhood, they would be safe. But instead, Israel and the United
States want control. Control does not bring security. So, these countries are
going to suffer badly. They have no potential for kinetic action against Iran.
That’s not even a thinkable proposition.)
ทุ่งน้ำมันทั้งหลายของพวกเขา, สาธารณูปการท่าเรือทั้งหลายของพวกเขา,
โรงกลั่นน้ำมันทั้งหลายของพวกเขา, เรือบรรทุกน้ำมันทั้งหลายของพวกเขา คือเป้านิ่งสำหรับหลายพันโดรนที่สามารถมาได้.
ไม่มีระบบต่อต้านขีปนาวุธทั้งหลายในจำนวนที่สามารถปกป้องทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้ได้เลย.
หนทางเดียวเท่านั้นที่จะปกป้องทรัพย์สินทั้งหลายเหล่านี้คือ การทำให้สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลที่จะหยุดการรุกรานของพวกเขา.
อะไรอื่นมากไปกว่านั้น, ก็จะไม่มีการปกป้องใดสำหรับประเทศทั้งหลายเหล่านี้ในภูมิภาคอ่าว. (Their oil fields, their port facilities,
their refineries, their tankers are sitting ducks for thousands of drones that
can comes. There are not the anti-missile systems in number that can protect
these uh assets. The only way to protect these assets is for the United States
and Israel to stop their aggression. Other than that, there will be no
protection for these countries in the Gulf.)
พิธีกร: พูดถึงการปกป้อง/ป้องกัน,
มร. แซ็คส์, ขอให้ผมถามคุณ, โดยเนื้อแล้วสหรัฐอเมริกาได้มีการคำนวณผิดพลาดอะไรไปหรือไม่?
ผมอยากจะกล่าวเน้นถึงสองประเด็น, หนึ่งนั้น, ศาสตราจารย์ เปเป้ แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโกพูกดว่าไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวในประวัติศาสตร์มนุษย์ที่เกิดเปลี่ยนแปลงการปกครองรัฐบาลใดที่เกิดขึ้นโดยอาศัยการปฏิบัติการทางอากาศเพียงอย่างเดียว.
นี่ได้เป็นการคำนวณที่ผิดพลาดไปโดยสหรัฐอเมริกาไหม? มีความจำเป็นต้องใช้กำลังทางบกภาคพื้นดิน
หรือว่ามีความจำเป็นสำหรับยุทธศาสตร์ในการที่จะระดมพล
ที่ไปไกลเกินเลยกว่าการบุกโจมตี้ทั้งหมด กับประเทศที่มีขนาดใหญ่อย่างอิหร่าน? (Speaking of
protection, Mr. Sachs, let me ask you, has there inherently been a
miscalculation by the United States? I’d like to cite two aspects. One,
Professor Pape of the Chicago University says that not once in human history
has a regime change been executed through merely aerial operations. Has there
been a miscalculation done by the United States? Is there a need for boots on
the ground or is there a need for a strategy to have been deployed that goes
beyond mere all attacks against a country as large as Iran?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: มีความจำเป็นสำหกรับสันติภาพ.
มีความจำเป็นสำหรับหลักนิติธรรม. มีความจำเป็นสำหรับการจบสิ้นของการรุกรานนี้.
มีความจำเป็นสำหรับอิสราเอลที่จะมีชีวิตอยู่ภายในพรมแดนทั้งหลายของตน,
ที่ก็คือพรมแดนทั้งหลายจามวันที่ 4 มิถุนายน 1967, และที่จะยอมให้ชนปาเลสไตนิ์มีชีวิตอยู่ภายในพรมแดนทั้งหลายของพวกเขา.
ดังนั้น, จึงมีความจำเป็นสำหรับแนวทางเข้าหาท่าแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง. (There is a need for peace. There
is a need for the rule of law. There is a need for the end of this aggression. There’s
a need for Israel to live within its own borders, which are the borders of the 4th
of June 1967, and to let the Palestinians live within their borders. So,
there’s a need for a completely different approach.)
สหรัฐอเมริกาจะไม่ยกกำละงทหารราบลุกภาคพื้นดิน เพราะว่าผิ้คนอเมริกันได้ต่อต้านอย่างสมบูรณ์ใฝนอะไรที่กำลังบังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้.
นี้ได้ทำไปโดย CIA, โดยเพนตากอน, โดยทรัมป์.
ไม่ได้ทำไปโดยผู้คน. พวกเขาได้ต่อต้านดเรื่องนี้กันอย่างเสร็จสิ้นแล้ว. ดังนั้น,
ความคิดของพวกเขาในเรื่องทหารราบภาคพื้นดินคือที่พวกเขาจะต้องจ่ายจ้างให้กับกลุ่มกบฏเคิร์ด
หรือทหารรับจ้างทั้งหลายที่จะทำเรื่องนี้แทน. นี้คือความหายนะทั้งหมด, ความคิดมายาคติ.
สงครามสามารถจบลงได้วันนี้ และสหรัฐอเมริกาต้องจบสิ้นการรุกรานของพวกเขา.
นั่นคือหนทางที่สงครามนี้จะจบลงได้. (The
United States will not put boots on the ground because the American people are
completely against what is happening right now. This is done by CIA, by the
Pentagon, by Trump. This is not done by the people. They’re completely against
this. So, their idea of boots on the ground that they’ll pay the Kurds2 or
other mercenaries to do this. This is all disastrous, delusional thinking. The
war could end today by Israel and the United States ending their aggression.
That is the way this war will end.)
2 ชาวเคิร์ด (The
Kurds) คือกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายอินโด-อิหร่านที่เก่าแก่
ซึ่งอาศัยอยู่บริเวณภูเขาชายแดนเชื่อมต่อระหว่างตุรกี อิรัก อิหร่าน และซีเรีย มีประชากรราว 30-45 ล้านคน
แต่เป็นชนกลุ่มน้อยที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่ไม่มีรัฐหรือประเทศเป็นของตนเอง พวกเขามีภาษาและวัฒนธรรมเป็นของตัวเอง
และต่อสู้เพื่อการปกครองตนเองมาอย่างยาวนาน
รายละเอียดที่สำคัญของชาวเคิร์ด:
- ที่อยู่อาศัย: กระจายตัวอยู่ในพื้นที่ที่เรียกว่า "เคอร์ดิสถาน" (Kurdistan) ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ทางตอนใต้ของตุรกี,
ตะวันตกของอิหร่าน, เหนือของอิรัก
และตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรีย
- ประชากร: มีจำนวนมากที่สุดในตุรกี (ประมาณ 14-20 ล้านคน) รองลงมาคืออิหร่าน อิรัก และซีเรีย ตามลำดับ
- ภาษาและศาสนา: พูดภาษาเคิร์ด (Kurdish) ซึ่งอยู่ในกลุ่มภาษาอินโด-อิหร่าน
ชาวเคิร์ดส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนิกายซุนนี
- สถานะทางการเมือง: แม้จะมีความพยายามจัดตั้งประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่
1 แต่ไม่สำเร็จ
ทำให้กลายเป็นชนกลุ่มน้อยในประเทศที่ตนอาศัยอยู่และมักเกิดความขัดแย้ง
โดยเฉพาะกับรัฐบาลตุรกี
- บทบาทสำคัญ: เป็นกองกำลังภาคพื้นดินที่สำคัญในการต่อสู้กับกลุ่มไอซิล
(ISIS) ในอิรักและซีเรีย
มันต้องการเสียงทั้งหลายของอินเดียและจีนและบราซิลและรัสเซียและประเทศอื่นๆของ
BRICS ที่เป็นตัวแทนครึ่งหนึ่งของประชากรโลก ที่จะพูดความสัจจริงต่อสหรัฐอเมริกาและต่ออิสราเอล
ว่านายต้องหยุดการรุกรานนี้. (It requires the voices of
India and China and Brazil and Russia and the other BRICS countries which represent
half the world population to say the truth to the United States and to Israel. You
must stop this aggression.)
พิธีกร: ฐานผู้ลงคะแนนเลือกตั้งกลุ่มใหญ่ของทรัมป์, กลุ่มเคลื่อนไหว
MAGA ที่เราได้เห็นในสหรัฐอเมริกา, เอ่อ พวกเขาจะถูกนำเข้ามาให้มีผลกระทบในอีกสองสามเดือนข้างหน้าจากนี้ไปเมื่อเรามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาฯกึ่งกลางวาระประธานาธิบดีที่ในสหรัฐอเมริกา.
อะไรที่ผมต้องการจะถามคือ นั่นเป็นเนื้อหาทั้งปวงที่โดนัลด์ ทรัมป์ได้ให้แก่
MAGA คือว่าเขาต้องการที่จะเป็นที่รู้จักกันในด้านสันติภาพ.
ในข้อเท็จจริงแล้ว, นั่นเป็นอะไรที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงต่างประเทศของเขาที่ในนิว
เดลี ได้พูดในวันนี้ว่า ทรัมป์ต้องการจะเป็นที่จดจำกันว่าเขาคือบุรุษแห่งสันติภาพ.
(A large chunk of the Trump voter base, the MAGA movement that we’ve seen
in the United States, uh they will be put to effect in just a few months from
now when we have the midterms elections in the United States. What I want to
ask is that the entire pitch that Donald Trump had given to MAGA is that he
want to be known for peace. In fact, that’s what his deputy secretary of state
in New Delhi said today that Trump want to be remembered as the man of peace.)
แต่ถึงกระนั้น, เขาถือว่าในตอนนี้คือเกียรติยศของที่ได้บุกโจมตีประเทศทั้งหลายจำนวนมากที่สุดในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา.
สิ่งนี้แล้วจะนำเขาเข้าไปในตำแหน่งท้าทายการเลือกตั้งกลางวาระสมัยทั้งหลายที่จะมาถึงที่ในสหรัฐอเมริกาหรือไม่?
(But nonetheless, he does hold
now the honor of having struck the most number of countries as the US
president. Does this then put him in a very challenging position come the
midterm elections in the United States?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: ทรัมป์จะพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งช่วงกลางวาระสมัยนี้. เขาไม่ได้เป็นที่นิยมชมชื่นอย่างมากมายและ
อัตราคะแนนนิยมของเขาก็กำลังร่วงลงและพวกมันก็จะร่วงลงอยู่ต่อไป.
เขาได้โกหกต่อผู้คนอเมริกัน. เขาได้โกหกต่อฐานทัพของเขา.
เขาได้โกหกเกี่ยวกับกำแพงภาษีสินค้านำเข้าของเขา. เขาได้โกหกเกี่ยวกับเศรษฐกิจ.
ดังนั้น. การยอมรับในตัวเขาเป็นที่ต่ำมากและกำลังร่วง. เขาจะพ่ายแพ้. ผมหวังว่าบัตรเลือกตั้งทั้งหลายจะมีการนับคะแนนกันอย่างซื้อสัตย์.
ถ้าพวกมันเป็นเช่นนั้น, ก็จะมีผลที่ได้ออกมาซึ่งจะควบคุมอะไรในตอนนี้เป็นกฎในการบริหาร,
ไม่ใช่กฎของรัฐธรรมนูญ. (Trump will lose the midterm elections Period3. He is unpopular and his
approval ratings are falling and they will continue to plummet. He lied to the
American people. He lied to his base. He lied about the tariffs. He lied about
the economy. So. His approval is very low and falling. He will lose. I hope that
the ballots are honestly counted. If they are, there will be an outcome that
will control what right now is executive rule, not constitutional rule.)
3 The Midterm Elections Period คือ การเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาสหรัฐฯ
(สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา) ที่จัดขึ้นทุก 2 ปี
ในช่วงกลาง (พฤศจิกายน) ของวาระประธานาธิบดี 4 ปี เป็นการวัดความนิยมของรัฐบาลปัจจุบันและเปลี่ยนดุลอำนาจในสภาคองเกรส
ครั้งล่าสุดคือปี 2022 และครั้งต่อไปจะจัดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน
2026
Finnomena +4
รายละเอียดสำคัญ:
- ช่วงเวลา: จัดขึ้นในวันอังคารหลังวันจันทร์แรกของเดือนพฤศจิกายน
- สิ่งที่เลือกตั้ง: สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (House)
ทั้งหมด 435 ที่นั่ง (วาระ 2 ปี) และสมาชิกวุฒิสภา (Senate) ประมาณ 1
ใน 3 (วาระ 6 ปี)
- ความสำคัญ: เป็นการตรวจสอบ (Check and Balance) การทำงานของประธานาธิบดี
โดยมักส่งผลให้พรรคฝ่ายค้านได้ที่นั่งเพิ่มขึ้น
- บริบท: ครั้งต่อไปคือปี
2026 จะเป็นช่วงกลางสมัยของ Donald Trump
(2025-2029)
พิธีกร: เอ่อ, มร. แซ็คส์, เรามาเปลี่ยนย้ายการเพ่งเน้นกันไปที่น้ำมันเถิด.
เอ่อ, นั่นแน่นอนว่า, ได้เป็นหัวใจของการสนทนานี้มากว่าสองวันที่ผ่านมาอย่างน้อยที่สุด
ในวาระทั้งหลายของอะไรที่มันเกิดกับน้ำมัน, การปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซ. เอ่อ,
แค่ที่ผ่านมาช่าวขณะหนึ่งนี้เราก็ได้พูดกันไปถึง การวิเคราะห์ของเคปเลอร์, มร.
ปาฟลอฟ. อะไรที่เขาได้บอกเราก็คือว่าได้มี การประเมินผลกระทบกับน้ำมันที่เข้ามาเกี่ยวข้องค่อนข้างต่ำไปเล็กน้อย.
การกระโดดขึ้นมาของราคาน้ำมันไม่ได้เป็นไปอย่างเร้าอารมณ์เหมือนเดิม. (Uh, Mr. Sachs, let’s shift our
focus to oil. Uh, that of course, has been at the heart of this conversation
over the last couple of days at least in terms of what it does to oil, the
blockage of the Strait of Hormuz. Uh, just a while back we were speaking uh to
a Kepler analysist, Mr. Pavlov. What he told us is that there has been a slight
under assessment of what the impact could be as far as oil is concerned. The
jump in oil prices hasn’t been as dramatic.)
อะไรที่เขาได้บอกนั่น ว่าโดยพื้นฐานเป็นปฏิบัติการบนสมมติฐานที่ว่า
สหรัฐอเมริกาจะไม่ยอมให้มีการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซขยายไปเป็นคาบเวลานานๆ.
อะไรที่ผมต้องการจะถามคุณคือว่า, นั่นเป็นความเชื่อมั่นที่ผิดพลาดหรือไม่
และถ้ามันเป็นเช่นนั้น ที่ไหนที่คุณมองว่าราคาน้ำมันจะไปถึงจากที่นี้? (What he said is that that is
essentially operating on the premise that the US will not allow Hormuz to be
closed for extended periods. What I want to ask you is that, is that confidence
misplaced and if it is where do you see the oil prices going from here?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: สหรัฐอเมริกาที่ผมเข้าใจ, ผมไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญสัมบูรณ์สุดกับประเด็นการทหาร,
แต่ในความเข้าใจของผม, สหรัฐอเมริกาไม่สามารถรักษาช่องแคบฮอร์มุซให้เปิดไว้ได้.
เอ่อ นั่นในทางเทคนิคและทางทหาร ไม่อาจเป็นไปได้. ปฏิบัติการทิ้งระเบิดทั้งหลายของอิสราเอล
เอ่อ และปฏิบัติการทิ้งระเบิดทั้งหลายของสหรัฐอเมริกาจะไม่สามารถทำเรื่องนั้นได้.
จะไม่มีการใช้กำลังบุกรุกภาคพื้นดินของทหารอเมริกัน เอ่อ,
แล้วนั่นด้วยเช่นกันที่จะไม่ได้กำลังบังเกิดขึ้น.
(The US in my understand, I am not your ultimate expert on
these military issues, but in my understanding, the US cannot keep the Strait
of Hormuz open. Uh that is technically uh militarily not possible. That
Israel’s bombing operations uh and US bombing operations will not do that. There
will not be American boots on the ground. Uh, so that’s also not going to
happen.)
ดังนั้นแล้ว, ถ้าสงครามนี้ดำเนินต่อไป,
นั่นคือกาเลือกโดยวอิธีของอิสราเอลและสหรัฐอเมริกา.
แต่ถ้าพวกขาดำเนินต่อไปกับสงคราม, แล้วก็มีสองสิ่งจะบังเกิดขึ้น. หนึ่ง, ช่องแคบฮอร์มุซจะยังคงถูกปิดอย่างมีผลเต็มที่.
และอย่างที่สองน้ำมัน เอ่อ ในสินทัพย์ทั้งหลายทางกายภาพในภูมิภาคอ่าวจะถูกทำลายไปทีละอัน.
โรงกลั่นน้ำมันทั้งหลาย, ทุ่ง/บ่อน้ำมันทั้งหลาย,
สาธารณูปการของท่าเรือขนส่งทั้งหลาย. สาธารณูปการลอจิสตอิกส์ทั้งหลายและอื่นๆอีกนอกจากนี้. (So, if the war continues, that’s
the choice by the way of Israel and the United States. But if they continue the
war, then two things will happen. One, the Strait of Hormuz effectively will
remain closed. And Second, the oil uh physical assets in the Gulf region
will be destroy one by one. The refineries, the oil fields, the port
facilities, the LG facilities and so forth.)
ดังนั้น, เราจะมีปัญหาวิกฤตการณ์ใหญ่ระดับโลก. ราคาของน้ำมัน,
ถ้านั่นบังเกิดขึ้น, จะพุ่งขึ้นไปเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล. ตลาดทั้งหลายไม่ได้สมมติไว้ว่านี่จะเป็นเหตุเช่นนี้เพราะว่าพวกเขากำลังฟังที่ทรัมป์กำลังพูดว่าเรื่องนี้จะจบไปในช่วงระยะเวลาสั้นๆ.
ถ้านั่นเป็นเหตุกรณี, แล้วก็ใช่, ราคาน้ำมันก็จะขยับขึ้นไปเล็กน้อยเท่านั้น. (So. We will have a major
global crisis. The price of oil, if that happens, will soar well above $100 a
barrel. The markets have not assumed that this is the case because they are
listening to Trump saying that this will be over in a short period of time. If
that’s the case, then yes, oil prices will remain only modestly increased.)

แต่ถ้ามันเป็น, การดำเนินอยู่ต่อไปนี้เพราะว่าสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลยังดำเนินการบุกรุกโจมตีของพวกเขาต่อไป,
ราคาน้ำมันนั้นก็จะพุ่งอย่างดีไปเหนือ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล. ก็จะมีวิกฤตตการณ์เศรษฐกิจใหญ่ทั่วโลก.
เอเชียและยุโรปจะต้องจ่ายในราคาสูงสุดสำหรับวิกฤตการณ์นี้ เพราะว่าพวกเขาพึ่งพาอยู่กับการนำเข้า(น้ำมัน)จากตะวันออกกลาง
และ เอ่อ ทั้งยุโรปและเอเชียก็จะเจ็บปวดอย่างมหาศาล. ทุกคนจะเจ็บปวด
แต่อินเดีย, ออินโดนีเซีย, จีน และส่วนที่เหลือของเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จะจ่ายในราคาที่อย่างหนักมาก. (But if it is, as is likely,
this continues because the US and Israel continue their aggression, the oil prices
will soar well above $100. There will be a major global economic crisis. Asia
and Europe will pay the highest costs for that crisis because they are
dependent on imports from the Middle East and uh both Europe and Asia will
suffer enormously. Everyone will suffer but India, Indonesia, China, the rest
of Southeast Asia will pay a very heavy price.)
พิธีกร: ช่วยเราขยายกับเรื่องนั่นที,
มร. แซ้คส์, ในประเด็นเรื่องของ, อย่างแรก, แน่นอนว่า, ผมกระทบในทันทีเป็นเกมือนกับว่าจะถูกรู้สึกได้เมื่อมันได้มาถึงกับเรื่องน้ำมัน,
ความสามารถในการหาได้ของน้ำมัน และหมายเลขสอง ราคาของน้ำมัน. พ้นเลยไปกว่านั่น, อะไรคือ,
อะไรที่เป็น, อะไรคือปัจจัยทั้งหลายที่จะเป็นเหตุให้เกิดความเจ็บปวดต่อเศรษฐกิจทั้งหลายเหกมือนที่อินเดียกำลังไปข้างหน้าอยู่นี้? (Help us expand on that, Mr. Sachs.
In terms of, first, of course, uh the immediate impact is likely to be felt
when it comes to oil, availability of oil and number two the pricing of oil.
Beyond that, what are, what is, what are the factors that will cause pain to
economies like India going forward?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: เรารู้จากการตื่นตกใจเรื่องน้ำมันกันในยุคปี 1970, ในปี 1973-74 และในปี
1979, นั่นเมื่อเมื่อปรอิมาณน้ำมันดิบในตลาดโลกได้ลดลงในทันทีและมีนัยสำคัญ
ทั่วทั้งโลกก็เข้าไปสู่วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ. ผมที่จริงแล้วก็ได้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกของผมเมื่อ
46 ปีที่แล้วในหัวข้อเรื่องนี้. เรากลับไปที่ฉากจำลองนั่นที่จะมีการหดตัวของการค้าและการลงทุน.
ก็จะมีการเพิ่มขึ้นของความไม่มีเสถียรภาพมั่นคงทางการเมืองในประเทศทั้งหลายมากมาย
ถ้าสงครามนี้ยังดำเนินต่อไป. (We
know from the oil shocks of the 1970s, in the 1973-74 and in 1979 – 1980, that
when a sharp rather sudden significant reduction of world oil supplies the
entire world went into economic crisis. I actually did my PhD dissertation 46
years ago on that topic. We are back to that scenario where there will be a
contraction of trade of investment. There will be increased political
instability in many countries if this war continues.)
นั่นเป็นผลลัพธ์ที่คาดการณ์กันไว้ข้างหน้า. มีสองหนทางที่สงครามนี้สามารถจบสิ้นลงได้.
หนึ่งหนทางนั้นคืออิสราเอลและสหรัฐอเมริกาอ้างไว้,
ที่เป็นพวกเขาจะเอาชนะอิหร่าน. นัทุกกวิเคราะห์ทางทหารส่าวนใหญ่โต้แย้งในเรื่องนี้,
ว่าสงครามนี้จะไม่จบลงในหนทางนั้น. สงครามหนึ่งสามารถจบสิ้นลงในหนทางนั้นได้อย่างไรในสองสามสัปดาห์ของการทิ้งระเบิด?
มองดูที่สงครามยูเครนสิ. ได้มีการทิ้งระเบิดมาสี่ปีแล้ว.
สงครามนั้นยังดำเนินต่อไปโดยปราศจากการเดินทัพภาคพื้นดินและจะไม่มีการเดินทัพรบภาคพื้นดินของอเมริกัน.
สงครามนี้ก็จะดำเนินต่อไป. ดังนั้น,การสิ้นสุดสงครามโดยชัยชนะของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล
ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้นอย่างยิ่ง. (That’s not a foregone conclusion. There
are two ways the war could end. One way is that the Israel and the United
States claim, which is that they will defeat Iran. Most every military analyst disputes
this, that the war will not end that way. How can a war end that way with a few
weeks of bombing? Look at the Ukraine war. There’s been bombing for four years.
The war continues without boots on the ground and there will not be US boots on
the ground. The war will continue. So, ending the war by victory by the US and
Israel is extraordinarily unlikely.)
อีกหนทางอื่นที่สงวครามนี้สามารถจลลงได้ก็คือรัฐบาลทั้งหลายของโลก
บอกความสัจจริงต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล, ว่านายต้องหยุดเรื่องนี้ในเดี๋ยวนี้เลย.
นั่นคือความเป็นไปได้อย่างยิ่ง. ประเทศทั้งหลายส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการจะทำมัน.
พวกเขาได้หวาดกลัวโดนัลด์ ทรัมป์. พวกดเขาไม่ควรเป็นเช่นนั้น. มันเป็นการเกทับข่มขู่และอวดโอ่มากไป.
(The other way that the war could end is that the world’s governments
tell the truth to the US and Israel, which you must stop this now. That is
highly plausible. Most countries don’t want to do it. They’re scared of Domald
Trump. They shouldn’t be. It’s a lot of bluff and bluster.)
ข้อเมท็จจริงของสาระสำคัญคือ
เขาไม่สามารถบัญชาอินเดีย หรือจีน หรือรัสเซีย กรือประเทศทั้งหลายอื่นในหนทางที่เขาคิดว่าสามารถทำได้.
ดังนั้น, ถ้าพวกเขายืนขึ้นด้วยกันและบอกให้จบสิ้นสงคราม, มันก็แน่นอนว่าจะจบสิ้นลง.
แต่ถไม่ว่าเหล่านั้นบังเกิดขึ้นและทั้งหมดของเรื่องนี้ดำเนินอยู่ต่อไป,
เช่นนั้นแล้วราคาที่ต้องจ่ายทางเศรษฐกิจจะเป็นที่มหาศาลสำหรับอินเดีย,
สำหรับส่วนใหญ่ของเอเชีย, สำหรับส่วนใหญ่ของยุโรป, และตามความเป็นจริง,
กับสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน. เอ่อ, ถึงแม้ว่าสหรัฐอเมริกาโดยพื้นฐานแล้วจะได้มีความสมดุลในด้านพลังงานอยู่,
มันก็จยังคงมีเหตุการณ์สำคัญทั้งหลายในแง่ลบ. (The fact of the matter is that he
cannot command India or China or Russia or other countries the way he thinks he
can. So, if they stand up together and say end the war, it actually will end.
But if neither of those happens and all of this continues, then the economic
costs will be enormous for India, for most of Asia, for Europe, actually also
for the United States. Uh, even though the US is basically energy balanced, it
will still have very significant negative consequences.)
พิธีกร: เอ่อ, มร. แซ็คส์. หนึ่งในการจบลงที่คุณเสนอคือว่า
มันควรจะใช้อำนาจเป็นกลางทั้งหลาย, ประเทศทั้งหลาย, อย่างเช่านของอินเดีย,
อะไรประเภทของรัสเซีย, ที่ยืนขึ้นอย่างแท้จริงในตำแหน่งร่วมกันและแล้วตัดสินให้สหรัฐอเมริกาที่จะไม่เคลื่อนไปข้างหน้าอีกกับการปะทะนี้.
เราได้เห็นการยิงไฟเขียวกับเส้นแนวเหล่านั้น. เราได้เห็นประธานาธิบดีฝรั่งเศส
เอ่อ พูดเกี่ยวกับว่าอย่างไรที่เรื่องนี้ผิดกฎหมาย ที่ได้ติดตามมาโดยสหรัฐอเมริกา. (Uh, Mr. Sachs. One of the
endings that you propose is that it would take middle powers, the countries, the
likes of India, the kinds of Russia, to actually stand up in a united position
and then convince the United States to not move forward with this engagement
any further. We’ve seen green shoots along those lines. We’ve seen the French
president uh talk about how this is an non-legal approach that has been
followed by the United States.)
เราได้เห็นสเปนไม่ยินยอมให้สหรัฐอเมริกาเข้าถึงยังฐานทัพอากาศทั้งหลายของพวกเขา.
คุณมองว่าคือการก่อตัวของพันธมิตรนี้ขึ้นมาไหม? คุณมองว่าอำนาจตรงกลางทั้งหลายตามจริงแล้วกำลังยืนขึ้นมาตรงหน้าของโดนัลด์
ทรัมป์กับการเผชิญหน้าต่อระบอบกำแพงภาษีสินค้านำเข้าซึค่งทรัมป์นำมากำหนดใช้ไหม? (We’ve seen Spain disallow the
United States access to their air bases. Do you see this alliance forming up?
Do you see these middle powers actually standing up in the face of a Donald Trump
in the face of a tariff regime that he has deployed?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: ผมเห็นเช่นนั้น. ที่แตกต่างของผปมมีเพียงแค่ว่าผมไม่นับเอาว่าอินเดียเป็นอำนาจตรงกลาง.
ผมไม่นับเอาว่ารัสเซียเป็นเช่นอำนาจตรงกลาง. ผมนับว่ามันเป็นมหาอำนาจหนึ่ง.
จีนก็เป็นมหาอำนาจ. อะไรที่เราจำเป็นต้องการคืออำนาจหลักทั้งหลายที่จะพูดต่อสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล,
ว่า นายได้ทำบางอย่างที่ผิดอย่างสัมบูรณ์สิ้นไปแล้ว. อย่างสัมบูรณ์ของความรุกราน,
ผิดกฎหมาย, ความหลงผิด. คุณอ้างอิงคำพูดของผมได้เลย. (I do. My only difference is I
don’t count India as a middle power. I count it as a great power. I don’t count
Russia as a middle power. I count it as a great power. China is a great power.
What we need is the major powers to say to the United States and Israel, you’ve
done something absolutely wrong. Absolutely aggressive, illegal, delusional.
You can quote me.)
เอ่อ, พวกเขาสามารถอ้างอิงคำพูดของผมได้. มันไม่มีเหตุผลเลย(ในการทำของสหรัฐและอิสราเอล-ผู้แปล).
มันทำเศรษฐกิจพังไปทั้งโลก. นั่นจะทำให้เรื่องนี้ต้องหยุด. ในขณะที่การข่มขู่, ทรัมป์คาดว่าทุกคนจะยังคงนิ่งเงียบ
หรือกระทั่งตกลงมาในแถว, แต่ประเทศทั้งหลายไม่ได้ทำเช่นนั้น. คุณก็รู้, สเปน
เอ่อ นายกรัฐมนตรีของสเปน หรือ หรือประธานาธิบดีแห่งสเปน. ดังที่เขาถูกเรียกด้วยเช่นกันว่า,
เปโดร ซานเชส, ได้ยืนขึ้นและพูดว่า, “นี้เป็นเรื่องผิดกฎหมายและไร้สติ.
เราจะไม่ทำมัน, และสหรัฐอเมริกาไม่สามารถใช้ฐานทัพของเราได้.” (Uh, they can quote me. It makes no
sense. It wrecks the whole world economy. That will get this to stop. As a
bully, Trump counts on everyone remaining silent or even falling into line, but
countries are not having it. You know. Spain, uh, the prime minister of Spain
or president of Spain. As he’s also called, Pedro Sanchez, stood up and said,
“This is illegal and reckless. We won’t do it, and the US can’t use our bases.”)
แล้วทรัมป์เองก็ได้ข่มขู่เขา. และคุณก็รู้ว่าอะไรที่เขาได้ทำ?
เขาได้พูดว่า, “เราไม่ได้กำลังฟังการข่มขู่ของคุณอยู่. พวกนั้นเป็นคำขู่ที่ว่างเปล่า.”
เอ่อ, และแล้วประเทศทั้งหลายอื่นๆในยุโรปก็กำลังพูดว่า, “โว้ว, เราสามรารถทำสิ่งเดียวกันนั้นได้.”
เราจำเป็นต้องการความสัจในตอนนี้แล้ว. (Trump
then threatened him. And you know what he did? He said, “We’re not. They’re
empty threats. Uh, and then other countries in Europe are saying, “Whoa, we can
do the same thing.” We need truth telling right now.)
เรื่องนี้ได้เริ่มต้นด้วยมายาคติสยดสยองของอิสราเอล.
เรื่องนี้รวมถึงมายาคติของสหรัฐอเมริกาด้วย. โลกมีความจำเป็นต้องการที่จะพูดว่า,
“เราไม่ต้องการให้อิสราเอลปกครองตะวันออกกลาง. เราไม่ต้องการให้สหรัฐอเมริกาปกครองโลก.
เราต้องการอย่างแท้จริงให้มีการปกครองโดระบบยพื้นฐานกฎกติกาภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ.
นั่นคือแนวคิดหลักดของประเทศ BRICSทั้งหลาย.
เราไม่ยอมรับอะไรประเภทความไร้ซึ่งกฎหมาย. (This started with Israeli
grotesque delusions. This includes US delusions. The world needs to say, “We don’t
want Israel to rule the Middle East. We don’t want the US to rule the world. We
want actually a rules-based system under the UN charter. That’s the theme of
the BRICS countries. We don’t accept this kind of lawlessness.)
เราไม่ได้ยอมรับอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาในการฆ่าผู้นำทั้งหลายของรัฐในระหว่างการเจรจาต่อรองทั้งหลาย.
การไร้สตินี้เป็นเรื่องร้ายแรงอย่างยิ่ง. ไม่มีจุดใดในการที่อยู่นิ่งเงียบเกี่ยวกับการไร้สติชองมัน
เพราะว่านั่นจะเป็นการยืดเยื้อความเจ็บปวดอีกนาน. การออกมาประณามในอะไรที่อย่างสัมบูรณ์สิ้นของการผิดกฎหมาย,
การก่อความเสียหาย, และเป็นอันตรายที่มีแต่ผลลัพธ์ล้มเหลว
คืออะไรที่สำคัฯมากที่สุดในตอนนี้. (We don’t accept Israel and the US killing
religious leaders of state in the middle of negotiations. The recklessness of
this is profound. There’s no point in being silent about the recklessness of it
because that will prolong the agony, not end the agony. Calling out what it is
an absolutely illegal, destructive, and doomed to fail effort is what’s most important
right now.)
พิธีกร: ใช่เลย,
มร. แซ็คส์, เราอีกครั้งที่ชอบที่จะชื่นชมกับเวลาที่คุณได้ใช้ในการพูดต่อเรา.
มันเป็นการพบปะที่สำคัญยิ่ง. เราดำเนินต่อไหป เอ่อ ที่จะติดต่ออยู่และที่จะได้ทัศนภาพของคุณมากยิ่งขึ้นในขณะที่ความเกี่ยวข้องปะทะกันนี้เป็นความขัดแย้งที่ในเอเชียตะวันตกดำเนินอยู่อย่างหวังว่าจะไม่ไปอีกนานนนัก
แต่บางอย่างที่เราจะเป็นที่คอยจับตามองอย่างใกล้ชิดให้มาก. มร. แซ็คส์,
ขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งสำหกรับมาเป็นส่วนหนึ่งของการสนทนานี้ที่นี่กับCNBC
TTY18. (Right,
Mr. Sachs, we’d again like to appreciate the time you’ve taken out to speak to
us. It’s been an insightful session. We continue uh to stay connected and to
get more of your perspective as this engagement as this conflict in West Asia
continues hopefully for not very long but something that we’ll all be keeping a
very close eye on. Mr. Sachs, thank you once again for being a part of this
conversation right here on CNBC TV18.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น