วรรณฑนา ศิวะ - ประชาธิปไตยโลก และ อารยธรรมเชิงนิเวศ
Vandana Shiva on
Earth Democracy & Ecological Civilization
https://youtu.be/hsoRKBhVz-c?si=j_dETrNzUg9bM1O8
+
อารยธรรมเขิงนิเวศคือประชาธิปไตยโลก.
อารยธรรมเชิงนิเวศคือการตระหนักรู้ว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของข่ายใยแห่งชีวิต.
เรามาได้อยู่ข้างนอกของข่ายใยนั้น. เราไม่ได้เป็นเจ้านายทั้งหลายของโลก.
เราไม่ได้เป็นเจ้าของทั้งหลายชองโลก และที่แน่นอนที่สุดว่าควรจะหยุดทำสงครามต่อโลกได้แล้ว.เพราะว่าเราเป็นสมาชิกทั้งหลายของครอบครัวโลก
ทำการสันติสุขไปด้วยกันกับโลก ไม่ใช่แค่เพียงให้ความเคารพต่อสิทธิทั้งหลายของโลก. (Ecological Civilization is Earth
Democracy. Ecological Civilization is the recognition that we are part of the
web of life. We are not outsider the web. We are not masters of the Earth. We
are not owners of the Earth and definitely should stop the war against the
Earth. Because as members of the Earth family making peace with the Earth is
not just respecting the rights of the Earth.)
มันเป็นความมั่นใจได้ว่าอนาคตของเรานั้นจะได้ยั่งยืนเพราะว่าเราพึ่งพาอยู่ที่โลก.
และอารยธรรมเชิงนิเวศหมายความว่า เราได้เชิดชูคุณค่าที่คือหลักการทั้งหลายซึ่งจัดรวมเข้าเป็นองค์ร่วมแห่งอารยธรรมของเรา.
ดิฉันอยากจะอ้างอิงสองอย่างที่กล่าวถึงกันไว้. เมื่อมหาตมะ คานธีได้ถูกถามว่า
เขาได้คิดอย่างไรกับอารยธรรมตะวันตก ที่มในตอนนั้นคืออารยธรรมเชิงอุตสาหกรรม.
เมื่อพวกเขาได้ถามว่าเขาได้คิดเช่นไรกับอารยธรรมตะวันตก,
เขาแค่ยิ้มและพูดว่า, “มันก็น่าจะเป็นความคิดที่ดีนะ.” (It is ensuring that our future
is sustained because we depend on the Earth. And Ecological Civilization means
that we elevate the values that are organizing principles of our civilization.
Um want to just quote two little quotes. When Gandhi was asked what he thought
of Western Civilization which at that time was an industrial civilization. When
they asked what do you think of Western Civilization, he just smiled and said,
‘It would be a good idea.’)
ความหมายของนั่นคือมันไม่ได้เป็นอารยธรรม
เพราะว่าการที่จะเป็นอารยะได้คือการที่ได้ถูกจัดร่วมเข้าเป็นองค์รวมที่สูงขึ้นกว่าในท้ายที่สุด.ท้ายที่สุดที่สูงกว่าในการดำรงชีวิตของโลกอย่างงดงามยิ่งกว่า.
ท้ายที่สุดที่สูงกว่าซึ่งไม่ใช่การเป็นมลพิษของโลก. ท้ายที่สุดที่สูงกว่าของการดำรงชีวิตเป็นเช่นชุมชนที่เคารพนับถือต่อมนุษย์ผู้อื่น.
ในตอนนี้ก็เป็นระบบที่ได้ตั้งอยู่กับผลกำไรและกำไรและกำไรทั้งหลายเพียงอย่างเดียว
และจะกระทำความรุนแรงใดๆก็ได้เพื่อให้ได้มาซึ่งกำไร. (Meaning that it’s not a
civilization because to be civilized is to be organized for higher ends. The
higher ends of living the Earth more beautiful. Higer ends of not polluting the
Earth. Higher ends of living as a community respecting other human being. Now a
system that is based on profits and profits and profits alone and will commit
any violence.)
เพื่อที่จะทำเงิน ไม่ใช่อารยธรรมที่ถูกต้องนักมในแง่ของคานธี.
แต่แล้ว, คุณรู้มั้ย, ที่ทิเบต, นายกรัฐมนตรีของรัฐบาลพลัดถิ่นของทิเบต,
เขาได้เคยมักจะมาและสอนที่นี่มหาวิทยาลับโลกนี้เสมอๆ, เหมือนอย่างที่คุณมีมหาวิยาลัยโลกในคอสตา
ริกา, นาฟฑานิยะเล็กๆของเรามีมหาวิทยาลัยโลก ที่ซึ่งเราเรียนบทเรียนทั้งหลายจากโลก.
และเขาก็ได้แยกแยะระหว่างสองคำนี้ในภาษาฮินดี, คุณรู้มั้ย, เขาได้พูดคำว่า”สันสกฤติ”
ก็คือที่ยึดกุมสิ่งทั้งหลายเข้าไว้ด้วยกัน นั่นคืออารยธรรม. อารยธรรมผูกไว้ด้วยกัน.
มันได้สร้างแรงยึดเหนี่ยวทั้งหลายและสัมพันธภาพทั้งหลาย. และคำว่า “วิกฤติ”
ที่เป็นสิ่งตรงกันข้ามที่คือ การทำลาย, นั่นคือที่ทำให้แตกเป็นชั้นเล็กชิ้นน้อย.(In
order to make money is not a civilization Gandhi was so right. But then, you
know, the Tibetan, Pime Minister of the Tibetan government in exile, he used to
always come and teach at our Earth University, like you have Earth University
in Costa Rica, our little Navdanya has a little Earth University where we learn
lessons from the Earth. And he differentiated between two in words in Hindi,
you know, he said Sanskriti1 is
that which holds things together that’s civilization. Civilization binds. It
creates bonds and relationships. And Vikriti is the opposite that which
destroys, that which fragments.)
1 Sanskrit
(หรือ Sanskriti) สามารถแปลและให้ความหมายได้
2 รูปแบบหลักๆ ตามบริบทของภาษาฮินดีและสันสกฤต ดังนี้ครับ
1.
ภาษาสันสกฤต (Sanskrit): เป็นภาษาอินโด-อารยันโบราณ รากศัพท์มาจากคำว่า saṃskṛta (สัง-สฺกฤต) แปลว่า "ประดับประดา", "บ่มเพาะ",
"บริสุทธิ์" หรือ "ทำให้อย่างสมบูรณ์แบบ"
2. วัฒนธรรม
(Sanskritik
/ Sanskriti): ในภาษาฮินดีและอินเดีย คำว่า Sanskriti
(संस्कृति) แปลตรงตัวว่า "วัฒนธรรม"
หรือ "อารยธรรม"
ซึ่งมีความหมายลึกซึ้งถึงการขัดเกลาจิตใจให้สูงขึ้นและการปฏิบัติสืบทอดกันมา
ดังนั้น, อะไรที่ถูกเรียก, การถูกเรียกว่าอารยธรรมตะวันตกในทุกวันนี้ก็คือ
สิ่งถูกทำลายแตกแยกชิ้นเล็กชิ้นน้อยของโลก ดังเช่นการแบ่งแยกมนุษย์จากธรรมชาติ.
การแย่งแยกของมนุษย์จากธรรมชาติ. การแย่งแยกทั้งหลายของโลกจากแค่ละภาคส่วนของอดีต.
และอะไรที่เป็นวิศวกรรมทางพันธุกรรม/การตัดต่อพันธุกรรม แต่ได้ลดชีวอินทรีย์/จุลินทรีย์ชีวิตทั้งหลายจากหลายพันล้านของพันธุกรรมซึ่งมีปฏิสัมพันธ์ต่อกันอันสลับซับซ้อน.
การลดทอนมันลงเป็นแค่หนึ่งพันธุกรรมเพื่อที่จะถูกเคลื่อนย้ายไปทั่วโลกและถูกเป็นเจ้าของโดยผู้ถือลิขสิทธิ์เดียวเป็นทรัพย์สินของตน.
ดังนั้น, มันคือการแตกแยกเป็นชิ้นเล็กชอิ้นน้อยอย่างสัมบูรณ์สิ้น และอารยธรรมเชิงนิเวศแล้ว,
นั้นก็คือที่ได้ยึดเราไว้ด้วยกันเป็นดุจหนึ่งครอบครัวโลกเดียวกันย
และเป็นหนึ่งมนุษยชาติเดียวกัน. (So,
what is called, being called Western Civilization today is a fragmenting of the
world as a separation of humans from nature. Separation of humans from humans.
Separation of the Earth from each part of the past. And what is genetic
engineering but reducing a living organism but billions of genes with complex
interaction. Reducing it to one gene to be moved around and owned as
intellectual property. So, it is the ultimate fragmentation and Ecological
Civilization then, is that which holds us together as one Earth family and one
humanity.)
ดังนั้น, มันนำออกมาซึ่งคุณค่าที่ดีที่สุดของมนุษย์. แต่คุณค่าของมนุษย์เหล่านั้นเราต้องนำเอาออกมาซึ่งสัมพันธภาพที่ดีที่สุดของเราที่มีต่อโลก.
นั่นสำหรับดิฉันแล้วก็เป็นอารยธรรมเชิงนิเวศ. (So. It brings out the best of
human values. But in those human values we have to bring out the best of our
relationship with an in the Earth. That to me is an Ecological Civilization.)
(Thank you for watching.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น