ริชาร์ด วูลฟ์ฟ - อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ?
Wolff Responds: "What is National Security?" Dated
June 3, 2026
https://youtu.be/2C6dgtnmTd0?si=mKXVM1SZR8AUVOWk
ขอต้อนรับเพื่อนทั้งหลายสู่ อีกตอนหนึ่งของ”วูลฟ์ฟ ตอบสนอง.”ผมเรียกตอนนี้ด้วยหนึ่งเครื่องหมายคำถาม.
อะไรคือความมั่นคงแห่งชาติ? และผมถามนั่นด้วยความจริงใจทั้งหมดเพราะว่าสองคำนี้
แห่งชาติและความมั่นคงเป็นที่สลับซับซ้อนและไม่ค่อยจะไปด้วยกันได้สักเท่าไหร่.
เอาละ, ดังที่ผมคิดว่าผมสามารถแสดงให้คุณเห็นในอีกสองสามนาที่นี้. (Welcome friends to another ‘Wolff
Responds.’ I call this with a question mark. What is national security? And I
ask that in all honesty because the two words national and security are
complicated and don’t go together all that. Well, as I
think I can show you in a few minutes.)
ในทุกวันนี้มีการกล่าวอ้างว่าความั่นคงแห่งชาติเป็นอะไรที่ขับเคลื่อนอิสราเอลที่จะทำอะไรที่มันกำลังอยู่ในตะวันออกกลาง.
มันขับเคลื่อนสหรัฐอเมริกาที่ได้กำลังทำอะไรซึ่งมันได้ทำมาตลอดสำหรับ 60
หรือ 70 ปีที่ผ่านมา. มันกำลังขับเคลื่อนประเทศยุโรปทั้งหลายในวันนี้ที่จะเข้าไปในสภาวะที่เกือบจะตื่นตระหนกจนเกินเหตุที่มีต่อรัสเซียผู้ที่พวกเขากำลังมองว่ากระทำคุกคาม
เย้ ความมั่นคงแห่งชาติ ของพวกเขาอยู่.
(These days there is a claim that national security is what
drives Israel to do what it is doing in the Middle East. It drives the United States
to be doing what it has been doing for the last 60 or 70 years. It is driving
European countries today to get in an almost hysterical state relative to
Russia whom they see threatening their yeah national security.)
ที่นี่ในสหรัฐอเมริกา, ความปลอดภัยแห่งชาติกำลังถูกสรุปความออกมาด้วยวลีเพียงวลีเดียว.
ถ้าเราไม่สู้รบกับพวกเขาที่ตรงโน้น, เราก็จะต้องสู้รบกับพวกเขาที่นี่. เอาละ, ถ้าเราใช้ตรรกะนั้นและคุณคิดว่ามีการคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของคุณจากที่ใดสักแห่งในโลก,
เอาละ, แล้วคุณก็จะไปยังที่ใดก็ได้ในโลก เพราะมันจะดีกว่าที่สู้รบกับพวกเขาอยู่ที่โน่นดีกว่า
ที่มันจะมารอคอยจนกว่าพวกเขาจะขเมมายังที่นี่. นั่นคือวิธคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้. (Here in the United States,
national security is captured by a phrase. If we don’t fight them over there,
we’ll have to fight them here. Well, if you use that logic and you think there
are threats to your national security anywhere in the world, well, then you
will go anywhere in the world because it’s better to fight them over there than
it is to wait until they come over here. That’s a way of thinking about it.)
อิสราเอลได้ถูกคุกคามโดยการมีอยู่ของผู้คนที่เป็นปรปักษ์ต่ออิสราเอล.
พวกเขาไม่ได้สนใจใยดีมากนักจริงๆว่า ทำไมพวกเขาถึงแสดงท่าทีเป็นศัตรู
หรือความเป็นมาประวัติศาสตร์ของเรื่องราวทั้งหมดนั้นเป็นอย่างไร. คนอเมริกันส่วนใหญ่ (Israel feels its national security
is threatened by the existence of people that are hostile to Israel. They don’t
really much care why they’re hostile or what the history of it all was. Most
Americans don’t seem to care that much either. They wait for their readers to
tell them, “These people threaten our security, and so we’re going to fight them
over there so they don’t come over here.”)
ในยุโรป, ขอให้ผมทำความกระจ่างชัดกับประวัติศาสตร์นั้น. หลายปีมากๆที่ล่วงมาแล้ว,
ฝรั่งเศสภายใต้ผู้นำอันยิ่งใหญ่ได้รู้สึกว่าความมั่นคงแห่งชาติว่าได้ถูกคุกคาม.
ดังนั้น, พวกเขาจึงบุกเข้าไปในดินแดนรัสเซีย ในหนทางหนึ่งในประเทศที่ใหญ่ที่สุดทั้งหลายในยุโรป.
ในสงครามโลกครั้งที่ 1, พวกเยอรมัน และคนอื่นๆได้โจมตีใส่รัสเซียเป็นเช่นส่วนหนึ่งหนึ่งขแองสงครามโลก
ครั้งที่ 1 เพราะว่าพวกเขาได้รู้สึกว่าความมั่นคงของพวกเขาได้ถคุกคาม
และพวกเขาก็ได้ไปที่รัสเซียเพื่อที่จะรบดีกว่าปล่อยให้พวกรัสเซียนเข้ามาเอง.
(In Europe, let’s be clear on
the history. Many, many years ago, the French under their great leader Napoleon
felt that their national security was threatened. So, they invaded Russia being
in a way one of the biggest countries in Europe. In World War I, the Germans
and others attacked Russia as part of World War I because they felt their
security was threatened and they went to Russia to fight there rather than let
the Russians come in.)
ฮิตเลอร์ทำมันอีกครั้ง. ยุโรปได้บุกรุกรัสเซีย.
ในขณะที่ก็กล่าวโทษรัสเซียว่าคือตัวปัญหา, ตัวเลว, เป็นตัวอันตราย.
คำโต้ค้านของฮิตเลอร์, รัสเซียได้กลายเป็นประเทศคอมมิวนิสต์โยผ่านการปฏิวัติใหญ่ปี
1917 และด้วยวิธีการทั้งหลายของพวกเขาหรือของสมุนรับใช้ทั้งหลายของพวกเขา, ประเทศที่มีระบอบปกครอง/แนวคิดคอมมิวนิสต์ทุกภาคส่วนของโลก,
พวกเขาได้เป็นภัยคุกคามใครก็ตามที่ดำเนินการบริหารประเทศอยู่ในยุโรป. และดังนั้นเอง,
พวกเขาได้กำลังที่จะสู้รบกับพวกเขาข้ามไปที่โน่น. ดังนั้น,
คุณไม่จำเป็นต้องสู้รับกับพวกเขาข้ามมาที่นี่
Hitler did it again. Europe invaded Russia Meanwhile blaming
Russia for being the problem, the bad guy, the endangerment. Hitler’s argument,
Russia had become a communist country through the 1917 revolution and by means
of them or their proxies, communists in order parts of the world, they
threatened whoever it was running Europe. And so, they were going to fight them
over there. So, you don’t have to fight them over here.)
คุณก็รู้ว่าอะไรคือจุดจบของวิธีคิดเช่นนี้เกี่ยวกับความมั่นคงแห่งชาติคืออะไร?
คุณเอาความมั่นคงของคุณไปวางไว้ที่ความเสี่ยง และคุณก็เอาประชาชาติของคุณไปที่ความเสี่ยงด้วยเช่นกัน.
ดังนั้น, ผมอยากที่จะทำข้อเสนอหนึ่ง. เอาเป็นว่า เราคิดเกี่ยวกับคามมั่นคงแห่งชาติกันในวิธีที่แตกต่างไปกันดีมั้ย?
(You know what the end result
of this way of thinking about national security is? You put your security at
risk and you put your nation at risk also. So, I would like to make a proposal.
How about we think about we think about national security in a different way?)
สมมติว่าเราคิดว่าความมั่นคงปลอดภัยไม่ได้อยู่ที่การสู้รบตรงโน้นก่อนที่พวกเขาจะข้ามมาที่ตรงนี้,
แต่อยู่ที่การทำงานพยายามหาทางออกร่วมกัน ดังนั้น,
เราไม่ใช่คือการว่าจะข้ามไปที่นั่นหรือว่าพวกเขาข้ามมายังที่นี่. นั่นคือภายหลังทั้งหมดของอะไรคือนโยบายต่างประเทศ
และทั้งหมดของสิ่งอื่นๆเหล่านั้นซึ่งได้ถูกออกแบบมาให้สัมฤทธิ์ผล.
สงครามทั้งหลายไม่ได้คลี่คลายแก้ปัญหาสิ่งใดเลย. (Suppose
we think that security is not in fighting over there before they come over
here, but in trying to work out an arrangement. So, we neither go over there
nor they come over here. That’s after all what diplomacy
and all those other things were designed to achieve. Wars don’t solve hardly
anything.)
และคุณก็รู้, เราดูเหมือนว่าจะต้องใช้เวลาอย่างยากลำบากในการที่จะเรียนรู้เรื่องนั้น.
หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมา, เลกน้อยไปกว่านั้น, เราได้มีสงครามโลก ครั้งที่ 1,
สงครามที่ได้ทำลายล้างทั้งหมดของอำนาจทั้งหลายของชาวยุโรป ที่ในเวลานั้น. บริเทน,
ฝรั่งเศส, เยอรมนี, อิตาลี, สเปน, มันไม่ได้สำคัญเลย.
การพังทะลายลงโดยสงครามโลก ครั้งที่ 1. มันทำลายเศรษฐกิจทั้งหลายเหล่านั้น.
มันได้ฆ่าสอิบล้านผู้คน. มันก็ยังได้เป็นที่กระจ่างชัดต่อผู้คนภายหลังสงครามโลก
ครั้งที่ 1 ว่าการสู้รบในสงครามหนึ่งเหมือนเช่นนั้นได้ไปไกลเลยยิ่งกว่าโง่เง่า. (And
you know, we seem to have a hard time learning that lesson. A hundred years
ago, a little over, we had World War I, a war that devastated all of the
European powers at that time. Britain, France, Germany. Italy. Spain, it didn’t
matter. Wrecked by the World War I. It ruined those economies. It killed tens
of people. It was so awful. It was so clear to people after World War I that
fighting a war like that was beyond stupid.)
มันเป็นการทำลายล้างตัวเอง. ดังนั้น, พวกเขาได้เข้ามารวมตัวกัน, ผู้คนผู้ซึ่งได้รอดชีวิต,
และพวกเขาก็เลยจัดตั้งอะไรบางอย่างขึ้นที่ถูกเรียกว่า องค์การสันนิบาตชาติ.
และแค่สองสามปีภายหลังจากสงครามโลก ครั้งที่ 1 ที่เริ่มต้นในปี 1914, ก็จบลงในปี
1918. สำหรับสองสามปีหลังจากนั้น, องค์การสันนิบาตชาติพยายามที่จะเป็นเวทีในการเจรจาหาข้อตกลงและประนีประนอม
เพื่อไม่ให้ความมั่นคงของชาติสมาชิกต้องถูกคุกคาม และคุณก็จะไม่ต้องสู้รบช้ามไปถึงที่นั้น
ที่จะหลีกเลี่ยงพวกเขาไม่ให้ข้ามมายังที่นี่ด้วยเช่นกัน. แต่บางชาติไม่ได้ยึดอยู่โดยสันนิบาตชาติ.
พวกเขาลาออก. เยอรมนี, อิตาลี, ญี่ปุ่น. และเดาสิว่าอะไร? อย่างรวดเร็วมาก,ทุกอย่างพังทลายลง
แล้วเราก็ได้มีสงครามโลก ครั้งที่ 2. (It was self-destructive. So, they
got together, the people who survived, and they set up something called the League
of Nations1.
And for a few years after World War I, and remember World War I starts in 1914,
ends in 1918. For a few years after that, the League of Nations tried to be a place
where you work out a compromise so your national security wasn’t threatened and
you wouldn’t have to fight over there to avoid them coming over here. But some
nations didn’t abide by the League of Nations. They quit. Germany, Italy, Japan.
And guess what? Very quickly, it all dissolved and we had World War II.)
1 สันนิบาตชาติ
(The League of Nations) คือองค์การระหว่างประเทศแห่งแรกของโลกที่ก่อตั้งขึ้นเพื่อรักษาสันติภาพและป้องกันสงคราม
ก่อตั้งเมื่อวันที่ 10 มกราคม ค.ศ. 1920 หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ก่อนที่จะยุติบทบาทลงในปี ค.ศ. 1946 และถูกแทนที่ด้วยองค์การสหประชาชาติ (UN) ในปัจจุบัน
คุณสามารถทำความเข้าใจรายละเอียดของสันนิบาตชาติได้ตามหัวข้อสำคัญดังนี้ครับ:
- จุดประสงค์หลัก:
เพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศ แก้ไขข้อพิพาทโดยสันติวิธี
ลดกำลังอาวุธ
และรับประกันความมั่นคงร่วมกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสงครามโลกขึ้นอีก
- จุดเริ่มต้น:
ริเริ่มโดยประธานาธิบดี วูดโรว์ วิลสัน แห่งสหรัฐอเมริกา
ภายใต้สนธิสัญญาแวร์ซาย (Treaty of Versailles) ที่ใช้ยุติสงครามโลกครั้งที่หนึ่งอย่างเป็นทางการ
- ทำไมถึงล้มเหลว:
แม้จะเป็นแนวคิดที่ดี
แต่สันนิบาตชาติขาดกองกำลังทหารของตนเองที่จะใช้บังคับมติ
และสหรัฐอเมริกาก็ไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกตั้งแต่แรก
รวมถึงประเทศมหาอำนาจอื่นๆ เช่น เยอรมนี (ภายใต้ฮิตเลอร์) และญี่ปุ่น
ก็ได้ถอนตัวออกไป ทำให้องค์กรอ่อนแอและไม่สามารถหยุดยั้งการปะทุของสงครามโลกครั้งที่สองได้
- การสืบทอดองค์กร:
ความล้มเหลวของสันนิบาตชาตินำไปสู่การก่อตั้ง องค์การสหประชาชาติ (UN) ในปี ค.ศ. 1945 ซึ่งมีการปรับปรุงโครงสร้างให้แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพในการดูแลความสงบเรียบร้อยของโลกมากขึ้น
โดยพื้นฐานแล้ว, เริ่มต้นขึ้นในปี 1938 และ 39.
นั่นไม่ได้หลายปีเลยภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 1,
ที่คุณจำได้ว่ามันสิ้นสุดลงในปี 1918. ดังนั้น, สงครามโลก ครั้งที่ 2, สองสามปีภายหลังสงครามโลก
ครั้งที่ 1, เห็นมั้ย, ประเทศทั้งหลายที่ได้แทบจะฟื้นคืนขึ้นมาจากความตื่นตระหนกสยดสยองของสงครามโลก
ครั้งที่ 1 ก็กลับไปหามันและทำมันขึ้นอีกครั้ง. คนยุโรปทั้งหลายได้บุกรัสเซียเข้าไปอีกครั้ง.
คราวนี้, ฮิตเลอร์, ได้เป็นผู้ริเริ่มที่จะรบในรัสเซียเพื่อที่คุณจะได้สามารถเอาชนะพวกบอลเชวิคและอะไรทั้งหมดนั่น.
มันได้ผลมั้ย? ไม่เลย. คุณฟื้นฟูความมั่นคง ของยุโรปกลับคืนมาได้หรือ?
ไม่เลย. (Basically, beginning
in 1938 and 39. That’s not many years after the World War I, which you remember
ended in 1918. So, World War II, a few years after World War I, sees, countries
that had barely recovered from the horror of World War I go
and do it again. The Europeans invaded Russia. This time, Hitler, taking the
initiative to fight in Russia so that you can defeat the Bolsheviks and all of that.
Did it work? No. Did you defeat the Bolsheviks? No. Did you improve the
security of Europe? No.)
คุณได้สู้รบทำสงครามอันสยดสยองที่ได้ฆ่าผู้คนไปมากมายยิ่งกว่าสงครามโลก
ครั้งที่ 1, การจัดการทั้งหลายเหล่านี้ในการมองถึงความมั่นคงของคุณดังที่จำเป็นต้องการให้คุณที่จะควบคุมกำกับโลกทั้งปวง
และไปรบที่โน่น ก่อนที่พวกเขาจะมายังที่นี่ มันไม่ได้ผล. ภายหลังสงครามโลก ครั้งที่
2, เมื่อเราได้ตื่นกลัวดุจว่าสายพันธุ?มนุษย์ในอะไรที่เราได้ทำมันไปสองครั้งแล้วในตอนนี้,
เราก็ได้จัดตั้งสหประชาชาติขึ้น. งานนั้นก็คือที่จะทำให้ดีไปกว่าสันนิบาตชาติได้เคยทำมาที่จะสัมฤทธิ์ผลให้ได้. (You fought a horrible war that
killed even more people than World War I. these arrangements of seeing your
security as needing you to control the whole world and go fight there before
they come here doesn’t work. After World War II, when we were horrified as a
human race by what we had now done twice, we set up The United Nations. The job
was to do a better job than the League of Nations had been able to achieve.)
และเดาสิว่าอะไร? สักระยะหนึ่ง,
มันได้ดูเหมือนว่าจะเป็นอะไรที่ใช้หการได้. ไม่ 100%,
ไม่แม้กระทั่งใกล้เคียง. แต่ก็ดีกว่าไม่มีอะไรปและกรพะทั่งดีกว่าสันนิบาตชาติเล็กน้อย.
แต่สหประชาชาติได้ถูกฉ้อฉลจากตอนแรก เพราะว่ามีหนึ่งประเทศที่ได้หลบหนีสงครามโลก
ครั้งที่ 2นี้มาได้อย่างมีความเสียหายต่ำสุด. มีเพียงหนึ่งเท่านั้น,
และนั่นก็คือสหรัฐอเมริกา.ประเทศทรงอำนาจอิทธิพลทั้งหลายอื่นๆ, บริเทน,
เยอรมนี, อิตาลี, ญึ่ปุ่น, รัสเซีย, จีน ได้ถูกกวาดออกไป,
ได้ถูกทำลายหายนะ, การตายนับหลายล้าน. เศรษฐกิจเสียหายเกินเลยไปกว่าจินตนาการได้.แต่ไม่เลยกับสหรัฐอเมริกา. (And guess what? For a while, it
seemed to sort of work. Nor 100%, not even close. But better than nothing and
even a little better than the League of Nations. But the United Nations was
corrupted from the beginning because there was one country that escaped World War
II with minimum damage. Only one, and that was the United States. All the other
powerful countries, Britain, Germany, Italy, Japan, Russia, China, wiped out,
devasted, deaths in the millions. Economic damage beyond the imagination. Not
in the United States.)
ภายหลังจากเหตุการณ์ที่เพิร์ล ฮาเบอร์แล้ว, หนึ่งโอกาสเท่านั้น,
ไม่มีระเบิดทั้งหลายใดๆถูกทิ้งลงไปในสหรัฐอเมริกาอีกเลย.
ไม่มีโรงงานใดที่ถูกทำลาย. ไม่มีรางรถไฟใดที่พังพินาศเสียหาย. และเทียบไม่ได้เลยกับที่จำนวนชาวยุโรปหรือชาวจีน
หรือชาวญี่ปุ่นที่ถูกฆ่าตาย, ชาวอเมริกันได้รับความเจ็บปวดที่เทียบกันแล้วก็เป็นเพียงเล็กน้อย.
แต่คนอเมริกาก็มีอิทธิพลอำนาจเหนือสหประชาชาติ. และกว่า 50
ปีสุดท้ายที่ผ่านมา, ยิ่งองค์การสหประชาชาติกลายเป็นการรวมตัวของประเทศเอกราชต่างๆ
ในเอเชีย แอฟริกา และละตินอเมริกามากเท่าใด
สหรัฐอเมริกาก็ยิ่งถอนตัวออกไปมากเท่านั้น. ไม่ได้มากเท่าๆกับที่พวกเยอรมันหรืออิตาเลียนได้ถอนตัวจากองค์กรสันนิบาตชาติ,
แต่ก็เกเกือบเป็นเช่นนั้น. (After
Pearl Habor2,
one occasion, no bombs fell on the United States. No factories were destroyed. No
railroad lines pulverized. And relative to the number of Europeans or Chinese
or Japanese killed, Americans suffered relatively little. But America dominated
the United Nations. And over the last 50 years, the more the United Nations meant
all the independent countries in Asia, Africa, and Latin America, the United
States withdrew. Not as much as the Germans and the Italians withdrew from the
league of Nations, but almost.)
2 เพิร์ลฮาร์เบอร์
(Pearl Harbor) คือฐานทัพเรือน้ำลึกและที่ตั้งกองบัญชาการกองเรือแปซิฟิกของสหรัฐอเมริกา
ตั้งอยู่บนเกาะโอวาฮู รัฐฮาวาย
สถานที่แห่งนี้มีความสำคัญระดับโลกเนื่องจากเป็นจุดเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์
เหตุการณ์สำคัญทางประวัติศาสตร์
- การถูกโจมตี:
เช้าวันที่ 7 ธันวาคม ค.ศ. 1941 กองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นได้ส่งฝูงบินรบเข้าจู่โจมฐานทัพเพิร์ลฮาร์เบอร์อย่างฉับพลันโดยที่สหรัฐฯ
ยังไม่ทันตั้งตัว
- ความสูญเสีย:
เหตุการณ์นี้ทำให้ทหารและพลเรือนอเมริกันเสียชีวิตกว่า 2,400 นาย เรือรบได้รับความเสียหายอย่างหนักหลายลำ
และเครื่องบินถูกทำลายไปนับร้อยลำ
- จุดเปลี่ยนสงคราม:
การโจมตีครั้งนี้ทำให้สหรัฐอเมริกาตัดสินใจประกาศสงครามอย่างเป็นทางการ
และเข้าร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเต็มตัว
มากยิ่งมากขึ้นกับความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาสามารถที่จะถูกคุกคามโดยเกือบจะไม่สักผู้ใดเลย.
ในปี 1950, มันได้ถูกคุกคามโดยคนเกาหลีหลายพันไมลสิ์ห่างออกไป. แล้วมันก็ได้ถูกคุกคามโดยคนเวียตนาม,
หลายพันไมลสิ์ห่างออกไป. (More and more with the national security of
the United States could be threatened by almost anybody. In 1950, it was
threatened by Koreans thousands of miles away. Then it was threatened by
Vietnam, thousands of miles away.)
อัฟกานิสถาน, น่าจะเป็นหนึ่งในประเทศทั้งหลายซึ่งยากจนที่สุดของโลก,
เช่นเดียวกับที่อยู่ห่างไกลไปหลายพันไมลสิ์.
และเราก็ได้ส่งกองทหารทั้งหลายของเราไปที่นั่น. และทำไม? เพื่อคสามมั่นคงแห่งชาติของเรา.
ทุกประธานาธิบดีได้บอกกับเราเช่นนั้น. เราได้ถูกคาดหวังที่จะเชื่อว่าเราแค่ได้กำลังไปถึงที่นั่นเพื่อที่จะสู้รบกับพวกเขาถึงที่นั่น,
ดังนั้นเราก็จะไม่ต้องสู้รบกับพวกเขาที่นี่. สมมติฐานอะไรกันนี่?
สมมติฐานที่ตั้งเอาไว้ว่าเราไม่ได้ถูกคาดหวังว่าจะถามถึงว่าความมั่นคงแห่งชาติคืออะไร. (The Afghanistan, arguably one of
the poorest countries on Earth, as well as thousands of miles away. And we sent
our troops there. And why? For our national security. Every president told us
that. We were supposed to believe that we were just going over there to fight
them over there, so we wouldn’t have to fight them here. What’s premise here?
The premise is we’re not supposed to ask what national security is.)
เราแค่ถูกคาดหวังให้เชื่อว่าแต่ละครั้งที่เราได้บอกกับคุณว่าเราต้องส่งกองทหารของเราเขาไปสู่หนทางเจ็บปวดห่างไกลไปหลายพันไมลสิ์นั้น,
กำลังทำให้พวกเราทุกคนต้องสูญเสียเงินเป็นจำนวนมหาศาล, การเปลี่ยนบทบาทของรัฐบาลจากการช่วยเหลือดูแลพวกเรา
ไปเป็นการทำสงครามในต่างแดน เพราะมันทำให้ความมั่นคงของเราอยู่ในสภาพที่ดีขึ้นรึ? มันไม่ได้ทำเลย.
วิธีคิดเช่นนั้นได้ถูกผลิตสร้างสงครามอันเลวร้ายที่สุดเท่าที่จะจินตนาการได้ขึ้นมา.
(We’re just supported to
believe each time we’re told that we must send our military into harm’s way
thousands of miles away, costing all of us huge amounts of money, shifting the
government from helping us to fighting distant wars because it puts us our
security in a better shape? It didn’t. That way of thinking has produced the
worst war imaginable.)
และผมก็ไม่ได้กระทั่งพูดคุยถึงการได้ใช้จ่ายเงินหลายพันล้านไปเพื่อที่จะตระเตรียมสำหรับสงครามครั้งถัดไปด้วย
ในการที่จะใช้ใช้จ่ายไปกับการทหาร เป็นเงินมากยิ่งกว่าที่เราได้ใช้ไปในสิ่งใดอื่นๆ
อีกด้วย. มันไม่ได้ทำให้เรามั่นคงปลอดภัยอะไร.นั่นคือทำไมที่เราทั้งหมดได้หวาดกลัววันเวลาเหล่านี้เกี่ยวกับสงครามล่าสุดในตอนนี้ข้ามไปที่โน่นห่างไกลหลายพันไมลสิ์ที่อิหร่านโน่น. (And I’m not even talking about
the billions spent to prepare for the next one to spend on the military more
money than we spend on anything else. It doesn’t make us secure. That’s why
we’re all scared these days about latest war over there thousands of miles away
in Iran.)
มันได้นำเอาความมั่นคงต่ออิสราเอลที่จะอยู่กับการสู้รบกับเพื่อนบ้านตลอดเวลาเช่นนี้รึ?
ผมไม่คิดเช่นนั้น. เมื่อคุณข้ามไปที่โน่นและสู้รบ, คุณปล่อยทิ้งตำนานของความขื่นขมและโกรธเคืองที่วิ่งพล่านอยู่ลึกและยาวนานมาตลอด.
นั่นไม่ดีเลยสำหรับความมั่นคงแห่งชาติของคุณ. (Has it brought security to
Israel to be constantly fighting with its neighboring? I don’t think so. When
you go over there and fight, you leave a legacy of bitterness and anger that
runs deep and lasts a long time. That’s not good for your national security.)
ประเด็นที่ถกเถียงกันไม่ใช่เรื่องของการเพิกเฉยต่อความมั่นคงแห่งชาติ.
มันเป็นการที่จะเข้าใจว่ามันถูกบิดเบือนอย่างเลวร้ายมาตลอดว่าคือความคิดที่ถูกต้อง.
มันควรจะหมายความว่า คุณใส่ใจที่จะปกป้องตัวเองจากอันตรายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต, แต่มันไม่ได้ให้ใบอนุญาตแก่คุณที่จะจินตนาการไปไม่ว่าอะไรก็ตามคืออันตรายที่คุณต้องการให้เป็น.
และใหเผมนำมันกลับมาบ้านในตอนจบนี้. (The
argument is not to ignore national security. It’s to understand that it has
been badly abused as an idea. It ought to mean that you care to protect
yourself against a potential future danger, but it does not give you a license
to imagine whatever danger you want to. And let me bring it home in the end.)
อิหร่านเคยเป็นภัยคุกคามที่สมเหตุสมผลต่อสหรัฐอเมริการึ? ไม่เลย. อิหร่านแทบไม่มีกองทัพอากาศใดให้พูดถึง.
ไม่มีกองทัพเรือใดให้พูดถึง. ทั้งสองของเหล่านั้นได้ถูกเป่ากระเด็นไปตั้งแต่ช่วงแรก
ๆของอะไรรึ? ของการโจมตีรึ?. แต่พวกเขากลับพบความโกรธแค้นอันขมขื่น
จากความจริงที่ว่าในช่วง 45 ปีที่ผ่านมา
พวกเขาถูกโจมตีมาโดยตลอดไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง. การคว่ำบาตรทั้งหลาย, การโจมตีทางทหาร,
สงครามโดยอิสราเอลและสหรัฐอเมริกาต่อประเทศอิหร่านมายาวนานหลายปีแล้ว. (Did Iran represent any reasonable
threat to the United States? No. Has no air force to speak of. Has no navy to
speak of. Both of those were blown away in the early days of what? Of an
attack. But they found a bitter anger in the fact that for the last 45 years
they have been attacked one way or another. Sanctions, military attacks, the
war by Israel and the United States on Iran on years ago.)
พวกเขาต้องมีความทุกข์เจ็บปวดทั้งหมดในนามของความมั่นคงแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
และความมั่นคงแห่งชาติอิสราเอล. ดังนั้นเดาดูสิว่าอะไร? พวกเขาอิหร่านได้ตัดสินใจว่าพวกเขาจะไม่ตกเป็นเหยื่อโดยความคิดเรื่องความมั่นคงแห่งชาติของเราที่บนความเดือดร้อนของพวกเขา.
ดังนั้น, พวกเขาจึงกลับขึ้นมาด้วยหนทางการสู้รบแบบใหม่. กลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีขีปนาวุธทั้งหลาย.
กลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีโดรนทั้งหลาย. และกลายเป็นออกมาว่าพวกเขามีช่องแคบฮอร์มุซ
และสามารถสู้รบได้ในวิธีนั้น. ความมั่นคงของเราก็เลยไม่ได้เสริมเพิ่มดีมากขึ้น. (They have had to suffer all in the
name of US national security and Israeli national security. So, guess what?
They decided they’re not going to be victimized by our idea of national security
at their expense. So, they came up with a new way of fighting. Turns out they
have missiles. Turns out they have drones. And turns out they have the Straite
of Hormuz3
and can fight that way. Our security therefore wasn’t enhanced.)
3 The
Strait of Hormuz แปลเป็นไทยว่า "ช่องแคบฮอร์มุซ"
เป็นช่องแคบทางยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ตั้งอยู่ระหว่างประเทศอิหร่านทางตอนเหนือ และประเทศโอมานทางตอนใต้
เชื่อมระหว่างอ่าวเปอร์เซียกับอ่าวโอมาน
ความสำคัญของช่องแคบฮอร์มุซ:
- จุดยุทธศาสตร์พลังงาน:
เป็นเส้นทางเดินเรือหลักที่ใช้ขนส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติ (LNG) จากประเทศผู้ผลิตในตะวันออกกลาง (เช่น ซาอุดีอาระเบีย อิรัก คูเวต
อิหร่าน และกาตาร์) ออกสู่ทะเลหลวงเพื่อส่งต่อไปยังภูมิภาคเอเชีย ยุโรป
และอเมริกา
- ปริมาณการขนส่ง:
ประมาณ 20%
ถึง 25% ของการค้าน้ำมันทางทะเลทั่วโลก
และราว 20% ของก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ต้องผ่านช่องแคบนี้ในแต่ละวัน
- ลักษณะทางกายภาพ:
มีความกว้าง ณ จุดที่แคบที่สุดเพียงประมาณ 33 กิโลเมตรเท่านั้น
ไม่ใช่ด้วยสงครามนี้, ไม่ใช่สักรายก่อนหน้านี้.
ไม่มีของมันเลย. และก็เช่นเดียวกับกับอิสราเอล. ทิ้งระเบิดถล่มเลบานอนแอย่างหนักหน่วง.
อะไรที่คุณคิดว่านั่นได้อะไร? ทำให้คุณมั่นคงปลอดภัยรึ? กลับไปที่ปี 1982, อิสราเอล
เข้ายึดครองเลบานอนโดยอ้างเหตุผลด้านความมั่นคงแห่งชาติ. ด้วยการต่อสู้กับสงครามมา
18 ปีที่คนอิสราเอลได้สูญเสียและต้องออกมาจากเลบานอน. ในตอนนี้พวกเขากำลังทำมันอีก.
ว้าว. ข้อโต้แย้งที่สนับสนุนการทูตนั้น ไม่ใช่เพราะมันเป็นเพียงทางเลือกเพื่อทดแทนความมั่นคงของชาติด้วยปฏิบัติการทางทหารเหล่านี้.
(Not
by this war, not by the one before. None of it. And the same for Israel. Bomb
the crap out of Lebanon. What do you think that does? Make you secure? Back in
1982, Israel occupied Lebanon all in the name of national security. Fought a war
for 18 years which the Israelis lost and had to leave Lebanon. Now they’re
doing it again. Wow. The argument for diplomacy is not that it’s just an
alternative to national security by these military adventures.)
มันเป็นข้อโต้แย้งที่พูดว่า ปฏิบัติการทางทหารที่อ้างว่าทำในนามของความมั่นคงแห่งชาตินั้น
ไม่ใช่ (ความมั่นคง) อย่างแท้จริง
ปฏิบัติการเหล่านั้นไม่ได้เป็นเครื่องมือของความมั่นคงเลย. พวกมันคือความผิดพลาด. มันเป็นโครงการที่แย่มากๆ
ซึ่งถูกขับเคลื่อนโดยบางส่วนของวัฒนธรรมและระบบเศรษฐกิจของเราเพราะว่ามันทำกำไรได้.
และอย่าโง่ไป. ระบบทุนนิยมนี้ตกอยู่ในความลำบากที่พยายามจะคลี่คลายปัญหาทั้งหลายด้วยสงคราม.
และสิ่งนั้นได้ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างเหลือคณนานับ
และไม่เคยรับประกันความมั่นคงของชาติได้เลย แม้ว่าจะถูกเคลือบแฝงด้วยวาทศิลป์
(หรือถ้อยคำ) เหล่านั้นมาโดยตลอดก็ตาม. (It’s argument that says the
military adventures undertaken in the name of national security weren’t, they
weren’t instruments of security. They were mistakes. They were horrible
programs led by certain parts of our cultural and our economy because they were
profitable. And don’t be fooled. This is a capitalist system in trouble that
tries to solve its problems by war. And that has produced unspeakable suffering
and never guaranteed national security, although always dressed up in that
language.)
ถ้าการยื่นมือเข้ามาแทรกแซงและเสนอความคิดเห็นนี้เหมือนเช่นนี้ได้กระแทกใจคุณว่าเป็นประโยชน์ยิ่ง,
ได้โปรดแบ่งปันวิดีโอนี้กับผู้อื่นๆ, เพื่อนทั้งหลาย, ญาติทั้งหลาย, เพื่อนร่วมงานทั้งหลาย.
นั่นคือทำไมที่เราทำพวกมัน. และแน่นอน,
ถ้าคุณสามารถช่วยบรรเทาค่าใช้จ่ายทั้งหลายที่เรามีขึ้นที่จะทำมัน,
นั่นจะเป็นที่ชื่นชมนิยมอย่างมหาศาลด้วยเช่นกัน. แค่ไปที่เว็บไซท์ของเรา, democracyatwork.info, และมันจะเป็นที่ง่ายสำหรับคุณที่จะเห็นว่าทำได้อย่างไรนั้น. ขอบคุณ. (If
interventions like this strike you as useful, please share this video with
friends, neighbors, co-workers, your family. That’s why we make them. And we
always end at the very end with a modest appeal for financial assistance because
it’s costly to do this and you know that and we will appreciate any help you
can give us. Just go to our website ‘democracyatwork.info’ and you can
contribute in any way that you like. Thank you.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น