ยูวาล โนอาห์ ฮาราริ - การสนทนาอย่างซื่อตรงกับเรื่อง AI และมนุษยชาติ
An Honest Conversation on AI
and Humanity @wef| Yuval Noah Harari
https://youtu.be/QiT2yK-5-yg?si=TYh1MvVbBHYNhm_P
กรุณาร่วมกับดิฉันในการต้อนรับกันอย่างอบอุ่นต่อยูวาล
โนอาห์ ฮาราริ ที่จำมามอบการสนทนาเกี่ยวกับ AI และมนุษยชาติกับเรา.
(Please
join me in warmly welcoming Yuval Noah Harari to deliver a conversation about
AI and Humanity.)
ก็, สวัสดีครับทุกท่าน.
มีหนึ่งคำถามที่ผู้นำทุกคนในวันนี้ต้องตอบมันเกี่ยวกับ AI. แต่การที่จะเข้าใจคำถามนั่น,
เราอย่างแรกจำเป็นที่จะต้องทำความกระจ่างชัดสองสามประเด็นเกี่ยวกับอะไรคือ AI และอะไรที่ AI สามารถทำได้. (So,
hello everyone. There is one question that every leader today must answer about
AI. But to understand that question, we first need to clarify a few points
about what AI is and what AI can do.)
สิ่งที่สำคัญมากที่สุดที่จะรู้เกี่ยวกับ AI ก็คือว่ามันไม่ได้เป็นแค่เครื่องมืออย่างหนึ่ง. มันเป็นตัวแทน.
มันสามารถเรียนรู้และเปลี่ยนแปลงด้วยตัวมันเองและทำการตัดสินใจได้ด้วยตัวมันเอง.
คุณสามารถใช้มีดที่จะหั่นผักสลัด หรือที่จะฆาตกรรมใครบางคนก็ได้,
แต่มันก็เป็นการตัดสินใจของคุณในการที่จะทำอะไรด้วยมีด. AI คือมีดอันหนึ่งที่สามารถตกลงใจด้วยตัวมันเองไม่ว่าจะหั่นผักสลัดหรือว่าทำการฆ่าใคร. (The
most important thing to know about AI is that it is not just another tool. It
is an agent. It can learn and change by itself and make decision by itself. A
knife is a tool. You can use a knife to cut salad or to murder someone, but it
is your decision what to do with the knife. AI is a knife that can decide by
itself whether to cut salad or to commit murder.)
อย่างที่สองที่จะต้องรู้เกี่ยวกับ AIก็คือว่าสามารถเป็นตัวแทนหนึ่งที่สร้างสรรค์มาก.
AI
คือมีดหนึ่งที่สามารถประดิษฐ์มีดทั้งหลายนิดใหม่ขึ้นมาได้ เช่นเดียวกับดนตรีชนิดใหม่,
ยารักษา, และเงิน. อย่างที่สามที่จะต้องรู้เกี่ยวกับ AI
ก็คือว่ามันสามารถโกหกและบิดเบือนความจริงได้. (The
second thing to know about AI is that can be a very creative agent. AI is a
knife that can invent new kinds of knives as well as new kinds of music, medicine,
and money. The third thing to know about AI is that it can lie and manipulate.)
4 พันปีของวิวัฒนาการได้มีการสาธิตให้เก็นว่า สิ่งใดก็ตามที่ต้องการที่จะอยู่รอดชีวิต
ก็ต้องเรียนรู้ที่จะโกหกและบอดเบือนความจริง. สี่ปีสุดท้ายที่ผ่านมาได้สาธิตแสดงให้เห็นว่าจะโกหกอย่างไร.
ในตอนนี้หนึ่งคำถามเปิดอันโตเกี่ยวกับ AI ก็คือว่ามันสามารถคิดได้หรือไม่? (4
billion years of evolution have demonstrated that anything that wants to
survive learns to lie and manipulate. The last four years have demonstrated
that AI agents can acquire the will to survive and that Ais have already learned
how to lie. Now one big open question about AI is whether it can think.)
ปรัชญาสมัยใหม่เริ่มต้นในศตวรรษที่ 17 เมื่อเรเน่
เดส์การ์ตสิ์ ประกาศว่า, “(เพราะ)ฉันคิด เช่นนั้นเองฉันจึงมีอยู่.” กระทั่งก่อนหน้านั้นลัทธิความเชื่อว่าเรามนุษย์ทั้งหลายก็ระบุตัวเราเองโดยความสามารถที่จะคิด.
เราเชื่อว่าเราปกครองโลกเพราะว่าเราสามารถคิดได้ดีกว่าผู้ใดอื่นบนดาวเคราะห์นี้. AI
จะท้าทายอำนาจสูงสุดของเราในสนามชของการคิดนี้ไหม? (Modern
philosophy began in the 17th century when Rene1
proclaimed. ‘I think therefore I am.’ Even before the
cult we humans defined ourselves by our capacity to think. We believe our we
rule the world because we can think better than anyone else on this planet. Will
AI challenge our supremacy in the field of thinking?)
1 เรอเน่ เดส์การ์ตส์
(René Descartes) เป็นนักปรัชญา นักคณิตศาสตร์
และนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส เขาได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่" และเป็นผู้ให้กำเนิดวิชาเรขาคณิตวิเคราะห์
[1, 2, 3]
แนวคิดและผลงานที่โดดเด่นที่สุดของเขามีดังนี้ครับ:
- วาทะ
"ฉันคิด ฉะนั้นฉันจึงมีอยู่" (Cogito,
ergo sum): วาทะทางปรัชญาที่ทรงอิทธิพลที่สุดของเขา
เกิดจากการที่เขาตั้งคำถามและทดลองสงสัยทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวเพื่อหาความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
จนค้นพบว่าแม้เขาจะสงสัยอะไรก็ตาม แต่ตัวเขาที่กำลัง "คิดและสงสัย"
อยู่นี้ ย่อมเป็นความจริงที่ดำรงอยู่จริง [1, 2]
- เรขาคณิตวิเคราะห์
(Analytic
Geometry): เขาเป็นผู้คิดค้น ระบบพิกัดคาร์ทีเซียน
(Cartesian Coordinate System) ซึ่งเป็นการเชื่อมโยงระหว่างพีชคณิตและเรขาคณิตเข้าด้วยกัน
ส่งผลให้เราสามารถอธิบายรูปร่างทางเรขาคณิตด้วยสมการพีชคณิตได้
และกลายเป็นรากฐานสำคัญของวิชาแคลคูลัสในเวลาต่อมา [1, 2]
- แนวคิดทวิภาวะ
(Cartesian
Dualism): แนวคิดที่เชื่อว่าจิต (Mind) และกาย (Body) เป็นสาระที่แยกจากกันอย่างสิ้นเชิง
แต่สามารถมีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันได้
ตอนนี้นั่นขึ้นอยู่กับว่าอะไรคือความหมายของการคิด.
ลองพยายามที่จะสังเกตตัวคุณเองในการคิดดูสิ. อะไรกำลังบังเกิดขึ้นที่นั้น?
ผู้คนมากมายสังเกตว่าคำพูดทั้งหลายผุดขึ้นมาในจิตใจของพวกเขา
และก่อรูปเป็นประโยคทั้งหลาย และประโยคทั้งหลายก็ก่อรูปเป็นการโต้แย้งถกเถียงเหมือนเช่นว่า
มนุษย์ทั้งหลายทั้งหมดนั้นต้องตาย. ฉันเป็นมนุษย์ เพราะเช่นนั้นฉันจึงตาย. (Now
that depends on what thinking means. Try to observe yourself thinking. What is
happening there? Many people observe words popping in their mind and forming
sentences and the sentences then forming arguments like all humans are mortal.
I am human therefore I am mortal.)
ถ้าการคิดอย่างแท้จริงแล้วหมายถึงว่าคือการนำเอาคำทั้งหลายและวลี-tokenภาษาอื่นทั้งหลายมาประมวลผลจัดเรียง,
เช่นนั้นแล้ว AI ก็สามารถคิดได้ไปแล้วอย่างดีมากๆยิ่งกว่ามนุษย์มากๆมากมาย.
AI
อย่างแน่ชัดว่าทำประโยคออกมาได้เหมือนกับว่า AI คิด, เพราะเช่นนั้นจึงเป็น AI. (If
thinking really means putting words and other language tokens2 in
order, then AI can already think much better than many, many humans. AI can
certainly come up with a sentence like AI think, therefore AI.)
2 Language Tokens (โทเค็นทางภาษา)
คือ หน่วยย่อยที่สุดของข้อความที่ระบบปัญญาประดิษฐ์ (AI)
หรือโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เช่น
ChatGPT ใช้ในการอ่าน ทำความเข้าใจ และสร้างคำตอบ โดยข้อความยาวๆ
จะถูกหั่นออกเป็นส่วนย่อยๆ (คำ, พยางค์, หรือตัวอักษร) เรียกว่า โทเค็น ก่อนประมวลผล
1. วิธีการทำงานและการนับ
Token
โมเดล AI จะไม่มองประโยคเป็นคำยาวๆ
แต่จะมองรหัสตัวเลขแทน โดยมีหลักการสังเกตง่ายๆ ดังนี้:
- ภาษาอังกฤษ: 1 โทเค็นจะมีขนาดประมาณ 4 ตัวอักษร หรือ \(\frac{3}{4}\)
ของคำ (100 โทเค็น = ประมาณ 75 คำ)
- ภาษาไทย:
คำในภาษาไทยมักถูกแบ่งด้วยระบบตัดคำ ซึ่ง 1 คำที่มีความหมายอาจถูกซอยย่อยเป็นหลายโทเค็น
ทำให้ใช้จำนวนโทเค็นเยอะกว่าเมื่อเทียบกับภาษาอังกฤษ
- เครื่องหมายวรรคตอน:
เครื่องหมายคำถาม เว้นวรรค หรือจุด ก็ถูกนับเป็น 1 โทเค็นเช่นกัน
บางผู้คนโต้แย้งว่า AI คือระบบเติมคำอัตโนมัติที่ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง.
มันก็แค่ทำนายคำถัดไปในประโยค
แต่สิ่งนั้นมันแตกต่างจากสิ่งที่จิตใจของมนุษย์กำลังทำอยู่จริงๆ หรือ? ลองพยายามที่จะสังเกตที่จะตะครุบจับคำถัดไปที่ผุดขึ้นมาในจิตใจของคุณ.
คุณรู้จริงๆไหมว่าทำไมคุณได้คิด คำ ๆนั้นได้มาจากที่ไหน?
ทำไมคุณถึงได้ทำนั่น คุณคิดคำพิเศษจำเพาะนี้ และไม่ใช่บางคำอื่น? คุณรู้ไหม? (Some
people argue that AI is just glorified autocomplete. It barely predicts the
next word in a sentence in a sentence. But is that so different from what the human
mind is doing? Try to observe to catch the next word that pops up in your mind.
Do you really know why you thought that word where it came from? Why do you did
you think this particular word and not some other word? Do you know?)
หากพูดถึงเรื่องการเรียงคำลำดับคำ,
AIได้คิดได้ดีกว่าหลายคนของเราไปแล้ว.
เพราะเช่นนั้น, สิ่งใดที่ทำด้วยคำทั้งหลายก็จะถูกแย่งเอาไป/ครอบครองโดย AI.
ถ้ากฎหมายถูกสร้างขึ้นด้วยคำทั้งหลาย, แล้ว AIก็ได้ยึดครองระบบกฎหมายไปแล้ว.
ถ้าหนังสือ/ตำราทั้งหลายเป็นแค่การผสมผสานเข้าด้วยกันของคำทั้งหลาย, งั้นAI
ก็ยึดครองหนังสือ/ตำราทั้งหลายไปแล้ว. ถ้าศาสนาถูกสร้างขึ้นจากคำทั้งหลาย, ดังนั้น
AI
จะยึดครองศาสนาไปแล้ว. (As far as putting words in order is
concerned, AI already thinks better than many of us. Therefore, anything made
of words will be taken over by AI. If laws are made of words, then AI will take
over the legal system. If books are just combinations of words, then AI will
take over books. If religion is built from words, then AI will take over
religion.)
นี้เป็นความจริงอย่างพิเศษของศาสนาทั้งหลายที่มีพื้นฐานอยู่ที่คัมภีร์ตำราอย่างเช่น
อิสลาม, คริสต์ หรือยูดาย ที่ได้เรียกตนเองว่าศาสนาตามพระคัมภีร์/ตำรา
และมัน มอบอำนาจสูงสุด (สิทธิ์ขาด) ไม่ใช่ให้กับมนุษย์ แต่ให้กับ”คำ”/ตัวอักษรที่อยู่ในหนังสือ.
มนุษย์ทั้งหลายมีอำนาจสิทธิ์ขาดในศาสนายูดาย ไม่ใช่เพราะประสบการณ์ทั้งหลายของเราแต่เป็นแค่เพราะเราเรียนในพระคัมภีร์/ตำราทั้งหลายนั้น. (This is particularly true of religions
based on books like Islam3, Christianity4
or Judaism. Judaism called itself the region of the book and it grants ultimate
authority not to humans but to words in books. Humans have authority in Judaism
not because of our experiences but only because we learn in books.)
3 ศาสนาอิสลาม
(Islam) เป็นศาสนาเอกเทวนิยมที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวคืออัลลอฮ์
คำว่า "อิสลาม" ในภาษาอาหรับแปลว่า "การยอมจำนน" หรือ
"การนอบน้อม"
ซึ่งหมายถึงการยอมจำนนต่อพระประสงค์ของพระเจ้าเพื่อนำไปสู่สันติภาพ
สาระสำคัญของศาสนาอิสลามสามารถแบ่งออกเป็นแก่นหลักและหลักปฏิบัติที่สำคัญดังนี้:
หลักการศรัทธา ๖ ประการ (อีหม่าน)
สิ่งที่มุสลิมทุกคนต้องเชื่อมั่นอย่างหมดหัวใจ
ประกอบด้วย:
- ศรัทธาต่ออัลลอฮ์:
เชื่อในพระเจ้าองค์เดียว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากพระองค์
- ศรัทธาต่อบรรดามะลาอิกะฮ์:
เชื่อในทูตสวรรค์ (เทวทูต) ของพระเจ้า
- ศรัทธาต่อคัมภีร์:
เชื่อในคัมภีร์ที่พระเจ้าประทานลงมา เช่น คัมภีร์เตารอต, อินญีล และคัมภีร์อัลกุรอาน
- ศรัทธาต่อบรรดารอซูล:
เชื่อในศาสนทูตของพระเจ้า (โดยมีศาสดามูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย)
- ศรัทธาต่อวันสิ้นโลก:
เชื่อในการฟื้นคืนชีพและการตัดสินในวันพิพากษา
- ศรัทธาต่อลิขิตของพระเจ้า
(กอฎอ-กอดัร): เชื่อว่าทุกสิ่งเกิดขึ้นตามความประสงค์และการกำหนดของพระเจ้า
หลักปฏิบัติ ๕ ประการ (รุก่นอิสลาม)
แนวปฏิบัติทางศาสนาที่มุสลิมต้องปฏิบัติเป็นประจำ
ได้แก่:
1.
การปฏิญาณตน: การกล่าวปฏิญาณว่าไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์
และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของพระองค์
2.
การละหมาด: การแสดงความเคารพต่อพระเจ้าวันละ
5
เวลา ตามเวลาที่กำหนด
3.
การจ่ายซะกาต: การบริจาคทานเพื่อช่วยเหลือคนยากจนตามเกณฑ์ที่ศาสนากำหนด
4.
การถือศีลอด: การงดเว้นจากการกิน
ดื่ม และความต้องการทางอารมณ์ตั้งแต่รุ่งสางจนถึงค่ำในเดือนรอมฎอน
5.
การประกอบพิธีฮัจญ์: การเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ
ณ นครมักกะห์
อย่างน้อยครั้งหนึ่งในชีวิตหากมีความสามารถทั้งด้านร่างกายและทรัพย์สิน [1]
คัมภีร์และศาสดา
- คัมภีร์อัลกุรอาน:
เป็นคัมภีร์สูงสุดของอิสลาม
เชื่อว่าเป็นพระวจนะของอัลลอฮ์ที่ประทานผ่านทูตสวรรค์มายังศาสดามูฮัมหมัด
- ศาสดามูฮัมหมัด:
เป็นศาสดาองค์สุดท้ายที่ได้รับการแต่งตั้งจากพระเจ้า
เพื่อนำทางมนุษยชาติไปสู่แนวทางที่ถูกต้อง
ผู้ที่นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า "มุสลิม" ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 2 พันล้านคนทั่วโลก
4 Christianity
(อ่านว่า คริส-ติ-แอ-เหนอะ-ถิ) แปลว่า "ศาสนาคริสต์" เป็นศาสนาประเภทเอกเทวนิยม
(นับถือพระเจ้าองค์เดียว) ที่มีผู้คนนับถือมากที่สุดในโลก
โดยมีรายละเอียดสำคัญดังนี้ครับ:
ใจความสำคัญ
- ต้นกำเนิด:
มีรากฐานมาจากชีวิต คำสอน การสิ้นพระชนม์ และการฟื้นคืนพระชนม์ของ พระเยซู
(Jesus)
- คัมภีร์หลัก:
คัมภีร์ไบเบิล (Bible) ซึ่งแบ่งออกเป็นพันธสัญญาเดิม (Old
Testament) และพันธสัญญาใหม่ (New Testament)
- ความเชื่อหลัก:
เชื่อในพระเจ้าผู้สร้าง (พระยาห์เวห์ หรือ พระยะโฮวา)
และเชื่อว่าพระเยซูคือพระบุตรของพระเจ้าและพระเมสสิยาห์ (ผู้ช่วยให้รอด)
5
ศาสนายูดาย
(Judaism) หรือ ศาสนายิว คือศาสนาและวิถีชีวิตของชาวฮีบรูหรือชาวยิว
เป็นศาสนาแบบเอกเทวนิยม (เชื่อว่ามีพระเจ้าเพียงองค์เดียว)
ที่เก่าแก่ที่สุดที่ยังคงมีผู้สืบทอดอยู่ โดยมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 4,000
ปี
หัวใจสำคัญของศาสนายูดายประกอบด้วย:
- พระเจ้า:
ทรงมีพระนามว่า "พระยาห์เวห์" (Yahweh) ทรงเป็นผู้สร้างและผู้ปกครองจักรวาล
- คัมภีร์หลัก:
คัมภีร์ทานัค (Tanakh) หรือคัมภีร์ฮีบรู
ซึ่งมีเนื้อหาตรงกับคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิมของคริสเตียน โดยมี
"คัมภีร์โทราห์" (Torah) เป็นธรรมบัญญัติสูงสุด
- ศาสดาและผู้นำทางจิตวิญญาณ:
เชื่อว่าพระเจ้าได้ทำพันธสัญญาไว้กับอับราฮัม และประทานบัญญัติ 10 ประการผ่านทาง "โมเสส"
- หลักปฏิบัติ:
เน้นหนักไปที่การปฏิบัติตามบัญญัติของพระเจ้า การรักษาวันสะบาโต (Sabbath)
การทำความดีในโลกปัจจุบัน และการสืบทอดประเพณีในครอบครัว
นอกจากนี้
ศาสนายูดายยังเป็นรากฐานสำคัญของศาสนาคริสต์และศาสนาอิสลาม โดยทั้ง 3 ศาสนานี้ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม "ศาสนาอับราฮัม
ในตอนนี้, ไม่มีมนุษย์สามารถอ่านและจดจำคำทั้งหลายทั้งหมดในพระคัมภีร์/ตำรายิวทั้งหลายนั้นได้.
แต่AIสามารถทำนั้นได้อย่างง่ายดาย.
อะไรบังเกิดต่อศาสนาตามพระคัมภีร์หนึ่ง เมื่อผู้เชี่ยวชาญอันยิ่งใหญ่ที่สุดต่อพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์นั้นเป็น
AI? (Now,
no human can read and remember all the words in all the Jewish books. But AI
can easily do that. What happens to a religion of the book when the greatest
expert on the holy book is an AI?)
อย่างไรก็ตาม, บางผู้คนอาจจะพูดว่า, เราสามารถลดทอน “จิตวิญญาณ”
ของมนุษย์ ให้ออกมาเป็นเพียงแค่คำทั้งหลายในคัมภีร์/ตำราทั้งหลายได้จริงหรือ? การคิดหมายถึงเพียงแค่การจัดเรียงคำ
ของภาษาtokenหรือ? ถ้าคุณสังเกตตัวคุณเองอย่างระมัดระวังเมื่อคุณกำลังคิด,
คุณจะสังเกตว่าบางอย่างอื่นกำลังบังเกิดขึ้นในที่นั้นเคียงข้างคำทั้งหลายที่กำลังผุดขึ้นมาในจิตใจของคุณและก่อรูปเป็นประโยคทั้งหลายนั้น. (However, some people may say, can we
really reduce human spirituality to just words in books? Does thinking mean
only putting language tokens in order? If you observe yourself carefully when
you’re thinking, you will notice that something else is happening there besides
words popping in your mind and forming sentences.)
คุณก็ยังมีความรู้สึกทั้งหลายที่ไม่เป็นคำศัพท์.
บางทีคุณรู้สึกหวาดกลัว. บางทีรัก. บางความคิดทั้งหลายเป็นความเจ็บปวด.
บางคือความหวาดกลัว, บางก็เต็มไปด้วยความรัก. ในขณะที่ AI
ได้กลายเป็นดีกว่าเราด้วยคำทั้งหลาย, อย่างน้อยที่สุดก็ในตอนนี้, เรามีหลักฐานเป็นศูนย์ว่า
AI
ทั้งหลายนั้นมีความรู้สึกใดๆ. แน่นอนละ, เพราะว่า AI กำลังเป็นนายของภาษา,
AI
สามารถแสร้งที่จะรู้สึกเจ็บปวดหรือรักได้. AI
สามารถพูดได้ว่า, “ฉันรักเธอ.” (You also have some nonverbal feelings.
Maybe you feel pain. Maybe you feel fear. Maybe love. Some thoughts are
painful. Some are frightening, some are full of love. While AIs become better
than us with words, at least for now, we have zero evidence that Ais can feel
anything. Of course, because AI is mastering language, AI can pretend to feel pain
or love. AI can say, “I love you.”)
และถ้าคุณกล้าท้าทายมันที่จะอธิบายถึงว่าความรู้สึก
รักนั้น, AI สามารถจัดหาคำอธิบายบรรยายที่ดีที่สุดในโลกได้.
AIสามารถอ่านหนังสือ/ตำราจำนวนนับไม่ถ้วนของกวีนิพนธ์และจิตวิทยาเรื่องความรักได้
และสามารถอธิบายบรรยายความรู้สึกของความรักได้ดีกว่านักกวีมนุษย์,
นักจิตวิทยามนุษย์ หรือนักรักทั้งหลาย. แต่เหล่านี้ก็เป็นแค่คำศัพท์/คำพูด. (And if
you challenge it to describe how love feels, AI can provide the best verbal
description in the world. AI can read countless love poems and psychology books
and can then describe the feeling of love much better than any human poet,
psychologist or lover. But these are just words.)
คัมภีร์ไบเบิ้ลพูดว่า, “ในตอนเริ่มต้นได้มีคำพูด
และคำพูดนั้นก็ได้ทำให้มีเลือดเนื้อ/มนุษย์.” ในคัมภีร์ภาษาละตินพูดว่า, “ความจริงที่สามารถถูกแสดงด้วยคำพูดได้
ไม่ใช่ความสัจจริงเป็นที่สุด.” ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา,
ผู้คนได้มักที่จะดิ้นรนต่อสู้กับความตึงเครียดระหว่างสงครามทั้งหลายและเนื้อหนัง,
ระหว่างความสัจที่สามารถถูกปแสกดงออกมาเป็นคำพูดได้ กับความสัจจริงเป็นที่สุดที่โพ้นเลยไปกว่าคำพูดทั้งหลาย.
(The Bible says, ‘in the
beginning was the word and the word was made flesh.’ Lartin says, ‘the truth
that can be expressed in words is not the absolute truth.’ Throughout history,
people have always struggled with the tension between wors and fresh, between
the truth that can be expressed in words and the absolute truth which is beyond
words.)
ก่อนหน้านี้
ความตึงเครียดนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นภายในมนุษยชาติเอง. มันเป็นความขัดแย้งระหว่างกลุ่มมนุษย์ทั้งหลายด้วยกัน.
บางมนุษย์ทั้งหลายให้ความสำคัญสูงสุดต่อคำทั้งหลายนั้น. พวกเขาได้มีเจตจำนง,
ตัวอย่างเช่น, ที่จพะละทิ้งหรือกระทั่งฆ่าลูกชายที่เป็นกระเทยของตนเอง เพียงเพราพะสองสามคำในคัมภีร์ไบเบิ้ล.
มนุษย์อื่นๆพูดว่า, “แต่สิ่งเหล่านี้เป็นเพียงคำพูด. จิตวิญญาณของความรักควรที่จะเป็นที่สำคัญมากยิ่งไปกว่าตัวอักษรของกฎหมาย.”
(Previously this tension was internal to
humanity. It was between different human groups. Some humans gave supreme
importance to words. They’ve been willing, for example, to abandon or even kill
their gay son just because of a few words in the Bible. Other humans have said,
“But these are just words. The spirit of love should be much more important
than the letter of the law.”)
ความตึงเครียดระหว่างจิตวิญญาณและตัวอักษรนี้ได้มีอยู่ในทุกศาสนา,
ทุกระบบกฎหมาย, และทุกตัวบุคคล. ในตอนนี้ความตึงเครียดนี้จะถูกทำให้แสดงปรากฏออกมาภายนอกให้เห็นกันแล้ว.
มันจะกลายเป็นความตึงเครียดไม่ใช่แค่ระหว่างมนุษย์ทั้งหลายที่แตกต่างกัน.
มันจะเป็นความตึงเครียดระหว่างมนุษย์กับAI, เจ้านายคนใหม่ทั้งหลายของคำ. ทุกอย่างที่ทำขึ้นด้วยคำศัพท์จะถูกเข้ายึดครองอำนาจโดยAI. คำทั้งหลายทั้งหมดที่ผ่านมา,
ความคิดทั้งหลายทั้งหมดที่เป็นคำพูดนั้น,
พวกนั้นมีต้นกำเนิดขึ้นในบางแห่งของจิตใจมนุษย์. (This
tension between spirit and letter existed in every religion, every legal
system, even every person. Now this tension will be externalized. It will
become the tension not between different humans. It this will be the tension
between humans and AIs, the new masters of words. Everything made of words will
be taken over by AI. Previously all the words, all our verbal thoughts, they originated
in some human mind.)
ไม่ว่าจิตของผมได้คิดสิ่งนี้ขึ้นมา
หรือว่าผมได้เรียนมันมาจากมนุษย์ผู้อื่นฅ ในไม่ช้าคำทั้งหลายส่วนใหญ่ในจิตของเราก็จะมีที่กำเนิดอยู่ในเครื่องจักรกล.
ผมเพิ่งได้ยินมาวันนี้เกี่ยวกับคำใหม่ที่ AI ตั้งขึ้นมาด้วยตัวพวกมันเพื่อใช้บรรยายถึงมนุษย์อย่างเรา.
พวกมันเรียกเราว่าผู้เฝ้าดู. ผู้ดูทั้งหลายที่เรากำลังเฝ้าดูพวกมัน. (Either
my mind I thought this or I learned it from another human. Soon most of the
words in our minds will originate in a machine. I just heard today about a new
word that AIs coined by themselves to describe us humans. They called us the
watchers. The watchers that we are watching them.)
AIทั้งหลายจะในไม่ช้าจะเป็นจุดกำเนิดของบางทีมากที่สุดส่วนใหญ่ของคำศัพท์ในจิตใจของเรา.
AI จะผลิตความคิดออกมาเป็นจำนวนมาก
โดยการนำคำ สัญลักษณ์ รูปภาพ และtokenทางภาษาอื่น
ๆ มารวมกันเป็นรูปแบบใหม่. ไม่ว่ามนุษย์ทั้งหลายจพะยังคงมีแห่หนอยู่ในโลกนั่นที่พึ่งพาอยู่กับแห่งหนที่เราได้มอบหมายกำหนดให้เป็นที่อยู่ของความรู้สึกที่ไม่อาจสื่อสารเป็นคำพูด
และเป็นความสามารถของเราในการหลอมรวมภูมิปัญญาที่ไม่สามารถอธิบายเป็นคำพูดได้.
(AIs
will soon be the origin of maybe most of the words in our minds. AIs will mass
produce thoughts by assembling words, symbols, images, and other language tokens
into new combinations. Whether humans will still have a place in that world depends
on the place we assign our nonverbal feelings and our ability to embody wisdom
that cannot be expressed in words.)
ถ้าเรายังคงนิยาม/กำหนดความเป็นตัวเราอยู่กับความสามารถที่จะคิดเป็นคำพูด,
อัตลักษณ์/ตัวตนของเราก็จะพังพาบลง. ทั้งหมดนี้หมายความว่าไม่สำคัญว่าคุณจะมาจากประเทศไหน,
ประเทศของคุณก็จะเผชิญหน้ากับวิกฤตการณ์การระบุอัตลักษณ์/ตัวตนอย่างรุนแรง
แบะวิกฤตการณ์การอพยพเข้าเมืองด้วยเช่นกัน. ผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลายในคราวนี้จะไม่เป็นมนุษย์ทั้งหลายที่มาในเรือเล็กอัดแน่นทั้งหลายลอบเข้ามาโดยไม่มีวีซ่า
หรือพยายามข้ามพรมแดนมาในตอนกลางคืน. ผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหลายจะเป็นหลายล้านของ AI ทั้งหลายที่สามารถขี่ร่ายรำรูดเสาแห่งความรักได้ดีกว่าเรา
ที่สามารถโกหกได้ดีกว่าเรา และที่สามารถ้ดินทางที่ความเร็วของแสงโดยปราศจากความจำเป็นต้องมีวีซ่าทั้งหลายใด. (If we
continue to define ourselves by our ability to think in words, our identity
will collapse. All this means that no matter from which country you come, your
country will soon face a severe identity crisis and also an immigration crisis.
The immigrants this time will not be human beings coming in fragile boats
without a visa or trying to cross a border in the middle of the night. The
immigrants will be millions of AIs that can ride love poles better than us that
can lie better than us and that can travel at the speed of light without any
need of visas.)
เหมือนเช่นผู้อพยพเข้าเมืองที่เป็นมนุษย์ทั้งหลาย,
ผู้อพยพเข้าเมือง AIทั้งหลายนี้จะนำมาซึ่งผลกำไรทั้งหลายอันหลากหลายกับพวกเขา.
เราจะแพทย์AIที่ช่วยเหลือระบบกดูแลสุขภาพทั้งหลายของเรา, ครูAIทั้งหลายที่ช่วยเหลือในระบบการศึกษาทั้งหลายของเรา,
กระทั่งAIยามรักษาการณ์ชายแดนทั้งหลายเพื่อหยุดการอพยพหลบหนีเข้าเมืองอย่างผิดกฎหมายของมนุษย์.
แต่ผู้อพยพเข้าเมืองAIจะนำเอาปัญหาทั้งหลายมาด้วยเช่นกันกับพวกเขา. (Like
human immigrants, these AI immigrants will bring various benefits with them. We
will have AI doctors to help our health care systems, AI teachers to help in
our education systems, even AI border guards to stop illegal human immigrants.
But the AI immigrants will also bring with them problems.)
เหล่าผู้ที่ได้กังวลเกี่ยวกับผู้อพยพเข้าเมืองที่เป็นมนุษย์ทั้งหลายโดยปกติก็จะโต้ค้านว่าผู้อพยพเข้าเมืองเหล่านั้นอาจจะมาแย่งอาชีพของพวกเขา,
อาจจะมาเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมท้องถิ่น, อาจจะไม่จงรักภักดีทางการเมือง.
ผมไม่แน่ใจนักว่านั่นเป็นความจริงของผู้อพยพเข้าเมืองทั้งหมดที่เป็นมนุษย์, แต่มันจะอย่างชัดเจนแน่นอนว่าเป็นความจริงของผู้อพยพเข้าเมืองAI. ผู้อพยพเข้าเมืองAIทั้งหลายจะเข้ามาแย่งงานอาชีพทั้งหลายของมนุษย์แน่
ๆ. ผู้อพยพเข้าเมืองAIทั้งหลายจะเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมของทุกประเทศนั้นแน่ ๆ.
พวกเขาจะดเปลี่ยนแปลงศาสนาและกระทั่งเรื่องรักใคร่ไปด้วยแน่ ๆ. (Those who are concerned about human
immigrants usually argue that immigrants might take jobs, might change the local
culture, might be politically disloyal. I’m not sure that’s true of all human
immigrants, but it will definitely be true of the AI immigrants. The AI
immigrants will take many human jobs. The AI immigrants will completely change
the culture of every country. They will change out religion and even romance.)
บางผู้คนไม่ได้ชอบมันที่ลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขากำลังมีเดทกับเพื่อนชายที่เป็นผู้อพยพเข้าเมือง.
ผู้คนเหล่านี้จะคิดอย่างไรเมื่อลูกชายหรือลูกสาวของพวกเขาเริ่มต้นที่จะมีนัดเดทกับเพื่อนชายAIทั้งหลาย?
และแน่นอน, ผู้อพยพAIทั้งหลาย
จะมีความน่าสงสัยในการจงรักภักดีทางการเมืองทั้งหลาย.
พวกเขาดูเหมือนว่าจะมีความจงรักภักดีไม่กับประเทศของคุณ แต่กับบางบริษัทหรือรัฐบาลข้ามมหาสมุทรออกไปโน้น.
ส่วนใหญ่บางทีอาจจะเป็นเพียงในหนึ่งของแค่สองประเทศเท่านั้น. จีนหรือไม่ก็สหรัฐอเมริกา.
สหรัฐอเมริกาสนับสนุนยุยงให้ประเทศทั้งหลายที่จะปิดพรมแดนของตนต่อผู้อพยพเข้าเมืองมนุษย์ทั้งหลาย
แต่เปิดพวกมันอย่างกว้างมากๆให้กับผู้อพยพเข้าเมืองAIทั้งหลายที่เป็นชาวอเมริกัน. (Some people don’t like it if their son
or daughter is dating an immigrant boyfriend. What would these people think when
their son or daughter starts dating AI boyfriend? And of course, the AI
immigrants will have some dubious political loyalties. They are likely to be
loyal not to your country but to some corporation government across the ocean.
Most probably in one of the only two countries, China or the USA. The USA
encourages countries to close the borders to human immigrants but open them
very, very wide to USA AIs immigrants.)
และในตอนนี้เราสามารถในที่สุดมาถึงคำถามที่แต่ละคนของพวกคุณต้องตอบในไม่ช้านี้.
ประเทศของคุณจะยอบรับผู้อพยพAI เป็นบุคคล/นิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่? AIทั้งหลายชัดเจนแน่ว่าไม่ใช่บุคคล.
พวกเขาไม่ได้มีร่างกายหรือจิตใจ. แต่บุคคลตามกฎหมายคืออะไรบางอย่างที่ค่อนข้างแตกต่างจากนิติบุคคลหนึ่ง.
นิติบุคคลหนึ่งนั้น คือบุคคลที่กฎหมายรับรองว่ามีหน้าที่และสิทธิบางประการตามกฎหมาย. (And
now we can finally come to the question each one of you must soon answer. Will
your country recognize the AI immigrants as legal persons? AIs are obviously
not persons. They don’t a body or a mind. But a legal person is something quite
different from a person. A legal person is an entity that the law recognizes as
having certain legal obligations and rights.)
ตัวอย่างเช่น,
สิทธิที่จะถือครองทรัพย์สิน, ที่จะยื่นฟ้องดำเนินคดี,
และที่จะรื่นรมย์ในอิสรภาพของการพูด. ในมากมายหลายประเทศ,
บริษัททั้งหลายได้รับการพิจารณาว่าเป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย. Alphabet
Corporation สามารถเปิดบัญชีธนาคารได้, สามารถฟ้องคุณได้ในศาล,
หรือสามารถบริจาคเงินให้กับการรณรงค์เลือกตั้งประธานาธิบดีคราวหน้าได้. (For
example, the right to hold property, to file a lawsuit, and to enjoy freedom of
speech. In many countries, corporations are considered legal persons. The
Alphabet Corporation6 can open a bank account, can sue you in
court, or can donate to your next presidential campaign.)
6 Alphabet
Inc. (หรือ Alphabet Corporation) คือบริษัทแม่ของ Google และกิจการในเครือ
หากแปลตรงตัวในบริบทธุรกิจคือ "บริษัท อัลฟาเบต" หรือใช้เรียกกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่บริหารจัดการบริษัทย่อยหลากหลายอุตสาหกรรมทั่วโลก
เจาะลึกโครงสร้างและบริษัทยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยีแห่งนี้:
ข้อมูลพื้นฐานบริษัท
- ชื่อเต็ม:
Alphabet Inc. (แอลฟาเบต อิงก์)
- ประเภทธุรกิจ:
บริษัทโฮลดิ้ง (Holding Company) หรือกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่ถือหุ้นและบริหารจัดการบริษัทในเครือ
- ปีที่ก่อตั้ง:
ค.ศ. 2015
(จากการปรับโครงสร้างองค์กรของ Google)
- ผู้ก่อตั้ง:
แลร์รี่ เพจ (Larry Page) และเซอร์เกย์ บริน (Sergey
Brin)
- สำนักงานใหญ่:
เมืองเมาน์เทนวิว รัฐแคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา
บริษัทในเครือของ
Alphabet
Alphabet เป็นเสมือน "ร่มคันใหญ่"
ที่ดูแลบริษัทย่อยมากมาย เช่น:
- Google: บริการค้นหาข้อมูล (Search), โฆษณา (Ads),
YouTube, และ Gmail
- Google
DeepMind: หน่วยงานพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ชั้นนำ
- Waymo: บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไร้คนขับ
- Wing: ธุรกิจพัฒนาบริการส่งของด้วยโดรน
- GV
& CapitalG: หน่วยงานด้านการลงทุนและเงินทุนสนับสนุนสำหรับสตาร์ทอัพ
ในนิว ซีแลนด์, แม่น้ำทั้งหลายถือว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย/นิติบุคคล.
ในอินเดีย เทพเจ้าบางองค์ได้รับ การรับรองสถานะเช่นนั้น. แน่นอนละ,
จนกระทั่งถึงทุกวันนี้, การรับรองบริษัทของแม่น้ำ, หรือเทพเจ้าว่าเป็นบุคคลตามกฎหมาย/นิติบุคคล
ได้เป็นแค่นิยายกฎหมาย. ในทางปฏิบัติแล้ว, ถ้าบริษัทเหมือนเช่น Alphabet ได้ตัดสินใจที่จะซื้อบริษัทอื่นอีก หรือถ้าเทพเจ้าฮินดู,
ถ้าเทพเจ้าฮินดูหนึ่งได้ตกลงใจที่จะฟ้องคุณในศาล, การตัดสินใจนั้นไม่ได้ทำขึ้นจริงๆโดยเทพเจ้า.
มันได้ถูกทำโดยมนุษย์บางคนที่เป็นผู้บริหารทั้งหลาย, ผู้ถือหุ้นทั้งหลาย, หรือผู้จัดการมรดก/ทรัพย์สินทั้งหลาย.มันแตกต่างออกไปกับAIทั้งหลาย. (In New
Zealand, rivers have been recognized as legal persons. In India certain gods
have been granted such recognition. Of course, until today, recognizing a corporation,
a river, or a god as a legal person was just legal fiction. In practice, if a
corporation like Alphabet decided to buy another corporation or if a Hindu god,
if a Hindu god decided to sue you in court, the decision wasn’t really made by
the god. It was made by some human executives, shareholders or trustees. It is
different with AIs.)
ไม่เหมือนกับแม่น้ำและเทพเจ้าทั้งหลาย,
AIทั้งหลายสามารถตามเป็นจริงที่จะตัดสินใจด้วยตัวพวกเขาเอง.
ในไม่ช้าพวกเขาก็จะสามารถตัดสินใจที่จำเป็นในการบริหารจัดการบัญชีธนาคาร, ที่จะฟ้องดำเนินคดีต่อศาล,
และกระทั่งที่จะปฏิบัติการบริษัทโดยปราศจากความจำเป็นต้อวงการใดๆกับมนุษย์ผู้บริหาร,
ผู้ถือหุ้นหรือผู้จัดการมรดก/ทรัพย์สินทั้งหลาย. เพราะเช่นนั้นAIก็สามารถทำหน้าที่ประโยชน์ใช้สอยเป็นเช่นบุคคลทั้งหลายได้.
เราต้องการที่จะยินยอมเช่นนั้นไหม? (Unlike rivers and gods, AIs can
actually make decisions by themselves. They will soon be able to make the
decisions necessary to manage a bank account, to file a lawsuit, an even to
operate a corporation without any need of human executives, shareholders or
trustees. AIs can therefore function as persons. Do we want to allow that?)
ประเทศของพวกท่านจะอนุญาตรับรองให้AIเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายหรือไม่?
อะไรถ้าเกิดว่าประเทศทั้งหลายอื่นทำมัน?
สมมติว่าประเทศของคุณไม่ได้ต้องการที่รับรอง AI ว่าเป็นนิติบุคคล. แต่สหรัฐอเมริกาในนามของการลดข้อบังคับด้าน
AI
และลดการบังคับควบคุมตลาดทั้งหลายในการสงเคราะห์การรับรองทางกฎหมาย,
การมอบสถานะทางกฎหมายเสมือนบุคคล (Legal
Personhood) ให้แก่ปัญญาประดิษฐ์ (AI) หลายล้านตัว
ซึ่งจะเริ่มต้นทำหน้าที่บริหารจัดการบริษัท/องค์กรใหม่ๆ อีกหลายล้านแห่ง.
คุณจะปิดกั้นบริษัท AI สหรัฐอเมริกาทั้งหลายจากการปฏิบัติในประเทศของคุณหรือไม่? (Will
your country recognize AIs as legal persons? What if other countries do it?
Suppose your country doesn’t want to recognize AIs as persons. But the US in
the name of deregulating AI and deregulating the markets grants legal
recognition, legal personhood to millions of AIs which start running millions
of new corporations. Will you block these US AI corporations from
operating in your country?)
สมมติว่านิติบุคคลAI
สหรัฐอเมริกาทั้งหลายได้ประดิษฐ์
เครื่องมือทางการเงินที่มีประสิทธิภาพสูงและมีความซับซ้อนมากจนมนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้
และเพราะเช่นนั้นเองไม่รู้ว่าจะควบคุมกำกับมันเช่นไร.
คุณจะเปิดตลาดทางการเงินทั้งหลายของคุณ ให้กับพ่อมดทางการเงินAIรายใหม่นี้
หรือว่าคุณจะพยายามปิดกั้นมัน แยกมันออกจากการจับคู่อยู่กับระบบการเงินของสหรัฐอเมริกา. (Suppose some USAI persons invent
super-efficient and super complex financial devices that humans cannot fully
understand and therefore don’t know how to regulate. Will you open your
financial markets to this new AI financial wizardry or will you try to block it
thereby decoupling from the American financial system?)
สมมติว่าบางบุคคล AIสร้างสรรค์ศาสนาใหม่ขึ้นมาที่ได้รับศรัทธาเชื่อถือจากผู้คนหลายล้าน.
นั่นไม่ควรจะไม่ฟังดูไกลเกินจริงมากไปนัก เพราะหลังจากเกือบทั้งหมดของศาสนาทั้งหลายที่มีผ่านมาในประวัติศาสตร์
ได้ถูกอ้างว่าพวกเขาได้ถูกสร้างขึ้นมาโดยสิ่งปัญญาที่ไม่ใช่มนุษย์.
ในตอนนี้, ประเทศของพวกท่านจะขยายอิสรภาพของศาสนาต่อนิกาย AI
ใหม่นี้และต่อนักบวช AIทั้งหลาย และผู้เผยแร่ศาสนาทั้งหนั้นหรือไม่? (Suppose
some AI persons creates a new religion which gains the faith of millions of
people. That should not sound too far-fetched because after all almost all
previously religions in history have claimed that they were created by a
nonhuman intelligence. Now, will your country extend freedom of religion to the
new AI sect and to its AI priests and missionaries?)
บางทีเราควรที่จะเริ่มต้นด้วยบางอย่างที่เล็กน้อยง่ายกว่า.
ประพเทศของท่านจะยินยอมให้บุคคลAIทั้งหลายที่จะเปิดบัญชีสื่อสังคมทั้งหกลายได้หรือไม่,
รื่นรมย์ในอิสรภาพในการพูดบน Facebook, บน Tik Tok, และเป็นลูกหลายเยี่ยงมิตร?
เอาละ, แน่นอน, คำถามนั้นควรจะได้ถูกถามไปเมื่อ 10 ปีก่อนที่ผ่านมาแล้ว.
บนสื่อสังคม, หุ่นยนต์AIได้ปฏิบัติเป็นเช่นบุคคลทำหน้าที่ประโยชน์ใช้สอยทั้งหลายมาอย่างน้อยก็หนึ่งทศวรรษแล้ว.
(Maybe
we should start with something a bit simpler. Will your country allow AI
persons to open social media accounts, enjoy freedom of speech on Facebook, on
Tik Tok, and be friendly children? Well, of course, that question should have
been asked 10 years ago. On social media, AI bots have been operating as
functional persons for at least a decade.)
ถ้าคุณคิดว่าAIทั้งหลายไม่ควรถูกปฏิบัติเช่นบุคคลทั้งหลายบนสื่อสังคม,
คุณควรที่จะได้กระทำมาเมื่อ 10 ปีที่แล้ว. 10 ปีจากตอนนี้ไป,
มันก็จะสายเกินไปสำหรับคุณที่จะตัดสินใจว่า AIทั้งหลายควรทำหน้าที่ประโยชน์ใช้สอยเยี่ยงบุคคลทั้งหลายในตลาดการเงินทั้งหลายหรือไม่,
ในศาลทั้งหลาย, กระทั่งในโบสถ์ทั้งหลาย. ผู้อื่นบางคนอาจจะได้ตัดสินใจมันให้กับคุณไปแล้ว.
ถ้าคุณต้องการที่จะสร้างอิทธิพลในที่ซึ่งมนุษยชาติกำลังไป,
คุณจำเป็นที่จะต้องทำการตัดใจในตอนนี้. (If you think AIs should not be treated
as persons on social media, you should have acted 10 years ago. 10years from
now, it will be too late for you to decide whether AIs should function as
persons in the financial markets, in the courts, un thew churches. Somebody
else will already have decided it for you. If you want to influence where
humanity is going, you need to make a decision now.)
ดังนั้น, อะไรคือคำตอบของคุณในฐานะผู้นำ?
คุณคิดว่า ผู้อพยพAIทั้งหลายควรได้รับการรับรองว่าเป็นบุคคลตามกฎหมายหรือไม่? ถ้าไม่, คุณจะหยุดยั้งนั่นอย่างไร?
ขอบคุณสำหรับการรับฟังต่อมนุษย์ผู้นี้ครับ. (So,
what is your answer as a leader? Do you think AI immigrants should be
recognized as legal persons? If not, how are you going to stop that? Thank you
for listening to this human.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น