ดร. วัณฑนา ศิวะ – ระบบไม่ได้ชำรุดพัง. มันถูกออกแบบสร้างมาเช่นนี้เอง
The System Isn’t Broken. It Was Built This Way –
Vandana Shiva
https://youtu.be/zCDHXxJVV1k?si=99nNTGNX0j6otVPH
ความเจริญเติบโตได้ถูกประดิษฐ์สร้างขึ้นในช่วงสงครามโลก.
เพราะว่า - ลำดับสำคัญนั้น, สังคมทั้งหลายเป็นผู้ผลิตสิ่งทั้งหลายให้ –
ได้หมุนเวียนอะไรที่พวกเขาได้ผลิตมา. ได้มีเศรษฐกิจทั้งหลายไปทุกแห่ง.
อะไรที่ฉันเรียกว่า ตื่นเศรษฐกิจ – ศิลปะของการดำรงชีวิต. ปัญหาก็คือว่า,
ถ้าฉันได้เพาะปลูกอาหารและชุมชนได้ใช้มัน – แล้วมันก็กำลังผลิตสร้างอาหารอย่างมากมาย,
แต่มันไม่ได้ผลิตสร้างกำไรทั้งหลาย. (Growth
was invented during the war. Because – prior to that, societies produced things
– circulated what they produced. There were economies everywhere. What I call
the economia1 – the
art of living. The problem is that, if I grow food and the community uses it – then
it’s generating lots of food, but it’s not generating profits.)
1 คำว่า economia (มักสะกดว่า economía
ในภาษาสเปน หรือ economia ในภาษาอิตาลี/โปรตุเกส)
เป็นคำในกลุ่มภาษาโรมานซ์ ซึ่งตรงกับคำว่า "economy" หรือ "economics" ในภาษาอังกฤษ
โดยแปลเป็นภาษาไทยได้ 2 ความหมายหลัก ดังนี้ครับ
- เศรษฐกิจ: หมายถึงระบบการผลิต การซื้อขาย และการบริโภคสินค้าหรือบริการ
- เศรษฐศาสตร์: หมายถึงสาขาวิชาหรือการศึกษาที่เกี่ยวกับระบบเศรษฐกิจ
ตัวอย่างและการนำไปใช้
- ระบบเศรษฐกิจ
(Economy)
- ภาษาสเปน:
economíaสเปน -> ภาษาไทย: เศรษฐกิจ
- ตัวอย่าง:
economía mundial -> เศรษฐกิจโลก
- สาขาวิชา
(Economics)
- ภาษาสเปน:
estudiar economía -> เรียนวิชาเศรษฐศาสตร์
และความเจริญเติอบโตนั้นก็ได้สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อสกัดเอาหรือดึงเอาคุณค่า/ทรัพยากรออกมาจากธรรมชาติและสังคม
- เพื่อสนับสนุนทางการเงินให้กับสงคราม. นั่นคืออย่างไรที่คุณได้ดเงินมาเพื่อที่จะซื้อเครื่องบินรบ,
เรือรบทั้งหลายและสร้างกองทัพบกใหญ่โตขึ้นกว่าทั้งหลาย. มีการโต้วาทีกันขนานใหญ่ในทุกวันนี้
เกี่ยวกับว่า เงินมากเท่าไหร่ที่ต้องมีเพื่อทำสงครามหนึ่งๆ – และไม่มีเงินให้กับสังคมที่ยั่งยืนเลยในตอนนี้. (And growth was created to
extract from nature and society – in order to finance the war. That’s how you
got money to buy fighter jets, war ships and build bigger armies. There’s a big
debate these days about how much money there is for wars – and there’s no money
to sustain society right now.)
และเพื่อนของฉันคนหนึ่ง,
เธอเป็นสมาชิกรัฐสภาที่อายุน้อยที่สุดในนิวซีแลนด์ - เธอได้พูดว่า, “มันเป็นอย่างไรกันที่ทุกครั้งเราถามขอเงินสำหรับการสงเคราะห์ผู้หญิงและเด็ก
-เราได้รับการบอกว่าไม่มีเงินให้สำหรับงบประมาณโครงการนี้?
แต่เมื่อพวกเขาต้องการเรือรบ – ก็มีเงิน แต่เมื่อเราต้องการโรงเรียนอนุบาลให้สักแห่งหนึ่ง
ก็ไม่มีเงิน.” ดังนั้นเธอจึงตามแกะรอยระบบบัญชีตลอดทางทั้งหมดไปยังสหประชาชาติ.
และระบบของสหประชาชาติของตัวเลขทางบัญชีโดยพื้นฐาน - สิ่งที่นับเข้าไปใน
GDPและGNP เป็นว่า - คุณผลิตอะไรที่คุณบริโภคเอง,
แล้วก็ถือว่าคุณไม่ไดผลิต(ไม่นับเป็นผลผลิตทางบัญชี). (And a friend of mine, she was
the youngest MP in New Zealand – she said: “How is it that every time we ask
for money for women’s and children’s welfare – we’re told there isn’t money for
the budget? But when they want a warship – there’s money but when we want a new
kindergarten there’s no money.” So, she traced the accounting system all the
way to the UN. And the UN system of accounting counts basically – the thing
that goes into the GDP and GNP as – if you produce what you consume, then you
don’t produce.)
ดังนั้น,
ผลิตภัณฑ์ของคุณได้ถูกพลิกผันไปเป็นไร้กิจกรรม. และนั่นคือวิธีที่ระบบเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเอง
เศรษฐกิจท้องถิ่น และเศรษฐกิจหมุนเวียนถูกทำให้หายไป. ในตอนนี้คุณก็นับเอาว่าพวกเขาพวกเขาไม่ใช่การผลิต
– สัมปทานทั้งหลายทั้งหมดก็เข้าไปสู่ระบบเศรษฐกิจแบบเอารัดเอาเปรียบ.
และอย่างช้าๆก็, “โอ้, คุณไม่ได้สร้างผลผลิตอะไร, คุณโบราณและล้าหลัง”
ทั้งหมดของคำพูดทั้งหลายเหล่านั้น... (So,
your production is turned into inactivity. And that’s how self-sufficient,
local and circular economies were made to disappear. Now that you treat them as
not producing – all the concessions go to the extractive economy. And slowly:
“Oh, you’re unproductive, you’re primitive and backward.” All those words…)
ในอินเดียเราได้ทำกฎหมายหนึ่งขึ้นมา.
สำหรับชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ทั้งหลายในการตัดสินใจทั้งหลายของพวกเขาดเอง. มันเป็นกฎหมายบนการปกครองตนเอง. และมันได้ผ่านออกมาใช้แล้ว.
และชุมชนทั้งหลายก็ได้เริ่มต้นที่จะใช้สิ่งนี้เมื่อ - บริษัททำเหมืองทั้งหลายเข้ามาพร้อมกับโลกานุวัฒน์.
ชุมชนทั้งหลายก็จะนั่งลงและตัดสินใจ, ล้อมวงทั้งหลายกันเหมือนเช่นเราทำนี้: “เราจะทำอะไรดี? เงินจำนวนมากนี้จะเข้ามา. ป่าไม้จำนวนมากนี้ก็จะออกไป.”
สายเชื่อมโยงกับบรรพบุรุษทั้งหลายของเราก็จะไป, เพราะว่า – หินทั้งหลายเหล่านี้เป็นที่ซึ่งบรรพบุรุษทั้งหลายของเราเป็น. (In India we made a law. For the
tribal communities making their own decisions. It’s a law on self-rule. And it
got passed. And the communities started to use this when the – mining
corporations came with globalization. Communities would sit and decide, circles
like this: “What shall we do? This much money will come. This much forest will
go.” Our link with the ancestors will go, because – these stones are where our
ancestors are.)
การสนทนาทั้งหลายกับบรรพบุรุษของเราก็จะจากไป.
วัฒนธรรมของเราก็จะจากไป. ทีละอย่างอื่น - ของการลงทุนมหึมาทั้งหลาย,
พวกเขาได้บอกว่า, “ไม่. เราไม่ได้ต้องการมัน.”
“เพราะว่าเราสูญเสียทุกอย่างที่เป็นเรา.” “เราได้ดเงิน.” “แต่เราก็จะไม่มีสิ่งที่ได้ก่อรูปร่างเรามา.”
ยักษ์ใหญ่เหมืองแร่นั้นช่วยอุดหนุนความเจริญเติบโต. เพราะว่าคุณได้คำนวณนับความเจริญเติบโตไปในหนทางนั้น.
ที่ซึ่งโดยพื้นฐานแล้ว คือมากอย่างไรที่คุณกอบโกยเอาไป. ไม่ใช่คุณปล่อยทิ้งอย่างไรให้ระบบดิ้นรนบากบั่นไปเอง.
(Our
conversations with the ancestors will go. Our culture will go. And one after
the other – of huge investments, they said: “No. We don’t want it.” “Because we
lose everything that is us.” “We get money.” “But we don’t have anything that
shapes us.” The mining giant contributes to growth. Because you’re calculating
growth in a certain way. Which basically is how much you extract. Not how you
leave systems thriving.)
นั่นคือทำไม,
ในหลายส่วนมากมายของโลกจึงมี – การเปลี่ยนย้ายอย่างที่สุดสิ้นเชิงไปจากเกณฑ์การวัด
ผลิตภัณฑ์มวลรวมแห่งชาติ(GNP) และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ(GDP).
ภูฏาน, ฉันได้เป็นที่ปรึกษาให้กับรัฐบาลของภูฏานมาเป็นเวลานานมาก. ภูฏานได้สลัดทิ้งมัน.
เมื่อพระราชาธิบดีกลับมาจากการประชุมใหญ่ – พระองค์ได้ถูกถาม: “ตอนนี้ภูฏานได้เปิดประเทศแล้ว – อะไรกำลังจะเป็นแบบจำลองการพัฒนาของพระองค์?”
พระองค์ไดก้ตอบว่า, “เราจะไม่ไปไล่ตามความเจริญเติบโตแบบนั้น.”
“ที่ใดซึ่งมีการเติบโตทางเศรษฐกิจเข้ามาแทนที่ – ผู้คนได้เกิดความเครียด, ป่วย, ติดอัลกอฮอล์และยาเสพติด.”
“ฉันต้องการสังคมที่มีความสงบสุข.” (That’s
why, in many parts of the world there’s – a total shift from this Gross
National Product and Gross Domestic Product. Bhutan, I’ve been an advisor to
the government of Bhutan for very long. Bhutan shed it. When the king came back
from a big conference – he was asked: “Now that Bhutan is opening up – what’s
going to be your development model?” He said: “we’re not going to chase growth.”
“Where economic growth has taken place – people are depressed, sick, alcoholics
and drug addicts.” “I want a happy society.”)
และดังนั้น,
พวกเขาได้วิวัฒนะ, แทนที่ของผลิตมวลรวมแห่งชาติ(GNP) – พวกเขาได้วิวัฒนะเป็นมวลรวมความสุขแห่งชาติแทน. และคณะกรรมการวางแผนแห่งชาติทั้งปวง
– ก็ได้คำนวณตัวชี้วัดทั้งหลายถึงความสุขออกมา. ไม่ใช่ตัวชี้วัดทั้งหลายของเงิน. ตัวชี้วัดทั้งหลายของความสุขก็คือ: ป่าไม้ทั้งหลายของคุณดีอย่างไร? เด็กๆของคุณมีสุขภาพดีอย่างไร?
คุณได้ดูแลผู้สูงอายุอย่างไร? วัฒนธรรมของคุณมีชีวิตชีวาน่าสนใจแค่ไหน?
ถ้านั่นทั้งหมดนั้นทำงานได้ผลด้วยกัน, คุณก็จะมีสังคมที่มีความสุข. (And
so, they evolved, instead of Gross National Product – they
evolved Gross National Happiness. And the whole planning commission – calculates
indicators of happiness. Not indicators of money. The indicators of happiness
are: how good are your forests? How healthy are your children? How looked after
are your elderly? How vibrant is your culture? If that’s all working together,
you’ll have a happy society.)
ดังนั้น,
ฉันเพียงต้องการที่จะใช้เวลาสักเล็กน้อยที่จะพูด -
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเราถามตัวเราเอง: “อะไรที่เราควรจะทำ?
อะไรที่ฉันควรจะทำ?” อ้า, ลองทำบางอย่างที่เรียบง่าย. เหมือนเช่นในแง่อาหารและสุขภาพบนด้านหนึ่ง
- และในแง่ของภูมิอากาศ. (So,
I just want to use a little bit of time to say – especially when we ask
ourselves: “What should I do? What should I be doing?” Ah, take something
simple. Like the issue of food and health on one side – and the issue of
climate.)
ฉันได้เชื่อมต่อทั้งสองเหล่านี้. เราได้ขุดเจาะเอาผลจากกระบวนการฟอสสิลที่ทับถมกันมา
600 ล้านปีขึ้นมาใช้. ววสารอิสทรีย์ที่ได้สะสมทับถมกันและกลายไปเป็นถ่านกินในบางที่
- และกลายเป็นน้ำมันและก๊าซในบางที่ทั้งหลาย. แต่โลกได้ทำสิ่งนี้มาตลอดหลายล้านปี.
และทุกปี – มูลค่า 20 ล้านปีก็กำลังถูกดึงขึ้นมาและเผาไหม้ช้ไปกัน.
และนั่นคือทำไมที่คุณกำลังกองสุมเข้าไปในชั้นบรรยากาศ – จนมากเกินไปกว่าที่ระบบโลกทั้งหลายสามารถจะหมุนเวียนได้. (I’ve been connected these two.
We’ve drilled 600 million years of nature’s fossilization. Organic matter was
fossilized and turned into coal in some places – and oil and gas in some
places. But the Earth did this over million years. And every year – 20 million
years’ worth is being pulled out and burned. And that’s why you’re piling into
the atmosphere – far more than the Earth’s systems can circulate.)
โลกมีขีดความสามารถในการรองรับ – ในการที่จะรับเอาสิ่งทั้งหลายทั้งหมดของระบบสิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่ปล่อยออกมาไป
– ที่เราเรียกว่าวัฏจักรทางชีวภาพทั้งหลาย, และดูดซับพวกมันไปอีกครั้ง.
และนั่นคือทำไม, กระทั่งสำหรับโค...โคเป็นส่วนหนึ่งของวัฏจักรทางชีวภาพ.
ที่ขยะได้ถูกเรียกกัน, โดยเฉพาะจากบิลล์ เกตสิ์. ฉันจะไม่ไปเชื่อเลยในเรื่องไม่เป็นวิทยาศาสตร์ของบิลล์
เกตสิ์. (The
Earth has total capacity – to take all emissions from living systems – which
are called biogenic cycles2, and
reabsorb them. And that’s why, even for the cow…The cow is part of a biogenic
cycle. Where the rubbish being said, especially by Bill Gates. I’m not going to
believe in Mr. Bill Gates’ non-science.)
2 Biogenic
cycles แปลว่า วัฏจักรทางชีวภาพ หรือ วัฏจักรชีวภาพของสสาร
หมายถึง กระบวนการหมุนเวียนและการเปลี่ยนแปลงของธาตุหรือสารประกอบเคมี (เช่น
คาร์บอน ไนโตรเจน ฟอสฟอรัส) ที่เกิดขึ้นระหว่างสิ่งมีชีวิต บรรยากาศ
และเปลือกโลกผ่านกระบวนการทางชีวภาพ
มักพบการใช้คำนี้ในบริบทของสิ่งแวดล้อมและวิทยาศาสตร์
เช่น:
- วัฏจักรคาร์บอนชีวภาพ
(Biogenic
Carbon Cycle): วัฏจักรการหมุนเวียนคาร์บอนที่พืชหรือสิ่งมีชีวิตดูดซับ
CO₂ จากชั้นบรรยากาศผ่านกระบวนการสังเคราะห์แสง
และปล่อยกลับคืนสู่ธรรมชาติเมื่อพืชย่อยสลายหรือถูกเผาไหม้
ซึ่งเป็นวัฏจักรระยะสั้น
สำหรับฉันแล้วมันเป็นสิ่งไร้สาระมากที่สุด...กับกระเพาะทั้งสี่ของโค
– เป็นเหตุผลสำหกรับปัยหาทั้งหลายของเรา. และทางแก้ของพวกเขาก็คือการที่จะฆ่าโคทั้งหลายนั้น,
ฆ่าโคทั้งหลายนั้น, ฆ่าโคทั้งหลายนั้น. หรือ, อีกอันหนึ่งในการแก้ปัญหาของเขาก็คือ
ดัดแปลงพันธุกรรมอาหารที่เลี้ยงป้อนใหเพวกมันให้มากขึ้นไปอีก. โคกับลำไส้ของเธอ...ธรรมชาตินั่นคือปัญหา.
ดังนั้น, เราจึงต้องเข้าไปควบคุมกำกับและดัดแปลงธรรมชาติ. (For me it’s the most ridiculous…the
four stomachs of the cow – are the reasons for our problems. And their solution
is to kill the cows, to kill the cow, to kill the cow. Or, another one of his
solutions is genetically engineer the feed even more. The cow and her gut…that
nature is the problem. So, we’ve got to control and modify nature.)
และระบบการมีอำนาจเพียงหนึ่งเดียวก็กำลังมองหา – อย่างไรที่คุณคอยทำสิ่งทั้งหลายในหนทางเดียวกัน
– กำลังเปลี่ยนแปลงทีละเล็กทีน้อยที่นี่และทีละเล็กทีละน้อยที่นั่น.
และนั่นคือทำไมคุณกำลังติดแน่นอยู่กับการบริโภคพลังงาน – และแล้วก็กำลังมองเห็น,
อย่างไรที่เราจะมีการขุดเจาะ(เอาเชื้อเพลิง) ขึ้นมาให้พอสำหรับจำนวนรถยนต์อันมหาศาล
- สร้างทางด่วนทั้งหลายมากยิ่งขึ้น. (And
the dominant system is looking for – how do you keep doing things in the same
way – changing a little bit here and a little bit there. And that’s why you’re
sticking to consumptive energy – and then seeing, how will we have the same
amount of extraction for automobiles – build more
highways.)
ในตอนนี้, รถยนต์ไฟฟ้าทั้งหลาย. และทุกคนผู้ที่ได้ถูกสัมภาษณ์ในเรื่องรถยนต์ไฟฟ้าก็พูดว่า: “คุณไปเอาพลังงานมาจากที่ไหนล่ะ?” “โอ้,
ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงให้กับโรงผลิตไฟฟ้าทั้งหลายน่ะสิ.”
แต่คุณกำลังขับรถยนต์ไฟฟ้าของคุณกัน. คุณคิดว่าคุณกำลังขับมันไปโดยไม่มีเชื้อเพลิงใดเลย.
คุณลืมไปถึงเรื่องการเชื่อมโยงและห่วงโซ่ทั้งหลาย. (Now, electric cars. And everyone
who’s been interviews on electric cars say: “Where does your energy come from?”
“Oh, coal fired power plants.” But you’re riding your electric car. You think
you’re riding it on no energy at all. You forget to think in links and chains.)
แต่ความจริงในเรื่องนี้. นั้นคือ...ฉันปลูกพืชทั้งหลาย. ยิ่งมีความหลากหลายทางชีวภาพมากเท่าใดที่นั่น,
ยิ่งมีการสังเคราะห์แสงมากขึ้นที่นั่น, ก็ยิ่งมี่คามร์บอนถูกดึงออกไปมากขึ้นเท่านั้น.
มันให้อาหารเรามากยิ่งขึ้น. และลดปัญหาสภาวะภูมิอากาศลงในเวลาเดียวกัน.
จากการกระทำเดียวกัน. เราคอยแต่คิดที่จะทำอะไรซึ่งแตกต่างออกไปสำหรับภูมิอากาศและทำต่างออกไปกับอาหาร.
แต่มันเป็นการกระทำเดียวกัน, ในแง่มุมทั้งหลายของสัมพันธภาพต่อโลก. (But the reality is this. That…I
grow plants. The more biodiversity is there, the more photosynthesis is there. The
more photosynthesis there is, the more carbon gets pulled out. It gives us more
food. And reduces the climate problem at the same time. The same action. We
keep thinking to do different actions for climate and different for food. But
it’s the same action, in terms of our relationship to the Earth.)
และศักยภาพอยู่ที่นั้น. นั่น, แม้ว่าจะสิบเปอร์เซ็นต์ของฟาร์มทั้งหลาย
– กลายเป็นชีวพลวัต, ชีวอินทรีย์ หรือ เกษตรยั่งยืน - หรือป่าไม้ทั้งหลาย.
ในสิบปี. สิบเปอร์เซ็นต์ฟาร์มทั้งหลายในสิบปี. สามารถอย่างสูงสุดไปถึงเป้าหมายคือ
1.5 องศา. และไปไกลเลยกว่านั้น. (And
the potential is there. That, even ten percent of farms – becoming biodynamic,
organic or permaculture3 – or
forests. In ten years. Ten percent farms in ten years. Can totally meet that 1.5-degree
target. And go beyond.)
3 Permaculture
(เพอร์มาคัลเจอร์)
แปลตรงตัวคือ "การเกษตรแบบถาวร" (Permanent
Agriculture) และ "วัฒนธรรมที่ยั่งยืน" (Permanent
Culture) เป็นแนวคิดการออกแบบการใช้ชีวิตและทำการเกษตรที่เลียนแบบระบบนิเวศธรรมชาติ
เพื่อให้มนุษย์สามารถพึ่งพาตนเองได้ ลดขยะให้เป็นศูนย์
และอยู่ร่วมกับธรรมชาติได้อย่างเกื้อกูล
แนวคิดหลักของเพอร์มาคัลเจอร์
- เลียนแบบธรรมชาติ:
ศึกษาการทำงานของป่าธรรมชาติและนำมาปรับใช้ในการออกแบบพื้นที่ ไม่ใช้สารเคมี
แต่เน้นการปลูกพืชหลากหลายชนิดเพื่อให้เกื้อกูลกันเอง [1, 2]
- การออกแบบเชิงพื้นที่:
จัดวางองค์ประกอบต่างๆ เช่น บ้าน แหล่งน้ำ แปลงผัก และสัตว์เลี้ยง
ให้อยู่ในตำแหน่งที่ส่งเสริมกันและใช้พลังงานในการดูแลรักษาน้อยที่สุด [1, 2]
- การพึ่งพาตนเอง:
ครอบคลุมไปถึงการอนุรักษ์น้ำ การจัดการพลังงาน
และการสร้างที่อยู่อาศัยที่ยั่งยืน
อะไรที่เราพูดกันในห้องนี้, เราพูดโดยปราศขจากบางคนอื่นที่กำลังควบคุมทิศทางการสนทนาของเรา.
แต่ระบบดิจิตอลโดยธรรมชาติอย่างยิ่งในตัวมันเอง - คือกลไกของการควบคุม.
เราได้ข้อเสนอในก้าวขั้นถัดไปของความเป็นทาสเป็นดุจก้าวขั้นถัดไปของอิสรภาพ. (What we say in this room, we say
without someone else controlling our dialog. But the digital system by its very
nature – is a control mechanism. We get offered the next
step of enslavement as the next step of liberation.)
ดังนั้น,
เมื่อเกษตรกรทั้งหลายได้ถูกผลักดันให้เข้าไปใช้ยาปราบวัชพืชราวด์อัพ - พวกเขาได้ถูกบอกว่า: “คุณจะเป็นอิสระ.” ไม่รึ? “ (So,
when the farmers were pushed into using Roundup4
–
they were told: “You will be free.” No? “Of living to make compost. Which is
dirty.” So, we’re constantly made to think: “This is for our good.” When the
slaves of Africa were captured for the cotton plantations – they knew they were
slaves and that they were captured. They never said: “They’re doing it for our good.”
They never had that illusion.)
4 ราวด์อัพ
(Roundup) คือชื่อทางการค้าของสารกำจัดวัชพืชชนิดดูดซึม
ที่มีสารออกฤทธิ์หลักคือ ไกลโฟเซต (Glyphosate) ถูกนำมาใช้ในวงการเกษตรและดูแลสวนทั่วโลกเพื่อกำจัดวัชพืชทั้งใบกว้างและใบแคบ
รวมถึงหญ้าชนิดต่างๆ
คุณสมบัติและการทำงาน
- การดูดซึม:
เมื่อฉีดพ่นลงบนใบหรือลำต้น พืชจะดูดซึมสารเข้าไปและลำเลียงไปยังส่วนต่างๆ
รวมถึงราก ทำให้วัชพืชตายทั้งต้น
- ไม่เลือกทำลาย:
สามารถกำจัดวัชพืชได้เกือบทุกชนิด
- ผลลัพธ์:
วัชพืชจะเริ่มเหี่ยวและแสดงอาการตายภายใน 3-4 วัน
ข้อควรระวังและผลกระทบ
- ความปลอดภัย:
ไกลโฟเซตจัดเป็นสารที่ค่อนข้างมีพิษต่อมนุษย์และสัตว์น้อยเมื่อเทียบกับสารเคมีเกษตรตัวอื่นๆ
โดยอาการที่พบส่วนใหญ่คือการระคายเคืองต่อผิวหนังและดวงตา
เรามักจะถูกบอกว่า: “มันเป็นผลประโยชน์. มันสะดวกสบายมากเลย.” และสำหรับฉัน,
ฉันวัดความสะดวกสบายจาก – ความเป็นจริงอันเรียบง่ายของ – ฉันคือสิ่งมีชีวิตหนึ่งที่ดำรงอยู่ท่ามกลางโลกแห่งธรรมชาติอันมีชีวิต.
อะไรคือพื้นฐานสิ่งทั้งหลายที่ฉันควรจะทำ – ที่จะมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพแข็งแรงไหกม?
ที่จะมีชีวิตอยู่ในสัมพันธภาพไหม? และเมื่อความสะดวกสบายของฉันกลายเป็นความแปลกแยก/ตัดขาด(จากธรรมชาติ)มันก็ไม่ใช่ความสะดวกสบายอีกต่อไป.
มันเป็นการแบ่งแยก. “มันช่างสะดวกสบายมากยิ่งนักอะไร?” “เมื่อคุณไปบ้าน,
ตู้เย็นของคุณจะพร้อมในการที่จะเก็บกองรวมอัดด้วยสิ่งทั้งหลายที่กำลังจะหมดไป.”
(We’re always told:
“It’s for your benefit. It’s so convenient.” And for me, I measure convenience
from – the simple reality of – I’m a biological being in a living world. What
are the basic things I should do – to stay healthy? To stay in relationship? And when my convenience is constant alienation – that’s not
convenience anymore. It’s separation. What’s so convenient.” “When you go home,
your fridge will already be stacked with the things that were running out.”)
ในตอนนี้เรามีสมาร์ทตู้เย็น,
สมาร์ทรถยนต์. สมาร์ทในทุกสิ่ง. แต่เหล่านี้คือ ระบบเฝ้าระวังโดยพื้นฐาน.
และภายในโลกนี้ความสัจจริงก็คือ, อย่าได้ยอมแพ้ในความเป็นโลก.
จงใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ในความเป็นสมาชิกทั้งหลายชองชุมชนโลก.
และเพราะเช่นนั้นเอง, ผ่านการนั้น – จำด้วยเช่นกันด้วยว่าคุณได้มีความสร้างสรรค์อย่างไร.
เพราะว่าส่วนหนึ่งของขบวนการทั้งปวงนี้, รวมทั้งลัทธิอุตสาหกรรมนิยม – กำลังทำให้คุณลืมว่าเป็นสิ่งมีชีวิตขึ้นมาอย่างสร้างสรรค์.
คุณคือผู้กดปุ่มในโรงงานนั้น. (Now we have smart cities, smart
fridges, smart cars. Smart everything. But these are basically surveillance
systems. And within this world you truth is, do not give up your Earth being. Live
your fullness as members of an Earth community. And therefore, through that –
also remember how creative you are. Because part of this whole process,
including industrialism – is making you forget you’re a creative being. You’re
a pusher of a button in a factory.)
เมื่อระบทรงอิทธิพลครองโลกผู้เดียวต้องการที่จะมีการควบคุมกำกับและทำกำไรทั้งหลาย
– พวกเขาก็มักจะทำเส้นทางเชิงเทคนิคให้ดูว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้.
ในตอนนี้, เรากำลังถูกบอกอย่างฃสม่ำเสมอว่า: “ทุกสิ่งจะถูกดำเนินงานไปบน
AI. 99% ของมนุษยชาติจะเป็นที่ไร้ประโยชน์.” เอาละ, เราในฐานะ 99%ของมนุษยชาติก็สามารถะพ฿ดได้ในวันนี้ว่า: “เราจะสร้างสรรค์ชีวิตทั้งหลายของเรา,
ชุมชนทั้งหลายของเรา, อนาคตของเรา เอง.”
(When a dominant system wants to have control and profits – they
always make a technological path look inevitable. Right now, we’re constantly
told: “Everything will be run on A.I. 99% of humanity will be useless.” Well,
99% of humanity can today say: “We will not be useless.” “We’ll create our
lives, our communities, our future.”)
แล้วแค้คำว่า”จะ”นั้นก็ไม่เพียงพอ.
พวกคุณจะต้องค้นหาให้พบในตัวของคุณเองว่า: “นี้คือวิถีของฉัน.”
ดังนั้น, ดิฉันก็ปรารถนาว่านั่นดีที่สุดทั้งหมดกับอนาคตของพวกคุณ. (And
just will is enough. You will find in yourself: “This is my path.” So, I wish
you all the best for your future.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น