หน้าเว็บ

วันพุธที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2569

ยุคสารสนเทศ ต้องพัฒนาปัญญา - ป. อ. ปยุตฺโต (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์)

ยุคสารสนเทศ ต้องพัฒนาปัญญา - ป. อ. ปยุตฺโต (สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์)

          https://youtu.be/vBipVRkhMUQ?si=xMQ_9bEzF_J4jzHY

          ...คุยกันต่อเรื่องปัญญาอีกหน่อย ปัญญาที่พูดเมื่อเช้านี่ เอาเรื่องญาณ  ยากนิดหน่อย เป็นข้อปฏิบัติโดยตรงเลย ที่มุ่งสู่จุดหมายคือพระนิพพาน ว่าเห็นลำดับขั้นตอน ทีนี้ยังมีปัญญาชื่ออื่นอีกเยอะแยะ บางอย่างก็เป็นเรื่องของการใช้ประโยชน์ ในชีวิตประจำวัน ในการทำงานทำการ หรือในการศึกษาเล่าเรียน นี้มีอยู่หมวดหนึ่งนี่ เป็นธรรมะที่มีประโยชน์มาก ท่านมักจะกล่าวไปกับพระอรหันต์ว่า มีคุณสมบัติ ๔ ประการ แต่หมายถึงพระอรหันต์ที่เก่งจริงๆ  ที่พร้อมที่จะทำงานเผยแผ่พระศาสนาได้ดีน่ะ ท่านจะบอกว่าบรรลุอรหัตผลพร้อมทั้งปฏิสัมภิทา ๔ 1ถ้าหากว่าไม่มีปัญญาด้านนี้ บางทีก็ไม่มีประโยชน์

            1 ปฏิสัมภิทา หมายถึง ปัญญาความแตกฉาน หรือความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง แตกฉานในหลักธรรมและภาษา สามารถนำมาอธิบายและแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างเฉียบขาด โดยทั่วไปมักกล่าวถึง ปฏิสัมภิทา ๔ (ความแตกฉาน ๔ ประการ) ตามหลักพุทธศาสนา ดังนี้:

  • ๑. อัตถปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานใน "อรรถ" คือ ความเข้าใจเนื้อหา ความหมายของธรรมะ และผลลัพธ์ได้อย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง
  • ๒. ธัมมปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานใน "ธรรม" คือ ความเข้าใจเหตุผล ต้นตอ คำสอน หลักการ และที่มาของสิ่งต่างๆ ได้อย่างถ่องแท้
  • ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานใน "นิรุกติ" คือ ความเข้าใจในภาษาและโวหาร สามารถสื่อสาร ถ่ายทอด และอธิบายธรรมะหรือเรื่องราวให้ผู้อื่นเข้าใจได้ง่าย
  • ๔. ปฏิภาณปฏิสัมภิทา: ปัญญาแตกฉานใน "ปฏิภาณ" คือ ไหวพริบ ความรู้เท่าทันเหตุการณ์ สามารถเชื่อมโยงความรู้มาตอบคำถามและแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างฉับพลันและสบเหมาะ

ปฏิสัมภิทา ๔ นี่ ถ้าพระอรหันต์ผู้ใดมี ก็ท่านก็มีความสามารถในการที่จะนำเอาธรรมะไปสั่งสอนผู้อื่นให้ได้ผลดี เป็นความสามารถเรื่องปัญญาในเชิงที่จะนำเอามาใช้ประโยชน์ทั่วๆไปด้วย แล้วก็ถึงจะไม่ได้เป็นพระอรหันต์ก็ควรจะพัฒนาคุณสมบัติทำนองนี้ขึ้นมา ยิ่งสมัยปัจจุบันนี้เรียกว่าเป็นยุคข่าวสารข้อมูล ปัญญาที่เรียกว่าปฏิสัมภิทานี้ ก็เกี่ยวข้องโดยตรงกับเรื่องข่าวสารข้อมูลจะสามารถใช้ผประโยชน์จากข่าวสารข้อมูลได้ดี ก็เลยมาเน้นในยุคนี้ พูดถึงเรื่องปัญญาทีไรก็เลยยกเอาเรื่องปฏิสัมภิทาขึ้นมาพูดเรื่อย

ปฏิสัมภิทานี่ ก็แปลว่าปัญญาแตกฉานน่ะ ตัวศัพท์เองก็แปลว่าแตกฉาน ปัญญาแตกฉานนี่ก็มี ๔ ข้อด้วยกัน เป็น บอกแล้วว่าเป็นการปฏิบัติต่อเรื่องข่าวสารข้อมูล เรื่องของสิ่งที่ได้ยอินได้ฟัง เรื่องที่ได้เล่าเรียนอ่าน อย่างที่เด็กนักเรียนอยู่ในโรงเรียนก็ น่าจะต้องพัฒนานี้ให้มาก แล้วคนทั่วไปในยุคนี้ก็รับข่าวสารข้อมูลก็ควรจะได้พัฒนาด้านนี้ เพราะปัจจุบันนี้ถ้าหากว่า ไม่มีหลักไม่มีปัญญาด้านนี้  บางทีก็ไม่ได้ประโยชน์จากข่าวสารข้อมูล ไม่รู้เท่าทัน ถูกหลอกง่าย แล้วก็ไม่สามารถเอามาใช้ประโยชน์ได้ ทีนี้ปัญญาแตกฉาน ๔ อย่างนี้ ในเมื่อเกี่ยวข้องกับข่าวสารข้อมูล หรือสิ่งที่สดับตรับฟังเล่าเรียนศึกษา

ก็เลยแบ่งเป็น 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นด้านรับน่ะ ด้านรับเข้ามา มี ๒ ข้อ และอีก ๒ ข้อก็เป็นด้านใช้ประโยชน์ ด้านรับ ๒ ข้อ ด้านใช้ ๒ ข้อ ทีนี้ด้านรับ เป็นยังไงนะ ก็เริ่มด้วยข้อที่ ๑ ข้อที่ ๑ ก็ปัญญาแตกฉาน ในอัตถะ คือในเนื้อหา อันนี้ก็มีความสำคัญอย่างยิ่งเลย ต้องเริ่มต้นก่อน เราจะเล่าเรียน เราจะสดับตรับฟัง เราจะอ่านอะไรนี่ ต้องมีความแตกฉานในเนื้อหา แตกฉานในเนื้อหา ยังไงล่ะ ก็เริ่มด้วยต้องเข้าใจเนื้อหานั้นชัดเจนถูกต้อง เข้าใจจริเข้าใจถ่องแท้ ไม่ใช่เป็นคนที่พร่าๆมัวๆ รับฟังอะไรศึกษาเล่าเรียนอะไรก็ ไม่รู้จริง ไม่เข้าใจจริง ถ้าเคยเป็นนิสัยแล้ว ก็จะสะสมปล่อยผ่านๆๆต่อไป แต่ละอย่างที่เข้าใจมา รับฟังไม่ชัดสักอย่าง ไม่เข้าใจจริงสักอย่าง  ก็สะสมเอาความพร่ามัวไม่ชัดเจนอันนี้เอาไว้ ก็เป็นคนรู้อะไรไม่จริง ดังนั้นตอนแรกนี่จะต้องฝึก เข่นอย่างเวลาเรียนหนังสือ อ่านทุกตอนเลยนะ ถ้าเราที่เราจะเอาจริงนะ เป็นเรื่องที่เราเรียนอย่างนี้ อ่านแล้วต้องถามตัวเองว่า เข้าใจจริงมั้ย? ถ้ามีอะไรไม่เข้าใจไม่ยอมปล่อยผ่านน่ะ ทุกตอนทุกหน้าทุกเนื้อความ อ่านแล้วต้องถามว่า เข้าใจชัดมั้ย? ไม่เข้าใจ ต้องให้เข้าใจให้ได้ หาความรู้ชัดแจ้ง อันนี้เป็นเรื่องสำคัญมาก มันจะเป็นนิสัยเลย พอเราเรียนอะไรเนี่ยะ ทุกอย่างจะผ่านไปด้วยความชัดเจน ไม่ทิ้งอะไรให้คลุมๆเคลือๆไว้ เพราะฉะนั้นคนก็จะทำให้มีการที่ว่า จะต้องไปหาทางทำให้ชัด ถ้ายังไม่ชัดก็ต้องไปค้นไปคว้าอะไรต่างๆ เอาให้มันแจ่มแจ้งให้ได้ จนกระทั่งว่ามันสุดวิสัยจริงๆ ก็ฝากไว้ก่อน แต่ว่าโดยหลักการก็ จะต้องหาความชัดเจนให้ได้ นอกจากว่าชัดเจนเฉพาะนั้นแล้ว มันมีอะไรโยงไปหาอะไรที่มันจะให้เข้าใจชัดเจน เขาพูดอ้างอิงอะไรเกี่ยวกับข้องขึ้นมา เอาให้มันชัดให้หมดน่ะ คือสิ่งที่ปรากฏเข้ามาในเรื่องนี้ ที่ผ่านเข้ามาแล้วต้องว่ากันให้ชัด เอากันให้รู้แจ้งกันไปเลยน่ะ เนี่ยะ สำคัญมากนะ ดังนั้นอ่านหนังสือไปเล่มหนึ่งนี่ ต้องรู้จริงๆ เข้าใจจริงๆในหนังสือทั้งเล่มนั้น อย่างนี้ไม่แตกฉานได้ยังไง? น๊า นี่อันที่ ๑ ละ

ดังนั้น การใช้คำถามเป็นการตรวจสอบตัวเอง ก็เป็นเรื่องสำคัญ ทีนี้ต่อมาเป็นนิสัย เวลาไปเกี่ยวข้องกับข่าวสารอะไรต่างๆ ก็ไม่ใช่เป็นคนที่ สักแต่ว่าตื่นข่าว ตื่นเต้นไป แล้วก็เอามาพูดคุยกันสนุกๆแล้วก็จบ ใช่มั้ย? มันต้องพยายามหาความรู้จะแจ้งให้จริง อย่างเรียนภาษาอังกฤษนี้ เรียนไปคำนี้เจอแล้ว อ๊ะ มันยังไงความหมายมันน่ะ หาความชัดเจนในความหมาย แล้วสิ่งที่เกี่ยวข้องก็พลอยชัดไปด้วย คำนี้อ่านว่ายังไง? อ่านแล้วมีstressตรงไหน? สะกดตัวยังไง? ลองหลับตาดูซิคำนี้ สะกดได้มั้ยน่ะ ไม่ได้ก็ไม่ผ่าน เอากันให้มันจะแจ้งไปทุกอย่าง ทุกอย่างนะ นี่คือเรื่องของการปฏิบัติต่อข่าวสารข้อมูล ข้อแรกต้องหาความชัดเจนจนยกระทั่งว่า โอ้ พอเค้าว่าพูดอะไรมาในเรื่องนั้นแล้ว เรามองเห็นข้อความเนื้อหาชัดไปหมดเลย แจ่มแจ้ง สามารถขยายความอธิบายในใจตัวเองได้ ก่อนนะ นี่บะนะฮะ ๑ แล้ว นี่เรียกว่า อัตถะปฏิสัมภิทา แปลว่าปัญญาแตกฉานในอัตถะคือในเนื้อหา ในความหมาย

ทีนี้ต่อไปข้อ ๒ พอเข้าสู่รายละเอียด มองเห็นละเอียดเนื้อหาชัดเจนแล้ว คราวนี้จับหลักจับประเด็นบ้าง อ่านไปทั้งหน้าที่ นอกจากจะเข้าใจแต่ละเรื่องที่พูดถึงชัดเจน แต่ละคำแต่ละชัดแล้ว ทีนี้ จับความให้ได้ทั้งหน้านี้ ทั้งตอนนี้ทั้งหัวข้อนี้ว่า หน้านี้หัวข้อนี้บทนี้ตอนนี้ ว่าด้วยเรื่องอะไร? ประเด็นอยู่ที่ไหน? จบเล่มแล้วก็พูดได้ว่า อ้อ หนังสือนี้ว่าด้วยเรื่องนี้นะ นี่ก็เป็นความชัดเจนอีกแบบหนึ่ง สำคัญกว่าอันที่ ๑ อีกนะ อันที่ ๑ ง่ายกว่า  แต่มันต้องเริ่มด้วยอันที่ ๑ อันที่ ๒ นี่จับหลักจับประเด็นได้นี่ พอเราจับหลักจับประเด็นได้เท่านั้นแหละ หนังสือบทหนึ่งๆก็ตาม เล่มหนึ่งๆก็ตามนี่ จะจำง่าย ถ้าเราไปจำรายละเอียดทุกอย่างนี่ ยากน่ะ เข้าใจชัดแล้วมันก็จำง่ายขึ้นเยอะแหละ แต่ทีนี้จะจำให้ได้ หมดยาก ถ้าเราจับหลักจับประเด็นได้ปั๊บนี่ สบายเลยคราวนี้ จำหนังสือทั้งเล่ม ก็จับได้ประเด็นสองประเด็นตัวหลักๆ ทั้งหมดก็ได้ประเด็น อย่างนี้เวลาทวนหนังสือนะ ยังอ่านไปแล้วนี่เข้าใจได้ จับประเด็นได้หมดล่ะ ถามตัวเองว่า อ้าว ตอนนี้บทนี้ว่าด้วยเรื่องอะไร มีอะไรเป็นประเด็นหลัก น่ะ จบแล้วก็เข้าใจหมด

ทีนี้เวลาทวน ทวนนี้ มองป๊าดเดียวน่ะ ว่าหัวข้อนี้ เวลาทวนก็ พอมองเห็นหัวข้อเราก็นึกออก อ๋อ มันสาระสำคัญว่าอย่างนี้ ไม่ต้องไปอ่านอีกแล้วนะ ทุ่นเวลาหมดเลย อย่างงี้เราสามารถที่ว่า พูดแทนคนเขียนได้เลย  ใช่มั้ยว่า พอเห็นหัวข้อนี้ปั๊บ หรือเห็นชื่อบทนี้ปั๊บนี่ ในใจมันตีออกไปได้หมดเลย เนื้อความว่างอย่างงี้สาระว่าสำคัญ จากสาระสำคัญอันนี้ประเด็นเป็นยังงี้ กระจายเนื้อความไปยังงี้ๆ หมด น่ะ บางอธิบายได้ดีกว้าหนังสือเล่มนั้นอีก เพราะว่าเรา  เวลาเราอ่านเราเจอเรามีประเด็น ไอ้ข้อปลีกย่อยอะไรที่เรา เอ่อ ต้องการความชัดเจนเราไปค้นไปคว้าอีก ใช่มั้ย? นี่สบายไปเลยนะ อันที่ ๒ นี่สำคัญยิ่งกว่าข่อที่ ๑ เรียกว่า ธรรมะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในหลัก เมื่อกี้ในเนื้อหาใช่มั้ย?

ข้อที่ ๑ ในอัตถะ ในเนื้อหา ในข้อที่ ๒ นี่ ในตัวหลัก ตัวหลักต้องจับประเด็นได้ ดังนั้นเวลามีข่าวสารอะไรเกิดขึ้นนี่ ถ้าใครตจับประเด็นได้ จับหลักได้นี่ คนนั้นเข้าถึงเรื่องได้รวดเร็ว วินิจฉัยเรื่องได้ง่ายน่ะ แก้ไขปัญหาก็ได้ดี ทีนี้ปัญหาสำหรับสังคมปัจจุบันนี้ ก็คือความพร่า มีข่าวสารมากมาย ไม่รู้จริงสักอย่างน่ะ นี่ก็เป็นเรื่องยุ่งละ อืม ข่าวสารมากมายไม่ได้ดีสำหรับมนุษย์หรอก เพราะว่ามนุษย์ไม่มีความสามารถ ไม่ได้พัฒนาความสามารถ ที่จะมารับมือกับข่าวสารข้อมูลที่เจริญงอกงาม ฉะนั้นมันเจริญไม่ทันกัน พัฒนาคนไม่ทันกับพัฒนาข่าวสารข้อมูล เพราะฉะนั้นจึงไม่เป็นหลักประกันว่ามจะมีข่าวสารข้อมูลมากแล้วคนจะมีสติปัญญา ดีไม่ดี เป็นคนลุ่มหลงถูกหลอกง่ายขึ้นน่ะ ทีนี้ยิ่งจับหลักจับประเด็นไม่ได้อีก คนก็ยิ่งสับสน รู้ไม่จริงแล้วแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่รู้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้นนั้น ประเด็นอยู่ที่ไหน? จุดของปัญหาอยู่ที่ไหน? เถียงกันวุ่นวายทะเลาะกันอีก อย่างเวลานี้สังคมก็เป็น ปัญหาเพราะว่า มันจับหลักจับประเด็นอะไรไม่ได้ ปัญหาเกิดขึ้นก็จับจุดไม่ถูก

อย่างปัญหาเรื่องพระศาสนาเกิดขึ้น จุดของปัญหาอยู่ที่ไหน? ประเด็นที่จะแก้คืออะไร? ก็ไปพ฿ดกันออกไปเรื่องปลีกๆย่อยๆปลีกฝอย ก็ไม่ได้ประโยชน์ในการแก้ปัญหาสังคม ปัญหาพระศาสนาแก้ไม่ได้ จับจุดไม่ถูก ขาดเนี่ยะ ขาดปัญญา ๒ ประการ นี่ ๒ ประการนี้เป็นฝ่ายรับนะ เนี่ยะ ๑ ก็คือว่า ต้องแตกฉานในเนื้อหา รายละเอียดเนื้อความเรื่องราว ความเป็นไป ชัดเจนแจ่มแจ้ง ๒ ก็จับหลักจับประเด็นได้ จับจุดของเรื่องได้นะ ก็ใช้ได้ทุกกรณีแหละอย่างที่ว่า อย่างเป็นนักเรียนเนี่ยะ ฝึกไว้ดีที่สุดเลย ถ้าฝึกอย่างนี้แล้วการเล่าเรียนจะประสบความสำเร็จมาก แค่ ๒ ข้อนี่ก็สบายเยอะน่ะ

เพราะฉะนั้น หัดตั้งคำถามเพื่อตรวจสอบตัวเอง ก็ทุกอย่างก็ผ่านไปด้วยความเข้าใจ ว่า ไม่ชัดเจนไม่ปล่อยผ่าน แล้วก็ต้องจับหลักจับประเด็นให้ได้ว่า ตอนนี้บทนี้เล่มนี้ว่าด้วยเรื่องอะไร แม้แต่เวลาจะจำเนื้อความ เช่นว่า มีสิ่งที่ต้องท่อง ๑๐ ข้อ ก็ใช้หลักนี้มาเป็นวิธีจำได้ว่า ๑๐ ข้อ แต่ละข้อนี้ยาวตั้งบรรทัดสองบรรทัด ท่องทุกคำนี่ โอ่โห เสียเวลาเยอะ ท่องอยู่นั่นแหละ กว่าจะได้มันนาน ก็อ่านให้เข้าใจ ในทั้งข้อนั้น ข้อ ๑ อ่าเข้าใจละ จับตัวแทนของข้อให้ได้คำหนึ่ง พอจับตัวแทนข้อได้คำหนึ่ง หลับตามองจะคำเดียวก็ขยายความทั้งข้อได้ ลองขยานยดูก่อน พอจับคำนี้ มองในใจ เอ้อ ขยายความได้เต็มข้อ อย่างงี้ปั๊บ อ่า ข้อ ๑ ได้ละ ข้อ ๒  จับคำที่เป็นตัวแทนของทั้งข้อได้ แล้วเสร็จแล้วคำนี้จำไว้คำเดียว แล้วมองในใจตัวเองว่า อ้อ คำนี้เราขยายความไปทั้งข้อ บรรทัด ๒ บรรทัดได้อย่างนี้น่ะ พอเราได้แล้วทีนี้ก็จำเพียงคำเดียว ข้อละคำ ข้อละคำ แล้วอาจจะจับในข้อหนึ่งอาจจะมีหลายคำที่เป็นตัวแทนข้อได้ เอาคำที่มันง่าย อาจจะคล้องจองได้ด้วย  ข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ จำ ๑๐ คำได้ ๑๐ ข้อนะ ๒๐ บรรทัดสบายเลย ใช่มั้ย? อย่างนี้ใช้หลักปฏิสัมภิทามาช่วยในการจำ  เพราะฉะนั้น คนที่มีหลักวิธีก็ไม่ต้องไปเสียเวลาท่องมากมาย น่ะ อย่างที่ว่า ๑๐ ข้อก็ท่อง ๑๐ คำพอ แล้วก็ เวลาถึงเวลาสอบก็ ๑๐ คำนั้นออกมาก็ขยายปึ๊บๆๆๆ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ๖ ๗ ๘ ๙ ๑๐ น่ะ

เอาละครับ นี่เป็นภาครับ ภาครับนี่ได้ปฏิสัมภิทา ๒ ข้อ สบายละ ๑. อัตถะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในเนื้อหา ๒. ธรรมะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในหลัก ในตัวประเด็น จุดของเรื่อง ค่อไปทีนี้เป็นภาคใช้บ้างละ อ้าว ทีนี้ก็ต่อไปข้อ ๓. ภาคใช้ ภาคใช้ก็เริ่มด้วย ปัญญาแตกฉานในการใช้ภาษา ในการรู้จักใช้เภาษามาสื่อ มาสื่อสาร ต้องหัดพูดหัดเขียน เพื่อสื่อความต้องการของตนเองให้คนอื่นเข้าใจได้ สื่อความหมาย สื่อสาระ จนกระทั่งว้า สามารถชักจูงให้เค้าเห็นตามตัวเองได้ อันก็เป็นเรื่องของความรู้จักใช้ภาษา มีเป็นความสามารถเชิงภาษา ในการใช้ภาษาสื่อสาร ก็อย่างน้อยก็ต้องบอกความต้องการ ของตัวเองให้ชัดเจนเริ่มต้น หลายคนจะประสบปัญหา เราต้องการจะพูดใหขาเข้าใจอย่างเงี๊ยะ จะบอกความต้องการของตัวเอง เสร็จแล้วนี่พูดให้เขาเข้าใจความต้องการของตัวเองไม่ได้ ไม่ชัดเจนนะ ก็ขาดข้อนี้ เป็นขาดปัญญาแตกฉานในภาษา หรือในการสื่อภาษาน่ะ เอาว่า สื่อภาษาก็แล้วกัน

อันนี้นอกจากว่า บอกความต้องการของตนเองเข้าใจแล้ว ทีนี้ต่อไปก็คือว่า อธิบายเรื่องราวให้เขาเข้าใจอีก น่ะนี่ยากขึ้นไปอีก ทีนี้อธิบายเรื่องยากให้เข้าใจได้ง่าย ใช่มั้ย? แล้วก็สามารถที่จะพูดชักจูงเขาให้เห็นตามเราได้ ทีนี้สามารถขนาดนี้ บางทีใช้ในทางเป็นโทษก็ได้ อยู่ที่เจตนาละ ใช่มั้ย? บางคนนี่พูดเก่ง สามารถพูดชักจูง ให้คนอื่นเห็นตามนี่ แต่ว่าเจตนาไม่ดี กล่ายเป็นว่าเอาคนอื่นเป็นเหยื่อไปเลย ใช่มั้ย? แต่ว่าอันนี้เราพูดถึงความสามารถก่อน ส่วนจะใช้อย่างไรนั้น อยู่ที่คุณธรรมอื่นมาน่ะ ก็คือต้องมีเจตนาบริสุทธิ์ หวังดี ต้องการให้เขาเห็นความจริง อันนี้ก็เป็นข้อภาคใช้แล้วนะฮะ ก็แค่นี้ก็คงจะเข้าใจไม่ยาก ทีนี้ปัจจุบันนี้ จะมีปะญหาเรื่องข้อนี้ ก็คือการฝึกในการสื่อภาษานี้น้อย เช่นข้อสอบก็จะใช้วิธีขีดถูกขีดผิด เลยไม่ได้สื่อภาษาเลย นี่ถ้าสอบในวิธีเขียนอธิบาย ก็จะมีโอกาสให้ฝึกได้เยอะ ก็ต้องฝึกวิธีพูดวิธีใช้ทำ ใช้ภาษาพูดจนกระทั่งเขาเข้าใจได้

ทีนี้ต่อไป ข้อ ๔. นี่แหละที่เป็นปัญญาที่ทำให้เกิดการสร้างสรรค์อย่างสำคัญนะ แล้วทำให้เกิดการแก้ปัญหาได้ เรียกว่าปฏิภาณะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในความคิดทันการ ก็สาระสำคัญก็คืออย่างที่ว่าสามารถจับเอาข้อมูลความรู้ที่ตนได้รับมาก่อนแล้วนั้น มาเชื่อมโยงกันสร้างเป็นความอย่างรู้อย่างเห็นใหม่ ใช้แก้ปัญหาและคิดสร้างสรรค์ สิ่งใหม่ได้ ก็ครบและ ๔ ข้อ แต่ ๒ ข้อหลังนี้เป็นภาคใช้การ

ถ้าแค่นี้ก็มีกันแล้วก็สบายแหละ อยู่ในยุคข่าวสารข้อมูลพอเลย ใช่มั้ย? แต่เรื่องอื่นก็เป็นตัวประกอบ อย่างเราอ่านหนังสือเล่มหนึ่งเนี่ยะ มันก็จะได้ไม่เท่ากัน บางคนอ่านหนังสือเล่มนี้ แค่จะเข้าใจตามที่เค้าเขียนไว้ทั้งเล่มก็แทบจะไม่ไหวแล้วน่ะ คือเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง อ่านแล้วไม่ได้ ยังตามเขาไม่ได้ ยังไม่พอที่จะรู้ตามที่เขาบอก บางคนอ่านแล้วรู้เข้าใจหมดที่เขาบอกแต่ก็อยู่แค่นั้น บางคนนี้อ่านเข้าใจแล้วก็เกิดความคิดใหม่ๆ จากการที่อ่านหนังสือนี้กระตุ้นความคิดของตัวเองขึ้นมา อีกเยอะแยะเลย ก็คือ แล้วบางคนก็เอาไปเล่าให้คนอื่นฟังได้ สามารถเล่าเนื้อความรายละเอียดหรือสามารถ จับประเด็นให้คนอื่นฟัง จับไปเล่าให้คนอื่นฟังพูดให้เขาเข้าใจนะ แต่ว่านอกจากนั้นก็สามารถเอาความรู้เนี่ยะไปใช้ประโยชน์ หรือไปเชื่อมโยงกับความรู้จากแหล่งอื่นๆ ไปใช้ในการแก้ปัญหาและทำการใหม่ๆ คิดสิ่งใหม่ๆ แตกเป็นความรู้ ในแง่มุมต่างๆออกไปอีกเยอะแยะเลยน่ะ อย่างที่ว่า อ่านหนังสือเล่มหนึ่งอาจจะไปเขียนหนังสือได้สิบเล่ม อะไรอย่างงี้เป็นต้นนะ

เพราะฉะนั้นเรื่องของปัญญาแตกฉานนี้จึงมีต่างๆกันหลายอย่างก็ลองเอา ๔ อย่างไปพิจารณาว่า ไปอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง นี่คนจะต่างกันยังไง ในข้อที่ ๑ ก็อัตถะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในเนื้อหา คนก็จะเข้าใจไม่เท่ากันละ บางคนเข้าใจนิดๆหน่อยๆ บางคนเข้าใจชัดเจนหมดทั้งเล่ม ทีนี้ ๒ ธรรมะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในหลัก ในตัวประเด็น บางคนก็พร่าไปหมด จับประเด็นไม่ได้ จับหลักไม่ได้ บางคนเค้าก็จับประเด็นได้ชัดเจน แล้วก็ ๓ ก็เอาไปสื่อสารจากสิ่งที่ตัวได้อ่านนี้ ไปพูดให้คนอื่นเข้าใจตามได้ ไปเล่าให้เค้าฟังได้ จะเล่ารายละเอียดก็ได้ จะเล่าโดยสรุปจับความให้ บอกประเด็นของสาระของเรื่องให้ฟังก็ได้น่ะ และสามารถเอาความรู้ไปใช้ประโยชน์ อย่างที่ว่าเป็นข้อ ๔ นะ

ก็นี่ล่ะครับเป็นปัญญา ที่มีความสำคัญเรียกว่า ปฏิสัมภิทา อันนี้อาจจะใกล้ตัวของเรามากขึ้น พูดถึงเรื่องญาณเมื่อเช้า ญาณ ๑๖ นี่ก็ สำคัญ แต่ว่าในชีวิตประจำวันเรา อาจจะไม่เกี่ยว ก็ปฏิสัมภิทานี้ได้ประโยชน์มาก อย่างพวกเด็กนักเรียนต่างๆนี่ก็ น่าจะได้รับการฝึกหัดให้ดี อย่างที่บอกแล้วว่า ในยุคปัจจุบัน ยุคข่าวสารข้อมูล ๔ ข้อนี่จะเป็นประโยชน์มาก

ก็แปลว่าจบนะ ปฏิสัมภิทา ๔ ปัญญาแตกฉาน ๔ ประการ แยกเป็นรับ ๒ คือ ๑. อัตถะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในเนื้อหา ๒. ธรรมะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในตัวหลัก แล้วก็เป็นภาคใช้ การ ๒ ประการ คือข้อ ๓. นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในการสื่อภาษา แล้วก็ ๔ ปฏิภาณะปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในการคิดทันการ ก็จบเท่านี้ก่อนนะ ฉะนั้นวันนี้ก็เอาเท่านี้ก่อนนะ.

 https://youtu.be/vBipVRkhMUQ?si=bCDUqsKT9TuJzxUt

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น