ดร. วันฑนา ศิวะ กับเรื่อง ปัญญาประดิษฐ์
Dr. Vandana
Shiva on Artificial Intelligence
https://youtu.be/7FNPNZbEDa4?si=cHtpQjUNxRg00qxl
การปรับเปลี่ยนนิยามของปัญญากันใหม่ (Redefining Intelligence)
แซม สเติร์น(Sam Stern): อะไรที่คุณคิดได้กับปัญญาประดิษฐ์ในแง่ที่ว่ามนุษย์เข้าไปมีปฏิสัมพัทธ์เกี่ยวข้องด้วยกับโลก?
มันดเป็นตัวแทนของความหวังกับคุณ, หรือว่ามันเป็นคัวแถนของอะไรประเภทวิถีมืด? (What do you make of artificial
intelligence with regards to how humans engage with the earth? Does this
represent hope to you, or does it represent sort of a darker path?)
วันฑนา ศิวะ(Vandana Shiva): ฉันในอย่างแรกทั้งหมด, ฉันไม่ยอมรับปัญญาประดิษฐ์. มันก็เหมือนปุ๋ยประดิษฐ์,
เมล็ดพันธ์ประดิษฐ์, อาหารประดิษฐ์. มันมาจากความอหังการเนื่องจากสติปัญญาของระบบสิ่งมีชีวิตเป็นสิ่งที่ทำการตัดสินใจ.
มันมาจากเจตจำนงเสรีในการเลือก, ความสามารถในการเลือก. ฉันจะว่าในหนทางนี้หรือก็นั่น.
(I don’t first of all, I don’t
accept the artificial intelligence. It’s like artificial
fertilizers, artificial seed, artificial food. It comes from the arrogance
because intelligences of living systems that make decision. It comes from
interlegory, the ability to choose. I go this way or that.)
จากบักเตรีที่พัฒนาภาวะดื้อยาปฏิชีวนะซึ่งกลายเป็นเหมือนวัชพืชสามารถต้านทานยาไกลโฟเซต,
ต่อมนุษย์ทั้งหลายผู้ที่เรียนรู้ว่าอย่างไรที่จะวิวัฒนะต้านทานต่อความอยุติธรรม.
นั่นคือความฉลาด. (From the bacteria which develops antibiotic
resistance to the weed that became resistance to glyphosate, to human beings
who learn how to evolve resistance to injustice. That’s intelligence.)
การได้ส่วนหนึ่งเล็กน้อย, วนอันน้อยนิดของหน้าที่ใช้สอยของสมองของเราไปใช้
และทำให้เครื่องจักรให้เรียนรู้มัน. ส่วนเล็กน้อย, น้อยนิดนี้, และการได้ดาวน์โหลดสมองผู้คนนับล้านไป.
และการเรียกมันว่าปัญญาก็ไม่ใช้ถูกต้องเที่ยงแท้นักสำหรับเหตุผลอันดับแรก, นั่นมันกำลังปฏิเสธถึงปัญญาที่แท้จริง. (Taking a little part, a
very tiny part of our brain function and getting machines to learn it. A few, a
few, and just getting a million people’s brain function downloaded. And calling
it intelligence is not accurate for the first reason, that it is denying the real
intelligence.)
มันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดเป็นเพียงการดาวน์โหลดจากพฤติกรรมของมนุษย์,
แต่ดังที่หนังสืออันสวยงามหนึ่งที่เขียนโดยนักวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา, ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาด้วยเช่นกัน.
และเขาได้กล่าวนั่นเอาไว้, คุณรู้มั้ย, มันเป็นทั้งสองซีกของทรงกลมสมองที่ทำให้เราสมบูรณ์ฬ
แต่บนด้านซีกซ้ายเป็นที่ดีมากกับการวิเคราะห์และนั่นคืออะไรที่พวกเขากำลังดสวน์โหลดกัน.
แต่สมองซีกขวา,ที่เป็นส่วนสะท้อนถึงระบบของเรา, คือวิถีความพอดี, มันคือคุณค่าทั้งหลาย,
มันคือปัญญา, มันคือการเรียนรู้, มันคือการประสบรับรู้,
มันคือประวัติศาสตร์. (It
is not recognizing that all this is a download of human activity, but as a
beautiful book by a neuroscientist, who’s also a linguist. And he has said
that, you know, it’s both the spheres of our brain that make us complete. But
on the left is a very good at analysis and that’s what they’re downloading. But
the right, which is an embodies part of our system, is the diet, it’s values,
it’s a wisdom, it’s the learning, it’s the experience, it’s a history.)
การวิเคราะห์
ปะทะ ปัญญาอันรู้แจ้ง (Analysis vs embodied wisdom)
ในตอนนี้, แล้วอะไรที่คุณกำลังทำก็คือ...เมื่อคุณเรียกมันว่าปัญญาประดิษฐ์,
โดยพื้นฐานแล้วมันแค่การนำเอาสมองซีกซ้ายมาเพิ่มเข้าขึ้นด้วยกัน. และคุณก็คิดทันทีว่า,
“โอ้ และมันสุดยอดเลย. นี่คือปัญญาอันสุดยอด. และเพราะเช่นนั้น,
ดังที่พวกนักเปลี่ยนผ่านมนุษย์งี่เง่าพูดกันในซิลิคอน วัลเลย์, มันคือสุดยอดและเราต้องทำอะไรอีกรึ?
เราต้องละลายเข้าไปในคอมพิวเตอร์และคุณก็รู้. นั่นคือภาวะเอกฐาน.
และดังนั้น, เพราะเขากำลังสร้างนิยาย. อันที่จริงแล้ว, ยอมรับ,
พวกเขายอมรับอย่างชัดเจนเป็นผูเติดตาม/สาณุศิษย์ทั้งหลายของเดส์การ์ตสิ์
และ เดส์การ์ตสิ์ ไกด้พูดไว้ว่า, “ข้าคือจิตด้วยการที่ข้าคือ...ข้ากำลังคิดโดยไม่มีร่างกาย.”
(Now, so what you’re
doing is…when you call it artificial intelligence, it’s basically partial left
sides being added up. And you think suddenly, oh and this is superior. This is
superior intelligence. And therefore, as the silly transhumanists say in Silicon
Valley, it’s superior and we have to what? We have to dissolve into the
computer and you know. That’s the Singularity1. And so, they’re
creating fiction. Actually, admit they admit clearly the followers of Descartes2 and Descartes
said, “I’m a mind with I’m a bric…I’m a thinking without a body.”)
1 คำว่า
Singularity (ภาวะเอกฐาน)
เป็นคำที่ใช้ในหลากหลายบริบท
โดยมีความหมายหลักที่น่าสนใจดังนี้ครับ:
1. ภาวะเอกฐานทางเทคโนโลยี
(Technological Singularity)
เป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบัน
หมายถึงจุดเปลี่ยนในอนาคตที่ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะมีพัฒนาการและปัญญาเหนือกว่าสติปัญญาและความเข้าใจของมนุษย์ทั้งหมดรวมกัน เมื่อถึงจุดนั้น
AI
จะสามารถออกแบบและอัปเกรดตัวเองได้อย่างก้าวกระโดดจนมนุษย์ตามไม่ทัน
และไม่สามารถคาดเดาได้เลยว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใด [1, 2, 3, 4]
2. ฟิสิกส์และดาราศาสตร์
(Gravitational Singularity)
ในทางฟิสิกส์ หมายถึง
จุดใจกลางของหลุมดำ (Black Hole) ที่มีมวลหนาแน่นและมีแรงโน้มถ่วงสูงมากเป็นอนันต์
จนทำให้ปริมาตรเข้าใกล้ศูนย์ ณ จุดนี้
กฎเกณฑ์ทางฟิสิกส์และคณิตศาสตร์ทั้งหมดที่มีอยู่บนโลกจะไม่สามารถอธิบายหรือใช้งานได้
[1, 2, 3]
3. คณิตศาสตร์ (Mathematical
Singularity)
หมายถึง จุดหรือค่าที่ฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์มีค่าไม่นิยาม เช่น
การหารด้วยศูนย์ (x ÷ 0) ซึ่งจะทำให้กราฟพุ่งเข้าหาอนันต์หรือไม่สามารถหาคำตอบได้
ณ จุดนั้น
2 เรอเน
เดการ์ต (René Descartes)
(ค.ศ. 1596–1650) เป็นนักปรัชญา นักคณิตศาสตร์
และนักวิทยาศาสตร์ชาวฝรั่งเศส ผู้ได้รับการยกย่องให้เป็น
"บิดาแห่งปรัชญาสมัยใหม่"
และเป็นผู้บุกเบิกการคิดเชิงวิทยาศาสตร์ยุคใหม่
แนวคิดและผลงานที่โดดเด่นของเดการ์ต
ได้แก่:
- วาทะ
"ฉันคิด ดังนั้นฉันจึงมีอยู่" (Cogito,
ergo sum): เป็นหลักการทางปรัชญาที่มีชื่อเสียงที่สุดของเขา
โดยเขาตั้งข้อสงสัยถึงทุกสิ่งรอบตัวแม้กระทั่งการมีอยู่ของตัวเอง
แต่ข้อสรุปที่เขาพบคือ กระบวนการที่เขากำลังสงสัยและคิดอยู่นี้
เป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าตัวตนของเขาต้องมีอยู่จริง
- ผู้ให้กำเนิดเรขาคณิตวิเคราะห์
(Analytic
Geometry): เป็นผู้ริเริ่มนำพีชคณิตและเรขาคณิตมาผสานเข้าด้วยกัน
จนเกิดเป็น ระบบพิกัดคาร์ทีเซียน (Cartesian Coordinate
System) ที่ใช้แกน x และ y ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของคณิตศาสตร์ระดับสูง
- ปรัชญาลัทธิเหตุผลนิยม
(Rationalism): เชื่อมั่นในการใช้เหตุผลและตรรกะเป็นหนทางหลักในการเข้าถึงความจริงของโลกและธรรมชาติ
เทคโนโลยี
กับ ชีวิต (Technology
and Life)
เพราะเช่นนั้น, คุณก็รูเ, โลกนี้.
ว่าความฉลาดและร่างกาย, เรามีความฉลาดในร่างกาย. ทึกส่วนของร่างกายเราคือความฉลาดฺ.
ทุกเซลล์คือความฉลาด. ทุกหนึ่งใน 100 ล้านล้านความฉลาด. มันเป็นมาเยี่ยงนิสัยนี้
500 ปีแล้ว. มันคือแนวความคิดแยกส่วนเชิงเครื่องจักรกล.
นั่นคือทำไมฉันถึงมักจะพูดคุยถึง ปัญญาที่แท้จริงทั้งหลาย และพหุปัญญาในสิ่งมีชีวิตที่หลากหลาย.
(So, you know, the earth. As intelligence and a body, we have intelligence
in a body. Every part of our body is intelligent. Every cell is intelligent. Every
one of the 100 trillion microbes3 in our gut are intelligent. The
shrinkage. It’s been the habit for 500 years. It’s a mechanistic reductionism. That’s
why I always talk about the real intelligences and multiple intelligences in
multiple beings.)
3 Microbes
หรือที่ภาษาไทยเรียกว่า "จุลินทรีย์" คือ สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า ซึ่งจำเป็นต้องใช้กล้องจุลทรรศน์ในการส่องดู.
พวกมันอาศัยอยู่ทุกหนทุกแห่งรอบตัวเรา ทั้งในดิน น้ำ อากาศ
รวมถึงบนผิวหนังและภายในร่างกายของเราด้วย. [1, 2]
ประเภทของ Microbes
จุลินทรีย์สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ
ได้ดังนี้:
- แบคทีเรีย
(Bacteria): สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่ไม่มีนิวเคลียส มีรูปร่างหลายแบบ เช่น
ทรงกลม ทรงแท่ง หรือเกลียว.
- เชื้อรา
(Fungi): มีทั้งแบบเซลล์เดียวอย่างเช่น ยีสต์ที่ใช้ทำขนมปัง
และแบบหลายเซลล์อย่างเช่น เชื้อราดำ หรือเห็ดขนาดเล็ก.
- โปรติสต์และโปรโตซัว
(Protists
& Protozoa): สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวที่มีความซับซ้อนขึ้นมา
มักพบในแหล่งน้ำหรือดินที่ชื้นแฉะ.
- สาหร่ายเซลล์เดียว
(Microalgae): สิ่งมีชีวิตขนาดเล็กที่สามารถสร้างอาหารเองได้ผ่านการสังเคราะห์แสง.
- อาร์เคีย
(Archaea): สิ่งมีชีวิตที่คล้ายแบคทีเรีย
แต่ชอบอาศัยอยู่ในสภาพแวดล้อมที่รุนแรงมาก เช่น น้ำพุร้อน
หรือทะเลสาบน้ำเค็มจัด.
- ไวรัส
(Virus): อนุภาคขนาดเล็กมากที่ไม่มีโครงสร้างเซลล์
แม้นักวิทยาศาสตร์บางส่วนจะไม่ถือว่าไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิตเพราะต้องอาศัยเซลล์อื่นในการสืบพันธุ์
แต่ในทางวิชาการก็มักจัดให้อยู่ในกลุ่มจุลินทรีย์ด้วย
บทบาทสำคัญต่อชีวิตและโลก
คนส่วนใหญ่มักคิดว่าจุลินทรีย์คือเชื้อโรคที่ทำให้ป่วย
แต่ในความเป็นจริงแล้ว จุลินทรีย์ส่วนใหญ่มีประโยชน์ต่อเราอย่างมหาศาล:
·
รักษาสุขภาพ:
ในร่างกายเรามี จุลินทรีย์ในลำไส้ (Gut
Microbiome)
คอยช่วยย่อยอาหาร ผลิตวิตามิน และสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกาย.
·
สร้างอาหาร:
ยีสต์และแบคทีเรียถูกนำมาใช้ในกระบวนการหมักเพื่อทำขนมปัง โยเกิร์ต
ชีส น้ำส้มสายชู และกิมจิ.
·
ช่วยสิ่งแวดล้อม:
พวกมันทำหน้าที่เป็นผู้ย่อยสลายซากพืชซากสัตว์
ช่วยเติมสารอาหารกลับคืนสู่ดิน และใช้ในการบำบัดน้ำเสีย. [1,
2,
3,
4]
ในทางกลับกัน
ก็มีจุลินทรีย์บางส่วนที่เป็น "เชื้อโรค" (Pathogens) ซึ่งก่อให้เกิดโรคต่างๆ
ในมนุษย์ สัตว์ และพืช เช่น ไข้หวัดใหญ่ ท้องร่วง หรืออาหารเป็นพิษ.
ที่จุดนี้, เรากำลังถูกบอกให้หันหลังเราให้กับชีวิต,
ผ่านเทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารด้วยเช่นกัน, แต่พวกเขาได้ทำมันไปแล้วผ่านทุกเทคโนโลยี.
และฉันจะพูดว่า, มัน, จงใช้มัน, แต่อย่าปล่อยให้มันเข้ามาเป็นเจ้านายของคุณ.
(At this point, we are being
told to turn our back to life, also through information technology, but they’ve
done it through every technology. And I would say, it, use it, but don’t let in
become your master.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น