พรรคคอมมิวนิสต์จีน และธรรมาภิบาลการบริหารจัดการรัฐอย่างมีอารยธรรม
The CPC and the
governance of a civilizational state
https://youtu.be/xaKsya7lbhs?si=qdXyiGTAkPzgiArx
สวัสดี, ผม จาง เว่ยเว่ย, คณบดีแห่งสถาบันจีนที่มหาวิทยาลัยฟูตัน.
โลกได้เป็นประจักษ์พยานความเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาอย่างพิเศษจำเพาะของจีนมาตลอด.
ในช่วงเวลาแทบไม่มากมายหลายทศวรรษ, จีนได้เปลี่ยนรูปตนเองจากความยากจนที่ฝังแน่นประชาชาติไปสู่การเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โตที่สุดของโลกเมื่อวัดเทียบกันในอำนาจการซื้อ,
นั่นคือตำแหน่งจีนได้ยึดครองมาตั้งแต่ปี 2014, เช่นเดียวกับเป็นผู้โลกในประชาชาติด้านอุตสาหกรรม,
การผลิต, และการค้า. ไกลยิ่งกว่านั้น, จีนได้ยกกว่า 800 ล้านผู้คนออกมาจากความยากจนข้นแค้นแสนสาหัส,ฟูมฟักสร้างชนชั้นกลางอันใหญ่โตที่สุดของโลก,
และได้วางตำแหน่งของตนเองที่แนวหน้าของการปฏิวัติอุตสาหกรรมใหม่. (Hello, I’m Zhang
Weiwei, Dean of China Institute at Fudan University. The world has witnessed
China’s extraordinary rise. In a mere span of several decades, China has
transformed itself from a poverty-stricken nation into the world’s largest
economy by purchasing parity, that’s a position China has held since 2014, as
well as the world’s leading industrial, manufacturing, and trading nation. Furthermore,
China has lifted over 800 million people out of abject poverty, cultivated the
world’s largest middle class, and positioned itself at the forefront of the new
Industrial Revolution.)
วันนี้, อายุขัยโดยเฉลี่ยของคนจีนสูงกว่านั่นของสหรัฐอเมริกา,
ปริมาณการบริโภคโปรตีนและผักต่อคนของประเทศนั้น สูงกว่าของสหรัฐอเมริกาด้วยเช่นกัน.
ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่เหล่านี้มีความเชื่อมโยงอย่างแยกไม่ออกกับการนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน,
the Communist Party of China, the CPC. ในขณะที่ผู้สังเกตการณ์ฝ่ายตะวันตกทั้งหลายยังคงดำเนินต่อไปในการถามถึงระบบการเมืองของจีน
ของการที่เรียกว่า “ระบอบพรรคการเมืองเดียว,” แต่สำหรับประชาชนชาวจีนส่วนใหญ่,
มันไม่ได้มีอะไรพิเศษเลย. (Today,
China’s average life expectancy exceeds that of the United States, and its per
capita consumption of protein and vegetables is also higher than the United
States. These monumental achievements are inextricably linked to the leadership
of the Communist Party of China, the CPC. While some Western observers still
continue to question China’s political system of so-called “one party rule,”
but to the vast majority of Chinese people, it is nothing extraordinary.)
จีนโดยพื้นฐานแล้วเป็นรัฐอารยธรรมมาตลอด –
การผสมผสานรวมกันของอารยธรรมที่ต่อเนื่องยาวนานที่สุดในโลกและรัฐสมัยใหม่อันยิ่งใหญ่ตระการตา,
ได้หล่อหลอมผ่านการรวมรัฐหรือหน่วยการเมืองหลายร้อยแห่งเข้าเป็นหนึ่งเดียวในหน้าประวัติศาสตร์อันยาวนาน.นับตั้งแต่การรวมประเทศเป็นปึกแผ่นครั้งแรกภายใต้จักรพรรดิจิ๋นซีเมื่อ
221 ปีก่อนคริสตกาล. จีนได้ปกครองดีกว่า,
สันติสุขมากกว่า, และเป็นสังคมที่เจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าทวีปยุโรปในช่วงยุคสมัยเดียวกัน,
มาจนกระทั่งถึงศตวรรษที่ 18 เมื่อประเทศได้พลาดการปฏิวัติอุตสาหกรรม. (China is fundamentally a
civilizational state – an amalgamation of the world’s longest continuous
civilization and a vast modern state, forged through the historical integration
of hundreds of states or political entities into one in its long history. Since
its first unification under Emperor Gin in 221 BC, China has largely been
governed by a unified ruling entity or a kind of one-party rule. Yet
importantly, for most of its history. China was a better-governed, more
peaceful, and more prosperous society than Europe of the same epoch, up until
the 18th century when the country missed the Industrial Revolution.)
แต่อย่างไรก็ตาม
จีนก็ได้พัฒนาไล่ตามขึ้นมาด้วยอัตราความเร็วที่ไม่เคยมีมาก่อน
นับตั้งแต่มีการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนขึ้นในปี ค.ศ. 1949.
ภายใต้การนำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน, จีนได้ประเทศจีนได้เป็นผู้นำในการขับเคลื่อนความทันสมัย
และการยกระดับมาตรฐานการครองชีพของประชาชนที่ยิ่งใหญ่และรวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ.
เพื่อที่จะทำความเข้าใจการผงาดขึ้นอย่างก้าวกระโดดของจีน
และบทบาทที่ไม่อาจขาดไม่ได้ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน (CPC) ได้อย่างถ่องแท้ ผมคิดว่าแนวคิดที่เกี่ยวข้อง 4 ประการควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ: (But
it has been catching up at an unprecedented pace since the founding of the
People’s Republic in 1949. Under the CPC’s leadership, China has presided over the
largest and fastest modernization and improvement of living standards of the
people in human history. To fully understand China’s extraordinary rise and the
indispensable role played by the CPC, I think, four related concepts merit
special examination:
อย่างแรก, อาณัติแห่งสวรรค์, เทียนหมิง, ความชอบธรรมด้วยผลสัมฤทธิ์ของงาน. การปกครองประเทศที่กว้างใหญ่, มีประชากรมากมาย,
และมีความหลากหลายเช่นนี้, หลักคำสอนของลัทธิขงจื้อใน “อาณัติแห่งสวรรค์”
ได้มีอิทธิพลแพร่หลายในช่วงราชวงศ์ฮั่น. เหล่านักปรัชญาจีนโบราณต่างตักเตือนผู้ปกครองด้วยการใช้สิ่งเปรียบเทียบว่า,
“น้ำสามารถพยุงเรือให้ลอยได้, แต่มันก็สามารถล่มเรือจมลงได้เช่นกัน,”ซึ่งแสดงให้เห็นว่าผู้ปกครองต้องมีความขยันหมั่นเพียรเพื่อให้แน่ใจว่าจะเกิดธรรมาภิบาล/การปกครองที่ดี
– นี้เป็นสิ่งสำคัญมากโดยการปกป้องรักษาความเป็นหนึ่งเดียวของประชาชาติ และโดยการยกระดับมาตรฐานการครองชีพและความเป็นอยู่ของประชาชน.
(First, the Mandate of Heaven1, tianming, or
performance legitimacy. To govern such a vast, populous, and diverse country, the
Confucian doctrine of the “Mandate of Heaven” came to prevail during the Han
dynasty. Ancient Chinese philosophers admonished rulers with the metaphor, “water
can carry a boat, but it can also overturn it,” signifying that rulers must
exercise diligence to ensure good governance – this is very important by
safeguarding national unity and by improving people’s living standards and
livelihood.)
พูดได้อีกอย่างหนึ่งคือ, อาณัตแห่งสวรรค์ของจีนนั้นไม่ได้เป็นโองการสวรรค์,
สิทธิ์ชอบธรรมที่ไร้เงื่อนไข; ค่อนข้าง, มันเป็นการยอมรับการปกครอง/ความชอบธรรมยจากประชาชนอย่างมีเงื่อนไข,
ที่ขึ้นอยู่กับการรับใช้สาธารณชนของพวกเขา. “สัญญาสังคม”ของจีนนี้ มีมาก่อนคำสอน
ฌ็อง ฌาร์ค รุสโซ นักปรัชญาฝรั่งเศส กว่าสองสหัสวรรษ(สองพันปี). ในวันนี้,
ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ประยุกต์ใช้แนวความคิดประวัติศาสตร์นี้ ไปสู่สำนึกถึงภารกิจเชิงลึก,
อุทิศตนต่อการตระหนักถึงความฝันของคนจีนในการฟื้นฟูการยืนหยัดแถวหน้าบนเวทีโลก
และสร้างสรรค์สังคมที่ยติธรรมและเจริญรุ่งเรืองเพื่อประชาชนทุกคน. (In other words, the Chinese Mandate
of Heaven was not a divine, unconditional right; rather, it was the people’s conditional
acceptance of a ruler’s legitimacy, contingent upon their service to the
public. This Chinese “social contract” preceded French philosopher Jean-Jacques
Rousseauau2’s
by over two millennia. Today, the CPC leaders have adapted this historical
concept into a profound sense of mission, dedicated to realizing the Chinese
Dream of restoring the nation’s premier global standing and creating a more
just and prosperous society for all.)
2 ฌ็อง-ฌัก รูโซ
(Jean-Jacques Rousseau) คือนักปรัชญา นักทฤษฎีการเมือง
และนักเขียนชาวสวิส-ฝรั่งเศสในยุคเรืองปัญญา (Age of Enlightenment) ผลงานและแนวคิดของเขาเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยสมัยใหม่
ทฤษฎีสัญญาประชาคม และยังเป็นแรงบันดาลใจหลักให้กับผู้นำการปฏิวัติฝรั่งเศส
แนวคิดและมรดกทางปัญญาที่สำคัญของเขามีดังนี้:
- สัญญาประชาคม
(The
Social Contract): โด่งดังด้วยวรรคทองที่ว่า "มนุษย์เกิดมาเป็นอิสระ แต่ทุกหนทุกแห่งกลับถูกพันธนาการ" รูโซเชื่อว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน
และกฎหมายควรสะท้อนถึงเจตจำนงร่วม (General Will) ของคนในสังคม
- ธรรมชาติของมนุษย์:
เขาเชื่อว่ามนุษย์โดยกำเนิดเป็นคนดีและรักสงบ
แต่ถูกทำให้แปดเปื้อนและเห็นแก่ตัวโดยระบบสังคมและทรัพย์สินส่วนบุคคล
- การศึกษาและการเลี้ยงดูเด็ก:
นำเสนอผ่านงานเขียนเรื่อง เอมิล (Émile) โดยริเริ่มแนวคิดการศึกษาที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-centered)
ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงตามธรรมชาติมากกว่าการบังคับท่องจำ
อย่างที่สอง, ระบบคุณธรรมในวิถีจีน. แม้กระทั่งฟรานซิส ฟูกูยามา, ผู้เขียนวิทยานิพนธ์เรื่อง”จุดจบประวัติศาสตร์,”
ยอมรับว่า, “มันเป็นการปลอดภัยที่จะพูดได้ว่าคนจีนได้ประดิษฐ์ระบบราชการสมัยใหม่”
– ได้ให้คำจำกัดความระบุว่า เป็นคณะบุคคลฝ่ายบริหารส่วนกลางแบบถาวร
ที่ได้รับการคัดเลือกจากความรู้ความสามารถ
มากกว่าความสัมพันธ์ทางเครือญาติหรือระบบสืบทอดมรดกทางสายเลือดทั้งหลาย. (Second, meritocracy the Chinese
way. Even Francis Fukuyama, the author of ‘The End of History’ thesis,
acknowledges that “it is safe to say that the Chinese invented modern bureaucracy”
– defined as a permanent administrative cadre selected on the basis of ability rather
than kinship or patrimonial connections.)
สิ่งนี้เป็นอย่างสำคัญของระบบเคอจวี่
- จอหงวน, หรือระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการพลเรือน,
ได้ถูกออกแบบเพื่อคัดเลือกปัจเจกชนทั้งหลายที่เฉลียวฉลาดมีความสามารถเพื่อบรรจุตำแหน่งทั้งหลายของรัฐบาล.
พรรคคอมมูนิสต์ได้ประยุกต์ประเพณีโบราณนี้เข้ากับความเป็นจริงทั้งหลายของยุคสมัยใหม่,
สถาปนาระบบอันน่าประทับใจของ “การคัดสรรบวกการเลือกตั้ง” นั่นคือการสนับสนุนส่งเสริมให้ผู้นำทั้งหลายอยู่บนพื้นฐานของคุณธรรมและผลงานที่ปรากฏ.
(This was essentially the keju
system3,
or the civil service examination system, designed to select talented
individuals to key government positions. The CPC has adapted this tradition to
China’s modern realities, establishing an impressive system of “selection plus
election” that promotes leaders based on merit and performance.)
3 Keju
System (เคอจวี่) หรือ ระบบการสอบคัดเลือกข้าราชการ
คือระบบสอบแข่งขันเพื่อสรรหาบุคคลเข้ารับราชการในจีนโบราณ
โดยเน้นคัดเลือกคนจากความรู้และความสามารถผ่านการสอบข้อเขียน
แทนการสืบทอดตำแหน่งทางสายเลือด ระบบนี้เริ่มต้นอย่างเป็นทางการในสมัยราชวงศ์สุย
และถูกใช้งานต่อเนื่องยาวนานกว่า 1,300 ปีจนกระทั่งยกเลิกไปในปี ค.ศ. 1905 [1, 2]
หัวใจสำคัญและรายละเอียดของระบบ Keju ประกอบด้วย:
1. จุดประสงค์และอุดมการณ์
ระบบนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายการผูกขาดอำนาจของชนชั้นสูงหรือขุนนางตระกูลใหญ่
โดยเปิดโอกาสให้ชายฉกรรจ์ทุกคนในสังคม (แม้จะมาจากครอบครัวยากจน)
สามารถเข้าสอบและไต่เต้าจนกลายเป็นขุนนางระดับสูงได้
ซึ่งสร้างความยุติธรรมและขับเคลื่อนสังคมด้วยความสามารถ (Meritocracy)
[1, 2]
2. ลำดับขั้นของการสอบ
การสอบแบ่งออกเป็น 3-4 ระดับหลัก ได้แก่:
- ระดับท้องถิ่น
(เซี่ยนซื่อ): สอบคัดเลือกในระดับอำเภอหรือจังหวัด
ผู้ที่สอบผ่านจะได้รับสมญานามว่า "ซิ่วไฉ"
- ระดับภูมิภาค
(เซียงซื่อ): จัดขึ้นทุกๆ 3 ปีในเมืองหลวงของมณฑล
ผู้สอบผ่านจะได้เป็น "จวี่เหริน" ซึ่งถือเป็นบัณฑิตขั้นสูงที่มีสิทธิรับราชการ
- ระดับชาติ
(ฮุ่ยซื่อ): จัดขึ้นที่เมืองหลวงโดยกระทรวงพิธีการ
ผู้เข้าสอบคือเหล่าบัณฑิตจวี่เหรินจากทั่วประเทศ
- ระดับราชสำนัก
(เตี้ยนซื่อ): จัดขึ้นในพระราชวังและมีจักรพรรดิเป็นผู้คุมสอบด้วยพระองค์เอง
เพื่อจัดลำดับคะแนนบัณฑิตที่ผ่านการสอบระดับชาติ
3. เนื้อหาที่ใช้ในการสอบ
ข้อสอบจะเน้นไปที่การทดสอบความรู้ความเข้าใจในหลักปรัชญา
โดยเฉพาะ คัมภีร์ของขงจื๊อ (Confucian Classics) การเขียนเรียงความที่สละสลวย
การแต่งกลอน รวมถึงไหวพริบในการแก้ปัญหาการบริหารบ้านเมือง
4. ตำแหน่งสูงสุด: จอหงวน
ผู้ที่ทำคะแนนได้เป็นอันดับที่หนึ่งของประเทศในการสอบระดับราชสำนัก
จะได้รับตำแหน่งสูงสุดที่เรียกว่า "จอหงวน"
(Zhuangyuan) ซึ่งถือเป็นเกียรติยศสูงสุดของตระกูลและมีโอกาสได้ก้าวขึ้นเป็นขุนนางชั้นผู้ใหญ่หรืออัครมหาเสนาบดี
ตัวอย่างเช่น, ผู้นำระดับสูงทั้งหลายของจีน
ได้เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการพรรคหรือผู้เว่าราชการมลฑณกันมาแล้วทั้งนั้นกันหลายสมัย.
เพื่อพิจารณาจากขนาดอันมหึมาของประเทศจีนแล้ว, นี้หมายความว่า
พวกเขาได้บริหารจัดการประชากรทั้งหลายทะลุหลัก 100 ล้าน และแสดงให้เห็นผลงานอันยอดเยี่ยมไปสู่ระดับสูงสุดทั้งหลายของความเป็นผู้นำ.
(For instance, most of
China’s top-echelon leaders have served multiple terms as party secretaries or
provincial governors. Given China’s immense scale, this means they have
administered populations exceeding 100 million and demonstrated strong
performance before being promoted to the highest levels of leadership.)
อย่างที่สาม, สองแนวคิดที่แตกต่างกันเกี่ยวกับการจัดการปกครองทางการเมือง: หมินยี่ กับ หมินสิน. หมินยี่ หมายถึง “มติมวลชน.” (Third, two distinctive
concepts of political governance: minyi and minxin. Minyi
means “public opinion,”)
ในขณะที่หมินซินหมายความว่า “ใจและจิตทั้งหลายของประชาชน.”
แนวความคิดและได้ถูกกล่าวถึงเป็นครั้งแรกโดยบปรัชญาเมธีเม่งจื้อในศตวรรษที่สี่
ก่อนคริสตศักราช. (While
minxin means “the hearts and minds of the people.” A concept first
articulated philosopher Mencius in the fourth century BC.)
หมินยี่, หรือ ความเห็นของมวลชน, อาจจะจางหายไปอย่างรวดเร็วและไม่แน่นอน,
โดยเฉพาะในทุกวันนี้ ในที่หมินซินโน้มเอียงที่จะเป็นที่เสถียรและการทรทาน,
สะท้อนให้เห็นองค์รวม, ผลประโยชน์ระยะยาวของประชาชาติ. ดังนั้น,
โดยการฝึกฝนปฏิบัติ “ปกครองโดยหมินซิน,” พรรคคอมมิวนิสต์จีน(CPC) ก็สามารถที่จะกำหนดกลยุทธ์ในยระยะปานกลางและในระยะยาวได้, วางแผนให้กับชนรุ่นอายุทั้งหลายในอนาคตมากกว่าการถูกจำกัดด้วยกรอบวงจรการเลือกตั้งระยะสั้นในรูปแบบจำลองทางการเมืองทั้งหลายของฝ่ายตะวันตก. (Minyi, or public
opinion, can be fleeting and volatile, especially in today’ whereas minxin tends
to be stable and enduring, reflecting the holistic, long-term interests of the
nation. So, by practicing “rule by minxin,” the CPC is able to formulate
medium to long-term strategies, planning for future generations rather than
being constrained by the short-term electoral cycles typical of Western
political models.)
อย่างที่สี่, ให้ความสำคัญอันดับแรกในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน. มันได้ถูกฝังรากลึกมาในลัทธิขงจื้อ,
หลักการของมันกำหนดบังคับไว้ว่า ไม่ว่าจะดำเนินนโยบายใดก็ตาม – ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ,
สังคม, หรือการเมือง – ในท้ายที่สุดแล้วจักต้องส่งมอบประโยชน์สุขที่สามารถจับต้องได้ต่อประชาชน,
โดยเฉพาะอย่างยิ่งโดยการยกระดับความเป็นอยู่ทั้งในด้านวัตถุและไม่ใช่ด้านวัตถุ. พรรคคอมมิวนิสต์จีน(CPC)ได้เปลี่ยนรูปจารีตประเพณีนี้ไปสู่แกนเป้าหมายของตนของการที่ประชาชนคือศูนย์กลางการพัฒนา,
ดังที่เป็นรหลักฐานปรากฏในการขจัดความยากจนขั้นที่สุดและความพยายามระดับชาติในการผลักดันที่จพะสร้างอารยธรรมเชิงนิเวศในประเทศอันกว้างไพศาลนี้.
(Fourth,
prioritizing people’s livelihood. It is rooted in Confucianism, its tenet
dictates that whatever policies a state pursues – be they economic, social, or
political – they must ultimately deliver tangible benefits to the people, particularly
by improving their material and non-material well-being. The CPC has
transformed this tradition into its core goal of people-centered development, as
evidenced by complete eradication of extreme poverty and the nationwide push to
build an ecological civilization in this vast country.)
ภาพรวมอย่างย่อข้างต้นเน้นย้ำถึงบทบาทของพรรคคอมมิวนิสต์จีน
(CPC) ในการเป็นผู้นำพาประเทศจีนไปสู่การเติบโตอย่างก้าวกระโดดราวกับปาฏิหาริย์.
หวังอย่างยิ่งว่าการเสนอสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์, อย่างเจียมตนที่สุด, ที่จะสร้างความเข้าใจชิงลึกขึ้นกับจีนและพรรคคอมมูนิสต์จีน(CPC), และร่วมเสริมสร้างภูมิปัญญาทางการเมืองที่มีร่วมกันของมวลมนุษยชาติ
เพื่อการบริหารจัดการที่ดีขึ้นในระดับชาติ ระดับภูมิภาค ระดับโลก และระดับอารยธรรม. (The above brief overview
highlights the role of the CPC in presiding over China’s miraculous rise. It is
offered in the hope that it will contribute, in a modest way, to a deeper
understanding of China and the CPC, and enrich the shared political wisdom of
mankind for better governance at national, regional, global, and civilization
levels.)
ขอบคุณครับ! ขอบคุณสำหรับความอดทนรับฟังนี้. (Thank
you! Thank you for your patience.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น