หน้าเว็บ

วันพุธที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2569

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) - ธรรมะกับการเลือกตั้ง

 สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) - ธรรมะกับการเลือกตั้ง

        https://youtu.be/_GgT9RA3weU?si=sQwOrdhh_vjBW3Up

          ...แต่ก็ไม่ไปยุ่งเกี่ยวอะไรกับการเลือกตั้งครั้งนี้หรอก เพราะว่าพระนั้นถือกันว่า จะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมืองไม่ได้ ก็จะเลือกตั้งไม่ได้ก็จริงแต่ว่าสามารถให้ธรรมะเกี่ยวกับการเลือกตั้ง.

          ทางพุทธศาสนานี่ก็พูดถึงการเลือกตั้งไว้เหมือนกัน การเลือกตั้งนี้อาจจะเป็นการปกครอง ที่เป็นระบบเก่าแก่ที่สุดก็ได้ ตามตำนานพระพุทธศาสนาเล่าไว้ ว่ามนุษย์เนี้ยะ ตั้งแต่ยุคแรกๆพอเริ่มมีการปกครอง ก็ใช้วิธีการเลือกตั้ง แล้วก็ไม่ใช่เฉพาะคนเท่านั้น แม้แต่สัตว์ต่างๆก็ยังมีการเลือกตั้งกัน ท่านก็เล่าเป็นนิทานชาดกไว้ เอ่อ อยากจะเล่าเรื่องกากับนกเค้าน่ะ กากับนกเค้านี่ คงจะทราบกันว่าเป็นศัตรูกัน นกสองชนิดนี้เจอกันไม่ได้ เป็นทะเลาะกันตีกัน ถ้าเสวลากลางวันกาก็ชนะ ถ้าเวลากลางคืนนกเค้าก็ชนะ.

          ในสมัยพุทธกาล พระท่านอยู่วัดที่มีต้นไม้มากๆ พระกวาดลานวัด บางทีเช้าขึ้นมาท่านก็ต้องกวาด ปรากฏว่าหัวกานี่ตกลงมาเกลื่อน เพราะว่านกเค้ามากัด ก็เลย พระก็เดือดร้อนลำบากเรื่องต้อง นอกจากกวาดใบไม้แล้วก็กวาดหัวกาด้วย ก็เคยมีเรื่องที่เอามาเล่าถวายพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็เลยเล่าเรื่องอดีตให้ฟัง ว่าทำไมกากับนกเค้าถึงเป็นศัตรูกัน เป็นศัตรูโดยธรรมชาติเลย ท่านว่าเป็นศัตรูกัน โกรธกัน เพราะการเลือกตั้ง เรื่องเป็นยังไงก็บอกว่า

ในครั้งปฐมกัลป์ ปฐมกัลป์นี่หมายถึงยุคแรกของโลก ที่มีมนุษย์ มีสัตว์ทั้งหลายในวิวัฒนาการ มีจำนวนมากขึ้นเนี่ยะ มนุษย์ก็ตามสัตว์ก็ตาม อยู่ด้วยเนี่ยะ ก็จะมีการทะเลาะเบาะแว้งมีปัญหาเกิดขึ้น ก็เลยต้องมีการปกครอง ในการปกครองก็มีการเลือกเอา สัตว์หรือมนุษย์ที่มีความสามารถ มาดูแลควบคุมหมู่คณะได้ ก็บอกว่าในหมู่มนุษย์ ก็เลือกเอาคนที่มีลักษณะสง่างาม มีความสามารถ ขึ้นมาเป็นหัวหน้า ในหมู่สัตว์ ๔ เท้า ก้ประชุมกันเลือกเอาราชสีห์เป็นหัวหน้า ปลาทั้งหลายก็เลือกเอาปลาอานนท์เป็นหัวหน้า ปลาอานนท์นี้ก็ใหญ่มาก อาจจะเป็นปลาวาฬชนิดหนึ่ง ตามเรื่องดูเหมือนว่าใหญ่กว่าปลาวาฬซะอีก

แล้วที่นี้ฝ่ายนกทั้งหลายบ้าง วันหนึ่งก็พากันมาประชุมที่หินดาด หินดาดก็คือเป็นหินราบๆ แผ่นหินใหญ่ๆ ลานหินนั่นเอง ที่ป่าหิมพานต์ ประชุมกันก็มาพูดปรึกษาหารือกันบอกว่า พวกสัตว์พวกมนุษย์ทั้งหลายเขาก็เลือกตั้งหัวหน้าแล้ว สัตซ์ ๔ เท้าเค้าก็เลือกกันแล้วพวกปลาเค้าก็เลือกกันแล้ว เราเป็นพวกสัตว์มีปีกบินได้ ก็ควรจะเลือกหัวหน้าขึ้นปกครองกันเหมือนกัน ก็มาพิจารณากันว่าจะเอาใคร นี้ก็มีนกตัวหนึ่งเสนอขึ้นมาว่า ให้เอานกเค้าว่างั้น ยี้ก็ฟังมติที่ประชุม ก็มีวิธีการก็นกตัวหนึ่งที่มีความสามารถเก่งในการพูด ก็ขึ้นประกาศ บอกว่าที่ประกาศบอกว่า ที่ประชุมนะ จะเอานกเค้ามั้ย? ถ้า ๓ ครั้งไม่มีใครเถียง ไม่มีใครคัดค้าน ก็ตกลงว่าเลือกนกเค้าเป็นหัวหน้า ในบรรดานกเหล่านั้นที่ฟังอยู่

ก็มีกาเนี่ยะ ไม่ค่อยพอใจ ตอนแรกก็ยังไม่อยากจะพูด หรือว่ายังเกรงๆอยู่ แต่ว่าพอเค้าประกาศมาถึงครั้งที่ ๒ ก็ทนไม่ได้ คิดว่าถ้ากา...ถ้านกเค้าเป็นหัวหน้าจะแย่ ก็เลยขอโอกาสว่า เดี๋ยวๆ ข้าพเจ้าขอพูดสักคำได้มั้ย? ก็บอกว่า เอ้า พูดมาเถอะ แต่ว่าพูดให้มีเหตุมีผลนะ กาก็ร้องประกาศขึ้นบอกว่า นี่นะ ท่านทั้งหลายจงดูสิ นกเค้านี่นะ ขนาดหน้า เอ่อ ขนาดเป็นปกตินี่ ไท้โกรธ หน้าตายังขนาดนี้ ถ้าหากว่าโกรธขึ้นมาหน้าตาจะน่ากลัวขนาดไหน? บอกว่า พวกเรานี่ถ้านกเค้าโกรธขึ้นมา ไม่หนีกันกระจัดกระจาย เหมือนอย่างเกลือที่เค้าทิ้งลงบนก้อนกระเบื้อง บนกระเบื้องที่ร้อนแดดเลย คือกระเบื้องที่ร้อนแดดจัดๆนี่ ถ้าเกลือทิ้งลงไปแล้วก็จะแตกกระจัดกระจาย ก็ การ้องว่าอย่างนี้แล้วก็บินขึ้นไปในอากาศ เพราะกลัวนกเค้าจะตี บินขึ้นไปแล้วก็ร้องบอก ข้าไม่เอา ข้าไม่เอา ฝ่ายนกเค้าก็โกรธมาก ก็เลยบินตามขึ้นไปแล้วก้เป็นศัตรูกันตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ฝ่ายนกทั้งหลาย พอมีกากับนกเค้าบินออกจากที่ประชุมไปแล้วก็เลยต้องมาพิจารณากันใหม่ ผลที่สุดก็เลือกเอาหงส์ทองเป็นหัวหกน้า หงส์ทองก้ได้เป็นพญานกสืบต่อมา นี่ว่าตามตำนานนะ ก็เลยได้ความว่า เนี่ยพะ เป็นเหตุให้กากับนกเค้าเป็นศัตรูกันตั้งแต่นั้นมา เจอกันไม่ได้เป็นตีกันเรื่อย นี่เป็นตำนาน ทีนี้ในคติอันนี้ก็คือว่า นกเค้าก็เป็นสัตว์ขี้โมโห ก็ลุอำนาจโทสะ ก็บินออกจากที่ประชุมตามไล่กา ไปตีกัน ก็เลยเป็นเหตุให้ตัวเอง และตัวเองก็เลยอดไม่ได้เป็นหัวหน้านก เรื่องก็จบลง.

ทีนี้หันมาพูดเรื่องในหมู่มนุษย์บ้าง ในหมู่มนุษย์ที่ว่าได้เลือกเอาคนๆหนึ่งขึ้นเป็นหัวหน้านั้น อันนี้มีในพระสูตร ท่านเล่าถึงทำนองว่า ในสังคมของเราเนี่ยะ ทำไมจึงต้องมีหัวหน้ามีพระราชามหากษัตริย์ปกครอง? แล้วก็คำว่าราชามหากษัตริย์ นั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร? ท่านว่าสมัยโบราณนี้ เมื่อมนุษย์ยังมีน้อยและเป้นยุคแรก ธรรมชาติดินฟ้าอากาศก็อุดมสมบูรณ์ ผลไม้พืชพันธุ๋ธัญญาหารก็มีมากมาย ทีนี้อย่างข้าวเนี่ยะ แต่ก่อนนี้มนุษย์ก็ไม่ได้เอาเก็บมา ไม่ได้เข้ายุ้งฉาง ที่จะต้องมาหุงต้มไว้กินกันนานๆ เป็นปีๆ แต่ว่าพืชนั้นมีอยู่ตามธรรมชาติ ก็เก็บกินไปแต่ละวัน ถึงวันเช้าก็ไปเก็บเอาข้าวเอามาแล้วก็หุงต้มเฉพาะวันนั้น แล้ววันรุ่งขึ้นก็ทำอย่างนั้นใหม่

ทีนี้ต่อมามนุษย์บางพวกก็มีความเกียจคร้าน คิดว่าจะไปเอามาแต่ละวันนี้ ก็เป็นเรื่องลำบาก เพราะฉะนั้นเราจะเก็บมาไว้กินหลายๆวัน เก็บไว้กิน ทีหนึ่งเอามาไว้ ๒ วันบ้าง ๓ วันบ้าง ๔ วันบ้าง เมื่อหลายๆคนทำอย่างเดียวกันเนี่ย เก็บเอามาไว้คนละหลายๆวันก็ต้องเก็บมาทีละมากๆ เมื่อเก็บมาทีละมากๆก็มีปัญหาในการที่จะว่า ใครจะได้มากได้น้อย แล้วจะเก็บกันแค่ไหนเพียงไร ก็เลยต้องมีการแบ่งปันสถานที่ กั้นเขตกันขึ้นมา นี่เป็นเรื่องเริ่มต้นที่ทำให้มีการแบ่งปันเขต ก็คือแบ่งปันเขตนาข้าว พอแบ่งปันไปแล้ว ต่อมามนุษย์บางคนก็มีความโลภมาก ก็คิดว่าเขตที่เป็นของตัวเองนั้น จะเก็บไว้กินนานๆ เอาของคนอื่นก่อน เมื่อคนอื่นก็ไม่เห็นก็ลักลอบเก็บของคนอื่นก่อน ของตัวเองยังไม่เก็บ กันเอาไว้ เมื่อทำยังงี้ก็เกิดมาปัญหา ทะเลาะวิวาทขึ้น คนอื่นที่เค้าถูกเอาของไป ก็ไม่พอใจ เมื่อรู้ขึ้นมาก็มาทะเลาะวิวาทกัน เมื่อทะเลาะวิวาทกัน ก็เกิดความชั่วอย่างอื่น เช่น การหลอกลวง การพูดเท็จ ว่า เอาแล้วว่าไม่เอา อะไรเป็นต้น แล้วก็มีการทะเลาะกันรุนแรง ก็อาจจะถึงการฆ่ากัน นี่ก็เริ่มมีปัญหาขึ้นในสังคมมากมาย การแย่งชิง อทินนาทามุสาวาสอะไรต่างๆ เกิดขึ้น.

ในที่สุด มนุษย์ทั้งหลายที่เป็นคนมีปัญญาหน่อย ก็เลยมาหารือกันบอกว่า จำเป็นว่าเราจะต้องมีหัวหน้าขึ้นมาปกครองดูแล ให้คนผู้ที่เป็นหัวหน้านั้น มีอำนาจในการที่จะบังคับว่าให้ใครทำอะไร แล้วก็เป็นผู้ที่จะกำหนดเขตอะไรต่างๆ เกี่ยวกับที่ดินที่ไร่ที่นาด้วย แล้วเมื่อเกิดกรณีพิพาทขึ้นก็ให้เป็นผู้ตัดสินได้ เมื่อหารือกันอย่างนี้ ตกลงแล้ว ก็เลยเลือกเอาคนๆหนึ่ง ที่มีลักษณะดีงามสง่าอย่างที่ว่า และมีความฉลาด มีความสามารถที่จะตัดสินเรื่องราวของปัญหาระหว่างมนุษย์ ก็ตั้งขึ้นให้เป็นหัวหน้า มนุษย์คนนี้เขาเรียกชื่อว่า มหาสมมติ อย่างชื่อพระมหากษัตริย์ในเมืองไทยเราเนี่ยะ เวลาประกาศแต่งตั้งพระองค์น่ะ จะมีคำนี้อยู่ด้วยว่ามหาสมมติ มหาสมมติก็คือเป็นผู้ที่มหาชนได้แต่งตั้งขึ้รนหรือเลือกตั้งขึ้น

แล้วก็มีชื่อที่ ๒ ว่าเป็น ราชาราชา ราชาแปลว่า ผู้ทำให้คนทั้งหลายเกิดความยินดีหรือพอใจ หมายความว่า เมื่อเกิดกรณีพิพาททะเลาะเบาะแว้งกันขึ้น แล้วหัวหน้านี้ก็ตัดสินให้ทั้ง ๒ ฝ่าย ยินดีตกลงกันได้ ได้รับความพอใจ เรื่องก็ยุติลงด้วยดี ก็เลยเรียกชื่อว่า ราชา แล้วก็เรียกชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า กษัตริย์ กษัตริย์ นั้นมาจากคำว่า เขต1 เขตฺต หรือ เกษตร นี่ก็แปลว่า ที่ไร่ที่นา กษัตริย์ ก็คือ เจ้า ของเกษตร หมานความว่าเป็นเจ้าที่ดิน เป็นผู้ครองแผ่นดินนั้นเอง.

1  คำว่า "กษัตริย์" มาจากคำสันสกฤตว่า "กษัตริย์ (Kshatriya)" ซึ่งหมายถึงผู้ป้องกันภัย ชาตินักรบ หรือเจ้าของแผ่นดิน โดยมีรากศัพท์มาจากคำว่า "เขตฺต" (เขต) หมายถึงที่ดิน (นา) ดังนั้น กษัตริย์จึงหมายถึง "ผู้เป็นใหญ่ในเขตแดน" หรือ "ผู้ปกป้องอาณาเขต" นั่นเอง. 

การวิเคราะห์คำ:

  • สันสกฤต: क्षत्रिय (กฺษตฺริย)
  • บาลี: ขตฺติย (ขัตติยะ)
  • รากศัพท์: เขตฺต (เขต/ที่ดิน) + อิย (ผู้เป็น) 

ความหมายโดยนัย:

  • ผู้ปกครองแผ่นดิน.
  • ผู้ที่ดำรงตำแหน่งสูง มีอำนาจปกครองมหาชน.
  • ในสมัยโบราณหมายถึงวรรณะนักรบ หรือผู้มีหน้าที่ปกป้องอาณาจักร. 

เพราะฉะนั้นก็ได้นาม ๓ อย่าง ว่า มหาสมมติ ว่าราชา และก็ว่ากษัตริย์ นี้เป็นเรื่องการกำเนิดของพระราชา การปกครองแบบสมัยโบราณ ก็เป็นมาอย่างนี้ อันนี้เมื่อเลือกตั้งขึ้นมาได้ ก็สามารถที่จะใช้มติในการที่จะถอดก็ได้ เพราะฉะนั้นในสมัยโบราณจะมีเรื่องราวที่ว่า ราชาหรือกษัตริย์บางองค์ทรงประพฤติไม่ดีหรือว่าไม่ปกครองแผ่นดินโดยธรรมะ ทำให้เกิดปัญหาวุ่นวาย บางทีประชาชนพากัน ยกขบวนมาแล้วก็ปลดเสียออกจากตำแหน่งก็มี หรือแม้แต่อยู่ตามปกติเนี่ยะ จะเกิดเหตุกาณณ์ที่ไม่สงบสุขขึ้น เช่นว่า เกิดความแห้งแล้ง เกิดทุพภิกขภัย ไม่มีอาหารจะกินกัน ฝนไม่ตก ประชาชนกันก็มักจะมาชุมนุมกันที่พระลานหลวง เพื่อเรียกร้องต่อพระราชา พระราชาก็จะต้องสำรวจพระองค์ ว่าพระองค์มีความบกพร่องอะไร ประพฤติอะไร เสียหายหรือเปล่า ทำไมจึงเกิดความไม่สงบสุขขึ้นในแผ่นดิน อะไรทำนองนี้ นี่ก็เป็นเรื่องที่มีมาเสมอ แม้แต่เรื่องมหาเวสสันดร ก็จะเห็นว่า ประชาชนมีอิทธิพลมาก เมื่อคราวที่เจ้าชายเวสสันดรได้ทรงพระราชทานช้าง ช้างมงคลของเมืองสีวี ชื่อว่าปัจจยนาเคน ให้แก่แคว้นกลิงคะ ประชาชนเชื่อกันว่าส ช้างปัจจยนาเคน ตนนี้เป็นช้างสิริมงคล นำมาซึ่งโชคลาภ เมื่อช้างมงคลนี้มีอยู่ ฝนฟ้าจะตกต้องตามฤดูกาลดินฟ้าน้ำอาหารก็บริบูรณ์ ทีนี้แคว้นกลิงคะนั้นเขาเกิดแห้งแล้งขึ้น เขาก็เลยส่งพราหมณ์มาขอช้างตัวนี้ไป โดยคิดว่าเมื่อช้างมงคลตัวนี้ไปถึงแคว้นกลิงคะแล้ว ฝนฟ้าก็จะตกแล้วก็ประชาชนก็จะได้หายอดอยาก ก็ส่งพราหมณ์มาขอ เจ้าชายเวสสันดรนั้นมีพระทัยพอยินดีมากในการให้ทาน ใครขออะไรให้เท่านั้น ก็เลยให้ช้างปัจจยนาเคนนี้ แก่พราหมณ์แห่งเมืองกลิงคะ พอให้ช้างตัวนี้ไป ประชาชนรู้ประชาชน ก็ก่อการจลาจลมาชุมนุมที่พระลานหลวง แล้วก็เรียกร้องต่อพระราชา พระราชบิดาว่า ให้ลงโทษพระเวสสันดร ผลที่สุดพระเวสสันดรก็ต้องถูกเนรเทศออกไปอยู่ป่า ที่ไปอยู่เขาวงกตอย่างเรื่องที่เราได้ทราบกันนี่ จะเห็นว่าแม้แต่เรื่องในเวสสันดรก็จะพบพระอิทธิพลของประชาชนในครั้งนั้น.

นี่เป็นระบบการปกครองที่มีมาในสมัยโบราณ แล้วปัจจุบันนี้เราก็มาใช้วิธีที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ก็เป็นการเลือกตั้ง แม้ในคณะสงฆ์เองท่านก็ใช้วิธีการเลือกตั้ง ในวัดจะมีการตั้งพระเป็นเจ้าหน้าที่แผนกต่างๆ เช่น เจ้าหน้าที่เรือนคลัง ท่านเรียกว่า ภัณฑาคาริก เป็นผู้เก็บของ ต่างๆ เช่น พวกจีวร ของใช้ต่างๆ แล้วพระก็มาเบิกไปจากนี้ หรือพระแจกจีวรมีหน้าที่เก็บจีวรไว้ แล้วก็แจกให้พระทั้งหลาย หรือพระที่เรียกว่า ภัตตุเทศก์ เป็นยผู้แจกอาหาร เวลาญาติโยมมานิมนต์ที่วัด พระองค์นี้ก็จะจัดว่าจะให้องค์ไหน ไปกิจนิมนต์ วันนี้เขานิมนต์ ๕ องค์  ไปบ้านนี้ ก็จัดไป ๕ องค์ เอาองค์ไหนบ้างก็ระบุไป เนี่ยะ ก็ต้องจัดโดยความยุติธรรม ก็ในคณะสงฆ์เองก็จึงมีตำแหน่งต่างๆขึ้นมาทำหน้าที่ ซึ่งพระเหล่านี้คณะสงฆ์ก็แต่งตั้งขึ้นมาโดยวิธีเลือกตั้ง โดยพระ ประชุมกันแล้วก็ตกลงกันว่า จะให้องค์ไหนเป็น ท่านก็จะกำหนดคุณสมบัติไว้คุณสมบัติพื้นฐานธรรมดาที่มีอยู่แล้ว ก็คือ ความศีล ประพฤติดีงาม

แต่นอกจากเรื่องมีศีลประพฤติดีงามแล้ว ก็จะต้องมีคุณสมบัติอื่นด้วย ที่สำคัญก็คือ ไม่มีอคติ ไม่มีอคติ อคตินั้นแปลว่าความลำเอียง ความลำเอียง มี ๔ อย่าง

๑. ฉันทาคติ ลำเอียงเพราะรักหรือชอบ น่ะเพราะชอบพวกของตัวนี่ เป็นพวกของฉัน เพราะฉะนั้นฉันก็ให้พวกของฉันเสีย  

๒. โทสาคติ ลำเอียงเพราะโกรธหรือไม่ชอบใจ นี่ไม่ใช่พวกของฉัน เพราะฉะนั้นฉันไม่เอาด้วย หรือว่าพยายามที่จะให้น้อย อะไรนี้ แล้วก็

๓. โมหาคติ ลำเอียงเพราะเขลา เพราะโง่ แล้วก็

๔. พยาคติ ลำเอียงเพราะกลัว

นี่เป็นเหตุให้คนเกิดความลำเอียง ไม่เที่ยงธรรม ผู้ที่จะรับตำแหน่งแต่งตั้ง เป็นผู้ทำหน้าที่ของส่วนรวม ก็จะต้องไม่มีอคติ  ประการเหล่านี้ และประการสุดท้าย ให้เป็นผู้ที่ฉลาดสามารถ ในงานนั้นๆ หมายความจะรับผิดชอบตำแหน่งหน้าที่ใด ก็จะต้องมีความรอบรู้ในงานนั้นและมีความสามารถที่จะทำให้ได้ผลดี

อันนี้ก็เป็นคุณสมบัติที่จะต้องนำมาพิจารณาหลักในการเลือกตั้งนี้ ก็คิดว่าคงนำมาใช้ได้แม้แต่ในสมัยปัจจุบัน ประการแรกก็คือว่า คนนั้นจะต้องเป็นผู้มีความประพฤติดี อย่างที่เรียกว่ามีศีล แต่ศีลนี้บางทีก็รู้ยาก ศีลนั้นทางพระท่านบอกว่า จะรู้ได้เมื่ออยู่ร่วมกันนานๆ เพราะว่าเห็นกันชั่วปะเดี๋ยวประด๋าว มันก็ไม่แน่นอน เพราะต่อหน้าเค้าก็ต้องประพฤติให้ดี แต่ว่าระยะยาวนานนั้น อยู่ร่วมกันไปจึงจะเห็นแท้ ว่าเขาเป็นยังไงแท้จริง ทีนี้สมัยปัจจุบันนี้ปัญหาก็คือ การเลือกตั้งนั้น เราไม่มีโอกาส จะเห็นบุคคลนั้นมา เป็นเวลายาวนานนัก โดยมากก็อาศัยการโฆษณาชักชวน หาเสียงกันชั่วระยะสั้นๆ บางทีก็พูดดี หรือว่าแสดงออกในระยะเวลานั้นให้ดี คนก็พอใจก็เลือกตั้งกันไป เพราะฉะนั้นก็เป็นข้อน่าพิจารณาไว้ ว่าทำยังไงเราจะรู้ศีลหรือความประพฤติที่แท้จริง ของบุคคลนั้นได้.

แล้วก็นอกเหนือจากศีล ความประพฤติดีแล้ว ก็ต้องเป็นผู้ไม่มีอคติ  แล้วต่อจากนั้นก็ต้องมีความสามารถในงานที่จะไปรับไปทำด้วย แม้แต่มีศีลแล้ว ความประพฤติดิแล้ว แต่ว่าขาดความสามารถในงานที่จะไปรับผิดชอบ ก็ทำอะไรไม่สำเร็จอีก เพราะฉะนั้นจะต้องมีคุณสมบัติให้เพียบพร้อมมา นี้ก็เป็นหลักการในทางพุทธศาสนา ที่ท่านสอนไว้ ซึ่งก็คงจะเป็นประโยชน์ในการที่จะนำมาใช้ปฏิบัติ ในปัจจุบันด้วย.

อาตมภาพวันนี้ก็พูดมาในเรื่องธรรมะเกี่ยวกับการเลือกตั้ง พร้อมทั้งความเป็นมาของการเลือกตั้ง ก็พอสมควรแก่เวลา เล่าไว้เป็นการประดับความรู้ ก็เพียงเท่านี้ ขออนุโมทนา.

 https://youtu.be/_GgT9RA3weU?si=HpoPrHUZqn5BSltk

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น