หน้าเว็บ

วันพุธที่ 7 มกราคม พ.ศ. 2569

เบอร์นี่ แซนเดอร์ส – ผมมีข่าวดีและข่าวร้าย

เบอร์นี่ แซนเดอร์ส – ผมมีข่าวดีและข่าวร้าย

I have some good news and some bad news

          https://youtu.be/4oWjBtBVoNY?si=wACb0FDz3u8q_myO

          ขอบคุณอย่างมากสำหรับการมาร่วมกับผม. ขอให้ผมให้พวกคุณด้วยข่าวดีและข่าวร้าย.  (Thank you very much for joining me. Let me give you the good news and the bad news.)

          ข่าวดีก็คือ เมื่อบ่ายวันพฤหัสบดีที่ผ่านมาในงานที่งดงามและน่าประทับใจยิ่ง, ผมได้รับเกียนติ/สิทธิพิเศษเข้าร่วมพิธีสาบานตย ที่ซอห์ราน มัมดานี ได้ขึ้นเป็นนายกเทศมนตรีคนต่อไปแห่งนครนิว ยอร์ค ซิตี้. ในเวลาประวัติศาสตร์ประเทศของเรา เมื่อเรากำลังมองเห็นความเกลียดชังอย่างยิ่ง, ความแบ่งแยกทั้งหลาย, และความ อยุติธรรมทั้งหลาย ซึ่งมากเกินไป. ชัยชนะของซอห์รานได้เป็นแรงบันดาลใจต่อประชาชาติที่จะเชื่อว่า เราสามารถมีรัฐบาลที่เป็นตัวแทนของพวกเราทั้งหมดได้, และไม่ใช่แค่ของคนมั่งคั่งร่ำรวยและมีอำนาจ.   (The good news is that last Thursday afternoon at a beautiful and moving event, I have the privilege of swearing in Zohran Mamdani as the next mayor of New York City. At a time in our country’s history when we are seeing too much hatred, divisiveness, and injustice, Zoran’s victory inspired the nation to believe that we can have a government that represents all of us, and not just the wealthy and the powerful.)

          ไกลไปกว่านั้น, ในเวลาที่เมื่อผู้คนในสหรัฐอเมริกาและทั่วทั้งโลกกำลังสูญเสียศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย, กว่า 90,000 ชาวนิวยอร์ค ได้เป็นอาสาสมัครให้กับการรณรงค์หาเสียงให้กับซอห์ราน ลได้เดินไปเคาะประตูบ้านหลายล้านหลัง. ร่วมด้วยกัน, พวกเขาได้ท้าทายเผชิญหน้ากับผู้ทรงอิทธิพลของเดโมแครตส์, ผู้ทรงอิทธิพลของสถาบันรีพับลิกันส์, ประธานาธิบดีของสหรัฐอเมริกา, และมหาเศรษฐีบางราบที่มีออิทธิพลอยู่ในทางการเมือง และเอาชนะพวกเขาในความวุ่นวายทางการเมืองที่ใหญ่โตที่สุดในประวัติศาสตร์อเมริกันยุคใหม่.    (Further, at a time when people in the United States and around the world are losing faith in democracy, over 90, 000 New Yorkers volunteered for Zohran’s campaign and knocked on millions of doors. Together, they took on the Democratic establishment, the Republican establishment, the president of the United States, and some enormously wealthy oligarchs and defeated them in the biggest political upset in modern American history.)

          พวกเขาได้แสดงให้โลกเห็นถึงบทเรียนสำคัญมากที่สุด ที่สามารถเป็นที่เรียนรู้กันได้ในวันนี้: เมื่อผู้คนทำงานลุกขึ้นมายืนหยัดร่วมกัน, ก็ไม่มีอะไรที่สามารถหยุดพวกเราได้. นี้เป็นบทเรียนหนึ่งที่จะและต้องถูกนำรูปแบบนี้ไปใช้ในเมืองใหญ่ทั้งหลายและมลรัฐทั้งหลายทั่วทั้งหมดของประเทศเรา.  (They showed the world the most important lesson that can be learned today: When working people stand together, there is nothing that can stop us. This is a lesson that will and must be replicated in cities and states all across our country.)

          ฝ่ายตรงข้ามของซอห์รานได้เรียกนี้ว่าเป็น วาระประเด็นที่เขาใช้รณรงค์หาเสียงนั้น มีลักษณะสุดโต่ง,  เป็นคอมมิวนิสต์ และไม่อาจทำให้สำเร็จได้จริง. จริงๆรึ? นั่นคืออะไรที่ผมไม่เชื่อ. นั่นไม่ใช่อะไรที่คุณเชื่อ. และนั่นเป็นที่แน่ชัดว่าไม่ใช่อะไรที่ผู้คนอเมริกันต้องการเชื่อและจำเป็นต้องการ.   (Zohran’s opponents have called the agenda that he campaigned on radical, communistic, and unachievable. Really? That’s not what I believe. That is not what you believe. And that is certainly not what the American people believe.)

          ในประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในประวัติศาสตร์ของโลก, การสร้างความมั่นใจให้ผู้คนว่าจะสามารถอยู่อาศัยในบ้านที่ราคาเข้าถึงได้นั้นไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง. มันคือความถูกต้องและเป็นสิ่งที่ควรจะทำ. และในท่ามกลางมหาวิกฤตการณ์ด้านที่อยู่อาศัยครั้งใหญ่ทั่วไปทั้งหมดของประเทศนี้, มันอย่างแน่ชัดว่าอะไรที่ผู้คนของมหานครและอะไรที่คนอเมริกันทั้งหลายต้องการได้และจำเป็นต้องมี.   (In the richest country in the history of the world, making sure that people can live in affordable housing is not radical. It is the right and decent thing to do. And in the midst of a massive housing crisis all across this country, it is exactly what the people of the city and what Americans want and need.)

          การจัดหาให้ซึ่งศูนย์ดูแลเด็กที่มีคุณภาพสูงและไม่คิดค่าใช้จ่าย ไม่ใช่สุดโต่ง. ประเทศทั้งหลายทั่วโลกได้ทำสิ่งนี้กันมาหลายปีแล้ว. มันเป็นอะไรที่เด็กๆของเราเรียกร้องต้องการถ้าพวกเขาที่จะถูกเตรียมพร้อมให้ดีเพื่อไปสู่โรงเรียน ที่อะไรซึ่งพ่อแม่ทำงานทั้งหลายจำเป็นต้องการอย่างสิ้นหวัง. มันคือ, ตามจริงแล้ว, เป็นอะไรที่ทุกเมืองใหญ่ๆของแอเมริกาควรจะได้ทำ.  (Providing free and high-quality childcare is not radical. Countries around the world have done it for years. It is what our kids require if they are to be well prepared for school at what working parents desperately need. It is, in fact, what every city in America should be doing.)

          รถโดยสารขนส่งมวลชนไม่คิดค่าใช้จ่ายก็ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง. มันสามารถประหยัดเวลาและเงินให้กับผู้ทำงาน/แรงงาน และปกป้องสภาพแวดล้อมของเรา, และทำให้มหานครมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น. การสร้างความมั่นใจว่าทุกครอบครัวในนิวยอร์ค, ไม่ว่าจะมีรายได้เท่าไหร่, ได้สามารถเข้าถึงอาหารที่มีคุณภาพดีที่จ่ายซื้อได้ ก็ไม่ใช่เรื่องสุดโต่ง. โภชน่าการที่ดีทำให้เรามีสุขภาพแข็งแรง และช่วยป้องกันการเจ็บป่วยเนื้อรัง. การสนับสนุนร้านค้าของชำในระยะยาวก็จะเป็นการช่วยประหยัดเงินได้อย่างแท้จริง. (Free bus transportation is not radical. It will save workers time and money protect our environment, and make the city more efficient. Making sure that every family in New York, regardless of income, has access to decent quality food at an affordable cost is not radical. Good nutrition keeps us healthy and helps prevent chronic illness. In the long run city sponsored grocery stores will actually save money.)

          ท้ายที่สุด, การเรียกร้องให้บริษัทที่มั่งคั่งและขนาดใหญ่ทั้งหลายเริ่มต้นจ่ายส่วนแบ่งอย่างยุติธรรมทางภาษีทั้งหลายเพื่อที่จะเป็นเงินทุนช่วยเหลือความจำเป็นต้องการของครอบครัวแรงงานทั้งหลานนั้น ชัดเจนว่าไม่ได้สุดโต่ง. ในทุกวันนี้, ขณะที่ 505 ของผู้คนได้มีชีวิตกับเช็คค่าจ้างวันต่อวัน, เรามีรายได้และความมั่งคั่งที่ไม่เสมอภาคเท่าเทียมกันอย่างที่เราไม่เคยมีมาก่อนเลย. ในขณะที่หลายสิบของหลานยล้านคนอเมริกันดิ้นรนต่อสู้เพื่อที่จะจ่ายค่าอาหาร, ดูแลสุขภาพ, ที่อยู่อาศัย และความจำเป็นขั้นพื้นฐานอื่นๆ. แต่ส่วนยอด 1% ไม่เคยได้มีชีวิตที่ดีมากเหลือเกินขนาดนี้มาก่อนเลย.  (Lastly, demanding that the wealthy and large corporations start paying their fair share of taxes to help fund the needs of working families is certainly not radical. Today, while 50% of our people live paycheck to paycheck, we have more income and wealth inequality than we have ever, ever had. While tens of millions of Americans struggle to pay for food, health care, housing and other basic necessities, the top 1% have never ever had it so good.)

          และกระนั้นก็มีมหาเศรษฐีพันล้านทั้งหลายที่ข้างนอกนั้น และบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหลายที่แทบจะไม่ได้มีส่วนในภาษีอะไรใดเลย. นั่นจะต้องสิ้นสุด, และนั่นคืออะไรที่ซอห์รานตั้งใจที่จะทำ. นั่นคือข่าวดี. และนั่นสำหรับเราทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ที่เชื่อในระบอบประชาธิปไตย ในเศรษฐกิจ, สังคมและความยุติธรมอย่างแท้จริง.  (And yet there are billionaires out there and large corporations that pay almost nothing in Taxes. That has got to end, and that’s what Zohran intends to do. That is the good news. And for those of us who believe in democracy and economic, social and radical justice, it is very good news.)

          แต่นี่คือข่าวร้าย. ในวันเสาร์, แค่สองวันภายหลังพิธีสาบานซอห์ราน, โดนัลด์ ทรัมป์อีกครั้งหนึ่งได้แสดงให้เห็นถึงการดูหมิ่นดูแคลนไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและหลักนิติธรรม/การอยู่ร่วมกันตามกฎหมาย ด้วยการบุกโจมตีประเทศเวเนซูเอลา. เรามาทำให้กระจ่างชัดกัน: ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ไม่มีสิทธิที่จะนำประเทศนี้ไปสู่สงครามได้ตามใจชอบแต่ผู้เดียว, แม้กระทั่งว่าหยุดการทำสงครามของประเทศนี้ตามใจชอบเพียงผู้เดียว, ถึงแม้ว่าจะเป็นการกระทำต่อเผด็จการโหดเหี้ยมเหมือนเช่น มาดูโร่.   (But here is the bad news. On Saturday, just two days after Zohran’s inauguration, Donald Trump once again showed his contempt for the Constitution and the rule of law with his attack on Venezuela. Let’s be clear: The president of the United States does not have the right to unilaterally take this country to war, even against take this country to war, even against a corrupt and brutal dictator like Maduro.)

          สหรัฐอเมริกา ไม่ได้มีสิทธิอะไรทั้งสิ้น, ดังที่ทรัมป์ได้เริ่มต้น, ที่จะ “บริหารจัดการเวเนซูเอลา. สภาคองเกรสต้องผ่านร่างกฎหมายอำนาจในการทำสงคราม ที่จะจบสิ้นการปฏิบัติการทางทหารที่ผิดกฎหมาย และยืนยันความรับผิดชอบตามรัฐธรรมนูญอีกครั้ง" หรือ "ย้ำเตือน/ทวงคืนอำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ.    (The United States does not have the right, as Trump stated, to “run” Venezuela. Congress must immediately pass a War Powers Resolution to end the illegal military operation and reassert its constitutional responsibilities.)

          การจู่โจมของทรัมป์ต่อเวเนซูเอลา จะไม่ทำสหรัฐอเมริกาให้โลกปลอดภัยยิ่งขึ้น. แต่ค่อนข้างจะเป็นไปในทางตรงกันข้าม. การละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างโจ่งแจ้งนี้ ให้ไฟเขียวต่อประชาชาติอื่นใดบนโลก, หรือองค์กรก่อการร้ายอื่นใดที่อาจจะมีความปรารถนาในการบุกจู่โจมกับประเทศอื่น, และพวกเขาใช้การกระทำของทรัมป์ในเวเนซูเอลาเป็นเหตุผลของพวกเขา.  (Trump’s attack on Venezuela will not make the United States and the world safer. Quite the contrary. This brazen violation of the inter national law gives a green light to any other nation on Earth, or any terrorist organization that may wish to attack another country, and they will use Trump’s action in Venezuela as their rational.)

          ทรัมป์ได้ทำมัน. ทำไมเราไม่สามารถทำมันได้บ้าง? ทรัมป์และฝ่ายบริหารของเขาได้ทำให้เห็นชัดเจนไปแล้ว ว่าพวกเขาต้องการที่จะรื้อฟื้น ลัทธิมอนโร, ความเชื่อที่ว่าสหรัฐอเมริกา มีสิทธิที่จะครองอิทธิพล/ครอบงำกิจการอื่นๆใดในโลกนี้ได้. (Trump did it. Why can’t we do it? Trump and his administration have made it clear that they want to revive the Monroe Doctrine1, the belief that the United States has the right to dominate the affairs of the hemisphere.)

          1 ลัทธิมอนโร (Monroe Doctrine) คือนโยบายต่างประเทศที่สำคัญของสหรัฐอเมริกา ซึ่งประกาศโดยประธานาธิบดี เจมส์ มอนโร ในปี ค.ศ. 1823 โดยมีหลักการสำคัญคือการประกาศให้ ซีกโลกตะวันตก (ทวีปอเมริกาเหนือและใต้) เป็นเขตอิทธิพลของสหรัฐฯ และห้ามประเทศมหาอำนาจในยุโรปเข้ามาแทรกแซง 

หลักการสำคัญ 3 ประการ:

1.       การห้ามตั้งอาณานิคมใหม่: ห้ามประเทศในยุโรปเข้ามาขยายอาณานิคมเพิ่มเติมในทวีปอเมริกา

2.       การไม่แทรกแซง: สหรัฐฯ จะมองว่าการแทรกแซงทางการเมืองของยุโรปในทวีปอเมริกาเป็น "พฤติกรรมที่เป็นศัตรู" ต่อสหรัฐฯ

พวกเขาได้พูดอย่างเปิดเผยเกี่ยวกับการเข้าไปควบคุมกำกับปริมาณสำรองน้ำมันของเวซูเอลา(They’ve spoken openly about controlling Venezuela’s oil reserves2, the larges in the world. Let us not hesitate to call this policy out for what it is. This is rank imperialism. It recalls the darkest chapters of U.S. Intervention in Latin America, which have left a terrible and destructive legacy.)

2 Oil reserves (ปริมาณสำรองน้ำมัน) คือ ปริมาณน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ถูกค้นพบแล้ว และสามารถผลิตขึ้นมาได้อย่างคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ภายใต้สภาวะตลาดและเทคโนโลยีในปัจจุบัน โดยแบ่งเป็นประเภทต่างๆ เช่น สำรองที่พิสูจน์แล้ว (Proved Reserves) ซึ่งมีความมั่นใจสูงว่าจะผลิตได้ และสำรองที่คาดว่าจะพบ (Probable/Possible Reserves) เพื่อประเมินศักยภาพในอนาคตของแหล่งปิโตรเลียมนั้นๆ. 

ความสำคัญของ Oil Reserves

  • การประเมินศักยภาพ: บอกถึงปริมาณทรัพยากรปิโตรเลียมที่แท้จริงที่สามารถนำมาใช้ได้.
  • ความมั่นคงทางพลังงาน: เป็นตัวชี้วัดปริมาณน้ำมันที่ประเทศหรือโลกมีสำรองไว้ใช้.
  • การลงทุน: เป็นข้อมูลสำคัญในการตัดสินใจลงทุนสำรวจและผลิตปิโตรเลียม. 

ประเภทของปริมาณสำรอง (ตามมาตรฐานสากล)

  • Proved Reserves (P1) (ปริมาณสำรองที่พิสูจน์แล้ว): มีความมั่นใจสูง (อย่างน้อย 90% ในทางสถิติ) ว่าสามารถผลิตได้จริงจากแหล่งที่สำรวจแล้ว ภายใต้เงื่อนไขทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปัจจุบัน.
  • Probable Reserves (ปริมาณสำรองที่คาดว่าจะพบ): มีโอกาสพบมากกว่าสำรองที่น่าจะพบ แต่ยังไม่ถึงระดับพิสูจน์แล้ว.
  • Possible Reserves (ปริมาณสำรองที่น่าจะพบ): มีโอกาสพบต่ำกว่าสองประเภทแรก แต่ก็มีศักยภาพที่จะผลิตได้ในอนาคต.
  • 3P Reserves: คือผลรวมของ Proven + Probable + Possible Reserves แสดงถึงปริมาณสำรองทั้งหมดที่ประเมินได้. 

ปัจจัยที่ส่งผลต่อปริมาณสำรอง

  • ราคาตลาดโลก: ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้แหล่งที่เคยไม่คุ้มค่ากลับมามีกำไรและถูกนับเป็นสำรองได้.
  • เทคโนโลยีการผลิต: เทคโนโลยีใหม่ๆ ช่วยให้สามารถผลิตน้ำมันจากแหล่งที่ซับซ้อนหรือมีต้นทุนสูงได้.
  • การพัฒนาแหล่ง: การวางแผนและพัฒนาแหล่งสำรวจให้ได้รับอนุญาตและดำเนินการผลิตได้จริง. 

ดังที่หลายคนจำได้ดี, ทรัมป์ได้รณรงค์หาเสียงเลือกตั้งเพื่อเป็นประธานาธิบดีกับเรื่อง “อเมริกาต้องมาก่อน” เป็นแพลตฟอร์ม. เขาได้อ้างว่าจะเป็นผู้สมัครแข่งขัน”สันติภาพ.” เอาละ, ในเวลามรา 60% ของคนอเมริกันใช้ชีวิตอยู่ได้ด้วยจ้างวันต่อวัน, เมื่อระบบดูแลสุขภาพของเราได้กำลังพังพาบพินาศลงไป, เมื่อผู้คนไม่มีปัญญาจ่ายค่าที่อยู่อาศัย, และเมื่อปัญญาประดิษฐ์ทั้งหลายกำลังคุกคามข่มขู่ที่จะกวาดผู้คนของเราหลายล้านออกไปจากงานทั้งหลาย, มันเป็นเวลาที่ประธานาธิบดีนั้นก็ต้องเพ่งความสนใจไปบนวิกฤตการณ์ทั้งหลายซึ่งเผชิญหน้าประเทศนี้อยู่ และยุติปฏิบัติการทางทหารที่เสี่ยงภัยในต่างประเทศกัน.  (As many will recall, Trump campaigned for president on an “American first” platform. He claimed to be the “peace” candidate. Well, at a time when 60% of Americans live paycheck to paycheck, when our healthcare system is collapsing, when people can’t afford housing, and when artificial intelligence threatens to wipe out millions of jobs, it is time the president to focus on the crises facing this country and to end military adventurism abroad.)

          ทรัมป์ กำลังร่วงลงไปในงานชองเขาที่จะบริหารจัดการสหรัฐอเมริกาต่อไป. เขาไม่ควรจะไปบนิกานจัดการเวเนซูเอลา. ดังนั้น, นั่นคืออะไรที่เราได้เห็นเมื่อสัปดาห์นี้. ในอีกด้านหนึ่ง, เราได้เป็นประจักษ์พยานรัฐบาลเผด็จการโดยชนชั้นปกครองกลุ่มเล็กๆ ที่เชิดชูแนวคิดอนุรักษ์นิยมสุดโต่งในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด.  (Trump is falling in his job to run the United States. He should not be trying to run Venezuela. So, that is what we have seen this week. On one hand, we celebrated a major victory for our progressive movement. On the other hand, we witnessed a reactionary oligarchic government at its worst.)

          ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรแล้ว, เหล่านี้คือข่วงเวลาของความบ้าคลั่งและวุ่นวายอย่างยิ่ง และทุกคนรู้สึกหนักในที่จะรับมือกับมันกันอย่างยิ่ง. แต่นี้คืออะไรที่ข้าพเจ้าอย่างจริงใจเชื่อ. ถ้าเราญฉลาด, ถ้าเรามีวินัย, และถ้าเราเพ่งสนใจอย่างเพียงพอ, อนาคตนั้นจะสะท้อนภาพทัศน์ได้ว่า ซอห์รานได้วางไว้ในสุนทรพจน์ของเขาเมื่อวันพฤหัสบดี. ภาพทัศน์/วิสัยทัศน์ที่พวกเราหลายคนได้ยึดถือและสนับสนุนมานานหลายปีแล้ว.  (Needless to say, these are crazy and tumultuous times and everyone feels a bit overwhelmed. But this is what I honestly believe. If we are smart, if we are disciplined, and if we are focused, the future will reflect the vision that Zohran laid out in his speech on Thursday. A vision that many of us have espoused for years.)

          ผู้คนอเมริกันไม่ได้ต้องการคณาธิปไตยประชาธิปไตยของผู้มั่งคั่ง. พวกเขาไม่ได้ต้องการประชาธิปไตยอำกนาจนิยม. พวกเขาไม่ได้การความเกลียดชัง, และระดับความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่งที่สูงลิ่ว/มหาศาล.  พวกเขาอยากอยู่ภายใต้ประชาธิปไตยที่เจริญรุ่งเรือง ที่เป็นตัวแทนของคนอเมริกันทั้งปวง ไม่ใช่เป็นแค่ของทหาเศรษฐีที่เป็นผู้จ่ายเงินชาวยหาเสียงเลือกตั้ง. (The American people do not want oligarch4. They do not want authoritarianism5. They do not want hatred, and a massive level of income and wealth inequality. They want to live in a vibrant democracy with a government that represents all Americans and not just billionaire campaign contributors.)

          4 Oligarchy แปลว่า คณาธิปไตย หรือ การปกครองโดยกลุ่มคนส่วนน้อย เป็นระบอบที่อำนาจการปกครองกระจุกตัวอยู่กับคนกลุ่มเล็กๆ ซึ่งอาจเป็นชนชั้นสูง, ผู้มีอันจะกิน, กลุ่มการเมือง หรือทหาร เพื่อผลประโยชน์ของกลุ่มตนเอง ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนรวม. 

คำอธิบายเพิ่มเติม

  • ที่มา: มาจากภาษากรีก "oligoi" (ไม่กี่คน) และ "arkhein" (ปกครอง).
  • ลักษณะ: กลุ่มผู้ปกครอง (Oligarchs) มักมีอภิสิทธิ์, ความมั่งคั่ง หรืออิทธิพลทางสังคมสูง และใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้อง.
  • ความแตกต่าง: ต่างจาก ประชาธิปไตย (ปกครองโดยประชาชน) และ เผด็จการ (ปกครองโดยคนเดียว).
  • ตัวอย่าง: กลุ่มตระกูลร่ำรวย, กลุ่มนายพล, หรือกลุ่มผู้มีอิทธิพลทางเศรษฐกิจที่ควบคุมการเมือง

5 Authoritarianism (อำนาจนิยม) คือ ระบบการปกครองที่รวมอำนาจไว้ที่บุคคลหรือกลุ่มคนจำนวนน้อย โดยจำกัดความหลากหลายทางการเมือง เสรีภาพพลเมือง และการแบ่งแยกอำนาจ เพื่อรักษาอำนาจไว้และมักใช้กลไกต่างๆ เช่น การปราบปราม การควบคุมสื่อ หรือการใช้ความกลัว เพื่อให้ประชาชนยอมจำนนต่ออำนาจรัฐอย่างไม่ตั้งคำถาม. 

ลักษณะสำคัญของอำนาจนิยม:

  • การรวมศูนย์อำนาจ: อำนาจสูงสุดอยู่ที่ผู้นำหรือกลุ่มผู้ปกครอง ไม่ได้มาจากประชาชนโดยตรงและไม่ต้องรับผิดชอบต่อประชาชน.
  • จำกัดเสรีภาพ: ควบคุมการแสดงออก การรวมกลุ่มทางการเมือง และจำกัดสิทธิเสรีภาพของพลเมือง.
  • ความหลากหลายต่ำ: ต่อต้านความหลากหลายทางการเมืองและไม่ยอมรับพรรคการเมืองหรือกลุ่มผลประโยชน์ที่แตกต่าง.
  • ขาดความรับผิดชอบ: ผู้ปกครองมักใช้อำนาจโดยไม่ถูกตรวจสอบและไม่ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย.
  • ใช้กลไกควบคุม: ใช้การโฆษณาชวนเชื่อ การเซ็นเซอร์ การทุจริต หรือแม้แต่ความรุนแรงเพื่อรักษาความมั่นคงและควบคุมสังคม.
  • อาศัยความชอบธรรมแบบอารมณ์: มักอ้างถึงภัยคุกคามภายนอกหรือปัญหาทางสังคมเพื่อสร้างความชอบธรรมให้กับอำนาจตนเอง. 

ตัวอย่าง: ระบอบเผด็จการทหาร, ระบบการปกครองพรรคเดียวที่เข้มงวด, หรือแม้แต่ผู้นำที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยที่ค่อยๆ ทำลายสถาบันประชาธิปไตยเพื่อสะสมอำนาจ. 

          การดินรนต่อสู้ที่เราอยู่ในเจตจำนงนั้นไม่ได้ง่ายเลย, แต่จงรักษาศรัทธานั้นไว้. เราจะชนะ. ขอบคุณอย่างมากสำหรับทั้งหมดที่คุณทำ. สุขสันต์ปีใหม่ครับ.  (The struggle that we are in will not be easy, but keep the faith. We will win. Thank you so much for all that you do. Happy new year.)

           https://youtu.be/4oWjBtBVoNY?si=cRajup1uai-9N4QK

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น