เจฟฟรีย์ แซ็คส์ - ประณามการโจมตีของสหรัฐอเมริกาต่อเวเนซูเอลา ในระหว่างการประชุมสภาคว่ามมั่นคงแห่งสหประชาชาติ.
Jeffrey Sachs Condemns US Strikes on Venezuela During
Emergency UN Security Council Meeting | APT
https://youtu.be/rDd8WbPPFjU?si=Ct0eNXUuxzm6qGXo
ประธาน จากโซมาเลีย: ข้าพเจ้าในตอนนี้ขอให้เชิญท่านต่อไป,
มร. เจฟฟรีย์ แซ็คส์. (I now
give the floor to Mr. Jeffrey Zachs.)
ท่านประธาน,
สมาชิกผู้ทรงเกียรติแห่งคณะมนตรีความมั่นคง, วาระต่อคณะมนตรีความมั่นคงในวันนี้ไม่ใช่ลักษณะ/คุณสมบัติของรัฐบาลเวเนซูเอลา.
วาระนี้คือ รัฐสมาชิกใดใช้กำลัง, ข่มขู่บีบบังคับและรัดคอทางเศรษฐกิจ
สิทธิที่จะตัดสินอนาคตทางการเมืองของเวเนซูเอลา หรือใช้กำลังบังคับควบคุมเหนือกิจการทั้งหลายของประเทศนั้นๆ
ได้หรือไม่. (Mr.
President, distinguished members of the Security Council1, the
issue before the Council today is not the character of the government of
Venezuela. The issue is whether any member state by force, coercion, or
economic strangulation has the right to determine Venezuela’s political future or
to exercise control over its affairs.)
1 "The Security Council" แปลว่า คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ (United Nations Security
Council) หรือเรียกสั้นๆ ว่า คณะมนตรีความมั่นคง มีหน้าที่หลักคือการรักษาสันติภาพและความมั่นคงระหว่างประเทศ
โดยมีสมาชิกถาวร 5 ประเทศ (จีน, ฝรั่งเศส,
รัสเซีย, สหราชอาณาจักร, สหรัฐอเมริกา) ที่มีอำนาจวีโต้ และสมาชิกไม่ถาวรอีก 10 ประเทศ.
ความหมายโดยละเอียด:
- คณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติ: เป็นองค์กรหลักของ
สหประชาชาติ (UN) ที่มีอำนาจในการตัดสินใจเรื่องสำคัญเกี่ยวกับสันติภาพโลก.
- หน้าที่สำคัญ: สืบสวนข้อพิพาท, ออกมาตรการคว่ำบาตร,
อนุญาตให้ใช้กำลังทหาร, และจัดตั้งคณะทำงานรักษาสันติภาพ.
- อำนาจวีโต้ (Veto Power): สมาชิกถาวร 5 ประเทศสามารถยับยั้งมติสำคัญได้
ทำให้การตัดสินใจบางครั้งเป็นไปได้ยาก.
คำถามนี้ ตรงไปที่มาตราที่ 2
วรรคที่4 ของกฎบัตรสหประชาชาติ, ที่ห้ามการข่มขู่คุกคาม หรือใช้กำลังต่อบูรณภาพดินแดน
หรือต่ออิสรภาพทางการเมือง ของรัฐประเทศใดอื่น. คณะมนตรีความมั่นคงต้องตัดสินใจว่า
ข้อบัญญัติห้ามไว้นั้นจะคงไว้หรือถูกยกเลิกไปหรือไม่. การยกเลิก/ไม่ปฏิบัติมัน
จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่น้ายแรงอันตรายอย่างยิ่ง. (This question goes directly to
article 2, section 4 of the United Nations Charter, which prohibits the threat
or use of force against the territorial integrity or political independence of
any state. The Council must decide whether that prohibition is to be upheld or
abandoned. Abandoning it would carry consequences of the gravest kind.)
ขอให้ข้าพเจ้าเสนอบางปูมหลัง.
ตั้งแต่ปี 1947, นโยบายต่างประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ใช้กองกำลังซ้ำแล้วซ้ำเล่า,
ปฏิบัติการลับ. และสร้างความวุ่นวายปั่นป่วนทางการเมืองให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการปกครองในประเทศอื่นๆทั้งหลาย.
นี้เป็นเรื่องราวที่ได้บันทึกทางประวัติศาสตร์อย่างละเอียดรอบคอบ. ในหนังสือของเธอ,
“การเปลี่ยนแปลงการปกครอง”, นักรัฐศาสตร์ ลินเซย์ เอ. โอ’รูคส์ ในเอกสารทั้งหลาย,
สหรัฐอเมริกาได้มีการพยายามปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองทั้งหลายนี้
70 ครั้ง ระหว่างปี 1947 และ 1989 โดยลำพัง. การปฏิบัติการเหล่านี้ก็ไม่ได้จบสิ้นลงไปกับสงครามเย็น. (Let me offer some background. Since
1947, the United States foreign policy has repeatedly employed force, covert action.
And political manipulation to bring about regime change in other countries.
This is a matter of carefully documented historical record. In her book,
Convert Regime Change, political scientist Lindsey A. O'Rourke2
documents
70 attempted US regime change operations between 1947 and 1989 alone. These
practices did not end with the Cold War.)
2 Lindsey
A. O'Rourke ซึ่งเป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านรัฐศาสตร์ที่ วิทยาลัยบอสตัน
(Boston College), ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองและความมั่นคงระหว่างประเทศ;
หรืออาจเป็น Reg Lindsay (เร็ก
ลินด์เซย์) นักร้อง/นักแต่งเพลงชาวออสเตรเลีย;
หรือเป็นชื่อที่ใช้ในบริบทอื่นๆ เช่น เมือง Lindsay ในแคนาดา หรือชื่อผู้เข้าร่วมรายการเรียลลิตี้ Survivor.
บุคคลที่อาจเป็นไปได้:
- Lindsey A. O'Rourke: นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ที่วิทยาลัยบอสตัน
เขียนหนังสือเกี่ยวกับ "Covert Regime Change".
- Reg Lindsay (เร็ก
ลินด์เซย์): ศิลปินชาวออสเตรเลีย ผู้มีชื่อเสียงในฐานะนักร้อง นักแต่งเพลง
และบุคคลในวงการบันเทิง.
- Lindsay (ชื่อในรายการ
Survivor): ผู้แข่งขันในรายการเรียลลิตี้ Survivor มีหลายคน
เช่น Lindsey Dolashwich.
- Lindsay (ชื่อสถานที่): เมืองหนึ่งในรัฐออนแทรีโอ
ประเทศแคนาดา.
หากคุณต้องการข้อมูลเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยเฉพาะ
โปรดระบุบริบทเพิ่มเติมเพื่อ Google
Search จะช่วยค้นหาข้อมูลที่ตรงประเด็นได้ดียิ่งขึ้น.
ตั้งแต่ปี
1989, ปฏิบัติการเปลี่ยนแปลงการปกครองใหญ่ของสหรัฐอเมริกากระทำโดยพลการโดยปราศจากการรู้เห็นของคณะมนตรีความมั่นคง,
ในหมู่เหตุการณ์อย่างสำคัญมากที่สุด, คือที่ อิรัค 2003, ลิเบีย
2011, ซีเรีย เริ่มต้นในปี 2011, ฮอนดูรัส 2009, และเวเนซูเอลา
จากปี 2002 เป็นต้นมา. (Since
1989, major United States regime changes operations undertaken without authorization
by the Security Council have included, among the most consequential, Iraq 2003,
Libya 2011, Syria beginning in 2011, Honduras 2009, Ukraine 2014, and Venezuela
from 2002 onward.)
กรรมวิธีทั้งหลายที่ถูกปฏิบัติการนั้นได้ถูกบันทึกเป็นหลักฐานและเป็นเอกสารไว้อย่างดี.
พวกนั้นรวมไปถึงสงครามโดยเปิดเผย, ข่าวกรองปฏิบัติลับ, ยุยงให้เกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย,
การสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ, การบิดเบือน/การจัดการสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์, การติดสินบนเจ้าหน้าที่รัฐด้านทหารและพลเรือน,
การลอบสังหารเป้าหมาย, ปฏิบัติการทางทหารโดยอำพรางปกปิดตัวตนจริง/ทหารรับจ้าง,
และสงครามเศรษฐกิจ. มาตรการเหล่านี้ ผิดต่อกฎบัตรสหประชาชาติ และพวกนี้มีผลลัพธ์โดยทั่วไปนำไปสู่ความรุนแรง,
ความขัดแย้งร้ายแรงถึงชีวิต, ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง, และความทุกข์ยากอย่างแสนสาหัสของประชาชน. (The methods employed are well
established and well document. They include open warfare, covert intelligence
operations, instigation of unrest, support for armed groups, manipulation of
mass and social media3,
bribery of military and civilian officials, targeted assassinations, false flag
operations4, and economic warfare. These measures
are illegal under the UN charter and they typically result in going violence, lethal
conflict, political instability, and deep suffering of the civilian
population.)
3 "Manipulation of mass and social media" แปลว่า การบิดเบือน/การจัดการสื่อมวลชนและสื่อสังคมออนไลน์ หมายถึงการใช้เทคนิคต่างๆ
เพื่อโน้มน้าวความคิดเห็น, สร้างข้อมูลเท็จ, หรือชี้นำผู้คนผ่านช่องทางสื่อ ทั้งสื่อหลัก (ทีวี, วิทยุ)
และโซเชียลมีเดีย โดยใช้กลยุทธ์ทางจิตวิทยา, ข้อมูลบิดเบือน,
อัลกอริธึม, หรือบอท เพื่อประโยชน์ทางการเมือง,
เศรษฐกิจ, หรือสังคม
ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาธิปไตยและสร้างความแตกแยกในสังคม.
ความหมายโดยละเอียด:
- การใช้เทคนิค: ใช้ภาพ, ภาษาที่เร้าอารมณ์,
โฆษณาชวนเชื่อ, หรือความผิดพลาดเชิงตรรกะ.
- เป้าหมาย: ชี้นำความคิดเห็นสาธารณะ, สร้างความแตกแยก,
เผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิด, หรือเพื่อผลกำไร.
- แพลตฟอร์ม: ทั้งสื่อดั้งเดิม (วิทยุ, โทรทัศน์)
และดิจิทัล (โซเชียลมีเดีย).
- ผลกระทบ: ทำลายวาทกรรมที่รอบรู้,
บ่อนทำลายความปลอดภัยสาธารณะ, และกระทบต่อสิทธิมนุษยชน.
4 "False
flag operations"
(ปฏิบัติการธงปลอม) หมายถึง ปฏิบัติการทางการเมืองหรือทางการทหารที่สร้างขึ้นโดยฝ่ายหนึ่ง
เพื่อปกปิดตัวตนที่แท้จริงและทำให้ดูเหมือนว่าถูกกระทำโดยฝ่ายตรงข้ามหรือกลุ่มอื่น เพื่อสร้างความชอบธรรมในการตอบโต้ โจมตี หรือสร้างความขัดแย้ง
โดยใช้ชื่อเรียกกลยุทธ์ที่ว่า "ฆ่าศัตรูด้วยมีดของคนอื่น".
ความหมายและที่มา:
- ที่มาของคำ: มาจากศตวรรษที่ 16 เมื่อโจรสลัดชักธงของชาติที่เป็นมิตรเพื่อหลอกให้เรือเป้าหมายเข้ามาใกล้
แล้วจึงเข้าโจมตี.
- การตีความสมัยใหม่: หมายถึงการที่รัฐบาลหรือกลุ่มหนึ่งทำ
"การโจมตี" (เช่น การก่อวินาศกรรม, การโจมตีทางไซเบอร์)
ต่อตัวเอง หรือสร้างเหตุการณ์ปลอม แล้วโยนความผิดให้ศัตรู
เพื่อให้มีข้ออ้างในการทำสงครามหรือใช้มาตรการกดขี่.
ผลงานล่าสุดของสหรัฐอเมริกาด้วยความเคารพต่อเวเนซูเอลานั้นก็ประจักษ์ชัดแล้วด้วยเช่นกัน.
ในเดือนเมษายนปี 2002, สหรัฐอเมริการู้และได้รับรองการกระทำรัฐประหารต่อรัฐบาล.
ในยุคปี 2010, สหรัฐอเมริกาสนับสนุนทางการเงินแก่กลุ่มภาคประชาสังคมทั้งหลายที่ได้มีกิจกรรมเกี่ยวข้องในการประท้วงต่อต้านรัฐบาลหลายต่อหลายครั้ง.
เมื่อรัฐบาลเริมแตกร้าวลงกับการประท้วง, สหรัฐอเมริกาก็ติดตามให้ด้วยการคว่ำบาตรทั้งหลายเป็นชุดลำดับ.
ในปี 2015, ประธานาธิบดี บารัค โอบามา ได้ทำ,
และผมขออ้างอิง, การปฏิบัติที่ไม่ปกติและเป็นกรณีพิเศษต่อนโยบายความมั่นคงแห่งชาติและการต่างประเทศของสหรัฐอเมริกา. (The recent US record with
respect to Venezuela is also clear. In April 2002, the US knew of and approved an
attempted coup against the government. In the 2010s, the United States funded
civil society groups actively engaged in anti-government protests. When the
government cracked down on the protest, the US followed with a series of
sanctions. In 2015, President Barack Obama to be, and I
quote, an unusual and extraordinary threat to the national security and foreign
policy of the United States.)
ในปี 2017, ที่งานเลี้ยงอาหารเย็นกับผู้นำลาติน อเมริกันทั้งหลายในการพบปะเจรจานอกรอบที่การประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาติ,
ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เปิดการหารือถึงทางเลือกที่สหรัฐอเมริกาจะบุกเวเนซูเอลาเพื่อโค่นล้มรัฐบาล.
ในระหว่างปี 2017 ถึง 2020, สหรัฐอเมริกาได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างกว้างขวางต่อบริษัทน้ำมันของรัฐ,
เปเดสา. ผลผลิตน้ำมันได้ร่วงลงไป 75% จากปี 2016 ถึง
2020 และผลผลิตมวลนวมภายในประเทศ(GDP)ที่แท้จริงต่อหัวได้ลดลงราว
62%. ที่ประชุมใหญ่สมัชชาสหประชาชาติได้มีการลงมติอีกครั้งอย่างท่วมท้นในการต่อต้านการบีบบังคับฝ่ายเดียวดังกล่าว. (In
2017, at a dinner with Latin American leaders on the margin of the UN General Assembly,
President Trump openly discussed the option of the US invading Venezuela to
overthrow the government. During 2017 to 2020, the United States imposed
sweeping sanctions on the state oil company Pedesa. Oil production fell by 75%
from 2016 to 2020 and the real GDP per capita declined by 62%. The UN General Assembly
has repeatedly voted overwhelmingly against
such unilateral coercive measures.)
ภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ, มีเพียงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติเท่านั้นที่มีอำนาจในการใช้มาตรการคว่ำบาตรเช่นนั้น.
ในวันที่ 23 ของเดือนมกราคม 2019, สหรัฐอเมริกาประกาศรับรองแต่เพียงฝ่ายเดียว นายฮวน
ไกโด เป็นประธานาธิบดีรักษาการ
และอีกสองสามวันถัดมาก็ได้อายัดทรัพย์สินของรัฐบาลเวเนซูเอลาที่ถือครองอยู่ในต่างประเทศ
เป็นมูลค่าประมาณ 7 พันล้านดอลลาร์ และถือเอาอำนาจในการยึดครองทรัพย์สินเหล่านี้บางส่วน.
(Under
international law, only the Security Council has authority to impose such
measures. On the 23rd of January 2019, the United States
unilaterally recognized Mr. Juan Gaido as interim president and a few days
later froze approximately 7 billion dollars of Venezuelan sovereign assets held
abroad and gave the designated authority over certain of these assets.)
รูปแบบการกระทำทั้งหลายเหล่านี้ของ ความพยายามของสหรัฐอเมริกาในการที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองของประเทศอื่น
ได้ขยายกว้างออกไปมากกว่าสองทศวรรษแล้ว. ในปีที่ผ่านมา, สหรัฐอเมริกา ได้ดำเนินปฏิบัติการทิ้งระเบิดทั้งหลายใน
7 ประเทศ, ไม่มีแม้แต่ครั้วงเดียวที่ได้รับอนุมัติจากคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ
และไม่มีแม้แต่ครั้งเดียวที่ถือเป็นการป้องกันตนเองโดยชอบตามกฎบัตรสหประชาชาติ.
(These actions form part of a
continuous US regime change effort spanning more than two decades. In the past
year, the United States has carried out bombing operations in seven countries,
none of which were authorized by the UN Security Council and none of which were
undertaken in lawful self-defense under the charter.)
ประเทศที่ตกเป็นเป้าหมายเหล่านั้น รวมถึงอิหร่าน, อิรัก,
ไนจีเรีย, โซมาเลีย, ซีเรีย, เยเมน, และในตอนนี้เป็นเวเนซูเอลา.
ในเดือนที่ผ่านมา, ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แถลงคำขู่คุกคามโดยตรงต่อ 6 รัฐประเทศสมาชิกสหประชาชาติ,
ได้แก่ โคลัมเบีย, เดนมาร์ค, อิหร่าน, เม็กซิโก, ไนจีเรีย,
และแน่นอน, เวเนซูเอลา, สมาชิกทั้งหลายแห่คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ
ไม่ได้ถูกเรียกมาประชุมกันเพื่อพิพากษา นิโคลาส มาดูโร. (The targeted countries include
Iran, Iraq, Nigeria, Somalia, Syria, Yemen, and now Venezuela. In the past
month, President Trump has issued direct threats against six UN member states,
including Columbia, Denmark, Iran, Mexico, Nigeria, and of course, Venezuela.
Members of the Council are not called upon judge Nicholas Maduro.)
พวกท่านได้ถูกเชิญมาประชุมในเรื่องที่จะตรวจสอบผลลัพธ์ของการโจมตีล่าสุดของสหรัฐอเมริกา
และการดำเนินการต่อไปในการปิดล้อมทางเรือ เป็นในเสรีภาพหรือในการกดขี่.
สมาชิกคณะมนตรีความมั่นคได้ถูกเชิญมาประชุมในการที่จะปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ
และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง คุณลักษณะของสหประชาชาติ. สำนักสัจนิยมแห่งความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ได้ถูกถ่ายทอดอย่างเฉียบคมโดยจอห์น เมียร์ชิเมอร์ได้อธิบายสภาวะของอนาธิปไตยระหว่างประเทศ
ว่าคือ “โศกนาฏกรรมของการเมืองมหาอำนาจ.” (They
are not called upon to assess whether the recent US attack and ongoing naval
quarantine results in freedom or in subjugation. Members of the Council are
called upon to defend international law and specifically the UN character. The
realist school of international relations5
articulated most brilliantly by John Mirshimer accurately describes the condition
of international anarchy as the tragedy of great power politics.6)
5 "The realist school of international relations" แปลว่า "สำนักคิดสัจนิยมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" หรือ "ลัทธิสัจนิยมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ" ซึ่งเป็นทฤษฎีหลักที่มองว่ารัฐเป็นผู้เล่นสำคัญ
แสวงหาอำนาจเพื่อความอยู่รอดในระบบระหว่างประเทศที่ไร้ระเบียบ (anarchy) และเน้นการแข่งขันและความขัดแย้งเป็นหลัก.
แนวคิดหลักของสัจนิยม (Realism):
- รัฐเป็นผู้เล่นหลัก: มองว่ารัฐชาติ (nation-state)
คือตัวแสดงสำคัญที่สุดในเวทีโลก.
- ระบบอนาธิปไตย: ไม่มีอำนาจกลางเหนือรัฐ ทำให้รัฐต้องพึ่งพาตนเอง.
- ความอยู่รอดและผลประโยชน์แห่งชาติ: รัฐทำทุกอย่างเพื่อรักษาความมั่นคงและเพิ่มพูนอำนาจของตนเอง.
- ธรรมชาติมนุษย์ในแง่ร้าย: มักมองว่ามนุษย์
(และรัฐ) มีความต้องการอำนาจเป็นพื้นฐาน.
สำนักย่อยของสัจนิยม:
- สัจนิยมคลาสสิก (Classical
Realism): เน้นธรรมชาติมนุษย์ที่เห็นแก่ตัวและต้องการอำนาจ.
- สัจนิยมใหม่ (Neorealism): เน้นโครงสร้างระบบระหว่างประเทศที่ไร้ระเบียบ
(anarchy) เป็นปัจจัยหลัก.
- สัจนิยมเชิงรุก (Offensive
Realism): เชื่อว่ารัฐควรแสวงหาอำนาจสูงสุด (hegemony).
- สัจนิยมเชิงรับ (Defensive
Realism): เชื่อว่ารัฐควรสร้างสมดุลอำนาจเพื่อความมั่นคง.
ดังนั้น เมื่อพูดถึง "The realist school" คือการพูดถึงมุมมองที่เน้น
"ความเป็นจริง" ของการเมืองโลกที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีและอำนาจ
มากกว่าอุดมการณ์หรือความร่วมมือ.
6 "The
Tragedy of Great Power Politics" แปลว่า "โศกนาฏกรรมของการเมืองมหาอำนาจ" เป็นชื่อหนังสือและแนวคิดสำคัญของ
John J. Mearsheimer ที่อธิบายว่ารัฐมหาอำนาจแข่งขันและหวาดระแวงกันเสมอ
เพราะระบบระหว่างประเทศที่ไร้รัฐบาลกลาง (anarchy) ทำให้ทุกรัฐต้องพยายามเพิ่มอำนาจเพื่อความอยู่รอด
นำไปสู่ความขัดแย้งและสงครามได้ง่าย แม้จะไม่ได้ตั้งใจก็ตาม.
ใจความสำคัญของแนวคิดนี้:
- Anarchy (อนาธิปไตย): ไม่มีอำนาจสูงสุดมาควบคุมรัฐต่างๆ
ทำให้รัฐต้องพึ่งพาตนเอง.
- Survival (ความอยู่รอด): เป้าหมายสูงสุดของทุกรัฐคือการอยู่รอดในระบบโลก.
- Power Maximization (การแสวงหาอำนาจสูงสุด): เพื่อความอยู่รอด
รัฐจึงต้องพยายามเพิ่มอำนาจให้มากที่สุด (Offensive Realism).
- Security Dilemma (ภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกด้านความมั่นคง): การที่รัฐหนึ่งเพิ่มความแข็งแกร่ง
(เพื่อความปลอดภัย)
กลับทำให้รัฐอื่นรู้สึกไม่ปลอดภัยและต้องเพิ่มความแข็งแกร่งตาม
นำไปสู่การแข่งขันที่ไม่มีที่สิ้นสุด.
โดยสรุปคือ
เป็นการมองโลกการเมืองระหว่างประเทศว่าเต็มไปด้วยความไม่ไว้วางใจ ความหวาดระแวง
และการแข่งขันเพื่ออำนาจ ซึ่งมักจบลงด้วยโศกนาฏกรรม.
สัจจนิยมเช่นนั้นคือคำอธิบาย,
ไม่ใช่ทางออกสำหกรับสันติภาพ. ข้อสรุปของมันเองก็คือ
อนาธิปไตยนำไปสู่โศกนาฏกรรม. ภายหลังสงครามโลก ครั้งที่1, สันนิบาตชาติได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นเพื่อที่จะจบสิ้นโศกนาฏกรรมนี้ผ่าน
การบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ. กระนั้น, ประชาชาติแกนนำทั้งหลายของโลกก็ได้ล้มเหลวที่จะปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศในยุคปี
1930, นำไปสู่สงครามโลกขึ้นมาอีกครั้ง. (Realism
is therefore a description, not a solution for peace. Its own conclusion is
that anarchy leads to tragedy. In the aftermath of World
War I, the League of Nations7 was created
to end the tragedy through the application of international law. Yet, the
world’s leading nations failed to defend international law in the 1930s,
leading to renewed global war.)
สหประชาชาติได้อุบัติขึ้นจากหายนะวิบัตินั้น
เป็นความพยายามครั้งยิ่งใหญ่ที่สองของมนุษยชาติในการที่จะนำกฎหมายระหว่างประเทษเข้ามาแทนที่อนาธิปไตยระหว่างประเทศ.
ในคำบัญญัติของกฎบัตร, สหประชาชาติได้สร้างสรรค์, ข้ออ้างอิง, ที่จะชนรุ่นหลังทั้งหลายที่สืบทอดจากผลพวงของมหาสงครามมา,
ซึ่งเป็นสองครั้งในช่วงชีวิตของเราได้นำมาซึ่งความเศร้าสลดที่สุดจะบอกเล่าได้ต่อมนุษยชาติ.
ครั้งนี้พวกเขาจะไม่มีโอกาสที่สามที่จะเติมเต็ม (The
United Nations emerged from that catastrophe as humanity’s second great effort
to place international law above international anarchy. In the words of the
charter, the UN was created, quote, to save succeeding generations from the
scourge of war, which twice in our lifetime has brought untold sorrow to
mankind.)
กับการที่เราอยู่ในยุคปรมาณู, ความล้มเหลวไม่สามารถที่จะได้ทวนซ้ำอีกครั้งได้.
มนุษยชาติจะพินาศสูญสิ้น. พวกเขาจะไม่มีโอกาสที่สามที่จะเติมเต็มความรับผิดชอบทั้งหลายของมันภายใต้กฎบัตร.
คณะมนตรีความมั่นคงควรที่จะต้องยืนยันทันทีต่อการกระทำทั้งหลายต่อไปนี้.
สหประชาชาติ จะต้องให้หยุดและงดเว้นต่อการกระทำเป็นภัยคุกคามทั้งโดยตรงและโดยอ้อมทุกรูปแบบเช่นนี้
หรือหยุดการใช้กำลัง ต่อเวเนซูเอลาโดยทันที. (Given that we are in the nuclear
age, failure cannot be repeated. Humanity would perish. They
would be no third chance to fulfill its responsibilities under the charter. The
Security Council should immediately affirm the following actions. The United
States shall immediately cease and desist from all explicit and implicit
threats or use force against Venezuela.)
สหประชาชาติ จะต้องให้หยุดการกระทำกักกันปิดกั้นทางทะเล
และหยุดการใช้มาตรการบังคับโดยทางทหารที่เกี่ยวข้อง ดำเนินการโดยไม่มีอำนาจ/ไม่ได้รับอนุมัติใดๆจากคณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติ.
สหรัฐอเมริกาจะต้องถอนกำลังทหารโดยทันทีจากภายในและตามอาณาเขตของเวเนซูเอลา,
รวมทั้ง ข่าวกรอง, ทะเล, อากาศ, และสินทรัพย์อื่นๆที่ส่งไปประจำการล่วงโดยวัตถุประสงค์เพื่อคุกคามบีบบังคับ.
เวเนซูเอลา, เรื่องเวเนซูเอลา จะต้องยึดมั่นต่อกฏบัตรสหประชาชาติ และ
ต่อสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการคุ้มครองในปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนทั้งหลาย. (The United States shall
terminate its naval quarantine and all related coercive military measures undertaken
in the absence of authorization by the UN Security Council. The United States
shall immediately withdraw its military forces from within and along the
perimeter of Venezuela, including intelligence, naval, air, and other forward
deployed assets positioned for coercive purposes. Venezuela shall adhere to the
UN charter and to the human rights protected in the universal declaration of
human rights.)
ท่านเลขาธิการสหประชาชาติ,
ผมขอแนะนำ, ควรที่จะอย่างในทันทีแต่งตั้งผู้แทนพิเศษผู้มีอำนาจหน้าที่ในการติดต่อประสานงานกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งในคนเวเนซุเอลาและนานาชาติ
และที่จะรายงานกลับมาที่คณะมนตรีความมั่นคง
ภายใน 14 วันพร้อมคำแนะนำทั้งหลายภายใต้กฎบัตรสหประชาชาติ และคระมนตรีความมั่นคง ควรที่จะคงความเร่งด่วนเกาะติดอยู่ไว้กับเหตุกรณีนี้. รัฐประเทศสมาชิกทั้งหมดควรที่จะละเว้นจากการข่มขู่ฝ่ายเดียวและการใช้มาตรการบีบบังคับ
หรือปฏิบัติการด้วยอาวุธทั้งหลาย หรือดำเนินการนอกเหนือจากอำนาจของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ.
(The Secretary General, I
recommend, should immediately appoint a special envoy mandated to engage relevant
Venezuelan and international stakeholders and to report back to the Security
Council within 14 days with recommendations within the charter and the Security
Council should remain urgently seized of this matter. All member states should
refrain from unilateral threats, coercive measured or armed actions undertaken
outside the authority of the UN Secretary Council.)
ในท้ายนี้, ท่านประธานที่เคารพ และสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายแห่งคณะมนตรีความมั่นคง,
สันติภาพและความอยู่รอดของมนุษยชาติขึ้นอยู่กับว่า กฎบัตรสหประชาชาติ จะยังคงเป็นเครื่องมือมีชีวิตของกฎหมายระหว่างประเทศ
อยู่ต่อไป หรือได้ละเลยยอมที่จะเสื่อมถอยจนเลือนหายไป. นั่นคือโอกาสเลือกต่อที่ประชุมคณะกรรมการในวันนี้.
(In closing, Mr. President and
distinguished members of the council, peace and the survival of humanity depend
on whether the United Nations Charter remains a living instrument of
international law or is allowed to wither into irrelevance. That is the choice
before this Council today.)
ขอขอบคุณเป็นอย่างมากครับ.
(Thank you very much.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น