ทำไมผู้คนโง่เง่าพวกเขาถึงคิดว่าตนเองฉลาดเท่ซะเหลือเกิน
Why Stupid People Think They are Smart - The Dunning
Kruger Effect
https://youtu.be/7tODaIYTBDQ?si=PRS3JzxH1VMKST2o
“
มีสองสิ่งที่ไม่รู้ที่สิ้นสุด/เป็นอนันต์หาข้อยุติไม่ได้, คือ จักรวาล และความโง่เขลาของมนุษย์.”
- อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์. (“There are two things that are infinite,
the universe and human stupidity, and I’m not sure about the former.” – Albert
Einstein.)
มนุษย์ไม่ได้ดี/เก่ง ในการตัดสินตนเองอย่างไม่ลำเอียง.
เราได้สร้างเรื่องราวทั้งหลายขึ้นมาเกี่ยวกับตัวเราเองผ่านชีวิตของเรามาทั้งหลาย.
และบ่อยครั้งเรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้เข้าไปใกล้อะไรกับความสัจจริงเลย. หนึ่งในพื้นที่/ด้านที่น่าสนใจซึ่งเรามักจะพบในเรื่องนี้ที่รู้จักกัน
คือ dunning-kruger effect - ผลของอคติทางปัญญา
ที่ทำให้คนมีความสามารถน้อยลง. เป็นอคติทางปัญญาที่ทำให้คนเราประเมินความรู้หรือทักษะทั้งหลายของตนเองสูงเกินความเป็นจริง
ในด้านใดด้านหนึ่ง. เรื่องราวทั้งหลายนั้นที่เราได้บอกกับตัวเราเองได้เอาชนะ/หักล้างหลักฐานที่ขัดแย้ง/ในทางตรงกันข้าม
และเราเชื่อว่าเราดักว่ากับเรื่องแน่ชัดนั่น กว่าที่เราเป็น. (Human beings are not good at judging themselves objectively. We have
built up stories about ourselves throughout our lives. And often these stories
are not anywhere near the truth. One really interesting area we tend to see
this is known as the dunning-kruger effect1. This is as cognitive bias that causes people to overestimate their
knowledge or skills in a specific area. The stories that we tell ourselves
overcome evidence to the contrary and we believe we are better at certain
things than we are.)
1 Dunning-Kruger Effect คือ อคติทางปัญญา ที่ทำให้คนที่มีความสามารถน้อยในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง มัก ประเมินความรู้และทักษะของตนเองสูงเกินจริง เพราะขาดความเข้าใจในสิ่งที่ตนเองไม่รู้ (metacognition) ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญกลับมีแนวโน้มประเมินตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง ซึ่งมักเรียกกันเล่นๆ ว่า "โง่แล้วอวดฉลาด" หรือ "ยิ่งรู้ ยิ่งมั่นใจ"
ในช่วงแรกแต่ก็รู้ตัวว่ายังไม่เก่งจริง.
ใจความสำคัญของปรากฏการณ์:
- ผู้ด้อยความสามารถ: มั่นใจเกินจริง
เพราะไม่มีทักษะพอที่จะรู้ว่าตัวเองด้อยความสามารถแค่ไหน.
- ผู้เชี่ยวชาญ: มั่นใจน้อยกว่า เพราะคิดว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้ง่าย
คนอื่นก็น่าจะทำได้ง่ายเช่นกัน.
- ต้นกำเนิด: นักจิตวิทยา David Dunning และ
Justin Kruger ศึกษาในปี 1999 และพบว่าผู้ที่ทำคะแนนต่ำ
มักประเมินตัวเองสูงลิ่ว.
ตัวอย่างที่พบบ่อย:
- การขับรถ: มือใหม่มั่นใจเกินเหตุ
คิดว่าตัวเองเก่งกว่าผู้มีประสบการณ์.
- การเงิน: นักลงทุนมือใหม่ที่มั่นใจในตัวเองเกินไปจนตัดสินใจเสี่ยงสูง.
- ความสัมพันธ์: การคิดว่าตัวเองถูกเสมอและดูถูกความคิดเห็นผู้อื่น.
คุณรู้ไหมว่าบางคนผู้ที่มักจะให้คำปรึกษาทางการเงินออกไป
ถึงแม้ว่าพวกเขากำลังดิ้นรนที่จะจ่ายค่าเช่าอยู่ในแต่ละเดือน. แล้วก็เรื่องชายในโรงยิมผู้ที่คุยถึงเรื่องการบริหารร่างกายทั้งหลาย,
การแข็งแรงยิ่งขึ้นและมีสุขภาพดีในขณะที่ไม่ประสบสำเร็จในการซ่อนพุงเบียร์ของตน.
แล้วก็เรื่องของบุคคลตัวปัญหาในกลุ่มทั้งหลายผู้สาบานว่าพวกเขาคือตัวตึงของงานเลี้ยงให้สนุกสนาน. (Do you know someone who is always giving out financial advice even though
they are struggling to pay rent each month. How about the guy in the gym who is
talking about workouts, getting stronger and being healthy while unsuccessfully
hiding his beer gut. How about that awkward person in the group who swears that
they are the life of the party.)
เหล่านี้คือตัวอย่างที่ดีของ dunning-kruger effect – ผลของอคติปัญญา. พวกคนโง่เง่าผู้ซึ่งเดินไปรอบๆคิดว่าพวกเขาปราดเปรื่องคืออีกตัวอย่างที่ดี.
ดังนั้น, อะไรคือสาเหตุให้เกิด dunning-kruger effect – อาการอคติปัญญา? พวกเราส่วนใหญ่ขาดการคิดวิเคราะห์ถึงตนเอง หรือความสามารถที่จะถอยหลังและกลับมามองตนเองอย่างตามความเป็นจริง.
นี้หมายความว่าผู้คนส่วนใหญ่ตัดสินตนเองว่าอยู่เหนือค่าเฉลี่ยเมื่อมันพูดถึงเรื่อง
สติปัญญา, อารมณ์ขันและทักษะทั้งหลาย. (These are all good examples of
the dunning-kruger effect. Stupid
people who walk around thinking they are brilliant are another good example.
So, what causes the dunning-kruger effect. Most of us lack
metacognition or the ability to step back and examine ourselves objectively.
This means that most people judge themselves above average when it comes to
things like intelligent humor and skills.)
ยิ่งสติปัญญาน้อยลงเท่าไรคุณก็เป็นผู้กล้าหาญใน dunning-kruger
effect - ผลของอคติปัญญา ที่คุณจำเป็นต้องการจะเป็น.
ผู้คนที่สติปัญญาน้อยกว่าก็ยิ่งมากกว่าที่พวกเขามีแนวโน้มที่พวกเขาจะประเมินสูงเกินไปในความสามารถของพวกเขา
เพราะว่าพวกเขาจาดแคลนความตระหนักรู้ตนเองซึ่งจำเป็นในการตระหนักรู้ถึงความล้มเหลวของพวกเขา.
สิ่งนี้เป็นเหมือนคำสาปสองเท่า,
ไม่แต่เพียงที่พวกเขามีสติปัญญาน้อยกว่าผู้อื่นเท่านั้น
แต่ยังที่พวกเขาไม่รู้ถึงมันและเช่นนั้นพวกเขาก็ยิ่งน้อยลงไปในการจะพยายามที่จะเรียนรู้เพิ่มพูนทักษะทั้งหลายของพวกเขา
และเติบโตเช่นบุคคลหนึ่งที่ทำการชดเชยสิ่งขาดหายไปนั้น. (The less intelligent you are the warrior
of the dunning-kruger effect you need
to be. The less intelligent someone is the more likely they are to overestimate
their abilities because they lack the self-awareness needed to realize their
failings. This is like a double curse, not only are they less intelligent than
others but they don’t know it and thus they are less likely
to put in the effort to learn increase their skills and grow as a person to make up for that deficit.)
ในด้านตรงข้ามของ dunning-kruger effect - ผลของอคติปัญญา ก็คืออาการ/ภาวะการคิดว่าตนเองไม่เก่ง. ผู้คนที่ได้ประสบความสำเร็จแต่ไม่เชื่อว่าพวกเขาสมควรได้รับมัน
แทนที่จะคิดว่าพวกเขาดีกว่าที่พวกเขาเป็น. พวกเขาดึงดันสงสัยอย่างสม่ำเสมอในตัวพวกเขาเอง
และความสามารถทั้งหลายของพวกเขา แม้กระทั่งว่าความสำเร็จนั้นได้แสดงปรากฏต่อตัวพวกเขาเองอย่างชัดเจน.
(The opposite of the dunning-kruger effect is actually
imposter syndrome. People who are successful but don’t
believe they deserve it instead of thinking they are better than they are. They
consistently doubt themselves and their abilities even though success has shown
them otherwise.)
ดังนั้น, คุณกำลังเสี่ยงต่อการถูกกระทบโดย dunning-kruger
effect - ผลของอคติปัญญา. เราส่วนใหญ่น่าที่จะระแวดระวังได้ถึง dunning-kruger
effect – ผลของอคติปัญญา ในอย่างน้อยที่สุดกับบางทัศนคติกับการมีชีวิตของเรา. การศึกษาทั้งหลายได้แสดงให้เห็นว่าแม้กระทั่งปัจเจกบุคคลทั้งหลายซึ่งมีอัตราสูงเท่าๆกับ
80 เปอร์เซ็นต์ในทักษะที่ได้เป็นที่รู้กันที่จะประเมินสูงเกินไป ว่าพวกเขาดีจริงอย่างไรตามความเป็นจริงในกิจกรรมทั้งหลายที่คุณจำเป็นต้องการที่จะให้ดีจริงๆเหมือนส่วนยอดบน
20 เปอร์เซ็นต์ ที่จะได้ตระหนักได้ว่าไกลเท่าไรจากส่วนยอดบน ซึ่งคุณตามความเป็นจริงได้ปนับใช้นี้กับช่วงระยะห่างของทักษะและคุณสมบัติทั้งหลาย.
(So, are you at risk for being impacted by the dunning-kruger
effect. Most of us should be aware of the dunning-kruger
effect in at least some aspects of our lives. Studies have shown that even
individuals who rate as high as 80 percent in a skill have been known to
overestimate how good they actually are in many activities you need to be
really, really good like the top 20 percent to realize how far from the top you
actually are this applies to a wide range of skills and attributes.)
จากสติปัญญาสู่ความสามารถด้านกีฬาและกระทั่งความวิริยะอุตสาหะในการทำงาน,
สิ่งนี้บางทีเนื่องกับความรู้หรือทักษะทั้งหลายที่ก้าวกระโดดอย่างรวดเร็ว,
ผู้เริ่มต้นที่ได้ประสบที่จุดเริ่มของความพยายามใหม่ๆ. ผู้เล่นหมากรุกใหม่ๆเป็นตัวอย่าง,
อาจจะขึ้นไปถึงอัตราของ 1,000 และคิดว่าพวกเขาได้เป็นผู้เล่นที่เก่งกาจเกินหนึ่งพันจุด
ที่อัตราของ 2,000, จะตระหนักว่าอย่างไรเขาไม่ดีขนาดไหนเมื่อเทียบกับผู้เล่นที่ดีที่สุดในโลก.
ถึงแม้ว่าผู้เล่นทั้งหลายเหล่านั้นมีอัตราเพียง 700 จุดสูงกว่าเท่านั้น. (From intelligence to athletic
prowess and even professional endeavors, this is probably
due to the steep increase in knowledge or skills a beginner experiences at the
start of a new endeavor. A new chess player for example, may
reach the rating of 1000 and think they’ve gotten pretty good a player a
thousand points higher sitting at a rating of 2,000 will realize how bad they
are compared to best players in the world. Even though those players are only
rated 700 points higher.)
ผู้เริ่มต้นไม่ได้ตระหนักว่าไกลแค่ไหนที่พวกเขายังคงต้องที่จะไปที่ในทักษะ
หรือ กิจกรรมในขณะที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับกลางถึงสูงตระหนักถึงเวลา,
อุตสาหะพากเพียร, และทักษะ ต้องการการปรับปรุงแก้ไขอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ.
เดวิด ดันนิงส์ หนึ่งในงานวิจัยทั้งหลายของเขาคือ ผลกระทบนี้ที่ถูกตั้งชื่อมาเพื่อพวกคุณ,
หวังว่ายังงั้นนะ. คุณไม่จำเป็นต้องเป็นเหยื่อของ dunning-kruger
effect – ผลของอคติปัญญา, เพียงเข้าไปในการฝึกฝน โดย ตั้งคำถามต่อฐานความรู้ของคุณ, วิธีทำการตัดสินใจ,
และชุดทักษะทั้งหลาย, ค้นหาผู้คนผู้ที่ดีกว่าคุณในด้านนั้นที่คุณสนใจใคร่รูรื่องนั้น.
(A beginner doesn’t realize
how far they still have to go in a skill or an activity while an intermediate
advanced practitioner realizes the time effort and skills
required to continue to improve. David Dunning2 one of the research that
this effect is named for you hope though. You don’t have to be a victim of the dunning-kruger
effect get in the practice of questioning your knowledge base, decision
making, and skill sets, find people who are better than you in an area that
you’re curious about.)
2 เดวิด ดันนิง (David Dunning) เป็นนักจิตวิทยาสังคมชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก
ปัจจุบัน (ปี 2026) เขาดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่ University of
Michigan งานวิจัยของเขามุ่งเน้นไปที่อคติทางการรับรู้ (Cognitive
Bias) และการประเมินตนเองที่ผิดพลาดของมนุษย์
ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับเดวิด ดันนิง
และผลงานของเขา มีดังนี้:
1. ปรากฏการณ์ดันนิง-ครูเกอร์ (Dunning-Kruger
Effect)
ผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้เขามากที่สุดคือการร่วมกับจัสติน
ครูเกอร์ (Justin Kruger) นิยาม "ปรากฏการณ์ดันนิง-ครูเกอร์" ในปี 1999 ซึ่งอธิบายว่า:
- กลุ่มที่ขาดทักษะ: คนที่ไม่มีความรู้หรือความสามารถในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง
มักจะ ประเมินความสามารถของตนเองสูงเกินจริง เนื่องจากขาดทักษะทางอภิปัญญา (Metacognition) ที่จะใช้รับรู้ถึงความโง่เขลาหรือข้อผิดพลาดของตนเอง
- กลุ่มที่มีทักษะสูง: ในทางกลับกัน
คนที่มีความเชี่ยวชาญจริงมักจะ ประเมินตนเองต่ำกว่าความเป็นจริง เพราะคิดว่าเรื่องที่ตนทำได้ง่ายนั้นคนอื่นก็น่าจะทำได้ง่ายเหมือนกัน
- การแก้ไข: ดันนิงพบว่าการฝึกฝนและเพิ่มพูนความรู้ในด้านนั้นๆ
จะช่วยให้คนเราสามารถรับรู้ถึงขีดจำกัดและความผิดพลาดของตนเองในอดีตได้แม่นยำยิ่งขึ้น
2. บทบาทและเกียรติประวัติล่าสุด (อัปเดตปี
2025-2026)
- สมาชิก American Academy of Arts & Sciences: ในช่วงปลายปี 2025
เขาได้รับการแต่งตั้งเป็นสมาชิกของสถาบันศิลปะและวิทยาศาสตร์แห่งอเมริกา
และได้รับเกียรติให้เป็นผู้กล่าวปาฐกถาปิดในงานปฐมนิเทศสมาชิกใหม่
- ตำแหน่งบริหาร: เขาเป็นผู้บริหารระดับสูง (Executive
Officer) ของ Society for Personality and Social
Psychology (SPSP)
- งานวิจัยปัจจุบัน: นอกเหนือจากเรื่องความมั่นใจเกินเหตุ
เขายังศึกษาเรื่องความไว้วางใจในคนแปลกหน้า, การตัดสินใจในเชิงเศรษฐศาสตร์พฤติกรรม
และการที่ความปรารถนาส่วนตัวส่งผลต่อการมองเห็นและการรับรู้ (Motivated
Reasoning)
ไม่เพียงนี้เป็นสิ่งช่วยเตือนจำที่ดีของชุดทักษะของคุณเอง
แต่พวกนี้ยังสามารถชี้ออกมาให้เห็นได้ว่าที่ไหนที่คุณยังคงสามารถยืนอยู่ต่อไปให้ปรับปรุงได้.
ด้วยเช่นกัน, ถ้าคุณได้ยินจากพวกงิพากษ์วิจารณ์เดียวกันมาจากที่มากกว่าสองสามรายในชีวิตของคุณ,
กระนั้นคุณไม่สาใจนับลงบัญชรพวกเขา จะด้วยเหตุผลอะไรก็ตาม, คุณบางทีก็ต้องกลัยมาสองสามก้าวและตรวจสอบในปฏิกิริยาตอบกลับมานั้นๆ.
คุณอาจจะมีประสบการณ์ถึง dunning-kruger effect ในพื้นที่พิเศษจำเพาะนั้นของชีวิตคุณ. (Not only is this a good reminder of
your own skill set but they can point out where you still can stand to improve.
Also, if you’ve heard the same criticism from more than a few people in your
life, yet you discounted them for whatever reason, you probably need to step
back and examine that reaction. You very well might be experiencing the dunning-kruger effect in that particular
area of your life.)
จำไว้ว่า, มีสองสิ่งที่เป็นอนันต์/เป็นที่ไม่รู้จบสิ้นสุด คือ
จักรวาล และความโง่เง่าของมนุษย์. และผมก็แน่ใจอย่างยิ่งเกดี่ยวกับผู้เคยผ่านมาขณะที่ผู้คนซี่งโง่เง่ายิ่งเหมือนว่าที่จะตกร่วงลงไปใน
dunning-kruger
effect - ผลของอคติปัญญา. ผู้คนส่วนใหญ่มีพื้นที่ด้านหนึ่งของชีวิตพวกเขา
ที่มันสามารถจะหรืออาจะเป็นที่อุบัติขึ้นในการถอยกลับมาสักก้าว และตรวจสอบความรู้,
ความเชื่อ และชุดทักษะ เป็นเช่นช่องว่างดังที่ Gap summit มีใครบางคนอยู่เสมอ ที่ดีกว่าคุณ. (Remember, there are two things
that are infinite the universe and human stupidity. And I’m so sure about the
former while stupid people are more likely to fall into the dunning-kruger
effect. Most people have an area of their lives where it could or might be
occurring take a step back and examine your knowledge beliefs and skill set as
gap summit3
once said, there is always someone better than you.)
3 GAP Summit มีความหมายได้สองแบบหลักๆ
คือ: 1) Global Access Partners (GAP) Summit เป็นเวทีเสวนาเชิงนโยบายระดับนานาชาติที่เน้นการสร้างโอกาสและลดช่องว่างต่างๆ
(เช่น การพัฒนา) และ 2) การประชุม GapSummit (ตัวพิมพ์ใหญ่) ที่เน้นด้านไบโอเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจชีวภาพ
โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นผู้นำรุ่นใหม่
1. GAP Summit (Global Access Partners)
- คือ: การประชุมแบบปิด
(Invitation-only) ที่จัดโดยสถาบัน Global
Access Partners (GAP).
- วัตถุประ destino: เพื่อหารือเชิงปฏิบัติเกี่ยวกับนโยบาย
การสร้างเครือข่าย และนำเสนอแนวคิดเพื่อแก้ปัญหาช่องว่าง (gaps) ในด้านต่างๆ.
- ลักษณะเด่น: ใช้หลัก Chatham
House Rule ส่งเสริมการพูดคุยที่มุ่งสู่การปฏิบัติจริง.
2. GapSummit (Global Biotech Revolution)
- คือ: การประชุมสุดยอดผู้นำด้านเทคโนโลยีชีวภาพรายปี
ที่นำโดยอาสาสมัคร.
- วัตถุประ destino: เพื่อแก้ปัญหาที่ท้าทายของเศรษฐกิจชีวภาพ
สร้างสะพานเชื่อมระหว่างผู้นำรุ่นเก่าและรุ่นใหม่.
- ลักษณะเด่น: มีการเสวนา,
Keynotes, และ Workshop ที่เน้นช่องว่าง
(gaps) ในอนาคต เพื่อให้ผู้นำรุ่นใหม่ (Leaders
of Tomorrow) เข้าใจและพร้อมรับมือ.
ความแตกต่าง:
- GAP Summit
(Global Access Partners): เน้นนโยบายและการพัฒนาในภาพรวม.
- GapSummit
(Global Biotech Revolution): เน้นเทคโนโลยีชีวภาพและผู้นำรุ่นใหม่.
เราหวังว่าคุณจะสนุกสนานกับวิดีโอนี้,
ถ้าคุณเป็นเช่นนั้น, กรุณากดนิ้วหัวแม่มือที่ปุ่ม Like ของวิดีโอนี้
และปุ่ม Subscribe ต่อช่องรายการนี้
เพื่อจะได้รับการแจ้งบอกเมื่อเราออกรายการอะนิเมชั่นใหม่ๆทั้งหลายเช่นนี้อีก. และสุดท้ายแต่ไม่ท้ายที่สุด
ถ้าคุณมีแนวความคิดเช่นไร หรือคำพูดเช่นไรที่คุณอยากจะให้เราทำรายการครอบคลุมถึง
กรุณาทิ้งข้อชี้แนะลงไว้ที่ช่องความคิดเหก็น. (We hope that you enjoyed
the video, if you did, please hit that thumbs up button to like the video and
subscribe to the channel to get notified when we release new animations. And
last but not least if you have a concept book or saying that you’d like us to
cover, please leave your suggestions down in the comments below.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น