หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2569

โรเบิร์ต รีช - การทุจริตคริปโตของ ทรัมป์, ถูกอธิบาย

 โรเบิร์ต รีช - การทุจริตคริปโตของ ทรัมป์, ถูกอธิบาย

Trump's Crypto Corruption, Explained

          https://youtu.be/gpCxV-cRY4o?si=V1fl9G0ZXRd3a6ik

          โรเบิร์ต ไรช์ (Robert Reich) คือ นักเศรษฐศาสตร์ นักเขียน นักวิจารณ์การเมือง และศาสตราจารย์ชาวอเมริกันผู้มีชื่อเสียง ซึ่งเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานสหรัฐฯ ในรัฐบาลของประธานาธิบดีบิล คลินตัน (1993-1997) และเป็นบุคคลสำคัญที่ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นทางเศรษฐกิจและความเหลื่อมล้ำ โดยเป็นที่รู้จักในฐานะนักเสรีนิยมที่สนับสนุนชนชั้นแรงงานและวิจารณ์ระบบทุนนิยมสุดขั้ว. 

ประวัติและบทบาทสำคัญ:

  • การศึกษา: จบการศึกษาจาก Dartmouth College, ได้รับทุน Rhodes Scholar ที่ Oxford University และปริญญาเอกด้านกฎหมายจาก Yale Law School.
  • งานรัฐบาล: เคยทำงานในรัฐบาลของประธานาธิบดีเจอรัลด์ ฟอร์ด และจิมมี คาร์เตอร์ และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานในสมัยประธานาธิบดีคลินตัน.
  • นักวิชาการ: ปัจจุบันเป็นศาสตราจารย์ด้านการปกครองที่มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กลีย์ (UC Berkeley) และร่วมก่อตั้งสถาบันนโยบายเศรษฐกิจ (Economic Policy Institute).
  • นักเขียนและนักวิจารณ์: เป็นผู้เขียนหนังสือหลายเล่มเกี่ยวกับเศรษฐกิจและการเมือง และเป็นผู้มีอิทธิพลในการให้ความเห็นด้านนโยบายสาธารณะและการกระจายความมั่งคั่ง. 

ผลงานเด่น (หนังสือและสารคดี):

  • Saving Capitalism: For the Many, Not the Few (2015).

·          

·          

          คริปโต มักจะเลวเสมอหรือ? ไม่จำเป็นเสมอไป. มี คริปโต เดอะ ซูเปอร์ด็อก. เป็นเด็กดีจริงๆ! (Is crypto always bad? Not necessarily. There’s Krypto the Superdog1. Such a good boy!)

          1 คริปโต เดอะ ซูเปอร์ด็อก (Krypto the Superdog) เป็นสุนัขซูเปอร์ฮีโร่จากค่าย DC Comics ซึ่งเป็นคู่หูที่ซื่อสัตย์ของซูเปอร์แมน (Superman) โดยในปี 2026 นี้ ตัวละครนี้กำลังได้รับความนิยมอย่างมากจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์ฉบับคนแสดง 

ข้อมูลสำคัญและประวัติ

  • ต้นกำเนิด: ปรากฏตัวครั้งแรกในปี 1955 ในหนังสือการ์ตูน Adventure Comics #210
  • สายพันธุ์: โดยทั่วไปมักแสดงเป็นสุนัขสีขาวสายพันธุ์ผสม (Generic White Dog) แต่ในบางฉบับอาจดูคล้ายลาบราดอร์, ฮัสกี้ หรือดัลเมเชียน
  • พลังพิเศษ: มีพลังเหมือนซูเปอร์แมนภายใต้แสงอาทิตย์สีเหลือง เช่น บินได้, พละกำลังมหาศาล, ความเร็วสูง, พลังสายตาความร้อน (Heat Vision) และการได้ยินระดับซูเปอร์ 

และแล้วก็มี ?  cryptozoology - สัตว์ประหลาดวิทยา. ข้าพเจ้ามั่นใจว่าการเสาะหาบิ๊ก โต ก็มีเสน่ห์ทั้งหลายของมัน. ที่ซึ่งมันแค่คุณและองค์ประกอบทั้งหลายหรือ? สัตว์ลึกลับคล้ายลิง มีขนดกคล้ายมนุษย์กับมี ตีนโต? แล้ว เงินคริปโต คืออะไรล่ะ? (And then there’s cryptozoology2. I’m sure searching for Bigfoot has its charms. Where it’s just you and the elements? And possibly a cryptozoological simian-like hairy humanoid with enormous feet? What about crypto currency?)

2 Cryptozoology (คริปโตโซโลจี) หรือ วิทยาสัตว์ลึกลับ คือ ศาสตร์เทียมที่ศึกษาเกี่ยวกับสัตว์ที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ (Cryptids) เช่น บิ๊กฟุต, สัตว์ประหลาดล็อกเนสส์, เยติ, หรือชูปาคาบรา ซึ่งมักมาจากตำนานพื้นบ้านหรือเรื่องเล่าลือ โดยผู้ที่ศึกษาเรียกว่า นักสัตววิทยาลึกลับ (Cryptozoologists). แม้จะถูกมองว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียมเพราะมักใช้วิธีการที่ไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์กระแสหลัก แต่ก็ยังมีการค้นหาสัตว์ที่เคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้วแต่ยังคงมีอยู่จริง เช่น ปลาซีลาแคนท์. 

ประเด็นสำคัญของ Cryptozoology:

  • เป้าหมาย: ค้นหาและศึกษา "คริปติดส์" (Cryptids) หรือสิ่งมีชีวิตลึกลับที่ยังไม่มีหลักฐานยืนยัน.
  • ตัวอย่างคริปติดส์: บิ๊กฟุต (Bigfoot), สัตว์ประหลาดล็อกเนสส์ (Loch Ness Monster), เยติ (Yeti).
  • ผู้ก่อตั้ง: แบร์นาร์ด อูเวลมงส์ (Bernard Heuvelmans) นักชีววิทยาชาวเบลเยียม-ฝรั่งเศส เป็นผู้บัญญัติศัพท์นี้ขึ้น.
  • มุมมองทางวิทยาศาสตร์: ถูกจัดเป็นวิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience) เพราะไม่ยึดตามระเบียบวิธีทางวิทยาศาสตร์อย่างเคร่งครัด.
  • ความเชื่อมโยง: เป็นสาขาที่ผสมผสานสัตววิทยา (Zoology) และนิทานพื้นบ้าน

บางคนโต้ค้านว่ามันมีคุณค่า, แต่ คริปโต-crypto/ดเงินดิจิตอล ก็ยังถูกพบว่ามีความสำคัญของการใช้ ว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับอะไรประเภทของกิจกรรมอาชญากรรมหรือไม่ก็ตาม. แต่กระนั้นที่เลวร้ายยิ่งกว่า, คริปโทเคอร์เรนซีสร้างอันตรายอย่างแท้จริงต่อระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจของเรา. นี่คือสามสิ่งที่คุณต้องรู้.  (Some argue that it has value, but crypto3 has yet to find significant uses that don’t involve some sort of criminal activity. Worse yet, crypto poses real dangers to our democracy and economy. Here are three things you must know.)

3 คริปโต (Cryptocurrency) คือ สกุลเงินดิจิทัล หรือสินทรัพย์ดิจิทัลที่ใช้เทคโนโลยีการเข้ารหัส (Cryptography) เพื่อความปลอดภัยและสร้างความน่าเชื่อถือในการทำธุรกรรม โดยทำงานบนระบบกระจายศูนย์ที่เรียกว่า บล็อกเชน (Blockchain) ทำให้ไม่มีตัวกลางควบคุม เช่น ธนาคารหรือรัฐบาล แต่ทุกคนในเครือข่ายสามารถตรวจสอบได้. มันมีลักษณะคล้ายเงินแต่จับต้องไม่ได้ สามารถใช้ซื้อขายสินค้า บริการ หรือเก็บมูลค่าได้ โดยมี Bitcoin เป็นสกุลเงินดิจิทัลแรกและโด่งดังที่สุด.  

คุณสมบัติสำคัญของคริปโต:

  • ดิจิทัล: 

มีอยู่บนโลกออนไลน์ ไม่มีตัวตนจับต้องได้. 

  • กระจายศูนย์: 

ไม่ต้องพึ่งพาตัวกลาง (ธนาคาร/รัฐบาล). 

  • ปลอดภัย: 

ใช้การเข้ารหัสขั้นสูง (Cryptography) และเทคโนโลยีบล็อกเชนบันทึกธุรกรรม ทำให้ปลอมแปลงยาก. 

  • โปร่งใส: 

ธุรกรรมถูกบันทึกบนบล็อกเชนสาธารณะ ทุกคนตรวจสอบได้. 

  • มีหลากหลาย: 

นอกจาก Bitcoin ยังมีสกุลเงินอื่น ๆ อีกมากมาย เช่น Ethereum (ETH), Litecoin (LTC), Ripple (XRP) โดยแต่ละสกุลมีจุดประสงค์และการใช้งานต่างกัน. 

การทำงานเบื้องต้น:

1.       การสร้างธุรกรรม: 

เมื่อส่งคริปโต ธุรกรรมจะถูกเข้ารหัสและส่งไปยังเครือข่ายบล็อกเชน. 

2.       การยืนยันบนบล็อกเชน: 

คอมพิวเตอร์ในเครือข่ายจะตรวจสอบและยืนยันธุรกรรมนั้น. 

3.       การบันทึก: 

เมื่อยืนยันแล้ว ธุรกรรมจะถูกบันทึกเป็นบล็อกข้อมูลลงบนบล็อกเชน ซึ่งทุกคนในเครือข่ายมีสำเนาสมุดบัญชีนี้ ทำให้ข้อมูลไม่สามารถแก้ไขย้อนหลังได้. 

4.       การเก็บรักษา: 

คริปโตจะถูกเก็บไว้ในกระเป๋าเงินดิจิทัล (Crypto Wallet). 

ทำไมคนถึงสนใจ?

  • โอกาสในการลงทุน: 

มีโอกาสเติบโตสูงและทำกำไรได้. 

  • อิสระทางการเงิน: 

ทำธุรกรรมได้ทั่วโลก ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่มีข้อจำกัดจากตัวกลาง. 

  • การใช้งาน: 

ใช้จ่ายในบางร้านค้า หรือเป็นค่าธรรมเนียมในโลกดิจิทัล. 

หมายเลข หนึ่ง, การคอร์รัปชันเกี่ยวกับคริปโต/ดเวงินดิจิตอลของทรัมป์นั้นรุนแรงทะลุขีดจำกัด, ทรัมป์ได้กำไรจากความเป็นประธานาธิบดีในหนทางทั้งหลายที่น่าจะได้ทำความตื่นตกใจมากอย่างแน่ชัด แม้แต่บรรพบุรุษรุ่นก่อนๆทั้งหลายของเขาที่ทุจริตของเขาก็ตาม. แต่  คริปโต-crypto มันกระทั่งง่ายกว่ามากสำหรับปัจเจกบุคคลทั้งหลายและประชาชาติต่างชาติทั้งหลายที่จะติดสินบนเขา(ทรัมป์). การไม่เปิดเผยตนเองอันคลุมเครือ/ไม่ชัดเจนของ คริปโต-crypto ทำให้การติดตามเส้นทางเงอินของมันเกือบจะยากมากเท่าๆกับ ตามหาตัวล็อค เนส – Loch Ness.  (Number One, Trump’s crypto corruption is off the charts. In his first term, Trump profited off the presidency in ways that would have shocked even his most corrupt predecessors. But crypto makes it even easier for individuals and foreign nations to bribe him. Crypto’s murky anonymity makes following the money almost as hard as tracking down the Loch Ness4 monster.)

4 Loch Ness (ล็อกเนสส์) คือทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่และลึกที่สุดแห่งหนึ่งของสกอตแลนด์ มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกจากตำนาน "สัตว์ประหลาดล็อกเนสส์" หรือ "เนสซี" (Nessie) ที่เชื่อว่าอาศัยอยู่ใต้น้ำ. ทะเลสาบแห่งนี้มีความสวยงามทางธรรมชาติ ตั้งอยู่ในที่ราบสูงสกอตแลนด์ และดึงดูดนักท่องเที่ยวหลายล้านคนต่อปีเพื่อมาชมความลึกลับของตำนานเนสซี. 

 

          แค่ 4 วันก่อนที่เริ่มต้นการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งในปี 2024, ทรัมป์และลูกชายทั้งหลายของเขาได้ประกาศเปิดตัวกิจการบริษัท World Liberty Financial. หนังสือพิมพ์นิวยอร์ค ไทมสิ์ได้บอกว่า มันผิดปกติอย่างสูงยิ่งสำหรับการเป็นผู้สมัครลงแข่งขันเป็นประธานาธิบดี ที่จะดเริ่มต้นทำธุรกิจใหม่ๆ แค่ไม่กี่สัปดาห์ก่อนการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง. คุณคิดดูสิ.  (Just 4 days before early voting started in 2024, Trump and his sons launched the crypto firm World Liberty Financial5. The New York Times said it’s highly unusual for a presidential candidate to embark on a new business just weeks before election day. You think?)

          5 https://en.wikipedia.org/wiki/World_Liberty_Financial

          แต้ทันทีที่ทรัมป์ชนะการเลือกตั้ง, เงินก็เริ่มไหลมาเทเข้ามา. “นี่จะเป็นยุคทองของอเมริกาอย่างแท้จริง.   (But as soon as Trump won, money started pouring in. “This will truly be the golden age of America.”)

          และแล้วแค่หลายวันก่อนที่จะกลับไปเข้าทำงานในทำเนียบขาว, ทรัมป์ ได้เปิดตัวโครงการคริปโตแยกต่างหากเพื่อขายมีมคอยน์ (เหรียญมีม) ของทรัมป์และเมลาเนีย.  (And then just days before returning to office, Trump launched a separate crypto scheme selling Trump and Melania meme coins6.)

          6 หรียญมีม (Meme Coin) คือ สกุลเงินดิจิทัลที่เกิดขึ้นจากกระแสมีม (Meme) หรือเรื่องตลกขบขันบนอินเทอร์เน็ต มักมีลักษณะเน้นความสนุกสนาน สร้างขึ้นจากไอเดียตลกๆ หรือการล้อเลียน และได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วจากโซเชียลมีเดียและชุมชนออนไลน์ โดยราคาขึ้นลงตามกระแสและความสนใจ แต่มีความเสี่ยงสูงมากเพราะมักไม่มีพื้นฐานมูลค่าที่แข็งแกร่งเหมือนเหรียญทั่วไป. 

ลักษณะสำคัญของเหรียญมีม:

  • ต้นกำเนิด: 

มาจากอินเทอร์เน็ตมีม, บุคคลดัง, หรือเหตุการณ์ไวรัลต่างๆ เช่น Dogecoin (DOGE) ที่ใช้รูปสุนัข Shiba Inu. 

  • การสร้าง: 

มักสร้างขึ้นเพื่อความบันเทิงและการเก็งกำไรระยะสั้น ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อการลงทุนระยะยาว. 

  • ชุมชน: 

ขับเคลื่อนด้วยพลังของชุมชนออนไลน์และการตลาดแบบสร้างกระแส ทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว (FOMO). 

  • ความผันผวน: 

ราคาขึ้นลงอย่างรุนแรงในเวลาอันสั้น มีความเสี่ยงสูงเหมือนการซื้อลอตเตอรี่. 

  • ตัวอย่าง: 

Dogecoin (DOGE), Shiba Inu (SHIB), PEPE. 

 

          เหรียญมีม เป็นรูปแบบหนึ่งของเงินคริปโต ทำขึ้นโดยพื้นฐานอิงกับภาพพจน์หรือเรื่องตลกในออนไลน์. แต่นี่ไม่ใช่เรื่องตลก. ครอบครัวทรัมป์ได้ทำเงินได้ในราว 3 พันล้านดอลลาร์ จากเงินคริปโตนี้ ที่ยังมีการซื้อขายมากมายกันมาจนถึงตอนนี้โดยผู้ซื้อต่างชาติทั้งหลาย. Forbes ในตอนนี้ได้ประมาณว่ามากกว่าครึ่งหนึ่งของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิทั้งหมดของทรัมป์ มาจากคริปโต (เงินดิจิทัล).   (Meme-coins are a type of crypto-currency based on an image or an online joke. But this is no joke. The Trump family has made about $3 billion from crypto so far with many purchases by foreign buyers. Forbes now estimates that over half of Trump’s entire net worth is crypto-based.)

          และด้วยทรัมป์กระทำตนทั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาและทูต/ตัวแทนสินค้าเงินดิจิตอล/คริปโตยี่ห้อของตนเอง, มันก็ยากที่จะบอกว่าในขณะนั้นเค้าทำงานหน้าที่ตำแหน่งใดของเขาอยู่. ในตอนข่วงเวลาที่ทรัมป์ได้ทำการไปเยือนเป็นทางการที่สาธารณรัฐอาหรับอามิเรตส์, บริษัทของ UAE ได้ประกาศว่าจะซื้อเงินดิจิตอลของบริษัท World liberty financial currency ของทรัมป์ 2 พันล้านดอลลาร์.  (And with Trump acting as both the president of the United States and as his crypto brand ambassador, it’s hard to tell which job he’s doing at given moment. Around the time that Trump made a state visit to the United Arab Emirates, a UAE firm announced it would buy $2 billion of Trump’s World liberty financial currency.)

          และแล้วก็มี มหาเศรษฐีพันล้าน ชาวจีน, จัสติน ซุน.   (And then there’s Chinese billionaire Justin Sun.)

          คุณอาจจะเคยได้ยินเรื่องของเขา เพราะว่า เขาได้ใช้เงิน 6.2 ล้านดอลลาร์ ซื้อ– ศิลปะแบบก้าวหน้าที่เป็นรูปกล้วยแปะเทปใช้ติดข้างฝาผนัง(avant-garde installation) – ที่เขาก็กินมันให้ดูเลยทันที. อะไรที่คุณอาจจะไม่เคยได้ยินก็คือว่า ซุน ผู้นี้ได้ถูกตั้งข้อหาอาชญากรรม/ฉ้อโกงที่เกี่ยวข้องกับเงินดิจิตอล/คริปโต. แต่ภายหลังจากที่ทรัมป์ได้รับการเลือกตั้ง, ซุนได้ลงทุนมากกว่า 115 ล้านดอลลาร์เข้าไปในหลากหลายผลิตภัณฑ์คริปโต/เงินดิจิตอลของทรัมป์. ลองเดาด็สิว่าเกิดอะไรขึ้นต่อจากนั้น?  (You might have heard of him because he spent $6.2 million buying an avant-garde installation that was a banana taped to a wall - which he then ate. What you might not have heard was that the Sun was charged with crypto-related fraud. But after Trump was elected, Sun invested more than $115 million into various Trump crypto products. Guess what happened next?)

          SEC ของทรัมป์ทันทีทันใดนั้นได้หยุดการดำเนินคดีต่อ ซุน. ช่างเป็นที่น่าสงสัยและประหลาดใจมั้ยล่ะ! SEC - คระกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ (กกต.) ของทรัมป์ ก็ยังยกเลิกการดำเนินคดีตามกฎหมายกับ Binance, ข้อกล่าวหาแลกเปลี่ยนคริปโตแห่งหนึ่งที่เคยยอมรับสารภาพผิดเรื่องการฟอกเงิน.  (Trump’s SEC suddenly stopped prosecuting Sun. How curios and bizarre! Trump’s SEC also abandoned a lawsuit against Binance, a crypto exchange that had previously pled guilty to money laundering.)

          เรื่องนี้บังเกิดขึ้นเมื่อไหร่รึ? แค่ไม่กี่วันหลังจากที่ Binance ได้เริ่มต้นลงบัญชีรายการในเงินดิจิตอล/คริปโตสกุลทรัมป์ บนตลาดของมัน. คุณคาดคิดว่า ทำไมพวกเขาได้ละทิ้งคดีเหล่านี้ล่ะ?  (When did this happen? Just days after Binance started listing a Trump crypto-currency on its marketplace. Why do you suppose they dropped these cases?)

          ข้าพเจ้าเดาว่ามันเหมือนกับ เจอร์ซีย์ เดอะ เดวิล หรือ ชูปาคาบรา, เหล่านั้นเป็นเรื่องลี้ลับทั้งหลายที่เราไม่เคยได้คลี่คลาย.   (I guess like the Jersey Devil7 or chupacabra8, those are just mysteries we’ll never unravel.)

          7 ปีศาจเจอร์ซีย์ (Jersey Devil) เป็นสิ่งมีชีวิตในตำนานหรือคริปทิด (cryptid) ที่กล่าวกันว่าอาศัยอยู่ในป่าพายน์แบร์เรนส์ (Pine Barrens) ทางตอนใต้ของรัฐนิวเจอร์ซีย์ สหรัฐอเมริกา ตำนานนี้มีอายุกว่า 250 ปี และยังคงเป็นส่วนสำคัญของวัฒนธรรมท้องถิ่นจนถึงปัจจุบันในปี 2026

          8 ชูปาคาบรา (Chupacabra) คือสัตว์ประหลาดในตำนานพื้นบ้านละตินอเมริกา มีชื่อแปลว่า "ตัวดูดแพะ" (มาจากภาษาสเปน chupar 'ดูด' และ cabra 'แพะ') ที่มีรายงานว่าโจมตีปศุสัตว์ เช่น แพะ แกะ และไก่ โดยดูดเลือดจนแห้ง มันมีรูปร่างหลากหลายตามคำบอกเล่า บางครั้งดูคล้ายสิ่งมีชีวิตสองขาคล้ายมนุษย์มีหนามแหลมบนหลังและตาสีแดง (คล้ายจากภาพยนตร์) แต่ส่วนใหญ่ที่ถูกจับหรือพบซาก มักเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอย่างโคโยตี้ที่ป่วยเป็นโรคเรื้อน ขนร่วงและดูน่ากลัวผิดปกติ 

          อย่างที่ สอง, ที่คุณต้องรู้ก็คือ, เงินดิจิตอล/คริปโต กำลังพยายามที่จะซื้อรัฐบาลของเรา.  (The second thing you must know is that, crypto is trying to buy our government.)

          นักล็อบบี้เงินดิจิตอล-คริปโตได้ใช้จ่ายเงินกว่า 195 ล้านดอลลาร์กับการเลือกตั้งแต่ 2024, และพวกเขาดูเหมือนว่ากำลังทำให้เงินพวกเขามีมูลค่ามากขึ้น. ภายในหกสัปดาห์แรกในทำเนียบ, ทรัมป์เรียกร้องให้มี “ยุทธศาสตร์ทุนสำรองเงินคริปโต/เงินดิจิตอล.- คลังสำรองสินทรัพย์ดิจิทัลที่รัฐบาลสนับสนุน, อะไรประเภทเดียวกับการสำรองน้ำมัน. แถลงประกาศนั้นทำให้ราคาเงินคริปโต/เงินดิจิตอล พุ่งกระฉูดยิงสูงขึ้นไปกว่า มอธแมนบินเสียอีก.  (The crypto lobby spent more than $195 million on the 2024 election, and they seem to be getting their money’s worth. Within his first six weeks in office, Trump called for a “Crypto Strategic Reserve9.” Trump called for a “Crypto Strategic Reserve” – a government-back stockpile of crypto assets, sort of like our oil reserve, but completely pointless. That announcement made crypto prices shoot up higher than the supposed flying Mothman10.)

          9 "a government-back stockpile of crypto assets" แปลว่า "คลังสำรองสินทรัพย์ดิจิทัลที่รัฐบาลสนับสนุน" หรือ "คลังคริปโตของรัฐ" โดยหมายถึงการที่รัฐบาลตั้งกองทุนหรือคลังเก็บรักษาเหรียญคริปโตเคอร์เรนซี (เช่น Bitcoin, Ethereum) เป็นทรัพย์สินสำรองของชาติ เพื่อใช้ประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ทางการเงิน, รักษาความมั่งคั่งระยะยาว (Store of Value) และเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจในโลกดิจิทัล. 

คำอธิบายเพิ่มเติม:

  • Government-backed: สนับสนุนโดยรัฐบาล, มีรัฐบาลเป็นผู้รับรอง.
  • Stockpile: คลังสะสม, สินค้าคงคลัง, ทรัพย์สินสำรอง.
  • Crypto assets: สินทรัพย์ดิจิทัล, สกุลเงินดิจิทัล (เช่น Bitcoin, Ethereum). 

ทำไมถึงมีความสำคัญ?

  • เทียบเท่าทองคำดิจิทัล: มองว่า Bitcoin ทำหน้าที่เหมือนทองคำในการรักษามูลค่าระยะยาว.
  • ได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์: ประเทศที่เริ่มสะสมก่อนจะมีแต้มต่อในระบบการเงินโลกที่กำลังเปลี่ยนไป.
  • สร้างความมั่นคง: เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของระบบการเงินในอนาคต.
  • ใช้สินทรัพย์ที่ยึดได้: บางประเทศอาจใช้คริปโตที่ยึดได้จากอาชญากรมาบริหารจัดการ. 

 

          10 มอธแมน (Mothman) คือสิ่งมีชีวิตลึกลับในตำนานพื้นบ้านอเมริกัน มีรูปร่างคล้ายมนุษย์สูงใหญ่ ปีกคล้ายค้างคาวหรือผีเสื้อกลางคืน และมีดวงตาสีแดงขนาดใหญ่เปล่งประกาย ซึ่งถูกพบเห็นครั้งแรกที่เมืองพอยต์เพลแซนท์ รัฐเวสต์เวอร์จิเนีย ในช่วงปี 1966-1967 เชื่อกันว่าเป็นลางบอกเหตุร้าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนเหตุการณ์สะพานซิลเวอร์บริดจ์ถล่ม ตำนานนี้โด่งดังจากหนังสือและภาพยนตร์เรื่อง "The Mothman Prophecies" และกลายเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของพื้นที่จนถึงปัจจุบัน 

ลักษณะเด่น:

  • รูปร่าง: สูงใหญ่คล้ายมนุษย์ มีปีกขนาดใหญ่ บางครั้งไม่มีคอชัดเจน
  • ดวงตา: ดวงตาสีแดงขนาดใหญ่ที่เรืองแสงและอาจมีพลังสะกดจิต
  • การเคลื่อนไหว: บินได้โดยไม่กระพือปีก หรือกระโดดจากที่หนึ่งไปอีกที่หนึ่งอย่างรวดเร็ว
  • การเชื่อมโยง: มักปรากฏตัวก่อนเกิดภัยพิบัติหรือเหตุการณ์โศกนาฏกรรม (เช่น การถล่มของสะพานซิลเวอร์บริดจ์) 

ประธานคณะกำกรรมการกำกับตลาดหลักทรัพย์ ที่ถือหางเงินดิจิตอล/คริปโต ของทรัมป์, พอล แอ็ตกินส์, ก็ได้ลงทุนอย่างหนักในเงินดิจิตอล/คริปโตทั้งหลายด้วยตัวเขาเอง. เขากำลังยกรื้อแผงกัน/ราวป้องกันทางการเงินทั้งหลายในหนทางที่จะทำให้มันง่ายขึ้นสำหรับกิจการเงินดิจิตอล/คริปโตทั้งหลาย เหมือนเช่นของทรัมป์, ที่จะขยายมันเข้าไปในตลาดใหม่. กระทรวงยุติธรรมของทรัมป์กรพะทั่งได้ ยกเลิก/ยุบ ทีมบังคับใช้กฎหมายสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ, เปิดไฟเขียวให้อาชญากรรมเงินดิจิตอล/คริปโตทั้งหลาย ทุกชนิดประเภท, ถึงแม้ว่าคนอเมริกันจะสูญเงินไปราว 9.3 พันล้านดอลลาร์ให้กับ-คริปโต สแกมในปี 2024 ที่ผ่านมา.  (Trump’s pro-crypto SEC chair, Paul Atkins11, is heavily invested in crypto himself. He’s lifting financial guardrails in ways that will make it easier for crypto firms like Trump’ to spread it into new markets. Trump’s Justice Department even scrapped the National Crypto-currency Enforcement Team12, giving a green light to all kinds of crypto crime, even though Americans lost $9.3 billion in crypto scams in 2024.)

11 https://www.npr.org/2024/12/04/g-s1-36803/trump-crypto-paul-atkins-sec-chair

12  "scrapped the National Crypto-currency Enforcement Team" แปลเป็นไทยได้ว่า "ยกเลิก/ยุบ ทีมบังคับใช้กฎหมายสกุลเงินดิจิทัลแห่งชาติ" โดยกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้สั่งยุบหน่วยงานนี้ภายใต้การบริหารของโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมคริปโตและผ่อนคลายกฎระเบียบมากขึ้น. 

บริบทเพิ่มเติม:

  • ความหมาย: ทีมนี้เคยมีหน้าที่ตรวจสอบและดำเนินคดีอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัล.
  • เหตุผลในการยุบ: การตัดสินใจนี้สอดคล้องกับนโยบายของทรัมป์ที่ต้องการทำให้สหรัฐฯ เป็นศูนย์กลางคริปโต และสนับสนุนกฎระเบียบที่ผ่อนคลายขึ้นสำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล. 

คริปโต/เงินดิจิตอล ด้วยเช่นกันได้ใช้จ่ายอย่างใหญ่โตกับการแข่งขันสู่สภาผู้แทนและวุฒิสภาสหรัฐ, กับทั้งสองพรรค, รีพับลิกันส์และเดโมแครตส์. สภาคองเกรสส์ของสหรัฐอเมริกาได้ผ่านรัฐบัญญัติที่มีชื่อว่า “GENIUS Act”,  ร่างกฎหมายกำกับดูแลที่ภาคอุตสาหกรรมคริปโตฯ ได้ล็อบบี้ผลักดัน. พรรคเดโมแครตส์ส่วนใหญ่ได้เข้าร่วมด้วยเกือบทั้งหมด, รีพับลิกันส์ทั้งหมดลงคะแนน “รับ-เห็นด้วย”. รัฐบัญญัตินี้ได้ให้การประทับตราอย่างถูกกฎหมาย ที่เรียกว่า stablecoins, ชนิดหนึ่งของเงินตราที่ World Liberty Financial ของทรัมป์ ทำและขายทั้งหลายอยู่. (Crypto also spent big on House and Senate races, on both Republicans and Democrats. Congress passed the so-called “GENIUS Act13,” a regulatory bill that the crypto industry lobbied for. A big chunk of Democrats joined nearly all Republicans to vote ‘yes’. The bill gives a stamp of legitimacy to so-called ‘stablecoins,” a type of currency that Trump’s World Liberty Financial makes and sells.) 

13 GENIUS Act (Guiding and Establishing National Innovation for US Stablecoins) คือกฎหมายฉบับแรกของสหรัฐฯ ที่ออกมาเพื่อกำกับดูแล Stablecoin (สกุลเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่) โดยกำหนดให้ผู้ออกต้องสำรองสินทรัพย์ 1:1, มีการตรวจสอบโปร่งใส, และปฏิบัติตามกฎ AML/CFT เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและสร้างเสถียรภาพทางการเงิน. 

สาระสำคัญของ GENIUS Act:

  • กำหนดเกณฑ์ผู้ให้บริการ Stablecoin: ให้สถาบันการเงินที่ได้รับการประกัน (เช่น ธนาคาร) หรือสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคารที่ได้รับการอนุมัติเท่านั้นที่สามารถออก Stablecoin ได้.
  • การสำรอง 1:1 และโปร่งใส: ผู้ออกต้องถือครองเงินสำรอง (เช่น เงินสด, พันธบัตรสหรัฐฯ) ในอัตราส่วน 1:1 และรายงานต่อสาธารณะพร้อมการตรวจสอบบัญชีรายปี.
  • ปฏิบัติตามกฎ AML/CFT: ต้องมีมาตรการป้องกันการฟอกเงิน (AML) และการสนับสนุนการก่อการร้าย (CFT) อย่างเข้มงวด.
  • คุ้มครองผู้บริโภค: ให้สิทธิ์ผู้ถือเหรียญในการรับชำระคืนก่อนเจ้าหนี้รายอื่นหากผู้ออกล้มละลาย และห้ามใช้คำที่ทำให้เข้าใจผิด (เช่น "USG", "legal tender").
  • สร้างความชัดเจน: เป็นการวางกรอบการกำกับดูแลที่ชัดเจนสำหรับตลาด Stablecoin ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว เพื่อให้สามารถใช้งานในระบบการเงินได้จริง. 

ทำไมถึงสำคัญ:

  • สร้างความน่าเชื่อถือ: ช่วยให้ Stablecoin มีความมั่นคงและน่าเชื่อถือมากขึ้นในการนำมาใช้ชำระค่าสินค้าและบริการ.
  • กระตุ้นการใช้งาน: ทำให้การทำธุรกรรมบนบล็อกเชนเป็นไปได้จริงและมีประสิทธิภาพมากขึ้น.
  • ป้องกันความเสี่ยง: ลดความเสี่ยงจากความผันผวนที่รุนแรงและปัญหาการขาดสภาพคล่องเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับคริปโตอื่นๆ. 

GENIUS Act ถูกลงนามเป็นกฎหมายโดยประธานาธิบดีสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2025 และถือเป็นก้าวสำคัญในการรวมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับระบบการเงินแบบดั้งเดิม. 

            Stablecoins อ้างสิทธิว่าที่จะเป็นเสถียรภาพมากยิ่งกว่า เพราะพวกเขาอย่างคาดหมายว่าได้ผูกอยู่กับมูลค่าของทรัพย์สินอื่นๆที่พวกเขาได้ถือครองไว้เป็นเช่นหลักประกัน, เหมือนเงินดอลลาร์ หรือตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาลทั้งหลาย.  แต่เราได้มองเห็นการพังพาบล้มลงไปแล้วอันหนึ่งเมื่อสองสามปีที่เพิ่งผ่านมา, ได้กวาดเอาเงินออมไว้ทั้งชีวิตของพวกเขาไปในการหลอกไปลงทุน(กับเงินดิจิตอล). แต่ที่คือส่วนอันตรายมากที่สุดของรัฐบัญญัติ GENIUS Act คือ มันได้ยอมอนุญาตให้คริปโต/เงินดิจิตอลเอื้อมออกไปเหมือนสัตว์อสูรในทะเลอย่างคราเกน -  Kraken ปลาหมีกยักษ์ เข้ามาในกระแสธารใหญ่ของระบบทั้งหลายทางการเงิน.   (Stablecoins claim to be more stable because they’re supposedly tied to the value of other assets that are held as collateral, like the dollar or Treasury securities14. But we already saw one collapse just a couple of years ago, wiping out some investor’s life savings. But the most dangerous part of the GENIUS Act is how it allows crypto to reach it Kraken-like tentacles into mainstream financial systems.)

          14 Treasury securities (หลักทรัพย์กระทรวงการคลัง) คือ ตราสารหนี้ที่ออกโดยรัฐบาล (เช่น รัฐบาลสหรัฐฯ) เพื่อระดมทุนสำหรับใช้จ่ายภาครัฐ โดยนักลงทุนซื้อหลักทรัพย์นี้และจะได้รับดอกเบี้ย (คูปอง) เป็นงวดๆ และได้รับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนด ทำให้เป็นสินทรัพย์ที่ ปลอดภัยสูง เพราะมีรัฐบาลค้ำประกัน แต่ให้ผลตอบแทนต่ำกว่าตราสารอื่น มีหลายประเภท เช่น ตั๋วเงินคลัง (ระยะสั้น) และพันธบัตร (ระยะยาว). 

ประเภทหลักของ Treasury Securities (สำหรับสหรัฐฯ):

  • Treasury Bills (T-Bills) (ตั๋วเงินคลัง): อายุสั้น (< 1 ปี) ขายแบบส่วนลด (ซื้อถูกกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว) ได้กำไรส่วนต่างเมื่อครบกำหนด ไม่จ่ายดอกเบี้ยเป็นงวด.
  • Treasury Notes (T-Notes) (พันธบัตรรัฐบาล): อายุ 2, 3, 5, 7, 10 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน.
  • Treasury Bonds (T-Bonds) (พันธบัตรระยะยาว): อายุ 20-30 ปี จ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน.
  • Treasury Inflation-Protected Securities (TIPS) (พันธบัตรชดเชยเงินเฟ้อ): มูลค่าต้นทุนปรับตามดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพื่อรักษาอำนาจซื้อ. 

          และนั่นนำเรามาสู่อย่าง ที่สาม, คริปโต/เงินดิจิตอล อาจสามารถพังทะลายเศรษฐกิจได้. รัฐบัญญัติ GENIUS Act เปิดประตูให้สถาบันทั้งหลายได้ลงทุนหนักยิ่งขึ้นไปอีกในคริปโต/เงินดิจิตอล, และจะกระทั่งปล่อยให้ธนาคารและบริษัทขนาดใหญ่ทั้งหลาย, เหมือนเช่น วอลมาร์ท, อะเมซอน, เฟซบุ๊ค, ได้ปล่อยออกคริปโต/เงินตราดิจิตอลทั้งหลายของพวกเขาเอง, ที่เป็นไปได้ว่ามีเป็นหลายพันคริปโตของพวกเขานั้น, ทั้งหมดโดยมีการควบคุมดูแลน้อยมาก. (And that brings us to Number three. Crypto could tank the economy. The GENIUS Act opens the door to institutions investing more heavily in crypto, and would even let banks and big corporations, like Walmart, Amazon, or Facebook, launch their own digital currencies, potentially thousands of them, all with little oversight.)

          ทรัมป์เองก็ยังเปิดประตูออกกว้าง ที่จะอนุญาตให้ผู้ดูแลแผนการลงทุนกองทุนบำนาญ 401(k) นำเงินไปลงทุนในเงินตราคริปโต/ดิจิตอลได้. นั่นคือการนำเงินออมของพวกคุณไปเสี่ยง, แม้ว่าคุณจะซื้อเงินตราคริปโต/ดิจิตอลลยี่ห้อใดก็ตาม. ดังที่เราได้เห็นมาในปี 2008 ที่ระบบทางการเงินล้มลงละลายลงไป. ความล้มเหลวในการเสี่ยงพนันทั้งหลาย สามารถทำให้คุณกลายเป็นเกิดโดมิโน เอฟเฟ็คผลกระทบต่อเนื่อง. ถ้าเพียงเงินตราคริปโต/ดิจิตอลเริ่มต้นพังทะลายลง, ดังที่พวกเขาได้ทำมันกันมาในอดีต, ผู้ลบวงทุนทั้งหลายก็น่าจะรีบเร่งขายเงินคริปโตทิ้งออกไปเพื่อเอาเงินจริงของพวกเขากลับคืนมา. นี้สามารถนำไปสู่การพังลงของธนาคารทั้งหลายอย่างมหาศาล.  (Trump has also opened the door to letting retirement plan administrators invest 401(k) funds in crypto. That could put your savings at risk, even if you buy any crypto-currencies. As we saw during the 2008 financial meltdown, The failure of risky bets can have a domino effect. If a single crypto-currency began to tank, as they have done in the past, investors would likely rush to sell off crypto to get their real money back. This could lead to massive bank runs.)

          รัฐมนตรีคลัง, สก็อตต์ เบสเสนต์ ได้คาดการณ์ว่า ภายใต้รัฐบัญญัติ GENIUS Act, บริษัทคริปโต/เงินดิจิตอลทั้งหลายสามารถที่จะจบลงด้วยการถือครองอยู่ 2 ล้านล้านดอลลาร์ ในตราสารหนี้/พันธบัตรสหรัฐอเมริกา ทั้งหลายเป็นเช่นหลักทรัพย์ค้ำประกัน. ถ้าพวกเขาจำเป็นที่จะทันทีทันใดขายสินทรัพย์เหล่านั้น เพื่อที่จะจัดการหรือป้องกันภาวะที่ผู้คนแห่ถอนเงินออกจากธนาคารอย่างรวดเร็ว, มูลค่าหลักทรัพย์ความมั่นคงทั้งหลายของสหรัฐอเมริกาอาจร่วงลงอย่างหนัก, เหนี่ยวไก/กดปุ่มให้วิกฤติการณ์ทางการเงินทั่วโลกระเบิดขึ้น. แต่ในที่สุดครอบครัวทรัมป์ก็จะร่ำรวยมหาศาลขึ้น, ถูกต้องมั้ย?   (Treasury Secretary, Scott Bessent has predicted that under the GENIUS Act, crypto firms could end up could end up holding more than $2 trillion in U.S. Treasury bills as collateral. If they had to suddenly liquidate those assets to cover a bank run, the value of U.S. securities to cover a bank run, the value of U.S. securities could plummet, triggering a global financial crisis. But at least the Trumps are getting rich, right?)

          ผมไม่เชื่อวา บิ๊กฟุต, เนสสี, หรือ โดเวอร์ เดมอน เป็นความจริง. (ขออภัย) แต่อันตรายทั้งหลายของคริปโต/เงินดิจิตอลเป็นเช่นนั้นอย่างแน่ชัด, และเราจำเป็นต้องการมากไปกว่าซูเปอร์ด็อค -  ยอดสุนัขมหัศจรรย์ ด้วยสุดยอดพลังทั้งหลายมาปกป้องเราจากพวกมัน.   (I don’t believe that Bigfoot, Nessie, or the Dover Demon are real. (Sorry) But the dangers of crypto definitely are, and we will need a lot more than a dog with superpowers to protect us from them.)  

 

 

          กรุณากดปุ่มshare - แบ่งปันวิดีโอนี้ที่ช่วยกันแพร่ขยายคำพูดเหล่านี้ออกไปด้วย(Please share this video to help spread the word.)

          https://youtu.be/gpCxV-cRY4o?si=wENSaaixyv-EoBGL

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น