โนอัม ชอมสกี - ระบอบทุนนิยม, การควบคุมสื่อ, และมายาภาพของประชาธิปไตย
Noam Chomsky: Capitalism, Media Control, & the
Illusion of Democracy
https://youtu.be/L0AVZNYE9Rc?si=AVgWuqiW7C27yrvv
เรามีชีวิตอยู่ในโลก
ที่เต็มไปด้วยข่าวสารโฆษณาที่บอกเราว่าอะไรที่ทำให้เรามีความสุข.
ภาพยนต์ทั้งหลายนำเสนอบรรยายทั้งหลายของความดีปะทะความชั่วด้วยผลลัพธ์ตอนจบที่พึงพอใจกัน.
นักการเมืองทั้งหลายกล่าวสุนทรพจน์ถึงความฝันอเมริกัน. ให้ความมั่นใจกับเราว่าประชาชาติของเรานั้นผู้ใดที่ทำงานหนักก็สามารถบรรลุความสำเร็จได้.
ช่องข่าวที่แพร่กระจายถล่มทะลายใส่เราตลอด 24 ชั่วโมง 7
วันต่อสัปดาห์ด้วยเรื่องราวของวีรบุรุษ, ผู้ร้าย และการข่มขู่เรียกร้องให้กระทำการกันอย่างเร่งด่วน.
ทั้งหมดมันทำให้รู้สึกเหมือนข่าวสารการบันเทิงง่ายๆเป็นฉากหลังของชีวิตทั้งหลายของเรา. (We lived in a world saturated with message advertisements tell
us what will make us happy. Movies offer narratives of good versus evil with
satisfying endings. Politicians speeches about the American dream. Assuring us that
in our nation anyone who works hard can achieve success. News channels 24/7
bombard us with stories of Heroes, villains and threats were told demand urgent
action. It all feels like simple information entertainment the backdrop of Our
Lives.)
แต่ถ้าอะไรการไหลเนื่องอย่างสม่ำเสมอของภาพทั้งหลายและคำบรรยายทั้งหลายนั้นไม่ได้เป็นกลาง.
ถ้าอะไรที่มันเสนอป้อนมาให้นั้นมีเจตจำนงซ่อนเร้น. นักปรัชญาและนักภาษาศาสตร์,
โนอัม ชอมสกี ได้เสนอมุมมองที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง. เขาได้โต้แย้งว่าสังคมทุนนิยมของเรา
ไม่ได้เป้นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
เพราะการไหลเนื่องของข้อมูลข่าวสารที่เราพึ่งพาอยู่ในการตัดสินใจเลือกนั้นๆ. ในอะไรที่เราซื้อ.
ในใครที่เราจะจะลงคะแนนเลือกตั้งให้. อะไรที่เราเชื่อ. เหล่านั้นไม่ใช่ของฟรีๆ
แต่เป็นการถูกผลิตสร้างขึ้นมาอย่างระมัดระวังที่จะป้อนเสนอ
เพื่อผลกำไรทั้งหลายของชนชั้นยอดบน. คนจำนวนเล็กน้อยที่อยู่ด้วยการจ่ายให้ของผู้คนทั้งหลาย.
(But what if this constant flow of images and narratives isn’t
neutral. What if it serves a hidden purpose. Philosopher and linguist, Noam
Chomsky1
offers a radically different perspective. He argued that our modern Capitalist
Society isn’t truly Democratic because the flow of information we depend on to
make choices. What we buy. Who we vote for. What we believe. Isn’t free but
carefully manufactured to serve the interests of an elite. Few at the expense of
the many.)
1 โนอัม ชอมสกี (Noam Chomsky) คือนักภาษาศาสตร์ นักปรัชญา นักปราชญ์
และนักวิจารณ์การเมืองชาวอเมริกันผู้ทรงอิทธิพล ได้รับการยกย่องเป็น "บิดาแห่งภาษาศาสตร์สมัยใหม่" ผู้เสนอทฤษฎีไวยากรณ์เชิงกำเนิด
(Generative Grammar) และการเรียนรู้ภาษาที่มีมาแต่กำเนิด นอกจากนี้ยังเป็นนักคิดปีกซ้ายที่วิพากษ์วิจารณ์นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ
และสื่ออย่างรุนแรง
สรุปข้อมูลสำคัญของ โนอัม ชอมสกี
- ประวัติ: เกิดเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม
ค.ศ. 1928 ที่รัฐเพนซิลเวเนีย สหรัฐอเมริกา
เป็นศาสตราจารย์เกียรติคุณประจำสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (MIT) และมหาวิทยาลัยแอริโซนา
- บิดาแห่งภาษาศาสตร์สมัยใหม่: ชอมสกีปฏิวัติวงการภาษาศาสตร์ด้วยแนวคิดที่ว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความสามารถในการเรียนรู้ภาษา
(Language Acquisition Device - LAD) และเสนอว่าไวยากรณ์สากล
(Universal Grammar) เป็นโครงสร้างพื้นฐานในสมอง
ไม่ใช่เพียงการเรียนรู้ผ่านการวางเงื่อนไข (Behaviorism)
- นักเคลื่อนไหวทางการเมือง: ชอมสกีมีชื่อเสียงในการเป็นนักคิดที่วิพากษ์วิจารณ์ระบบทุนนิยม
นโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯ และการครอบงำของสื่อ (แนวคิด Manufacturing
Consent) เขาอธิบายตนเองว่าเป็นนักสังคมนิยมเสรีนิยมและนักอนาธิปไตย
- ผลงาน: เขียนหนังสือมากกว่า 100 เล่ม
เช่น Syntactic
Structures, Manufacturing
Consent, และ Requiem for the American Dream
โนอัม ชอมสกี
ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในปัญญาชนสาธารณะที่ยังมีชีวิตอยู่ซึ่งได้รับการอ้างอิงถึงมากที่สุดคนหนึ่งของโลก
ชอมสกีท้าทายว่า ประชาชาตินั้นตลาดต้องเป็นอิสระในความหมายที่แท้จริงในความหมายใดๆ.
แน่นอน, คุณสามารถเลือกได้ระหว่างยี่ห้อทั้งหลายของยาสีฟัน แต่ว่าบุคคลผู้ผลิตมันขึ้นมาได้รายได้เพียงพอกับการเลี้ยงชีพด้วยหรือไม่?
คุณตัดสินว่าช่องสื่อใดที่จะเฝ้ารับชม แต่พวกเขาคนใดจะใช้เวลาทั้งสัปดาห์ทั้งหลาย
วิเคราะห์เจาะลึกไปถึงว่า ทำไมบริษัทสื่อแมวลชนใหญ่ๆเหล่านั้นถึงต้องการจะลดภาษีเงินได้ของตนทำไม
หรือไม่? ในเวลาเดียวกันที่แรงงานทั้งหลายถูกขอให้ทำงานมากเงินเพื่อเงินได้ซึ่งน้อยลง.
(Chomsky challenges is the notion that markets are free in any
meaningful sense. Sure, you can choose between brands of toothpaste but not
whether the person who makes it earns a living wage. You decide what channel to
watch but not whether any of them will spend weeks dissecting why massive
corporations need tax breaks. At the same time workers are asked to do more for
less.)
เขาได้วิพากษ์งิจารณ์ความคิดที่ว่า
ระบบของเรายินยอมให้กับ การเคลื่อนย้ายทางสังคมที่แท้จริง ขณะที่บางปัจเจกบุคคลทั้งหลายได้หลบหนีความยากจนไปแล้ว.
เขาเชื่อว่านี่ไม่ได้พิสูจน์รับรองว่าระบบนั้นยุติธรรม แต่เสนอรับใช้ที่จะคอยทำให้เราเชื่อมันกันเอาไว้.
แม้ว่าเมื่อเราตกอยู่ในโอกาส/แต้มต่อเสียเปรียบอย่างมาก. ดเขา(ชอมสกี)เห็นว่าระบอบทุนนิยมที่ไร้การควบคุมนั้นขัดต่อหลักการพื้นฐานและได้เปรียบโดยเนื้อแท้ยิ่ง.
ด้วยระบอบประชาธิปไตยในระบอบประชาธิปไตย, ผู้คนนั้นถูกคาดว่าที่จะยึดกุมอำนาจ,
กระนั้น, ชอมสกี้โต้แย้งว่าระบบเศรษฐกิจของเรามุ่งเน้นอยู่แต่ที่ความมั่งคั่ง ด้วยความเข้มข้นเยี่ยงนี้ที่ชนชั้นยอดบนจำนวนน้อย
เป็นผู้ตัดสินใจทั้งหลายอย่างแท้จริง. (He criticizes the idea that
our system allows for True Social Mobility2 while
some individuals Escape Poverty. He believes this isn’t proof the system is
fair but serves to keep us believing in it. Even when the odds are stacked
against us, he sees unfettered capitalism as inherently at odds. With democracy
in a democracy, the people are supposed to hold power, yet, Chomsky argues our
economic system concentrates wealth with such intensity that this small Elite
Class3
ends up making the real decisions.)
2 True Social Mobility แปลว่า "การเคลื่อนย้ายทางสังคมที่แท้จริง" หรือ "การขยับสถานะทางสังคมอย่างแท้จริง" หมายถึง
ความสามารถที่บุคคลจะสามารถพัฒนาหรือเปลี่ยนแปลงฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม (ชนชั้น)
ของตนเองได้ โดยขึ้นอยู่กับความสามารถ ความพยายาม และทักษะส่วนบุคคล
มากกว่าพื้นฐานครอบครัว
องค์ประกอบสำคัญ:
- ความเท่าเทียมกันของโอกาส: ทุกคนมีโอกาสเข้าถึงการศึกษา
สาธารณูปโภค และงานที่ดี
- การเคลื่อนย้ายระหว่างรุ่น (Intergenerational Mobility): ลูกสามารถมีฐานะที่ดีกว่าพ่อแม่ได้
- ลดความเหลื่อมล้ำ: ไม่ติดอยู่ในระบบชนชั้นที่ตายตัวหรือระบบวรรณะ
คำนี้มักใช้อธิบายสังคมที่เปิดกว้าง (Open System) ซึ่งเป็นธรรมและยืดหยุ่น
โดยที่ "ต้นทุนชีวิต" ไม่ใช่ตัวกำหนดความสำเร็จสูงสุดของชีวิต.
3 Elite
Class (ชนชั้นนำ/อภิชน) คือ กลุ่มคนกลุ่มเล็กๆ
ในสังคมที่มีสถานะสูงสุด ครอบครองความมั่งคั่งมหาศาล อำนาจทางการเมือง
และอิทธิพลทางสังคมอย่างสูง คนกลุ่มนี้มักเป็นผู้กำหนดทิศทางของสังคม มีการศึกษาสูง
หรือสืบทอดฐานะจากตระกูลเก่าแก่ ได้รับสิทธิพิเศษต่างๆ
และแยกตัวออกจากชนชั้นกลางหรือชนชั้นแรงงานอย่างชัดเจน
ลักษณะสำคัญของ Elite Class
- ความมั่งคั่งและอำนาจ: เป็นกลุ่มที่ร่ำรวยที่สุด
(Top 1%) มีทรัพย์สินจากการลงทุนหรือการสืบทอด
และมีอำนาจในการตัดสินใจสำคัญในสังคม
- อิทธิพลทางสังคม: มีบทบาทสูงในการกำหนดแนวคิด
วัฒนธรรม และทิศทางเมือง
- การศึกษาและเครือข่าย: มักได้รับการศึกษาระดับสูง
และมีการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์ภายในกลุ่มตนเอง
- การสืบทอด: มักเกิดในตระกูลที่มีชื่อเสียงหรือมีฐานะเดิม
ทำให้สถานะทางสังคมเป็นแบบสืบทอด
ในปัจจุบัน Elite ไม่ได้หมายถึงเพียงขุนนางหรือเจ้าของที่ดินในอดีต แต่รวมถึงมหาเศรษฐี
ผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่ และผู้มีอำนาจทางการเมือง
นักการเมืองทั้งหลายพึ่งพาอยู่กับการบริจาคเงินทั้งหลายของชนพวกนั้น
ดังนั้นจึงให้บริการรับใช้ซึ่งผลกำไรทั้งหลายของพวกเขาเป็นอย่างแรก ไม่ใช่เหล่าผู้ลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง.
บริษัททั้งหลายลอบบี้ ต้านแย้งนโยบายทั้งหลายที่เป็นผลประโยชน์ต่อสังคม
แต่อาจตัดเอาไปเป็นสิ่งที่ทำกำไรทั้งหลายนของพวกเขา เหมือนเช่นการกำกับควบคุมสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด,
ค่าจ้างแรงงานขั้นต่ำที่สูงขึ้น หรือสิทธิของแรงงานทั้งหลายในการรวมตัวกันเป็นสหภาพ
เพื่อสถานภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิม. ชอมสกีเชื่อว่าสำหรับระบบนี้ที่จะทำหน้าที่ประโยชน์ต่อผูเคน
จำเป็นที่จะต้องรู้สึกได้เหมือนว่าพวกเขาได้โอกาสที่จะพูด และโอกาสที่สำคัญในการเลือก.
นี้ที่เขาโต้ค้านคือ ทำไมการเลือกตั้งทั้งหลาย
ถึงกลายเป็นเหมือนการแสดงละครฉากใหญ่
ที่มุ่งเน้นไปที่ตัวตนและสีสันของตัวบุคคลมากนัก.
(Politicians rely in donations so serve their interests first not those
of the voters. Corporations lobby against policies that benefit Society but
might cut into their profits things like strong environmental regulations
higher minimum wages or the right of workers to unionize for better conditions.
Chomsky believes that for this system to function people need to feel like they
have a say and that their choices matter. This he argues is why elections are
such spectacles so focused on personalities.)
พวกเราถูกสนับสนุนให้ต่อสู้กันอย่างดุเดือดในประเด็นความขัดแย้งทางนโยบายที่ถือว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย
ในขณะที่โครงสร้างพื้นฐานของระบบเศรษฐกิจ และใครคือผู้ได้ประโยชน์อย่างแท้จริงจากการที่มันยังคงถูกห้ามถกเถียงกันในสาธารณะ.
ยิ่งไปกว่านั้น, ชอมสกีโต้ค้านว่า การควบคุมอยู่เหนือข่าวสารนั้นเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่จะธำรงอำนาจนี้เอาไว้.
พลวัตถ้าคุณไม่ได้เข้าใจว่าระบบมันทำงานอย่างไร,
อย่างไรที่การตัดสินใจทั้งหลายที่กระทบต่อชีวิตของพวกคุณ ได้ถูกทำขึ้นอย่างแท้จริงเพื่อให้พวกคุณน้อยลงไปไกลเกินกว่าที่จะท้าทายแข่งขันพวกเขาได้อย่างมีประสิทธิภาพ. (We’re encouraged to wage
passionate battles over relatively minor policy differences while the
fundamental structure of the economic system
and who truly benefits from it remains mostly off limits for public debate.
Furthermore, Chomsky argues that control over information is essential to
maintaining this power. Dynamic if you don’t understand how the system works,
how the decisions that impact your life are truly made then you’re far less
likely to challenge them effectively.)
นี่คือจุดที่ผลงานอันเลื่องชื่อของเขา
อย่าง Manufacturing Consent เข้ามามีบทบาท ซึ่งวิเคราะห์ถึงวิธีการอย่างไรที่บริษัทนั้นได้เป็นเจ้าของสื่อ
ก่อรูปความเข้าใจของพวกเราของโลกที่จะรับใช้ผลกำไรทั้งหลายที่ไกลไปจากของเราเอง. ชอมสกีไม่ได้ปฏิเสธว่าบางข่าวสารทั้งหลายเป็นเรื่องจริงการเลือกตั้งทั้งหลายบังเกิดเหตุการณ์อุบัติขึ้น
ทั้งหลายขึ้น แต่ความเพ่งสนใจของเขาทอดวางอยู่กับอะไรคือที่ได้ปกปิดว่า
มันได้ถูกนำเสนออย่างไร และสำคัญอย่างเท่าเทียมในเรื่องราวอะไรได้ถูกลดความสำคัญลงไป
หรือหายไปอย่างสิ้นเชิงในหนังสือ manufacturing consent ของเจา. (This is where his famous work manufacturing
consent comes in which analyzes how the corporate owned media shapes our very
understanding of the world to serve interests that are far from our own.
Chomsky does not deny that some news is factual elections happen events occur
but his Focus lie on what gets covered how it’s presented and equally
importantly what stories are downplayed or disappear entirely in his book manufacturing
consent.)
ชอมสกีและตามมาด้วย
เอ็ดเวิร์ด เฮอร์มาน ได้เสนอแบบจำลองการโฆษณาชวนเชื่อของสื่อ,
เขาได้โต้ค้านว่าองค์กรข่าวกระแสหลักทั้งหลาย
แม้กระทั่งว่าเหล่าผู้ที่ภาคภูมิใจในตนเองของพวกเขา พวกเขาภาคภูมิใจในความเป็นกลาง
แต่สุดท้ายแล้วก็ต้องรับผิดชอบต่อเจ้าของและผู้ลงโฆษณาทั้งหลายนั้น. สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องอาศัยการบงการจากกลุ่มลับหลังม่านเพื่อตัดสินใจทิศทางการนำเสนอข่าวเสมอไป.
มันแนบเนียนกว่านั้นตรงที่หนังสือพิมพ์ต้องพึ่งพารายได้จากการโฆษณา
และพวกเขามักจะไม่ทำสกู๊ปข่าวสืบสวนสอบสวนเพื่อเปิดโปงการละเมิดแรงงานของเจ้าของโฆษณารายใหญ่ที่สุดของตัวเอง
(Chomsky along with Edward
Herrman4
proposes a propaganda model of the media he argued that mainstream news
organizations even those that Pride themselves on objectivity are ultimately
beholden to their ownership and advertisers. This doesn’t necessarily require
shadowy cabals dictating editorial decisions. It’s more subtle newspapers rely
on Advertising revenue and aren’t likely to run investigative pieces exposing
the labor abuses of their biggest Advertiser.)
4 https://en.wikipedia.org/wiki/Edward_Herrmann
ตัวอย่างเช่น, บรรณาธิการทั้งหลายเข้าใจดีว่า
เรื่องราวที่ช่วยสร้างยอดคลิกหรือตรึงคนดูไว้กับหน้าจอ
ช่วยส่งเสริมผลตอบแทนคือความโกรธแค้น หรือเพื่อการปลุกปั่นความตื่นตระหนก
มากไปกว่าการวิเคราะหก์เชิงลึกที่อาจทิ้งไว้ให้ผู้คนได้รู้สึกในอารมณ์ที่ผสมปนเปกัน,
มากยิ่งกว่าที่จะกระตุ้นให้มองเห็นว่าอะไรบังเกิดขึ้น. ถัดไป, ชอมสกีเชื่อว่า
นอกจากนี้ยังมีกระบวนการคัดกรองที่กำหนดบรรทัดฐานว่าเนื้อหาแบบใดคือข่าว,
ที่การกระทำของฝ่ายศัตรูของทางการจะถูกตรวจสอลมากกว่าฝ่ายพันธมิตร. (For example, editors understand
that stories driving clicks or keeping views glued to the set help the bottom-line
rewarding outrage or for fear-mongering. Rather than in-depth analysis that
might leave people feeling complex emotions rather than the urge to see what
happens. Next, Chomsky believes there are also filters determining what counts
as news actions of official enemies get scrutinized far more than those of
allies.)
ตัวอย่างเช่น, เขา(ชอมสกี)ได้โต้ค้านว่า มีการเพ่งสนใจกับ การมุ่งเน้นไปที่ความล้มเหลวของตัวบุคคล
กำลังดึงความสนใจไปจากปัญหาเชิงโครงสร้าง/เชิงระบบ ดังนั้นเราได้การปกปิดของ เรามักจะเห็นข่าวประโคมกันไม่จบไม่สิ้นเกี่ยวกับคนธรรมดาแค่คนเดียวที่โกงระบบสวัสดิการ
แต่กลับมีการรายงานเพียงน้อยนิดเกี่ยวกับช่องโหว่ทางภาษีของบริษัทข้ามชาติที่ทำให้สังคมต้องสูญเสียเงินนับพันล้าน.
ชอมสกีชี้แนะไม่ได้มากเกินไปในการทำให้เราเชื่อคำโกหกหน้าด้านๆ แต่เพื่อที่จะปรับแต่งรูปขอบเขตทั้งหลายของการโต้วาทีถกเถียงให้เป็นที่สามารถยอมรับได้.
ดังนั้น, ในขณะที่คุณจะมีสื่อซึ่งมีอคติเอนเอียงทั้งฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา, อะไรที่พวกเขาแทบจะไม่เคยถามเลยคือ
ความคิดที่ว่าระบอบทุนนิยมเสรี เป็นระบบซึ่งเป็นไปได้ดีที่สุด หรือว่าการแทรกแซงทางทหารข้ามทะเลไป
เป็นการยุติธรรมในบางครั้งสำหรับเหตุผลเยี่ยงมนุษย์อยู่เหนือผลกระทบใดๆ.
(For example, he argues there’s a focus on individual failings distracting
from systematic problems so we get endless coverage of a single person scam the
welfare system but scant reporting on how corporate tax loopholes cost Society billions
the goal. Chomsky suggests isn’t so much to make us believe blatant lies but to
shape the boundaries of acceptable debate. So, while you’ll have left and right
leaning Outlets what they rarely question is the idea that unfettered
capitalism is the best possible system or that military interventions overseas
are sometimes Justified for humanitarian reasons the overall effect.)
ชอมสกีเชื่อว่า การที่จะทำให้ประชากรทั้งหลายสงบลง คือการทำให้เรารู้สึกว่าได้รับข้อมูลและเกี่ยวพันด้วย
ขณะที่ในความเป็นจริงการตัดสินใจทั้งหลายที่ได้ตกลงใจจริงๆปรับแต่งรูปของชีวิตทั้งหลายของเรา
ได้ถูกทำขึ้นอยู่เบื้องหลังประตูทั้งหลายซึ้งขับเคลื่อนโดย การมุ่งแสวงหาผลกำไรอย่างไม่ลดละ
และเพื่อผลประโยชน์ชองคนกลุ่มน้อยที่ร่ำรวย. การวิดเคราะห์ของชอมสกี ระบายสีภาพให้เห็นถึงสถานการณ์ที่สิ้นหวัง/มืดมน
ของระบบที่ถูกบงการ เพื่อการแสวงหาผลกำไรของกลุ่มคนส่วนน้อยที่มีอำนาจ
ไม่เพียงแค่บั่นทอนความเป็นอยู่ที่ดีทางเศรษฐกิจ ของเราเท่านั้น แต่ยังบิดเบือนความรู้สึกถึงความยุติธรรมและโอกาสความเป็นไปได้ด้วย. (Chomsky believes is to pacify the
population making us feel informed and engaged while in reality the decisions
that truly determine the shape of our lives are made behind closed doors driven
by the Relentless pursuit of profit and the interests of a wealthy minority.
Chomsky’s analysis paints a bleak picture a rigged system where the pursuit of
profit by a powerful minority undermines not just our economic well-being warps
our sense of fairness and possibility.)
เขาแนะนำว่า
ความไม่เสมอภาค ไม่ได้เป็นความบกพร่องที่ระบบจำเป็นต้องการที่จะซ่อมแก้
แต่กุญแจเครื่องมือของการควบคุม เมื่อบางผู้คนมั่งคั่งร่ำรวยขึ้นมาอย่างไม่สามารถจินตนาการได้
มันก็ง่ายกว่าที่จะปักใจว่าการดิ้นรนต่อสู้เหล่านั้นเพื่อทำให้พบกับความจบสิ้น ว่าปัญหาทั้งหลายของพวกเขาเองไม่ได้เกิดขึ้นโดยนโยบายทั้งหลาย
ที่เอื้ออำนวยคนร่ำรวย แต่โดยความเกียจคร้าน หรือการตัดสินใจทั้งหลายที่เลวร้าย. การถูกโจมตีด้วยโฆษณาอย่างต่อเนื่องที่บอกว่าความสุขอยู่ที่การซื้อของชิ้นต่อไป
ยิ่งทำให้เราไขว้เขวจากการตั้งคำถามถึงสาเหตุที่แท้จริง. แม้จะทำงานหนักมากแค่ไหน
ชีวิตที่ดีและมั่นคงก็มักจะดูเหมือนไกลเกินเอื้อม. การทำลายสิ่งแวดล้อมก็ไม่ใช่ผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ของระบบทุนนิยมเช่นกัน.
เขาแนะนำว่า (He suggests that
inequality isn’t an error the system needs to fix but a key tool of control when
some people have unimaginable wealth it’s easier to convince those struggling to
make ends meet that their own problems aren’t caused by policies that favor the
rich but by laziness or bad decisions the constant bombardment of advertisements
telling us happiness lies in the next purchase further distracts us from
questioning why. Even working incredibly hard a decent secure life often feels Out
of Reach. Environmental Devastation too isn’t an unfortunate
side effect of capitalism.)
ในมุมมองของชอมสกี, แต่เป็นความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก
การละเลยความปลอดภัยของประชาชน และความเสี่ยงต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว
เมื่อสื่อสามารถที่จะสาดโคลนเกี่ยวกับความจริงของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เส้นทางเป็นอิสระสำหรับพวกเขาที่จะจัดลำดับความสำคัญในผลกำไรระยะสั้นมากกว่าโลกของเราจะเป็นอย่างไร
ในขณะที่เราถูกกระตุ้นเรียกร้องให้พยายามทำตัวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในระดับบุคคล.
ชอมสกี้จะโต้ค้านว่า การรีไซเคิลไม่ว่าจะมากแค่ไหน
ก็ไม่สามารถชดเชยความเสียหายเชิงระบบที่เกิดจากโมเดลเศรษฐกิจที่ตั้งอยู่บนฐานของการบริโภคไม่รู้จบ
และการวางแผนจงใจทำให้สินค้าเสื่อมสภาพเร็วขึ้น. แนวคิดที่ท้าทายที่สุดประการหนึ่งของโนอัม
ชอมสกี คือ เสรีภาพอย่างยิ่งทั้งหลายนั้นที่พวกเราส่วนมากยึดติด
เป็นอุปสรรคอย่างยิ่งใหญ่ที่จะกระทำการเปลี่ยนแปลงความเชื่อที่ว่า โชคชะตาของเราทอดวางนอนอยู่ในมือของเราเองเท่านั้น
ซึ่งสามารถทำใหก้เรามืดบอดต่อแรงกำลังทั้งหลายที่รุมเร้าไม่ได้เข้าข้างเรา. (In Chomsky’s view but a
logical consequence when corporations can wield power to weaken regulations
when media can muddy the waters about the reality of climate change the path is
free for them to prioritize immediate profits over the planet itself while
we’re urged to make individual eco-friendly choices. Chomsky would argue that
no amount of recycling can make up for the systemic damage of economic model
based on endless consumption and planned obsolescence. Perhaps
Chomsky’s most challenging idea is that the very freedoms most of us cherish
are the greatest obstacle to enacting change believing Our Fate lies solely in
our own hands can blind us to the forces stacked against us.)
เมื่อการเลือกตั้งทั้งหลายได้ถูกปฏิบัติเหมือนงานแข่งขันกีฬา
และข่าวทั้งหลายก็เสนอความโกรธแค้นให้เราเสพกันอย่างต่อเนื่อง. ชอมสกีแนะนำว่า
มันควรสร้างสรรค์สำนึกชองการมีส่วนร่วมโดยปราศจากโอกาสใดในการที่จะเปลี่ยนแปลงทิศทางของสังคมเราอย่างแท้จริงให้ผิดหวังหงุดหงิด,
สับสนและแบ่งแยก เรากลายเป็นมีแนวโน้มที่จะเรียกร้องระบบที่ดีกว่าโดยรวม. (When elections are treated like
sporting events and news offers a constant diet of outrage, Chomsky suggests it
creates a sense of participation without any chance to truly alter the course
of our society frustrated, confused and divided we become less likely to
collectively demand a better system.)
ชอมสกีไม่ได้ขอให้เรามองโลกในแง่ร้าย แต่ขอให้ตระหนักรู้. เขา(ชอมสกี)เชื่อว่า
การกบฏครั้งแรก คือการที่เข้าใจว่า อย่าวงไรที่อำนาจได้ปฏิบัติการอย่างแท้จริง.
ถึงตอนนั้นแล้วเราจึงจะหยุดการเสียเปล่าในพลังงานของเราไปบนเวทีต่อสู้ทางการเมือง
หรือการเสาะหาความพึงพอใจผ่านการซื้อสินค้าอย่างไม่สิ้นสุด การทำงานที่แตกต่างกันของการสร้างสรรค์ประชาธิปไตยที่บริการรับใช้ทุกคน.
มันคือการตระหนักว่า "อิสรภาพที่แท้จริง"
นั้นมีความหมายมากกว่าแค่การมีสิทธิ์เลือกเลือกรสชาติไอศกรีม. การรวมพลังกันปรับเปลี่ยนสังคมให้ทุกคนมีชีวิตที่สมเกียรติและมีความเป็นอยู่ที่ดีบนโลกที่ยั่งยืน ซึ่งเป็นแนวคิดที่มุ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการพัฒนาอย่างสมดุล
(Sustainability) เพื่อรองรับประชากรทุกคน (Chomsky isn’t asking us
to be cynical but aware. He believes the First Act of Rebellion is to
understand how power truly operates. Only then can we stop wasting our energy
on staged political fights or seeking fulfillment through endless buying, the different work of creating a democracy that serves
everyone. It’s about recognizing that real Freedom means more than the ability to
pick a flavor of ice cream. But the power to collectively shape Society such
that everyone can live a dignified life on a sustainable Planet.)
งานของโนอัม ชอมสกี สามารถทิ้งให้เรารู้สึกได้ทั้งโกรธและไร้อำนาจ.
การวิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาของเขาเผยให้เห็นความจริงที่น่าอึดอัดใจเกี่ยวกับระบบต่างๆ
ที่พวกเราส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงดูขึ้นมาที่จะเชื่อ ไม่ว่ามันจะเป็นความยุติตามธรรมชาติของตลาดทั้งหลาย
หรือความคิดที่ว่าประชาธิปไตยของเราสะท้อนอย่างแท้จริงถึงเจตจำนงของผู้คน.
ผู้คน, มันเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องจดบันทึกว่าไม่ใช่ทุกคนที่เห็นด้วยว่า
คำถามทั้งหลายที่เขายกขึ้นมานั้น สมควรได้รับความสนใจของพวกเรา ว่าบริษัทใหญ่ทั้งหลายนั้นมีอิทธิพลมากเกินไปในทางการเมืองและในการปรับแต่งรูปข้อมูลข่าวสารที่เราได้รับ
ได้ครอบงำเราด้วยภาพลักษณ์อันสวยงามของการเลือกตั้ง ทำให้เราไขว้เขวไปจากการเปลี่ยนแปลงเชิงลึกยิ่งกว่าที่จำเป็นต่อการสำหรับการเป็นแค่สัวงคมที่มีวัฒนธรรมผู้บริโภค
ถูกสร้างขึ้นด้วยมายาภาพ. (Noam Cjomsky’s work can leave us
feeling both angry and Powerless. His unflinching analysis reveals
uncomfortable truths about systems most of us were brought up to believe in
whether it’s the inherent fairness of markets or the idea that our democracy
truly reflects the will of people. People, it’s important to note that not everyone
agree with his assessment some find him too radical or believe he
underestimates the importance of individual action and the progress achieved under
our current system. Yet even Chomsky’s critics likely agree that the questions
he raises deserve our attention do corporations wield too much influence in politics
and in shaping the information we receive does our obsession with the spectacle
of Elections distract us from deeper changes needed for a just Society is our
consumer culture built on an illusion.)
การแสวงหาไร้ที่สิ้นสุดของการครอบครองวัตถุนั้น สามารถที่จะทดแทนประชาธิปไตยที่แท้จริงและสำนึกของเจตจำนงที่ถูกต้องได้.
ชอมสกีไม่ได้สนใจในคำตอบที่ทำให้อุ่นใจสบายใจ,
เป้าหมายของเขาคือการปลุกเร้าดเราให้ตื่นขึ้นจากความพึงพอใจของตนเองที่ถูกสร้างขึ้น.
เขาต้องการให้เราที่จะถามคำถามกับอะไรที่เราได้ถูกบอกมาตลอดทั้งหมดในชีวิตของเรา
ไม่ใช่โยนใส่ง่ายๆกับคู่ต่อสู้ทางการเมืองทั้งหลาย หรือกับผู้นำต่างชาติทั้งหลาย,
แต่บรรยายและระบุได้ถึงอะไรที่เราพินิจพิจารณาว่าเป็นเรื่องยุติธรรมตามปกติ
และกระทั่งความเป็นไปได้ของการเปลี่ยนแปลอันแท้จริง. ชอมสกี้อยากที่จะแบบว่าโต้ค้าน
ด้วยการเริ่มต้นปฏิเสธที่จะยอมรับต่อโลกดังที่มันได้ถูกนำเสนอต่อเรา
และที่จะเรียกร้องบางอย่างที่ดีกว่านี้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเองทั้งหลาย
แต่เพื่อผู้คนทั้งหมด. (That
the endless pursuit of material possessions can ever substitute for genuine democracy
and a sense of collective purpose. Chomsky isn’t interested
in comforting answers his goal is to provoke us to awaken us from a
manufactured complacency. He wants us to question what we’ve been told all our
lives not simply about political opponents or foreign leaders but narratives that
Define what we consider normal fair and even possible true change Chomsky would
likely argue begins with the refusal to accept the world as it’s been presented
to us and to demand something better not just for ourselves but for all.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น