ริชาร์ด เมอร์ฟี - เงินคริปโต ปะทะ ปัญญาประดิษฐ์ – ฟองสบูไหนจะแตกก่อน?
Crypto vs AI —
which bubble bursts first?
https://youtu.be/9oP9HPhB-VI?si=spQFrALwa0Z-m3qT
อะไรที่จะสามารถเหนี่ยวไกการระเบิดครั้งหน้า? (What could
trigger the next crash?)
อะไรกำลังที่จะเป็นสาเหตุของการระเบิดครั้งหน้า?
มันเป็นคริปโต/เงินดิจิตอล ด้วยสัญญาของมันที่ว่ามาแทนที่เงินธนบัตร?
หรือว่ามันคือ AI ด้วยสัญญาของมันที่เข้ามาแทนที่การคิด?
ทั้งคู่ได้ถูกแส่ซ้องสรรเสริญโดยผู้สนับสนุนพวกเขาทั้งหลายและผู้ชื่นชอบทั้งหลาย
เป็นเช่นความก้าวหน้าครั้งสำคัญที่กำลังจะเปลี่ยนแปลงโลกดังที่เรารู้จักมัน.
แต่พูดกันตามตรงนะ, แต่ละพวกมันขึ้นอยู่มากยิ่งกว่าขึ้นอยู่กับความเชื่อและการปั่นกระแส
มากกว่าตัวตนหรือเนื้อหาสาระที่แท้จริง, อย่างน้อยก็ที่มาถึงตอนนี้. (What is going to cause the next
clash? Is it the crypto1 with
its promise to replace money? Or is it AI with its promise to replace thinking?
Both are hailed by their proponents and fans as revolutionary breakthroughs
that are going to change the world as we know it. But frankly, each of them
depends more on belief and hype than it does on any form of substance, at least
so far.)
1 คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency หรือ Crypto) คือสินทรัพย์ดิจิทัลรูปแบบหนึ่งที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคนิคทางคอมพิวเตอร์ที่เรียกว่าการเข้ารหัส
(Cryptography) ทำงานผ่านระบบ บล็อกเชน (Blockchain) ซึ่งเป็นระบบกระจายศูนย์ (Decentralized)
ทำให้ไม่ต้องผ่านตัวกลางอย่างธนาคาร ปลอดภัยสูง และปลอมแปลงได้ยาก ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสินค้า บริการ หรือลงทุน
โดยมีมูลค่าผันผวนตามกลไกตลาด
ลักษณะสำคัญของคริปโทฯ
- ดิจิทัลและไร้ศูนย์กลาง: เป็นสินทรัพย์ที่จับต้องไม่ได้
ไม่มีธนาคารกลางหรือรัฐบาลควบคุม
- การรักษาความปลอดภัย: ใช้เทคโนโลยี Blockchain บันทึกข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และแก้ไขข้อมูลยาก
- การใช้งาน: ใช้เป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน (เช่น Bitcoin,
Ethereum) หรือใช้ลงทุนเพื่อทำกำไร
- ประเภทของเหรียญ: มีทั้งคริปโทฯ ที่เป็นสกุลเงินหลัก
(Coin) และเหรียญทางเลือก (Altcoins)
ดังนั้น,
คำถามนั้นคือไม่ว่าฟองสบู่ทั้งหลายของการโฆษณาเกินความจริง ที่ในตอนนี่ยรอบอยู่ทั้งสองของพวกเขาจะระเบิดขึ้น
แต่ที่ซึ่งหนึ่งในพวกเขาจะไปก่อน. คริปโตได้ถูกขายว่าเป็นเช่น ประชาธิปไตยดิจิตอล.
มันเป็นคำสัญญาของเงินโดยปราศจากการเข้ามาเกี่ยวข้องของรัฐหรือธนาคารทั้งหลาย. วาทกรรมดังกล่าวได้เป็นเสรีนิยมโดยสมบูรณ์สุดโต่ง.
มีการที่จะกำลังหลบหนีจากการกำกับดูแล(จากรัฐ), หลบหนีจากภาษี,
หลบหนีจากความรับชอบ. (So, the question is not whether the bubbles
of hype that now surround both of them will burst but which one of them will go
first. Crypto was sold as digital democracy. It is a promise of money without
the involvement of states or banks. The rhetoric was wholly libertarian. There
was going to be an escape from regulation, an escape from the tax, an escape
from accountability.)
มายาคติของอิสรภาพแบบคริปโต (The myth of crypto freedom)
นี้ได้เป็นอิสรภาพโดยปราศจากรัฐที่จะมาควบคุมบังคับมัน.
และกระนั้น, ก็ยังไม่มีอะไรพวกนั้นได้จัดส่งมาเลย. เอาละ, ส่วนใหญ่ของมันทั้งหมด. การไน้ซึ่งเสถียรภาพก็ไม่ได้มีอยู่. (This was freedom without the state to constrain it. And yet, none of
that has been delivered. Well, almost none of it. The unaccountability does
exist.)
การฉ้อฉลนั้นมีอยู่จริง. อาชญากรรมนั้นมีอยู่จริง. และการหลบหนีจากการกำกับดูแลได้มีอยู่จริงเพราะว่าเทคโนโลยีบล็อกเชนแม้จะมีอุปสรรคใดๆก็ยังอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้
ตรงข้ามกับทุกอย่างที่ได้ถูกบอกกล่าวเกี่ยวกับมันโดยผู้สนับสนุนทั้งหลายของมัน. แต่ความสัจจริงก็คือว่า
คริปโตไม่ได้กลายมาเป็นสกุลเงินตรา. มีการเคลื่อนไหวมากมายในคริปโต.
ผมเข้าใจมันเต็มที่เลย. เงินสดจำนวนมหาศาลที่มีมูลค่าเป็นดอลลาร์
หรือปอนด์หรือเยนหรือยูโร หรืออะไรก็ตามที่ได้โยนลงไปที่ตลาดนี้
ไม่มีอะไรของมันจริงๆที่ถูกใช้เพื่อการแลกเปลี่ยน. นี่คือการลงทุนในวาทกรรม.
คริปโต/สกุลเงินดิจิทัลใดๆที่ถูกสร้างขึ้นในโลกนี้
ไม่มีสาระสำคัญใดๆ เลย. (The fraud does exit. The crime
does exist. And the escape from regulation does exist because the blockchain
permits that despite everything that is said about it by its proponents. But
the truth is that Crypto has not become a currency. There’s lots of activity in
crypto. I fully it. Vast quantities of real money valued in dollars or pounds
or yen or euro or whatever are thrown at this market none of it is really being
used for exchange. This is about investment in hype. There is no substance to any
of the cryptocurrencies created in the world.)
ถึงแม้ว่าเหล่านั้นที่ได้ถูกคาดหวังว่าเรียกว่าเป็น เหรียญมั่นคง ไม่ได้มีความแน่นอนกับมูลค่าของพวกมันเลย และไม่ว่าพวกมันจะมีจริงๆกับมูลค่าของพวกมันเลย ไม่ว่ามันจะ ความสามารถในการแลกเปลี่ยนกันได้อย่างแท้จริงนั้นแฝงอยู่ในชื่อของพวกเขาอยู่แล้ว. ทั้งหมดนั้นได้กำลังถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยคริปโต คือ การแกว่งตัวของราคาแต่ละวัน และไม่ใช่มูลค่าของสินทรัพย์ใดเลย. และนั่นทำให้เกิดการกระจุกตัวของอำนาจในตลาด โดยไปอยู่ในมือของคนกลุ่มเล็กๆ เพียงไม่กี่คน. แต่มันเป็นเรื่องปกติหรือ? (Even those which are supposedly called stable coins2 are uncertain as to their value and whether they really have the true exchangeability is implicit in their name. All that is being created by Crypto is volatility and not value. And that has concentrated power in a few new hands in the market. But has it actually?)
2 Stablecoin (สเตเบิลคอยน์)
คือสกุลเงินดิจิทัลที่ออกแบบมาให้มีมูลค่าคงที่ โดยมักผูกตรึง (Peg) ไว้กับสินทรัพย์สำรองที่มีความมั่นคง เช่น เงินดอลลาร์สหรัฐ (1:1) หรือทองคำ
เพื่อลดความผันผวนของราคา ซึ่งต่างจากคริปโตเคอร์เรนซีทั่วไปอย่าง Bitcoin ทำหน้าที่เป็นสื่อกลางการแลกเปลี่ยน ปลอดภัยจากการเหวี่ยงของราคา
และเป็นสะพานเชื่อมระหว่างโลกการเงินดั้งเดิมกับโลกบล็อกเชน
ประเภทของ Stablecoin
Stablecoin แบ่งหลักๆ ออกเป็น 4 ประเภท
ตามวิธีการรักษาเสถียรภาพ:
1. Fiat-collateralized (ใช้เงินเฟียตค้ำประกัน): มีเงินสกุลหลัก
(เช่น USD) สำรองไว้ตามสัดส่วน เช่น USDT, USDC
2. Crypto-collateralized (ใช้คริปโตค้ำประกัน): ใช้เหรียญคริปโตอื่นค้ำประกันไว้ในระบบบล็อกเชน
(On-chain) เช่น DAI
3. Algorithmic (ใช้อัลกอริทึม): ใช้สัญญาอัจฉริยะ (Smart
Contract) ปรับลด/เพิ่มจำนวนเหรียญอัตโนมัติเพื่อรักษาราคา
4.
Commodity-collateralized
(ใช้สินค้าโภคภัณฑ์ค้ำประกัน): อิงมูลค่ากับทรัพย์สิน
เช่น ทองคำ
การฉ้อฉลของคริปโต,
การปั่นราคา, และการล่มสลาย (Crypto’s
fraud, hype, and collapse)
มูลค่าของคริปโตพึ่งพาอยู่กับเกือบจะทั้งหมดคือการค้นพบผู้ซื้อรายใหม่ๆเพื่อเงินคริปโต.
คนโง่เง่าคนนั้นยังคงเข้ามาตามราคาที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ ซึงถูกสร้างขึ้นโดยผู้เล่นรายใหม่ล่าสุดที่เข้ามาในตลาดนี้.
ก็นั่นแหละครับ นิยามของคำว่า แชร์ลูกโซ่ ของแท้เลย.
และในระหว่างหนทางนั้น, พลังงานจำนวนมหาศาลได้ถูกใช้ และความฉ้อฉลหลอกลวงได้ทำลายความน่าเชื่อถือในจริยธรรมของมันไปด้วยตลอดเวลา.
(Crypto’s
value depends almost entirely on finding new buyers for crypto. The bogger fool
keeps on coming in to follow the price hike that has been created by the last
new entrance into this market. That of course is the definition of a Ponzi
scheme3. And on the way, vast amounts of real
energy is used and frauds have destroyed its moral credibility over time.)
3 Ponzi scheme (หรือที่คนไทยคุ้นเคยในชื่อ "แชร์ลูกโซ่") คือ
รูปแบบการฉ้อโกงผ่านการลงทุนที่หลอกล่อเหยื่อด้วยสัญญาว่าจะให้ผลตอบแทนสูงลิ่วในระยะเวลาอันสั้น
โดยแทบไม่มีความเสี่ยง
กลไกการทำงาน
แทนที่จะนำเงินไปลงทุนในธุรกิจจริงตามที่อ้าง
ผู้บงการจะใช้ "เงินจากนักลงทุนรายใหม่" มาจ่ายเป็นผลตอบแทนให้ "นักลงทุนรายเก่า" เพื่อสร้างภาพลักษณ์ว่าธุรกิจมีกำไรและน่าเชื่อถือ
สัญญาณเตือนภัย (Red Flags)
- ผลตอบแทนสูงผิดปกติ: มักการันตีกำไร เช่น 10-50% ต่อเดือน ซึ่งสูงกว่าการลงทุนทั่วไปอย่างมาก
- ความเสี่ยงต่ำหรือไม่มีเลย: อ้างว่าเป็นการลงทุนที่ปลอดภัยและมีกำไรสม่ำเสมอไม่ว่าสภาวะตลาดจะเป็นอย่างไร
- ความซับซ้อนและคลุมเครือ: มักอ้างกลยุทธ์การลงทุนที่
"เป็นความลับ" หรือเข้าใจยากเกินไป (เช่น AI, Crypto, หรือ Arbitrage)
- ปัญหาการถอนเงิน: เมื่อมีคนต้องการถอนทุนคืนจำนวนมากหรือหาคนใหม่มาเติมไม่ทัน
ระบบจะเริ่มจ่ายเงินช้าและล่มสลายในที่สุด
ที่มาและตัวอย่างชื่อดัง
- Charles Ponzi: ชาวอิตาลีผู้ริเริ่มกลโกงนี้ในสหรัฐฯ ช่วงปี 1920 โดยหลอกลงทุนในคูปองไปรษณีย์ระหว่างประเทศ
- Bernie
Madoff: เจ้าของแชร์ลูกโซ่ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก
ซึ่งสร้างความเสียหายกว่า 6.5 หมื่นล้านดอลลาร์ก่อนถูกจับในปี
2008
ข้อควรระวัง: สำนักงาน ก.ล.ต. (SEC) และ Investor.gov เตือนเสมอว่า
"หากข้อเสนอนั้นฟังดูดีเกินจริง มันมักจะเป็นเรื่องโกหก"
เพราะว่า
เรามาทำให้กระจ่างชัดกัน, ทุกอย่างที่ผมกำลังพูดเกี่ยวกับข้อจริงว่าการฉ้อฉลหลอกลวงบังเกิดขึ้นด้วยคริปโตนั้นได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง.
การแลกเปลี่ยนและสกุลเงินของแต่ละเอกชนทั้งหลายทั้งหมดนั้นได้ล้มเหลวลง
เพราะไม่มีอะไรหนุนหลังค้ำประกันอะไรพวกมันเลย. และผมขอเน้นย้ำ, ผมเชื่อเช่นนี้,
ว่าสิ่งนี้ยังขยายขอบเขตไปไกลถึงขั้นครอบคลุม Stablecoins (เหรียญที่มีมูลค่าคงที่)
ด้วยเช่นกัน. (Because let’s be clear, everything
that I’m saying about the fact that frauds happen with crypto is based on fact.
Whole exchanges and individual currencies have failed because there is no
backing to them. And I stress, I believe, that this even extends as far as
stable coins.)
ความคลั่งไคล้ได้ปลอมตัวมาในคราบของนวัตกรรม
ในกรณีของคริปโต. แต่ความจริงก็คือ
เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าเหตุการณ์ความคลั่งไคล้ดอกทิวลิป (Tulip Mania) ในศตวรรษที่ 17. (Mania has dressed itself up as innovation
in the case of crypto. But the truth is there is no more to this than there was
to the tulip mania4 of the
17th century.)
4 Tulip Mania หรือความคลั่งไคล้ดอกทิวลิป คือภาวะฟองสบู่เก็งกำไรครั้งแรกของโลกที่เกิดขึ้นในเนเธอร์แลนด์ช่วงทศวรรษ 1630 (ยุคทองของดัตช์)
ซึ่งราคาหัวทิวลิปหายากพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่สมเหตุสมผลจนเทียบเท่าราคาบ้าน
ก่อนจะพังทลายลงอย่างฉับพลันในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1637 ส่งผลให้เกิดความเสียหายทางการเงินแก่ผู้เก็งกำไรจำนวนมาก
สรุปประเด็นสำคัญของ Tulip Mania:
- สาเหตุ: เกิดจากความนิยมในดอกทิวลิปที่มีลวดลายแปลกใหม่
ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส (Broken Bulbs) ทำให้กลายเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยแสดงฐานะทางสังคม
- จุดสูงสุด: ในช่วงปี 1634–1637 ราคาหัวทิวลิปพุ่งสูงขึ้นกว่า
10-20 เท่าของรายได้รายปีของช่างฝีมือ
- ฟองสบู่แตก: ราคาดิ่งลงอย่างรวดเร็วในเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ. 1637
ทำให้สัญญาซื้อขายที่ทำไว้ไร้ค่าและคนจำนวนมากหมดตัว
- คำเปรียบเปรย: ปัจจุบันใช้คำนี้เรียกพฤติกรรมเก็งกำไรอย่างบ้าคลั่งโดยไม่คำนึงถึงมูลค่าพื้นฐานที่แท้จริง
แม้จะเชื่อกันว่าเป็นวิกฤตเศรษฐกิจร้ายแรง แต่บางแนวคิดจาก นักวิชาการสมัยใหม่ มองว่าความเสียหายอาจถูกกล่าวเกินจริง
และเน้นบทเรียนเรื่องจิตวิทยาฝูงชนและความโลภมากกว่าผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
ปัญญาประดิษฐ์
- AI
เกี่ยวข้องอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างไปในการปั่นกระแส. ปัญญาประดิษฐ์
- AI ได้เป็นตลาดรูปใหม่ของการปฏิวัติอุตสาหกรรม; อันหนึ่งที่เข้ามายึดในความต้องการที่ผู้คนในการคิด. มีการกล่าวอ้างว่า AI สามารถทำให้ทุกอย่างเป็นไปโดยอัตโนมัติ
ตั้งแต่กฎหมายไปจนถึงเรื่องความรัก. และผมได้เห็นบทความทั้งหลายในประเด็นจุดนี้.
เบื้องหลังวาทกรรมทั้งหลาย, อย่างไรก็ตาม, มันก็มีการผูกขาดทั้งหลายโดยร่วมมือกันของบริษัทใหญ่ๆอย่างมหาศาล.
(AI
involves a different form of hype. Ai has been marketed as a new form of
industrial revolution; one takes over the requirement that people think. The
claim is that AI can automate everything from the law to love. And I have seen
articles on the last point. Behind the rhetoric, however, there are massive
corporate monopolies.)
มายาภาพของ การปฏิวัติปัญญาประดิษฐ์ - AI (The
illusion of AI revolution)
พวกเขาควบคุมข้อมูลและบรรดาอำนาจการประมวลผลที่กำลังขับเคลื่อน ปัญญาประดิษฐ์
– AI. และเรากำลังจะมองเห็นว่ามีการเติบโตอย่างเข้มข้นในตลาดหลักทรัพย์ของสหรัฐอเมริกา
ที่ซึ่งบริษัทใหญ่โตที่สุดทั้งหมดผู้ได้ขับเคลื่อนอย่างมากที่สุดในการอุบัติขึ้นมาในมูลค่าของตลาดทั้งหลายเหล่านั้น
ตลอดสองสามปีที่ผ่านมา ที่ปัญญาประดิษฐ์ – AI
ได้ตั้งอยู่ในหนทางเดียวกัน. มีการกล่าวอ้างว่ากำลังจะเกิดปรากฏการณ์
'ผลิตภัณฑ์ปาฏิหารย์ (Productivity Miracle)’ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์ – AI. และนั่นคือทำไทมที่บริษัททั้งหลายเหล่านี้มีมูลค่าสูงขึ้นมามากเหลือเกิน.
แต่กระนั้นก็ตาม, ไม่มีใครรู้ว่าผลิตภัณฑ์ปาฏิหาริย์นี้อยู่ที่ไหน.
(They are control data
and all the computing power that really driving AI. And we’ll seeing that
concentration grow in US stock markets where all the seven largest companies
who have driven most of the rise in the value of those markets over the last
couple of years are AI based in some way. The claim is that there is going to
be a productivity miracle as a consequence of the use of AI. And that is why
these firms are so highly valued. But as yet, nobody knows where the
productivity miracle is.)
ไม่มีใครรู้ว่าเราจะไม่ได้ใช้เวลาส่วนใหญ่ในอนคต
คอยตามไล่แก้ไขในสิ่งที่ปัญญาประดิษฐ์ – AI ได้สร้างทำไว้. และการปลุกปั่นชวนเชื่อนั้นได้ซ่อนเร้นต้นทุนที่ต้องจ่ายไว้อย่างมหาศาล.
ต้นทุนทั้งหลายของพลังงานและของการเฝ้าระวังติดตามและของแรงงานที่ถูกเข้ามาแทนที่. (Nobody knows that we won’t actually all be spending a lot of time in
the future correcting the mistakes that AI has made. And the hype hides enormous
costs. Costs of energy and of surveillance and of labor displacement.)
ปัญญาประดิษฐ์ – AI ไม่ได้คิด. ทั้งหมดที่ปัญญาประดิษฐ์ – AI ทำก็คือแค่จดจำแบบรูปทั้งหลายในพฤติกรรม. คำมั่นสัญญาเรื่องความฉลาดนั้นเป็นเรื่องเท็จโดยสิ้นเชิง แม้แต่ชื่อของมันก็ยังทำให้เข้าใจผิดได้. มันไม่ได้สร้างสรรค์อะไรสักอย่างขึ้นมาใหม่เลย. ทั้งหมดที่มันสามารถทำได้คือเอาอะไรที่เป็นอยู่แล้วมาควบคุมมัน. และผลที่ตามมาก็คือ ปัญญาประดิษฐ์จะไม่ใช่ขั้นตอนต่อไปของการปฏิวัติอุตสาหกรรม เพราะวิวัฒนาการต้องการนวัตกรรมและนั่นไม่ได้คืออะไรที่ปัญญาประดิษฐ์สามารถทำได้.) (AI does not think. All AI does is recognize patterns in behavior. The promise of intelligence is simply false. The name is misleading. It can’t actually create something new. All it can do is take what is and manipulate it. And the consequence is that AI is not going to be the next stage in the industrial revolution because an evolution requires innovation and that’s not what AI can do.)
อำนาจ, ความกลัว, และการผูกขาดใน ปัญญาประดิษฐ์ – AI
(Power, fear, and
monopoly in AI)
ดังนั้น,
ฟองสบู่ปัญญาประดิษฐ์ – AI ไม่ได้เป็นแค่ทางการเงินเท่านั้น,
มันคือจริยธรรมและนัยสำคัญของการมีอยู่ของมันเช่นกัน. ข้อเท็จจริงคือทั้งคริปโตและปัญญาประดิษฐ์
– AI
ในตัวพวกมันเองเป็นเช่นเทคโนโลยีที่ช่วยปลดแอก. ในทางปฏิบัติ,
ทั้งคู่ต่างเข้มข้นในความมั่งคั่ง, พลังงาน, และความควบคุมอยู่ในมือแค่สองสามรายมาก.
และทั้งคู่ต่างก็พึ่งพาอยู่กับนิทานความมีอิสรภาพจากรัฐบาล หรืออิสรภาพจากแรงงาน
ในการที่จะดึงดูดการลงทุน. และทั้งคู่ต่างก็กำลังเปลี่ยนผันพลังงานเชิงสังคมเข้าไปสู่กำไรจากการเก็งกำไร,
ปล่อยให้เศรษฐกิจแท้จริงอดอยากกับการขาดแคลนทรัพยากรทั้งหลายที่มันจำเป็นต้องการ
เพื่อที่จะจัดการกับปัญหาที่แท้จตริงทั้งหลายที่ดเรารู้ๆกัน,
เรากำลังเผชิญหน้ากับทุกอย่าง ตั้งแต่ด้านที่อยู่อาศัยไปถึงสิ่งแวดล้อมที่ไหลบ่าท่วมแนวป้องกันและทุกๆสิ่งอื่น.
(So. AI’s bubble is not only financial, it is moral and existential as
well. The fact is both crypto and AI themselves as emancipatory technologies.
In practice, both concentrate wealth, energy, and control in very few hands.
And both rely on stories of freedom from government or freedom from labor to
attract investment. And both are converting social energy into speculative
profit, leaving the real economy starved of the resources it needs to tackle
the real problems that we know, we face in everything from housing to the
environment to flood defenses and everything else.)
ฟองสบู่คริปโตถูกขับเคลื่อนโดยความโลภและมันได้กำลังเริ่มแฟบตัวลงแล้ว.
เรากำลังได้เห็นการระเบิดแตกออกในเร็วๆนี้, การร่วงลงมา 30% ในมูลค่าของบางอย่างเหล่านี้ที่ถูกเรียกว่าทรัพย์สินทั้งหลายในช่วงแค่หนึ่งวัน.
ฟองสบู่นั่นสามารถที่จะแฟบลงไปไกลได้อีกในไม่ช้า. ไม่มีมูลค่าใดอยู่เบื้องหลังสิ่งใดในตลาดคริปโต.
ในทางตรงข้ามตัดกันต่อความโลภในตลาดคริปโต, ฟองสบู่ของปัญญาประดิษฐ์
– AI ได้ถูกขับเคลื่อนไปด้วยความกลัว. ความกลัวที่จะพลาดโอกาสและการถูกร่วงอยู่ข้างหลัง. (The crypto bubble driven by greed and it is already deflating.
We’ve seen a recent
crash, a fall of 30% in the value of some of these so-called
assets in the space of a
day. That bubble could deflate even further very soon. There is no value behind
anything in the crypto market. In contrast to greed in the crypto market, the
AI bubble is driven by fear. The fear of missing out and of falling behind.)
ความโลภ, ความกลัว และฟองสบู่ของการเก็งกำไร (Greed,
fear, and the speculative bubble)
บริษัทใหญ่โตทั้งหลายกำลังโยนเป็นพัน ๆล้านของดอลลาร์, ปอนด์, ยูโร,
และเยน เข้าไปสู่ภาคส่วนปัญญาประดิษฐ์ – AI. ทั้งหมดเพราะว่าพวกเขาเป็นห่วงเกี่ยวกับการถูกทิ้งอยู่ข้างหลัง.
แต่พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรที่พวกเขาได้เป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับการถูกทิ้งไว้ข้างหลังจากอะไร.
พวกเขาไม่รู้ว่าคู่แข่งขันประชันกันทั้งหลายกำลังที่จะค้นพบอะไร. (Large companies
are throwing billions of dollars, pounds, euros, and yens into the AI sector.
All because they are worried about being left behind. But they don’t know what
they’re worried about being left behind from. They don’t know what their competitors
are going to find.)
และมันเป็น โรคหวาดระแวงนั่นที่ผู้ประชันขันแข่งทั้งหลายอาจค้นพบการใช้ปัญญาประดิษฐ์
– AI ที่พวกเขาไม่รู้เกี่ยวกับการขับเคลื่อนความกลัวของพวกเขา
และการใช้จ่ายของพวกเขาเช่นกัน. แต่ก็แค่เหมือนกับคริปโต,
เมื่อเงินหยุดเข้าไปข้างใน, ดังที่มันจะทำ, เพราะว่าที่บางจุดหนึ่ง ผู้คนกำลังที่จะตระหนักรู้ได้ว่า
กำลังจะมีการไม่มีอัตราตอบแทนกลับมาในเงินที่กำลังใช้จ่ายไปกับปัญญาประดิษฐ์
– AI นั่น,แล้วตลาดนี้ก็จะพังทลายลง
เพราะคำมั่นสัญญาเรื่องผลผลิต ที่คาดหวังไว้จะไม่เกิดขึ้น อย่างน้อยก็ในระยะสั้น. (And it’s that paranoia5 that the competitor might find a use for AI
which they don’t know about that is driving their fear and so their spending.
But just like crypto, when the money stops going in, as it will do, because at
some point people going to realize there is going to be no rate of return on
the money being spent on AI, then this market will collapse because its promise
of productivity is not going to happen at least in the short term.)
5 Paranoia (พารานอยด์)
คือภาวะหวาดระแวงหรือความผิดปกติทางความคิด ที่ทำให้บุคคลมีความรู้สึกระแวง
เคลือบแคลงสงสัยในผู้อื่นอย่างไม่มีเหตุผลหรือเกินจริง เช่น
เชื่อว่ามีคนจ้องทำร้าย ปองร้าย หรือถูกคบคิดกลั่นแกล้ง
ซึ่งเป็นอาการที่พบได้ในโรคทางจิตเวช เช่น โรคจิตเภท (Schizophrenia) หรือ โรคหลงผิด (Delusional Disorder) ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสังคม
ลักษณะอาการหลักของ Paranoia:
- ความเชื่อฝังใจ (Delusion): เชื่อมั่นในความคิดหวาดระแวงว่าเป็เรื่องจริง
แม้จะมีหลักฐานยืนยันตรงกันข้าม
- หวาดระแวงผู้อื่น: สงสัยว่าคนรอบข้างไม่น่าไว้วางใจ
จะโกง หรือทำร้ายตนเอง
- ตีความสถานการณ์ผิด: มองเหตุการณ์บังเอิญเป็นเจตนาไม่ดี
เช่น คิดว่าคนอื่นซุบซิบนินทา
- ป้องกันตัวตลอดเวลา (Defensive): มีท่าทีเป็นศัตรู
หรือตั้งรับอยู่เสมอ
- แยกตัว: แยกตัวเองออกจากสังคมเพราะความไม่ไว้วางใจ
สาเหตุของอาการหวาดระแวง:
- โรคทางจิตเวช: โรคจิตเภท (พบได้บ่อยกว่า 70%), โรคบุคลิกภาพผิดปกติแบบหวาดระแวง (Paranoid Personality
Disorder), โรคหลงผิด
- ปัญหาสุขภาพจิต: ความเครียดสูง, โรควิตกกังวล,
โรคซึมเศร้า
- สาเหตุอื่นๆ: การใช้สารเสพติดบางชนิด, โรคทางสมอง
มันอาจจะเป็นได้ในเวลา
20 หรือ 25 ปี. เราอาจจะได้เห็นผลประโยชน์ทั้งหมดที่จะได้รับอย่างแท้จริงกันในตอนนั้น.
แต่ตามมาตราส่วนของเวลาขนาดนั้น เหล่าผู้ที่อยู่ในตลาดในตอนนี้คิดว่า
เป็นเรื่องเกี่ยวข้องกำการพิจารณาวินิจฉัยถึงอัตราการตอบแทนที่พวกเขาต้องการในการลงทุนของพวกเขา,
ไม่มีโอกาสเลยที่พวกเขาจะมองเห็นผลผลิตที่ได้รับทั้งหลายที่พวกเขาต้องการ. เช่นนั้นเราจำเป็นต้องถอยออกมายืนดู.
(It might in 20 or 25 years’ time. We might see all real gains by then.
But over the time scales that those in the market now think are relevant to
determine the rate of return they require on their investment, there is no
chance at all that they will see the productivity gains that they want. We need
therefore to stand back.)
อนาคตไม่สามารถถูกสร้างทำขึ้นได้กับการปั่นราคา
หรือคริปโต เหรียญหรือตัวรหัสทั้งหลายเพียงลำพัง. การก้าวหน้าแท้จริงหมายถึงการลงทุนในผู้คน,
ในการดูแลสุขภาพ, และผลผลิตที่ยั่งยืน. เราจำเป็นต้องการเทคโนโลยีที่รับใช้สังคม,
ไม่ใช่การคาดเดาที่กลั่นกรองออกมาจากมัน.
(The future cannot
be built on hype or crypto coins or code alone. Real progress means investing
in people, in care, and sustainable production. We need technology that serves
society, not speculation that extracts from it.)
การปลุกปั่นโฆษณาเกินจริง ไม่สามารถสร้างอนาคตได้ (Why
hype can’t build the future)
ระบบปัญญาที่แท้จริงเดียวเท่านั้น
ก็คือที่วางอยู่บนพื้นในความร่วมมือสหการของมนุษย์ และนั่นไม่ใช่อย่างสัมบูรณ์สิ้นว่าอยู่ใน ปัญญาประดิษฐ์ – AI หรือคริปโต หรือแม้กระทั่งเทคโนโลยี.
เราต้องทำงานร่วมกัน. และความยุ่งยากเดือดร้อนก็คือเรามีเช่นนั้นได้ก็เมื่อเราอาจเจอการแตกระเบิดกันเสียก่อนที่เราจะตระหนักรู้ถึงเรื่องนี้.
นี่คือความหวาดกลัวใหญ่โตของผม. หนึ่งหรือทั้งสองของแหล่งทรัพยากรทั้งหลายของการปลุกปั่นโฆษณาเกินจริง
ที่ซึ่งในตอนนี้อยู่ภายใต้การปั่นหมุนมากที่สุดของมูลค่าของตลาดหลักทรัพย์ทั้งหลาย
และตลาดทางการเงินทั้งหลาย และอย่างจริงแท้การเติบโตของ GDP ทั่วโลกที่นักการเมืองพร่ำเพ้ออยู่กับมัน กำลังห้อยแขวนความหวังของพวกเขาไว้ที่อาจจะล้มเหลว.
และเราจำเป็นต้องย้อนกลับไปที่มูลฐานทั้งหลาย. และมูลฐานทั้งหลายก็คือทั้งหมดเกี่ยวกับคุณและผม
และไม่ใช่เครื่องจักรมี่เข้ามาอยู่ระหว่างเราทั้งสองนั้น. (The only truly intelligent system is one that is grounded in human
cooperation and not ultimately in AI or crypto or even tech. We have to work
together. And the trouble we have is we may have a crash before we realize
this. That is my big fear. One or both of these two sources of hype that are
now underpinning most of the value of stock markets and financial markets and
indeed the growth in GDP around the world on which politicians are hanging
their hope might fail. And what we need to do is realize that could happen. And
we need to go back to fundamentals. And fundamentals are all about you and me
and not the machine that comes between us.)
ความก้าวหน้าอย่างแท้จริงคือ การลงทุนในผู้คน (Real progress means investing in people)
ขอขอบคุณสำหรับการรับชมวิดีโอนี้. ถ้าคุณได้เพลิดเพลินกับมัน,
ได้โปรดกดคลิกปุ่ม Like กับ Subscribe
เพราะว่าพวกเขาได้ช่วยอย่างแท้จริงต่อเราแพร่กระจายคำพูดกับYouTube. อย่างสำคัญ, ว่าคุณน่าจะได้มองดูตอนอื่นข้างใต้วิดีโอนี้
ที่มันพูดอะไรมากขึ้น? และที่นั้นคุณจะพบlinkไปที่บล็อกของผม. (Thanks for watching this video. If you’ve enjoyed it, please do click
the like and subscribe buttons because they do genuinely help us spread the
word on YouTube. As importantly, could you have a look at the section below
this video where it says more? And there you’ll find a link to my blog.)
และถ้าคุณติดตามนั่นเพื่อlinkเฉพาะไปที่ทางเข้าบล็อกของผมได้เกี่ยวพันกับวิดีโอนี้,
คุณจะค้นพบคำบรรยายของวิดีโอนี้ และมากมายของวัตถุดิบที่เกี่ยวพัน, บวกกับข้อความแจ้งเตือนสำหรับการแซท
GPT ที่คุณสามารถใช้ที่จะเขียนจดหมายต่อ สมาชิกรัฐสภาของคุณกับเนื้อหาทั้งหลายของวิดีโอนี้,
ที่จะพลิกหันคุณเข้าไปสู่นักรณรงค์เคลื่อนไหว, ที่จะเป็นสิ่งอันยิ่งใหญ่ที่จะทำ. (And if you follow that for the specific link to the blog entry related
to this video, you’ll find a transcript of this video and lots of other related
material, plus a chat GPT prompt that you could use to write a letter to your
MP on the contents of this video, which will turn you into a campaigner, which
will be a great thing to do.)
ในท้ายสุดนี้, ถ้าคุณได้นิยมชมชื่นอย่างแท้จริงกับงานนี้ที่เรากำลังทำ,
คุณสามารถคิดที่จะบริจาคสนับสนุนเราได้ไหม? ถ้าคุณชอบที่จะทำเช่นนั้น, มี link อยู่ใต้ล่างนี้ หรือคุณสามารถพบบล็อกอันเดียวเท่านั้น ที่ซึ่งมีปุ่ม Coffee
และบอกว่า
“กรุณาซื้อกาแฟให้ฉัน.”
ขอบคุณเป็นอย่างมาก, และเราหวังว่าจะได้พบกับคุณอีกในไม่ช้านี้. (Finally, if you do appreciate the work we’re
doing, can you think about giving us a donation? If you’d like to do so,
there’s a link below or you can find one only blog where there’s a Coffee
button saying, “Please buy me a coffee.” Thanks a lot, and we’ll see you again
soon.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น