หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 2 - การศึกขององค์กาลกี

กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 2 - การศึกขององค์กาลกี

The Kalki Purana1: Part 2 The Military Campaign of Lord Kalki. #hindu #kalki

          https://youtu.be/QatyphD57g0?si=C0KoWy774c4GqiGE

          1 ปุราณะ (Purāṇa) คือวรรณกรรมภาษาสันสกฤตกลุ่มใหญ่ที่บันทึกตำนาน ประวัติศาสตร์โบราณ เทพปกรณัม และประเพณีของศาสนาฮินดู นิยมแต่งเป็นโศลกคู่เพื่อเล่าเรื่องเทพเจ้าสำคัญ (เช่น วิษณุ ศิวะ เทวี) กำเนิดจักรวาล และวงศ์กษัตริย์ จัดเป็นคัมภีร์รองที่เข้าถึงมวลชนได้ง่ายกว่าพระเวท เชื่อกันว่ารวบรวมโดยฤาษีวยาส 

สาระสำคัญของปุราณะ:

  • ประเภทหลัก (Mahapuranas): มี 18 เล่มหลัก เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าองค์ต่างๆ
  • ประเภทรอง (Upapuranas): มี 18 เล่มรอง ขยายความเรื่องราวท้องถิ่นหรือหัวข้อเฉพาะทาง
  • เนื้อหา 5 ประการ (Pancha Lakshana): การสร้างโลก (Sarga), การสร้างโลกใหม่ (Pratisarga), ลำดับวงศ์เทวดาและฤาษี (Vamśa), ยุคสมัยของมนู (Manvañtara) และประวัติวงศ์กษัตริย์ (Vamśānucaritam)
  • ช่วงเวลา: แต่งขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึง 10
  • ความสำคัญ: เป็นหัวใจของศาสนาฮินดูร่วมสมัยที่เน้นการบูชาเทพเจ้า (Bhakti) และสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและธรรมะ

 

          วิดิโอนี้ตาอเนื่องมาจาก “กาลกี ปุราณะ. ภาคที่ 1 – การจุติอุบัติขององค์กาลกี”. ตอนนี้, เราได้เรียนรู้ว่านั่นจะปรากฏให้เห็นในอีก 427,000 ปีต่อจากนี้ไป. เรายังได้เรียนรู้ถึงเป้าประสงค์การลงมาจุติของพระองค์, และชีวิตในวัยเยาว์และการสมรส, ที่ได้บอกเล่าโดยสูตะ โกสวามี. ภารกิจปฏิบัติการขององค์กาลกีคือการที่จะกำจัดย้ายปีศาจชั่วร้ายทั้งหลายออกไปจากโลก, และสถาปนายุคทองของ สัตยา ยุค.  (This video is a continuation of ‘The Kalki Purana, Part 1 – The Descent of Lord Kalki.  There, we learn that will appear around 427,000 years from now. We also learn the purpose of his descent, and his youth and marriage, as narrated by Suta Goswani. Lord Kalki’s mission will to remove all the many demoniac beings from the world, and establish the golden Satya yugas.)

          เราหยิบยกจากการเริ่มต้นนั้นมากขึ้นไปอีกในภารกิจปฏิบัติการนั้น ภายหลังจากที่พระองค์ออกจากเมืองเกิดของพระองค์, สัมภาลา. เป้าหมายทางทหารอันดับแรกของพระองค์คือนครบาปแห่งคีคาต, อาศัยอยู่โดยมนุษย์ทั้งหลายชดใช้กรรมอยู่ในภพภูมิกึ่งสวรรค์. ไม่มีเจตจำนงที่จะโอบรับเอาในหลักการทั้งหลายในศาสนาใด หรือจริยธรรมทั้งหลายใดๆ, กองกำลังของคีคาตกรูกันออกมาเพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพขององค์กาลกี. แต่กองทัพของพระองค์นั้นแข็งแกร่งและพวกเขาก็บดขยี้ศัตรูทอันต่ำทรามทั้งหลายนั้นจนแหลกละเอียดไปสิ้น. ผู้นำทั้งหลายของคีคาตแล้วก็ได้ส่งอัศวินทั้งหลายของพวกเขาเพื่อที่จะโจมตี: บางรายของพวกนั้นขี่มาบนหลังสัตว์เหมือนม้าที่คล้ายสัตว์ร้ายที่มีฟันทั้งหลายเหมือนจระเข้. มันเป็นภาพที่น่ากลัวยิ่ง, แค่นักรบขององค์กาลกีก็บดขยี้มันลงไปสิ้น.   (We pick up from the beginning of the more…unpleasant of that mission’ As he left his birth town of Sambhala. His first military target was the sinful city of Keekat, inhabited by humans within a semi-celestial realm of karmic retribution. Unwilling to embrace religious or moral principles, Keekat’s forces ran out to confront Kalki’s army. But the Lord’s army was strong and they pulverized their degraded enemies. Keekat’s leaders then sent their knights to attack: some of them rode on horse-like creatures with teeth resembling crocodiles. It was a frightful sight, but Kalki’s men prevailed.)

          ด้วยกองกำลังของตนกำลังเกือบจะพ่ายแพ้, จักรพรรดิแห่งคีคาค, จิน, ได้เข้ามาสู่ฉากรบ. เขามาไม่เชื่อในอะไรนอกไปจากประสาทสัมผัส/อายตนะในความกระหายต้องการของตน. เขาได้เข้าโจมตีองค์กาลกีด้วยตนเอง ด้วยทั้งหมดที่เขาจะทำได้, และกระทั่งเกือบจะฟาดเอาพระองค์หล่นลงจากหลังม้าได้เ. แต่ในท้ายที่สุด, จัร่างของจักรพรรดิจินก็นอนตายอยู่บนพื้นดิน. (With his forces on the verge of defeat, the Emperor of Keekat, Jin, entered the scene. He believed in nothing but his own sense gratification. He personally attacked Kalki with all his might, and even maned to knock him from his horse. The battle turned into hand-to-hand combat. But eventually, Emperor Jin’s body lay dead on the ground.)

          ชุฑโธดาน, น้องชายของจักรพรรดิจิน, ก็เข้ามาโจมตีองค์กาลกีและพันธมิตรใกล้ชิดของพระองค์. โดยไม่สามารถที่จะเอาชนะพวกเขาได้, ชุฑโธดานก็ได้ใช้เวทย์มนตร์ของตนที่จะส่งอีกปางหนึ่งของสัมหารา กาลี มา. นางได้ทำให้เกิดความโกลาหฃวุ่นวายขึ้นบนสนามรบ, แสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามยิ่งนัก. อย่างไรก็ตาม, เมื่อองค์กาลกีได้เข้าไปหา, แทนที่จะโจมตีพระองค์, นางกลับรวมร่างเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระวรกายอันเป็นทิพย์ของพระองค์ เพราะนางคือผู้ซึ่งจงรักภักดีอย่างพิสุทธิ์แท้จริง.   (Shuddhodan, brother of Emperor Jin, then attacked Kalki and his closest allies. Unable to defeat them, Shuddhodan then used his mystic powers to summon a version of Samhara Kali. She caused chaos on the battlefield, proving to be formidable. However, when Kalki approached, instead of attacking Him, she simply merged into His transcendental body because she was a devotee.)

          ด้วยกองทัพอันกล้าหาญขององค์กาลกี, การประหัตประหารได้ดำเนินต่อไป. หลายล้านของลูกธนูได้ยิงออกไปและช้างศึกทั้งหลายและสัตว์ร้ายหลากหลายมากมายได้เข้าไปสู่สนามรบ. มีเลือดและเนื้อไหลนองกองท่วมปะปนกันไปทั่วแผ่นดิน และมากมายของชายข้าศึกก็ถูกบดขยี้ไปทั้งสิ้น. ทหารชายทั้งหลายขององค์กาลกีต่างตกใจที่ได้เห็นกองทัพสตรีของคีคาต นั่งคร่อมขี่มากับยานพาหนะหลากหลายชนิด, เตรียมพร้อมที่จะบุกเข้าโจมต. ตามรหัสยะของกษัตริย์นักรบ,องค์กาลกีได้ปฏิเสขที่จะเข้ารบกับพวกนาง. แต่ภายหลังการเจราความเมืองกันแล้ว, สตรีเหล่านั้นก็ยังคงตั้งหอกสามง่ามในท่าเตรียมโจมตีอยู่. แต่ด้วยการจัดการของพระองค์, หอกศึกนั้นก็ได้พูดต่อสตรีเหล่านั้นที่กุมถือพวกมันอยู่, อธิบายถึงว่าพวกมันไม่สามารถทำร้ายองค์กาลกีให้บาดเจ็บได้.  (With Kalki’s army encouraged, the onslaught continued. Millions of arrows were fired and elephants and various other animals entered the battlefield. There was a mass of blood and fresh strewn across the land and many of the male enemy perished. Kalki’s men were the shocked to see an army of Keekat women astride various types of vehicles, preparing to attack. Following ksatrita warrior code, Kalki refused to engage them. But after some words of diplomacy, the women still poised their tridents in attack position. But by the Lord’s arrangement, the weapons spoke to the women that carried them, explain that they will not be able to injure Kalki.)

          ภายหลังการตรัสเหตุผลมากขึ้นจาก หองทัพสตรีเหลบ่านั้นก็ยืนลดอาวุธลง. หลังจากนั้น, องค์กาลกีและกองกำลังสุดยอดของพระองค์ก็ดำเนินต่อไปที่จะเอาชนะต่อยักษ์รากษสบางตนที่อาศัยอยู่ในป่านั้น. พวกมันเป็นลูกหลานอันยิ่งใหญ่ของกุมภกัณฑ์ผู้มีชื่อเสียง. เมื่อกองทัพขององคืกาลกีได้สำรวจตรวจตราพื้นที่นั้น, พวกเขาได้พบว่าดินส่วนใหญ่เป็นคล้ายทะเลทราย, ต้นไม้เตี้ยแคระ, อากาศเหม็นอับและนิคมที่อยู่ของมนุษย์นั้นกระจัดกระจายเสื่อมโทรม—เต็มไปด้วยสัตว์กินซาก, ทุกอย่างเน่าเปื่อยและมีกลิ่นเหม็นของซากศพคละคลุ้งไปทั่ว.  (After more words of reason from Kalki, the army of women stood down. After that, Kalki and his elite team went on to defeat some giant Raksasas who dwelled in the forest. They were the great grandchildren of the famous Kumbhakarna. When Kalki’s armies explored the earth, they found much of the ground to be desert-like, the tree short, the air foul and humanoid settlements disheveled—full of scavengers, everything in decay and smelling of dead flesh.)

ทันทีที่ข่าวแผ่กระจายออกไปถึงการเข้ามาของกองทัพองค์กาลกี, มนุษย์ชั้นต่ำเหล่านั้นก็รวมตัวกันเป็นกองทัพขึ้น, และบุกเข้าโจมตีอย่างเต็มกำลัง. องค์กาลกีและคนของพระองค์ก็ดำเนินการกวาดล้างสังหารตัวแทนของพระแม่กาลีที่เหลืออยู่บนโลกผู้ที่ยังถืออาวุธมาบุกเข้าใส่พวกเขา.จักรและกัมโบชยาสก็ถูกกำจัดไปด้วยอาวุธสวรรค์ทั้งหลายขององค์มารุ.  (As soon as news spread of the advance of Kalki’s army, the degraded humans gathered armies, and attacked in full-force. Kalki and his men proceeded to kill all the remaining agents of Kali on the earth who took a weapon against them. The Shakas and the Kambojas were vanquished by the celestial weapons of Maru.)

เฑวาปีได้จบสิ้น สวาราส, ชาลาส และวารวราส. ในระหว่างที่มีการรณรงค์ไปทั้งโลก, หลายสิบของหลายล้านเหล่ารูปลักษณ์ปีศาจทั้งหลายได้ถูกสังหารสิ้น. แล้วปีศาจฝาแฝด ก๊อกและวิก๊อกได้ปรากฏขึ้นบนสนามรบ. หลังจากได้รับพรจากพระพรหม, พวกเขาจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพ่ายแพ้เมื่อได้อยู่ชิดกัน. ศีรษะและแขนขาของพวกเขาจะกระทั่งงอกขึ้นมากลับคืนอย่างเดิม. องค์กาลกีต้องแยกพวกเขาออกก่อนเป็นอันดับแรก, และมีเพียงตอนนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจึงสามารถถูกฆ่าได้. คาวี, หัวหน้าผู้บัญชาการรบกองทัพขององค์กาลกี, ได้ดำเนินต่อไปที่จะสังหาร 10,000 ของชนป่าเถื่อนทั้งหลายอื่นๆอีกนั้น. ปราชัยและกองกำลังของเขาได้ฆ่าผู้อื่นไปหนึ่งล้าน.   (Devapi finished the Savaras, Cholas and Varvaras. During that global campaign, tens of millions of demoniacs entities were slain. Then the demon twins Kok and Vikok appeared on the battlefield. Having received a benediction from Lord Brahmna, they were impossible to defeat when close together. Their heads and limbs would even grow back. Kalki had to separate Kok and Vikok first, and only then could they be killed. Kavi, commander-in-chief of Kalki’s armies, went on to slay another 10,000 barbarians. Praagya and his forces killed a million others.)

ในขณะเดียวกัน, องค์กาลกีและทหารหนึ่งร้อยของพระองค์ได้ยาตราทัพพุ่งเข้าปราบกำจัดปีศาจร้ายที่เข้ายึดอาศัยอยู่บนโลก รวมทั้งป้อทปราการของพระแม่กาลี. ภายหลังกองทัพเหล่าต่ำทรามและชั่วร้ายทั้งหลายได้ถูกกวาดล้างหรือถูกทำลายกระจายไป, เหตุการณ์ทั้งหลายนั้นก็นำพลิกผันมาเป็นที่แปลกประหลาดใจ. ผู้นำที่เคร่งศาสนา, ศศิธวาจา, และเป้นทายาทโดยตรงของเหล่ากึ่งเทพทั้งหลายผู้ซึ่งได้ลงมาอาศัยอยู่บนโลก, ก็ท้าทายองค์กาลกีอย่างกล้าหาญ. Meanwhile, Kalki and a hundred of his soldiers launched an expedition against the demons of the earth including Kali’s citadel. After the degraded and demoniacs armies has been wiped out or scattered, events took a strange turn. The pious leader Shashidhwaja, and immediate descendant of demigods who took residence on earth, bravely challenged Kalki.)

          ภายหลังการยุทธอย่างเข้มข้น, ที่ได้ถูกจับตามองโดยเหล่ากึ่งเทพทั้งหลาย, องค์กาลกีอย่างตั้งใจยอมรับความพ่ายแพ้จากราชานั้น. นี้ได้เป็นการกระทำหนึ่ง, ลีลา, เกี่ยวกับพรที่ศศิธวาจาได้รับเชื่อมโยงกับชีวิตชาติที่แล้ว. ด้วยเช่นกัน, องค์กาลกีได้ต้องการที่จะเคารพนับถือผู้อาวุโสและทรงพลังอำนาจของพระองค์, เคารพผู้อาวุโสของพระองค์ และเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ชนรุ่นถัดไปผู้ถูกกำหนดให้มาปกครองโลก. องค์กาลกีในที่สุดตามจริงก็ได้สมรสกับธิกาของศศิธวาจานั้น, รามอา.  (After an intense battle, which was spectated by the demigods, Kalki intentionally accepted defeat from the king. This was an act, a Lila, relating to a boon owned to Shashidhwaja relating to a previous life. Also, Kalki wanted to respect his senior and empower the next noble generation who were destined to rule the earth. Kalki actually ended up marrying Shashidhwaja’s daughter, Ramaa.)

ถึงที่สุดแล้วก็มีภารกิจปฏิบัติการครั้งสุดท้ายที่ยังคงเหลืออยู่. พันธมิตรขององค์กาลกีจะต้องค้นหาป้อมปราการภายในหุบเขาทั้งหลายที่อยู่อาศัยโดยพวกนาคา, ผู้คนอสรพิษ. ยามป้องกันของพวกนาคานั้นสามารถที่จะพ่นพิษพุ่ไหลงออกมาจากปากพวกมันได้. องค์กาลกีและทหารของพระองค์ได้ประหารพวกมันไปได้ทั้งหมด. ช้างในป้อมปราการนั้น, ทองคำจำนวนมหาศาลได้ถูกเก็บไว้ฦ แต่มันได้ถูกปกป้องอยู่โดยนาคาหญิงชื่อ, นาค กัลยา.   (Eventually there will be one final mission remaining. Kalki’s allies will discover a fortress within the mountains occupied by the Naga, the serpent people. Naga guards there could squirt streams of poison from their mouths. Kalki and his men slew them all. Inside the fortress, huge amounts of gold were in storage. But it was protected by female Naag Kanyas.)

อีกทั้งได้มีพวกวิศ กัลยาอยู่ด้วยเช่นกัน. หนึ่งในเผ่าพันธุ์มนุษย์ครึ่งสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายที่มีเลือดและน้ำลายเป็นพิษ. มีเพียงองค์กาลกีเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตเข้าไปในป้องปราการนี้ได้, ในขณะที่ชายทั้งหลายมากมายผู้เข้าไปก่อนหน้านั้น, ได้ถูกกำจัดไปทั้งสิ้น. ที่นั้นเองซึ่งพระองค์ได้เห็นโดยเฉพาะวิศ กัลยา, ผู้ซึ่งแตกต่างไปจากผู้อื่นทั้งหลาย. เธอได้อธิบายนว่าเธอได้ถูกสาปที่จะต้องมีชีวิตโดดเดี่ยวตามลำพัง, เนื่องการกระทำผิดในอดีตชาติทั้งหลาย. โดยพระเมตตา, องค์กาลกีได้จัดให้เธอได้ถูกนำตัวไปอยู่ยังดาวเคราะห์เยี่ยงสรวงสวรรค์ ในวิมาน.  (There was also Vish Kanyas. A race of reptilian humanoids with venomous blood and saliva. Only Kalki could safely enter the fortress, as many men who had previously entered, had perished. There he saw a particular Vish Kanyas who different from the others. She explained she was cursed to life of loneliness, due to previous offences. Merciful, Kalki arranged for her to be taken to the heavenly planets in a divine vimana.)

          ภายหลังการศีกรณรงค์ฟื้นฟูโลกได้เสร็จสมบูรณ์สิ้นลง. เฑวาปี, มารู, มหามาติ, สุรยาคีตู และพี่ชายขององค์กาลกีทั้งหลาย, ผู้ซึ่งทั้งหมดได้รับการแบ่งภาคส่วนให้ปกครองดูแลโลก. เมื่อได้กลับมายังบ้านกำเนิดของพรพะองค์ในสัมภาลา, องค์กาลกีได้ประทานรางวัลให้กับทายาททั้งหลายของกฤตวีรมาและวิศอัคห์ ด้วยอำนาจปกครองในภูมิภาคศูนย์กลางทั้งหลาย. พระองค์ยังตามหน้าที่เต็มเปี่ยมถวายทรัพย์สินรางวัลอันมหาศาลต่อพรพะบิดาและมารดา.  (After the military campaign to replenish the earth was complete. Devapi, Maru, Mahamati, Suryaketu and Kalki’s brothers, who were all given parts of the world to rule. When returning to his original home in Shambhala, Kalki awarded the descendants of Kritaverma and Vishaakh with the rulership of the central providences. He also dutifully awarded immense wealth to his parents.)

ดังนั้นเอง, ระเบียบคุณธรรมจึงได้เข้ามาปกครองและผู้คนทั้งหมดทั่วโลกต่างเจริญเติบโตศรัทธาในธรรม, มีความสุขและรุ่งเรือง. และมันเป็นเช่นนั้นเอง, ( หรือจะเป็น) ที่สัตยา ยุค แห่งความมงคลก็บังเกิดขึ้น. ภารกิจขององคืกาลกีได้สำเร็จสมบูรณ์ลง. ชอบคุณสำหรับการเฝ้าชม. (So, the righteous order began to reign and the people all over the world grew pious, happy and prosperous. And so it was, (or will be) that the auspicious Satya Yuga came about. Lord Kalki’s mission was fulfilled. Thank for watching.)

          https://youtu.be/QatyphD57g0?si=PPFQBeWBPwSl2fAj

กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 1 การจุติอุบัติของเทพเจ้า

กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 1 การจุติอุบัติของเทพเจ้า

The Kalki Purana1: Part 1 The Descent of Lord Kalki #hindu #kalki #revelations

          https://youtu.be/ULgVgHcp-98?si=3GUHp9FyiFkDGCxK

          1 ปุราณะ (Purāṇa) คือวรรณกรรมภาษาสันสกฤตกลุ่มใหญ่ที่บันทึกตำนาน ประวัติศาสตร์โบราณ เทพปกรณัม และประเพณีของศาสนาฮินดู นิยมแต่งเป็นโศลกคู่เพื่อเล่าเรื่องเทพเจ้าสำคัญ (เช่น วิษณุ ศิวะ เทวี) กำเนิดจักรวาล และวงศ์กษัตริย์ จัดเป็นคัมภีร์รองที่เข้าถึงมวลชนได้ง่ายกว่าพระเวท เชื่อกันว่ารวบรวมโดยฤาษีวยาส 

สาระสำคัญของปุราณะ:

  • ประเภทหลัก (Mahapuranas): มี 18 เล่มหลัก เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าองค์ต่างๆ
  • ประเภทรอง (Upapuranas): มี 18 เล่มรอง ขยายความเรื่องราวท้องถิ่นหรือหัวข้อเฉพาะทาง
  • เนื้อหา 5 ประการ (Pancha Lakshana): การสร้างโลก (Sarga), การสร้างโลกใหม่ (Pratisarga), ลำดับวงศ์เทวดาและฤาษี (Vamśa), ยุคสมัยของมนู (Manvañtara) และประวัติวงศ์กษัตริย์ (Vamśānucaritam)
  • ช่วงเวลา: แต่งขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึง 10
  • ความสำคัญ: เป็นหัวใจของศาสนาฮินดูร่วมสมัยที่เน้นการบูชาเทพเจ้า (Bhakti) และสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและธรรมะ

          สาวนทั้งหลายของวรรณกรรมโบราณกาลกีของอินเดียได้แสดงปรากฏตนเองอยู่ในหลากหลายจารีตทั้งหลาย. ทฤษฎีทั้งหลาย,และแม้กระทั่งในสื่อสมัยใหม่. กระนั้น, การตีความตามลายลักษณ์อักษรถึงความยาวนานของวัฏจักรกาลเวลาที่ประกอบกันเป็น 4 มหายุค หมายความว่า พระกาลกี ได้ถูกคาดหมายว่าจะมาได้ก็ในอีก 427,000ปีรวมกัน. (Parts of India’s Kalki Purana have manifested themselves in various traditions, Theories, and even in modern media. Yet, a literal approach to the length of time cycles including the four yugas2 (ages) means that Lord Kalki is not supposed to come for another 427,000 years. Kali yuga last for 432,000 years altogether.)

          2 The Four Yugas คือวัฏจักรยุคสมัยทั้ง 4 ในจักรวาลวิทยาศาสนาฮินดู ซึ่งแสดงถึงการเสื่อมถอยของศีลธรรมและความเป็นธรรมลงตามลำดับ แบ่งเป็น สัตยยุค (ยุคทอง), เตรตายุค (ยุคเงิน), ทวาปรยุค (ยุคสำริด), และกาลียุค (ยุคมืด/ยุคเหล็ก ปัจจุบัน) เชื่อว่าเวลาหมุนเวียนเป็นรอบๆ (มหายุค) โดยเริ่มจากยุคที่บริสุทธิ์ที่สุดไปสู่ยุคที่เสื่อมโทรมที่สุด 

รายละเอียดของ The Four Yugas (ยุคทั้ง 4)
แต่ละยุคมีความยาวและลักษณะที่แตกต่างกันไป โดยจะมีอายุขัยสั้นลงเรื่อยๆ ตามอัตราส่วน 4:3:2:1: 

1.       สัตยยุค (Satya Yuga / Krita Yuga): ยุคทองแห่งความจริงและความบริสุทธิ์ มนุษย์มีศีลธรรมสมบูรณ์

2.       เตรตายุค (Treta Yuga): ยุคเงิน ศีลธรรมเริ่มลดลงเล็กน้อย เริ่มมีพิธีกรรม

3.       ทวาปรยุค (Dvapara Yuga): ยุคสำริด ความขัดแย้งเริ่มเกิดขึ้น ศีลธรรมลดลงไปครึ่งหนึ่ง

4.       กาลียุค (Kali Yuga): ยุคเหล็กหรือยุคมืด ยุคปัจจุบันที่เต็มไปด้วยความเขลา ความขัดแย้ง และความเสื่อมทางจิตวิญญาณ 

Synonyms (ชื่อเรียก) ของทั้ง 4 ยุค

  • สัตยยุค: กฤตยุค (Krita Yuga), ยุคแห่งความจริง
  • เตรตายุค: ไตรดายุค (Treta Yuga)
  • ทวาปรยุค: ทวาบรยุค (Dvapara Yuga)
  • กาลียุค: กลียุค (Kali Yuga), ยุคมืด 

 

Time Duration of Yugas

          *  https://www.rudraksha-ratna.com/articles/the-four-yugas

          ข้อโต้แย้งเกี่ยวกับระยะเวลายาวนานของวัฏจักรกาลเวลาของคัมภีร์พระเวท บางทีได้ถูกคลี่คลายโดยการเปิดกว้างต่อแนวความคิดของวงรอบวัฏจักรทั้งหลายภายในวงรอบของวัฏจักรที่ใหญ่กว่าทั้งหลาย. แต่อย่างกหระจ้างชัดในกาลกี ปุราณะไม่ได้ตั้งต้นในอนาคตอันใกล้นี้, หรือในอดีตที่เพิ่งผ่านมา. มันได้เริ่มต้นที่จัดสิ้นสุดของวัฏจักนมหายุคนี้, ที่รวมด้วยกันแล้วยาวนานไปถึง 4.32 ล้านปี.   (Disputes about the length of Vedic time cycles maybe resolved by being open to the concept of cycles within larger cycles. But clearly the Kalki Purana is not set in the near future, or recent past. It is set at the end of this Maha yuga cycle, which altogether lasts for 4.32 million years.)

          สูตะ โกสวามีได้เล่าเรื่องราวในกาลอดีตของพระกาลกีต่อบรรดาฤาษีทั้งหลายแห่งป่าไนมิชรัญญะ. ถึงแม้ว่าเขาอธิบายถึงเหตุการณ์ทั้งหลายของอนาคต, มันได้ถูกพูดในรูปอดีตกาล.    (Suta Goswami3 narrated the pastimes of Kalki to the sages of Naimishranya forest. Although he described future events, it was spoken in the past tense. He explained that as the Kali yuga proceeds, human society will be in terminal decline morally, spiritually, and culturally. And that will, of course, affect the planet as a whole.

          3 "สทูต โคสวามี (Suta Goswami) ได้เล่าเรื่องราวพระจริยาวัตร (ปางต่างๆ) ขององค์กัลกิ (Kalki Avatar)"

คำอธิบายเพิ่มเติม:

  • Suta Goswami: เป็นปราชญ์ผู้เล่าเรื่องราวในคัมภีร์ปุราณะ (เช่น ภาควัตปุราณะ)
  • Kalki: ปางที่ 10 และปางสุดท้ายของพระวิษณุ ซึ่งทำนายว่าจะปรากฏตัวในช่วงปลายยุคกาลี (ยุคแห่งความเสื่อมโทรม) เพื่อปราบยุคเข็ญและสถาปนาธรรม
  • Pastimes (Leela): พระจริยาวัตร หรือการกระทำต่างๆ ขององค์เทพ 

ข้อความนี้หมายถึงการที่ท่านสทูต โคสวามี ได้บรรยายถึงการปรากฏตัวและพระภารกิจขององค์กัลกิอวตารให้แก่เหล่าฤๅษีฟัง 

       ในตอนครึ่งที่สองของกลียุคนี้, ความจลาจลวุ่นวายจะ อำนาจนั้นจะครอบงำทุกหนทุกแห่ง และจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและไม่มีวัฒนธรรมใดๆ ที่สามารถจดจำได้เลย. ในตอนสิ้นสุดของกลี ยุค, มนุษย์ทั้งหลายจะเป็นที่สามารถจดจำได้เลยดังเช่นนั้น, และปีศาจทั้งหลายจะทำให้ดาวเคราะห์โลกเป็นบ้านของพวกเขา. ทรัพยากรธรรมชาติทั้งหลายจะเป็นที่เพิ่มขึ้นได้ยาก, และอะไรที่เรียกว่ามนุษย์ทั้งหลายจะต้องกินซึ่งกันและกัน. แม้กระทั่งเด็กทารกทั้งหลาย. (By the second half of this Kali yuga, chaos will reign everywhere and there will be no knowledge of God and no recognizable culture of any kind. By the end of Kali yuga, humans will be hardly recognizable as such, and demons will make the earth planet their home. Natural resources will be increasing scarce, and the so-called humans will have to eat each other. Even babies.)

          แล้วอวตารกาลกีก็จะปรากฏขึ้น, เพื่อที่จะฟื้นฟูโลก. เขากำเนิดขึ้นที่ในสัมภาลา, อาณาจักรซ่อนตัวแห่งปัญญา, งดงามและเทคโนโนยีลี้ลับ. เมื่อถึงตอนนั้นมันจะเสื่อมถอยลงด้วยเช่นกัน, แต่ได้รับการปกป้องจากผลกระทบเชิงลบของกลี ยุค. สุมาติและวิษณุ ยสะได้เป็นผู้ที่ศรัทธามากที่สุดอาศัยอยู่ที่นั้น, และได้รับพรจากเทพเจ้าทั้งหลาย.   (The Kalki Avatar will then appear, to replenish the earth. He will take birth in Shambhala, a hidden realm of wisdom, beauty and mystic technology. By then it too will have decline, but largely protected from the full negative effects of the Kali yuga. Sumati and Vishnu Yasha were the most pious residents there, blessed by the gods.)

          เมื่อสุมาติให้กำเนิดแก่กาลกี, บุตรชายที่สามของพวกเขา, พวกเขาได้ประสบรับรู้อย่างยิ่งใหญ่ในปีติสุขและสัญญาณมงคลทั้งหลายที่อยู่รายรอบทั้งหมด. เหล่าพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียงลงมาจากภูเขาทั้งหลายเพื่อแสดงความเคารพและนำสิ่งของทั้งหลายมาถวาย. อีกทั้ง, ปรสุราม, อัชวัตธามะ, เวฑะวิยาส และผู้อื่นๆ มาเพื่อจะเก็นเด็กจากสรวงสวรรค์และมีส่วนร่วมในลีลา – การละเล่นอันศักดิ์สิทธิ์นี้. (When Sumati gave birth to Kalki, their third male child, they experienced great joy and auspicious signs were all around.  Effulgent brahmanas came down from the mountains to offer respects and bring gifts!  Also, Parasuram, Ashwatthama, Vedavyas and others came to see the divine child and partake in this Lila4.)

          4 https://en.wikipedia.org/wiki/Lila_(Hinduism)

          แขนทั้งสี่ของกาลกีเริ่มแรกสามารถมองเห็นได้, แต่นี้ได้ถูกเพิกถอนออกไปเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงความถูกสนใจก่อนวัยอันควร. ในขณะเดียวกันกึ่งเทพทั้งหลายและสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่นเริ่มต้น, ได้เริ่มลงมาจุติยังโลก, โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนเกาะแห่งสิมหาลา. กาลกีหนุ่มน้อยได้ถูกส่งไปยัง พระฤาษี ปรสุราม, เพื่อการฝึกฝนและการศึกษาของเขา. ที่นั้น, ปรสุรามได้อธิบายถึงภารกิจขอวงเขาว่าคือการที่จะทำลายกองกำลังชั่วร้ายทั้งหลายที่ได้ยึดครองเหนือโลกอยู่.  (Kalki’s four-armed form was initially visible, but this was withdrawn to avoid premature attention. Meanwhile demigods and other celestial begins, began to descend to earth, especially on the island of Simhala. Young Kalki was sent to Lord Parasuram’s hermitage, for his training and education. There, Parasuram explained that his mission was to destroy the evil forces which had over-run the planet.)

ภายหลังจากที่ได้รับพรประเสริฐจากปรสุรัม, องค์กาลกีก็ได้แสดงสิ่งมงคลทั้งหลายเพื่อดึงดูดความสนใจต่อองค์ศิวะเทพ. ด้วยการรู้ในทุกสิ่ง, องค์ศิวะได้มอบม้าขาวศักดิ์สิทธิ์ให้กับองค์กาลกี, เฑพสหรี, ผู้ได้รับอธิษฐานจากครุฑา. เขาก็ได้มอบดาบศักดิ์สิทธิ์ธรรมาจากสวรรค์, และนกแก้วศักดิ์สิทธิ์ตัวหนึ่ง. นกแก้วศักดิ์สิทธิ์พิเศษมากนั้น ก็ได้ดำเนินงานเป็นแม่สื่อให้ระหว่างองค์กาลกีกับเทวีอันงดงามเป็นที่สุดปัทมาวตี, ผู้อาศัยอยู่ที่สิมหาลา. เธอคือพระแม่ลักษมีกลับชาติมาเกิด, และได้ถูกกำหนดชะตาให้สมรสกับองค์กาลกี.   (After he had received blessings from Parasuram, Kalki then performed austerities to attract the attention of Lord Shiva. Knowing everything, Lord Shiva presented Kalki with a celestial white horse, Devshree, manifested from Garuda. He also presented a divine sword represent Dharna, and a celestial parrot. That very special parrot proceeded to liaise between Kalki and the extremely beautiful Padmavati, who lived on Simhala. She was the incarnation of Laxmidevi, and was destined to marry the Lord.)

          ดังนั้น, องค์กาลกีได้ทำการเคลื่อนไหวของเขา. เขาได้ขึ้นหลังม้าของเขา, ที่มีพลังอำนาจที่บินได้. ชณะที่องค์กาลกีได้บินอยู่เหนือสิมหาลา, เขาได้มองเห็นว่ามันได้กลายเป็นสวรรค์แห่งหนึ่งที่กี่งเทพทั้งหลายมากมายได้มาตั้งถิ่นฐานอยู่แล้ว. เต็มไปด้วยยานอากาศทั้งหลายมากมายชนิดและได้ตกแต่งด้วยอัญมณี, ความงดงามของเกาะนั้นได้ถูกเสริมแต่งด้วยอาคารมหึมาทั้งหลาย, ที่ตดแต่งอย่างหรูหรา.   (So, Kalki made his move. He climbed upon his horse, which had the power to fly. As Kalki flew over Simhala, he saw that it had become a paradise where many demigods had already settled in. Full of various types of aircrafts and decorated with jewelry, the beauty of the island was enhanced by huge buildings, lavishly decorated.)

          บิดาขององค์ปัทมาวตี, ราชาวริหัฑรัธ, ก่อนหน้านี้ได้ทำพิธีสวายัมวาร – พิธีเลือกคู่ครองไว้แล้วสำหรับเธอในนครแห่งคารุโมตี, เป็นไปตามการจัดแจงขององค์ศิวะ, ชายทั้งหมดผู้ได้มาสาของนางจะถูกเปลี่ยนร่างกลายเป็นผู้หญิงไปชั่วคราว. สิ่งนี้กลับเป็นเรื่องดีที่รับประกันว่าองค์ปัทมาวตีจะสมรสกับองค์กาลกีแน่ๆ.    (Padmavati’s father, king Vrihadrath, previously held a Swayamvar for her in their city of Karumoti. However, due to an arrangement by Lord Shiva, all men who sought her hand there had been temporarily turned into women. This was actually a boon to guarantee that Padmavati would marry Lord Kalki.)

          พระราชาวริหัฑรัธเบิกบานยิ่งในการยื่งส่งธิดาของตนให้แก่องค์กาลกีในการสมรส. การได้การต้อนรับอย่างดีโดยทุกคนในสิมหาลา, องค์กาลกีได้อาศัยอยู่ที่นั้นชั่วระยะหนึ่ง. เหล่าพราหมณ์ทั้งหลายนั้นก็ใช้เวลาของพวกเขาอย่างมากในการสวดภาวนาสรรเสริญเกียรติคุณให้แก่องค์กาลกี.  ในที่สุดองค์กาลกีได้กลับมายังสัมภาลาพร้อมด้วยภรรยาและสินสมรสอันมหาศาลของเขา, ประกอบด้วยหลายพันของช้างทั้งหลายและม้าทั้งหลาย.   (Vrihadrath joyfully handed over his daughter to Kalki in marriage. Having been well received by everyone in Simhala, Kalki stayed there for a while. The brahmanas spent much of their time chanting the Lord’s glories. Eventually Kalki returned to Shambala with his wife and huge dowry, which included thousands of elephants and horses.)

          ในขณะเดียวกัน, องค์วิศวกรรมา,สถาปนิกของเหล่ากึ่งเทพทั้งหลายก็ได้ฟื้นฟูปรับปรุงสัมภาลาขึ้นใหม่, ทำให้มันเป็นสถานที่เต็มไปด้วยความงดงามและความอุดมสมบูรณ์, คู่ควรกับสัตยา ยุค – ยุคแห่งความจริงและความพิสุทธิ์. เหล่ากึ่งเทพและฤาษีทั้งหลายได้ลงมาจากอาณาจักรเบื้องบนทั้งหลายเพื่ออาศัยในสถานที่อันน่าหลงใหลมหัศจรรย์, รวมทั้งมารุและเฑวปี, ทายาทขององค์รามา. และที่นั้นเอง, องค์ปัทมาวตีก็ให้กำเนิดสองบุตรชายอันเจิดจรัส: ชยะและวิชยะ.  (Meanwhile, Vishvakarma, architect of the demigods had reconstructed Shambala, making it a place full of beauty and opulence, befitting of the Satya yuga. Many demigods and sages descended from the higher realms to live in the mystic place, including Maru and Devapi, descendants of Lord Rama. There, Padmavati gave birth to two glorious sons: Jaya and Vijaya.)

          ในช่วงเวลานี้, องค์กาลกีเบิกบานในความสุขแห่งสัมภาลา, ไปตามด้วยกับครอบครัวที่เพิ่มขยายของพระองค์. แต่วันหนึ่ง, ฤาษีลี้ลับร่างเล็กผู้หนึ่งไร้ผู้รู้จักได้เข้ามายังราชวังขององค์กาลกี. เขาได้เตือนจำพระองค์ถึงสถานการณ์อันเลวร้ายที่ผู้คนส่วนใหญ่ในโลกนี้ที่ยังตกอยู่ในการนั้น.  (During this time, Kalki happily enjoyed Shambala, along with his extended family. But one day, a very small and disheveled mystic sage entered Kalki’s palace. He reminded the Lord of the dire situation most of the planet was still in.)

          ดังนั้น: ถึงเวลาสำหรับองค์กาลกีที่จะเติมเต็มภารกิจปฏิบัติการของพระองค์: ที่จะนำโลกให้พ้นไปจากแรงกำลังชั่วร้ายทั้งหลาย.  (So: It was time for Kalki to fulfill his mission: To rid the earth of all evil forces.)

          ทั้งจารีตฮินดูและพุทธศาสนาได้อธิบายไว้ถึงอาณาจักรแห่งโลกอันยิ่งใหญ่ ที่สัตว์โลกทั้งหลายต้องรับผลกรรมของตน. ผู้อาศัยอยู่ทั้งหลายมีรูปกายมนุษย์, แต่อาณาจักรนั้นไม่ได้สามารถเข้าถึงได้โดยมนุษย์ธรรมดาบนโลกนี้ได้. แต่กาลียังคงได้อำนาควบคุมเต็มกับมหานครแห่งคีคาตที่นั้น. ตอนนี้ก็ไปต่อที่ กาลกี ปุราณ, ภาคที่ 2 : การศึกขององค์กาลกี. มันจะถูกอัพโหลดขึ้นทางออนไลน์ในอีกสัปดาห์ภายหลังอันนี้.  (Both Hindu and Buddhist traditions describe a greater earthly realm where sentient beings undergo karmic retribution. Inhabitants have human forms, but the realm is not accessible to normal terrestrial humans. But Kali still had full control of city of Keekat there. Now go to The Kalki Purana, part 2: The Military Campaign of Lord Kalki. It will be uploaded online a week after this one.)

          https://youtu.be/ULgVgHcp-98?si=177SoLl-eKasEmgP