หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2569

กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 2 - การศึกขององค์กาลกี

กาลกี ปุราณะ: ภาคที่ 2 - การศึกขององค์กาลกี

The Kalki Purana1: Part 2 The Military Campaign of Lord Kalki. #hindu #kalki

          https://youtu.be/QatyphD57g0?si=C0KoWy774c4GqiGE

          1 ปุราณะ (Purāṇa) คือวรรณกรรมภาษาสันสกฤตกลุ่มใหญ่ที่บันทึกตำนาน ประวัติศาสตร์โบราณ เทพปกรณัม และประเพณีของศาสนาฮินดู นิยมแต่งเป็นโศลกคู่เพื่อเล่าเรื่องเทพเจ้าสำคัญ (เช่น วิษณุ ศิวะ เทวี) กำเนิดจักรวาล และวงศ์กษัตริย์ จัดเป็นคัมภีร์รองที่เข้าถึงมวลชนได้ง่ายกว่าพระเวท เชื่อกันว่ารวบรวมโดยฤาษีวยาส 

สาระสำคัญของปุราณะ:

  • ประเภทหลัก (Mahapuranas): มี 18 เล่มหลัก เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับพระผู้เป็นเจ้าองค์ต่างๆ
  • ประเภทรอง (Upapuranas): มี 18 เล่มรอง ขยายความเรื่องราวท้องถิ่นหรือหัวข้อเฉพาะทาง
  • เนื้อหา 5 ประการ (Pancha Lakshana): การสร้างโลก (Sarga), การสร้างโลกใหม่ (Pratisarga), ลำดับวงศ์เทวดาและฤาษี (Vamśa), ยุคสมัยของมนู (Manvañtara) และประวัติวงศ์กษัตริย์ (Vamśānucaritam)
  • ช่วงเวลา: แต่งขึ้นในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 3 ถึง 10
  • ความสำคัญ: เป็นหัวใจของศาสนาฮินดูร่วมสมัยที่เน้นการบูชาเทพเจ้า (Bhakti) และสอนเรื่องกฎแห่งกรรมและธรรมะ

 

          วิดิโอนี้ตาอเนื่องมาจาก “กาลกี ปุราณะ. ภาคที่ 1 – การจุติอุบัติขององค์กาลกี”. ตอนนี้, เราได้เรียนรู้ว่านั่นจะปรากฏให้เห็นในอีก 427,000 ปีต่อจากนี้ไป. เรายังได้เรียนรู้ถึงเป้าประสงค์การลงมาจุติของพระองค์, และชีวิตในวัยเยาว์และการสมรส, ที่ได้บอกเล่าโดยสูตะ โกสวามี. ภารกิจปฏิบัติการขององค์กาลกีคือการที่จะกำจัดย้ายปีศาจชั่วร้ายทั้งหลายออกไปจากโลก, และสถาปนายุคทองของ สัตยา ยุค.  (This video is a continuation of ‘The Kalki Purana, Part 1 – The Descent of Lord Kalki.  There, we learn that will appear around 427,000 years from now. We also learn the purpose of his descent, and his youth and marriage, as narrated by Suta Goswani. Lord Kalki’s mission will to remove all the many demoniac beings from the world, and establish the golden Satya yugas.)

          เราหยิบยกจากการเริ่มต้นนั้นมากขึ้นไปอีกในภารกิจปฏิบัติการนั้น ภายหลังจากที่พระองค์ออกจากเมืองเกิดของพระองค์, สัมภาลา. เป้าหมายทางทหารอันดับแรกของพระองค์คือนครบาปแห่งคีคาต, อาศัยอยู่โดยมนุษย์ทั้งหลายชดใช้กรรมอยู่ในภพภูมิกึ่งสวรรค์. ไม่มีเจตจำนงที่จะโอบรับเอาในหลักการทั้งหลายในศาสนาใด หรือจริยธรรมทั้งหลายใดๆ, กองกำลังของคีคาตกรูกันออกมาเพื่อเผชิญหน้ากับกองทัพขององค์กาลกี. แต่กองทัพของพระองค์นั้นแข็งแกร่งและพวกเขาก็บดขยี้ศัตรูทอันต่ำทรามทั้งหลายนั้นจนแหลกละเอียดไปสิ้น. ผู้นำทั้งหลายของคีคาตแล้วก็ได้ส่งอัศวินทั้งหลายของพวกเขาเพื่อที่จะโจมตี: บางรายของพวกนั้นขี่มาบนหลังสัตว์เหมือนม้าที่คล้ายสัตว์ร้ายที่มีฟันทั้งหลายเหมือนจระเข้. มันเป็นภาพที่น่ากลัวยิ่ง, แค่นักรบขององค์กาลกีก็บดขยี้มันลงไปสิ้น.   (We pick up from the beginning of the more…unpleasant of that mission’ As he left his birth town of Sambhala. His first military target was the sinful city of Keekat, inhabited by humans within a semi-celestial realm of karmic retribution. Unwilling to embrace religious or moral principles, Keekat’s forces ran out to confront Kalki’s army. But the Lord’s army was strong and they pulverized their degraded enemies. Keekat’s leaders then sent their knights to attack: some of them rode on horse-like creatures with teeth resembling crocodiles. It was a frightful sight, but Kalki’s men prevailed.)

          ด้วยกองกำลังของตนกำลังเกือบจะพ่ายแพ้, จักรพรรดิแห่งคีคาค, จิน, ได้เข้ามาสู่ฉากรบ. เขามาไม่เชื่อในอะไรนอกไปจากประสาทสัมผัส/อายตนะในความกระหายต้องการของตน. เขาได้เข้าโจมตีองค์กาลกีด้วยตนเอง ด้วยทั้งหมดที่เขาจะทำได้, และกระทั่งเกือบจะฟาดเอาพระองค์หล่นลงจากหลังม้าได้เ. แต่ในท้ายที่สุด, จัร่างของจักรพรรดิจินก็นอนตายอยู่บนพื้นดิน. (With his forces on the verge of defeat, the Emperor of Keekat, Jin, entered the scene. He believed in nothing but his own sense gratification. He personally attacked Kalki with all his might, and even maned to knock him from his horse. The battle turned into hand-to-hand combat. But eventually, Emperor Jin’s body lay dead on the ground.)

          ชุฑโธดาน, น้องชายของจักรพรรดิจิน, ก็เข้ามาโจมตีองค์กาลกีและพันธมิตรใกล้ชิดของพระองค์. โดยไม่สามารถที่จะเอาชนะพวกเขาได้, ชุฑโธดานก็ได้ใช้เวทย์มนตร์ของตนที่จะส่งอีกปางหนึ่งของสัมหารา กาลี มา. นางได้ทำให้เกิดความโกลาหฃวุ่นวายขึ้นบนสนามรบ, แสดงให้เห็นถึงความน่าเกรงขามยิ่งนัก. อย่างไรก็ตาม, เมื่อองค์กาลกีได้เข้าไปหา, แทนที่จะโจมตีพระองค์, นางกลับรวมร่างเข้าเป็นหนึ่งเดียวกับพระวรกายอันเป็นทิพย์ของพระองค์ เพราะนางคือผู้ซึ่งจงรักภักดีอย่างพิสุทธิ์แท้จริง.   (Shuddhodan, brother of Emperor Jin, then attacked Kalki and his closest allies. Unable to defeat them, Shuddhodan then used his mystic powers to summon a version of Samhara Kali. She caused chaos on the battlefield, proving to be formidable. However, when Kalki approached, instead of attacking Him, she simply merged into His transcendental body because she was a devotee.)

          ด้วยกองทัพอันกล้าหาญขององค์กาลกี, การประหัตประหารได้ดำเนินต่อไป. หลายล้านของลูกธนูได้ยิงออกไปและช้างศึกทั้งหลายและสัตว์ร้ายหลากหลายมากมายได้เข้าไปสู่สนามรบ. มีเลือดและเนื้อไหลนองกองท่วมปะปนกันไปทั่วแผ่นดิน และมากมายของชายข้าศึกก็ถูกบดขยี้ไปทั้งสิ้น. ทหารชายทั้งหลายขององค์กาลกีต่างตกใจที่ได้เห็นกองทัพสตรีของคีคาต นั่งคร่อมขี่มากับยานพาหนะหลากหลายชนิด, เตรียมพร้อมที่จะบุกเข้าโจมต. ตามรหัสยะของกษัตริย์นักรบ,องค์กาลกีได้ปฏิเสขที่จะเข้ารบกับพวกนาง. แต่ภายหลังการเจราความเมืองกันแล้ว, สตรีเหล่านั้นก็ยังคงตั้งหอกสามง่ามในท่าเตรียมโจมตีอยู่. แต่ด้วยการจัดการของพระองค์, หอกศึกนั้นก็ได้พูดต่อสตรีเหล่านั้นที่กุมถือพวกมันอยู่, อธิบายถึงว่าพวกมันไม่สามารถทำร้ายองค์กาลกีให้บาดเจ็บได้.  (With Kalki’s army encouraged, the onslaught continued. Millions of arrows were fired and elephants and various other animals entered the battlefield. There was a mass of blood and fresh strewn across the land and many of the male enemy perished. Kalki’s men were the shocked to see an army of Keekat women astride various types of vehicles, preparing to attack. Following ksatrita warrior code, Kalki refused to engage them. But after some words of diplomacy, the women still poised their tridents in attack position. But by the Lord’s arrangement, the weapons spoke to the women that carried them, explain that they will not be able to injure Kalki.)

          ภายหลังการตรัสเหตุผลมากขึ้นจาก หองทัพสตรีเหลบ่านั้นก็ยืนลดอาวุธลง. หลังจากนั้น, องค์กาลกีและกองกำลังสุดยอดของพระองค์ก็ดำเนินต่อไปที่จะเอาชนะต่อยักษ์รากษสบางตนที่อาศัยอยู่ในป่านั้น. พวกมันเป็นลูกหลานอันยิ่งใหญ่ของกุมภกัณฑ์ผู้มีชื่อเสียง. เมื่อกองทัพขององคืกาลกีได้สำรวจตรวจตราพื้นที่นั้น, พวกเขาได้พบว่าดินส่วนใหญ่เป็นคล้ายทะเลทราย, ต้นไม้เตี้ยแคระ, อากาศเหม็นอับและนิคมที่อยู่ของมนุษย์นั้นกระจัดกระจายเสื่อมโทรม—เต็มไปด้วยสัตว์กินซาก, ทุกอย่างเน่าเปื่อยและมีกลิ่นเหม็นของซากศพคละคลุ้งไปทั่ว.  (After more words of reason from Kalki, the army of women stood down. After that, Kalki and his elite team went on to defeat some giant Raksasas who dwelled in the forest. They were the great grandchildren of the famous Kumbhakarna. When Kalki’s armies explored the earth, they found much of the ground to be desert-like, the tree short, the air foul and humanoid settlements disheveled—full of scavengers, everything in decay and smelling of dead flesh.)

ทันทีที่ข่าวแผ่กระจายออกไปถึงการเข้ามาของกองทัพองค์กาลกี, มนุษย์ชั้นต่ำเหล่านั้นก็รวมตัวกันเป็นกองทัพขึ้น, และบุกเข้าโจมตีอย่างเต็มกำลัง. องค์กาลกีและคนของพระองค์ก็ดำเนินการกวาดล้างสังหารตัวแทนของพระแม่กาลีที่เหลืออยู่บนโลกผู้ที่ยังถืออาวุธมาบุกเข้าใส่พวกเขา.จักรและกัมโบชยาสก็ถูกกำจัดไปด้วยอาวุธสวรรค์ทั้งหลายขององค์มารุ.  (As soon as news spread of the advance of Kalki’s army, the degraded humans gathered armies, and attacked in full-force. Kalki and his men proceeded to kill all the remaining agents of Kali on the earth who took a weapon against them. The Shakas and the Kambojas were vanquished by the celestial weapons of Maru.)

เฑวาปีได้จบสิ้น สวาราส, ชาลาส และวารวราส. ในระหว่างที่มีการรณรงค์ไปทั้งโลก, หลายสิบของหลายล้านเหล่ารูปลักษณ์ปีศาจทั้งหลายได้ถูกสังหารสิ้น. แล้วปีศาจฝาแฝด ก๊อกและวิก๊อกได้ปรากฏขึ้นบนสนามรบ. หลังจากได้รับพรจากพระพรหม, พวกเขาจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะพ่ายแพ้เมื่อได้อยู่ชิดกัน. ศีรษะและแขนขาของพวกเขาจะกระทั่งงอกขึ้นมากลับคืนอย่างเดิม. องค์กาลกีต้องแยกพวกเขาออกก่อนเป็นอันดับแรก, และมีเพียงตอนนั้นเท่านั้นที่พวกเขาจึงสามารถถูกฆ่าได้. คาวี, หัวหน้าผู้บัญชาการรบกองทัพขององค์กาลกี, ได้ดำเนินต่อไปที่จะสังหาร 10,000 ของชนป่าเถื่อนทั้งหลายอื่นๆอีกนั้น. ปราชัยและกองกำลังของเขาได้ฆ่าผู้อื่นไปหนึ่งล้าน.   (Devapi finished the Savaras, Cholas and Varvaras. During that global campaign, tens of millions of demoniacs entities were slain. Then the demon twins Kok and Vikok appeared on the battlefield. Having received a benediction from Lord Brahmna, they were impossible to defeat when close together. Their heads and limbs would even grow back. Kalki had to separate Kok and Vikok first, and only then could they be killed. Kavi, commander-in-chief of Kalki’s armies, went on to slay another 10,000 barbarians. Praagya and his forces killed a million others.)

ในขณะเดียวกัน, องค์กาลกีและทหารหนึ่งร้อยของพระองค์ได้ยาตราทัพพุ่งเข้าปราบกำจัดปีศาจร้ายที่เข้ายึดอาศัยอยู่บนโลก รวมทั้งป้อทปราการของพระแม่กาลี. ภายหลังกองทัพเหล่าต่ำทรามและชั่วร้ายทั้งหลายได้ถูกกวาดล้างหรือถูกทำลายกระจายไป, เหตุการณ์ทั้งหลายนั้นก็นำพลิกผันมาเป็นที่แปลกประหลาดใจ. ผู้นำที่เคร่งศาสนา, ศศิธวาจา, และเป้นทายาทโดยตรงของเหล่ากึ่งเทพทั้งหลายผู้ซึ่งได้ลงมาอาศัยอยู่บนโลก, ก็ท้าทายองค์กาลกีอย่างกล้าหาญ. Meanwhile, Kalki and a hundred of his soldiers launched an expedition against the demons of the earth including Kali’s citadel. After the degraded and demoniacs armies has been wiped out or scattered, events took a strange turn. The pious leader Shashidhwaja, and immediate descendant of demigods who took residence on earth, bravely challenged Kalki.)

          ภายหลังการยุทธอย่างเข้มข้น, ที่ได้ถูกจับตามองโดยเหล่ากึ่งเทพทั้งหลาย, องค์กาลกีอย่างตั้งใจยอมรับความพ่ายแพ้จากราชานั้น. นี้ได้เป็นการกระทำหนึ่ง, ลีลา, เกี่ยวกับพรที่ศศิธวาจาได้รับเชื่อมโยงกับชีวิตชาติที่แล้ว. ด้วยเช่นกัน, องค์กาลกีได้ต้องการที่จะเคารพนับถือผู้อาวุโสและทรงพลังอำนาจของพระองค์, เคารพผู้อาวุโสของพระองค์ และเสริมสร้างพลังอำนาจให้แก่ชนรุ่นถัดไปผู้ถูกกำหนดให้มาปกครองโลก. องค์กาลกีในที่สุดตามจริงก็ได้สมรสกับธิกาของศศิธวาจานั้น, รามอา.  (After an intense battle, which was spectated by the demigods, Kalki intentionally accepted defeat from the king. This was an act, a Lila, relating to a boon owned to Shashidhwaja relating to a previous life. Also, Kalki wanted to respect his senior and empower the next noble generation who were destined to rule the earth. Kalki actually ended up marrying Shashidhwaja’s daughter, Ramaa.)

ถึงที่สุดแล้วก็มีภารกิจปฏิบัติการครั้งสุดท้ายที่ยังคงเหลืออยู่. พันธมิตรขององค์กาลกีจะต้องค้นหาป้อมปราการภายในหุบเขาทั้งหลายที่อยู่อาศัยโดยพวกนาคา, ผู้คนอสรพิษ. ยามป้องกันของพวกนาคานั้นสามารถที่จะพ่นพิษพุ่ไหลงออกมาจากปากพวกมันได้. องค์กาลกีและทหารของพระองค์ได้ประหารพวกมันไปได้ทั้งหมด. ช้างในป้อมปราการนั้น, ทองคำจำนวนมหาศาลได้ถูกเก็บไว้ฦ แต่มันได้ถูกปกป้องอยู่โดยนาคาหญิงชื่อ, นาค กัลยา.   (Eventually there will be one final mission remaining. Kalki’s allies will discover a fortress within the mountains occupied by the Naga, the serpent people. Naga guards there could squirt streams of poison from their mouths. Kalki and his men slew them all. Inside the fortress, huge amounts of gold were in storage. But it was protected by female Naag Kanyas.)

อีกทั้งได้มีพวกวิศ กัลยาอยู่ด้วยเช่นกัน. หนึ่งในเผ่าพันธุ์มนุษย์ครึ่งสัตว์เลื้อยคลานทั้งหลายที่มีเลือดและน้ำลายเป็นพิษ. มีเพียงองค์กาลกีเท่านั้นที่สามารถรอดชีวิตเข้าไปในป้องปราการนี้ได้, ในขณะที่ชายทั้งหลายมากมายผู้เข้าไปก่อนหน้านั้น, ได้ถูกกำจัดไปทั้งสิ้น. ที่นั้นเองซึ่งพระองค์ได้เห็นโดยเฉพาะวิศ กัลยา, ผู้ซึ่งแตกต่างไปจากผู้อื่นทั้งหลาย. เธอได้อธิบายนว่าเธอได้ถูกสาปที่จะต้องมีชีวิตโดดเดี่ยวตามลำพัง, เนื่องการกระทำผิดในอดีตชาติทั้งหลาย. โดยพระเมตตา, องค์กาลกีได้จัดให้เธอได้ถูกนำตัวไปอยู่ยังดาวเคราะห์เยี่ยงสรวงสวรรค์ ในวิมาน.  (There was also Vish Kanyas. A race of reptilian humanoids with venomous blood and saliva. Only Kalki could safely enter the fortress, as many men who had previously entered, had perished. There he saw a particular Vish Kanyas who different from the others. She explained she was cursed to life of loneliness, due to previous offences. Merciful, Kalki arranged for her to be taken to the heavenly planets in a divine vimana.)

          ภายหลังการศีกรณรงค์ฟื้นฟูโลกได้เสร็จสมบูรณ์สิ้นลง. เฑวาปี, มารู, มหามาติ, สุรยาคีตู และพี่ชายขององค์กาลกีทั้งหลาย, ผู้ซึ่งทั้งหมดได้รับการแบ่งภาคส่วนให้ปกครองดูแลโลก. เมื่อได้กลับมายังบ้านกำเนิดของพรพะองค์ในสัมภาลา, องค์กาลกีได้ประทานรางวัลให้กับทายาททั้งหลายของกฤตวีรมาและวิศอัคห์ ด้วยอำนาจปกครองในภูมิภาคศูนย์กลางทั้งหลาย. พระองค์ยังตามหน้าที่เต็มเปี่ยมถวายทรัพย์สินรางวัลอันมหาศาลต่อพรพะบิดาและมารดา.  (After the military campaign to replenish the earth was complete. Devapi, Maru, Mahamati, Suryaketu and Kalki’s brothers, who were all given parts of the world to rule. When returning to his original home in Shambhala, Kalki awarded the descendants of Kritaverma and Vishaakh with the rulership of the central providences. He also dutifully awarded immense wealth to his parents.)

ดังนั้นเอง, ระเบียบคุณธรรมจึงได้เข้ามาปกครองและผู้คนทั้งหมดทั่วโลกต่างเจริญเติบโตศรัทธาในธรรม, มีความสุขและรุ่งเรือง. และมันเป็นเช่นนั้นเอง, ( หรือจะเป็น) ที่สัตยา ยุค แห่งความมงคลก็บังเกิดขึ้น. ภารกิจขององคืกาลกีได้สำเร็จสมบูรณ์ลง. ชอบคุณสำหรับการเฝ้าชม. (So, the righteous order began to reign and the people all over the world grew pious, happy and prosperous. And so it was, (or will be) that the auspicious Satya Yuga came about. Lord Kalki’s mission was fulfilled. Thank for watching.)

          https://youtu.be/QatyphD57g0?si=PPFQBeWBPwSl2fAj

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น