หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม พ.ศ. 2569

นิสารกะฑัตตะ มหาราช - มายาภาพของ การให้อภัย

นิสารกะฑัตตะ มหาราช - มายาภาพของ การให้อภัย

The Illusion of Forgiveness | Nisargadatta Maharaj

          https://youtu.be/Jq9JNXmBNdg?si=jOmqzgsKWGUvXG10

มายาภาพ เบื้องหลัง การให้อภัย (The illusion Behind Forgiveness)

 นิสารกะฑัตตะ มหาราช ไม่เคยส่งเสริมให้เกลียดชัง. เขาไม่เคยขอให้ใครเก็บความรู้สึกขุ่นเคืองใจไว้. กระนั้น, ถ้าคุณได้เข้าใจอย่างแท้จริงในคำสอนของเขา, คุณจะค้นพบสิ่งที่มีความหมายลึกซึ้งยิ่งกว่าการให้อภัยเสียอีก. จะเป็นอะไรถ้าหากการให้อภัยในตัวมันเองนั้น แท้จริงแล้วเป็นเพียงแค่มายาภาพ-สิ่งลวงตา? จะเป็นอะไร ถ้าหากผู้ที่พยายามดิ้นรนเพื่อจะให้อภัย แท้จริงแล้วคือมายาภาพที่หล่อเลี้ยงความทุกข์เอาไว้ให้คงอยู่?  (Nisargadatta Maharaj never encouraged hatred. He never asked anyone to carry resentment. Yet, if you truly understood his teaching, you would discover something even more radical than forgiveness. What if forgiveness itself belongs to illusion? What if the one who struggles to forgive is the very illusion that keeps suffering alive?)

เมื่อใครบางคนทำร้ายคุณ, จิตนั้นในทันทีทันใดก็สร้างเรื่องราวขึ้น. ฉันถูกดูหมิ่น. ฉันถูกทรนยศ. ฉันถูกปฏิบัติต่ออย่างไม่ยุติธรรม. และแล้วก็ตามมาด้วยอีกเรื่องราวหนึ่ง. ฉันต้องใหอภัย. แต่ลองสังเกตดูว่าอะไรที่ทั้งสองเรื่องราวนี้มีพ้องต้องกัน. พวกมันทั้งสองต่างทึกทักเอาเองว่า มีบุคคลหนึ่งที่แยกจากตนไปผูเที่ได้รับบาดเจ็บ.   (When someone hurts you, the mind immediately creates a story. I was insulted. I was betrayed. I was treated unfairly. Then comes another story. I must forgive. But notice what both stories have in common. They both assume that there is a separate person who was wounded.)

มหาราชได้โต้ค้านว่าสมมติฐานนี้เป็นมากยิ่งกว่าสิ่งใดอื่น. ก่อนที่จะพยายามรักษาแผลนั้น, จงถามตัวเองว่า, ใครคือผู้ที่บาดเจ็บ? อัตตา/ตัวตนรักการให้อภัย เพราพะว่ามันยอมที่จะให้บุคคลนั้นรอดตัวไป.   (Maharaj challenged this assumption more than anything else. Before trying to heal the wound, ask yourself, who is wounded? The ego love forgiveness because it allows the person to survive.)

ความจำเป็นต้องที่การซ่อนเร้นอยู่ในอัตตา ที่จะให้อภัย (The Ego’s Hidden Need to Forgive)

          อย่างแรก, มันกลายเป็นเหยื่อ. แล้วมันก็กลายเป็นผู้สู่งส่งที่ให้อภัย. ในทั้งสองกรณี, ในสัมผัสรู้สึกของผมแล้วยังคงอยู่ที่ศูนย์กลาง. ละครกินใจเปลี่ยนแปลงไป, แต่ผู้แสดงยังคงเป็นอยู่เหมือนเดิม. นี้คือทำไมที่ผู้คนมากมายให้อภัยครั้งแล้วครั้งเล่าและอีกครั้ง, กระนั้นก็ไม่เคยกลายเป็นอิสระ. พวกเขาได้เปลี่ยนบทบาท, ไม่ใช่อัตลักษณ์ตัวตน. อิสรภาพที่แท้จริงไม่ได้ถูกค้นพบในการกลายเป็นบุคคลที่ดีกว่า. มันถูกค้นพบในการมองว่าบุคคลที่คุณปกป้องนั้นช่างดุร้ายเหลือเกิน คือแค่เพียงการสะสมของความทรงจำทั้งหลายที่เชื่อ, และมีปฏิกิริยาปรากฏออกมาในความตระหนักรู้. ถ้าไม่มีการแก้ไขอัตตา/ตนเอง, แล้วใครคือ ผู้ที่กำลังแบกรับภาระนั้น, ผู้ที่กำลังเรียกร้องความยุติธรรม, ผู้ที่กำลังพยายามที่จะให้อภัย. "นี่ไม่ได้หมายความว่าคุณควรกลายเป็นคนเย็นชาหรือเมินเฉย. นั่นไม่ได้หมายความว่าคุณควรยอมให้คนอื่นปฏิบัติไม่ดีต่อคุณ.  (First, it becomes the victim. Then it becomes the noble forgiver. In both cases, the sense of me remains at the center. The drama changes, but the actor stays the same. This is why so many people forgive again and again, yet never become free. They have changed the role, not the identity. Real freedom is not found in becoming a better person. It is found in seeing that the person you defend so fiercely is only a collection of memories beliefs, and reactions appearing in awareness. If there is no fixed self, then who is carrying the burden, who is demanding justice, who is trying to forgive. This does not mean you should become cold or indifferent. It does not mean you should allow others to mistreat you.)

          ปัญญาสามารถเดินหนีไปจากการบิดเบือนนี้ได้. ปัญญาสามารถพูดว่าไม่. ปัญญาสามารถสถาปนาขอบเขตทั้งหลายที่กระจ่างชัดได้. แต่การกระทำทั้งหลายอุบัติขึ้นมาจากความกระจ่างแจ้ง, ไม่ใช่จากอัตลักษณ์ที่บาดเจ็บซึ่งกำลังเสาะหาการล้างแค้น หรือความสูงส่งทางศีลธรรม.  (Wisdom can walk away from abuse. Wisdom can say no. Wisdom can establish clear boundaries. But these actions arise from clarity, not from a wounded identity seeking revenge or moral superiority.)

ใครคือผู้ที่จำเป็นต้องการ การให้อภัย? (Who is it That Needs Forgiveness?)

          ลองจินตนาการว่าคุณตื่นขึ้นมาจากในความฝันที่ใครบางคนได้ดูหมิ่นคุณ. คุณจะใช้เวลาที่เหลือของวันนั้นในการพยายามที่จะให้อภัยตัวละครในฝันนั้นของคุณรึ? แน่นอนว่าไม่. ชั่วขณะที่คุณตระหนักได้ว่ามันเป็นเพียงแค่ฝันหนึ่งเท่านั้น. ความจำเป็นต้องการสำหรับความให้อภัยนั้นหายไปเองโดยธรรมชาติ. มหาราชได้ชี้ไปยังการตื่นขึ้นเดียวกันนี้. ตราบนานเท่าที่คุณเชื่อว่าคุณเป็นเพียงบุคคลเดียวเท่านั้น, ความให้อภัยรู้สึกว่าเป็นสิ่งจำเป็นต้องการ. เมื่อคุณได้ตื่นขึ้นต่อธรรมชาติของคุณ, ความขัดแย้งทั้งปวงก็เริ่มต้นคลี่คลายไป. จิตนั้นก็ถามว่า, “ฉันจะให้อภัยอย่างไร?”    (Imagine waking from a dream in which someone insulted you. Do you spend the rest of the day trying to forgive the dream character? Of course not. The moment you realize it was only a dream. The need for forgiveness disappears naturally. Maharaj pointed toward a similar awakening. As long as you believe you are only the person, forgiveness feels necessary. When you awaken to your nature, the entire conflict begins to dissolve. The mind keeps asking, “How do I forgive?”)

          ความตระหนักรู้ถามคำถามที่แตกต่างออกไป. “ใครคือผู้ถาม?” จงอยู่กับคำถามนั้น. อย่าได้เร่งรีบที่จะให้คำตอบมันอย่างชาญฉลาด. ปล่อยมันได้เปิดแสดงออกมาถึงใครผู้ที่อ้างว่าเป็นเจ้าของของทุกประสบการณ์รับรู้. ลึกมากยิ่งขึ้นเท่าใดที่คุณมอง, ก็ยากยิ่งขึ้นเท่านั้นที่มันกลายเป็นที่จะค้นพบการแยกตัวตนซึ่งร้องหาสันติภาพ.  (Awareness asks a different question. ‘Who is asking?” Stay with that question. Do not rush to answer it intellectually. Let it expose the one who claims ownership of every experience. The deeper you look, the harder it becomes to find this separate self that demands peace.)

ความตระหนักรู้ที่เหนือกว่าการเป็นเหยื่อและผู้กระทำ (Awareness Beyond Victim and Offender)

ผู้คนบ่อยครั้งคิดว่าการบรรลุธรรม กลายเป็น ความกรุณาไม่มีที่สิ้นสุด, ความอดทนไม่มีที่สิ้นสุด, การให้อภัยไม่มีที่สิ้นสุด. มหาราชได้ชี้โพ้นเลยอัตลักษณ์เชิงจิตวิญญาณทั้งหลายออกไป. เขาไม่ได้สนใจในการขัดเงาอัตตา-ตัวตนจนกระทั่งมันดูสูงส่งศักดิ์สิทธิ์. เขาต้องการให้มายาภาพของอัตตา/ตัวตนที่จะจบสิ้นลงอย่างสมบูรณ์. เมื่อจุดศูนย์กลางความผิดพลาดหายไป, ความกรุณาก็ไม่ได้เป็นผลลัพธ์อีกต่อไป. มันเป็นแค่เพียงกลิ่นหอมของจิตหนึ่งที่ไม่ได้อยู่ในการแบ่งแยกอีกต่อไป.  (People often think enlightenment becoming endlessly compassionate, endlessly patient, endlessly forgiving. Maharaj pointed beyond all spiritual identities. He was not interested in polishing the ego until it looked holy. He wanted the illusion the ego to end completely. When the false center disappears, compassion is no longer an effort. It is simply the fragrance of a mind that no longer lives in separation.)

คุกขังอันยิ่งใหญ่ที่สุดไม่มีอีกต่อไป. มันเป็นความเชื่อที่ว่ามีใครบางคนอยู่ข้างในตัวคุณ ผู้ที่ต้องให้อภัยอีกบุคคลหนึ่งที่แยกออกไป. ชั่วขณะของการเชื่อนั้นคือการถูกมองเห็นผ่านตลอด, บางอย่างพิเศษบังเกิดขึ้น. การให้อภัยไม่ได้บรรลุผล. มันกลายนเป็นสิ่งไม่จำเป็น. มีเพียงแต่ความตระหนักรู้/รู้เท่าทันเท่านั้น ที่ไม่ถูกกระทบด้วยคำสรรเสริญหรือคำนินทา, โพ้นเลยไปจากทั้งความเป็นเช่นเหยื่อและผู้กระทำ.   (The greatest prison is not longer. It is the belief that there is someone inside who must forgive another separate person. The moment that belief is seen through, something extraordinary happens. Forgiveness is not achieved. It becomes unnecessary. There is only awareness untouched by praise of blame, beyond victim and offender alike.)

ในการตระหนักรู้ที่เงียบงันนั้น สันตอิภาพไม่ใช่อะไรที่คุณสร้างสรรค์ขึ้นมาอีกต่อไป. มันคืออะไรที่เป็นอยู่เช่นนั้นเสมอมา(In that silent recognition, peace is no longer something you create. It is what has always been.)

          https://youtu.be/Jq9JNXmBNdg?si=rWTYMP99TsmPg0JB 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น