หน้าเว็บ

วันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

บางคนได้ถามพระพุทธเจ้าว่า, ใครสร้างจักรวาลนี้หรือ?

บางคนได้ถามพระพุทธเจ้าว่า, ใครสร้างจักรวาลนี้หรือ?

Someone Asked Buddha, Who Created This Universe?

          https://youtu.be/lwCrJxLvpHw?si=zs8ybQK6OiiOLEYh

          ผู้คนมาหาพระพุทธเจ้าด้วยคำถามนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า. ใครสร้างจักรวาลนี้? พวกเขาต้องการนาม, นิทาน, เทพเจ้าเบื้องหลังดวงดาวทั้งหลายเหล่านี้. แต่พระพุทธเจ้ายิ้ม. ยิ้มนั้นได้บรรจุคำตอบไว้แล้ว.  (People came to Buddha with this question again and again. Who created the universe? They wanted a name, a story, a God behind the stars. But Buddha smiled. That smile contained the answer.)

          พระองค์ตรัสว่า, “คำถามของเธอนั้นผิด. คำถามนั้นมาจากอวิชชา, ไม่ได้จากความเข้าใจ. จิตนั้นเป็นผู้ถาม,  ใครคือผู้สร้างได้สมมติไปแล้วว่าทุกสิ่งต้องมีผู้สร้าง. จิตนั้นไม่สามารถจินตนาการสิ่งใดมีอยู่ได้โดยปราศจากเหตุ. มันต้องการการเริ่มต้น, แหล่งกำเนิด, เหตุผล เพราะว่ามันรู้สึกไม่ปลอดภัยในความลี้ลับ.” (He said, “Your question is wrong. The question comes from ignorance, not from understanding. The Mind that asks, who created already assumes that everything must have a creator. The Mind cannot imagine anything existing without a cause. It wants a beginning, a source, a reason because it feels unsafe in mystery.)

          แต่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า, “สิ่งมีอยู่นั้นไม่ได้มีสิ่งเริ่มต้น. เป็นอย่างง่ายเช่นนั้น.” พระองค์ไม่ได้สนใจในทฤษฎีทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์. พระองค์ได้ตรัสว่าคำถาเช่นนั้นไม่ได้นำไปสู่ที่แห่งใด. พวกนั้นก็เหมือนกับการถามว่า มีเทพเทวาจำนวนเท่าใดสามารถเริงระบำอยู่บนปลายเข็มได้. คำถามพวกนั้นได้กำเนิดออกมาจากความคิดและความคิดไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความไพศาลของความสัจจริง. (But Buddhist said, “Existence has no beginning. It simply is.” He was not interested in theories about creation. He said that such questions lead nowhere. They are like asking how many angels can dance on the tip of a needle. They are born out of thought and thought cannot touch the vastness of truth.)

พุทธองค์ตรัสว่า, “จงอย่าถามว่าใครคือผู้สร้างจักรวาลนี้. จงถามแทนนั้นว่าใครคือผู้ถามนี้. เมื่อเธอหันคำถามนี้กลับเข้าไปข้างใน ทิศทางทั้งปวงก้เปลี่ยนไป. เธอก็เริ่มที่จะเห็นคำถามทั้งหลายนั้นในตัวเขาเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งบังเกิดอันไพศาลที่ถูกเรียกว่าสิ่งที่มีอยู่. เธอไม่ได้อยู่ข้างนอกจักรวาลที่จะถามได้ว่าใครสร้างมัน. เธอคือจักรวาลนั้นกำลังถามตัวมันเองอยู่.”   (Buddha said, “Don’t ask who created the universe. Ask instead who is the one asking. When you turn the question inward the whole direction changes. You begin to see that the questioner himself is part of this vast happening called existence. You’re not outside the universe to ask who made it. You are the universe asking about itself.”)

พระพุทธเจ้าตรัสว่า, “จักรวาลไม่ได้ถูกสร้างทำขึ้น. เป็นเช่นนี้. ไม่เป็นการรังสรรค์. เป็นการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง, การเคลื่อนๆไหวไร้ที่สิ้นสุด. เหมือนดังคลื่นบนมหาสมุทร, พวกเขามาและก็ไป. แต่มหาสมุทรในตัวเองไม่มีเริ่มต้นและไม่มีสิ้นสุด. เหมือเมฆทั้งในท้องฟ้า, พวกเขาก่อรูป, ละลายหายไป, แลก่อรูปขึ้นอีกครา. แต่ท้องฟ้ายังคงไม่ถูกแตะต้อง.”  (Buddha said, “The universe is not made. It is. It is not a creation. It is a constant arising, a ceaseless movement. Like wave as on the ocean, they come and go. But the ocean itself has no beginning, no end. Like clouds in the sky, they form, dissolve, and form again. But the sky remains untouched.”)

พระองค์ตรัสว่า, “ไม่มีเหตุแรก. ถ้าเธอพูดว่าบางคนได้รังสรรค์โลกนี้ แล้วใครหรือที่รังสรรค์บางคนนั้น และใครหรือที่รังสรรค์ผู้สร้างก่อนหนนั้น? ห่วงโซ่ทั้งหลายนี้ไม่มีสิ้นสุด. ดังนั้น, พระพุทธเจ้าตัดมาลงอย่างสมบูรณ์สิ้น. พระองค์ตรัสว่า, “ไม่มีเหตุแรก. สิ่งทั้งหลายอุบัติขึ้นโดยอาศัยสิ่งอื่นทั้งหลายเป็นพื้นฐาน. ทุกสิ่งสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกัน.”    (He said, “There is no first cause. If you say someone created the world then who created that someone and who created the one before? This chain never ends.” So, Buddha cut it completely. He said, “There is no first cause. Things arise in dependence on other things. Everything is interrelated.”)

สำหรับพระพุทธเจ้า, จักรวาลนี้ไม่ใช่งานของพระเจ้าที่กำลังนั่งอยู่ที่ไหนสักแห่งในหมู่เมฆทั้งหลาย. มันเป็นกระบวนไร้ที่สิ้นสุด, ข่ายใยแห่งเหตุและปัจจัยทั้งหลาย.เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเช่นนั้น, เมื่อสิ่งนี้หายไป, สิ่งนั้นจึงหายไป. ไม่มีเกี่ยวข้องกับภายนอก. มีแต่เพียงลีลาร่ายรำลี้ลับนี้ของความสัมพันธ์เชื่อมต่อระหว่างกัน(For Buddha, the universe is not a work of a God sitting somewhere in the clouds. It is an infinite process, a web of causes and conditions. When this is that is, when this disappears, that disappears. There is no outside hand. There is only this mysterious dance of interconnection.)

พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า, “ไม่มีผู้รังสรรค์, ไม่มีการรังสรรค์, เพียงแค่ความเป็นเช่นนั้นเองอันไพศาลนี้.” พระองค์ใช้คำว่า ความเป็นเช่นนั้นเอง ที่จะชี้ไปยังอะไรที่โพ้นเลยไปกว่าคำอธิบาย. ต้นไม้เติบโต, ลมพัดไหว, ดวงดาวเผาไหม้. ไม่เพราะใครบางรายสั่งการพวกเขา, แต่เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของพวกเขาเองที่จะเป็นไป(Buddha said, “No creator, no creation, only this vast suchness.” He used the word suchness to point toward what is beyond explanation. The trees grow, the rivers flow, the wind moves, the stars burn. Not because someone commands them, but because it is their nature to be.)

พระองค์ตรัสว่า, “สิ่งทั้งหลายบังเกิดไม่เพราะว่ามีเจตจำนง, แต่ดเพราะมีระเบียบของธรรมชาติ. ไฟเผาไหม้, น้ำไหล, ดินรองรับ. ไม่ได้มีคำบัญชามาจากเบื้องบน. เป็นธรรมชาติของการดำรงอยู่ในตัวมันเอง.” พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธความลี้ลับ. พระองค์ลึกลงไปในมัน. พระองค์ปฏิเสธที่จะลดมันลงมาเป็นเพียงนาม. (He said, “Things happen not because there is a purpose, but because there is a natural order. Fire burns, water flows, earth supports. It is not a command from above. It is a nature of existence itself.” Buddha did not deny the mystery. He deepened it. He refused to reduce it to a name.)

พระองค์ตรัสว่า, “จงอย่าพยายามอธิบายความลี้ลับ. อยู่กับมัน. เมื่อเธอลงลึกเข้าไป, เธอก็จะเห้นว่าเธอและจักรวาลไม่ได้เป็นเช่นนั้นด้วย.” ผู้คนถามว่า, “แต่ถ้าไม่มีผู้รังสรรค์/ผู้สร้าง, อะไรคือความหมาย/จุดมุ่งหมายของชีวิตหรือ?” พระพุทธเจ้าตรัสว่า, “ชีวิตไม่มีความหมายแยกออกไปจากการมีชีวิต. ความหมายของชีวิตก็คือชีวิตในตัวมันเอง. การที่จะถามหาความหมายก็คือการคิดถึงความงดงามของอะไรที่ได้เป็นอยู่แล้ว.” (He said, “Don’t try to explain the mystery. Live it. When you deeply into, you will see that you and the universe are not too.” People asked, “But if there is no creator, what is the meaning of life?” Buddha said, “Life has no meaning apart from living. The meaning of life is life itself. To ask for meaning is to miss the beauty of what already is.”

เมื่อคุณเฝ้าดูดวงอาทิตย์ขึ้น, มันจำเป็นต้องการเหตุผลหรือ? เมื่อดอกไม้ทั้งหลายผลิบาน, มันจำเป็นต้องหการผู้รังสรรค์ให้บอกกับมันให้ดเบ่งบานหรือ? พระพุทธเจ้าตรัสว่า, “ทุกสรรพสิ่งกำลังบังเกิดขึ้นตามธรรมชาติ.”(When you watch the sunrise, does it need a reason? When a flower opens, does it need a creator to tell it to bloom? Buddha said, “Everything is happening naturally.”

ชั่วขณะที่คุณหยุดค้นหาเพื่อผู้รังสรรค์, คุณก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์โดยตัวมันเอง. เขาไม่ได้เป็นผู้ที่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า, หรือเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า. พระองค์ไปโพ้นเลยจากทั้งสองนั้น. พระองค์ไม่ได้ทั้งยอมรับหรือปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า. เขาได้ไปมากกว่าลึกกว่าความเชื่อ. (The moment you stop searching for creator, you become part of the creation itself. He is not the atheist1, nor a theist. He was beyond both. He neither accepted nor denied God. He went deeper than belief.)

1 Atheist คือ ผู้ที่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า หรือ ผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนไม่มีศาสนาหรือไม่นับถือศาสนาเสมอไป คนกลุ่มนี้อาจไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ และมักพิจารณาตนเองว่าเป็นมนุษย์นิยม (Humanist) หรือผู้มีหลักการที่อิงกับหลักเหตุผลและวิทยาศาสตร์ 

  • ความหมายโดยทั่วไป: Atheist (เอ-ธี-อิสท) คือ บุคคลที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า เทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
  • ไม่มีความเชื่อ ไม่ใช่แค่ "ไม่นับถือ": การไม่เชื่อในพระเจ้า (Atheism) แตกต่างจากการไม่นับถือศาสนา (Irreligious) โดยสิ้นเชิง ผู้ที่ไม่มีศาสนา (Irreligious) อาจไม่มีศาสนา แต่ก็ยังอาจเชื่อในพระเจ้าหรือพลังเหนือธรรมชาติได้
  • ความเชื่อที่หลากหลาย: ผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าสามารถเชื่อในสิ่งใดก็ได้ บางคนอาจเชื่อว่าไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่ามีพระเจ้าหรือไม่ (Agnostic atheist) ในขณะที่บางคนมีความมั่นใจว่าไม่มีอยู่จริง (Gnostic atheist)
  • ความเชื่อที่แตกต่างจากศาสนา: หลายคนมองว่าลัทธิอเทวนิยมไม่ใช่ศาสนาหรือระบบความเชื่อ แม้ว่าผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าอาจมีหลักการทางศีลธรรมคล้ายกับศาสนา
  • ตัวอย่าง: ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่จัดอยู่ในประเภทอเทวนิยม (Atheism) เพราะเชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ด้วยความเพียรของตนเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาพระผู้สร้าง 

พระองค์ตรัส, “ไม่ว่าผู้เป็นเจ้า/เทพเจ้ามีอยู่หรือไม่ใช่ประเด็น. สิ่งสำคัญคือการตื่นรู้/การบรรลุธรรม. เพราะถ้าถ้าคุณกำลังหลับ, ถึงแม้ว่าถ้าผู้เป็นเจ้า/เทพเจ้ายืนอยู่ตรงหน้าคุณ, คุณก็จะไม่เห็น. และถ้าคุณตื่นขึ้น, ทั่วทั้งจักรวาลก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์/กลายเป็นเทพเจ้า.”  (He said. “Whether God exists or not is irrelevant. What matters is awakening. Because if you are asleep, even if God stands before you, you will not see. And if you are awake, the whole universe becomes divine.2”)

2 "Becomes divine" แปลว่า "กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์" หรือ "กลายเป็นเทพ" คำแปลจะขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้ โดยคำว่า "divine" หมายถึง ศักดิ์สิทธิ์, เทพเจ้า, หรือสิ่งดีงามจากสวรรค์ 

  • ตัวอย่างในบริบททั่วไป:
    • "The ritual helps the water become divine." = "พิธีกรรมช่วยให้น้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้น"
  • ตัวอย่างในบริบทของชื่อเฉพาะ (เช่น ตัวละคร):
    • "Visionary" ในเรื่อง Mashle แปลว่า "ผู้มีวิสัยทัศน์อันศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับ "becomes divine" ได้แก่ "กลายเป็นผู้มีวิสัยทัศน์" 

ดังนั้น, พระพุทธเจ้าได้หันคำถามจากการเป็นการดูจากภายนอกไปเป็นการดูจากภายใน. พระองค์ตรัสว่า, “จงอย่าสูญเสียพลังงานของเธอในการคิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นของโลก. ไม่มีการเริ่มต้นที่เธอสามารถค้นหาพบ. จงเริ่มต้นกับตัวเธอเอง. ค้นพบจุดกำเนิดของความปรารถนา, จุดกำเนิดของความคิด, จุดกำเนิดของการนั้นที่คุณจะค้นพบกถุญแจ.”  (So, Buddha turned the question from outer speculation to inner seeing. He said, “Don’t waste your energy in thinking about the beginning of the world. There is no beginning that you can find. Begin with yourself. Discover the origin of desire, the origin of thought, the origin of that there you’ll find the key.)

เมื่อคุณปฏิบัติสมาธิ, เมื่อจิตของคุณกลายเป็นความเงียบ, ความคิดของผู้รังสรรค์และการรังสรรค์ นั้นหายไป. มีเพียงความเงียบ, ไพศาล, ไร้กาล, ไม่สำรวจค้นหา. และในความเงียบนั้น, คุณตระหนักได้ถึงอะไรที่พระพุทธเจ้าหมายถึง. (When you meditate, when your Mind becomes silent, the idea of creator and creation disappears. There is only silence, vast, timeless, uncrated. And in that silence, you realize what Buddha meant.)

พระองค์ตรัส, “จักรวาลไม่ได้อยู่ภายนอกเธอ. เธอไม่ใช่ผู้แปลกหน้าในมัน. เธอคือมัน. จงมองอย่างลึก, และคุณจะเห็น. ในพลังงานเดียวกันที่เคลื่อนดวงดาวทั้งหลายที่เคลื่อนที่ในลมหายใจของเธอ. ความลี้ลับเดียวกันที่หันเปลี่ยนฤดูกันเปลี่ยนการเต้นหัวใจของเธอ. ไม่มีการแยกขาดระหว่างเธอกับสรรพสิ่ง.  (He said, “The universe is not outside you. You’re not a stranger in it. You are it. Look deeply, and you will see. The same energy that moves the stars moves in your breath. The same mystery that turns seasons turns your heartbeat. There is no separation between you and existence.)

เมื่อความเข้าใจนี้อรุณรุ่ง, คำถามนั้นคือ, “ใครคือผู้สร้างสูญความหมายไปทั้งหมดหรือ?” พระพุทธเจ้าตรัสว่า, “อย่าเชื่อ, อย่าไม่เชื่อ. จงเห็นโดยตรง.” การจะเห็นโดยตรงก็คือการตื่นรู้จากมายาภาพ. มายาภาพคือการที่มีบางคนอยู่หลังม่าน. แต่เมื่อม่านนั้นถูกดึงไปทางด้านข้าง, ก็มีเพียงลีลาร่ายรำ, ไพศาล, นิรันดร์, เคลื่อนที่ด้วยตนเอง, พึ่งพาตนเอง เท่านั้น.   (When this understanding dawn, the question, “Who created loses all meaning?” Buddha said, “Don’t believe, don’t disbelieve. See directly.” To see directly is to awaken from illusion. The illusion is that there is someone behind the curtain. But when the curtain is pulled aside, there is only the dance, vast, eternal, self-moving, self-sustaining.)

ดังนั้น, เมื่อพระพุทธเจ้าได้ถูกถามอีกครั้งว่า, “ใครสร้างจักรวาลนี้หรือ?” พระองค์เพียงนิ่งเงียบและศิษย์ทั้งหลายของพระองค์ก็เข้าใจ. ความเงียบนั้นได้พูดมากไปกว่าคัมภีร์พันเล่ม. มันได้พูดว่าไม่เคยมีการเริ่มต้น, ไม่เคยมีผู้สร้าง, เพียงนิรันดร์เท่านั้นในตอนนี้. และใครก็ตามที่นิ่งเงียบอย่างแท้จริงสามารถรู้สึกถึงมันได้. ชีพจรแห่งชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องการจุดเริ่มต้น, ไม่มีชื่อไม่มีเจตจำนง. (So, when Buddha is asked again, “Who created the universe?” He remained silent and his disciples understood. That silence said more than thousand scriptures. It said there was never a beginning, never a creator. Only this eternal now. And whoever is truly silent can feel it. The pulse of life that needs no origin, no name no purpose.)

นั่นคือคำตอบ. ไม่ใช่คำพูดทั้งหลาย, ไม่ใช่ในทฤษฎีทั้งหลาย, แต่ในความเงียบ, ในความตื่นรู้, ในความรับรู้โดยตรงที่ทุกสรรพสิ่งเป็นง่ายๆเช่นนั้น.  (That is the answer. Not in words, not in theories, but in silence, in awareness, in the direct perception that everything simply is.)

          https://youtu.be/lwCrJxLvpHw?si=su-xPURudCUUUQGw 

วันพฤหัสบดีที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568

ลอว์เรนซ์ หว่อง – การเตือนถึงความปั่นป่วนในการจัด “ระเบียบอำนาจหลังยุคอเมริกา”

ลอว์เรนซ์ หว่อง – การเตือนถึงความปั่นป่วนในการจัด “ระเบียบอำนาจหลังยุคอเมริกา”

Singapore prime minister warns of turbulence ahead in 'post-American' order | FT Interview

          https://youtu.be/NXSI4cCm3BM?si=JyoNGga0dARjh41S

บทนำ (Introduction)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           เอาละ, ท่านนายกรัฐมนตรี,  สิงคโปร์ บางทีอาจเป็นประเทศโลกา-นุวัฒน์มากที่สุดบนโลกนี้. และคุณดูเหมือนชอบการปกครอง, คุณชอบความถูกต้องแม่นยำ, คุณชอบคณิตศาสตร์. (Well, Prime Minister, Singapore is perhaps the most globalized country on the world. And you like rules, you like precision, you like mathematics.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เราชอบเสถียรภาพ. (We like stability.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           คุณชอบการคาดการณ์ได้. (You like predictability.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ใช่ครับ. (Of course,)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           คุณชอบความชัดเจน. คุณต้องจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับการจัดระเบียบโลกใหม่.   (You like visibility. You must be having to adapt to a new world order.)

การเปลี่ยนถ่ายหลังยุคอเมริกัน (The 'post-American' transition)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           บอกดิฉันสักเล็กน้อยว่า การเปลี่ยนแปลงฐานรากที่ต้องการนี้ ในที่หนทางที่สิงคโปร์ปฏิบัติหรือไม่ (Tell me a little bit whether this requires fundamental change in the way that Singapore operates.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เรากำลังอยู่ในท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านอันยิ่งใหญ่อย่างแน่นอน ไปสู่โลกหลายขั้วอำนาจ, ระเบียบโลกหลัง-ยุคอเมริกา และโลกหลากหลายขั้วอำนาจ เอ่อ ไม่มีใครสามารถบอกได้ว่าอย่างไรที่การเปลี่ยนผ่านนี้จะคลี่เผยออกมา. แต่ไม่ต้องกังขาเลยว่ามันจะเป็นที่สับสนโกลาหลและไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะว่าอเมริกากำลังก้าวถอยกลับไปจากบทบาทของตนในฐานะผู้รับประกันภัยโลกานุวัฒน์.  (We are certainly in the midst of a great transition to a multipolar world1, a post-American order and a multipolar world. Uh no one can tell how the transition will unfold. But there is no doubt it will be messy and unpredictable because America is stepping back from its role as global insurer)

          1 "A multipolar world" แปลว่า "โลกหลายขั้วอำนาจหมายถึงสถานการณ์ที่อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจกระจายไปสู่หลายขั้วหรือหลายรัฐ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ระบบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อนมากขึ้น และอาจนำไปสู่การแข่งขันและความร่วมมือที่หลากหลาย 

ความหมายโดยละเอียด

  • ความหมาย: โลกที่มีศูนย์กลางอำนาจหรือมหาอำนาจมากกว่าสองแห่ง
  • การเปลี่ยนแปลง: เป็นการเปลี่ยนจากยุคที่มหาอำนาจเพียงหนึ่งเดียวมีอิทธิพลสูงสุด (เช่น สหรัฐอเมริกา) มาสู่ยุคที่มีรัฐหรือกลุ่มรัฐที่มีอำนาจใกล้เคียงกันเข้ามามีบทบาทมากขึ้น
  • ตัวอย่าง:
    • ในประวัติศาสตร์: ช่วงสงครามสามสิบปีในยุโรป หรือช่วงหลังสงครามนโปเลียน
    • ในปัจจุบัน: การเกิดขึ้นของกลุ่ม BRICS (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) ถูกมองว่าเป็นตัวอย่างของความพยายามที่จะท้าทายความเป็นมหาอำนาจของสหรัฐฯ
  • ผลกระทบ: ทำให้เกิดความซับซ้อนในการบริหารความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจสร้างทั้งโอกาสและความเสี่ยง 

 

แต่ไม่มีประเทศอื่นที่สามารถจะ หรือตั้งใจที่จะเติมช่องว่างสุญญากาศนี้ให้. ดังนั้น, เราอยู่ในตำแหน่งที่ไม่สบายอกสบายใจได้ที่ซึ่งกฎเกณฑ์เก่าๆทั้งหายไม่ได้ปรับประยุกต์อีกต่อไปห แต่อันใหม่ทั้งหลายก็ไม่ได้ถูกเขียนขึ้นและเราต้องยันหยัดตัวเราเองต่อแรงปั่นปวนข้างหน้า.   (But there is no other country that’s able to or willing to fill the vacuum. So, we are in an uncomfortable position where the old rules do not apply anymore but the new ones have not been written and we must brace ourselves for more turbulence ahead.)

ดังนั้น, อะไรที่เราจะทำในสภาพแวดล้อมเช่นนี้รึ? ผมคิดว่าเราไม่สามารถที่จะรับมือกับแค่รอคอยสำหรับสิ่งทั้งหลายที่จะบังเกิดขึ้น หรือหวังว่าบางอย่างสิ่งที่เป็นเช่นเวทย์มนตร์มหัศจรรย์จะหล่นลงมาเข้าที่ทางเอง. เราจำเป็นต้องลงมือกระทำในตอนนี้, วางแผนการในตอนนี้และเริ่มต้นลงมือกระทำทั้งหลายที่จะลงทุนร่วมกัน ในการรับมือกับปัญหาทั้งหลายของพื้นสาธารณะโลกานุวัฒน์ทั่วไปทั้งหลาย หรือ ในการสร้างการเชื่อมติดต่อทางการค้าใหม่ทั้งหลาย และรักษาแรงเหวี่ยงของการเปิดเสรีทางการค้า. (So, what are we to do in this environment? I think we cannot afford to just wait for things to happen or hope somehow that things magically will fall in place. We have to take actions now, plan now and start taking actions to invest together in tackling the problems of the global commons or in building new trade connections and keeping up the momentum of trade liberalization3.)

3 "The momentum of trade liberalization" แปลว่า "โมเมนตัมของการเปิดเสรีทางการค้า" หรือ "แรงขับเคลื่อนของการเปิดเสรีทางการค้า" ซึ่งหมายถึงการที่กระบวนการลดอุปสรรคทางการค้าระหว่างประเทศดำเนินไปอย่างต่อเนื่องและมีพลังมากขึ้น. 

  • Trade liberalizationคือ การเปิดเสรีทางการค้า เป็นกระบวนการที่ประเทศต่างๆ ลดหรือขจัดอุปสรรคทางการค้า เช่น ภาษีศุลกากร และโควตา เพื่อส่งเสริมการค้าเสรีระหว่างกัน.
  • Momentumคือ พลังที่ทำให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเคลื่อนที่ไปข้างหน้า หรือแรงขับเคลื่อนที่ทำให้กระบวนการนั้นดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง. 

 

ดังนั้น, นั่นเป็นบางอย่างที่สิงคโปร์นบางอย่างทสงค กระตือรือร้นที่จะทำ. เราม่สามารถทำมันได้ตามลำพัง, แต่เราจะทำมันกับประเทศอื่นทั้งหลายที่มีจิตใจเหมือนกัน. (So, that’s something that Singapore is keen to do. We can’t do it alone, but we will do it with other like-minded countries.)

โลกที่ปราศจากสหรัฐอเมริกา (A world without the US?)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):            คุณสามารถให้ทัศนภาพข้างหน้าถึงโลกที่ปราศจากสหรัฐอเมริกาได้ไหม?   (Can you envision a world without the US?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      สหรัฐอเมริกาอาจจะไม่สามารถหรือไม่มีเจตจำนงที่จะเข้าร่วมแผนการทั้งหลายเหล่านี้ในตอนนี้, แต่เราต้องผลักดันไปข้างหน้าและอย่างหวังเต็มเปี่ยมว่าเมื่อถึงเวลาแล้วพวกเขาจะตามมาเช่นกัน. แต่เมื่อพิจารณาถึงอย่างไม่แน่นอนและไม่อาจคาดการณ์ได้, เราไม่สามารถแค่ปล่อยให้สิ่งทั้งหลายไปตามโอกาส.   (The US may not be able or willing to join these plans now, but we have to press ahead and hopefully in time to come they will come along as well. But given the uncertainties and the unpredictability’s, we cannot just leave things to chance.)

เราต้องเริ่มต้นกระทำการในตอนนี้ที่จะวางรากฐานทั้งหลายของสถาปัตยกรรมพหุภาคีใหม่. (We have to start actions now to lay a foundation of the new multilateral architecture4.)

4 https://en.wikipedia.org/wiki/Multilateralism

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          แต่มีสองมุมมองที่ว่าอีกสองสามปีข้างหน้าจะมีมากยิ่งขึ้นในการผ่าน...(But there are two views that the next few years are more of a passing…)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ปรากฏการณ์. (Phenomenon.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          หรือว่ามีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างในเชิงลึกในระเบียบโลกที่เรากำลังอาศัยอบู่ในตอนนี้. คุณอยู่ค่ายที่สอง.  (Or that there are deep structural changes in the world order that we are now living. You are in the second camp.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ใช่, เราเป็น. เราเป็น, เพราะว่าเราเชื่อว่าอะไรได้บังเกิดขึ้นที่ในสังคมอเมริกัน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปรากฏการณ์ชั่วคราว. มันสะท้อนการเปลี่ยนแปลงอย่างกว้างไกลในวัฒนธรรมทางการเมือง และในสังคมคนอเมริกันในตัวมันเองด้วยเช่นกัน, ความรู้สึกที่อเมริกาไม่ได้ได้รับประโยชน์จากระเบียบโลกานุวัฒน์ในกระแสปัจจุบันที่มันออกมาผิดที่ผิดทาง. และมันไม่ได้เตรียมพร้อมที่จะทำมากเท่ากับการยกของหนักที่จะคอยรักษาระเบียบนั้นให้ดำเนินต่อไป. และผมคิดว่านั่นไปไกลเกินเลยกว่าการบริหารนี้.  (Yes, we are. We are, because we believe what has happened in America is not just a temporary phenomenon. It reflects broader change in political culture and also in American society itself, a feeling that America has not benefited from current global order that it had out in place. And it is not prepared to do as much of the heavy lifting to keep the order going. And I think that goes beyond this administration.)

ทรัมป์ ถูกต้องไหม? (Is Trump right?)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           มีบางความเชื่อมั่นอ่อนไหวนี้เป็นที่สมเหตุผลบ้างไหม? โดนัลด์ ทรัมป์ได้มีจุดมีประเด็น เมื่อเขาพูดว่าสหรัฐอเมริกาได้ถูกเอารัดเอาเปรียบก่อนอย่างไม่ต้องสงสัยเลย?  (Is some of this sentiment justified? Does Donald Trump have a point when he says that the US has been taken for granted, that it’s been taken advantage of?

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):        บางอย่างของมัน, เอาละ, อาจจะถูกให้เหตุผลได้ว่าอาจจะมีผู้แอบขึ้นโดยสารมาฟรีๆ, พูดก็ได้เช่นนั้น. และประเทศทั้งหลายจำเป็นต้องการจริงๆที่จะทำมากยิ่งไปกว่าจะลงทุนในความมั่นคงปลอดภัยทางเศรษฐกิจของตัวพวกเขาเอง และในเสถียรภาพด้วยเช่นกัน. เราทำที่ว่านั้นในสิงคโปร์. เราไม่ได้เคยเอามันมาเป็นเหตุผล. เรามีความสม่ำเสมอในการลงทุนแต่ละปีในความมั่นคงปลอดภัยของเราเอง, ในการป้องกันประเทศของเรา, และอำนวยความสะดวกให้แก่อเมริกากับการเข้ามาปรากฏในภูมิภาคนี้ด้วยเช่นกัน.   (Some of it may well be justified in the sense that there may well have been free riders, so to speak. And countries do need to do more to invest in their own economic security and also stability. We do that in Singapore. We have never taken it for granted. WE have consistently invested year by year in our own security, in our defense, and also facilitated America’s presence in the region.)

          อย่างแน่นอนว่า, อะไรที่ทรัมป์บริหารประเทศได้ทำไปคือการที่จะกระตุ้นและเร่งเร้าให้ประเทศมากมายทั้งหลายที่จะทำการสะท้อนถึงตัวเองนี้. และคุณก็มองเห็นว่ากำลังบังเกิดขึ้นอยู่ในตอนนี้. ประเทศทั้งหลายกระทำการลงทุนมากขึ้นในเรื่องนี้จริงๆ...  (Certainly, what the Trump administration has done is to motivate and catalyze many countries to do this self-reflection. And you see that happening now. More countries are indeed investing in…)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           มีการสะท้อนตนเองอย่างชัดเจน. (There is certainly self-reflection.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      คุณมองเห็นมัน. (You see it.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          คุณมองเห็นมันที่ในยุโรป และผู้คนกำลังรับเอาสาระสำคัญทั้งหลายนี้เข้าไปสู่มือของพวกเขาเอง.  (You see it in Europe and people are taking matters into their own hands.)

 ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):     อย่างมีทางเลือกได้, ขณะที่นั่นอาจจะมีความสัจจริงอยู่ในบางอย่างของอะไรที่มร. ทรัมป์ได้พูด, และผลลัพธ์เชิงบวกของเรื่องนี้คือประเทศทั้งหลายต้องรับเอาความรับผิดชอบและค่าใช้จ่ายกับความมั่นคงปลอดภัยของตัวพวกเขาเอง, เรากังวลว่าผลที่ออกมาของการกระทำปฏิบัติทั้งหลายเหล่านี้จะหมายถึง, ดังที่ผมได้พูดไปแล้ว, ความอ่อนแอของระเบียบการโลกในทุกวันนี้ด้วยเช่นกัน. และเราคิดว่าไม่มีการถอยหลังไป.   (Alternative, while there may be truth in some of what Mr. Trump has said, and the positive result of this is countries taking more responsibility and spending more on your own security, we worry that the consequence of these actions will also mean, as I said, a weakening of the global order today. And we think there’s no going back.)

          จะมีโลกใหม่หลายขั้วอำนาจ. ความหลากหลายขั้วอำนาจในตัวของมันเอง ไม่ได้จัดสร้างฺโครงกรอบเสถียรภาพให้กับประเทศทั้งหลายที่จะทำงานด้วยกัน, ที่จะร่วมกัน และที่จะสร้างหลักประกันซึ่งกันและกันถึงความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงที่แบ่งปันกัน. ดังนั้น, เราต้องคิดเกี่ยวกับอะไรที่เราสามารถทำด้วยกันในการก่อให้เกิดสิ่งนั้น.  (There will be a new multi-polar world. Multi-polarity itself does not provide a stable framework for countries to work together, to co-operate and to ensure shared prosperity and security. So, we have to think about what we can do together to engender that.)

เขตอิทธิพลทั้งหลาย (Spheres of influence)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ความหลายขั้วอำนาจนี้ได้หมายถึงเขตอิทธิพลหรือ?  เพราะว่าคุณมักจะมองที่วิธีการบริหารประเทศของสหรัฐอเมริกาในการปฏิบัติอย่างไร, และมันดูเหมือนว่าอะไรที่ประธานาธิบดีพึงพอใจก็คือการแบ่งเป็นโลกที่สาม. นั่นจะไม่ทำงานได้ดีมากนักสำหรับ, สิงคโปร์, ใช่มั้ย?  (Does this multi-polarity mean spheres of influence5? Because you often look at the way the US administration operates, and it looks like what the president prefers are three string countries6. That’s wouldn’t work very well for Singapore, would it?)

          5 "Spheres of influence" แปลว่า "เขตอิทธิพล" หรือ "วงอิทธิพล" ซึ่งหมายถึงภูมิภาคหรืออาณาเขตที่ประเทศหนึ่งมีอำนาจหรืออิทธิพลเหนือกว่าอีกประเทศหนึ่งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ หรือวัฒนธรรม คำนี้ยังสามารถใช้ในบริบทอื่น ๆ ได้ เช่น ในทางดาราศาสตร์ หมายถึงบริเวณที่แรงโน้มถ่วงของวัตถุหนึ่งมีอิทธิพลเหนือกว่าวัตถุอื่นในระบบ 

การใช้งานในบริบทต่าง ๆ

  • การเมืองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: หมายถึงภูมิภาคที่ประเทศมหาอำนาจมีอำนาจในการครอบงำหรืออ้างสิทธิ์บางอย่างเหนือประเทศอื่น ๆ
  • ดาราศาสตร์:
    • ดาราศาสตร์พลศาสตร์: หมายถึงบริเวณรอบวัตถุอวกาศ เช่น ดาวเคราะห์ ที่แรงโน้มถ่วงของวัตถุนั้นมีอิทธิพลเหนือวัตถุอื่นที่โคจรอยู่ เช่น ดวงจันทร์ในระบบสุริยะ
    • ดาราศาสตร์ทั่วไป: หมายถึงบริเวณรอบหลุมดำมวลยวดยิ่ง ที่ศักย์โน้มถ่วงของหลุมดำมีอิทธิพลเหนือกว่ากาแล็กซีต้นทาง
  • ศาสนา: อาจหมายถึง "วงการพระพุทธศาสนา" โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับการบริหารพระศาสนา 

6 "Three string countries" ไม่ใช่คำที่ใช้กันทั่วไป แต่หากอ้างอิงถึง "Three World countries" ซึ่งหมายถึง "โลกที่สาม" ในยุคสงครามเย็น หมายถึงกลุ่มประเทศที่ไม่ได้เข้ากับฝ่ายสหรัฐอเมริกา (โลกที่หนึ่ง) หรือสหภาพโซเวียต (โลกที่สอง) 

  • บริบทของคำ: เดิมที คำนี้ใช้แบ่งโลกตามระบบการเมืองและอุดมการณ์ในยุคสงครามเย็น โดยไม่ได้หมายถึงระดับการพัฒนาของประเทศเสมอไป
  • โลกที่หนึ่ง: กลุ่มประเทศทุนนิยม นำโดยสหรัฐฯ
  • โลกที่สอง: กลุ่มประเทศสังคมนิยม นำโดยสหภาพโซเวียตและจีน
  • โลกที่สาม: กลุ่มประเทศที่เหลือ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นประเทศที่อยู่ระหว่างโลกที่หนึ่งและโลกที่สอง หรือยังไม่เข้าร่วมกับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยตรง
  • ความหมายในปัจจุบัน: ปัจจุบันคำว่า "โลกที่สาม" ถือว่าล้าสมัยและไม่เหมาะสม คำที่ใช้ในปัจจุบันมักจะเป็น "กำลังพัฒนา" (developing countries) หรือ "ประเทศรายได้ต่ำ" (low-income countries) แทน 

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เราหวังว่าจะไม่จบลงเหมือนเช่นนั้น เพราะว่าถ้าโลกจบลงในแบบกลุ่มอำนาจแบบปิดกั้นและเขตอิทธิพล, ผมคิดว่ามันจะเป็นมากยิ่งกว่าในความอันตรายและไม่มีเสถียรภาพ. ดังนั้น, จากจุดมองของเรา, ความหลายขั้วอำนาจน่าจะมีหนทางที่จะนำมาซึ่งการเชื่อมต่อทั้งหลายแบบโลกานุวัฒน์กัน. เราจะพึงพอใจกับโลกที่อาเซียนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, เราเป็นแพลตฟอร์ม/ชานชลาซึ่งยินยอมเปิดออกและการมีส่วนร่วมทั้งหลายกับมหาอำนาจหลักทั้งหลาย.  (We hope it will not end up like that because if the world ends up in exclusionary blocs and spheres of influence, I think it will be more dangerous and unstable. So, from our point of view, multi-polarity should still have a way to bring about global connections. We would prefer a world where Asean in southeast Asia, we are platform allows that allows for open and inclusive engagements with all major powers.)

อาเซียน (AEAN)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          คุณคิดว่าอาเซียนสามารถกลายเป็นกลุ่มการเมืองที่น่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น, แต่ก็เป็นกลุ่มทางเศรษฐกิจด้วยเช่นกัน? (Do you think AEAN could become a more credible bloc politically, but also economically?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      อย่างแน่นนอนเลย, เรามีความทะเยอะยานทั้งหลายที่จะทำเช่นนั้น. (Certainly, we have ambitions to do so.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ฉันรู้ว่านี้คืออะไรที่สิงคโปร์หวังไว้เช่นนั้น, แต่มีการเคลื่อนไหวแข็งแกร่งที่จะทำมันนั้นไหม?  (I know that this is what Singapore hopes for, but are there concrete moves to make it such?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ผมจะไม่, อย่างแรกเลย, ดูแคลนความสัมฤทธิ์ผลทั้งหลายของอาเซียน. เอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นภูมิภาคที่หลากหลายอย่างมาก, มีความซับซ้อนอย่างสูง, ถูกสร้างขึ้นมาจากประกอบขึ้นด้วยความแตกต่างทางชาติพันธุ์ทั้งหลาย, ภาษาทั้งหลาย, ศาสนาทั้งหลาย ที่มากมายยิ่งนัก. มันเคยถูกเรียกว่าบอลข่านแห่งเอเชีย เพราะการกระจายตัวกันไปในเชิงภูมิศาสตร์และศักยภาพความไม่มีเสถียรภาพ.     (I wouldn’t, first of all, belittle the achievements of ASEAN. Southeast Asia is a very diverse region, highly complex, made up of so many different ethnicities, languages, religions. It used to be called the Balkans of Asia because of the geographical fragmentation and the potential for instability.)

          และกระนั้น, ทศวรรษทั้งหลายทั้งหมดเหล่านี้ตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามเวียตนาม, เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นที่สามารถธำรงคงความสัมพันธ์สันติภาพและหลีกเลี่ยงความขัดแย้งขนานใหญ่ไว้ได้. และอย่างมากมายที่มันเป็นความน่าเชื่อถือต่องอาเซียน. อาเซียนอย่างแน่นอนว่ายังไม่สมบูรณ์, แต่มันเป็นที่สำคัญจำเป็น, และเรากำลังดำเนินต่อไปที่จะก่อสร้างบนฐานรากทั้งหลายที่ได้ถูกวางเอาไว้แล้ว.  (And yet, all these decades since the end of the Vietnam war, Southeast Asia has been able to maintain relative peace and avoid major conflicts. And a lot of it is credit to ASEAN. ASEAN is certainly not perfect, but it is indispensable, and we are continuing to build on the foundations that have been laid.)

มีแผนการทั้งหลายที่จะเร่งเพิ่มการบูรณาการอาเซียนที่จะทำให้ตัวเราเองเป็นที่น่าสนใจมากยิ่งขึ้นและสามารถแข่งขันในเชิงตลาดหนึ่งเดียวได้. และในบางหนทางทั้งหลาย, กำแพงภาษีสินค้านำเข้าที่ถูกกำหนดโดยอเมริกาที่จริงแล้วได้เป็นตัวเร่งและกระตุ้นผู้นำอาเซียนทั้งหลายที่จะมารวมเข้าด้วยกันโดยเร่งด่วนมากขึ้นกับความพยายามนี้.   (There are plans to accelerate ASEAN integration to make ourselves a more attractive and competitive single market. And in some ways, the tariffs imposed by America have indeed catalyzed and motivated ASEAN leaders to come together with more urgency on this endeavor.)

กำแพงภาษีสินค้านำเข้าทั้งหลาย (Tariffs)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          แล้วคุณก็เอาตัวรอดมาได้อย่างสบายๆ. แต่แน่นอนละ, สหรัฐอเมริกาไม่ได้มีการขาดุลการค้าหรือบริการทั้งหลายใดๆกับสิงคโปร์; ดังนั้น, คุณได้ 10%. มันไม่ได้เป็นเหมือนเช่นเดียวกันกับเพื่อนบ้านทั้งหลายของคุณ. แล้ว, ก็มีความรู้สึกที่กำลังเติบโตขึ้นในภูมิภาคนี้ที่ว่าสหรัฐอเมริกาภายใต้ทรัมป์ได้หันหลังให้กับเอเซียตะวันออกเฉียงใต้แล้ว, คุณเห็นด้วยเช่นนั้นไหม?  (So, you got off pretty lightly. But of course, the US does not have a trade deficit in goods or in services with Singapore; so, you got 10 per cent. It’s not the same for your neighbors. They have some of the highest tariffs. So, there is a growing sense in the region that the US under Trump has turned its back on the Southeast Asia. Do you agree?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      การปฏิบัติกระทำของกำแพงภาษีสินค้านำเข้าทั้งหลายนั้นอย่างชัดเจนว่าได้กระทบปะทะกับจุดยืนของอเมริกาในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, ไม่ต้องสงสัยใดเลย. แต่ผมควรจะบอกว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ยังคงต้องตระหนักว่าอเมริกายังคงเป้นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้. ไม่ใช่จีน. แต่จีนเป็นหุ้นส่วนทางการค้าที่ใหญ่ที่สุด.  (The actions of the tariffs have certainly impacted America’s standing in Southeast Asia, there is no doubt. But I would say all Southeast Asia countries still recognize that America is remains the largest investor in the region. Not China. China is the largest trading partner.)

          แต่ตราบใดที่ตราบไกลที่FDI - การลงทุนจากต่างประเทศไหลเลื่อนได้เกี่ยวข้อง, อเมริกาก็ยังคงเป็นผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุด. อเมริกายังคงมีเดิมพันสำคัญในเอเชีย และทั้งหมดของเราในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ต้องการที่จะดำรงไว้ในการเชื่อมโยงที่ดีทั้งหลายกับอเมริกา และนั่นคือทำไมหลายประเทศได้มีการเจรจาต่อรองทั้งหลายอย่างกว้างขวางกับอเมริกา และในท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้บรรลุตกลงกันในกำแพงภาษีสินค้านำเข้านั้นต่ำลงเล็กน้อย.   (But as far as FDI flows are concerned, America remains the largest investor. America still has significant stakes in Asia and all of us in Southeast Asia want to maintain good links with America and that’s why many countries have had extensive negotiations with the US and eventually they have landed on slightly lower tariffs.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           มากลงมากว่าราว. มันเป็นที่น่าสนใจว่าในตอนนี้เราคิดอย่างไรกับ 10% หรือ 20%...เป็น...เป็นจริงในทางปฏิบัติว่าเป็นดุจการบรรเทาลง. 19%(More around 19%. It’s interesting how now we think of 10 or 20%...as …as real practically as relief.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ผม...ผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่กับคุณว่านั่น...(I…I agree fully with you that…)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           ...แต่เราได้เริ่มต้นด้วยไม่มีอะไรเลย...(…but we started with nothing…)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ...อย่างแน่นอนเลย. ดังนั้น, จากจุดมุมมองทั้งหลายของเรา ตัวเลขที่ถูกต้องคือ 0%. (เย้.). แต่ 10% ได้กลายเป็นความปกติใหม่. อะไรที่จะทำรึ?  (…exactly. So, from our point of view the correct figure is 0%. (Yeah.) But 10% has become the new normal. What to do?

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           คุณสามารถๆได้แม้ว่า...ยังคงเจ็บปวดจาก อืม กำแพงภาษีสินค้าขาเข้ากับเซมิคอนดัคเตอร์และฟาร์มาซูติคอลส์, คุณได้หารือกับสหรัฐอเมริกา...(เย้.) และคุณคิดว่านั่นคุณจะได้รับการยกเว้นไหม?   (You could though…still suffer from um semiconductor tariffs on and pharmaceuticals. Are you in discussion with the US…(yeah) and do you think that you will get exemptions?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เรายังคงที่จะถูกเห็น. เราอยู่ในการหารือทั้งหลายกับเจ้าหน้าที่รัฐบาลอเมริกันกับเรื่องนี้. แต่จากอะไรที่เราเข้าใจจากบางบริษัทอเมริกันขนาดใหญ่ทั้งหลายเหมือนเช่นบริษัทยา/ฟาร์ซูติคอลทั้งหลาย, บางรายของพวกเขาโดยตนเองได้ทำการต่อรองไปแล้วในการได้รับยกเว้นทั้งหลายของพวกเขาเอง เพราะว่าพวกเขากำลังลงทุนกลับไปในอเมริกา.   (We remain to be seen. We are in discussions with the American officials on this. But from what we understand from some of the large American firms like the pharmaceutical companies, some of them on their own have already negotiated their own exemptions because they are investing back in America.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          แล้ว, บริษัทยา/ฟาร์มาซูติคอลทั้งหลายในสิงคโปร์, (นั่นถูกต้องแล้ว.) พวกเขาเป็นบริษัททั้งหลายของคนอเมริกัน. พวกเขาลงทุนในอเมริกา. ดังนั้นพวกเขาถึงได้รับการยกเว้นให้กับตัวพวกเขาเอง.  (So, these are the pharmaceutical companies in Singapore, (that’s right.) They’re American companies. They’re invest in America. So, they get their own exemption.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      นั่นถูกต้องแล้ว. ดังนั้น, เรา, อย่างที่คุณก็รู้, กำลังมองไปที่เรื่องนี้ในรายละเอียดมากขึ้นด้วยเช่นกัน เพื่อที่จะเข้าใจอย่างเต็มที่ถึงแรงปะทะกับเศรษฐกิจของเรา.  (That’s right. So, we, you know, looking at this in greater detail also to understand fully what’s the impact on our economy.)

ห่วงโซ่อุปทาน (Supply chains)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          คุณเป็นศูนย์รวบรวม/กระจายสินค้าขนาดใหญ่ที่สุด. มีการส่งออกซ้ำอีกครั้งจำนวนมากมายจากสิงคโปร์. และห่วงโซ่อุปทานทั้งหลายได้ถูกป่วนทำลาย เพราะว่ามีแรงกดดันด้วยเช่นกันจากองค์ประกอบทั้งหลายของจีนจากห่วงโซ่อุปทานนี้. คุณได้รู้สึกถึงแรงกดดันและอะไรที่กระแทกปะทะที่มันได้มีด้วยไหม?   (You’re a logistics hub. There are a lot of re-exports7 from Singapore. And supply chains have been disrupted because there is pressure also from the US to remove Chinese elements from these supply chains. Have you felt this pressure and what impact has it had?)

        7 "A lot of re-exports" แปลว่า การส่งออกซ้ำจำนวนมาก หรือ การส่งออกอีกครั้งจำนวนมาก ซึ่งหมายถึงการนำสินค้าเข้ามายังประเทศหนึ่ง แล้วส่งออกต่อไปยังประเทศอื่น 

  • การส่งออกซ้ำ (Re-export): เป็นการค้าที่สินค้าถูกนำเข้าประเทศ แล้วส่งออกไปยังประเทศที่สาม ตัวอย่างเช่น บริษัทในประเทศ ก. ซื้อสินค้าจากประเทศ ข. และนำมาขายต่อให้กับประเทศ ค.
  • หน้าที่เกี่ยวข้อง: หากผู้นำเข้าต้องการส่งสินค้าที่นำเข้ามากลับออกไป (re-export) ต้องยื่นคำร้องขอปฏิบัติพิธีการส่งของกลับออกไปนอกราชอาณาจักร ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2560 

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ก็ไม่มากเกินไปนักจากในภาพรวมของกระแสการไหลทั้งหมด, เพราะถ้าคุณมองไปที่ภาพของโลกานุวัฒน์ทั้งหลาย, กระแสไหลทางการค้ายังดำเนินต่อไป. พวกเขาเป็นแค่กำลังถูกปรับโครงสร้างใหม่เข้าไปสู่รูปแบใหม่ทางการค้า. ตราบนานเท่าที่พวกเขาดำเนินต่อไป, โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย, สิงคโปร์สามารถที่จะยังคงอยู่ที่ศูนย์กลางของรูปแบบโลกานุวัฒน์ทั้งหลายเหล่านี้.  (Not so much on the overall flows, because if you look at global figures, trade flows continue. They are just being reconfigured into new patterns of trade. As so long as they are continuing, especially in Asia, Singapore can remain a relevant node. And we see that continuing to be the case. And we are determined to remain at the center of these global patterns.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           ฉันรู้ว่าคุณอยู่ภายใต้การกดดันที่จะหยุดชิปรุ่นก้าวหน้าของสหรัฐอเมริกาจากการไปสู่จีน, ชิปรุ่นก้าวหน้านั้นที่คุณได้มีที่สิงคโปร์. อะไรที่คุณกำลังที่จะหยุดการไหลไปนี้?  (I know that you are under pressure to stop US advanced chip from getting to China, advanced chips that you get in Singapore. What are you doing to stop these flows?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เอาละ, ตำแหน่งของเราเป็นที่กระจ่างชัดมาก. เราได้สถาปนาศูนย์กลางธุรกิจขึ้นบนพื้นฐานของชื่อเสียงของเราในหลักนิติธรรมและความไว้วางใจ และเช่นนั้นเอง, ที่เรามีความตั้งใจและมีความมุ่งมั่นอย่างเต็มที่ที่จะคงความซื่อสัตย์ในสภาพแวดล้อมทางธุรกิจของเรา. (Well, our position is very clear. We’ve established a business hub on the basis of our reputation for rule of law and trust. And so, we are determined and fully committed to remain the integrity of our business environment.)

          เราจะไม่ยินยอมให้ธุรกิจละเมิดต่อกฎหมายทั้งหลายของเรา. เราจะดำเนินการอย่างเข้มงวด. และเมื่อมันมาถึงการกำกับควบคุมการส่งออก, เราก็จะไม่อภัยโ?ให้กับธุรกิจหรือปัจเจกชนทั้งหลายที่เอารัดเอาเปรียบของการสมาคมของเขากับสิงคโปร์ ที่จะหลีกเลี่ยงการกำกับคุมการส่งออกกับประเทศอื่นๆทั้งหลาย. (We will not tolerate business violating our laws. We will take strict actions.  And when it comes to export controls, we will also not condone business or individuals taking advantage of their association with Singapore to circumvent the export controls of other countries.)

          ดังนั้น, ที่ซึ่งอเมริกาเป็นกังวล, อะไรที่เราได้ทำเสร็จแล้วคือการวางระบบที่มั่นคงแข็งแรงทั้งหลาย เพื่อที่รัฐบาลสหรัฐอเมริกาสามารถที่จะกระทำปฏิบัติการได้, ตรวจสอบบริษัททั้งหลายที่น่าสนในในสิงคโปร์ถเพวกเขามีความปรารถนาเช่นนั้น. และเราจะขยายการจัดแจงทั้งหลายเหมือนเช่นเดียวกันนี้ออกไปด้วยเช่นกันสำหรับประเทศอื่นทั้งหลาย ถ้าพวกเขาอยากที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกันเมื่อมันมาถึงเรื่องการกำกับควบคุมการส่งออกสินค้าของพวกเขา ไม่ได้จำกัดอยู่ที่เพียงแค่สหรัฐอเมริกาเท่านั้น.  (So, where America is concerned, what we have done is put in place robust arrangements so that the US government can take actions, investigate companies of interest in Singapore if they so wish. And we will also extend similar arrangements for other countries if they would like also to have the same treatment when it comes to their export controls, because nowadays export controls is not limited to America only.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          คุณได้แปลกใจไหมว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบจริงๆนัก? กำแพงภาษีสินค้านำเข้านั้นได้ถูกคาดว่าที่จะทำความเสียหายให้อย่างมาก. และไม่ว่าคุณมองที่เศรษฐกิจโลกานุวัฒน์หรือไม่, จากรายงานของ IMF เมื่อเร็วๆนี้, หรือ, ที่จริงแล้ว, ในสิงคโปร์, การเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ได้รับผลกระทบ´เราคิดมันผิดไปไหม?   (Are you surprised that economic growth hasn’t really suffered? Tariffs were supposed to do a lot of damage. And whether you look at the global economy, the recent IMF report, or, indeed, in Singapore, economic growth has not yet been affected. Did we get it wrong?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ไม่เลย, ผมไม่คิดว่าเราคิดมันผิด. ผมคิดว่ามีหลากหลายเหตุผลทั้งหลายกับมัน. หนึ่ง, การนำไปปฏิบัติจริงของกำแพงภาษีสินค้านำเข้าไม่ได้เป็นการสูงดังที่อะไรซึ่งพวกมันในเบื้องต้นถูกระบุว่าจะเป็น.  (No, I don’t think we got it wrong. I think there are several reasons for it. One, the actual rollout of the tariffs has not been as high as what they initially were indicated to be.)

          อย่างที่สอง, มีกิจกรรมมากมายให้ทำล่วงหน้าทั้งหลาย, ที่ได้ลดผลกระทบนั้นลดลง.  (Second, there has been a lot of front-loading of activities, which has dampened the impact.)

และแอย่างที่สาม, พูดโดยทั่วไป, เพราะ AI, เพราะเทคโนโลยีใหม่ทั้งหลาย, ที่เหลือของเศรษฐกิจได้เป็นค่อนข้างปรับตัวยืดหยุ่นมาจนถึงตอนนี้. แต่ก็มีผลกระทบ. ผมคิดว่าเราได้เริ่มต้นที่จะรู้สึกว่ามันในเศรษฐกิจของเราเอง.  (And third, generally speaking, because of AI, because of new technologies, the rest of the economy has been quite resilient so far. But there will be an impact. I think we already start to feel it in our own economy.)

ในหนทางทั้งหลายมากมาย, เรามักจะพูดว่าเศรษฐกิจสิงคโปร์เป็นเหมือนนกคีรีบูนในเหมืองถ่านหิน. เพราะเราเปิดกว้างมากเหลือเกินต่อสภาพแวดล้อมภายนอก, เราคืออันดับแรกที่จะรู้สึกได้ถึงมันเมื่อสภาพแวดล้อมภายนอกเริ่มต้นที่จะอ่อนแอ. เราได้รู้สึกถึงมันในตอนครึ่งแรกของปีนี้.   (In many ways, we always say the Singapore economy is like the canary in the coal mine8. Because we are so open and so exposed to the external environment, we are the first to feel it when the external environment starts to weaken. We did feel it in the first half of this year.)

8 "The canary in the coal mine" แปลว่า "สัญญาณเตือนภัยล่วงหน้า" หรือ "สิ่งบ่งชี้ถึงอันตรายที่กำลังจะเกิดขึ้น" โดยมาจากประวัติศาสตร์ที่คนงานเหมืองถ่านหินนำนกคีรีบูน (canary) ลงไปในเหมืองด้วย หากนกมีอาการป่วยหรือตาย ก็หมายความว่ามีก๊าซพิษในอากาศและคนงานต้องอพยพหนี 

  • ความหมายดั้งเดิม: ในเหมืองถ่านหิน นกคีรีบูนมีความไวต่อก๊าซพิษ เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ มากกว่ามนุษย์ เมื่อนกเริ่มแสดงอาการ คนงานจะรู้ตัวทันทีว่าถึงเวลาต้องหนีออกมา
  • ความหมายปัจจุบัน: สำนวนนี้ถูกนำมาใช้ในบริบทอื่นๆ เพื่ออธิบายสิ่งที่เป็นตัวชี้วัดหรือสัญญาณแรกของปัญหาที่ใหญ่กว่าในอนาคต เช่น
    • ธุรกิจบางประเภทที่อาจได้รับผลกระทบก่อนใคร จึงเป็นสัญญาณเตือนว่าเศรษฐกิจกำลังจะตกต่ำ
    • เหตุการณ์บางอย่างที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกว่าปัญหากำลังจะลุกลามและส่งผลกระทบ.

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           แล้ว, คุณรู้สึกอย่างในตอนนี้? (So, how are you feeling it now?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เรากำลังเริ่มต้นรู้สึกถึงช้าลงไปบ้างในตอนนี้ดังที่เราได้เข้าไปหาครึ่งหลังที่สองของปีนี้. เพราะความไม่แน่นอน, ธุรกิจทั้งหลายกำลังชะลอการลงทุนใหม่ๆและการจ้างงานใหม่ๆ. และเรากำลังเริ่มต้นที่จะมองเห็นการช้าลงทั่วไปในกิจกรรมธุรกิจทั้งหลาย.   (We are starting to feel some slowdown now as we approach the second half of this year. Because of uncertainty, businesses are holding back on new investments and new hiring. And we are starting to see a general slowdown in businesses activities.)

การนำร่องแรงตึงเครียดทั้งหลายของสหรัฐอเมริกา - จีน (Navigating US-China tensions)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ฉันกำลังสงสัยว่าคุณและเพื่อนบ้านทั้งหลายของคุณนำร่องแรงตึงเครียดทั้งหลายระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีนอย่างไร. อาจจะมีธรุกรรมทางการค้า. อาจจะไม่มีธุรกรรมทางการค้า. หนึ่งสิ่งมันเปิด, อีกหนึ่งวันมันก็ปิด. ยากลำบากอย่างไรที่มันเป็นสำหรับคุณ?  (I’m just wondering how you and your neighbors navigate the tensions between the US and China. There may be a trade deal. There may not be a trade deal. One thing it’s on, one day it’s off. How difficult is it for you?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ผมคาดว่าเราต้องถอยกลับไปตั้งหลักสักครู่และมองมาที่, เป็นอย่างแรก,  สัมพันธภาพสหรัฐอเมริกาและจีนในตัวมันเอง. มันเป็นความสัมพันธภาพที่สำคัญอย่างมากที่สุดในโลก, และมันก็ยังเป็นรแนวแตกเลื่อนที่อันตรายมากที่สุดบนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งหลาย.  (I suppose we have to take a step back and look at, first of all, the US and China relationship itself. It’s the most consequential relationship in the world, and it’s also the most dangerous fault line on international relations.)

          ถึงตอนนี้, คุณสามมารถมองเห็นความต้องการของประเทศทั้งสองที่จะปิดตัวพวกเขาเองจากกันและกัน. และก็ยังมีความหวังที่จะพึ่งพาซึ่งกันและกันระหว่างพวกเขา. เศรษฐกิจทั้งหลายของพวกเขาได้เกี่ยวกันกันไว้อย่างลึกล้ำ, และพวกเขากำลังมองดูที่ศักยภาพจุดคอขวดทั้งหลายเพื่อที่จะใช้ให้เกิดประโยชน์.  (For now, you can see both countries wanting to insulate themselves from each other. There are also many interdependencies between them. Their economies are deeply intertwined, and they are looking at potential chokepoints to use as leverage.)

          แต่เมื่อเศรษฐกิจอันหนึ่งบีบเค้น, อีกฝ่ายก็บีบเค้นสวนกลับไปเลยในทันที, ดังนั้นคุณจึงจบลงที่ในเส้นทางหนึ่งนั้น คือพลวัตของการทำลายล้างซึ่งกัน. เรามองเห็นการบังเกิดขึ้นของสิ่งนี้ไปแล้วกระทั่งในขณะนี้. และไกลไปยิ่งกว่านั้น, เมื่อด้านหนึ่งเริ่มต้นที่จะติดอาวุธเข้าไปกับพาพึ่งพาอาศัยกันโดยเฉพาะนั้น, มันเป็นการกระตุ้นเร้าอีกฝ่ายหนึ่งที่จะมองหาทางเลือกทั้งหลายอื่น. ดังนั้น, เมื่ออเมริกาเข้ามาควบคุมกับชิปทั้งหลาย, จีนก็จะเริ่มต้นมองหาวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพราะว่าคุณสามารถใช้ชิประดับล่าง/ระดับต่ำขั้นพื้นฐานกับการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า. และจีนจะเริ่มต้นมองหาที่จะกลายเป็นการพึ่งพาตนเองเชิงเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น.  (But when one economy squeezes, the other squeezes back right away, so you end up in a path and a dynamic of mutually assured destruction. We see this happening already even now. And furthermore, when one side starts to weaponize a particular dependency, it just motivates the other to look for alternatives. So, when America puts controls on chips, China will start looking for workarounds9 because you can use lower-end chips as workarounds. And China will start looking to become more technologically self-reliant.)

          9 "Work around" แปลว่า วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การหาทางเลี่ยงปัญหา ซึ่งเป็นวิธีแก้ไขปัญหาอย่างอ้อมๆ หรือชั่วคราว แทนที่จะแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ 

  • วิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า: 

เป็นวิธีการแก้ไขอย่างรวดเร็วเพื่อทำให้สิ่งต่าง ๆ กลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม โดยไม่จำเป็นต้องใช้วิธีที่ถูกต้องที่สุด 

  • ตัวอย่างในชีวิตประจำวัน: 

หากทีวีเสีย แทนที่จะซ่อม ก็อาจจะใช้วิธี "ตบ" ทีวีเบา ๆ เพื่อให้ภาพกลับมาชัดขึ้น ซึ่งเป็นวิธีแก้ปัญหาเฉพาะหน้า 

  • ตัวอย่างในงานคอมพิวเตอร์: 

หากระบบทำงานช้าลง ก็ใช้วิธีรีสตาร์ทเครื่องใหม่เพื่อให้กลับมาใช้งานได้ปกติ โดยที่ยังไม่ได้หาสาเหตุที่แท้จริงว่าทำไมระบบถึงช้าลง 

  • ความหมายในเชิงบริบท: 

การใช้ "work around" บ่อย ๆ อาจทำให้ปัญหาสะสมและส่งผลให้ระบบยุ่งยากและดูแลยากในระยะยาว 

          และเมื่อจีนได้เข้าไปควบคุมกับแร่หายาก, ผมคิดว่าทมั้งหมดของพวกเราจะเริ่มต้นที่ว่าสวิ่งเหล่านี้ไม่ได้หายากเกินไปนัก,จะว่าไปแล้ว. และอเมริกาและพันธมิตรของตน, ผมแน่ใจว่า, จะมองหาตัวเลือกอื่นทั้งหลาย. สิ่งเหล่านี้จะบังเกิดขึ้น. มันจะใช้เวลา. แต่นักเศรษฐศาสตร์ในผมบอกว่าเราควรจะไม่ประเมินต่ำไปในความยืดหยุ่นของอุปทาน.  (And when China puts controls on rare-earths10, I think all of us will start to realize that these are not so rare, after all. And America and its allies, I’m sure, will look for alternatives. These will happen. It will take time. But the economist in me says that we should never underestimate the elasticity of supply.)

          10 "rare-earths" แปลว่า "แร่หายาก" หรือ "ธาตุหายาก" ซึ่งหมายถึงกลุ่มของธาตุโลหะ 17 ชนิดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเทคโนโลยีสมัยใหม่ แม้จะมีชื่อว่า "หายาก" แต่ธาตุเหล่านี้พบได้ทั่วไปในเปลือกโลก เพียงแต่ไม่พบในปริมาณเข้มข้นในรูปที่บริสุทธิ์ ทำให้การสกัดและแยกให้บริสุทธิ์ทำได้ยากและต้องใช้เทคโนโลยีขั้นสูง 

  • ความสำคัญ: แร่หายากเป็นส่วนประกอบสำคัญในอุปกรณ์เทคโนโลยีหลายชนิด เช่น
    • แม่เหล็ก: ใช้ในมอเตอร์ของรถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม
    • อิเล็กทรอนิกส์: ใช้ในฮาร์ดไดรฟ์, ลำโพง, และหน้าจอสมาร์ทโฟน
    • แสง: ใช้ทำสารเรืองแสงในหลอด LED
    • การแพทย์: ใช้ในเครื่อง MRI
  • การจำแนกประเภท: แร่หายากสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มย่อยตามน้ำหนักอะตอม
    • กลุ่มเบา (Light Rare Earths - LREEs): ธาตุที่มีเลขอะตอม 57-63 (เช่น แลนทานัม, ซีเรียม)
    • กลุ่มหนัก (Heavy Rare Earths - HREEs): ธาตุที่มีเลขอะตอม 64-71 (เช่น กาโดลิเนียม, เทอร์เบียม) 

          ดังนั้นแล้ว, เมื่อคุณมองที่อะไรประเภทพลวัตรทั้งหลายเหล่านี้และผลที่ตามมาจากการกระทำทั้งหลาย, ผมคิดว่าอเมริกาและจีนอาจไปด้วยดีถึงการตกลงชั่วคราวใหม่. ลองคิดถึงว่าพวกเขาสามารถเป็นแกนร่วมซึ่งกันและกันอย่างไร, แม้กระทั่งในขณะที่พวกเขาแข่งขันกันอย่างเข้มข้น. มันไม่ง่ายที่จะเห็นสิ่งนี้อาจอุบัติขึ้นมาอย่างไร...(ใช่, ฉันว่า...) ในเร็วๆอย่างยิ่งนี้.  (So, when you look at these sorts of dynamics and the consequences of actions, I think America and China may well come to a new modus vivendi11. Think about how they can coexist with one another, even while they compete intensively. It’s not easy to see how this may arise…(yes, I’m…) …very soon.)

            11https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%95%E0%B8%81%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A7

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           เราพยายามที่จะจิตนาการว่าอะไรที่คุณกำลังอธิบายถึง. ถ้ามันไร้เสถียรภาพในบางพื้นที่, มันจะเป็นที่ไม่มีเสถียรภาพในพื้นที่อื่นทั้งหลาย. คุณมักจะได้ยินคนจีนกำลังพูดว่า พวกเขามองดูที่สัมพันธภาพเป็นภาพรวม, และพวกเขาไม่สามารถแบ่งมันเป็นแต่ละประเภทได้. ในที่สหรัฐอเมริกาชอบที่จะแยกมันออกเป้นส่วนๆไป. ดังนั้น, คุณคิดว่าพวกเขาจะตกลงทางการค้ากันในสองสามสัปดาห์นี้ไหม?    (I’m trying to imagine what you are describing. If it’s unstable in some areas, it will be unstable in other areas. You often hear the Chinese saying that they look at the relationship as a whole, and they cannot compartmentalize it. Where the US prefers to compartmentalize. So, do you think they’ll get a trade deal in the next few weeks?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เราหวังไว้เช่นนั้น...มันอาจจะเป็นข้องตกลงเชิงยุทธศาสตร์ที่คลี่คลายทุกๆอย่าง, แต่แม้ว่าบางแบบรูปของราวกันตกที่จะบริหารจัดการความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจบนการค้านั้นก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย. และถ้าสหรัฐอเมริกาและจีนดำเนินต่อไปที่จะเป็นแกนร่วม และไม่จบลงด้วยการเป็นการแยกขาดจากกันโดยสิ้นเชิง, ที่ซี่งกำลังที่จะเป็นความเสียหายอย่างสูงต่อเศรษฐกิจของทั้งคู่ และก็ยังทำลายเสถียรภาพอย่างสูงสำหรับเศรษฐกิจโลกานุวัฒน์ทั้งปวงด้วย.   (We hope so. It may not be a strategic agreement that resolves everything, but even some form of a guardrail to manage the economic relationship on trade is better than nothing. And if the US and China continue to coexist and not end up with a full decoupling, which is going to be highly damaging to both economics and also highly destabilizing for the entire global economy.)

          ดังนั้น, ถ้าพวกเขาสามารถค้นหาหนทางทั้งหลายที่จะเป็นแกนร่วม, ถอยกลับไปยังที่คุณได้ถามในตอนต้น, สิงคโปร์, และประเทศทั้งหมดทั้งหลายของอาเซียน, ก็จะสามารถที่จะนำร่องสภาพแวดล้อมใหม่นี้. เราจะเป้นทีสามารถ, เพราะเช่นนั้น, ดำเนินต่อไปที่จะมีความสัมพันธ์ทั้งหลายกับสหรับอเมริกาและจีนทั้งสองฝ่ายได้.   (So, if they can find ways to coexist, going back to you earlier question, Singapore, and all the ASEAN countries, will be able to navigate this new environment. We will be able to therefore, continue to have relations with both America and China.)

 

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           คุณคิดว่าความเป็นชาตินิยมทางเศรษฐกิจอย่างมากมาย, ยุทธศาสตร์อเมริกามาก่อน, กำลังนำไปสู่ยุทธศาสตร์จีนมาก่อนยิ่งขึ้นไหม? และในบางหนทางทั้งหลายที่ให้กับพวกเขาในแรงผลักดันนี้กับการผลิตชิปทั้งหลายด้วยตัวพวกเขาเอง, ที่จะสร้างตนเองให้มีอิสรภาพมากขึ้น, และ, อย่างแย้งกัน, แข็งแรงยิ่งกว่า.   (Do you think that a lot of the US sort of economic nationalism, the America First strategy, is leading more to a China First strategy? And in some ways giving them this impetus to produce the chips themselves, to make themselves even more independent, and, paradoxically, stronger.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      คุณสามารถมองเห็นการเติบโตของความเชื่อมั่นในจีนที่ผ่านมาของสังคมทั้งปวงของตนเองกับแบบจำลองการพัฒนาของตนเอง. การรุ่งเรืองขึ้นมาของจีนได้ก่อให้เกิดความไม่สบายใจอย่างมากมายในหลายส่วนของโลก, ไม่ใช่แค่เพียงเพราะพลังอำนาจที่อุบัติขึ้นอย่างมหาศาล, แต่มันเป็นพลังอำนาจด้วยแบบจำลองทางเศรษฐกิจและระบบการเมืองที่แตกต่างออกไป.(You can see growing confidence in China throughout its entire society at its own developmental model. China’s rise gives rise to a lot of unease in many parts of the world, not just because of it’s a rising power of tremendous scale, but because it’s power with a different economic model and political system.)

          แต่ผมคิดว่าโลกต้องตระหนักว่าจีนจะไม่กลายมาเป็นไปในแนวคิดทางตะวันตกทั้งหลาย, และมันจะค้นหาเส้นทางของตนเองสู่ความทันสมัย. และในขณะที่ยังจะมีการเติบโตแลลไล่ตามติดอย่างมหาศาลอยู่, เพราะว่า(ลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศเฉลี่ยต่อประชากรหนึ่งคน เป็นแค่หนึ่งในห้าของอเมริกา, แต่ในบางด้านทั้งหลายมันโพ้นเลยไปกว่าที่จะไล่ตามทัน. มันเป็นผู้นำทางเทคนิคในหลายด้าน, ในกิจการที่ก้าวหน้า, ในพลังงานหมุนเวียน.   (But I think the world must realize that China will not converge with western norms, and it will find its own path to modernity. And while there’s still tremendous catch-up growth, because its per capita GDP is just one fifth of America’s, in some areas it’s gone beyond catch up. It’s a technological leader in many areas, in advanced manufacturing, in renewable energy.)

          ดังนั้น, เราต้องกังวลด้วยและยอมรับความเป็นจริงที่ว่าจีนไม่ได้เป็นแค่พลังอำนาจที่กำลังอุบัติขึ้น,  จีนเป็นพลังอำนาจที่อุบัติขึ้นไปแล้ว. และการเคลื่อนที่ซึ่งมันได้ทำในหลายปีที่ผ่านมา, ผมคิดว่าได้สาธิตให้เห็นว่าจีนในตัวเองนั้นจดจำได้ถึงน้ำหนักการเติบโตของตน, และการคิดของฃตนเกี่ยวกับอะไรคือความรับผิดชอบทั้งหลายที่ตนอาจต้องออกกำลังในการเป็นผู้นำในระบบโลกานุวัฒน์นี้.  (So, we have to concerned with and accept the reality that China is not just a rising power, it is a risen power. And the moves that it has made in recent years, I think, just demonstrate that China itself recognizes its growing weight, and its thinking about what responsibilities it might exercise as a leader in the global system.)

          ตัวอย่างเช่น, จีนได้ตัดสินใจไม่นานมานี้ที่จะสละสิทธิพิเศษตามบทบัญญัติในการจัดแยกให้ปฏิบัติไว้ของ WTO. แค่ในปีที่ผ่านมานี้หรือราวนั้น, มันได้เป็นสองเท่าลงมาสู่การสนับสนุนของตนต่อสถาบันโลกานุวัฒน์ทั้งหลาย. และผมคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างหนึ่งของการที่ดเราจะได้โอลรับอย่างไรกับที่จีนจะมาเป็นผู้เล่นตัวหลัก, และเป้นผู้นำตัวหลักอย่างมีศักยภาพ, ในระบบโลกานุวัฒน์ใหม่นี้.   (For example, it recently decided to forgo its special and differential treatment provisions12 in the WTO. In just this past year or so, it has doubled down on its support for global institutions. And I think these are examples of how we have to embracer the reality that China will be a key player, and potentially a key leader, in this new global system.)

          12 การสละสิทธิ์บทบัญญัติพิเศษและความแตกต่าง (to forgo its special and differential treatment provisions) หมายถึง การที่ประเทศหนึ่งจะเลิกใช้สิทธิประโยชน์ที่ได้รับภายใต้ข้อตกลงทางการค้าที่ให้การปฏิบัติเป็นพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา. การสละสิทธิ์นี้อาจเกิดขึ้นจากความสมัครใจ หรือถูกร้องขอโดยประเทศคู่ค้าอื่นที่เห็นว่าประเทศนั้นพัฒนาแล้วจนไม่จำเป็นต้องได้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวอีกต่อไป.

  • บทบัญญัติพิเศษและความแตกต่าง (Special and Differential Treatment): เป็นข้อตกลงในความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ (เช่น ภายใต้องค์การการค้าโลก - WTO) ที่ให้สิทธิพิเศษแก่ประเทศกำลังพัฒนา เพื่อช่วยส่งเสริมการค้าและพัฒนาเศรษฐกิจ. สิทธิประโยชน์เหล่านี้อาจรวมถึงระยะเวลาในการปฏิบัติตามข้อตกลงที่ยาวนานกว่า หรือการยกเว้นบางส่วนของการเปิดเสรีทางการค้า.
  • การสละสิทธิ์ (To forgo): หมายถึงการปฏิเสธที่จะใช้สิทธิประโยชน์นั้นต่อไป.
  • เหตุผลในการสละสิทธิ์: ประเทศอาจเลือกที่จะสละสิทธิ์เมื่อสถานะทางเศรษฐกิจของตนดีขึ้นจนไม่ต้องการรับสิทธิประโยชน์ที่เคยได้รับอีกต่อไป. การสละสิทธิ์นี้อาจเป็นสัญญาณของการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ.

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          แต่ประเทศอย่างสิงคโปร์แล้วไม่ได้ต้องทำการตัดสินใจเลือกไหม? เพราะว่าคุณได้นำร่องความสัมพันธภาพการปกกันทางการเมือง อย่างแข็งแรงกับจีน. คุรไม่ได้รู้สึกว่าคุณกำลังไปหาจุดที่การปรับความสมดุลนี้ไม่ได้ใช้การได้อีกต่อไป?  (But doesn’t a country like Singapore then have to make a choice? Because you have navigated a strong political defense relationship with China. Do you not feel that you are reaching a point where this balancing act doesn’t work anymore?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      การได้พูดทั้งหมดนั่น, ผมแค่ได้อธิบายของจีนไป, เรากำลังพูดเกี่ยวกับจีน  ว่าในทุกวันนี้ยังคงไม่ได้เป็นที่สามารถจะ, หรือมีเจตจำนงที่จะ, แทนที่บทบาทของอเมริกาในระบบโลกานุวัฒน์. เพราะว่ามันไม่ได้ค่อนข้างอยู่ที่ระดับเดียวกันดังเช่นอเมริกา. มันยังคงเป้นประเทศรายได้ปานกลางกับอีกมากมายของการท้าทายทั้งหลายภายในประเทศ. (Having said all that, I just described of China, we are talking about China today still not being able to, or willing to, replace America’s role in the global system. Because it’s not quite at the same level as America. It’s still a middle-income country with a lot of domestic challenges.)

          ดังนั้น, ยังไม่ได้มีผู้นำโลกานุวัฒน์ใหม่ผุดขึ้นมา, และเราอยู่ในช่วงเวลายุ่งเหยิงอย่างมากในความเปลี่ยนผ่านนี้.   (So, there is no new global leader yet emerging, and we are in this very messy period of transition.)                             

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ใช่, เช่นนั้นแล้วอะไรที่สิงคโปร์ทำล่ะ?  (Yes, what does Singapore do then?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เพราะเช่นนั้น, ในช่วงเปลี่ยนผ่านที่คาดเดาไม่ได้และวุ่นวายมาก, ที่สามารถดำเนินไปต่อสำหรับหลายปี, บางทีมากไปกว่าหนึ่งทศวรรษ, ผมคิดว่าเราจะต้องทำงานด้วยกับประเทศทั้งหลายที่มีแนวคิดเหมือนกัน, ดังที่ผมได้พูดไปแล้วในตอนนี้, ค้นพบที่จะรักษาและเสริมสร้างความแข็งแรงให้กับโครงกรอบพหุภาคีนั่นคือสิ่งสำคัญ.  (Therefore, in this very unpredictable, messy period of transition, which can continue for years, maybe more than a decade, I think we will have to work with like-minded countries, as I said just now, find was to preserve and reinforce the multilateral framework that matter.)

การเข้าถึงทั้งหลายต่อพหุภาคี (Multilateral approaches)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ดังนั้น, อธิบายให้กับฉันสักเล็กน้อยในอะไรชนิดของระบบพหุภาคีนี้ทีว่า มีการรวมกลุ่มใหม่ที่คุณกำลังสนับสนุนส่งเสริมกับประเทศเล็กกว่าทั้งหลายอื่น. คุณมองอย่างไรว่าระบบนั่นกใช้การได้และอยู่รอดได้?  (So, describe to me a little bit this sort of multilateral system that you see. I know that there’s a new grouping that you are promoting with other smaller countries. How do you see that system working and surviving?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ความพยายามทั้งหลายเป็นที่หลาบแง่หลายมุม. หนึ่ง, เราต้องเสริมความแข็งแรงและฟื้นฟูสถาบันทั้งหลายที่มีอยู่, เหมือนองค์กรการค้าโลก – WTO. ตัวอย่างเช่น, ใน WTO กระบวนการตัดสินใจด้วยฉันทามติ, ซึ่งเป็นหลักการอันทรงคุณค่า, ได้กลายเป็นตำรายาให้โรคอัมพาต. เราต้องเปลี่ยนแปลงนั่น. เราต้องค้นหาหนทางทั้งหลายสำหรับพหุภาคีที่จะเริ่มออกตัวขึ้นใน WTP.   (The efforts are multi-pronged. One, we have to reinforce and reinvigorate existing institutions, like the WTO. For example, in the WTO the consensus decision-making process, which is a treasured principle, has become a recipe for paralysis. We have to change that. We have to find ways for plurilateral to take off in the WTO.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          คุณจำเป็นต้องการสหรัฐอเมริกาสำหรับการนั้น, ด้วย. (You need the US for that, though.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      คุณจำเป็นจริง, ดังนั้นเราไม่ได้กำลังตัดบัญชีในบทบาทของอเมริกาออกไป. เรากำลังบอกว่าบางรายของเราควรที่จะเริ่มต้นเคลื่อนที่, รักษาแรงเหวี่ยงให้ไปต่อ. และทันเวลาที่จะกลายเป็น, แม้ว่าอเมริกาไม่ได้มีเจตจำนงที่จะ หรือสามารถที่จะทำการตัดสอนใจในวันนี้, บางทีลงสู่ถนนที่มันควรจะทำ.   (You do, so we’re not discounting the role of America. We’re saying some of us should start moving, keep the momentum going. And in time become, even if America is not willing to or able to make a decision today, maybe down the road it might.)

          และดังนั้น, เราต้องทำนั่นในแง่ของการฟื้นฟูสถาบันระดับโลกทั้งหลาย, ที่เรากำลังทำกัน. ด่านหน้าที่สองคือการจะมองไปที่การริเริ่มค้นหาเส้นทาง. การริเริ่มใหม่ๆที่เรากำลังทำงานกับมันด้วยเช่นกันกับประเทศทั้งหลายที่มีแนวคิดเหมือน ๆ กัน. ดังนั้น, อนาคตของการลงทุนและหุ้นส่วนทางการค้า, ซึ่ง...   (And so, we have to do that in terms of refreshing global institutions, which we are doing. The second front is to look at path-finding initiatives. New initiatives which we are working on too with like-minded countries. So, the future of investment and trade partnership, which…)            

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          นั่นคือสิ่งหนึ่งที่ทำกับ UAEสาธารณรัฐอาหรับอมิเรตส์รึ? (That’s the one with the UAE?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      นั่นถูกต้องแล้ว. เย้. เรานำกลุ่มเศรษฐกิจแบบพึ่งพาการค้ากันขนาดเล็กและขนาดกลางทั้งหลายเข้ามาร่วมด้วยกัน เพราะเราทั้งหมดต่างเหมือนกันในความต้องการมราจะยืนหยัดยึดถือในระบบการค้าที่มีกฎเกณฑ์เป็นพื้นฐาน และเราสามารถมาร่วมด้วยกันที่จะวางเขตแดนนสำหรับการริเริ่มใหม่ๆ.     (That’s right. Yeah. We bring together small and medium trade dependent economies because we are all alike in wanting to uphold a rules-based trading system and we can come together to put the frontiers for new initiatives.)

ในท่ามกลางหมู่เศรษฐกิจทั้งหลาย 15 หรือมากขึ้นอีกเหล่านี้, เราได้แทบจะเป็นอิสระจากกำแพงภาษีสินค้านำเข้านั้นไปแล้ว. ดังนั้นประเด็นก็คือไม่ได้ที่จะมารวมตัวกันเพื่อทำ FTA [ข้อตกลงทางการค้าเสรี] แต่ที่จะคิดถึงอะไรที่เป็นควสามคิดใหม่ๆซึ่งเราสามารถวางลงบนโต๊ะรวมไปถึงการอำนวยความสะดวกในการลงทุน, ทำให้มันง่ายมากขึ้นสำหรับธุรกิจที่จะทำงานร่วมกันทั่วทั้งเศรษฐกิจของเราโดยกฏเกณฑ์มาตรฐานสากล, ระเบียบการทั้งหลาย, ภาษีศุลกากรทั้งหลาย, การเอกสาร, และความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นเช่น เครื่องมือในการออกใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์, การเอกสาร, การไหลลื่นของข้อมูล. สิ่งทั้งหลายประเภเหล่านี้. และถ้าเราสามารถมีความริเริ่มใหม่ๆเช่นนั้นได้ทันเวลาที่มาถึง, เราบางทีก็สามารถที่จะทำพหุภาคีให้พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งในกลักเกณฑ์ทั้งหลายของ WTO ได้. (Amongst these 15 or so economies, we already are virtually tariff free. So, the point is not to come together to do an FTA [Free Trade Agreement] but to think about what new ideas we can put on the table including facilitating investment, making it easier for business to inter-operate across our economies by standardizing rules, regulations, customs, documentation, and enabling using technology as an enabler with electronic invoicing, documentation, data flows13. These sort of things. And if we can have new initiatives like that in time to come, we might be able to multi-lateralize them as part of WTO precepts.)

13 "Data flows" แปลว่า การไหลของข้อมูล ซึ่งหมายถึงเส้นทางหรือกระบวนการที่ข้อมูลเคลื่อนที่จากต้นทางไปยังปลายทาง และมีการจัดเก็บ การแปลง และการประมวลผลข้อมูลระหว่างทาง นอกจากนี้ ยังอาจหมายถึง แผนภาพการไหลของข้อมูล (Data Flow Diagram) ซึ่งเป็นแผนภาพที่ใช้อธิบายกระบวนการนี้ หรือบริการประมวลผลข้อมูลอย่าง Google Cloud Dataflow 

การแปลในบริบทต่างๆ

  • ในเชิงกระบวนการ: หมายถึงเส้นทางที่ข้อมูลเดินทางจากแหล่งหนึ่งไปยังอีกแหล่งหนึ่ง รวมถึงการดำเนินการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับข้อมูล เช่น
    • การเคลื่อนย้ายข้อมูล: การส่งข้อมูลข้ามระบบ
    • การแปลงข้อมูล: การปรับเปลี่ยนรูปแบบข้อมูลให้เหมาะสมกับการใช้งาน
    • การจัดการข้อมูล: การทำความสะอาดและจัดเก็บข้อมูล
  • ในเชิงแผนภาพ: หมายถึง แผนภาพการไหลของข้อมูล (Data Flow Diagram หรือ DFD) ซึ่งเป็นเครื่องมือภาพที่แสดงการไหลของข้อมูลผ่านระบบต่างๆ โดยไม่แสดงรายละเอียดการควบคุมหรือการตัดสินใจ
  • ในเชิงเทคโนโลยี: หมายถึงบริการประมวลผลข้อมูลแบบครบวงจร เช่น
    • Google Cloud Dataflow: บริการประมวลผลข้อมูลแบบกลุ่ม (batch) และแบบสตรีมมิ่ง (streaming)
    • Microsoft Power BI Dataflows: เครื่องมือที่ใช้จัดการข้อมูลใน Power BI และ Power Platform โดยไม่ต้องเขียนโค้ด 

การลงทุนในสหรัฐอเมริกา (Investing in the US)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          คุณเป็นผู้ลงทุนขนาดใหญ่ในสหรัฐอเมริกา...(เอาละ)...และทั่วโลก. เมื่อคุณได้ยินถึงเรื่องการโจมตีต่อธนาคารกลางสหรัฐ, เมื่อคุณมองเห็นความไม่อาจคาดคะเนได้ของนโยบายทางเศรษฐกิจ, นั่นทำให้คุณดูเหมือนจะลงทุนน้อยลงไปด้วยไหม? คุณกำลังลงการลงทุนลงไหม? คุณกำลังย้ายไปยังยุโรปมากขึ้นไหม? หรือว่าไม่มีทางเลือกให้การลงทุนขนาดใหญ่กับการอยู่ที่ในสหรัฐอเมริกา? (You are a massive investor in the US…(well,…) and around the world. When you hear of the attacks on the Federal Reserve, when you see the unpredictability of economic policy, does that makes you less likely to invest? Are you reducing investment? Are you shifting more towards Europe? Or is there is no choice your largest investments have to be in the US?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เราไม่ได้ปรับลดขนาดลงทันทีในตอนนี้เพราะว่าเมื่อเรามองที่การลงทุนทั้งหลาย, เรามองที่สภาพแวดล้อมการเสี่ยงในมหภาค, แต่เราก็ยังมองที่พลวัตของแต่ละปัจเจกบริษัทและโอกาสข้างหน้าในการเติบโตด้วยเช่นกัน.   (We are not scaling back right now because when we look at investments, we look at macro risk environments, but we also look at the individual company dynamism and prospects for growth.)

          และสำหรับในตอนนี้, ในขณะที่ความเสี่ยงของส่วนเพิ่มของผลตอบแทนทั้งหลายที่ระดับมหภาค อาจจะมีเพิ่มขึ้นในอเมริกา, เราก็ยังคงมองถึงเทคโนโลยีนำสมัยทั้งหลายอีกมากมาย, พลวัตอันมหาศาลของกิจการอเมริกันทั้งหลาย. ดังนั้น, เรายังคงลงทุนอยู่ในบริษัททั้งหลายเหล่านี้.  (And for now, while the risk premiums at the macro level14 may have increased in America, we still see a lot of leading-edge technologies, tremendous dynamism in American enterprises. So, we remain invested in these companies.)

          14 "The risk premiums at the macro level" หมายถึง ส่วนเพิ่มของผลตอบแทนที่นักลงทุนต้องการเพื่อชดเชยความเสี่ยงในภาพรวมของระบบเศรษฐกิจ ซึ่งอาจมาจากปัจจัยต่างๆ เช่น ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจมหภาค (macroeconomic) หรือความเสี่ยงของตลาดโดยรวม. 

  • Risk premium คือ ส่วนของผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนที่เสี่ยงกว่าการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำกว่า เช่น การลงทุนในหุ้นที่มีความเสี่ยงสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล.
  • Macro level หมายถึง ระดับภาพรวมของเศรษฐกิจมหภาค ซึ่งครอบคลุมปัจจัยต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาดทั้งหมด.
  • ดังนั้น the risk premiums at the macro level จึงหมายถึง ความคาดหวังของผลตอบแทนส่วนเพิ่มที่นักลงทุนต้องการเพื่อชดเชยความเสี่ยงในระดับเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งอาจพิจารณาจากอัตราผลตอบแทนของตลาดหุ้นโดยรวม (Rm) หักด้วยอัตราผลตอบแทนที่ปราศจากความเสี่ยง (Rf). 

แต่มันไม่ได้เป็นแต่เพียงอเมริกา. เรากดำเนินต่อไปที่จะมองหาสำหรับโอกาสทั้งหลายทั่วโลก, ในยุโรป, และในเอเชีย, และส่วนอื่นๆทั้งหลายของโลกด้วยเช่นกัน.(But it’s not America alone. We continue to look out for opportunities around the world, in Europe, and in Asia, and other parts of the world as well.)

ยุโรป (Europe)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          อะไรเกี่ยวกับยุโรป? มีโอกาสสำหรับสิงคโปร์ในทางการเมือง, ทางเศรษฐกิจ, บนด่านหน้าของการลงทุนเพื่อที่จะมีสัมพันธภาพอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกับ EU - สหภาพยุโรปหรือ?   (What about Europe? There is an opportunity for Singapore politically, economically, on the investment front to have a closer relationship with the EU.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เราคิดว่ายุโรปจะเป็นผู้เล่นหลักเช่นเดียวกันในสภาพแวดล้อมหลายขั้วอำนาจนี้. ยุโรปเป็นอำนาจหลักอยู่ตามสิทธิในตัวของตนเอง. และยุโรปจะเป็นผู้เล่นหลักในสภาพแวดล้อมโลกานุวัฒน์ใหม่นี้, ดังนั้นเราจึงมุ่งมั่นที่จะสร้างความเชื่อมโยงอันใกล้ชิดมากยิ่งขึ้นกับยุโรป.    (We think Europe will be also a key player in this multi-polar environment. Europe is a major power in its own right. And Europe will be a key player in this new global environment, so we are keen to forge closer links with Europe.)

          เราได้มีสิ่งเชื่อมโยงติดต่ออย่างใกล้ชิดมากๆไปแล้วระหว่างยุโรปกับสิงคโปร์และสหภาพยุโรป, แต่เรากำลังมองไปที่ว่าเราสามารถนำกลุ่มแตกต่างทั้งหลายนี้มารวมเข้าด้วยกันอย่างไร. และก็มีโอกาสทั้งหลายที่จะทำเช่นนั้น. ระหว่าง COTPP [ความตกลงหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นแปซิฟิคที่ครอบคลุมและก้าวหน้า] และ EU- สหภาพยุโรป, เป้นตัวอย่าง, เราได้กำลังมีการหารืออภิปรายกันในเรื่องหุ้นส่วนอย่างเป็นท่างการมากยิ่งขึ้นที่คาดหมายไกด้ว่าน่าจะเป็น 40% ของการค้าโลกานุวัฒน์ระหว่าง EUและอาเซียน.   (We already have very close links with Europe between Singapore and the EU, but we are looking at how we can bring different groupings together. And there are opportunities to do so. Between the CPTPP [Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership]15 and the EU, for example, we have been having discussions on a more formal partnership that accounts for something like 40% of global trade between EU and Asean.)

          15 Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership (CPTPP) แปลเป็นไทยว่า "ความตกลงหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า" เป็นข้อตกลงการค้าเสรีที่ครอบคลุมหลายด้าน เช่น การค้า การบริการ การลงทุน และทรัพย์สินทางปัญญา โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างมาตรฐานและกฎระเบียบร่วมกันระหว่างประเทศสมาชิก 

  • ชื่อเต็ม: ความตกลงหุ้นส่วนทางการค้าภาคพื้นแปซิฟิกที่ครอบคลุมและก้าวหน้า (Comprehensive and Progressive Agreement for Trans-Pacific Partnership)
  • ชื่อย่อ: CPTPP
  • วัตถุประสงค์: เพื่อส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิก โดยครอบคลุมประเด็นต่างๆ เช่น การค้า การบริการ การลงทุน การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา มาตรฐานแรงงาน กฎหมายสิ่งแวดล้อม และกลไกแก้ไขข้อพิพาท
  • ที่มา: พัฒนามาจากข้อตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (TPP) หลังสหรัฐอเมริกาถอนตัวออกไป 

โดยอย่างบังเอิญ, EUได้ลงนามไปแล้ว หรือเดินหน้าต่อกับ FTA - ข้อตกลงทางการค้าเสรีทั้งหลาย, ไม่ใช่แต่เพียงกับสิงคโปร์, แต่กับสมาชิกอาเซียนอีกหลายประเทศ. ดังนั้น, ถ้าเราสามารถนำเอาสหภาพยุโรปและอาเซียนมาร่วมกันกับการหารืออภิปรายFTA, นั่นก็จะเป็นอีกหนึ่งสามของการค้าโลกานุวัฒน์. ดังนั้น, เหล่านี้ที่เรามองเห็นเป็นเช่นโอกาสใหม่ๆทั้งหลายที่จะฟื้นฟูทางการค้าได้.  (Incidentally, EU has already signed or moved on FTAs, not just with Singapore, but with several ASEAN member countries. So, if we can get EU and ASEAN together on an FTA discussion, that will be another one third of global trade. So, these we see as new opportunities to reinvigorate trade.)

          ผมหมายความว่า, เราอยู่ในโลกที่ระบบโลกานุวัฒน์กำลังเริ่มต้นที่ดูเหมือนจะมากและมากยิ่งขึ้น...กลายเป็นมากและมากยิ่งขึ้นที่ถูกอุดตันยับยั้งขัดขวาง. แต่เราควรที่จะรักษาเส้นเลือดใหญ่ทั้งหลายของการค้าซึ่งเปิดกว้างนี้ต่อไป และบางทีอาจสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้นในเส้นเลือดใหญ่ทั้งหลาย. และนั่นคือทำไมที่เรามองเห็นโอกาสทั้งหลายเชิงยุทธศาสตร์นี้กับยุโรป.  (I mean, we are in a world where the global system is starting to seem more and more…becoming more and more clogged up. But we would like to keep the arteries of trade open and maybe create new arteries. And that’s why we see these strategic opportunities with Europe.)

การเปลี่ยนแปลงภายในบ้าน (Domestic changes)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ระเบียบการโลกใหม่นี้ที่ยังไม่ได้อุบัติขึ้นมา, มันต้องการการเปลี่ยนแปลงภายในบ้านอย่างใดในสิงคโปร์ ที่มุ่งไปสู่การเปิดเสรีทางการเมืองมากยิ่งขึ้นบ้างไหม? ฉันถามด้วยเช่นกันเพราะว่าคุณน่าจะได้มองเห็นนั่นมีการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ ที่กำลังอุบัติขึ้นมาในส่วนแตกต่างกันไปทั้งหลายของโลกใน เอเชีย และก็ยังในอาฟริกา. การเคลื่อนไหวของ Gen Z.  (Does this new world order that is yet to emerge, does it require any domestic changes in Singapore towards more political liberalization? I ask also because you would have seen that there’s a new youth movement that’s emerging in different parts of the world in Asia and also in Africa, the Gen Z movement.)

บอกฉันทีว่าคุณกำลังคิดอย่างไรเกี่ยวกับอนาคตของสังคมและเสรีทางการเมืองภายในบ้าน/ภายในประเทศ? (Tell me how you are thinking about the future on domestic social and political liberalization.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ทั้งสองเป็นที่กังวล, มันคือคำถามที่เชื่อมโยงถึงกัน, การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายของระเบียบการโลก, เช่นเดียวกับการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวที่คุณมองเห็นนั่นไปทั่วโลก. และเรากำลังเห็นความวิตกกังวลเพิ่มมากขึ้นของผู้คนหนุ่มสาวในทุกหนแห่งของโลก. ในจีน, พวกเขาก็พูดคุยกันถึงการใช้ชีวิตแบบไม่ดิ้นรน. (The two are concerned, it’s a relevant question, the changes in the global order, as well as the youth movement that you see around the world. And we see growing anxiety amongst young people everywhere in the world. In China, they talk about lying flat.)

          ในญี่ปุ่น, มีคำว่า ฮิกิโกโมริ, การอยู่ในบ้าน, และผมคิดว่าในอเมริกา, ยุโรป, คุณพูดถึงอภิมหาการลาออก, และอะไรทั้งหมดของความหมายทั้งหลายประเภทนั้น. ดังนั้น, คุณเห็นถึงระดับของความวิตกกังวลเติบโตขึ้นในกลุ่มผู้คนหนุ่มสาว, อย่างม่เป็นระเบียบมากยิ่งขึ้น, และอย่างเป็นไปตามธรรมชาติคนรุ่นหนุ่มสาวยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นเกี่ยวกับอนาคตของพวกเขา. (In Japan, there’s a term hikikomori16, staying in the home, mot going out. And I think in America, Europe, you talk about the Great Resignation, and all sorts of other terms. So, you see that level of growing anxiety amongst young people. Because we are in a different environment; less stable, more chaotic, more disorderly, so naturally young people are more concerned about their future.)

          16 ฮิคิโคโมริ (Hikikomori) คืออาการถอนตัวออกจากสังคมอย่างรุนแรงและยาวนาน โดยบุคคลจะเก็บตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่ไปโรงเรียนหรือทำงาน และตัดขาดการติดต่อกับผู้คนภายนอกอย่างสิ้นเชิง ซึ่งอาจมีปัจจัยหลายอย่าง เช่น ความเครียด ความล้มเหลวทางสังคม หรือปัญหาด้านบุคลิกภาพ ฮิคิโคโมริไม่เพียงเป็นภาวะทางจิตสังคมเท่านั้น แต่ยังอาจนำไปสู่การเกิดโรคซึมเศร้า หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ ได้หากไม่ได้รับการรักษา  

ลักษณะสำคัญ

  • การแยกตัวออกจากสังคม: 

การเก็บตัวอยู่ในบ้านอย่างน้อย 6 เดือนขึ้นไป โดยติดต่อกับคนในครอบครัวเท่านั้น 

  • สาเหตุ: 

เกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน เช่น ความล้มเหลวทางใจ (การเรียน การทำงาน) ความรู้สึกอับอาย การถูกกลั่นแกล้ง หรือแรงกดดันทางสังคม 

  • ผลกระทบ: 

อาจนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ความวิตกกังวล หรือโรคทางจิตเวชอื่นๆ ได้ 

  • ความกังวล: 

มีความกังวลว่าภาวะนี้จะเพิ่มมากขึ้นและยาวนานขึ้นจากสถานการณ์เช่นการระบาดใหญ่ของโควิด-19 

แนวทางการรักษา

  • การรักษาแบบสหสาขาวิชาชีพ: 

การรักษามักต้องอาศัยการสนับสนุนจากหลายภาคส่วน โดยมีครอบครัวเป็นองค์ประกอบสำคัญ 

  • การสนับสนุน: 

การให้การสนับสนุนจากครอบครัว การลดแรงกดดัน และการให้กำลังใจเป็นสิ่งสำคัญ 

          เรารู้สึกเช่นนั้นในสิงคโปร์ด้วยเช่นกัน. บางอย่างจากจุดมองทางการเมือง, จากจุดมองภายในประเทศ, กำลังพุ่งไปที่ต้องการค้นหาหนทางทั้งหลายที่จะให้หลักประกันต่อคนรุ่นหนุ่มสาวของเรา. ที่จะให้พวกเขาถึงความมั่นใจว่าพวกเขาสามารถวาดตารางอนาคตที่ดีกว่าสำหรับตัวพวกเขาเองทั้งหลาย. และนั่นคืออะไรที่เราได้พิจารณาตัดสินใจที่ทำในสิงคโปร์.  (We feel that in Singapore too. Some from a political point of view, from a domestic point of view, our focus must be to find ways to give assurance to our young. To give them that confidence that they can chart a better future for themselves. And that’s what we are determined to do in Singapore.)

การท้าทายใหญ่ที่สุดในฐานะนายกรัฐมนตรี (Biggest challenge as PM)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           อะไรที่ได้เป็นสิ่งที่ยากหนักหนาที่สุดซึ่งคุณได้ต้องที่จะทำเมื่อคุณกลายมาเป็นนายกรัฐมนตรี?   (What’s been the hardest thing that you’ve had to do since you became Prime Minister?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      มีมากมายหลายสิ่งที่ยากหนักหนา ที่ผมไม่ทราบว่านั่น...(ยากหนักหนาที่สุด)...ยากลำบากที่สุด?  (There are many hard things I don’t know that…(hardest) …Hardest?     

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           คุณได้พบกับทรัมป์หรือยัง?  (Have you been to see Trump?             

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ยังไม่นะ. (Not yet.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           โอเค, ดังนั้นคุณก็ยังไม่ได้ทำกับสิ่งยากลำบากที่สุด.  (Ok, so you haven’t done the hardest.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      หะหะหะ! เราอาจจะมีโอกาสที่จะพบปะเมื่อเขาได้มา...ถ้าเขาได้มาเพื่อการประชุมสุดยอดอาเซียน, ที่เขาได้พูดไว้ว่าดเขาจะมา.  (Ha ha ha! We might have a chance to meet when he comes…if he comes for the ASEAN Summit, which he has said he would.)                

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):           ใช่, ใช่, เพราะว่าเขาต้องมาลงนามข้อตกลงสันติภาพ.  (Yes, yes, because he has to sign the peace agreement.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      เย้, เอาละ, ผมไม่แน่ใจนักว่ามันจะแค่เพื่อเรื่องนั้นหรือไม่, แต่ถ้ามันมาถึงเรื่องของการประชุมสุดยอดแล้วก็อาจมีโอกาสที่จะได้พบกับเขา. ผมได้โทรศัพท์ไปหาเขาเมื่อปลายปีที่แล้ว. มันก็ไปได้ดี. แต่ผมแน่ใจจะมีโอกาสทั้งหลายที่จะพบปะกัน.   (Yeah, well, I’m not sure whether it’s just for that, but if it comes to the AEAN Summits there may be a chance to meet him. I’ve had a phone call with him late last year. It went well. But I’m sure there will be opportunities to meet.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ดังนั้น, เรายกอันนี้ออกไปก่อน. นั่นไม่ไกด้เป็นที่ยากหนักหนาที่สุด. แล้วอะไรที่ยากหนักหนาที่สุด?   (So, we take that out. That’s not the hardest. What is the hardest?)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      สิ่งที่ยากหนักหนาที่สุดได้เป็นจริงๆในการบยริหารผู้คน. คุณไม่ได้ตระหนักถึงระดับขอบเขตของมันจนกระทั่งคุณเข้ามาสู่งานอาชีพนี้. ที่อะไรนั่นคือผมไม่ไกด้เป็นแค่นายกรัฐมนตรี, ผมเป็นหัวหน้าพรรคการเมืองด้วย. ผมเป็นผู้นำพรรคการเมือง. ผมเข้าไปสู่การเลือกตั้งทั้งหลาย. และคุณก็ต้องคิดในตอนนั้นเกี่ยวกับว่าสมาชิกทั้งหลายรายใดในทีมของผม ผู้ที่ผมต้องตัดออกเพราะว่าผมต้องการปรับเปลี่ยนใหม่.  (The hardest has been really in managing people. You don’t realize the extent of it until you get into this job. Which is that I’m not just prime minister, I’m leading a party. I’m leading a party. I go into elections. And you have to then think about which are the members of my team who I have to drop because I want renewal.)

          และหนึ่งในกุญแจทั้งหลายต่อความสำเร็จของพรรคกิจประชาชนได้ถูกเพ่งเน้นอย่างเต็มที่ในการปรับเปลี่ยนใหม่ของทีมในทุกการเลือกตั้ง. และนี้ไม่ได้เป็นการง่ายที่จะทำเลย. มันง่ายมากที่จะพูด, เราแค่มาว่ากันต่อไปกับสถานะเดิม. ผมไม่ต้องการที่จะทำให้ใครบางคนขุ่นเคือง. มันโอเค. เราทั้งเคลื่อนตามกันไป. แต่แล้วถ้าผมทำน้อยลงกัยการปรับเปลี่ยนใหม่นี้, ผมจะจ่ายราคาสำหกรับมัน 5, 10, 20 ปีจากตอนนี้.  (And one of the keys to the PAP’s17 success has been a full focus on renewing our team every election. And this is not easy to do at all. It’s very easy to say, let’s just continue with the status quo. I don’t want to offend anyone. It’s OK. We all move along. But then if I do less of the renewal, I will pay the price for it 5, 10, 20 years from now.)

          17 พรรคกิจประชาชน (PAP) เป็นพรรคการเมืองหลักของสิงคโปร์ที่ได้จัดตั้งรัฐบาลมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่สิงคโปร์ได้รับเอกราช พรรคนี้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2497 และมีอุดมการณ์แบบกลาง-ขวา โดยมีส่วนผสมระหว่างการอนุรักษ์นิยมทางสังคมและการเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ PAP เป็นที่รู้จักในด้านการสนับสนุนเศรษฐกิจแบบตลาดเสรี แต่ก็มีส่วนร่วมในการแทรกแซงของรัฐเพื่อควบคุมเศรษฐกิจและส่งเสริมการพัฒนา 

  • ประวัติความเป็นมา: ก่อตั้งขึ้นในปี 1954 และชนะการเลือกตั้งครั้งแรกในปี 1959
  • อุดมการณ์: กลาง-ขวา ผสมผสานระหว่างอนุรักษนิยมทางสังคมและเสรีนิยมทางเศรษฐกิจ
  • นโยบาย:
    • เศรษฐกิจ: สนับสนุนตลาดเสรี, การเก็บภาษีต่ำ, การค้าระหว่างประเทศ, และการควบคุมเศรษฐกิจที่น้อยที่สุด
    • สังคม: ส่งเสริมความสามัคคีในชาติผ่านการบูรณาการกลุ่มชาติพันธุ์
  • การเมือง:
    • PAP ครองเสียงข้างมากในรัฐสภามาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ได้รับเอกราช
    • มีอิทธิพลต่อสถาบันระดับชาติ เช่น สภาสหภาพแรงงานแห่งชาติ (NTUC) และระบบราชการพลเรือน 

          ดังนั้น, การที่ต้องมองอย่างหนักที่สมาชิกทั้งหลายของทีม, พูดกับแต่ละคนของพวกเขาเป็นรายๆ, และพูด, ผมเสียใจ, ผมไม่สามารถที่จะช่วยยอมให้คุณไปต่อได้, ผมต้องปลดคุณ, นั่นเป็นที่เจ็บปวดมาก.   (So, having to look hard at the members of the team, speak to each one of them individually, and say, I’m sorry, I’m not able to help allow you to continue, I have to drop you, that was very painful.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ดังนั้น, คือการบริหารพรรค.  (So, party management.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ใช่, นั่นเป็นที่เจ็บปวดมาก. ไม่ง่ายเลยที่จะทำ. และผมต้องทำตนเองเป็นเหล็กกล้าที่จะทำมันและบริหารมัน. และผมก็ดีใจที่เราได้มีผลการเลือกตั้งที่ดีออกมาที่ตอนจบของวันเหล่านั้น.  (Yes, that was very painful. Not easy to do. And I had to steel myself to do it and manage it. And I’m glad we had a good election outcome at the end of the day.)

รัวลา คห์าลาฟ(Roula Khalaf):          ขอบคุณสำหรับเวลาของคุณและหวังว่าจะได้พบกับคุณอีกครั้งเร็วๆนี้. (Thank you for your time and hope to see you again soon.)

ลอว์เรนซ์ หว่อง(Lawrence Wong):      ขอบคุณครับ. ดีที่ได้พูดคุยกับคุณครับ. (Thank you. Good talking to you.)  

           https://youtu.be/NXSI4cCm3BM?si=3wc9zTWYIvnrNZkp