กอบกู้อเมริกา: การคลี่คลายแก้ไขวิกฤตการณ์การทุจริต
Unbreaking America: Solving the Corruption Crisis
https://youtu.be/TfQij4aQq1k?si=yZtM5bRgYktEe5Rm
*
เจนนิเฟอร์ ชเรเดอร์ ลอว์เรนซ์ (อังกฤษ: Jennifer Shrader Lawrence, เกิด 15 สิงหาคม ค.ศ. 1990)
เป็นนักแสดงหญิงและนางแบบชาวอเมริกา ได้รับการจัดอันดับให้เป็นนักแสดงหญิงที่มีค่าตัวสูงที่สุดในโลกในช่วงระหว่างปี
ค.ศ. 2015–2016 และได้รับเลือกจากไทม์ให้เป็นอยู่ใน
100 บุคคลผู้ทรงอิทธิพลของโลกประจำปี
ค.ศ. 2013 และได้รับการจัดอันดับโดยฟอบส์ให้อยู่ใน
100 บุคคลผู้ทำเงินได้สูงที่สุดในโลก
ประจำปี ค.ศ. 2014 และ ค.ศ. 2016 นอกจากนี้ยังเคยได้รับการโหวตให้เป็นผู้หญิงที่เซ็กซี่ที่สุดในโลกโดยเอฟเอชเอ็มในปี ค.ศ. 2014
เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์(Jennifer
Lawrence): เรากำลังเป็นประจักษ์พยานต่อความล้มเหลวของระบบการเมืองในอเมริกา. (We are witnessing a total
political system failure in America.)
ถ้าคุณกำลังเป็นอะไรสักอย่างดเหมือนฉัน,
คุณอาจจะพบว่าตัวคุณเองอย่างสม่ำเสมอถูกท่วมท้นโดยทุกสิ่งที่ผิดอยู่กับการเมือง.
และเมื่อฉันพูดว่าการเมือง, ฉันไม่ได้พูดถึงเดโมครตส์หรือรีพับลิกันส์.
ฉันกำลังพูดถึงข้อบกพร่องทั้งหลายที่มีอยู่ในระบบการเมืองของเรา ไม่ต้องอ้างถึงก็ได้เลยว่าพรรคการเมืองใดกำลังอยู่ในอำนาจ. (If you’re anything like me, you
may find yourself constantly overwhelmed by everything that’s wrong with
politics. And when I say politics, I’m not talking about Democrats or
Republicans. I’m talking about the flaws that exist in our political system regardless
of which party is in power.)
และฉันรู้, มันยากที่จะพูดคุยถึงการเมืองในทุกวันนี้,
แต่ดูตรงนี้สิ: รัฐบาลเป็นของเรา. เราจ่ายไปเพื่อมัน,
ดังนั้นมันจำเป็นต้องทำงานเพื่อเรา. และในตอนนี้, มันไม่ได้ทำเช่นนั้น.
และฉันหมายความว่ามันไม่ได้ทำเช่นนั้นเลยจริงๆ. (And I know, it’s hard to talk
about politics these days, but look: The government is ours. We pay for it, so
it needs to work for us. And right now, it doesn’t. And I mean it really
doesn’t.)
ดังนั้น, อะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่ในที่นี้? มันเป็นเพราะรัสเซียเข้ามาป่วนอยู่ในสื่อสังคมรึ?
มันเป็นเขา(ทรัมป์)รึ? มันเป็นเธอ(ฮิลลารี คลินตัน)รึ?
ไม่เลย. (So, what’s going on here? Is it Russian meddling
and social media? Is it him? Is it her? No.)
ทั้งสองคนเป็นผู้สมัครแข่งขันชิงประธานาธิบดีที่มีชื่อเสียงเป็นที่นิยมน้อยที่สุด
ตั้งแต่พวกเขาเริ่มต้นเอาแต่คอยตามแต่เรื่องแบบนั้น. มีเพียง 4% ของคนอเมริกันที่มีความเชื่อมั่นอย่างมากยิ่งในสภาคองเกรสตอนนี้.
แค่ 4%. (Those
two were the least popular presidential candidates since they began keeping
track of such things. Only 4% of American have a great deal of confidence in
Congress now. Just 4%.)
อเมริกากระทั่งไม่ได้ถูกพิจารณาว่าเป็นประชาธิปไตยเต็มใบอีกต่อไปแล้ว.
เรากำลังเป็นประจักษ์พยานต่อความล้มเหลวที่สุดของระบบการเมืองในอเมริกา.
ที่คือด้านตรงข้ามอย่างสมบูรณ์ของอะไรที่ผู้สภาปนาประชาชาติของเราได้มีอยู่ในจิตใจ. (America is no longer even
considered a full democracy. We are witnessing total political system failure
in America. Which is the complete opposite of what our nation’s founders had in
mind.)
ดังนั้น, ฉันกำลังที่จะแสดงให้พวกคุณถึงสามเส้นที่แสดงถึงอะไรซึ่งเป็นสาเหตุของความล้มเหลวนี้,
เราสามารถที่จะซ่อมแซมแก้ไขมันได้อย่างไร, และอะไรที่คุณสามารถทำเกี่ยวกับมัน.
ดังนั้น, นี่คือเส้นตรงแรกของคุณ. (So,
I’m going to show you three lines that show what’s causing this failure, how we
can fix it, and what you can do about it. So, here’s your first line.)
อะไรที่ฉันต้องการให้คุณทำคือนำเอาปัญหาใดที่คุณห่วงใยมันจริงๆมา
และวางภาพมันลงไปบนเส้นตรงนี้. เส้นตรงนี้ได้มาจากการศึกษาของมหาวิทยาลัยพริ้นสตันที่แสดงถึงความคิดเห็นสาธารณชน
ว่ามีอิทธิพลต่อกฎหมายทั้งหลายที่สภาคองเกรสผ่านหรือไม่ผ่านร่างกฎหมายนั้น.
พวกเขาได้มองย้อนกลับไปถึงหนึ่งหมื่นแปดพันโพลความคิดเห็นของสาธารณชนในกว่าช่วงยี่สิบปีที่ผ่านมา,
และเรานำเอาข้อมูลของพวกเขามาเขียนวางลงเป็นตารางกราฟนี้. (What I want you to do is take any
issue you really care about and picture it on this line. This line comes from
Princeton University study that shows how public opinion influences the laws
that Congress does or doesn’t pass. They looked at eighteen hundred public
opinion polls over a twenty-year period, and we took their data and plotted it
in this chart.)
เห็นเส้นทางนอนนี้ไหม?
นั่นแสดงถึงการสนับสนุนของสาธารณะสำหรับกฎหมายหนึ่งในกลุ่มค่าเฉลี่ยคนอเมริกัน. (See this horizontal line? That
shows public support for a law amongst average Americans.)
เส้นแนวตั้ง?
นั่นแสดงถึงความเป็นไปได้ของการสนับสนุนสาธารณชนที่นำไปสู่การผ่านร่างบัญยัติไปเป็นกฎหมาย. (This vertical line? That shows the
likelihood of the public support leading to passage of the law.)
เมื่อวางกำหนดจุดลงไปตามค่าเฉลี่ยคนอเมริกัน. คุณจะได้เส้นตรงหนึ่งที่ดูเหมือนเช่นนี้เ.
ที่นตีงนี้เองที่วาระประเด็นของคุณกำลังนั่งอยู่บนเส้นนั้น. (When you plot it for the average
American, you get a line that look like this. There’s your issue sitting on
that line.)
ถ้ามีการสนับสนุนเป็น 0 สำหรับร่างกฎหมายหนึ่ง, ก็จะมีโอกาสราว 30% ที่คองเกรสกำลังที่จะผ่านมัน.
(If there is zero support for a law, there’s about a 30% chance
that congress is going to pass it.)
และถ้ามี 100% สนับสนุนกับอะไรบางอย่าง,
สิ่งที่มีขื่อเสียงเป็นที่นิยมชมชื่นกันมากที่สุด, ก็ยังคงมีโอกาสแค่ 30% ที่คองเกรสกำลังจะผ่านมัน.
(And if there’s 100% support for something, the most popular
thing ever, there still a 30% chance that Congress is going to pass it.)
ดังนั้น,
เส้นแนวราบนี้เพราะว่าไม่ว่าจะมีการสนับสนุนมากอย่างไรในกลุ่มค่าเฉลี่ยคนอเมริกันทั้งหลาย,
ก็ยังคงมีโอกาส 30% ที่สภาคองเกรสกำลังที่จะผ่านร่างกฎหมายนั่น. (So. The line is horizontal because
no matter how much support there is among average Americans, there’s still a 30%
chance the Congress is going to pass that law.)
พริ้นสตันได้วินิจฉัยว่านั่นคือ “ความชอบ/พึงพอใจของคนอเมริกันโดยเฉลี่ยแล้ว
ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งเล็กกระจิ๋วมาก, เกือบเท่ากับ 0, ในทางสถิติแล้ว,
ไม่มีความสำคัญที่จะส่งผลกระทบกับนโยบายสาธารณะเลย.”
สิ่งนรกนี้บังเกิดขึ้นได้อย่างไร? (Princeton
determined that the “preferences of the average American appear to have only a
miniscule, near zero, statistically non-significant impact on public policy.”
How the hell this happen?)
พิจารณาจากสิ่งนี้,
นักการเมืองทั้งหลายกำลังใช้จ่ายขึ้นไปถึง 70%
ของเวลาของพวกเขา เพิ่มเงินทุนทั้งหลายสำหรับการเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหน้า
ภายหลังจากที่พวกเขาได้เข้ามานั่งในสภานี้แล้ว. ทำไม?
เพราะว่าเพื่อที่จะชนะได้ที่นั่งในสภาซีเนทในบางการแข่งขันทั้งหลาย,
คุณจะต้องหาเงินเพิ่ม 45,000 ดอลลาร์ทุกแต่ละวัน, 365 วันสำหรับ 6 ปี
ที่จะต้องระดมทุนเพิ่มให้มีเงินเพียงพอที่จะชนะ. (Consider this. Politicians are
spending up to 70% of their time raising funds for re-election after they get
into office. Why? Because in order to win a seat in the Senate in some races,
you would have to raise $45,000 every single day, 365 days a year for 6 years to
raise enough money to win.)
ทีนี้, พิจารณาได้ว่ามีเพียง
0.05% ของคนอเมริกันทั้งหลายเท่านั้นได้ให้เงินสนับสนุนทางการเมืองมากกว่า
10,000 ดอลลาร์ , และแล้วคุณก็เห็นได้ว่าทำไมนักการเมืองทั้งหลายได้กลายเป็นต้องพึ่งพิงกับการนี้ไปทั้งหมดแล้วกับ
0.05% ของคนอเมริกันทั้งหลายนี้ (เศรษฐีพันล้านทั้งหลายและกลุ่มผลประโยชน์พิเศษอ่ะแหละ)
ผู้ซึ่งสนับสนุนเงินทุนให้กับการรณรงค์หาเสียงของพวกเขา. (Now, consider that only 0.05% of Americans
give more than $10,000 to politics, and then you see why politicians have
become completely dependent on that 0.05% of Americans (billionaires and
special-interest groups!) who fund their campaigns.)
ในขณะเดียวกัน, คุณก็มีนักหลอบบี้ยิสต์ทั้งหลายคอยเขียนร่างกฎหมายทั้งหลายของเรา
และทำการบริจาคเงินต่อนักการเมืองทั้งหลายผู้ซึ่งผ่านร่างกฎหมายนั้นๆ ให้กับพวกเขา, เรามีสอง-พรรคการเมือง
อย่างคู่กันแข่งขันกันอยู่คือเดโมแครตส์กับรีพับลิกันส์
ที่ทำมันจนกระทั่งผู้สมัครอิสระทั้งหลายไม่สามารถเอาชนะการเลือกตั้งได้, ขณะที่คนอเมริกันกำลังปล่อยให้สองพรรคการเมืองใหญ่นี้ในการได้ขับขี่มันไปกันอยู่.
(Meanwhile, you’ve got lobbyists writing our laws and donating to the
politicians who pass them, we have a two-party duopoly of Democrats and
Republicans that makes it so that independents can’t win, while the American people are leaving the major parties in droves.)
ดังที่พวกคุณสามารถมองเห็นได้ในที่นี้, เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ออกเสียงลงคะแนนอเมริกันทั้งหลายที่ในตอนนี้ลงทะเบียนเป็นฝ่ายอิสระ(ไม่สังกัดพรรคการเมือง-ผู้แปล).
และแล้วก็มีการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่, ด้วยฝีมือนักการเมืองทั้งหลายลากเส้นแบ่งเขตการเลือกตั้งทั้งหลายของพวกเขาเองในพื้นที่ตำบลเลือกตั้งทั้งหลาย
ไปเป็นรูปร่างที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อป้องกันการแข่งขัน. ในวันนี้มีเพียง 14% ของการรณรงค์แข่งขันสู่สภาที่เป็นการแข่งขันกันอย่างแท้จริง. 86% ของพวกนั้นทั้งหลายไม่ได้เป็นเช่นนั้น. และเราก็สงสัยกันว่าทำไมผู้คนรุ่นหนุ่มสาวรู้สึกว่าคะปแนนเสียงของพวกเขาไม่มีความหมายอะไร.
ฉันได้ค้นพบอย่างมากที่นี้, แต่มันได้เพิ่มขึ้นทั้งหมดไปเป็นวงแหวนขนาดกว้างใหญ่ของอิทธิพลอยู่เหนือผู้นำที่ถูกเลือกตั้งทั้งหลาย. (As you can see here, nearly half
of American voters are now registered independent. And then there’s
gerrymandering1,
with politicians drawing the boundaries of their own voting districts into
shapes designed to prevent competition. Today only 14% of House campaigns are
actually competitive. 86% of them are not. And we wonder why young people feel
that their vote doesn’t matter. I’ve covered a lot here, but it all adds up to
this vast ring of influence over our elected leaders.)
1 Gerrymandering คือการแบ่งเขตเลือกตั้งใหม่โดยเจตนาเพื่อเอื้อประโยชน์ทางการเมืองแก่พรรคการเมืองหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
กลยุทธ์นี้มักทำให้เขตเลือกตั้งมีลักษณะแปลกประหลาดและคดเคี้ยว
เพื่อเพิ่มโอกาสชนะของพรรค คำนี้มีที่มาจาก เอลบริดจ์ เจอร์รี (Elbridge Gerry) ผู้ว่าการรัฐแมสซาชูเซตส์
ซึ่งได้แบ่งเขตเลือกตั้งในปี 1812 ที่มีลักษณะคล้าย ซาลาแมนเดอร์
วิธีการที่ใช้
- การบรรจุ (Packing): รวมฐานเสียงฝ่ายตรงข้ามไว้ในเขตเลือกตั้งเดียวกันให้มากที่สุด
เพื่อทำให้เสียงของพรรคฝ่ายตรงข้ามในเขตอื่น ๆ ลดลง
- การกะเทาะ (Cracking): แบ่งกลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งฝ่ายตรงข้ามออกเป็นหลายเขต
เพื่อลดอิทธิพลของพวกเขาในแต่ละเขต
- การซ้อนทับ (Stacking): ผนวกกลุ่มเสียงส่วนน้อยเข้ากับกลุ่มเสียงส่วนใหญ่
เพื่อให้กลุ่มเสียงส่วนน้อยถูกกลืนหายไป
ผลกระทบ
- ผลการเลือกตั้งอาจถูกกำหนดล่วงหน้า
แม้ว่าคะแนนเสียงโดยรวมของประชาชนจะเปลี่ยนแปลงไปก็ตาม
- นักการเมืองสามารถ "เลือก" ผู้เลือกตั้งได้
แทนที่ผู้เลือกตั้งจะได้ "เลือก" นักการเมือง
- เขตเลือกตั้งอาจบิดเบี้ยวและไม่สะท้อนถึงความเป็นจริงทางภูมิศาสตร์หรือความต้องการของประชาชน
มันเป็นระบบทุจริต ที่ซึ่ง “เราประชาชน” ที่มีอิทธิพล “ใกล้
0” อยู่เหนือรัฐบาลของตนเองแล้ว...และนั่น...เป็นเรื่องเศร้า...นั่นไม่ใช่ประเทศที่ฉันรู้สึกเหมือนกับว่าฉันอยากเติบโตขึ้นมากันมัน. (It’s a corrupt system in which “We
the people” have “near zero” influence over our own government…and that…is
sad…That is not the country I feel like I grew up in.)
แต่อะไรที่เลวร้ายก็คือ ด้วยการยินยอมกับเรื่องนี้ต่อสิ่งที่บังเกิดขึ้น
เราก็เป็นสาเหตุของความล้มเหลวของวาระประเด็นที่สำคัญนี้ซึ่งกำลังเผชิญหน้าประชาชาติของเรา.
เรากำลังสูญเปล่าหลายล้านล้านดอลลาร์ต่อปีไปกับความฉ้อฉลและบิดเบือนในรัฐบาลของเราเอง.
(But what’s worse is that by allowing this to happen we are causing
the failure of the most important issues facing our
nation. We’re wasting trillions of dollars a year on fraud and abuse in our own
government.)
หนึ่งในห้าของเด็กชาวอเมริกันมีชีวิตอยู่ในความยากจน.
การดูแลสุขภาพของเราเป็นที่ราคาแพงที่มากที่สุดในโลก. เรามีผู้คนที่อยู่ในคุกต่อจำนวนประชากรมากกว่ารัสเซียและจีน.
เรากำลังสูญเสียงานอาชีพทั้งหลายต่อส่วนที่เหลือของโลก. และเราไม่ได้กระทั่งทำอย่างเพียงพอที่จะคอยรักษาอากาศและน้ำของเราให้สะอาดสำหรับเด็กๆของเรา. (One in five American children live
in poverty. Our healthcare is the most expensive in the world. We have more
people in prison per capita than Russia and China. We’re losing jobs to the
rest of the world. And we’re not even doing enough to keep our air and our
water clean for our children.)
อเมริกาได้ถูกพบว่าตั้งอยู่บน คำมั่นสัญญาของการปกครองตนเอง.
แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น, เราได้ไม่มีค่าโดยนัยทางสถิติ ในผลกระทบกับนโยบายสาธารณะ.
ดังนั้น, คำถามก็คือว่า เดราจะถอดถอนเรื่องนี้ออกไปได้อย่างไร? (America was found on the promise
of self-governance. But instead, we have on the public policy. So, the question
is how do we unrig this system?)
ฉันได้ถูกครอบงำกับความคิดนี้. ไม่ใช่แค่การไม่ถอดถอนมัน,
แต่อันที่จริงแล้วจะซ่อมแซมแก้ไขมันด้วย. นั่นคือเมื่อฉันได้พบกับ โจซ. (I’m
obsessed with this idea. Not just of unrigging it, but actually fixing it. That’s when I met Josh.)
โจช ซิลเวอร์(Josh Silver): นี่แหละมัน. นี้คือวาระประเด็นเบื้องหลังวาระประเด็นทั้งหลาย.
ถ้าซ่อมแซมแก้ไขระบบ, ก็ก็จะต้องมีพลังอำนาจมากอย่างยิ่งเหลือเกินที่จะซ่อมแซมแก้ไขทุกสิ่งอื่นด้วย.
ดังนั้น, ผมได้พูดกับบางรายของผู้คนที่ชาญฉลาดมากที่สุดในประเทศ, นักวิชาการด้านรัฐธรรมนูญลอว์เรนซ์
เลสสิก, เซฟีห์ร ทีชเอาท, และนับหลายโหลของนักวิชาการด้านรับธรรมนูญทั้งหลายและผู้เขี่ยวชาญและนักยุทธศาสตร์ทั้งหลาย. (This is it. This is the issue
behind the issues. If fix the system, we’ll have so much more power to fix
everything else. So, I spoke to some of the most brilliant people in the
country, constitutional scholar Lawrence Lessig, Zephyr Teachout, and dozens of
other constitutional scholars and experts and strategists.)
พวกเขาทั้งหมดได้พูดเป็นเสียงเดียวกัน: คุณสามารถผ่านกฎหมายที่จะหยุดการติดสินบนทางการเมืองได้
และซ่อมแซมแก้ไขการเลือกตั้งที่แตกพังของเราทั้งหลาย - และคุณสามารถทำมันได้, คุณสามารถปล้ำฟัดอำนาจจากระบบ/สถาบันทุจริต,
และเอาออกไปสู่ในมือประชาชน. (They
all said the same thing: You could pass a law that would stop political bribery
and fix our broken elections – and if you could do that, you could wrest power
from the corrupt establishment, and out back in the hands of the people.)
นี่คือคุณซ่อมแซมแก้ไขการเลือกตั้งที่แตกพังทั้งหลาย: ยุติการจัดสรรเขตเลือกตั้งแบบ เจนเดอร์แมนเดอริง ด้วยคณะกรรมการอิสระจัดสรรเขตเลือกตั้ง.
(Here’s how you fix our broken elections: End gerrymandering with
independent redistricting commissions.2)
2 การยุติ การจัดสรรเขตเลือกตั้งแบบ Gerrymandering ด้วย คณะกรรมการอิสระเพื่อการจัดสรรเขตเลือกตั้ง (End gerrymandering with
independent redistricting commissions) เป็นการเสนอแนวทางในการสร้างระบบการจัดสรรเขตเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม
โดยให้อำนาจคณะกรรมการอิสระในการวาดแผนที่เขตเลือกตั้ง
แทนที่จะให้อำนาจกับนักการเมือง.
ความหมายโดยละเอียด:
- End gerrymandering: ยุติการจัดสรรเขตเลือกตั้งแบบ
"เจอร์รีแมนเดอร์"
ซึ่งเป็นการใช้เล่ห์เหลี่ยมในการวาดแผนที่เขตเลือกตั้งเพื่อให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองได้เปรียบ
โดยการกำหนดขอบเขตเขตเลือกตั้งที่เอื้อประโยชน์ให้ตนเอง.
- independent redistricting commissions: คณะกรรมการอิสระเพื่อการจัดสรรเขตเลือกตั้ง
คือ
กลุ่มบุคคลอิสระที่ไม่มีความเชื่อมโยงทางการเมืองโดยตรงที่จะทำหน้าที่รับผิดชอบในการวาดแผนที่เขตเลือกตั้งใหม่.
- ประเด็นสำคัญ: แนวคิดนี้มีเป้าหมายเพื่อลดอิทธิพลทางการเมืองในการกำหนดเขตเลือกตั้ง
ซึ่งจะช่วยลดการแบ่งแยกเขตเลือกตั้งที่บิดเบือนและส่งเสริมการแข่งขันที่ยุติธรรมมากขึ้น.
ประโยชน์ของแนวคิดนี้:
- ลดอิทธิพลทางการเมือง: คณะกรรมการอิสระจะทำงานอย่างเป็นกลางและไม่ถูกครอบงำโดยนักการเมือง.
- ส่งเสริมการแข่งขันที่เป็นธรรม: การจัดสรรเขตเลือกตั้งที่เท่าเทียมกันจะช่วยให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีอำนาจในการเลือกตั้งที่แท้จริงมากขึ้น.
- สร้างความโปร่งใส: กระบวนการจัดสรรเขตเลือกตั้งจะมีความโปร่งใสและสามารถตรวจสอบได้.
เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์(Jennifer
Lawrence): สร้างสรรค์การลงคะแนนเลือกตั้งแบบจัดอันดับ
เพื่อที่พรรคที่สามและผู้สมัครอิสระทั้งหลายสามารถลงแข่งขันและชนะได้. (Create ranked
choice voting so third parties and independents can run and win.)
โจช ซิลเวอร์(Josh
Silver): จัดให้มีการลงทะเบียนผู้มีสิทธิเลือกตั้งโดยอัตโนมัติจากที่บ้าน (Implement automatic voter registration3 vote from home.)
3 https://en.wikipedia.org/wiki/Voter_registration_in_the_United_States
เจนนิเฟอร์
ลอว์เรนซ์(Jennifer Lawrence): และนี่อย่างไรที่เราสามารถพังทะลายลงมาได้ในการติดสินบนทางการเมือง: ชำระล้าง/ยกเครื่องกฎหมายการลอบบี้และจริยธรรมทางการเมือง,
และปิดประตูหมุนนั้น เพื่อนักการเมืองทั้งหลายไม่สามารถรับสินบนด้วยการเสนอจ้างงานที่มีค่าตอบแทนสูงทั้งหลาย.
(And here’s how we can crack down on political bribery:
Overhaul lobbying and ethics laws, and close the revolving door so politicians
can’t be bribed with high-paying job offers.)
โจช ซิลเวอร์(Josh
Silver): กำหนดบัญญัติให้การใช้จ่ายทางการเมืองมีความโปร่งใสเต็มที่
เพื่อที่เราจะรู้ว่าใครกำลังพยายามที่จะซื้ออิทธิพล. (Mandate
full transparency of political spending so we know who’s trying to buy
influence.)
เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์(Jennifer
Lawrence): มอบบัตรกำนัลภาษี
50 ดอลลาร์ หรือ 100 ดอลลาร์ให้กับผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง
เพื่อที่นักการเมืองทั้งหลายใช้เวลาระดมทุนจากผู้ที่พวกเขาอ้างว่าเป็นตัวแทนของผู้มีสิทธินั้นๆ, ไม่ใช่แค่ 0.05% ที่ฉันได้พูดถึงไปแล้วในตอนต้น. (Give every voter a $50 or $100
tax voucher so politicians spend time fundraising from their constituents, not
just that 0.05% that I talked about earlier.)
โจช ซิลเวอร์(Josh
Silver): ถ้าคุณสามารถผ่านแม้จะแค่บางอย่างของการปฏิรูปทั้งหลายเหล่านี้,
คุณก็จะรื้อทำลายวงแหวนอิทธิพลนั้น, และเริ่มต้นที่จะคืนสถานะ/สิทธิ
“เราคือประชาชน” เป็นเช่นอิทธิพลสำคัญที่สุดต่อผู้นำทั้งหลายที่เราเลือกมา.
(If
you could pass even just some of these reforms, you would undo that ring of
influence, and begin to reinstate “We the People” as the most important
influence over our elected leaders.)
ดังนั้น, เราได้รับการปฏิรูปทั้งหมดเหล่านี้,
และนำเอาพวกเขาเข้าไปสู่กฎหมายแบบจำลอง และได้ตั้งชื่อมันคือ รัฐบัญญัติต่อต้านการทุจริต. (So, we took all of these reforms,
and put them into a model law and named it the Anti-Corruption Act.)
และได้รับสิ่งนี้: 87% ของคนอเมริกันสนับสนุนการสร้างทำรัฐบัญญัติต่อกชต้านการทุจริต
กฎหมายของแผ่นดินนี้. มาดูที่การแจกแจงรายละเอียด: 91% ของเดโมแครตส์ และ 83% ของรีพับลิกันส์.
มันน่าทึ่งมาก. ทีนี้, คุณอาจคิดไปได้ว่า, 9 จาก 10 คนอเมริกันทั้งหลาย...อย่างแน่นอนว่า
สภาคองเกรสจะผ่านมัน. (And
get this: 87% of Americans support making the Anti-Corruption Act the law of
the land. Look at the breakdown: 91% of Democrats and 83% of republicans. It’s
incredible. Now, you might be thinking, 9 out of 10 Americans…surely Congress
will pass it.)
แต่กับสาระประเด็นมากไปกว่าวาระประเด็นอื่นใดๆ,
มันเหมือนกับการขอให้หมาจิ้งจอกใส่กุญแจปิดกรงขังไก่. นักการเมืองทั้งหลายที่ได้ชนะในระบบปัจจุบัน,
และพวกเขาได้มีแรงจูงใจที่จะไม่แก้ไขมัน. ดังนั้น, เราจำเป็นที่จะต้องอ้อมสภาคองเกรสไป
- ในกรณีนี้, โดยการผ่านรัฐบัญญัติต่อต้านการทุจริต ไปที่นคร/เมืองใหญ่และมลรัฐทั้งหลายทั้งหมดทั่วอเมริกา. (But on this issue more than any
other issue, it’s like asking the fox to put a lock on the henhouse. Politicians
won in the current system, and they have an incentive NOT to fix it. So, we
need to go around Congress – in this case, by passing Anti-corruption Acts in
cities and states all across America.)
ในตอนนี้,ทุกครั้งที่ผมพูดเรื่องนี้, ผู้คนมองดูที่ผมและพูดว่า: “การผ่านกฎหมายของนคร/มลรัฐทั้งหลายนำไปสู่การซ่อมแซมแก้ไขปัญหาทั้งหลายทั้งหมดเหล่านี้
กับรัฐบาลกลางของสหพันธรัฐ. (Now,
every time I say this, people look at me and say: “How does passing city and
state laws lead to fixing all of these problems with the federal government?”)
เจนนิเฟอร์
ลอว์เรนซ์(Jennifer Lawrence): ให้ฉันว่าถึงเรื่องนี้ได้มั้ย? (Can I do this part?)
โจช ซิลเวอร์(Josh
Silver): เอาเลย!! (Go for it!!)
เจนนิเฟอร์
ลอว์เรนซ์(Jennifer Lawrence): ดังนั้น. อย่างแรกของทั้งหมด, รัฐธรรมนูญสหรัฐอเมริกาได้ให้รัฐทั้งหลายเป็นผู้ควบคุมการเลือกตั้งของรัฐตนแต่เพียงผู้เดียว
- แม้กระทั่งการเลือกตั้งรัฐบาลกลาง - ดังนั้นเมื่อเราแก้ไขวิธีการกำหนดเขตเลือกตั้งปแบบเจนแมนเดอริง
หรือกฎหมายการเลือกตั้งทั้งหลาย, ที่ก็คือการแก้ไขการเลือกตั้งรัฐบาลกลางในแต่ละมลรัฐ. (So. First of all, the
US Constitution gives states sole control over how elections are run – even
federal elections – so when we fix gerrymandering or election laws, that fixes
the federal election in each state.)
นั่นหมายความว่า โดยการไปทีละรัฐต่อรัฐ, เรามีผลกระทบทันทีกับว่า
เราเลือกตั้งสภาคองเกรสอย่างไรและการที่เราให้เขาต้องรับผิดชอบอย่างไร.
แต่มีอะไรที่มากไปกว่านั้น...และนั่นนำเรามาสู่บรรทัดที่สอง. (That
means that by going state-by-state, we have an immediate impact on how we elect
Congress and how we hold them accountable. But there’s more…and that brings us
to our second line.)
บรรทัดนี้มาจากการศึกษาของบลูมเบิร์ก นิวส์.
ที่ได้ค้นพบผ่านประวัติศาสตร์ของอเมริกา. การผ่านกฎหมายรัฐทั้งหลายนำไปสู่ชัยชนะระดับรัฐบาลกลาง.
ให้ผมแสดงต่อคุณว่าผมหมายถึงประเด็น. (This
line is from a Bloomberg News study. It finds that throughout American history,
passing state laws leads to federal victory. Let me show you what I mean.)
ผังตารางนี้แสดงถึงจำนวนของรัฐทั้งหลายที่ผ่านมาว่าได้ผ่านกฎหมายทั้งหลายที่ให้สตรีมีสิทธิในการลงคะแนเลือกตั้ง. (This chart shows the number of the
states over time that passed laws giving women the right to vote.
เมื่อมันได้วิ่งมาชนทางด้านขวามือของผังตาราง, นั่นคือชัยชนะระดับรัฐบาลกลาง. (When it hits the right side of the
chart, that’s the federal victory.)
โอเค, ในทีนี้ฉันต้องการให้พวกคุณที่จะเฝ้าดูเส้นสีฟ้า. เรากำลังที่จะทำสิ่งนี้อีกครั้งกับการสมรสต่างเชื้อชาติ.
มีเพียงสองสามรัฐในทางตะวันออกเฉียงเหนือที่ได้ทำมันให้ถูกกฎหมาย,
และหกลายทศวรรษผ่านไป. และเราก็ปะทะเส้นสีฟ้านี้ที่ทั้งหมดของทันทีทันใด
ได้มีกิจกรรมเร่งรีบขึ้นมา. ที่ซึ่งนำไปสู่ค่อนข้างรวดเร็วถึงการผ่านกฎหมายของรัฐบาลกลาง.
(Okay, now I want you to watch the blue line. We’re going to do this
again with the interracial marriage4. There were a few
states in the Northeast that made it legal, and centuries go by. And we hit
this blue line where all of a sudden there’s a rush of activity. Which leads
pretty quickly to federal passages.)
4 "The interracial marriage" แปลว่า การแต่งงานต่างเชื้อชาติ หมายถึงการแต่งงานระหว่างบุคคลที่มีเชื้อชาติหรือกลุ่มชาติพันธุ์ที่แตกต่างกัน
นอกจากนี้ยังอาจรวมถึงการแต่งงานข้ามวัฒนธรรม (intercultural marriage) หรือการแต่งงานระหว่างผู้คนที่มีภูมิหลังทางวัฒนธรรมหรือศาสนาที่แตกต่างกันด้วย
- ความหมาย: คือการแต่งงานระหว่างบุคคลที่มีเชื้อชาติที่แตกต่างกัน
เช่น ระหว่างชาวเอเชียกับคนผิวดำ
- การเปลี่ยนแปลงทางสังคม: ปัจจุบันการแต่งงานประเภทนี้เป็นที่ยอมรับมากขึ้นในสังคม
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ
ได้มีคำตัดสินให้การห้ามแต่งงานต่างเชื้อชาติขัดต่อรัฐธรรมนูญในคดี Loving v. Virginia เมื่อปี 1967
- ความถี่: จำนวนการแต่งงานข้ามเชื้อชาติในปัจจุบันเพิ่มขึ้นอย่างมาก
โดยเฉพาะในกลุ่มชาวเอเชียและฮิสแปนิก
(So,
here we are again, with same sex-marriage.
One states, Massachusetts, for many years. A couple decades later we hit that blue line:
a jump in state activity and federal passage.)
นี้ไม่ใช่เกี่ยวกับวาระประเด็นทั้งหลายเหล่านี้. นี้คือเรื่องเกี่ยวกับ ยุทธศาสตร์การเอาชนะทางการเมือง.
การค้นพบที่วิกฤติสำคัญในการศึกษาของบลูมเบิร์กก็คือว่า “เหตุกรณีที่เป็นกุยแจหลัก,
บ่อยครั้งคำพิพากษาของศาล, และการตัดสินใจรณรงค์ระดับรากหญ้าทั้งหลายเมื่อถึงวุฒิภาวะหนึ่งแล้ว
จะนำไปสู่การเร่งรีบของกิจการรัฐ ที่นำไปอย่างสูงสุดที่จะเปลี่ยนแปลงกฎหมายรัฐบาลกลาง.” (This isn’t about these issues. This
is about a winning political strategy. The crucial finding in the Bloomberg
study is that a “key event, often a court decision is a grassroots campaign
reaching maturity, triggers a rush of state activity that ultimately leads to a
change in federal law.”)
ดังนั้น, การที่จะซ่อมแซมแก้ไขปัญหานี้นั้นเป็นไปได้.
แต่อย่างไรที่เราทำในการสร้างสรรค์ชั่วขณะลั่นไกขึ้นสำหรับวาระประเด็นนี้รึ? เอาละ, “การรณรงค์ระดับรากหญ้า”
สำหรับการศึกษา? นั่นก็คือ RepresentUs. (So, fixing this
problem IS possible. But how do we create our trigger moment for this issue? Well,
the “Grassroots Campaign” for the study? That’s RepresentUs.5)
5 RepresentUs
เป็น
องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด
มุ่งเน้นการยุติการทุจริตทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา
ได้รับทุนสนับสนุนจากการบริจาคและเงินช่วยเหลือ
ดำเนินงานโดยอาสาสมัครส่วนใหญ่ที่อยู่ในเครือข่าย การจัดกิจกรรมระดับรากหญ้า
และได้เชิญบุคคลที่มีชื่อเสียงมาเผยแพร่ข้อความขององค์กร RepresentUs ดำเนินการโฆษณา ผลิตวิดีโอ ...
* https://en.wikipedia.org/wiki/RepresentUs
ดเรากำลังนำเอาฝ่าอนุรักษ์และฝ่ายก้าวหน้ามาร่วมกันที่จะผ่านกฎหมายต่อต้านการทุจริตมั้งหลายไปทั่วทั้งหมดประเทศ,
โดยการใช้ความริเริ่ม 3 นวัตกรรม: แนวร่วมขวา - ซ้าย,
ประณามการทุจริต และสร้างกระบวนการชุมนุมเคลื่อนไหว. (We’re bringing conservatives
and progressives together to pass Anti-Corruption laws all across America,
using three strategic innovations: right-left coalitions, calling out
corruption and building a movement.)
การชุมนุมเคลื่อนไหวขนาดใหญ่. และฉันกำลังที่จะแจกแจงรายละเอียดของพวกนี้ให้กับคุณ. (A big movement. And I’m going to
break down them down for you.)
โจช ซิลเวอร์(Josh
Silver): ให้ผมว่าส่วนนี้มั้ย?
(Can I do this part?)
เจนนิเฟอร์ ลอว์เรนซ์(Jennifer
Lawrence): ไม่. อย่างแรก,
ขวา - ซ้าย. นี้คือการที่ประชาชนระบุตัวตนในอเมริกา. (No. First, right-left. This is how
people self-identify in America.)
นี่ไม่ใช่การระบุตัวตนสังกัดพรรคการเมือง, นี้คืออย่างไรที่คุณรู้สึกในทางการเมือง.
และดังที่คุณสามารถมองเห็นได้, มันเป็น 25% เสรีนิยม,
36% อนุรักษ์นิยม, และ 34% เป็นกลาง.
แต่ 40 ปีที่ผ่านมาในอดีต, กับกดารปฏิรูปทั้งหลายที่ฉันได้ทำโครงกรอบเอาไว้,
มันเป็นเสรีนิยมที่พูดต่อเสรีนิยมทั้งหลาย, โดยการใช้ภาษาของเสรีนิยม,
ด้วยข่าวสารของเสรีนิยมทั้งหลาย...เสรีนิยม. ฉันแค่ต้องพูดนั่นอีกครั้งหนึ่ง.
และคุณแค่กำลังไม่ได้ไปถึงการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจทางการเมือง ของอเมริกาด้วย
25%ของเหล่าผู้คนได้. (This isn’t party identification,
this is how you feel politically. And as you can see, its 25% liberal 36%
conservative, and 34% moderate. But for the past 40 years, on the reforms I’ve
outlined, it’s liberals speaking to liberals, using liberal language, with
liberal messengers…Liberal. I just had
to say that one more time. And you’re just not going to change the political
power structure of America with 25% of the people.)
การแก้ไขความทุจริตที่เราลงทะเบียนรับชาวอเมริกันทั้งหลาย, เสรีนิยม,
อนุรักษ์นิยม, และฝ่ายเป็นกลาง - ผู้ที่, ดังที่เราได้แสดงให้เห็น, อย่างท่วมท้นสนับสนุนการปฏิรูป.
(Fixing corruption that we enlist all Americans, liberals,
conservatives, and moderates – who, as we’ve shown, overwhelmingly support reform.)
หมายแรกสอง. เมื่อเราพูดคุยถึงเงินในทางการเมือง,
การแบ่งเขตเลือกตั้งแบบเจอรีแมนเดอริง, ประชาธิปไตย, ปฏิรูปการเงินรณรงค์หาเสียง...ผู้คนส่วนใหญ่แค่เฉยๆ/เลิกสนใจ,
แต่ผู้คนเดือดดาลความทุจริต. (Number two. When we talk about
money in politics, gerrymandering, democracy, campaign finance reform…most
people just tune out, but people are fired up about corruption.)
และหมายเลขสาม, เราต้องสร้างการเคลื่อนไหว. การชุมนุมเคลื่อนไหวขนาดใหญ่ที่ประกอบกันด้วยทุกประเภททั้งหมดของคนอเมริกันจากทั่วอเมริกัน,
ต่อสู้เพื่อที่จะให้ผ่านกฎหมายต่อต้านการทุจริต, และแล้วทำให้แน่ใจว่าพวกเขาได้รับการปฏิบัติ(ให้ผ่านกฎหมาย)และได้รับการปกป้องคุ้มครอง.
(And number three, we must build a movement. A big movement comprised
of all kinds of people from all across America, fighting to pass
anti-corruption laws, and then make sure they are implemented and protected.)
ดังนั้นอีกครั้ง, เสรีนิยมและอนุรักษ์นิยม ทำงานด้วยกัน,
ต้านการทุจริต, และสร้างความเคลื่อนไหว. นี้เป็นฐานรากของ RepresentUs. เราเชื่อว่ารัฐบาลควรที่จะทำงานเพื่อคนอเมริกันทุกคน, ไม่ใช่เต็มมือไปด้วยเศรษฐีพันล้านทั้งหลายและผลประโยชน์พิเศษทั้งหลาย.
(So again, liberals and conservatives working together, corruption,
and build a movement. This is the foundation of RepresentUs.
We believe the government should work for every American, not just a handful of
billionaires and special-interests.)
แต่มันไม่ได้เป็นแค่ความคิด.
ในสองสามปี, เราได้กวาดชัยชนะไป 85 ทั่วประเทศทั้งหมด.
และถ้าเราสามารถนำเอาชัยชนะ 85 เหล่านั้นขึ้นไปถึง 850 ชัยชนะ, เราสามารถซ่อมแซมแก้ไขระบบการเมืองทุจริต,
ช่วยรักษาอเมริกา, และเริ่มลงมือแก้ไขทุกสิ่งอื่นที่ได้แตกหักพังทลายอยู่ในประเทศของเรา. (But it’s not just an idea. In a
few years, we’ve already racked up 85 wins all across the country. And if we
can get those 85 wins to 850 wins, we can fix our corrupt political system,
save America, and get to work on fixing everything else that’s broken in our
country.)
นี้คืออย่างไรที่เราสร้างการชุมนุมเคลื่อนไหวนี้ขึ้นมาให้ใหญ่เพียงพอที่จะลั่นไกซึ่ง
“เร่งการทำงานของมลรัฐที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงกฎหมายของรัฐบาลกลาง...”
และนั่นนำเราไปถึงบรรทัดสุดท้าย. เดี๋ยวนี้, นี้คือคุณและในตอนนี้เหล่านี้คือทั้งหมดของหนทางทั้งหลาย
ที่คุณสามารถช่วยเราไปยัง รัฐ-ต่อ-รัฐ ที่จะซ่อมแซมแก้ไขการทุจริตในการเมืองอเมริกัน. (This is how we build this movement
big enough to trigger that “rush of state activity that leads to a change in
federal law…” And that brings us to our last line. Right now, this is you and
right now these are all of the ways that you can help us go state-by-state to
fix the corruption in American politics.)
เป็นอาสาสมัครและเข้าร่วมกับ RepresentUs Chapter - หรือถ้านั่นไม่ใช่วิธีถนัดของคุณ, ก็เข้าร่วมกับ Common
Wealth ที่จะสร้างการบริจาครายเดือนในการสนับสนุนให้กับผู้ที่มาเป็นอาสาสมัคร.
100% ของเงินคุณจะไปตรงสู่การผ่านกฎหมายเหล่านี้. ไม่ใช่เป็นต้นทุนโดยอ้อมหรือค่าใช้จ่ายของพวกเรา.
ทุกเสียงเป็นเรื่องสำคัญ. (Volunteer
and join a RepresentUs Chapter – or if that’s not
your thing, join the Common Wealth to make a
monthly donation in support of someone who does volunteer. 100% of your money
goes straight to passing these laws. Not to overhead or our expense. Every
voice matters.)
ถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย, ก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลย. แต่ถ้าเราทั้งหมดทำกันคนละเล็กละน้อย.
เราก็สามารถชนะล ด้วยกัน. ดังนั้น,
มีเพียงคำถามเดียวเท่านั้นที่เหลืออยู่ในเรื่องนี้....คุมจะก้าวข้ามเส้นบรรทัดนี้ไหม?
มาร่วมกับเราสิ ที่ at www.Represent.Us
(If you do nothing,
nothing changes. But if we all do a little. We can win, together. So, the only
question left is this…Will you cross that line? Join us at
www.Represent.Us.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น