เดวิด ฮีลลีย์ - เสรีนิยมใหม่ สร้างสรรค์ปีศาจร้ายในระบบบริหารรัฐ ได้อย่างไร?
How neoliberalism created a bureaucratic monster |
David Healy
https://youtu.be/16VhIZBKbEI?si=OlQeMEc3O4FK-X4j
ประธานกรรมการบริหารทั้งหลายเป็นเจ้าขุนมูลนาย
(CEOs are bureaucrats)
คนทั้งหลายผู้ที่ได้จบฮาวาร์ดและเยล,
ผู้ที่ได้ปริญญา MBA(บริการธุรกิจ),
ผู้ที่ปั่นตัวพวกเขาเองในฐานะการเป็นผู้ประกอบการทั้งหลาย,
ผู้รับความเสี่ยงทั้งหลาย, พวกเขาไม่ได้เป็น.
ถ้าคุณมองยิ่งใกล้ๆมากยิ่งขึ้นที่อะไรซึ่งCEOทั้งหลายของบริษัททั้งหลายเหล่านี้
เป็นเช่นว่า, พวกเขาคือชนชั้นเจ้าขุนมูลนาย. (The guys
who’ve been through Havard and Yale, who’ve got MBAs, who spin themselves as
being entrepreneurs, risk takers, they’re not. If you look more closely at what
the CEOs of these corporations do, they’re bureaucrats.)
อะไรที่ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์ไปข้างหน้า? (What
drives history forward?)
เรากำลังมองที่ว่าอะไรขับเคลื่อนประวัติศาสตร์
และจากที่ไหนสักแห่งในช่วงเวลาราว ๆนั้นของคุณ การปฏิวัติฝรั่งเศสหรือบางทีการปฏิวัติอุตสาหกรรมก่อนหน้านั้น.
เราได้ความคิดนี้ว่า ประวัติศาสตร์กำลังเคลื่อนไปข้างหน้าเร็วขึ้นและเร็วยิ่งขึ้น.
ผมเดาว่าเราทั้งหมดรู้สึกได้ถึงวันเวลาเหล่านี้ที่มันกำลังเคลื่อนไปอย่างรวดเร็ว. (We’re looking at what drives
history and from somewhere around the time of you the French Revolution or maybe
the industrial revolution before it. We’ve got this idea that history is moving
forward quicker and quicker. I guess we all feel these days that it’s moving
too quick.)
ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม, เราได้มีความคิดว่า พระประสงค์ของพระเจ้าขับเคลื่อนประวัติศาสตร์.
เราเป็นแบบประเภทแบบว่าไม่มีความคิดใดว่าอะไรกำลังบังเกิดขึ้นอยู่, แต่คือการดูแลของพระเจ้าและที่นี่,
เขาหรือเธอมีความคิดหนึ่งเกี่ยวกับอะไรกำลังเกิดขึ้นอยู่และสิ่งทั้งหลายจะออกมาดีที่สุดในระยะยาว.
แล้วเราได้เริ่มต้นที่จะได้มาซึ่งความคิดที่เป็นอัจฉริยะปัจเจกบุคคล, ศิลปินทั้งหลาย
บางทีเหมือนเช่นเช็คสเปียร์, นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเหมือนเช่น นิวตัน หรืออะไรก็ตาม,
มันเป็นเพราะอัจฉริยะของพวกเขาที่ขับเคลื่อนประวัติศาสตร์. (Before
the industrial revolution, we had the idea that God’s providence drives
history. We kind of have no idea what’s going on, but God’s looking after and
here, he or she has an idea about what’s going on and things will turn out for
the best in the long run. Then we began to get the idea that individual genius,
artists maybe like Shakespeare, scientists like Newton or whatever, it’s their
genius that drives history forward.)
ด้วยมาร์กซ์, เราได้เทคโนโลยี่ใหม่ทั้งหลายที่สามารถสร้างกำไรให้กลุ่มผู้คน.
และคุณก็ได้ความคิดที่ไม่ว่าเทคโนโลยีทั้งหลายที่การต่อสู้ทางชนชั้น กำลังจะขับเคลื่อนสิ่งทั้งหลายไปข้างหน้า.
และสิ่งที่เป็นกุญแจในที่นี้นั้นคือคำว่าเทค. มันรองรับค้ำหนุนเทคโนโลยีทั้งหลาย
และมันก็ยังรองรับค้ำหนุนเทคนิคทั้งหลาย
ที่คุณกำลังที่จะมองเห็นยิ่งขึ้นอีกเล็กน้อยเกี่ยวกับในตอนนี้ด้วยเทคโนโลยีที่ใช้การได้.
(With
Marx1, we’ve got new technologies which are
profitable for a group of people. And you’ve got the idea that either the
technologies are class struggles going to drive things forward. And the key
thing here is the word Techn. It underpins technologies and it also underpins
techniques which you’re going to see a bit more about now with technology that
works)
เสรีนิยม, เครื่องจักรกล,
และการคิดแบบสองขั้ว (Liberalism,
machines, and binary thinking2)
2 Binary thinking แปลว่า การคิดแบบสองขั้ว หรือ การคิดแบบขาวดำ หมายถึงการมองสถานการณ์หรือบุคคลในลักษณะที่แบ่งออกเป็นสองขั้วตรงข้ามกันเท่านั้น
เช่น ถูกหรือผิด, ดีหรือไม่ดี, ใช่หรือไม่
การคิดแบบนี้ละเลย "พื้นที่สีเทา" ที่อยู่ระหว่างสองขั้ว
ซึ่งอาจทำให้เกิดอคติ ความไม่ยืดหยุ่น หรือการมองข้ามความซับซ้อนของปัญหา
ลักษณะและปัญหาของการคิดแบบสองขั้ว
- มักจะคิดว่ามีเพียงสองทางเลือก คือตัวเลือก A
หรือตัวเลือก B และไม่มีทางเลือกอื่น
- ประเมินสถานการณ์ที่ซับซ้อนง่ายเกินไป โดยการย่อให้เหลือเพียงสองกลุ่มที่ตรงข้ามกัน
- ก่อให้เกิดปัญหาและอคติ เช่น
การเลือกปฏิบัติ การตั้งแง่ และการตัดสินใจที่ขาดความละเอียดอ่อน
- สร้างความแตกแยก โดยการแบ่งผู้คนออกเป็นกลุ่ม "พวกเรา"
และ "พวกเขา"
คุณได้มีอยู่ว่า ถ้าเป็น X แล้วก็มี Y, ผมหมายถึงว่า เธอร์โมสแตทเป็นตัวอย่างที่ดีเยี่ยมอันหนึ่งของมัน
ที่พวกคุณรู้จักกันดี คุณสามารถจัดตั้งกลไกทั้งหลายของเครื่องจักรกลแบบง่ายๆว่า
ถ้าอุณหภูมิขึ้นไปถึง X แล้ว, Y
จะบังเกิดขึ้น, เครื่องทำความร้อนก็จะเปิดทำงานขึ้น ถ้ามันขึ้นไปถึง X แล้ว เอ่อ ระบบทำความเย็นยก็จะเปิดทำงานขึ้น. มันเป็นอัลกอริธึ่มแบบง่ายๆ,
ปฏิกิริยาตอบสนองแบบง่ายๆแต่เป็นสิ่งเดียวกันอย่างชัดเจน สามารถรองรับค้ำหนุนเทคนิคหนึ่ง
ดังนั้นการแยกแยะในที่นี้ระหว่างเทคนิคและเทคโนโลยีทั้งหลายเป็นสิ่งสำคัญ.
พวกเขาทั้งสองสิ่งนี้มีต้นกำเนิดมาจากที่เดียวกัน. (You’ve got an if X then Y. I mean
a thermostat’s a great example of it which is you know you can set the
machinery a very simple machine that if the temperature rises to X then Y will
happen the heating will be turned on or the cooling will be turn well drops to X,
the heating will be turned on if it goes up to X the uh you the cooling system
will be turned on. It’s a simple algorithm2, a simple reflex but
exactly the same thing can underpin a technique so distinguishing here between techniques
and technologies. They both stem from the same word.)
2 ในสาขาคณิตศาสตร์และวิทยาการคอมพิวเตอร์ ขั้นตอนวิธี หรือ อัลกอริทึม (อังกฤษ: algorithm) คือ
ชุดลำดับคำสั่งที่ใช้แก้ลำดับชั้นปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ
ใช้ในการคำนวณเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ทางคณิตศาสตร์
เป็นกระบวนการแก้ปัญหาที่สามารถอธิบายออกมาเป็นขั้นตอนที่ชัดเจน เมื่อนำเข้าอะไร
แล้วจะต้องได้ผลลัพธ์เช่นไร
แต่ในปี
1990, ตามความจริงคือก่อนหน้านั้นเล็กน้อย, คุณได้ แม็กซ์ เวเบอร์ ผู้ซึ่งนักเสรีนิยม,
หัวก้าวหน้า, ผู้คนในฝ่ายซ้ายทั้งหลายมักโน้มเอียงที่จะชอบเช่นเดียวกัน,
ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นเสรีนิยมในแง่ความหายแบบเก่า, ดังที่คุณจะได้เห็น. (But in 1990, actually a bit
before that, you’ve got Max Weber3 whom the liberals, the progressives,
the people on the left tend to like as well, although he was a liberal in an old-style
sense, as you’ll see.)
3 https://en.wikipedia.org/wiki/Max_Weber
เขาได้เสนอความคิดนี้, เอาละ, เรากำจัดชนชั้นสูง/ขุนนาง/ผู้ดี
และแล้วเราก็ได้ประชาธิปไตยอย่างที่เรียกกันนั้น. แต่ที่จริงแล้ว, อะไรที่เราได้จบลงด้วยการมีรัฐบาลเจ้าขุนมูลนายโดยเชิงเทคนิค,
คุณก็รู้, เรากำหนดลำดับขั้นตอน เอ่อ ถ้า X แล้วก็ Y, ถ้าบุคคลนั้นเตะกล่อง X Y และ Z, คถุณก็ทำ ABC หรือจะอะไรก็ตาม. (He introduced the idea well we get
rid of the aristocratic class4 and then we had democracy so called. But actually,
what we ended up with was bureaucracy government by technique, you know, we set
down procedures uh if X then Y, if the person kicks boxes X Y and Z you do ABC
or whatever.)
4 "Aristocratic class" แปลว่า ชนชั้นสูง หรือ ชนชั้นขุนนาง ในภาษาไทย
ซึ่งหมายถึงกลุ่มคนที่อยู่ในสังคมชั้นสูงสุด มีอำนาจและร่ำรวย
คำนี้ใช้ในความหมายได้ทั้งที่เป็นคุณศัพท์ (adj.) และคำนาม (n.)
- คำนาม (n.): หมายถึง ชนชั้นสูง (upper
class), ชนชั้นขุนนาง (nobility)
- คำคุณศัพท์ (adj.): หมายถึง ที่เกี่ยวกับชนชั้นสูง (aristocratic),
หรือ ที่เกี่ยวกับขุนนาง
และหนทางก็ยิ่งเกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริงยิ่งขึ้นที่ว่า
ถ้าคุณได้มีลำดับขั้นตอนทั้งหลายและถ้าสิ่งนี้คลี่คลายเป็นปัญหาสังคม. เอาละ, ไม่ได้มีที่สิ้นสุดกับการนั้น
และเราสามารถที่จะคอยทำให้ลำดับขั้นตอนทั้งหลายเข้าที่อยู่ตลอดเวลา.
และอะไรที่เขาได้เป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับก็คือเอกสารนั้นได้กลายมาปกครองชีวิตของเรา.
(And way was more concerned
with the fact that if you’ve got procedures and if this solves a social
problem. Well, there’s no end to that and we can keep putting procedures in place
the whole time. And what he was worried about was the paper will come to govern
our life.)
และเขาก็ได้พูดถึงเกี่ยวกับกรงเหล็ก. เราจะถูกขังติดอยู่ในกรงเหล็กหนึ่ง.
คำในสมัยนี้ก็คือ รัฐเบื้องลึก. และมันทำให้เกิดความแปลกแยกเป็นหนทางเช่นแรงงานทอไหมทั้งหลายได้คิดว่าเครื่องจักรทอผ้าใหม่ทั้งหลายเป็น.
และเข้าได้เชื่อมโยงลัทธิสังคมนิยมที่มาร์กซ์ได้เชื่อมโยงเทคโนโลยีทั้งหลายเข้ากับลัทธิทุนนิยม.
ดังนั้น, เราก็ได้มีฝ่ายซ้ายและฝ่ายขวา แบบว่าโดยพื้นฐานแล้วก็กังวลในหลักใหญ่อะไรประเภทของสิ่งเดียวกัน.
อัลกอริธึ่มนั่นกำลังขับเคลื่อนสิ่งทั้งหลายไปข้างหน้า. (And he talked about an iron cage.
We’ll get trapped in an iron cage. The word these days will be a deep state5. And it was
alienating just the way the silk workers thought the new machines were. And he
linked it to socialism where Marx linked technologies to capitalism. So, we’ve
got the left and the right sort of essentially concerned about the same kind of
thing. The algorithm that’s driving things forward.)
5 "a deep state" แปลว่า "รัฐลึก" หรือ "รัฐพันลึก" หมายถึงกลุ่มอำนาจที่ทำงานอยู่เบื้องหลังรัฐบาลอย่างลับๆ
และมักไม่ได้รับอนุญาต โดยอ้างว่ามีอิทธิพลต่อการตัดสินใจและนโยบายของรัฐบาล
โดยไม่ขึ้นกับผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
รายละเอียดเพิ่มเติม
- ต้นกำเนิด: คำนี้มีต้นกำเนิดจากประเทศตุรกีเพื่ออธิบายเครือข่ายลับระหว่างกองทัพ
หน่วยข่าวกรอง และองค์กรอาชญากรรม
- แนวคิดในปัจจุบัน:
- ในสหรัฐอเมริกา: แนวคิดนี้ได้รับความนิยมมากขึ้นหลังจากปี
2016 โดยใช้กล่าวหาว่ามีกลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐและบุคคลในสื่อร่วมมือกันบ่อนทำลายวาระของประธานาธิบดีทรัมป์
อย่างไรก็ตาม
นักวิจารณ์มองว่าเป็นการตีความผิดพลาดเกี่ยวกับระบบราชการมากกว่าจะเป็นการสมคบคิดที่ชัดเจน
- ในไทย: มีการนำแนวคิดนี้มาใช้ในบริบทของไทยเพื่ออธิบายเครือข่ายอำนาจนอกระบบที่ฝังรากในหลายภาคส่วนของสังคม
ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ และกฎหมาย ซึ่งส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลง
- ลักษณะการทำงาน: "รัฐลึก"
อาจใช้โครงสร้าง อำนาจ วาทกรรม และการเงิน
เพื่อบิดเบือนหรือปิดกั้นการเปลี่ยนแปลง โดยไม่ได้ใช้อาวุธโดยตรง
เสรีนิยมใหม่, คอมพิวเตอร์,
และวิทยาศาสตร์ใหม่ของการบริหการจัดการ (Neoliberalism, computers, and the new science of management)
ทีนี้,
ลัทธิเสรีนิยมใหม่, เมื่อผุ้คน, เมื่อคุณอ่านประวัติศาสตร์ทั้งหลายแล้ว, คุณก็รู้ว่าเรา
เอ่อ เราได้มี เอ่อ ผู้คนที่สามารถอ้างถึงผลงานที่ทำได้เหมือนเช่น ฟรีดิช ฮาเย็ค.
ฮาเย็คกำลังผลักดันความคิดไปข้างหน้าตามไปกับผู้คนอย่างเช่น ฟอน มิเซสและรายอื่นๆ.
(Now, Neoliberalism, when people, when you read the histories, you know
we um we get uh people referring to the work of people like Friedrich Hayek6. Hayek is putting forward the idea along
with people like Von Mises7 and others)
6
https://en.wikipedia.org/wiki/Friedrich_Hayek
7
ลุดวิก ฟอน มีเซส (Ludwig von Mises) เป็นนักเศรษฐศาสตร์และนักปรัชญาชาวออสเตรีย-อเมริกันที่มีชื่อเสียงในด้านการสนับสนุนระบบทุนนิยมตลาดเสรีและวิพากษ์วิจารณ์ลัทธิสังคมนิยมและการแทรกแซงของรัฐบาลในเศรษฐกิจ
เขาเป็นที่รู้จักจากการทำงานในสาขาเศรษฐศาสตร์ออสเตรียและมีผลงานสำคัญ เช่น “Human Action”
ในราวๆตอนปลายของยุคปี
1930, ตอนต้นของยุคปี 1940 ที่สังคมนิยมได้ไปไกลเกินไป ที่ชนชั้นเจ้าขุนมูลนายได้ไปไกลเกินไป.
พวกเขาโดยเฉพาะอย่างยิ่งได้กังวลกันไปถึงสหภาพโซเวียตและนโยบายกอสแพลน,
การวางแผนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์, ที่สุดท้ายก็เป็นการทำสุดโต่งเกินไป
และนำไปสู่การพังพาบของสหภาพโซเวียต. อืม, แต่พวกเขาก็ยังกังวลกับประชาธิปไตยสังคมนิยม.
พวกเขาไม่ได้คิดว่ามันได้เป็นความคิดที่ยิ่งใหญ่ และพวกเขาได้ต้องการให้เราที่จะได้ย้อนกลับไปสู่เสรีนิยมของยุคปี
1840. (Around the late 1930s, early 1940s that
socialism has gone too far that bureaucracy has gone too far. They were
particularly concerned with the Soviet Union and Gosplan8, the central planning, which ultimately did
go too far and led to the collapse of the Soviet Union. Um, but they were also concerned
with social democracy. They didn’t think it was it was a great idea and they
wanted us to get back to the liberalism of the 1840s.)
8 Gosplan (กอสแพลน) แปลว่า คณะกรรมการวางแผนรัฐ ของสหภาพโซเวียต ซึ่งเป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบการวางแผนเศรษฐกิจส่วนกลาง
โดยหน้าที่หลักคือการจัดทำและบริหาร แผนห้าปี เพื่อควบคุมเศรษฐกิจของสหภาพโซเวียต
- ชื่อเต็ม: Gosplan มาจากคำเต็มในภาษารัสเซียว่า Госплан (Gosplan) ซึ่งหมายถึงคณะกรรมการวางแผนแห่งรัฐ
(State Planning Committee)
- หน้าที่: มีหน้าที่แปลวัตถุประสงค์ทางการเมืองให้เป็นชุดของเป้าหมายและแผนที่สอดคล้องกัน
เช่น แผนการผลิต การจัดหา และการค้าต่างประเทศ
- เป้าหมาย: มีเป้าหมายหลักในการวางแผนเศรษฐกิจแบบรวมศูนย์
เช่น แผนห้าปี เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่พรรคคอมมิวนิสต์กำหนดไว้
ในตอนนี้,
ปัญหานั้นถึงแม้ว่าคือพวกเขาไม่ได้พยายามจริงๆที่จะพยายามจะมองที่ตลาดเสรีสุดโต่งในความหมายอย่างที่เรามีกันในยุคปี
1840. พวกเขามองแค่การล่วงละเมิดสิทธิ/รุกล้ำประชาธิปไตยของเจ้าขุนมูลนาย.
แต่มีสิ่งทั้งหลายอื่นอีกที่กำลังดำเนินไปอยู่
ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ในการที่จะเคลื่อนย้ายก้อนหินปิดล็อคทางและกลิ้งถังกลับไปยังยุคปี
1840. (Now, the problem though is they’re not really try to look at
absolutely free markets in the sense that we in the 1840s. They’re looking at
the encroachment of bureaucracy. But there’s other things going on which makes
it impossible to move locks-rock and barrel back to the 1840s.)
และจากเรื่องที่กำลังบังเกิดอยู่คือการพัฒนาของคอมพิวเตอร์ที่วิ่งเป็นคู่ขนานต่อการประชุมทั้งหลายของกลุ่มยอดเขามองต์
เปลา เรนจิ์ ที่เป็นกลุ่มที่มักจะคิดกันว่าเป็นผู้คนผู้ซึ่งได้ช่วยสร้างสรรค์ลัทธิเสรีนิยมใหม่ขึ้น. (And of the things that’s going on is the
development of computers which ran in parallel to the meetings of the Mont Pela
range group, which is the group that’s usually thought of as being the people
who helped create Neoliberalism.)
และคำในต้องเริ่มแรกสำหรับคอมพิวเตอร์ทั้งหลายในพื้นที่ประเภทนี้ก็คือ
ไซเบอร์เนติคส์. และอะไรที่สิ่งนี้เกี่ยวกับก็คือ การมองไปที่เธอร์โมสตัท,
เครื่องจักรกลง่ายๆอันหนึ่งที่จะเปิดเครื่องทำความร้อนขึ้นเมื่อคุณจำเป็นต้องการมันให้เปิดทำงาน
และปิดมันลงเมื่อคุณต้องการให้มันปิด. และบอกว่า, เอาละ,
นี่นะมีบางอย่างคล้ายคลึงกันที่บังเกิดขึ้นในระบบเชิงชีวอินทรีย์ทั้งหลาย. (And the early word for computers in this kind of area was cybernetics9. And what this is about is looking at thermostats
and taking the idea of thermostat, a simple machine which will turn the heat on
when you need it turned on and turn it off when you need it turned off. And saying, well, look
there’s something similar which happens in biological systems.)
9 ไซเบอร์เนติกส์ (อังกฤษ: cybernetics) เป็นการศึกษาแบบข้ามสาขาวิชาเกี่ยวกับกระบวนการเชิงวงกลม เช่น
ระบบผลป้อนกลับ ซึ่งข้อมูลส่งออกเท่ากับข้อมูลรับเข้าด้วย
เกี่ยวข้องกับหลักการทั่วไปที่มีความเกี่ยวข้องในบริบทต่าง ๆ[1] อย่างระบบนิเวศ เทคโนโลยี ชีวภาพ การรู้คิด และระบบสังคม ตลอดจนในกิจกรรมภาคปฏิบัติ เช่น
การออกแบบ[2] การเรียนรู้ และ การจัดการ
การข้ามสาขาของไซเบอร์เนติกส์[3] ทำให้มีการเชื่อมโยงกับสาขาอื่น ๆ จำนวนมาก
จึงมีอิทธิพลกว้างไกลและมีการตีความที่หลากหลาย
เอ่อ,
คุณก็รู้ว่าร่างกายมนุษย์ดูเหมือนสามารถที่จะควบคุมกำกับดูแลตัวเองได้.
เมื่อน้ำตาลกลูโคสของคุณขึ้นสูงเกินไป, บางอย่างก็จะปิดตัวลง.
เมื่อความดันเลือดของคุณขึ้นไปสูง,
มันก็ได้ปิดบางสิ่งลงด้วยเช่นเดียวกันและสิ่งทั้งหลายอื่นๆก็เป็นเช่นนั้น.
อย่างน้อยที่สุดก็ควรจะเป็น. (Uh, you know the human body seems able to
regulate itself. When your glucose goes too high, something turns it off. When
your blood pressure goes up, it also gets turned off and things like that. At
least should.)
คุณสามารถเขียนแผนที่สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ออกมาเป็น
ตารางการไหลเชื่อมโยง – flowcharts เหมือนเช่นที่คุณมีตรงนี้ได้.
และตารางเชื่อมโยงทั้งหลายนี้ได้กลายเป็นพื้นฐานของวิทยาศาสตร์แนวใหม่
ที่อุบัติขึ้นภายหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2, ที่ได้ถูกเรียกว่า การบริหารจัดการงาน.
เมื่องกองทัพสหรัฐอเมริกาและเจ้าหน้าที่พิเศษจำเพาะได้กลับมาจากสงครามโลกครั้งที่
2,พวกเขาได้นำมาใช้ดเพื่อช่วยเหลือผู้คน,
เหล่าผู้ซึ่งได้บริหารจัดการงานกองฃทัพทั้งหลาย,
ที่จะนำมาบริหารจัดการโรงงานทั้งหลายในสหรัฐอเมริกาในภายหลังจากนั้น.
ดังนั้น, นี่คือ ความคิดเชิงปฏิบัติการ และถ้า X แล้วก็ Y เปปแบบของการคิด. (You can map
these things out in flowcharts like you have here. And these flowcharts became the
basis for a new science that emerged after World War II, which was called
management. When US troops and officers in particular came back from World War
II, they were given a chance to go to Havard and Yale and get a MBA, which is a
new kind of degree put in place to help people who had been managing the troops
to manage the factories in the United States afterwards. So, this is
operational thinking and if X then Y type of thinking.)
ตลาดเสรี, มิลตัน
ฟรีดแมน, และรัฐเบื้องลึก (Free
markets, Milton Friedman, and the Deep State)
นี้คืออะไรที่คุณเรียกว่าเสรีนิยมเอียงซ้าย.
นั่นคือที่ จอห์น เคนเนธ กัลเบรธ ผู้กำลังมองดูที่ตลาดเสรีและกล่าววาทกรรมว่า
ในสหรัฐอเมริกาทั้งหมดนั้นเป็นตลาดเสรีและเราจำเป็นต้องการผู้ประกอบการทั้งหลาย.
แต่ถ้าคุณมองมาที่บริษัททั้งหลายที่เรามีในตอนนี้ และความสามารถในการตลาดทั้งหลายที่พวกเขามีกัน,
พวกเขาไม่ได้ตอบสนองต่อความจำเป็นต้องการของคุณว่าเป็นความต้องการของฉัน.
พวกเขาให้ความต้องการทั้งหลายของเรา. การตลาดนี้ช่างดีแท้.
(This is what you call a left-leaning liberal. That’s JK Galbraith10 who’s looking at the free markets and saying
the rhetoric in the United States is all about free markets and we need
entrepreneurs. But if you look at the corporations we now have and their
marketing capabilities, they don’t respond to your needs are mine. They give us
our wants. The marketing is so good.)
10
https://en.wikipedia.org/wiki/John_Kenneth_Galbraith
ในแง่มุมของพวกเขาก็คือคนผู้ที่ได้ผ่านฮาวาร์ดและเยล
ผู้ซึ่งได้ปริญญาโทบริการธุรกิจ – MBAsมา,
ผู้ปั่นหมุนตัวพวกเขาเองเป็นเช่นผู้ประกอบการทั้งหลาย, ผู้รับความเสี่ยงทั้งหลาย.
แต่พวกเขาไม่ใช่. ถ้าคุณมองอย่างใกล้ชิดมากขึ้นที่อะไรซึ่งCEOs ของบริษัททั้งหลายเหล่านี้ทำ, พวกเขาเป็นเจ้าขุนมูลนายทั้งหลาย.
และเราไม่ได้มีทฤษฎีเศรษฐกิจ ที่ได้มีการคำนึงอะไรถึงในเรื่องนั้น. เรายังคงกำลังทำเป็นเสมือนว่าผู้ประกอบการทั้งหลายนั้นกำลังบริหารจัดการบริษัททั้งหลายมากกว่าพวกเจ้าขุนมูลนาย.
(The aspect to them is
the guys who’ve been through Havard and Yale who’ve got MBAs, who spin
themselves as being entrepreneurs, risktakers. They’re not. If you look more
closely at what the CEOs of these corporations do, they’re bureaucrats. And we
haven’t economic theory hasn’t taken a hasn’t taken account of that. We’re
still acting as though entrepreneurs are running corporations rather than bureaucrats.)
ดังนั้น,
อืม. เย้, มีคำกล่าวอ้างกันอยู่ในที่นี้. อย่างหวังยิ่ง, คุณสามารถหาอ่านนี่ได้. เงินไปสู่ยังเจ้าของคือนายทุนควบคุมอำนาจในกิจการมาตลอดจนถึงสงครามโลกครั้งที่
2. ในกืจการใหญ่โตทั้งหลาย, อำนาจชี้ขาดทอดวางอยู่กับเจ้าขุนมูลนายหนึ่งที่ควบคุมแต่ไม่ได้เป็นเจ้าของทุนนั้น.
(So, um. Yeah, there’s a
quote here. Hopefully, you can read it. Money gave the owner the capitalist
controlling power in the enterprise up till about World War II. In large firms,
however, the decisive power now lies with a bureaucracy that control but does
not own the capital.)
และนี่คือมิลตัน ฟรีดแมน, สัตว์ร้ายที่แตกต่างอย่างสิ้นเชิงไปจากกัลบราในด้านตรงข้ามสุดของสเปคตรัมการพูด
(โลกนี้ไม่มีอะไรที่ได้มาฟรีๆ - ผู้ถอดความ),
คุณก็รู้, เราได้แทนที่ประชาธิปไตยและสิ่งนี้ได้ย้อนกลับไปหาแม็กซ์
เวเบอร์เกือบจะด้วยรัฐบาลของประชาชน โดยพวกเจ้าขุนมูลนาย
เพื่อพวกเจ้าขุนมูลนาย. (And here’s Milton Friedman11, a totally different beast to Galbra on the
opposite end of the spectrum saying you know, we’ve replaced democracy and this
goes back to Max Weber almost with government of the people by the bureaucrats
for the bureaucrats.)
มีพูดกันถึงการย้อนกลับความเป็นรัฐ
และนี้คือวาทกรรมของพรรครีพับลิกันส์อยู่ในทุกวันนี้, การย้อนกลับความเป็นรัฐ.
พวกเขาพูดคุยเกี่ยวกับรัฐเบื้องลึก และในสาระสำคัญ. และอย่างนัยยะสำคัญนี้คืออะไรที่ถูกต้องในการมองยังที่ว่า
ทำไมการเปลี่ยนแปลงของพวกเขาเป็นเมื่อทรัมป์เข้ามสู่อำนาจ.
เขาไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์/เครื่องมือในการที่จะเปิดสิ่งทั้งหลายนี้ออกมาที่ในสหรัฐอเมริกา
เพราะว่าเขาได้หงุดหงิดเสียอารมณ์กับพวกเจ้าขุนมูลนาย/เจ้าหน้าที่รัฐชั้นสูงทั้งหลาย,
ที่คือรัฐเบื้องลึก. (There’s talk about rolling back the state
and this is the rhetoric of the Republicans these days rolling back the state.
They talk about the deep state and in essence this is essentially what the
right looking at why their changes when Trump gets into power. He’s not able to
change the apparatus to open things up in the United States because he’s been
frustrated by the bureaucrats, the Deep State12.)
12 "Deep state" หรือ "รัฐลึก" หมายถึง เครือข่ายอำนาจลับที่ทำงานอยู่เบื้องหลังและมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของรัฐบาลอย่างลับๆ โดยไม่จำเป็นต้องมีอำนาจตามกฎหมาย แนวคิดนี้มักใช้เพื่ออธิบายกลุ่มที่เชื่อว่าประกอบด้วยบุคคลจากหน่วยงานต่างๆ
เช่น ทหาร หน่วยข่าวกรอง และข้าราชการ
ที่ทำงานเพื่อผลประโยชน์ของตนเองและบ่อนทำลายวาระของผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง
ลักษณะสำคัญของ "รัฐลึก"
- เครือข่ายอำนาจที่ไม่เป็นทางการ:
เป็นกลุ่มที่รวมตัวกันโดยไม่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ แต่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดนโยบาย
- การทำงานเบื้องหลัง:
ดำเนินการอย่างลับๆ และมีเป้าหมายของตนเอง
- องค์ประกอบ:
อาจรวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐในหน่วยงานต่างๆ
เช่น กองทัพ หน่วยข่าวกรอง และหน่วยงานราชการ
- ต้นกำเนิด:
แนวคิดนี้มีต้นกำเนิดในตุรกีเพื่ออธิบายถึงความสัมพันธ์ลับระหว่างกองทัพ หน่วยข่าวกรอง และองค์กรอาชญากรรม
- การถกเถียง:
คำว่า "รัฐลึก"
มักถูกใช้ในเชิงลบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกาในช่วงปี 2016 ซึ่งถูกนำมาใช้เป็นวาทกรรมทางการเมืองและทฤษฎีสมคบคิด
แต่อย่างเท่าเทียมกัน,
หลายคนของพวกเรารู้สึกดีล เรามีบริษัทขนาดใหญ่โตทั้งหลายเหมือนเช่น Google และ Facebook ผู้ควบคุมกำกับเรา. แต่นี้คือบริษัทเครือข่ายอำนาจรัฐเบื้องลึก.
เราไม่ได้สามารถที่จะกู้คืน/ย้อนกลับไปได้ด้วยเช่นกัน. ดังนั้น, เราได้มีปัญหาที่เป็นเหมือนเช่นเดียวกันทั้งสองด้าน.
(But equally, a lot of us would feel well, we’ve got huge corporations
like Google and Facebook who control us. But this is a corporate Deep State13. We’re not able to roll that back either.
So, we’ve got similar problems on both sides.)
13 "Corporate Deep State" แปลว่า รัฐลึกของบริษัท หรือ เครือข่ายอำนาจของบริษัท ซึ่งหมายถึงแนวคิดที่ว่ากลุ่มบริษัทขนาดใหญ่และกลุ่มอำนาจทางธุรกิจมีอิทธิพลลับๆ
ในการกำหนดนโยบายและการตัดสินใจของรัฐบาล เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง
- รัฐลึก (Deep State): โดยทั่วไปหมายถึงกลุ่มคนในรัฐบาล เช่น เจ้าหน้าที่ในกองทัพ
หน่วยข่าวกรอง หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกันอย่างลับๆ
เพื่อบิดเบือนนโยบายรัฐบาล
- ของบริษัท (Corporate): ในบริบทนี้
คือการขยายแนวคิดจากรัฐลึกของรัฐบาลไปสู่การที่อำนาจอยู่ที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่
ซึ่งอาจใช้อิทธิพลทางการเงินหรือเครือข่ายเพื่อผลักดันวาระ
ปิโนเชต์, แธตเชอร์, และเรแกน (Pinochet, Thatcher, and Reagan)
ลัทธิเสรีนิยมใหม่,
แกนของมันเริ่มต้นเล็กน้อยขึ้นที่ชิลี, ในตอนปลายของยุคปี 1970,
เมื่อคุณได้เจอกับภาวะเงินเฟ้อในโลกตะวันตก. ชิลีได้มีรัฐประหารและเผด็จการได้เข้ามาแทนที่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง.
และเศรษฐกิจก็ยุ่งเหยิงระหว่าง เอ่อ รับประหารภาวะเงินเฟ้อ. และปิโนเชต์ได้หันมายังเศรษฐศาสตร์สำนักชิคาโก,
และยังมิลตัน ฟรีดแมนเป็นพิเศษเฉพาะ. และความคิดทั้งหลายก็ได้ถูกแนะนำสู่ชิลีว่า,
เราสามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างง่ายๆโดยการควบคุมปริมาณเงิน/เงินหมุนเวียน,
จัดตั้งเป้าหมายขึ้นมา, จัดตั้งอัลกอริธึ่มขึ้น. มันค่อนข้างจะเหมือนเธอร์โมสตัท.
แค่ควบคุมปริมาณของเงินที่ได้พิมพ์ขึ้นมาและทุกอย่างอื่นก็จะได้รับการดูแลในตัวของมันเอง. (Neoliberalism its core bit starts in Chile,
in the late 1970s, when you’ve got inflation in the Western world. Chile has
had a coup and a dictator has replaced the elected government. And the economy
is a mess between uh the coup inflation. And Pinochet14 turns to the Chicago school of economics,
and to Milton Freidman in particular. And the ideas introduced into Chile that,
we can solve the economic problem simply by controlling the money supply,
setting up a target, setting up an algorithm. It’s rather like a thermostat.
Just control the amount of money that’s printed and everything else will take care
of itself.)
ในตอนนี้,
การทดลองเศรษฐศาสตร์แบบเงินนิยมโดยทั่วไปในมุมมองปกติดังที่ผมเข้าใจมันว่า มันไม่ได้ประสบสำเร็จเป็นที่พิเศษอันใด.
มีกลุ่มของผู้คนในด้านหนึ่งผู้ที่ได้พูดว่า, “เอาละ, อย่างน้อยที่สุดปริมาณเงิน/เงินหมุนเวียนก็เป็นที่ดี,
ดังนั้นตามจริงแล้วทุกอย่างก็ไม่เลวร้ายเกินไปนัก.” แล้วผู้คนอื่นๆส่วนใหญ่ก็พูดว่า,
“ประเทศนี้ได้สับสนยุ่งเหยิงไปหมดสิ้นแล้วในขณะนี้.
นี่ไม่ใช่หนทางที่จะไปต่อข้างหน้า.” (Now. The monetarist experiment15 generally the general view as I understand it
is it wasn’t particularly successful. There was a group of people on one side
who said. “Well, at least the money supply is fine, so really everything’s not too
bad.” And a lot of other people saying, “The country is a complete mess at the moment.
This is not the way forward.)
15 "The monetarist
experiment"
หมายถึง "การทดลองทางเศรษฐศาสตร์แบบเงินนิยม"
ซึ่งเป็นการนำนโยบายเศรษฐกิจที่เน้นการควบคุมปริมาณเงินในระบบโดยธนาคารกลางมาทดลองใช้
โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ
การทดลองนี้มักเชื่อมโยงกับช่วงเวลาที่บางประเทศ เช่น ชิลี ในยุคของปินอเชต์
ได้นำหลักการของ Milton
Friedman มาปรับใช้
- การทดลองทางเศรษฐศาสตร์แบบเงินนิยม: เป็นการใช้เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์ที่เน้นการควบคุมปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจ
เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการควบคุมเงินเฟ้อ
- Monetarism (เงินนิยม): คือทฤษฎีทางเศรษฐศาสตร์ที่เน้นย้ำว่าปริมาณเงินในระบบเศรษฐกิจมีผลกระทบอย่างมากต่อระดับราคาและการเติบโตทางเศรษฐกิจ
โดยมี Milton Friedman เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทฤษฎีนี้
- ตัวอย่าง: การทดลองนี้มักถูกกล่าวถึงในบริบทของนโยบายเศรษฐกิจของ ชิลี ในช่วงปี
1
เรื่องนี้ได้บังเกิดขึ้นในสหราชอาณาจักด้วยเช่นกัน.
นี่เป็นอีกประเทศหนึ่งที่ได้หันไปสู่ลัทธิการเงินนิยม
ก่อนที่มันจะได้ถูฏเรียกว่าลัทธิเสรีนิยมใหม่. และสิ่งนี้คือแธตเชอร์และต่อมาคือเรแกน.
คุณได้ยินมามากมายของการพูดคุยถึงในสมัยนั้นเกี่ยวกับว่าทั้งคู่ได้ผลักดันการยกเลิก/ผ่อนคลายกฎเกระเบียบ.
เราได้มีกฎระเบียบควบคุมทั้งหลายอยู่มากมายเกินไป, กับรัฐบาลที่ขี่หลังของเราอยู่. (This happened in the UK as well. This was the other country that
turned to Monetarism16 before it gets called Neoliberalism17. And this was Thatcher18 and later Reagan19. You heard a lot of talk at the time about
they were both pushing deregulation. We’ve got too many regulations, to
governments on our backs.)
16 https://en.wikipedia.org/wiki/Monetarism
17
https://en.wikipedia.org/wiki/Monetarism
เราจำเป็นต้องเผากฎระเบียบควบคุมทั้งหลายแค่เหมือนที่เราพูดกันในตอนนี้.
เราจำเป็นต้องเผากฏระเบียบการควบคุมทั้งหลายของEU.
แต่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น. สิ่งที่เป็นกุญแจในที่นี้ได้เป็นการนำเสนอเป้าหมายทางอุปทานเงิน.
และในทางทฤษฎี, มิลตัน ฟรีดแมน. ผู้ที่เป็นคนผู้ซึ่งได้กล่าวว่าเป็นคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของอิสรภาพทั้งหมดของการเลือก.
เป้าหมายทั้งหลายจัดตั้งสถานการณ์หนึ่งที่โอกาสเดียวเท่านั้นที่เรามี
คือการที่จะแข่งขันกับผู้อื่นทั้งหลายในการเคารพต่อเป้าหมายซึ่งจะแข่งขันกับผู้อื่นทั้งหลาย
ที่จะให้เหมาะสมลงตัวกับความจำเป็นต้องการขอวงบริษัททั้งหลาย ผู้ที่อาจมีสิ่งต่างๆเชื่อมโยงกับเป้าหมายนั้น.
มันไม่ได้ทำให้เรามีความสามารถขึ้น. มันไม่ได้คือการเสริมเติมอำนาจให้กับพวกเรา. (We need to burn the regulations just like we say now. We need to burn
the EU regulations. But it wasn’t. The key thing here was introducing a money
supply target. It’s the introduction of a target. And notionally, Milton
Friedman. Who’s a man who said the greatest value of all is freedom of choice.
One of the ironies here is that targets don’t give you freedom of choice.
Targets set up a situation where the only choice we have is to compete with
others in respect of the target to compete with others to fit the needs of the
corporations who may have things linked to that target. It’s not enabling us.
It’s not empowering us.)
อย่างไรที่
เป้าหมายทั้งหลายบิดเบือนศีลธรรมและความเห็นอกเห็นใจ(How targets distort morality and compassion)
และประเภทเดียวกันของเป้าหมายที่ถูกตั้งอยู่บนพื้นฐานการเข้าถึง
ก็ได้ถูกเสนอแนะในบริษัททั้งหลาย. บริษัททั้งหลายก็ได้รับเอามุมมองแบบกว้างขึ้นของสิ่งทั้งหลาย.
มีความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งหลายมากขึ้น. ผมหมายความว่าสิ่งนี้กำลังวางมันในแสงส่องที่เป็นไปได้ให้งดงามที่สุด.
ผมไม่ได้กำลังพูดว่าพวกเขาคือเทพเทวาทั้งหลาย. แต่ก็มีความรู้สึกว่าบริษัทหนึ่งใดไม่ได้เพียงแค่เกี่ยวกับการทำเงิน.
มีความรับผิดชอบต่อสังคมทั้งหลายด้วย.
(And the same kind of
target based-approach was introduced in companies. Corporations took a broader
view of things. There social responsibilities. I mean this is putting it in the
nicest possible light. I’m not saying they were angels. But there was a sense
that a corporation is not just about making money. There are social
responsibilities.)
แต่อะไรได้ถูกเสนอแนะนั้นได้เป็นความคิดที่ว่าเป็นหน้าที่ของ
CEOทั้งหลายคือการทำมูลค่าสูงสุดของผู้ถือหุ้น.
ทุกอย่างได้ถูกต้มหลอมลงมาเป็นรูปร่าง. อะไรที่ราคาหุ้นมีมูลค่า? และนั่นคือที่ผมหมายถึงความคิดนั้นอีกครั้งคือว่า
ถ้านั่นกำลังไปในทิศทางที่ถูกต้อง, ทุกสิ่งอื่นเกี่ยวกับบริษัทนั้นก็จะเป็นที่โอเค.
ถ้าอุทางเงิน/ปริมาณเงินหมุนเวียนกำลังไปในหนทางทีถูกต้อง,
ทุกสิ่งอื่นในประเทศนี้ก็จะโอเคอย่างที่สุดสัมบูรณ์. (But what was introduced was the idea that the duty of a CEO is to
maximize shareholder value. Everything gets boiled down to a figure. What’s the
share price worth? And that was I mean the idea again is if that’s going the
right direction, everything else about the corporation will be okay. It’s a bit
the same as if the money supply is going the right way, everything else in the
country will ultimately be okay.
ถ้าคนงานเหมืองทั้งหลายประท้วงหยุดงาน, สิ่งทั้งหลายกำลังไปผิดและประเทศนี้ดูเหมือนจะร่วงลงมาแตกแยกกัน,
เอาละ, นั่นคือผลที่เกิดขึ้นตามข้อเท็จจริงที่เราได้ดำเนินงานกันอย่างไร้ประสิทธิภาพและเหมาะสมมากันจนถึงวันนึ้
และนั่นกำลังจะไปเป็นช่วงเวลาก็การปรับแก้. (If the miners are on strike, are things
going wrong and the country seeming to fall apart, well, that’s just the
consequence of the fact that we’ve been insufficient and not running things
properly up till this and there’s going to be a period of adjustment.)
ดังนั้น, นี้คือปัญหาของเทคโนโลยีและเทคนิคทั้งหลาย หรือว่าเป็นเพราะการเอาเปรียบเราของชนชั้นนายทุน?
เอาละ, ผมต้องการที่จะเสนอแนะนำคุณในสิ่งที่ผมคิดเชิงปัญญาคติสักเล็กน้อย
ที่ผมได้ใช้มา 30 ปีหรือมากกว่านั้นในตอนนี้ จาก จวงจื้อใน 323
ปีก่อนคริสตศักราชผู้กล่าวไว้ว่า, “เพื่อป้องกันภัยต่อขโมยทั้งหลายที่แอบฉกกระเป๋าพกเงิน,
หีบอาวุธ, และงัดตู้เก็บทรัพย์ทั้งหลาย, ผู้ใดนั้นก็ต้องรัดมัดทรัพย์สินทั้งหมดนั้นด้วยเชือกทั้งหลาย,
ใส่กุญแจล็อคตู้เก็บ. สำหรับเจ้าของทรัพย์สินทั้งหลาย, นี้คือสำนึกขั้นต้นที่ดี.
แต่เมื่อขโมยที่แข็งแรงรายหนึ่งมาถึง, เขาหยิบเอาของทั้งหมดขึ้นมา, วางมันลงบนหลังของตน,
และไปตามทางของเขาด้วยความหวาดกลัวแต่เพียงว่า
เชือกนั้นจะขาดหรือกุญแจล็อคจะเปิดหลุดออกขึ้นมาได้เท่านั้นเอง.” (So, is this a problem of technologies and
techniques or is it the capitalist class exploiting us? Well, I want to
introduce you to I think a bit of wisdom that I’ve been using for 30 years or
more now from Chuang Tzu20 in 323 BC who said, “For security against
robbers who snatch purses, rifle luggage and crack safes, one must fasten all
property with ropes, locker with locks, bolter with bolts. For property owners,
this is elementary good sense. But when a strong thief comes along, he picks up
the whole lot, puts it on his back, and goes on his way with only one fear that
ropes and locks and bolts may give way.”)
20
https://en.wikipedia.org/wiki/Zhuang_Zhou
ธนาคาร, อำนาจทางการเงิน, และรัฐบาลหุ่นเชิดทั้งหลาย
(Banks, financial power, and
government puppets)
มันเป็นสิ่งเดียวกันกับเป้าหมายทั้งหลาย. ถ้าคุณมีเป้าหมายหนึ่งสำหรับอุปทานเงิน/ปริมาณเงินหมุนเวียน
หรือเป้าหมายหนึ่งสำหรับราคาหุ้น, มันปล่อยให้ผู้คนคาดการณ์อะไรที่กำลังที่จะเกิดขึ้นถัดมาข้างหน้า
และพวกเขาสามารถเริ่มต้นการพนันกับมัน. และคุณได้มีกองทุนป้องกันความเสี่ยงทั้งหลายที่ได้วางเดิมพัน
และกลายเป็นมีอำนาจมากเกินไปซึ่งกระทั่งรัฐบาลสามารถพูดว่าเรากำลังที่จะเพิกเฉยพวกคุณ.
(It’s the same
with targets. If you have
a target for the money supply or a target for the share price, it lets people
predict what’s going to happen next and they can start betting on it. And
you’ve got the emergence of hedge funds21 which lay bets and become so powerful that
even a government can say we’re going to ignore you.)
21 https://en.wikipedia.org/wiki/Hedge_fund
และนี้คือปัญหาเล็กน้อยที่เรามี. แม็กซ์ เวเบอร์ ได้แยกแยะออกจากกันระหว่างเจ้าขุนมูลนาย/เจ้าหน้าที่รัฐ
กับผู้นำทั้งหลาย. เจ้าขุนมูลนายนั้น, จริยธรรมสำหรับเจ้าขุนมูลนาย/เจ้าหน้าที่รัฐก็คือการที่จะทำอะไรที่ผูนำทั้งหลายสั่งการ.
คุณบอกว่า 6 ล้านคนยิวทั้งหลายในที่นี้ หรือว่าคุณบอกว่า 5.9? คุณรู้มั้ย, คุณไม่ได้ตัดสินว่ามันผิดหรือถูก
ที่จะส่งผู้คนทั้งหมดเหล่านี้มาในที่นี้? (And this is a little bit of the problem we
have. Max Weber distinguished between bureaucrats and leaders22. The bureaucrat, the ethic for a bureaucrat
is to do what the leader says. Did you say 6 million Jews over here or did you
say 5.9? You know, you don’t decide if it’s right or wrong to send all these
people over here.)
22 ข้าราชการประจำ (bureaucrats) และผู้นำ (leaders) แตกต่างกันตรงที่ข้าราชการประจำจะมุ่งเน้นที่การทำตามกฎระเบียบและขั้นตอนการปฏิบัติงานให้ถูกต้อง
ขณะที่ผู้นำจะเน้นการสร้างวิสัยทัศน์และสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นร่วมกันบรรลุเป้าหมาย
|
ข้าราชการประจำ (Bureaucrats) |
ผู้นำ (Leaders) |
|
|
เน้นที่ |
การปฏิบัติตามกฎระเบียบและขั้นตอน (Adherence to rules and procedures) |
การกำหนดวิสัยทัศน์และเป้าหมาย (Vision and goals) |
|
หน้าที่หลัก |
บริหารจัดการ (Administer) |
ชี้แนะ (Inspire) |
|
ความคิดริเริ่ม |
มักจะยึดตามระบบที่มีอยู่ (Often rely on existing systems) |
มักจะคิดนอกกรอบและสร้างสรรค์ (Often think outside the box) |
|
การจัดการ |
บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ (Efficiently manage) |
นำพาและผลักดันทีมงานให้บรรลุเป้าหมาย (Motivate and drive teams to achieve
goals) |
|
การตัดสินใจ |
อิงตามหลักการและขั้นตอน (Based on principles and procedures) |
อิงจากสัญชาตญาณและวิสัยทัศน์ (Based on intuition and vision) |
คุณแค่ต้องการที่ตจะทำความแน่ใจว่าคุณได้ยินคำสั่งอย่างเหมาะสม.
นั่นคือจริยธรรมของเจ้าขุนมูลนาย. จริยธรรมทั้งหลายของผู้นำนั้นก็ควรจะเป็น
ทำการตัดสินที่พวกเขาต้องรับผิดชอบมัน. (You just want to make sure you’ve heard the
order properly. That’s being an ethical bureaucrat. The ethics for a leader
would be to make a decision they take responsibility for.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น