การทุจริตเป็นที่ถูกกฎหมายใน อเมริกา
Corruption is Legal in America
https://youtu.be/5tu32CCA_Ig?si=kZSwIWmp1HAICpN1
บทนำ(Intro)
สองสามปีที่ผ่านมานี้,
ผมได้มีแง่มุมนี้ว่า ทุกสิ่งที่ผมได้เรียนรู้มาตอนเป็นเด็กเกี่ยวกับการทำงานของรัฐบาลอเมริกานั้น
ได้ผิดอย่างสมบูรณ์ทั้งสิ้น. แต่ผมไม่ได้มีความคิดว่าสิ่งเลวร้ายทั้งหลายแท้จริงแล้วเป็นอย่างไร
จนกระทั่งผมได้เห็นตารางกราฟอันหนึ่งของนักค้นคว้าวิจัยทั้งหลายที่มหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน
ที่ได้มองย้อนไปมากกว่า 20 ปีเป็นข้อมูลอันมีค่า ที่จะตอบต่อคำถามซึ่งค่อนข้างง่ายๆ
อันรัฐบาลได้นำเสนอต่อผู้คน. ทีนี้, นี่คืออะไรที่ผมได้ค้นพบ. (For the last few years, I’ve
this sense that everything I learned as a kid about how America’s government works
is completely wrong. But I had no idea how bad things actually were until I saw
this one graph researchers at Princeton University looked at more than 20 years’
worth of data to answer a pretty simple question does the government represent
the people. Now, this is what they found.)
เส้นตรงราบ
(The
Flat Line)
การเข้าถึงในที่นี้แสดงให้เห็นถึงการสนับสนุนตอบรับของสาธารณะกับตวามคิดใดๆที่ถูกเสนอให้.
ในทางซ้ายมือที่ 0% คือความคิดทั้งหลายที่ไม่ได้เป็นสิ่งที่คนอเมริกันต้องการสักอย่างเลย,
ทางขวามือที่ 100% เป็นความคิดทั้งหลายที่ทุกคนสนับสนุน.
แกนนี้แสดงถึงโอกาสที่สภาคองเกรสจะผ่านร่างกฎหมายที่สะท้อนต่อความคิดใดของทั้งหลายเหล่านี้.
โอกาสจาก 0 ไปถึง 100% บนตารางกราฟนี้ เป็นอุดมคติของสาธารณะที่จะมองดูเช่นนี้.
ถ้า 50% ของสาธารณะสนับสนุนความคิดหนี่งนั้น,
ก็จะมี โอกาส 50% ของมันที่จะกลายเป็นกฎหมาย. (This
access here represents public support for any given idea. On the left at 0% are
ideas that not a single American want, on the right at 100% are ideas that
everyone supports. This axis represents the likelihood of Congress passing a
law that reflects any of these ideas. From a zero to a 100% chance on this
graph an ideal Republic would look like this. If 50% of the public supports an
idea, there’s a 50% chance of it becoming law.)
ถ้า 80% ของเราสนับสนุนบางสิ่ง
ก็จะมีโอกาส 80% ที่คุณจะเข้าใจถึงความคิดนั้น. ทีนี้, คนอเมริกันทั้งหลายส่วนมากจะบางทีเห็นด้วยว่า กับข้อยกเว้นบางประการที่เราควรจะมีใกล้เคียงเท่าๆกับอุดมคตินี้ที่จะเป็นไปได้,
โชคไม่ดี, หนทางที่อเมริกาทำงานทั้งหลายตามความเป็นจริง ไม่ได้แม้กระทั่งเข้ามาใกล้เลย. (If 80% of us support something
there’s an 80% chance you get the idea. Now, most Americans would probably
agree that with a few exceptions we should be as close to this ideal as
possible unfortunately the way America actually works doesn’t even come close.)
ดูที่ความคิดที่ไม่มีใครสนับสนุนเลยกัน, อย่างตรงตัวแล้วและมันมีโอกาสราว
30% ของการที่จะกลายเป็นกฎหมายของรัฐบาลกลาง. ทีนี้, ดูที่ความคิดที่นิยมกันอย่างไม่น่าเชื่อที่ประเทศนี้ได้เคยเห็นกันมา.
และก็มีโอกาสอยู่ราว 30% ด้วยเช่นกันของมันที่จะกลายเป็นกฎหมาย. (Take an idea that nobody supports.
Literally and it has about a 30% chance of becoming federal law. Now, take an
incredibly popular idea this country has ever seen. And there’s also about a 30%
chance of it becoming law.)
สิ่งนี้หมายความว่า
จำนวนตัวเลขของผู้ลงคะแนนชาวอเมริกันทั้งหลายสำหรับการเห็นด้วย หรือต่อต้านความคิดใดที่มี,
ไม่ได้มีผลกระทบกับความเป็นไปได้ที่สภาคองเกรสจะทำให้สิ่งนั้นเป็นกฎหมายนั้น
เป็นไปในอีกหนทางอื่น. และผมแค่กำลังจะอ้างอิงในการศึกษาของพริ้นซ์ตันนี้อย่างตรงๆในที่นี้. (This means that the number of
American voters for or against any idea has, has no impact on the likelihood
that Congress will make it law put another way. And I’m just going to quote the
Princeton study directly here.)
ความพึงพอใจโดยเฉลี่ยของชาวอเมริกัน
ปรากฏว่า มีค่าเล็กจิ๋วใกล้ศูนย์ตามสถิติ ไม่มีผลกระทบเป็นนัยสำคัญต่อนโยบายสาธารณะ.
ดังนั้น, ถ้าคุณได้เคยรู้สึกเหมือนกับว่าความคิดเห็นของคุณไม่สำคัญอะไรนักที่รัฐบาลไม่ได้สนใจใยดีด้วยในอะไรที่คุณคิด,
เอาละ, คุณรู้สึกถูกต้องแล้ว. (The preferences of the average American
appear to have only a minuscule near zero statistically non-significant
impact upon public policy. So, if you’ve ever felt like your opinion doesn’t
matter and that the government doesn’t really care what you think well, you’re right.)
แต่มีสิ่งที่จับได้ว่าเส้นแบนราบนี้เพียงแต่คิดเป็น
90% ทางบัญชีของผู้มีรายได้ต่ำก้นล่างในเศรษฐกิจอเมริกา, ธุรกิจชนชั้นสูงสนใจผู้คนที่สามารถจ้างนักลอบบี้ยิสต์ได้
พวกเขาถึงจะได้รับเส้นแบนราบนี้ของพวกเขาเอง. ดูที่ว่ามากแค่ไหนที่เส้นของพวกเขาเข้าไปใกล้กับอุดมคติ.
(But there’s a catch this flat line only accounts for the bottom 90%
of income earners in America economic, Elites business interests people who can
afford lobbyists they get their own line. Look at how much closer their line is
to the ideal.)
เมื่อพวกเขาต้องการบางอย่าง,
รัฐบาลนั้นก็มากยิ่งขึ้นเกือบที่จะทำมัน. และเมื่อพวกเขาไม่ได้ต้องการ,
พวกเขามีอำนาจที่จะปิดกั้นมันอย่างสมบูรณ์สิ้นจากการบังเกิดขึ้น. ไม่ว่าจะมากเท่าไหร่ส่วนที่เหลือของประเทศนี้สนับสนุนมัน,
พวกเขาจะได้อะไรที่พวกเขาต้องการ และเดาสิว่าใครจบลงด้วยการจ่ายให้กับมัน? (When they want something, the
government is much more likely to do it. And when they don’t, they have the
power to completely block it from happening. No matter how much the rest of the
of the country supports it, they get what they want and guess who ends up
paying for it?)
ใครเป็นผู้จ่ายให้กับมัน (Who pays for
it)
กับการดูแลสุขภาพที่แพงที่สุดในโลก,
เราจ่ายให้กับมันด้วยรหัสประเภทภาษีที่สารพัดจะยุ่งเหยิงทั้งสิ้นที่เราจ่ายมันผ่านอินเตอร์เน็ตที่แสนจะเชื่องช้าและแพงมากกว่า.
ด้วยการใช้จ่ายสิ้นเปลืองเต็มที่ให้กับระบบการศึกษาที่ล้มเหลว, การทำสงครามกับยาเสพติดมหาวินาศ,
และหนึ่งในห้าของเด็กอเมริกันเกิดมาสู่ความยากจน. (With the most expensive healthcare
in the world, we pay for it with a tax code that’s a complete mess we pay for
it with internet that’s slower and more expensive. With wasteful spending a
floundering education system, a catastrophic drug war and one in five American
children born into poverty.)
เกือบทุกวาระประเด็นหลักที่เราเผชิญหน้าดุจวาระแห่งชาติ
สามารถที่จะถูกตามรอยกลับมายังสิ่งนี้ได้. (Almost
every major issue we face as a nation can be traced back to this.)
มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
(How
does it happen)
ตารางกราฟบอกว่าสิ่งนี้บังเกิดขึ้นได้อย่างไร,
เอาละ, แค่ติดตามเงินนั้นไป. ในตอนนี้, มันถูกกฎหมายอย่างที่จะซื้ออิทธิพลทางการเมืองในอเมริกาได้อย่างสมบูรณ์.
นี่คือมันทำงานอย่างไร. เรามาพูดกันสมมติว่า
ธนาคารใหญ่แห่งหนึ่งต้องการกฎหมายฉบับหนึ่งที่บีบบังคับผู้จ่ายภาษีทั้งหลายอยู่
ที่จะช่วยเหลือพวกเขาให้หลบเลี่ยงได้อีกครั้ง. ถ้าพวกเขาทำซ้ำเช่นเดียวกับการประพฤติประมาทเสี่ยง
ที่สร้างหายนะแก่เศรษฐกิจโลกในปี 2008. แต่ไม่ใช่แนวคิดที่นิยมชมชื่นกันมากที่สุดนักกับสาธารณะ.
และสภาคองเกรสรู้เรื่องนั้น, นั่นน่าที่จะเป็นที่จบสิ้นมัน
แต่นั่นไม่ใช่แห่งหนที่เงินเข้ามา. (Graph
how does this happen, well, just follow the money. Right now, it’s perfectly
legal to buy political influence in America. Here’s how it works. Let’s say, a
Big Bank wants a law that would force taxpayers to bail them out again. If they
repeat the exact same Reckless Behavior that crashed the global economy in
2008. Not exactly the most popular idea with the public. And Congress knows
that, that should be the end of it but that’s where the money comes in.)
เงินก็เข้ามา
(The
money comes in)
เป็นถูกต้องตามกฎหมายอย่างสมบูรณ์สิ้นสำหรับธนาคารของเราที่จะจ้างคณะทำงานของนักลอบบี้ยิสต์ทั้งหลายผู้ที่งานทั้งปวงก็คือทำความแน่ใจว่ารัฐบาลจะให้ธนาคารใน
“อะไรที่มันต้องการ”. แล้วนักลอบบี้ยิสต์ทั้งหลายเหล่านั้นสามารถแกะรอยตามสมาชิกทั้งหลายของสภาคองเกรส
ผู้ที่กำกับควบคุมธนาคารทั้งหลายนั้นอยู่, และช่วยเหลือระดมเงินจำนวนเป็นตันๆสำหรับการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งอีกครั้ง.
(It’s perfectly legal for our
bank to hire a team of lobbyists whose entire job is to make sure that the
government gives the Bank ‘What it Wants’. Then those lobbyists can track down
members of Congress who regulate Banks and help raise a ton of money for their
re-election campaigns.)
มันถูกกฎหมายอย่างสมบูรณ์เต็มที่สำหรับนักลอบบี้ยิสต์ทั้งหลาย
ที่จะเสนอเหล่านักการเมืองเดิมเหล่านั้น, งานอาชีพทั้งหลายนับล้านที่บริษัทการลอบบี้ของพวกเขา,
และแล้วนักลอบบี้ยิสต์ของพวกเขาสามารถเขียนภาษากฎหมายช่วยเหลือทางการเงินใหม่ฉบับนี้ได้ด้วยตัวพวกเขาเอง
และยื่นส่งมันออกไปให้นักการเมืองนั้น. พวกเขาแค่ใช้เงินหาเสียงมาประทังชีวิตและหล่อลื่นด้วยการเสนองานทั้งหลายนั้น.
(It’s perfectly legal for those
lobbyists to offer those same politicians, million jobs at their lobbying firm,
then those lobbyists can literally write the language of this new bailout law
themselves and hand it off to the politician. They just buttered up with
campaign money and lucrative job offers.)
และมันก็เป็นกฎหมายที่สมบูรณ์เต็มที่สำหรับนักการเมืองทั้งหลายเหล่านั้นที่จะให้ภาษาที่ถูกเขียนโดยนักลอบบี้ยิสต์และแอบผ่านมันไปกับคองเกรสที่ในวินาทีสุดท้าย.
ดังนั้น, ตอนนี้คุณได้เป็นเช่นกฎหมายที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อธนาคาร และกระบวนการทั้งปวงสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เลย. (And it’s perfectly legal for
those politicians to take the lobbyist written language and sneak it through
Congress at the last second. So, now you’ve got as law that greatly benefits
the Bank and the whole process can start over.)
นี้คือร่างกฎหมายกลายเป็นกฎหมายได้อย่างไร; กลุ่มผลประโยชน์พิเศษจ้างนักลอบบี้ยิสต์บางราย. นักลอบบี้ลิสต์ทั้งหลายเหล่านั้นรวบรวมเงินเรี่ยไรการรณรงค์หาเสียง,
เสนองานอาชีพทั้งหลายแล้วต่อสายนักกฎหมายทั้งหลายที่สภาคองเกรสก็จะผ่าน,
ที่จะช่วยเหลือกลุ่มผลประโยชน์พิเศษเดียวกันเหล่านั้น. สิ่งนี้บังเกิดขึ้นทุกวันกับทุกประเด็นของนนักการเมืองทั้งสองพรรค.
(This is how a bill becomes a law; a special interest hires some
lobbyists. Those lobbyists collect campaign contributions, offer jobs then wire
the laws that congress then passes, to help those same special interests. This
happens every day on every single issue with politicians
of both parties.)
ในแค่ 5 ปีสุดท้ายที่ผ่านมาเพียงลำพัง, 200 บริษัทที่ประกอบการทางการเมืองทั้งหลายในสหรัฐอเมริกา
ได้ใช้เงินไป 5.8 พันล้านดอลลาร์, มีอิทธิพลต่อรัฐบาลของคุณ. บริษัททั้งหลายเดียวกันเหล่านี้ได้
45.4 ล้านล้านดอลลาร์ในการสนับสนุนของผู้จ่ายภาษี และล้านล้านนั้นด้วยตัวอักษร ล
และนั่นเป็นเพียงสุดยอดบน 200 บริษัททั้งหลาย. อย่าไม่สนใจทุกผลประโยชน์พิเศษอื่นอีก,
ทุกสหภาพ, ทุกสมาคมการค้าและทุกเศรษฐีพันล้าน, ทุกแต่ละหนึ่งเดียวของพวกเขาสามารถใช้เงินของพวกเขาที่จะซื้ออิทธิพลทางการเมือง. (In the last 5 years alone, the
200 most politically active companies in the United States spent $5.8 billion,
influencing your government. Those same companies got 4.4 trillion in taxpayer
support and that’s trillion with a T and that’s just the top 200 companies.
Never mind every other special interest every Union, every trade Association
and every billionaire, every single one of them can use their money to buy
political influence.)
คุณก็รู้ว่ามีความคิดนี้อยู่ที่ข้างนอกนั้นว่านี้เป็นเพียงกลายเป็นปัญหาหนึ่งภายหลังที่มีการตัดสินของศาลสูงสุดในคดี
องค์กรพลเมืองสหรัฐ ในปี 2010. (You
know there’s this idea out there that this only became a problem after the
Supreme Court – Citizens united Decision1 in
2010.)
1 "Citizens United" แปลว่า "องค์กรพลเมืองยูไนเต็ด"
ซึ่งหมายถึงองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นกลุ่มสนับสนุนกิจกรรมทางการเมือง
นอกจากนี้ "Citizens United" ยังอาจหมายถึง ความเป็นพลเมืองขององค์กร (Corporate Citizenship) ซึ่งหมายถึงความรับผิดชอบของบริษัทต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
- ในฐานะชื่อองค์กร: "Citizens United" แปลว่า "องค์กรพลเมืองยูไนเต็ด" โดยเป็นชื่อขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นกลุ่มสนับสนุนกิจกรรมทางการเมืองในสหรัฐอเมริกา
- ในฐานะแนวคิด: "Citizens United" ในความหมายของ "ความเป็นพลเมืองขององค์กร" (Corporate
Citizenship) หมายถึงความรับผิดชอบของบริษัทต่อสังคม วัฒนธรรม
และสิ่งแวดล้อม นอกเหนือจากความรับผิดชอบทางการเงินต่อผู้ถือหุ้น
* https://en.wikipedia.org/wiki/Citizens_United_(organization)

แต่ข้อมูลนั้นย้อนกลับไปเมื่อ
40 ปีและผลลัพธ์เป็นที่กระจ่างชัด. การทุจริตนั้นถูกต้องตามกฎหมายในอเมริกา
และตราบนานเท่าที่มันเป็นใครคนใดก็ได้ที่สามารถใช้เงินที่จะมีเจตจำนงซื้ออิทธิพลทางการเมืองได้. (But the data goes back almost 40
years and the results are clear. Corruption is legal in America and as long as
it is anyone who can spend money to buy political influence will.)
วิธีแก้ไขในที่นี้, ไม่ใช่วิทยาศาสตร์การสร้างจรวด. คือการทำให้การทุจริตเป็นสิ่งผิดกฎหมาย.
เราได้รู้กันไปแล้วว่าสภาคองเกรสจะไม่ทำมัน, ผมหมายความใครก็ตามที่ดูตารางกราฟนี้ที่จะบอกคุณว่า
อะไรที่เราจำเป็นต้องการคือแผนการอันหนึ่งที่ยอมให้เราเดินอ้อมคองเกรสไป
และทำอะไรที่คนอเมริกันทำได้ดีที่สุด, ที่จะซ่อมแซมแก้ไขความวุ่นวายของตัวเราเองนี้.
(The solution here, isn’t rocket
science. Make corruption illegal. We already know Congress won’t do it, I mean
one look at this chart will tell you that what we need is a plan that lets us
go around Congress and do what the American people do best, fix this mess
ourselves.)
เอาละ,
ข่าวดี, เรามีแผนการนั่น และนั่นได้กำลังทำงานแล้ว. ตอนนี้ที่เราได้ครอบคลุมปัญหานี้
ให้เราได้แสดงแก่คุณว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของวิธีการแก้ไขนี้ได้อย่างไร. (Well, good news, we have that
plan and that already working. Now that we’ve got the problem covered let us
show you how to be part of the solution.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น