บางคนได้ถามพระพุทธเจ้าว่า,
ใครสร้างจักรวาลนี้หรือ?
Someone Asked Buddha, Who Created This Universe?
https://youtu.be/lwCrJxLvpHw?si=zs8ybQK6OiiOLEYh
ผู้คนมาหาพระพุทธเจ้าด้วยคำถามนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า. ใครสร้างจักรวาลนี้?
พวกเขาต้องการนาม, นิทาน, เทพเจ้าเบื้องหลังดวงดาวทั้งหลายเหล่านี้.
แต่พระพุทธเจ้ายิ้ม. ยิ้มนั้นได้บรรจุคำตอบไว้แล้ว. (People came to Buddha with this
question again and again. Who created the universe? They wanted a name, a
story, a God behind the stars. But Buddha smiled. That smile contained the
answer.)
พระองค์ตรัสว่า, “คำถามของเธอนั้นผิด. คำถามนั้นมาจากอวิชชา,
ไม่ได้จากความเข้าใจ. จิตนั้นเป็นผู้ถาม, ใครคือผู้สร้างได้สมมติไปแล้วว่าทุกสิ่งต้องมีผู้สร้าง.
จิตนั้นไม่สามารถจินตนาการสิ่งใดมีอยู่ได้โดยปราศจากเหตุ. มันต้องการการเริ่มต้น,
แหล่งกำเนิด, เหตุผล เพราะว่ามันรู้สึกไม่ปลอดภัยในความลี้ลับ.” (He
said, “Your question is wrong. The question comes from ignorance, not from
understanding. The Mind that asks, who created already assumes that everything
must have a creator. The Mind cannot imagine anything existing without a cause.
It wants a beginning, a source, a reason because it feels unsafe in mystery.)
แต่พระพุทธองค์ได้ตรัสว่า, “สิ่งมีอยู่นั้นไม่ได้มีสิ่งเริ่มต้น.
เป็นอย่างง่ายเช่นนั้น.” พระองค์ไม่ได้สนใจในทฤษฎีทั้งหลายที่เกี่ยวกับการสร้างสรรค์.
พระองค์ได้ตรัสว่าคำถาเช่นนั้นไม่ได้นำไปสู่ที่แห่งใด. พวกนั้นก็เหมือนกับการถามว่า
มีเทพเทวาจำนวนเท่าใดสามารถเริงระบำอยู่บนปลายเข็มได้. คำถามพวกนั้นได้กำเนิดออกมาจากความคิดและความคิดไม่สามารถสัมผัสได้ถึงความไพศาลของความสัจจริง.
(But Buddhist said, “Existence has no beginning. It simply is.”
He was not interested in theories about creation. He said that such questions
lead nowhere. They are like asking how many angels can dance on the tip of a
needle. They are born out of thought and thought cannot touch the vastness of
truth.)
พุทธองค์ตรัสว่า, “จงอย่าถามว่าใครคือผู้สร้างจักรวาลนี้. จงถามแทนนั้นว่าใครคือผู้ถามนี้.
เมื่อเธอหันคำถามนี้กลับเข้าไปข้างใน ทิศทางทั้งปวงก้เปลี่ยนไป. เธอก็เริ่มที่จะเห็นคำถามทั้งหลายนั้นในตัวเขาเองเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งบังเกิดอันไพศาลที่ถูกเรียกว่าสิ่งที่มีอยู่.
เธอไม่ได้อยู่ข้างนอกจักรวาลที่จะถามได้ว่าใครสร้างมัน. เธอคือจักรวาลนั้นกำลังถามตัวมันเองอยู่.” (Buddha said, “Don’t ask who
created the universe. Ask instead who is the one asking. When you turn the
question inward the whole direction changes. You begin to see that the
questioner himself is part of this vast happening called existence. You’re not
outside the universe to ask who made it. You are the universe asking about
itself.”)
พระพุทธเจ้าตรัสว่า, “จักรวาลไม่ได้ถูกสร้างทำขึ้น. เป็นเช่นนี้. ไม่เป็นการรังสรรค์.
เป็นการเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง, การเคลื่อนๆไหวไร้ที่สิ้นสุด. เหมือนดังคลื่นบนมหาสมุทร,
พวกเขามาและก็ไป. แต่มหาสมุทรในตัวเองไม่มีเริ่มต้นและไม่มีสิ้นสุด.
เหมือเมฆทั้งในท้องฟ้า, พวกเขาก่อรูป, ละลายหายไป, แลก่อรูปขึ้นอีกครา.
แต่ท้องฟ้ายังคงไม่ถูกแตะต้อง.” (Buddha
said, “The universe is not made. It is. It is not a creation. It is a constant
arising, a ceaseless movement. Like wave as on the ocean, they come and go. But
the ocean itself has no beginning, no end. Like clouds in the sky, they form,
dissolve, and form again. But the sky remains untouched.”)
พระองค์ตรัสว่า, “ไม่มีเหตุแรก. ถ้าเธอพูดว่าบางคนได้รังสรรค์โลกนี้
แล้วใครหรือที่รังสรรค์บางคนนั้น และใครหรือที่รังสรรค์ผู้สร้างก่อนหนนั้น? ห่วงโซ่ทั้งหลายนี้ไม่มีสิ้นสุด.
ดังนั้น, พระพุทธเจ้าตัดมาลงอย่างสมบูรณ์สิ้น. พระองค์ตรัสว่า, “ไม่มีเหตุแรก.
สิ่งทั้งหลายอุบัติขึ้นโดยอาศัยสิ่งอื่นทั้งหลายเป็นพื้นฐาน. ทุกสิ่งสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกัน.”
(He said, “There is no
first cause. If you say someone created the world then who created that someone
and who created the one before? This chain never ends.” So, Buddha cut it
completely. He said, “There is no first cause. Things arise in dependence on other
things. Everything is interrelated.”)
สำหรับพระพุทธเจ้า,
จักรวาลนี้ไม่ใช่งานของพระเจ้าที่กำลังนั่งอยู่ที่ไหนสักแห่งในหมู่เมฆทั้งหลาย.
มันเป็นกระบวนไร้ที่สิ้นสุด, ข่ายใยแห่งเหตุและปัจจัยทั้งหลาย.เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเป็นเช่นนั้น,
เมื่อสิ่งนี้หายไป, สิ่งนั้นจึงหายไป. ไม่มีเกี่ยวข้องกับภายนอก.
มีแต่เพียงลีลาร่ายรำลี้ลับนี้ของความสัมพันธ์เชื่อมต่อระหว่างกัน. (For Buddha, the universe is not a
work of a God sitting somewhere in the clouds. It is an infinite process, a web
of causes and conditions. When this is that is, when this disappears, that
disappears. There is no outside hand. There is only this mysterious dance of
interconnection.)
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า, “ไม่มีผู้รังสรรค์, ไม่มีการรังสรรค์, เพียงแค่ความเป็นเช่นนั้นเองอันไพศาลนี้.”
พระองค์ใช้คำว่า ความเป็นเช่นนั้นเอง ที่จะชี้ไปยังอะไรที่โพ้นเลยไปกว่าคำอธิบาย.
ต้นไม้เติบโต, ลมพัดไหว, ดวงดาวเผาไหม้. ไม่เพราะใครบางรายสั่งการพวกเขา,
แต่เพราะว่ามันเป็นธรรมชาติของพวกเขาเองที่จะเป็นไป. (Buddha said, “No creator, no
creation, only this vast suchness.” He used the word suchness to point toward
what is beyond explanation. The trees grow, the rivers flow, the wind moves,
the stars burn. Not because someone commands them, but because it is their
nature to be.)
พระองค์ตรัสว่า, “สิ่งทั้งหลายบังเกิดไม่เพราะว่ามีเจตจำนง, แต่ดเพราะมีระเบียบของธรรมชาติ.
ไฟเผาไหม้, น้ำไหล, ดินรองรับ. ไม่ได้มีคำบัญชามาจากเบื้องบน.
เป็นธรรมชาติของการดำรงอยู่ในตัวมันเอง.” พระพุทธเจ้าไม่ได้ปฏิเสธความลี้ลับ.
พระองค์ลึกลงไปในมัน. พระองค์ปฏิเสธที่จะลดมันลงมาเป็นเพียงนาม.
(He said, “Things happen not because there is a purpose, but because
there is a natural order. Fire burns, water flows, earth supports. It is not a
command from above. It is a nature of existence itself.” Buddha did not deny
the mystery. He deepened it. He refused to reduce it to a name.)
พระองค์ตรัสว่า, “จงอย่าพยายามอธิบายความลี้ลับ. อยู่กับมัน. เมื่อเธอลงลึกเข้าไป,
เธอก็จะเห้นว่าเธอและจักรวาลไม่ได้เป็นเช่นนั้นด้วย.” ผู้คนถามว่า, “แต่ถ้าไม่มีผู้รังสรรค์/ผู้สร้าง,
อะไรคือความหมาย/จุดมุ่งหมายของชีวิตหรือ?” พระพุทธเจ้าตรัสว่า,
“ชีวิตไม่มีความหมายแยกออกไปจากการมีชีวิต. ความหมายของชีวิตก็คือชีวิตในตัวมันเอง.
การที่จะถามหาความหมายก็คือการคิดถึงความงดงามของอะไรที่ได้เป็นอยู่แล้ว.” (He
said, “Don’t try to explain the mystery. Live it. When you deeply into, you
will see that you and the universe are not too.” People asked, “But if there is
no creator, what is the meaning of life?” Buddha said, “Life has no meaning
apart from living. The meaning of life is life itself. To ask for meaning is to
miss the beauty of what already is.”
เมื่อคุณเฝ้าดูดวงอาทิตย์ขึ้น,
มันจำเป็นต้องการเหตุผลหรือ? เมื่อดอกไม้ทั้งหลายผลิบาน, มันจำเป็นต้องหการผู้รังสรรค์ให้บอกกับมันให้ดเบ่งบานหรือ?
พระพุทธเจ้าตรัสว่า, “ทุกสรรพสิ่งกำลังบังเกิดขึ้นตามธรรมชาติ.”(When
you watch the sunrise, does it need a reason? When a flower opens, does it need
a creator to tell it to bloom? Buddha said, “Everything is happening
naturally.”
ชั่วขณะที่คุณหยุดค้นหาเพื่อผู้รังสรรค์,
คุณก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์โดยตัวมันเอง. เขาไม่ได้เป็นผู้ที่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า,
หรือเป็นผู้เชื่อในพระเจ้า. พระองค์ไปโพ้นเลยจากทั้งสองนั้น. พระองค์ไม่ได้ทั้งยอมรับหรือปฏิเสธพระผู้เป็นเจ้า.
เขาได้ไปมากกว่าลึกกว่าความเชื่อ. (The moment you stop
searching for creator, you become part of the creation itself. He is not the
atheist1,
nor a theist. He was beyond both. He neither accepted nor denied God. He went
deeper than belief.)
1 Atheist คือ ผู้ที่ไม่มีความเชื่อในพระเจ้า หรือ ผู้ที่เชื่อว่าพระเจ้าไม่มีอยู่จริง โดยไม่จำเป็นต้องเป็นคนไม่มีศาสนาหรือไม่นับถือศาสนาเสมอไป คนกลุ่มนี้อาจไม่เชื่อในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เหนือธรรมชาติ
และมักพิจารณาตนเองว่าเป็นมนุษย์นิยม (Humanist) หรือผู้มีหลักการที่อิงกับหลักเหตุผลและวิทยาศาสตร์
- ความหมายโดยทั่วไป: Atheist (เอ-ธี-อิสท) คือ
บุคคลที่ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเจ้า เทพเจ้า หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
- ไม่มีความเชื่อ ไม่ใช่แค่ "ไม่นับถือ": การไม่เชื่อในพระเจ้า
(Atheism) แตกต่างจากการไม่นับถือศาสนา (Irreligious)
โดยสิ้นเชิง ผู้ที่ไม่มีศาสนา (Irreligious) อาจไม่มีศาสนา แต่ก็ยังอาจเชื่อในพระเจ้าหรือพลังเหนือธรรมชาติได้
- ความเชื่อที่หลากหลาย: ผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าสามารถเชื่อในสิ่งใดก็ได้
บางคนอาจเชื่อว่าไม่มีทางที่จะรู้ได้ว่ามีพระเจ้าหรือไม่ (Agnostic
atheist) ในขณะที่บางคนมีความมั่นใจว่าไม่มีอยู่จริง (Gnostic
atheist)
- ความเชื่อที่แตกต่างจากศาสนา: หลายคนมองว่าลัทธิอเทวนิยมไม่ใช่ศาสนาหรือระบบความเชื่อ
แม้ว่าผู้ที่ไม่เชื่อพระเจ้าอาจมีหลักการทางศีลธรรมคล้ายกับศาสนา
- ตัวอย่าง: ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่จัดอยู่ในประเภทอเทวนิยม
(Atheism) เพราะเชื่อว่ามนุษย์สามารถพัฒนาตนเองได้ด้วยความเพียรของตนเอง
โดยไม่ต้องพึ่งพาพระผู้สร้าง
พระองค์ตรัส, “ไม่ว่าผู้เป็นเจ้า/เทพเจ้ามีอยู่หรือไม่ใช่ประเด็น. สิ่งสำคัญคือการตื่นรู้/การบรรลุธรรม.
เพราะถ้าถ้าคุณกำลังหลับ, ถึงแม้ว่าถ้าผู้เป็นเจ้า/เทพเจ้ายืนอยู่ตรงหน้าคุณ,
คุณก็จะไม่เห็น. และถ้าคุณตื่นขึ้น, ทั่วทั้งจักรวาลก็กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์/กลายเป็นเทพเจ้า.” (He said. “Whether God exists or
not is irrelevant. What matters is awakening. Because if you are asleep, even
if God stands before you, you will not see. And if you are awake, the whole
universe becomes divine.2”)
2 "Becomes divine" แปลว่า "กลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์" หรือ "กลายเป็นเทพ" คำแปลจะขึ้นอยู่กับบริบทที่ใช้
โดยคำว่า "divine" หมายถึง ศักดิ์สิทธิ์, เทพเจ้า, หรือสิ่งดีงามจากสวรรค์
- ตัวอย่างในบริบททั่วไป:
- "The ritual helps the water become divine."
= "พิธีกรรมช่วยให้น้ำศักดิ์สิทธิ์ขึ้น"
- ตัวอย่างในบริบทของชื่อเฉพาะ (เช่น ตัวละคร):
- "Visionary"
ในเรื่อง Mashle แปลว่า
"ผู้มีวิสัยทัศน์อันศักดิ์สิทธิ์" ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับ
"becomes divine" ได้แก่
"กลายเป็นผู้มีวิสัยทัศน์"
ดังนั้น, พระพุทธเจ้าได้หันคำถามจากการเป็นการดูจากภายนอกไปเป็นการดูจากภายใน.
พระองค์ตรัสว่า, “จงอย่าสูญเสียพลังงานของเธอในการคิดเกี่ยวกับการเริ่มต้นของโลก.
ไม่มีการเริ่มต้นที่เธอสามารถค้นหาพบ. จงเริ่มต้นกับตัวเธอเอง. ค้นพบจุดกำเนิดของความปรารถนา,
จุดกำเนิดของความคิด, จุดกำเนิดของการนั้นที่คุณจะค้นพบกถุญแจ.” (So, Buddha turned the question
from outer speculation to inner seeing. He said, “Don’t waste your energy in
thinking about the beginning of the world. There is no beginning that you can
find. Begin with yourself. Discover the origin of desire, the origin of
thought, the origin of that there you’ll find the key.)
เมื่อคุณปฏิบัติสมาธิ,
เมื่อจิตของคุณกลายเป็นความเงียบ, ความคิดของผู้รังสรรค์และการรังสรรค์
นั้นหายไป. มีเพียงความเงียบ, ไพศาล, ไร้กาล, ไม่สำรวจค้นหา.
และในความเงียบนั้น, คุณตระหนักได้ถึงอะไรที่พระพุทธเจ้าหมายถึง. (When
you meditate, when your Mind becomes silent, the idea of creator and creation
disappears. There is only silence, vast, timeless, uncrated. And in that
silence, you realize what Buddha meant.)
พระองค์ตรัส, “จักรวาลไม่ได้อยู่ภายนอกเธอ. เธอไม่ใช่ผู้แปลกหน้าในมัน.
เธอคือมัน. จงมองอย่างลึก, และคุณจะเห็น. ในพลังงานเดียวกันที่เคลื่อนดวงดาวทั้งหลายที่เคลื่อนที่ในลมหายใจของเธอ.
ความลี้ลับเดียวกันที่หันเปลี่ยนฤดูกันเปลี่ยนการเต้นหัวใจของเธอ. ไม่มีการแยกขาดระหว่างเธอกับสรรพสิ่ง.
(He said, “The universe is not
outside you. You’re not a stranger in it. You are it. Look deeply, and you will
see. The same energy that moves the stars moves in your breath. The same
mystery that turns seasons turns your heartbeat. There is no separation between
you and existence.)
เมื่อความเข้าใจนี้อรุณรุ่ง,
คำถามนั้นคือ, “ใครคือผู้สร้างสูญความหมายไปทั้งหมดหรือ?” พระพุทธเจ้าตรัสว่า,
“อย่าเชื่อ, อย่าไม่เชื่อ. จงเห็นโดยตรง.” การจะเห็นโดยตรงก็คือการตื่นรู้จากมายาภาพ.
มายาภาพคือการที่มีบางคนอยู่หลังม่าน. แต่เมื่อม่านนั้นถูกดึงไปทางด้านข้าง,
ก็มีเพียงลีลาร่ายรำ, ไพศาล, นิรันดร์, เคลื่อนที่ด้วยตนเอง,
พึ่งพาตนเอง เท่านั้น. (When
this understanding dawn, the question, “Who created loses all meaning?” Buddha
said, “Don’t believe, don’t disbelieve. See directly.” To see directly is to
awaken from illusion. The illusion is that there is someone behind the curtain.
But when the curtain is pulled aside, there is only the dance, vast, eternal,
self-moving, self-sustaining.)
ดังนั้น, เมื่อพระพุทธเจ้าได้ถูกถามอีกครั้งว่า,
“ใครสร้างจักรวาลนี้หรือ?” พระองค์เพียงนิ่งเงียบและศิษย์ทั้งหลายของพระองค์ก็เข้าใจ.
ความเงียบนั้นได้พูดมากไปกว่าคัมภีร์พันเล่ม. มันได้พูดว่าไม่เคยมีการเริ่มต้น,
ไม่เคยมีผู้สร้าง, เพียงนิรันดร์เท่านั้นในตอนนี้. และใครก็ตามที่นิ่งเงียบอย่างแท้จริงสามารถรู้สึกถึงมันได้.
ชีพจรแห่งชีวิตที่ไม่จำเป็นต้องการจุดเริ่มต้น, ไม่มีชื่อไม่มีเจตจำนง.
(So, when Buddha is asked again, “Who created the universe?” He
remained silent and his disciples understood. That silence said more than
thousand scriptures. It said there was never a beginning, never a creator. Only
this eternal now. And whoever is truly silent can feel it. The pulse of life
that needs no origin, no name no purpose.)
นั่นคือคำตอบ. ไม่ใช่คำพูดทั้งหลาย,
ไม่ใช่ในทฤษฎีทั้งหลาย, แต่ในความเงียบ, ในความตื่นรู้, ในความรับรู้โดยตรงที่ทุกสรรพสิ่งเป็นง่ายๆเช่นนั้น.
(That is the answer. Not in
words, not in theories, but in silence, in awareness, in the direct perception
that everything simply is.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น