หน้าเว็บ

วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569

ฟรีดิข นีทเชอ – ทำไมสังคมสมัยใหม่กำลังกลายเป็นโง่เง่าเพิ่มมากขึ้น

ฟรีดิข นีทเชอ – ทำไมสังคมสมัยใหม่กำลังกลายเป็นโง่เง่าเพิ่มมากขึ้น

Why Modern Society Is Becoming Increasingly Stupid — Nietzsche

          https://youtu.be/btTNO-Avi90?si=x6xCncLMq4cGsBMN

          ปัญญามนุษย์กำลังถดถอยในอัตราทวีคูณ. มันไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด. มันไม่ใชการมองโลกในแง่ร้ายเชิงปรัชญา. มันเป็นการวินิจฉัยโรคจากอาการที่ปรากฏ. ในเจ็ดทศวรรษที่ผ่านมา, มนุษยชาติได้ไปจากยุคสมัยหนึ่งที่การคิดแบบวิจารณญาณคือเครื่องมือของความอยู่รอด มาสู่ปัจจุบันที่ซึ่งเหตุผลเชิงลึกได้เป็นเหตุให้สังคมไม่สบายใจ.   (Human intelligence is regressing at an exponential rate. It’s not a conspiracy theory1. It’s not philosophical pessimism. It’s an observable diagnosis. In seven decades, humanity has gone from an era where critical thinking was a survival tool to a present where deep reasoning causes social discomfort.)

          1 ทฤษฎีสมคบคิด  (Conspiracy theory) คือ เรื่องเล่าหรือความเชื่อที่อธิบายเหตุการณ์สำคัญว่าเกิดจากการวางแผนลับๆ ของกลุ่มคนผู้มีอำนาจเพื่อประโยชน์ส่วนตนหรือสร้างความเสียหาย โดยมีข้อเท็จจริงประกอบเพียงเล็กน้อย มักเชื่อว่าข้อมูลจากทางการไม่จริงและปะติดปะต่อหลักฐานเอง มักแพร่กระจายผ่านโซเชียลมีเดีย เว็บไซต์ส่วนบุคคล หรือบล็อกต่างๆ 

ลักษณะสำคัญของทฤษฎีสมคบคิด:

  • คำอธิบายที่ไม่เป็นทางการ: มักจะสวนทางกับคำอธิบายอย่างเป็นทางการของเจ้าหน้าที่รัฐหรือผู้เชี่ยวชาญ
  • เน้นผู้ร้ายอยู่เบื้องหลัง: เชื่อว่ามีกลุ่มอิทธิพลมืด เช่น รัฐบาล, องค์กรลับ, หรือกลุ่มทุน วางแผนอยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ต่างๆ
  • มีหลักฐานสนับสนุนน้อย:

 มักนำเหตุการณ์บังเอิญมาโยงกัน หรืออ้างหลักฐานที่ดูเหมือนเกี่ยวข้องกันเพียงเล็กน้อย

  • ความเชื่อและความศรัทธา: มักตั้งอยู่บนความเชื่อส่วนบุคคล ทางการเมือง หรือวัฒนธรรม มากกว่าการพิสูจน์ตามหลักวิทยาศาสตร์
  • ปฏิเสธความจริง: แม้จะมีข้อพิสูจน์ที่หักล้างได้ แต่ผู้เชื่อมักมองว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของการปิดบังความจริง 

ปฏิทรรศน์/ความขัดแย้งในตัวเอง นี่โหดเหี้ยม. ไม่เคยมีมาก่อนที่มีการเข้าถึงข้อมูลได้มหาศาลมากได้ขนาดนี้. และไม่เคยได้มีมาก่อนที่การไม่สามารถประมวลผลข้อมูลเหล่านั้นมาเป็นความรู้ได้. ความโง่เง่าในปัจจุบันไม่ได้เกิดจากการหายไปของข้อมูล/การขาดข้อมูล. มันคือการ ขาด “จิตสำนึก”. ปัญหานี้ไม่ได้เกิดจากการขาดการศึกษาอย่างเป็นทางการ, แต่เกิดจาก การปฏิเสธอย่างเป็นระบบที่จะใช้ความพยายามทางสติปัญญา เพื่อแยกแยะระหว่าง 'ภาพลักษณ์ภายนอกออกจาก 'แก่นแท้' (ขาด โยนิโสมนสิการ3 - ผู้แปล).   (The paradox2 is brutal. Never has there been so much access to information. And never has there been such an inability to process that information into real knowledge. Contemporary stupidity is not an absence of data. It is an absence of Consciousness. It does not stem from a lack of formal education, but from a systematic refusal to exert the cognitive effort required to distinguish appearance from essence.)

2 Paradox (พาราด็อกซ์) แปลว่า ปฏิทรรศน์, ความขัดแย้งในตัวเอง, หรือสถานการณ์ที่ดูย้อนแย้งกันเอง หมายถึงประโยค สถานการณ์ หรือความคิดที่ดูเหมือนจะไม่เป็นเหตุเป็นผลหรือไม่จริง แต่เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วอาจเป็นความจริงที่แฝงอยู่ได้ มักถูกใช้ในเชิงวรรณกรรม สุภาษิต หรือตรรกะที่ท้าทายความคิดทั่วไป 

ความหมายและตัวอย่างเพิ่มเติมของ Paradox:

  • ความขัดแย้งในตัวเอง/ย้อนแย้ง: คำพูดหรือแนวคิดที่มีความขัดแย้งกันเองในประโยคเดียวกัน เช่น "ยิ่งรีบ ยิ่งช้า", "ไม่มีอะไรเป็นจริง ทั้งหมดนี้คือความจริง"
  • สิ่ง/คนที่ผิดปกติ: บุคคลหรือสถานการณ์ที่มีลักษณะตรงกันข้ามในตัวเอง เช่น คนที่ถ่อมตัวมากแต่ก็ต้องการการยอมรับ
  • ปฏิทรรศน์ (คำศัพท์ทางวิชาการ): ประโยคหรือสถานการณ์ที่ดูขัดแย้งกันเอง แต่สามารถเป็นไปได้จริงหรือนำไปสู่ความจริงบางอย่างได้
  • ตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบ: การต้องใช้เงินเพื่อสร้างเงิน หรือการที่ผู้คนมีข้อมูลมากมายแต่กลับได้รับข้อมูลที่ผิดพลาดมากขึ้นเรื่อยๆ 

3https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%B4%E0%B9%82%E0%B8%AA%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3

          อะไรที่คุณกำลังจะเผชิญหน้าคือไม่ใชการโจมตีด้านจริยธรรมกับสังคม. มันเป็น การวิเคราะห์เจาะลึกโครงสร้างว่ากลไกทางวัฒนธรรม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ได้ร่วมกันสร้างกลุ่มคนรุ่นต่าง ๆ ขึ้นมาอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร ที่ได้สร้างสรรค์ให้ชนรุ่นถัดมาทั้งหลายได้มีความสามารถน้อยลงของการคิดอย่างมีเอกราช. คำถามไม่ใช่ว่า มันกำลังบังเกิดขึ้นอยู่หรือไม่. คำถามก็คือว่า ทำไมไม่มีใครต้องการยอมรับว่าพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของมัน.  (What you are about to confront is not a moral attack on society. It is a structural dissection of how cultural, economic and technological mechanisms have created generations progressively less capable of independent thought. The question is not whether this is happening.  The question is why does no none want to admit they are part of it.)

ในช่วงปี 1950 – 1965, เมื่อการคิดได้เป็นสิ่งจำเป็น ไม่ใช่ทางเลือก. ช่วงหลังสงครามได้หลวมรวมรุ่นอายุนี้ ผู้ซึ่งไม่มีโอกาสที่จะนิ่งเฉยทางจิตใจได้. ทุกการตัดสินใจได้แบกรับภาระอันหนักหน่วงที่มีผลต่อการดำรงอยู่. ไม่มีระบบใดรองรับการผิดพลาดในการตัดวินใจนั้นๆ. ถ้าคุณคำนวณผิดพลาดในทีพยากรทั้งหลาย, ครอบครัวของคุณก็จะอดอยากหิวโหย. ถ้าคุณตีความผิกดในสภาวะภูมิอากาศทั้งหลายในการเพาะปลูก, คุณก็สูญเสียผลผลิตเก็บเกี่ยวนั้นๆ, ถ้าคุณล้มเหลวในการที่จะเข้าใจพลวัตสังคมในการทำงาน, คุณก็เสียงานอาชีพนั้น และไม่มีตาข่ายปลอดภัยรองรับรับการร่วงลงมาอบ่างนุ่นนวลให้กับคุณ.  (1950 – 1965, when thinking was a necessity not an option. The post-war period forged a generation that did not have the luxury of mental passivity. Every decision carried direct existential weight. There was no cushioning system for errors in judgment. If you miscalculated resources, your family went hungry. If you misinterpreted weather conditions for planting, you lost the harvest, if you failed to understand social dynamics at work, you lost your job and there was no safety net waiting to soften the fall.)

การใช้เหตุผล ไม่ใช่เครื่องประดับทางปัญญา หรือ ทักษะเชิงนามธรรมที่มีคุณค่าในแวดวงวิชาการ. มันคือเครื่องมือในการอยู่รอดอันมั่นคงแข็งแรง. จิตทำประโยชน์หน้าที่ดังเช่นเครื่องมือในการปฏิบัติงาน เพราะความเป็นจริงจำเป็นต้องการมัน. ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับคุณค่าจริงธรรมของผู้คน, แต่ขึ้นอยู่ความจำเป้นเชิงโครงสร้างของบริบทนั้น. ปัญญาได้ปฏิบัติการอยู่ในรูปแบบการทำงานของหน้าที่ประโยชน์ใช้สอย, คลี่คลายแก้ไขปัญหาทั้งหลาย, การคาดการณ์ถึงผลลัพธ์, การวางแผนด้วยทรัพยากรอันจำกัด, การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ซึ่งไม่เอื้ออำนวย โดยไม่คาดหวังใครบางคนมาช่วยทำให้หนทางราบรื่นสะดวกขึ้น.  (Reasoning was not an intellectual ornament or an abstract skill valued in academic setting. It was a concrete survival tool. The mind functioned as a pragmatic tool because reality demanded it. Not due to people’s moral virtue, but due to the structural necessity of the context. Intelligence operated in a functional mode, solving real problems, anticipating consequences, planning with limited resources, adapting to adverse circumstances without expecting someone to smooth the path.)

ธรรมชาติได้สังเกตพบว่า เขาผู้ที่มีหนทางหนึ่งที่จะมีชีวิตสามารถทนได้กับแทบจะทั้งหมดไม่ว่าอย่างไรที่ในช่วงคาบเวลานั้น นั่นคือทำไมจึงกระจ่างแจ้งที่จะรอดชีวิตได้, ที่จะฟื้นสร้างขึ้นใหม่, เพื่อให้มั่นใจได้ว่าชนรุ่นต่อไปจะสามารถมี(ที่ดี)มากกว่าในปัจจุบัน. ความมุ่งประสงค์ได้ตรงกำกับจิตให้พ้นไปจากความเป้นอัตวิสัยของคนเองที่จะบีบบังคับให้เกี่ยวพันเข้ากับโลกภววิสัย.  ความโง่เง่าได้มีอยู่ตามธรรมชาติ. มันมักจะเป็นเช่นนั้นเสมอ. แต่มันไม่ได้พบเจอดินอุดมสมบูรณ์ที่จะผลิบาน เพราะว่า ความเป็นจริงตรงหน้าจะลงโทษการเลือกความโง่เง่านั้นในทันที.  (Nature observed that he who has a way to live can bear almost any how in that period the why was crystal clear to survive, rebuild, ensure the next generation had more than the current one. This purpose directed the mind away from its own subjectivity forcing engagement with the objective world. Stupidity existed naturally. It always has. But it didn’t find fertile ground to flourish because immediate reality quickly punished stupid choices.)

ไม่มีเวลาที่จะบรรยายรายละเอียดเพื่อเผชิญหน้าความล้มเหลวผ่านเรื่องเล่าอย่างตรงไปตรงมา. ความล้มเหลวทั้งหลายได้พูดเพื่อตนเองผ่านผลที่ตามมาอย่างเป็นรูปธรรม. ไม่มีพื้นที่ทางวัฒนธรรมใดที่จะเฉลิมฉลองความธรรมดาได้เลย หรือปกป้องความไร้สามารถด้วยเหตุผลเข้าขางตนเองทางจิตวิทยาที่ซับซ้อน. สังคมไม่ได้มากขึ้นในจริยธรรมหรือฉลาดมากขึ้น. ในแก่นแท้, มันอย่างง่ายๆได้ถูกทำโครงสร้างในหนทางเยี่ยงนั้นที่ การคิดอย่างผิวเผินอันรวดเร็วได้นำไปสู่ผลลัพธ์ที่เลวร้ายตามมา, การสร้างผลสะท้อนกลับด้านในด้านลบในทันที ซึ่งบีบบังคับให้เกิดการแก้ไขหรือกำจัดทิ้งทันที. สิ่งแวดล้อมคัดสรรและกำจัดความโง่เขลาออกไป ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของใคร แต่เป็นไปตามกลไกธรรมชาติของเหตุและผล โดยไม่มีตัวกลางใดๆ มาคอยช่วยผ่อนหนักเป็นเบากระบวนการนั้น.   (There was no time to elaborate confronting narratively about failures. Failures spoke for itself through tangible consequences. There was no cultural space to celebrate mediocrity or protect incompetence through sophisticated psychological justifications. Society was not more moral or wiser. In essence, it was simply structured in such a way that superficial thinking quickly led to bad outcomes, creating immediate negative feedback that forced correction or elimination. The environment selected against stupidity, not by conscious design, but by the natural mechanics of cause and effect without intermediaries to soften the process.)

ในช่วงปี 1966 – 1985. ความสะดวกสบายเริ่มต้นเข้ามาแทนที่ “จิตสำนึก”. การเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพ ได้นำมาบางอย่างซึ่งรุ่นอายุที่ผ่านมาไม่ได้รู้. ความเป็นไปได้ของการทำสิ่งผิดทั้งหลาย โดยปราศจากการสลายของชีวิตในทันที. ระบบการปกป้องสังคมทั้งหลายเริ่มต้นที่จะสร้างสรรค์ชั้นระดับทั้งหลาย ระหว่างการตัดสินใจและผลที่ตามมา. ระยะห่างนี้, ดูเหมือนจะเป็นมนุษยธรรม, เริ่มเข้าสู่กระบวนการที่ทำให้สมองหรือสติปัญญาเสื่อมถอยลงอย่างเงียบเชียบ. เมื่อความล้มเหลวไม่ร้ายแรงถึงขั้นหายนะ แรงจูงใจในการคิดอย่างรอบคอบก็ลดลง. ไม่ใช่เพราะความมุ่งร้ายหรือความเกียจคร้านทางศีลธรรม แต่เป็นเพราะการประหยัดพลังงานทางสมองล้วนๆ.

 (1966 - 1985. Comfort begins to replace Consciousness. Growing economic stability brought something previous generations hadn’t known. The possibility of making mistakes without immediate life disintegration. Social protection systems began to create layers between decision and consequence. This distance, seemingly humanitarian, initiated a silent process of cognitive atrophy. When failure ceases to be catastrophic, the incentive to think carefully diminished. Not out of malice or moral laziness, but out of pure cerebral energy economy.)

สมองนั้นเป็นอวัยวะที่ใช้ทรัพยากรทั้งหลายมหาศาล. มันไม่สิ้นเปลืองพลังงานไปกับกระบวนการที่ไม่ได้รับรางวัล หรือกระบวนการที่ไม่ช่วยให้รอดพ้นจากการทำโทษ. มันไม่ได้สูญเสียเปล่าพลังงานไปกับกระบวนการทั้งหลายที่ไม่ได้เป็นรางวัล หรือว่าไม่ได้หลบเลี่ยงการลงทัณฑ์. ด้วยความเติบโตของสถาบันทั้งหลาย, ระบบชนชั้นศักดินาทั้งหลาย, และชุดกฎระเบียบมาตรฐานทั้งหลาย, การคิดอย่างเป็นอิสระได้หยุดลงที่จะเป็นความได้เปรียบ. แค่ทำตามขั้นตอยระเบียบการที่กำหนดไว้แล้ว ก็เพียงพอต่อการใช้ชีวิตทางสังคมแล้ว. รางวัลไม่ได้มาจาก การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ อีกต่อไป แต่มาจากการปฏิบัติตามระบบทั้งหลายอย่างถูกต้องมีประสิทธิภาพ.    (The brain is an organ that consumes massive resources. It does not waste energy on processes that are not rewarded or that do not avoid punishment. With the growth of institutions, bureaucracies, and standardized protocols, thinking independently ceased to be advantageous. Following established procedures became sufficient to function socially. Reward no longer came from creative problem solving but from efficient conformity with systems.)

โชเพนเฮาเออร์ได้ระบุไว้ถึงเรื่องนั้น. ภารกิจไมได้มากเหลือเกินที่จะมองเห็นในอะไรที่ไม่มีใครยังไม่ได้เห็นมาก่อน แต่คือการที่จะคิดในอะไรที่ไม่มีใครยังไม่ได้คิดถึงมัน ซึ่งทุกคนมองเห็น. ในระหว่างช่วงคาบเวลานี้ โครงสร้างสังคมในตัวมันเองได้เริ่มต้นที่จะไม่กล้าหาญกับการคิดในรูปแบบนี้. การมองเห็นในสิ่งที่ทุกคนเห็น และการย้ำรอยการตีความแบบเดิม ๆ กลายเป็นเส้นทางที่มีการต้านทานน้อยที่สุด. การศึกษาอย่างเป็นทางการกลายเป็นมหึมาตามสัดส่วนขนาด. แต่เนื้อหาสาระได้เปลี่ยนรูปร่างไป. มันไม่ได้สอนให้ว่า อย่างไรคือการที่จะคิดถึงปัญหาที่เป็นจริง. มันสอนว่า อย่างไรที่จะผลิตซ้ำคำตอบที่ถูกต้องต่อคำถามที่ประดิษฐ์ขึ้นมา. ความรู้กลายเป็นการแสดงเพื่อการประเมิน, ไม่ใช่เครื่องมือหนึ่งสำหรับการนำทางไปสู่ความเป็นจริง.  (Schopenhauer4 identified that. The task is not so much to see what no one has yet seen but to think what no one has yet thought about that which everyone sees. During this period the social structure itself began to discourage this type of thinking. Seeing what everyone saw and repeating conventional interpretations became the path of least resistance. Formal education became massive in scale. But the content transformed. It no longer taught how to think about real problems. It taught how to reproduce correct answers to artificial questions. Knowledge became performance for evaluation, not a tool for navigating reality.)

4https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B9%8C_%E0%B9%82%E0%B8%8A%E0%B9%80%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%AE%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C

 

ไม่มีความจำเป็นต้องการใดๆที่จะพัฒนาทักษะการรับรู้เข้าใจถึงตำแหน่งทิศทางของตนเอง. แผนที่และGPS จะ แก้ปัญหามัน. แต่ละอย่างเติมเต็มความสะดวกสบายแสดงแทนถึงความสามารถทางจิตใจที่ได้หยุดในการออกกำลังทำงาน. ความโง่เง่าไม่ได้ก้าวหน้าขึ้นเพราะผู้คนกลายเป็นมีปัญญาน้อยลงในเชิงชีวภาพ. มันได้ก้าวหน้าเพราะสภาพแวดล้อมได้หยุดการคัดเลือกเอากันมันลงไป. อย่างเลวลง, มันเริ่มต้นให้รางวัลการเฉื่อยชาทางจิตใจ ที่แปลงรูปมาเป็นการปฏิบัติจริง.   (There was no need to develop spatial orientation skills. Maps and then GPS5 would solve it. Each added convenience represented a mental capacity that ceased to be exercised. Stupidity did not advance because people became biologically less intelligent. It advanced because the environment stopped selecting against it. Worse, it began to reward mental passivity disguised as practicality.)

5 GPS (Global Positioning System) คือระบบระบุตำแหน่งพิกัดภูมิศาสตร์ (ละติจูด, ลองจิจูด) และเวลาทั่วโลก โดยอาศัยสัญญาณจากเครือข่ายดาวเทียมอย่างน้อย 24 ดวง ส่งข้อมูลลงมายังเครื่องรับสัญญาณ (เช่น สมาร์ทโฟน, รถยนต์) เพื่อใช้นำทาง ติดตามตำแหน่ง และคำนวณความเร็วแบบเรียลไทม์ได้ตลอด 24 ชั่วโมงในทุกสภาพอากาศ 

องค์ประกอบและหลักการทำงานของ GPS

  • ส่วนอวกาศ: ดาวเทียมหลัก 21 ดวง และดาวเทียมสำรอง 3 ดวง โคจรอยู่สูงจากพื้นโลกประมาณ 20,000 กม.
  • ส่วนควบคุม: สถานีภาคพื้นดินคอยตรวจสอบความถูกต้องของตำแหน่งและเวลา
  • ส่วนผู้ใช้: อุปกรณ์รับสัญญาณ GPS (ชิปเซ็ต) ที่รับสัญญาณจากดาวเทียมอย่างน้อย 4 ดวงเพื่อคำนวณหาตำแหน่ง 3 มิติ (ความกว้าง, ความยาว, ความสูง)

ในระหว่างปี 1986 ถึง 2000, การคิดอย่างง่ายๆ กลายเป็นคุณค่า. ความเร่งเร็ว กลายเป็นมูลค่าสุดยอด. เหล่าผู้ที่ได้คิดอย่างเชื่องช้า, แม้ว่าพวกเขาได้คิดที่ดีกว่า, ก็ตกไปอยู่ทางด้านหลัง. เศรษฐกิจเริ่มต้นที่จะปฏิบัติการเป็นวงรอบที่เร่งเร็วอย่างเพิ่มขึ้น. ข้อมูลข้าวสารเริ่มต้นที่จะหมุนวนในปริมาณมหาศาลทวีคูณ. ความสามารถในการประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลในระดับผิวเผิน กลายเป็นสิ่งที่มีมูลค่ามากกว่าความสามารถในการทำความเข้าใจหลักการเพียงไม่กี่อย่างอย่างลึกซึ้ง. กระบวนการใช้เหตุผลถูกบีบอัดเข้าไปสู่รูปแบบทั้งหลายที่ย่อยได้ง่าย.  (1986 to 2000. The simplification of thought becomes a virtue. Cultural acceleration transformed depth into a defect. Speed became the supreme value. Those who thought slowly, even if they thought better, fell behind. The economy began to operate increasingly rapid cycles. Information began to circulate in exponentially greater volume. The ability to superficially process a lot of data became more valuable than the ability to deeply understand a few principles. Reasoning was compressed into digestible formats.)

วลีโฆษณา, คำขวัญกระแทกใจ, บทสรุปของผู้บริหาร,หัวข้อข่าว ที่ถูกทำให้ไม่ต้องอ่านเนื้อหาสาระทั้งหมด. ความสลับซับซ้อนกลายเป็นความหมายที่สอดคล้องพ้องไปกับการไม่มีประสิทธิภาพ. การโต้ค้านที่มีความซับซ้อนหลายแง่มุม กลายมาเป็นที่ถูกมองว่าคือความลังเลไม่กล้าตัดสินใจ. การคิดทบทวนปัญหาในหลากหลายมิติ จนกลายมาเป็นสภาวะวิเคราะห์จนเป็นอัมพาต. วัฒนธรรมองค์กรที่ยกย่องลัทธิปฏิบัตินิยมอันว่างเปล่า.  ไม่สำคัญว่าคุณจะเข้าใจเหตุผลที่มันได้ผลหรือไม่. อะไรที่สำคัญคือคุณต้องลงมือทำอย่างรวดเร็ว. โทรทัศน์ได้รวบรวมอำนาจและกลายเป็นสื่อกลางหลักในการรับรู้ข้อมูล, การฝึกฝนจิตใจให้จดจ่ออยู่กับการรับข้อมูลอย่างเฉื่อยชาในระยะเวลาสั้นๆ โดยถูกคั่นจังหวะด้วยช่วงโฆษณา.    (Advertising slogans, catchphrases, executive summaries, headline that obviated reading the full content. Complexity became synonymous with inefficiency. Nuanced arguments came to be seen as indecision. Thinking in multiple dimensions of a problem became analysis paralysis. Corporate culture glorified empty pragmatism. It doesn’t matter if you understand why something works. What matters is that you execute quickly. Television consolidated itself as the dominant medium of information, training minds for passive absorption in short blocks interrupted by commercial breaks.)

ความสนใจอย่างยั่งยืนเริ่มต้นที่จะถูกเห็นว่าเป็นความพยายามที่ไม่จำเป็น. ถ้าอะไรบางอย่างไม่สามารถถูกอธิบายได้ใน 3 นาที, มันบางทีก็ไม่มีคุณค่าที่จะไปรู้. การศึกษาได้ปรับตัวเข้ากับแบบจำลองประสิทธิภาพเชิงอุตสาหกรรมทั้งหลาย. เนื้อหาสาระถูกทำให้แตกกระจายออกเป็นหน่วยเล็กๆกว่าทั้งหลาย. อัตวิสัยการเรียนรู้ได้ถูกแปลงไปสู่การปฏิบัติวัดผลได้. การทดสอบอย่างมาตรฐานไม่ใช่ที่ความเข้าใจ แต่วัดกันที่ความสามารถในการระบุคำตอบที่ถูกต้องทั้งหลายได้อย่างรวดเร็ว. ระบบนั้นไม่ได้ผลิตสร้างนักคิด. มันได้ผลิตสร้างกบวนการของข้อมูลข่าวสารที่ได้มาตรฐาน.   (Sustained attention began to be seen as unnecessary effort. If something couldn’t be explained in 3 minutes, it probably wasn’t worth knowing. Education adopted industrial efficiency models. Content was fragmented into smaller units. Learning objectives were operationalized. Standardized tests measured not comprehension but the ability to quickly identify correct answers. The system did not produce thinkers. It produced processes of standardized information.)

ดีทริช บอนฮอฟเฟอร์ ได้สังเกตพบว่า ความโง่เง่าเป็นอันตรายมากยิ่งกว่าศัตรู ทั้งที่มีเจตนาดีมากกว่าการมุ่งร้าย. แต่ในช่วงเวลานั้น บางอย่างเลวร้ายยิ่งกว่าได้บังเกิดขึ้น. ความโง่เง่าได้เริ่มต้นถูกขายว่าเป็นสิ่งมีมูลค่า. การเป็นที่ตรงไปตรงมา, การเน้นในทางปฏิบัติ, และการยึดถืออัตวิสัย, ทั้งหมดของหน้ากากที่ใช้ปกปิดนี้เพื่อการปฏิเสธที่จะยุ่งเกี่ยวกับความซับซ้อนที่แท้จริง.  อุตสาหกรรมการช่วยตนเองได้ระเบิดออก, การเสนอคำตอบเรียบง่ายทั้งหลายต่อคำถามอันสลับซับซ้อน, สูตรสำเร็จ, ตัวเลขขั้นตอนไปสู่ความสุข, เทคนิครวดเร็วสำหรับการเปลี่ยนรูปแปลงร่างส่วนบุคคล. ทั้งหมดให้สัญญาถึงผลลัพธ์โดนปราศจากความจำเป็นต้องการกระบวนการคิดเพื่อทำความเข้าใจภววิสัยของตนเองอย่างแท้จริง. (Dietrich Bonhoffer6 observed that stupidity is a more dangerous enemy of the good than malice. But during this period something more insidious happened. Stupidity began to be sold as a virtue. Being direct, being practical, being objective, all of this masked the refusal to deal with real complexity. The self-help industry exploded, offering simple answers to complex questions, success formulas, numbered steps to happiness, quick techniques for personal transformation. All promising results without requiring the cognitive work of truly understanding one’s own condition.)

6 https://en.wikipedia.org/wiki/Dietrich_Bonhoeffer

ปรัชญาได้ถูกจับออกจากกระแสหลัก เพราะการเชื่องช้า, ยุ่งยาก, ไม่สามารถสรุปได้. ได้ถูกแทนที่โดยจิตวิทยาประยุกต์ที่เสนอการวินิจฉัยได้ทันทีและวิธีแก้ปัญหาแบบสำเร็จรูป และการคลี่คลายแก้ไขที่ -ออก-จาก-หิ้งชั้น, ตลาดไม่ได้ต้องการผู้บริโภคทั้งหลายผู้ซึ่งคิดเชิงลึก. มันต้องการผู้บริโภคทั้งหลายผู้ซึ่งได้ตอบสนองกันอย่างรวดเร็วต่อการกระตุ้น. หน้าที่ใช้สอยของความโง่เง่า(การเลิกวิพากษ์วิจารณ์-ผู้แปล)ได้กลายเป็นแบบจำลองของประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ. (Philosophy was expelled from the cultural mainstream for being slow, difficult, inconclusive. Replaced by pop psychology that offered instant diagnosis and off-the-shelf solutions, the market didn’t want consumers who thought deeply. It wanted consumers who responded quickly to stimuli. Functional stupidity became a model of economic efficiency.)

ในช่วงปี 2001 – 2010, ข้อมูลข่าวสารได้ตกลงมาสู่จิตสำนึก. อินเทอร์เน็ตทำให้การเข้าถึงความรู้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็ทำลายความสามารถในการที่จะรู้ไปด้วย. ความขัดแย้งในตัวเองไม่สามารถเป็นที่อันตรายโหดร้ายมากกว่าอีกต่อไป. ความรู้ของมนุษย์ทั้งหมดสามารถหาได้ในไม่กี่วินาที. กระนั้นจิตทั้งหลายก็มีความสามารถน้อยลงมากขึ้นของการเปลี่ยนรูปข้อมูลข่าวสารไปสู่ความเข้าใจ. การรู้กลายเป็นแค่การสะสมข้อมูลข่าวสาร. การค้นคว้าวิจัยการเป็นการลอกสำเนาจากผลลัพธ์ที่ได้จากlinkแรก. การเรียนรู้กลายเป็นการเฝ้าดูวิดีโอโดยไม่มีการหยุดวรรค เพื่อให้จิตได้เริ่มต้นที่จะปฏิบัติการอย่างสม่ำเสมอให้โหมดสแกนข้อมูลข่าวสาร, การกระโดดจากการกระตุ้นหนึ่งไปสู่การกระตุ้นหนึ่ง, ไม่สามารถที่จะยั่งยืนยืดยาวนานความเพ่งสนใจอยู่กับวัตถุใดวัตถุหนึ่งได้. ภาวการณ์เชื่อมต่อระดับสูง/หลายมิติที่มากเกินไปได้สร้างมายาภาพที่ถือเอาเองว่าได้รับข้อมูลข่าวสารแล้ว.  (2001 – 2010 mass information falling Consciousness. The internet democratized access to knowledge and simultaneously destroyed the capacity to know. The paradox could not be more brutal. All human knowledge available in seconds. Yet minds increasingly less capable of transforming information into understanding. Knowing became accumulating data. Researching became copying results from the first link. Learning became watching videos without pausing for the mind began to operate in a constant scanning mode, jumping from stimulus to stimulus, unable to sustain prolonged focus on any object. Hyperconnectivity created the illusion that equated to being informed.)

การมีความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกๆสิ่ง กลายเป็นมีคุณค่ามากยิ่งไปกว่าความเข้าใจเชิงลึกต่อสิ่งใด. อำนาจแห่งความรู้ล่มสลาย. ใครก็ตามที่เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตสามารถโต้แย้งผู้เชี่ยวชาญคนใดก็ได้ ไม่ใช่เพราะเขามีข้อโต้แย้งที่เหนือกว่า, แต่เพราะโครงสร้างทางแนวนอนของเว็บได้สร้างสรรค์ความสมดุลอย่างผิดๆ ระหว่างความรู้ที่ได้มาอย่างลงแรง กับ ความคิดเห็นที่ผุดขึ้นมาเองตามธรรมชาติ. การเปิดโอกาสให้ทุกคนแสดงความคิดเห็นได้ ก็หาใช่การเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงปัญญา. มันก่อให้เกิดเสียงอื้ออึงสับสน จนแยกไม่ออกว่าไหนคือสัญญาณ (สาระ) และไหนคือเสียงรบกวน. (Having opinion about everything became more valued than deeply understanding anything. The authority of knowledge collapsed. Anyone with an internet connection could challenge any expert, not because they had superior arguments, but because the horizontal structure of the web created a false equivalence between laborious knowledge and spontaneous opinion. The democratization of voice did not produce a democratization of wisdom. It produced a cacophony where signal and nose became indistinguishable.)

เครือข่ายทางสังคมได้ผุดอุบัติขึ้น, เปลี่ยนการติดต่อสื่อสารไปสู่การแสดง. การคิดได้หยุดลงไปเป็นกระบวนการภายในของการนขยายความและกลายเป็นผลผลิตภายนอกสำหรับการจัดแสดงสินค้า. ผู้คนไม่ได้คิดที่จะทำความเข้าใจกันอีกต่อไป. พวกเขาคิดเพื่อที่จะpost. การถูกยอมรับทางสังคมผ่านการกด Like และ Shareกลายเป็นตัวชี้วัดความเป็นจริง. ความคิดทั้งหลายไม่ได้ถูกประเมินโดยความสอดคล้องเชิงตรรกะ หรือความสอดรับกับความเป็นจริง,แต่โดยความสามารถของพวกเขาในการสร้างการส่วนร่วมได้.ความไว (ยอดวิว/การแชร์) ได้เข้ามาแทนที่ความจริง ในฐานะเกณฑ์วัดคุณค่าของข้อมูลไปแล้ว.  (Social networks emerged, transforming communication into performance. Thinking ceased to be an internal process of elaboration and became an external product for display. People no longer thought to understand. They thought to post. Social validation through Likes and Shares became the metric of truth. Ideas were not evaluated by logical consistency or correspondence with reality, but by their ability to generate engagement. Virality replaced veracity as a criterion of value.)

          โชเพนเฮาเออร์ได้สังเกตพบว่าความสัจจริงทั้งหมดได้ผ่านไปในสามขั้นสภาวะ. ขั้นแรก, มันเป็นเยาะเย้ยล้อเลียน. ขั้นที่สอง, มันได้ถูกต่อต้านอย่างรุนแรง. ขั้นที่สาม, มันได้ถูกยอมรับว่าเป็นสิ่วงที่ประจักษ์ในตัวเอง. ในยุคของดิจิตอล, ความสัจจริงไม่ได้ไปถึงสภาวะขั้นที่สาม. มันแกว่งไกวอยู่ในระหกว่างการถูกเย้ยหยันและการโต้ค้านอย่างรุนแรงไม่มีที่สินสุด เพราะว่าคสวามสนใจที่โครงสร้างได้แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยป้องกันความคิดใดจากการเป็นที่ยั่งยืนยาวนานเพียงพอที่จะลงหลักปักฐานเป๋นยเช่นความรูเที่ถูกสถาปนาแล้ว. (Schopenhauer observed that all truth passes through three stages. First, it is ridiculed. Second, it is violently opposed. Third, it is accepted as self-evident. In the digital age, truth doesn’t reach the third stage. It eternally oscillates between ridicule and contestation because the fragmented attention structure prevents any idea from being sustained long enough to settle as established knowledge.)

          การศึกษาอย่างเป็นทางการได้เข้าไปสู่วิกฤตอัตลักษณ์. ทำไมต้องจดจำในเมื่อสวามารถเปิดค้นห้าจากภายนอกทุกขณะ? ทำไมต้องพัฒนาทักษะการใช้เหตุผล ในเมื่ออัลกอริทึมสามารถประมวลผลข้อมูลได้เร็วกว่าหลายล้านเท่า? คำตอบที่ถูกต้องควรที่จะเป็นความเข้าใจ, ไม่ใช่เพียงที่จะเข้าถึงคำตอบ. แต่ความแตกต่างนี้ได้สูญหายไป.  คนหลายรุ่นเริ่มถูกปลูกฝังให้เชื่อว่า การเข้าถึงข้อมูลได้นั้นมีค่าเท่ากับการมีความรู้. คงามโง่เง่าได้กำเนิดขึ้นในที่ตรงนี้. (Formal education entered an identity crisis6. Why memorize if everything can be looked up instantly? Why develop reasoning if algorithms can process data millions of times faster? The correct answer would be to understand, not just to access. But this distinction was lost. Generations began to be educated believing that having access to information is equivalent to possessing knowledge. Modern stupidity was born here.)

          6 Identity Crisis  (วิกฤตอัตลักษณ์) คือภาวะที่บุคคลรู้สึกสับสน ไม่มั่นใจ หรือตั้งคำถามกับตัวตน ความเชื่อ ค่านิยม และบทบาทของตนเองในชีวิตอย่างรุนแรง มักเกิดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การสูญเสีย หรือช่วงวัยที่เปลี่ยนไป (โดยเฉพาะวัยรุ่นและวัยกลางคน) นำไปสู่ความเครียด ความวิตกกังวล และความรู้สึกไร้ทิศทาง 

รายละเอียดที่สำคัญเกี่ยวกับ Identity Crisis

  • ที่มา: เป็นแนวคิดของนักจิตวิทยา Erik Erikson ที่เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนต้องเผชิญกับภาวะนี้เพื่อค้นหาว่า "ตนเองคือใคร" และสร้างตัวตนที่แท้จริง
  • สาเหตุหลัก: การเปลี่ยนงาน, การหย่าร้าง/เลิกรา, การย้ายที่อยู่, การสูญเสียคนใกล้ชิด, การเจ็บป่วย หรือการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่
  • อาการที่พบบ่อย:
    • รู้สึกสับสน หลงทาง หรือไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเชื่อ
    • ตั้งคำถามกับเป้าหมายในชีวิต (เช่น "ทำไมถึงเกิดมา")
    • รู้สึกไม่เชื่อมโยงกับค่านิยมของตัวเอง
    • มีความวิตกกังวลหรือภาวะซึมเศร้า
  • แนวทางการรับมือ:
    • การยอมรับว่าความสับสนเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโต
    • การสำรวจตัวเองผ่านงานอดิเรก, กิจกรรมใหม่ๆ หรือการลองสวมบทบาทที่แตกต่าง
    • การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญหรือนักจิตวิทยาเพื่อปรับมุมมอง 

 

          มีข้อมูล, มั่นใจ, พูดจาฉาดฉาน, แต่ตื้นเขินอย่างสมบูรณ์สิ้น, ความสามารถที่จะอ้างอิงสถิติทั้งหลายได้โดยปราศจากความรู้ความเข้าใจถึงกระบวนวิธีการได้มา, ตวามสามารถของการทวนซ้ำข้อโต้แย้งทั้งหลายโดยปราศจากการเข้าใจสมมติฐาน/ข้อสันนิษฐานนั้น, ความสามารถในการยึดเหนี่ยวความคิดเห็นอย่างมั่นแน่นแข็งแรงกับหัวข้อทั้งหลายที่ไม่ได้ศึกษาเชิงลึก. ความผิวเผินไม่ได้ถูกมองว่าเป็นข้อบกพร่องอีกต่อไป เพราะว่าทุกคนปฏิบัติการอยู่ในระดับเดียวกันของความลึกเป็นศูนย์.  (Informed, confident, articulate, completely shallow, capable of quoting statistics without understanding methodology, capable of repeating arguments without understanding premises, capable of holding strong opinions on subjects never deeply studied. Superficiality was no longer perceived as a deficiency because everyone operated at the same level of zero depth.)

ในช่วงปี 2011 – 2020, ความโง่เง่าได้กลายเป็นอัตลักษณ์ทางสังคม. การคิดแบบวิจารณญาณกลายเป็นอาชญากรรมทางสังคม. คำถามที่ได้สถาปนาคำอธิบายทั้งหลายไม่ผลิตสร้างคำโต้ค้านกลับมาอีกต่อไป. สังคมได้รวมตัวกันเข้าในตัวมันเองไปสู่ชนเผ่าอุดมคติ ที่ซึ่งการเป็นส่วน/ได้การยอมรับขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ของกลุ่มชนนั้น, ไม่ใช่อยู่กับพื้นฐานการตัดสินใจอย่างมีเหตุผล. การคิดเพื่อ/โดยผู้หนึ่งผู้ใดเองกลายเป็นการคุกคามต่อความสงบสุขของส่วนรวม. ความฉลาดทางอารมณ์ได้ถูกบิดเบือนไปจากความสามารถที่จะเข้าใจถึงอารมณ์รู้สึกทั้งหลาย, ต่อภาระผูกพันที่จะไม่มีวันจะท้าทายโต้แย้งอารมณ์รู้สึกทั้งหลายของผู้อื่น. ควสามคิดใดที่ผลิตสร้างขึ้นมาทำให้เกิดความไม่สบายใจก็จะเป็นโมฆะ/ใช้การไม่ได้ไปโดยอัตโนมัติ.  (2011 – 2020, stupidity becomes social identity. Critical thinking became social crime. Question established narratives no longer generated counter argumentation. Social organized itself into ideological tribes where belonging depended on conformity, not on reasoned conviction. Thinking for oneself became a threat to collective comfort. Emotional intelligence was distorted from the ability to understand emotions to the obligation never to challenge others emotions. Any idea that generated discomfort automatically became invalid.)

โดยการไม่คำนึงถึงการสอดคล้องกับความเป็นจริง, ความสัจจริงได้ถูกทำให้ด้อยค่าความสำคัญลง เพื่อรองรับความสุขสบายทางจิตวิทยา. การรักษาภาพลวงตาที่ทำให้สบายใจ กลายเป็นเรื่องสำคัญกว่าการเผชิญหน้ากับความจริงที่น่าอึดอัดใจ. ห้องเสียงก้องดิจิตอล/ กะลาออนไลน์ ได้พากันรวมตัวเข้ามาเป็นปึกแผ่น. อัลกอริทึมได้สร้างสรรค์โลกแห่งความจริงเฉพาะบุคคลขึ้นมา โดยที่ผู้ใช้แต่ละคนจะมองเห็นแต่ข้อมูลที่ช่วยตอกย้ำความเชื่อเดิมที่มีอยู่แล้วของตนเองเท่านั้น. การเปิดรับมุมมองที่แตกต่าง ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นต่อการพัฒนาทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ได้ถูกขจัดให้หมดไป.  (Regardless of its correspondence with reality, truth was subordinated to psychological well-being. Maintaining comforting illusions become more important than confronting inconvenient facts. Digital echo chambers7 consolidated. Algorithms cured personalized realities where each user saw only information that confirmed pre-existing beliefs. Exposure to divergent perspectives essential for the development of critical thinking was eliminated.)

7 Digital Echo Chambers มักแปลตรงตัวว่า "ห้องแห่งเสียงสะท้อนทางดิจิทัล" หรือ "กะลาออนไลน์" 

ในบริบทของสื่อสังคมออนไลน์ มีความหมายดังนี้:

  • คำจำกัดความ: เป็นสภาวะที่ผู้ใช้งานได้รับแต่ข้อมูลหรือความคิดเห็นที่ ตอกย้ำความเชื่อเดิม ของตนเอง โดยระบบอัลกอริทึมจะคัดกรองเนื้อหาที่ผู้ใช้ชอบมาให้เห็นซ้ำๆ จนมองไม่เห็นมุมมองที่แตกต่าง
  • ลักษณะสำคัญ:
    • การตอกย้ำความเชื่อ: ข้อมูลที่ได้รับจะขยายหรือเสริมความเชื่อที่มีอยู่แล้วให้แข็งแกร่งขึ้น
    • การปิดกั้นความเห็นต่าง: ผู้ใช้จะถูกแยกตัวออกจากข้อโต้แย้งหรือข้อมูลที่ขัดแย้งกับความเชื่อของกลุ่ม
    • ผลกระทบ: นำไปสู่ความแตกแยกทางสังคม (Polarization) และความเข้าใจผิดว่าความเห็นของกลุ่มตนคือความเห็นของคนส่วนใหญ่ในโลก 

 

ผู้คนเริ่มต้นที่จะมีชีวิตอยู่ในจักรวาลข้อมูลคู่ขนาน. แต่ละคนอยู่กับเวอร์ชั่นของความเป็นจริงของมันเอง, ทำให้การสนทนาแท้จริงเป็นไปไม่ได้. ภาษาถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ. ถ้อยคำเลิกเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และกลายเป็นอาวุธในการแบ่งแยกระบุอัตลักษณ์ทางเผ่าพันธุ์/พวกของตน. การเลือกใช้คำบางคำเป็นเครื่องหมายแสดงถึงความจงรักภักดีต่อกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ในขณะที่การหลีกเลี่ยงคำบางคำแสดงถึงการยอมรับกฎเกณฑ์ความประพฤติที่ไม่ได้บันทึกไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่มีการควบคุมบังคับใช้อย่างเข้มงวด. การหลีกเลี่ยงการใช้คำศัพท์คำอื่น เป็นการแสดงออกถึงการยอมสยบต่อประมวลจริยธรรมที่ไม่ได้ตราไว้เป็นลายลักษณ์อักษร แต่ถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด. เนื้อหาของความคิดกลายเป็นเรื่องรอง เมื่อเทียบกับรูปแบบในการนำเสนอ.   (People began to live in parallel information universe. Each with its own version of reality, making genuine dialogue impossible. Language was weaponized. Words ceased to be communication tools and became weapons of tribal identification. Using certain terms signaled loyalty to a particular group. Avoiding other terms demonstrated submission to unwritten but rigidly policed codes of conduct. The content of ideas became secondary to the form of their expression.)

มันไม่มีความสำคัญถ้าการโต้ค้านเป็นที่สมเหตุสมผลสอดคล้องกัน. อะไรที่ได้สำคัญคือถ้ามันได้ถูกใช้ในการภาษาพิสูจน์. วัฒนธรรมการสรรเสริญหรือประณาม (Cancel Culture) ได้ทำให้การลงโทษผู้ที่มีความคิดเห็นแตกต่างกลายเป็นระบบระเบียบที่ยอมรับกันในสังคมไปแล้ว. การแสดงอออกความคิดเห็นในทางตรงกันข้ามต่อประชามติของกลุ่ม ไม่ได้มีผลลัพธ์ใดในการโต้วาที. มันมีแค่จะได้ส่งผลให้ชื่อเสียงเสียหายป่นปี้. ความกลัวเข้ามาแทนที่ความใฝ่รู้. ผู้คนหยุดสำรวจแนวคิดที่เป็นข้อถกเถียง ไม่ใช่เพราะพวกเขาคิดว่าแนวคิดเหล่านั้นผิด แต่เป็นเพราะพวกเขาหวาดกลัวผลกระทบทางสังคมของการได้อยู่ร่วมสมาคมกับพวกเขาทั้งหลาย.  (It didn’t matter if an argument was logically consistent. What mattered was if it used to approved language. Cancel culture institutionalized the punishment of divergent thought. Expressing an opinion contrary to group consensus did not result in debate. It resulted in reputational destruction. Fear replaced intellectual curiosity. People stopped exploring controversial ideas not because they considered them wrong but because they feared the social consequences of being associated with them.)

นีทเชอร์ได้เตือนระวังไว้ว่า เหล่าผู้ที่ได้เห็นกำลังเต้นรำอยู่นั้นกำลังถูกคิดว่ากำลังเป็นบ้าไปโดยเหล่าผู้ซึ่งไม่สามารถได้ยินดนตรี. ในยุคสมัยของสังคมสื่อsocial media, ดนตรีได้กลายเป็นที่คนส่วนใหญ่ไม่ได้ยิน เพราะทุกคนต่างสวม/ใส่หูฟังที่กำลังเล่นเพลงไปตามบัญชีเพลงเดียวกันซึ่งผลิตขึ้นตามคำแนะนำของอัลกอริธึ่มทั้งหลาย. เหล่าผู้ที่เต้นรำอยู่กับเสียงเพลงซึ่งแตกต่างออกไป ไม่ได้ถูกตัดสินพิพากษาว่าเป็นบ้า, พวกเขาถูกทำให้เงียบเสียงลงไปตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว. การศึกษาระดับสูง ได้ยอมจำนวนอย่างสมบูรณ์สิ้นต่อข้อร้องสั่งในเรื่องพื้นที่ปลอดภัย ที่ซึ่งนักเรียน/นักเรียน/นักศึกษาทั้งหลายจะไม่ถูกเปิดเผยต่อคสวามคิดทั้งหลายที่ท้าทายกับแนวคิดทั้งหลายของพวกเขา. (Nietzsche warned that those who were seen dancing were thought to be insane by those who could not hear the music. In the age of social media, the music became inaudible to most because everyone headphones playing identical playlists created recommendation algorithms. Those who danced to different tunes were not judged insane. They were preemptively silenced. Higher education completely surrendered to the demand for safe spaces where students would not be exposed to ideas that challenged their conceptions.)

มหาวิทยาลัยทั้งหลาย, ที่ควรเป็นสถานที่แห่งการเผชิญหน้าทางปัญญาอย่างเข้มข้น, ได้เปลี่ยนรูปไปสู่สภาพแวดล้อมทั้งหลายของการปกป้องทางอารมณ์รู้สึก. ศาสตราจารย์ทั้งหลายเซนเซอร์ตนเองเพื่อที่จะหลีกเลี่ยงการกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกอ่อนไหว. หลักสูตรได้รับการปรับเปลี่ยนเพื่อตัดเนื้อหาที่อาจก่อให้เกิดความไม่สบายใจออกไป. ผลลัพธ์ที่ตามมาก็คือการผลิตบัณฑิตจำนวนมากที่ไม่เคยเรียนรู้วิธีรับมือกับความไม่สบายทางความคิด, ทักษะอันดับแรกซึ่งจำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตทางปัญญาใดอันแท้จริง. ความโง่เง่าได้หยุดการเป็นข้อบกพร่องส่วนบุคคล และกลายเป็นพฤติที่ได้รับรางวัลจากสังคม. การทวนซ้ำเนื้อหาที่ได้รับการอนุมัติแล้วก็เป็นการรับประกันความสำเร็จ.  (Universities, which should be places of rigorous intellectual confrontation, transformed into environments of emotional protection. Professors self-censored to avoid offending sensitivities. Curricula were adjusted to eliminate potentially disturbing content. The result was mass production of graduates who never learned to deal with cognitive discomfort, the first skill necessary for any real intellectual growth. Stupidity ceased to be an individual flaw and became a socially rewarded behavior. Repeating approved narratives guaranteed approval.)

 การแสดงให้เห็นถึงความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ รับประกันได้ซึ่งผลของความหวาดระแวง. การปฏิบัติตามกฏเหณฑ์ได้รับการยกย่องว่าเป็นคุณธรรมสูงสุด. ความชาญฉลาดเมื่อคุกคามต่อประชามติของกลุ่ม กลายเป็นสิ่งชั่วร้ายที่ต้องกำจัด.  (Demonstrating originality of thought guaranteed suspicion. Conformity was elevated to the supreme virtue. Intelligence when it threatened group consensus became a vice to be suppressed.)

ในช่วงปี 2021 – 2025, คือวิวัฒนาการช่วงสุดท้ายของความโง่เขลาเชิงหน้าที่ประโยชน์. สังคมร่วมสมัยปฏิบัติการด้วยจิตที่แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยจนไปถึงจุดเสื่อมสลาย. ค่าเฉลี่ยช่วงกว้างความสนใจของมนุษย์ได้ร่วงหล่นตกลงไปต่ำกว่าการนั้นของปลาทอง. มันไม่ใช่คำเปรียบเปรยเชิงนัยยะ. มันเป็นการวัดได้. 8 วอินาที. นั่นคือค่าเฉลี่ยเวลาที่บุคคลผู้หนึ่งสามารถคงความเพ่งสนใจได้ก่อนที่จะถูกจับกุมโดยสิ่งกระตุ้นเร้าถัดไป.  (2021 – 2025, the final evolution of functional of stupidity. Contemporary society operates with minds fragmented to the point of dissolution. The average human attention span has fallen below that of a goldfish. It’s not a metaphor. It’s a measurement. 8 seconds. That’s the average time a person can maintain focus before being captured by the next stimulus.)

          ลำดับเหตุผลเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับความเข้าใจที่สลับซับซ้อน ได้กลายเป็นสิ่งเป็นไปไม่ได้สำหรับส่วนใหญ่ ไม่ใช่เพราะการขาดซึ่งความสามารถทางชีวอินทรีย์ แต่เพราะโครวงสร้างการบริโภคข้อมูลได้ทำลายความยืดหยุ่นของเซลล์ประสาท ที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อการสร้างความคิดให้ต่อเนื่องยั่งยืน. แพลตฟอร์มดิจิทัลได้ขัดเกลาเชิงวิทยาศาสตร์ศาสตร์แห่งการดึงดูดความสนใจจนสมบูรณ์แบบแล้ว. แต่ละแอปพลิเคชั่นได้ถูกออกแบบขึ้นโดยคณะทำงานของวิศวกรผู้เชี่ยวชาญในประสาทวิทยาศาสตร์เชิงพฤติกรรมเพื่อใช้เวลาให้เกิดประโยชน์สูงสุด. การเลื่อนฟีดแบบไม่มีที่สิ้นสุด. (Infinite Feeds) ช่วยขจัดจุดหยุดพักตามธรรมชาติไป  (Sequential reasoning necessary for any complex understanding has become impossible for most not because of a lack of biological capacity but because the information consumption structure has destroyed the neuroplasticity8 required for sustained thought. Digital platform has perfected the science of attention capture. Each application is designed by teams of engineers specializing in behavioral neuroscience9 to maximize usage time. Infinite feeds eliminate natural stopping points.)

          8 Neuroplasticity (ความยืดหยุ่นของสมอง) คือ ความสามารถของสมองและระบบประสาทในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หน้าที่ และการเชื่อมต่อใหม่ตลอดช่วงชีวิต เพื่อตอบสนองต่อประสบการณ์ การเรียนรู้ทักษะใหม่ หรือการฟื้นฟูตัวเองหลังจากได้รับบาดเจ็บ ทำให้สมองสามารถสร้างเครือข่ายประสาทใหม่และปรับตัวได้เสมอ ไม่คงที่ 

สาระสำคัญของ Neuroplasticity

  • ปรับเปลี่ยนได้ตลอดชีวิต: ไม่ใช่แค่ในวัยเด็ก แต่สมองผู้ใหญ่ก็ยังสามารถเปลี่ยนแปลงและสร้างเส้นทางประสาทใหม่ได้
  • เกิดขึ้นเมื่อถูกท้าทาย: สมองจะสร้างการเปลี่ยนแปลงเมื่อได้รับสิ่งเร้าใหม่ การเรียนรู้สิ่งใหม่ หรือการฝึกซ้ำๆ (Neurons that fire together, wire together)
  • การฟื้นฟูสมอง: กรณีสมองเสียหาย (เช่น โรคหลอดเลือดสมอง) สมองสามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง (Structural Plasticity) และหน้าที่ (Functional Plasticity) เพื่อชดเชยส่วนที่เสียไปได้
  • รูปแบบการเปลี่ยนแปลง: มีทั้งการเพิ่มความแข็งแรงของไซแนปส์, การสร้างเซลล์ประสาทใหม่ (Neurogenesis) ในบางส่วนของสมอง และการจัดระเบียบสมองใหม่ 

10 ประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) คือ การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับระบบประสาท ทั้งโครงสร้าง หน้าที่ การพัฒนา และความเสื่อม โดยเน้นที่สมอง ไขสันหลัง และเซลล์ประสาท เพื่อทำความเข้าใจกลไกการทำงานที่ควบคุมความคิด อารมณ์ พฤติกรรม และการรับรู้ของมนุษย์ ทั้งในภาวะปกติและภาวะเจ็บป่วย 

สรุปประเด็นสำคัญของ Neuroscience:

  • สหวิทยาการ (Interdisciplinary): ผสมผสานหลายวิชา เช่น ชีววิทยา, จิตวิทยา, เคมี, ฟิสิกส์, วิทยาการคอมพิวเตอร์ และแพทยศาสตร์
  • ครอบคลุมหลายระดับ: ศึกษาตั้งแต่ระดับโมเลกุล (Molecular), เซลล์ (Cellular), ระบบสมอง (Systems), พฤติกรรม (Behavioral) ไปจนถึงระดับสังคม (Social)
  • เป้าหมายหลัก: เข้าใจว่าสมองประมวลผลข้อมูล เก็บความจำ และควบคุมร่างกายอย่างไร รวมถึงการรักษาโรคทางสมอง เช่น อัลไซเมอร์ พาร์กินสัน และโรคจิตเภท
  • ความยืดหยุ่นของสมอง (Neuroplasticity): การศึกษาความสามารถของสมองในการสร้างการเชื่อมต่อใหม่ๆ ซึ่งเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ 

สาขานี้ช่วยให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นผ่านกลไกสมองอันซับซ้อน 

           การแจ้งเตือน (Notifications) ถูกตั้งเวลาไว้เพื่อกระตุ้นให้สารโดพามีนหลั่งออกมาเป็นระยะๆ ในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอน เพื่อให้ผู้ใช้เกิดความรู้สึกตื่นเต้นและอยากเช็กมือถืออยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการใช้หลักจิตวิทยาแบบเดียวกับตู้สล็อตแมชชีนการรักษาภาวะความคาดหวังที่ปนไปด้วยความวิตกกังวลในสมองอย่างต่อเนื่อง. การนออกแบบไม่ได้เป็นกลาง. มันถูกนำมาใช้เป็นอาวุธต่อต้านความเป็นเอกราชทางความคิด.ปัญญาประดิษฐ์ได้เริ่มต้นถูกนำมาแทนที่หน้าที่ประโยชน์พื้นฐานทางจิต. การแนะนำของอัลกอริธึ่มทั้งหลายเป็นผู้ตัดสินใจว่าอะไรที่มีคุณคุณค่าแก่การมองเห็น. เครื่องค้นหาทั้งหลายเป็นผู้ตัดสินใจว่าคำตอบใดๆที่มีความเกี่ยวพันด้วย. ผู้ช่วยเสมือนเป็นผู้ตกลงใจว่าจะจัดระเบียบข้อมูลอย่างไร. การพึ่งพาปัจจัยภายนอกทางความรู้ความเข้าใจ (Cognitive outsourcing) ได้มาถึงระดับที่ผู้คนไม่จำเป็นต้องตัดสินใจเองอีกต่อไปว่าจะคิดอะไร เพราะระบบอัตโนมัติได้ทำการคัดกรอง, รวบรวม, และนำเสนอข้อสรุปสำเร็จรูปให้เรียบร้อยแล้ว.  (Notifications are timed to generate dopamine spikes at variable intervals, keeping the brain in a constant state of anxious anticipation. The design is not neutral. It is weaponized against cognitive autonomy. Artificial intelligence has begun to replace basic mental functions. Recommendation algorithms decide what is worth seeing. Search engines decide which answers are relevant. Virtual assistants decide how to organize information. Cognitive outsourcing has reached a level where people no longer need to make decisions about what to think because automated systems have already filtered, organized, and presented ready-made conclusions.)

          โรคระบาดครั้งใหญ่ได้เร่งกระบวนการ เสื่อมถอยทางสติปัญญา ให้รวดเร็วขึ้นอย่างก้าวกระโดด. การแยกตัวออกจากสังคมได้ทำลายร่องรอยสุดท้ายของการปฏิสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่ไม่ได้ผ่านหน้าจอลงจนหมดสิ้น. ทำงาน, การศึกษา, การเข้าสังคม, การบันเทิง, ทุกอย่างอพยพเข้าไปแอยู่ในสภาพแวดล้อมดิจิตอลทั้งหลาย ที่ความสนใจเป็นสิ่งที่มีค่าซึ่งสามารถซื้อขายหรือตักตวงผลประโยชน์ได้โดยใช้ชุดประมวลผล - อัลกอริธึ่ม. เวลาหน้าจอ (screen time) ในแต่ละวันพุ่งสูงขึ้นถึงระดับที่หากเป็นเมื่อทศวรรษที่แล้ว คงถูกมองว่าเป็นเรื่องผิดปกติ, แต่ได้เป็นความปกติธรรมดาดังเป็นสิ่งจำเป็น. การคิดเชิงลึกเป็นสาเหตุให้เกิดความไม่สบายทางกายภาพอย่างแท้จริง.   (The pandemic exponentially accelerated all processes of cognitive atrophy. Social isolation eliminated the last vestiges of human interaction not mediated by screens. Work, education, socialization, entertainment, everything migrated to digital environments where attention is a commodity competed for by algorithms. Daily screen time soared to levels that would have been considered pathological a decade earlier, but normalized as a necessity. Thinking deeply causes real physical discomfort.)

          จิตทั้งหลายได้คุ้นเคยกับการที่จะคิดอย่างรวดเร็วและและก็ได้รับรางวัลด้วยประสบการณ์ความวิตกกังวลอย่างส่ำเสมอ เมื่อได้ถูกบีบบังคับให้ยั่งยืนในการเพ่งสนใจขาวนานกับปัญหาทั้งหลายที่สลับซับซ้อน. ความหงุดหงิดใจของการเป็นที่ไม่สามารถที่จะแก้คำถามยุ่งยากทั้งหลายได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่การละทิ้งภารกิจทางปัญญาและกลับไปหาสิ่งกระตุ้นเร้าที่ง่ายขึ้น. สมองถูกปรับสภาพให้หลีกเลี่ยงการใช้ความคิด (ความพยายามทางสติปัญญา) ในลักษณะเดียวกับที่กล้ามเนื้อซึ่งลีบฝ่อหลีกเลี่ยงการออกแรงทางกาย. ความโง่เง่าไม่เพียงแต่ครอบงำเท่านั้น, มันคอยทำให้ระบบทำงานต่อไปได้. ประชากรที่คิดอย่างลึกซึ้ง คือประชากรที่รู้จักตั้งคำถามต่อโครงสร้าง (ของสังคม), เรียกร้องความยุติธรรม, ต่อต้านการปั่นหัว/ปลุกปั่น, ไม่บริโภคด้วยอารมณ์ชั่ววูบ, และไม่ยอมรับในคำอธิบายบรรยายอย่างง่ายๆ.  (Minds accustomed to quick and constant rewards experience anxiety when forced to sustain prolonged focus on complex problems. The frustration of being unable to quickly solve difficult questions leads to abandoning the cognitive task and returning to the cycle of easy stimuli. The brain has been reconditioned to avoid mental effort in the same way an atrophied muscle avoids physical effort. Stupidity not only dominates; it keeps the system running. A population that thinks deeply is a population that questions structures, demands justifications, resists manipulation, does not consume impulsively, and does not accept simplified narratives.)

          ประชากรที่ไม่สามารถคิดอย่างต่อเนื่องเชื่อมโยงได้ คือประชากรที่ควบคุมได้อย่างสมบูรณ์แบบ, ไม่ใช่ว่าผ่านการถูกปราบปรามอย่างรุนแรง, แต่เป็นการิผ่านการใช้สิ่งหกระตุ้นเร้า. มันไม่ใช่ทฤษฎีสมคบคิด. มันเป็นตรรกะเชิงระบบ. สถาบันทั้งหลาย, บริษัททั้งหลาย, และรัฐบาลทั้งหลายไม่จำเป็นต้องการที่จะสมรู้ร่วมคิดกันคอยทำให้ประชาชนโง่เง่า. พวกเขาเพียงแค่ต้องดำเนินงานตามแรงจูงใจของตนเอง, ที่โดยธรรมชาติจะนำไปสู่ผลลัพธ์ออกมาเช่นนี้เอง. บริษัททั้งหลายได้กำขั้นสูงสุดโดยการตะครุบจับกุมความสนใจ. รัฐบาลทั้งหลายได้รับการต่อต้านขั้นน้อยที่สุดโดยการติดต่อสื่อสารอย่างง่ายๆเช่นนี้. สถาบันการศึกษาทั้งหลายมีประสิทธิภาพขั้นสูงสุดโดยทำตามกระบวนการมาตรฐานทั้งหลายเหล่านี้.   (A population incapable of sustained thought is a perfectly controllable population, nor through violent repression, but through the administration of stimuli. It’s not a conspiracy theory. It’s systemic logic. Institutions, corporations, and governments don’t need to conspire to keep the population stupid. They merely need to operate according to their own incentives, which naturally lead to this outcome. Corporations maximize profit by capturing attention. Governments minimize resistance by simplifying communication. Educational institutions maximize efficiency by standardizing processes.)

          แต่ละการปฏิบัติการของตัวแทน เมื่อตัวแทน (หรือหน่วยย่อย) แต่ละรายดำเนินงานอย่างสมเหตุสมผลภายใต้ตรรกะของตนเอง ผลิตสร้างโดยรวมกลับก่อให้เกิดการเสื่อมถอยทางปัญญาอย่างมหึมา. การเสื่อมโทรมลงนั้นไม่ใช่อุบัติเหตุทางประวัติศาสตร์. มันเป็นการประยุกต์ใช้การ. ความโวง่เง่าอย่างทำประโยชน์หน้าที่คือความเสถียรอย่างมีวิวัฒนาการภายใต้กระแสเศรษฐกิจวัฒนธรรมและบริบทเทคโนโลยี. การมีจิตสำนึกน้อยลงหมายถึงการสามารถถูกถูกคาดคะเนได้มากขึ้น. การสามารถถูกคาดคะเนได้มากขึ้นหมายถึงยิ่งสามารถควบคุมดูแลได้ง่ายมากขึ้น. การควบคุมดูมากขึ้นหมายถึงความเป็นไปได้น้อยลงของการเปลี่ยนแปลงแปลงอย่างแทรกขัดเสียหาย. ระบบไม่ได้มีความจำเป็นต้องการปฏิบัติการ. และมันกำลังผลิตสร้างอย่างชัดเจนว่าด้วยการเพิ่มขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพในแต่รุ่นอายุ.  (Each agent operating rationally within its own logic collectively produces massive cognitive involution. The decline is not a historical accident. It is adaptation. Functional stupidity is evolutionarily stable within the current cultural economic and technological context. Less Consciousness means more predictability. More predictability means more control. More control means less possibility of disruptive changes. The system doesn’t need thinkers. It needs operators. And it is producing exactly that with increasing efficiency each generation.)

          ก่อนที่เราจะกล่าวคำอำลา, คุณจดจำตยเองหรือไม่ถึงรูปแบบของการอธิบายในที่นี้? ถ้าการวิเคราะห์นี้ได้กวนใจคุณ เพราะว่ามันได้แตะต้องสัมผัสกับอะไรบางอย่างที่เป็นจริง, พิมพ์มาในช่องความคิดเห็นทั้งหลายว่า, “การคิดนั้นเจ็บปวด, แต่ก็คือความจำเป็น.” อย้าได้ลืมที่จะSHAREเนื้อหานี้ไหปให้กับใครก็ตามที่จำเป็นที่จะเผชิญหน้ากับความนิ่งเฉยทางจอิตใจของตัวพวกเขาเอง. กดกระดิ่งแจ้งเตือนและsubscribeเพื่อการวิเคราะห์ทั้งหลายอีกมากที่ได้สงวนต่อใครคนใด, แม้กระทั่งคุณ. จนกว่าจะพบกัยเดือนหน้านะ.   (Before we say goodbye, do you recognize in yourself the pattern describes here? If this analysis bothered you because it touched on something true, type in the comments, “Thinking hurts, but it’s necessary.” Don’t forget to share this content with anyone who needs to confront their own mental passivity. Hit the bell and subscribe for more analyses that spare no one, not even you. Until the next video.)

            https://youtu.be/btTNO-Avi90?si=1EMHqcUZkhkGk8ZN

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น