แม็กซ์ แพลงค์ - สสารวัตถุ มาจาก จิตสำนึก
Max Planck —
Matter Comes From Consciousness
https://youtu.be/hc4sdVTCOhg?si=dohoncyFVt0aTaIU

ข้อเสนอที่แหวกแนวของ
มักซ์ พลังค์ (Max
Plank’s radical claim)
มีคำกล่าวของหนึ่งในนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีชีวิตอยู่
ซึ่งแวดวงวิทยาศาสตร์กระแสหลักได้ใช้เวลาเป็นศตวรรษในการพยายามเพิกเฉยต่อคำกล่าวนี้อย่างเงียบๆ.
ไม่ใช่เพราะชายผู้สร้างมันขึ้นมานั้นไร้เดียงสา สับสน
หรือพูดจาเลื่อนลอยนอกเหนือขอบเขตความเชี่ยวชาญของตนเอง. เพราะเขาคือผู้ที่ริเริ่มฟิสิกส์ยุคใหม่,
ผู้ก่อตั้งทฤษฎีควอนตัม, และเจ้าของรางวัลโนเบลผู้ซึ่งมีสมการที่ช่วยเปิดโครงสร้างของจักรวาลให้เราได้เข้าใจ. (There is a statement made by one of the
greatest scientists who ever lived that the scientific establishment has spent
a century trying to quietly ignore. Not because the man who made it was naïve
or confused or speaking loosely outside his area of expertise. Because he was
the man who launched modern physics, the founder of quantum theory, the Nobel
laureate whose equation cracked open the structure of the universe.)
และสิ่งที่เขาพูดออกมาอย่างชัดเจนและถี่ถ้วนก็คือ, จิตสำนึกมีความเป็นรากฐานมากกว่าสสารวัตถุ.
ว่าสสารวัตถุได้ถูกแยกย่อยมีต้นกำเนิดมาจากจิตสำนึก. เบื้องหลังพลังที่ขับเคลื่อนจักรวาลทางกายภาพนั้น,
จำเป็นต้องมี, สำนึกของจิตและจิตอันชาญฉลาดอยู่. (And what he said, plainly and
deliberately, is that consciousness is more fundamental than matter. That
matter is derived from consciousness. That behind the force animating the
physical universe, there is, necessarily, a conscious and intelligent mind. The
man was Max Planck. The statement is not a rumor or a misquotation.)
มันเป็นถ้อยคำจากปากของเขาเอง,
จากบันทึกงานเขียนของเขาเอง,
ซึ่งเป็นบันทึกของชายผู้ใช้ทั้งชีวิตอยู่กับการวางรากฐานของวิทยาศาสตร์ร่วมสมัย
และได้บรรลุถึงข้อสรุปนั้น,
หลังจากที่ได้สืบเสาะตามรอยหลักฐานไปจนสุดทางเท่าที่จะสามารถทำได้, โดยสรุปว่าฟิสิกส์เพียงอย่างเดียวไม่สามารถไขข้อสงสัยที่ลึกซึ้งที่สุดได้.
การที่จักรวาลไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาจากสสารวัตถุในความหมายทั่วไป. สสารวัตถุคือสิ่งที่เรามองเห็นว่าจิตสำนึกมีหน้าตาเป็นอย่างไร
เมื่อเราสังเกตมันจากภายนอก. (It
is in his own words, from his own writings, in the record of a man who spent
his life at the foundation of modern science and arrived, after following the
evidence as far as it could be followed, at the conclusion that physics alone
does not close the deepest question available to it. That the universe is not
made of matter in the ordinary sense. That matter is what consciousness looks
like when you observe if from the outside.)
การปฏิวัติควอนตัม
(The quantum
revolution)
แพลงค์ ได้เกิดที่ในคีล, ในปี 1858,
บุตรชายของศาสตราจารย์ทางกฎหมาย, และได้แสดงพรสวรรค์ทางคณิตศาสตร์ทั้งหลายในวัยเด็กเพียงพอทำครูทั้งหลายของเขาได้พยายามหันทิศทางของเขา.
การบอกเขา—ตามเรื่องราวอันโด่งดัง—ว่าวิชาฟิสิกส์นั้นจบสิ้นลงโดยสมบูรณ์แล้ว,
และไม่มีสิ่งใดเหลือให้ค้นพบอีกต่อไป. เขาได้กลายเป็นนักฟิสิกส์ในเวลาต่อมาอยู่ดี.
ในปี 1900, การพยายามที่จะคลี่ตลายปัญหาเชิงเทคนิคหนึ่งเกี่ยวกับการแผ่รังสีที่แผ่ออกมาโดยวัตุที่มีความร้อน,
เขาได้แนะนำแนวความคิดหนึ่ง ที่มันแปลกใหม่สุดโต่งมาก
เสียจนกระทั่งตัวเขาเองยังเอ่ยถึงมันในตอนแรกว่าเป็นเพียง
‘การกระทำที่เกิดจากความสิ้นหวัง’ เท่านั้น. คือเรื่อง ควอนตัม. (Planck was born in Keil, in
1858, the son of a law professor, and showed mathematical gifts early enough
that his teachers tried to redirect him. Telling him, famously, that physics was
essentially finished and there was nothing left to discover. He became a
physicist anyway. In 1900, trying to solve a technical problem about the
radiation emitted by a heated object, he introduced a concept so radical that
he himself initially described it as an act of desperation. The quantum.)
แนวคิดที่ว่าพลังงานไม่ได้มีความต่อเนื่อง.
แต่มาในแบบบรรจุภัณฑ์แยกชิ้นทั้งหลาย. การปรับเปลี่ยนทางคณิตศาสตร์เพียงครั้งเดียวนี้,
ซึ่งทำขึ้นเพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลจากการทดลองที่สมการเดิมที่มีอยู่ไม่สามารถอธิบายได้
ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติควอนตัม. กรอบแนวคิดที่เป็นรากฐานของสารกึ่งตัวนำทุกชิ้น,
เลเซอร์ทุกเครื่อง, และเทคโนโลยีดิจิทัลทุกอย่างบนโลกในปัจจุบัน,
และยังคงเป็นทฤษฎีที่ผ่านการทดสอบอย่างแม่นยำที่สุดในประวัติศาสตร์วิทยาศาสตร์,
แม้เวลาจะผ่านไปนานนับศตวรรษแล้วก็ตาม. เขาไม่ได้ทำเช่นนี้ในฐานะผู้ทำลายขนบธรรมเนียมรุ่นใหม่ที่หวังจะลบล้างระบบระเบียบแบบเก่า.
เขาเป็นคนอนุรักษนิยม, ที่มีความรอบคอบ, และจริงจังอย่างลึกซึ้ง
ผู้ซึ่งใช้ทั้งชีวิตในการติดตามหลักฐานไปในทุกที่ที่มันนำไป,
แม้ว่ามันจะนำไปสู่จุดที่เขาไม่ได้คาดคิดก็ตาม. (The idea that energy is not
continuous. But comes in discrete packets. This single mathematical move, made
to fit experimental data that the existing equations could not explain,
launched the quantum revolution. The framework that now underlies every
semiconductor, every laser, every piece of digital technology on Earth, and
remains, a century later, the most precisely tested theory in the history of
science. He did not do this as a young iconoclast looking to overturn the old
order. He was a conservative, careful, deeply serious man who spent his life
following the evidence wherever it went, even when it went somewhere he had not
expected.)
จิตสำนึก คือ เมทริกซ์ - โครงสร้างรากฐานของความจริง (Consciousness
as the matrix)
ปและที่ใดซึ่งมันได้ไปในท้ายที่สุดแล้ว, ภายหลังหลายทศวรรษของการทำงานที่รากฐานทั้งหลายของฟิสิกส์,
ภายหลังการเฝ้าดูกลไกควอนตัมเปิดเผยจักรวาลอันแปลกหน้ายิ่งกว่าที่ฟิสิกส์ดั้งเดิมได้เคยจินตนาการมา,
ได้พุ่งตรงเข้าสู่คำถามที่แวดวงฟิสิกส์เคยถูกฝึกมาให้หลีกเลี่ยง, ซึ่งก็คือคำถามเกี่ยวกับผู้สังเกต.
คำถามที่ว่า ทำไมจักรวาลก็เป็นสิ่งที่สามารถเข้าใจได้ด้วยเช่นกัน; คำถามที่ว่า จิตสำนึกคืออะไร และมันยืนอยู่ตรงจุดไหนเมื่อเทียบกับความจริงทางกายภาพที่ตัวมันเองกำลังศึกษาอยู่. (And where it eventually went,
after decades of working at the foundations of physics, after watching quantum
mechanics reveal a universe stranger than classical physics had ever imagined,
was directly into the question that physics had been trained to avoid, the
question of the observe. The question of why the universe is knowable at all;
the question of what consciousness is and where it stands in relation to the
physical reality it studies.)
คำตอบของเขาไม่ได้เป็นแบบแบ่งรับแบ่งสู้หรือลังเลเลย.
เขาเขียนไว้ว่า, “ข้าพเจ้ามองว่าจิตสำนึกเป็นรากฐาน. ข้าพเจ้ามองว่าสสารวัตถุเป็นเช่นสิ่งแตกสาขาย่อยออกมาจากจิตสำนึก.
เราไม่สามารถเข้าถึงสิ่งที่เป็นรากฐานยิ่งกว่าจิตสำนึกได้. ทุกสิ่งที่เราพูดถึง,
ทุกสิ่งที่เราคิดว่ามีอยู่จริง, ล้วนตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตสำนึก.” และในสุนทรพจน์ของปี
1944 ใกล้ถึงตอนจบของชีวิตของเขา, เขาได้กล่าวถึงข้อสรุปที่เขาได้มาอย่างตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้น.
“ในฐานะผู้ชายคนหนึ่งที่อุทิศชีวิตทั้งชีวิตให้กับวิทยาศาสตร์ที่กระจ่างชัดที่สุด,
และให้กับการศึกษาสสารวัตถุ, ข้าพเจ้าสามารถบอกคุณได้จากการวิจัยเรื่องอะตอมของผมได้มากขนาดนี้.
ไม่มีสิ่งที่เป็น 'สสาร' เช่นนั้น.”
(His answer was not hedged or
tentative. He wrote, “I regard consciousness as fundamental. I regard matter as
derivative from consciousness. We cannot get behind consciousness. Everything
we talk about, everything we regard as existing, postulates consciousness.” And
in a 1944 speech near the end of his life, he stated the conclusion he had
reached even more directly. “As a man who has devoted his whole life to the
most clear-headed science, to the study of matter, I can tell you as a result
of my research about atoms this much. There is no matter as such.)
สสารวัตถุทั้งหมดมีกำเนิดและดำรงอยู่ได้ก็ด้วยอาศัยแรงกำลังเพียงอย่างเดียว
ซึ่งทำใหุ้อนุภาคของอะตอมเกิดการสั่นสะเทือน และยึดเหนี่ยวระบบสุริยะที่จิ๋วที่สุดของอะตอมนี้ไว้ด้วยกัน.
เราจำต้องอนุมานว่าเบื้องหลังพลังนี้ มีการดำรงอยู่ของจิตที่มีสำนึกและมีความฉลาด.
จิตนี้คือต้นกำเนิดโครงสร้างพื้นฐานของสสารวัตถุทั้งปวง.
อ่านนั่นอย่างช้าๆ. ชายผู้คิดค้นทฤษฎีควอนตัม
ผู้ซึ่งอุทิศทั้งชีวิตให้กับการศึกษารากฐานของสสาร ได้กล่าวไว้ว่า
ไม่มีสสารวัตถุอยู่จริงเช่นนั้น. สสารวัตถุคืออะไรที่แรงกำลังดูเป็นเหมือน
และแรงกำลังนั้นต้องการซึ่งจิตที่มีสำนึกและสติปัญญาอยู่ข้างหลัง.
นี่ไม่ใช่คำกล่าวที่เกิดขึ้นจากความไม่รู้ว่าสสารวัตถุคืออะไร. (All matter originates and
exists only by virtue of a force which brings the particle of an atom to
vibration and holds this most minute solar system of the atom together. We must
assume behind this force the existence of a conscious and intelligent mind.
This mind is the matrix of all matter. Read that slowly. The man who invented
the quantum who spent his life studying the foundations of matter is saying
there is no matter as such. That matter is what a force looks like and that
force requires a conscious and intelligent mind behind it. This is not a
statement made in ignorance of what matter is.)
มันคือคำกล่าวของบุคคลผู้ซึ่งเข้าใจในเรื่องของ
'สสารวัตถุ' ได้อย่างลึกซึ้งยิ่งกว่าใครๆ
เกือบทั้งหมดที่เคยมีมาก่อนหน้าเขา. และสิ่งที่ความเข้าใจนั้นบ่งชี้เมื่อถึงขีดจำกัดสูงสุด
ไม่ใช่สสารวัตถุที่เพิ่มมากขึ้น แต่กลับเป็นจิตใจ. (It is a statement made by the
person who understood what matter is more deeply than almost anyone who had
come before him. And what that understanding pointed to at its limit was not
more matter. It was mind.)
ความเห็นพ้องต้องกันในหมู่นักฟิสิกส์
(Consensus
among physicists)
ทีนี้,
ลองนำสิ่งนี้เข้ามาพูดคุยในแคตตาล็อกที่กำลังถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง. ชโรดิงเจอร์,
สหายร่วมงานของแพลงค์, ชายผู้มอบสมการรากฐานให้แก่กลศาสตร์ควอนตัม
ได้บรรลุข้อสรุปเดียวกันนี้จากอีกทิศทางหนึ่ง. จิตสำนึกเป็นสิ่งที่เป็นเอกภาวะ-หนึ่งเดียว.
ความหลากหลายที่ดูเหมือนจะแยกจากกันของจิตแต่ละดวง
แท้จริงแล้วเป็นเพียงรูปโฉมภายนอกของความตระหนักรู้หนึ่งเดียวที่อยู่เบื้องหลัง. (Now bring this into the
conversation this catalog has been building. Schrödinger1, Planck’s colleague,
the man who gave quantum mechanics its foundation equation reached the same
conclusion from a different direction. Consciousness is singular. The apparent
multiplicity of individual minds a surface feature of one underlying
awareness.)
1 Schrödinger
(อ่านว่า ชโรดิงเกอร์ หรือ ชเรอดิงเงอร์) เป็นนามสกุลของ เออร์วิน
ชโรดิงเกอร์ (Erwin Schrödinger) นักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวออสเตรีย
ความหมายและการนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน
คำนี้มักถูกนำมาใช้เป็นคำเปรียบเทียบในเชิงทฤษฎีและวัฒนธรรมสมัยใหม่
เช่น:
- สมการชโรดิงเกอร์
(Schrödinger's
Equation): สมการทางคณิตศาสตร์ที่เป็นหัวใจสำคัญของกลศาสตร์ควอนตัม
ใช้คำนวณและอธิบายพฤติกรรมของคลื่นสสารในระดับอะตอม
- แมวของชโรดิงเกอร์
(Schrödinger's
Cat): การทดลองทางความคิดที่อธิบายสถานะกึ่งกลางหรือการซ้อนทับกัน
(Superposition) ของวัตถุ
เปรียบเทียบกับแมวในกล่องปิดที่ "อาจจะยังมีชีวิตอยู่
หรืออาจจะตายไปแล้ว" จนกว่าจะมีผู้เปิดกล่องดู
- สไตล์
"แบบชโรดิงเกอร์" (เช่น มิตรภาพแบบชโรดิงเกอร์ หรือ
สถานะแบบชโรดิงเกอร์): ภาษาปากที่ใช้เปรียบเทียบสิ่งของ
ความสัมพันธ์ หรือสถานการณ์ที่ยังคลุมเครือ ไม่มีความชัดเจน
จนกว่าจะพิสูจน์หรือเปิดเผยความจริงในตอนท้าย
(เหมือนแมวที่อยู่ในสภาพกึ่งเป็นกึ่งตาย)
วีลเลอร์, ผู้ที่ได้ทำงานอยู่เคียงข้างไอน์สไตน์
และเป็นผู้ฝึกงานให้กับเฟย์นมานได้โต้ค้านว่า
ไม่มีปรากฏการณ์เป็นจริงจนกว่ามันได้เป็นปรากฏการณ์ที่ถูกสังเกต. การที่จักรวาลจำเป็นต้องมีผู้สังเกตการณ์ที่มีส่วนร่วม
เพื่อที่จะมีตัวตนอยู่จริงขึ้นมาได้. โบห์มได้สร้างฟิสิกส์ของความเป็นหนึ่งเดียวไม่อาจแบ่งแยกได้
ที่ซึ่งสสารวัตถุและจิตสำนึกคือสองรูปลักษณ์ของกระบวนหนึ่งเดียวอันไร้รอยต่อ. (Wheeler2, who worked
alongside Einstein and trained Feynman argued that no phenomenon is real until
it is an observed phenomenon. That the universe requires participatory observes
to become real at all. Bohm built a physics of undivided wholeness in which
matter and consciousness are two aspects of a single seamless process.)
2 จอห์น
อาร์ชิบัลด์ วีลเลอร์ (John Archibald Wheeler; ค.ศ. 1911–2008) เป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีชาวอเมริกันที่มีชื่อเสียงระดับโลก
ซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาฟิสิกส์ยุคใหม่ โดยเฉพาะทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไป
กลศาสตร์ควอนตัม และฟิสิกส์หลุมดำ
ผลงานและแนวคิดสำคัญ
- บัญญัติศัพท์ทางวิทยาศาสตร์:
เป็นผู้ริเริ่มและทำให้คำศัพท์เฉพาะทางเหล่านี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
- หลุมดำ
(Black hole): ใช้เรียกวัตถุที่ยุบตัวลงอย่างสมบูรณ์จากแรงโน้มถ่วงซึ่งแสงไม่สามารถเล็ดลอดออกมาได้
- รูหนอน
(Wormhole): เส้นทางลัดในกาลอวกาศ
- โฟมควอนตัม
(Quantum foam): ลักษณะความปั่นป่วนของกาลอวกาศในระดับควอนตัม
- มันจากบิต
(It from bit): แนวคิดที่ว่าสสารและกฎทางฟิสิกส์ล้วนมีรากฐานมาจากข้อมูล
(Information)
- งานด้านฟิสิกส์นิวเคลียร์และอนุภาค:
ทำงานร่วมกับ นีลส์ โบห์ร (Niels Bohr) เพื่ออธิบายหลักการแตกตัวของนิวเคลียส
(Nuclear fission) และร่วมมือกับ เกรกอรี ไบรต์ (Gregory
Breit) ในการศึกษาการเกิดคู่โพซิตรอน-อิเล็กตรอน
(กระบวนการไบรต์-วีลเลอร์)
- การฟื้นฟูทฤษฎีสัมพัทธภาพ:
มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ทฤษฎีสัมพัทธภาพทั่วไปของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์
กลับมาเป็นที่สนใจและศึกษากันอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาหลังสงครามโลกครั้งที่
2
รวมถึงเคยร่วมงานกับไอน์สไตน์ในการค้นหาทฤษฎีเอกภาพที่ยิ่งใหญ่
- อาจารย์และผู้สร้างนักวิทยาศาสตร์:
เป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและผลักดันให้นักฟิสิกส์ชื่อดังระดับโลกเติบโต เช่น
ริชาร์ด ไฟน์แมน (Richard Feynman), คิป ธอร์น (Kip
Thorne) และเจคอบ เบเคนสไตน์ (Jacob Bekenstein)
กอฟฟ์โต้แย้งโดยอาศัยปรัชญาการวิเคราะห์ร่วมสมัยที่ว่า จิตสำนึก คือคุณลักษณะรากฐานของความเป็นจริง.
ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นทางกายภาพ. และแพลงค์, ผู้ก่อตั้งโครงการทั้งหมดกล่าวไว้ว่า
“จิตสำนึกคือรากฐานกำเนิดของสสารทั้งปวง”. บุคคลเหล่านี้ไม่ใช่บุคคลโดดเดี่ยวที่มีมุมมองแปลกประหลาด.
พวกเขาคือกลุ่มคนที่สร้างกรอบการทำงานทางวิทยาศาสตร์อันเป็นรากฐานของโลกยุคใหม่,
เป็นผู้ลงมือทำรากฐานที่สำคัญ, เค้นสมการต่าง ๆ ไปจนสุดขีดจำกัด,
และรายงานสิ่งที่ค้นพบ ณ จุดที่ลึกที่สุด.
(Goff3 argued from contemporary analytic philosophy
that consciousness is a fundamental feature of reality. Not something generated
by the physical. And Planck, the founder of the whole project, said, “Consciousness
is the matrix of all matter.” These are not isolated individuals with eccentric
views. They are the people who built the scientific framework that underlies
the modern world, who did the foundational work, pressed the equations to their
limit, and reported what was at the bottom.)
3 ฟิลิป
กอฟฟ์ (Philip Goff) — นักปรัชญาที่ท้าทายวงการฟิสิกส์ร่วมสมัย
ในอีกบริบทหนึ่งที่คนมักค้นหาคำว่า
"Goff"
ควบคู่กับประเด็นทางฟิสิกส์ เขาคือ ศาสตราจารย์ด้านปรัชญาแห่ง Durham
University ซึ่งโด่งดังมากจากการดีเบตกับนักฟิสิกส์ชื่อดัง
(เช่น Sean Carroll) ในเรื่องกลศาสตร์ควอนตัมและจิตสำนึกของจักรวาล
- จุดเด่น:
เขาเป็นผู้นำแนวคิด "ปัญจจิตนิยม" (Panpsychism) ซึ่งเสนอสมมติฐานว่า
จิตสำนึกเป็นสิ่งพื้นฐานของจักรวาลที่มีอยู่รอบตัว
แม้แต่ในอนุภาคฟิสิกส์ขั้นพื้นฐานอย่างอิเล็กตรอนหรือควาร์กก็อาจมีจิตสำนึกในระดับที่ย่อยที่สุด
- ประเด็นในทางฟิสิกส์:
งานของเขามักวิพากษ์วิจารณ์ข้อจำกัดของฟิสิกส์กระแสหลัก (Materialism)
โดยเขามองว่าฟิสิกส์บอกเราได้แค่พฤติกรรมและการคำนวณทางคณิตศาสตร์ของสสาร
แต่ไม่สามารถอธิบาย "เนื้อแท้" (Intrinsic Nature) ของสสารและจิตสำนึกได้ หนังสือที่มีชื่อเสียงของเขาคือ Galileo's
Error และ Why? The Purpose of the Universe
โพ้นเลยคำอธิบายเชิงกายภาพ
(Beyond
physical explanations)
สิ่งที่อยู่ด้านล่างนั้นไม่ใช่สสารวัตถุอีกต่อไปแล้ว. มันได้เป็นจิต.
คำให้การที่สอดคล้องกันของเหล่านักฟิสิกส์ผู้เข้าใจเรื่องสสารวัตถุอย่างลึกซึ้งที่สุดก็คือ
สสารวัตถุนั้น หากทำความเข้าใจมันอย่างลึกซึ้งเพียงพอแล้ว
จะบ่งชี้ข้ามพ้นตัวมันเองไปสู่บางสิ่งที่ไม่ใช่วัสดุ. สิ่งนี้ไม่ควรสับสนกับข้ออ้างที่เรียบง่ายกว่าที่ว่า
วิทยาศาสตร์เปิดช่องให้มีพระเจ้า, ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ว่า
เนื่องจากฟิสิกส์ไม่ได้อธิบายทุกสิ่งทุกอย่าง, ว่าอาจมีพระเจ้าอยู่ในช่องว่าง
(ที่วิทยาศาสตร์ยังอธิบายไม่ได้). (What
was at the bottom was not more matter. It was mind. The consistent testimony of
the physicists who understood matter most deeply is that matter, understood
deeply enough, points beyond itself to something that is not material. This
should not be confused with the simpler claim that science leaves room for God,
the claim that because physics does not explain everything, there might be a
God in the gaps.)
นั่นไม่ใช่อะไรที่แพลงค์ได้กำลังพูด. เขาไม่ได้ชี้ไปที่ช่องว่างนั้น.
เขาได้กำลังชี้ไปที่รากฐานนั่น. ข้อกล่าวอ้างของเขาไม่ใช่ว่าจิตสำนึก
คืออะไรที่อธิบายที่ฟิสิกส์ยังไม่สามารถอธิบายได้. ข้อกล่าวอ้างของเขาก็คือจิตสำนึกเป็นอะไรที่ฟิสิกส์คืออะไรที่พูดถึงกัน,
ว่าโครงสร้างของความเป็นจริง ถูกเปิดเผยโดยกลศาสตร์ควอนตัม
ไม่ใช่โครงสร้างของอนุภาคที่ไร้ความคิดในความว่างเปล่า, แต่เป็นโครงสร่างหนึ่งที่ต้องการ,
ที่พื้นภูมิของมัน, บางอย่างที่เป็นหน้าที่ประโยชน์เป็นเช่นจิต. (That is not what Planck was
saying. He was not pointing at a gap. He was pointing at the foundation. His
claim is not that consciousness explains what physics cannot yet explain. His
claim is that consciousness is what physics is about, that the structure of
reality disclosed by the quantum mechanics is not a structure of mindless
particles in a void, but a structure that requires, at its ground, something
that functions as mind.)
โครงสร้างต้นกำเนิดของสสารทั้งปวง ไม่ใช่แรงกำลังที่มีลักษณะคล้ายกับจิตจากระยะไกล.
มันคือ, ในโลกของแพลงค์เอง, สำนึกของจิตและความฉลาด. จักรวาลไม่ได้บังเอิญเป็นสิ่งที่จิตสามารถรับรู้และเข้าใจได้.
แต่จักรวาลถูกสร้างขึ้นมาจากสิ่งเดียวกับที่สร้างจิตขึ้น เพราะจิตนั้นเกิดขึ้นมาก่อน.
(The matrix of all matters is
not a force that resembles mind from a distance. It is, in Planck’s own world,
conscious and intelligent. The universe does not happen to be knowable to
minds. It is made of the same stuff that minds are made of because mind came
first.)
ปัญญาโบราณ
และ วิทยาศาสตร์ (Ancient
wisdom and science)
ในจารีตทั้งหลายของฝ่ายตะวันออก
ได้มาถึงที่ข้อถกเถียงนี้โดยปราศจากประโยชน์มใดของกลศาสตร์ควอนตัม. คัมภีร์อุปนิษัทสอนถึงว่า
พรหมัน,จิตสำนึกบริสุทธิ์, คือพื้นภูมิของความเป็นจริงทั้งหมด,
ที่สสารวัตถุ คืออะไรที่จิตสำนึกดูเหมือนอยู่ในแบบการทำงานพิเศษของการแสดงตัวตนปรากฏ. (The Eastern traditions had arrived
at this conclusion without the benefit of quantum mechanics. The Upanishads
teach that Brahman, pure consciousness, is the ground of all reality, that
matter is what consciousness look like in a particular mode of
self-expression.)
สังกราจารย์ ได้จัดระบบแนวคิดนี้ให้เป็นปรัชญาอฑไวตะ(ความไม่เป็นคู่)
ที่เข้มงวดและรัดกุมที่สุดในประวัติศาสตร์ทางความคิดของอินเดีย. นิสารกะฑัตตา
มหาราช ได้ชี้ไปที่ ฉันที่เปลือยเปล่า, ความตระหนักรู้บริสุทธิ์
ก่อนที่วัตถุใดจะถูกเติมเข้ามา, เป็นเช่นตัวมันเองอันสัมบูรณ์สุด,
พื้นภูมินั้นจากที่ซึ่งการอธิษฐานประกาศแห่งความเป็นจริงอุบัติขึ้น. ออโรบินโด
ได้บรรยายว่าสสารวัตถุคือจิตสำนึกในสภาวะขีดสุดของการปิดซ่อน-ตัวตน,
ที่ตอนนี้วิวัฒนาการถอยหลังกลับไปยังแหล่งกำเนิดของมัน. (Shankara systematized this
into the most rigorous non-dual philosophy4 in the history of
Indian thought. Nisargadatta pointed at the bare I am, pure awareness before
any object is added, as the absolute itself, the ground from which the whole of
manifest reality arises. Aurobindo described matter is consciousness in its
maximum state of self-concealment, now evolving back toward its source.)
4 Non-dual
philosophy หรือ อทวิภาวะนิยม (มาจากคำภาษาสันสกฤตว่า Advaita แปลว่า
"ไม่ใช่สอง" หรือ "หนึ่งเดียวที่ไม่มีสอง") คือ แนวคิดทางปรัชญาและจิตวิญญาณที่มองว่าสรรพสิ่งในจักรวาลไม่ได้แบ่งแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด
สาระสำคัญของ Non-dual
philosophy
- ปฏิเสธการแบ่งแยกแบบคู่
(Duality): มนุษย์มักมองโลกเป็นคู่ตรงข้ามเสมอ เช่น ดี-ชั่ว, สุข-ทุกข์, ฉัน-คนอื่น หรือ
ผู้สังเกต-สิ่งที่ถูกสังเกต
แต่ปรัชญาไม่แบ่งแยกชี้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเพียงมุมมอง ไม่ใช่ความจริงแท้
- ความเป็นหนึ่งเดียว:
ทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงและเป็นเนื้อเดียวกัน
เป็นความจริงอันหนึ่งอันเดียวกันที่อยู่เบื้องหลังความหลากหลายของสรรพสิ่ง
- ไม่ใช่เรื่องของเหตุผล:
การเข้าถึงสภาวะนี้ไม่ใช่การคิดวิเคราะห์ด้วยตรรกะทางสมอง
แต่เป็นการรับรู้หรือประจักษ์แจ้งโดยตรง
รากฐานและความประยุกต์ใช้
- รากฐานดั้งเดิม:
พบได้ในปรัชญาอินเดีย เช่น อัธไวตะเวทันตะ
(Advaita Vedanta) ในศาสนาฮินดู
รวมถึงแนวคิดเรื่องอนัตตาและความว่างในศาสนาพุทธ หรือลัทธิเต๋าในจีน
- การนำไปประยุกต์ใช้ในปัจจุบัน:
มีการนำแนวคิดนี้ไปประยุกต์ใช้ในทางจิตวิทยาและการบำบัด เช่น Non-dual
therapy (การบำบัดแบบไม่แบ่งแยก)
เพื่อช่วยให้ผู้คนหลุดพ้นจากความทุกข์ที่เกิดจากการยึดติดในตัวตนและการแบ่งแยก
หรือใช้ร่วมกับกระบวนการสำรวจจิตใจอย่าง Voice Dialogue
แหล่งกำเนิดทั้งหมดของมัน.
ทั้งหมดของพวกมันได้ถูกพูดกันในอะไรที่แพลงค์ได้พูดออกมาในภาษาที่แตกต่างไปของ
ของการไต่สวนโดยตรงมากกว่าทางฟิสิกส์เชิงคณิตศาสตร์. จิตสำนึกเป็นปฐมภูมิ, สสารวัตถุเป็นทุติยภูมิ
และจักรวาลคือการแสดงออกของจิต มากกว่าที่จะเป็นผลพลอยได้โดยบังเอิญจากกระบวนการที่ไร้จิตทั้งหลาย.
(All its source. All of them were saying what Planck said in the
different language of direct inquiry rather than mathematical physics. Consciousness
is primary, matter is secondary, and the universe is the expression of mind
rather than the accidental byproduct of mindless processes.)
นัยสำคัญที่คงอยู่ยาวนาน (The enduring implication)
แพลงค์ไม่ได้อ่านคัมภีร์อุปนิษัททั้งหลาย.
เขาได้มาถึงที่ซึ่งเขาได้มาถึงโดยการตามไปกับนัยสำคัญของสมการของตนเองไกลพอ. และเขามีความซื่อสัตย์ทางวิชาการมากพอที่จะแถลงสิ่งที่เขาค้นพบ,
แม้จะรู้ดีว่าแวดวงวิทยาศาสตร์กระแสหลักอยากให้เขาไม่พบมันก็ตาม,
เขาไม่ได้พยายามที่จะทำให้ลัทธิลึกลับ/รหัสยลัทธิดูมีความน่าเชื่อถือขึ้นมา.
เขาไม่ได้พยายามที่จะยืนยันความเชื่อเรื่องลึกลับ. เขาได้กำลังทำเรื่องฟิสิกส์.
แต่ฟิสิกส์ที่ระดับลึกที่สุดคอยผลิตสร้าง คำตอบที่จารีตรหัสยลัทธิทั้งหลายได้มักจะให้มาเสมอ.
(Planck did not read the Upanishads. He arrived where he arrived by
following the implications of his own equations far enough. And he had the
intellectual honesty to state what he found, even knowing that the scientific
mainstream would prefer has hadn’t. He was not trying to validate mysticism. He
was doing physics. But physics at its deepest level kept producing the same answer
that the mystical traditions had always given.)
ในก้นบึ้งของทุกสิ่ง, ก่อนที่อนุภาคทั้งหลายและแรงกำกลังทั้งหลายและสนามทั้งหลาย,
มีการรู้. มีความตระหนักรู้. มีอะไรที่แพลงค์ได้เรียกว่า จิตที่มีสำนึกและความฉลาด,
ไม่ใช่หนึ่งจิตในหมู่จิตทั้งหลายที่อาศัยอยู่ข้างในจักรวาล, แต่คือพื้นภูมิที่ซึ่งจักรวาลและจิตทั้งหมดในจักรวาลอุบัติขึ้นอย่างต่อเนื่อง.
เขามีชีวิตอยู่ยาวนานพอที่จะได้เห็นสิ่งที่การปฏิวัติควอนตัมของเขาได้สร้างสรรค์ขึ้น.
เขาต้องสูญเสียลูกชายไปจากการถูกพวกนาซีประหารชีวิต. เขาได้เฝ้าดูประเทศของเขาทำลายตัวของมันเอง.
เขายังคอยทำงานอยู่ต่อไป. เขาได้อพยพออกจากเบอร์ลิน เมื่อระเบิดเริ่มทิ้งลงมา.
(At the bottom of everything, before the particles and the forces
and the fields, there is a knowing. There is an awareness. There is what Planck
called a conscious and intelligent mind, not one mind among the minds that live
inside the universe, but the ground from which the universe and all its minds
continuously emerge. He lived long enough to see what his quantum revolution
had wrought. He lost his son to execution by the Nazis. He watched his country
destroy itself. He kept working. He was evacuated from Berlin as bombs fell.)
เขาได้ตายในปี 1947 ที่ 89, ได้ค้นพบโลกฟิสิกส์สมัยใหม่, และได้พูดที่รากฐานของมันถึงสิ่งที่โลกสมัยใหม่ได้เป็นอย่างน้อยที่สุดที่จะได้ยิน.
ไม่ใช่ว่าพระเจ้าอาจมีอยู่จริง. ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ได้ทิ้งห้องว่างสำหรับความเป็นไปได้ที่จิตสำนึกคือพื้นภูมิของความเป็นจริง.
ว่าสสารวัตถุมาจากจิต. ว่าโครงสร้างพื้นฐานต้นกำเนิดของสสารวัตถุทั้งปวง,
ในภาษาที่ซื่อสัตย์ที่สุดที่มีอยู่, การมีอยู่ความมีสำนึกจิตและความฉลาด
ที่ผลลัพธ์ฟิสิกส์สามารถตรวจวัดทั้งหลายแต่ไม่เคยได้บรรจุเต็ม.
สมการทั้งหลายชี้ไปที่มัน. พวกมันไม่ได้ปิดล้อมมัน. มันได้อยู่ที่นี่มาก่อนสมการทั้งหลาย.
มันจะอยู่ที่นี่เมื่อสมการทั้งหลายจากไป.
(He died in 1947 at 89, having founded the physics of the
modern world, and having said at its foundation the thing the modern world was
least prepared to hear. Not that God might exist. Not that science leaves room
for the possibility that consciousness is the ground of reality. That matter
comes from mind. That the matrix of all matter is, in the only honest language
available, a conscious and intelligent presence that physics can measure the
effects of but never fully contain. The equations point toward it. They do not
enclose it. It was here before the equations. It will be here when the
equations are gone.)
หากสิ่งนี้ทำให้ความหมายของคำว่า
จิตสำนึก เปลี่ยนไปเมื่อคุณนำมาใช้กับตัวเอง, ให้ระบุไว้ในความคิดเห็นทั้งหลายด้วย.
และถ้าคุณต้องการที่จะติดตามผลลัพธ์ที่ตามมา
จากสิ่งที่ผู้ก่อตั้งฟิสิกส์ยุคใหม่ได้กล่าวไว้จริง ๆ
ไม่ใช่จากสิ่งที่ตำราเรียนรายงาน
แต่เป็นสิ่งที่ตัวนักฟิสิกส์เหล่านั้นได้สรุปเอาไว้เอง, ก็กดติดตาม. ระบบโครงสร้างดั้งเดิมนั้นยังคงอยู่ที่นั้น.
มันไม่เคยเป็นสิ่งอื่นใด. (If
this changes what the word consciousness means when you apply it to yourself,
say so in the comments. And if you want to keep following the implications of
what the founders of modern physics actually said, not what the textbooks
report, but what the physicists themselves concluded, subscribe. The matrix is
still there. It was never anything else.)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น