ปาฐกถาพิเศษ
ท่านพุทธทาสกับการศึกษา
และวิกฤตการณ์ของโลก
โดย ศาสตราจารย์ ดร. ระวี ภาวิไล
ศาสตราจารย์
ดร. ระวี ภาวิไล แสดงปาฐกถาเรื่อง
ท่านพุทธทาสกับการศึกษาและวิกฤตการณ์ของโลก
ณ
หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2529
นมัสการแด่พระคุณเจ้า และสวัสดีแก่ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย
ในการบรรยายเรื่องชุด
“ศีลธรรมกับมนุษยโลก” ของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ ที่ลานหินโค้งสวนโมกข์ เมื่อวันที่ 18 มกราคม พุทธศักราช 2518 ท่านได้ให้คำอธิบายความหมายของคำว่า วิกฤตการณ์
ไว้ โดยแปลคำวิกฤติว่า การกระทำวิปริต
โดยคำว่า (นี่เป็นถ้อยคำของท่านนะครับ) “กฤติ” ก็คือ “กัตตะ” หรือ
กระทำ “สิ” ในที่นี้มีอรรถเป็น
วิปริต วยิกฤติ” ก็แปลว่ากระทำไปแล้วอย่างวิปริต คือมันผิดปกตินั่นเอง คำว่า “การ” นั้น มักจะเขียน ก – สระอา – ล ลิงสะกด ดังนั้นถ้ามันเป็น วิกฤตกาล ก็แปลว่า เวลาที่กำลังเป็นวิกฤติ
คือเวลาที่มีการกระทำหน้าที่ผิดปกติ
อย่างนี้ก็ได้
แต่พวกเราหลายคนเห็นกันว่า ก –
สระอา – ร – ณ์ คำนี้ควรมี “ร” สะกด
ณ การันต์ มันจะได้กว้างกว่า คือแปลว่า เหตุการณ์ หรือ การกระทำก็ได้
นี่เป็นคำของท่านอาจารย์พุทธทาสภิกขุ
จากนี้ท่านก็ได้ชี้ให้เห็นว่า เนื่องจากภาวะปกติคือ ภาวะแห่งศีลธรรม ดังนั้น
วิกฤตการณ์ทั้งหลายก็คือ “ภาวะไร้ศีลธรรม” นี่ก็คือชื่อหัวข้อเรื่องเฉพาะชุดที่ท่านได้บรรยายในวันนั้น
ซึ่งเป็นครั้งที่ 3 ของชุด
ทีนี้ในตอนหนึ่งในตอนต้น
ในตอนแรกของชุด ท่านได้ให้ความหมายคำว่าศีลธรรมโดยยกการวิเคราะห์ขึ้นไว้ คำว่า “ศี-ละ” แปลว่า ปกติ “ธรรม” ถ้าเขียนแบบบาลี “ธัมมะ” คำว่า “ธัมมะ”
นี้มีความหมายครอบจักรวาล คือ ความหมายกว้างขวางเหลือเกิน แต่ในที่นี้
ที่จะเอามาใช้กับคำว่า ศีละนี้ แปลว่า สิ่ง แปลว่าเหตุ แปลว่าการประพฤติ แปลว่ากระทำด้วยเจตนา ถ้าหากว่าเป็นเช่นนี้ คำว่า “ศีลธรรม” หรือในภาษาไทยที่เราใช้ มาจากรากศัพท์ภาษาสันสกฤตว่า ศีลธรรม
ก็อาจจะพิจารณาความหมายได้สามประการด้วยกัน คือ ข้อ 1
ศีลธรรมคือสิ่งที่เป็นเหตุของความปกติ ข้อ
2 แปลว่า ภาวะแห่งความปกติ ก็อาจจะขยายความได้ว่า
ก็คือฐานะที่เป็นผลของเหตุ ข้อ 3
ศีลธรรมแปลได้ว่า สิ่งทั้งหลายตามธรรมชาติ มีสภาพอยู่ตามปกติ อันนี้ก็หมายความถึงธรรมชาติทั้งหลายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นสิ่งใดๆก็ตาม ภูเขา ต้นไม้
โลกที่มีสภาพเป็นอยู่ตามปกติ
แล้วก็ได้กล่าวถึงคำว่า “ศีลา” ก็หมายความเป็นปกติ
เพื่อชี้ให้เห็นว่า
การที่มันดำรงอยู่อย่างธรรมดาเป็นปกติ จึงมีชื่อ “ศีลา” รากศัพท์เช่นเดียวกับคำว่า
ศีล ซึ่งมีรากศัพท์ซึ่งแปลว่าปกติเหมือนกัน
ในสัมโมทนียกถาที่ได้ผ่านมาแล้ว ท่านทั้งหลายก็คงจะได้รับทราบว่า ในโลกนี้มีวิกฤตการณ์ คือมีสภาพอันไม่ปกติ
ท่านพุทธทาสได้จำแนกประเภทของวิกฤตการณ์ออกเพื่อความกระจ่างโดยแยกโลกออกเป็นสองภาค คือโลกการเมือง
ซึ่งท่านตความหมายรวมทั้งหมดที่มนุษย์เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย การดำเนิการปกครองกันและกัน
ท่านเรียกว่าโลกการเมือง
กับโลกของธรรมชาติ ท่านพิจารณาวิกฤตการณ์ในโลกของการเมืองมีดังนี้
ข้อ 1
สงครามทั้งที่เป็นร้อนและเย็น
ทั้งบนดินและใต้ดิน
ถ้าท่านทั้งหลายได้ติดตามข่าวคราวสื่อมวลชนๆทั้งหลายทุกวันนี้
ไม่ว่าจะเป็นหนังวสือพิมพ์ โทรทัศน์ ดาวเทียม ทุกวี่ทุกวัน เมื่อคืนนี้
เมื่อเช้านี้ จะได้เห็นวิกฤตการณ์ที่มนุษย์เป็นหมู่เป็นเหล่าทำร้าย ทำลาย
ประหัตประหารกัน เป็นสงครามที่เกิดขึ้นตลอดเวลา หรือคือวิกฤตการณ์
ข้อ 2 การขาดอาหารของคนในโลก การขาดอาหารนี้เกิดจากการที่มนุษย์ใช้สติปัญญาไม่ถุกต้อง ใช้ประโยชน์จากพื้นดินแสงแดด
หรืออาจจะเกิดจากการผูกขาดเห็นแก่ตัวของมนุษย์ที่ทำธุรกิจ
ข้อ 3
วิกฤตการณ์เนื่องจากการขาดวัตถุดิบเอามาใช้
แต่ว่าการขาดอันนี้ก็จะพิจารณาได้อีกว่า เป็นเพราะมนุษย์เองได้ล้างผลาญ
ได้ใช้ทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบโดยไม่มีประโยชน์ โดยใช้อย่างที่เรียกว่าล้างผลาญ
ข้อที่ 4 คนล้นโลก ประชากรเพิ่มขึ้นรวดเร็วเกินไป
ท่านก็เห็นว่าเป็นเพราะมนุษย์ขาดการที่จะสามารถควบคุมตนเองในการอยู่
ในการอยู่เป็นครอบครัว
ข้อ 5 ปัญหาว่างงาน ซึ่งเราก็รู้กันอยู่ในบ้านในเมืองเรา
แม้แต่ที่คิดว่าตัวเองได้สำเร็จการศึกษาไปแล้วก็ว่างงานจำนวนมาก แล้วต่อไปข้างหน้าเครื่องจักร เครื่องกล
ประดิษฐ์ขึ้นรจะแย่งอาชีพแย่งงานของมนุษย์
หรือไม่เช่นนั้นมนุษย์ไม่เข้าใจความหมายของการทำงาน
ข้อ 6 ความสกปรกของดิน ของน้ำ
ของอากาศที่เพิ่มขึ้น ก็เพราะเหตุว่ามนุษย์เอง
ข้อ 7 ความขัดแย้งระหว่างชนชั้น ระหว่างระบบเศรษฐกิจ
อันนี้คือวิกฤตการณ์ของโลก พุทธทาสเรียกว่า
โลกของการเมือง
แต่ถ้าเมื่อท่านได้วิเคราะห์ลงไปแล้ว ท่านก็แสดงให้เห็นว่า
วิกฤตการณ์เหล่านี้เพราะมนุษย์นั่นเอง เพราะกิเลสมนุษย์ที่ไม่สามารถจะควบคุมได้
สำหรับในโลกของธรรมชาติท่านก็จำแนกว่า อาจจะพิจารณาได้ว่า เป็นโลกของเดรัจฉาน
ในโลกของพฤกษชาติ ซึ่งเทมื่อพิจารณาแล้วก็ยกให้เห็นว่า
โลกของธรรมชาตินี้ก็ได้ถูกทำลายโดยเงื้อมมือของมนุษย์อีกนั่นแหละ
สัตว์หลายชนิดในโลกได้ถูกมนุษย์ประหัตประหาร จะด้วยความมุ่ง
หมายใดก็ตาม
จนนับว่าสูญพันธุ์ไปก็ไม่น้อย
ป่าเขาต้นไม้ก็ถูกมนุษย์ผลาญ
นอกจากนี้ก็ยังมีสิ่งที่เรียกว่า “ภัย” ข้อแรกคือน้ำท่วม สืบสาวไปอีกก็จะเห็นว่าน้ำท่วมหลายแห่งหลายที่ ป่าไม้ถูกทำลายไปด้วมือของมนุษย์ หลังจากน้ำท่วมแล้วโรคระบาดเกิดขึ้น
ก็ต้องถือว่าส่วนหนึ่งเกิดเพราะคนขาดศีลธรรม อัคคีภัยไม่น้อย แม้แต่อัคคีภัยที่เกิดขึ้นในป่า ก็เพราะว่ามนุษย์ทำขึ้นเองก็มี โจรภัย ที่เกิดเป็นข่าวทุกวี่ทุกวัน แม้แต่ในวันนี้ความขัดสนในครอบครัวต่างๆก็เกิดเพราะอบายมุขที่ท่านพูดเสมอ ดื่มน้ำเมา เที่ยวกลางคืน ดูการเล่น เล่นการพนัน คบคนชั่วเป็นมิตร
หรือเกิดเพราะความเกียจคร้าน
ภัยในการเมืองเพราะระบบการเมืองไม่เหมาะกับพลเมือง
ขาดความรัก ความเมตตา ความซื่อตรง ความกลัวบาป รักบุญ
ภัยการปกครองที่ท่านวิเคราะห์ว่า
แทนที่จะเป็นผู้ปกครองที่มองตนเป็นพ่อปกครองลูก กลับถือการปกครองเป็นอาชีพชนิดหนึ่ง
ภัยจากข้าราชการที่เบียดเบียน ข่มเหงประชาราษฎร์ ภัยจากการที่พลเมืองไม่อยู่ในศีลธรรม พลเมืองเลว
ภัยจากรัฐสภา
ซึ่งคำว่าสภานี้ท่านให้ความหมายว่า
“เป็นที่สัตบุรุษมาชุมนุม” มาประชุมกัน
รัฐสภาที่ไม่มีสัตบุรุษมาร่วมกันประชุมมากพอก็ทำให้เกิดภัยขึ้น
ภัยจากรัฐบาลที่ไม่ปรองดองกับทางสภา... ภัยจากคณะสงฆ์ที่ควบคุมกันเองไม่อยู่ ไม่เชื่อฟังกัน คณะสงฆ์ที่อนุวัตรตามโลกมากเกินไป คณะสงฆ์ที่ไม่ขยะแขยงต่อความร่ำรวย ภัยจากพุทธบริษัทที่ได้รับคำสั่งสอนผิด ไม่ตรงตามหลักพระพุทธศาสนา ทิ้งธรรมะ
และยึดวัตถุมากขึ้น
ทิ้งวัฒนธรรมดั้งเดิม
คนขาดความสามัคคี เห็นแก่ตัว นิยมวัตถุ
ภัยจากการทำลายสิ่งซึ่งสาธารณประโยฃน์ ไม่ช่วยกันสร้างทะนุบำรุง ยึดเอาสิ่งที่เป็นสาธารณประโยชน์ ไม่ช่วยกันสร้าง ยึดเอามาเป็นของส่วนตัว ภัยจากการที่คนเลือกสิ่งประโลมใจที่ยั่วกิเลสแทนที่จะเลือกธรรมะ
ภัยจากการโฆษณาที่นำคนไปสู่อบายมุข ยั่วยุราคะ โทสะ โมหะ ภัยจากความจนเพราะหลงอยู่ในอบายมุข และไม่รักงาน
ภัยจากการที่มีอนามัยเลว
และอันตสุดท้ายซึ่งเป็นอันที่ 17 ที่ท่านสรุปไว้ก็คือ ภัยจากการที่คนมีปัญญาหลงทาง เพราะเกิดจากความเห็นแก่ตัว
อันนี้เป็นการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่า ในโลกมีสิ่งเหล่านี้เป็นวิกฤตการณ์ ข้อสรุปของท่านก็คือ
มันมีผลมาจากการที่มนุษย์วิปริตคือผิดจากธรรมดาไป และการผิดไปจากธรรมดาไปนี้ ผิดจากความเป็นปกติ ก็คือความไร้ศีลธรรม ด้วยเหตุนี้ท่านพุทธทาสก็มองเห็นว่า วิกฤติของโลก
ท่านไม่พูดถึงวิกฤตการณ์เฉพาะคนหมู่ใดเหล่าใด เมืองนี้เมืองนั้น ประเทศนี้ประเทศนั้น ท่านพูดถึงโลกทั้งโลก โลกที่มนุษย์มาอยู่ และในความหมายของท่านนั้น มนุษย์เป็นผู้มีใจสูง
และเมื่อมนุษย์ขาดศีลธรรมมันก้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้น และมนุษย์ปัจจุบันก็ไม่มองปัยหานี้ ไม่ยอมมองปัญหาอันนี้ และไม่อยากจะมองปัญหาอันนี้ ท่านก็วิเคราะห์เป็นการสรุปของการบรรยายในครั้งนั้นของท่านว่า
คนไม่มองปัยหาวิกฤตการณ์อย่างที่ท่านวิเคราะห์มานี้ เพราะคนได้มุ่งแต่จะขุดทองที่เป็นวัตถุ ที่เป็นเงิน
และในคำที่ท่านใช้เสมอคือเป็นกิน เป็นกาม เป็นเกียรติ คนไม่ยอมมองเพราะกลัวจะเสียเงิน เสียทอง
เสียกิน เสียกาม เสียเกียรตินั่นไป
ความกลัวสูญเสียสิ่งที่ตนพอใจไปเพราะคนถือว่าบุญที่เรียกว่ากุศล
ที่เรียกว่าความดี อุดมคตินั้น มันกินไม่ได้ ถึงแม้ว่าจะมีผู้ใดเห็นบ้าง
ได้พอเข้าใจปัยหา แต่ก็ยังไม่อยากจะมองปัญหานี้
ทำไมไม่อยากจะมอง?
ท่านก็วิเคราะห์ว่า ทุกคนรู้สึกำว่ามันขัดผลประโยชน์ของตัว
ถ้าหากว่ามองให้ชัดเจนแล้วก็จะต้องดำเนินการแก้ไข การแก้ไขนั้นมันขัดผลประโยชน์ ขัดสิ่งที่ตนปรารถนา ขัดความประสงค์
นี่คือวิกฤตการณ์ในโลกอย่างที่ท่านอาจารย์พุทธทาสท่านได้มองเห็น
ทีนี้เราลองมาพิจารณาในเรื่องว่า ท่านมองการศึกษาอย่างไร ในการบรรยาย
ในการสัมมนา ผู้บริหารมัธยมศึกษาประจำปี
พ.ศ. 2527 เมื่อวันที่ 4 ตุลาคมนั้น ที่สวนโมกข์
ท่านให้ความหมายของการศึกษา
อันที่จริงนั้นท่านให้ความหมายการศึกษาในที่หลายแห่งมาก่อนแล้ว แต่ในครั้งนั้นซึ่งผมจะได้พิจารณาว่ามันเป็นครั้งหลังๆ
ซึ่งท่านได้สรุปรวมในสิ่งที่ท่านได้กล่าวไว้ในเรื่องการศึกษาได้มากพอใช้
ท่านกล่าวว่า “การศึกษาแผนการที่จะสร้างโลกอันพึงปรารถนา”
นี่เป็นคำตอบคำถามว่า
การศึกษาคืออะไร?
การศึกษาคือแผนการที่จะสร้างโลกอันพึงปรารถนา การศึกษามีลักษณะอย่างไร? ท่านตอบว่า
มีลักษณะที่เป็นการพัฒนาจิตพัฒนาวิญญาณของมนุษย์ให้สูงขึ้น และสำหรับท่านที่ศึกษาทางพระพุทธศาสนามา บางครั้งอาจจะสนใจที่ท่านพุทธทาสได้นำคำว่า “วิญญาณ”
มาใช้ในความหมายที่แตกต่างจากคำว่า วิญญาณในขันธ์ 5 ท่านพุทธทาสใช้คำว่า “วิญญาณ”
ในความหมายอีกอันหนึ่ง
คือความหมายที่ตรงกับคำในคริสต์ศาสนาที่ว่า spiritual
หรือคำในศาสนาอื่น ซึ่งคำนี้มิได้มีความหมายเหมือนกับคำว่าวิญญาณในขันธ์
5 แต่หมายความถึงโลกุตรธรรมมากกว่า
หมายความถึงสิ่งซึ่งเป็นโลกุตรธรม ซึ่งถ้าจะตรงเทียบกับคำว่า spirit หรือ spiritual
ในการที่บอกว่า
การศึกษามีลักษณะอย่างไร
เป็นการพัฒนาจิตนั้น
ก็คือพัฒนาระบบความคิด consciousness
พัฒนาวิญญาณอันนี้กคือที่เป็นด้านโลกุตรธรรมของมนุษย์ ท่านวิเคราะห์คำว่า “สิกขา” ซึ่งแปลว่า
ผู้พึ่งตนเอง ดูด้วยตนเอง
คือเพื่อเป็นประโยชน์แก่ตนเอง
ดูทุกสิ่งของตนเอง ดูในตนเอง
ดูตามความสามารถของตนเอง
ความหมายที่สำคัญของสิกขาบทก็คือว่า
อะไรๆจะต้องสำเร็จด้วยตนเอง เป็นที่พึ่งแก่ตนเอง ทุกอย่างอยู่กับตนเอง
จะเป็นร่างกายหรือจิตใจก็ตาม
ถ้าจะถือเอาแต่เนื้อความท่านก็ว่า
การศึกษามีความหมายว่า เห็นข้อเท็จจริงของธรรมชาติ เห็นตัวธรรมชาติ
เห็นกฏของธรรมชาติ หน้าที่ตามกฏธรรมชาติ และเห็นผลที่เกิดจากหน้าที่นั้นๆ นี่ก็คือที่ท่านให้ลักษณะของการศึกษา
อุปมาการศึกษา ท่านบอกว่าอุปมาเหมือนการเปิดฝาของที่ปิดอยู่ เหมือนกับการสานต่อจากที่ธรรมชาติให้ไว้
ธรรมชาติให้อะไรแก่มนุษย์บ้าง? ธรรมชาติให้สัญชาตญาณ
แต่สัญญาณนี้ธรรมชาติได้ให้แก่มนุษย์และสัตว์ด้วย
ในสัตว์นั้น สัตว์ก็ดำเนินชีวิตตามสัญชาตญาณ แต่สำหรับมนุษย์นั้นไม่เพียงพอ
การศึกษาสำหรับมนุษย์นั้นจะเป็นการสานต่อสัญชาตญาณให้กลายเป็น ภาวิตญาณ
อย่างเต็มที่
การศึกษานั้นมีอุดมคติเป็นความถูกต้อง
การศึกษาก็เพื่อความถูกต้อง
ทางวัตถุ ความถูกต้องของร่างกาย ความถูกต้องทางการพูดจา ความถูกต้องทางจิต
ความถูกต้องทางทิฐิ
ทีนี้ปัญหาที่ท่านอาจารย์พุทธทาสได้ยกขึ้นมาในเรื่องการศึกษา
การศึกษาเท่าที่เป็นอยู่นั้นเป็นการศึกษาที่ยังไม่สมบูรณ์
การศึกษาที่ยังไม่สมบูรณ์ก็เพราะว่า
ท่านวิเคราะห์ว่า
การศึกษาควรจะมีเป็น 3 ระบบ สามตอน
การศึกษาขั้นที่ 1 ก็ต้องให้รู้หนังสือ ให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด ปัญญาในขั้นนี้ หรือมีความเฉลียวฉลาด
ขั้นที่ 2 เพื่อประกอบอาชีพ
การศึกษาเทคโนโลยีต่างๆ
ขั้นสุดท้าย ท่านมองเห็นว่า
มนุษย์จะต้องมีการศึกษาธรรมะสำหรับความเป็นมนุษย์อย่างถูกต้อง
มนุษย์จะเป็นมนุษย์เต็มตามความหมายก็ต่อเมื่อได้มีการศึกษาครบทั้งสามระบบนี้แล้ว คือระบบรู้หนังสือ ระบบประกอบอาชีพ
รู้ธรรมะ
ท่านถือว่าคือสิ่งที่ทำความแตกต่างระหว่างมนุษย์กับสัตว์เดรัจฉาน ข้อวิจารณ์ของท่านว่า วิกฤตการณ์ที่กล่าวมาแล้วนั้นมันมาจากไหน มันมาจากการที่คนไม่มีศีลธรรม
ทำไมคนไม่มีศีลธรรม?
ท่านวิเคราะห์ต่อไปก็พบว่า
ในระบบการศึกษาของมนุษย์ปัจจุบัน ของมนุษย์ คือของคนทั้งโลก
ไม่ใช่ว่าของแต่ในประเทศนั้นประเทศนี้
ประเทศไทยหรือที่ไหน การศึกษาของคนทั้งโลกนั้นท่านได้แบ่งเป็นเพียง 2
ระบบ คือให้รู้หนังสือ และระบบให้ประกอบอาชีพ แต่ไม่ได้สอนให้คนรู้ธรรมะ เป็นมนุษย์สมบูรณ์อย่างถูกต้อง มนุษย์จึงไม่มีความเป็นปกติ คือไม่มีศีลธรรม เมื่อไม่มีความเป็นปกติ ไม่มีศีลธรรม เพราะได้ประพฤติวิปริตขึ้นในโลก สร้างวิกฤตการณ์ขึ้นในโลก
ทีนี้ข้อวิจารณ์หรือข้อวิเคราะห์ของท่าน
ได้ศึกษาย้อนถอยเข้าไปในระบบความคิดประวัติศาสตร์ของการดำเนินการต่างๆ
ท่านกล่าวอย่างนี้
เมื่อท่านได้พิจารณาดูแล้วว่า
(ข้อความนี้เป็นคำของท่านเอง) “ลองสังเกตกันดูสักหน่อยจะพบว่า แต่ก่อนโน้นพวกพระจัดการศึกษา การศึกษาอยู่ในมือของพระหรืออยู่ในศาสนา
พระในศาสนาไหนจัดการศึกษาธรรมะแห่งศาสนานั้นรวมอยู่ในยระบบการศึกษานั้น แล้วแต่จะถือศาสนาอะไร ทีนี้ต่อมาพวกฆราวาสแย่งเอาการศึกษา พระไม่ต้องจัด
พวกฆราวาสเขาจัดเป็นมาเรื่อยๆก็มาถึงยุคหนึ่งพวกฆราวาสเหล่านั้นเห็นว่า ธรรมะหรือศาสนาไม่จำเป็นแก่การเมือง เพราะมองแต่เรื่องเศรษฐกิจเป็นใหญ่
ครั้นมาถึงยุคที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นทางวัตถุ ประดิษฐ์วัตถุขึ้นมาสำหรับบำรุงบำเรอความสุขอย่างเต็มที่ มนุษย์ก็มาตกปลักแห่งความสุขสนุกสนาน เอร็ดอร่อยทางวัตถุ จิตใจก็น้อมไปในทางเกลียดธรรมะยิ่งขึ้น ก็ค่อยๆขจัดการศึกษาที่เป็นธรรมออกไปออกไป มันจึงเหลืออยู่แต่การเรียนหนังสือ และการเรียนวิชาอาชีพ มันหายไปเสียส่วนหนึ่งทีเดียว ในศาสตร์ส่วนนั้น”
นั่นเป็นการบรรยายทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ชุดที่ท่านออกอากาศทุกเดือน เป็นครั้งที่ 11 วันอาทิตย์ที่ 20 พฤษภาคม
พุทธศักราช 2522
ท่านกล่าวต่อไปจากที่ผมได้อ้างถึงเมื่อกี้ว่า
“การขาดธรรมะอันเป็นส่วนที่สามอย่างนี้ อาตมาขอเรียกชื่อว่า
ระบบการศึกษาหมาหางด้วน
ขออภัยถ้าหยาบคายไป ก็จะพูดว่า การศึกษาระบบสุนัขหางขาด แต่ถ้าพูดกันตรงๆก็ว่า ระบบการศึกษาหมาหางด้วน มันไม่มีหาง
ลองจับสุนัขตัวหนึ่งมาตัดหางแล้วปล่อยให้มันวิ่ง
มันจะวิ่งเปะๆปะๆไม่เหมือนเดิม
นี่โทษที่มันไม่มีหางเป็นยังงี้”
ทีนี้ระบบการศึกษาของโลกมันเป็นหมาหางด้วนได้อย่างไร
ก็ขอพูดนิทานเรื่องหมาหางด้วนกันรสักนิดเถอะ ท่านที่มีอายุ 50-60 ปี ที่เคยเรียนหนังสือสมัยโน้น โรงเรียนสมัยโน้นคงจะเคยอ่านนิทานอีสป
เรื่องมันมีที่จะต้องเล่าซ้ำสำหรับท่านที่ไม่เคยได้ยินว่า
“สุนัขตัวหนึ่งมันไปติดกับ หางขาดกลายเป็นหมาหางด้วน
แล้วมันก็หาทางออก
โดยเที่ยวบอกหมาตัวอื่นๆว่าหางด้วนดีกว่า ชักชวนให้ตัดหาง มีหมาหลายตัวเห็นด้วย แล้วก็ยอมตัดหาง
จนหมาหางด้วนมีขึ้นเต็มไปหมด
จนไปพบสุนัขตัวหนึ่งบอกว่าไม่เห็นด้วย
เป็นเรื่องหลอกลวง นี่แหละนิทานเรื่องหมาหางด้วน”
แล้วท่านก็อธิบายต่อไปว่า ท่านหมายความว่าอย่างไร?
“การศึกษาเป็นหมาหางด้วนอย่างไร คือประเทศใหญ่ๆที่มีอำนาจจัดการศึกษา ครั้นมาถึงยุคที่วัตถุนิยม วัตถุนิยมมีอำนาจมาก อาตมาใช้คำว่า “วัตถุนิยม”
สมัยนี้หมายถึง (นี่คิอคำจำกัดความของท่านนะครับ)
หมายถึงความก้าวหน้าทางวัตถุที่มาดึงเอาจิตใจของคนไปหลงใหลในทางวัตถุเสียหมด นี่เหมือนกับคนที่งับหมาหางด้วนไป วัตถุนิยมท่านเปรียบเหมือนวัตถุที่มีคนมางับ งับหางหมา
งับเอาหางหมาด้วนไป
ชาติที่จัดการศึกษาที่พ่ายแพ้แก่อำนาจของวัตถุ
ก็เขี่ยธรรมะหรือศาสนาออกไปจากระบบการศึกษา
เรียกว่ากับวัตถุนิยมงับเอาหางหมาตัวนั้นไปแล้ว ชาตินั้นก็ชักชวนชาติอื่นๆให้จัดการศึกษาตามไปด้วย ประเทศเล้กๆทนไม่ไหวก็เอาอย่างตาม
ถึงกับว่าการศึกษาทั้งโลกมันกลายเป็นการศึกษาหมาหางด้วนไปทั้งนั้น
คือไม่เอาธรรมะหรือศาสนามาฝากไว้กับระบบการศึกษา ดังนั้นโลกก็เกิดวิกฤตการณ์ ทุกคนเรียนจบแล้วไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ เรียนจบแล้วมีปริญญายาวเป็นหาง ไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษ ไม่มีบุรุษเป็นที่ไว้วางใจได้ ไม่มีบุรุษที่ปราศจากอันตราย ไม่มีศีลธรรม
มีความเสื่อมเสียศีลธรรม เป็นโลกที่ไม่มีศีลธรรม ฉะนั้นเราจึงประสบวิกฤตการณ์ อาชญากรรมเต็มไปทั่วทุกหัวระแหง ภายในประเทศก็มีอาชญากรรม ระหว่างประเทศก็มีอาชญากรรม
นี่ท่านพูดไว้ตั้งแต่ปีที่ 2522
ดูข่าวดาวเทียมเมื่อคืน
เมื่อเช้ารู้เห็นกันใช่มั๊ยครับ
นี่แหละความเลวร้ายที่เกิดจากระบบกดารศึกษาเหมือนกับหมาหางด้วน
ระบบการศึกษาความรู้ทางหนังสือ รู้แต่อาชีพ
แต่รู้แต่อาชีพไม่มีงานทำ
ไม่มีธรรมะสำหรับให้เป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง
ท่านก็เสนอ
“นี่มาตั้งหน้าปลูกหางหมา ค่อยๆปลูกให้มันงอกยาวออกมา เป็นสุนัขที่มีหาง
คือระบบการศึกษาที่มีธรรมะและศาสนาอยู่เพื่อให้มีความเป็นมนุษย์ที่ถูกต้อง”
นี่แหละครับ
ถ้าหากว่าอันที่จริงแล้วผมได้ค้นเรื่องราวเกี่ยวกับที่ท่านเสนอเรื่องการศึกษาใหม่อีกมาก แต่ว่าเวลาของเราจำกัดนะครับ ยังมีสิ่งอื่นๆ รายการอื่นๆอีกมาก
แต่ผมคิดว่าผมได้แสดงให้เห็นแล้วว่าท่านคิดอย่างไรในเรื่องของวิกฤตการณ์ของโลกและการศึกษา มันเกี่ยวพันกันอย่างไร
แต่สิ่งที่ท่านได้เริ่มพูดเมื่อหลายปีมาแล้วนั้น สิบปีมาแล้วท่านคิดถึงเรื่องวิกฤตการณ์ แล้วท่านก็มาพิจารณาเรื่องระบบการศึกษา และท่านพูด
ผมเข้าใจว่ากระทบกระเทือนมาก
อาจจะได้มีผู้รู้สึกว่าท่านพูดรุนแรง
และรุนแรงสำหรับผู้ที่มีผลประโยชน์เกี่ยวกับการที่มีอาชีพ โดยอาชีพนั้นๆอาศัยอยู่กับการศึกษา ไปได้การศึกษาอยู่ในระบบที่ท่านกล่าวถึง และมีอยู่เต็มบ้านเต็มเมือง มันก็ยากที่จะมอง ไม่มอง
ไม่อยากจะมอง
มันจะกระทบกระเทือน
แต่มันเป็นสิ่งที่ผมคิดในส่วนตัวว่า
มันจำเป็นจะต้องแก้ไข
ทีนี้ถ้าพูดสิบปีหรือกว่านั้นมาแล้ว
มันเกิดขึ้นในวันนี้วิกฤตการณ์มันอยู่ในวันนี้ มันคล้ายกับว่ามันเป็นคำทำนาย แต่ท่านก็ไม่ใช่ทำนาย ท่านพูดถึงสิ่งที่ได้เกิด ท่านมองเห็นจะเกิดและในวันนี้มันเกิด พรุ่งนี้มันยังจะต้องเกิดต่อไปอีก
เรามีโลกที่คนสารพัดจะรู้ เทคโนโลยีแสนที่จะเจริญ ผมพูที่นี่
ขณะนี้ เก็บถ้อยคำ เสียงทุกคำ
ท่าทาง ภาพ เอาไปวิเคราะห์ได้
เอาไปดูกันได้
ส่งไปที่ไหนในโลกก็”ด้
แต่เรามีโลกซึ่งเต็มไปด้วยความรุนแรง
คนฆ่ากัน
ด้วยปล่อยสิ่งที่เป็นพิษออกไป ไม่ยอมบอกใครจนตายกัน อะไรอย่างนี้
นี่คือโลก
เพราะฉะนั้นข้อวิเคราะห์ที่ท่านพุทธทางสพูดที่ว่า มันมาจากการที่มนุษย์มันไม่มีศีลธรรม เพราะระบบการศึกษาของเราไม่ได้สอนธรรมะ
แล้วผมก็ไม่คิดว่าที่ได้มีการดำเนินการไปแล้วในบ้านในเมือง ที่พยายามจะให้มีธรรมะมีศาสนาเข้าไป มันทันการณ์ มันเพียงพอ
มันได้ผลในปัจจุบัน
ผมก็เชื่อว่ามันได้ผลบ้าง
เราจะทำอย่างไรกัน
ข้อนี้เป็นข้อที่ผมใคร่จะเสนอต่อที่ประชุมนี้ และต่อทุกบุคคลที่เป็นห่วงเป็นใยโลกนี้ เป็นห่วงเป็นใยอนุชนซึ่งกำลังเติบโตขึ้นมาในโลกนี้
ปัญหามันมีอะไรที่มากกว่าที่ท่านกล่าวมั๊ย ท่านไม่ได้กล่าวหมดหรอก ลูกเต้าเราที่บ้านเป็นอย่างไร แล้ววาดได้ลูกเต้าเราโตอย่างมีสำนึกหรือเปล่า ไปโรงเรียนชั้นประถม 4 ปี ชั้นมัธยม 6 ปี มัธยมปลายอีกกี่ปี พ่อแม่เราส่งเสีย อนุชนเหล่านั้นไม่รู้ว่าจะอยู่อย่างไร กินอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์
รู้แต่ว่าพ่อแม่มีหน้าที่เลี้ยงให้โตขึ้นมา ให้เรียน
เรียนเพื่อจะเรียนต่อ
เรียนต่อเพื่อจะเรียนต่อไป
วันนี้ไปนอนบ้านคนนั้น
วันนี้ไปนอนบ้านนี้ พอผลสอบ สอบแล้ว ได้ ไม่ได้ ไม่ได้เรียนรอทรัพยากรพ่อแม่ต่อไป เรียนจบมาแล้วไม่มีงานทำ อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้ มันแสดงอะไร
ผมคิดว่าเราต้องเอาจริงเอาจัง และวันนี้เรามาประชุมกันเพื่อพิจารณา เพื่อจะฉลอง
เพื่อจะระลึกถึงสิ่งที่ดีงาม
เราจะทำอย่างไรในโลกนี้เป็นโลกที่มีสันติสุข เป็นโลกที่วิกฤตการณ์ลดน้อยลง หรือหมดไป
เราฉลองระลึกถึงพระพุทธเจ้า ระลึกถึงท่านอาจารย์พุทธทาส
เป็นตัวอย่างของผู้ที่พยายามทำให้โลกนี้น่าอยู่
เราจะช่วยท่านได้อย่างไรบ้าง...
ผมขอจบคำบรรยายแต่พัยงแค่นี้
ขอขอบพระคุณในความสนใจของท่านทุกคนครับ
๏ คำบรรยายเรื่อง ท่านพุทธทาสกับการศึกษาและวิกฤตการณ์ของโลก
นี้
ได้จัดขึ้นโดยธรรมสถานจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ มหาสมาคมยุวพุทธิกสากล ในงานวันวิสาขบูชา
และธรรมสมโภชฉลองอายุครบ 80 ปีท่านพุทธทาส
เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม พุทธศักราช 2529
ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
กรุงเทพฯ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น