เจฟฟรีย์ แซ็คส์ – มันไม่ใช่เกี่ยวกับ ประชาธิปไตย ปะทะ เอกาธิปไตย
Jeffrey Sachs:
It’s NOT About Democracy vs Autocracy
https://youtu.be/1Xwlh5COPos?si=AakudDtDdtDaLwVH
...โลกอยู่ในการทำสงครามของประชาธิปไตยทั้งหลายกับเอกาธิปไตยทั้งหลาย.
ดังนั้น, ปูตินจึงเป็นปีศาจล้วน ๆในสื่ออเมริกัน. จีนเป็นปีศาจล้วน
ๆในสื่ออเมริกัน. เรื่องนี้กับจิตของผมนั้น เป็นทั้งอันตรายและไร้เหตุผล.
ผมได้พูดไว้ว่าถ้าผมต้องเลือกว่ารัฐบาลไหนที่ไกด้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในรอบ 40
ปีที่ผ่านมา, ผมก็จะพูดว่าคือ จีน อย่างแท้จริง.
ทำไมรึ? เพราะว่าจีนได้ยกตนเองจากความยากจนขึ้นมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้.
(…the
world is in a battle of democracies versus autocracies1. So,
Putin is pure evil in the American media. China is pure
evil in the American media. This is to my mind both dangerous and absurd. I’ve
said if I had to choose which government has been most effective in the last 40
years, I would say China actually. Why? Because China lifted a country from
poverty to prosperity.)
มีหลากหลายรูปแบบของรัฐบาล
แต่ว่าแต่ละรูปแบบก็สามารถเป็นได้ที่ดีและเลว. คุณสามารถมีราชาธิปไตย
หรือคุณสามารถมีทรราช ที่รัฐบาลคือคนๆหนึ่ง. คุณสามารถมีอภิชนาธิปไตยหรือคณาธิปไตย
ที่รัฐบาลเป็นของคนจำนวนน้อย. คุณสามารถมีสาธารณรัฐนิยม หรือคุณสามารถมีกฏหมู่
ที่รัฐบาลเป็นของคนจำนวนมากมาย. (There are multiple forms of government
but each form can be good or bad. You can have monarchy2 or you
can have tyranny3 that’s
government of the one. You can have aristocracy4 or
oligarchy5 that’s government of the few. You can
have a republicanism6 or you
can have mob rule that’s government of the many.)
*
Monarchy (ราชาธิปไตย) คือ การปกครองที่พระมหากษัตริย์ทรงดำรงตำแหน่งประมุขของรัฐ โดยส่วนใหญ่สืบทอดตำแหน่งผ่านสายเลือด
แต่ก็มีบางกรณีที่มาจากการเลือกตั้ง
- การสืบทอดตำแหน่ง: โดยทั่วไปแล้ว
ประมุขจะดำรงตำแหน่งไปจนกว่าจะสวรรคตหรือสละราชสมบัติ
และมักจะสืบทอดอำนาจโดยการสืบราชสันตติวงศ์ในราชวงศ์เดียวกัน
- รูปแบบการปกครอง:
- ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญ (Constitutional Monarchy): อำนาจของกษัตริย์จะถูกจำกัดโดยรัฐธรรมนูญ
และมักจะปกครองร่วมกับรัฐสภา
- สมบูรณาญาสิทธิราชย์ (Absolute Monarchy): กษัตริย์ทรงมีอำนาจสูงสุด
และทรงเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาดในการบริหารประเทศโดยไม่มีกฎหมายหรือองค์กรใดมาจำกัด
3https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%8A
* สาธารณรัฐนิยม (อังกฤษ: republicanism) เป็นอุดมการณ์ทางการเมืองที่มีศูนย์กลางอยู่ที่ความเป็นพลเมืองในรัฐที่ปกครองแบบสาธารณรัฐ ซึ่งอาจเป็นระบอบคณาธิปไตยไปจนถึงอำนาจอธิปไตยของปวงชน (popular sovereignty) อย่างไรก็ดี
ประเทศบางประเทศเป็นสาธารณรัฐเฉพาะในแง่ที่ว่า
รัฐเหล่านั้นไม่ได้ปกครองด้วยระบอบกษัตริย์
ทว่าไม่ได้ยึดเอาอุดมคติของสาธารณรัฐนิยมเป็นที่ตั้ง
พิธีกร: ดังนั้น,
คุณไม่สามารถแค่มองที่รูปแบบและพูดว่า นั่นดีหรือนั่นเลว.
มากมายได้ถูกชี้นำให้เชื่อและเกือบที่จะได้ถูกล้างสมองว่า การแข่งขันระหว่างจีนและอเมริกา,
คือสงครามระหว่างประชาธิปไตยกับลัทธิเผด็จการนิยม. แต่นั่นสิ่งเบี่ยงเบนให้ไขว้เขวจากเรื่องราวตามจริง.
ในวิดีโออันทรงพลังเต็มเปี่ยมนี้, ศาสตราจารย์ แซ็คส์
ได้ฉีกกระชากมายาภาพนั้นลงมาและเผยให้เห็นถึงความจริงอันไม่น่าสบายใจ. ความขัดแย้งนี้ไม่ได้เกี่ยวกับระบบการเมือง,
มันเกี่ยวกับเนื้อแท้ของภูมิรัฐศาสตร์, อำนาจและการควบคุม. (So, you can’t just look at the
form and say is that good or is that bad. Many have been led to believe and
almost brainwashed that the rivalry between China and America, is a battle
between democracy and authoritarianism. But that’s a distraction from the real
story. In this powerful video, Professor Jeffrey Sachs tears down the illusion
and reveals the uncomfortable truth. This clash isn’t about political systems,
it’s about raw geopolitics, power and control.)
ศจ. แซ็คส์: ไม่มีแบบชนิดใดล้วน
ๆของรัฐบาล และไม่มีรูปแบบรัฐบาลในอุดมคติที่เรียบง่ายและเป็นเอกภาพเดียว. และเพราะเช่นนั้นเอง, ความคิดที่ว่าเรานั้นดีและพวกเขานั้นเลว จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เป็นอันตรายอย่างยิ่ง. มันสคือที่ผมคิดว่าความผิดพลาดอย่างใหญ่โตที่สุดของการบริหารรัฐบาลของไบเดน
ที่เขาได้พูดว่า; โลกนี้อยู่ในสงครามกันของระบอบประชาธิปไตยทั้งหลายกับระบอบเอกาธิปไตยทั้งหลาย. (There are no pure types of
government and there are no single simple ideal types of government. And
therefore, the idea that we are good and they are bad is a very dangerous
starting point. It’s I thought the biggest mistake of the Biden administration
he said; the world is in a battle of democracies versus autocracies.)
อย่างแรกของทั้งหมด,
ถ้าคุณเริ่มต้นด้วยความคิดที่ว่าโลกอยู่ในสงคราม,
คุณได้ทำนายคาดการณ์อย่างใช้ตนเองผู้เดียวเป็นที่ตั้ง. คุณได้แบ่งแยกโลก. อย่างที่สอง,
ถ้าคุณทำมันนั่นคือหนทางที่คุณจบลงด้วยการพลาดทั้งหมดของข้อบกพร่องทั้งหลายของตนเองและหมกหมุ่นอยู่กับข้อจำกัดทั้งหลายของคู่เปรียบเทียบกันนั้น. (First
of all, if you start with the idea that the world is in a battle, you make a
self -fulfilling prophecy. You divide the world. Second, if you do it
that way you end up missing all of your own failures and obsessing about the
limits of the counterpart.)
ในคัมภีร์ไบเบิ้ล, ผม เอ่อ ผมเรียกมันว่าข้อเสนอแนะของผม,
ผมพูดว่าข้อเสนอแนะนี้เป็นนโยบายต่างประเทศของจีซัส.
และเหตุผลคือว่าในคำสวกดภาวนาก็มีในครั้งหนึ่งที่โด่งดังปแพร่หลายเมื่อจีซัสกล่าวต่อคู่เปรียบเทียบนั้น,
ทำไมเจ้าชี้ไปยังขี้เลื่อยในดวงตาของบุคคลอื่น เมื่อเจ้าเองมีไม้คานอยู่ในตาของตนเอง.
และความหมายของข้อความในคัมภีร์ไบเบิ้ลก็คือ, ทำไมคุณบ่นเกี่ยวกับเรื่องของผู้อื่นโดยไม่ทำความสะอาดการกระทำของตนเอง.
(In
the Bible, my uh I call it my recommendation, I say is my recommendation is
Jesus Christ’s foreign policy. And the reason is that in the Gospels there is a
famous moment when Jesus says to the counterpart, why do you point to the mote
in the in the other person’s eye when you have a beam in your own eyes. And the
meaning of the passage in the Bible is, why you complaining about the other
clean up your own act.)
และดังนั้น, ผมคิดว่านี้คือความจริงอย่างแท้จริงจากมุมมองเชิงพฤติกรรมและทางการทูตซึ่งน่าเคารพนับถือยิ่ง
ว่าอย่างไรที่เราควรประพฤติในโลกนี้, ไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง.
เราควรที่จะพูดว่าเรามีข้อบกพร่องทั้งหลายของเรา. และโดยการพูดว่าคุณช่วยผู้อื่นทั้งหลายที่จะพูดว่า,
“โอ้ ไม่! ไม่! ไม่! เราเองก็มีข้อบกพร่องทั้งหลายของเรา.”
และคุณก็ลดการคุกคามทั้งหลายนั้นลงได้, และคุณก็ได้เพิ่มความเข้าใจฉันท์มิตรขึ้น.
ทุหกคนสามารถพูดได้ว่า, “พระเจ้าเถิด! เรากำลังทำผิดพลาดอยู่ด้วยกัน
และเราทั้งหมดต่างก็มีปัญหาของตนเอง.” (And so, I think that this is
actually truly from a behavioral and diplomatic and respect point of view how
we should behave in the world anyway. We should say we have our failings. And
by saying that you help the others to say ‘oh no! no! no! we have our failings.’
And you reduce the threats, and you increase the mutual understanding. Everyone
can say ‘my God, we’re failing together and we all have our problems’.)
แต่แทนที่เช่นนั้น, การเข้าถึงคือ, คุณคือเลวและเราคือดี.
และสิ่งนี้ก็ดำเนินไปกันอยู่ตลอดเวลาในการโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาล
ที่นำเสนอเรื่องราวในสื่อ. ดังนั้น, ปูตินนั้นเลวล้วน ๆ ในสื่อของคนอเมริกัน
จีน, ก็เลวล้วน ๆ ในสื่อคนอเมริกัน. เรื่องนี้ต่อจิตของผมแล้วเป็นการทำงานที่ทั้งอันตรายและไร้สาระยิ่ง
กับรัฐบาลรัสเซียน, การทำงานกับรัฐบาลจีน. นี้คือสิ่งตรงกันข้ามกับความเป็นจริงทั้งสิ้น. (But instead, the approach is,
you’re evil and we’re good. And this goes overtime in the propaganda of the
government narrative and in the media. So, Putin is pure evil in the American
media. China is pure evil in the American media. This is to my mind both
dangerous and absurd working with the Russian government, working with the
Chinese government. This is complete contrary to reality.)
ผมได้พูดว่าถ้าผมต้องเลือกว่ารัฐบาลไหนที่ได้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในรอบ
40 ปีที่ผ่านมา, ผมก็จะพูดว่าคือ จีน
อย่างแท้จริง. ทำไมรึ? เพราะว่าจีนได้ยกตนเองจากความยากจนขึ้นมาสู่ความเจริญรุ่งเรืองได้.
และด้วยสิรภาพที่เพิ่มขึ้นของประชากร, ไม่ใช่อิสรภาพทางการเมืองแต่อิสรภาพทั่วไปได้เพิ่มขึ้น. (I’ve said if I had to choose which
government has been most effective in the last 40 years, I would say China
actually. Why? Because China lifted a country from poverty to prosperity. And
with increased freedom of the population, not political freedom but increased
freedom.)
และนี้เรื่องราวความสำเร็จที่น่าทึ่งอันหนึ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์.
อย่างไรก็ตาม, จีนได้ทำมันอย่างไร? พวกเขาได้ทำตามจากแบบจำลองของญี่ปุ่น; นี้คืออะไรที่ญี่ปุ่นได้ทำเป็นรายแรกในสมัยการฟื้นฟูยุคเมจิ.
และแล้วมันก็ได้ทำมันอีกครั้งในยุคปี1950 และด้วย อิเคดะ หนึ่งทศวรรษของรายได้เพิ่มเป็นสองเท่า.
จีน, ญี่ปุ่น, ได้สอนที่เหลือของเอเชียตะวันออก อย่างไรที่จะทำให้การเติบโตทางเศรษฐกิจพุ่งขึ้นอย่างเร่งเร็ว.
และดังนั้น, นี้ก็ไม่ได้, จะอย่างไรก็ตาม, ไม่ได้เป็นเรื่องศัตรู
หรือว่ามันเป็นอะไรบางอย่างที่ไม่คุ้นเคย. อะไรที่จีนได้ประสบสำเร็จนั้นเป็นที่คุ้นเคยมาก.
มันดูเหมือนการประสบสำเร็จของเกาหลี. มันดูเหมือนการประสบสำเร็จของญี่ปุ่น. (And this is an incredible success
story one of the greatest in history. By the way, how did China do it? They
followed Japan’s model; this is what Japan did first in the Meiji Restoration7. And
then it did it again in the 1950s and with Ikeda8 a
decade of doubling of income. China, Japan, taught the rest of East Asia how to
make a rapid economic growth. And so, this is not by the way, not an enemy nor is
it something unfamiliar. What China’s accomplished is very familiar, it looks
like Korea’s accomplishment. It looks like Japan’s accomplishment.)
8 https://en.wikipedia.org/wiki/Ikeda_Shigeaki
มันดูเหมือนประเทศอื่นทั้งหลายอีกมากมายของภูมิภาคนี้, มันแค่ทำในสัดส่วนขนาดที่กว้างใหญ่ซึ่งคือ
ยิ่งสร้างความน่าประทับใจมากขึ้นเมื่อทำได้เช่นนี้. ดังนั้น, ผมอยากจะระบุคุณลักษณะของจีนว่าประสบความสำเร็จอย่างสูง,
รัฐบาลหนึ่งนั้น. ในโครงสร้างของรัฐบาล. นั่นคือการมาพบกันในความจำเป็นต้องการของประชากรของตนในหนทางที่ค่อนข้างฉลาดล้ำเลิศ.
ในสตอนนี้, รัฐบาลจีนจะดำเนินต่อไปที่จะวิวัฒนะ. ไม่ต้องถามเลย. พวกเขาใช้คำว่าประชาธิปไตยอยู่ตลอดเวลาด้วยเช่นกัน,
ไม่ใช่เป็นแค่คำโฆษณาชวนเชื่อ. (It
looks like many other countries of the region; it just did at a vast scale
which is all the more impressive that it did this. So, I would characterize
China as a highly successful, government. Government structure. That is meeting
the needs of its population in a quite brilliant way. Now, China’s government
will continue to evolve. No question. They use the word
democracy all the time by the way, not as a propaganda.)
แต่ในขณะที่ความเข้าใจของพวกเขาของกระบวนการนี้และนอกไปจากนี้กับอีกด้านหนึ่ง.
จีนจะไม่วิวัฒนะได้มากเกินไปนัก เพราะจีนได้เป็นการบริหารจัดการรัฐแบบรวมศูนย์กลางมา
2,246 ปี ตั้งแต่ 221 ก่อนคริสตศักราชเมื่อิเมื่อจักรพรรดิ เอ่อ จิ๋นซีฮ่องเต้ เอ่อ
ครั้งที่ได้รวมประเทศเห็นเอกภาพของจักรวรรดิฉินฅ ผมรู้นั่นเพราะว่าลิซ่าได้เขียนเรียงความหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องนั้นเมื่อเธออยู่ชั้นเรียนเกรีด
7. ดังนั้น, นั่นคือครั้งแรกที่ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้. (But as their understanding of
this process and moreover on one side China won’t evolve so much because China
has been a centralized administrative state for 2,246 years. Since 221 BC when
emperor uh Qin Shi Huangdi uh first united the Qin Empire9. I
know that because Liza wrote a paper about that when she was in 7th
grade. So, that the first time I learned about that.)
9
https://en.wikipedia.org/wiki/Qin_dynasty
แต่ความจริงก็คือว่า,
จีนได้มีการบริหารจัดการรัฐแบบรวมศูนย์กลางหนึ่งเดียวมามากกว่า 2,000 ปี.
และดังนั้น, สี จิ้นผิงจึงดูเหมือนเป็นฮ่องเต้คนหนึ่ง. มันไม่ได้เป็นสิ่งที่น่าแปลกใจ,
นั่นเป็นจารีตประเพณี. นั่นคือวัฒนธรรมประเพณี. นั่นคือวัฒนธรรมและนั่นคือความจริง,
แต่มันสามารถเป็นความสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็ได้,
มันสามารถเป็นความโหดร้ายหรือมันสามารถเป็นความมหากรุณาธิคุณก็ได้. (But the truth is, China has been
a centralized administrative state for more than 2,000 years. And so, Xi
Jinping looks like an emperor. It’s not a surprise, that is the cultural
tradition. That’s culture and that’s real, but it can be successful or not
successful, it can be cruel or it can be benevolent.)
หนึ่งในงานเขียนที่น่าสนใจยิ่งกับเรื่องการเมืองในประวัติศาสตร์ตะวันตก,
เป็นตามความจริงแล้วตำราแรกของศาสตร์การเมืองที่ได้เคยถูกเขียนขึ้นเมื่อ 2,350
ปีก่อนโดยอะริสโตเติ้ล. มันถูกเรียกชื่อว่า
การเมือง. เขาได้ประดิษฐ์ศาสตร์การเมืองขึ้น. เขาได้ประดิษฐ์เกือบทุกด้านทุกสาขาการศึกษาของฝ่ายตะวันตก
ตามความจริงแล้ว. แต่เขาได้ประดิษฐ์ศาสตร์การเมืองในหนังสือตำราเล่มนี้
และเขาได้พูดไว้ว่า, มีหลากหลายรูปแบบของรัฐบาล แต่ละรูปแบบสามารถเป็นได้ทั้งที่ดีหรือเลว.
คุณสามารถมีราชาธิปไตย หรือคุณสามารถมีทรราช ที่รัฐบาลคือคนๆหนึ่ง.
คุณสามารถมีอภิชนาธิปไตยหรือคณาธิปไตย ที่รัฐบาลเป็นของคนจำนวนน้อย.
คุณสามารถมีสาธารณรัฐนิยม หรือคุณสามารถมีกฏหมู่ ที่รัฐบาลเป็นของคนจำนวนมากมาย.
(One of the most interesting
writings on politics in Western history, was actually the first book on
political science ever written 2,350 years ago by Aristotle. It’s called the
politics. He invented political science. He invented almost every field of
Western study actually. But he invented political science in this book and he
said, there are multiple forms of government but each form can be good or bad.
You can have monarchy or you can have tyranny that’s the government of the one.
You can have aristocracy or oligarchy; that’s government of the few. You can
have a republicanism or you can have mob rule that’s government of the many.)
ดังนั้น,
คุณไม่สามารถแค่มองไปที่รูปแบบแล้วบอกว่านั่นดีหรือนั่นเลว. จารีตประเพณีในจีนนั้น,
ที่ไม่ได้เป็นจารีตประเพณีว่างเปล่า, คือว่าจักรพรรดินั้นต้องนำคุณธรรมขงจื้อมาปฏิบัติในการปกครองบ้านเมือง.
นั่นคืแอคุณต้องปกครองโดยเป็นผู้นำอย่างมีคุณธรรม/จริยธรรม. ช่างเป็นจารีตประเพณีที่งดงามน่าสนใจมาก,
ไม่มีอะไรเป็นเหมือนเช่นนี้เลยในความคิดตะวันตก. ในความคิดตะวันตกคุณมีมาเกียเวลลี.
แต่ในความคิดแบบขงจื้อ, คุณมีจักรพรรดิผู้ที่เป็นผู้นำอย่างมีศีลธรรม. (So, you can’t just look at the
form and say is that good or is that bad. The tradition in China and it’s not
an empty tradition, is that the emperor must convey Confucian ethics10 to
rule. That you rule by the ethical leadership. What an interesting nice
tradition, nothing like this in the Western thought. In Western thought you
have Machiavelli11. But
in Confucian thought, you have the emperor who leads with virtues.)
10
https://en.wikipedia.org/wiki/Confucianism
ดังนั้น,
ผมไม่จำแนกแยกแยะรัฐบาลทั้งหลายในหนทางเดียวกัน. และอะไรที่ผมได้เชื่อจริงๆก็คือว่า
เราจำเป็นต้องจัดการเกี่ยวข้องซึ่งกันและกันด้วยความเคารพฉันท์มิตรและพูดคุยแลกเปลี่ยนกันให้มากๆ. (So, I don’t classify governments
the same way. And what I do believe is that we need to deal with each other
with mutual respect and a lot of dialogue.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น