หน้าเว็บ

วันพฤหัสบดีที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2568

เจฟฟรีย์ แซ็คส์ – อะไรที่เราสามารถทำได้ที่จะดำเนินการตามเป้าหมายทั้งหลายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน?

เจฟฟรีย์ แซ็คส์ – อะไรที่เราสามารถทำได้ที่จะดำเนินการตามเป้าหมายทั้งหลายของการพัฒนาอย่างยั่งยืน?

What can we do right now to implement Sustainable Development Goals? | Prof Jeffrey Sachs

          https://youtu.be/Vdm3I_M-TsU?si=N2YnWThxPKw2S3Zr

พิธีกร:  ดังนั้น,ผมอยากที่จะถามพวกคุณ, ผู้ใดมีคำถามที่พวกเขาอยากที่จะถามศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ แซ็คส์, ครับ, มีคำถามหนึ่งอยู่ลงทมาที่นี่ตามที่ไมโครโฟนกำลังมาที่คุณแล้วในตอนนี้, ครับ.   (So, I’d like to ask you, anyone has a question they would like to ask of Professor Sachs? Yep, there’s a question down here as a microphone coming to you now, sir.)

ผู้ถาม:  ขอบคุณ, เจย์และขอแสดงความยินดีด้วยครับ,  ศาสตราจารย์ แซ็คส์, ขอบคุณสำหรับการนำเสนอของท่านครับ. ผมแค่นำคุณย้อนกลับไปที่โครงการเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ ที่ได้ชัดเจนมากว่า ผิดเลี่ยงไปจากกรอบเวลาอย่างง่ายๆและน่าเวทนา. กระนั้น, กับบางประเทศทั้งหลายไม่ได้ทำความก้าวหน้าเลย. มีสองสามประเทศที่ทำความก้าวหน้าบางอย่างได้บ้าง. และผมอยากจะทราบมุมมองของคุณตอนนี้ในการวิเคราะห์ผลที่เกิดขึ้นในฐานะเป็นนักเศรษฐศาสตร์, เราได้อาจทำอะไรบางอย่างผิดแผกไปหรือ?  (Thank you, Jay and congratulations, Professor Sachs, thank you for your presentation. I just like to bring you back to the Millennium Development Goals which were very clear easily and miss dodge time bound and miserable. Yet, to some countries made no progress. A few countries made some progress. And I like to know your view now in hindsight as an economist, how might we have done something different.)

          และคำถามที่สอง, ถ้าจะอนุญาตผม, แค่มุมมองของคุณกับคุณค่า หรือคุณค่าในศักยภาพหรือที่ว่า เทคโนชีวภาพต่อโลกที่กำลังพัฒนา, วัฒนธรรมเทคโนโลยีชีวภาพ เป็นอย่างไร? (And second question, If I might, just your view on the value or potential value or that biotech1 to the developing world, a cultural biotechnology?)

          1 Biotech หรือเทคโนโลยีชีวภาพ คือ การใช้สิ่งมีชีวิตหรือชิ้นส่วนของสิ่งมีชีวิตเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ โดยเป็นการประยุกต์ใช้ความรู้จากหลากหลายสาขาวิทยาศาสตร์ เช่น ชีววิทยา จุลชีววิทยา พันธุศาสตร์ และเคมี เพื่อนำไปใช้พัฒนาในด้านต่างๆ เช่น การแพทย์ เกษตรกรรม สิ่งแวดล้อม และอุตสาหกรรม

          1https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%84%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%A5%E0%B8%A2%E0%B8%B5%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E

ศจ. แซ็คส์(Prof. Sachs):         ขอบคุณครับ, ขอบคุณอย่างยิ่ง. โครงการเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษฺเป็น 8 เป้าหมายที่ได้เพ่งสนใจลงไปที่ความสุดขีดของความยากจน, ความหิวโหย, โรคภัยไข้เจ็บ และการศึกษา. เส้นล่างก้นบึ้งที่สุดของโครงการ MDGsนี้ อยู่ที่ที่ซี่งเราได้ลงทุน, เราทำความก้าวหน้าไปอย่างใหญ่โต แต่เราไม่ได้งทุนในหนทางที่ประเทศร่ำรวยทั้งหลายได้ให้สัญญาไว้ หรือที่เราควรจะได้รับ. (Thank you, thank very much. The Millennium Development Goals were 8 goals that focused on extreme poverty hunger, disease and education. The bottom lines of the MDGs is where we invested, we made big progress but we did not invest the way that the rich countries had promised or that we should have.)

          แล้ว, ในการเข้าไปถึงเช่นนี้ที่ผมได้กำลังผลักดันให้การสนับสนุน, คุณได้ยินอย่างมากเกี่ยวกับควสามรับผิดชอบของเหล่าผู้ที่ต้องจัดหารแหล่งเงินสนับสนุนคนละเล็กละน้อยพิเศษเพิ่มขึ้นและอะไรอื่นอีก. และนั่นได้บังเกิดขึ้นในขอบเขตของโครงการเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษนี้ใน “หนึ่งด้าน” และนั่นได้เป็นในสาธารณสุขอนามัยและนั่นได้เป็นที่ซึ่งคือส่วนที่มีการเพิ่มใหญ่โตที่สุดของเงินทุนการพัฒนาที่มาในช่วงปี 2000 ถึง 2009.  (So, in this approach that I’m advocating, you hear a lot about the responsibility of those who have to provide that extra bit of the resource financing and so forth. And that happened in an extent in the Millennium Development Goals in ‘one area’ and that was in public health and that was where the biggest increment of development finance came during the years 2000 to 2009.)

          กองทุนโลกเพื่อต่อสู้กับโรคร้าย ได้สร้างสรรค์แผนฉุกเฉิน PEPFAR ขึ้นเพื่อที่จะต่อสู้กับโรคเอดส์, พิเศษกับมาเลเรียที่ในสหรัฐ, การรอิเริ่มลางอย่างที่เรียกว่า GAVI, พันธมิตรโลกเพื่อวัคซีนและการสร้างภูมิกัน. บิลล์ เกตส์ลงมาด้วยและเติมเงินเข้ามาในนาม, บิลล์และเมลินดา เกตส์, เติมลงมาให้ใสราวอย่างอยาบๆก็ 3 พันล้านดอลลาร์ หนึ่งปีจากความมั่งคั่งแอย่างเป็นปรากฏการณ์ของพวกเขา. และทำให้เกิดการสนับสนุนช่วยเหลือขนาดมหึมา. (The Global Fund2 was created PEPFAR3 which is the US program to fight AIDS, special US malaria, initiative something called GAVI, the Global Alliance for Vaccines and Immunizations. Bill Gates came along and put in a, Bill and Melinda Gates, put in roughly three billion dollars a year of their own phenomenon wealth. And made a huge contribution.)

          2 https://en.wikipedia.org/wiki/The_Global_Fund_to_Fight_AIDS,_Tuberculosis_and_Malaria

          3 PEPFAR ย่อมาจาก แผนฉุกเฉินของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อบรรเทาปัญหาโรคเอดส์ (President's Emergency Plan for AIDS Reliefเป็นโครงการริเริ่มด้านสุขภาพระดับโลกของรัฐบาลสหรัฐฯ ที่ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2546 เพื่อต่อสู้กับการแพร่ระบาดของเชื้อเอชไอวี/เอดส์ โดยเน้นการสนับสนุนการป้องกัน การรักษา และการดูแลผู้ที่ติดเชื้อ 

          ดังนั้น, มีการขยายขนาดขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ, แต่ก็มีสองสิ่งที่ได้บังเกิดขึ้นที่สำคัญมากต่อ...อ่า คุณก็ทราบ, หนึ่งนั้นคือที่เราไม่ได้ทำตามกับพันธสัญญาขั้นพื้นฐานที่ทำกันไว้. และพันธสัญญานั่นก็คือประเทศทั้งหลายที่มีรายได้-สูง จะต้องนำ 0.7 ของ 1 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติของพวกเขา ใช้ไปในการช่วยเหลือด้านพัฒนา. และประเทศทั้งหลายส่วนใหญ่ยังคงไม่ได้ทำเรื่องนั้น, มีเพียงเราห้าหรือหกต่อปีของคร่าวๆ 24 ประเทศผู้บริจาคทั้งหลายอยู่กับมาตรฐานนั้น.  (So, there was a significant scaling up, but a couple of things happened that are very important to…ah you know, one is that we did not follow through on a basic commitment. And that commitment is that the high-income countries should spend 0.7 of one percent of their national income on development aid. And most countries still don’t do that, only about five or six per year of the roughly 24 donor countries live up to that standard.)

          สหรัฐอเมริกาเป็นความน่าอัปยศอับอายในความโชคไม่ดีนี้, เพราะสหรัฐอเมริกาไม่ได้ให้ 0.7 ของ 1 เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นเพียง 0.17 ของ 1 เปอร์เซ็นต์. บางทีเขาอาจจะได้ฟังผิดไป. แต่ช่องว่างของ 0.7 และราว ๆ 0.2 ได้เป็นครึ่งหนึ่งของหนึ่งเปอร์เซ็นต์ของGDP ที่ในกรณีของสหรัฐอเมริกากับ 18 ล้านล้านดอลลาร์-ของเศรษฐกิจโลก ก็คือ 90 พันล้านดอลลาร์ ของความช่วยเหลือการพัฒนาที่หายไปต่อปี. เพราะว่าสหรัฐอเมริกาไม่ได้อยู่ในการความรับผิดชอบทั้งหลายของตน.  (The United States is the biggest disgrace in this unfortunately, because the US does not give the 0.7 of one percent but 0.17 of one percent. Maybe they heard wrong. But the gap of 0.7 and roughly 0.2 was a half a percent of GDP which in the United States case with a 18 trillion-dollar world economy is 90 billion dollars of development assistance missing per year. Because the US doesn’t live up to its responsibilities.)

          และนั่นคือความน่าละอายและความผิดพลาดมหึมา เพราะว่ามันทำให้โลกอันตรายอย่างมากมายยิ่งขึ้น. ที่ไหนซึ่งอเมริกาได้ใช้จ่ายเงินของตนไป, มันใช้จ่ายไปกับสงคราม, กับสงคราม. นี่คือความคิดขแองความผิดพลาดขั้นรากฐานของนโยบายการต่างประเทศสหรัฐอเมริกา. เราได้ใช้จ่ายเกือบ 5 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ประชาชาติไปกับทางทหาร หรือกับ, เราใช้ 5 เปอร์เซ็นต์ไปกับการทหารบวกสิทธิประโยชน์ทั้งหลายของทหารผ่านศึก และ 0.17 เปอร์เซ็นต์กับการช่วยเหลือด้านพัฒนา.  (And that’s a shame and a huge mistake because it makes the world a lot more dangerous. Where does the US spend its money, it spends it on the war, on war. This is a mistake of fundamental mistake of US foreign policy. We spend almost 5 percent of our national income on the military or on, we spent 5 percent on the military plus veterans benefits and 0.17 percent on Development Assistance.)

          การจัดสรรทรัพยากรทั้งหลายอย่างผิดพลาด นั่นคือความผิดพลาดอย่างร้ายแรงจากจุดมองของเรื่องความมั่นคงระดับโลก. ดังนั้น, นั่นคือสิ่งแรกที่ได้บังเกิดขึ้นคือเราไม่ได้ลงทุน. และแล้ววิกฤตการณ์ทางการเงินก็มาถึงในปี 2000, โดยพื้นฐานแล้วโครงการเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษก็มา, แล้วเหตุ 9/11 ก็มา. แล้วสหรัฐอเมริกาก็เดินหน้าไปสู่ 15 ปีของสงครามบ้าคลั่งในอิรัก, อัฟกานิสถาน, ซีเรีย, ลิเบีย, คุณเอ่ยชื่อมาได้เลย, จะอย่างไรก็ตามในอีกสถานที่อื่นอีกโหล ที่จริงแล้วเราจะอ้างอิงเอามาพูดได้อย่างลับๆ ถึงแม้ความลับนั้นจะไม่ลับเพราะเมื่อระเบิดทั้งหลายมันลงมาที่ศีรษะของเราเอง. มันเป็นความลับแค่ต่อผู้คนอเมริกัน ผู้ไม่ได้อ่านเกี่ยวกับมันในหนังสือพิมพ์ทั้งหลาย. แต่เรามีโดรนสงครามไปอยู่ทั่วทุกแห่ง. นี้เป็นแค่ความผิดพลาดครั้งใหญ่ของโลก.   (That’s a tragic mis-allocation of resources that is a grave mistake from the point of view of global security. So, that the first thing that happened is we didn’t invest. Then the financial crisis came in 2000, a bit basically the Millenium Development Goals came, then 9/11 came. Then The United States went off to 15 years of crazy warfare in Iraq, Afghanistan, Syria, Libya, you name by the way in other dozen places where we do would quote secretly although it’s not secret when the bombs are coming down on your own head. It’s only a secret to the American people who don’t read about it in the newspapers. But we have drone warfare all over the place. This is just a huge blunder for the world.)

แล้ว, 9/11 ก็มาในการผิดที่ผิดทางทั้งหมดเหล่านี้. เราได้บางส่วนของการช่วยเหลือการพัฒนาด้านสุขอนามัย แต่ด้านการศึกษาดังตัวอย่างเกือบจะไม่มีอะไรเลย. น่าตกใจมาก. สามารถเป็นเช่นนั้นได้อย่างไรที่รัฐบาลของเราไม่สามารถคิดออกอมาได้ว่าจะช่วยเหลือเงินทางการศึกษาอะไรที่พวกเขาสามารถคิดอะไรได้เป็นนั่นหรือ? แต่แน่นอนละ, นั่นสันนิษฐานได้ว่ารัฐบาลทั้งหลายกำลังคิด และนั่นบ่อยครั้งอย่างแน่นอนที่สุดว่าไม่ตรงวาระประเด็น.     (So, 9/11 came all this misallocation. We got some part of the way on Development Aid for health but on education for example, almost nothing. Shocking. How can it be that our governments can’t figure out to help fund education what could they be thinking? But of course, that presumes that governments are thinking and that often is absolutely not the case.)

แล้วก็วิกฤตการณ์ทางการเงินก็มาถึงในปี 2008, และอารมณ์ที่จะทำสิ่งใดอื่นก็อย่างแน่นอนที่สุดว่าได้หายไปหมด. และดังนั้น, การช่วยเหลือในระดับที่ดีที่สุดก็ค่อนข้างน่าจะดำเนินต่อไปเพิ่มขึ้น. ดังนั้นคาบเวลาของ MDGs ได้ถูกแบ่งตามจริงออกเป็น 2 ช่วงระยะ, ระหว่าง 2000 ถึง 2009, และ 2009 ถึง 2015. เราสูญเสียการเหวี่ยงขึ้นของโมเมนตัมภายหลังวิกฤตการณ์ทางการเงินปี 2008.   (Then came the financial crisis in 2008, and the mood to do anything for anybody else absolutely disappeared. And so, aid at best leveled off rather than continuing to increase. So, the MDG period is really divided in two, between 2000 to 2009, 2009 to 2015. We lost the upswing of momentum after the 2008 financial crisis.)

แต่อะไรที่ผมได้เรียนรู้จริงๆจากเรื่องนี้, ผมได้เรียนรู้สองสิ่ง, หนึ่งนั้นอย่างชัดเจนและอีกหนึ่งได้เป็นข้อถกเถียง แต่ผมคิดว่าถูกต้องอย่างแน่นอน. อันที่ชัดเจนคือ เป็นการหนักหนาสาหัสที่จะทำความสนใจของโลกให้อยู่กับสิ่งใดเช่นเรื่องนี้. และดังนั้น, ผมจึงเรียกมันว่า จิตสำนึกทางสังคม, ไม่ใช่มโนธรรมทางสังคมแต่เป็นจิตสำนึก. เราระแวดระวังถึงวาระประเด็นเหล่านี้, เราระแวดระวังว่ามีกระทั่งว่ามีสิ่งที่ถูกเรียกว่า MDGs หรือ SPGsอยู่ไหม  (But what do I learn from this, I learned two things, one obvious and one uh and one contested but I think absolutely correct. The obvious one is that’s hard to get the world’s attention on anything like this. And so, I call it Social Consciousness, not social conscience but just Consciousness. Are we aware of these issues, are we aware that there are even things called MDGs or SPG’s.)

คุณก็ทราบกันดี, คุณกำลังแข่งขันกับเกมบาสเก็ตบอลมากมายบนทีวี, เราได้แข่งขันกับคิม คาร์ดาเชียน. มันเป็นการแข่งขันที่หนักหนาสาหัสและแล้ว อันที่สอง, ก็คือว่า เมื่อเราลงทุนไปในพวกเขาก็มี โลกของความแคลงใจสงสัยไปในทุกอย่าง ว่าทั้งหมดมันกำลังจะเป็นการสูญเปล่าและสูญเสีย และนี้เป็นไปโดยรวมทั่วไปแล้วผิดไปอย่างใหญ่โต. เพราะว่ามีผู้คนมากมายแยะมืออาชีพทั้งหลายมากมายผู้ที่สามารถช่วยเปลี่ยนเงินทุนสนับสนุนเข้าไปสู่การช่วยชีวิตทั้งหลาย, เข้าไปสู่การบำบัดรักษาไข้มาเลเรีย, เข้าไปสู่การบำบัดรักษา AIDS, เข้าไปสู่ชั้นเรียน, ด้วยการเชื่อมต่อไฟฟ้าและอินเตอร์เน็ต. มีผู้คนที่เสียสละมากมายรายรอบทั่วโลกและในประเทศใดก็ตาม ซึ่งสามารถช่วยทำเรื่องนั่นได้.   (You know, you’re competing with a lot of basketball games on TV we’re competing with Kim Kardashian. It’s tough competition and then the second is that when we invest in them there is a world of skepticism4 that it’s all going to be wasted and lost and this is by and large deeply wrong. Because there are a lot of people and a lot of professionals who can help turn finance into saved lives, into malaria treatment, into AIDS treatment, into classrooms, with electricity and internet connectivity. There are a lot of dedicated people around the world and in any country that can help to do that.)

4 "A world of skepticism" แปลว่า โลกแห่งความคลางแคลงใจ หรือ โลกแห่งวิมตินิยม ซึ่งหมายถึงสภาวะหรือสภาพแวดล้อมที่ผู้คนมีแนวโน้มที่จะตั้งคำถามและไม่เชื่ออะไรง่ายๆ โดยอาจมาจากปรัชญา (เช่น การสงสัยในทุกสิ่งของเดส์การ์ตหรือในบริบททางวิทยาศาสตร์และวิชาชีพ (เช่น การใช้เหตุผลอย่างเป็นระบบและตั้งคำถามกับข้อกล่าวอ้าง). 

  • โลกแห่งความคลางแคลงใจ/วิมตินิยม (A world of skepticism)

โลกที่เต็มไปด้วยความสงสัยและตั้งคำถามในทุกสิ่ง. 

  • การสงสัยเชิงปรัชญา

การตั้งคำถามในระดับพื้นฐาน เช่น "เราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งใดเป็นจริง" ซึ่งอาจนำไปสู่การสงสัยในทุกแง่มุมของโลกได้. 

  • การสงสัยทางวิทยาศาสตร์

การตั้งคำถามด้วยเหตุผลและหลักฐาน เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อกล่าวอ้างต่างๆ. 

  • การสงสัยเชิงวิชาชีพ

การใช้ทัศนคติที่ตั้งคำถามอย่างมีเหตุผลในแวดวงวิชาชีพ เช่น การสอบบัญชี เพื่อให้มั่นใจในความถูกต้อง. 

 

ดังนั้น, เราคิดเกี่ยวกับการออกแบบของโครงงานทั้งหลายเหล่านี้กันอีกเล็กน้อย, ว่ามันไม่ได้เอาเงินใส่ซองไปยื่นให้. มันต้องคิดไปถึงว่า ในโลกที่มีการทุจริต/คอรัปชั่นกันอย่างมาก ว่าตรงไหนที่จะมีการทุจริตนี้. คุณสร้างระบบทั้งหลายที่สามารถต้านทานได้จริงๆต่อการทุจริต/คอรัปชั่น. อย่างแรกคือการที่จะเอาเงินออกมาจากวอชิงตัน, นั่นคือสถานที่แรกที่ซึ่งการทุจริต/คอรัปชั่นกำลังเป็นอย่างท่วมท้น. แต่แล้วก็ที่จะทำให้แน่ใจว่ามันไปถึงเหล่าผู้ที่จำเป็นต้องการแท้จริง. และนั่นสามารถถูกทำให้สำเร็จได้.  (So, we think about the design of these programs a bit it’s not the hand over an envelope of money. It’s to think about how in a very corrupted world where there’s corruption place. You make systems that can actually resist the corruption. First to get the money out of Washington, that’s the first place where the corruption is overwhelming. But then to make sure that it actually reaches those in need. And that can be done.)

และผมสามารถบอกคุณได้ในทุกด้านที่ผมได้ต่อสู้ในที่ซึ่งเงินเข้ามาให้. วัณโรค, มาเลเรียและกรณีอื่นทั้งหลายอีก, มันอย่างแท้จริงได้ผลิตสร้างผลลัพธ์ทั้งหลายอันมหัศจรรย์. มันไม่ใช่กรณีที่มันได้ใช้ไปอย่างสุรุ่ยสุร่ายสิ้นเปลืองเลย. มาเลเรียที่ไม่ใช่งานง่ายของโรคง่ายๆ ที่จะควบคุมเพราะว่ามันแพร่ขยายออกไปได้ง่ายเหลือเกิน, มันมีพลังแห่งการติดเชื้อดังที่มันได้ถูกเรียกว่าอย่างสูงมาก, ก็ลดลงเกือบราว 70% ในเขตทะเลทรายสะฮาราตอนใต้ของอาฟริกา.   (And I can tell you in every area that I fought for where the money came. A TB, malaria and other cases, it actually produced wonderful results. It wasn’t the case that it went squandered. Malaria which is not a simple a simple disease to control because it spreads so easily, it has a force of infection5 as it’s called that’s very high is down by about 70% in sub-Saharan Africa6. Thanks to the Millennium Development Goals, because it really works to intervene.)

5 https://en.wikipedia.org/wiki/Force_of_infection

6 https://en.wikipedia.org/wiki/Sub-Saharan_Africa

ดังนั้น, อะไรคือเส้นก้นล่างสำหรับเราสำหรับ SPG’s อีกครั้งที่ผมน่าจะพูดว่าความสนใจ, เราสามารถเข้าใจได้อย่างไรว่าการต่อสู้ในสงครามที่ในซีเรียนี้, ไม่ใช่หนทางที่จะสร้างความมั่นคงปลอดภัย แต่ค่อนข้างที่จะเป็นการอุทิศตนเองให้กับเป้าหมายการพัฒนาของมันว่าเป็นหนทางที่ถูกต้อง? นั่นเป็นหมายเลขหนึ่งว่า เราจะขับเคลื่อนอย่างไรในแหล่งทรัพยากรการสนับสนุนทางการเงินทั้งหลาย. มันไม่ใช่การยกของหนักขึ้นแต่มันใหญ่โตกว่าเลขศูนย์. เพราะว่าการยกขึ้น 2 หรือล้านล้านดอลลาร์ต่อปี มันต้องการความพยายามพากเพียรสักเล็กน้อย.   (So, what is the bottom line for us for the SPG’s it is again I would say attention how can we understand that fighting this war in Syria, is not the way to security but rather devoting ourselves to it development goals is the right way. That’s number one how do we mobilize the financial resources. It’s not a heavy lift but it’s bigger than zero. Because raising two or trillion dollars a year it requires a little bit of effort.)

และอย่างที่สาม, เราขับเคลื่อนอย่างไรในผู้เชี่ยวชาญอันน่าทึ่ง ที่เรามีในโลกนี้, ที่จะได้เติมลงไปด้วยความรู้ดเชิงปฏิบัติทางเทคนิคอย่างไร ที่จะทำให้แน่ใจว่านี่ได้ถูกใช้อย่างมีประสิทธิภาพ.  เพราะว่ามันเป็นความจรอิงที่สถาบันรัฐบาลทั้งหลายของเราบ่อยครั้งมักไกด้พังลง. ผู้เชี่ยวชาญไม่ได้บ่อยครั้ง, บ่อยครั้งที่ไม่ได้อยู่ด้านใน, ดังนั้นเราต้องสร้างสรรค์หนทางใหม่ๆทั้งหลายของการจัดส่ง, หนทางใหม่ๆที่จะใช้ข้อมูลเทคโนโลยี, การบริการทั้งหลายอื่นทางบริษัททางสังคมและประเภทอื่นทั้งหลายของการส่งเสริมทั้งหลายที่จะทำให้สิ่งนี้ทำสำเร็จ.  (And third how do we mobilize the incredible expertise that we have in a world filled with technological know-how to make sure that this is used effectively. Because it is true that our government institutions are often broken. The expertise is not often, is often not inside so we have to create new ways of delivery, new ways to use information technology, other services social companies and other kinds of initiatives to get this done.)

แต่ไม่มีอะไรที่ได้บังเกิดขึ้นกับช่วงเวลาของMDGs ลดทอนควากล้าหาญของผมจากแนวคิดพื้นฐานที่เราสามารถทำเรื่องนี้ได้.   (But nothing that happened in the MDG period discouraged me from the basic concept that we can do this.)

พิธีกร:  นี้เป็นคำถามที่สอง แต่ผมอยากที่จะได้อีกหนึ่งคำถามว่มีอะไรในคำถามที่ข้างล่างนี่, เย้.(This the second question but I’d like to just ask is one more question what’s the question down here yeah.)

ผู้ถาม:  ดิฉันชื่อเคนท์, ดิฉันมาจากโรงเรียนคิงส์ ฮอสพิตอล และดิฉันอยากจะทราบว่า คุณคิว่ามันเป็นหนทางดีที่สุดที่จะดำเนินงานอย่างไรกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน, คุณสามารถจะบอกมัน...(My name is Kent, I’m from the Kings Hospital School an d I just like to know how you think it’s the best way to implement the sustainable development goals could you say it…)

ศจ. แซ็คส์(Prof. Sachs):         ขอโทษ, ช่วยถือไมค์ใกล้ขึ้นอีกนิดและพูดดังขึ้น เพราะว่าการได้ยินชัดๆเป็นสิ่งสำคัญ. (Sorry, hold the mic a little closer and speak loudly because that’s the being heard is the most important thing.)

ผู้ถาม:  และดิฉันอยากจะทราบว่า คุณคิดว่าหนทางที่ดีที่สุดที่จะดำเนินงานตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างไร ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก. (And I would like to know how you think is the best way to implement the sustainable development goals locally and globally.)

ศจ. แซ็คส์(Prof. Sachs):         เยี่ยมครับ. แล้ว, อย่างไร...ผมขอโทษ, ในท้ายที่สุด...การขับเคลื่อนระดับท้องถิ่น, เย้, สมบูรณ์ครับ. อะไรที่ไอร์แลนด์จำเป็นต้องทำ. เอาละ, ไอร์แลนด์เหมือนทุกประเทศรายได้-สูงได้มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่ในภูมิอากาศ, เป็นตัวอย่าง. และเป็นว่าทำอย่างไรที่จะออกมาจากดเชื้อเพลิงฟอซซิลทั้งหลาย ที่ได้จัดหาให้ 80 บวกเปอร์เซ็นต์ของพลังงานปฐมภูมิของประเทศๆไอร์แลนด์.  (Great. So, how…(I’m sorry, the last…locally immobile, yea, perfect). So, I…let’s talk about local first. What is Ireland need to do. Well, Ireland like every high-income country has a big climate change, for example. And is how to get out of fossil fuels which provide 80 plus percent of the primary energy7 for Ireland.)

          7 "The primary energy" แปลว่า "พลังงานปฐมภูมิ" หรือ "พลังงานต้นกำเนิด" ซึ่งหมายถึง พลังงานที่ได้มาจากธรรมชาติในรูปแบบดั้งเดิม ก่อนที่จะผ่านการแปรรูปหรือเปลี่ยนแปลงใดๆ. ตัวอย่างของพลังงานปฐมภูมิ ได้แก่ แสงแดด, ลม, น้ำ, ชีวมวล, ความร้อนใต้พิภพ, เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่น น้ำมันดิบ, ถ่านหิน, ก๊าซธรรมชาติ) และแร่ธาตุกัมมันตรังสี. 

  • พลังงานปฐมภูมิ 

เป็นแหล่งพลังงานตั้งต้นที่สามารถนำมาใช้ได้โดยตรง หรือใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อสร้างเป็นพลังงานรูปแบบอื่นต่อไป. 

  • พลังงานแปรรูป 

(Secondary energy) คือพลังงานที่ได้จากการนำพลังงานปฐมภูมิมาผ่านกระบวนการแปรรูป เช่น พลังงานไฟฟ้า หรือน้ำมันเบนซิน. 

และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน หรือพลังงานคาร์บอนต่ำ ในหนทางที่เป็นที่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และไม่ทำให้เกอิดวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจในระหว่างนั้นด้วย. นั่นคือปริศนา. มันไม่ใช่ปริศนาง่ายๆ, จะอย่างไรก็ตาม. ผมแค่มีคุณสมบัติที่จะพูดคุยในเรื่องนี้เท่านั้นแค่นั้น. โดยอาศัยข้อเท็จดังที่ผมได้พูดไว้ในตอนต้น, ผมได้ใช้เวลามากมายในการถามผู้คนผู้ซึ่งรู้จริง และแล้วผมก็นำมากล่าวซ้ำในอะไรที่ผมบอกพวกคุณและฟังดูว่าผมชาญฉลาด. (And into renewable energy or other low-carbon energy8 in a way that Is economical effective and not causing an economic crisis in between. That is a puzzle. It’s not a simple puzzle, by the way. I’m only qualified to talk about it at all. By virtue of the fact as I said earlier, I spend a lot of time asking people who really know. And then I repeat what they tell me and I sound smart.)

8 "Low-carbon energy" แปลว่า พลังงานคาร์บอนต่ำ หมายถึง แหล่งพลังงานที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิม ซึ่งมักจะมาจากการใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ ลม และน้ำ หรือการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อลดผลกระทบต่อภาวะโลกร้อน

* https://en.wikipedia.org/wiki/Low-carbon_electricity

แต่นั่นดหมือนกับพ่อแม่ทั้งหลาย. คุณก็ทราบดี, ผมได้รับการบอกจากวิศวกรด้านพลังงานทั้งหลาย, อะไรที่เป็นไปได้และผมฟัง. ละผมฟังมาอย่างมากมายของพวกเขา. และเมื่อการทับซ้อนของวงจรทั้งหลายของจุดทั้งหลายของการบรรจบตัดกันอย่างใหญ่โต, ผมรู้สึกว่ามีฉันทามติที่แข็งแรงดีกับหนทางข้างหน้า. และโดยปราศจากกำลังเข้าไปสู่รายละเอียดด้านพลังงาน, เรามีทางเลือกทั้งหลาย, ลม และพลังแสงอาทิตย์ และไฟฟ้าจากพลังน้ำ, พลังนิวเคลียร์,    (But that’s like a parent. You know, I’m told by energy engineers, what’s possible and I listen. And I listen to a lot of them. And when the overlap of those circles the points of intersection are large, I feel that there’s a pretty strong consensus on the way forward. And without going into a lot of detail on energy, we have a lot alternatives wind and solar power and hydroelectric power, nuclear power, carbon capture and sequestration geothermal energy9 that are all zero or very low carbon energy sources. And we have a lot of ways to shift from our burning of petroleum for example to zero emission vehicles by going to electric vehicles rather than internal combustion engine.)

9 Carbon capture and sequestration geothermal energy ในภาษาไทยหมายถึง "พลังงานความร้อนใต้พิภพร่วมกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน". คำนี้หมายถึงเทคโนโลยีที่ใช้พลังงานความร้อนจากใต้โลก (geothermal energy) และนำมาใช้ร่วมกับเทคโนโลยี การดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Sequestration หรือ CCS) เพื่อดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนใต้พิภพใต้ดิน. 

  • Carbon capture and sequestration (CCS): 

คือกระบวนการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ปล่อยออกมาจากโรงงานอุตสาหกรรมหรือโรงไฟฟ้า และนำไปกักเก็บไว้ใต้ดินอย่างถาวร.

  • Geothermal energy: 

คือพลังงานที่ได้จากความร้อนใต้โลก.

  • การนำมารวมกัน: 

เทคโนโลยีนี้จึงเป็นการรวมสองสิ่งเข้าด้วยกัน คือการใช้พลังงานความร้อนใต้พิภพเป็นแหล่งพลังงาน และใช้ CCS เพื่อลดการปล่อย CO2 จากกระบวนการผลิตไฟฟ้า.

โอเค, ประเด็นจุดของผมกำลังตามติดไปในการนำเอากลุ่มก้อนวิศวกรดีๆเก่งๆทั้งหลายในห้องนี้และภายในชั่วโมงนี้ ให้พวกเขาได้ยกร่างวาดภาพถึงทางเลือกทั้งหลายของประเทศไอร์แลนด์อย่างทันทีทันใดในโอกาสนี้. คุณอ่านยุทธศาสตร์ของรัฐบาลไอริช, ไม่มีอะไรอยู่ที่นั่นเลย. แทบเกือบจะไม่มีอยู่ที่ในนั้น. คุณจะไม่รู้เลยว่ามันได้มีสิ่งใดที่จะทำกับประเทศไอร์แลนด์.  มันมีอยู่ค่อนข้างมากก็เพียงแค่...การแอภิปรายถกเถียงกันทั่วๆไปไม่มีอะไรอ้างอิง. นั่นคือความเป็นเกาะ และมันก็มีคุณสมบัติทั้งหลายเหล่านี้และ 4.7 ล้านคนอาศัยอยู่ที่นั้นและมันมีสามข้อเหล่านี้.  (Okay, my point is the following put a bunch of very good engineers in the room and within an hour they’ll sketch out Ireland’s options incidentally. If you read the Irish government’s strategy, there’s nothing there. There are almost nothing there. You wouldn’t know that it had anything to do with Ireland. It’s pretty much a just…a plain generic discussion with no reference. That there is an island and it has these properties and 4.7 million live there and it has these three.)

ดังนั้น, ไม่มีอะไรเกี่ยวกับประเทศไอร์แลนด์แต่มันเอ่ยถึงถึงปัญหาทั่วไปทั้งหลาย แต่มันก็ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง. บางทีรัฐบาลอย่างทางการเมืองไม่ได้รู้สึกว่าพร้อมสำหรับการแก้ไขปัญหา. หรือบางทีรัฐบาลนั้นไม่ได้รู้ถึงความแตกต่างระหว่างเอกสารที่เรียบง่ายกับการแก้ปัญหาที่แท้จริง. แต่จุดของผมน่าจะเป็นว่า จะคลี่คลายแก้ไขปัญหานี้อย่างไรในระกดับท้องถิ่นก็คือ การเข้าใจปัญหา. แล้วก็วิเคราะห์มัน.  (So, nothing about Ireland is mentioned but it mentions the general problem but it’s not really problem solving. Maybe the government politically doesn’t feel ready for problem solving. Or maybe the government doesn’t know the different of a plain generic document and real problem solving. But my point would be how to solve this problem locally is understand the problem. Analize it.)

การเข้าใจอะไรที่ผมได้เรียกว่า เส้นแนวเขตความเป็นไปได้ในการผลิต ว่ามีแนวโน้มเช่นไร. อะไรคือการเลือกทั้งหลายที่นี่? จะอย่างไรก็ตาม, มากเท่าไรที่พลังงานลมซึ่งประเทศไอร์แลนด์ครอบครองในเชิงเศรษฐกิจ? ผมไม่รู้, แต่ผมพนันๆได้ดเลยในหนึ่งชั่วโมงว่าผมไม่ได้ไม่รู้มากไปกว่ารัฐบาลเป็น. บางที, เพราะว่าผมรู้ว่าจะถามใครได้ หรืออย่างน้อยที่สุดผมควรถาม. และเช่นนั้นเมื่อนั่นไม่ได้เพียงพอ, ผมก็จะสำรวจค้นหาทางเลือกทั้งหลายอื่นที่รัฐบาลพูดถึงคุยอย่างมากในเชื้อเพลิงชีวภาพ, ผมไม่ปักใจมากเกินไปนักเพราะว่าชีวมณฑลนั้นต้องแข่งขันกับความจำเป็นต้องการด้านอาหาร, มันต้องแข่งขันกับความจำเป็นต้องการทางสภาพแวดล้อม.  (Understand what I have called the production possibility frontier10 looks like. What are the choices here? By the way, how much wind power does Ireland economically possess? I don’t know, but I bet in an hour I don’t know more than the government does. Maybe, because I know who to ask or at least I’d ask. And then when that’s not enough, I would explore other options the government talks a lot about biofuels, I’m not so convinced because the biosphere11 competes with food needs, it competes with ecosystem need.)

10 "The production possibility frontier" แปลว่า "เส้นขอบเขตความเป็นไปได้ในการผลิต" หรือ "เส้นแนวโน้มความเป็นไปได้ในการผลิต" (PPF) เป็นกราฟที่แสดงถึงการผสมผสานสูงสุดของสินค้าหรือบริการสองชนิดที่สามารถผลิตได้โดยใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดและเทคโนโลยีที่มีอยู่ แนวคิดนี้แสดงให้เห็นถึงหลักการของความขาดแคลน (scarcity) ต้นทุนค่าเสียโอกาส (opportunity cost) และการแลกเปลี่ยน (trade-off) 

11https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B5%E0%B8%A7%E0%B8%A1%E0%B8%93%E0%B8%91%E0%B8%A5

ดังนั้น, ผมไม่แน่ใจไม่ว่าทางใดก็ทางหนึ่ง, แต่ผมก็จะพยายามที่จะเข้าใจการเลือกทั้งหลายที่แท้จริงของไอร์แลนด์. และบนพื้นฐานนั่น, คุณก็สามารถทำให้ทางแก้ไขปัญหาเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาได้และคุณก็สามารถนำเอานักนิเวศน์วิทยาเข้ามาในที่นี่ได้, พวกเขาไม่ได้เช้าเกินไปในเรื่องราวนี้. แต่ในบางจุด, นักเศรษฐศาสตร์ทั้งหลายสามารถพูดถึงทางแก้ไขปัญหานั่นได้ว่าสามารถที่จะถูกช่วยได้จริงๆโดยการขึ้นภาษีกับการปล่อยคาร์บอนออกมา, เป็นตัวอย่าง. แค่เป็นเช่นหนึ่งตัวอย่างของอะไรที่นโยบายการเข้าถึงอาจจะเป็นได้ หรือตัวอย่างสามารถถภูกช่วยได้โดยการลงทุนในดับลินในสถานีชาร์จไฟฟ้าของรถยนต์ไฟฟ้า.   (So, I’m not sure one way or another, but I would try to understand Ireland’s real choices. And on that basis, you can fashion solutions and you can bring in an economist here, they’re not too early in the story. But at some point, the economists could say that solution can really be helped by putting a tax on carbon emissions for example. Just as one example of what a policy approach might be or that example can be helped by Dublin investing in charging stations for electric vehicles.)

ดังนั้น, การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน หรือดับลินสามารถตัดสินใจได้ว่ามันกำลังไปต่อกับทั้งหมดนั่นตามกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของมันในกองขบวนรถแท็กซี่ในอนาคตว่าต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า ดังนั้นแล้วเราก็เริ่มต้นก้าวกระโดดการบูรณาการรถยนต์ไฟฟ้าดเข้าสู่เศรษฐกิจ. (So, building infrastructure or Dublin could decide that it’s going that all its procurement of taxi fleets in the future have to be electric vehicles so that we jumpstart the integration of EVs into the economy.)

พิธีกร:  ขอบคุณครับ, ที่ได้...(Thank you, having…)

ศจ. แซ็คส์(Prof. Sachs):         แค, ขอโทษครับ, ขอแค่อีกหนี่งวินาที. เรื่องการคลี่คลายปัญหานี้. และการลงไปสู่บรรทัดล่างสุด, การคลี่คลายปัญหาเป็นอะไรจริงๆที่จำเป็นต้องทำให้ได้, มันไม่ใช่การเมืองต้องมาก่อน. มันไม่ใช่เกม; มันไม่ใช่คำมั่นสัญญาแรกของการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง. มันไม่ใช่ว่าเขากำลังจะทำเรื่องนี้ หรือเธอกำลังจะทำเรื่องนั้น, มันคือปัญหาที่ต้องแก้ไข. อย่างแรก, คือถ้าการคลี่คลายแก้ไขปัญหาเป็นที่ดีแล้วผู้คนมากมายทั่วตลอดภูมิทัศน์การเมืองก็สามารถพูดได้ว่า โอ้ นั่นเป็นเหตุผลที่ดีนะ. และแล้วคุณก็จะรู้ว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่กับอะไรบางอย่าง.   (Just, sorry, just a one second. This is problem solving. And getting to the bottom line, solving the problem is really what needs to be done, It’s not politics first. It’s not a game; it’s not a campaign pledge first. It’s not he’s going to do this or she’s going to do that, it’s problem solving. First, if the problem solving is good then a lot of people across the political landscape can say oh that makes sense. And then you know you’re on to something.)

พิธีกร:  ขอบคุณครับ, ผมแน่ใจว่าเราน่าจะร่วมแอยู่คุยกันได้ทั้งวันแต่ต้องเตือนท่านด้วยว่ามีตารางเวลางานของท่านอยู่, ศาสตราจารย์ แซ็คส์, ผมคิดว่าเราจำเป็นต้องรวบการประชุมในชั่วขณะนี้แล้ว ขอผมขอบคุณทุกคนนผู้ที่อยู่ในที่นี้ ผู้ที่มาร่วมสนุกกับโอกาสที่ล้ำเลิศที่นี้ที่ UCD และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง, ขอบคุณครับ, ศาสตราจารย์ เจฟฟรีย์ แซ็คส์สำหรับสร้างโอกาสและพูดได้ทรงพลังอย่างมากในวันนี้.  (Thank you. I’m sure we could all engage all day but having regard to your schedule Professor Sachs, I think we need to wrap up the session at this moment could I thank everyone who’s here who’s come to enjoy this really splendid occasion here at UCD and particularity thank, thank Jeffrey Sachs for making occasion and speaking to so powerfully today.)

          https://youtu.be/Vdm3I_M-TsU?si=Ek51wYRENGjWIfqK

                                                           

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น