มนุษย์มาจากไหน? คำตอบอันตื่นตกใจของพุทธศาสนา
Where
do humans come from? Daily Buddhism Podcast
https://youtu.be/-VtGsCxnljI?si=cFHsCBUVPkHOIMu7
มนุษย์ทั้งหลายมาจากที่ไหน? คำตอบอันน่าตื่นตกใจของพุทธศาสนา
(Where
do humans come from? Buddhism’s shocking answer.)
คุณได้รู้หรือไม่ว่าร่างหกายของคุณในขณะนี้มีอยู่กว่า
37 ล้านล้านเซลล์กำลังส่องแสง? นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายเรียกนี้ว่า ไบโอโฟตอน
และมีเหตุผลหนึ่งว่าทำไมเรายังคงความสามารถนี้ไว้. เพราะว่าอ้างอิงตามพุทธศาสนา,
มนุษย์ตามกำเนิดดั้งเดิมแล้วไม่ได้วิวัฒนาการมาจากวานรทั้งหลาย.
เราได้รับการถ่ายโอนอำนาจนี้มาจากสิ่งมีชีวิตเรืองแสงผู้ที่สามารถบินได้,
ไม่จำเป็นกินอาหาร, และได้มีชีวิตอยู่ในความปีติอันพิสุทธิ์. เรื่องนี้ฟังดูเหมือนบ้าบอ.
NASA
เพิ่งได้ค้นพบชีวิตในรูปแบบที่มีพลาสมาเป็นพื้นฐานทั้งหลายในอวกาศ. (Did you know that in your body right at
this moment there are over 37 trillion cells emitting light? Scientists call
this biophoton1 emission. And
there’s a reason why we still retain this ability. Because according to
Buddhism, humans originally did not evolve from apes. We devolved from luminous
being who could fly, didn’t need to eat, and lived on pure joy. This sounds
crazy. NASA just discovered plasma-based life forms in space.)
1 ไบโอโฟตอน (Biophoton) คือ อนุภาคแสงอ่อนมาก (โฟตอน) ที่ปล่อยออกมาจากเซลล์สิ่งมีชีวิต
โดยมีความเข้มต่ำกว่าแสงที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่ามาก
และเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการเมแทบอลิซึมในเซลล์ ไบโอโฟตอนเป็นปรากฏการณ์ที่ได้รับการศึกษาว่าเป็นการ "สื่อสาร" หรือ "ควบคุม" การทำงานของเซลล์ และมีความเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงทางชีวภาพภายในร่างกาย
ลักษณะสำคัญ
- แหล่งกำเนิด: เกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมภายในเซลล์สิ่งมีชีวิต
ซึ่งรวมถึง ดีเอ็นเอ (DNA), ไมโทคอนเดรีย
และสารสื่อประสาท
- ความเข้ม: มีความเข้มต่ำมากจนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
- การวิจัย: ถูกค้นพบครั้งแรกในทศวรรษ 1920 โดยนักวิทยาศาสตร์ชาวรัสเซีย Alexander Gurwitsch และมีการวิจัยเพิ่มเติมในเวลาต่อมาโดย Fritz-Albert Popp ซึ่งชี้ให้เห็นถึงบทบาทของไบโอโฟตอนในการสื่อสารระหว่างเซลล์
- ผลกระทบ:
- เชื่อว่ามีบทบาทในการควบคุมกระบวนการทางสรีรวิทยาของร่างกาย
- การเปลี่ยนแปลงความเข้มของไบโอโฟตอนอาจมีความสัมพันธ์กับสภาวะทางอารมณ์ของมนุษย์
ความแตกต่างจาก Bioluminescence
ไบโอโฟตอนแตกต่างจาก «ไบโอลูมิเนสเซนต์»
(Bioluminescence) เช่น หิ่งห้อย
ที่เรืองแสงได้ด้วยปฏิกิริยาเคมีที่สว่างกว่ามาก โดยไบโอโฟตอนเป็นเพียงแสงอ่อนๆ
ที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า
การประยุกต์ใช้ทางการแพทย์
- การบำบัดด้วยแสงไบโอโฟตอน: เป็นแนวคิดในการใช้พลังงานแสงบำบัด
โดยเชื่อว่าสามารถช่วยกระตุ้นการผลิตฮอร์โมนเอ็นโดรฟินและเซโรโทนิน
ซึ่งอาจช่วยบรรเทาอาการต่างๆ เช่น ความเครียด ภาวะซึมเศร้า อาการปวดเรื้อรัง
และปัญหาผิวหนัง
- การวินิจฉัยโรค: มีการศึกษาเพื่อใช้การตรวจวัดไบโอโฟตอนเป็นเครื่องมือในการประเมินสภาวะสุขภาพของเซลล์หรือเนื้อเยื่อ
* https://en.wikipedia.org/wiki/Biophoton
สถาบันชีววิทยาควอนตัมแห่งออกฟอร์ด
กำลังศึกษาเรื่องฺจิตสำนึกควอนตัม, และวิทยาลัยการแพทย์ของฮาร์วาร์ดก็ได้พิสูจน์แล้วว่าการปฏิบัติสมาธิสามารถเปลี่ยนแปลง
DNA ได้. บางทีวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็กำลังพิสูจน์ได้ทีละนิดๆถึงอะไรซึ่งพระพุทธเจ้าได้รู้แล้วเมื่อ
20,500 ปีก่อน. (The Quantum Biology Institute at Oxford is studying quantum
consciousness, and Havard Medical School has proven that meditation can change
DNA. Perhaps modern science is gradually proving what the
Buddha knew 2,500 years ago.)
ตอนที่ 1:
จักรวาลนี้ไม่ได้มีจุดเริ่มต้น (Part 1: The Universe Has No
Beginning Point)
เมื่อไอน์สไตน์ได้พัฒนาทฤษฎีสัมพันธภาพ,
เขาได้พิสูจน์บางอย่างโดยไม่ตั้งใจว่าพระพุทธเจ้าได้สอนมาก่อนแล้ว 2,500 ปี.
เวลานั้นไม่ได้เป็นเส้นตรง. ในทางพุทธศาสนา, ไม่มีบิ๊ก แบงครั้งแรก.
จักรวาลมีอยู่ในวัฏจักรไร้ที่สิ้นสุด, กำลังขยายตัวและหดตัว เหมือนลมหายใจของสิ่งมีชีวิตขนาดยักษ์.
(When
Einstein developed the theory of relativity, he inadvertently proved something
that the Buddha had taught 2,500 years earlier. Time is not linear. In Buddhism,
there is no first Big Bang2. The universe exists
in endless cycles, expanding and contracting like the breath of a gigantic being.)
2 Big Bang คือทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายการกำเนิดและวิวัฒนาการของเอกภพ โดยเชื่อว่าเอกภพเริ่มต้นขึ้นเมื่อประมาณ 13,800 ล้านปีก่อน
จากจุดที่มีความหนาแน่นและร้อนจัดอย่างยิ่งยวด (ภาวะเอกฐาน)
แล้วเกิดการขยายตัวอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอวกาศ เวลา และสสารขึ้น แม้จะถูกเรียกว่า
"การระเบิดครั้งใหญ่" แต่ที่จริงแล้วคือการขยายตัวของอวกาศเอง
ซึ่งหลักฐานที่สนับสนุนทฤษฎีนี้คือการขยายตัวของเอกภพที่สังเกตได้จากปรากฏการณ์เรดชิฟต์ของกาแล็กซี
และการค้นพบ รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล
รายละเอียดเพิ่มเติม
- จุดกำเนิด: เอกภพเริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ที่ร้อนและหนาแน่นมาก
- การขยายตัว: จุดนั้นได้ขยายตัวออกอย่างรวดเร็วและต่อเนื่อง
กลายเป็นอวกาศ เวลา และสสารที่เราเห็นในปัจจุบัน
- การขยายตัวของอวกาศ: เป็นการขยายตัวของอวกาศเอง
ไม่ใช่การระเบิดที่สสารพุ่งออกจากจุดศูนย์กลางไปในอวกาศ
- หลักฐาน: หลักฐานสำคัญที่สนับสนุนทฤษฎีนี้ ได้แก่
- ปรากฏการณ์เรดชิฟต์ (Redshift): การสังเกตการณ์กาแล็กซีที่เคลื่อนที่ห่างออกไป
ซึ่งบ่งชี้ว่าเอกภพกำลังขยายตัว
- รังสีไมโครเวฟพื้นหลังของจักรวาล
(Cosmic
Microwave Background): คือร่องรอยความร้อนจากช่วงแรกเริ่มของเอกภพ
ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่ทำให้ทฤษฎีนี้เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง
- ปริมาณธาตุเบา: สัดส่วนของธาตุเบาในเอกภพ
(เช่น ไฮโดรเจนและฮีเลียม) สอดคล้องกับสิ่งที่ทฤษฎีบิ๊กแบงทำนายไว้
การที่จะอธิบายภาพความยาวของวัฏจักร/วงรอบทั้งหลายเหล่านี้,
พระพุทธเจ้าได้ให้การอุปมาอุปมัยอันน่าทึ่งไว้. ให้จินตนการถึงภูเขาหินแข็งแกร่งหนึ่งขนาดใหญ่โตกว้างเป็นหนึ่งโยชน์,
ประมาณ 11 ไมลสิ์. ถ้ามีบางคนได้ปัดมันด้วยผ้าไหมบางๆครั้งหนึ่งในทุกร้อยปี, เวลาที่มันจะทำให้สึกหายไปของภูเขาลูกนั้นจะเป็นที่สั้นไปกว่าหนึ่งกลป์.
และหนึ่งกัลป์, นั่นก็ยังเป็นเพียงแค่หน่วยเล็กๆของฺวัฏจักร/วงรอบอันไร้ที่สิ้นสุดของจักรวาล.
(To illustrate
the length of these cycles, the Buddha gave an amazing metaphor. Imagine a
solid rock mountain as big and wide as a yojana, about 11 miles. If
someone brushed it with a thin silk cloth once every 100 years, the time it
would take to wear away that mountain would still be shorter than one kalpa.
A kalpa, that’s just a small unit of time in countless cosmic cycles.)
อะไรที่น่าทึ่งก็คือ
อะไรที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังค้นพบเกี่ยวกับพหุภพจักรวาลคู่ขนานอันนับไม่ถ้วน,
นี้เป็นที่ชัดเจนตรงกับอะไรที่พุทธศาสนาได้อธิบายเอาไว้ใน พรหมชาล สูตร,
มีระบบโลกโพ้นเลยระบบทั้งหลายขยายออกไปเป็นอนันต์ในทุกทิศทางทั้งหลาย. (What’s amazing is that what modern
science is discovering about the multiverse countless parallel universe3, is exactly
what Buddhism describes in the Brahma Jala Sutra4, there world
systems beyond systems extending infinitely in all directions.)
3 "Multiverse countless parallel universe" แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "พหุภพ" ซึ่งหมายถึงการมีอยู่ของจักรวาลจำนวนมหาศาลนับไม่ถ้วน
หรือ "พหุภพ" (multiverse) ที่เต็มไปด้วย "เอกภพคู่ขนาน" (parallel universe) นับไม่ถ้วน
- พหุภพ (Multiverse): หมายถึงกลุ่มของจักรวาลทั้งหมด ซึ่งรวมถึงจักรวาลของเราด้วย
- เอกภพคู่ขนาน (Parallel universe): หมายถึงจักรวาลอื่นๆ
ที่แตกต่างจากจักรวาลของเรา ซึ่งอาจมีกฎฟิสิกส์หรือสิ่งต่างๆ แตกต่างออกไป
- "countless": เน้นย้ำถึงการมีอยู่ของเอกภพคู่ขนานที่ "นับไม่ถ้วน" ซึ่งเป็นแนวคิดหนึ่งของทฤษฎีพหุภพ
4 https://en.wikipedia.org/wiki/Brahmaj%C4%81la_S%C5%ABtra
ดร. ไบรอัน กรีน, นักฟิสิกส์ ที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย,
ครั้งหนึ่งได้บอกว่า, “คสวามเป็นไปได้ของจักรวาลคู่ขนานอันไร้ที่สิ้นสุดนั้น
ไม่ได้เป็นนิยายวิทยาศาสตร์อีกต่อไปแล้ว แต่พระพุทธเจ้าได้รู้ถึงเรื่องนี้มาตั้งแต่โบราณกาล.
แต่ถ้าจักรวาลนี้ไม่ได้มีจุดเริ่มต้น, แล้วมนุษย์เริ่มแรกทั้งหลายดูเป็นเช่นไรรึ?”
คำตอบจะท้าทายต่อทุกสิ่งที่คุณคิดไปถึงได้เกี่ยวกับวิวัฒนาการ และอาจจะอธิบายว่าทำไมมนุษย์ทั้งหลายมีความสามารถแปลกๆทั้งหลายยังคงเป็นที่ไม่เข้าใจได้อยู่.
(Dr. Brian Greene, physicist at
Columbia University, once said, “The possibility of countless parallel
universes is no longer science fiction but Buddhism has known this since
ancient times. But if the universe has no beginning point, what did the first humans look like?” The answer will challenge everything
you think about evolution and may explain why humans have strange abilities
that science still doesn’t understand.)
5 https://en.wikipedia.org/wiki/Brian_Greene
ตอนที่
2: มนุษย์รายแรก
- ไม่ได้เป็นอะไรอย่างที่คุณคิด (Part 2: The First human – not what you think)
ในอัคคัญญ สูตร, พระพุทธเจ้าได้อธิบายถึงสิ่งมีชีวิตแรกอย่างละเอียด
ที่มันทำให้นักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ทั้งหลายต้องย้อนกลับไปคิดถึงจุดกำเนิดของมนุษยชาติกันใหม่.
ที่ในเวลานั้น,สิ่งมีชีวิตทั้งหลายถูกสร้างขึ้นโดยจิต, หล่อเลี้ยงอยู่ด้วยปีติ,
เรืองแสงในตนเอง, เคลื่อนที่ผ่านไปในอากาศ. นี้ไม่ใช่บทกวีหรือคำอุปมาอุมัย. (In the Aganya Sutra6, the Buddha describes the first
beings in such detail that it makes modern scientists rethink the origin of
humanity. At that time, beings were Mind made, nourished by joy, self-luminous,
moving through the air. This isn’t poetry or metaphor.)
6 อัคคัญญสูตร คือพระสูตรที่ 27
ในคัมภีร์ทีฆนิกาย
บรรยายถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ทรงอธิบายถึงกำเนิดของโลกและสังคม
รวมถึงวรรณะต่างๆ โดยสอนว่า วรรณะและวงศ์ตระกูลไม่ใช่สิ่งสำคัญเท่ากับการบรรลุธรรม
นอกจากนี้ยังอธิบายถึงความสำคัญของกรรมและการดำรงอยู่ของโลกที่ไม่ได้มีพระผู้สูงสุดเป็นผู้กำหนด
- การเทศนาต่อพราหมณ์: พระสูตรนี้พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่พราหมณ์สองรูปคือ
ภราดวัชและวาเสฏฐะ ซึ่งถูกดูหมิ่นจากวรรณะของตน
- ธรรมะเหนือวรรณะ: พระพุทธเจ้าทรงชี้ให้เห็นว่าความสำเร็จในการปฏิบัติธรรมและการเป็นพระอรหันต์นั้นสำคัญกว่าวรรณะ
- กำเนิดโลกและสังคม: พระองค์ทรงอธิบายกระบวนการที่ทำให้เกิดโลกและสังคม
รวมถึงระบบวรรณะต่างๆ
- ความเป็นสากลของธรรม: พระสูตรเน้นย้ำถึงความเป็นสากลของธรรมะว่าสิ่งที่ดีที่สุดเหนือสิ่งอื่นใด
พระพุทธเจ้ากำลังอธิบายถึงรูปแบบชีวิตที่แตกต่างไปอย่างสมบูรณ์สิ้น.
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายเหล่านี้ไม่ได้จำเป็นต้องการอาหารที่เป็นสสาร/วัตถุ.
พวกเขากินความปีติ, ปีติในภาษาบาลีแปลว่าความอิ่มเอมใจ.
พวกเขาไร้เพศ. ไม่มีขอบเขตทางกายภาพ, และที่สำคัญอย่างมากที่สุด,
พวกเขาเรืองแสงในตนเองเหมือนดวงดาวทั้งหลายที่มีชีวิต. ฟังดูไม่สามารถเชื่อได้.
(The Buddha is describing a completely different form
of life. These beings didn’t need material food. They ate joy, piti in pari.
They had no gender, no clear physical boundaries, and most importantly, they
were self-luminous like living stars. Sounds unbelievable.)
ลองพิจารณาสิ่งนี้. ผ่านออกมา 95% ของประวัติศาสตร์ของจักรวาล,
แสงสว่างได้เป็นรูปแบบพลังงานหลักอันโดดเด่น. สสาร/วัตถุทำได้
5%. และแม้กระทั่งในร่างกายมนุษย์ปัจจุบัน, เรายังคงมีเซลล์เรืองแสงชีวภาพทั้งหลายอยู่.
ดร. ฟริทซ์ อัลเบิร์ต ป็อปป์, นักสรีรวิทยาในเยอรมนี,
ได้ค้นพบว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหมดปล่อยโฟตอนทั้งหลายออกมา. เขาเรียกมันว่าการปล่อยไบโอโฟตอน.
บางทีสิ่งฃมีชีวิตเรืองแสงในพุทธศาสนาไม่ได้เป็นสิ่งลี้ลับทั้งสิ้น.
แต่อะไรได้บังเกิดถัดไปรึ? (Consider this. Throughout 95% of
universe’s history, light has been the dominant form of energy. Matter only
makes up 5%. And even in the current human body, we still have bioluminescent
cells7. Dr. Fritz Albert Popp8, physiologist in Germany, discovered
that all living cells emit photons9. He calls this biophoton emission. Perhaps
the light beings in Buddhism aren’t entirely mythical. But what happened next?)
7 Bioluminescent cells แปลว่า เซลล์เรืองแสงชีวภาพ หมายถึง
เซลล์ของสิ่งมีชีวิตที่สามารถเปล่งแสงได้เองผ่านปฏิกิริยาทางชีวเคมีภายในเซลล์
ปรากฏการณ์นี้พบได้ในสิ่งมีชีวิตหลากหลายชนิด เช่น แบคทีเรีย สาหร่ายบางชนิด แมลง
และสัตว์ทะเลต่างๆ
คำอธิบายเพิ่มเติม
- กลไกการเรืองแสง: เกิดจากปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารตั้งต้น
(เช่น ลูซิเฟอริน) และเอนไซม์ (เช่น ลูซิเฟอเรส) โดยมีออกซิเจนและพลังงานจากเซลล์
(ATP) เป็นองค์ประกอบสำคัญ
- ประโยชน์: สิ่งมีชีวิตใช้การเรืองแสงเพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ
เช่น
- การสื่อสาร: การดึงดูดคู่ผสมพันธุ์
(เช่น หิ่งห้อย)
- การป้องกันตัว: การทำให้ศัตรูตกใจกลัว
- การล่อเหยื่อ: การล่อเหยื่อที่อ่อนแอให้เข้ามาใกล้
- ตัวอย่าง:
- แบคทีเรียเรืองแสง: พบมากในสภาพแวดล้อมทางทะเล
และบางชนิดถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือตรวจวัดทางวิทยาศาสตร์
- แมงกะพรุน: เป็นที่รู้จักจากโปรตีนเรืองแสงสีเขียว
(GFP) ที่มีประโยชน์อย่างยิ่งในการศึกษาชีววิทยาและทางการแพทย์
- สาหร่ายเรืองแสง (ไดโนแฟลกเจลเลต): เมื่อถูกรบกวนจะเปล่งแสงสีฟ้าหรือเขียวเป็นประกาย
8 https://en.wikipedia.org/wiki/Fritz-Albert_Popp
9 โฟตอน คือ อนุภาคขนาดเล็กที่สุดของแสง และเป็นตัวนำพาพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้า สามารถจินตนาการได้ว่าเป็น "แพ็กเก็ต"
พลังงานแสงขนาดเล็กที่ไม่มีมวลและไม่มีประจุ โฟตอนมีคุณสมบัติทั้งความเป็นอนุภาค
(เช่น มีโมเมนตัม) และความเป็นคลื่น (เช่น มีความยาวคลื่นและความถี่)
ซึ่งเป็นแนวคิดที่เรียกว่า ความเป็นทวิลักษณ์ของคลื่นและอนุภาค
คุณสมบัติหลักของโฟตอน
- อนุภาคของแสง:
โฟตอนเป็นหน่วยพื้นฐานที่สุดของแสงและรังสีแม่เหล็กไฟฟ้า
- ไม่มีมวลและประจุ:
โฟตอนเป็นอนุภาคไร้มวลและไม่มีประจุไฟฟ้า
- เคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสง:
เนื่องจากไม่มีมวล โฟตอนจึงเคลื่อนที่ด้วยความเร็วแสงในสุญญากาศ
- มีพลังงานและโมเมนตัม:
แม้จะไม่มีมวล โฟตอนก็มีทั้งพลังงานและโมเมนตัม
- คุณสมบัติทวิลักษณ์:
โฟตอนสามารถแสดงพฤติกรรมได้ทั้งแบบอนุภาคและคลื่น
- มีปฏิยานุภาค:
โฟตอนมีปฏิยานุภาคของตัวเอง คือ
"ปฏิโฟตอน"
อ้างตามคัมภีร์อัคคัญญ สูตร,
บางสิ่งเรียกว่าง้วนดินได้ปรากฏขึ้น. มันมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง,
รสหวานเหมือนน้ำตาล. สิ่งมีชีวิตเรืองแสงถูกขับดันด้วยความอยากรู้อยากเห็น,
ลิ้มรสมัน. นี้เป็นอาหารอย่างแรก. และจากนั้นไปแล้ว, ทุกสิ่งก็เริ่มต้นที่จะเปลี่ยนแปลงในหนทางทั้งหลายที่เราไม่เคยสามารถจินตนาการได้.
เมื่อพวกเขาได้กินอาหารสสาร/วัตถุ, แสงธรรมชาติของพวกเขาก็เริ่มต้นเลือนหรี่ลง.
ความแตกต่างั้งหลายในรูปลักษณ์เริ่มต้นปรากฏขึ้น. (According to the Agni sutra, something called earthly
essence appeared. It smelled fragrant like honey, sweet like sugar. The light
beings driven by curiosity, tasted it. This was the first food. And from then
on, everything began to change in ways we could never imagine. When they ate
material food, their natural light began to dim. Differences in appearance
began to emerge.)
บางสิ่งมีชีวิตเริ่มต้นที่จะสังเหกตเห็นความแตกต่างทั้งหลายในรูปทรงและความภูมิใจของพวกเขาก็เกิดขึ้นในหัวใจของพวกเขา.
พระพุทธเจ้าตรัสว่า, เป็นเช่นนี้เมื่อลักษณะเพศได้ปรากฏขึ้น. ในตอนแรกเริ่ม,
สิ่งมีชีวิตทั้งหลายนี้เป็นลักษณะผสมทั้งสองเพศ, แต่เมื่อร่างกายภาพเกิดเป็นรูปธรรมขึ้น,
คุณลักษณะของชายและหญิงกลายเป็นแตกต่างอย่างเห็นได้ชัด. การสืบพันธุ์ทางเพศได้เริ่มต้นกระบวนการขึ้น
ที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า, ได้ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดยกรรม. (Some beings began to notice differences in their forms and pride
arose in their hearts. The Buddha said, this is when gender appeared.
Initially, beings were androgynous, but as the physical body materialized, male
and female characteristics became distinct. Sexual reproduction began a process
that Buddhism says was created by Karma.)
แต่สิ่งแปลกประหลาดอ้างอิงตามที่พุทธศาสนาว่า
การกลายเป็นมนุษย์ปัจจุบันนั้นอย่างแท้จริงแล้ว ได้รับการถ่ายโอนอำนาจและหลักฐานในดเชิงวิทยาศาสตร์ก็สนับสนุนนี้ซ่อนเร้นอยู่ในโครงสร้างเซลล์อย่างยิ่งของเรา. (But the strange thing is according to Buddhism becoming
current human is actually devolution and there’s scientific evidence supporting
this hidden in our very cellular structure.)
ตอนที่
3:
ทำไมวิวัฒนาการแท้จริงแล้วคือการได้รับการถ่ายโอนอำนาจมา (Part 3: Why Evolution Is Actually
Devolution)
เรื่องนี้บางทีเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันมากที่สุ,
แต่เรามาพิจารณากันถึงหลักฐานเชิงวิทยาศาสตร์. อ้างอิงจากพุทธศาสนา,
กระบวนการจากสิ่งมีชีวิตเรืองแสงถึงมนุษย์ปัจจุบันนั้นเป็นการเสื่อมลง,
ไม่ใช่ก้าวหน้า. การสูญเสียความสามารถที่เรืองแสงในตนเอง หมายถึงการสูญเสียพลังงานธรรมชาติอันเป็นนิรันดร์.
แทนที่จะเป็นเช่นนั้น, เรากลับต้องพึ่งพาอยู่กับอาหาร, แหล่งพลังงานที่จำกัดและไม่ยั่งยืน.
ลองคิดถึงสิ่งนี้, พืชทั้งหลายสามารถสังเคราะห์แสงสร้างสรรค์พลังงานจากแสงด้วยตัวของพวกเขาเองได้.
แต่มนุษย์ทั้งหลาย, เราต่องฆ่าสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อที่จะอยู่รอดชีวิต. (This may be the most controversial part, but let’s consider
the scientific evidence. According to Buddhism, the process from light beings
to current humans is a decline, not progress. Losing the ability to self-luminous
means losing an infinite natural energy source. Instead, we have to depend on
food, a limited and inefficient energy source. Think about this. Plants can
photosynthesize creating energy from light themselves. But humans, we have to
kill other beings to survive.)
จากทัศนียภาพด้านพลังงาน,
สิ่งนี้เป็นการก้าวถอยหลังอย่างแท้จริง. ดร. นิค เลนแห่งมหาวิทยาลัยคอลเลจ
ลอนดอนได้ศึกษาวิกฤตการณ์พลังงานในวิวัฒนาการ. เขาได้ค้นพบว่าการเปลี่ยนถ่ายจากการใช้พลังงานแสงไปเป็นพลังงานเคมี
ที่จริงแล้วคือการลดทอนประสิทธิภาพของชีวิต. แต่มีบางอย่างกระทั่งลึกลงไปยิ่งกว่านั้น.
(From an energy
perspective, this is truly a step backward. Dr. Nick Lane10 at University College London has
studied the energy crisis in evolution. He discovered that the transition from
using light energy to chemical energy actually reduces efficiency of life. But
there’s something even deeper.)
10 https://en.wikipedia.org/wiki/Nick_Lane
ในทางฟิสิกส์, เรามีแนวความคิดของเอนโทรปี.
แนวโน้มที่ระบบทั้งหลายทั้งหมดจะเปลี่ยนจากความเป็นระเบียบไปสู่ความโกลาหล. อะไรที่พุทธศาสนาอธิบายเกี่ยวกับการเสื่อมจากสิ่งมีชีวิตเรืองแสงไปเป็นมนุษย์วัตถุนั้น
เป็นไปตามกฎข้อที่สองของหลักอุณหพลศาสตร์อย่างสมบูรณ์. (In physics, we have the concept of entropy11. The tendency of all systems to go
from order to chaos12. What Buddhism describes about the decline from light beings
to material humans completely align with the second law of thermodynamics13.)
11 Entropy ในภาษาไทยคือ เอนโทรปี ซึ่งแปลว่า การวัดระดับความไม่เป็นระเบียบหรือความไม่แน่นอนของระบบ ยิ่งระบบมีความไม่เป็นระเบียบมาก เอนโทรปีก็ยิ่งสูง และในทางกลับกัน
เอนโทรปีที่ต่ำก็แสดงถึงความไม่เป็นระเบียบที่น้อยลง
- ความหมายทางอุณหพลศาสตร์: เป็นการวัดพลังงานความร้อนที่ไม่สามารถนำมาทำงานได้
- ความหมายเชิงสถิติ: เป็นการนับจำนวนการจัดเรียงที่เป็นไปได้ในระดับจุลภาคที่ส่งผลให้เกิดสถานะภายนอกเดียวกัน
- ความหมายทางทฤษฎีข้อมูล: เป็นการวัดปริมาณข้อมูลที่มากขึ้นหรือความไม่แน่นอนที่มากขึ้นในแหล่งข้อมูลสุ่ม
ตัวอย่าง:
- น้ำแข็ง มีเอนโทรปีต่ำ
เพราะโมเลกุลมีโครงสร้างที่เป็นระเบียบ
- ไอน้ำ มีเอนโทรปีสูงกว่าน้ำแข็งมาก
เพราะโมเลกุลเคลื่อนที่อย่างอิสระและไม่เป็นระเบียบ
12 https://en.wikipedia.org/wiki/Chaos_theory
13 "Completely align with the second law
of thermodynamics"
แปลว่า "เป็นไปตามกฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์อย่างสมบูรณ์" ซึ่งหมายความว่ากระบวนการนั้นสอดคล้องกับหลักการที่ว่า เอนโทรปี
(ความไม่เป็นระเบียบ) ของจักรวาลมีแต่จะเพิ่มขึ้น และไม่ลดลง
- กฎข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์: ระบุว่ากระบวนการธรรมชาติจะดำเนินไปในทิศทางที่เพิ่มเอนโทรปีของระบบที่แยกตัวออกจากสิ่งอื่นเสมอ
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เอนโทรปีของระบบที่แยกตัวจะไม่มีวันลดลงเมื่อเวลาผ่านไป
- ความหมายของ "เป็นไปตามอย่างสมบูรณ์": เมื่อนำมาใช้กับกฎข้อนี้
หมายถึงการดำเนินการหรือเหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นตามธรรมชาติและไม่มีการฝืนกฎ
เช่น การที่สิ่งของเก่าหรือเสื่อมโทรมลงตามธรรมชาติ
การที่ความร้อนกระจายตัวออกจากบริเวณที่มีอุณหภูมิสูงไปสู่บริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำ
* https://en.wikipedia.org/wiki/Second_law_of_thermodynamics
นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายที่ MIT – สถาบันเทคโนโลยีแห่งแมสสาซูเซตต์ ได้ค้นพบว่า ในกระบวนการวิวัฒนาการ มีทางตันของวิวัฒนาการ, กิ่งก้านวิวัฒนาการทั้งหลายที่นำไปสู่ความสลับซับซ้อนอันไม่จำเป็น
และการสูญพันธุ์อย่างสัมบูรณ์สิ้น. บางทีมนุษย์ปัจจุบันกำลังเดินไปบนเส้นทางเยี่ยงนั้น. (Scientists at MIT have
discovered that in the evolutionary process there are evolutionary dead-ends14, evolutionary branches that lead to
unnecessary complexity and ultimately extinction. Perhaps current humans are
walking on such a path.)
14 "Evolutionary dead-ends" แปลเป็นภาษาไทยได้ว่า "ทางตันของวิวัฒนาการ" ซึ่งหมายถึงกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่วิวัฒนาการไปในทิศทางที่ไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้
และสูญพันธุ์ไปในที่สุด
- ทางตัน (dead-end): หมายถึงจุดจบที่ไม่สามารถดำเนินต่อไปได้
- วิวัฒนาการ (evolution): คือการเปลี่ยนแปลงของลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตในรุ่นสู่รุ่น
- ทางตันของวิวัฒนาการ
(evolutionary dead-ends): เปรียบเสมือนเส้นทางวิวัฒนาการที่นำไปสู่การสูญพันธุ์
เนื่องจากสิ่งมีชีวิตไม่สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้
ในคัมภีร์อัคคัญญ
สูตร, เมื่อสิ่งมีชีวิตเรองแสงนั้นเริ่มต้นเริ่มต้นกินอาหารสสาร/วัตถุ,
ไม่เพียงแต่ทำให้ร่างกายของพวกเขาทั้งหลายเปลี่ยนแปลงไป, แต่จิตทั้งหลายก็กลายเป็นหยาบมากยิ่งขึ้นด้วยเช่นกัน.
ความหยาบนี้แผ่ขยายไปทั่วจิตทั้งหลายเป็นเช่นอวิชชาและตัณหา
ที่นำมาซึ่งความขัดแย้งเข้าไปในปฏิสัมพันธ์ภานในทั้งหลายของพวกเขา. สามยาพิษนี้ที่เป็นสาเหตุความทุกข์ทั้งหมดในชีวิตของมนุษย์.
(According to the
Agani Sutra, when beings began eating material food, not only did their bodies
change, but their minds also became coarser. This coarseness spread to their
minds as ignorance Avija and craving Tanha brought conflict into
their interactions15. This is when greed, hatred and delusion appeared. The three
poisons that cause all suffering in human life.)
15 "Their interactions" แปลว่า "การมีปฏิสัมพันธ์ของพวกเขา" หรือ "ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา" โดยหมายถึงการกระทำหรือพฤติกรรมที่แสดงต่อกัน
เช่น การพูดคุย การโต้ตอบ หรือการแสดงท่าทาง
- ปฏิสัมพันธ์ (Interaction): คือการกระทำหรือความสัมพันธ์เชิงพฤติกรรมที่เกิดขึ้นระหว่างกัน
- Their: แปลว่า "ของพวกเขา"
- ตัวอย่าง: "All of my
interactions with him have been very positive." แปลว่า
"ปฏิสัมพันธ์ทั้งหมดของฉันกับเขาเป็นไปในเชิงบวกมาก" engoo.co.th
ดร. โรเบิร์ต ซาโปลสกี้,
นักประสาทวิทยาศาสตร์ที่สแตนฟอร์ด, ได้พิสูจน์ว่าความเครียดและความโลภได้เปลี่ยนแปลงได้จริงต่อโครงสร้างสมองในเชิงลบ.
คอร์ติโซลจากความเครียดเรื้อรังจะทำให้ฮิปโปแคมปัสหดตัวฝ่อตัวลง และทำให้อะมิกดาลาโตใหญ่ผิดปกติขึ้น,
เขาอธิบาย. พูดได้อีกอย่างอื่น, ยิ่งโลภและวิตกกังวลมากขึ้นเท่าไหร่มนุษย์ก็จะกลายเป็นที่พวกเขามีปัญญาน้อยลงมากขึ้น. (Dr. Robert Sapolsky16, neuroscientist at Stanford, has
proved that stress and greed actually change brain structure negatively17. Cortisol from chronic stress shrinks
the hippocampus18 and enlarges the amygdala18, he explains. In other words, the
more greedy and anxious humans become, the less intelligent they become.)
16 https://en.wikipedia.org/wiki/Robert_Sapolsky
17 ความเครียดและความโลภสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างสมองได้จริง การเปลี่ยนแปลงนี้อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองในระยะยาว
ทำให้เกิดปัญหาทางจิตใจและพฤติกรรม
ความเครียด:
- ส่งผลต่อส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้
(hippocampus) และส่วนที่ควบคุมอารมณ์
(amygdala)
- ทำให้ความเครียดเรื้อรังส่งผลให้สมองส่วนฮิปโปแคมปัสมีขนาดเล็กลง
- ส่งผลให้สมองส่วนอะมิกดาลาขยายใหญ่ขึ้น
ความโลภ:
- ส่งผลต่อการทำงานของระบบสารสื่อประสาทโดพามีน
ซึ่งเกี่ยวข้องกับรางวัลและความพึงพอใจ
- การวิจัยพบว่าความโลภอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างสมอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและพฤติกรรม
ข้อควรจำ:
- การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและอาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล
- การทำความเข้าใจผลกระทบของความเครียดและความโลภต่อสมองเป็นสิ่งสำคัญในการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีและพฤติกรรมที่สมดุล
18 Cortisol ที่มาจากความเครียดเรื้อรังทำให้ฮิปโปแคมปัสฝ่อตัวลง การมีระดับฮอร์โมนคอร์ติซอลสูงเป็นเวลานานสามารถส่งผลเสียต่อสมอง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนฮิปโปแคมปัส ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญต่อความจำและการเรียนรู้
- คอร์ติซอล (Cortisol): คือฮอร์โมนที่ร่างกายหลั่งออกมาเมื่อเผชิญความเครียด
- ความเครียดเรื้อรัง (Chronic stress): ความเครียดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและเป็นระยะเวลานาน
- ฮิปโปแคมปัส (Hippocampus): ส่วนของสมองที่เกี่ยวข้องกับความจำและการเรียนรู้
- ฝ่อตัว (Shrinks): ทำให้ขนาดเล็กลง
อธิบายเพิ่มเติม:
เมื่อความเครียดดำเนินไปเป็นเวลานาน
ระดับคอร์ติซอลจะสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งอาจส่งผลให้เซลล์ประสาทในฮิปโปแคมปัสเสียหายและตายไป
ทำให้โครงสร้างของฮิปโปแคมปัสมีขนาดเล็กลง
ส่งผลกระทบต่อการทำงานของสมองด้านความจำและทิศทาง
19 อะมิกดาลา (amygdala) คือส่วนหนึ่งของสมองที่ทำหน้าที่ประมวลผลอารมณ์
โดยเฉพาะอย่างยิ่งอารมณ์ความกลัว ความวิตกกังวล และความโกรธ เป็นส่วนสำคัญของระบบลิมบิก (limbic system) ที่มีบทบาทในการตอบสนองต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น
และยังเชื่อมโยงอารมณ์เข้ากับความทรงจำ
ทำให้ความทรงจำที่มีความสำคัญทางอารมณ์จะถูกจดจำได้ดีขึ้น
หน้าที่หลักของอะมิกดาลา
- ประมวลผลอารมณ์: เป็นศูนย์กลางหลักในการควบคุมการตอบสนองทางอารมณ์
เช่น ความกลัว ความสุข ความโกรธ และความวิตกกังวล
- การตอบสนองแบบ "สู้หรือหนี" (fight-or-flight response): เมื่อเผชิญกับอันตราย
อะมิกดาลาจะสั่งให้ร่างกายเตรียมพร้อมต่อสู้หรือหลบหนี
ซึ่งเป็นกลไกการเอาตัวรอดที่สำคัญ
- เชื่อมโยงความทรงจำกับอารมณ์: มีบทบาทสำคัญในการสร้างและจัดเก็บความทรงจำที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์
โดยเฉพาะความทรงจำเกี่ยวกับความกลัว
- การประเมินภัยคุกคามและการเรียนรู้ทางสังคม: ช่วยในการระบุภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นและประเมินสถานการณ์ทางสังคม
แต่ถ้ามนุษย์ครั้งหนึ่งเคยแข็งแรงยิ่งกว่า,
ทำไมเราถึงเลือกที่จะอ่อนแอลง? คำตอบวางนอนอยู่ในแนวความคิดที่ฮาร์วาร์ดกำลังศึกษาและสามารถที่จะเปลี่ยนแปลงความเข้าใจของเราต่อความสัจจริงได้สมบูรณ์อย่างไร.
(But if humans were once stronger, why
do we choose to become weaker? The answer lies in a concept that Havard is
studying and could completely change how we understand reality.)
ตอนที่
4: กรรม – แรงกำลังที่แท้จริงซึ่งขับเคลื่อนวิวัฒนาการ
(Part 4: Karma –
The Real Driving Force Of Evolution)
นี้ค่อที่ซึ่งพุทธศาสนาได้กลายเป็นการปฏิวัติ.
ในขณะที่ดาร์วินบอกว่าสภาพแวดล้อมได้จัดรูปร่างให้กับชีวอินทรีย์/สิ่งมีชีวิตทั้งหลาย,
พุทธศาสนาบอกว่าจิตสำนึกได้จัดรูปร่างให้กับความเป็นจริง. (This where Buddhism becomes
revolutionary. While Darwin says environment shapes
organisms, Buddhism says consciousness shapes reality.)
กรรมๆไม่ใช่การลงโทษอย่างที่ผู้คนมากมายคิด.
ในบาลี, กรรมหมายถึงการกระทำโดยเจตนา. พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนว่ากรรมคือเจตนา.
ฉันพูดว่าเจตนา/ความตั้งใจในตัวมันเองคือกรรม.
เพราะหลังจากการก่อรูปของเจตนาแล้ว, ผู้นั้นก็กระทำผ่านกาย, วาจา,
และใจๆ/จิต. นี้หมายความว่าจิตสำนึกไม่ใช่เป็นผลผลิตของสมอง
แต่คือแรงกำลังที่ก่อรูปสิ่ง/วัตถุ. (Karma isn’t retribution as many
people think. In Pali, karma means intentional action. The Buddha taught karma
is intention. I say that intention itself is karma. For after forming an
intention, one acts through body, speech and mind. This means consciousness is
not a product of the brain but the force that shapes matter.)
ปฏิจจสมุปบาท การเกิดขึ้นโดยอาศัยพึ่งพากันของเหตุและเหตุปัจจัย
ได้อธิบายว่าจิตและกาย, นาม - รูป
เกิดขึ้นมาอย่างสัมทพันธ์ซึ่งกันและกัน. ฟังดูลี้ลับไม่เป็นจริง. ดร. อมิต
โกสวามี นักฟิสิกส์ควอนตัมที่มหาวิทยาลัย โอเรกอน ได้เสนอถึงความเป็นจริงที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของจิตสำนึก.
จิตสำนึกเป็นฐานรากเบื้องต้นของความเป็นจริง, ไม่ใช่สสาร/วัตถุ.
เขาได้เขียนอยู่ในเรื่องจักรวาลของการตื่นรู้ด้วยตนเอง. (Paticca Samuppada dependent
origination20
explains how Mind and Body, nama-rupa arise interdependently. Sounds mystical
not really. Dr. Amit Goswami21 quantum physicist at University of Oregon has proposed consciousness-based
reality. Consciousness is the fundamental basis of reality, not matter. He
writes in the self-aware universe.)
20 "Dependent origination" แปลเป็นภาษาไทยว่า ปฏิจจสมุปบาท ซึ่งหมายถึงหลักธรรมที่อธิบายว่า
สิ่งทั้งหลายทั้งปวงเกิดขึ้นจากการอาศัยเหตุปัจจัยซึ่งกันและกัน
เป็นวงจรของเหตุและผลที่ทำให้เกิดความทุกข์
- ปฏิจจสมุปบาท (Dependent Origination): คำว่า ปฏิจจะ หมายถึง
อาศัยกันและกัน ส่วน สมุปบาท หมายถึง เกิดพร้อมกัน จึงแปลรวมกันว่า
การเกิดขึ้นพร้อมกันเพราะอาศัยกัน
- หลักธรรมสำคัญ: เป็นหลักธรรมสำคัญในพระพุทธศาสนาที่แสดงให้เห็นว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย และไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้นโดยลำพัง
- วงจรของเหตุและผล: อธิบายกระบวนการที่ทำให้เกิดทุกข์
โดยประกอบด้วยเหตุปัจจัย 12 ประการ ที่ต่อเนื่องกัน
เช่น เพราะอวิชชา (ความไม่รู้) จึงมีสังขาร (การปรุงแต่ง)
เพราะสังขารจึงมีวิญญาณ (ความรู้แจ้ง) วนเวียนไปเรื่อยๆ จนทำให้เกิดชาติ
(การเกิด) และความทุกข์ต่างๆ
21 ดร. อมิต โกสวามี คือ นักฟิสิกส์ควอนตัม และผู้เขียนหนังสือที่โด่งดัง ซึ่งเป็นที่รู้จักจากการ นำเสนอแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ควอนตัมมาประยุกต์ใช้กับประเด็นทางจิตวิญญาณและจิตสำนึก เขาเป็นผู้สนับสนุนและนักเคลื่อนไหวด้าน "ควอนตัมแอกทิวิสซึม" หรือการเคลื่อนไหวเพื่อสังคมและชีวิตในแนวทางควอนตัม
และเป็นที่รู้จักจากการปรากฏตัวในภาพยนตร์สารคดีหลายเรื่อง เช่น What the Bleep Do We Know!?
- นักฟิสิกส์ควอนตัม: เขาทำงานโดยใช้หลักการของฟิสิกส์ควอนตัมมาอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆ
ที่เกี่ยวข้องกับจิตสำนึกและความเป็นจริง
- ผู้เขียนและนักพูด: เป็นผู้เขียนหนังสือหลายเล่มที่อธิบายความเชื่อมโยงระหว่างวิทยาศาสตร์และจิตวิญญาณ
เช่น The Visionary Window และ Physics of the Soul รวมถึงหนังสือที่เน้นเรื่องเศรษฐศาสตร์ควอนตัม
- นักเคลื่อนไหวด้านควอนตัม (Quantum Activist): เป็นผู้ก่อตั้งและประธานของ Center for Quantum
Activism ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อนำหลักการควอนตัมมาใช้สร้างการเปลี่ยนแปลงในสังคมและโลก
- ผู้ก่อตั้ง: ร่วมก่อตั้ง Quantum Economics
Business Coaching™ เพื่อช่วยธุรกิจต่างๆ
นำหลักการเศรษฐศาสตร์ควอนตัมมาประยุกต์ใช้
- อาจารย์: เป็นอาจารย์และคณะกรรมการที่ปรึกษาในหลักสูตรด้านจิตสำนึกศึกษาของมหาวิทยาลัยอนันดา
(Ananda College)
(The famous double slit experiment in quantum physics22 shows that observation can change
the behavior of particles. If consciousness can influence subatomic particles, why
can’t it influence DNA?)
22 "The famous double slit experiment in
quantum physics"
แปลว่า การทดลองช่องคู่ที่มีชื่อเสียงในฟิสิกส์ควอนตัม ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสสารและพลังงาน เช่น แสง
สามารถแสดงคุณสมบัติทั้งแบบคลื่นและอนุภาคได้ในเวลาเดียวกัน
- การทดลองช่องคู่ (Double-slit experiment): เป็นหนึ่งในการทดลองที่สำคัญที่สุดในฟิสิกส์
- ฟิสิกส์ควอนตัม (Quantum physics): เป็นสาขาที่ศึกษาพฤติกรรมของสสารและพลังงานในระดับพื้นฐานที่สุด
- ทวิภาวะของสสารแบบอนุภาค-คลื่น
(Wave-particle duality): เป็นคุณสมบัติที่สสารและพลังงานสามารถแสดงลักษณะได้ทั้งแบบคลื่นและอนุภาค
ขึ้นอยู่กับสถานการณ์
ดร. บรูซ ลิปตัน, นักชีววิทยาด้านเซลล์,
ได้พิสูจน์ในเรื่องนี้ผ่านการศึกเรื่องการเปลี่ยนแปลง/แสดงออกของยีนส์
โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงลำดับของ DNA. ยีนส์ไม่ได้ควบคุมชีวิตของเรา. เขาบอกว่า มันเป็นสภาพแวดล้อมและโดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้ของเราต่อสภาพแวดล้อมที่ควบคุมยีนส์ทั้งหลาย.
การศึกษาทั้งหลายเกี่ยวกับการปฏิบัติสมาธิที่วิทยาลัยทางการแพทย์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด
แสดงให้เห็นว่าการปฏิบัติสมาธิสามารถเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนส์ให้ปรากฏได้ในเพียงแค่
8 สัปดาห์. (Dr. Bruce Lipton23, cell biologist, has proven this
through epigenetics24. Genes don’t control our lives. He says it’s the environment
and especially our perception of the environment that controls genes. Studies
on meditation at Harvard Medical School show that meditation can change gene
expression in just 8 weeks.)
23 https://en.wikipedia.org/wiki/Bruce_Lipton
24 Epigenetics คือ การศึกษาว่าการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของยีนเกิดขึ้นได้อย่างไร
โดยที่ไม่ต้องมีการเปลี่ยนแปลงลำดับ DNA โดยตรง ซึ่งหมายความว่าลำดับพันธุกรรมของเรายังคงเดิม
แต่ยีนอาจจะถูกเปิดหรือปิดได้ตามการทำงานของโปรตีน
การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้จากปัจจัยต่างๆ เช่น พฤติกรรม สภาพแวดล้อม
อาหาร หรือความเครียด และมีผลกระทบต่อสุขภาพ ความเสี่ยงในการเกิดโรค
และกระบวนการชราภาพได้
กลไกการทำงานของ Epigenetics
- DNA Methylation: การเพิ่มหมู่เมทิล (methyl group) เข้าไปบน DNA
ซึ่งส่งผลต่อการแสดงออกของยีน
- Histone Modification: การเปลี่ยนแปลงรูปแบบของโปรตีนฮิสโตน (histone
protein) ที่พันรอบ DNA ซึ่งทำให้ DNA
แน่นหรือคลายตัว ส่งผลต่อการเข้าถึงยีนได้
- MicroRNA
(miRNA) Regulation: การใช้โมเลกุล RNA ขนาดเล็กในการควบคุมการแสดงออกของยีน
ดร. ซาราห์ เลเซอร์ ได้ค้นพบว่าการปฏิบัติสมาธิไม่ได้แต่เพียงเปลี่ยนแปลงกิจกรรมสมองเท่านั้น
แต่ก็ยังเพิ่มความหน้าให้กับสมองส่วนหน้า/เซเรบรัล คอร์เท็กซ์ด้วยเช่นกัน.
เรื่องนี้หมายถึงอะไรรึ? การที่เราคิดอย่างไรนั้นสามารถอย่างแท้จริงที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสมองและการได้คิด
ที่ส่งผลกระทบต่อร่างกายทั้งหมด. (Dr. Sarah Lazar25 discovered that meditation not only
changes brain activity but also thickens the cerebral cortex. What does this mean?
How we think can actually change the physical structure of the brain and
through that affect the entire body.)
25 https://researchers.mgh.harvard.edu/profile/186188/Sara-Lazar
ในคัมภีร์อังคุตตระ นิกาย, พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนว่า
จิตนั้นเป็นผู้เบิกทางชองปรากฏการณ์ทั้งหมด. จิตเป็นใหญ่. จิตคือผู้สร้างสรรค์.
นี้ไม่ใช่เป็นแค่ปรัชญา แต่บางทีเป็นกฎทางฟิสิกส์ที่เรายังไม่ได้เข้าใจอย่างเต็มที่. (In the Angutta Nikaya the Buddha taught Mind is the
forerunner of all phenomena. Mind is supreme. Mind is the creator. This isn’t
just philosophy, but maybe a physical law we don’t fully understand yet.)
ดร. ฑีปัก โชปา, แพทย์และนัค้นคว้าวิจัยในการบำบัดรักษาเชิงควอนตัม,
อธิบายว่า, “ทุกการได้คิดสร้างสรรค์โมเลกุลหนึ่ง.
ทุกการเคลื่อนไหวสร้างสรรค์ฮอร์โมนหนึ่ง. จิตสำนึกนั้นกำลังจัดรูปทรงความเป็นจริงทางกายภาพอย่างสม่ำเสมอ.”
นี้หมายความว่าอนาคตของมนุษย์พึ่งพาอยู่กับสิ่งที่เราคิดอย่างไรในวันนี้. (Dr. Deepak Chopa26, doctor and researcher in quantum
healing, explains, “Every thought creates a molecule. Every motion creates a
hormone. Consciousness is constantly shaping physical reality.” This means the
future of humanity depends on how we think today.)
และมีการคาดการณ์อันน่าหวาดกลัวเกี่ยวกับอะไรที่จะบังเกดขึ้นถัดไปตามที่บันทึกไว้ในคัมภีร์พุทธศาสนาอันเก่าแก่มากที่สุด.
(And there’s a
frightening prediction about what will happen next recorded in the most ancient
Buddhist texts.)
ตอนที่
5:
อนาคตของมนุษยชาติ อ้างอิงตามพุทธศาสนา (Part 5: The Future Of Humanity
According To Buddhism)
อะไรจะบังเกิดขึ้นต่อมนุษยชาติในอนาคตรึ?
พุทธศาสนามีคำตอบที่เฉพาะและน่าทึ่ง. อ้างอิงจากคัมภีร์อัคคัญญ สูตร,
จักวาลนี้ดำเนินการเป็นวัฏจักร/วงรอบขนาดยักษ์. ในปัจจุบันเราอยู่ในช่วงระยะการขยายตัว
แต่จะมีมาถึงเวลาที่เมื่อจักรวาลนี้เริ่มต้นการหดตัว. (What will happen to humanity in the
future? Buddhism has a specific and amazing answer. According
to Agani Sutra, the universe operates in gigantic cycles. Currently we are in
the expansion phase but there will come a time when the universe begins
contraction.)
จะมีเวลาหนึ่งเมื่อโลกนี้หดตัว.
ที่เวลานั้น, สิ่งมีชีวิตโดยหลักใหญ่ก็เกิดใหม่อีกครั้งในอภัสรพรหมโลก.
โลกของเสียงรัศมีพรหมา. นี้คืออาณาจักรจิตวิญญาณที่ซึ่งสิ่งมีชีวิตเป็นแสงบริสุทธิ์.
อะไรที่น่าทึ่งก็คือนี้เป็นการสอดคล้องกับทฤษฎีบีบรัดตัวขนานใหญ่ในฟิสิกส์สมัยใหม่.
(There will be a time when the world contracts. At that time,
beings are mainly reborn in the Abhasara Brahma world27. The world of radiant sound Brahma. This
is a spiritual realm where beings as pure light. What’s amazing is this
completely aligns with the Big Crunch Theory28 in modern physics.)
27 https://en.wikipedia.org/wiki/Brahmaloka
* https://en.wikipedia.org/wiki/Hindu_cosmology
28 ทฤษฎี Big Crunch คือ ทฤษฎีที่เชื่อว่าจักรวาลจะหยุดการขยายตัวและเริ่มหดตัวลงในที่สุด เนื่องจากการดึงดูดของแรงโน้มถ่วงจนทุกสิ่งทุกอย่างรวมตัวกันกลับไปสู่จุดกำเนิดเดิมเหมือนกับตอนบิ๊กแบง ทฤษฎีนี้ได้เปรียบเทียบจักรวาลเสมือนซูเฟล่ที่ขยายตัวออกไปในตอนแรก
และจะหดตัวกลับลงมาในตอนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม
ทฤษฎีนี้เป็นเพียงทฤษฎีหนึ่งและถูกตั้งคำถามเนื่องจากการสังเกตปัจจุบันที่บ่งชี้ว่าการขยายตัวของจักรวาลกำลังเร่งขึ้น
ไม่ใช่ช้าลง
รายละเอียดของทฤษฎี Big Crunch:
- จุดจบของจักรวาล: เป็นแนวคิดที่ตรงข้ามกับ บิ๊กแบง (Big Bang) โดยเชื่อว่าจักรวาลจะยุบตัวลงอย่างสิ้นเชิง
- กลไกการหดตัว: เมื่อเวลาผ่านไป
แรงโน้มถ่วงจะเริ่มมีอำนาจเหนือกว่าการขยายตัวของจักรวาล ทำให้กาแล็กซี
ดาวฤกษ์ และดาวเคราะห์ทั้งหมดถูกดึงดูดเข้าหากันและชนกัน
- การเกิดใหม่: ทฤษฎีนี้ยังเสนอว่าหลังจากที่จักรวาลยุบตัวลงจนถึงภาวะเอกฐาน
(singularity) ที่มีความหนาแน่นสูงมาก ก็อาจเกิด บิ๊กแบงใหม่ ขึ้นมาอีกครั้ง
และทำให้เกิดวัฏจักรของการเกิด-ตาย ของจักรวาล (Big Bang - Big
Crunch) ขึ้นซ้ำๆ
- เงื่อนไข: ทฤษฎีนี้กำหนดให้จักรวาลต้องมีมวลและพลังงานมากพอที่จะทำให้การขยายตัวชะลอตัวลงและเปลี่ยนทิศทาง
- สถานะปัจจุบัน: แม้ว่าจะเป็นทฤษฎีที่น่าสนใจ
แต่นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในปัจจุบันไม่เชื่อว่าทฤษฎี Big Crunch จะเกิดขึ้นจริง
เนื่องจากหลักฐานจากการสังเกตการณ์แสดงให้เห็นว่าการขยายตัวของจักรวาลกำลังเร่งขึ้น
โดยมีพลังงานมืด (dark energy) เป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้เกิดการขยายตัวนี้
* https://en.wikipedia.org/wiki/Big_Crunch
ดร. พอล สไตน์ฮาร์ดท์ ที่พรินซตันได้เสนอว่าวัฏจักร/วงรอบหุ่นจำลองของจักรวาลที่ซึ่งบิ๊ก
แบงและบิ๊ก ครั้นช์ อุบัติขึ้นอย่างไร้ที่สิ้นสุด. แต่พุทธศาสนาไปไกลกว่านั้น.
พุทธศาสนาบอกไว้ว่าในช่วงระยะการหดตัว, ไม่เพียงแต่สสาร/วัตถุจะหายไปเท่านั้น,
แต่จิตสำนึกก็ยังวิวัฒนะกลับไปสู่ในรูปพลังงานบริสุทธิ์. มนุษย์ทั้งหลายจะกลับคืนสู่สภาวะชีวิตเรืองแสงต้นกำเนิดของพวกเขา. (Dr. Paul Steinhardt29 at Princeton has proposed the cyclic
universe model where Big Bang and Big Crunch occur endlessly. But Buddhism goes
further. It says that in the contraction phase, not only does matter disappear,
but consciousness also evolves back to pure energy form. Humans
will return to their original light-being state.)
29 https://en.wikipedia.org/wiki/Paul_Steinhardt
ดร. มิชิโอะ คากุ,
นักทฤษฎีฟิสิกส์ที่มหาวิทยาลัย ซิตี้แห่งนิวยอร์ค, ได้กล่าวไว้ว่า
บางทีจิตสำนึกเป็นรูปร่างของพลังงานที่สามารถดำรงอยู่อย่างมีอิสรภาพจากสมอง.
ถ้านี้เป็นความสัจจริง, และแล้วการเปลี่ยนถ่ายจากร่างกายภาพไปสู่แสงก็ไม่ใช่เรื่องเป็นไปไม่ได้.
แต่นี้เป็นครึ่งเดียวของเรื่องราวนี้.
(Dr. Michio
Kaku30, theoretical physicist at City
University of New York, has said perhaps consciousness is a form of energy that
can exist independently of the brain. If this is true, then the transition from
physical body to light isn’t impossible. But this is only half the story.)
ภายหลังจากจักรวาลบีบหดตัวลงอย่างสมบูรณ์,
มันก็จตะขยายตัวอีกครั้ง. จะมีเวลหนึ่งเมื่อโลกยืดขยายและสิ่งมีชีวิตจากอภัสรพรหมโลกจะปรากฏขึ้นในโลกนี้.
วัฏจักร/วงรอบทั้งหลายก็วนซ้ำไปอีกครั้ง. สิ่งมีชีวิตเรืองแสงกลับมา,
พบเข้ากับง้วนดิน, เริ่มการกิน, สูญเสียแสงของตน, กลายร่างเป็นสสาร/วัตถุ,
และกระบวรการเริ่มต้นอีกครั้ง. นั่นหมายความว่าอะไรที่กำลังบังเกิดขึ้นต่อมนุษยชาติในตอนนี้ได้บังเกิดขึ้นก่อนหน้านี้มาหลายครั้งจนนับไม่ถ้วนและจะบังเกิดขึ้นนับครั้งไม่ถ้วนอีกในอนาคต.
แต่นี้ไม่ได้เป็นแค่จักรวาลหนึ่งเท่านั้น. พรหมชาล สูตรได้อธิบายไว้ว่ารระบบโลกทั้งหลายอันนับไม่ถ้วน.
มีโลกทั้งหลายโพ้นเลยไปจากโลกทั้งหลายกำลังขยายอย่างไร้ที่สิ้นสุดในทุกทิศทางทั้งหลายทั้งหมด. (After the universe contracts completely, it will expand
again. There will be a time when the world expands and beings from the
Abhsassara Brahma world appear in this world. The cycles repeats. Light-beings
return, find earthly essence, begin eating, lose their light, become matter,
and the entire process starts again. This means what’s happening to humanity now
has happened countless times before and will happen countless times in the
future. But this isn’t just about one universe. The Brahma Jala Sutra describes
countless world systems. There are worlds beyond worlds extending infinitely in
all directions.)
ดร. แม็กซ์ เท็กมาร์ค ที่ MITได้คำนวณไว้ว่าอาจมีจักรวาลคู่ขนานเป็นอนันต์ด้วยตัวตนในแบบรุ่นทั้งหลายที่แตกต่างกันไปของเรา.
พหุจักรวาลนี้ไม่ได้เป็นแค่ความอาจเป็นจริงได้แต่บางทีคือความเป็นจริง.
เขาเขียนไว้ว่า, “ถ้าพุทธศาสนานั้นถูกต้อง, ดังนั้นแล้วในตอนนี้ก็มีแบบรุ่นทั้งหลายอันนับไม่ถ้วนของคุณประสบรับรู้ในขั้นระดับแตกต่างกันไปของวัฏจักร/วงรอบ.
บ้างอยู่ในรูปร่างของแสง, บ้างอยู่ในรูปร่างของสสาร/วัตถุ,
บ้างอยู่ในรูปกึ่งระหว่างนั้น. (Dr. Max Tegmark at MIT has
calculated that there may be infinite parallel universes with different
versions of ourselves. The multiverse31 isn’t just a possibility but may be
reality. He writes, “If Buddhism is correct, then right now there are countless
versions of you experiencing different stages of this cycle. Some are in light
form, some in material form, some in between.)
31 "The multiverse" หรือ พหุจักรวาล คือ แนวคิดตามสมมติฐานที่ว่ามีจักรวาลมากมายนับไม่ถ้วนดำรงอยู่ควบคู่กันไป จักรวาลเหล่านี้อาจมีกฎทางฟิสิกส์หรือผลลัพธ์ของเหตุการณ์ที่แตกต่างจากจักรวาลที่เราอาศัยอยู่
มัลติเวิร์สจึงเป็นกลุ่มของจักรวาลทั้งหมด รวมถึงอวกาศ เวลา สสาร พลังงาน
และกฎต่างๆ ที่อธิบายจักรวาลเหล่านั้น
แต่มีหนทางหนึ่งที่จะหลบหนีจากวัฏจักร/วงรอบนี้.
และนั่นอย่างชัดเจนว่าทำไมการเกิดเป็นมนุษย์นั้นช่างสำคัญเหลือเกิน
และทำไมคุณถึงอาจมีโชคดีที่สุดคนหนึ่งในจักรวาลอันนับไม่ถ้วนนี้.(But there’s a way to escape this
cycle. And that’s exactly why being born human is so important and why you might
be the luckiest person in countless universes.)
ตอนที่
6:
ทำไมคุณจึงชนะรางวัลล็อตเตอรีแห่งจักรวาล (Part 6: Why You Won The Cosmic
Lottery)
ในตอนนี้เรากลับมายังเต่าตาบอดในมหาสมุทรอันไร้ที่สิ้นสุด.
พระพุทธเจ้าได้ใช้การอุปมาอุมัยนี้ที่จะบรรยายภาพว่า
ยากิย่างไรที่จะได้เกิดมาเป็นมนุษย์. คัมภีร์ขุททกนิกาย สูตรได้อธิบายในรายละเอียดไว้.
ลองจินตนาการว่าโลกทั้งปวงถูกปกคลุมด้วยน้ำ. มีเต่าตาบอดตัวหนึ่งกำลังว่ายอยู่ในมหาสมุทรนี้.
ทุก 100 ปีมันจะขึ้นมาสู่ผิวน้ำครั้งหนึ่ง. บนผิวน้ำนั้น, มีแอกไม้อันหนึ่งมีรูอยู่ตรงกลางกำลังลอยอยู่ไปด้วยลมพัด.
โอกาสที่เต่าตาบอดนั้นจะโผล่หัวผ่านรู้นั้นขึ้นมาได้ ก็คือโอกาสที่สิ่งมีชีวิตจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์กัน. (Now we return to the blind turtle in the endless ocean. The
Buddha used this metaphor to illustrate how rare it is to be born human. The
Cigala Sutra32 describes in detail. Imagine the entire earth covered by
water. There’s a blind turtle swimming in this ocean. Every 100 years it
surfaces once. On the water surface, there’s a wooden yoke with a hole in the middle
floating with the wind. The chance for the blind turtle to stick its head through
that hole is the chance of being born human.)
ดร. อาลี ไบนาซีร์,
นักคณิตศาสตร์, ได้คำนวณถึงความอาจจะเป็นจริงได้ที่บุคคลเฉพาะรายหนึ่งจะเกิดเป็นมนุษย์ได้.
ผลลัพทธ์ก็คือ, 1 ใน 400 ล้านล้านล้าน( 400,000,000,000,000), ตัวเลขหนึ่งที่มี
0 อยู่ 15 ตัว. และนั่นแค่ความอาจเป็นจริงได้ในทางชีววิทยา, ไม่นับปัจจัยทั้งหลายทางจักรวาลและจิตสำนึก.
แต่ทำไมมนุษย์ทั้งหลายถึงช่างหาได้ยากนัก? ตามที่พุทธศาสนากล่าวไว้,
ในท่ามกลางอาณาจักรนับไม่ถ้วนทั้งหลายของสรรพสิ่งที่มีอยู่นั้น,
มีเพียงอาณาจักรมนุษย์เท่านั้นที่มีสภาวะเหมาะสมที่สุดซึ่งจะบรรลุพุทธิปัญญาได้.
(Dr. Ali Binazir33, a mathematician, calculated the probability
a specific person being born. The result, 1 in 400 quadrillion, a number with
15 zeros. And that’s just biological probability, not counting cosmic and
consciousness factors. But why are humans so rare? According to Buddhism, among
countless realms of existence, only the human realm has ideal conditions for enlightenment.)
33 Dr. Ali Binazir คือผู้เชี่ยวชาญด้านความสุขและนักเขียนชาวอเมริกัน
เขาเป็นที่รู้จักจากหนังสือชื่อ "The Tao of Dating: The Smart Woman's Guide to Being
Absolutely Irresistible" และเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Happiness
Engineering เขาเป็นแพทย์ นักธุรกิจ และนักบำบัดด้านพฤติกรรม
ซึ่งได้รับปริญญาจาก Harvard College, UC San Diego School of Medicine และ Cambridge University.
- อาชีพ: แพทย์, นักธุรกิจ, นักเขียน, ผู้บรรยาย, นักสะกดจิตคลินิก
และ "วิศวกรความสุข" (Happiness Engineer).
- การศึกษา: สำเร็จการศึกษาจาก Harvard College, UC San
Diego School of Medicine และ Cambridge University.
- ผลงาน:
- หนังสือ: ผู้เขียน
"The Tao of Dating: The Smart Woman's Guide to Being
Absolutely Irresistible" ซึ่งเป็นหนังสือยอดนิยมเกี่ยวกับความสัมพันธ์บน
Amazon และหนังสืออื่นๆ เช่น "The 5
Hidden Love Questions".
- TEDx Talks: ได้รับเชิญให้บรรยาย
TEDx สามครั้ง ได้แก่ "Awaken Creative
Genius", "Love & the Empowered Woman", และ
"Happiness Engineering"
อาณาจักรทั้งหลายที่สูงกว่า, มีความสุขมากเกินไป.
สิ่งมีชีวิตในเยี่ยงสวรรค์มีชีวิตอยู่ในความสุขอย่างต่อเนื่องไป, ไม่มีแรงกระตุ้นที่จะเสาะความสัจจริง.
เหมือนเช่นเมื่อคุณกำลังอยู่ในวันหยุดอันสมบูรณ์ยิ่ง, คุณย่อมไม่คิดเกี่ยวกับประเด็นของชีวิตให้ลึกลงไปยิ่งกว่านั้น.
อาณาจักรทั้งหลายที่ต่ำกว่าเหมือนเช่นที่อาณาจักรนรกหรือที่ปีศาจหิวโหย
ก็เจ็บปวดมากเกินไป. สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ถูกติดอยู่ในความทุกข์เกินไปจนพวกเขาไม่สามารถเพ่งความคิดไปในการบ่มเพาะได้. (Higher realms, like heavenly realms, are too blissful.
Heavenly beings live in continuous happiness, having no motivation to seek
truth. Like when you’re on a perfect vacation, you don’t think about life’s
deeper issues. Lower realms like hell or hungry ghost realms are too painful. These
beings are so caught up in suffering they can’t focus on cultivation.)
เหมือนเช่นตอนที่คุณป่วยไข้อย่างรุนแรง,
คุณคิดได้แต่เพียงแค่เกี่ยวกับการฟื้นคืนหายดีได้เพียงเท่านั้น. มีเพียงอาณาจักรมนุษย์เท่านั้นที่มีความสมดุลเหมาะเจาะยิ่ง.
มีความทุกข์เพียงพอที่จะกระตุ้นให้เสาะหาการหลุดพ้น, แต่ก็มีความสุขเพียงพอที่จะมีความสามารถในการเรียนรู้และบ่มเพาะ.
(Like when you’re
seriously ill, you only think about recovery. Only the human realm has perfect
balance. Enough suffering to motivate seeking liberation, but enough happiness
to have the ability to learn and cultivate.)
ดร. ริค แฮนเสน, นักประสาทวิทยาศาสตร์, ได้อธิบายไว้ว่า, “มนุษย์,
มีความสามารถพิเศษเฉพาะตัวที่จะสร้างสมดุลระบบประสาทอัตโนมัติ ซิมพาเธติคและพาราซิมพาเธติคได้.
สิ่งนี้ยินยอมให้เราที่จะประสบรับรู้ความเครัยดในขณะเดียวกันก็ยังเรียนรู้จากมันได้.
มากไปกว่านั้น, มีเพียงในอาณาจักรมนุษย์เท่านั้นที่เราได้มีความสามารถที่จะเข้าใจและฝึกฝนปฏิบัติธรรมะได้,
มรรคาสู่วิมุตติ/การหลุดพ้น.” (Dr. Rick Hansen, neuropsychologist, explains, “Humans have a
unique ability to balance the sympathetic and parasympathetic nervous systems34. This allows us to experience stress
while also learning from it. Moreover, only in the human realm do we have the
ability to understand and practice Dharma, the path to liberation.”)
34 The sympathetic nervous system และ parasympathetic nervous system หมายถึง ระบบประสาทซิมพาเทติก และ ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก ซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของระบบประสาทอัตโนมัติ
โดยระบบซิมพาเทติกจะกระตุ้นการตอบสนองแบบ "สู้หรือหนี" (fight or
flight) ในขณะที่ระบบพาราซิมพาเทติกจะทำให้ร่างกายผ่อนคลาย
"พักผ่อนและย่อยอาหาร" (rest and digest)
- ระบบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic nervous system):
- หน้าที่หลัก: เตรียมร่างกายให้พร้อมสำหรับสถานการณ์ที่ต้องใช้พลังงานสูง
เช่น ความเครียด การออกกำลังกาย หรืออันตราย
- ผลลัพธ์: เพิ่มอัตราการเต้นของหัวใจ,
เพิ่มอัตราการหายใจ, ขยายรูม่านตา,
และส่งเลือดไปยังกล้ามเนื้อ
- ระบบประสาทพาราซิมพาเทติก (Parasympathetic nervous system):
- หน้าที่หลัก: ทำให้ร่างกายอยู่ในภาวะสงบและพักผ่อน
- ผลลัพธ์: ชะลออัตราการเต้นของหัวใจ,
ลดอัตราการหายใจ, และช่วยในการย่อยอาหาร
- ความสัมพันธ์: ทั้งสองระบบทำงานตรงข้ามกันเพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย
(homeostasis)
พระพุทธเจ้าสอนว่า, “ความยากลำบากคือการที่จะเกิดเป็นมนุษย์.
ความยากคือการที่จะดำเนินชีวิตอยู่อย่างมีคุณธรรม. แต่การเกิดมามีชีวิตเป็นมนุษย์เป็นเพียงขั้นแรก.
โอกาสอันแท้จริงวางอยู่ในการใช้ชีวิตนี้ที่จะหนีพ้นไปจากสังสารวัฏ, กงล้อของการเกิดและตาย.” (The Buddha taught, “Difficult it is to be born human.
Difficult it is to live a moral life. But being born human is just the first step.
The real opportunity lies in using this life to escape the cycle of Samsara35, the wheel of birth and death.”
35 "The
cycle of Samsara"
หรือ สังสารวัฏ คือวัฏจักรของการเกิด การตาย และการเกิดใหม่ที่ไม่มีที่สิ้นสุด เป็นแนวคิดหลักในศาสนาอินเดียหลายศาสนา เช่น ศาสนาฮินดู พุทธ และเชน
สังสารวัฏหมายถึงการเดินทางผ่านชีวิตหลากหลายรูปแบบ ตั้งแต่นรก ภพมนุษย์
ไปจนถึงสวรรค์ โดยผลของการกระทำ (กรรม) ในชาติก่อนจะส่งผลต่อชีวิตในชาติต่อไป
การหลุดพ้นจากสังสารวัฏทำได้โดยการบรรลุธรรมหรือนิพพาน
ลักษณะสำคัญของสังสารวัฏ
- การเวียนว่ายตายเกิด: การเกิดใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในภพภูมิต่างๆ
ตามผลของกรรม
- กรรม: การกระทำและเจตนาของแต่ละบุคคลเป็นตัวกำหนดอนาคตในวงจรนี้
- วัฏจักรแห่งความทุกข์: โดยพื้นฐานแล้ว
สังสารวัฏเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน ความไม่พอใจ และความทุกข์
- ภพภูมิ: ในทางพุทธศาสนา สังสารวัฏประกอบด้วยภพภูมิ 6
ภพ ได้แก่ นรก ภูมิเปรต อสูรกาย สัตว์ ภูมิ มนุษย์ และเทวดา
- การหลุดพ้น: การสิ้นสุดของวัฏจักรนี้ทำได้ด้วยการเข้าถึงนิพพาน
ซึ่งหมายถึงการหลุดพ้นจากความยึดติดและกิเลส
* https://en.wikipedia.org/wiki/Sa%E1%B9%83s%C4%81ra_(Buddhism)
“นี้คืออะไรที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายกำลังเริ่มต้นที่จะเข้าใจ.”
ดร. อีเบ็น อเลกซานเดอร์, ศัลยแพทย์ระบบประสาท ที่วิทยาลัยการแพทย์
มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด, ภายหลังจากได้รับประสบการณ์จากการประสบรับรู้สภาวะใกล้-ตาย,
ได้เขียนเอาไว้, “จิตสำนึกมีอิสรภาพจากสมองและมีระดับทั้งหลายของความเป็นจริงที่เรายังไม่เข้าใจ.
ถ้าจิตสำนึกสามารถอย่างแท้จริงดำรงอยู่ผ่านหลายภพหลายชาติได้,
ดังนั้นแล้วการใช้ชีวิตในปัจจุบันที่จะบรรลุวิมุตติ/การหลุดพ้น กลายเป็นเป้าหมายอันสำคัญมากที่สุดของชีวิต.” (“This is what scientists are beginning to understand.”
Dr. Eben Alexander36, neurosurgeon at Harvard Medical School. After experiencing a
near-death experience wrote, “Consciousness independently of the brain and
there are levels of reality we don’t yet understand. If consciousness can truly
exist through multiple lifetimes, then using this current life to achieve
liberation becomes life’s most important goal.”)
36 https://en.wikipedia.org/wiki/Eben_Alexander_(author)
อ้างอิงตามคัมภีร์ธรรมบท, พระพุทธเจ้าตรัสสอนไว้ว่าล
“ทั้งหมดที่เราเป็น คือผลลัพธ์ของอะไรที่เรามีการได้คิด.” ถ้าบุคคลหนึ่งพูดหรือกระทำด้วยจิตบริสุทธิ์,
ความสุขจะติดตามพวกเขาไป. นี้หมายความไม่ได้เพียงแค่อนาคตของปัจเจกบุคคลเท่านั้น,
แต่อนาคตของมนุษยชาติก็พี่งพาอยู่กับการเลือกโอกาสอย่างมีสำนึกที่เราทำในวันนี้. (According to the Dhammapada37, the Buddha taught, “All that we are
is the result of what we have thought.” If a person speaks or acts with a pure
Mind, happiness follows them. This means not only individual future, but humanity’s
future depends on the conscious choices we make today.).
37ธรรมบท (Dhammapada) คือคัมภีร์พระพุทธศาสนาที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด
โดยรวบรวมคำสอนของพระพุทธเจ้าในรูปแบบคาถา 423 บท แบ่งเป็น 26
หมวด
เน้นเรื่องจริยธรรมและหลักการดำเนินชีวิตที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง ธรรมบทเป็นส่วนหนึ่งของขุททกนิกายในพระสุตตันตปิฎก และมี “ธรรมบทอรรถกถา”
เป็นหนังสือที่อธิบายความหมายของแต่ละคาถา
- ความหมายของชื่อ: คำว่า "ธรรมบท" มาจากคำว่า
"ธรรมะ" (คำสอน/สัจธรรม) และ "ปทะ" (มรรค/บทกลอน)
ซึ่งหมายถึง "บทแห่งธรรม" หรือ "พระวาจาแห่งธรรม"
- เนื้อหา: ธรรมบทประกอบด้วยสุภาษิตสั้นๆ
ที่จดจำง่ายและสละสลวย มีเนื้อหาเกี่ยวกับหลักธรรมคำสอนที่สำคัญ เช่น ความคิด,
การกระทำ, ความดี, และความทุกข์
- ความสำคัญ: เป็นคู่มือการดำเนินชีวิตของชาวพุทธมาเป็นเวลาหลายพันปี
และเป็นคัมภีร์ที่ใช้ศึกษาพระปริยัติธรรม
ดร. ลีน แม็คแท็กการ์ต,
นักวิทยาศาสตร์การวิจัยด้านจิตสำนึก, ได้พิสูจน์ว่ากลุ่มของการปฏิบัติสมาธิสามารถส่งผลกระทบต่อความจริงทางกายภาพได้.
เมื่อกลุ้มของผู้คนปฏิบัติสมาธิร่วมกัน, อัตราอาชญากรรมในพื้นที่นั้นได้ลดลงอย่างเห็นผลสำคัญ.
เธอได้เขียนไว้ในหนังสือ “การทดลองเรื่องความตั้งใจ”. สิ่งนี้หมายความว่าอะไรที่คุณทำด้วยชีวิตนี้ส่งผลกระทบไม่เพียงแต่กับคุณเท่านั้น
แต่กับความเป็นจริงที่รายรอบตัวคุณทั้งปวงด้วย. (Dr. Lynn McTaggart38, scientist researching
consciousness, has proven that group meditation can affect physical reality.
When a group of people meditate together, crime rates in that area decrease
significantly. She writes in the intention experiment. This means what you do
with this life affects not only you but the entire reality around you.)
38 ดร. ลินน์ แม็คทาการ์ต เป็นนักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนที่ได้รับรางวัลและเป็นผู้เขียนหนังสือที่ขายดีระดับนานาชาติหลายเล่ม
เช่น The
Field และ The Intention Experiment นอกจากนี้เธอยังเป็นบรรณาธิการร่วมของวารสารสุขภาพ
"What Doctors Don't Tell You" และเป็นผู้ก่อตั้ง
"Living the Field" ซึ่งเป็นหลักสูตรที่นำแนวคิดจากหนังสือของเธอมาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน
- ผลงานด้านการเขียน: เธอเป็นนักเขียนที่มีผลงานหนังสือเกี่ยวกับสุขภาพ
การเมือง และประเด็นทางสังคมหลายเล่ม
- วารสารสุขภาพ: เธอก่อตั้งวารสาร "What Doctors Don't
Tell You" ซึ่งเป็นวารสารสุขภาพที่ได้รับความนิยมอย่างสูงในสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา
- การวิจัย: เธอเป็นผู้ก่อตั้ง "The Intention
Experiment" ซึ่งเป็นโครงการวิจัยระดับโลกที่ศึกษาถึงพลังของการตั้งใจร่วมกัน
- การบรรยาย: เธอเป็นวิทยากรที่มีชื่อเสียงและได้รับเชิญให้บรรยายทั่วโลกเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ของจิตสำนึกและเรื่องราวทางจิตวิญญาณ
- ชีวิตส่วนตัว: เธออาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนกับสามี คือ ไบรอัน
ฮับบาร์ด ซึ่งเป็นบรรณาธิการและผู้ร่วมก่อตั้งวารสาร "What
Doctors Don't Tell You" ด้วยกัน
* https://en.wikipedia.org/wiki/Lynne_McTaggart
เต่าตาบอดในมหาสมุทรอันไร้ที่สิ้นสุดขึ้นมาสู่ผิวน้ำเพียงครั้งหนึ่งใน
100 ปี. โอกาสนั้นที่จะทิ่มหัวของมันผ่านรูไม้ที่ลอยอยู่นั้นคือ โอกาสที่คุณจะได้เกิดมาเป็นมนุษย์.
คุณชนะรางวัลล็อตเตอรีของจักรวาล. คุณที่มีอะไรหลายพันล้านของการเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น
ต้องรอคอยเพื่อการนี้ไปหลายภพหลายชาติ. โอกาสนี้เท่านั้นที่จะหลบหนีพ้นวัฏจักร/วงรอบการเกิดและการตายอันไร้ที่สิ้นสุด. (The blind turtle in the endless ocean surfacing once every
100 years. The chance sticking its head through the floating ring is the chance
you were born human. You won the cosmic lottery. You have what billions of
other beings must wait lifetimes for. The opportunity to escape the endless
cycle of birth and death.)
แต่หน้าต่างกำลังปิด. ทุกๆวันคุณไม่ได้บ่มเพาะก็คือวันของการสูญเสียโอกาสอันหาได้ยากนี้.
คำถามนั้นไม่ได้เป็นว่าคุณมาจากที่ไหน. แต่ที่ไหนซึ่งคุณจะไป? (But the window is closing. Every day you don’t cultivate is
a day wasting this rare opportunity. The question isn’t where you came from. But
where will you go?)
ถ้าวิดีโอเปลี่ยนแปลงคุณมองชีวิตอย่างไร, ได้โปรดกดlikeและshareเพื่อที่ผู้อื่นสามารถที่จะรู้ความสัจจริงนี้, ด้วยเช่นกัน. กดsubscribeเพื่อที่จะไม่พลาดความลับโบราณอื้นทั้งหลายที่วิทยาศาสตร์สมัยใหม่กำลังค้นพบทีละเล็กทีละน้อย.
แสดงความคิดเห็นและให้ผมรู้. ว่าคุณรู้สึกอย่างไรที่คุณได้ครั้งหนึ่งคือชีวิตที่มีแสง? (If this video changes how you view
life, please like and share so others can know this truth, too. Subscribe to
not miss other ancient secrets that modern science is gradually discovering. Comment
and let me know. How do you feel knowing you were once a light being?)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น