เจฟฟรีย์ แซ็คส์ – ‘นี่ไม่ใช่การชนะสำหรับสหรัฐอเมริกา’
'This is No Win
for the United States': Jeffrey Sachs Exclusive | Vantage on Firstpost | N18G
https://youtu.be/lEMo0UQN1Os?si=1JVefQoo65NMuATh
พิธีกร: แล้ว,
การหยุดยิงสองสัปดาห์เหล่านี้, ขณะที่มันอาจเป็นการหยุดพักช่วงสั้นๆ,
แรงตึงเครียดทั้งหลายยังคงอยู่บนคมมีด. การหยุดยิงอันเปราะบางนี้ตามมาด้วยทวีคูณของคำถามทั้งหลาย.
ใครกำลังชนะ? ใครถือไพ่ทั้งหลายเหนือกว่าบนยโต๊ะเจรจาต่อรอง? และเอายังไงกันในเรื่องของอิสราเอล? (So, these two weeks ceasefire,
while it may be a brief respite, tensions remain on a knife’s edge. This
fragile ceasefire brings with multiple questions. Who is winning? Who is
gaining? Who holds the cards at the negotiating table? And what about Israel?)
เมื่อต้อนต้นของวันนี้, ดิฉันได้พูดกับนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ภูมิรัฐศาสตร์,
เจฟฟรีย์ แซ็คส์, เกี่ยวกับเรื่องทั้งหมดนี้และมากมากกว่านี้.
นี่ได้ตัดมาจากส่วนหนึ่งของการสนทนานั้น. (Early today, I spoke to
economist and geopolitical analysist, Jeffrey Sachs, about all of this and much
more. Here’s a snippet of that conversation.)
พิธีกร: คุณค่อนข้างได้แสดงคำพูดเกี่ยวกับข้อเท็จจริงว่าเรื่องนี้เป็นวิธีการที่ไม่สมเหตุสมผล.
คุณได้เตือนถึงความเสี่ยงอันกว้างขวางไว้ด้วยเช่นกัน. เราก็ได้เห็นสิ่งนั้นกันแล้วที่แสดงออกมาตามเวลาจริง.
เรากำลังมองไปที่การหยุดยิงสองสัปดาห์นี้. คุณประเมินสถานการณ์นี้อย่างไรคะ?
คุณคิดว่าเป็นแค่การหยุดพักชั่วขณะ หรือสิ่งนี้มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนเป็นจุดเปลี่ยนกลับได้? (You’ve been rather vocal about the
fact that this was irrational approach. You warned of the wider risks as well.
We’ve seen that play out in real time. We are looking at this two-weeks
ceasefire. How do you assess this? Do you think this just a pause or could this
potentially be the turning point?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: โอ, มันเป็น...มันยากเหลือเกินที่จะรู้ เพราะว่าอิสราเอลได้ทำลายทุกสันติภาพในภูมิภาคนี้มาหลายทศวรรษ.
เอ่อ, มากเหลือเกินของเรื่องนี้ที่กลับไปที่อิสราเอล. อิสราเอลได้อยู่ในตำแหน่งที่ไร้ความประนีประนอมและไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิง.
เอ่อ, ซึ่งนั่นเป็นที่มันต้องการที่จะควบคุมทั้งหมดของอพะไรที่ได้เคยเป็นอาณานิคมบริติช
ปาเลสไตน์, หมายถึงภาคส่วนทั้งหลายที่ได้เป็นสำหรับชนปาเลสไตน์ทั้งหลายเช่นเดียวกับชนอิสราเอล.
และนั่นนำไปสู่การต่อต้าน. นั่นนำสู่ฮามาสและเฮซบอเลาะห์และการแข็งข้อทั้งหลาย. (Oh, it’s…it’s so hard to know because Israel has wrecked every peace
in the region for decades. Uh, so much of this goes back to Israel. Israel has
an uncompromising and wholly irrational position. Uh, which is that it wants to
control all of what used to be British Palestine, meaning the parts that were
for the Palestinians as well as for Israel. And that leads to resistance. That
leads the Hamas and Hezbollah and militancy.)
อย่างไรก็ตาม, การติดอาวุธต่อสู้เพื่อการตัดสินด้วยตนเองทางการเมืองได้ถูกอ้างว่า
เป็นสิ่งชอบธรรม/ถูกกฎหมาย ภายใต้มติของสมัชชาสหประชาชาติ. แต่อิสราเอลกำลังพูดว่า
เรากำลังจะบดขยี้ใครก็ตามที่ต่อต้านสิ่งที่เรียกว่า มหาราช อิสราเอล. และอิหร่านได้เป็นเป้าหมายเลขหนึ่ง.
มาหลายทศวรรษ. ดังนั้น, เรื่องนี้เป็นที่โชคไทม่ดีที่ทั้งหมดกำลังกลับมาที่ความไร้เหตุผล. (By the way, armed struggle for
political self-determination is legitimate under the UN General Assembly
resolutions. But Israelis saying we’re going to crush anyone that opposes
so-called Greater Israel. And Iran has been targeting number one. For decades.
So, this is unfortunately all coming back to irrationality.)
พิธีกร: และมันกำลังเป็นที่น่าสนใจในอะไรที่ได้พูดไว้ก่อนหน้านี้. ถ้าอ้างอิงจากบรรทัดฐานที่ผ่านมาเป็นข้อบ่งชี้,
เรารู้ว่าในอเมริกา, การหยุดยิงนี้, กำลังเป็นสิ่งถูกขายว่าเป็นชัยชนะอันมหาศาล.
แต่อะไรที่คุณคิดว่ากำลังแสดงละครกันอย่างแท้จริงที่นี่? คุณคิดว่าโดนัลด์
ทรัมป์ได้อะไรออกมาตามที่เขาต้องการแล้วหรือไม่? (And it’s interesting what said
earlier. If past precedence is anything to go by, we know that in America, the
ceasefire, of course, is going to be sold as this massive win. But what do you
think is the real play here? Do you think Donald Trump got the out that he
wanted?)
เจฟฟรีย์ แซ็คส์: เอ่ละ, นี่นะ, ทั้งปวงของสงครามคือภัยพิบัติหายนะ. เอ่อ,
และทั้งปวงของหลักการและเหตุผลของสงครามคือพวกเขาสามารถเข่นฆ่าบางผู้คนได้ และสิ่งวที่ดำเนินการกับอิหร่านแล้วนั้นก็ได้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าผิด/เป็นเท็จอย่างสัมบูรณ์สิ้น.
ไม่กังขาเลยว่าสหรัฐอเมริกาสามารถที่จะสร้างสรรค์ความพิบัติหายนะได้ไกลยิ่งกว่าที่ในอิหร่าน,
แต่ไม่ต้องกังขาเลยว่าอิหร่านเองก็สามารถที่จะสร้างสรรค์ความพิบัติหายนะไปไกลได้ยิ่งกว่าไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางและอิสราเอล.
แค่การทิ้งระเบิดลงใส่บางโรงงานผลิตน้ำจืดจากน้ำทะเลทั้งหลายก็จะเป็นที่เพียงพอในการสร้างสรรค์ภัยพิบัติหายนะของมนุษยชาติ. (Well, look, the whole war was a
disaster. Uh, and the whole premise of the war that they could kill some people
and then run Iran that proved to be absolutely false. No doubt the United States
could have created further disaster in Iran, but no doubt Iran could have
created further disaster throughout the Middle East and Israel. Just bombing
some desalination plants would have been enough to create an absolute human
catastrophe.)
และสิ่งอื่นทั้งหลายก็สามารถบังเกิดขึ้นได้. อิหร่านกฌสามารถที่จะถูกขับดันให้ทำอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาในที่สุดภายหลังการโจมตีทั้งหลายเหล่านี้กับอิหร่านและการยั่วยุทั้งหลาย.
พวกเขาได้พูดมากมากกว่าทศวรรษ, ว่า เราไม่ได้ต้องการมัน. เราต้องการจะส่งสัญญาณบอกต่อใครๆ.
เราต้องการที่จะอยู่ภายใต้สนธิสัญญาการไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์. แต่สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลไม่สามารถทนรับคำว่า
“ได้”สำหรับคำตอบใด. (And
other things could have happened. Iran could be driven to make nuclear weapons finally
after all of these attacks on it and provocations. They’ve said for more than
decade, we don’t want it. We want to be motioned. We want to be under the
non-proliferation treaty. But the US and Israel couldn’t take yes for an answer)
ดังนั้น,
สิ่งทั้งหลายมากมายสามารถบังเกิดขึ้นได้. ทรัมป์ได้ก้าวถอย.
นี่ไม่ใช่ไม่มีชัยชนะสำหรับสหรัฐอเมริกา. นโยบายของสหรัฐอเมริกาได้เป็นเรื่องน่าเศร้าและวิปริตและทำลายล้างตลอดมา.
และทรัมป์ได้เปิดเผยตัวเขาเองออกมาว่าเป็นเช่น เอ่อ เยี่ยงคนป่วยโรคจิตเพทเช่นที่เขาเป็น.
ไม่มีใครสามารถที่จะเขียนประโยคประเภทนั้นทั้งหลายได้ อย่างที่เขาได้เขียนลงในโพสต์ของเขาเมื่อสองสามวันที่ผ่านมานี้
และยังให้ความเคารพต่อโลก. (So, many things could have
happened. Trump has stepped back. This is no win for the United States. US
policy has been tragic and absurd and destructive. And Trump exposed himself as
uh the psychopath that he is. Nobody can write the kinds of statements that he wrote
in the last few days and keep respect of the world.)
อะไรที่เขาเขียนออกมานั้นเป็นที่วิปลาสสติแตกหลุดโลกอย่างสมบูรณ์สิ้น.
และถ้ามะนได้หมายถึงว่าเป็นเชิงกลเม็ด, ซึ่งมันไม่ได้เป็น,
มันเป็นที่หลุดโลกสติแตกจริงๆ. แม้กระทั่งในเชิงกลเม็ด, มันก็หลุดโลก.
คุณไม่เขียนสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นกัน. เราไม่เคยได้มีประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริการายใดมาก่อนในประวัติศาสตร์
250 ปีของเราได้พูดคุยเช่นนี้. ที่ผ่านมาทุกวาระสมัย. (What he writes was completely, totally
unhinged. And if it was meant tactically, which it wasn’t, it was really
unhinged. Even tactically, it’s unhinged. You don’t write those things. We’ve
never had a president of the United States in our 250 years of history talk
that way. Period.)
พิธีกร: ใครที่คุณคิดว่าน่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดในหน้าต่างเปิดสองสัปดาห์นี้? คุณคิดว่ากำลังจะเป็นโอกาสสำหรับอิหร่านที่จะ,
แน่นอนละ, เพื่อให้ประโยชน์สูงสุดบนโต๊ะเจรจานี้? (Who do you think stands to
gain the most in this two-week window? Do you think is going to be an
opportunity for Iran to of course, secure maximum gains on the negotiations table?)
เจฟฟรีย์
แซ็คส์: อะไรที่สหรับอเมริกาได้พูดไว้คือ,
มันเป็นที่พิศษและประหลาดยิ่ง และอาจจะโชคร้ายที่ไม่ได้มีความหมายอะไรสักเล็กน้อย.
แต่สหรับอเมริกาได้พูดว่า แผน 10 จุดของอิหร่านนั้น
ฟังดูเป็นเรื่องพื้นฐานธรรมดาสำหรับการเจรจ่าต่อรอง. เอาละ, ผมเห็นด้วย. ถ้าสหรัฐอเมริกาโดยความจริงได้ทำตามผ่านการนั้น,
แล้วอิหร่านได้รับประโยชน์อย่างมาก. อะไรที่ได้รับประโยชน์นั้นคือไม่มีการโจมตีกับอิหร่านอีกต่อไป.
มันรวมไปถึงการเคลื่อนย้ายกองกำลังทหารสหรัฐอเมริกาออกไปจากประเทศอ่าวทั้งหลาย,
ซึ่งน่าจะเป็นการดำหรับทุกคน. ดีสำหรับประเทศอ่าวทั้งหลาย, ดีสำหรับสหรัฐอเมริกา,
ดีสำหรับอิหร่าน, ดำหรับอินเดีย, ดีสำหรับทุกคน. (What
the US has said is, it’s extraordinary and bizarre and may mean little
unfortunately. But the US said that Iran’s 10-point plan is a sound basis for
negotiation. Well, I agree. If the US actually follows through on that, then
Iran gains a lot. What it gains is no more attacks on Iran. It gains the
removal of the US military presence in the Gulf, which would be good for
everybody. Good for the Gulf countries, good for the US, good for Iran, good
for India, good for everybody.)
สหรัฐอเมริกาไม่ควรมีกองทหารของมันใน 80
ประเทศทั่วโลก. มันเป็นรากเหง้ากุญแจสำคัญต่อปัญหาทั้งหลายของโลก. โลกพหุขั้วอำนาจด้วยเช่นกัน
ควรจะหมายถึงการที่ประเทศทั้งหลายต่างอยู่ในขอบเขตพรมแดนทั้งหลายของตนเอง.
หยุดยุ่งกวนประเทศอื่นทั้งหลาย. โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่เบิ้มมหาอำนาจทั้งหลายที่ชองไปกวนยุ่งกับมหาอำนาจทั้งหลายอื่น.
และเช่นนั้นเอง, นี้ก็จะเป็นผลลัพธ์ซึ่งออกมาดีอย่างมากยิ่งถ้าสื่งยี้บังเกิด. (The US should not have its
military in 80 countries around the world. This is one of the key roots of the
world’s problems. A multipolar world also should mean countries stay within
their own borders. Stop bothering other countries. Especially big powers
bothering other big powers. And so, this is would be a very good outcome if
this happens.)
เอ่อ, จุดที่ 10 ชองแผน 10 จุดนี้คือ สงครามภูมิภาคทั้งหลายจะต้องหยุด.
พวกมันทั้งหมดคือสงครามทั้งหลายของอิสราเอล.
พวกมันทั้งหมดคือสงครามทั้งหลายโดยบอิสราเอลในการนับใช้ต่อมหาราช อิสราเอล. ใครบางคนต้องบอกค่อพวกอิสราเอล, ว่า หยุดเดี๋ยวนี้.
มีชีวิตอยู่ในพรมแดนของพวกคุณ. หยุดก่อกวนกับส่วนที่เหลือของโลกด้วยสงครามและความรุนแรงบ้าคลั่งไร้ที่สิ้นสุดของคุณซะที.
แค่มีชีวิตอยู่และออกไปจากส่วนที่เหลือของเราอย่างสันติ. นี้คือสิ่งสำคัญที่สุด. (Uh,
the 10th points of this 10-point plan are that the regional wars should
stop. They’re all Israeli wars. They’re all wars by Israel in the service of
Greater Israel. Someone needs to tell the Israelis, stop. Live
within your borders. Stop bothering the rest of the world with your endless
wars and your zealotry. Just live and leave the rest of us in peace. This is
important.)
https://youtu.be/lEMo0UQN1Os?si=ipcA92BKXhqvhp3c
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น