ริชาร์ด เฟย์นมาน - คุณไม่ได้มีอยู่ก่อนการเกิด...ดังนั้นแล้ว “คุณ” มาจากที่ไหน
You
Didn’t Exist Before Birth… So Where Did “You” Come From
https://youtu.be/CDcVqj5rceA?si=v10sCfnem8aLS955

ความลี้ลับ
แห่ง การมีชีวิต (The mystery of existence)
มีคำถามหนึ่งที่ทำให้ผมตื่นอยู่ทั้งคืน.
ผมไม่ได้กำลังพูดถึงหลุมดำ หรือกลศาสตร์ควอนตัม. พวกนั้นต่างก็พิลึกเพียงพออยู่แล้ว. ผมกำลังพูดคุยถึงอะไรบางอย่างที่ไปไกลกว่าความเป็นบุคคล/ส่วนตัว,
ชวนให้รู้สึกเป็นกังวลไปไกลยิ่งกว่า. ในตอนนี้, ผมอยากให้คุณที่จะชี้ไปที่ตนเอง.
เอาเลย. คุณบางทีอาจจะชี้ไปที่หน้าออกของคุณ หรือที่หน้าผากของคุณ.
ทุกคนทำเช่นนั้น. คุณมองดูการจัดเรียงตัวของอะตอมแบบเฉพาะเจาะจงนี้, ร่างกายนี้,
สมองนี้. และคุณก็พูดว่า, “นื้คือฉัน.” (There’s
a question that keeps me awake at night. I’m not talking about black holes or
quantum mechanics. They’re already weird enough. I’m talking about something
far more personal, far more unsettling. Now. I want you to point to yourself. Go
ahead. You probably pointed to your chest or your forehead. Everyone does. You
look at this particular arrangement at atoms, this body, this brain. And you
say, “This is me.”)
นั่นชัดเจนอย่างสมบูรณ์สิ้น.
แต่เรื่องที่รบกวนใจส่วนหนึ่งของเรื่องนี้. ลองคิดย้อนไปยังหนึ่งปีก่อนที่คุณจะได้กำเนิดขึ้นมาดูสิ.
คุณไม่ได้มีอยู่ในตอนนั้น. คุณไม่ได้กำลังนอนหลับอยู่ที่ไหนสักแห่ง. คุณไม่ได้รออยู่ในแถวเรียง.
คุณไม่ได้ไปนั่งรออยู่ในห้องรอตรวจครรภ์พร้อมกับบัตรคิวหรืออะไรทำนองนั้น.
ไม่มีอะไรเช่นนั้นที่เป็นคุณ. ไม่มีความตระหนักรู้, ไม่มีประสบการณ์รับรู้,
ไม่มีเสียงจากข้างใน, ไม่มีร่องรอยของการมีอยู่ของความรู้สึกนึกคิดอยู่เลยแม้แต่น้อย.
และกระนั้น, นั่นคือที่ซึ่งสิ่งทั้งหลายที่ได้พิลึกพิลั่น. อะตอมที่ประกอบขึ้นเป็นร่างกายของคุณเคยอยู่ที่นั่นมาแล้ว. (That’s completely obvious. But
the unsettling part is this. Think back to a year before you were born. You
didn’t exist then. You weren’t sleeping somewhere. You weren’t waiting in line.
You weren’t in a prenatal waiting room with a ticket or anything like that.
There was nothing that was you. There was no awareness, no experience, no inner
voice, not even the slightest glimmer of subjective existence. And yet, that’s
where things get weird. The atoms that make up your body were there.)
ทั้งหมดไม่มียกเว้นแม้แต่รายเดียว. ธาตุคาร์บอนในกระดูกทั้งหลายของคุณได้ถูกหลอมข้างในดวงดาวที่ได้ตายไปแล้วมากยิ่งกว่า 4 พันล้านปีก่อน. ธาตุเหล็กที่แบกพาออกซิเจนในเลือดของคุณในวันนี้ ถือกำเนิดขึ้นจากซูเปอร์โนวาที่รุนแรงเหล่านั้น ซึ่งสว่างกว่ากาแล็กซีทั้งกาแล็กซี. โมเลกุลทั้งหลายของน้ำที่ไหลผ่านไปทั่วเซลล์ของคุณในวันนี้ โดยทางสถิติศาสตร์แล้ว, ได้ผ่านไปทั่วร่างกายทั้งหลายมาอย่างน้อยที่สุดของ สามยุคมนุษย์โบราณกาลได้จากไปสู่ธุลีมายาวนานแล้ว. พวกเขาทั้งหมดได้มาอยู่ในที่นี้, แต่ไม่มีพวกเขาสักรายที่คือคุณ. (Every single one. The carbon in your bones was forged inside a star that died more than 4 billion years ago. The iron carrying oxygen in your blood right now was born in those violent supernovae that were brighter than an entire galaxy. The water molecules passing through your cells today have statistically passed through the bodies of at least three ancient humans who have long since turned to dust. They were all here, but none of them were you.)
ดังนั้นแล้ว,อย่างแน่ชัดแล้ว,
คุณมาจากที่ไหนหรือ? นี้ไม่ใช่รคำถามเชิงลัทธิศาสน์. ถึงแม้ว่าลัทธิศาสน์ทั้งหลายได้พยายามที่จะตอบคำถามมัน,
มันก็เป็นคำถามในเชิงวิทยาศาสตร์และปรัชญา. มันเป็นคำถามที่วิทยาศาสตร์ประสาทวิทยา,
ฟิสิกส์ควอนตัม, และการวิจัยค้นคว้าด้านจิตสำนึก ได้จมปลักอยู่กับมันมาอย่างเงียบๆตลอด
40 ปีที่ผ่านมา. และคำตอบที่พวกเขาค้นพบนั้น
น่าทึ่งยิ่งกว่าสิ่งที่บันทึกไว้ในคัมภีร์โบราณใด ๆ จะจินตนาการได้.
และเมื่อสิ้นสุดการบรรยายนี้, คุณจะเข้าใจว่าจิตสำนึกเกิดขึ้นมาจากไหน
และการอุบัติขึ้นมาจากความว่างเปล่ามีความหมายว่าอย่างไร. (So,
where exactly did you come from? This isn’t a religious question. Although religions
try to answer it, It’s a scientific and philosophical question. It’s a question
that neuroscience, quantum physics, and consciousness research have been
quietly grappling with for the last 40 years. And answer they found are far
more astonishing than any ancient text could have imagined. By the end of this
talk, you will understand where consciousness comes from and what it means to
emerge from nothingness.)
คุณจะได้รู้ว่า
ขอบเขตระหว่างตัวตนของคุณกับจักรวาลนั้น
พร่าเลือนกว่าที่คุณเคยคิดไว้เยอะมาก. และบางที
คุณอาจจะเดินออกไปจากที่นี่พร้อมกับความสงสัยว่า คำว่า 'จิตวิญญาณ' นั้น
ต่อให้มันจะเป็นคำที่ใช้ผิดยุคผิดสมัย
แต่มันก็อาจจะเป็นคำที่ถูกต้องมาตั้งแต่แรกเริ่มแล้วก็เป็นได้. (You will see that the boundary
between you and the universe is much thinner than you thought. And perhaps you
will leave here wondering whether the word soul, even if mis clod was actually
the right word from the beginning.)
ปัญหายากหนักหนา (The
hard problem1)
1 The
Hard Problem (หรือมักเต็ม ๆ ว่า The
Hard Problem of Consciousness หรือ
"ปัญหาที่ยากของจิตสำนึก") ในทางปรัชญาและวิทยาศาสตร์
หมายถึง ปัญหาในการอธิบายว่ากระบวนการทางกายภาพในสมอง (เช่น
การทำงานของเซลล์ประสาทหรือกระแสไฟฟ้า) ก่อให้เกิด
"ประสบการณ์เชิงอัตวิสัย" (Subjective experience หรือ Qualia) ขึ้นมาได้อย่างไร
แนวคิดนี้ถูกเสนอครั้งแรกโดยนักปรัชญา
เดวิด ชาลเมอร์ส (David Chalmers) ในปี ค.ศ. 1995
รายละเอียดสำคัญของ
"The
Hard Problem"
- ประสบการณ์เชิงอัตวิสัย
(Qualia): คือความรู้สึกส่วนตัวที่เราสัมผัสได้จริง เช่น
ทำไมการเห็นสีแดงจึงรู้สึกเป็นแบบนั้น ทำไมการชิมน้ำตาลถึงรู้สึกหวาน
หรือทำไมการโดนเข็มทิ่มจึงเจ็บ
ปัญหาคือวิทยาศาสตร์สามารถอธิบายกลไกทางสมองที่ตอบสนองต่อแสงสีแดงได้
แต่ยังอธิบายไม่ได้ว่า "ความรู้สึก" ของการเห็นสีแดงนั้นเกิดขึ้นมาได้จากสสารได้อย่างไร
- ต่างจาก
"ปัญหารอง" (Easy Problems): ชาลเมอร์สเปรียบเทียบว่า ปัญหาที่ "ง่ายกว่า" (Easy
problems เช่น การอธิบายว่าสมองประมวลผลข้อมูลอย่างไร
แยกแยะสิ่งเร้า หรือควบคุมร่างกายอย่างไร)
เป็นสิ่งที่วิทยาศาสตร์และระบบประสาทวิทยาพอจะหาคำตอบได้
แม้จะซับซ้อนแต่ก็มีทิศทางพิสูจน์ได้
- ช่องว่างระหว่างกายกับใจ:
ปัญหาที่ยากคือการตอบคำถามว่า ทำไมสภาวะทางกายภาพในสมองจึงต้องมี
"สติสัมปชัญญะ" หรือความรู้สึกตัวกำกับอยู่ด้วย
แทนที่จะทำงานเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่มีความรู้สึกนึกคิดอะไรเลย
ขอให้ผมเริ่มต้นด้วยสมมติฐานของผู้คนมากที่สุด.
ถ้าคุณถามผู้คน, ส่วนใหญ่จะพูดว่าคือร่างกาย, คุณจะมองเห็นได้ว่าเมื่อมันเริ่มต้น,
คุณก็จะเริ่มต้นด้วยเช่นกัน. เซลล์ทั้งหลายถูกแบ่ง. ระบบประสาทก่อรูปร่าง.
สมองหนึ่งได้สร้างตัวมันเอง. แลพะนที่ไหนสักแห่งในกระบวนการนั้น, แสงสว่างดำเนินไปตจ่อ.
จอิตสำนึกได้เปิดดวงตาของมันออกต่อสิ่งที่มีชีวิต/สิ่งที่ดำรงอยู่เหมือนเช่นเทียนไขที่ถูกจุดให้สว่างขึ้น.
และเมื่อร่างกายขแองคุณตายลงไป, เทียนไขนั้นก็ดับลง. นิทานเรื่องราวเรียบง่าย,
สะอาดหมดจด, และเป็นในเชิงวัตถุนิยม. แต่จุดประเด็นนั้นก็คือว่า นั่นไม่ใช่จุดจบของนิทานเรื่องราว.
มันไม่ได้กระทั่งเป็นแม้กระทั่งการเริ่มต้น. เพราะว่าเมื่อคุณเริ่มต้นการถามอย่างแน่ชัดว่า
เมื่อแสงสว่างทั้งหลายได้ดำเนินต่อไป, สิ่งทั้งหลายได้สลับซับซ้อนละเอียดลึกซึ้งและอย่างน่าอัศจรรย์.
เราไม่ได้เข้าใจตามความจริงว่าอะไรคือจิตสำนึกเป็น. ผมไม่ได้กำลังพูดในเชิงเปรียบเปรย.
ผมกำลังพูดผมกำลังพูดคำนี้ในความหมายที่แท้จริงและเป็นเชิงวิชาการที่สุด. (Let me start with the assumption
of most people. If you ask people, most will say that the body, you’ll see that
when it starts, you’ll start too. Cells divide. The nervous system forms. A
brain builds itself. And somewhere in that process, lights go on. Consciousness
opens its eyes to existence like a lit candle. And when your body dies, that
candle goes out. A simple, clean, and materialistic story. But the point is
that’s not the end of the story. It’s not even the beginning. Because when you
start asking exactly when the lights went on, things get profoundly and
wonderfully complex. Science doesn’t have a clear answer to that. It hasn’t
even come close. What shocked me when I first it was this. We don’t actually
understand what consciousness is. I’m not saying this figuratively. I’m saying
it in the truest and most academic sense.)
ในปี 1955, นักปรัชญา เดวิด ชาร์เมอร์ส ได้ให้ปาฐกถาอันหนึ่งที่มีชื่อเสียง
ที่เขาไกด้แบ่งปัญหาของจิตสำนึกไปเป็นสองกลุ่มประเภท. ปัญหาทั้งหลายอย่างง่าย
และอย่างยากหนักหนา. ผมใชคำว่าง่ายเท่านั้นเพื่อเปรียบเทียบ. เหล่านี้คือปัญหาทั้งหลายทางวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาเหมือนเช่นว่า
สมองมีกระบวนการประมวลผลข้อมูลทางประสาทอย่างไร, มันดึงดูความสนใตรงๆอย่างไร.
เราสามารถจินตนาการได้ว่าด้วยการวิจัยค้นคว้าและพลังอำนาจทำกระบวนการอย่างเพียงพอ,
พวกเขาจะในวันหนึ่งได้ถูกคลี่คลายให้คำตอบ. (In
1955, the philosopher David Charmers gave his famous lecture where he divided
the problem of consciousness into two categories. Easy problems and hard
problems. I use the word easy only for comparison. These are neuroscience
problems like how the brain processes sensory information, how it directs
attention. We can imagine that with enough research and processing power, they
will one day be solved.)
แต่ประเด็นที่ยากมันคืออะไรเรื่องอื่นทั้งสิ้น. ปัญหาที่ยากหนักหนาคือเรื่องนี้. ทำไมกระบวนการทั้งหมดนี้ถึงรู้สึกเหมือนอะไรบางอย่าง? ทำไมความรู้สึกในการมองเห็นสีแดงถึงเกิดขึ้น เมื่อแสงตกกระทบเรตินา - จอตา และส่งสัญญาณไปถึงเปลือกสมองส่วนการมองเห็น? ทำไมเราถึงไม่เป็นแค่เครื่องจักรที่ทำงานอยู่ในความมืด โดยไม่มีประสบการณ์ภายใน, และไม่มีความรู้สึกรับรู้ใดๆ? คุณอาจคิดว่าการอธิบายวงจรการทำงานของสมองจะสามารถอธิบายเรื่องจิตสำนึกได้โดยอัตโนมัติ. (But the hard problem is something else entirely. The hard problem is this. Why do all these processes feel like something? Why does the sensation of seeing red occur when light hits the retina and signals reach the visual cortex? Why aren’t we just a machine that works in the dart without internal experience, without sensation? You might think that explaining the brain circuits would automatically explain consciousness.)
แต่การอธิบายกลไกแทบไม่ได้บอกอะไรเกี่ยวกับประสบการณ์นั้นเลย. ช่องว่างระหว่างกลไกกับประสบการณ์นั้นคือปัญหาที่ยากหนักหนา.
และแม้ว่าจะมีการวิจัยทางวิทยาศาสตร์อย่างจริงจังมานานถึง 30 ปี, แต่พวกเราก็ยังไม่สามารถลดช่องว่างนั้นลงได้เลยแม้แต่เซนติเมตรเดียว. ถ้าเรายังอธิบายไม่ได้ว่าทำไมจิตสำนึก
ถึงมีอยู่ตอนนี้, เราก็ไม่สามารถอธิบายได้ว่ามันไปอยู่ที่ไหนก่อนที่มันจะมีอยู่. (But explaining the mechanism
says almost nothing about the experience itself. That gap between mechanism and
experience is the hard problem. And despite 30 years of serious scientific
research, we haven’t been able to close that gap even by 1 centimeter. This has
real physical consequences. If we can’t explain why consciousness exists now,
we can’t explain where it was before it existed.)
เพื่อให้คุณเห็นภาพถึงขนาดของปัญหานี้, ขออนุญาตเปรียบเทียบให้ฟัง. ลองจินตนาการถึงประวัติศาสตร์ทั้งหมดของเอกภพเป็นเส้นเวลาที่ทอดยาวตลอดแนวสนามฟุตบอล. ตั้งแต่เหตุการณ์บิ๊กแบง จนถึงยุคปัจจุบัน, สนามนั่นยาว 100 เมตร. สายพันธุ์ของคุณ, โฮโม ซาเปียนส์, เป็นเพียงเซนติเมตรสุดท้ายของสนามนั้น. บันทึกประวัติศาสตร์ลายลักษณ์อักษรทั้งหมดของมนุษยชาตินั้น, เปรียบเหมือนเพียงเส้นดินสอบาง ๆ ที่ขีดไว้ตอนท้ายสุดเท่านั้น. อายุขัยส่วนบุคคลของคุณนั้นมองไม่เห็นบนมาตราส่วนนั้น. มันเล็กกว่าความกว้างของโมเลกุลเดี่ยวเสียอีก. (To give you an idea of the scale of this problem, let me use an analogy. Imagine the entire history of the universe as a timeline spread across a football field. From the Big Bang to the present, that field is 100 meters long. Your species, Homo sapiens, is only the last centimeter of that field. It covers the entire written record of human history is a thin line of pencil at the very end. Your individual lifespan is invisible on that scale. It’s less than the width of a single molecule.) และถึงอย่างนั้น, คุณก็ยังอุตส่าห์มารวมตัวกันและลอยตัวขึ้นมาจากวัสดุพื้นหลังของสนามขนาดใหญ่ 100 เมตรเหล่านั้น. คุณคือวิสัยทัศน์ของจักรวาลอย่างแท้จริง คือจิตสำนึกอันเป็นเอกลักษณ์ของจักรวาล คือมุมมองที่จักรวาลมีต่อตนเอง. (And yet, you somehow manage to come together and float from the background material of those vast 100 meters field. You are literally the universe’s own vision, its own unique consciousness, its self-view.)
ทฤษฎี ของ
จิตสำนึก (Theories
of consciousness)
ดังนั้น, จิตสำนึกอยู่ที่ไหนก่อน(จะมี)คุณ?
วิทยาศาสตร์และปรัชญาเสนอสามคำตอบหลักๆให้. อย่างแรก, ดังที่นักวิยาศาสตร์ประสาทวิทยาส่วนใหญ่คาดกันเอาไว้,
ก็คือว่าจิตสำนึกนั้นผุดอุบัติขึ้นมาจากโครงข่ายประสาทในสมอง(อันสลับซับซ้อน). (So, where was that consciousness
before you? Science and philosophy offer three main answers. The first, as most
neuroscientists assume, is that consciousness arises from complexity.)
อย่างที่สอง, และรุนแรงมากกว่า,
ก็คือว่า จิตสำนึกไม่ได้ถูกผลิตสร้างขึ้นมาจากสมอง. มันเป็นคุณลักษณะรากฐานของความเป็นจริงตัวมันเอง.
(The
second, and far more radical, is that consciousness is not produced by the brain.
It is a fundamental characteristic of reality itself.)
อย่างที่สาม, และอันที่น่าหลอกหลอนกันมามากที่สุด,
ก็คือ ความรู้สึกของการมีตัวตนที่ต่อเนื่องกัน เป็นเพียงเรื่องราวที่สมองสร้างขึ้นมาบอกคุณหลังจากที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นไปแล้ว.
โอ้, มายาภาพ. ขอให้ผมอธิบายมันราวกับว่าผมกำลังได้พูดอยู่กับเด็กอายุ 12
ขวบเถิดนะ. (The third, and the most unsettling, is that the feeling of
being a continuous self is a story your brain tells you after the event. G, an
illusion. Let me explain it as if I were talking to a 12-year-+old child.)
คุณรู้ไหมว่าอะไรคือการจราจรติดขัด? รถยนต์ส่วนบุคคลทั้งหลาย,
แต่ละคันขับตามกันไปตามกฎจราจรง่ายๆทั้งหลาย. แต่เมื่อมองดูลงไปจากเฮลิคอปเตอร์,
คุณมองเห็นอะไรบางอย่างพิเศษปรากฏอยู่. คลื่นหนึ่ง, รูปทรงหนึ่ง, โครงสร้างหนึ่งกำลังเคลื่อนที่ไปด้วยตรรกะและชีวิตของตนเอง.
คลื่นนั้นเป็นของจริง. คุณสามารถตรวจวัดมันได้, แต่ถ้าคุณลงไปที่ระดับเดียวกันกับถนนและตรวจแอบรถคันหนึ่ง,
คุณจะไม่พบคลื่นนั่น. คลื่นนั้นผุดอุบัติขึ้นมาจากปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบที่ง่ายกว่าทั้งหลาย.
ทฤษฎีของจิตสำนึกก็เป็นเหมือนกัน.
(You know what a traffic jam is?
Individual cars, each following simple rules. But when you look down from a
helicopter, you see something extraordinary. A wave, a shape, a moving
structure with its own logic and life. That wave is real. You can measure it,
but if you go down to street level and examine a single car, you won’t find
that wave. The wave arises from the interaction of simpler components. The
theory of consciousness is similar.)
แต่ละ 86 พันล้านเซลล์ประสาททั้งหลายในสมองของคุณไม่ได้มีสำนึกของจิตบนตัวมันเอง.
หนึ่งเซลล์ประสาทเป็นสวิทช์ทางชีวอินทรีย์อย่างง่ายๆที่ไม่ว่าจะยิงปะจุหรือไม่ได้ทำ.
แต่นำ 86 พันล้านเหล่านั้นด้วยกันในสถาปัตยกรรมอันยิ่งใหญ่. เชื่อมต่อพวกมันด้วย
100 ล้านล้านจุดประสานเซลล์ประสาททั้งหลายนั้น. ยินยอมให้พวกมันที่จะจุดปะทุในรูปแบบทั้งหลายที่ประสานกัน
และแล้วอะไรบางอย่างที่พิเศษก็ผุดอุบัติขึ้นมา. โลกข้างใน, อัตตา/ตัวตนที่เป็นคุณ.
มุมมองนี้เรียกว่า ทฤษฎีประจักษ์นิยมและเป็นทฤษฎีที่ทรงอิทธิพลที่สุดในวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยายุคใหม่.
(Each of the 86 billion neurons
in your brain is not conscious on its own. A neuron is a simple biological
switch that either fires or it doesn’t. But bring those 86 billion together in
that immense architecture. Connect them with 100 trillion synaptic connections2. Allow
them to fire in coordinated patterns and then something extraordinary emerges.
An inner world, a self that is you. This view is called manifestism3 and it
is the dominant theory in modern neuroscience.)
2 Synaptic
connections (การเชื่อมต่อไซแนปส์
หรือจุดประสานประสาท) คือ บริเวณรอยต่อหรือจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท (Neuron)
สองเซลล์ หรือระหว่างเซลล์ประสาทกับเซลล์เป้าหมาย (เช่น เซลล์กล้ามเนื้อหรือต่อมไร้ท่อ)
ซึ่งทำหน้าที่เป็นช่องทางส่งต่อข้อมูลหรือสัญญาณประสาทถึงกัน
ข้อมูลเพิ่มเติมจาก Simply
Psychology และ Dana
Foundation อธิบายกลไกและประเภทสำคัญไว้ดังนี้ครับ:
โครงสร้างและการทำงานของไซแนปส์
- ส่วนประกอบหลัก:
- เซลล์ประสาทก่อนไซแนปส์
(Presynaptic neuron): มีส่วนปลายของแอกซอน
(Axon) ที่ขยายใหญ่ขึ้นเรียกว่า Synaptic
knob ภายในบรรจุถุงเก็บสารสื่อประสาท (Synaptic
vesicle)
- ช่องว่างไซแนปส์
(Synaptic cleft): ช่องว่างขนาดเล็กมากระหว่างเซลล์ประสาททั้งสอง
- เซลล์ประสาทหลังไซแนปส์
(Postsynaptic neuron): มีตัวรับ (Receptors) คอยรับสารสื่อประสาท
- กระบวนการส่งสัญญาณ:
เมื่อกระแสไฟฟ้าเดินทางมาถึงปลายแอกซอน
จะไปกระตุ้นให้ไอออนแคลเซียมไหลเข้าเซลล์
ทำให้ถุงเก็บสารสื่อประสาทหลั่งสารเคมี (Neurotransmitter) ออกมาที่ช่องว่างไซแนปส์
เพื่อไปจับกับตัวรับของเซลล์ถัดไปและแปลงกลับเป็นสัญญาณไฟฟ้าอีกครั้ง
ประเภทของไซแนปส์
1.
ไซแนปส์เคมี (Chemical
Synapse):
พบได้บ่อยที่สุดในร่างกาย
ใช้สารสื่อประสาทเป็นตัวกลางส่งสัญญาณข้ามช่องว่าง
2.
ไซแนปส์ไฟฟ้า (Electrical
Synapse):
กระแสไฟฟ้าสามารถส่งผ่านถึงกันได้โดยตรงผ่านช่องทางเชื่อมพิเศษ (Gap
junctions) ทำให้ส่งสัญญาณได้รวดเร็วมาก
ความสำคัญต่อการเรียนรู้และความจำ
- Synaptic
Plasticity (ความยืดหยุ่นของไซแนปส์):
คือความสามารถของจุดประสานประสาทในการปรับความแข็งแรง (เพิ่มขึ้นหรือลดลง)
ตามการใช้งาน หากเราฝึกฝนหรือเรียนรู้เรื่องเดิมซ้ำๆ
การเชื่อมต่อตรงนี้จะยิ่งแข็งแรงขึ้น ซึ่งเป็นรากฐานของความจำและการเรียนรู้
- Synaptic
Pruning (การตัดแต่งไซแนปส์): กระบวนการที่สมองตัดการเชื่อมต่อที่ไม่ได้ใช้งานออก
เพื่อให้วงจรสำคัญทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
3 "Manifests"
ในบริบทของฟิสิกส์ (หรือ Quantum Manifestation)
ไม่ใช่ทฤษฎีทางฟิสิกส์กระแสหลัก (Mainstream Physics) แต่เป็นการนำ กลศาสตร์ควอนตัม (Quantum Mechanics) ไปตีความและเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่อง
"การดึงดูดสิ่งต่าง ๆ ด้วยพลังความคิดหรือจิตสำนึก" (Manifestation
/ Law of Attraction)
ต้นตอของแนวคิด
"Manifest"
ในมุมมองควอนตัม
กลุ่มคนที่เชื่อเรื่อง Manifest มักหยิบยกหลักการทางฟิสิกส์ควอนตัมมาอธิบายว่า
ความคิดหรือความตั้งใจสามารถเปลี่ยนแปลงความจริงได้ ผ่าน 3 แนวคิดหลัก:
- การยุบตัวของฟังก์ชันคลื่น
(Wave
Function Collapse / The Observer Effect): ในการทดลองควอนตัม เช่น Double-slit experiment อนุภาคจะอยู่ในรูปของคลื่นความน่าจะเป็น จนกระทั่งมีการ
"วัด" (Measurement) คลื่นนั้นจึงยุบตัวกลายเป็นอนุภาค
กลุ่มผู้สอนเรื่อง Manifest จึงอ้างว่า
"การสังเกตหรือจิตสำนึกของมนุษย์
คือตัวแปรที่ทำให้ความจริงปรากฏขึ้น"
- การพัวพันเชิงควอนตัม
(Quantum
Entanglement): ปรากฏการณ์ที่อนุภาคสองตัวเชื่อมโยงถึงกันไม่ว่าจะอยู่ไกลกันแค่ไหน
ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบว่าจิตใจของเราพัวพันและสื่อสารกับ "จักรวาล"
ได้
- สนามพลังงานและความถี่
(Energy
and Frequency): ความพยายามอธิบายว่าความคิดของมนุษย์แผ่คลื่นพลังงาน
(Frequency) ออกไปดึงดูดเหตุการณ์ที่มีความถี่ตรงกัน
ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์
(สิ่งที่ฟิสิกส์จริงๆ บอก)
วงการฟิสิกส์และนักวิทยาศาสตร์กระแสหลักชี้ชัดว่า
การนำฟิสิกส์ควอนตัมมาอธิบายการ Manifest เป็น การตีความที่คลาดเคลื่อน (Misapplication)
หรือจัดอยู่ในกลุ่ม วิทยาศาสตร์เทียม (Pseudoscience
/ Quantum Mysticism) ด้วยเหตุผลดังนี้
- คำว่า
"Observer" (ผู้สังเกต) ในฟิสิกส์:
ไม่ได้แปลว่า "มนุษย์ที่นั่งคิดหรือจ้องมองด้วยจิตใจ" แต่หมายถึง เครื่องมือวัดทางกายภาพ (เช่น ตัวตรวจจับ หรืออนุภาคอื่นที่มากระทบ)
ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสิ่งมีชีวิตหรือจิตสำนึกมาเกี่ยวข้องเลย
- ขอบเขตของควอนตัม:
กฎเกณฑ์ควอนตัมเกิดขึ้นในระดับอนุภาค, อะตอม
หรือซับอะตอม (Subatomic scale) เท่านั้น
ไม่ได้มีผลควบคุมโลกในระดับมหภาค (Macroscopic world) เช่น
การดึงดูดเงิน งาน หรือความรักในชีวิตประจำวัน
- จิตวิทยา
ไม่ใช่ควอนตัม: การที่คนเราตั้งเป้าหมายแล้วสำเร็จ เกิดจากกลไกทาง ประสาทวิทยา
(Neuroscience) และจิตวิทยาเชิงบวก เช่น การโฟกัสเป้าหมายชัดเจน (Reticular
Activating System ของสมอง) และการลงมือทำอย่างต่อเนื่อง
ไม่ใช่การส่งคลื่นไปสั่งสนามควอนตัม
ถ้าจิตสำนึกผุดอุบัติขึ้นมาจากสถาปัตยกรรมทางเซลล์ประสาท,
แล้วคุณก็ไม่ได้มีอยู่มาก่อนที่สมองของคุณได้ถูกประกอบสร้างขึ้นมา
เพราะว่าไม่มีพื้นภูมิสำหรับคุณให้ดำรงอยู่บนนั้นได้. เหมือนเช่นกับดนตรีซิมโฟนีที่ยังไม่ไกด้ประพันธ์ขึ้น.
แต่นิทานเรื่องราวนี้เพียงแค่อธิบายถึงความสัมพันธ์นั้นย.
มันไม่ได้อธิบายว่าทำไมมันเป็นประสบการณ์รับรู้, ทำไมแสงสว่างนั้นเปิดขึ้นมา.
นี้คือที่ซึ่งสิ่งทั้งหลายได้ยิ่งน่าสนใจมากยิ่งขึ้น. (If consciousness arises from
neural architecture, then you didn’t exist before your brain was assembled
because there was no ground for you to exist on. Just like an uncomposed
symphony. But this story only explains the correlation. It doesn’t explain why
it’s an experience, why that light is on. This is where things get even more
interesting.)
ในปี 1989 จากมหาวิทยาลัย ออกฟอร์ด, โรเจอร์
เพนโรสได้โต้ค้านที่ว่าจิตสำนึกไม่สามารถถูกอธิบายได้โดยการคำนวณดั้งเดิมทั้งหลายที่อะไรบางอย่างได้บังเกิดขึ้นที่ระดับของควอนตัม. โดยร่วมกันกับสจ๊วร์ท
ฮาเมอรอฟฟ์, พวกเขาได้เสนอว่า จิตสำนึกนั้นผุดอุบัติขึ้นจากโครงสร้างโปรตีนทั้งหลายที่เรียกว่าไมโครทูบูลข้างในเซลล์ประสาท. พวกเขาได้เรียกเช่นนี้ หรือทฤษฎี.
อ้างอิงจากทฤษฎีนี้, จิตสำนึกไม่ได้เป็นอะไรบางอย่างที่สมองผลิตสร้างขึ้น แต่อะไรบางอย่างที่สมองได้ถูกปรับแต่งให้หมุนรับสัญญาณมา. (In
1989 from Oxford University, Roger Penrose argued that consciousness could not
be explained by classical calculations that something was happening at the quantum
level. Together with Stuart Hameroff, they proposed that consciousness arose
from quantum calculations4
occurring within protein structures called microtubules inside neuron. They
called this or theory. According to this theory, consciousness is not something
the brain produces but something the brain is tuned to.)
4 การคำนวณควอนตัม
(Quantum Computing / Quantum Calculation)
คือ กระบวนการประมวลผลข้อมูลที่อาศัยหลักการของกลศาสตร์ควอนตัม (Quantum
Mechanics) ซึ่งแตกต่างจากคอมพิวเตอร์ทั่วไปที่มนุษย์ใช้กันอยู่ทุกวัน
หลักการทำงานพื้นฐาน
- บิตทั่วไป
(Classical
Bit): คอมพิวเตอร์ทั่วไปใช้หน่วยข้อมูลที่เรียกว่า
"บิต" ซึ่งเก็บค่าได้เพียง 0 หรือ 1
อย่างใดอย่างหนึ่งในแต่ละเวลา
- คิวบิต
(Qubit): การคำนวณควอนตัมใช้หน่วยที่เรียกว่า "ควอนตัมบิต" หรือ Qubit
ซึ่งสามารถอยู่ในสถานะ 0, 1 หรือทั้ง 0
และ 1 พร้อมกันได้ ผ่านปรากฏการณ์สำคัญ เช่น:
- Superposition
(การซ้อนทับของควอนตัม): อนุภาคสามารถอยู่ในหลายสถานะพร้อมกันจนกว่าจะมีการวัดผล
ทำให้ประมวลผลความเป็นไปได้จำนวนมากไปพร้อมกันได้รวดเร็ว
- Entanglement
(การพัวพันเชิงควอนตัม): คิวบิตสามารถเชื่อมโยงถึงกันได้
แม้จะอยู่ห่างกัน
ทำให้การรับส่งและประมวลผลข้อมูลมีความสัมพันธ์กันอย่างรวดเร็ว
- Interference
(การแทรกสอด): ใช้ควบคุมความน่าเชื่อถือของคำตอบ
โดยเสริมคำตอบที่ถูกต้องและหักล้างคำตอบที่ผิดออกไป
นี่ก็คล้ายกับการถามว่าสัญญาณวิทยุอยู่ที่ไหนก่อนที่จะเปิดวิทยุ.
สัญญาณทั้งหลายนั้นได้มักจะมีอยู่ที่นั่นเสมอ. เพียงแค่เครื่องรับวิทยุยังไม่ได้อยู่ตรงนั้นกระนั้น.
เรื่องนี้นำเรามาสู่แนวคิดที่บ้าคลั่งมากที่สุดในงานวิจัยร่วมสมัยด้านจิตสำนึก.
อย่างทฤษฎีจิตครอบคลุม. แนวคิดนี้ระบุว่า
จิตสำนึกไม่ใช่สิ่งที่มีการเติมเข้ามาในสสารวัตถุในภายหลัง
แต่เป็นคุณสมบัติที่มีอยู่แล้วตั้งแต่ในระดับที่พื้นฐานที่สุดของสสารวัตถุ. (This
is similar to asking where the radio signal was before turning on the radio. The
signal was always there. Only the receiver wasn’t there yet. This leads us to
the most radical idea in contemporary consciousness research. Panpsychism5. This idea states that consciousness is
not something added to matter later but a property that has existed since the
most fundamental level of matter.)
5 Panpsychism
(หรือเรียกว่า ลัทธิปัญจจิตนิยม / ทฤษฎีจิตครอบคลุม)
คือ แนวคิดทางปรัชญาที่เชื่อว่า "จิตใจ" หรือ
"คุณลักษณะที่คล้ายจิตใจ"
เป็นคุณสมบัติพื้นฐานและแพร่หลายของสรรพสิ่งในจักรวาล ไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในสมองของมนุษย์หรือสัตว์ที่มีชีวิตเท่านั้น
แนวคิดสำคัญ
- รากศัพท์:
มาจากภาษากรีก pan (ทั้งหมด, ทุกสิ่ง)
และ psyche (จิตวิญญาณ, จิตใจ)
[1]
- ไม่ใช่ผีหรือวิญญาณเหนือธรรมชาติ:
นักแพนไซคิสม์ร่วมสมัยไม่ได้มองว่าก้อนหินหรืออิฐมีความรู้สึกนึกคิดเหมือนมนุษย์
แต่เสนอว่าสสารในระดับพื้นฐาน (เช่น อิเล็กตรอน หรืออนุภาคย่อย) อาจมี
"รูปแบบพื้นฐานที่สุดของประสบการณ์หรือความรู้สึก"
ในระดับที่เรียบง่ายมากๆ [1]
- ทางออกของ
"ปัญหาที่ยากของจิตสำนึก" (The Hard Problem of
Consciousness): แนวคิดนี้พยายามตอบคำถามว่า
"สสารที่ไม่มีชีวิตกลายมามีจิตสำนึกและความรู้สึกตัวได้อย่างไร?"
โดยเสนอว่าจิตสำนึกไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ (Emergence)
จากสสารที่ไร้จิต
แต่มีอยู่เป็นทุนเดิมในระดับรากฐานของจักรวาลแล้ว
บุลลิโอ ทาโนนี
กับทฤษฎีบูรณาการของข้อมูลข่าวสารได้จัดวางเรื่องนี้บนพื้นฐานคณิตศาสตร์. ถ้าทาโนนีถูกต้อง,
อะตอมทั้งหลายของจักรวาลมักจะกำทอนสะท้อนของประสบการณ์รับรู้. มันไม่ใช่ความคิด.
มันไม่ได้เป็นความตระหนักรู้, แต่คือบางอย่าง. และอะตอมทั้งหลายเหล่านั้นได้ให้การอุบัติขึ้นต่อดวงดาวทั้งหลาย,
และแล้วงก็ดาวเคราะห์ทั้งหลาย, แล้วก็เคมีชีวอินทรีย์. และในท้ายที่สุด,
เมื่อมันได้เปลี่ยนรูปร่างเข้าไปสู่สถาปัตยกรรมพิเศษเฉ)พาะนั้นของสมองของคุณ,
ประสบการณ์รับรู้ไม่ได้แค่แสดงปรากฏออกมาจากไม่มีที่ไหน. มันได้ลึกล้ำ,
ได้สะสมตัว, และได้จัดรวมตัวมันเองเข้าด้วยกันมากว่า 4.6 พันล้านปี.
คุณไม่ได้แค่มาจากฝุ่นละอองดวงดาว. คุณคือดวงดาวทั้งหลายที่ได้เปลี่ยนรูปร่างมาสู่โครงสร้างอันน่าฉงนทึ่งใจได้.
จิตสำนึกของคุณไม่ได้แยกออกจากธรรมชาติของจักรวาล, แต่มันคือธรรมชาติของจักรวาลในรูปแบบที่ถูกบีบอัดลงมา.
(Bullio
Tanoni with his integrated theory of information placed this on a mathematical
basis. If Tanoni is right, the atoms of the universe always had an echo of
experience. It wasn’t thought. It wasn’t awareness, but something. And those
atoms gave rise to stars, then planets, then organic chemistry. And finally,
when it transformed into that particular architecture of your brain, the
experience didn’t just appear out of nowhere. It deepened, accumulated, and
organized itself over 4.6 years. You didn’t just come from stardust. You are
stars that have transformed into a structure capable of astonishment. Your
consciousness is not separate from the nature of the universe. It is a
condensed form of the nature of the universe.)
ตัวตนในฐานะสิ่งสร้างใหม่ (Self as a
reconstruction)
ในตอนนี้, เรามาเข้าไปที่เปลือกชั้นที่ก่อกวนใจมากที่สุดกัน.
ข้อมูลจากวิทยาศาสตร์ประสาทวิทยาและวิทยาศาสตร์การรู้คิด ได้ชี้แนะว่า การรู้สึกถึงอัตตา-ตัวตนของเราที่ไม่ถูกขัดแทรกนี้
คือนิทานเรื่องราวของสมองของคุณได้เชื่อมติดต่อในภายหลังเหตุการณ์. การทดลองของเบนจามิน
ลิบเบิร์ตฺในยุคปี 1980ได้แสดงให้เห็นว่า เป็นในราวหนึ่งวิยาที
ก่อนที่คุณจะรู้สึกว่าคุณได้ตัดสินใจที่จะแสดงการกระทำออกมา, สมองของคุณได้เริ่มต้นไปแล้วในการตระเตรียมการกระทำนั้น.
ดังนั้น, เมื่อคุณมีความคิดว่าคุณได้ตัดสินใจ, สมองของคุณได้เริ่มต้นไปแล้ว.
จิตสำนึกของคุณไม่ได้เป็นแหล่งกำเนิดของอะไรที่ได้บังเกิดขึ้น.
มันสามารถเป็นได้แต่เพียงผู้แปลความหมาย. (Now.
Let’s get to the most disturbing layer. Data from neuroscience and cognitive
science suggests that this uninterrupted sense of self is a story your brain
concocts after the event. Benjamin Libbert’s experiments in the 1980s showed
that about half a second before you felt you had decided to perform an action,
your brain had already begun preparing that action. So, when you thought you
had decided, your brain had already started. Your consciousness is not the
source of what happened. It can only be an interpreter.)
ระบบหนึ่งใฝนสมองซีกซ้ายของเราที่ถูกเรียกว่า หน่วยแปลความ
ได้รับสัญญาณอันสลับซับซ้อนหนึ่งมาจากข้างล่าง และปะติดปะต่อเรื่องราวของตัวเองให้ปลาบปลื้มสมเหตุสมผลขึ้นมาจากสิ่งเหล่านั้น.
คุณไม่ได้ค้นพบนิทานเรื่องราวนั้น. คุณประดิษฐ์มันขึ้นใหม่ในทุกชั่วขณะ. สถานการณ์นี้สอดคล้องกับแนวคิดเรื่องการอนัตตา
(ความไม่มีตัวตน) ที่พระพุทธเจ้าทรงอธิบายไว้เมื่อเกือบ
2,500
ปีก่อนอย่างน่าประหลาดใจ. มันเป็นกระบวนการที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
ทว่ายังคงรักษาไว้ซึ่งรูปแบบเดิม. (A system in our left brain
called the interpreter module6
receives complex a signal from below and concocts a coherent self-narrative
from them. You don’t discover that story. You reinvent it every moment. This
situation surprisingly aligns with the concept of selflessness that Buddha
described nearly 2,500 years ago. The self is not a rock but a river. It is
constantly changing process yet one that maintains a pattern.)
6 The
interpreter module ของสมอง
(มักเรียกในทางประสาทวิทยาว่า Left-brain interpreter
หรือ "นักตีความแห่งสมองซีกซ้าย") คือ
กลไกหรือระบบการทำงานของสมองซีกซ้ายที่ทำหน้าที่สร้างเรื่องราว คำอธิบาย
หรือเหตุผลขึ้นมา เพื่อเชื่อมโยงพฤติกรรม ความรู้สึก ปฏิกิริยา หรือเหตุการณ์ต่างๆ
ให้ดูมีเหตุผลและสอดคล้องกันอยู่เสมอ
แนวคิดและที่มา
- ผู้พัฒนา:
เสนอโดยนักจิตวิทยา Michael S. Gazzaniga และนักประสาทวิทยา Joseph
E. LeDoux ผ่านการทดลองในผู้ป่วยผ่าตัดสมองแยกส่วน (Split-brain
patients)
- การทำงานหลัก:
เมื่อสมองรับรู้ข้อมูลที่ไม่สมบูรณ์หรือเกิดการกระทำบางอย่างขึ้นมาโดยที่เจ้าตัวไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง
สมองซีกซ้ายจะรีบ "แต่งเรื่อง" หรือหาเหตุผลขึ้นมาอธิบายทันที
เพื่อทำให้โลกรอบตัวและพฤติกรรมนั้นดูสมเหตุสมผล
ตัวอย่างการทำงาน
- ในการทดลองผู้ป่วยสมองแยกส่วน
เมื่อสั่งให้สมองซีกขวาทำตามคำสั่งบางอย่าง (เช่น ลุกขึ้นเดินไปหยิบของ)
โดยที่สมองซีกซ้าย (ซึ่งมีหน้าที่พูดและคิดเชิงเหตุผล) ไม่รู้คำสั่งนั้น
เมื่อถามเจ้าตัวว่าทำไมถึงลุกไป สมองซีกซ้ายจะไม่บอกว่า "ไม่รู้"
แต่จะแต่งเหตุผลขึ้นมาทันที เช่น "อ๋อ อยากไปหยิบน้ำดื่มมาให้"
- ในชีวิตประจำวัน
กลไกนี้คือเสียงในหัวที่คอยพยายามอธิบายว่าทำไมเราถึงโกรธ
ทำไมเราถึงเลือกซื้อสิ่งนี้ หรือพยายามหาความหมายให้กับเหตุการณ์บังเอิญต่างๆ
ดังนั้น, อะไรที่เรื่องนี้มีความหมายต่อคุณ?
ถ้าอัตตา/ตัวตนเป็นกระบวนการมากไปกว่าเป็นสิ่งตายตัว, แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรบางอย่างที่ได้ถูกให้ต่อคุณ.
มันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ทุกชั่วขณะ. ทุกเช้าเมื่อคุณได้ตื่นขึ้นมา, ชั่วขณะสั้นๆเมื่อจิตสำนึกของคุณได้ปรับโครงสร้างของนิทานเรื่องราวนั้นขึ้นใหม่.
คุณได้เกิดขึ้นในชั่วขณะนั่น. และรูปแบบนี้สามารถถูกเปลี่ยนแปลงไปได้.
เรื่องนี้ไม่ใช่จิตวิทยาอันโด่งดังมีชื่อ. มันเป็นอะไรที่เราเรียกว่า ความยืดหยุ่นทางเซลล์ประสาท.
ความสามารถของสมองในการจัดโครงสร้างใหม่
คุณมีสิทธิ์กำหนดเรื่องราวของตัวเองมากกว่าที่คุณคิด. (So,
what does this mean for you? If the self is a process rather than a fixed
thing, then it is not something given to you. It is recreated every moment.
Every morning when you wake up, there is a brief moment when your consciousness
reconstructs that story. You are born in that moment. And this pattern can be
changed. This isn’t popular psychology. It’s what we call neuroplasticity7. The
brain’s ability to restructure itself. You have more say over your own story
than you think.)
7 Neuroplasticity
(นิวโรพลาสติซิตี้)
คือ ความสามารถของสมองและระบบประสาทในการปรับเปลี่ยน โครงสร้าง
และการทำงานของตัวเองตลอดช่วงชีวิต เพื่อตอบสนองต่อการเรียนรู้ ประสบการณ์
สิ่งแวดล้อม หรือการบาดเจ็บ
ในอดีตเคยมีความเชื่อว่าโครงสร้างสมองในวัยผู้ใหญ่จะหยุดพัฒนาและตายตัว
แต่ปัจจุบันวิทยาศาสตร์ยืนยันแล้วว่าสมองยังคง “ปั้นและจัดระเบียบใหม่”
ได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะอายุเท่าไรก็ตาม
กลไกการเปลี่ยนแปลงของสมอง
- การเสริมความแข็งแรงของจุดเชื่อมต่อ
(Synaptic
Plasticity): เมื่อเราฝึกทำสิ่งใดซ้ำ ๆ เส้นทางประสาท (Neural
Pathway) ส่วนนั้นจะแข็งแรงและทำงานได้เร็วขึ้น
ส่วนเส้นทางที่ไม่ค่อยได้ใช้จะค่อย ๆ อ่อนแอและถูกตัดทอนลง
- การจัดระเบียบพื้นที่สมองใหม่
(Cortical
Remapping): เมื่อสมองส่วนหนึ่งเสียหาย
พื้นที่ข้างเคียงอาจเข้ามาทำหน้าที่ทดแทนได้บางส่วน
- การสร้างเซลล์ประสาทใหม่
(Neurogenesis): สมองบางส่วน เช่น บริเวณที่เกี่ยวข้องกับความจำ
ยังสามารถสร้างเซลล์ประสาทใหม่ได้ในวัยผู้ใหญ่
วิธีช่วยกระตุ้น
Neuroplasticity
ในชีวิตประจำวัน
ตามข้อมูลจาก สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(สสวท.) คุณสามารถบริหารสมองเพื่อเสริมความยืดหยุ่นได้ผ่านวิธีเหล่านี้:
- ฝึกฝนอย่างสม่ำเสมอ:
เรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ เช่น ภาษา ดนตรี หรือกีฬา โดยเน้นความต่อเนื่อง
- ออกกำลังกายแบบแอโรบิก:
ช่วยเพิ่มการไหลเวียนของเลือดไปเลี้ยงสมองและกระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทใหม่
- ท้าทายสมองด้วยสิ่งใหม่:
ทำกิจกรรมที่ซับซ้อนขึ้นเล็กน้อย เช่น เปลี่ยนเส้นทางกลับบ้าน
เพื่อบังคับให้สมองสร้างเครือข่ายเชื่อมต่อใหม่
- นอนหลับให้เพียงพอและจัดการความเครียด:
การนอนหลับมีความสำคัญต่อการรวบรวมและเสริมความแข็งแรงของความทรงจำ
ในท้ายที่สุด, ลองพิจารณาสิ่งนี้. ทุกอะตอมของแคลเซี่ยมในร่างกายของคุณได้ถูกสร้างขึ้นข้างในดวงดาวหนึ่ง.
นี่ไม่ใช่คำอุปมาเปรียบเปรย. มันคือความเป็นจริงในทางนฟิสิกส์. อะตอมทั้งหลายเหล่านั้นได้ปลิวผ่านห้วงอวกาศมาหลายพันล้านปี,
ได้จอดลงมาบนดาวเคราะห์หนึ่ง, ได้ผ่านเข้าไปในพืชต้นหนึ่ง,
และในท้ายที่สุดแล้วก็กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายคุณ. นั่นคือทำไมเมื่อคุณมองขึ้นไปยังท้องฟ้าในยามค่ำคืน,
คุณก็คิดว่า, “ฉันรู้จักเจ้า. เจ้าคือดวงดาวทั้งหลาย, ได้เรียนรู้เที่จะทึ่งใจมาแล้ว.”
สิ่งที่น่าทึ่งที่สุดไม่ใช่สิ่งที่คุณทำสำเร็จ,
แต่คือการที่คุณยังอยู่ตรงนี้ในตอนนี้ ทั้งที่โอกาสมันริบหรี่เหลือเกิน. (Finally,
consider this. Every single atom of calcium in your body was made inside a
star. This isn’t a metaphor. It’s a physical reality. Those atoms flew through
space for billions of years, landed on a planet, passed into a plant, and
eventually became part of your body. That’s why when you look at the night sky,
you think, “I know you. You are the stars, having learned to marvel.” The most
remarkable thing isn’t what you accomplished, but the fact that you’re here
tight now despite such low odds.)
จิตสำนึกคือความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของจักรวาล,
และคุณคือตัวอย่างที่มีชีวิตของสิ่งนั้น. ก่อนที่คุณจะหายใจครั้งแรก,
จิตวิญญาณของคุณอยู่ที่ไหน? ท่ามกลางหมู่ดาว,
ในกลุ่มผงธุลี, และในอาณาเขตควอนตัมที่อยู่ลึกลงไปใต้ความจริงทางกายภาพทั้งมวล,
ความซับซ้อนที่ถักทอผ่านกาลเวลาอันยาวนานถึง 1.38 หมื่นล้านปี,
กำลังตามหาใครสักคน ผู้ที่สามารถเอ่ยถามคำถามนี้ขึ้นมา. เอ่อ, และมันก็ท้ายที่สุดได้มาพบคุณ.
(Consciousness is the
universe’s most extraordinary achievement, and you are a living example of it. Where
was your soul before your first breath? In the stars, in the dust, and in the quantum
field beneath all physical reality, a complexity spanning 13.8 billion tears
was searching for someone who could ask this question. Uh, and it finally found
you.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น