ฑะไล ลามะ - อะไรคือ จิตสำนึก และ จิต ในทางพุทธศาสนา
What is consciousness and mind in Buddhism??
https://youtu.be/wK5qhto1S9E?si=Yw6JD5gzDPT4m6Jw
ฑะไล
ลามะ: ดังนั้น,
ครั้งที่สองกับเรื่องจิต, และ สมอง. ดังนั้น, คุณเห็นผู้คน. โอ้.
ฉันคิดว่านักวิทยาศาสตร์ไม่ได้ตรวจสอบสืบสวนมากนักเกี่ยวกับ จิตสำนึก.
เอ่อ, เมื่อเราพูดว่า จิตสำนึก เอ่อ ก็มักจะหมายไปถึงสมอง. ดังนั้นในตอนนี้,
เอ่อ ตัวอย่างที่กระจ่างชัด, ร่างกายของฉันกำลังชราลงมากขึ้นและมากขึ้น แต่จิตของฉันอ่อนวัยมากขึ้นและมากขึ้น.
ดังนั้นอย่างชัดเจนเลยวง่า, มีอยู่จิตหนึ่งเป็นบางอย่างที่ค่อนข้างเป็นเอกราช/ไม่ขึ้นกับใคร.
แล้ว, เพราะเช่นนั้น, ในตอนนี้มันคุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปจริงๆ, มีประโยชน์,
ที่จะตรวจสอบสืบสวนมากขึ้นเกี่ยวกับจิต, จิตสำนึก. (So, now second about Mind, and
the Brain. So, you see people. Oh. I think scientist not much investigate about
consciousness. Uh, when we say consciousness uh always refer brain. So now, uh
clear example, my body getting older and older but my mind younger and younger.
So definitely, there is a mind is something quite independent. So, therefore,
now it is really worthwhile, useful, more investigate about mind,
consciousness.)
ดังนั้น,
เหตุกรณีของฉันเอง, ร่างกายเริ่มชรามากขึ้น และ เอ่อ อย่างเห็นได้ชัด ... (เข่าของฉันค่อนข้างโยกเยก
- ล่าม) แต่มันดูเหมือนว่ากับตัวฉันเองแล้ว, จิตสำนึกการคิด, ฉันคิดว่าแหลมคมมากยิ่งขึ้น,
ประสบการณ์ลึกลงมากยิ่งขึ้น. แล้ว, อย่างเห็นได้ชัดว่าร่างกายและจิตนั้นแยกจากกัน.
ตอนนี้เมื่อเราคิดเกี่ยวกับจิตแล้วมันค่อนข้างเป็นที่สลับซับซ้อน. จิตไม่ได้ถูกผลิตสร้างโดยสมอง
แต่เป็นตัวตนของมันเอง. ดังนั้น, ในตอนนี้แล้วสิ่งนี้นำมาซึ่งประเด็นที่ว่า เอ่อ จิตวันนี้ของฉันเป้นการต่อเนื่องกับจิตเมื่อวานนี้ของฉัน.
(So, my own case, body getting
older and uh obviously … (my knees are quite wobbly,) But it seems to myself, my
consciousness thinking, I think more sharper, more deeper experience. So,
obviously body and mind to separate. Now when we think about mind then it quite
complicated. The mind not produced by brain but its own entity. So, now this brings
a subject uh today’s my mind continuation of yesterday’s mind.)
ดังนั้น,
กับที่แนวความคิดเช่นนี้ ฉันคิดว่าพวกเขาเป็นแนวคิดอย่างยิ่งที่...(พูดในภาษาทิเบต)
(So, at
the at this so conception I think they very concept. ...
ล่าม: ดังนั้น, ในความเข้าใจของชาวพุทธถึงคำศัพท์อย่างยิ่งนี้
ว่าได้ถูกใช้สำหรับแนวความคิด เอ่อ พูดได้ว่า โพ้นเลยไปกว่าการประชุมกันอย่าง่ายๆทางกายภาพ,
อย่างที่คุณรู้, เอ่อ องค์ประกอบทั้งหลายมาร่วมกัน. (So, in the Buddhist
understanding the very term that is used for conception uh says beyond the
simple meeting of physiological, you know, uh factors coming together.)
ฑะไล
ลามะ: …..(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้น, ตัวอย่างเช่น, เหมือนในคัมภีร์ทั้งหลายและคัมภีร์ชาวพุทธเมื่ออธิบายถึงอะไรชั่วขณะของจิตสำนึกกำลังเข้ามาที่ว่าสิ่งประกอบนี้,
มีคำอธิบายทั้งปวงถึงอย่างไรที่สภาพแวดล้อมภายในซึ่งจิตสำนึกได้มีอยู่ต่อหน้า.
(So, for example like in the texts and the Buddhist text when it
describes the sort of the moment of the consciousness entering this you know
composite there is a whole description about how the environment within which
the consciousness is present.)
ฑะไล ลามะ: …..(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้นแล้ว, ในสัมผัสรู้สึกนั่น
ความดำเนินต่อเนื่องไปของชั่วขณะแรกแห่งจิตสำนึกของเด็กเกิดใหม่ หรือเด็กที่ปฏิสนธิแล้วก็ต้องถูกสืบสาวย้อนไปถึงนั้นได้.
(So, in that sense that the continuity of the first moment of
consciousness of the newly born child or conceived child has to be traced prior
to that stage.)
ฑะไล
ลามะ: …..(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้นแล้ว,
หนึ่งในอะไรในรูปแบบของเป็นเหตุเป็นผลนั้น เป็นจริงมากยิ่งกว่าเหมือนกระบวนการหนึ่งของการคัดออกในสิ่งที่ไม่ใช่.
ดังนั้นแล้ว, ถ้าอย่างง่ายๆว่ามันเป็นกระบวนการทางกายภาพแล้ว
การมาร่วมด้วยกันของสององค์ประกอบสร้างสรรค์สิ่งประกอบกันนี้
ก็ควรมักจะให้กำเนิดขึ้นต่อการเกิดแนวคิดของเด็กนั้นๆ. แต่นั่นไม่ใช่ความจำเป็นสำหรับเหตุกรณีนั้น.
(So,
the one of the sort of the style of the reasoning is really more like a process
of elimination. So, if simply it is a physiological or physical process then
the coming together of the two factors creating the composite should always
give rise to a birth of a child conception. But that’s not necessarily the
case.)
ฑะไล ลามะ: …..(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้นแล้ว,
แนวความคิดนี้ต้องการมากยิ่งไปกว่าการมาร่วมด้วยกันขององค์ประกอบทางกายภาพ และนั่นคือองค์ประกอบที่สามมีอยู่ให้เห็นจริงๆของความต่อเนื่องแห่งจิตสำนึก. (So, the conception requires more
than coming together physical factors and that third factor is really the
presence of the continuity of consciousness.)
ฑะไล
ลามะ: ดังนั้น,
ในตอนนี้พวกนั้นมันเป็นคุณค่าพอที่จะตรวจสอบสืบสวนว่าอะไรคือจิตสำนึก.... (So, now they it is worthwhile to
investigate what is consciousness. …(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้นแล้ว,
ถึงแม้ว่า เอ่อ การถกเถียงประเภทนั้น ได้ค้นพบในข้อเขียนปรัชญาคลาสสิคชาวอินเดียที่ไม่ใช่ชาวพุทธเช่นเดียวกัน
แต่เราค้นพบว่าคัมภีร์ของฑะไล ลามะ, ปรมาจารย์ชาวพุทธทั้งหลายต้องการอย่างมากยิ่งในการตรวจสอบสืบสวนเข้าไปสู่คำถามทั้งปวงนี้
ถึงอะไรคือธรรมชาติของจิตสำนึก และอะไรที่เป็นจุดกำเนิดของจิตสำนึกแห่งชีวิตพิเศษจำเพาะนี้.
(So, although uh this kind of
discussion is found in non-Buddhist classical Indian philosophical writings as
well but we find in the Buddhist Dali Lama masters treatises much more
extensive inquiry into this whole question of what is the nature of
consciousness and what is the origin of consciousness of this particular life.)
ฑะไล ลามะ: …(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้นแล้ว, ถ้าเราได้ที่จะพยายามพิจารณาคำนึงถึงลักษณะประกอบที่สำคัญทั้งหลายของชีวิตปัจจุบันโดยเนื้อแท้ล้วนซึ่งตั้งอยู่บนพื้นฐานกับร่างกายของเราที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานทางกายภาพวิทยา,
แล้วอีกมากมายหลายอย่างของ เอ่อ ลักษณะประกอบทั้งหลายชองคุณสมบัติมนุษย์, คุณสมบัติทางปัจเจกบุคคลทั้งหลาย,
มันค่อนข้างยากลำบากที่จะตามรอยมันไปยัง เอ่อ เนื้อหาการเกินขึ้นจริงก่อนหน้านี้ของร่างกาย.
มันเป็นพื้นฐานทางวัตถุล้วน ๆ. (So,
for example, if we were to try to account for the important features of present
life purely based on our body based on physiology, then many of the sort of the
uh features of human characteristic, the individual characteristics, it’s quite
difficult to trace it to uh an earlier instance of body. It was purely on a
material basis.)
ฑะไล ลามะ: …(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้นแล้ว, แม้ว่าคู่แฝดผู้ที่เกิดขึ้นอย่างชัดๆว่าจากพ่อแม่เดียวกัน,
เราก็สามารถมองเห็นความแตกต่างในบุคลิกภาพและคุณสมบัติทั้งหลายของพวกเขา. (So, even twins who are born to
the exactly the same parents, we can see differences in their personalities and
characteristics.)
ฑะไล
ลามะ: …(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้นแล้วล ถ้าเราได้ที่จะคิดไปตามบรรทัดทั้งหลายเหล่านี้ที่จะคำนึงอย่างแท้จริงกับการมีอยู่ของมนุษย์
และธรรมชาติของมนุษย์และคุณสมบัติทั้งหกลายของมนุษย์, มันดูเหมือนกับว่าจะชี้แนะค่อนข้างอย่างกระจ่างแจ้งว่า
เราจำเป็นต้องมองโพ้นเลยคำอธิบายทางวัตถุออกไป, คำอธิบายทางกายภาพ. (So, if we were to think along
these lines to really account for the human existence and human nature and human
characteristics, it seems to suggest quite clearly that we need to look beyond material
explanation, physical explanation.)
ฑะไล ลามะ: …(พูดในภาษาทิเบต)
ล่าม: ดังนั้นแล้ว, ตัวอย่างเช่น, ธรรมชาติของจิตสำนึก
ที่หัวใจของมัน คือธรรมชาติที่ส่องสว่างนี้ หรือความกระจ่างแจ้ง. อืม, ดังนั้นนี้คือการตระหนักรู้อย่างชัดแจ้งหรือการเรืองแสง,
ธรรมชาติอันส่องสว่าง. ถ้าผู้ใดได้ที่จะโต้ค้านว่า นี้คือผลผลิตของสมอง
หรือคือหน้าที่การทำงานของสมอง นั่นน่าจะค่อนข้างยากที่จะยอมรับได้. (So, for example the nature of
consciousness at the heart of it is this luminous nature or the clarity. Um, so
this clear awareness or luminous, luminous nature. If one were to argue that
this is a product of brain or a function of brain that would be quite hard to
accept.)
ฑะไล
ลามะ: อะไร,
อะไรคือพอจะแยกแยะความแตกต่างของคุณในเรื่อง สมองกับจิตสำนึก? คุณมีความคิดอยู่บ้างไหม?
จิตสำนึกกับสมอง. (What,
what is your sort of distinction? Brain and consciousness. Do you have some
idea? Consciousness and brain.)
ผู้ถาม: เอาละ, พระคุณเจ้าศักดิ์สิทธิ์,
นี้เป็น เอ่อ หัวข้อที่สำคัญซึ่งดังที่ท่านรู้, เราได้พูดคุยกันมาหลายปีแล้วง
เอ่อ, และ เอ่อ หนึ่งในสิ่งทั้งหลายที่ท่านได้ชี้ออกมาให้เห็น, ตัวอย่างเช่น,
ในหนังสือของท่านเรื่องจักรวาล, ในเรื่องหนึ่งอะตอมเดี่ยวที่ความเชื่อในทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมันเป็นความเชื่อจริงๆว่า
จิตเป็นสิ่งเดียวกันกับสมอง คือความเชื่ออันหนึ่ง. ไม่ใช่ความจริง.
เอ่อ, และเช่นนั้นเอง, นี้เป็นบางอย่าง เอ่อ ที่ผมคิดว่านั่นเป็นส่วนหนึ่งของ เอ่อ
หนึ่งในญาณทัศน์ทั้งหลายที่เราได้รับ/รวบรวมจากการสนทนาทั้งหลายของเรากับท่าน,
พระคุณเจ้า. (Well, your
holiness, this is uh an important topic that as you know we’ve talked about for
years. Uh, and uh the one of the things that you’ve pointed out, for example, in
your book the universe in a single atom that the scientific belief it’s really
a belief that the mind is the same as the brain is a belief. It is not a fact.
Uh, and so, this is something uh I think that is at the part of uh one of the insights
that we have gleaned from our dialogues with you, your holiness.)
เอ่อ, และยังคงที่เราเรียกสิ่งนี้ว่าคือปัญหาหนักหนาของประสาทวิทยาศาตร์วิทยา
(Uh and is still we call this the
hard problem on neuroscience1. That
is how experience may arise from the brain. And in my view, we have not made
any progress in really understanding that over the last hundred years.)
ล่าม: …..(แปลเป็นภาษาทิเบต)
ฑะไล
ลามะ: อย่างชัดเจนเลย,
กายภาพและสมอง. สมองเป็นส่วนหนึ่งของทางฃกายภาพ, กำลังชรามากขึ้น,
ผมหงอกขาวและมีมากใน...รอยยับย่น. ไม่. แต่จิตสำนึก, ที่ไม่ได้พึ่งพาอยู่กับสมองของเรา
แต่จิตสำนึกในตัวมันเองมากหรือน้อยเป็นเอกราชแยกออกมา. ดังนั้น, เอ่อ โดยประสบการณ์ของตัวฉันเอง,
ตอนนี้เริ่มชรามากขึ้น, นั่นหมายความว่ามากยิ่งขึ้นในระดับทางกายภาพ เอ่อ
ในความรู้เกี่ยวกับ, ในตอนนี้เป็นตัวอย่าง, คุณก็รู้, เกี่ยวกับปรัตถนิยม -
การเห็นแก่ประโยชน์ผู้อื่นเป็นที่ตั้ง
(Obviously, physical and brain. Brain is part of physical,
getting older more white hair and more cas…wrinkles. No. But consciousness, which
depend on our brain but the consciousness itself more or less independent
separate. So, uh my own experience, now getting older, that means physical
level uh knowledge about, now for example, you know, about altruism2 or
about understanding shinya.)
2
Altruism (อัตตานิยม หรือ ปรัตถนิยม) คือ การกระทำเพื่อช่วยเหลือผู้อื่นด้วยความห่วงใยอย่างแท้จริง โดยไม่หวังผลประโยชน์ตอบแทนส่วนตน เป็นหลักการที่เน้นความสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของคนอื่นหรือสิ่งมีชีวิตอื่นมาก่อนตนเอง มีหลากหลายรูปแบบ เช่น การบริจาค, การเป็นอาสาสมัคร,
หรือการช่วยเหลือโดยไม่คิดค่าตอบแทนใดๆ.
ลักษณะสำคัญ
- ไม่เห็นแก่ตัว (Unselfish):
ทำเพราะต้องการช่วยเหลือ ไม่ใช่เพราะหน้าที่,
ความภักดี, หรือผลประโยชน์ทางศาสนา.
- ขับเคลื่อนด้วยความเห็นอกเห็นใจ
(Empathy):
มีความเข้าใจและใส่ใจในความรู้สึกของผู้อื่น (เอาใจเขามาใส่ใจเรา).
- อาจมีรูปแบบทางชีววิทยา:
ในทางชีววิทยา อาจหมายถึงพฤติกรรมที่เพิ่มความอยู่รอดของผู้อื่น
(เช่น ญาติ) แม้จะลดโอกาสของตนเองลงก็ตาม.
- ตรงข้ามกับ
Egoism (อัตตัตถนิยม):
ซึ่งคือการกระทำที่เน้นประโยชน์ส่วนตน.
นี่นะ, เอ่อ ปีแล้วปีเล่า หรือกระทั่งเดือนแล้วเดือนเล่า, ความเข้าใจกลายเป็นลึกยอิ่งขึ้นๆแต่ทางกายภาพ
เอ่อ เริ่มชรามากขึ้นและมากขึ้น. ดังนั้นแล้ว, มันแสดงให้เห็นอย่างกระจ่างแจ้งว่าจิตสำนึกและร่างกายเป็นบางอย่างที่แยกกัน.(You
see, uh year by year or even a month by month, understanding becoming deeper
and deeper but the physical uh getting older and older. So, it clearly shows
consciousness and body something separate.)
ดังนั้นในตอนนี้แล้ว, คำถามในตอนนี้. สันติสุขในความหมายแท้จริงคือระดับทางจิตใจ.
ความสะดวกสบายทางกายภาพ เอ่อ ไม่สำคัญ, แต่ระดับทางจิตใจผ่อนคลายอย่างสมบูรณ์สิ้น,
อะไรที่คือสันติสุข.(So now, the question now. The peace real
meaning is mental level. The physical comfort uh not important, but a mental
level completely relaxed completely sort of peace.)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น