พุทธทาสภิกขุ - ถ้าจะให้ธรรมะครองโลก ต้องมีระบบการเมืองแบบ ธัมมิกสังคมนิยม (๒)
https://youtu.be/c-QW1sLryPs?si=6UeKULK5rI0feJgk
...
ที่เรียกว่า ธัมมิกสังคมนิยม
นี้ จะมุ่งหมายให้ระบบที่มันเห็นแก่ผู้อื่น โดยที่ไม่กอบโกยส่วนเกิน
ไอ้การที่ไม่กอบโกยส่วนเกินมานี้ คือความถูกต้องตามทางธรรม
หรือประกอบอยู่ด้วยธรรม นั้นก็อยากจะเล่าเรื่องของมนุษย์เรา คนเรานี่
ที่ได้เป็นมาเป็นมาตามลำดับ จนตกนรกของการกอบโกยส่วนเกิน ในปัจจุบันนี้
พูดอีกทีก็ว่าจะเป้นการเล่าถึง ประวัติของโลก ของมนุษย์โลกเราอย่างย่อๆ
ว่ามันเป็นมาอย่างไร ที่มันเกี่ยวกันอยู่กับส่วนเกิน เนี่ยะ
ได้บอกมาตั้งแต่ทีแรกแล้วว่า ให้ช่วยจำคำนี้ไว้ให้ดีนะ ถ้าจะเข้าใจเรื่องนี้
คือเรื่องธรรมะที่สูงๆก็ตาม ให้สังเกตคำว่าส่วนเกิน ส่วนเกินส่วนเกินนี้แหละ
ให้ดีๆ เพราะว่าตนเองก็กำลังกอบโกยเอาไว้มาก โดยไม่ได้รู้สึกว่า มันเป็นส่วนเกิน.
นี้เพื่อให้เข้าใจได้ดียิ่งขึ้น
ก็ลองเล่ากันมาตั้งแต่แรกเริ่มเดิมทีจะดีกว่า
ตั้งต้นทีแรกก้ย้อนระลึกถอยหลังไปอย่างน้อยสักแสนปีหนึ่งก็ได้ หรือ ๒-๓ แสนปีก็ได้
เมื่อโลกมันยังไม่มีมนุษย์ เมื่อโลกมันยังไม่มีมนุษย์ มีแต่สัตว์
กระทั่งเมื่อโลกมันยังมีแต่ต้นไม้ ก็ตามหลักวิชาการและเหตุผลที่ใครจะพอเชื่อได้
อย่างนี่มันก็ยอมเชื่อได้ว่า ทีแรกโลกนี้ก็ร้อนเป็นไฟอยู่ แล้วก็เย็นลงๆๆ
จนกระทั่งมันมีน้ำ มีการหมักหมมในน้ำที่ผิวของโลก จึงเกิดเซลล์ที่มีชีวิต
เซลล์ที่มีชีวิตก็ผันแปรไป เป็นเซลล์สำหรับจะเป็นพืช คือต้นไม้เนี่ยะ
คือเป็นเซลล์สำหรับที่จะเป็นสัตว์ มัน็เกิดมีสัตว์ที่มองไม่ค่อยเห็น
หรือต้นไม้ พืชที่มองไม่ค่อยเห็นขึ้นก่อน
แล้วมันก็โตขึ้นจนเป็นต้นไม้เป็นสัตว์ที่มองเห็น เอาละ
เอาเป็นสมมติว่าเดี๋ยวนี้มันมีพืชพันธุ์ธัญญาหารขึ้นในโลก
แล้วก็มีสัตว์เล็กๆน้อยๆกันก่อน ก็มีสัตว์ใหญ่ขึ้นมาสูงขึ้นมา ต้นไม้ก็สูงขึ้นมา.
จนกระทั่งมีคนป่า
ที่ยังมีลักษณะเป็นสัตว์ เป็นคนป่าที่ยังมีลักษณะเหมือนกับสัตว์ เช่นว่า
พอหิวขึ้นก็ไปหาอาหารกิน อิ่มแล้วก็เข้าถ้ำนอน นี่แหละคนป่าสมัยนั้น ตั้งแต่มีชีวิตเป็นต้นไม้เป็นสัตว์เล็กสัตว์น้อยนกหนูอะไรขึ้นมาเรื่อยจนเป็นลิงเป็นค่าง
จนกระทั่งมีคนขึ้นมาในโลกนี้ ยังไม่มีใครเอาส่วนเกิน
ลองทบทวนดูให้ดี โลกนี้มีสิ่งที่มีชีวิตเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหารเป็นสัตว์กระทั่งเป็นคนป่าในระดับแรก
ที่ยังเหมือนสัตว์อยู่ ตอนนี้ยังไม่มีใครเอาส่วนเกิน ขอทบทวนดูให้ดี โลกนี้มีสิ่งที่มีชีวิตเป็นพืชพันธุ์ธัญญาหาร
เป็นสัตว์กระทั่งเป็นคนป่า ในระดับแรกที่ยังเหมือนสัตว์อยู่ ตอนนี้ยังไม่มีใครเอส่วนเกิน
มันเอาไม่เป็น อย่างนกที่ร้องจิ๊บๆอยู่บนยอดไม้นี่ มันจะเอาส่วนเกินได้อย่างไร
เพราะกระเพาะของมันมีเท่านั้น มันก็เที่ยวหาลูกไม้หรือหนอนอะไรกิน
เต็มกระเพาะมันก็ต้องหยุด มันไม่มียุ้งมันไม่มีฉาง มันก็เอาส่วนเกินไม่ได้ หิวมันก็ไปหากินอีก
อิ่มแล้วมันก็ต้องหยุด เอาส่วนเกินไม่ได้ แม้ลิงค่างนี้ก็เหมือนกัน มันไม่มียุ้งมีฉาง
เอาส่วนเกินไม่เป้นเอาไม่ได้.
นี้มนุษย์เพียงเหมือนสัตว์น่ะ
หิวก็ออกไปหากิน กินแล้วก็มานอนในถ้ำ มันก็เอาส่วนเกินไม่ได้ มันไม่มียุ้งไม่มีฉางไม่มีปัญญา
ไม่มีความคิดนึกว่า จะเอามากักตุน นี้เราเรียกว่ามันยังไม่มีส่วนเกินเกิดขึ้นในโลก
และไม่มีผู้เอาส่วนเกิน ไม่มีผู้เอาส่วนเกิน ไม่มีผู้กอบโกยส่วนเกิน
มันก็มีความสงบสงัดเงียบ ปัญหาก็ไม่มี ทีนี้ต่อมา ถ้าถือตามพระคัมภีร์
คัมภีร์ของพุทธศาสนา ก็มีเรื่องที่กล่าวไว้ในพระไตรปิฏกเองเลย แล้วมนุษย์มันก็รู้จักคิด
สูงขึ้นมาจนรู้จักเพาะปลูก นี้มันก็เริ่มมีความเปลี่ยนแปลง
คนที่เพาะปลูกมันก็ทำได้เกินกว่าธรรมชาติมีให้ เมื่อก่อนนี้มนุษย์ต้องไปเก็บสาร
เม็ดสารจากหญ้าหรือจากข้าวสาลีที่เกิดเองอยู่ในป่านู่น เนี่ยะก็ความว่าอย่างนี้นะ
มนุษย์เนี่ยะ ไปเก็บสารแห่งข้าวสาลีที่เกิดอยู่ในป่า เพราะมันมีอยู่ไม่กี่คน ป่ามันยังเต็มไปหมดอุดมสมบูรณ์
เอามากินมันก็เลยเอามาเท่าที่จะกินก็ไม่มีส่วนเกิน ยังไม่มียุ้งฉางขึ้นไป.
ต่อมาเกิดมนุษย์ที่มียุ้งฉาง
หัวแหลมไปกว่าคนอื่น เก็บมาใส่ยุ้งฉาง พรุ่งนี้ออกไปแต่เช้าไปเอามาให้มาก
เอามาใส่ยุ้งฉาง เพื่อนไปทีหลังไม่ได้ เนี่ยะคนหนึ่งมันเอาส่วนเกินซะแล้ว
คนหนึ่งมันเกิดขาดลงแล้ว เนี่ยะ มันมีการแยกทางกันเดิน คนหนึ่งมันขาดส่วนเกิน
คนหนึ่งมันได้ส่วนเกิน นี่แหละส่วนเกิน วิถี ตามวิถีทางการเมือง ที่มนุษย์มันรู้จักทำขึ้น
เนี่ยะต่อไปนี้จะมีปัญหาแล้ว จะมีคนจนและคนมั่งมีแล้ว จะมีคนที่มีอำนาจมีกำลัง
และคนที่อ่อนแอ ที่ทุพลภาพแล้ว คนหนึ่งมันได้ส่วนเกิน คนหนึ่งมันขาดส่วนเกิน
นี้ปัญหาของมนุษย์เริ่มตั้งต้นด้วยคำว่า “ส่วนเกิน” ตามวิถีของมนุษย์
หรือวิถีทางการเมือง.
แต่ทีนี้อยากให้มองย้อนกลับไปยังเรื่องของธรรมชาติอีกครั้งหนึ่ง
ว่าวิวัฒนาการในบางระดับนั้น มันก้าวหน้าขึ้นมาเพราะส่วนเกิน ด้วยเหมือนกันนะ
ถ้าไม่มีขยับขยายมาในทางส่วนเกิน แล้วก็ไม่มีความเจริญอย่างที่มนุษย์กำลังเป็นอยู่
แต่ถึงอยางไรก็ต้องมีความสงบสงัดสันติสุขอยู่ตามเดิมล่ะ เช่นว่าคนป่ายังเก็บของกินอยู่ตามในป่า
อิ่มแล้วก็นอน หิวก้ไปเก็บมากินอีก อยู่เท่านี้มันก็ยังไม่มีส่วนเกิน ยังไม่มีปัญหา
แต่นี้มันมีความคิดที่จะก้าวหน้า ที่จะกินให้ดีกว่านั้น หรือกินให้มากกว่านั้น
หรือเมื่อทีแรกก็ไปจับสัตว์มาฆ่า แล้วก็กินดิบๆได้ อิ่มก็นอนหิวก็กินอีก นี้มันก็ไม่มีส่วนเกิน
ทีนี้ต่อมา มันมีความบังเอิญหรืออะไรก็ตามเนี่ยะ มาย่างไฟหน่อย มันเกิดพบไฟโดยบังเอิญโดยธรรมชาติ
มันก็ต้องย่างไฟ มันอร่อยกว่า มันก็กินเข้าไปมาก เกินกว่าที่จะต้องกินโดยแท้จริง อาหารนั้นเมื่อให้ปรุงให้อร่อยขึ้นก็กินมากกว่าที่กินตามธรรมดา
ฉะนั้นพอคนป่านั้นรู้จักย่างรู้จักปิ้งรู้จักอบอะไรให้มันดีขึ้น
มันก็กินมากกว่าทีแรก ที่มากกว่าทีแรกนี่เรียกว่าส่วนเกินได้ เรียกว่าบาปมันตั้งต้นแล้ว
แต่เราเรียกกันว่าความเจริญ.
ทีนี้ต่อมาไอ้มนุษย์ป่าคนนี้
มันไปเกิดพบน้ำอะไรที่จิ้มเข้าไปแล้วกินอร่อยกว่าที่ไม่จิ้ม
มันก้เป็นความก้าวหน้าในส่วนเกิน ที่จะต้องหาน้ำจิ้มมาจิ้ม
แล้วก็กินมากกว่าทีแรก ก็เริ่ม เริ่มมีการเปลี่ยนแปลง ร่างกายก็เปลี่ยนแปลง
จิตใจก็เปลี่ยนแปลง อะไรๆก็เปลี่ยนแปลงที่จะมากขึ้น ที่จะเกินขึ้นเมื่อก่อนนี้ก็อยู่ในถ้ำเฉยๆได้
เดี๋ยวนี้ก็จะต้องฃปรับปรุงถ้ำแล้ว เดี๋ยวนี้ก็ต้องสร้างบ้านสร้างเรือนแล้ว มันก็เกินขึ้นมา
ถ้าเกินตามระบบธรรมชาติ อย่างนี้ก็ยังไม่เท่าไร แม้จะเพิ่มความลำบากบ้าง
มันก็ยังไม่เป็นอันตรายอะไร ทีนี้ว่าเกินตามธรรมชาติมันก็มีอยู่อย่างนี้
ทีนี้ต่อมามันก็เกิน จนเกินระดับของธรรมชาติ และจะเห็นได้ในตอนหลังๆเนี่ยะ
จะต้องมีอย่างนั้น จะต้องมีอย่างนี้จะต้องมีอย่างโน้นจนเกินธรรมชาติ
นี้ก็พ้นความรับผิดชอบของธรรมชาติ ธรรมชาติไม่รู้ไม่ชี้ด้วยทีนี้
เมื่อมนุษย์ทิ้งระดับธรรมชาติ ไปหาส่วนเกิน มากไปกว่าที่ถูกที่ควร
มนุษย์ก็รับผิดชอบเอง แล้วมนุษย์ก็ต้องลำบากขึ้น นี่ทางธรรมชาติ.
ทีนี้ไปดูในแง่การเมืองกันใหม่
ที่มนุษย์เอาส่วนเกินในแง่ของการเมือง ก็อย่างที่ได้กล่าวค้างไว้ว่า
มนุษย์พวกหนึ่ง รู้จักขโมยขึ้นมา เมื่อมนุษย์ผู้อื่นเค้าปลูกฝังไว้ตามธรรมชาติ หรือไปขโมยสัตว์ของผู้อื่นที่เลี้ยงมา
มันก็เรียกว่าเป็นผู้ได้ส่วนเกินมา คนหนึ่งมันก็ขาดไป
ทีนี้มันจะอยู่อย่างนั้นไม่ได้ ผู้ที่ถูกกระทำมันก็มีการต่อสู้
ผู้ที่อยากกระทำต่อไปก็ต้องแสวงหากำลังเพิ่มขึ้น
ฉะนั้นทางฝ่ายหนึ่งก็แสวงหากำลังแสวงหาอาวุธ หาเครื่องมือหาพรรคพวกอะไรมากขึ้น
ที่จะไปปล้นเอาของพวกหนึ่งมา ให้มีส่วนเกินของฝ่ายเรามากขึ้น ฝ่ายนู้นมันก็ลดส่วนเกินหรือขาดส่วนเกินลงไปอีก
มันก็เกิดความเหลื่อมล้ำต่ำสูงกันขึ้น ซึ่งเดี๋ยวนี้เค้ามักจะเรียกกันว่า ช่องว่าง
ช่องว่างเนี่ยะ ให้ฟังยากๆ คือมันไกลกันเกินไประหว่างคนที่ขาดส่วนเกิน
กับคนที่มากไปด้วยส่วนเกิน ก็ดเป็นอันว่า มีคนมั่งมีเกิดขึ้นแล้วพวกหนึ่ง
มีคนเข้มแข็งจนเกิดอำนาจเกิดขึ้นแล้วพวกหนึ่ง แล้วพวกหนึ่งก็กลับทรุดไปเป็นคนยากจน
หรือเป็นคนไม่มีกำลัง อำนาจของส่วนเกินก็ทำให้มนุษย์ระส่ำระสายอย่างนี้ ที่มนุษย์เจริญขึ้นมาในทางการเมืองเนี่ยะ
มันมีสติปัญญาที่จะหาวิธีการอย่างใดอย่างหนึ่ง เอาคนที่โง่กว่ามาใช้งาน
คนหนึ่งมันสู้ไม่ได้ด้วยกำลังก็ดี ด้วยสติปัญญาก็ดี มันสู้ไม่ได้มันต้องตกเป็นทาสของคนที่มันฉลาดกว่า
ไอ้คนที่ฉลาดกว่าก็ยิ่งได้ส่วนเกินมากขึ้น อันนั้นก็ทรุดลงไปเป็นทาส หาส่วนเกินไม่ได้.
เนี่ยะระบบการเมืองมันจึงเกิดขึ้นมาเรื่อยมาเรื่อยมา
ไอ้พวกที่ฉลาดหรือว่าเหล่ากอของพวกที่ฉลาด หรือหมู่คณะของพวกที่ฉลาด
มันก็ยึดครองไว้ได้เรื่อยไป ทางนู้นมันก็จนลงไป เดือดร้อนกันนัก นี้ข้อความในพระบาลียังมีกล่าวไว้ว่า
เมื่อมนุษย์พวกที่เดือดร้อนหนักนะ หรือต้องเกิดรบราฆ่าฟันเบียดเบียนกัน เพราะเอาเปรียบกันอย่างนี้
มนุษย์พวกหนึ่งไม่ใช่ทั้งหมด มาปรึกษาหารือกันว่าจะทำอย่างไรดี ก็เกิดมนุษย์ที่ฉลาด
ออกความคิดเนว่าจะต้องมีระบบการปกครอง ก็เลือกสมมติคนๆหนึ่งที่เห็นว่าดีที่สุด
ฉลาดที่สุดเข้มแข็งที่สุด รูปร่างสะสวยที่สุดเนี่ยะ ให้เป็นหัวหน้า ให้มีอำนาจ
เค้าเรียกกันว่า พระยาสมมติราช พระเจ้าแผ่นดินในโลกมนุษย์ที่ถูกสมมติขึ้นทีแรก
กับพระยาสมมติราชคนนี้เมื่อได้รับการสมมติแล้วก็ทำหน้าที่ อย่างที่เรียกว่าการเมืองน่ะ
คือเป็นผู้ปกครองดูแลคนทั้งหลายเหล่านี้ ไม่ให้โกงกัน
ถ้าโกงกันก็จะให้มีอำนาจของหมู่คณะ จับตัวมาลงโทษ แล้วควบคุมทุกอย่างทุกประการ เป็นมนุษย์ไม่เอาเปรียบกัน
เรียกว่าพอเป็นมิตรเป็นสหายกัน ไม่ขโมยกันไม่อะไรกัน ก็อยู่กันมาได้ เอ่อ พวกหนึ่งเรียกว่าวิวัฒนาการไปในทางที่จะมี
กฎหมายมีศีลธรรมมีศาสนา และในที่สุดก็มีศาสนาไปเลย เพื่อป้องกันในเรื่องปัญหาส่วนเกิน
เนี่ยะพวกไหนไม่ทำอย่างนี้ ยังเถลไถลออกไปนอกลู่นอกทาง มันก็ไปรบราฆ่าฟันกันวินาศไป
จะสูญพันธุ์ไป.
ถ้าไม่อย่างนั้นมันต้องมามีระบบการปกครองที่ควบคุมไว้ให้ดี
อย่าให้มีการทำผิดในเรื่องส่วนเกิน ก็เลยมีกฎหมายมีศีลธรรมมีศาสนา
เป็นมาเรื่อยมากระทั่งถึงมีพระพุทธเจ้ามีอะไร ก็อยู่กันด้วยความผาสุก แ
ทีนี้มันจะเกิดกหัวเลี้ยวหัวต่อ มนุษย์ที่เคยเจริญด้วยกฎหมายศีลธรรมศาสนา
มีความสงบสุข นั่นน่ะมันก็เป็นยุคเป็นสมัยไป มาถึงบางยุคบางสมัยมันมีอะไรเปลี่ยนเปลี่ยนแปลง
เช่นที่กำลังเปลี่ยนแปลงมาหาวัตถุนิยม เพราะว่ามันไม่มีอะไรที่จะเที่ยง
จะคงที่อยู่ได้ หรือว่าจิตใจของคนมันชอบเปลี่ยน มันก็เปิดช่องให้เปลี่ยน
แล้วมันสามารถจะรวมหัวกัน เป็นพวกหนึ่งเป็นกลุ่มหนึ่ง ซึ่งเปลี่ยน
นั่นมันจึงเกิดระบบนั่นระบบนี่ระบบโน่นขึ้นมา แล้วอาศัยความคิดเห็นในทาง
ทางปรัชญา ทางเรื่องลึกลับ คำสอนเรื่องตายแล้วเกิดตายแล้วไม่เกิด
มีบุญมียบาปมีโลกนี้โลกหน้า มีอะไรต่างๆเนี่ยะ มันก็เกิดขึ้น
มีคนเชื่อบ้างไม่มีคนเชื่อบ้าง ไอ้พวกที่เชื่อก็เดินไปแนวหนึ่ง ก็ปลอดภัยไปได้
ที่พวกไม่เชื่อก็แยกตัวออกมา สำหรับที่จะหาอะไร ตามความแหวกแนวของตัว แล้วก็ไม่เชื่อศีลธรรม
ก็สร้างอะไรขึ้นมาใหม่.
ทีนี้ศีลธรรมมันก็ยังดีอยู่ก็มี
เปลี่ยนแปลงอยู่ก็มี แต่ว่ามนุษย์เคยอยู่ยุคสูงสุดที่มีธรรมะกันอย่างสูงสุด
มีพระพุทธเจ้าเกิดขึ้น หรือมีพระศาสดาใดๆเกิดขึ้น เพื่อแก้ปัญหาเฉพาะยุคเฉพาะถิ่นเฉพาะเวลาไป
นั่นเรียกว่ามันมีได้เพียงเท่านั้นทีนี้ถ้าเกิดเชื่อพระศาสนาเชื่อพระธรรมเชื่อพระเจ้า
ตั้งตนไว้ชอบ/ดี ก็ไม่มีใครกล้าเอาส่วนเกิน เพราะว่าสาสนาเกิดขึ้นนั่นมันเกิดมาจากความจำเป็นที่คนเอาส่วนเกิน
เช่นคนทำผิดขโมย หรือปล้นซึ่งหน้าหรือมีวิธีการลึกลับ เอาล้วงประโยชน์ของผู้อื่นมา
มันเดือดร้อน ไอ้ความเดือดร้อนนี่มันบังคับให้ไปเกิดระเบียบเกิดศีลธรรมเกิดศาสนาขึ้นมา
ถ้ามองดีๆก็จะพบได้ง่ายๆ ว่าทุกศาสนามันเป็นข้าศึกต่อการกอบโกยส่วนเกิน.
หลักศาสนามุ่งไม่ให้ ไม่ให้ใครคนใดคนหนึ่งเอาส่วนเกิน
ที่ไม่จำเป็นที่ไม่ควรจะเอา ถ้าหากว่าส่วนเกินเกิดขึ้นโดยบังเอิญ ก็เอาให้ผู้อื่นเสียก็แล้วกัน
ให้สังคมหรือสงเคราะห์สังคมเสียก็แล้วกัน แม้แต่ศาสนาคริสเตียนก็มีบทบัญญัติ
บาปเพราะแสวงหาเกินจำเป็น เพราะมีไว้เกินจำเป็น เพราะบริโภคเกินจำเป็น
เนี่ยะ แม้แต่ศาสนาอื่นก็ยังเป็นอย่างนี้ พุทธศาสนาก็ยิ่งเป็นอย่างนี้ เดี๋ยวนี้เราไม่สนใจไอ้คำสอนเหล่านี้
เพราะเราไม่ชอบ เพราะอยากจะมีส่วนเกิน.
จะชี้ให้เห็นง่ายๆ เอาที่ภิกษุก่อน
ภิกษุสงฆ์ในพระพุทธศาสนา ต้องฉันอาหารเท่าที่ได้มาโดยบริสุทธิ์ เท่าที่ชาวบ้านเขาให้
อาหารที่หาได้วันนี้ ไปบิณฑบาตได้มาวันนี้ ถ้าเก็บไว้ฉันในวันรุ่งขึ้นเป็นอาบัติ
ดูสิ แล้วพระจะสะสมได้อย่างไร? อาหารที่ได้รับมาวันนี้กินไม่หมด เก็บไว้ฉันพรุ่งนี้เป็นอาบัตินัสคี
อาบัติหลายๆอย่าง มันมีส่วนเกินไม่ได้ ถ้ามันเกิดได้มามากกินไม่หมด ก็ต้องให้คนอื่น
ต้องสงเคราะห์ผู้อื่น นี่เรื่องอาหาร ทีนี้เรื่องจีวร อ้าเดี๋ยวก่อน
แม้แต่บาตรจะใส่อาหารกิน อาหารฉันก็ยังอนุญาตไว้ใบเดียว มีบาตรเกินหนี่งใบก็เป็นอาบัติ
อย่างนี้เป็นต้นนะ เรื่องอาหาร หรือบาตรยังไม่ชำรุดมาก ไปหาบาตรใหม่มาก็เป็นอาบัติ
เรื่องนุ่งห่มมีได้ ๓ ผืน ฤดูฝนไอีกผืนหนึ่ง มีเกิน ๓ ผืนก็ไม่ได้ ก็เป็นอาบัติ
ถ้าพระยังซื่อสัตย์ต่อวินัยอยู่ ก็มีจีวรได้ ๓ ผืน จะมพิเศษก็เฉพาะบางครั้งบางคราวหริอมีความจำเป็นอย่างอื่น
ถ้าได้ ได้จีวรมาเกินกว่า ๓ ผืน ก็ต้องให้ผู้อื่น ที่เรียกว่าวิกัป
ทำเป็นของกลาง ให้ผู้อื่นใช้ ถ้าตัวเองจำเป็นจะไปเอามาใช้อีกทีก็ได้
แต่ต้องทำอย่างกับว่า มีสิทธิเท่ากับผู้อื่น ถ้ามีเครื่องนุ่งห่มเกินแล้วก็ต้องสละ
เรียกว่าวิกัป เป็นของกลาง เพราะฉะนั้นภิกษุไม่มีทางที่จะเอาส่วนเกิน
กอบโกยส่วนเกินในเรื่องของการนุ่งห่ม.
ทีนี้ในเรื่องที่อยู่อาศัย ท่านก็บัญญัติไว้แล้วว่า
ภิกษุจะทำกุฏิอยู่ได้ ก็เพียงแต่ยาว ๑๒ คืบหรือ ๑๒- ฟุต กว้างเพียง ๗ คืบหรือ ๗
ฟุต ถ้าภิกษุขวนขวายทำให้กุฏิยู่เกินกว่านี้ ก็เป็นอาบัติ ต้องสละหมดเลย
มันไม่มีทางจะเอาส่วนเกินเกี่ยวกับที่อยู่อาศัย เป็นไว้ว่าเป็นของสงฆ์
ไม่ใช่ของบุคคลนั้น ไม่ใช่ของภิกษุองค์นั้น ทีนี้เรื่องหยูกยาอะไรก็ตาม
มันก็ไม่มีทางจะเอาส่วนเกินได้ เพราะว่ามีพุทธบัญญัติว่า
ภิกษุสบายดีไปกินยาเท่ากับเป็นอาบัติ ไปกินน้ำตาลกินอะไรได้ แต่ไปกินยาโดยโดยตรงนี่เป็นอาบัติ
เพราะมันไม่ควรจะกินไม่ควรจะทำ เป็นหลักที่ประหลาด
เอามาพบกันที่แรกก็สะดุ้งเหมือนกัน ว่าถ้าภิกษุสบายดี ไปกินยาโดยตรงก็เป็นอาบัติ
ตจะไปกินน้ำตาลกินอะไรนั้นบ้างก็ไม่เป็นไร นี่ก็แสดงว่าท่านไม่ให้มัน ทำให้เกิน
หรือมีให้เกิน หรือใช้ให้เกิน หรือกินให้เกิน ภิกษุก็ทำไม่ได้
และหลักทั่วไปก็มีอยู่แล้วว่า ให้พอดีพอดี ในการเป็นอยู่บริโภคใช้สอย ถ้าเราปฏิบัติตามหลักนี้
ภิกษุภิกษุณีก็ตาม พ้นไปอย่างหนึ่งเลย ไม่มีทางที่จะทำบาปเพราะเอาส่วนเกินของมนุษย์
ได้มาก็ต้องให้ผู้อื่นไป ต้องสงเคราะห์ผู้อื่นไป.
เอ้า ทีนี้มาดูฆราวาสอุบาสกอุบาสิกา
พุทธสาวกที่เป็นฆราวาส ท่านก็มีหลักทั่วไปว่า ให้รู้จักพอดี
ให้รู้จักความที่ว่าเราเป็นเพื่อนเกิดเพื่อนแก่เพื่อนเจ็บเพื่อนตายด้วยกัน
ไม่มีข้อไหนที่พระพุทธเจ้าสอนให้เอามาสะสมไว้เป็นของตนจนล้นไปหมด เป็นทุกข์ เป็นผู้ร่ำรวย
ทีนี้บางคนอาจจะคิดถ้างั้นแหละ ในบางครั้งพุทธกาลไม่มีใครเป็น เป็นเศรษฐี เนี่ยะ
เนี่ยะ จะอธิบายให้ฟังว่า คำว่าเศรษฐีครั้งพุทธกาลน่ะ มันไกลกันลิบลับกับพวกนายทุนสมัยนี้
ในโลกปัจจุบันนี้ ระเบียบปฏิบัติหรือกฎบัญญัติ มัน็ต่างกัน
สำหรับนายทุนในโลกปะจจุบันนี้ ในโลกฝรั่งด้วยแล้ว เขาก้ไม่มีอะไร เขาก็เป็นเสรีประชาธิปไตย
เขามีสติปัญญา เขาก็กว้านกอบโกยกำไรมหาศาล จนไม่รู้ว่าจะมีกำไรกันอย่างไร ก็เป็นนายทุน
ความคิดก็จะมุ่งอยู่แต่ที่จะหามันมากขึ้นอีก จนเป็นบ้าเพราะมีเงินมาก ถ้าเป็นเศรษฐีสมัยพุทธกาลอย่างนี้
มันไม่ใช่อย่างนั้น เพราะมันยังนึกถึงคำสอนที่ว่าให้รู้จักสันโดษให้รู้จักพอ แต่พร้อมกันนั้นก็ให้รู้จักเมตตากรุณา
ให้ช่วยผู้อื่น ฉะนั้นคำว่าเศรษฐีในครั้งพุทธกาลที่เป็นพุทธ พุทธบริษัท
เศรษฐีที่เป็นพุทธสาวก มีการปฏิบัติ หรือแม้แต่เศรษฐีในลัทธิศาสนาอื่นด้วยก็ได้
ในครั้งพุทธกาลไม่เฉพาะในพุทธศาสนาน่ะ เศรษฐีก็มีวิธีปฏิบัติ คือว่า
จะต้องมีโรงทาน เค้าเรียกอาวัสถะปิณฑะ ก้อนข้าวสำหรับคนอนาถาคนยากจน ใครไม่มีจะกิน
ไปเอาได้ที่โรงทาน ดังนั้นเศรษฐี คนไหนเป็นเศรษฐีร่ำรวยมา ก็คือมีโรงทานนี้มาก
ชั่ง ชั่งหรือวัดเศรษฐีกัน ด้วยว่ามีโรงทานมากหรือมีโรงทานน้อย ฉะนั้นเศรษฐีจะผลิตผลประโยชน์มาใส่ยุ้งใส่ฉางใส่คลังอะไรไว้
มันก็เพื่อใช้จ่ายเกี่ยวกับโรงทานเป็นส่วนใหญ่ ภิกษุวันไหนบิณฑบาตไม่ได้
จะไปเอาที่โรงทานอย่างนั้นก็ได้ แต่พระพุทธเจ้าท่านก็ยังบัญญัติไว้ว่า เอาได้ ๒-+๓
ครั้งเท่านั้น เอาได้เพียง ๒-๓ วันแล้วอย่ามาเอาอีก เรื่องส่วนเกินไม่มี.
อย่างนี้ ดังนั้นเศรษฐีก็คือ
ผู้ที่พร้อมหรือว่าตลอดเวลาเนี่ยะ ก็ทำสังคมสงเคราะห์
มันจึงมีควสามสมควรที่จะผลิตให้มาก อ่า ผลิตให้ตนเองเหลือกิน แล้วก็ไปทำสังคมเคราะห์ด้วย
การสร้างไอ้โรงทานนี้ ให้มากขึ้น ทีนี้พวกทาสพวกบ่าวพวกกรรมกรคนใช้
ก็อยู่รวมกับเศรษฐี ช่วยเศรษฐีผลิต
ผลิตได้มาแล้วก็ส่วนใหญ่จะต้องไปทำสังคมสงเคราะห์ ดังนั้นเศรษฐีในครั้งพุทธกาล
มันไม่ใช่นายทุน ดูให้ดีจะเห็นได้ว่า มันคนละระบบกับระบบนายทุน ดังนั้นแม้แต่ทาสของเศรษฐีสมัยพุทธกาล
มันก็ไม่ใช่ทาสอย่างความหมายในสมัยนี้ ทาสสมัยนี้มันอยากจะหลุดไปจากนาย
แต่ทาสในสมัยพุทธกาลนั้น ไม่อยากหลุดไปจากนายหรือจากเศรษฐีเพราะไปทำบุญทำทานเป็นอยู่กัน
เหมือนๆกันกับนาย ผลิตให้มากได้ ยอมให้ผลิตให้มากได้ แต่ว่าถ้าส่วนที่เกิน
ที่ตัวจะใช้สอยบริโภค ก็ต้องสงเคราะห์ผู้อื่น ก็เลยเป็นการทำบุญไปในตัว.
ที่เรียกว่าไอ้ลัทธิที่ไม่กอบโกยส่วนเกินนี่
ยังคงเป็นหลักเป็นประธานดเป็นหัวใจ ของพุทธบริษัทอยู่ เป็นภิกษุภิกษุณีก็ดี
เป็นอุบาสกอุบาสิกาก็ดี ไม่เอาส่วนเกิน ถ้าส่วนเกินมันเกิดขึ้น
ก็สงเคราะห์ผู้อื่น แล้วก็ไม่ด้ามว่าย่า(ลิตส่วนเกิน จนผลิตส่วนเกินก็ผลิตได้
แต่ว่าเมื่อได้กันไว้พอสมควรแก่อัตภาพแล้ว ต้องสงเคราะห์ผู้อื่น
ดังนั้นใครจะกักกันไว้เป็นทุนสำรองส่วนตนเท่าไรก็พอสมควรก็แล้วกัน
เหลือจากนั้นมันก็ต้องสงเคราะห์สังคม เนี่ยหลักปฏิบัติที่ไม่เอาส่วนเกิน
ในพุทธศาสนามันเป็นอย่างนี้ เป็นชาวไร่ชาวนา อ่า จน มันก็ผลิตเท่าที่จำเป็น
เท่าที่สมควรแก่อัตภาพ ถ้าเหลือก็ เมื่อได้เก็บสำรองไว้เป็นเครื่องปลอดภัยแล้ว มันก็
อ่า ทำสังคมสงเคราะห์ นี่เห็นได้ว่าไม่ใช่นายทุน ไม่ใช่ระบบนายทุน
เป็นระบบอะไรอันหนึ่งซึ่งเห็นแก่สังคม และประกอบอยู่ด้วยธรรมะ ฉะนั้นระบบนี้อาตมาเรียกว่า
ธัมมิกสังคมนิยม เห็นแก่สังคม หายใจเป็นประโยชน์ของสังคม ตามวิถีทางของธรรมะ
ไม่ใช่อธรรม.
ทีนี้ลองคิดดูว่า ถ้าทุกคนในโลกเป็นอย่างนี้
ระบบการเมือง หรือธรรมนูญของโลก ของบ้านเมือง
มันมีเจตนารมณ์มุ่งให้ทำอย่างนี้ โลกนี้ก็จะมีความสงบ ไปคิดเอง เห็นได้ ไม่มีใครเอาส่วนเกิน
ถ้าผลิตส่วนเกินก็ต้องสงเคราะห์สังคม แม้ใครจะผลิตส่วนเกินให้มาก
ก็ไม่ห้าม ยินดีด้วยซ้ำไป แต่ส่วนเกินนั้นจะต้องใช้สงเคราะห์สังคม ดังนั้นอย่าเข้าใจว่าพระพุทธเจ้าห้ามไม่ให้ทำงานมากๆ
ห้ามไม่ให้หาเงินหาทรัพย์ อะไรมากๆ ท่านไม่ได้ห้าม แต่ว่าได้มาแล้วจะต้องจัดการให้มันถูกต้อง
จะเลี้ยงลูกเลี้ยงเมีย หรือว่าจะเลี้ยงบิดามารดาหรือว่าจะทำบุญให้ทาน
หรือว่าจะทำอะไรที่ไม่ให้มัน ไม่ให้มันเกิดกิเลสหมักหมมอยู่ในตัวเองก็แล้วกัน.
นี่เรียกว่าปัญหาของมนุษย์อยู่ที่ส่วนเกิน
ถ้าปฏิบัติต่อส่วนเกินถูก ก็มีความสงบสุข ถ้าปฏิบัติต่อส่วนเกินผิด
มันก็มีความทุกข์ มีความระส่ำระสาย ย้อนกลับไปดูนกหนูบนยอดไม้นี้กันใหม่ ไม่เอาส่วนเกิน
ชะงักอยู่แค่นั้น แต่ก็ไม่มีความเดือดร้อน เพรียงแต่ไม่ ไม่แปลกไม่เจริญ
พอวิวัฒนาการไปรู้จักทำให้ดีขึ้น ต้องมีอาหารกินอย่างนั้นอย่างนี้
บ้านเรือนอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็เริ่ม เริ่มเป็นปัญหา จะแก้ปัญหาตกหรือไม่ เนี่ยะ
เดี๋ยวนี้เราก็เผลอไป ทำไมจะต้องมีน้ำส้มน้ำปลาน้ำซีอิ้ว คอยจิ้มนั่นจิ้มนี่
ทำไมไม่กินแต่เพียงเท่าที่มันมีอย่างนั้น และที่จริงมันก็ไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นนะ
ที่ว่าจะเอาน้ำจิ้มมาจิ้มเนื้อจิ้มปลาให้อร่อย แล้วมันก็ไม่ได้มีอะไรดีขึ้น
นอกจากอร่อย แล้วมันก็กินมากเกินกว่าที่ควรจะกิน มันก็เป็นเรื่องส่วนเกินที่กินเข้าไปมาก
หรือเปลืองเงินมาก หรือต้องยุ่งยากที่จะหาไอ้น้ำส้มน้ำจิ้มมา
แต่นี้มันไม่มีใครรู้สึก ไม่มีใครสนใจ ไม่มีใครรู้ว่า เนี่ยคือ ใจความสำคัญของปัญหา
ที่เราไม่รู้เรื่องของส่วนเกิน.
เรื่องนุ่งห่มก็เหมือนกัน
ทำไมจะต้องมำอย่างนี้ ทำไมจะต้องทำให้มันเปลือง ให้มันมากให้มันยุ่งยาก
ไม่เอาเท่าที่ควรจะเอา เอาเวลาหรือเอาทุนทรัพย์ไปทำอย่างอื่น เรื่องบ้านเรือนเรื่อง
สุดท้ายทุกอย่างมันก็เริ่มเปลี่ยน ทีนี้มานิยมเกินมากๆ
เรื่องสวยเรื่องงามเรื่องเกียรติยศเรื่องอะไรต่างๆ ก็เกินไปอีกทางหนึ่ง จนกระทั่งว่ามีระบบนายทุนเอาส่วนเกินมากกว่าคนอื่น
จะเกิดระบอบคอมมิวนิสต์เพราะมันทนไม่ได้ เพราะมันขาดส่วนเกิน
มันก็ต่อสู้แล้วก้ต้องต่อสู้กันไปเรื่อยไป ไม่มีใครตัดสินได้ ไม่มีใครเชื่อฟังพระเจ้า
นี้เรียกว่าระบบการเมืองเป็นอย่างนี้ วัตถุนิยมเข้ามาแทรกแซง ทำให้คนหลงใหลในส่วนเกิน
เกิดระบบนายทุนขึ้นแทนระบบเศรษฐีอย่างโบรมโบราณ เศรษฐีรุ่นปู่ย่าตาทวดของเรา
ถ้ามีเงินมากก็สร้างวัด เนี่ มันไม่ต้องอ้าง อ้างหลักฐานละ มันเห็นๆกันอยู่
แต่พวกนายทุนเดี๋ยวนี้ถ้ามีเงินมากเข้า ก็ไปสร้างโรงงานอุตสาหกรรมอย่างใหม่รายใหม่
ไปผูกขาดไปลงทุนค้ารายอื่นต่อไป ถ้าเป็นเศรษฐีอย่างปู่ย่าตาทวดของเรา
มีเงินมากเข้า ก็สร้างวัด นั่นละระบบส่วนเกิน มันแทรกอยู่ที่ตรงไหน
ขอให้คิดดู คือว่าจิตใจมันถูกย้อมไปในทางไหนก็ขอให้คิดดู นี่แหละระบบการเมืองในโลกมันเกิดขึ้น
เพราะสิ่งที่เรียกว่าส่วนเกิน นายทุนรู้จักสูบเอาส่วนเกินของคนส่วนใหญ่ไปเป็นความร่ำรวยของตน
แล้วประชาชนก็ลุกขึ้นต่อสู้เรียกระบบคอมมิวนิสต์ระบบอะไรก็สุดแล้วแต่จะเรียกมัน
ช่วยไม่ได้.
เดี๋ยวนี้มีปัญหาว่าทำไม เมื่อเรามีการศึกษาเจริญอะไรเจริญ
ค้นคว้าเจริญประดิษฐ์เจริญ ทำไมเราไม่เข้าใจถูก ในเรื่องนี้กันเสียที มันอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นว่า
ทำไมน่ะ พวกนี้ไม่รู้จักดี ไม่รู้จักดีไม่รู้จักอยากจะได้ดีกันเสียเลยหรืออย่างไร ทำไมมนุษย์ไม่รู้จักอยากให้ดี
อยากไปในทางดี กลับอยากในทางเอาส่วนเกิน เป็นอะไรไปก็ไม่รู้ ในโลกความดึงดูดของเนื้อหนัง
อย่างที่พูดมาแล้วตอนต้น ขอให้จำคำว่าว่าเนื้อหนังไว้ดีๆด้วย.
โพธิไม่พอกับกิเลส ไอ้โพธิคือสติปัญญามันลดลงลดลง กิเลสมันได้เหยื่อได้ดี
มันอ้วนขึ้นอ้วนขึ้น โพธิมันไม่พอต่อสู้กับกิเลส แล้วมันยังแถมตบตาโพธิเสียอีก
ระวังให้ดี พุทธบริษัททั้งหลายระวังให้ดี กิเลสมันจะตบตาโพธิ จะไม่เป็นพุทธบริษัท
ๆไม่มีโพธิก็ไม่เป็นพุทธบริษัท.
ทีนี้เราไม่อยากจะดีอะไรไปกว่ามีส่วนเกินมาก
มีส่วนเกินมากทุนนิยมว่าดี แล้วก็ไม่อยากจะไปไกล ไกลไปกว่านั้น
ไม่ต้องการจะเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด แต่ต้องการจะเป็นมนุษย์ตามความรู้สึกว่า
มีอะไรมากที่สุด มีทรัพย์สมบัติมีเกียรติยศ เรื่องกินเรื่องกามเรื่องเกียรติ
๓ คำนี้ช่วยจำกันไว้ด้วย พูดมาหลายปีแล้ว ๓ ก ก กิน, ก กาม, ก เกียรติ
ถ้าใครไม่รู้จัก มันจะครอบงำ มันจะลากตัวออกไปนอกลู่นอกทาง นั่นก็ล้วนแต่เป็นส่วนเกิน
ถ้ากินแต่พอดีก็ไม่ เอ่อ ไม่เป็นส่วนเกิน แต่นี้กินอร่อยๆๆจนแพง
จนยุ่งยากลำบาก จนกินมื้อละร้อยบาทพันบาทหมื่นบาทนี่ก็มี
อย่างนี้มันไม่ได้กินตามธรรมดา มันเป็นเรื่องกินด้วยกิเลส เรียกว่ากินส่วนเกิน.
นี้เรื่องกามหรือกามารมณ์
นี้ก็เหมือนกัน ถ้าไม่เกิน มันก็เป็นแต่เพียงการสืบพันธุ์ลูกหลานไว้ อย่าให้ขาดพันธุ์ตามธรรมดานี่
ไม่เกิน แต่นี้ต้องการกามารมณ์เพื่อต้องการรสทางเพศระหว่างเพศเนี่ยะ
ทุกวันทุกชั่วโมงทุกนาที หาเงินมาซื้อของเหล่านี้หมด ไอ้เรื่องกามนี่มันก็เป็นส่วนเกิน
แต่ถ้าเป็นการสิบพันธุ์ธรรมดามันก็ไม่เกิน ทีนี้เรื่องเกียรติ
ถ้ามันจริงมันดีจริง มันก็ไม่ต้องอวด มันไม่ต้องยกหูชุหาง แต่นี้มในเกียรติเอาหน้าเอาตาย
ยกหูชูหาง มันก็เป็นเรื่องเกิน ถ้าดีจริงก็ไม่ต้องอวด.
เมื่อพูดเรื่องกินกามเกียรติ
มันก็เป็นเรื่องเกิน แต่ถ้าพูดว่า หล่อเลี้ยงชีวิตอย่างถูกต้อง
สืบพันธุ์ไว้อย่างถูกต้อง มีความดีที่เคารพนับถือตัวเองได้ อย่างนี้มันก็ไม่เกิน
เดี๋ยวนี้เราไม่รู้ว่าอะไรดีอะไรไม่ดี อพะไรเกินอะไรไม่เกิน ก็เลยไปดีที่ไม่ดี
ที่ดีจริงไม่เอา ที่เดี๋ยวนี้เค้ามีความคิดแตกแขนงออกไป ในทางที่กลัวจะเสียเปรียบผู้อื่น
คนไม่อยากเรียนธรรมะ ไม่อยากปฏิบัติศีลธรรม กลัวจะเสียเปรียบผู้อื่น
เพราะคนที่พร้อมจะเอาเปรียบมันก็มากจริงๆเหมือนกัน มันทุกหัวระแหงเลยไปหมด
คนเลยเกิดกลัวเกิดระแวง ไม่กล้าประพฤติธรรมะ กลัวว่าจะเสียเปรียบผู้อื่น
อันนี้เป็นเหตุอันหนึ่งที่ทำให้คนเราไม่อยากจะดีที่สุด ที่มนุษย์จะดีได้ เราก็ต้องกลัวเสียเปรียบผู้อื่นอยู่นั่นแหละ.
ทีนี้เค้าคิดว่าเค้าควรจะได้รับความเอร็ดอร่อยสนุกสนานที่สุด
ในการที่เกิดมานี้ ไม่มีอะไรดีกว่าสิ่งนี้แล้ว
ไม่มีอะไรดีกว่าสิ่งนี้แล้วก็ไม่นึกว่าจะมีอะไรดีอีก ก็เลยหยุดไว้แค่นั้น ก็ไม่ขวนขวายอะไรที่ดีไปกว่านั้น
มนุษย์จึงไม่ได้ดีที่สุด ที่มนุษย์ควรจดีได้ ทีนี้เราจะไปพูดเรื่องนิพพานเรื่องอะไรก็ไม่เห็นดี
เชาไม่เห็นว่ามันดี ก็เลยติดอยู่เพียงที่กามารมณ์ หรือว่าเรื่องเนื้อหนัง
นี้บางทีก็อาจจะพูดว่า โอ๊ย ไม่เอาละ ดีเกินไป ฉันเอาดีธรรมดา ง่ายๆอย่างนี้
ถ้าถืออย่างนี้มันก็เป็นมนุษย์ที่ได้ดีที่สุดไม่ได้
บางทีก็จะพูดกับเขาเหมือนกันแหละ ว่าอยากไปนิพพาน แต่ว่าหลอกนะ ไม่จริง ยิ่งพูดว่าดีจนอยู่เหนือดีแล้ว
ก็ยิ่งไม่ต้องการ ความหม่ายที่แท้จริงของนิพพานน่ะ มันดีจนอยู่เหนือดี เขาก็ไม่เข้าใจหรอก
เขาก็ไม่ต้องการ เมื่อสับสนนักมันกไขว้กันไปหมด เอาดีเป็นชั่ว เอาชั่วเป็นดี ก็เอาภาษาชาวบ้านพูดตามๆกันไปนี่แหละเป็นหลัก นี่คือข้อที่ว่า
มนุษย์ประหลาดที่สุด ตรงที่ว่าทำไมไม่อยากดีถึงที่สุด อันนี้เองเป็นโอกาสให้กิเลสได้โอกาส
วัตถุนิยมได้โอกสได้ก่อหวอดก่ออะไรต่อมิอะไรขึ้นมา.
ทีนี้จะหันไปพึ่งการศึกษาในโลกนี้
การศึกษาก็ไปเป็นทาส ของการเมืองของไอ้วัตถุนิยมไปแล้ว ไม่มีกาศึกษาไหน
ที่จะสอนมนุษย์ให้รู้จักสิ่งที่ดีที่สุด แล้วเฮกันไปทางนั้น เพราะแม้แต่ภิกษุสามเณรเนี๊ย
ก็ยังลดลงไปเป็นฆราวาสแล้วโดยจิตใจ เรียนอย่างฆราวาสแล้ว มุ่งผลอย่างฆราวาส
ทั้งที่เป็นพระเป็นเณรนี่ การศึกษาในวัดมันก็ล้มละลาย การศึกษานอกวัดชั้นมํธยมชั้นมหาวิทยาลัยมันก็อยู่เพียงแค่ว่า
แสวงหาอาชีพประโยชน์เป็นเงินเป็นทอง ได้เงินมามากแล้วก็ฟหาความสนุกสนาน ตามธรรมดา
อย่างที่คนธรรมดา เค้านั่น เค้าต้องการกัน แต่ส่วนมากมันเลยนั่นไป
คือไปหลงใหลไม่มีขอบเขต จนเงินเดือนไม่พอใช้อยู่ตลอดไป ให้มันได้เงินเดือนเดือนละ ๒-๓
หมื่น มันก็ไม่พอใช้อยู่นั่นแหละ เพราะว่าจิตใจมันเป็นอย่างนั้นซะแล้ว ทีนี้การศึกษาในปัจจุบันนี้กำลังช่วยไม่ได้
อิทธิพลของวัตถุนิยม ที่เราเรียกว่าเนื้อหนังเนี่ยะ กำลังลุกลามกำลังระบาดเป็นไฟไหม้ป่า
ไฟไหม้ป่าคือไหม้โลก โลกกำลังถูกไหม้ด้วยไฟอันนี้ ก็เลยไม่ลืมหูลืมตา ก็เลยทำให้โลกอยู่ในสภาพอย่างที่กล่าวมาแล้วข้างต้น.
เค้าพูดกันว่าฆ่าระดับโลกเนี่ยะ
ต้องการจะฆ่ากันล้างโลกนั่นก็ดี และมีสันติภาพอย่างมีเกียรติก็คือการฆ่ากันหมาก
เอาเปรียบกันให้มาก ให้ปล้นหรือยื้อแย่งกันระดับโลก หรือใช้วิถีทางการเมือง
ทางเศรษฐกิจอะไรต่างๆก็ตาม ปล้นเอาประโยชน์ของผู้อื่นไปอย่างมหาศาล ถ้ามาเทียบกับพวกลักเล็กขโมยน้อย
หรือพวกโจรที่ปล้นวัวปล้นควายเป็นฝูงๆนี้ ก็ยังไม่เท่ากับที่พวกนักการเมือง
นักการเศรษฐกิจอะไรนี่เค้าปล้นกันในระดับโลก ยื้อแย่งกันในระดับโลก ไอ้ผลมันก็เกิดขึ้นอย่างนี้
ก็โกหกกันระดับโลก คือในที่ประชุมการเมือง มีการโกหกชนิดระดับโลก แล้วโลกมันจะมีสันติภาพได้อย่างไร?
แล้วก็ดื่มของมึนเมา
ดื่มเสพของมึนเมามากขึ้นในโลกเวลานี้ นับตั้งแต่เหล้ายาขึ้นไปจนถึงเฮโรอีน และของเมาที่ลึกซึ้งที่สุดคือ
เมาปรัชญา เมาความรู้ ที่ปริญญายาวเป็นหางเนี่ย เมาปรัชญาก็เมา
ก็ช่วยโลกไม่ได้ มันเป็นในเรื่องความรู้ที่เฟ้อที่เกิน ก็สร้างนิสัยอันใหม่ขึ้นมา ที่เป็นไปในทางที่จะไร้ศีลธรรมยิ่งขึ้นๆ
ๆไม่รู้สึกตัว พูดถึงธรรมะพูดแต่ปาก แล้วเอาเรื่องโลกพระศรีอาริย์ มาตบตากันเล่น ฝ่ายนู้นทีฝ่ายนี้ที เอามาหลอกลวงกันเล่น
นี่มันทำให้มนุษย์มันมีจิตใจเสื่อมลง เห็นแก่ตัวแก่ตัวมากขึ้น ไอ้ยุคมิคสัญญีมันก็ใกล้เข้ามา
ที่จะฆ่ากันทั้งโลกมันก็ใกล้เข้ามา ถ้าขืนอยู่อย่างนี้มันก็ถึงแน่ แล้วทรัพยากรของแผ่นดินของพระเจ้า หรือของธรรมชาติ นี่ก็กำลังหมดไปอย่างรวดเร็ว ปัญหานานาชนิดก็เกิดขึ้นใหม่
จนกระทั่งโรคภัยไข้เจ็บก็มาในรูปใหม่ นี่เป็นสมัยใหม่กับเขาด้วย ก็ต้องยุ่งกันไปในเรื่องโรคภัยไข้เจ็บ
เพราะมนุษย์ไม่มีศีลธรรม มีความมุงหมายในส่วนเกิน สรุปความแล้วโลกกำลังไม่มีธรรมะ เป็นเครื่องคุ้มครองโลกยิ่งขึ้นๆๆ ไม่เหมือนแต่ก่อน.
งั้นขอให้ถอยหลังเข้าคลอง อย่างที่ได้พูดมาแล้ว
อย่างนี้มันปีนคลองมากนักแล้ว ถอยหลังเข้าคลอง ให้เข้าคลอง ทำนองธรรม ทำนองครองธรรม มิฉะนั้นปัญหาในโลกนี้มันก็จะเกิดมากขึ้นๆ ดูสิ
ที่มันเห็นๆกันอยู่ ในโลกเนี่ยะ ไม่มีอะไรที่เรียกว่า เป็นธรรม ในสนามกีฬามันก็ฆ่ากัน การจี้เครื่องบินของเพื่อนไประเบิดกันอย่างเนี๊ยะ
มันก็เป็นของธรรมดา อย่างที่เห็นหนังสือพิมพ์โฆษณาอยู่ในเวลานี้ ที่ประเทศอังกฤษก็เต็มไปด้วยลูกระเบิด
ที่ระเบิดใครก็ไม่รู้ เป็นระเบิดแบบที่ว่าคนซุกซนใส่เข้าไปในตามที่ต่างๆ แม้ในร้านขายของยังงี้
จับตัวประกันไปฆ่าไปยิงอย่างเลือดเย็น และเกี่ยวกับการเมืองระหว่างประเทศ ฆ่าเขาได้มากๆก็ยิ่งดี ยิ่งมีเกียรติ ที่ต่อไปก็จะใช้ไอ้ระเบิดประลัยเนี่ยะ
ทิ้งใส่กันโดยไม่ต้องมีใครรู้สึกสลดสังเวช เนี่ยะผลมันเกิดขึ้นมาเพราะว่าสิ่งเล็กๆส่วนเดียวคือส่วนเกิน ส่วนเกินที่มันเกินเข้ามา.
ถ้าจะพูดถึงประเทศไทยเราบ้าง ท่านทั้งหลายก็จะรู้ดีกว่าอาตมา โดยเฉพาะในกรุงเทพ
ในเมืองหลวง กำลังมีปัญหาเดือดร้อนไปทุกหย่อมหญ้า คืออะไรบ้าง? เรื่องรถประจำทางบ้าง
เรื่องข้าวแพฃบ้าง เรื่องของแพงบ้าง เรื่องเหตุร้ายบ้าง
นักเรียนตีกันไม่หยุดหย่อนบ้าง อย่างากจนไปทุกหัวระแหงเนี่ยะ ก็เพราะว่ามันทำผิดในระบบของศีลธรรม อันเนื่องมาแต่ส่วนเกิน พูดได้อย่างไม่กลัวผิด มันขาดธรรมะในระบบของการปกครอง ในโลกนี้ การศึกษายังไม่ถูกวิธี
ทั้งในแง่ของโลกและในแง่ของธรรมะ จึงขอให้จงช่วยพิจารณาดูให้ดี
ว่าระบบการปกครองที่กำลังมีอยู่เดี๋ยวนี้
ทั้งโลกมันใช้ไม่ได้ มันไม่เป็น ธัมมิกสังคมนิยม อย่างที่พูดมาแล้ว ไม่เห็นกับผู้อื่น อย่างถูกต้องตามทำนองครองธรรม
มันเห็นแต่ตัวกู มันเห็นแต่ของกู เรามีส่วนเกินธรรมชาติ ส่วนเกินจากธรรมชาติกันมาแล้ว มาถึงขนาดนี้แล้ว
เมื่อก่อนเราอยู่ถ้ำ กินเนื้อดิบได้ ต่อมาต้องปิ้งต้องหุงต้องหาต้องจิ้มน้ำจิ้ม
ต่อมาต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ จนเดี๋ยวนี้กลายเป็นโภชนศิลป์ ของคนร่ำรวยผู้มีเกียรติ ไปสอนส่วนส่วนเกิน สุภาพสตีผู้สูงสุดตั้งสมาคมมาเพื่อสอนส่วนเกิน เรื่องโภชนศิลป์ไม่เห็นมีประโยชน์อะไร นอกจากจะทำให้มันยุ่งมากขึ้น
เคหะศิลป์ก็เหมือนกัน นี่เรียกว่าส่วนเกิน เกินธรรมชาติมาทุกที
ตามธรรมชาติมันก็เกินได้โดยไม่รู้สึกตัว.
แต่เดี๋ยวนี้กิเลสมันมาช่วยให้เกินเร็วขึ้น
เกินเร็วขึ้นก็ต้องมีการต่อสู้กันในปัญหาเกี่ยวกับส่วนเกินนั่นน่ะ คือพวกเผด็จการก็ต่อสู้กับพวกประชาธิปไตย เสรีประชาธิปไตยนายทุน ก็ต่อสู้กับประชาธิปไตยคอมมิวนิสต์
ปัญหาทั้งหมดมาจากการกอบโกยส่วนเกิน
ที่ไม่เป็นธรรม ไอ้พวกตำราคอมมิวนิสต์ทั้งหลายมันก็เขียนไว้ถูกแล้ว
ว่าปัญหาทั้งหมดมันเกิดขึ้นมาจาก ไอ้surplus value ประโยชน์ที่คนหนึ่งควรจะได้
ไอ้คนหนึ่งมันกอบโกยไปไม่ทันรู้ และเอาไปมากเกินไป นี้เรียกว่าเป้นส่วนกิเลสหรือส้วนการเมืองแล้ว
ไม่ใช่ส่วนธรรมชาติแท้ๆ แม้แต่ส่วนธรรมชาติแท้ๆมันก็ยังทำปัญหายุ่งยาก
เช่นถ้าเรายังอยู่กระท่อมเล็กๆได้ มันก็ไม่มีปัญหาอะไร พอเราจะต้องอยู่ตึกหลายๆชั้นขึ้นมา
ปัญหามันก็ต้องเกิด แม้ตามทางศีลธรรมจะถือว่าไม่ผิดศีลธรรม ไม่ผิดกฎหมาย
แต่ในระบบจิตใจมันก็ต้องปั่นป่วนเป็นธรรมดา.
ทีนี้อาตมาก็อยากจะพูดตอนสุดท้ายนี้สักหน่อย
ไหน ๆ เวลามันก็เลยมาแล้ว แต่เรื่องมันยังขาด มันต้องพูดอีกนิดหนึ่ง
ที่ว่าเราจะมาต่อสู้กันใหม่ เพื่อให้โลกมันมีสันติภาพ โดยระบบที่อาตมาจะเรียกไว้ทีหนึ่งก่อนว่าธัมมิกสังคมนิยม
อันนี้เป็นประชาธิปไตยแน่นอน ก็ต้องทุกคนยอมรับ แต่เป็นประชาธิปไตยที่ไม่ให้โอกาสแก่บุคคลเพียงคนเดียว
สามารถกอบโกยส่วนเกินหรือตามหลักพุทธศาสนา หรือศาสนาคริสเตียน ศาสนาไหนก็ได้
ทุกคนต้องไม่เอาให้เกิน ถ้าผลิตขึ้นมาเกิน ต้องช่วยเหลือผู้อื่น
ไม่ห้ามถ้าจะผลิตมาก แต่ถ้าว่าผลิตมากแล้วมันเกินแล้วมันต้องช่วยเหลือผู้อื่น
ขืนเอาไว้ ลำพังตัวเองก็เป็นบาป บาปอย่างที่นายทุนเค้าถูกสาป
อย่างที่พระเยซูพูดว่า จูงอูฐเข้ารูเข็ม ง่ายกว่าจูงนายทุนไปหาพระเจ้า
มีข้อความในไบเบิ้ลก็มีอย่างนี้ ดังนั้นเราก็มีหลักที่ว่าจะจัดการเรื่องส่วนเกินกันนี้ให้ถูก
เพื่อจะได้ เอ่อ ไม่เสียทีที่เกิดมาเป็นมนุษย์.
ตั้งต้นพวกแรกก็ที่เด็กๆของเรา ลูกเด็กๆตาดำๆของเราต้องได้รับการอบรม
ให้การศึกษาที่อบรมดวงวิญญาณ ยิ่งกว่าที่จะให้หนังสือหรืออาชีพ
ซึ่งนำไปสู่ความเห็นแก่ตัว เด็กๆของเราต้องได้รับการฝึกฝนให้เห็นแก่ผู้อื่น อย่าเอาส่วนเกิน
ถ้ามีส่วนเกินเด็กๆของเราก็ต้องให้เพื่อน ยิ่งกว่านั้นอีก ให้เด็กๆทุกคนรู้จัก
เอ่อ เจียดเลือดเนื้อของตนออกไปช่วยผู้อื่น จะยกตัวอย่างว่า เด็กคนหนึ่งได้รับเงินไป
เอ่อ ไปใช้ที่ ๕๐ สตางค์ต่อวันเนี่ยะ เค้าจะต้องเจียด ๕ สตางค์ ๑๐ สตางค์ให้เพื่อน
ก็ไม่เห็นว่าเค้าจะเป็นอะไร เค้าได้ ๕๐ สตางค์ เค้าจะกินมันเพียง ๔๕ สตางค์ เขาก็ไม่ตาย
แต่เค้าได้มีจิตใจอันใหม่ที่ว่า เห็นแก่เพื่อน ดังนั้น ๕ สตางค์นั้นให้ถือว่าเป็นส่วนเกิน
ที่ควรจะเจียดออกไป ถ้าอย่างนั้นเขาจะคิดว่า ๕๐ สตางค์ นี้ก็ยังไม่พอ บาทหนึ่งก็ยังไม่พอ
ฉันไม่มีส่วนเกินที่จะเจียดให้ใคร ถ้าว่ามีนิสัยจะเจียดส่วนเกินกันจริงๆแล้ว
มันก็เจียดไปได้ ๕ สตางค์ ให้...ให้เพื่อน.
หรือว่าเด็กคนหนึ่งมันได้ไปจากแม่วันละ
๑๒๐ สตางค์ไปที่โรงเรียน มันต้องเจียดได้ ๑ สตางค์ให้เพื่อน แล้วมันก็ไม่ตาย ถ้าเด็กๆของเราถูกฝึกฝนอย่างนี้
มันก็จะเกิดนิสัยที่ไม่เอาส่วนเกินด้วย แล้วก้จะเจียดส่วนของตัวออกไปให้เป็นส่วนเกิน
ให้เพื่อนด้วย เนี่ยะคนไทยเรา มีนิสัยอย่างนี้ แม้จะจนเท่าไหร่ก็ยังมี ใส่บาตรได้
นี่พูดได้เลยว่าวัดนี้ ๕-๖๐ องค์นี่ อยู่ได้ด้วยชาวไร่ชาวนาที่ยากจน ที่เจียดส่วนเกินออกมาได้เสมอ
ยามสงบยามสงครามอะไรก็ตาม เมื่อยามสงครามที่ไม่มีอะไรจะกินกันทางกรุงเทพน่ะ
แค่ที่บ้านนอกนี่ยังมีที่ชาวนานี้ยังเจียดออกมา ล่อเลี้ยงวัดวาอารามไว้ได้
ยังมีกินมีใช้อยู่ มันมีอย่างนี้ ไม่ใช่ว่ามันไม่มีเจียด จะเจียดแล้วมันก็เจียดได้กระทั่งเชือดเนื้อสดๆไปให้เลย
ตามแบบของโพธิสัตว์ แต่มันยังไม่ถึงอย่างนั้น.
ถ้าให้เด็กๆเค้ารู้ว่า
เรื่องของมนุษย์เรานี้ มันต้องมีทั้งร่างกายและทั้งวิญญาณ
ให้ถูกต้องทั้งทางร่างกายและทางวิญญาณ เราเห็นแก่ตัว ได้มาทางร่างกายมันก็เสียไปในทางฃวิญญาณ
คือทางจิตใจมันเสื่อมทราม เราให้เด็กๆไของเรามีความรู้สึกมองเห็นยอมรับว่า ที่เราเกิดขึ้นมในโลกนี้
ไม่ใช่เพื่อเราคนเดียว เราเกิดมาเพื่อทำโลกนี้ให้งดงาม ให้มีความถูกต้องอยู่ในโลกนี้
ให้โลกนี้งดงาม แต่ไม่ใช่เป็นผีเสื้อบินไปบินมา หรือวาเป็นนกกระจอกล่อกแล่กอยู่นั่น
หรือเป็นลิงทโมนดุร้าย หรือว่าขี้เกียจนอนเหมือนหมู มีโทสะเป็นยักษ์เป็นมารอย่างนี้
เรียกว่าทำโลกนี้ให้งดงาม นี่เรียกว่ามันเกอิดมาเพื่อทำให้โลกนี้งดงาม ก็คือว่า
ให้มันทุกคนอยู่กันเป็นผาสุก เด็กๆได้รับการอบรมอย่างนี้ ไม่เอาส่วนเกิน
เจียดส่วนเกินได้จนถึงหยดสุดท้ายให้เพื่อนกัน.
ทีนี้ คนหนุ่มคนสาว ต้องมีความรู้
เรื่องกินเรื่องกามเรื่องเกียรตินั้น มันดเนส่วนเกิน มันให้โอกาสแก่กิเลส เป็นทาสแก่กิเลส
ต้องให้พอดี ที่เรียกว่ากินอยู่เพื่อได้ หรือการสืบพันธุ์ตามธรรมดา
หรือมีดีก็ไม่ต้องอวด ไม่ต้องยกหูชุหางดูหมิ่นท่าน เราต้องเกิดมาเพื่อเป็นไท
อย่าเกิดมาเป็นทาสของกิเลส อย่าเกิดมาเป็นทาส อย่าให้มีโทษอย่าให้มีความทุกข์
เดี๋ยวนี้เป็นแฟชั่นใหม่ หนุ่มสาวไปเรียนเมืองนอกชอบไปเรียนในประเทศที่เขามีระบบไอ้ฟรีเซ็กส์
เรื่องกามารมณ์ไม่มีขอบเขต หาโอกาสไปเรียนในประเทศอย่างนั้นกันมากขึ้น
จนเป็นแฟชั่นได้ยินว่าอย่างนี้ เนี่ยะจะไปเอาจิตใจที่เสื่อมทราม
ต้องการส่วนเกินในทางกามารมณ์มากเกินไป จึงไปหาโอกาสอย่างนั้น ฉะนั้นคนหนุ่มคนสาวเราก็ต้องคิดแล้วก็ไม่ต้องเป็นผีเสื้อต้องไม่เป็นนกกระจอก
ต้องไม่เป็นไก่แจ้ ต้องไม่เป็นลิงทโมน.
มาทีนี้ทางบิดามารดากันบ้าง ขอให้พ่อเป็นพ่อ
ขอให้แม่เป็นแม่ เดี๋ยวนี้พ่อกับแม่นี่ แย่งกันทำงานแย่งชิงกันทำงานจนไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ชาย
ใครเป็นผู้หญิง แม่ไปชิงทำงานอย่างพ่อ พ่อไปชอิงทำงานอย่างแม่
อย่างนี้มันผิดธรรมชาติ ไอ้ลู๔กเด็กๆก็จะเป็นลิงทโมนหมด ไม่มีใครหล่อเลี้ยงวิญญาณ
กล่อมเกลาวิญญาณ ไม่มีใครสนใจที่จะว่าเลี้ยงลูกให้เป็นลูกของพระธรรม ไม่มีใครสนใจที่จะเลี้ยงลูกให้เป็นลูกของพระพุทธเจ้า
ปล่อยมันไปตามเรื่อง พ่อแม่ชิงกันไปหาเงินมากๆ แล้วเอามาทำอะไรก็ไม่รู้แล้วลูกมันจะเป็นอะไร
ก็ต้องเรียกว่าเป็นลิงทโมน ไม่ใช่บุตรของพระเจ้า ไม่ใช่บุตรของพระธรรม
พ่อแม่ต้องย้ำอยู่เสมอว่า มันจะต้องเกิดมานี้ เพื่อทำโลกนี้ให้งดงาม ไม่เอาส่วนเกิน
ถ้ามีส่วนเกินต้องสงเคราะห์ ผู้อื่น ผลิตให้มากก็ผลิตเพื่อสงเคราะห์ผู้อื่น.
ทีนี้มาที่วัดอีกที พระเจ้าพระสงฆ์ภิกษุสามเณร
ภิกษุสงฆ์สามเณรต้องเป็นผู้นำในทางวิญญาณ ที่ดี ให้นำในทางโลกทางการบ้านการเมืองนั้น
ไม่พูดถึง ตามใจ แต่ที่จำเป็นที่จะต้องพูดถึงหรือกำชับกัน ก็วส่า
ภิกษุสามเณรต้องเป็นผู้นำในทางวิญญาณ ก็ที่ดีด้วย คือเป็นปูชนียบุคคล
ประพฤติตรงตามหลักของพระพุทธเจ้า ไม่เอาส่วนเกินอย่างที่ว่ามาหยก ๆนี้
ทำส่วนเกินให้เกิดได้ แต่ต้องเพื่อคณะสงฆ์ เพื่อส่วนรวม ส่วนตัวไม่ได้ ไม่เห็นแก่ตัวไม่เอาส่วนเกิน
แล้วก็เจียดออกได้เหมือนกัน สามารถที่จะเจียดออกไปได้เหมือนกัน ที่จะเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น
ตาม...ตามวินัยของพระพุทธเจ้า ไม่เอามากกว่านั้น
ถ้าเหลือนั้นให้เจียดให้ผู้อื่น และก็ไม่ทำตัวเป็นผู้กอบโกยเสียเอง ในนามของศาสนา
เดี๋ยวนี้ดูภิกษุสามเณรจะเป็นผู้กอบโกยเสียเอง แล้วก็ทำไปในนามของศาสนา.
นี่ถ้าทำอย่างนี้ก็จะมีระบบที่ว่าคือ
ธัมมิกสังคมนิยม เห็นแก่สังคมเป็นใหญ่ตามวิถีทางของธรรมะ เอ้า
คำสุดท้ายก็คือ ระบบการปกครอง คนนี่ต้องแบ่งเป็นวรรณะ แบ่งเป็นวรรณะ
แต่ละวรรณะต้องบริสุทธ์ผุดผ่อง วรรณะนี้เลิกไม่ได้ วรรณะโดยชาติโดยกำเนิด
เลิกได้ แต่วรรณะโดยกิจการการงานที่ทำนี่ มันเลิกไม่ได้ถ้าเราทำนาเราต้องเป็นชาวนา
ถ้าทำราชการก็ต้องเป็นข้าราชการ ถ้าเป็นผู้ปกครองก็ต้องวรรณะปกครอง นี้
วรรณะอย่างนี้มันเลิกไม่ได้ แต่ว่าทุกๆวรรณะต้องมีความมุ่งหมายตรงกัน
ทำตัวเป็นคนของพระเจ้า หรือว่าเป็นคนของพระธรรม เหมือนกัน แบ่งหน้าที่กันทำ
แต่แล้วเพื่อผลอย่างเดียวกัน ธรรมชาติก็ไม่ต้องการให้เราแบ่งพวก ต่อสู้กัน ศาสนาก็ไม่ต้องการให้แบ่งพวก
ต่อสู้กัน แต่เราก็ยังมีการแบ่งพวกเป็นวรรณะ แล้วก็ต่อสู้กัน เนี่ยคือ อ่า วรรณะนั้นทำผิด
วรรณะโดยเฉพาะวรรณะซึ่งปกครองบ้านเมือง สมัยโบราณนี้เค้าก็มีพระราชา
มีกษัตริย์โดยตรงฃ เดี๋ยวนี้ก็มีระบบประชาธิปไตย ก็มีกลุ่มคนที่ทำหน้าที่อย่างพระราชา
คือผู้ปกครองบ้านเมือง นี่ก็ต้องสงเคราะห์ไว้ในวรรณะทิ่ปกครอง ปกครองบ้านเมือง
ถ้าวรรณะนี่ก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ทำให้เกิดปัญหามาก
การยื้อแย่งต่อสู้ระหว่างวรรณะ ก็กำลังเป็นปัญหามาก แต่เราเป็นวรรณะเดียว
คือ วรรณะมนุษย์ ที่มีมนุษยธรรม.
ไอ้วรรณะคำนี้มันแปลก
มันแล้วแต่หน้าที่การงานต่างหาก ไม่ใช่โดยกำเนิด วรรณะสัตว์ วรรณะคน วรรณะมนุษย์
ใครลองประพฤติอย่างสัตว์สิ ก็คนนั้นเป้นสัตว์ ใครประพฤติอย่างคนคนนั้นก็เป็นคน ใครประพฤติอย่างมนุษย์ซึ่งดีกว่าคน
คนนั้นก็ต้องเป็นมนุษย์ หรือใครประพฤติอย่างบรรพชิตก็เป็นวรรณะบรรพชิต วรรณะนักบวช
ใครประพฤติอย่างชาวบ้านก็เป็นวรรณะชาวบ้าน แม้ว่ามันจะมีหลายวรรณะ
ก็ถือว่ามีวัตุประสงค์ตรงกันในข้อเดียวกัน คือต้องฃได้สิ่งที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะได้
หรือให้ได้เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรจะเป็น ไม่มีใครเอาส่วนเกิน
ผลิตส่วนเกินออกมามากก็แจกสงเคราะห์ผู้อื่น เนี่ยคือไอ้ ระบบธัมมิกสังคมนิยม
ในที่สุด อยากจะยืนยันว่า พระพุทธเจ้าก็ดี พระศาสดาทั้งศาสนาไหน ๆก็ดี
มีเจตนารมณ์ในการสั่งสอนมนุษย์นี่ ให้เป็นผู้มีลัทธิธัมมิกสังคมนิยม เห็นแก่สังตมอย่างถูกต้องตามทำนองครองธรรม.
เป็นอันว่า วันนี้ก็ได้พูดกันถึงวิถีทางที่จะทำใหเธรรมะครองโลก
ในประการที่ ๕ ที่เรียกว่าต้องจัดระบบการเมือง
ในโลกนี้กันเสียใหม่ เป็นระบบที่ไม่เหมือนใคร ไม่เหมือนคอมมิวนิสต์
ไม่เหมือนเสรีประชาธิปไตย ไม่เหมือนนายทุน ไม่เหมือนกรรมกร
ไม่เหมือนอะไรหมด เพราะทุกระบบนั้นยังกอบโกยส่วนเกิน คอมมิวนิสต์ก็ยังกอบโกยส่วนเกิน
ประชาธิปไตยก็จะกอบโกยส่วนเกิน ใครจะรับประกันได้ว่า ถ้าคอมมิวนิสต์ร่ำรวยขึ้นมาแล้ว
จะไม่กลายเป็นนายทุนอีก นายทุนเกิดขึ้นคอมมิวนิสต์จึงเกิดขึ้น
ถ้าคอมมิวนิสต์ต่อสู้ชนะแล้ว ใครจะรับรองได้ว่า คอมมิวนิสต์จะไม่กลายเป็นนายทุนอีก?
ฉะนั้นเราจึงถือว่า ระบบการเมืองในโลกตอนนี้ทุกระบบ
เป็นผู้กอบโกยส่วนเกิน ทีนี้กลับไปหาพระเจ้า กลับไปหาศาสนากันใหม่
ไม่มีใครเอาส่วนเกิน ถ้าผลิตได้มากเป็นส่วนเกิน
ต้องสงเคราะห์ผู้อื่น ตามหลักของศาสนาในโลกนี้ทุกๆศาสนา เป็นอย่างนี้ เนี่ยะ
อาตมาเห็นว่า เป็นเรื่องหนึ่งที่เรา พุทธบริษัททั้งหลาย
จะต้องเอาไปคิดไปนึก ไม่ใช่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ใช่ว่าจะเป็นผู้ต่อสู้ทางการเมือง
อะไรก็หาไม่ได้ แต่ว่าในฐานะที่เป็นมนุษย์ ที่มีสติปัญญาอย่างพุทธบริษัท
นี้ก็มีส่วนที่จะช่วยกันทำให้โลกนี้ ให้มีสันติภาพบ้าง จึงเอามาพูด ก็หวังวา
ท่านทั้งหลายจะเอาไปคิดไปนึกดู แล้วช่วยจดจำคำสั้นๆเพียง ๒-๓ คำว่า ไม่กอบโกยส่วนเกิน
ถ้าเผอิญผลิตอะไรขึ้นมาได้มากเป็นส่วนเกิน ก็จงสงเคราะห์ผู้อื่น
แล้วก็สามารถที่สุดท้าย สำคัญที่สุด ก็สามารถเจียดไอ้ส่วนที่ใครๆไม่เห็นว่าเป็นส่วนเกินนั่นแหละ
ออกเป็นส่วนเกินมาให้ได้ แม้ว่าเราจะมีรายได้วันหนึ่ง ๑๐ สตางค์ เราก็ต้องเจียดออกมา
๑ สตางค์ ให้เป็นส่วนเกินที่จะช่วยผู้อื่นให้จนได้.
นี่ตามหลักของศาสนาทุกๆศาสนา
ย่อมเป็นอย่างนี้ ก็ระบบนี้ก็เรียกว่า ระบบที่เห็นแก่สังคม อย่างถูกต้องตามทำนองครองธรรม
จะเป็นเครื่องมือวิเศษ ขจัดหรือป้องกันไอ้ลัทธิการเมืองทั้งหลาย
ที่จะทำโลกให้ลุกเป็นไฟเสียได้ ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจ หวังว่าท่านทั้งหลายจะได้ไปคิดดู.
อาตมาเห็นว่าเกินเวลาแล้ว ก็ขอหยุดการบรรยายไว้เพียงเท่านี้
ขอให้พระสงฆ์ทั้งหลาย เอ่อ ท่านสวดคณะสาธยาย ด้วยบทพระธรรม ที่ส่งเสริมกำลังใจ
ให้มีความกล้าหาญ ในการประพฤติดีประพฤติชอบต่อไป.
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น